กฟผ.อย่าดึงดันนำเข้าก๊าซ LNG 1.5ล้านตัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/385647?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

กฟผ.อย่าดึงดันนำเข้าก๊าซ LNG 1.5ล้านตัน

29 สิงหาคม 2562 – 11:05 น.
การไฟฟ้าฝ่ายผลิต,กฝผ,ก๊าซธรรมชาติ LNG,ปตท,น้ำมัน
เปิดอ่าน 3,594 ครั้ง

คอลัมน์…  รักแผ่นดิน  โดย… ฅนไท

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. มีโครงการนำเข้าก๊าซธรรมชาติ LNG เพื่อมาผลิตกระแสไฟฟ้า และขายให้กับโรงไฟฟ้าก๊าซ จำนวน 1.5 ล้านตันต่อปี เป็นระยะเวลา 8 ปี ซึ่งเป็นความพยายามดิ้นรนของ กฟผ. ตั้งแต่สมัย พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ เป็นรัฐมนตรีพลังงาน ทั้งๆ ที่ไม่ใช่องค์กรค้าก๊าซ หรือน้ำมัน

เดิม กฟผ.จะซื้อก๊าซเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าจาก ปตท. เพราะ ปตท.เป็นองค์กรบริหารการค้าขาย น้ำมันและก๊าซมาตลอด ดังนั้น กฟผ.ยังไม่มีความพร้อมใด ทั้งถังเก็บก๊าซ -ท่าเรือ ระบบท่อขนส่งก๊าซ จึงจะยืมใช้ของ ปตท.ที่มีอยู่แล้ว

ระหว่างการประชุม เพื่อทบทวนนโยบายนี้ของกระทรวงพลังงาน เมื่อกลางเดือนสิงหาคมนี้เอง ทั้ง กฟผ.และ ปตท.ต่างเถียงกันหน้าดำหน้าแดงว่า องค์กรใดจะบริหารการซื้อ-ค้าก๊าซ จำนวนดังกล่าว ต่อหน้า สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน จนหาข้อยุติไม่ได้ และจะมีการหารือกันใหม่ ในเร็วๆ นี้

โครงการมูลค่ากว่าแสนล้านบาทใครๆ ก็อยากเอาไปบริหารเอง ปัญหาอยู่ที่ ความพร้อมและวัตถุประสงค์ขององค์กรของทั้งสอง ที่ สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ควรนำไปเป็นปัจจัยในการตัดสินให้รอบคอบ กฟผ.ไม่ได้ตั้งมามีวัตถุประสงค์ในการค้าก๊าซหรือน้ำมัน

เมื่อไม่มีวัตถุประสงค์ดังนี้ จึงไม่มีการสร้างโครงสร้างมาเพื่อสิ่งนี้ มีแต่โครงสร้างการผลิตและสายส่งไฟฟ้าไปให้การไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เพื่อความมั่นคงด้านพลังงาน

หาก กฟผ.ต้องค้าก๊าซ ปีละ 1.5 ล้านตัน เป็นเวลา 8 ปี กฟผ.ต้องใช้เงินอีกนับหมื่นล้านบาท ในการสร้างถังเก็บ-ท่อขนส่ง และท่าเรือ ที่สำคัญการสร้างดังกล่าว จำเป็นต้องรุกล้ำลงไปในทะเล ที่หนีไม่พ้น “การทำลายระบบนิเวศน์ทางทะเล” ที่เรากำลังหวงแหนหนักหนาในขณะนี้

จงคิดให้รอบคอบ เพื่อประโยชน์ของแผ่นดิน มากกว่าผลประโยชน์ที่จะเข้ากระเป๋าใคร!

ทำไม…ต้องย้าย ครูอ้อม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/385598?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ทำไม…ต้องย้าย ครูอ้อม

29 สิงหาคม 2562 – 10:35 น.
ครูอ้อม,ย้ายฟ้าผ่า,รณภพ เหลืองไฟโรจน์,ประธาน กศจชัยนาท,วัดวงเดือน,อาหารกลางวัน,นางสาวลออ วิลัย,ผอสพปชัยนาท,รองเลขากพฐ
เปิดอ่าน 12,825 ครั้ง

กระแสสังคมมีคำถาม ทำไมการย้ายครูตัวเล็กๆเพียงคนเดียว อยู่ไกลโพ้นถึงต่างจังหวัด แต่ได้รับความสนใจมากมายถึงเพียงนี้หาคำตอบ… โดย กมลทิพย์ ใบเงิน

ร้อนแรงมากขึ้น เมื่อ”ครูอ้อม” ถูกย้ายให้พ้นหน้าที่ จากปมการย้ายฟ้าผ่าถูกสื่อเติมเชื้อไฟ กระพือข่าวว่าสาเหตุมาจากการปฏิบัติหน้าที่ “แม่พิมพ์” แสนดี  ปกป้องพิทักษ์รักษาผลประโยชน์ของเด็กๆ ให้ได้รับประทานอาหาร “มื้อเที่ยง” อย่างดีมีคุณภาพและถูกหลักโภชนาการ

ย้อนรอย..“ครูอ้อม” ครูสาวสอนนักเรียนชั้นอนุบาล1และอนุบาล 2 โรงเรียนวัดวงเดือน ต.สามง่ามท่าโบสถ์ อ.หันคา จ.ชัยนาท โพสต์ข้อความหลังถูกมือดีปาเลือดสด กระจายเต็มหน้าห้องเรียนที่สอนประจำชั้น ปมทนไม่ไหวเกี่ยวกับคุณภาพชีวิตของเด็กๆ ที่ได้กินอาหารกลางวันไม่ครบสารอาหาร กินมาม่าบ้าง ไม่ได้กินผลไม้ หรือของไม่มีประโยชน์เหมือนโรงเรียนอื่นๆนั้น

โพสต์เด็ด! ครูอ้อม ส่งแรงสั่นสะเทือนถึง “นายสุเทพ สิงห์สม” ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดวงเดือน  ผู้บังคับบัญชาสายตรง  ต้องเรียกประชุมด่วน เมื่อวันอาทิตย์ที่ 25 ส.ค. 2562 ว่ากันว่าต้องการให้ครูอ้อมเซ็นเอกสาร ตรวจรับอาหารกลางวันของเดือนกรกฎาคม และเดือนสิงหาคม โดยพยายามพูดกดดันเชิงบังคับว่า ขอให้ครูอ้อมเห็นแก่องค์กร และเพื่อนร่วมงาน ขอให้เซ็นเอกสารเพื่อที่ทุกคนจะได้ไม่เดือดร้อน

ว่ากันว่า ครูอ้อมยังคงยันยันกับ ผอ.ร.ร. วัดวงเดือนและเพื่อนครูคนอื่นๆว่า “ในเมื่ออาหารกลางวันที่ผ่านมาทั้ง 2 เดือนมีความไม่ถูกต้องอยู่ จึงไม่ยอมเซ็น”

ช่วงเวลา 15.30 น. ของวันที่ 26 ส.ค. 2562  “นางสาวลออ วิลัย” ผู้อำนวยการสำนักงานพื้นที่ประถมศึกษาชัยนาท หรือ สพป.ชัยนาท พร้อมคณะได้เดินทางไปยังโรงเรียนวัดวงเดือนอีกครั้ง เพื่อเรียกประชุม ผู้บริหารโรงเรียน พร้อมตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ในกรณีข้อท้วงติงเรื่องอาหารกลางวัน ซึ่งใช้เวลาการประชุมกว่า 2 ชั่วโมง

หลังการประชุม นายสุเทพ สิงห์สม ผอ.โรงเรียนวัดวงเดือน กล่าวผ่านสื่อว่า คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงที่ทาง สพป.ชัยนาทตั้งขึ้นมานั้น น่าจะใช้เวลาในการตรวจสอบทั้งในเรื่องเอกสาร หนังสือราชการ และการสืบสวนทางลับเป็นเวลาไม่น่าจะเกิน 2 สัปดาห์ ก็น่าจะได้ข้อสรุปว่ามีความบกพร่อง หรือผิดปกติใดหรือไม่ เพื่อดำเนินการลงโทษทางวินัยกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง หากพบความไม่ถูกต้องตามที่ครูอ้อมมีการท้วงติง

            “ส่วนจะมีการพิจารณาโทษใครบ้าง  ก็ขึ้นอยู่กับการสอบสวนของคณะกรรมการฯ ส่วนของผมจะเกษียณอายุราชการในวันที่ 31 ตุลาคม 2562 นี้ ไม่ได้รู้สึกกังวลอะไร เพราะผมยืนยันมาตลอดว่าทำถูกต้องตามระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการ จึงไม่มีอะไรที่ต้องกลัว” นายสุเทพ กล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย

นายสุเทพ  ในฐานะผู้บังคับบัญชาของครูอ้อม กล่าวย้ำว่าอยากให้สังคมทำความเข้าใจด้วยว่า ที่ผ่านมาไม่มีใครไปคุกคามครูอ้อมแต่อย่างใด ส่วนเรื่องของการปาเลือดห้องเรียน เรื่องนี้ยอมรับว่าส่วนตัวไม่ทราบสาเหตุจริงๆ ต้องปล่อยให้เป็นเรื่องทางคดีเป็นหน้าที่ของตำรวจต่อไป

เวลา 11.00 น.ของวันที่ 27 ส.ค. 2562 ป.ป.ช.ชัยนาท ลงพื้นที่เข้าไปตรวจสอบโครงการอาหารกลางของโรงเรียนวัดวงเดือน พบปรากฏว่าโรงเรียนวัดวงเดือนใช้ระบบจ้างเหมา มีแม่ครัวคนปัจจุบันปรุงอาหารให้นักเรียนรับประทานมาแล้ว 8 ปี อาหารกลางวันของเด็ก ๆ ไม่เคยมีปัญหาด้านคุณภาพ มาก่อน อีกทั้งไม่พบว่ามีมูล การทุจริต คอรัปชั่นตามประเด็นที่ตกเป็นข่าว เมื่อตรวจสอบกลับพบประเด็นอื่นที่ไม่เกี่ยวกับอาหารกลางวัน

 

นางสาวลออ วิลัย  ผอ.สพป.ชัยนาท ตอกย้ำในเรื่องนี้ กับ “คม ชัด ลึก ออนไลน์” ว่า ผลการตรวจสอบอาหารกลางวันโรงเรียนวัดวงเดือน ไม่พบมีการทุจริต ตามที่เป็นข่าว อีกทั้งเด็กนักเรียนชั้นป.5 ที่รับประทานอาหารกลางวันในวันนั้นต่างยืนยันว่าผัดหมี่ มีหมู มีไข่ ไม่ใช่เส้นผัดหมี่เปล่าๆไม่มีสารอาหารโปรตีน ตามที่เผยแพร่ผ่านสื่อ

