‘ธนาธร’ ถอย หดเป้า ‘อบจ.’ สู้ ‘บ้านใหญ่’ ไม่ไหว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/385484?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘ธนาธร’ ถอย หดเป้า ‘อบจ.’ สู้ ‘บ้านใหญ่’ ไม่ไหว

28 สิงหาคม 2562 – 09:06 น.
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,สาธิต ปิตุเตชะ,การเมืองท้องถิ่น,นายก อบจ,เลือกตั้งท้องถิ่น,พรรคอนาคตใหม่,บ้านใหญ่
เปิดอ่าน 67,050 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ หนังสือพิมพ์คมชัดลึก 28 ส.ค.52

******************************

บทสรุปการเปิดรับผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้บริหาร และสมาชิกสภา อบจในนามพรรคอนาคตใหม่ ระหว่างวันที่ 15 กรกฎาคม-15 สิงหาคม ที่ผ่านมา มีทั้งหมด 77 ทีม จาก 44 จังหวัด ครบทุกภาคทั่วประเทศ

จากนี้ไป คณะกรรมการกลั่นกรองของพรรค จะตรวจสอบคุณสมบัติและเอกสาร เพื่อนำข้อมูลให้คณะกรรมการสรรหาฯ พิจารณา พรรคอนาคตใหม่ยอมรับว่า แม้มีผู้สมัครเข้ามา 44 จังหวัด แต่จะเลือกเหลือ 15 จังหวัด บวกลบ จังหวัดเท่านั้น เนื่องจากพรรคยังไม่เข้มแข็งมากพอในการลงไปแข่งได้ทุกจังหวัด จึงต้องทำตามสภาพความเป็นจริง

เมืองนนท์นำร่อง

ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ เปิดเผยว่า ได้รับอำนาจพิเศษจากกรรมการบริหารพรรค ให้คัดจังหวัดพิเศษนำร่อง โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการต่างๆ เพื่อให้มีจังหวัดต้นแบบ จังหวัดคือ จ.นนทบุรี จ.บึงกาฬ ส่วนอีกจังหวัดหนึ่งยังพิจารณาอยู่ 

นำร่องนายกฯ อบจ. นนทบุรี

กันยายน 2562 จะมีการเปิดให้ประชันวิสัยทัศน์กัน โชว์นโยบาย ทักษะความเป็นผู้นำ ไหวพริบในการตอบคำถาม เพราะมีเสนอตัวชิงนายก อบจ.นนทบุรี ทีม แล้วจะเปิดให้มีการทำไพรมารีโหวตออนไลน์

ทีมส้มหวานนนทบุรี ได้แก่ ทีมไพบูลย์ กิจวรวุฒิ อดีตผู้สมัคร ส..นนทบุรี กับทีมพิชเยนทร์ หงษ์ภักดี นักธุรกิจรุ่นใหม่ ซึ่ง “ธนาธร” คาดหวังว่า จะยึด อบจ.นนทบุรี ได้สำเร็จ

หากส่องคะแนนเลือกตั้ง ส..นนทบุรี เขต ปรากฏว่า ผู้สมัคร ส..อนาคตใหม่ แม้จะพ่ายแต่ก็ได้คะแนนเฉลี่ยเขตละ หมื่นคะแนน บางเขตเกือบ หมื่น 

...ธงชัย เย็นประเสริฐ

สำหรับแชมป์เก่า “...ธงชัย เย็นประเสริฐ” เป็นนายก อบจ.นนทบุรี มา สมัยแล้ว โดยมีกลุ่มนักการเมืองสายไทยรักไทย หรือเพื่อไทย ให้การสนับสนุนมาแต่สมัยแรก

ฉลอง-เจริญ เรี่ยวแรง

แม้แต่ “ฉลอง เรี่ยวแรง” ก็หนุน “พ...ธงชัย” โดยส่งน้องชาย “ศรีชาติ เรี่ยวแรง” ไปเป็น รอง นายก อบจ.นนทบุรี บังเอิญวันนี้ “ฉลอง” ย้ายมาสังกัดพลังประชารัฐ และภรรยา เจริญ เรี่ยวแรง ได้เป็น ส..นนทบุรี เขต 1

ประเมินว่า “บ้านใหญ่” เมืองนนท์ คงรวมพลังทุกก๊วน ไม่ยอมให้อนาคตใหม่ ก้าวข้ามไปได้แน่

อดีต “เด็กแม้ว” เปลี่ยนสี

จังหวัดนำร่องกรณี อบจ.ของอนาคตใหม่ จ.บึงกาฬ เป็นจังหวัดที่ ซึ่งธนาธร บอกว่า ไม่มีปัญหา เพราะมีทีมเดียว

แม้จะยังไม่เปิดเผยว่า ทีมส้มหวานบึงกาฬเป็นทีมไหน ก็ไม่น่าจะผิดไปจากกลุ่มที่ได้รับการสนับสนุนจาก “เทวฤทธิ์ นิกรเทศ” อดีตผู้สมัคร ส..บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 56 พรรคอนาคตใหม่

เทวฤทธิ์” เป็น ส..หนองคาย พรรคไทยรักไทย สมัยแรกปี 2544 ตอนนั้น ยังไม่ได้แยกออกมาเป็น จ.บึงกาฬ ปี 2550 เทวฤทธิ์ เป็น ส..บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชาชน 

ธนาธร-ปิยบุตร และ เทวฤทธิ์ นิกรเทศ อดีต ส.ส.บึงกาฬ

เมื่อพรรคพลังประชาชนถูกยุบ เทวฤทธิ์ย้ายมาสังกัดพรรคกิจสังคม โดยการนำของสุวิทย์ คุณกิตติ และเข้าร่วมรัฐบาลอภิสิทธิ์ 

เมื่อปี 2554 เทวฤทธิ์ลงสมัครนายก อบจ.บึงกาฬ ในนามกลุ่มเพื่อบึงกาฬ พ่ายแพ้แก่นักการเมืองในสายพินิจ จารุสมบัติ คือ นิพนธ์ คนขยัน

เทวฤทธิ์มีต้นทุนเดิมอยู่เกือบ หมื่นแต้ม จึงมีโอกาสล้มแชมป์เก่า ที่กำลังถูกคนเสื้อแดงโจมตีว่าเป็น “สมุนเผด็จการ” 

ชลบุรีระยอง” ฟัดกันนัว

ภาคตะวันออกที่พรรคอนาคตใหม่ ได้รับคะแนนนิยมสูงมาก และมี ส..เขต คน ที่ จ.จันทบุรี จึงทำให้นักการเมืองต่างพรรคแห่เข้ามาขอเป็นตัวแทนลงชิงนายก อบจ.

ดังที่ทราบ “นายกเป้า” จิรวุฒิ สิงห์โตทอง อดีต ส..ชลบุรี พรรคเพื่อไทย  ซึ่งเป็น ใน ทีมผู้สมัครนายก อบจ.ชลบุรี พรรคอนาคตใหม่ 

ข้ามไปที่ จ.ระยอง มีผู้เสนอตัวเป็นนายก อบจ.ระยอง ในนามพรรคอนาคตใหม่ ทีมเช่นกัน และหนึ่งในนั้น มีทีมทนายอ๊อด ภีมเดช อมรสุคนธ์ อดีตผู้สมัคร ส..ระยอง เขต พรรคไทยรักษาชาติ และเมื่อพรรคถูกยุบ ทนายอ๊อดมาช่วยหาเสียงให้ “ดนัย วิริยะสหกิจ” ผู้สมัคร ส..เขต พรรคภูมิใจไทย

นายกช้าง- ปิยะ ปิตุเตชะ

ส่วนแชมป์เก่า “นายกช้าง” ปิยะ ปิตุเตชะ นายก อบจ.ระยอง นั้น มีเครือข่ายแข็งโป๊ก เพราะได้บิดา สาคร ปิตุเตชะ อดีตกำนันยอดเยี่ยม ต.บางบุตร อ.บ้านค่าย จ.ระยอง ปูทางไว้ให้

สาธิต ปิตุเตชะ

วันนี้ “หมอตี๋” สาธิต ปิตุเตชะ ..ระยอง น้องชายนายกช้าง เป็นรัฐมนตรีช่วยสาธารณสุข คงไม่ยอมให้พรรคน้องใหม่มาเบียดยึด อบจ.ระยอง ไปง่ายๆ แน่นอน

ปิตุเตชะ” เป็นบ้านใหญ่เมืองระยอง ที่ยังทรงพลานุภาพ และบ้านใหญ่ทำนองนี้ที่ทำให้ “ธนาธร” ลดครึ่งความฝันที่จะปักธงท้องถิ่นไทย 

โปรดระวังสภาพอากาศมีฝนตกต่อเนื่อง–คลื่นลมแรง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/385479?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

โปรดระวังสภาพอากาศมีฝนตกต่อเนื่อง–คลื่นลมแรง

28 สิงหาคม 2562 – 09:00 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,สภาพอากาศ,ฝนตก,คลื่นลมแรง
เปิดอ่าน 1,515 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

ขอเป็นสื่อกลางรายงานการพยากรณ์อากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา ซึ่งทุกท่านที่จะเดินทางหรือออกเรือ โปรดระมัดระวังอันตรายโดยไม่คาดฝันจนถึงปลายเดือนสิงหาคมนี้

ทุกอย่างสามารถเกิดขึ้นได้อย่างฉับพลัน และพายุ ‘ไป๋ลู่’ จากประเทศจีนยังมีผลกระทบอีกด้วย

จึงขอให้เพิ่มขีดความระมัดระวังในทุกพื้นที่ และติดตามข่าวพยากรณ์อากาศต่อไปทุกเวลา
อ๊อด เทอร์โบ


ตั้งแต่วันนี้ – 31 สิงหาคม 2562 ประเทศไทยมีฝนตกต่อเนื่อง ตลอดช่วง และมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ สำหรับบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

พายุ “ไป๋ลู่” แปลว่า ‘กวางขาว’ ได้เคลื่อนเข้าสู่ประเทศจีนฝั่งตะวันออกที่ผ่านมา ขอให้ผู้ที่จะเดินทางไปบริเวณดังกล่าวตรวจสอบสภาพอากาศก่อนออกเดินทาง

ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก ระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากได้

ชาวเรือบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนควรเพิ่มความระมัดระวังในการเดินเรือ โดยหลีกเลี่ยงการเดินเรือผ่านบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง ตลอดช่วง


ความดันโลหิตสูง
ต้องทำอย่างไร?

