จับตากลุ่มป่วนใต้ปรับยุทธวิธีปล้นทอง-บึ้มATMหาทุนแยกดินแดน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/385826?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

จับตากลุ่มป่วนใต้ปรับยุทธวิธีปล้นทอง-บึ้มATMหาทุนแยกดินแดน

30 สิงหาคม 2562 – 14:15 น.
กลุ่มป่วนใต้,กลยุทธ์,ปล้นร้านทอง,บึ้มเอทีเอ็ม
เปิดอ่าน 2,062 ครั้ง

จับตากลุ่มป่วนใต้ปรับยุทธวิธีปล้นทอง-บึ้มเอทีเอ็ม หาทุนแยกดินแดน

ความคืบหน้าคดีปล้นร้านทองครั้งมโหฬารมูลค่ากว่า 85 ล้านบาทที่ อ.นาทวี จ.สงขลา เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม ถึงวันนี้ผ่านมาแล้ว 5 วัน ตำรวจยืนยันข้อมูลชัดเจน 2 ประการ คือ

1.คนร้ายที่ร่วมก่อเหตุปล้นซึ่งมีมากกว่า 10 คน ตัวหลักๆ เป็นสมาชิกกลุ่มก่อความไม่สงบ หรือขบวนการแบ่งแยกดินแดน
2.สมาชิกขบวนการเหล่านี้จงใจปล้นทรัพย์สินมีค่าเพื่อหวังเงิน

การปล้นร้านทองของคนในขบวนการเพื่อหวังเงินนี้กลายเป็นโจทย์ใหม่ที่ตำรวจ ทหาร ยังขบไม่แตกว่าทำไปเพื่ออะไร เพราะขบวนการแบ่งแยกดินแดนที่เคลื่อนไหวต่อสู้กับรัฐไทยมาตลอดกว่า 15 ปีเต็มนั้น มีวิธีหาเงินแบบอื่น (เช่น เก็บเงินมวลชนและแนวร่วมวันละ 1 บาท ขอเงินรายได้จากการกรีดยางจากสวนของมวลชนและแนวร่วม สัปดาห์ละ 1 วัน) และพวกเขาชูการต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ เป้าหมายคือปลดปล่อย “ดินแดนปาตานี” จากรัฐไทย ฉะนั้นการผันตัวเองมาเป็น “โจรปล้นร้านทอง” จึงน่าจะสวนทางกับอุดมการณ์ที่เคยบอกกับชาวบ้านหรือมวลชนของตนเอาไว้

 สาเหตุที่ทำให้ตำรวจปักใจว่า กลุ่มก่อความไม่สงบเกี่ยวพันกับการปล้นครั้งนี้แน่นอน ก็เพราะเมื่อย้อนดูเหตุการณ์เก่าๆ ตลอด 1 เดือนที่ผ่านมา จะพบว่ามีการก่อเหตุรุนแรงเพื่อหวังทรัพย์สินแล้วหลายครั้ง เช่น

วันที่ 4 สิงหาคม วางระเบิดตู้เอทีเอ็มหน้าสถานศึกษาหลายจุดใน จ.ปัตตานี หนึ่งในนั้นคือมหาวิทยาลัยฟาฏอนี โดยมีรายงานว่าบางจุดคนร้ายได้เงินด้วย แต่ไม่มีข้อมูลชี้ชัดว่าได้ไปเท่าไหร่

วันที่ 24 สิงหาคม คนร้ายบุกปล้น “ห้างทองสุธาดา” ที่ อ.นาทวี ได้ทองและเพชรมูลค่ามหาศาลถึง 85 ล้านบาท
วันที่ 26 สิงหาคม คนร้าย 3 คนสวมไอ้โม่งคลุมหน้า ใช้อาวุธปืนบุกปล้นแม่ค้าขายทุเรียนที่แผงค้าในตำบลสะเตงนอก อ.เมือง จ.ยะลา ได้เงินสดไป 2 แสนบาท

ทั้ง 3 เหตุการณ์เกิดขึ้นในเดือนเดียวกัน เป็นการ “ปล้น” ล้วนๆ และได้เงินกับทรัพย์สินมีค่าไปทุกครั้ง

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของหน่วยงานความมั่นคงวิเคราะห์ว่ากลุ่มขบวนการน่าจะหันมาใช้วิธีปล้นทรัพย์เพราะขัดสนด้านการเงิน เนื่องจากรายได้หลักที่เคยได้จากธุรกิจผิดกฎหมายโดยเฉพาะยาเสพติด สินค้าหนีภาษี และเรียกค่าคุ้มครองลดน้อยลง เช่นเดียวกับสมาคมธุรกิจร้านอาหารในประเทศเพื่อนบ้านที่มีข้อมูลมาตลอดว่าให้การสนับสนุนขบวนการแบ่งแยกดินแดน ก็ได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจในภูมิภาค ทำให้กลุ่มขบวนการต้องเปลี่ยนวิธีหาเงินมาใช้วิธีปล้น และหลังจากนี้น่าจะปฏิบัติการถี่ขึ้น โดยเป้าหมายอ่อนไหวหรือจุดเสี่ยงที่จะถูกปล้นก็จะมีมากขึ้นด้วย

แต่โจทย์ที่ฝ่ายความมั่นคงยังขบไม่แตกก็ยังเป็นโจทย์เดิม คือ การกระทำในลักษณะ “โจร” แบบนี้ กระทบต่อภาพลักษณ์และศรัทธาของมวลชนที่มีต่อขบวนการแบ่งแยกดินแดนหรือไม่

จากข้อมูลที่ “ทีมข่าว” รวบรวมมาได้ จากบุคคลที่เคยอยู่ในขบวนการแบ่งแยกดินแดน หรือเข้าถึงคนในขบวนการ พบว่ากลุ่มที่ปฏิบัติการปล้นในรูปแบบต่างๆ เป็นกลุ่ม “เซลล์อิสระ” ที่ปฏิบัติการต่างๆ อย่างเสรี คิดเองทำเอง แต่ยังยึดโยงกับขบวนการหลักอยู่ หากมีนโยบายให้ก่อเหตุรุนแรงก็จะทำในทิศทางเดียวกัน แต่ทางกลุ่มเหล่านี้ก็คิดเองทำเองด้วย เช่น ระเบิดตู้เอทีเอ็ม หรือปล้นร้านทองเพื่อเอาเงิน โดยคนพวกนี้อ้างว่านำเงินไปช่วยผู้เดือดร้อน หรือเหยื่อความรุนแรงที่เป็นมุสลิมมลายู และอีกส่วนหนึ่งเชื่อว่านำไปพัฒนาระเบิดแสวงเครื่อง

ส่วนเรื่องภาพลักษณ์คนในขบวนการยืนยันว่าไม่กระทบ เพราะคนมลายูมุสลิมไม่เดือดร้อน เป้าหมายที่ถูกปล้นเป็นกิจการของรัฐ หรือของคนศาสนาอื่นทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นธนาคารที่ถูกวางระเบิดตู้เอทีเอ็ม ร้านทอง หรือแม่ค้าทุเรียนก็เป็นชาวจังหวัดตราด มาจากนอกพื้นที่

นายอิบรอเฮง (สงวนนามสกุล) อดีตแกนนำบีอาร์เอ็น ซึ่งเป็นขบวนการที่อ้างอุดมกาาณ์แบ่งแยกดินแดนที่มีบทบาทสูงสุดในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา บอกกับทีมข่าวว่า การปล้นตู้เอทีเอ็มหรือปล้นอะไรก็ตามที่เป็นของรัฐหรือธุรกิจของคนรวยที่ไม่ใช่คนมลายู ถือเป็นเรื่องปกติ เพราะคนในขบวนการเชื่อว่าคนเหล่านี้เข้ามาอาศัยอยู่ในดินแดนของตน หากกระทำกับคนกลุ่มนี้ก็ไม่ได้กระทบอะไรกับคนมลายูส่วนใหญ่ในพื้นที่เลย อย่างการปล้นตู้เอทีเอ็มของธนาคารอิสลามก็เป็นธนาคารของรัฐ การปล้นร้านทองก็ไม่ใช่ของคนมลายู เรื่องแบบนี้ขบวนการทำมานานแล้ว แต่ใช้การเรียกค่าไถ่แทนการปล้น โดยเป้าหมายในอดีตคือร้านค้าหรือกิจการของคนเชื้อสายจีน

ฉะนั้นเรื่องภาพลักษณ์หรือความศรัทธาที่มวลชนมีต่อขบวนการจึงไม่ได้รับผลกระทบ เพราะการปล้นไม่ได้กระทบกับมวลชน ที่สำคัญขบวนการยังมีวิธีการสื่อสารกับมวลชนของตนตลอด

ข้อมูลนี้อาจเป็นพลวัตใหม่ของสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งทิศทางกำลังเปลี่ยนมาเป็นการโจมตีพื้นที่เศรษฐกิจมากขึ้น ทั้งเพื่อหวังผลประโยชน์และกดดันรัฐไทย

รู้จักเจะอารงทีมปล้นทองนาทวี2ปีก่อเหตุถี่หลบหนีแต่ดอดมีลูก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/385821?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

30 สิงหาคม 2562 – 13:00 น.
นายเจะอารง,ปล้นทอง,อนาทวี
เปิดอ่าน 4,707 ครั้ง

รู้จัก “เจะอารง” ทีมปล้นทองนาทวี 2 ปีก่อเหตุถี่ หลบหนี แต่ดอดมีลูก

คดีปล้นร้านทองครั้งมโหฬารมูลค่ากว่า 85 ล้านบาท ที่ อ.นาทวี จ.สงขลา แม้ผู้ต้องหาลอตแรก 2 คนที่ตำรวจประกาศออกหมายจับจะไม่ใช่ นายเจะอารง บาเฮง แต่ชื่อของ “เจะอารง” ก็พาดหัวหนังสือพิมพ์หัวสี จนหลายคนปักใจว่าเขาคือ “หัวโจกปล้นทอง” ไปเรียบร้อย

ข้อมูลจากตำรวจที่ปล่อยออกมามีแค่คร่าวๆ ว่า นายเจะอารง เคยมีหมายจับในคดีความมั่นคง 3 หมาย เป็นหมายจับของ สภ.สะบ้าย้อย 1 หมาย และสภ.จะนะ 2 หมาย ทั้ง 2 อำเภอเป็นพื้นที่รอยต่อกับอำเภอนาทวี และอยู่ในโซน “ประกาศใช้กฎหมายพิเศษ” เพราะมีปัญหาความไม่สงบ เป็นเขตติดต่อกับสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