ทว่าล่าสุดเมื่อวันที่ 28 ส.ค. 2562  สพป.ชัยนาท ได้มีหนังสือคำสั่งด่วนที่สุด ลงนามโดย นางสาวลออ วิลัย ผอ.สพป.ชัยนาท มีคำสั่งให้ “ครูอ้อม”ย้ายไปช่วยราชการที่ สพป.ชัยนาท โดยให้เหตุผลว่าเพื่อความเหมาะสมระหว่างการสอบสวนเรื่องท้วงติงคุณภาพอาหารกลางวัน โดยจะจัดหน้าที่งานให้ตามความเหมาะสม และให้มีผลทันที

ว่ากันว่า  “ครูอ้อม” เมื่อได้รับหนังสือคำสั่งด่วน ถึงกับเครียดหนัก เพราะไม่คาดคิดว่าจะโดนเล่นงานรอบด้านแบบนี้ ขณะที่คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคุณภาพอาหารกลางวัน ทุกคนยังคงอยู่ในโรงเรียนวัดวงเดือนตามปกติ

 “ผู้ร้องและพยานกลับถูกกลั่นแกล้ง  ด้วยการสั่งย้ายไปช่วยราชการ รู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรม” ครูอ้อม กล่าวเพียงสั้นๆ หลังได้รับหนังสือคำสั่งย้ายไปช่วยราชการ

ความจริงอีกด้าน จากปาก “นางสาวลออ วิลัย“ ผอ.สพป.ชัยนาท เปิดเผยกับ “คม ชัด ลึก ออนไลน์” ว่าเขตพื้นที่ฯ อยากให้น้อง(ครูอ้อม)มาช่วยงานจริงๆ มีงานให้ทำ เป็นการมาช่วยราชการชั่วคราว ไม่ใช่การลงโทษใดๆ ทั้งสิ้น เพราะเรื่องนี้ไม่มีผู้ร้อง แต่สพป.ชัยนาทลงพื้นที่เข้าไปตรวจสอบตามข่าวที่เกิดขึ้น เพื่อความเป็นธรรมกับทุกคนที่เกี่ยวข้องรวมทั้งครูอ้อมด้วย

 “เมื่อเกิดข่าวว่ามีปัญหาด้านคุณภาพอาหารกลางวัน สพป.ชัยนาท ได้ตั้งกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง บังเอิญไปเชื่อมโยงกับคดีปาเลือดสด ที่ครูอ้อมไปแจ้งความเอาไว้ ความจริง ผอ.ร.ร.วัดวงเดือน ควรจะเป็นผู้ไปแจ้งความในฐานะผู้บังคับบัญชา ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทางเขตพื้นที่ฯ ได้รายงานให้ นายพีระ รัตนวิจิตร รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองเลขาธิการกพฐ.) ได้รับทราบมาอย่างต่อเนื่อง“ผอ.สพป.ชัยนาท แจกแจงข้อเท็จจริง และกล่าวย้ำว่า

 “เราไม่ได้ย้ายเขาทั้งคู่(ครูอ้อมและผอ.ร.ร.) แต่ให้เขาหยุดมาทำงานที่เขตพื้นที่การศึกษา”

อาหารกลางวันโรงเรียนวัดวงเดือน “ด้อยคุณภาพ” ตามที่ “ครูอ้อม” แฉจริงหรือไม่ เร็วๆ นี้สังคมคงได้รับรู้กัน เพราะเรื่องแบบนี้ระดับ “รณภพ เหลืองไฟโรจน์” ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยนาท ในฐานะประธานคณะกรรการศึกษาธิการจังหวัดชัยนาท (ประธาน กศจ.ชัยนาท) สั่งการเร่งด่วนหามูลความจริงและเอาคนผิดมาลงโทษ

ขอโทษไม่จบ “ติ่งส้มหวาน” ปะฉะดะ”ติ่งแม้ว” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/385652?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ขอโทษไม่จบ “ติ่งส้มหวาน” ปะฉะดะ”ติ่งแม้ว”

29 สิงหาคม 2562 – 09:48 น.
เจาะประเด็นร้อน,รายงานพิเศษ,ท่องยุทธภพ,การเมือง,ทักษิณ,ขุนน้ำหมึก,พรรคเพื่อไทย,พรรคอนาคตใหม่,ปิยบุตร แสงกนกกุล,พรรณิการ์ วานิช,คนเสื้อแดง,แดงทักษิณ
เปิดอ่าน 8,376 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดน “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับ 29 ส.ค.62

*****************************

อันเนื่องจากวิวาทะเรื่อง “พรรคเพื่อนบ้าน” หรือ “พรรคข้างบ้าน” จะถูกยุบ ที่เริ่มต้นจากกิจกรรม “จับมือ ดาวสภา เพื่อไทย”

รายการจับมือดาวสภา

ความร้อนแรงในหมู่กองเชียร์ “แดง” กับ “ส้ม” เกิดขึ้น เมื่อ “ช่อ” พรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรคอนาคตใหม่ พูดว่า “ในกรณีที่ทางพรรคเพื่อไทยตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการยุบพรรคอนาคตใหม่ เรื่องนี้เราถือว่า แทนที่จะเป็นห่วงว่าเพื่อนบ้านหรือตัวเองจะถูกปล้น”

ช่อ พรรณิการ์

ผู้ใช้เฟซบุ๊ก “เต้มดแดง รักพ่อทักษิณ” อัดช่อกลับทันที “เพื่อนบ้าน ที่ไร้มารยาทแบบนี้ ไร้กาลเทศะแบบนี้ ต่อไปคงไม่มีใครคบค่ะ จบนะคะ”

พรรคข้างบ้าน”เจ็บปวด

กลายเป็นว่า กิจกรรมสร้างภาพพรรคเพื่อไทยยุค “คุณหญิงหน่อย” ไม่มีใครสนใจ เพราะสองดาวสภาจากเมืองน่าน และมหาสารคาม วิเคราะห์เกินลงกา ทำเอาพรรคอนาคตใหม่เดือดร้อน

อาจารย์ป๊อก” ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ต้องออกมาแถลงด้วยตัวเอง กรณีดาวสภาเพื่อไทยฟันธง “อนาคตใหม่ถูกยุบ”

ปิยบุตร แสงกนกกุล 

หากผมเป็นท่าน เมื่อได้ทราบข่าวแบบนี้เกิดขึ้นกับพรรคเพื่อนบ้าน ผมจะเข้าไปบอกตรงๆ ไม่ใช้กิจกรรมแบบนี้ แถลงข่าวลือ เพราะสมาชิกพรรคผมก็จะเสียความเชื่อมั่น แล้วก็ต้องมาแก้ปัญหาทั้งวัน”

ถัดมา น..อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เลขาธิการพรรคเพื่อไทยสุทิน คลังแสง ส..มหาสารคาม และ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส..น่าน ได้แถลงข่าวขอโทษพรรคอนาคตใหม่ กรณีพาดพิงพรรคอนาคตใหม่

อุบลกาญจน์ อมรสิน” เซเลบแดงที่ใกล้ชิด “ทักษิณยิ่งลักษณ์” โพสต์เฟซบุ๊กว่า “เวลานี้รักษามิตรไว้ ดีที่สุด ความเปราะบางอาจเกิดขึ้นได้ แม้การสื่อสารก็ควรระมัดระวัง ความหวังดีก็มีเข้าใจผิดได้ ขอโทษ.. คือคำที่ดีที่สุด”

ความเป็นดาวสภา อาจคะนองปากไปหน่อย เลยลืมคิดถึง “เพื่อนข้างบ้าน” 

แดง”แปรเป็น“ส้ม”

แม้ในระดับ “ผู้ใหญ่” ของสองพรรคจะยอมจบ และขอโทษขออภัยกันไปแล้ว แต่ “นพพร นามเชียงใต้” อดีตแกนนำ นปกที่ใช้บัญชีเฟซบุ๊ก “เต้มดแดง รักพ่อทักษิณ” ยังไม่หยุด โดยโพสต์กล่าวหาว่า พรรคส้มหวานไม่จริงใจ และใช้ถ้อยคำแรงๆ

เต้มดแดง รักพ่อทักษิณ

ร้อนถึงผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊ก “Yeera Rajdumnern” คนเสื้อแดงที่หันมาเชียร์พรรคอนาคตใหม่ ได้โพสต์ระบายความรู้สึกยาวเหยียด เพราะไม่พอใจที่ “เพื่อนเสื้อแดง” ยังโจมตีธนาธร และช่อ ไม่หยุดหย่อน

ความเป็นเสื้อแดงนี่ ก็หัวใจแดงมานาน เชียร์ทักษิณมานาน แม้จะยุบมากี่พรรค ไม่ใช่ไม่เคยให้กำลังใจกัน ก็ให้มา จนทักษิณบอกให้แยกย้ายหลังจากส่งผมถึงฝั่งแล้ว นั่นล่ะเงิบกันกระจายทั้งแผ่นดิน”

Yeera Rajdumnern ยังพูดถึงพรรคเพื่อไทย ภายใต้การนำของ “คุณหญิงหน่อย” ว่า “เราไม่ปลื้ม”

อดีตคนเสื้อแดง ยังฝากถึงพรรคเพื่อไทยว่า “ที่ผ่านมาให้กำลังใจจนคิดว่า สมควรแก่เวลาแล้ว ยุคนั้นไม่มีพรรคตัวเลือก ก็เชียร์มันเข้าไป แต่ใจก็คิดก็พูดกับเพื่อนเสมอ ถ้ามีพรรคใหม่ให้เลือก แล้วนโยบายโอเค เราก็ไปแน่”

จริงๆ แล้ว กองเชียร์แดงกับส้ม ตบตีกันมานานแล้ว ต่างฝ่ายต่างกล่าวหากันเอง “แดงบูชาแม้ว” หรือ “ส้มบูชาธนาธร” 

ดาวสภา..ตาสว่าง

จะว่าไปแล้ว กิจกรรมจับมือดาวสภา เพื่อไทย เป็นไอเดียเก๋ไก๋ เพราะ ส..สามคนที่ไปโชว์ตัววันนั้น ก็สมราคาดาวสภา โดยเฉพาะ “สุทิน คลังแสง” 

สุทิน คลังแสง

สุทิน” ชาว อ.เชียงยืน จ.มหาสารคาม จบปริญญาเอก จากมหาวิทยาลัยมคธ อินเดีย ก้าวเข้าสู่พรรคไทยรักไทย ก็ได้เป็น ส..สมัยแรก ปี 2544

สมัยแดงทั้งแผ่นดิน ช่วงหลังเลือกตั้ง 2554 สุทิน ได้ร่วมคณะกับ “.ตาสว่าง” ประกอบด้วย ส.สุรชัย แซ่ด่าน ส.สุทิน คลังแสง และ ส.สมยศ พฤกษาเกษมสุข เดินสายอภิปรายการเมืองเชิงลึก บางครั้ง ก็มี ส.สุนัย จุลพงศธร ไปร่วมด้วย

ผู้แทนติดดินอย่างสุทิน ไม่ได้เติบโตมาจากธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง อาศัยความเป็น “ลูกอีสาน” และพูดจาเก่งเข้าหาชาวบ้านไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