ผมเป็นคนสูงอายุกว่า 70 ปีแล้ว มักมีปัญหาเรื่องความดันโลหิตสูงอยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะเวลาไปเจาะเลือดที่โรงพยาบาลในการตรวจเช็กร่างกายหาเบาหวานหรือโรคต่างๆ ของวัยทองฝังเพชรมักมีหัวใจเต้นแรงเพราะนอนไม่หลับหรือตื่นเต้น ทั้งๆ ที่หมอใจดี๊ดี

เลยเขียนจดหมายฉบับนี้มา และจากการค้นคว้าบ้าง  สอบถามผู้อยู่ในวัยเดียวกันบ้าง สอบถามคุณหมอบ้าง ถึงโรคความดันโลหิตสูงเลยนำมาแจ้งต่อพอสรุปดังนี้ครับ

คำถามแรกคือความดันโลหิตสูงนี่ออกกำลังกายได้หรือเปล่า ? เพราะหลายคนจินตนาการว่าจะเสี่ยงให้เส้นเลือดแตกหรือเป็นอัมพาต อัมพฤกษ์ ถึงตายได้

กรณีนี้สรุปได้ว่าให้ออกกำลังกายพอสมควรและควบคุมอาหาร สามารถผ่อนหนักให้เป็นเบาได้ เพราะทำให้การเผาผลาญดีขึ้น

ผมสรุปว่าให้ออกกำลังกายต่อเนื่องครึ่งชั่วโมงและขอแนะนำดังนี้คือ

การออกกำลังกายแบบแอโรบิก ที่ความเหนื่อยระดับปานกลาง (ร้องเพลงไม่ไหว แต่พูดคุยได้) เป็นหลัก แต่ระดับเบา (ร้องเพลงได้สบาย) และระดับหนัก (พูดคุยไม่ไหว แต่ไม่ถึงกับหอบ)

การออกกำลังกายที่มีแรงต้าน เน้นกล้ามเนื้อมัดใหญ่ ใช้เวลาฝึกต่อครั้ง 20 นาทีขึ้นไป สามารถสลับกลุ่มกล้ามเนื้อในการฝึกได้ แต่มีข้อระวังคือ ห้ามกลั้นหายใจขณะออกแรง และต้องเปลี่ยนแปลงท่าทางอย่างช้าๆ ป้องกันภาวะความดันตกเฉียบพลัน หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายแบบเกร็งค้าง เช่น ท่าแพลงก์ และไม่ทำท่าออกกำลังกายที่ศีรษะอยู่ต่ำกว่าตัว

ฝึกการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ คือการออกกำลังกายที่พัฒนาระบบประสาท ทักษะ และการเคลื่อนไหวร่างกาย พัฒนาความยืดหยุ่น เช่น โยคะ พิลาทิส ไทชิ กายบริหาร ฝึกการทรงตัว ยืนขาเดียว เดินเขย่งเท้า ตารางเก้าช่อง เต้น

เพื่อความยืดหยุ่นให้ยืดถึงจุดที่รู้สึกตึง หรือ เจ็บเล็กน้อยอย่างน้อย 3-2 ครั้งต่อสัปดาห์ ทำได้บ่อยๆ ระหว่างวัน ทุกวัน

ผมเก็บเล็กผสมน้อยมาจากนิตยสารกอล์ฟบ้างเพราะผมยังเล่นกอล์ฟอยู่และทุกวันนี้ก็พยายามเล่นกับเพื่อนเลยเขียนมาเพื่อทราบครับ
วิเชียร (รามอินทรา)

เรียน คุณ ‘วิเชียร’ รามอินทรา
ขอบคุณสำหรับจดหมายที่มีสารประโยชน์และผมขอลงสรุปเพิ่มเติมอีกว่าทุกอย่างให้อยู่ในความพอเพียงหรือความพอดี โดยไม่มากหรือน้อยเกินไป

ผมเองยึดถือคำโบราณท่านว่า ‘ความไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ’ และขยันออกกำลังกายเรื่อยๆ มา

คำแนะนำได้ประโยชน์มาก ขอบคุณอีกครั้งหนึ่งครับ
อ๊อด เทอร์โบ


สุพรรณโมเดล
ส่งท้ายด้วยจดหมายจากคุณ ‘สุรชัย’ นครปฐม ที่ยกแนวคิด รัฐมนตรีคมนาคม ‘ศักดิ์สยาม ชิดชอบ’ เกี่ยวกับถนนเขตจังหวัดสุพรรณบุรี หรือ ‘สุพรรณโมเดล’ เพื่อให้ทุกจังหวัดมีถนนแบบนี้บ้าง

อันที่จริงต้องยกนิ้วให้อดีตนายกรัฐมนตรี ‘บรรหาร ศิลปอาชา’ ที่สมัยมีชีวิตอยู่ทำเมืองสุพรรณให้เจริญพัฒนาอย่างไม่น่าเชื่อ

ปัญหามีอยู่อย่างเดียวว่าแล้วรัฐมนตรีคมนาคมจะทำได้หรือ ?
อ๊อด เทอร์โบ


สุพรรณบุรี ต้นแบบถนนดี
คมนาคม ยกระดับถนนทั่วประเทศ

ผมชอบเดินทางไปเที่ยวต่างจังหวัด และได้มีโอกาสไปเที่ยวจังหวัดสุพรรณบุรี รู้สึกสะดุดและตื่นตาตื่นใจกับถนนหนทางที่ยอดเยี่ยม สวยงาม ได้มาตรฐาน ตัดผ่านหมู่บ้านและอำเภอต่างๆ อย่างทั่วถึง แทบจะทุกซอกทุกมุม มันเป็นสิ่งที่น่าปลาบปลื้ม ชื่นชม จริงๆ ครับ

เห็นข่าวที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม มีโครงการยกระดับถนนทั่วประเทศ โดยยกโมเดล “สุพรรณบุรี” เป็นต้นแบบ แล้วรู้สึกดีใจครับ เชื่อว่าพี่น้องในจังหวัดอื่นๆ ก็มีความต้องการให้ถนนหนทางในพื้นที่ที่ตนอยู่อาศัยมีความสะดวก สบาย และพอเพียงเช่นเดียวกับถนนในจังหวัดสุพรรณบุรี ที่มาตรฐานดีมากๆ สมัยท่าน ‘บรรหาร ศิลปอาชา’ มีชีวิตอยู่

โดยกรมทางหลวงสำรวจสภาพถนนทั้งในกรุงเทพฯ และจังหวัดต่างๆ ที่ประสบปัญหาน้ำท่วม เพื่อพิจารณาดำเนินโครงการแก้ไขปัญหา ให้นำยางพารามาใช้ผลิตสิ่งอำนวยความสะดวกทางถนนหรือโครงการต่างๆ ของกระทรวง เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางพารา

ผมเห็นรัฐมนตรีคมนาคมมีโครงการอะไรๆ มากมาย ก็อยากให้ทำสำเร็จ เป็นโมเดลอีกอย่างเถิดครับ เอาแค่ถนนสุพรรณโมเดล หรือโครงการถนนพระราม 2 รถติดอภิมหาวินาศ ก็ชักเงียบๆ ไปแล้ว
สุรชัย (นครปฐม)

จุดรั่วไหล แจกไฟฟรี..ท้าทายรัฐบาลใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/385313?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

จุดรั่วไหล แจกไฟฟรี..ท้าทายรัฐบาลใหม่

27 สิงหาคม 2562 – 10:20 น.
ไฟฟ้า,รัฐบาล,ค่าไฟฟ้าฟรี,บัตรคนจน
เปิดอ่าน 4,181 ครั้ง

โดย…   ทีมข่าวรายงานพิเศษ

ปี 2562 คนไทยทำลายสถิติใช้ไฟสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แต่ละบ้านควักกระเป๋าจ่ายบิลค่าไฟแทบหน้ามืด และในอนาคตค่าไฟจะพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่เงินช่วยเหลือ “ค่าไฟฟ้าฟรี” ให้ผู้มีรายได้น้อย กลับมีจุดรั่วไหลที่รัฐบาลไม่ค่อยให้ความสนใจนัก นโยบายนี้ดูเหมือน “คนจนไม่ได้ใช้ คนใช้ไม่ได้จน” !

ย้อนไปช่วงหน้าร้อนปี 2562 “การไฟฟ้าฯ” เปิดแถลงข่าว คนไทยใช้ไฟถึงจุดพีคสูงสุดอย่างที่เรียกว่า ทุบสถิติเก่า ทำสถิติใหม่ กันเกือบแทบทุกอาทิตย์ เริ่มจาก 20 เมษายน ระบบของ “กฟผ.” ได้บันทึกสถิติสูงสุดไว้ที่ 29,680 เมกะวัตต์ จากนั้นไม่กี่วัน 24 เมษายน เกิดสถิติใหม่ทะลุ 3 หมื่น คือ 30,120 และวันถัดไปพุ่งเป็น 31,677 สุดท้ายคือวันที่ 3 พฤษภาคม เกิดการทำสถิติใหม่ 2 ครั้งในวันเดียว รอบแรกตอน 13.36 น. เพิ่มเป็น 31,986 และรอบสองเวลา 14.27 น. สูงสุดที่ 32,273 เมกะวัตต์

หากตัวเลขเพิ่มแบบนี้ทุกปี มีการประเมินว่าไม่กี่สิบปีข้างหน้าคนไทยอาจใช้ไฟฟ้ามากถึงวันละกว่า 5 หมื่นเมกะวัตต์ เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของรถไฟฟ้าสายต่างๆ โรงงานอุตสาหกรรม รวมถึงเครื่องใช้เทคโนโลยีที่มีปริมาณเพิ่มมากขึ้นในเกือบทุกครอบครัว

ยกตัวอย่างง่ายๆ ไม่กี่ปีที่แล้วบ้านคนชั้นกลางทั่วไปจะมีโทรทัศน์ หรือแอร์ แค่ 1–2 ตัว แต่ในวันนี้แทบทุกห้องนอน ห้องนั่งเล่นติดแอร์เย็นฉ่ำ ขณะที่บ้าน “ผู้มีรายได้น้อย” ก็มีเหตุให้ใช้ไฟไม่แพ้กัน เช่น โทรศัพท์มือถือ พัดลม คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ ที่เสียบชาร์จไฟจนปลั๊กแทบระเบิด ล้วนแล้วแต่เป็นต้นเหตุให้ “จำนวนหน่วย” การใช้ค่าไฟฟ้าต่อหลังคาเรือนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันคนไทยจ่ายค่าไฟเฉลี่ยประมาณหน่วยละ 3.6 บาท

จากผลการศึกษาของ “Apaitan and Wibulpolprasert” เมื่อปี 2561 วิเคราะห์ข้อมูลการใช้ไฟฟ้ารายเดือนของผู้ใช้ไฟฟ้าในเขตการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) อยู่ที่เฉลี่ยประมาณ 90–140 หน่วยต่อเดือน หรือประมาณ 3–4 หน่วยต่อวัน จ่ายค่าไฟฟ้าประมาณ 250–400 บาทต่อเดือน