เมื่อนายเจะอารงเคยมีหมายจับในคดีความมั่นคงตำรวจจึงฟันธงว่างานนี้ “แก๊งป่วนใต้” มีเอี่ยว ไม่แน่ใจว่าต้องการหาเงินใช้เพราะกลายเป็น “โจรนอกแถว” หรือหาทุนรอนไปก่อความไม่สงบกันแน่

ข้อมูลจากตำรวจยังระบุอีกว่า นายเจะอารง เคยเป็นหนึ่งในทีมวางแผนก่อเหตุปล้นรถกระบะ 6 คันจากเต็นท์รถมือสองใน อ.นาทวี ชื่อ “หจก.วังโต้ คาร์เซ็นเตอร์” เพื่อไปทำคาร์บอมบ์ด้วย โดยเหตุการณ์ปล้นรถไปทำคาร์บอมบ์ครั้งนั้นเป็นข่าวดังไปทั่วประเทศ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2560 หรือเมื่อ 2 ปีก่อน

แต่จากข้อมูลที่ “คม ชัด ลึก” ตรวจสอบมาพบว่าประวัติการก่อคดีของนายเจะอารงมีมากกว่านั้น และยังเป็นคดีใหญ่ๆ เชื่อมโยงกับ “ทีมปัตตานี” ที่ก่อเหตุใน 6 อำเภอรอยต่อของปัตตานีกับสงขลาอีกด้วย

นายเจะอารง เกิดเมื่อปี 2523 อายุ 39 ปี ที่อยู่ปัจจุบันอยู่ใน ต.นาทวี อ.นาทวี คาดว่าเป็นบ้านของภรรยาคนใหม่ซึ่งมีลูกสาวด้วยกัน 1 คน

นายเจะอารง เป็นหนึ่งในผู้ต้องหาที่ถูกออกหมายจับในคดีปล้นรถกระบะจากเต็นท์รถมือสอง “หจก.วังโต้ คาร์เซ็นเตอร์” ใน อ.นาทวี หมายจับลงวันที่ 9 กันยายน 2560 โดยนายเจะอารงทำหน้าที่ร่วมกับพวกปล้นรถกระบะของชาวบ้านจาก อ.ยะรัง จ.ปัตตานี ก่อนใช้เป็นพาหนะไปปล้นรถกระบะอีก 6 คัน จาก “หจก.วังโต้ คาร์เซ็นเตอร์” โดยนายเจะอารง ทำหน้าที่จัดหาน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อใช้เติมรถที่ปล้นมาด้วย หลังก่อเหตุเจ้าหน้าที่ไม่สามารถติดตามจับกุมตัวได้

จากนั้นในช่วง 2 ปีมานี้ ก่อนเกิดเหตุการณ์ปล้นร้านทองที่อ.นาทวี นายเจะอารงกับพวกยังร่วมกันก่อเหตุรุนแรงอีกหลายเหตุการณ์

เริ่มจากคดียิงนายดือราเซะ ปอสอ แพทย์แผนโบราณในพื้นที่ต.ท่าม่วง อ.เทพา จ.สงขลา เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2561

จากนั้นวันที่ 26 พฤษภาคม 2562 นายเจะอารงยังมีส่วนร่วมในเหตุการณ์ลอบวางระเบิดป้อมจุดตรวจหลังสถานีรถไฟใน อ.จะนะ จ.สงขลา ทำให้ตำรวจเสียชีวิต 1 นาย บาดเจ็บอีก 3 นาย ถัดจากนั้นไม่ถึงเดือนคือวันที่ 21 มิถุนายน นายเจะอารงได้ร่วมกับพวกก่อเหตุลอบวางระเบิด อส. หรืออาสารักษาดินแดน อำเภอสะบ้าย้อย

หลังก่อเหตุที่สะบ้าย้อย นายเจะอารงกับพวกได้หลบไปกบดานอยู่ในขนำ หรือกระท่อมในป่ายางพารา พื้นที่ตำบลสะพานไม้แก่น อ.จะนะ และยิงปะทะกับตำรวจที่นำกำลังเข้าปิดล้อมตรวจค้น เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน ทำให้ตำรวจได้รับบาดเจ็บสาหัส 1 นาย ส่วนนายเจะอารงกับพวกหลบหนีไปได้ โดยหนึ่งในนั้นคือ นายอัซมัน เปาะเล๊าะ อายุ 29 ปี ชาวตำบลลำไพล อ.เทพา จ.สงขลา ซึ่งมีชื่อร่วมปล้นร้านทองที่อำเภอนาทวีด้วย

หลังถูกบุกทลายขนำซึ่งเป็นแหล่งกบดาน ทำให้กลุ่มของนายเจะอารงแยกย้ายกันหลบหนี จากนั้นในวันรุ่งขึ้น คือ 28 มิถุนายน นายเจะอารงกับนายอัซมัน ได้ไปก่อเหตุจี้ชิงรถจักรยานยนต์ของชาวบ้านโดยใช้ปืนตีที่ศีรษะจนได้รับบาดเจ็บ เหตุเกิดในท้องที่ อ.เทพา แล้วใช้รถจักรยานยนต์ที่ปล้นไปได้ขี่หลบหนีต่อ

เหตุรุนแรงล่าสุดที่นายเจะอารงถูกออกหมายจับคือเหตุคนร้ายใช้ระเบิดแสวงเครื่องและอาวุธสงครามบุกโจมตีจุดตรวจและฐานปฏิบัติการย่อยของชุดคุ้มครองตำบล ในตำบลปะกาฮะรัง อ.เมือง จ.ปัตตานี เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม ทำให้เจ้าหน้าที่เสียชีวิต 4 นาย โดยนายเจะอารง กับนายอัซมัน เป็น 2 ใน 21 ผู้ต้องหาที่ถูกออกหมายจับด้วย

หนำซ้ำคดีนี้ยังเชื่อมโยงกับกรณี “หมดสติในค่ายทหาร” ของ นายอับดุลเลาะ อีซอมูซอ ผู้ต้องสงสัยคดีความมั่นคงที่กำลังเป็นประเด็นอยู่ด้วย เพราะนายอับดุลเลาะถูกจับและหมดสติ ถูกหามเข้าไอซียูก่อนหน้านั้นเพียง 2 วัน หลายฝ่ายเชื่อว่าเหตุโจมตีจุดตรวจที่ปะกาฮะรังคือปฏิบัติการตอบโต้เพราะเชื่อว่านายอับดุลเลาะถูกซ้อมทรมาน

สำหรับภูมิลำเนาเดิมที่เป็นบ้านพ่อแม่ของนายเจะอารง อยู่ใน อ.หนองจิก จ.ปัตตานี มีพี่น้องรวม 6 คน นายเจะอารงเคยมีภรรยาและมีลูกด้วยกัน 3 คน เป็นชายทั้งหมด

ประเด็นที่น่าสังเกตก็คือปัจจุบันนายเจะอารงมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านหลังหนึ่งใน อ.นาทวี ตำบลเดียวกับร้านทองและเต็นท์รถที่มีชื่อเขาบุกปล้น นายเจะอารงมีภรรยาใหม่และมีลูกสาว 1 คน อายุเพียงขวบเศษ แสดงว่าตลอด 2 ปีหลังจากปล้นรถกระบะไปทำคาร์บอมบ์ นายเจะอารงยังคงลอยนวล ร่วมก่อเหตุรุนแรงอีกหลายเหตุการณ์ในพื้นที่ละแวกบ้านตัวเอง แถมยังกลับบ้าน อยู่กินกับภรรยาและมีลูกสาวด้วยกันอีกต่างหาก!

สอนบทเรียน ผู้บริหารจุฬาฯ ..ระวังเป็นเหยื่อ องค์กรสารพิษ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/385820?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สอนบทเรียน ผู้บริหารจุฬาฯ ..ระวังเป็นเหยื่อ องค์กรสารพิษ

30 สิงหาคม 2562 – 12:55 น.
พาราควอต,สารพิษ
เปิดอ่าน 3,863 ครั้ง

โดย…  ทีมข่าวรายงานพิเศษ

เครือข่ายภาคประชาชนกว่า 600 องค์กรจับมือกันต่อสู้กับกลุ่มธุรกิจนำเข้า สารพิษเกษตร “พาราควอต” อย่างเข้มข้นต่อเนื่องมานานหลายปี มีนักวิชาการ นักวิจัย แพทย์ เภสัช จากสถาบันวิชาการต่างๆ เข้าร่วมจำนวนไม่น้อยจนกลายเป็นข่าวดังไปทั่วโลก..แต่ไม่อยากเชื่อเลยว่า “ผู้บริหารของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” บางคนในยุคนี้ จะพลาดท่าเสียที เกือบตกเป็นเหยื่อ “องค์กรบังหน้า” จนต้องให้ชาวบ้านออกมาสอนบทเรียนถึงใต้ร่มจามจุรี…

ช่วงเที่ยงวันที่ 29 สิงหาคม 2562 ชาวบ้านและกลุ่มคนไทยต่อต้านการใช้สารเคมีพิษร้ายในแปลงเกษตรกว่า 300 คน ได้มาร่วมชุมนุมกันใต้ตึก “จามจุรี 3” ที่ตั้งอยู่ไม่ห่างจากอาคารนั่งทำงานของคณะผู้บริหารจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เสียงตะโกนพร้อมชูป้ายเชียร์มีขึ้นเป็นระยะๆ เพื่อให้กำลังใจ “หมอธีระวัฒน์” และแกนนำต่อต้านสารพิษเกษตร เช่น วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ แอ๊ด คาราบาว, รสนา โตสิตระกูล ฯลฯ

สาเหตุที่คนไทยหลายร้อยคนต้องมารวมตัวกันที่นี่ สืบเนื่องจากศูนย์กฎหมายและนิติการ สำนักงานจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ออกหนังสือเชิญ ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ มาพบคณะกรรมการสอบสวนหาข้อเท็จจริง ในวันที่ 29 สิงหาคม 2562 เวลา 13.30 น. ณ ห้องประชุม 203 อาคารจามจุรี 3 ชั้น 2

อธิบายแบบชาวบ้านเข้าใจง่ายๆ ก็คือ โดนตั้งกรรมการสอบสวน…นั่นเอง เนื่องจากหมอผู้นี้เป็นหนึ่งในแพทย์ที่กล้าออกมาให้ความรู้และข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอันตรายของสารเคมีพิษ มีการโพสต์ตัวเลขและตัวอย่างเกษตรกรที่รับเคราะห์มาแสดงให้เห็นเป็นระยะๆ ในเฟซบุ๊กส่วนตัว จนกลายเป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งของกลุ่มนักธุรกิจค้าขายสารเคมีเกษตร

แต่ก่อนจะถึงวันที่ 29 สิงหาคมไม่กี่วัน ผู้บริหารจุฬาฯ ประกาศขอเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด เพราะโดนกระแสในสื่อสังคมออนไลน์ออกมาตั้งคำถามถึงเบื้องหลังของการ “เรียกสอบ ” และทวงถามเสรีภาพของนักวิชาการอย่างถล่มทลาย…แต่การขอเลื่อนไม่ได้ช่วยอะไรมากนักเพราะกระแสจุดติดแล้ว!