สุทิน คลังแสง หัวหน้าคณะรำวง

นางรำวงสวรรค์บ้านนา

หลังรัฐประหาร สุทินตั้งคณะรำวงย้อนยุค “สวรรค์บ้านนา” รับงานแสดงในงานบุญประเพณี โดยตัวเขาเล่นดนตรีและร้องเพลงด้วย นอกจากนี้ สุทินยังจัดรายการมวยไทยภูธรในชื่อ ศึกคลังแสง

เซียนการเมืองมหาสารคามฟันธงว่า เลือกตั้งกี่หน สุทินก็ชนะ เพราะเป็นขวัญใจไทบ้านตัวจริง 

รอยปริ..พท.กับอนค. พันธมิตรหรือคู่ประชันการเมือง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/385643?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

รอยปริ..พท.กับอนค. พันธมิตรหรือคู่ประชันการเมือง

29 สิงหาคม 2562 – 09:30 น.
ปิยบุตร แสงกนกกุล,พรรคเพื่อไทย,พรรคอนาคตใหม่,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,ช่อ พรรณิการ์,ภูมิธรรม เวชยชัย
เปิดอ่าน 4,125 ครั้ง

โดย…   ทีมข่าวการเมือง สำนักข่าวเนชั่น

 เป็นรอยหมางใจเสียแล้วหรับเวทีเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ของพรรคเพื่อไทยที่ชื่อว่า “จับมือดาวสภาเพื่อไทย” ข้อวิเคราะห์ของ ส.ส.พท.วันนั้นเกี่ยวกับการเมืองไทยวันข้างหน้า กลับทิ่มแทงใจดำของพรรคสีส้มแบบไม่ให้กำลังใจกันและกัน

…กระแสความไม่พอใจของแกนนำพรรคอนาคตใหม่ที่แสดงออกไปหลังพันธมิตรพรรคร่วมฝ่ายค้านที่อยู่ห่างกันไม่กี่เมตรของช่องว่างอาคารบนถนนเพชรบุรีตัดใหม่ที่ชื่อ “พรรคเพื่อไทย” พาดพิงตั้งข้อสังเกต “พรรคอนาคตใหม่” ว่าอาจถูกยุบ! มูลเหตุมาจากหลากคดีที่แกนนำพรรคสีส้มผจญและคงจะรู้ผลในไม่กี่ยามข้างหน้า รวมทั้งยกเหตุผลการที่พรรคประชาชนปฏิรูปของ “ไพบูลย์ นิติตะวัน” ขอยุบพรรคและขอย้ายไปสังกัดพรรคพลังประชารัฐเพื่อหนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในการนำเรือเหล็กลุยน่านน้ำแบบไม่ต้อง ”ห่วงหน้าพะวงหลัง” และอาจนำร่องให้พรรคจิ๋วนำไปใช้หากประชาชนปฏิรูปผ่านร่องน้ำลึกนี้และขึ้นเรือเหล็ก พปชร.ได้ชัวร์….

น้ำเสียงของขุนพล อนค. ที่สื่อออกมานั้นแม้จะสุภาพแต่มันเปี่ยมไปด้วยความไม่พอใจสหายร่วมรัฐบาล…

“ในกรณีที่ทางพรรคเพื่อไทยตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการยุบพรรคอนาคตใหม่ เรื่องนี้เราถือว่าแทนที่จะเป็นห่วงว่าเพื่อนบ้านหรือตัวเองจะถูกปล้น ตอนนี้พรรคร่วมฝ่ายค้านมีงานเต็มมือ ในการตรวจสอบพฤติกรรมต่างๆ ของ ครม. และงานใหญ่อย่างการอภิปรายต่อ พล.อ.ประยุทธ์ แทนที่จะสนใจเรื่องนี้”  “ช่อ” พรรณิการ์ วาณิช โฆษกพรรคอนาคตใหม่ ตั้งโต๊ะแถลงเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม

วันที่ 27 สิงหาคม “ปิยบุตร แสงกนกกุล” เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ แถลงว่า “ข่าวลือก็มาดังกระหึ่มอีกจากการวิเคราะห์ของพรรคเพื่อไทย เมื่อวันอาทิตย์ ที่ 25 สิงหาคม ที่ผ่านมา ปรากฏว่ากิจกรรมจับมือดาวสภาเพื่อไทยที่จัดนั้นไม่เป็นข่าว มีแต่ข่าวการยุบพรรคอนาคตใหม่ดังขึ้นหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ ผมก็ขอบคุณในความห่วงใย แต่ยืนยันว่าพรรคอนาคตใหม่เรามีแนวทางของเรา ส่วนตัวเวลาเจอนายสุทิน คลังแสง และนพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.พรรคเพื่อไทย ก็ไม่เคยพูดคุยกันเรื่องนี้ ถ้ามาบอกตรงๆ ก็จะเข้าใจว่าท่านหวังดี หากผมเป็นท่าน เมื่อได้ทราบข่าวแบบนี้เกิดขึ้นกับพรรคเพื่อนบ้าน ผมจะเข้าไปบอกตรงๆ ไม่ใช้กิจกรรมแบบนี้แถลงข่าวลือ เพราะสมาชิกพรรคผมก็จะเสียความเชื่อมั่น แล้วก็ต้องมาแก้ปัญหาทั้งวัน การสื่อสารความหวังดี ให้มาบอกผมตรงๆ เพราะเราเป็นเพื่อนบ้านกัน ไม่ทราบว่าความหวังดีนั้นคุณต้องการพูดกับใคร ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ ผมไม่เคยวิเคราะห์สถานการณ์ของพรรคเพื่อไทยแบบที่พรรคเพื่อไทยทำกับพรรคอนาคตใหม่

ถัดมาวันที่ 28 สิงหาคม คำตอบและการขออภัยของภูมิธรรม เวชยชัย ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคเพื่อไทยส่งสารออกหลังจากที่กิจกรรมของพท.สลายสสารความเป็นมิตรลงไประดับหนึ่งสื่อไปว่า “ได้ทราบเรื่องความเห็นของสมาชิกพรรคเพื่อไทยเกี่ยวกับพรรคอนาคตใหม่ด้วยความไม่สบายใจ ต้องขอโทษในสิ่งที่เกิดขึ้น.. ผมเชื่อว่าผู้แสดงความเห็นไม่ได้มีเจตนาร้ายเพียงแต่อาจไม่ได้คาดคิดว่าจะส่งผลกระทบใดๆ ต่อพรรคที่เป็นเพื่อนมิตร …

เหตุที่เป็นเช่นนี้คงเริ่มจากความห่วงกังวลใจที่ฝ่ายประชาธิปไตยถูกกระทำมาโดยตลอด ก็คงต้องถือเป็นข้อระมัดระวัง เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดปัญหาในวันหน้า

วันนี้…เราต่างมีความคิดและอุดมการณ์ประชาธิปไตยเหมือนกัน มีความต้องการช่วยเหลือและปรารถนาที่จะทำงานรับใช้ประชาชนเช่นเดียวกัน…การมีท่วงทำนองที่เริ่มต้นจากความเข้าใจกัน ถนอมมิตรไมตรีต่อกันและอภัยให้กันและกันคือพื้นฐานสำคัญที่จะทำให้ภารกิจสำคัญของฝ่ายประชาธิปไตยที่จะทำประโยชน์เพื่อประเทศชาติประสบความสำเร็จ ขอโทษด้วยใจจริงอีกครั้งครับ”

เคสนี้ของ “ไพบูลย์” บังเกิดขึ้นจนมีผลกับกระแสหักเหทิศทางการเมืองและมีผลทางจิตวิทยาสูงยิ่งต่อคนการเมือง โดยเฉพาะขั้วต้านลุงตู่ให้กระพือหนักและหวั่นใจ…เพราะการเดินจังหวะของไพบูลย์ขยับหลังจากที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เข้าไปนั่งเป็นประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคพลังประชารัฐไม่กี่นาที…

หลายคนรู้ดีว่า “พรรคจิ๋วและงูเห่า” คือความจำเป็นยวดยิ่งของคนที่จำเป็นซึ่งยามนี้ทำหน้าที่ สร.1 และต้องอาศัยลุงป้อมไปเคลื่อนเกมใต้ดินคราวนี้ให้บรรลุฝัน…

ดังนั้นกระแส “งูเห่ายุคไทยแลนด์ 4.0” ที่เคยกระหึ่มมาคราวหนึ่งเมื่อหลังรู้ผลการเลือกตั้งและการฟอร์มครม.ชุดนี้ที่เคยระอุเมื่อหลายเดือนนั้น ช่วงนี้กระแสดังกล่าวกำลังจะเดินย้อนมาเนื่องจากวันนั้น พปชร.แตะมือพรรคร่วมรัฐบาลกว่าสิบพรรคเข็นเรือเหล็กที่กัปตันชื่อลุงตู่ลงน้ำได้แบบหวุดหวิด…และในวันนี้รวมทั้งวันหน้า “พปชร.” ต้องการ “สองร้อยเจ็ดสิบเสียง” เป็นอย่างน้อยที่จะประคอง “เรือเหล็ก” ผ่านมรสุม แต่ “คณิตศาสตร์การเมือง” เมื่อบวกและคูณเข้าไปแล้ว ไม่มีแววว่า “ตัวเลขหนุนลุงตู่จะทวีค่าด้วยวิธีปกติ”

อนาคตใหม่

ดังนั้น “งูเห่าและการยุบควบรวมพรรค“ จึงเป็นทางเลือกเดียวที่จะเพิ่มตัวเลขขั้วหนุนลุงตู่ให้บังเกิด

ดังนั้นจากวันนั้นจนวันนี้ “แรงดึงดูด” เพื่อชักชวนให้ส.ส.บางคนจากขั้วตรงข้ามลุงตู่ ”แปรพักตร์” ได้ลุกลามเป็นกระแสอีกคราว…หลังไพบูลย์ประกาศเจตนารมณ์ในการหนุนลุงตู่ให้อยู่นานๆ แน่นอนว่าข้อวิจารณ์ทั้งในแง่กฎหมายและความเหมาะสมกับประชาธิปไตยที่ไพบูลย์เปิดเกมล่าสุดเมื่อหลายวันก่อนยังกระพือมายันวันนี้ แต่ในเมื่อ กกต.มีมติแล้วว่า “ประชาชนปฏิรูป” ยุติบทบาทพรรคได้แต่ต้อง “เคลียร์” หลายกรณีตามบทบัญญัติกฎหมายให้ลุล่วงก่อนนั้น

เชื่อว่า…ไพบูลย์คงหารือซือแป๋มาแล้วและคงไม่เดินจังหวะพลาดเว้นแต่ว่า “จงใจ” ให้เดินพลาดเพื่อให้เกิด “หลุมดำ” ไว้ล่วงหน้าเพื่อให้บางพรรคร่วงลงไป…