สำหรับชนชั้นกลางทั่วไปแล้ว บิลค่าไฟเดือนละ 200-400 บาท อาจไม่มากนัก แต่คนที่ว่างงานหรือมีรายได้เดือนละไม่เกิน 3,000 บาท ตามคุณสมบัติผู้ได้รับ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” หรือบัตรคนจนนั้น ถือว่าเป็นจำนวนถึงร้อยละ 10 ของรายได้ต่อเดือนเลยทีเดียว ซึ่งตอนนี้คนไทยมาลงทะเบียนรับบัตรฯ ไม่ต่ำกว่า 14.5 ล้านคน เฉพาะผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ป่วยติดเตียง คาดว่ามีมากกว่า 3 ล้านคน

ดังนั้น นโยบาย “แจกค่าไฟฟรี” สำหรับผู้มีบัตรคนจนจึงเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะในอนาคตไม่กี่ปีข้างหน้านี้ ค่าไฟจะกลายเป็นภาระค่าใช้จ่ายที่หนักอึ้ง หมายถึงรัฐต้องควักกระเป๋าช่วยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งปัจจุบันเงื่อนไขช่วยเหลือค่าไฟฟ้า มอบให้เฉพาะครอบครัวที่ใช้ไฟไม่เกิน 50 หน่วย หมายถึงค่าไฟต่อบิลไม่เกิน 230 บาทต่อครัวเรือน ถ้าใช้ไฟเกินกว่านั้นก็ไม่ได้รับสิทธินี้

แต่ปัญหาที่กำลังถูกเปิดโปงอยู่ขณะนี้ คือ “คนจนไม่ได้ใช้ คนใช้ไม่ได้จน” !

“ดร.วิชสิณี วิบุลผลประเสริฐ” นักวิชาการ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ผู้จัดทำ “โครงการประเมินนโยบายไฟฟ้าฟรีเพื่อผู้มีรายได้น้อย” วิเคราะห์จากงานวิจัยว่า มีการพบปัญหารั่วไหลของนโยบายไฟฟ้าฟรีหลายส่วนด้วยกัน เช่น ข้อมูลปี 2558 พบครอบครัวยากจนที่ไม่มีมิเตอร์ไฟฟ้าเป็นของตัวเอง ทำให้ไม่ได้รับสิทธิ 1.5 หมื่นครัวเรือน เช่น ผู้เช่าบ้านคนอื่นอยู่ หรือผู้อาศัยในเพิงพักพิงชั่วคราว ซึ่งมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

“นอกจากนี้ยังมีปัญหาในเรื่องการกำหนดเงื่อนไขให้สิทธิไฟฟ้าฟรี เฉพาะบ้านที่ใช้น้อยกว่า 50 หน่วยต่อเดือน ทำให้มีการใช้บิลค่าไฟฟ้าของบ้านหลังที่ 2 มาเบิกแทน เฉพาะช่วงปี 2555–2558 พบเงินอุดหนุนรั่วไหลในเขต กฟภ. ไปยังบ้านหลังที่สองสูงถึงปีละ 830 ล้านบาท”

นักวิชาการข้างต้นได้เสนอวิธีแก้ปัญหา จุดรั่วไหลของโครงการ “แจกไฟฟรี” โดยรัฐบาลชุดใหม่ควรเน้นนโยบายสร้างความเป็นธรรมด้านพลังงานในอนาคต ด้วยการอุดหนุนค่าไฟฟรีแบบเหมาจ่ายผ่านบัตรสมาร์ทการ์ดแทนการผูกสิทธิกับปริมาณใช้ไฟไม่เกิน 50 หน่วยในแต่ละเดือน เพื่อแก้ปัญหาพฤติกรรมใช้ไฟฟ้าบิดเบือน และควรมีกลไกระบุตัวผู้มีรายได้น้อยที่จะได้รับสิทธินี้จากข้อมูลแผนที่ความยากจนของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พร้อมขอความร่วมมือเจ้าหน้าที่อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ให้ช่วยกันระบุตัวคนมีรายได้น้อยจริงๆ ในพื้นที่

หมายความว่า ปัญหาตอนนี้คือมี “คนไม่จนจริง” มาลงทะเบียนเพื่อเอาสิทธิค่าไฟฟรีไปใช้กับบ้านหลังที่ 2 ทำให้งบประมาณช่วยเหลือไม่ตกไปอยู่กับคนที่ต้องการอย่างแท้จริง

ขณะนี้กรมบัญชีกลางเตรียมตั้งเงินงบประมาณเบิกจ่ายเงินให้ผู้มีสิทธิใช้ไฟฟรีอย่างน้อย 145 ล้านบาท โดยตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2562 จะจ่ายให้ผู้ใช้สิทธิจากการไฟฟ้านครหลวง 2,281 คน เป็นเงิน 3.5 แสนบาท จากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค 826,762 คน เป็นเงิน 144.5 ล้านบาท

ล่าสุด วันที่ 20 กรกฎาคม 2562 “สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์” รมว.พลังงาน ได้จัดประชุมระดมสมองร่วมกับข้าราชการระดับสูง ผู้บริหาร ปตท. และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ เพื่อกำหนดทิศทางและนโยบายของกระทรวงพลังงาน โดยกล่าวถึงความช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐว่า อาจต้องพิจารณาปรับเงื่อนไขคุณสมบัติของ “ผู้มีสิทธิใช้ไฟฟ้าฟรี” เนื่องจากเดิมมอบให้เฉพาะครอบครัวที่ใช้ไฟไม่เกิน 50 หน่วย แต่พบว่ามีหลายครอบครัวที่มีฐานะยากจนแต่ใช้ไฟเกิน 50 หน่วย

ถือเป็นแนวคิดน่าสนใจที่จะช่วยเหลือกลุ่มคนจนที่ใช้ไฟเกิน 50 หน่วย ซึ่งส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในเขตตัวเมืองที่ขึ้นอยู่กับการไฟฟ้านครหลวง

ขณะเดียวกัน “กระทรวงพลังงาน” ก็ควรระดมสมองคิดวิธีแก้ไข เงินรั่วไหลกว่า 830 ล้านบาท ที่กลุ่มคนไม่จนจริง แอบเอาไปให้บ้านหลังที่สองด้วย

ถือเป็นเรื่องท้าทาย ทีมงานรัฐบาลชุดใหม่ว่าจะจัดการ อุดจุดรั่วไหล “นโยบายแจกฟรี” เพื่อให้คนที่มีรายได้น้อยหรือคนยากจนจริงๆ ได้ประโยชน์สูงสุดอย่างไร เพราะในอนาคตค่าไฟฟ้าจะแพงขึ้นไปเรื่อยๆ

เชื่อว่าคนไทยทั้งประเทศพร้อมใจกันเสียสละเงินภาษีช่วยคนกลุ่มนี้ แต่ไม่อยากให้เผาผลาญภาษีไปกับ “นโยบายให้ฟรีแต่ไม่มีประโยชน์” !?!

แค้นลั่นดอย “เพื่อเจ๊แดง” ล้างคอก “บูรณุปกรณ์” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/385321?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แค้นลั่นดอย “เพื่อเจ๊แดง” ล้างคอก “บูรณุปกรณ์”

27 สิงหาคม 2562 – 09:05 น.
เจาะประเด็นร้อน,เจ๊แดง,ท่องยุทธภพ,รายงานพิเศษ,ชูชัย เลิศพงศ์อดิศร,เยาวภา วงศ์สวัสดิ์,การเมืองท้องถิ่น,นายกอบจเชียงใหม่
เปิดอ่าน 32,536 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 27ส.ค.62

********************************

เฟซบุ๊กของ “ชาตรี เชื้อมโนชาญ” อดีตนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ เมื่อ 19 สิงหาคม 2562 ได้มีคำประกาศสั้นๆ แต่มีความหมายทางการเมืองว่า “ส.ว.ก๊อง ชูชัย เลิศพงศ์อดิศร ลงสู้ศึกนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ ..”ผมเฮียหน้อย” ชาตรี เชื้อมโนชาญ ลงสู้ศึกนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ (เทศบาลนครเชียงใหม่)”

สรุปว่า ทั้ง ส.ว.ก๊อง” ชูชัย เลิศพงศ์อดิศร และ “เฮียหน้อย” ชาตรี ได้รับการสนับสนุนจากพรรคเพื่อไทย และได้รับฉันทานุมัติจาก “เจ๊แดง” เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ผู้มากบารมีเหนือพรรค

ศึกชิงนายกเจดีย์ขาว

เจดีย์ขาว หรือที่ชาวล้านนาเรียกว่าเจดีย์กิ่ว กลางเมืองเชียงใหม่ ใกล้สำนักงานเทศบาลนครเชียงใหม่ จึงถูกนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์การเมืองท้องถิ่น

จริงๆ แล้ว ข่าว “เฮียหน้อย” หรือ เฮียน้อย” ชาตรี เชื้อมโนชาญ นักการเมืองท้องถิ่นผู้อาวุโส ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งรองนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ เพราะขัดแย้งเรื่องอนาคตทางการเมืองกับผู้บริหารตระกูล “บูรณุปกรณ์” เป็นที่รับรู้กันมาตั้งแต่กลางปี 2561

สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ และ ชูชัย เลิศพงศ์อดิศร

จากนั้น ชาตรีไปจับมือ “ส.ว.ก๊อง-ชูชัย” ทำทีมฟุตบอลเจแอล เชียงใหม่ ยูไนเต็ด ซึ่งใครก็ทราบดีว่า คนในตระกูล “ชินวัตร” สายเหนือให้การสนับสนุนทีมนี้

สมพงษ์  ส.ว.ก๊อง และเฮียน้อย

เฮียน้อยเป็นคนรักกีฬาเหมือนกัน แต่เป็นหมัดมวย เพราะในอดีตเป็นนักมวยชื่อดังของเชียงใหม่ชื่อ “ชาตรี คล่องประชัน” เฮียน้อยต้องเข้าสนามฟุตบอล เพราะเกมการเมืองท้องถิ่น

เจ๊แดงใช้กลยุทธ์ลูกหนังนำการเมือง ปูทาง “ส.ว.ก๊อง” ด้วยการปั้นทีมเจแอล เชียงใหม่ ยูไนเต็ด จนโด่งดังในระดับลีกภูธร

บูรณุปกรณ์”แยกขั้ว

ปลายปี 2561 ประพันธ์ บูรณุปกรณ์” อดีต ส.ว.เชียงใหม่ อดีตรองนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ และอดีตรองนายก อบจ.เชียงใหม่ แถลงข่าวขออาสาชิงเก้าอี้นายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่