 เครือข่ายสนับสนุนการแบนสารพิษที่มีอันตรายร้ายแรง 686 องค์กร ร่วมกันประกาศผ่านสื่อออนไลน์อย่างพร้อมเพรียงกันว่า

จุฬาฯ เลื่อน แต่ประชาชนไม่เลื่อน !

เนื่องจากกรณีกล่าวหา “หมอธีระวัฒน์” ถือเป็นการคุกคามเสรีภาพของนักวิชาการที่จะมาช่วยเปิดเผยข้อมูลพิษภัยของสารเคมีกำจัดศัตรูพืชให้ประชาชนรับรู้ โดยเฉพาะเบื้องหลังการเพิกเฉยไม่สั่งแบน 3 สารพิษร้าย “พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต” ที่ประเทศส่วนใหญ่ยกเลิกหรือห้ามใช้อย่างเด็ดขาด แต่ไทยยังนำเข้าปีละกว่า 40 ล้านกิโลกรัม มูลค่ากว่า 3.8 พันล้านบาท ติดอันดับ 1 ใน 5 ของโลก

คำแถลงของ “เครือข่าย 686 องค์กร” ระบุว่าการกล่าวหา หมอธีระวัฒน์เกิดขึ้นเพราะ “มีบุคคลบางกลุ่ม” ที่มีความสัมพันธ์และได้รับการสนับสนุนจากบริษัทผลิตและจัดจำหน่ายสารพิษกล่าวหาว่าหมอธีระวัฒน์นำข้อมูลเท็จเข้าระบบคอมพิวเตอร์และทำให้ตนเองได้รับความเสียหาย

แต่การที่ “จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” ตั้งคณะกรรมการสืบหาข้อเท็จจริงนั้น เครือข่ายเห็นว่าการกระทำของกลุ่มบุคคลดังกล่าวเป็นการคุกคามเสรีภาพทางวิชาการ และหากนักวิชาการชั้นนำของประเทศ ซึ่งได้รับรางวัลนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ และเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยาระดับโลก เช่น ศ.นพ.ธีระวัฒน์ ยังได้รับการคุกคามเช่นนี้จะมีนักวิชาการผู้ใดกล้าลุกขึ้นมาเปิดเผยความจริงเพื่อปกป้องสุขภาพของประชาชนได้อีก?”

พร้อมแฉต่อว่า เครือข่ายมีหลักฐานพฤติกรรมกลุ่มบุคคลที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ “องค์กรบังหน้า” ที่จัดตั้งขึ้นโดยสมาคมของบรรษัทข้ามชาติและผู้ประกอบการค้าสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ข่มขู่ คุกคาม ให้นักวิชาการหลายท่านให้ลาออกจากมหาวิทยาลัย เนื่องจากออกมาเปิดเผยปัญหาการตกค้างของสารพิษเหล่านี้ในสิ่งแวดล้อมและในอาหารที่คนไทยควักเงินซื้อกินกันทุกวัน

และข้อเรียกร้องที่ลุ่มลึกและแสบถึงทรวงในจากเครือข่าย คือ การขอให้ “จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” ทำหน้าที่ปกป้องเสรีภาพทางวิชาการ โดยเฉพาะบุคลากรของมหาวิทยาลัยที่ปกป้องสุขภาพและสิ่งแวดล้อมของประชาชน ก่อนตั้งคณะกรรมการสอบสวนควรตั้งคณะทำงานที่ปราศจากผลประโยชน์โดยตรงและโดยอ้อมเพื่อตรวจสอบข้อมูลจากผู้กล่าวหาเสียก่อน และควรใช้ “บทเรียนนี้” จัดประชุมวิชาการเพื่อให้ทุกฝ่ายเข้าใจ “เรื่ององค์กรบังหน้า” (front groups) ซึ่งหน้าฉากเป็นองค์กรทางวิชาการ องค์กรเกษตรกร องค์กรภาคประชาสังคม ฯลฯ แต่เบื้องหลังได้รับการสนับสนุนและมีพฤติกรรมปกป้องผลประโยชน์ของบรรษัท

โดยเครือข่ายได้นำเสนอข้อมูลที่เป็นเอกสารหลักฐานยืนยันว่า การนำเสนอข้อมูลของ “หมอธีระวัฒน์” เป็นข้อเท็จจริงและไม่มีการบิดเบือนผ่านทาง เฟซบุ๊กมูลนิธิชีววิถี ไบโอไทย (BIOTHAI) เช่น ผลตรวจการตกค้างสารเคมีกำจัดศัตรูพืชในผักและผลไม้ที่ส่งตรวจในห้องปฏิบัติการที่ได้มาตรฐาน รวมถึงเบื้องหลังความสัมพันธ์ของกลุ่มบุคคลที่ได้รับการสนับสนุนของบริษัทสารเคมี พร้อมแจ้งเตือนว่า

หากบุคคลที่ร้องเรียน “นักวิชาการ” ยังไม่หยุด … จะดำเนินการฟ้องกลับเช่นกัน

ทีมข่าว “คม ชัด ลึก” มีโอกาสได้สัมภาษณ์ “หมอธีระวัฒน์” หลังการพบปะพี่น้องที่มาร่วมให้กำลังใจเสร็จสิ้นลง โดยหมอยอมรับว่าลึกๆ รู้สึกหดหู่ใจมากที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นกับสถาบันการศึกษาชั้นนำของประเทศไทย แต่ก็พร้อมที่จะให้ข้อเท็จจริงต่างๆ เพราะมีหลักฐานชัดเจนว่าสิ่งที่ตนโพสต์เผยแพร่ออกเฟซบุ๊กส่วนตัวนั้น ล้วนเป็นข้อมูลจากงานวิจัยและงานวิชาการ พร้อมกล่าวยืนยันว่า

“จากประสบการณ์ตรงที่ผมได้รักษาพี่น้องเกษตรกรที่โดนสารพิษเหล่านี้ทำร้าย หลายคนไม่รู้ว่าพิษของมันแค่โดนนิดเดียวหรือแค่ 2–4 ซีซี ก็อาจทำให้เสียชีวิตได้เลย เจอคนไข้ตายทรมานมาแล้วหลายรายเพราะไปสัมผัสหรือกินเข้าไป เกษตรกรคือด่านหน้าที่เจอสารเคมีเหล่านี้ โดนผิวทำให้เกิดอาการแสบร้อน เป็นแผลติดเชื้อทำให้หนังเน่าเนื้อเน่า ถูกตัดขา ถ้าเชื้อเข้ากระแสเลือดแล้วรักษาไม่ทันก็อาจช็อกตายได้ ช่วง 4 ปีที่ผ่านมามีตัวเลขผู้ป่วยหนังเน่าเนื้อเน่า 68,000 ราย จากสถิติของกรมควบคุมโรค เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นพวกเราต้องร่วมมือกันหยุดการนำเข้าสารพิษเหล่านี้มาขายให้เกษตรกร”

ด้าน “ศ.ดร.บุญไชย สถิตมั่นในธรรม” รองอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ข้อมูลกับสื่อมวลชนว่า สาเหตุที่เลื่อนออกไปก่อนเนื่องจากมีข้อมูลใหม่ที่เกี่ยวข้องเข้ามาเพิ่มเติม และจะนัดหมายผู้ถูกกล่าวหามาชี้แจงอีกครั้ง โดยการตั้งคณะกรรมการเพื่อหาข้อเท็จจริงกรณีนี้ เป็นกระบวนการปกติ หลังมีผู้มาร้องเรียนกับมหาวิทยาลัย แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายชื่อคณะกรรมการได้ เพราะเป็นการหาข้อเท็จจริงในทางลับและเป็นการให้อิสระในการทำหน้าที่ของคณะกรรมการซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักวิชาการ บุคลากรในจุฬาฯ และอาจเชิญผู้เชี่ยวชาญภายนอกเข้าร่วมด้วย เพราะมีผลกระทบในหลายมิติ โดยจะให้ความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

สรุปคือ “ขอพักยกเอาไว้ก่อน” แล้วค่อยพิจารณาใหม่ว่าจะเอาอย่างไร …

          หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเสียงของประชาชนใต้ร่มจามจุรีในวันนี้จะทำให้ผู้บริหารของจุฬาฯ ชุดปัจจุบัน “ได้สติ” กลับไปทบทวนบทบาทหน้าที่ตัวเองใหม่ ด้วยการระลึกถึง “คำขวัญ” ของชาวจุฬาฯ ที่นิสิตทุกคนถูกสอนให้จำจนขึ้นใจและนำไปเป็นหลักดำเนินชีวิต นั่นคือ

“เกียรติภูมิจุฬาฯ คือเกียรติแห่งการรับใช้ประชาชน”

ตำรวจน้ำ..นำพาขยะทะเลกลับบ้าน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/385824?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ตำรวจน้ำ..นำพาขยะทะเลกลับบ้าน

30 สิงหาคม 2562 – 10:00 น.
มาเรียม,พะยูน,ถุงพลาสติก,ขยะทะเล,นำพาขยะทะเลกลับบ้าน
เปิดอ่าน 1,180 ครั้ง

โดย…  ทีมข่าวอาชญากรรม

หลายคนน่าจะยังจดจำเรื่องที่เกิดขึ้นกับ “มาเรียม” พะยูนน้อยกำพร้าแม่ ที่เป็นขวัญใจคนไทยได้เพียงระยะสั้นๆ ไม่กี่เดือน แต่ต้องมาตายเพราะ “ถุงพลาสติก” ซึ่งเป็น “ขยะทะเล” โดยสะท้อนว่าปัญหาขยะเป็นภัยคุกคามสิ่งมีชีวิตในท้องทะเลเกินกว่าจะคาดถึง

ด้วยเหตุนี้ “ตำรวจน้ำ” จึงได้มีกิจกรรม “นำพาขยะทะเลกลับบ้าน” ที่หาดปากเมง อ.สิเกา จ.ตรัง ซึ่งเป็นกิจกรรมเพื่อสาธารณประโยชน์ โดยมี ข้าราชการตำรวจ อัยการ ทหาร ส่วนราชการ ผู้นำท้องถิ่น นักเรียน และประชาชนจิตอาสา เข้าร่วมกิจกรรม รวมทั้งสิ้น 500 คน

กิจกรรมดังกล่าว มี พล.ต.ท.วิสนุ ปราสาททองโอสถ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วย ผบ.ตร.) ในฐานะตัวแทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เป็นประธานจัดกิจกรรมตามโครงการจิตอาสาพระราชทานตามแนวพระราชดำริ “เราทำความดี ด้วยหัวใจ” ถวายเป็นพระราชกุศลและร่วมแสดงความจงรักภักดี น้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง นำกำลังตำรวจกองกำกับการ 9 กองบังคับการตำรวจน้ำ (กก.9 บก.รน.) นำโดย พ.ต.อ.จตุรวิทย์ คชน่วม ผกก.9 บก.รน.