และเมื่อคนใน พท. วิเคราะห์เกมการเมืองในยามหน้าและพาดพิงมาว่าชะตาของอนค.ในส่วนของส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ห้าสิบชีวิตจึงวัดดวงกับหนึ่งส.ส.ของประชาชนปฏิรูป จึงคุ้มค่าความเสี่ยงหากจะท้าลองสำหรับขั้วหนุนลุงตู่…เพราะมันมีผลลบกับขั้วต้านลุงตู่ยิ่งกว่า

ดังนั้นเมื่อบทวิเคราะห์นี้ผุดจากเวทีของพท. “พลพรรคสีส้ม” จึงมิใคร่ที่จะได้ยินนัก

เพราะกระแสข่าวนี้ใช่ว่า “ไร้มูล” เพราะคนการเมืองทุกพรรคที่ไปทำงานในสัปปายะสภาสถานมักจะหยิบยกมาวิเคราะห์เสมอๆในช่วงที่กระแสข่าวการเมืองกระพือกับบางจังหวะที่ส่อแววว่าจะกำเนิดขึ้น ดังนั้นอนค.จะโยนบาปให้พรรคอันดับหนึ่งที่มีส.ส.มากสุดของเมืองไทยยามนี้แบบเต็มข้อก็คงมิได้เพราะคนการเมืองรู้ว่าข่าวลือมักจะเป็นข่าวจริง…เพียงแต่รอสถานการณ์เท่านั้นรวมทั้งส.ส.ของพรรคสีส้มก็พอจับจังหวะนี้ได้เลาๆ และเมียงมองหาเกาะกลางน้ำไว้แต่เนิ่นๆ

แม้แกนนำพรรคสีส้มจะอ่านจังหวะออกและเตรียมพรรคสำรองไว้เพื่อผ่องถ่ายกำลังหากวันนั้นโชคร้าย “อนค.” โดนยุบพรรค

แต่เมื่อแพแตกแล้ว..มั่นใจเพียงใดว่าลูกพรรคจะย้ายตามคำบัญชาการของคีย์แมนพรรคสีส้มในการย้ายลำเรือ

เพราะตัวอย่างในอดีตทางการเมืองไทยก็บังเกิดบ่อยครั้งว่า ลูกพรรคมิใช่ต้องเดินตามมติของพรรคหรือแกนนำพรรคเสมอไป….

เรื่องแบบนี้ใครบางคนในอนค.ทราบดีแก่ใจ

และคีย์แมน พท.ก็อ่านออกล่วงหน้าเช่นกัน

ของแบบนี้ใช่ว่าจะอยู่เหนือความคาดหมาย..เพียงแต่อยู่เหนือการควบคุมเท่านั้น

เพราะคนการเมืองนั้นไม่ว่าหน้าเก่าหรือหน้าใหม่..หากบางสิ่งบางอย่าง “คลิก” ลงตัว..อะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้

รวมทั้งอย่ามองข้ามความจริง…อนค.กับ พท.นั้น ใช่ว่าจะเป็นเนื้อเดียวกันได้ เนื่องจากพรรคสีส้มยามนี้แต้มต่อในหลายเวทีอยู่เหนือกว่าพรรคที่มีส.ส.อันดับหนึ่งของเมืองไทย เพราะฐานเสียงของคนหนุนสองพรรคนี้อยู่ในวงศ์เดียวกัน ดังนั้นจึงเป็นการตัดแต้มกันเองของสองพรรคนี้หากต้องส่งคนลงสนามการเมืองเพื่อชิงอันดับหนึ่ง

แม้แต่การแบ่งพื้นที่กันครอง..ข้อมูลวงในของพท.เผยให้รู้ว่าอนค.มิยอมให้พท.สั่งการได้เพียงลำพัง…และจนป่านนี้ยังเคลียร์ไม่ลงตัว ดังนั้นเมื่อปรากฏลิ่มที่ตอกมาด้วยน้ำมือของคนในพท.ลงบนพื้นที่ชีวิตของอนค. แบบนี้รอยปริคงยากที่จะประสานให้คงรูปคงรอยดั่งวันวาน

          เพราะมิตรแท้ยามรบกลายกลับมาเป็นคู่แข่งและขั้วตรงข้ามในคราวเดียวกันไปเสียแล้ว

นโยบาย ไม่ชัด พูดคุยสันติสุขฯ ไม่คืบ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/385644?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

นโยบาย ไม่ชัด  พูดคุยสันติสุขฯ ไม่คืบ

29 สิงหาคม 2562 – 08:50 น.
บีอาร์เอ็น,พลออุดมชัย ธรรมสาโรรัตน์,บิ๊กเมา,พูดคุยสันติสุขฯ ไม่คืบ,ปล้นร้านทอง,อนาทวี
เปิดอ่าน 1,371 ครั้ง

คอลัมน์…  ถอดรหสัลายพราง  โดย…  พลซุ่มยิง 

หลังเกษียณอายุราชการในเดือนกันยายนนี้ พล.อ.วัลลภ รักเสนาะ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) จะถูกเสนอชื่อให้เป็นหัวหน้าคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ คนใหม่ แทน “บิ๊กเมา” พล.อ.อุดมชัย ธรรมสาโรรัตน์ ที่ต้องทำหน้าที่สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ท่ามกลางคำถามถึงความจริงจังในการแก้ไขปัญหาของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม 

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกของการเปลี่ยนหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขฯ ในยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หลังเคยมอบหมาย พล.อ.อักษรา เกิดผล ส.ว. ทำหน้าที่ ผ่านผู้อำนวยความสะดวกมาเลเซีย พร้อมๆ กับการเปิดตัว ‘กลุ่มมาราปาตานี’ ที่อ้างว่า เป็นตัวจริง เสียงจริง สามารถควบคุมผู้เห็นต่างในระดับพื้นที่

โดยการพูดคุยสันติสุขฯ ทั้ง 3 ฝ่ายเกิดขึ้นหลายครั้งที่ประเทศมาเลเซีย ท่ามกลางความสนใจของต่างประเทศ และดูเหมือนทุกอย่างกำลังจะไปได้ดี สอดคล้องกับสถิติการก่อความรุนแรงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มีแนวโน้มลดลง จนนำไปสู่การบรรลุข้อตกลง กำหนดให้ อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส เป็นพื้นที่ปลอดภัย เมื่อปี 2561

จากนั้นประเทศมาเลเซียเกิดการเปลี่ยนแปลงภายใน หลังนายมหาเธร์ โมฮัมหมัด ชนะการเลือกตั้ง ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี และแต่งตั้งผู้อำนวยความสะดวกคณะพูดคุยสันติสุขฯ คนใหม่ “ตันสรี อับดุลราฮิม บิน โมห์ด นูร์” อดีตผู้บัญชาการตำรวจและผู้บัญชาการตำรวจสันติบาลมาเลเซีย พร้อมยกเลิกแนวทางการพูดคุยของเดิม ปรับเปลี่ยนเป็นรูปแบบใหม่ หวังให้เกิดความสำเร็จภายใน 1 ปี ให้สอดคล้องกับการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจของประเทศมาเลเซีย

โดยให้ความสำคัญ “กลุ่มแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติ“ หรือ ”บีอาร์เอ็น” เพราะมีความชัดเจนในองค์กรนำ มีแผนขับเคลื่อนงาน ไม่ว่าจะด้านต่างประเทศการเมือง หรือการศึกษา และกองกำลังทางทหาร ภายใต้การนำของ “ดูนเลาะ แวมะนอ” หัวหน้ากลุ่มองค์กรบีอาร์เอ็น ขณะที่ “มาราปาตานี” ไม่ใช่ตัวจริง และเป็นกลุ่มหมดอำนาจไปแล้ว ไม่มีศักยภาพในการควบคุม สั่งการ

ส่งผลให้ พล.อ.ประยุทธ์ เปลี่ยนหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขฯ เป็น พล.อ.อุดมชัย พร้อมเซตทีมงานขึ้นมาใหม่ ลงพื้นที่รับฟังข้อมูลจากประชาชน ท่ามกลางกระแสข่าว ‘บีอาร์เอ็น’ ไม่เอาด้วย การพูดคุยทั้ง 3 ฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นทางเปิด หรือทางลับ ไม่เคยเกิดขึ้นแม้แต่ครั้งเดียว ในขณะเดียวกันความรุนแรงในพื้นที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

การพูดคุยสันติสุขฯ เดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนอีกครั้ง หลังจับกุมผู้ต้องสงสัยลอบวางระเบิดพื้นที่ กทม. หลายจุด เมื่อต้นเดือนสิงหาคม ที่ผ่านมา

ที่เป็นระดับ “ทีมปฏิบัติการ” ที่มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มก่อเหตุในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ท่ามกลางข้อสงสัยถึงปฏิบัติการ เพื่อสร้างเงื่อนไขยกระดับการพูดคุยสันติสุขฯ

และในเดือนเดียวกันนี้ คนร้ายไม่ต่ำว่า 17 คน บุกปล้นร้านทอง อ.นาทวี จ.สงขลา มูลค่า 85 ล้านบาท ค่อนข้างชัดเจนว่าเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จากข้อมูลพบว่า คนร้ายก่อเหตุทั้ง 2 เหตุการณ์หลบหนีไปยังประเทศเพื่อนบ้าน แม้ทางการไทยได้ประสานขอตัวมาดำเนินคดี แต่ได้รับคำตอบว่า ทั้งหมดได้เดินทางไปประเทศอื่นแล้ว

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เจ้าหน้าที่คาดว่าผู้ก่อเหตุได้หลบหนีไปยังประเทศเพื่อนบ้านแล้ว เพราะทองที่ปล้นได้ก็ไม่รู้จะไปขายที่ไหน ก็ต้องเป็นประเทศเพื่อนบ้าน ส่วนการประสานกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อขอตัวมาดำเนินคดีนั้น ขณะนี้เรายังไม่ทราบชื่อผู้ก่อเหตุทั้งหมด

 พล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่ 4 สั่งปรับแผนมาตรการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้  เพื่อจำกัดพื้นที่ก่อเหตุที่เป็นทั้งคนรุ่นเก่าและใหม่ พร้อมๆ กับการใช้สังคมออนไลน์เป็นฐานกำลังหลักเพื่อใช้ชี้แจงตอบโต้ หลังมีการปรับแผนกลยุทธ์ เพื่อปฏิบัติการกับกลุ่มก่อความไม่สงบ แบบค่ำไหนนอนนั่น

ในขณะที่ “พล.อ.วัลลภ” แม้จะกลายเป็นตัวเลือกใหม่ ที่จะมาสานต่อการพูดคุยสันติสุขฯ แทน “พล.อ.อุดมชัย” แต่เชื่อว่าจะไม่ได้ส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เหตุเพราะนโยบายหลักของ พล.อ.ประยุทธ์ ยังเหมือนเดิม คือ ขาดความชัดเจนและไม่ต่อเนื่อง ทำให้การพูดคุยสันติสุขฯ เดินไปไม่ถึงไหน

ผับ-บาร์ ปิดตี 4ความจริงที่ครม.ต้องรู้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/385641?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ผับ-บาร์ ปิดตี 4ความจริงที่ครม.ต้องรู้