ประพันธ์ บูรณุปกรณ์

“ประพันธ์” เป็นอาของ ทัศนัย บูรณุปกรณ์” นายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ ซี่งทัศนัยดำรงตำแหน่งนายกเจดีย์ขาวมา 2 สมัย และจะขอวางมือจากการเมืองท้องถิ่นไปทำธุรกิจ

ทั้งประพันธ์ และน้องชาย บุญเลิศ บูรณุปกรณ์ นายก อบจ.เชียงใหม่ ได้ใช้สื่อโซเชียลเป็นกระบอกเสียงของตระกูลบูรณุปกรณ์ เผยแพร่กิจกรรมช่วยเหลือประชาชนถี่ขึ้นในช่วงนี้

บุญเลิศ บูรณุปกรณ์

ตระกูล “บูรณุปกรณ์” เป็นตระกูลเก่าแก่สายหนึ่งของเชียงใหม่ แม้จะมีประวัติความเป็นมาไม่ยิ่งใหญ่เทียบเท่า “ชินวัตร” หรือ “นิมมานเหมินท์” ที่โด่งดังมาก่อน แต่ “บูรณุปกรณ์” ก็ผงาดในการเมืองท้องถิ่น ตั้งแต่ปี 2542

ทัศนัย บูรณุปกรณ์

การเมืองยุค คสช. ทำให้ตระกูลบูรณุปกรณ์แยกขั้ว “ทัศนีย์ บูรณุปกรณ์” หลานสาวของ “ประพันธ์-บุญเลิศ” เลือกเดินหนทางสายเดิมคือ เพื่อแม้ว-เพื่อเจ๊แดง ขณะที่ “ประพันธ์-บุญเลิศ” ยืนอยู่คนละฝั่ง

ไม่น่าแปลกใจที่ทัศนัย น้องชายของทัศนีย์ ประกาศวางมือ เพราะบูรณุปกรณ์ ไม่ควรทำศึกคนกันเอง เพื่อชิงเก้าอี้นายกเจดีย์ขาว

บุญเลิศ” พลังประชารัฐ?

เมื่อ 20 สิงหาคม 2562 บุญเลิศ บูรณุปกรณ์” นายก อบจ.เชียงใหม่ ได้เปิดใจผ่านแฟนเพจ Boonlert Buranupakorn ว่าด้วยประเด็นอนาคตทางการเมือง

“สำหรับครั้งนี้ก็จะมีความสำคัญสำหรับผมอย่างยิ่ง ที่จะขอเสนอตัวเข้ามารับใช้พี่น้องชาวเชียงใหม่อีกครั้งในสนามเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ แต่ ณ ตอนนี้ มีข่าวลือแพร่สะพัดมากมายเหลือเกินที่สร้างความสับสนให้พี่น้องประชาชนเกิดความเคลือบแคลงสงสัย และมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนไป”

ดังที่ทราบกัน บนถนนการเมือง “บูรณุปกรณ์” เติบโตอย่างรวดเร็ว ด้วยแรงหนุนจาก “เจ๊แดง” มาตั้งแต่ยุคไทยรักไทยเฟื่องฟู ทั้งระดับชาติและท้องถิ่น

“บุญเลิศ” เริ่มต้นจากสมาชิกสภาเทศบาลนครเชียงใหม่ เป็นนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ ปี 2542 และเป็นนายก อบจ.เชียงใหม่ ปี 2551

บุญเลิศเผชิญมรสุมข่าวลือ

ช่วงเลือกตั้ง 2562 แม้บุญเลิศจะไม่ประกาศชัดว่า สนับสนุนพรรคพลังประชารัฐ แต่ก็บอกให้ ส.จ.ในเครือข่ายกลุ่มเชียงใหม่คุณธรรม ดำเนินการทางการเมืองโดยอิสระ

ส่วนการเลือกตั้งนายก อบจ.เชียงใหม่ บุญเลิศได้จัดทัพเรียบร้อยแล้ว โดยเตรียมทีมบริหารและผู้สมัคร ส.อบจ. 25 อำเภอ จำนวน 42 เขตแล้ว ส่วนใหญ่เป็นชุดเดิมกว่า 90 เปอร์เซ็นต์

เสี่ยบุญเลิศกำลังเจอข้อหา “ทรยศนายใหญ่-ฝักใฝ่เผด็จการ” จึงโอดครวญว่า ศึกนี้ใหญ่หลวงสำหรับตัวเขายิ่งนัก

เครนก่อสร้าง อันตราย!กทม.นำร่องรักษาความปลอดภัย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/385312?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เครนก่อสร้าง อันตราย!กทม.นำร่องรักษาความปลอดภัย

27 สิงหาคม 2562 – 08:55 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,เครนก่อสร้าง,อันตราย
เปิดอ่าน 1,391 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

‘กรุงเทพมหานคร’ หรือ กทม.ของเราเวลานี้มีเครนก่อสร้างมากมาย และที่ผ่านมาเกิดเครนล้มจากพายุฝนหรืออุบัติเหตุทำให้เกิดความเสียหายในชีวิตและทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก

ที่แรกก็จะมีการสอบสวนหาตัวผู้กระทำผิดและกำหนดมาตรการรักษาความปลอดภัยกันอย่างขึงขัง แล้วเรื่องก็เงียบหายไปเหมือนไฟไหม้ฟาง

จนมาวันก่อนทางกทม.หยิมยกเรื่องเครนก่อสร้างหรือปั้นจั่นหอสูงขึ้นมาเพื่อพิจารณาว่าทำอย่างไรจะทำให้เกิดความปลอดภัยสูงสุด

จึงขอสนับสนุนเรื่องนี้อย่างเต็มที่และขอให้ทำกันอย่างจริงจังไม่ใช่เป็นข่าวแล้วเงียบหายไปเพราะมีเรื่องอื่นเข้ามาแทรก

สรุปความได้ว่าวันที่ 5-6 กันยายนนี้ สำนักการโยธา กทม.และทั้ง 50 เขตจะตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยของเครนก่อสร้างหรือปั้นจั่นโครงการต่างๆ แบบยกเครื่องใหม่

ไม่ใช่ตรวจสอบอย่างเดียวแต่จะจัดให้เจ้าหน้าที่ไปแนะนำการใช้งานการควบคุมให้เป็นไปตามกฎหมาย ซึ่งต่อไปอันตรายจะลดน้อยลงหรืออาจจะไม่มีเลย

‘อุบัติเหตุ’ ย่อมเกิดขึ้นได้ทุกเวลาจึงขอให้จำไว้ว่า ‘ปลอดภัยไว้ก่อน’ เป็นดีที่สุด

ขอให้กทม.เอาใจใส่ดูแลเรื่อง ‘ความปลอดภัย’ ไว้ก่อน
อ๊อด เทอร์โบ

 

ตัดสินใจว่าเลือกไปทางไหนดี
ส่งท้ายด้วยจดหมายจากคุณ ‘มานะพล’ นครปฐม เกี่ยวกับเรื่องสบายๆ เกี่ยวกับความเจริญพัฒนาของจีนกับญี่ปุ่นในเรื่องรถไฟแม่เหล็ก ซึ่งทำความเร็วได้อย่างเหลือเชื่อ

อันที่จริงกรณีนี้ผมได้ทราบเรื่องจากเว็บไซต์ของ CNN แล้วและขอเป็นสื่อกลางนำมาเรียนให้ทราบอีกครั้งว่าชาวบ้านที่เริ่มมีรถไฟมาเท่าๆ กับเรา-เขาไปถึงไหนแล้ว

เชื่อว่าต่อไปความเร็วของรถแม่เหล็กจะไม่หยุดลงแค่นี้แน่นอน
อ๊อด เทอร์โบ

 

จีนก้าวไกลไปอีกแล้ว
รถไฟแม่เหล็กเวอร์ชั่น 5

ผมได้ติดตามข่าวรถไฟหัวกระสุนพลังแม่เหล็กรุ่นใหม่ของจีน ที่ใกล้ความจริงเข้าไปอีกก้าว ซึ่งสามารถวิ่งด้วยความเร็วสูงถึง 600 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จากเซี่ยงไฮ้ไปปักกิ่ง รถไฟความเร็วสูง 5 ชั่วโมง, เครื่องบิน 4 ชั่วโมง (รวมขั้นตอนตรวจความปลอดภัย), รถไฟแม่เหล็ก 3 ชั่วโมงเท่านั้น เพราะสถานีรถไฟอยู่กลางเมือง ตะลึงทั้งญี่ปุ่น เยอรมนี โดยเฉพาะอเมริกา

ขบวนรถไฟความเร็วสูงแม็กเลฟ ใช้ระบบแรงยกตัวของแม่เหล็กไฟฟ้า ขบวนรถลอยตัวเหนือรางวิ่งแทนการใช้ล้อ รุ่นต้นแบบของโครงการ เผยโฉมหน้าออกจากโรงงานประกอบในเมืองชิงเต่า มณฑลชานตง ทางภาคตะวันออกของจีน

รถไฟแม็กเลฟของจีน ได้รับการพัฒนาโดยบริษัทไชน่า เรลเวย์ โรลลิ่ง สต็อก คอร์ปอเรชั่น หรือ ซีอาร์อาร์ซี ของรัฐบาล ซึ่งเป็นบริษัทผลิตอุปกรณ์รถไฟโดยสารขนาดใหญ่ที่สุดในโลก คาดว่าแม็กเลฟรุ่นนี้จะผลิตออกวิ่งให้บริการผู้โดยสารอย่างเป็นทางการในปี 2564 หลังการทดสอบอย่างเข้มข้น รถไฟหัวกระสุนแม็กเลฟเวอร์ชั่นจีน จะช่วยปรับเปลี่ยนรูปโฉมการเดินทางสัญจรของประเทศโดยสิ้นเชิง และเติมช่องว่างระหว่างการเดินทางโดยรถไฟความเร็วสูงกับเครื่องบินโดยสาร

ยกตัวอย่างการเดินทางระหว่าง 2 เมืองขนาดใหญ่สุดของจีนคือ กรุงปักกิ่งกับนครเซี่ยงไฮ้ หากรวมเวลาการเตรียมตัวหรือรอ ก่อนออกเดินทาง ต้องใช้เวลารวม 4 ชั่วโมงครึ่งสำหรับเครื่องบิน และประมาณ 5 ชั่วโมงครึ่งสำหรับรถไฟความเร็วสูง ที่มีอยู่ในปัจจุบัน แต่แม็กเลฟจะใช้เวลาเพียงแค่ประมาณ 3 ชั่วโมงครึ่ง เครื่องบินโดยสารใช้ความเร็วประมาณ 800–900 กม./ชม. ส่วนรถไฟความเร็วสูงในปัจจุบันวิ่งด้วยความเร็วสูงสุด 350 กม./ชม. แม็กเลฟของจีนไม่ใช่รถไฟแบบแรกที่วิ่งด้วยความเร็วถึง 600 กม./ชม. เมื่อออกวิ่งทดสอบ เนื่องจากรถไฟแม็กเลฟของญี่ปุ่นเคยทำสถิติไว้ที่ 603 กม./ชม. ระหว่างการทดสอบวิ่งที่เมืองยามานาชิ เมื่อปี 2558 ทำสถิติโลกใหม่ ญี่ปุ่นกำลังพัฒนารถไฟแม็กเลฟรุ่นใหม่ “ชูโอะ ชินคันเซ็น” ที่คาดว่าจะวิ่งด้วยความเร็วสูงสุดประมาณ 500 กม./ชม. และตามแผนจะนำออกวิ่งบนเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างกรุงโตเกียว–นาโงย่า ปี 2570 คาดว่าจะลดเวลาการเดินทางโดยรถไฟ ระหว่าง 2 เมืองลงครึ่งหนึ่ง