   พล.ต.ท.วิสนุ บอกว่า กิจกรรมครั้งนี้เป็นการแสดงพลังความสามัคคีของข้าราชการและประชาชนทุกหมู่เหล่า เพื่อลดปริมาณขยะในทะล ชายฝั่ง และบริเวณชุมชนชายฝั่ง ไม่ให้มีผลกระทบกับแหล่งทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งรักษาฟื้นฟูแหล่งทรัพยากรที่ได้รับความเสียหายจากขยะพลาสติก และขยะอุปกรณ์การทำประมง รวมทั้งสร้างจิตสำนึกให้แก่ประชาชน นักท่องเที่ยว นักดำน้ำ และผู้ประกอบการให้ความสำคัญกับปัญหาขยะในทะเล พร้อมติดตามส่งเสริมการบริหารจัดการขยะในแหล่งท่องเที่ยวแถบชายฝั่งทะเลอันดามัน และการจัดการแหล่งท่องเที่ยวด้วยนวัตกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สิ่งสำคัญทำให้เกิดความร่วมมือในการช่วยลดปริมาณขยะซึ่งจะช่วยป้องกันความเสียหายต่อแนวปะการังและสัตว์ทะเลหายาก ทำให้ปะการังมีโอกาสฟื้นตัวและทัศนียภาพใต้ท้องทะเลมีความสวยงามประกอบกับเป็นช่วงมรสุมทำให้มีขยะติดค้างบริเวณชายหาด

 “ชื่อกิจกรรมบ่งบอกอยู่แล้วว่านำพาขยะทะเลกลับบ้าน เป็นสิ่งหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงว่า ทะเลคือบ้านของสัตว์น้ำ มีแต่มนุษย์เท่านั้นแหละที่เอาขยะและสิ่งปฏิกูลที่เราไม่ต้องการไปทิ้งไว้ในบ้านของสัตว์น้ำ วันนี้จึงเป็นวันที่พวกเราจะนำขยะของพวกเรากลับขึ้นมา เป็นการคืนสมดุลให้แก่ทะเลที่เป็นบ้านของสัตว์ทะเลทุกชนิดได้อาศัย เรารักบ้านเราอย่างไร สัตว์ทะเลก็รักบ้านของเขาอย่างนั้น” พล.ต.ท.วิสนุ กล่าวย้ำ

การจัดการปัญหาขยะในทะเลต้องเริ่มจากต้นทาง ด้วยการสร้าง “จิตสำนึกของคน” ให้ตระหนักถึงปัญหาขยะมากขึ้น เพราะขยะในทะเลไม่ได้เกิดจากทะเล แต่เป็นขยะที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์บนบก ทิ้งขยะลงชายหาด แม่น้ำ ลำคลอง สุดท้ายก็ไหลลงไปรวมในทะเลทั้งสิ้น..!!

สุรินทร์โมเดล “เนวิน” สอย 2 กองหนุน “ลุงตู่” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/385813?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สุรินทร์โมเดล “เนวิน” สอย 2 กองหนุน “ลุงตู่”

30 สิงหาคม 2562 – 09:30 น.
เจาะประเด็นร้อน,เนวิน ชิดชอบ,ภูมิใจไทย,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,คนใหญ๋บุรีรัมย์,นายก อบจสุรินทร์
เปิดอ่าน 35,373 ครั้ง

สุรินทร์โมเดล “เนวิน” สอย 2 กองหนุน “ลุงตู่”

******************************

วันอังคารที่ผ่านมา ครม.อนุมัติงบประมาณวงเงิน 15,800 ล้านบาท โดยจัดสรรงบประมาณลงจังหวัดละ 200 ล้านบาท (74 จังหวัด) ช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาภัยแล้งและอุทกภัย เฉพาะสุรินทร์และบุรีรัมย์ได้จังหวัดละ 500 ล้านบาท

ตัวเลขงบฯ เมืองปราสาทสายฟ้า และเมืองช้าง ทำให้นึกถึงวันที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ตรวจราชการที่ จ.สุรินทร์ ได้พบกับครูมานิตย์ สังข์พุ่ม, ตี๋ใหญ่ พูนศรีธนากูล และคุณากร ปรีชาชนะชัย 3 ส.ส.สุรินทร์ พรรคเพื่อไทย

ยึดไม่ได้ก็เอาเป็นพวก

สุรินทร์เป็นบ้านเกิดของชัย ชิดชอบ ซึ่งผู้มากบารมีในบุรีรัมย์ “เนวิน ชิดชอบ” พยายามขยายพื้นที่การเมืองมายังเมืองช้าง เริ่มจากเลือกตั้ง 2550 เนวินเป็นแม่ทัพใหญ่ของพรรคพลังประชาชน อาศัยกระแสทักษิณ ก็เกือบยึดเมืองช้างสำเร็จ

เนวิน ไม่เคยชนะที่สุรินทร์

เลือกตั้ง 2554 เนวินตั้งพรรคภูมิใจไทย กวาดอดีต ส.ส.สุรินทร์ มาสวมเสื้อสีน้ำเงิน สู้กระแสปูแดงไม่ไหว เหลือรอดเข้าสภาคนเดียว นอกนั้นสอบตกเกลี้ยง

เลือกตั้ง 2562 ลูกปู่ชัยปรับทัพใหม่ ลดโทนขัดแย้ง หวังชนะใจคนเมืองช้าง สุดท้ายก็ได้ 1 ที่นั่งเหมือนเดิมคือ ปกรณ์ มุ่งเจริญพร” ส.ส.สุรินทร์ เขต 1

บทเรียนการเลือกตั้ง ครั้งได้บอกเนวินว่า คนเมืองช้างยังรักและศรัทธา “ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์” ด้วยเหตุนี้จึงเกิด “สุรินทร์โมเดล” ขึ้นมา

สุรินทร์โมเดล ส.ส.เพื่อไทย, ภูมิใจไทย และพลังประชารัฐ

เมื่อ 22 สิงหาคม ที่ผ่านมา “ปกรณ์” โพสต์ภาพ 2 ส.ส.สุรินทร์ เพื่อไทยในเฟซบุ๊ก พร้อมบรรยายความว่า “เรารวมกันเพื่อช่วยเหลือชาวสุรินทร์ที่กำลังเดือดร้อน​มัน​ผิดด้วยหรือ​? ขอคนละ​แชร์เพื่อเป็นกำลังใจให้ท่านทั้ง​ 2​ ด้วยครับ #คุณ​คือ​ฮีโร่​ของคนสุรินทร์ ​#ส.ส.ครู​มา​นิตย์​ สังข์​พุ่ม ส.ส.ตี๋​ใหญ่​ พูนศรีธนากูล”

ตี๋​ใหญ่​ พูนศรีธนากูล

ครูมานิตย์-ตี๋ใหญ่” กลายเป็นฮีโร่ของพลพรรคสีน้ำเงิน นี่คือสุรินทร์​โมเดล​ เอาชนะไม่ได้ ก็เอามาเป็นพวกก่อน

ทิ้ง“เพื่อไทย”สอบตก

 “ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม” และ ตี๋ใหญ่ พูนศรีธนากูล” เป็น ส.ส.สมัยแรกพร้อมกัน ในสีเสื้อไทยรักไทย ฤดูเลือกตั้ง 2544 ไม่มีใครคิดหรอกว่า “ประชานิยม” ของทักษิณจะมาแรงขนาดนี้

สำหรับครูมานิตย์มาจากนักการเมืองท้องถิ่น เป็นที่ปรึกษาประธานสภา อบจ.สุรินทร์ ส่วนตี๋ใหญ่ ก็เป็น ส.จ.สุรินทร์ เขต อ.รัตนบุรี

ครูมานิตย์กับศักดิ์สยาม ชิดชอบ

เลือกตั้ง 2548 สองสหายชายขอบเมืองช้างได้เข้าสภาสบายๆ กระทั่งเลือกตั้ง 2550 สอบตกทั้งคู่ เพราะเปลี่ยนจากเขตเดียวเบอร์เดียว เป็นแบ่งเขตเรียงเบอร์

เลือกตั้ง 2554 กลับมาเป็นส.ส.เพื่อไทยอีกหน หลังอดีต ส.ส.สุรินทร์ ย้ายไปอยู่ค่ายเนวิน เลยเปิดช่องให้ลงสนามได้ และคนเมืองช้างลงโทษ คนทรยศ” ต่อทักษิณ ค่ายสีน้ำเงินสอบตกเกือบหมด

ครูมานิตย์และตี๋ใหญ่เห็นตัวอย่างจากเพื่อนส.ส.ที่ย้ายค่ายแล้วพ่ายแพ้ จึงไม่คิดทั้งเพื่อแม้วเด็ดขาด

เซี้ย” สามมิตร

สถานการณ์เลือกตั้งที่ผ่านมาโดยภาพรวมของเมืองช้าง พรรคเพื่อไทยได้ 5 ที่นั่ง พรรคภูมิใจไทย 1 ที่นั่ง และพรรคพลังประชารัฐ 1 ที่นั่ง แต่หากมองที่คะแนนดิบ ปรากฏว่า พรรคพลังประชารัฐดีกว่าพรรคภูมิใจไทย และเป็นรองพรรคเพื่อไทยไม่มาก

พลังประชารัฐหนึ่งเดียวในเมืองช้าง คือ ณัฏฐพล จรัสรพีพงษ์” หรือ “เซี้ย สินอุดม” ส.ส.สุรินทร์ เขต 2 ตัวแทนกลุ่มทุนรับเหมาก่อสร้างรายใหญ่ในนาม “บริษัท สินอุดมสุรินทร์-1990 จำกัด”

เซี้ย สินอุดม ส.ส.สุรินทร์ พลังประชารัฐ

“เซี้ย” เคยเป็นรองนายก อบจ.สุรินทร์ สมัยที่ธงชัย มุ่งเจริญพร เป็นนายก อบจ.เมืองช้าง ปี 2551-2555 และเป็น ส.จ.สุรินทร์ มาหลายสมัย

ธงชัย มุ่งเจริญพร อดีตนายก อบจ.สุรินทร์

ถ้ายังจำกันได้ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” ยกทีมสามมิตรมาพูดคุยกับ “ธงชัย” และ “เซี้ย” ตอนกลางปีที่แล้ว โดยทั้งคู่รับปากว่า จะมาร่วมหัวจมท้ายกับสามมิตร

เมื่อฤดูเลือกตั้งมาถึง “ธงชัย” ขอเป็นกองหนุน “เซี้ย สินอุดม” แทน และเอาชนะ กิติศักดิ์ รุ่งธนเกียรติ จากค่ายเนวินไปแบบสบายๆ

ชัยชนะของ “เซี้ย สินอุดม” ถือว่าอดีตนายก ธงชัย ล้างแค้นสำเร็จ เพราะเลือกตั้งนายก อบจ.สุรินทร์ ครั้งที่แล้ว “เสี่ยติ่ง” กิติเมศวร์ รุ่งธนิเกียรติ พ่อของกิติศักดิ์ เอาชนะทีมของเขาไปได้

น่าจับตา ธงชัย มุ่งเจริญพร จะกลับมาทวงเก้าอี้นายก อบจ.สุรินทร์ คืนหรือไม่?