29 สิงหาคม 2562 – 08:45 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,ผับ,บาร์,ปิดตี 4
เปิดอ่าน 2,138 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

ดับเครื่องชน’ ขอยกมือเชียร์-สนับสนุนรัฐมนตรีการท่องเที่ยว-กีฬา ‘พิพัฒน์ รัชกิจประการ’ อย่างเต็มที่ กรณีเสนอให้ครม.ไฟเขียวให้ผับ-บาร์ ปิดตี 4

กรณีนี้เราต้องมีความจริงที่เกิดขึ้นและอยากจะบอกพวกโลกสวยว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยกำลังเฉาตายอยู่แล้ว

การอนุญาตให้ผับ-บาร์ปิดตี 4 ของรัฐมนตรีท่องเที่ยวนี้จะทำเฉพาะเขตหรือโซนที่นักท่องเที่ยวต่างชาตินิยม เช่น สีลม-ข้าวสาร กทม.หาดป่าตอง ภูเก็ต เมืองพัทยา ฯลฯ

เรื่องนี้จะต้องพิจารณาโซนนิ่งเป็นเฉพาะท้องที่ไปและปัญหามีอย่างเดียวคือว่าจะทำให้ถูกต้องเหมาะสมที่สุด

ทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย โดยผู้ว่าการ ททท. ‘ยุทธศักดิ์ สุภสร’ กำลังศึกษาข้อมูลที่เหมาะสมอยู่ เฉพาะการปิดผับ-บาร์ ตี 4 จะช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวไม่ใช่น้อย

เอาเรื่องนี้เข้าครม.อีกที ต้องลุ้นกันละครับ ขอสนับสนุนรัฐมนตรีท่องเที่ยว อย่าถอดใจเสียก่อนล่ะ!
อ๊อด เทอร์โบ


 ท่องเที่ยวช่วยให้มีความสุข
 ผลวิจัยของมหาวิทยาลัย ‘เซอร์เรย์’

ผมได้รับบทความทางไลน์จาก ‘ศ.ดร.ไชยา ยิ้มวิไล’ ส่งต่อมาให้ น่าสนใจมากเกี่ยวกับผลวิจัยของมหาวิทยาลัย ‘เซอร์เรย์’ ประเทศอังกฤษ เกี่ยวกับประโยชน์ของการท่องเที่ยว

จึงขออนุญาตเจ้าของข้อเขียนนี้มาเพื่อทุกท่านได้โปรดพิจารณา
อ๊อด เทอร์โบ


 เที่ยวไปกำไรชีวิต
 ลดเป็นโรคหัวใจ

ผลวิจัยของมหาวิทยาลัยเซอร์เรย์ ประเทศอังกฤษ ได้ทำการศึกษาเมื่อปี 2002 เปิดเผยว่าคนที่ไม่ค่อยได้ออกไปเที่ยวหรือไม่ค่อยได้เดินทางไปไหนมาไหน มีโอกาสเป็นโรคหัวใจมากกว่าคนที่เที่ยวบ่อยๆ มากถึง 30%

ประโยชน์ของการท่องเที่ยว เมื่อได้รู้ว่าจะไปเที่ยวสมองจะมีการคาดสถานการณ์และเริ่มวางแผนล่วงหน้า หากทำสำเร็จในสิ่งที่ได้วางแผนไว้ในการไปท่องเที่ยว ร่างกายจะผลิตฮอร์โมนโดพามีนทุกครั้งที่เกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้น จะทำให้รู้สึกดีเหมือนประสบความสำเร็จบางอย่างในชีวิต ด้วยเหตุนี้พบว่าการไปเที่ยวบ่อยๆ จะทำให้มีความสุขมากยิ่งขึ้นและช่วยให้สุขภาพดีขึ้นได้จริง

จากการสำรวจเพิ่มเติมพบว่า การออกเดินทางช่วยลดความเครียดได้ดีมากและคนที่ออกท่องเที่ยวในที่ต่างๆ แบบไม่ซ้ำกันหรือออกไปเปิดหูเปิดตาผจญภัยในสถานที่ใหม่ๆ มีโอกาสเป็นโรคซึมเศร้าน้อยกว่าคนที่ชอบเก็บตัวอยู่คนเดียว ส่วนผู้ที่ไม่ได้ท่องเที่ยวติดต่อกันเป็นเวลาหลายปีมากกว่า 30% มีโอกาสเป็นโรคหัวใจ ต่างจากผู้ที่ออกเดินทางท่องเที่ยวบ่อยๆ กลับมีอัตราเป็นโรคหัวใจต่ำกว่ามาก

เหตุผลที่ว่า ผู้ที่ท่องเที่ยวเป็นประจำจะต้องเดินทางไกล ยิ่งเดินทางท่องเที่ยวมากเท่าไรก็ไม่รู้สึกเหนื่อย เนื่องจากสิ่งตื่นเต้นรออยู่ข้างหน้าตลอดทาง โดยเฉพาะผู้ที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวแบบลุยๆ ก็ยิ่งทำให้สุขภาพแข็งแรงดีขึ้นไปอีก

หากพูดง่ายๆ ก็คือเมื่อขยับร่างกายมากกว่าปกติแถมยังสนุกกับช่วงเวลาไปตลอดทาง ทำให้สุขภาพทางกายและจิตดีขึ้นมากกว่าคนที่อยู่แต่บ้าน หรือทำอะไรซ้ำๆ เป็นกิจวัตรประจำวันและในช่วงที่ยังมีกำลัง ยิ่งใช้ยิ่งแข็งแรง การไปท่องเที่ยวจึงได้อะไรมากกว่าที่คิด ออกไปเที่ยวซะบ้างแล้วจะได้อะไรมากกว่าที่คิดอย่างแน่นอน

สถานที่ที่เหมาะกับการไปท่องเที่ยวเพื่อปรับสมดุลในร่างกายให้ใกล้เคียงกับธรรมชาติคือทะเลและป่าเขา ในทางจิตวิทยานอกจากสีเขียวที่เรามักจะเห็นอยู่ในสัญลักษณ์ต่างๆ ที่ทำให้รู้สึกสดชื่นและปลอดภัยแล้ว ขณะเดียวกันสีฟ้าของน้ำทะเลก็ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย จากการวิจัยพบว่ายิ่งได้มองเห็นพื้นที่สีฟ้าและสีเขียวมากเท่าไร ไม่ว่าจะเป็นสีฟ้าของน้ำทะเล สีเขียวจากป่าเขา ธรรมชาติหรือสีฟ้าจากท้องฟ้า ก็จะยิ่งมีสุขภาพจิตที่ดีมากเท่านั้น

บริเวณที่ชุ่มชื้นอย่างชายฝั่งทะเล แม่น้ำ ลำธารหรือน้ำตก จะมีประจุไฟฟ้าลบลอยอยู่ในอากาศ เมื่อกระทบกายจะไปกระตุ้นให้ร่างกายสร้างสารเซโรโทนิน ทำให้รู้สึกสงบ ผ่อนคลายและสดชื่น โดยเสียงคลื่นกระทบชายหาด เสียงลมและเสียงสัตว์ป่าในธรรมชาติเป็นเสียงที่ไม่ได้มีการจัดวางแพทเทิร์นไว้แต่ถูกธรรมชาติสร้างสรรค์ออกมาบนความหลากหลายเกินคาดเดา เป็นเสียงเบาๆ ที่มีโทนเสียงปานกลางถึงต่ำทำให้เรารู้สึกสงบทุกครั้งที่ได้ยินได้ฟังเสียง

ไม่แปลกเลยที่ร่างกายของเราจะเรียกร้องให้ออกห่างจากความวุ่นวายในตัวเมือง หลีกหนีจากป่าคอนกรีตแล้วเดินทางเข้าป่าเขาและทะเล เพื่อปรับสมดุลในร่างกาย


 บุหรี่ไฟฟ้า (ผ่านไปยังรัฐมนตรีสาธารณสุข)
 ต้องชัดเจน-เป็นธรรม

ผมเขียนจดหมายฉบับนี้ส่งผ่านเรียนมายังรัฐมนตรีสาธารณสุขเพื่อสั่งการเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าว่าจะเอาอย่างไรกันแน่

เวลานี้พวกผมเจ้าของร้านค้าต่างต้องการความชัดเจนว่าบุหรี่ไฟฟ้าเป็นสินค้าควบคุมหรือไม่ และทางกระทรวงต้องฟันธงไปเลยว่าบุหรี่ไฟฟ้าเป็นอันตรายต่อผู้สูบหรือมีผลข้างเคียงไปถึงเด็กเยาวชนหรือผู้อยู่ใกล้ๆ หรือไม่

บอกตามตรงว่าบุหรี่ไฟฟ้านี้มีขายในตลาดมืดกันมากและราคาแพงมากๆ ผู้สูบบอกว่าไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ และในทางกฎหมายจะเอาอย่างไรดีครับ?
ธนวัฒน์ (กทม.)


งบแก้”แล้ง-ท่วม”ต้องโปร่งใส #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/385639?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

งบแก้”แล้ง-ท่วม”ต้องโปร่งใส

29 สิงหาคม 2562 – 07:37 น.
อุทภภัย,ภัยแล้ง,มหาดไทย
เปิดอ่าน 1,569 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 29 สิงหาคม 2562

จากการที่คณะรัฐมนตรีได้มีการประชุมและเห็นชอบมอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยเป็นเจ้าภาพในการดำเนินการโครงการแก้ปัญหาภัยแล้งและอุทกภัย โดยรัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณจำนวน 15,800 ล้านบาท เพื่อกระจายให้แก่แต่ละจังหวัด จังหวัดละ 200 ล้านบาท ยกเว้นสุรินทร์และบุรีรัมย์ ที่ได้จังหวัดละ 500 ล้านบาท เนื่องจากมีควมจำเป็นเร่งด่วนจากการที่นายกฯ และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องได้ลงพื้นที่ไปตรวจสอบ โดยเป็นงบกลางปีเร่งด่วนที่ทุกจังหวัดจะต้องส่งโครงการให้เสร็จในเดือนกันยายนพร้อมจัดทำแผนจัดซื้อจัดจ้างและรายละเอียดให้ชัดเจน พร้อมกำชับว่าโครงการจะต้องเกี่ยวกับการสร้างอาชีพ จ้างแรงงาน ตลอดจนการซ่อมแซมปรับปรุงพัฒนาแหล่งน้ำหรือระบบส่งน้ำและประปา แต่ห้ามนำไปใช้จัดซื้อครุภัณฑ์ จัดประชุมสัมมนา หรือเบิกจ่ายเบี้ยเลี้ยงต่างๆ หรือนำไปใช้ในสิ่งที่ผิดวัตถุประสงค์