ท่านตัดสินใจว่าจะเดินทางโดยเครื่องบินหรือรถไฟดีครับ
มานะพล (นครปฐม)

p32

ฮ่องกง : อดีต ปัจจุบัน และอนาคต #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/385309?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ฮ่องกง : อดีต ปัจจุบัน และอนาคต

27 สิงหาคม 2562 – 08:00 น.
กระดานความคิด,ฮ่องกง
เปิดอ่าน 3,769 ครั้ง

คอลัมน์…  กระดานความคิด   โดย… เอนก เหล่าธรรมทัศน์

ถามกันว่า ฮ่องกงที่กำลังมีการประท้วงกันมาหลายเดือนนั้นจะลงเอยอย่างไร จีนจะปราบปรามแบบ “เทียนอันเหมิน” ไหม ฮ่องกงจะแยกตัวออกจากจีนไหม บางคำถามผมตอบได้ บางคำถามตอบไม่ได้ ที่ตอบได้แน่ๆ คือ ฮ่องกงเป็นรอยแผลใหญ่รอยแรกที่จักรวรรดิบริเตน หรืออังกฤษ กรีดลงบนหัวใจคนจีนผู้รักชาติและภูมิใจในอารยธรรมอันเก่าแก่และยิ่งใหญ่

ฮ่องกงนั้นประกอบด้วยสามเขตย่อย คือ เกาะฮ่องกง คาบสมุทรเกาลูน และอาณาบริเวณใหม่ หรือ New Territory ที่อยู่เหนือเกาลูนลึกเข้าไปในแผ่นดินใหญ่

เกาะฮ่องกงเสียให้แก่อังกฤษปี 1842 ตรงกับรัชกาลที่ 4 อังกฤษลักลอบส่งฝิ่น ยาเสพติดร้ายแรงจำนวนมหาศาลเข้ามาขายในจีน ผิดกฎหมายของจีนอย่างโจ่งแจ้ง อังกฤษซึ่งสอนเรื่องสิทธิมนุษยชนและการเคารพหลักนิติธรรมเอาเข้าจริง ต้องการแต่เงิน ไร้ยางอาย มองไม่เห็นคนจีนที่เสพฝิ่นติดฝิ่นเป็นเพื่อนมนุษย์ และฝรั่งอีกชาติหนึ่ง คืออเมริกา ดินแดนเสรีประชาธิปไตย ก็ส่งฝิ่นจากตุรกีเข้ามาขายในจีนเป็นล่ำเป็นสันเช่นกัน เศรษฐีฝิ่นชาวอเมริกันที่ร่ำรวยมากคนหนึ่งก็คือปู่ทวดของประธานาธิบดีแฟรงกลิน ดี โรสเวลท์ นั่นเอง

ตกปี 1839 รัฐบาลจีนทนเห็นคนเรือนล้านของตนติดฝิ่นงอมแงมต่อไปไม่ไหว จับกุมฝรั่งที่ลักลอบนำเข้าฝิ่น หรือขายฝิ่น อย่างเด็ดขาด เผาทำลายฝิ่นทิ้งมหาศาล เป็นเหตุนำมาสู่สงครามฝิ่นที่รบกับจีนเกือบสามปี จบลงในปี 1842 ด้วยความพ่ายแพ้อดสูของฝ่ายจีน

หลังสงครามฝิ่นก็ยังนำเข้าและขายได้ต่อไป แถมจีนต้องยกเกาะฮ่องกงให้อังกฤษ และต้องยอมเปิดเมืองท่าให้ตะวันตกค้าขายอย่างเสรี ยอมทำสนธิสัญญาไม่เสมอภาค อธิบายว่า คนอังกฤษหรือบริเตนที่ทำผิดในประเทศจีน จากนี้ไปไม่ต้องชำระด้วยกฎหมายจีน ไม่ต้องไปขึ้นศาลจีน ซึ่งก็คล้ายกับสนธิสัญญาบาวริ่งที่อังกฤษบีบให้สยามเซ็นในปี 1885 ที่น่าสนใจคือ ก็เซอร์จอห์น บาวริ่ง ที่มาเซ็นกับสยามนั้น คือข้าหลวงปกครองเกาะฮ่องกงของจักรวรรดิบริเตนนั่นแหละ สรุปว่าเราเซ็นสนธิสัญญาไม่เสมอภาคกับฝรั่งหลังจีนราวสี่สิบปีครับ

จากนั้นในปี 1860 จีนที่อ่อนแอก็ถูกอังกฤษผู้ก้าวร้าวยึดเกาลูนไปรวมกับเกาะฮ่องกง และในปี 1898 ตรงกับรัชกาลที่ 5 จีนที่ยังตกต่ำลงไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีอะไรมาหยุดยั้งไว้ได้ ก็ต้องยก New Territory ให้แก่อังกฤษผู้ยิ่งใหญ่แต่หยาบกร้านไปอีก จีนเจียนอยู่เจียนไป ถูกยึดดินแดนนั้น เสียดินแดนนี้ ไปเรื่อยๆ และตั้งแต่ปี 1937 ญี่ปุ่น ชาติซึ่งเคยรับเอาศาสนาและอารยธรรมมาจากจีนมาเป็นพันปี ก็ก่อสงครามใหญ่และยึดดินแดนฝั่งตะวันออกของจีนได้หมด

หากไม่มีพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่ต่อต้านญี่ปุ่นอย่างไม่กลัวตาย ไม่กลัวแพ้ และไม่มีวันยอมจำนน และรวมประเทศได้สำเร็จเมื่อปี 2492 ป่านนี้แล้ว ฮ่องกงก็ยังคงเป็นอาณานิคมอังกฤษ คนฮ่องกงนั้นไม่เคยมีสิทธิในการเลือกตั้งตลอดเวลาอันยาวนานที่ฝรั่งปกครอง และผู้ว่าราชการ หรือข้าหลวงใหญ่ที่ปกครองฮ่องกงนั้น ถูกส่งมาจากลอนดอนโดยไม่เคยไถ่ถามว่าคนพื้นที่นั้นรู้จักไหม ชอบไหม รับได้ไหม การจลาจลหรือประท้วงหากเกิดขึ้น ก็จะถูกบรรดาตำรวจของอาณานิคมจัดการอย่างรวดเร็ว บางครั้งรุนแรงเสียด้วย

น่าแปลกใจที่ผู้ประท้วงรุ่นหนุ่มสาวในเวลานี้ ดูเหมือนจะไม่รู้ ไม่ซึมซับเลยว่าการเกิดขึ้นของอาณานิคมฮ่องกงนั้นคือ ความอัปยศของชาติจีน

ยิ่งกว่านั้น พวกเขายกย่องบูชาความคิดและสถาบันของฝรั่งไม่ว่าฝรั่งอังกฤษหรือฝรั่งอเมริกา โดยไม่จำอดีตอันละโมบ ก้าวร้าว หยามเหยียด ของพวกเขา เสียเลย ความคิดฝรั่งนั้นว่าไปเหมือนเหรียญสองด้าน นี่ก็เป็นอีกด้านหนึ่งของเหรียญด้านลบ และผมไม่แน่ใจว่าด้านไหนใหญ่กว่าด้านไหน ด้านไหนจริงกว่ากัน ด้านไหนกำหนดด้านไหนกันแน่

ผมยังตอบได้อย่างแน่ใจว่า จีนจะไม่มีวันยอมให้ใครก็ตาม ทำการนานแค่ไหนก็ตามใช้วิธีการอะไรก็ตาม มาชักนำฮ่องกงให้แยกตัวออกไปเป็นอันขาด อย่าลืม : คนจีนหลายล้านคนทั่วประเทศ ได้หลั่งเลือดพลีชีพตั้งแต่ปี 1911 จนถึง 1949 และหลังจากนั้นยังทุ่มเทเสียสละทุกสิ่งทุกอย่างจนถึงปี 1984 จึงเห็นวันเวลาที่ฮ่องกงจะกลับคืนมา และก็ด้วยความเพียรพยายามของเติ้งเสี่ยวผิงเป็นพิเศษนั่นเอง ที่ทำให้อังกฤษยอมคืนฮ่องกงทั้งสามเขตย่อยให้กลับสู่มาตุภูมิในปี 1997 ซึ่งเติ้งเสี่ยวผิงนั้นอยากอยู่จนได้เห็นฮ่องกงกลับคืนมา น่าเสียดาย ท่านถึงแก่อสัญกรรมไม่กี่เดือนก่อนที่ธงยูเนียนแจ็กของบริเตนจะถูกเชิญลง และธงห้าดาวของจีนจะถูกเชิญขึ้นไปแทน

สุดท้าย ผมไม่อาจบอกได้ครับว่าจีนจะใช้หรือไม่ใช้ความรุนแรงมาสยบการประท้วงและการเคลื่อนไหวในครั้งนี้ได้แต่หวังว่ารัฐบาลจีนจะไม่ส่งกองทัพเข้าฮ่องกง จะไม่ใช้ความรุนแรงแบบ “เทียนอันเหมิน” มาเป็นคำตอบ

ความยืดเยื้อ ความอดกลั้น อาจจะเป็นการปูทางลงให้การเคลื่อนไหวยุติได้ หวังว่าจีนจะรอบคอบ ทำอะไรที่ควรทำ และไม่ทำอะไรที่ไม่ควรทำ ส่วนตัวแล้วผมอยากเห็นฮ่องกงกลับมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ดีของคนไทยและคนทั้งโลกต่อไปครับ

ร่วมมือร่วมใจฝ่าคลื่นเศรษฐกิจ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/385305?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ร่วมมือร่วมใจฝ่าคลื่นเศรษฐกิจ

27 สิงหาคม 2562 – 07:13 น.
เศรษฐกิจ
เปิดอ่าน 1,173 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันอังคารที่ 27 สิงหาคม 2562