ฮ่องกง เหมือนหนังชีวิตต้องดูกันนานๆ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/385818?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ฮ่องกง เหมือนหนังชีวิตต้องดูกันนานๆ

30 สิงหาคม 2562 – 09:00 น.
ยกเลิกเกณฑ์ทหาร,พรรคอนาคตใหม่,ฮ่องกง
เปิดอ่าน 1,426 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

เวลานี้ม็อบฮ่องกงชักมีแต่จำนวนคนเสียแล้วและทำไปทำมารัฐบาลจีนกำลังวางหมากเด็ดเพื่อเด็ดปีก-เด็ดหางเป็นขั้นตอนต่อไป

ถ้าเป็นสมัยก่อนที่จีนยังไม่เป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจหรือมหาอำนาจโลกเช่นนี้ ฮ่องกงอาจจะโดนแทรกแซงโดยเรียบร้อย

แต่มาเวลานี้รัฐบาลจีนปล่อยให้ผลไม้ที่สุกงอมร่วงหล่นลงมาเองและ ‘ฮ่องกง’ คือผลไม้ที่สุกงอมนั้น

เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าประธานาธิบดี ‘สี จิ้น ผิง’ ผู้ทรงอำนาจจะประกาศยกเลิกเขตปกครองพิเศษฮ่องกงแล้ว ผนวกฮ่องกง-มาเก๊า เป็นเมืองหนึ่งของมณฑลกวางตุ้ง

เมื่อเป็นเช่นนั้นฮ่องกง-มาเก๊า จะต้องใช้กฎหมายของจีนและต่อไปจีนจะผลักดันให้ ‘เสิ่นเจิ้น’ ที่สมัยก่อนพวกเรารู้จักกันดีเป็นแหล่งขายของก๊อบปี้-ของปลอม กำลังขึ้นมาแทนฮ่องกง!
อ๊อด เทอร์โบ


ยกเลิกเกณฑ์ทหาร
พรรคอนาคตใหม่เอาจริง

ผมติดตามเรื่องราวการเมืองมากพอสมควร และวันก่อนอ่านข่าวเรื่องพรรคอนาคตใหม่จะเสนอร่างพ.ร.บ.ยกเลิกการเกณฑ์ทหารเข้าสภาในสมัยหน้า ซึ่งบอกตามตรงว่าผมขอสนับสนุนอย่างยิ่งและทำอย่างไรจะให้กองทัพของไทยมีขนาดเล็กลง มีคุณภาพ 100%

ทุกปีในเดือนเมษายน ปรากฏข่าวที่น่าเศร้า-น่าขำปนกันไปเพราะมีการจับใบดำใบแดง เป็นลมเป็นแล้งกันไปมากต่อมาก

ในฐานะชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่ง จึงอยากให้ทางกองทัพปรับปรุงเสียใหม่และดูนโยบายตามพรรคอนาคตใหม่แล้วสรุปออกมาดี ถูกใจมากๆ ซึ่งขอบอกเล่าสู่กันฟังว่า

ต่อไปจะยกเลิกการเกณฑ์ทหารหรือจับใบดำใบแดง แต่ใช้วิธีเปิดรับสมัครโดยต้องมีคุณวุฒิจบ ม.ปลาย ผู้ผ่านการตรวจสอบจะฝึกอย่างน้อย 5 ปี และมีทุนให้เรียนจนจบปริญญาตรี มีเงินเดือน-สวัสดิการเพิ่มขึ้น

นี่เป็นเพียงแผนการโดยย่อนะครับและต่อไปกองทัพจะมีกำลังพลที่มีความรู้ ความสามารถ เข้มแข็ง และสมัครใจ ผมไม่คาดหวังว่าผลจะเป็นอย่างไรหรอกครับ แต่เชื่อว่าถ้าพรรคอนาคตใหม่เสนอมาแบบนี้รับรองรุมกินโต๊ะแน่เพราะต้องปฏิรูปกองทัพทุกเหล่ากันแบบใหญ่โต-ใครจะกล้าทำ?
วินัย (สระบุรี)

เรียนคุณ ‘วินัย’ สระบุรี
ผมได้ทราบเรื่องนี้มาก่อนแล้ว และแนวความคิดเรื่องยกเลิกการเกณฑ์ทหารนี้พูดกันมาหลายหนแล้วแต่ก็ตกไปแบบไม่ผ่านเหตุผลต่างๆ นานา ที่ฝ่ายทหารยกมาหักล้าง

มาครั้งนี้ดูจะเป็นทางการโดยพรรคอนาคตใหม่ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านเสนอขึ้นมาเกรงว่าจะถูกเหตุผลกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของประเทศ

โดยส่วนตัวแล้วอยากให้กองทัพทุกเหล่ามีการปรับปรุงแนวคิดแนวปฏิบัติเพื่อให้ทันยุคทันเหตุการณ์เพระเวลานี้ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วย

เกรงว่า ‘ทหารเกณฑ์’ จะไม่สามารถพัฒนาตัวเองให้เข้ากับอาวุธเครื่องมือสมัยใหม่
อ๊อด เทอร์โบ


สคบ.ยักษ์ไม่มีตะบอง
ต้องเอาจริงเพื่อประชาชน

ผมขอให้รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ‘เทวัญ ลิปตพัลลภ’ ช่วยจัดเต็มให้ สคบ. (สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค) เป็นยักษ์ใหม่ที่มีตะบองมีอิทธิฤทธิ์มากกว่าที่เป็นอยู่เช่นทุกวันนี้ ทั้งๆ ที่สคบ.เป็นหน่วยงานที่มีความสำคัญต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนคนไทยและสามารถต่อยอดร่วมมือกับทุกหน่วยงานได้อย่างเต็มที่โดยมีกฎหมายรองรับให้อำนาจอยู่แล้ว

นโยบายของรัฐมนตรี ‘เทวัญ ลิปตพัลลภ’ น่าสนใจมากหากทำได้ โดยไม่ต้องการให้สินค้าอันตรายเข้ามาแล้วไปไล่จับ แต่ต้องสกัดตั้งแต่ต้นทางเลย พร้อมกันนั้นได้สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) สอดส่องโฆษณาสินค้าต่างๆ ถ้าสินค้าใดมีพิรุธก็ให้จัดการ เพราะกฎหมายฉบับใหม่ของ สคบ.ได้เพิ่มอำนาจให้สคบ.จัดการได้ทันทีโดยที่ไม่ต้องรอให้ความเสียหายเกิดขึ้นก่อน เช่น การโฆษณาเกินจริง หรือล่อแหลม สคบ.สามารถเรียกผู้ประกอบธุรกิจมาชี้แจงและใช้อำนาจระงับการโฆษณานั้นได้ทันที

มอบหมายให้ สคบ.ร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ลงพื้นที่ตรวจสอบผลิตภัณฑ์ยาลดความอ้วนและอาหารเสริมประเภทต่างๆ เพราะที่ผ่านมามักมีเรื่องร้องเรียนอย่างต่อเนื่อง โดยต้องตรวจตั้งแต่ผู้ผลิต โรงงาน และร้านจำหน่ายเพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคว่าจะไม่ทำให้เป็นอันตราย

ดูนโยบายต่างๆ แล้วมีมากมาย จนเกรงว่า สคบ.จะรับลูกหรือรับนโยบายกับรัฐมนตรีไม่ทัน-ผมห่วงจริงๆ
สาคร (ปากเกร็ด)

เรียนคุณ ‘สาคร’ ปากเกร็ด
ขอบคุณสำหรับจดหมายของท่านซึ่งมีสาระน่าสนใจมากและเรื่องจริงที่สคบ.เผชิญอย่างทุกวันนี้ คือเป็นยักษ์ที่ไม่มีใครเกรงกลัวเพราะอะไร?

ผมจึงขอสนับสนุนนโยบายของรัฐมนตรีให้เข้มงวดกับหน่วยงานสำคัญนี้ให้มากๆ ยิ่งเวลานี้ก็มีการขายของทางออนไลน์ด้วยแล้วเกรงว่า สคบ.จะตามไม่ทัน

ทำอย่างไรจะติดอาวุธให้สคบ.มีฤทธิ์มากกว่านี้
อ๊อด เทอร์โบ

ธิดา เพ้อหา ผู้นำ นปช. ภาคใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/385817?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ธิดา เพ้อหา ผู้นำ นปช. ภาคใหม่

30 สิงหาคม 2562 – 09:00 น.
ธิดา ถาวรเศรษฐ,นปช,เหวง โตจิราการ,ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ
เปิดอ่าน 5,714 ครั้ง

คอลัมน์…  ชูธงทวนกระแส  โดย… พรานข่าว 

 เมื่อมีการเผยแพร่ข่าวศาลฎีกาพิพากษากลับให้แกนนำ นปช. ร่วมกันรับผิดชอบค่าเสียหาย รวมทั้งดอกเบี้ยประมาณ 30 ล้าน ซึ่งเป็นคดีเกี่ยวกับการวางเพลิงเผาทรัพย์ช่วงระหว่างการชุมนุมของกลุ่ม นปช. เมื่อปี 2553

“ธิดา ถาวรเศรษฐ” อดีตประธาน นปช. ได้ออกมาเคลื่อนไหวอีกครั้ง โดยจัดรายการทอล์กผ่านช่องยูทูบ โดยสรุปตอนหนึ่งว่า “ดิฉันอยากจะชี้ให้เห็นจากที่เราได้พูดแล้วว่า ”ไฟไหม้อาคาร“ มันดับไปแล้วตั้ง 9 ปี แต่ในสังคมไทย ”ไฟแห่งความเกลียดชัง“ และความเป็นศัตรูกันมันยังดำรงอยู่ตลอดมาจนกระทั่งถึงบัดนี้ และดิฉันมองว่ามันยังจะไปข้างหน้า”