 การขับเคลื่อนงบก้อนนี้มีข้อคิดเห็นให้พิจารณาแผนงานที่มีอยู่แล้ว เช่นแผนงานจัดการน้ำของกรมชลประทาน กรมทางหลวง กรมทรัพยากรน้ำบาดาล เป็นต้น เพราะไม่สามารถทำแผนงานใหม่ได้ทัน อีกทั้งยังสำทับให้ดำเนินการด้วยความโปร่งใสและเจ้าหน้าที่จะต้องรับผิดชอบหากพบว่ากระทำความผิดจะไม่มีข้อยกเว้น ซึ่งงบประมาณครอบคลุม 76 จังหวัด 878 อำเภอ 7,255 ตำบล และ 75,032 หมู่บ้าน ที่มีความเสี่ยงและได้รับผลกระทบภัยแล้งและอุทกภัย โดยให้จังหวัดสำรวจพื้นที่และจัดทำแนวทางปฏิบัติเพื่อเสนอคณะกรรมการบริหารจังหวัดแบบบูรณาการ(กบจ.) จากนั้นให้พิจารณากลั่นกรองโครงการตามจำเป็นและให้ประเมินผลโครงการเพื่อรายงานกระทรวงมหาดไทยด้วย โดยคาดว่าจะสามารถโอนงบประมาณให้จังหวัดเพื่อดำเนินการได้ตั้งแต่กลางเดือนกันยายนนี้เป็นต้นไป

หากมองในภาพรวมถือเป็นสิ่งดีที่รัฐบาลกระจายเม็ดเงินลงไปยังจังหวัดและท้องถิ่นเพื่อแก้ปัญหาจากภัยธรรมชาติให้แก่ชาวบ้านและเกษตรกร อีกทั้งยังได้ประโยชน์ในการจ้างงานสร้างรายได้ให้เกิดการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจฐานราก แม้จะเป็นเม็ดเงินไม่มากก็ตาม ซึ่งต้องยอมรับว่าเป็นงบเร่งด่วนใช้แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้อยู่บ้าง แต่ไม่ใช่การแก้ปัญหาแบบระยะยาวยั่งยืน และส่วนใหญ่อ้างอิงจากแผนงานเดิมของหน่วยงานภาครัฐเป็นหลัก ไม่ใช่การตั้งโจทย์ระดมความคิดนำบทเรียนมาวิเคราะห์หาต้นเหตุและแก้ไขแบบถาวรอย่างที่มีการผลักดันกันในปัจจุบันที่อยากให้ภาครัฐกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นเกิดการพัฒนาในรูปแบบ “ท้องถิ่นบริหารจัดการตนเอง” ซึ่งมีทุกภาคส่วนทั้งราชการและภาคประชาคมรวมทั้งกลุ่มวิชาการเข้ามาร่วมมือร่วมใจขับเคลื่อนท้องถิ่นให้เจริญและแก้ไขปัญหาในพื้นที่

การกระจายอำนาจแก่ท้องถิ่นจะช่วยพัฒนาให้ภูมิภาคและชุมชนมีความเข้มแข็งตามศักยภาพที่มีและเป็นไปในทิศทางที่ต้องการ รวมทั้งเป็นการกระจายรายได้ด้วยโดยคำนึงในเรื่องต้นทุนทางทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของพื้นที่ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดทิศทาง ซึ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญที่จะเกื้อหนุนให้ท้องถิ่นบริหารจัดการตนเองจนพัฒนาบ้านตัวเองและชุมชนได้อย่างตรงความต้องการและสามารถก้าวข้ามอุปสรรคตลอดจนแรงต้านได้ เนื่องจากมีการตกผลึกความคิดร่วมกันกับชุมชนท้องถิ่น อีกทั้งการทำงานแบบมีส่วนร่วมจะทำให้การตรวจสอบความโปร่งใสของโครงการเกิดประสิทธิภาพ สามารถยับยั้งการคอร์รัปชั่นได้ดีขึ้นด้วย ซึ่งตราบใดที่ภาครัฐยังสายตรงท้องถิ่นโดยขาดการมีส่วนร่วม ในขณะที่เลือกตั้งท้องถิ่นก็กำลังจะมา ย่อมต้องถูกจับตาถึงความโปร่งใสในการใช้งบประมาณแน่นอน

แสดงออกผิดที่=มีโทษ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/385503?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แสดงออกผิดที่=มีโทษ

28 สิงหาคม 2562 – 13:30 น.
สายตรวจระวังภัย,พ่นสี,อาคาร,กราฟฟิตี้
เปิดอ่าน 1,672 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย   โดย…   ทีมข่าวอาชญากรรม

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาสิ่งหนึ่งที่คนส่วนใหญ่มองเห็นอาจเรียกได้ว่า “ชินตา” นั่นคือลวดลายหลากสีสันจากสีสเปรย์ที่ถูกพ่นใส่กำแพงตามที่ต่างๆ โดยเฉพาะในชุมชนเมืองทั่วประเทศ ยิ่งแล้วเป็นกรุงเทพมหานครและหัวเมืองใหญ่ หรือเมืองท่องเที่ยวของไทย บ้างเป็นลวดลายการ์ตูนสวยงาม บ้างเป็นข้อความตัวหนังสือในรูปแบบ “กราฟฟิตี้” เปรียบเหมือนงานศิลปะข้างถนน ตลอดจนถ้อยคำด่าทอตอบโต้ของเหล่านักเรียนอาชีวะสถาบันต่างๆ หรือแม้แต่เหล่า “มือบอน” ทั่วไป

จะว่าไปแล้วกำแพงหรือตึกร้างที่ดูทรุดโทรมหลายแห่งถูกกราฟฟิตี้ “เนรมิต” ให้ดูแล้วเกิดความสวยงามเพลิดเพลิน แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนดูสกปรกเลอะเทอะ ลามไปจนถึงการพ่นสีสเปรย์ใส่โบราณสถาน ซึ่งมีการจับกุมดำเนินคดีกันมาแล้ว และส่วนใหญ่ก็เป็นความคะนองของชาวต่างชาติ

ล่าสุดที่จังหวัดเชียงใหม่ชาวบ้านได้ร้องเรียนผ่านสื่อมวลชน เพราะยังมือบอนพ่นสีร้านค้า อาคารย่านเศรษฐกิจถนนราชวิถี ก่อนถึงประตูท่าแพ ที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากมาเที่ยวในย่านนี้ แต่ถูกคนมือบอนพ่นสีอาคารประตูเป็นลายต่างๆ จำนวนมาก ดูไม่สวยงาม ไม่เป็นระเบียบ ยิ่งนานวันยิ่งทวีคูณเพิ่มทุกวัน

เมื่อกระจอกข่าวลงพื้นที่ตรวจสอบก็พบว่าเป็นตึกแถวชั้นเดียวปลูกเรียงรายริมถนน มีลวดลายจากสีสเปย์หลากหลายสีพ่นเป็นลายขยุกขยิกต่างๆ ตั้งแต่ประตูหน้าและตัวอาคาร นอกจากนี้ยังมีร้านขายดอกไม้และประตูบ้านของชาวบ้านถูกพ่นสีอีกจำนวนมาก สร้างความเดือดร้อน ก่อให้เกิดความสกปรกไม่เป็นระเบียบ ไม่เว้นแม้กระทั่งเสาไฟ

อย่างไรก็ตามการแสดงออกทางความคิด ในปัจจุบันถือว่าสังคมไทยเปิดกว้างมากขึ้น ทำให้เยาวชนต่างต้องการแสดงออกถึงความเป็นตัวเอง หรือการได้รับการยอมรับจากกลุ่มเพื่อน หรือสังคม แต่ก็มีคำถามว่าการแสดงออกแบบไหนนั้นเหมาะสม? ซึ่งปัญหานี้จึงเป็นปัญหาที่ทุกฝ่ายควรต้องตระหนักและช่วยกันหันมาให้ความสนใจดูแลบุตรหลานในครอบครัวของตนเองให้รู้จักการแสดงออกทางอารมณ์ที่เหมาะสมกับวัย

ทว่าการที่กลุ่มเยาวชนบางกลุ่มมีพฤติกรรมที่แสดงถึงความเป็นตัวตนผ่านงานศิลปะบนกำแพง หรือพื้นที่สาธารณะ ซึ่งเป็นที่กฎหมายห้าม สร้างความสกปรก ทำให้เกิดความไม่เรียบร้อยต่อพื้นที่สาธารณะนั้นๆ ก็ยังถือว่ากระทำผิดกฎหมายอยู่ดี

สำหรับกรณีแบบนี้มีกฎหมายที่เกี่ยวข้อง คือ พ.ร.บ.รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ 2535 มาตรา 12 “ห้ามมิให้ผู้ใด ขูด กะเทาะ ขีด เขียน พ่นสี หรือทำให้ปรากฏด้วยประการใดๆ ซึ่งข้อความ ภาพ หรือรูปรอยใดๆ ที่กำแพงที่ติดกับถนน บนถนน ที่ต้นไม้ หรือส่วนหนึ่งส่วนใดของอาคารที่อยู่ติดกับถนนหรืออยู่ในที่สาธารณะ เว้นแต่จะเป็นการกระทำของราชการส่วนท้องถิ่น ราชการส่วนอื่น หรือรัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานที่มีอำนาจกระทำได้” และถ้าฝ่าฝืนจะมีโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท ตามมาตรา 56 ของพ.ร.บ.ฉบับนี้

การแสดงออกในรูปแบบงานศิลปะที่เรียกว่า “กราฟฟิตี้” เป็นสิ่งที่ดีแต่ถ้าแสดงออกผิดที่ก็ต้องยอมรับโทษตามตัวบทกฎหมาย..!!

สู้กันอีกสักครั้ง รวมพลังขจัดภัย(นักบิด)บนทางเท้า #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/385491?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สู้กันอีกสักครั้ง รวมพลังขจัดภัย(นักบิด)บนทางเท้า

28 สิงหาคม 2562 – 13:25 น.
บนทางเท้า,สาวญี่ปุ่น,เมกุมิ โมริโมโตะ,รถมอเตอร์ไซด์
เปิดอ่าน 1,260 ครั้ง

สู้กันอีกสักครั้ง รวมพลังขจัดภัย(นักบิด)บนทางเท้า

สาวญี่ปุ่นชื่อ เมกุมิ โมริโมโตะ ได้รับคำสรรเสิญอย่างแรงในโซเชียลมีเดีย จากวีรกรรม “บนทางเท้า”

เหตุการณ์เกิดที่ย่านลำสาลี เขตบางกะปิ เมื่อไม่นานมานี้

ขณะ เมกุมิ ยืนรอรถเมล์ มีมอเตอร์ไซค์ 2 คัน ขี่ตามกันมาบนทางเท้าแคบๆ ที่เธอยืนอยู่ เธอมองเห็นจึงขยับตัวขวางและพูดกับชายคนขับ ขอร้องให้กลับลงไปบนถนน ฝ่ายมอเตอร์ไซค์ดูท่าทางไม่ค่อยยินดีแต่ก็ยอมให้ความร่วมมือ

วีรกรรมของ เมกุมิ เหมาะเจาะกับช่วงที่ กทม.พยายามบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดกับพวกขี่มอเตอร์ไซค์บนทางเท้า สกลธี ภัททิยกุล รองผู้ว่าฯ กทม. จึงขอมอบประกาศนียบัตรเชิดชูความดีแก่เธอ และเชิญชวนคนไทยเอาเป็นเยี่ยงอย่าง