กับข้อวิพากษ์วิจารณ์มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ของรัฐบาล ในทำนอง “ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ” พร้อมกันนั้นก็ยังท้วงติงรัฐบาลเรื่องการใช้จ่ายงบประมาณที่อาจจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ซึ่งทางฝ่ายรัฐบาลได้แถลงยืนยันว่า มาตรการนี้เป็นเพียงการกระตุ้นในระยะสั้น ต้องการพยุงให้จีดีพีปรับตัวสูงขึ้นในช่วงไตรมาส 3-4 ของปี เป็นมาตรการที่ครอบคลุมหลายภาคส่วนและประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ ซึ่งต้องศึกษาเนื้อหาของชุดมาตรการให้ละเอียด ขณะเดียวกัน การแก้ปัญหาในระยะยาวจะต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจ วิธีคิดและการทำงาน

    มาตรการที่รัฐบาลออกมานี้เป็นหนึ่งในความพยายามที่จะรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโดยเฉพาะผลกระทบจากสงครามการค้าที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น การส่งออก และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวชะลอตัว เพราะนักท่องเที่ยวต่างชาติมีแนวโน้มเข้าไทยน้อยลง ขณะที่ ค่าเงินบาทที่แข็งค่าอย่างต่อเนื่องยังส่งผลทางลบต่อกำไรในรูปเงินบาทของผู้ส่งออกและผู้ประกอบการท่องเที่ยวอีกด้วย เพราะทำให้รายจ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติปรับลดลง ซึ่งรัฐบาลคาดหมายว่า การบริโภคภายในประเทศก็จะสามารถช่วยพยุงเศรษฐกิจได้ แม้ว่าเศรษฐกิจโดยรวมจะขยายตัวในอัตราชะลอลงจากปีก่อน

 โดยภาพรวมเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ ยังมีปัจจัยเสี่ยงทั้งภายนอกและภายใน ได้แก่ความรุนแรงของสงครามการค้าที่อาจเพิ่มระดับมากขึ้น และการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกที่อาจมีมากกว่าที่คาด โดยเฉพาะเศรษฐกิจจีน รวมถึงการแข็งค่าของเงินบาท ซึ่งเป็นทราบกันดีอยู่แล้ว และรัฐบาลเองก็กำลังใช้มาตรการต่างๆ เพื่อรับมือกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ขณะที่ ปัจจัยเสี่ยงภายในก็คงหนีไม่พ้นเรื่องการเมืองที่ยังไม่นิ่งพอ เพราะรัฐบาลเองก็มีปัญหาไม่ใช่น้อย โดยเฉพาะสภาพเสียงสนับสนุนในสภาแบบปริ่มน้ำ อีกทั้งการผลักดันนโยบายของรัฐบาลก็จะทำได้ไม่เต็มที่นัก เพราะจำนวนเสียงสองฝ่ายใกล้เคียงกัน นอกจากนี้ การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ที่ล่าช้าออกไปถึงต้นปีหน้า ก็อาจจะกระทบต่อการเบิกจ่ายเงินงบประมาณภาครัฐในไตรมาสสุดท้าย

   สงครามการค้าและความผันผวนทางเศรษฐกิจ คงจะไม่ใช่หน้าที่ใครฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่จะรับมือให้ประเทศไทยสามารถฝ่าฟันผ่านพ้นไปได้ แต่จะต้องอาศัยความร่วมมือของทุกฝ่าย ทั้งภาคการเมืองที่ควรจะเน้นกิจกรรมที่สร้างสรรค์ ฝ่ายค้านทำหน้าที่ตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจฝ่ายบริหาร ไม่เล่นบทบาทของฝ่ายแค้น ที่มุ่งเน้นไปที่การโค่นล้มเสียมากกว่า ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลเองก็ต้องคำนึงถึงความโปร่งใสในการผลักดันนโยบาย ความร่วมมือในสภาผู้แทนราษฎร ส่วนราชการก็ต้องเร่งเรื่องการเบิกจ่ายไม่เกียร์ว่าง ในด้านของภาคเอกชน ภาคประชาชนนั้นก็สามารถช่วยเหลือให้ประเทศไทยฝ่าฟันมรสุมครั้งนี้ไปได้ อย่างน้อยที่สุดก็คือการบริโภคภายในประเทศ เช่นการท่องเที่ยว จับจ่ายซื้อหา เพื่อให้กระแสเงินหมุนเวียนหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจ เมื่อทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างดี ก็น่าจะผ่านพ้นความยากลำบากนี้ไปได้

ระวัง…ขาย-จำนำรถติดไฟแนนซ์..เสี่ยงยักยอกทรัพย์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/385167?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ระวัง…ขาย-จำนำรถติดไฟแนนซ์..เสี่ยงยักยอกทรัพย์

26 สิงหาคม 2562 – 10:35 น.
จำนำรถ,ไฟแนนซ์,ยักยอกทรัพย์,สายตรวจระวังภัย
เปิดอ่าน 3,077 ครั้ง

คอลัมน์…สายตรวจระวังภัย  

ปัจจุบันมีรถยนต์ออกสู่ตลาดจำนวนมาก ทั้งรถใหม่ป้ายแดง และรถใช้แล้ว หรือรถมือสอง เพราะตลาดมีความต้องการ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่นิยมมีรถทันทีเมื่อเรียนจบและเริ่มทำงาน

ทว่ากลุ่มธุรกิจรถมือสอง หรือเต็นท์รถมือสอง ที่ดำเนินธุรกิจซื้อ ขาย แลกเปลี่ยน จัดไฟแนนซ์ ถูกมองกว่าเป็นธุรกิจที่ภาพลักษณ์ไม่ดี เพราะมีปัญหาเรื่องหลอกลวง ย้อมแมวขาย หรือเป็นแหล่งฟอกเงินต่างๆ นานา แม้จะไม่ได้เหมารวมทุกเต็นท์ แต่ก็มีปัญหาให้เห็นอยู่เป็นระยะ

สอดคล้องกับเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังมีเจ้าของเต็นท์รถมือสองกว่า 20 เจ้า รวมตัวกันร้องขอความเป็นธรรมกับตำรวจกองปราบฯ เนื่องจากถูก “เจ๊ดา” อดีตเซลส์ขายรถ สร้างความน่าเชื่อถือ ก่อนหลอกซื้อรถทีละหลายคัน แต่เมื่อโอนเงินแล้วกลับหายเงียบ สูญเงินกว่า 10 ล้านบาท

น.ส.จันทรา ประชาชาติ อายุ 36 ปี เจ้าของเต็นท์รถยนต์มือสองย่านศรีนครินทร์ พร้อมบรรดาเจ้าของเต็นท์รถมือสองกว่า 20 เจ้า ที่ตกเป็นเหยื่อของ นางรวยศิริ อายุ 41 ปี หรือ “เจ๊ดา” ที่ฉ้อโกงโดยหลอกซื้อรถยนต์รวมมูลค่ากว่า 10 ล้านบาท นำหลักฐานสลิปการโอนเงิน และแชทพูดคุย เข้าพบ พ.ต.ท.ชนินธร ง่วนสน สารวัตรงานสอบสวน กก.1 บก.ป. เพื่อให้ช่วยติดตามตัว “เจ๊ดา” มาดำเนินคดี

เหยื่อสาวรายนี้ บอกว่า รู้จักกับ “เจ๊ดา” ซึ่งเป็นอดีตเซลส์ขายรถยนต์ญี่ปุ่นยี่ห้อหนึ่ง ที่ผันตัวมาเป็นนายหน้าขายรถยนต์จากโชว์รูมให้เจ้าของเต็นท์รถมือสอง โดยติดต่อกันผ่านกลุ่มในแอพลิเคชั่นไลน์ ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ซื้อ-ขายรถมือสอง สร้างความน่าเชื่อถือให้แก่กลุ่มผู้ประกอบการเต็นท์รถยนต์มือสองมาเป็นเวลากว่าครึ่งปี ซึ่งระยะแรก “เจ๊ดา” มีเครดิตดี เป็นที่เชื่อถือของกลุ่มผู้ค้า ไม่เคยมีทีท่าว่าจะหมุนเงินไม่ทัน

“กระทั่งเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เริ่มมีเหยื่อบางรายโอนเงินซื้อรถยนต์แล้วไม่ได้รับรถ หรือได้รับแต่ไม่ได้เลขทะเบียน เหยื่อบางรายถูกหลอกให้ซื้อรถยนต์คันเดียวกันถึง 4-5 คน ก่อนจะทวงถามไป แต่ก็ได้รับการบ่ายเบี่ยงมาตลอด ระหว่างนั้น เจ๊ดา ยังหลอกให้ไปลงทุนหุ้นรถยนต์เพื่อเอากำไร กระทั่งติดต่อได้ครั้งล่าสุดเมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดยเชื่อว่าทำกันเป็นขบวนการ ถ้าคนเดียวไม่สามารถหลอกผู้คนได้มากขนาดนี้ ซึ่งยังมีผู้เสียหายอีกหลายรายที่ไม่ได้เข้าแจ้งความกับท้องที่” น.ส.จันทรา กล่าว

จะว่าไปแล้วการทำธุรกิจเต็นท์รถมือสองก็มีความเสี่ยงไม่น้อย ต้องศึกษากฎหมายให้ดี เช่นเดียวกับประชาชนคนทั่วไป เพราะการซื้อ ขาย จำนำรถที่ติดไฟแนนซ์อาจมีความผิดข้อหา “ยักยอกทรัพย์” หรือ “รับของโจร”

เกี่ยวกับเรื่องนี้กลายเป็นหนึ่งในปัญหาที่หลายคนเข้าไปขอคำปรึกษากับทางเพจเฟซบุ๊ก “กองปราบปราม” เมื่อผู้เช่าซื้อรถไม่มีกำลังพอที่จะผ่อนชำระค่างวดรถให้แก่ไฟแนนซ์ หลายต่อหลายคนเลือกวิธีนำรถไปจำนำ หรือขายดาวน์ เพื่อให้ได้เงินมาหมุนต่อ แต่เมื่อจะไปไถ่ถอนรถคืน ปรากฏว่ารถไม่อยู่แล้ว ซึ่งหากเกิดกรณีแบบนี้บุคคลนั้นอาจจะตกเป็นผู้ต้องหาในคดี “ยักยอกทรัพย์” เพราะกฎหมายได้วางหลักไว้ว่า การเช่าซื้อนั้น กรรมสิทธิ์ของทรัพย์สินจะยังไม่เป็นของผู้เช่าซื้อจนกว่าจะชำระเงินครบถ้วน หรือหมายความว่า ในระหว่างที่ท่านกำลังผ่อนรถอยู่นั้น ท่านเป็นเพียงแค่ผู้ที่ครอบครองรถเท่านั้น แต่ในขณะที่เจ้าของกรรมสิทธิ์รถที่แท้จริง คือ..บริษัทไฟแนนซ์