ปลายปี 2561 แกนนำ นปช.อย่าง ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, วีระกานต์ มุสิกพงศ์, ธิดา ถาวรเศรษฐ, เหวง โตจิราการ และก่อแก้ว พิกุลทอง ได้ย้ายไปเปิดสำนักข่าวยูดีดีนิวส์ ที่อาคารเอเวอรี่ มอลล์ ถ.รัตนาธิเบศร์ ใกล้สี่แยกแคราย อ.เมือง จ.นนทบุรี โดยมีการจัดรายการทีวีออนไลน์ แพร่ภาพหลายช่องยูทูบ UDD news Thailand

หมอเหวงพบแกนนำ นปช.กรุงเทพฯ

          “ธิดา” เป็นแกนหลักของปีกนี้ เธอหวังฟื้นฟูภาคประชาชนเดิมให้พัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้น จึงได้เห็นภาพหมอเหวง โตจิราการ ไปพบกลุ่ม นปช.ตามชุมชนใหญ่ๆ ในกรุงเทพฯ คล้ายจะไปปลุกให้ตื่นมารวมตัวกันใหม่

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคมนี้ ธิดา ในฐานะนักทฤษฎีของ นปช. ได้ลงมือเขียนบทความเรื่อง “ที่มาและคุณสมบัติของแกนนำที่ก้าวหน้าฝ่ายประชาชน”

อดีตประธาน นปช. และผู้ก่อตั้งโรงเรียนการเมือง นปช. พยายามสรุปบทเรียนการต่อสู้ 10 กว่าปีที่ผ่านมา เนื่องจากมี “แกนนำ นปช.” หลายคนได้เปลี่ยนอุดมการณ์ไปยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามประชาชน

“เมื่อมาร่วมเส้นทางการต่อสู้ในฟากฝั่งเดียวกัน การจะได้เป็นแกนนำที่ได้รับการยอมรับจากมวลชนจึงเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง ไม่มีใครสถาปนาตัวเองหรือเศรษฐีคนใด นักการเมืองคนใด อุปโลกน์ตัวเอง กลุ่มตัวเอง และคนหนึ่งคนใดมาเป็นแกนนำจริงได้”

          ว่ากันตามจริง ธิดาและแกนนำ นปช.บางคน กำลังระแวงสงสัย “เพื่อนเก่า” คิดตีจากไปอยู่อีกฝั่งหนึ่ง จึงปัดฝุ่นทฤษฎีชนชั้นของฝ่ายซ้ายมาวิพากษ์วิจารณ์มิตรสหาย

ดังที่รู้กัน ขบวนการคนเสื้อแดงแตกกระสานซ่านเซ็น นับแต่เกิดรัฐประหาร 2557 บรรดาผู้นำ “แดงภูธร” แปรเปลี่ยนไปเยอะ การเกิดขึ้นของพรรคอนาคตใหม่ และพรรคเพื่อชาติ ได้กลายเป็นเวทีใหม่ของแดงภูธร

เมื่ออ่านบทความชิ้นล่าสุด ธิดาเขียนเหมือนท่องจำมาจากสรรนิพนธ์ประธานเหมา โดยสถานการณ์การเมืองที่เป็นจริง มิได้สวยงามเหมือนการนั่งประดิดประดอยถ้อยคำ

บางทีอดีตประธาน นปช. ต้องละลดความเป็นนักทฤษฎีปีกซ้าย และหันมามองความเป็นจริงดูบ้าง ลองอ่านบทสรุปที่มาและคุณสมบัติของแกนนำมวลชนฝ่ายก้าวหน้า ในทัศนะของธิดา

1.ต้องมาจากการต่อสู้ร่วมกับประชาชนจริงๆ ลอยมาทางไหนก็ไม่ได้ อุ้มบุญก็ไม่ได้ สร้างขึ้นมาแล้วมวลชนไม่เอาด้วยก็ไม่ได้ผล
2.พิสูจน์ความเสียสละ อดทน รับใช้ขบวนการเป็นวัวงานอย่างสุดจิตสุดใจ
3.ไม่แสดงความกระเหี้ยนกระหือรืออยากเป็นแกนนำ (เช่นการแย่งกันปรากฏตัวบนเวทีปราศรัยหรือกล่าวเท็จใส่ร้ายแกนนำอื่นๆ) เพราะนั่นไม่ใช่ภาวะผู้นำของประชาชน
4.มีความสามารถ มีความรับผิดชอบต่อภารกิจที่ได้รับมอบหมาย
5.มีวินัยปฏิบัติตามหลักการ นโยบาย มติขององค์กรเคร่งครัด ไม่เสรีไร้ระเบียบวินัย ลัทธิยอดเขา ลัทธิวีรชนเอกชน
6.ยอมรับการนำรวมหมู่และรับฟังความคิดเห็นจากมวลชน ยอมรับความหลากหลายของมวลชนและแกนนำที่มาจากหลายชนชั้น หลายอาชีพ หลายฐานะเศรษฐกิจ

สิ่งที่ธิดาเสนอข้างต้น สำหรับคนเสื้อแดงที่เคยเข้าโรงเรียนการเมือง นปช. คงได้ยินได้ฟังมาจนเบื่อ

ตอนหนึ่ง ธิดาพูดถึง “สหายเก่า” ที่แวะเวียนมาหาสมัย นปช.เฟื่องฟู “เคยมีผู้ปฏิบัติงานอดีตนักปฏิวัติมาขอทำงานในฐานะสำคัญ หรือบ้างก็ขอเป็นคณะเสนาธิการ แต่เราได้แจ้งว่าแกนนำมวลชนต้องมาจากมวลชน ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับมวลชน ไม่มีทางลัดสำหรับแกนนำ”

ทุกวันนี้ อดีตนักปฏิวัติกลุ่มนั้นที่รู้สึกเบื่อหน่ายทฤษฎีฝ่ายซ้าย ต่างพาเหรดเข้าไปช่วยงานพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งดูมีอนาคตกว่า “พรรคนายใหญ่”

          ดิจิทัลดิสรัปชั่น ไม่ใช่แค่เรื่องเทคโนโลยี หากแต่นำมาใช้กับการต่อสู้ทางการเมืองได้ แกนนำมวลชนที่นอนกอดทฤษฎีฝ่ายซ้ายอยู่ อาจถูกดิสรัปชั่นไปในที่สุด

สิ่งวิเศษนำทางคนไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/385814?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สิ่งวิเศษนำทางคนไทย

30 สิงหาคม 2562 – 07:44 น.
สิ่งวิเศษนำทางคนไทย,พระราชดำรัส,พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว,ประเทศชาติ
เปิดอ่าน 1,015 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันศุกร์ที่ 30 สิงหาคม 2562

“ขอถือโอกาสนี้ ให้พรให้ท่านมีกำลังใจ ความมั่นใจ และความมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติหน้าที่ เพื่อให้ได้ตามคำถวายสัตย์ปฏิญาณ ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์สุขและความมั่นคงของประเทศชาติและประชาชน งานใดๆ ก็ต้องมีอุปสรรค งานใดๆ ก็ต้องมีปัญหา เพราะฉะนั้น ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่จะต้องแก้ปัญหา และเข้าหางาน เพื่อให้การบริหารประเทศ เป็นไปด้วยความเรียบร้อยตามสถานการณ์ โดยแก้ไขให้ตรงเป้าตรงจุดและมีความเข้มแข็งอดทน ก็ขอให้คณะรัฐมนตรีและรัฐบาลได้มีกำลังใจ มีพลังที่จะปฏิบัติหน้าที่ด้วยดีด้วยความถูกต้องต่อไป”

พระราชดำรัสอันล้ำค่าที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทาน ในโอกาสที่คณะรัฐมนตรีเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2562 ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีนำคณะรัฐมนตรีทำพิธีรับพระราชดำรัสพร้อมลายพระราชหัตถ์ เพื่อน้อมรับใส่เกล้าใส่กระหม่อมไว้เป็นสิริมงคล เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม ที่ผ่านมา

ถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นหาสิ่งใดเสมอเหมือนยิ่งนัก สำหรับนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี ที่มีโอกาสได้กล่าวถวายสัตย์ปฏิญาณตนเบื้องพระพักตร์ เพราะทุกถ้อยคำในพระราชดำรัสถือเป็นสิ่งล้ำค่าที่นำมาเป็นเครื่องเตือนสติเตือนใจให้คณะรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติและประชาชน ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต…ภาพนายกรัฐมนตรี พร้อมคณะรัฐมนตรี กราบถวายบังคมน้อมรับพระราชดำรัส ถือเป็นคำสัตย์ปฏิญาณอันศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่อาจละเลยหรือละทิ้งได้ ดังนั้น จากนี้ไปคณะรัฐมนตรีในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทุกคนจะต้องเร่งทำงานเพื่อให้ประเทศชาติและประชาชนอยู่ดีกินดี สงบสุข สมบูรณ์มั่นคงอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ ด้วยภาวะของประเทศชาติที่กำลังประสบปัญหาด้านต่างๆ ทั้งปากท้อง ความมั่นคง เศรษฐกิจ รวมไปถึงความแตกแยกจากการเห็นต่างจนแทบจะกลายสภาพเป็นเด็กแรกเกิดที่กำลังเดินเตาะแตะโย้ไปเย้มา..ถึงวันนี้ ครม.ต้องทำงานหนักมุ่งมั่นบริหารประเทศอย่างรอบคอบ ต้องรู้จักผ่อนหนักผ่อนเบา บริหารงานอย่างมีสติโดยไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว หรือพวกพ้อง จนหลงลืมชาติ ประชาชน และที่สำคัญต้องก้าวข้ามความแตกแยกทุกรูปแบบ อย่ามัวแต่มุ่งมั่นห้ำหั่นเอาเป็นเอาตาย เพียงเพราะเอ็งไม่ใช่พวกข้า หรือข้าก็ไม่ใช่พวกเอ็ง