การขี่จักรยานยนต์รวมถึงการจอดรถบนทางเท้า สร้างความเดือดร้อนและถือเป็นภยันตรายที่สร้างปัญหาให้แก่คนกรุงเทพฯ มายาวนาน และมักมีข่าวเด็กนักเรียนและผู้สูงอายุถูกเฉี่ยวชนอยู่บ่อยๆ จนระยะปีสองปีมานี้ กทม.พยายามกวดขันเรื่องเหล่านี้อย่างจริงจัง แต่ไม่ประสบความสำเร็จ

สถิติการจับกุมผู้กระทำผิดตั้งแต่ 9 กรกฎาคม 2561 ถึง 19 สิงหาคม 2562 ข้อมูล 50 สำนักงานเขต จับกุมผู้กระทำผิดได้ 21,755 ราย ปรับเป็นเงินจำนวน 12,591,700 บาท แต่รองฯ สกลธี ไม่พอใจกับตัวเลขนี้ เพราะมีหลายเขตดูดาย รายงานว่าไม่พบผู้กระทำผิด ทั้งที่มีคนแจ้งข้อมูลร้องเรียนเข้ามาตลอด

รองฯ สกลธี ออกปากว่า การแก้ปัญหารถจักรยานยนต์บนทางเท้า เจ้าหน้าที่เทศกิจต้องเอาใจใส่มากกว่าที่เป็นอยู่ เห็นได้ว่า ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2562 กทม.ได้เพิ่มอัตราโทษค่าปรับรถจักรยานยนต์บนทางเท้าสูงสุดจาก 1,000 บาท เป็น 2,000 บาท ก็ยังมีผู้ฝ่าฝืนจำนวนมาก แต่สามารถจับปรับผู้กระทำผิดได้เพียงประมาณ 500 ราย ค่าปรับ 700,000 บาท

“ผลการดำเนินการยังไม่น่าพอใจ เพราะหากแยกออกมาเป็นวัน เฉลี่ยวันหนึ่งจับได้แค่เขตละ 1 คัน ซึ่งเป็นไปไม่ได้ การดำเนินการย้อนแย้งกับสิ่งที่ประชาชนพบเห็น หรือร้องเรียนมา”

รองผู้ว่าฯ กทม.ไม่พอใจผลการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่บางเขตที่ไม่เอาใจใส่แก้ปัญหา ทั้งที่ความจริงแล้วเวลาที่ตนเอง ซึ่งเป็นผู้บริหาร กทม.นั่งรถผ่านตามพื้นที่ต่างๆ ยังพบเห็นผู้ฝ่าฝืนขี่รถจักรยานยนต์บนทางเท้าตลอดเวลา แต่กลับมีอยู่ 7 เขตที่ไม่มีข้อมูลการจับกุมเลย ดังนั้นหลังจากนี้ จะเพิ่มค่าปรับกับพวกทำผิดซ้ำซาก  จาก 2,000 บาท เป็น 3,000 บาท เพื่อให้หลาบจำ โดยข้อมูลผู้กระทำผิดจะถูกบันทึกไว้ในแอพพลิเคชั่น เป็นฐานข้อมูลให้ทุกสำนักงานเขต ใช้ในการดำเนินคดีกับผู้ที่กระทำความผิดซ้ำซาก

“ผมจะลงพื้นที่ตรวจอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง กำชับเจ้าหน้าที่พยายามไม่ตั้งจุดจับปรับเป็นจุดเด่นชัด และให้หมุนเวียนตั้งจุดจับปรับสลับไปเรื่อยๆ เพื่อไม่ให้ผู้ที่ฝ่าฝืนทราบว่าตรงไหนมีการตั้งจุด โดยจุดหนึ่งจะมีเจ้าหน้าที่ประจำประมาณ 5-6 คน หากจุดใดยังพบว่ามีผู้ฝ่าฝืนอยู่ ก็จะพยายามส่งเจ้าหน้าที่ไปประจำจุดเรื่อยๆ”

*ช่วยอีกแรงแจ้งเบาะแสล่ารางวัล*
ผู้บริหาร กทม.ยอมรับว่า นโยบายทวงคืนทางเท้าจากสิงห์มอเตอร์ไซค์ทำได้ยาก และไม่ประสบความสำเร็จ เพราะมีปัจจัยหลายอย่าง ปัญหาการจราจรเป็นเรื่องหนึ่ง แต่หนักกว่านั้นคือการ ไร้วินัย ซึ่งหมายถึง มักง่าย นั่นเอง

ดังนั้นการกวดขันจับปรับพวกจอดรถหรือขี่จักรยานยนต์บนทางเท้า จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องขอความร่วมมือจากประชาชนช่วยกันสอดส่อง แจ้งเบาะแส การแจ้งเบาะแสก็จะได้ค่าตอบแทนคล้ายรางวัลนำจับ โดยสามารถทำได้ง่ายๆหลายช่องทางบนโทรศัพท์มือถือ

ช่องทางแรก สมัครลงทะเบียนในเว็บไซต์  http://203.155.220.179/reward/default.php และโหลดเก็บไว้ในเครื่อง เมื่อใดที่พบผู้กระทำผิดให้รีบถ่ายรูปให้เห็นตัวรถคนขับและเลขทะเบียนรถ  จากนั้นกรอกวันที่ วัน เวลา รายละเอียดสถานที่ เขต แบบสั้นๆ และชัดเจน พร้อมกับอัพโหลดแนบรูปถ่ายเหตุการณ์ พร้อมระบุวันเวลา สถานที่ให้ถูกต้อง แล้วคลิก ประสงค์รับส่วนแบ่งค่าปรับที่ได้จากการเปรียบเทียบ เสร็จแล้วคลิกปุ่ม ส่งข้อมูลเบาะแส

เมื่อแจ้งเบาะแสไปแล้ว ก็รอติดตามความคืบหน้าทางระบบนี้เลยว่า รถคันนั้นไปจ่ายค่าปรับหรือยัง ถ้าจ่ายแล้วเราก็จะได้ส่วนแบ่งค่าปรับ

ส่วนช่องทางแอพพลิเคชั่นไลน์ ก็สามารถแจ้งเบาะแสได้เช่นกัน โดยการแอดเพื่อนตาม Line ID คือ @ebn6703w  หลังจากนั้นจะมีไลน์ออฟฟิเชียล ชื่อ “รางวัลนำจับ” ขึ้นมา โดยในนั้นจะมีการบอกรายละเอียดเกี่ยวกับการแจ้งเหตุ ซึ่งมีความผิดให้แจ้งหลายกรณี ทั้งการขับขี่รถและจอดรถบนทางเท้า การติดป้ายโฆษณาผิดกฎหมายตามพื้นที่สาธารณะ บริเวณเสาไฟฟ้า ต้นไม้ริมทาง กำแพง รวมถึงฐานความผิดของการโฆษณาด้วยการปิด ทิ้ง หรือโปรยแผ่นประกาศ หรือใบปลิวในที่สาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต และฐานความผิดของการขีดเขียน พ่นสี ข้อความ ภาพ หรือรูปใดๆ ที่กำแพงติดกับถนน บนถนน ที่ต้นไม้หรือส่วนหนึ่งส่วนใดของอาคารที่อยู่ติดกับถนน

นอกจากนี้ยังสามารถแจ้งเบาะแสได้ที่ Facebook : สำนักเทศกิจ กรุงเทพมหานคร , E-mail :Citlaw_bma@hotmail.com, สายด่วนสำนักเทศกิจ โทร.0-2465-6644 ,ไปรษณีย์ ส่งถึงสำนักเทศกิจ เลขที่ 1 ถนนเทศบาลสาย 1 แขวงวัดกัลยาณ์ เขตธนบุรี 10600 และ ฝ่ายเทศกิจ ที่สำนักงานเขตทั้ง 50 เขต

การแจ้งเบาะแสนำจับทุกช่องทางผู้แจ้งจะได้รับส่วนแบ่งค่าปรับจริง รองฯ สกลธี บอกว่า ตั้งแต่เพิ่มโทษค่าปรับขั้นต่ำเป็น 2,000 บาท บางวันมีคนแจ้งเบาะแสเยอะจนทำให้ระบบล่ม จึงได้สั่งการให้สำนักเทศกิจปรับปรุงระบบให้มีความเสถียรมากขึ้น ขณะเดียวกัน ข้อมูลรูปภาพ หรือคลิปวิดีโอที่ส่งเข้ามา เจ้าหน้าที่พยายามติดตามผู้กระทำความผิดมาชำระค่าปรับ

“จากการดำเนินโครงการจับปรับผู้ฝ่าฝืนขับหรือจอดรถบนทางเท้า 1 ปีที่ผ่านมา พบว่าในแต่ละเดือน ปริมาณผู้ฝ่าฝืนลดลง แต่ยังพบว่ามีผู้ฝ่าฝืนในจุดที่ไม่มีเจ้าหน้าที่ประจำอยู่ กทม.จะเพิ่มความเข้มงวดกวดขันอย่างต่อเนื่อง เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง ทางเท้าต้องเป็นทางสำหรับคนเดิน ไม่ใช่ทางขับหรือจอดรถ”

 *เมกุมิ โมริโมโตะ ชื่อนี้จำให้ขึ้นใจ*
เมกุมิ โมริโมโตะ ตามคำบอกกล่าวจากเจ้าตัว เธอเป็นนิสิต คณะทรัพยากรธรรมชาติและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ จ.สกลนคร มีชื่อไทยว่า “มะลิ” แต่ในห้องเรียนเพื่อนเรียกว่า ‘คุณจันทร์’ ปัจจุบันอายุ 55 ปี

มะลิ หรือ เมกุมิ อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ มาได้ประมาณ 4-5 ปี ทำให้สามารถสื่อสารภาษาไทยได้และด้วยปัญหาสุขภาพไม่ค่อยแข็งแรง จึงเลือกไปเรียนที่ จ.สกลนคร เพราะอากาศบริสุทธิ์ ไม่ต้องลำบากกับปัญหารถติด อีกทั้งลูกๆเรียนจบหมดแล้ว จึงต้องการหาประสบการณ์เพิ่มพูนทักษะวิชาความรู้

การทวงคืนทางเท้าที่ปรากฏในคลิปนั้น เมกุมิ บอกว่า ไม่ใช่ครั้งแรก  ปกติเธอชอบตักเตือนผู้ที่ขับขี่รถจักรยานยนต์บนทางเท้าอยู่แล้ว เหตุการณ์วันนั้นกำลังยืนรอรถเมล์ และมีฝนตก แต่คนขับรถจักรยานยนต์ก็ขับขึ้นมาบนทางเท้าด้วยความเร็ว ไม่เข้าใจว่าทำไมไม่ใช้ความระมัดระวัง หรือเคารพกฎจราจร และยังมีเด็กนั่งมาด้วย จึงบอกให้ขับช้าๆ และควรลงไปขับบนถนนซะ

เธอบอกว่า อย่าไปกลัวที่จะว่ากล่าวตักเตือนคนประเภทนี้  เพราะสิ่งที่พวกเขาทำมันผิดกฎหมาย ทุกคนอาจมองเป็นเรื่องเล็ก แต่การสอนให้รู้จักวินัยน่าจะเป็นเรื่องสำคัญ และเธอก็ทำแบบนี้มาตลอดระยะเวลา 4-5 ปี ที่อยู่เมืองไทย

ความประทับใจของผู้คนที่มีต่อ เมกุมิ เกิดจากการที่เธอกล้าที่จะยืนหยัดต่อสู้กับความไม่ถูกต้องในสังคม แม้สิ่งที่เธอทำนั้นอยู่ในประเทศไทยไม่ใช่ญี่ปุ่น บ้านเกิดเมืองนอนของเธอก็ตาม

สิ่งที่ เมกุมิ ทำ ไม่ถึงกับเรียกว่าจิตอาสา แต่เรียกได้เต็มปากว่า จิตสำนึก

เมกุมิ ทำในสิ่งที่ไม่เกินเลยกว่าคนทั่วไปจะทำได้ แต่เราไม่ค่อยพบเห็นในสังคมไทย

การที่ผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งต้องพึ่งพาไม้เท้าพยุงเดิน เพราะขาผิดรูปไม่แข็งแรงเหมือนคนปกติ ออกมาปลุกสำนึกผู้คนอย่างน่ายกย่องถึงขนาดนี้แล้ว สังคมไทยสมควรหรือยังที่จะร่วมมือกันปกป้องสิทธิของตัวเองบ้าง?