ดังนั้นหากนำรถที่อยู่ในระหว่างการเช่าซื้อไปจำนำ หรือขายต่อ และต่อมาภายหลังไม่สามารถนำรถมาคืนต่อบริษัทไฟแนนซ์ได้ บุคคลนั้นก็อาจจะถูกฟ้องในข้อหา “ยักยอกทรัพย์” ส่วนคนที่รับจำนำไป หรือซื้อต่อ ก็เสี่ยงที่จะถูกฟ้องในข้อหา “รับของโจร”

ทั้งนี้ทางเพจเฟซบุ๊กกองปราบปราม แนะทางแก้เบื้องต้นว่า หากผ่อนชำระค่างวดรถไม่ไหว ยังมีหลายวิธี เช่น เสนอขายรถให้บุคคลอื่น แต่ต้องพาผู้ที่ซื้อรถต่อไปเปลี่ยนสัญญาเช่าซื้อกับทางบริษัทไฟแนนซ์ให้เรียบร้อยก่อนรับมอบรถ เพื่อให้ผู้ที่มาซื้อรถต่อเป็นผู้ที่รับผิดชอบในค่างวดที่ยังค้างชำระอยู่แทน วิธีนี้จะช่วยให้ไม่ต้องถูกฟ้องข้อหา “ยักยอกทรัพย์”

ทิ้งเด็กเล็กอยู่ลำพัง จับลงโทษหนัก… ดี-ไม่ดี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/385166?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ทิ้งเด็กเล็กอยู่ลำพัง จับลงโทษหนัก… ดี-ไม่ดี

26 สิงหาคม 2562 – 10:00 น.
เด็กเล็ก,ทิ้งเด็กเล็กอยู่ลำพัง
เปิดอ่าน 2,258 ครั้ง

โดย…  ทีมข่าวรายงานพิเศษ

ช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีรายงานข่าวคดีทอดทิ้งลูกอ่อนหรือเด็กเล็กไว้ตามลำพัง จนเกิดอันตรายกับเด็กถึงชีวิตอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดการถกเถียงกันถึงกฎหมาย “บทลงโทษ” พ่อแม่หรือผู้ปกครองว่ามีโทษหนักพอหรือไม่ รวมถึงการผลักดันให้องค์กรท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมดูแลเด็กเล็กในชุมชนอย่างจริงจัง…

ถ้าใครชอบดูหนังฝรั่งเกี่ยวกับนักสืบคดีต่างๆ จะสังเกตได้ว่าผู้ปกครอง ทั้งพ่อแม่ ปู่ย่า หรือตายาย จะไม่ยอมปล่อยให้ “ลูกหลาน” หรือ “เด็ก” อยู่ในบ้านตามลำพังโดยเด็ดขาด ต้องไปขอร้องไหว้วานคนรู้จัก หรือจ้างพี่เลี้ยงมาดูแล เนื่องจากกฎหมายเอาผิดกรณีทิ้งเด็กเล็กไว้ตามลำพังในต่างประเทศมีบทลงโทษรุนแรง เช่น โดนปรับเงินจำนวนมาก ถูกศาลสั่งห้ามดูแลเด็กชั่วคราว หรือแม้กระทั่งโทษจำคุก หากเด็กได้รับอันตรายต่อร่างกายจิตใจ

แตกต่างจากประเทศไทยที่ได้ยินข่าวเด็กเล็กถูกพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย ปล่อยทิ้งอยู่ในบ้าน หรือปล่อยให้เล่นนอกบ้านตามลำพัง โดยไม่มีผู้ใหญ่ช่วยเฝ้าดูแล จนกลายเป็นข่าวโศกนาฏกรรมทำให้เด็กบาดเจ็บหรือเสียชีวิตไปจำนวนไม่น้อย แต่คดีเหล่านี้ไม่ได้มีการเอาโทษผู้ปกครองอย่างจริงจังมากนัก

เช่น กรณีเด็กน้อย 4 คนถูกปล่อยให้อยู่ในคอนโดแถวหัวหมากตามลำพังช่วงกลางคืน จนพลัดตกลงมาจากระเบียงทั้ง 4 คน โดยน้องคนสุดท้องวัยแค่ 5 ขวบเสียชีวิต ส่วนพี่ๆ ได้รับบาดเจ็บสาหัส หรือเหตุการณ์ที่ อ.ศรีมหาโพธิ ปราจีนบุรี เด็กวัย 7 ขวบเสียชีวิตในสระน้ำข้างฟาร์มเลี้ยงไก่ เนื่องจากพ่อเด็กไปทำงานแล้วทิ้งลูกให้อยู่ตามลำพังหรือกรณีตายาย จ.บุรีรัมย์ ปล่อยให้หลานสาววัยเพียง 3 ขวบ เล่นกับเด็กข้างบ้านวัยเดียวกันตามลำพัง จนเด็กกระโดดเล่นที่บริเวณขอบรถกระบะแล้วคอเสื้อติดกับตัวนอต เด็กไม่สามารถดึงออกเองได้ ไม่มีใครไปช่วยทัน ทำให้ขาดอากาศหายใจจนเสียชีวิต

นอกจากนี้ยังมีกรณีตำรวจพิษณุโลกรับแจ้งว่ามีเด็กชายวัยเพียง 1 ขวบเศษ ตกจากแคร่ไม้หัวทิ่มลงไปในถังสีใหญ่ขนาดใหญ่ 20 ลิตร เพราะปู่ทวดที่ดูแลเผลอนอนหลับไป กว่าจะรู้ตัวเหลนก็เสียชีวิตแล้ว ล่าสุดเหตุการณ์ทิ้งเด็กเล็กอยู่ตามลำพังเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจชลบุรีรับแจ้งว่ามีเด็กหญิง 3 ขวบติดอยู่ภายในบ้าน นั่งร้องไห้เสียงดังอยู่กับสุนัขตามลำพังกลางดึก แต่เพื่อนบ้านไม่อาจเข้าไปช่วยได้ จนต้องให้ทีมเจ้าหน้าที่กู้ภัยตัดกุญแจช่วยเด็กออกมา กว่าแม่จะกลับจากทำธุระก็ประมาณตี 2-3 ระหว่างนี้เด็กต้องไปรออยู่กับตำรวจ

คดีสลดใจเกี่ยวกับเด็กเล็กถูกทิ้งให้อยู่ตามลำพังข้างต้นนั้น ผู้ปกครองมักร้องไห้เศร้าโศกเสียใจอย่างหนัก ตำรวจส่วนใหญ่จึงมักถือเป็นเรื่องอุบัติเหตุ ไม่ได้ดำเนินคดีกับผู้ใด ญาติๆ ก็ไม่ได้ติดใจเอาความ

ขณะที่ในยุโรปหรืออเมริกามี “กฎหมายเข้มงวด” ในเรื่องนี้แตกต่างกันไป ส่วนใหญ่มักแบ่งอายุของเด็กออกเป็น 3 ระดับ คือ ระดับเด็กเล็กมากอายุต่ำกว่า 7-8 ขวบ ผู้ปกครองไม่สามารถปล่อยให้อยู่ตามลำพังโดยเด็ดขาด แต่ถ้าเด็กโตขึ้นมาหน่อยอายุ 8–10 ขวบอาจให้อยู่ตามลำพังได้ไม่เกิน 30 นาที เฉพาะช่วงเวลากลางวันเท่านั้น ส่วนเด็กอายุ 11 ขวบขึ้นไป สามารถให้อยู่ตามลำพังได้ไม่เกิน 3 ชั่วโมง แต่ห้ามให้อยู่คนเดียวตลอดทั้งคืนหรือข้ามคืนไปถึงวันรุ่งขึ้น

ถ้ามีเพื่อนบ้านหรือใครพบเห็นพ่อแม่ทิ้งลูกเล็กไว้ตามลำพังแล้วไปแจ้งความ ผู้ปกครองจะถูกดำเนินคดี โดยศาลจะพิจารณาตัดสินลงโทษตามความเหมาะสม เช่น กรณีที่เกิดขึ้นกลางเดือนมีนาคม 2562 ตำรวจหญิงวัย 29 ปีในรัฐมิสซิสซิปปี เผลอหลับปล่อยให้ลูกสาววัย 3 ขวบอยู่ในรถยนต์โดยสภาพอากาศร้อนจัดนานกว่า 4 ชั่วโมง เป็นเหตุให้เด็กเสียชีวิต อัยการยื่นคำร้องให้ลงโทษจำคุก 20 ปีทันที หรือถ้าเป็นกรณีอื่น ๆ ที่เด็กไม่ได้เสียชีวิต ศาลมักใช้วิธีลงโทษไม่ให้ดูแลเด็กช่วงเวลาหนึ่ง โดยส่งเด็กไปอยู่กับเจ้าหน้าที่ในศูนย์คุ้มครองเด็กชั่วคราว พร้อมสั่งให้ผู้ปกครองเข้ารับการอบรมสั่งสอน เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและทัศนคติในการเลี้ยงดูเด็กเล็กจนผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้ หรือจนมั่นใจได้ว่าเด็กสามารถกลับไปอยู่ด้วยอย่างปลอดภัย ผู้ปกครองจึงจะได้รับอนุญาตให้นำตัวเด็กกลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้ง

สำหรับประเทศไทยนั้น มีกฎหมายสำคัญเอาผิดผู้ปกครองทอดทิ้งหรือดูแลเด็กอย่างไม่ปลอดภัยได้แก่ “พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546” มาตรา 25 – 26 และ “กฎหมายอาญา” มาตรา 306–308 โดย พ.ร.บ. คุ้มครองเด็กระบุไว้ชัดเจนว่า ผู้ปกครองต้องไม่ละทิ้งเด็กไว้โดยไม่จัดให้มีการป้องกันดูแลสวัสดิภาพหรือให้การเลี้ยงดูที่เหมาะสม หรือจงใจหรือละเลยจนเกิดอันตรายแก่ร่างกายหรือจิตใจของเด็ก หรือบังคับ ขู่เข็ญ ชักจูง ส่งเสริม หรือยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควรหรือน่าจะทำให้เด็กมีความประพฤติเสี่ยงต่อการกระทำผิด โทษที่กำหนดไว้คือจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 3 หมื่นบาท

ส่วนประมวลกฎหมายอาญาระบุว่า ใครที่ปล่อยหรือทอดทิ้งเด็กอายุไม่เกิน 9 ปี ให้อยู่ตามลำพัง โดยไม่มีคนดูแล จะโดนโทษหนักจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท และถ้าเด็กที่ถูกทอดทิ้งได้รับอันตรายสาหัสหรือเสียชีวิต จะโดนโทษไม่ต่างจากผู้ทำผิดฐานทำร้ายร่างกายบาดเจ็บสาหัสหรือฐานฆ่าคนตายโดยไม่เจตนา