แต่ถึงอย่างไร “ประเทศชาติ” จะเดินหน้าต่อไปได้คงไม่ใช่เพราะความเก่งกาจของใครคนหนึ่งคนใด เพราะนายกฯ และครม.ไม่ใช่ “ซูเปอร์ฮีโร่” ในหนังไตรภาคฉบับอเมริกันที่จะมีพลังวิเศษนำพาผู้คนไปถึงจุดหมายเพียงแค่ดีดนิ้วครั้งเดียว ดังนั้นทุกฝ่ายต้องรู้รัก สามัคคี ร่วมแรง ร่วมใจ ฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ ให้หมดไปโดยไม่ย่อท้อ ใครมีหน้าที่ใดก็ปฏิบัติไปด้วยความสุจริต เที่ยงธรรม โดยยึดถือพระราชดำรัสของ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” เป็นสิ่งวิเศษนำทาง ไปพร้อมๆ กับคณะรัฐมนตรีทุกท่าน เพื่อ “ได้มีกำลังใจ มีพลังที่จะปฏิบัติหน้าที่ด้วยดีด้วยความถูกต้องต่อไป”

ไฟรั่วเพราะติดตั้งโคมไฟผิดวิธี-ไม่ได้มาตรฐานเทศบาลต้องรับผิด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/385656?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ไฟรั่วเพราะติดตั้งโคมไฟผิดวิธี-ไม่ได้มาตรฐานเทศบาลต้องรับผิด

30 สิงหาคม 2562 – 00:00 น.
ไฟฟ้ารั่ว,เทศบาล,ติดตั้งผิดวิธี,ไม่ได้มาตรฐาน,เรื่องน่ารู้วันนี้กับคดีปกครอง
เปิดอ่าน 6,647 ครั้ง

ไฟฟ้ารั่วเพราะติดตั้งโคมไฟผิดวิธีและไม่ได้มาตรฐาน เทศบาลต้องรับผิด คอลัมน์…  เรื่องน่ารู้วันนี้…กับคดีปกครอง  โดย… นายปกครอง

 แสงสว่างที่เพียงพอในยามค่ำคืนบนถนนสาธารณะเป็นเรื่องที่สำคัญ…เพราะนอกจากจะเป็นการอำนวยความสะดวกในการใช้ทางของประชาชนในช่วงเวลาดังกล่าวแล้ว ยังเป็นการช่วยป้องกันการก่ออาชญากรรมในเขตชุมชนเพื่อสร้างความปลอดภัยแก่ประชาชนในพื้นที่ด้วย

เรื่องน่ารู้ในวันนี้…เป็นกรณีมีผู้เสียชีวิตเพราะถูกกระแสไฟฟ้าดูด เนื่องจากมีกระแสไฟฟ้ารั่วไหลจากโคมไฟที่เทศบาลตำบลติดตั้งบนเสาไฟฟ้าของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค 

ทายาทโดยธรรมของผู้ตายเห็นว่าสาเหตุของการเสียชีวิตเกิดจากการที่เทศบาลตำบลและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคไม่ทำหน้าที่ดูแลบำรุงรักษาอุปกรณ์ไฟฟ้าให้มีความปลอดภัยแก่ประชาชน จึงยื่นฟ้องเทศบาลตำบลและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคต่อศาลปกครองเพื่อขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากการกระทำละเมิดดังกล่าว

ประเด็นปัญหา คือโคมไฟที่ติดตั้งบนเสาไฟฟ้าต้นที่พิพาท อยู่ในความดูแลรับผิดชอบของหน่วยงานใด ระหว่างเทศบาลตำบลกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้เสียชีวิตหรือไม่?

เรื่องนี้…เหตุการณ์เกิดขึ้นในเวลากลางคืน ขณะที่ผู้เสียชีวิตได้นำขยะไปทิ้ง โดยมือไปสัมผัสบริเวณสายสลิงที่ยึดโยงเสาไฟฟ้าริมถนน กระแสไฟฟ้าที่รั่วจากโคมไฟซึ่งติดตั้งอยู่บนเสาไฟฟ้าจึงไหลลงมาตามสายสลิงดูดผู้ตาย โดยหลังจากเกิดเหตุได้มีการตรวจสอบพบว่าเทศบาลตำบลได้ดำเนินการติดตั้งโคมไฟดังกล่าวเอง โดยไม่ได้ขออนุญาตต่อการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค อีกทั้งอุปกรณ์ที่ติดตั้งยังไม่ได้รับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม และดำเนินการติดตั้งไม่ถูกต้องตามแบบที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคกำหนด คือต้องไม่ติดตั้งทับจุดยึดโยงกับเสาไฟฟ้า

 ศาลปกครองชั้นต้นจึงมีคำพิพากษายกฟ้องการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และให้เทศบาลตำบลรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย 

เทศบาลตำบลอ้างว่าการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการแก้ไขหรือรื้อถอนอุปกรณ์ที่อยู่ใกล้สายส่งหรือเสาไฟฟ้าที่มีลักษณะจะเป็นอันตรายต่อการส่งกระแสไฟฟ้า มิให้เกิดการรั่วไหล และเทศบาลตำบลได้ซื้อวัสดุโคมไฟฟ้าจากร้านขายอุปกรณ์ไฟฟ้าจึงเชื่อโดยสุจริตว่าเป็นสินค้าที่ได้มาตรฐาน

คดีจึงมีประเด็นพิจารณาว่า เทศบาลตำบลได้กระทำละเมิดผู้เสียชีวิตและจะต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ทายาทของผู้เสียชีวิตหรือไม่?

ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่าเมื่อผู้ถูกฟ้องคดี (เทศบาลตำบล) ได้ติดตั้งโคมไฟฟ้าโดยไม่ได้ขออนุญาตหรือประสานงานกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และดำเนินการติดตั้งไม่ถูกต้องตามแบบที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคกำหนด อีกทั้งโคมไฟฟ้าที่ติดตั้งยังเป็นยี่ห้อที่ยังไม่ได้รับมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ดวงโคมไฟฟ้าสำหรับให้แสงสว่างบนถนนจากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ทำให้กระแสไฟฟ้ารั่วไหลผ่านก้านโคมไฟฟ้าและแป้นยึดโคมไฟฟ้าไปยังสายสลิงที่ยึดเสาไฟฟ้า เป็นเหตุให้ผู้ตายซึ่งนำมือไปสัมผัสสายสลิงถูกกระแสไฟฟ้าดูดจนเสียชีวิต

การเสียชีวิตของผู้ตายจึงเกิดจากการที่เทศบาลตำบลซึ่งมีหน้าที่จัดให้มีและบำรุงรักษาไฟฟ้าตามพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ.2496 ละเลยต่อหน้าที่ไม่ควบคุมดูแล ตรวจสอบ รักษาและซ่อมแซมอุปกรณ์ระบบไฟฟ้าที่อยู่ในเขตพื้นที่ความรับผิดชอบของตนให้มีความปลอดภัยอยู่เสมอ อันเป็นการกระทำละเมิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมของผู้เสียชีวิตในผลแห่งการกระทำละเมิดดังกล่าว

กรณีนี้จึงถือเป็นอุทาหรณ์ที่สำคัญสำหรับหน่วยงานของรัฐซึ่งมีหน้าที่ตามกฎหมายในการติดตั้ง ดูแลรักษา และตรวจสอบอุปกรณ์ไฟฟ้าบริเวณสาธารณะ ที่ต้องดำเนินการให้ถูกต้องและเป็นไปตามมาตรฐาน ทั้งนี้เพราะหากมีการรั่วไหลของกระแสไฟฟ้าอาจมีอันตรายถึงชีวิตได้ ดังนั้นก่อนดำเนินการติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าใดๆ จะต้องประสานงานกับการไฟฟ้าเพื่อขออนุญาตและใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม รวมทั้งต้องติดตั้งให้ถูกต้องตามรูปแบบที่การไฟฟ้ากำหนดเพื่อป้องกันมิให้เกิดเหตุการณ์ที่ไม่พึงปรารถนาเช่นคดีนี้ ซึ่งหน่วยงานที่มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบย่อมไม่พ้นความรับผิดดังกล่าว

(ผู้ที่สนใจสามารถอ่านรายละเอียดของคดีได้จากคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. 831/2561 และปรึกษาคดีปกครองได้ที่สายด่วนศาลปกครอง 1355 รวมทั้งสืบค้นบทความเรื่องอื่นๆ ได้จาก http://www.admincourt.go.th เมนูวิชาการ เมนูย่อยอุทาหรณ์จากคดีปกครอง)

โผนายพลสีกากี..บทพิสูจน์’ลุงตู่’กุมหัวโต๊ะยึดอาวุโส #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/385648?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

โผนายพลสีกากี..บทพิสูจน์’ลุงตู่’กุมหัวโต๊ะยึดอาวุโส

29 สิงหาคม 2562 – 13:10 น.
พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,นายพลสีกากี,พลตอจักรทิพย์ ชัยจินดา,ผบตร
เปิดอ่าน 12,472 ครั้ง

โดย…  ทีมข่าวอาชญากรรม

 เป็นการยืนยันชัดแจ้งแล้วว่า “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นั่งคุมหัวโต๊ะรับบทประธานประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) เพื่อถกบัญชีแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจระดับ ผู้บังคับการ (ผบก.) ไปจนถึง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) วาระประจำปี 2562 ท่ามกลางการจับตา “ตัวเต็งเก้าอี้สำคัญ” ของสื่อแวดวงตำรวจ หลังจาก “แม่ทัพสีกากี” อย่าง “บิ๊กแป๊ะ” พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เป็นประธานการประชุมจัดข้อมูลประกอบการคัดเลือกแต่งตั้ง

บัญชีแต่งตั้งระดับ “นายพลสีกากี” หนนี้จะเสร็จสิ้นภายในวันที่ 31 สิงหาคม ตามกำหนดกฎเกณฑ์ของ ก.ตร. แบบไม่ต้องต่อเวลาเป็น “โรคเลื่อน” ลุ้นกันฝุ่นตลบเหมือนปีที่ผ่านมาให้วุ่นวาย พร้อมกับกฎ ก.ตร. ที่มีการแก้ไขปรับปรุงใหม่ ว่าด้วย “ลำดับอาวุโส” เมื่อครั้งที่ “นายกฯ ลุงตู่” ได้ประเดิมนั่งหัวโต๊ะประชุม ก.ตร. ในวันระเบิดป่วนกรุงที่เกิดขึ้นหมาดๆ ที่ผ่านมา แต่หลักเกณฑ์ในการวัดเส้นทางความเจริญก้าวหน้า ซึ่งท้ายที่สุดคำว่า “อาวุโส” จะมีความหมายหรือไม่ จึงเป็นสิ่งที่ต้องพิสูจน์ โดยวาระการแต่งตั้งโยกย้ายระดับนายพลครั้งนี้มีตำแหน่งว่าง 178 ตำแหน่ง จะมีการโยกย้ายสลับระนาบเดียวกันกว่า 300 ตำแหน่ง ซึ่งระดับ รอง ผบ.ตร. มีเก้าอี้ว่าง 3 ตำแหน่ง และการประชุมเคาะชื่อโยกย้ายและเลื่อนตำแหน่งตำรวจระดับนายพลนัดสุดท้ายจะเกิดขึ้นในช่วงบ่ายวันที่ 29 สิงหาคม นี้