ย้อนรอย ปล้น โยงกลุ่มป่วนใต้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/385480?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ย้อนรอย ปล้น โยงกลุ่มป่วนใต้

28 สิงหาคม 2562 – 10:50 น.
ปล้นร้านทอง,อนาทวี,ความม่ั่นคง,ล่าความจริงพิกัดข่าว
เปิดอ่าน 1,867 ครั้ง

คอลัมน์… ล่าความจริง..พิกัดข่าว โดย… ปกรณ์ พึ่งเนตร

มีความคืบหน้าคดี “ปล้นร้านทองครั้งมโหฬาร” ที่ห้างทองสุธาดา อ.นาทวี จ.สงขลา เหตุเกิดเมื่อวันเสาร์ที่ 24 สิงหาคม 2562

ผ่านมา 3 วัน ตำรวจได้เบาะแสคนร้ายและเริ่มมีหลักฐานที่เชื่อได้ว่าเชื่อมโยงกับ “กลุ่มก่อความไม่สงบ หรือขบวนการก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่”

หลายคนฟังแล้วไม่ค่อยเชื่อ เพราะต้องยอมรับว่าการปล้น จี้ ชิงทรัพย์ หรือการก่ออาชญากรรมแนวๆ นี้ ย่อมไม่ใช่แนวทางของขบวนการที่อ้างอุดมการณ์แบ่งแยกดินแดน เนื่องจากคนกลุ่มนี้จะอ้างว่าก่อเหตุรุนแรงด้วยมูลเหตุจูงใจทางการเมือง

แต่ปรากฏว่าเมื่อย้อนกลับไปตรวจสอบเหตุ “ปล้นทรัพย์” หลายๆ ครั้งตลอด 15 ปีที่มีสถานการณ์ไฟใต้ ก็พบร่องรอยเป็นการกระทำจากสมาชิกกลุ่มก่อความไม่สงบด้วยเช่นกัน โดย 2 เหตุการณ์ที่มีหลักฐานชัดเจนก็คือ

1.เหตุการณ์ปล้นร้านทองที่ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส และยิงเจ้าของร้านเสียชีวิต เหตุเกิดเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2552 คนร้าย 2 คนบุกปล้นร้านทองไทยพงษ์ดี เลขที่ 303 ถนนสารกิจ ในเขตเทศบาลตำบลรือเสาะ โดยคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงนายสุรศักดิ์ ทองรัตนสุวรรณ์ อายุ 65 ปี เจ้าของร้านทองเสียชีวิต

หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจได้สืบสวนสอบสวนขยายผล และสอบปากคำพยานที่เห็นเหตุการณ์รวมถึงได้หลักฐานจากกล้องวงจรปิด ทำให้ในวันที่ 9 สิงหาคม 2552 สามารถออกหมายจับคนร้ายที่ก่อเหตุทั้ง 2 คน คือ นายมะซูปิยัน ยากูมอ ชาว อ.รามัน จ.ยะลา กับ นายไซมิง มะหลี ชาว อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส ซึ่งคนร้ายทั้งสองคนนี้มีประวัติเคยร่วมกับพวกก่อคดีความมั่นคงในพื้นที่มาแล้วประมาณ 7-8 คดี และวันที่ 5 สิงหาคม 2552 นายไซมิงกับพวกยังได้ยิงปะทะกับเจ้าหน้าที่บนเทือกเขาหลังหมู่บ้านจือเราะ หมู่ 8 ต.โคกสะตอ อ.รือเสาะ ด้วย แต่นายไซมิงและพวกหลบหนีไปได้

2.ปล้นร้านทองสุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส ยิงเจ้าของร้านและ รปภ.ตาย 3 เจ็บ 3 เหตุเกิดเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2554 คนร้าย 7 คนมีรถยนต์เก๋งเป็นยานพาหนะ ใช้อาวุธปืนสงครามบุกเข้าปล้นร้านทองเลี่ยวอา ตั้งอยู่เลขที่ 64 ถนนบุษยพันธ์ เขตเทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส โดยคนร้ายใช้อาวุธปืนเปิดทาง ทำให้มีผู้เสียชีวิต 3 ราย คือ นายวิชัย ศรีทักษินาคุณ เจ้าของร้านทอง นายวิชิต ศรีทักษินาคุณ น้องชายของนายวิชัย และนายจิตติ ปลื้มใจ พนักงาน รปภ.ของร้านทอง นอกจากนั้นยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 3 ราย โดยคนร้ายกวาดเอาทองรูปพรรณไปทั้งหมด 700 บาท

หลังก่อเหตุคนร้ายซิ่งรถหลบหนีและนำรถไปจอดทิ้งไว้ในสวนยางพาราในพื้นที่ อ.แว้ง จ.นราธิวาส ทั้งยังได้ทิ้งอาวุธปืนจำนวน 9 กระบอกที่ใช้ก่อเหตุไว้ที่โคนต้นยาง ห่างจากรถประมาณ 500 เมตรด้วย จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่พบว่ารถยนต์ที่คนร้ายใช้ก่อเหตุติดป้ายทะเบียนปลอม โดยรถยนต์เป็นของหญิงชาวจังหวัดสงขลา แจ้งหายเอาไว้หลังมีผู้ยืมรถไปใช้แต่ไม่ส่งคืน

ส่วนอาวุธปืนที่คนร้ายทิ้งไว้บางส่วนเป็นอาวุธปืนที่คนร้ายปล้นมาจากเหตุการณ์บุกโจมตีฐานพระองค์ดำ หรือฐานปฏิบัติการกองร้อยทหารราบที่ 15121 (ร้อย ร.15121) หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส 38 เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2554 และยังตรวจสอบพบอีกว่าอาวุธปืนจำนวน 4 กระบอกมีความเชื่อมโยงเคยใช้ก่อเหตุในพื้นที่มาแล้วกว่า 14 คดี เจ้าหน้าที่เชื่อว่าคนร้ายเป็นกลุ่มก่อความไม่สงบกลุ่มเดียวกับที่บุกถล่มฐานพระองค์ดำ

เหตุการณ์ปล้นร้านทองครั้งนั้นเกิดในช่วงที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) และได้ให้สัมภาษณ์ว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นวิเคราะห์ได้ 2 ประการ คือ ประการแรก เจ้าหน้าที่ได้ตัดช่องทางการเงินของขบวนการผู้ก่อความไม่สงบ เช่น ยาเสพติด ของเถื่อน โดยให้กองทัพภาคที่ 4 ดำเนินการร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ศุลกากร จึงเป็นไปได้ว่ากลุ่มขบวนการต้องพยายามหาเงินสนับสนุนให้ผู้ก่อเหตุ

และประการที่ 2 เป็นโจรผู้ร้ายทั่วไปที่พร้อมทำทุกอย่างเพื่อให้ได้เงิน สำหรับอาวุธปืนที่เห็นบางส่วนนำไปจากฐานร้อย ร.15121 จ.นราธิวาส ซึ่งถูกปล้นไปก่อนหน้านี้ กำลังสอบสวนว่าทำไมถึงไปทิ้งไว้อย่างนั้น และใช่หรือไม่ใช่ แต่จุดนี้คงไม่สำคัญ ประเด็นสำคัญคือพวกนี้คือโจร

ไม่ใช่แค่ปล้นร้านทอง แต่กลุ่มคนร้ายที่เชื่อมโยงกับ “มือปฏิบัติการ” ของกลุ่มก่อความไม่สงบ ยังเคยปล้นรถขนเงินของธนาคารกสิกรไทย ขณะจอดอยู่หน้าธนาคารด้วย เหตุเกิดเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2556 คนร้ายประมาณ 10 คนใช้รถกระบะและรถจักรยานยนต์ 2 คันเป็นพาหนะ พร้อมอาวุธปืนสงครามครบมือ บุกปล้นรถขนเงินของธนาคารกสิกรไทย สาขาปาลัส ขณะจอดอยู่หน้าธนาคาร ริมทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 42 ท้องที่บ้านปาลัส หมู่ 5 ต.ลางา อ.มายอ จ.ปัตตานี แต่พนักงาน รปภ.ของรถขนเงินได้ใช้อาวุธปืนยิงต่อสู้จนเกิดการยิงปะทะกันทำให้คนร้ายเสียชีวิต 1 ราย ส่วนพนักงาน รปภ.ได้รับบาดเจ็บ 2 ราย นอกจากนั้นยังมีผู้หญิงวัย 34 ปี โดนลูกหลงได้รับบาดเจ็บขณะกำลังกดเงินจากตู้เอทีเอ็มด้วย

หลังก่อเหตุคนร้ายได้ขับรถหลบหนีไปทาง อ.สายบุรี จ.ปัตตานี โดยได้โปรยตะปูเรือใบและวางวัตถุต้องสงสัยเป็นถังแก๊สและกระสอบปุ๋ยที่มีการสายไฟโผล่ออกมาบริเวณไหล่ทาง เพื่อสกัดการติดตามของเจ้าหน้าที่ด้วย ต่อมาเจ้าหน้าที่สืบทราบว่าคนร้ายเป็นสมาชิกขบวนการก่อความไม่สงบ

ทั้งหมดนี้คือเหตุอาชญากรรมร้ายแรงที่เกิดขึ้นในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ในรอบ 10 กว่าปีมานี้ ภายใต้ฝุ่นควันสถานการณ์ความไม่สงบและการต่อสู้ที่อ้างมูลเหตุจูงใจทางการเมือง