ทว่าการประกาศยึดหลัก “อาวุโส” ของ “ลุงตู่” ที่รับบทนั่งเป็นประธานการประชุม ก.ตร. ก่อนหน้านั้น แต่จนมาถึงช่วงโค้งสุดท้ายชักเริ่มไม่แน่ใจเแล้วว่า การแต่งตั้งครานี้ยังคงยึดหลักอาวุโสได้หรือไม่ เพราะคนที่มีฝีไม้ลายมือประกอบกับแรงหนุนรอขึ้น “ข้ามหัว” รุ่นพี่ มีจ่อคิวกันหลายคน

นอกจากลำดับอาวุโสที่นายกฯ บอกเป็นหัวใจหลัก ก็ยังย้ำนักย้ำหนาว่า จะไม่ให้มีการซื้อขายตำแหน่งเด็ดขาด เรื่องนี้จึงถือเป็นงานหนักไม่เบาสำหรับ “บิ๊กแป๊ะ” ที่ต้องคอยจับตาดูบรรดา “นักวิ่ง” ทั้งหลาย ที่เริ่มสตาร์ทออกตัวกันบ้างแล้ว แต่อย่างไรก็ดีด้วยอำนาจตัดสินใจเด็ดขาดเป็นของนายกฯ ก็น่าจะตัดกำลังสายนักวิ่งไปได้บ้าง เรียกได้ว่ารอบนี้ใครจะขึ้น จะโยก จะขยับ ต้องผ่านสายตา “บิ๊กตู่” พวกที่แทรกแฟ้มมาอาจกระเด็นไม่เป็นท่า

สำหรับการแต่งตั้ง “นายพลสีกากี” ปีนี้ อาจไม่หวือหวา เพราะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงในระดับยอดเก้าอี้ “แม่ทัพตำรวจ” เจ้าของรหัส “พิทักษ์ 1” เนื่องจาก “บิ๊กแป๊ะ” อายุราชการยังเหลืออีก 1 ปี จะเกษียณปี 2563 แต่ยังมีเสียงกระซิบว่า ถึงแม้หนนี้จะไม่มีแต่งตั้ง “ผบ.ตร.” ก็ห้ามกะพริบตา เพราะระดับ “รอง ผบ.ตร.” 3 เก้าอี้ อาจมองเห็นอนาคต “ผบ.ตร.คนใหม่” ที่จะรับไม้ต่อจาก “บิ๊กแป๊ะ” หลังเกษียณ

แน่นอนว่าตำแหน่งน่าสนใจที่ว่างในขณะนี้ประกอบไปด้วย รอง ผบ.ตร. 3 ตำแหน่ง โดยมีผู้ท้าชิงถึง 10 คน ที่พร้อมจะเบียดกันขึ้น ซึ่งชื่อน่าจับตามองคงหนีไม่พ้น พล.ต.ท.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้ช่วย ผบ.ตร. นักเรียนนายร้อยรุ่น 36 เพื่อนร่วมรุ่นกับ ผบ.ตร. และเตรียมทหารรุ่น 20 รุ่นเดียวกับ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. อีกทั้งในด้านฝีมือยังปรากฏให้เห็นเด่นชัด ไม่ว่าจะเป็นคดีระเบิด ความมั่นคง ผ่านมาโชกโชน เหมาะสมโดยคุณสมบัติ แต่…ลำดับอาวุโสนั้นรั้งอยู่อันดับ 10 ซึ่งคงเป็นประเด็นที่น่าจับตา ส่วนคนอื่นก็ยังมี พล.ต.ท.ศักดา ชื่นภักดี นักเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่น 36 สาย พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. น้องชาย “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี, พล.ต.ท.มนู เมฆหมอก นายร้อยตำรวจรุ่น 38 อดีตนายเวรบิ๊กตำรวจ พล.ต.อ.สันต์ ศรุตานนท์ อดีต ผบ.ตร., พล.ต.ท.ปิยะ อุทาโย นักเรียนนายร้อยรุ่น 38 เตรียมทหารรุ่น 22 ทำหน้าที่โฆษก ตร. และรับผิดชอบงาน “จิตอาสา”

อีกตำแหน่งที่ต้องลุ้นกันสนุกเป็นระดับ ผู้บัญชาการ (ผบช.) ขึ้น ผู้ช่วย ผบ.ตร. ที่ว่างลง 6 ตำแหน่ง เพราะจนถึงนาทีนี้อะไรก็เกิดขึ้นได้ ไม่มีใครสามารถตีตราจองจะได้ขยับขึ้น ผู้ช่วย ผบ.ตร. แบบง่ายๆ หรือได้ต่อวีซ่านั่ง ผบช. แบบสบายชิลๆ โดยมีรายชื่อผู้ที่พร้อมจะขยับขึ้นมาอย่าง พล.ต.ท.วิรุฬห์ เอี่ยมไพจิตร์ จเรตำรวจ(หน.จต.) นักเรียนนายร้อยรุ่น 35 อาวุโสอันดับ 1, พล.ต.ท.เพิ่มพูน ชิดชอบ จเรตำรวจ (สบ 8) อาวุโสลำดับ 2 น้องชาย เนวิน ชิดชอบ ตีตราจองตามกฎเกณฑ์อาวุโส 33% รวมทั้ง พล.ต.ท.ไกรบุญ ทรวดทรง ผบช.สยศ.ตร. ที่ลุยทำงานทั้งงานราษฎร์งานหลวงเต็มที่ จองเอาไว้อีก 1 เก้าอี้ ทำให้ตอนนี้เหลือ ผู้ช่วยผบ.ตร. ว่าง 3 ตำแหน่ง ซึ่งหลายคนมีสิทธิโดนดันขึ้น ผู้ช่วย ผบ.ตร.ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น พล.ต.ท.สราวุฒิ การพานิช ผบช.ส., พล.ต.ท.จารุวัฒน์ ไวศยะ ผบช.กมค., พล.ต.ท.ชินภัทร สารสิน ผบช.ปส., พล.ต.ท.พูลทรัพย์ ประเสริฐศักดิ์ ผบช.ภ.3 ที่เหลืออายุราชการเพียงปีเดียว เกษียณปี 2563 ก็มีโอกาสถูกดันขึ้น ผู้ช่วย ผบ.ตร. เช่นกัน และยังมี พล.ต.ท.กิตติพงษ์ เงามุข ผบช.สกพ. นักเรียนนายร้อยรุ่น 36 เป็นตัวสอดแทรก

ด้านเก้าอี้ ผบช. ว่าง 18 ตำแหน่ง ก็ต้องโฟกัสไปที่ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) หรือนามเรียกขาน “น.1” แทน พล.ต.ท.สุทธิพงษ์ วงษ์ปิ่น ผบช.น. ที่จะเกษียณอายุราชการ ซึ่งจนถึงโค้งสุดท้ายก็ยังไม่มีใครกล้า “ฟันธง” ชื่อไหน ใครจะเข้าวิน เพราะแคนดิเดตที่ปรากฏชื่อออกมาล้วนแล้วไม่ธรรมดา โดยมีการคาดการณ์ไว้อยู่ถึง 5 คนที่มีลุ้น แต่จนถึงวันนี้มี 2 รายชื่อที่น่าสนใจคือ พล.ต.ท.สมชาย พัชรอินโต ผบช.รร.นรต. เพื่อนร่วมรุ่นนักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 36 กับ ผบ.ตร. และ พล.ต.ต.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา รอง ผบช.น. นักเรียนนายร้อยรุ่น 38 ที่รับผิดชอบงานความมั่นคงร่วมกับ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. ส่วนในตำแหน่งผู้บัญชาการตัวเลขภาคต่างๆ มีทั้งอยู่ที่เดิมอย่าง พล.ต.ท.รณศิลป์ ภู่สาระ นักเรียนนายร้อยรุ่น 36 มือสืบสวนที่คุ้นเคยพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ยังคงตำแหน่งผบช.ภ.9 ต่อไป

ขณะที่กลุ่มลุ้นขึ้น ผบช. ที่น่าจับตา คือ พล.ต.ต.ภาณุรัตน์ หลักบุญ รอง ผบช.น. นักเรียนนายร้อยรุ่น 41 อดีตผู้ช่วยนายเวร พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. ที่ได้แรงหนุนจาก ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯ เพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหาร 25 ให้ขึ้นตำแหน่ง ผบช.ภ.6 คุมพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง และ พล.ต.ท.ธนา ชูวงศ์ ผบช.ภ.7 นักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 42 คนสนิท พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. คาดจะสไลด์มาเป็น ผบช.ภ.2

นอกจากนี้ในส่วนกองบัญชาการอื่นๆ อย่าง ผู้บัญชาการตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ผบช.สตม.) ยังคงเป็น พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง, ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) พล.ต.ท.สุทิน ทรัพย์พ่วง ยังอยู่ที่เดิม, ผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน พล.ต.ท.วิชิต ปักษา ผบช.ตชด. ก็ยังนั่งเก้าอี้เดิม ส่วนตำแหน่ง ผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (ผบช.ปส.) มี พล.ต.ต.อาชวันต์ โชติกเสถียร รอง ผบช.ปส. นักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 36 เบียดกับ พล.ต.ต.พรชัย เจริญวงศ์ รอง ผบช.ปส. นักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 38 ขณะที่ กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว (บช.ทท.) มี พล.ต.ท.มนตรี ยิ้มแย้ม จเรตำรวจ (สบ 8) นักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 38 เบียดกับ พล.ต.ต.ชวลิต แสวงพืชน์ รอง ผบช.ก. นักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 36 และ พล.ต.ท.อดิศร์ งามจิตสุขศรี ผบช.สงป. นักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 35 สำหรับกองบัญชาการสำนักงานยุทธศาสตร์ตำรวจ (สยศ.ตร.) มี พล.ต.ต.ชวลิต แสวงพืชน์ รอง ผบช.ก. นักเรียนนายร้อยรุ่น 36 เบียดกับ พล.ต.ต.สุรพล แก้วขาว รอง ผบช.ภ.3 นักเรียนนายร้อยรุ่น 36 เช่นกัน

          อำนาจการเคาะชื่อแต่งตั้งโยกย้าย “นายพลสีกากี” หนนี้อยู่ในกำมือของ “นายกฯ ลุงตู่” ก็ต้องพิสูจน์ว่าจะมี “ลำดับอาวุโส” และแววตาเฉียบคมเลือก “ขุนพล” ให้ถูกกับงานได้แค่ไหน..!?