แสดงเห็นว่า “กฎหมายไทย” ให้ความสำคัญและต้องการให้เด็กเล็กได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด แต่การดำเนินคดีโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่จริงจัง เป็นเหตุให้เกิดกรณีเด็กถูกล็อกให้อยู่บ้านคนเดียว หรือปล่อยปละละเลยให้วิ่งข้ามถนน หรือไปเล่นน้ำจนได้รับอันตรายหรือเสียชีวิตมีจำนวนไม่น้อย

ข้อมูลสถิติกระทรวงสาธารณสุข ปี 2561 พบว่า “เด็กไทยตายจากเหตุจมน้ำสูงเป็นอันดับ 1” หมายความว่าเสียชีวิตมากกว่าป่วยหรือเป็นโรคร้าย โดยรอบ 10 ปีที่ผ่านมาพบเด็กจมน้ำเสียชีวิตสูงกว่า 900 คน หรือวันละ 2.5 คน มากกว่าสถิติประเทศอื่น 5–15 เท่า โดยร้อยละ 50 เกิดจากเด็กเล็กไปเล่นน้ำตามลำพังโดยไม่มีผู้ปกครองช่วยดูแล

“สรรพสิทธิ์ คุมพ์ประพันธ์” อดีตคณะกรรมการสิทธิเด็กแห่งสหประชาชาติ แสดงความเห็นเกี่ยวกับปัญหาการทอดทิ้งเด็กเล็กให้อยู่ตามลำพังในประเทศไทยว่า

สภาพครอบครัวคนไทยส่วนใหญ่ในปัจจุบัน พ่อแม่ผู้ปกครองต้องช่วยกันทำมาหากินทั้งวัน ไม่มีเวลาหรือไม่มีเงินไปจ้างพี่เลี้ยงเด็กมาดูแล ดังนั้นควรมีการสร้างสถานที่หรือศูนย์ช่วยเหลือการเลี้ยงดูเด็กเล็กในชุมชน เช่น เดย์แคร์ ซึ่งรัฐธรรมนูญกำหนดไว้แล้วว่าเป็นภาระหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ต้องจัดตั้งขึ้นมา แต่รัฐบาลก็ละเลยไม่ได้สนใจทำอย่างจริงจัง

“พวกเราคนไทยต้องออกมาช่วยกันผลักดันเรื่องนี้ จะใช้บทลงโทษหนักตามกฎหมายอย่างเดียวคงไม่ได้ ต้องมีมาตรการทางสังคมเข้าไปช่วยด้วย โดยเฉพาะชุมชนต้องเข้ามาบริหารจัดการ เช่น เงินภาษีของชาวบ้านอยู่ที่ อปท.ไม่น้อย ควรจัดให้มีศูนย์บริการดูแลเด็กเล็กในชุมชนทั่วประเทศ และช่วยกันปลูกจิตสำนึกระหว่างผู้ปกครองกับเด็ก 3 ประการ คือ 1.ต้องมีความรักความผูกพันกันอย่างแน่นแฟ้น 2.มีความไว้วางใจ เชื่อใจซึ่งกัน และ 3.ต้องมีความรู้สึกหนาวร้อนเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของอีกฝ่าย หากครอบครัวไหนมี 3 ข้อนี้แล้ว ปัญหาที่เกิดขึ้นจะลดน้อยลงทันที” ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิเด็กข้างต้นกล่าวแนะนำ

จากปัญหาที่เกิดขึ้นข้างต้น หน่วยงานทั้งภาครัฐและสังคมควรรีบช่วยกัน “จัดเวทีระดมสมอง” หาวิธีจัดการผู้ปกครองที่ “ทอดทิ้งเด็กเล็กอยู่ลำพัง” ว่าควรมีแนวปฏิบัติจริงจังอย่างไร หรือให้ทำโทษมากน้อยเพียงไร เพื่อให้เกิดความระมัดระวังมากกว่านี้…

ปากคนไทยชอบพูดว่า “รักเด็ก” “เด็กเป็นอนาคตของชาติ” แต่เมื่อต้องช่วยกันปกป้องเด็ก กลับไม่ค่อยมีหน่วยงานสนใจเสนอตัวเป็นเจ้าภาพ คงต้องดูท่าทีว่าทีมผู้บริหารกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ยุคใหม่จะจัดการอย่างไร…

ความเหลื่อมล้ำบนท้องถนนไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/385165?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ความเหลื่อมล้ำบนท้องถนนไทย

26 สิงหาคม 2562 – 09:45 น.
รู้ลึกกับจุฬาฯ,ความเหลื่อมล้ำบนท้องถนนไทย
เปิดอ่าน 4,974 ครั้ง

คอลัมน์… รู้ลึกกับจุฬาฯ

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สื่อต่างประเทศ The New York Times เผยแพร่บทความตีแผ่ความอันตรายของท้องถนนในประเทศไทยทั้งในภาษาอังกฤษและภาษาไทย สะท้อนปัญหาความเหลื่อมล้ำบนท้องถนน โดยเฉพาะคนจนที่ได้รับผลกระทบและความอยุติธรรมมากที่สุด

บทความดังกล่าวอ้างถึงว่ารายงานจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ที่ระบุว่าประเทศไทยมีอัตราการเสียชีวิตบนท้องถนนสูงเป็นอันดับสองของโลก ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่คือผู้ใช้รถจักรยานยนต์และคนเดินถนน โดยมีสาเหตุจากถนนที่ให้ความสำคัญกับผู้ใช้รถยนต์หรือคนที่มีเงินมากกว่า รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เท่าเทียม

ผศ.ดร.นพพล วิทย์วรพงศ์ รองคณบดี คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายว่าความเหลื่อมล้ำบนท้องถนนที่มีการพูดถึง มีความหมายว่าคนจนหรือคนรายได้น้อยมีโอกาสเสียชีวิตหรือโอกาสที่จะถูกลงโทษทางกฎหมายมากกว่าคนรายได้สูงกว่า เป็นความไม่เท่าเทียมรูปแบบหนึ่ง

“มีงานวิจัยที่ศึกษาว่าทำไมคนถึงตายบนถนน และคนประเภทไหนที่ตาย ผลสำรวจออกมาว่ากว่าร้อยละ 70 คือคนขับมอเตอร์ไซค์ อีกร้อยละ 10 คือคนเดินบนถนน คนใช้รถใหญ่มีแนวโน้มน้อยกว่า โดยที่สาเหตุหลักคือ 1.การขับรถเร็ว 2.การขับรถแบบผิดกฎหมายอื่นๆ เช่น แซง ปาดหน้า และ 3. เมาแล้วขับ ซึ่งจะสูงมากในช่วงเทศกาลและจะเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตแทนข้อแรกในช่วงเทศกาล”

อาจารย์นพพลชี้ว่าปัญหาความเหลื่อมล้ำบนถนนของไทยเป็นปัญหาซับซ้อนยากต่อการแก้ไข ตั้งแต่การวางแผนนโยบายของภาครัฐที่ไม่ได้มองว่าสิทธิบนท้องถนนเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน นโยบายส่วนใหญ่มักเอื้อต่อคนขับรถมากกว่าคนเดินถนน

“ประเทศส่วนใหญ่ให้คนใช้ทางม้าลายข้ามถนนได้ รถต้องหยุดรอคนข้ามถนนเพราะสิทธิบนถนนคือคนเดินถนน ขณะที่ประเทศไทยเราต้องตะเกียกตะกายขึ้นสะพานลอย ซึ่งไม่เอื้อต่อคนพิการและผู้สูงอายุ”

อีกปัจจัยหนึ่งคือ ประเทศไทยขาดระบบโครงสร้างคมนาคมที่ดีและมีราคาถูกสำหรับประชาชนโดยเฉลี่ย รถประจำทางมีการพัฒนาและได้รับการสนับสนุนน้อยมาก ขณะที่การเดินทางโดยรถไฟใต้ดินและรถไฟฟ้าก็มีราคาสูงกว่าคนรายได้น้อยจะเอื้อมถึง

การแบ่งแยกระหว่างเมืองและชนบท ทำให้เกิดการขาดแคลนระบบคมนาคมสาธารณะในต่างจังหวัด บีบบังคับให้ประชาชนต้องใช้รถมอเตอร์ไซค์ในการขับขี่ และมีความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุเพิ่มมากขึ้นกว่าผู้ใช้รถยนต์อย่างชัดเจน

“คนที่มีสิทธิใช้ BTS หรือ MRT คือคนมีเงิน หรือชนชั้นกลาง ถ้าจะให้ดีคือต้องมีที่พัก บ้าน หรือคอนโดอยู่ติดกับรถไฟฟ้า ซึ่งแสดงว่าต้องเป็นคนมีฐานะประมาณหนึ่ง ถ้าคุณไม่อยู่ติดรถไฟฟ้า คุณก็ต้องนั่งรถออกมาเพื่อขึ้นรถไฟฟ้า และต้องเผชิญกับการเดินทางบนท้องถนนไทย”

การบังคับใช้กฎหมายที่ไม่มีประสิทธิภาพก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งเช่นเดียวกัน อาจารย์นพพลระบุว่าการที่กฎหมายอ่อนแอทำให้สภาพท้องถนนของไทยมีสภาวะไร้การควบคุมของรัฐ มีความป่าเถื่อน โกลาหล วุ่นวาย และผู้ใช้รถมีพฤติกรรมการขับขี่ที่เอาแต่ใจตนเอง เช่น ใครแซงก่อนได้ก่อน

“ตำรวจก็ทำงานยากเพราะกฎหมายไม่ศักดิ์สิทธิ์ตั้งแต่แรก จับทุกคนไม่ได้ คนรวยกับคนจนเราเห็นชัดเจน ตำรวจเองก็ขาดแคลนทรัพยากร และขาดแคลนเทคโนโลยีด้วยเพราะเครื่องตรวจวัดแอลกอฮอล์หรือเครื่องตรวจจับความเร็วก็มีจำกัด”

นอกจากนี้ ปัญหาเมาแล้วขับเองก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่เป็นสาเหตุของการเสียชีวิต อาจารย์นพพลระบุว่าผู้ที่ดื่มแล้วขับมีโอกาสทางสถิติที่จะเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนสูงกว่าผู้ไม่ดื่มถึง 8 เท่า และมีตัวเลขจากสำนักงานสถิติแห่งชาติชี้ว่าคนกว่าร้อยละ 21 เคยเมาแล้วขับรถ

“เคยมีเก็บสถิติพบว่าคนจนจะดื่มเหล้าที่มีดีกรีแอลกอฮอล์แรงกว่า เช่น พวกเหล้าขาว แต่คนรวยจะดื่มเหล้ามีดีกรีน้อยกว่า แต่โดยสถิติคนรวยจะดื่มแล้วขับมากกว่า แต่คนจนกลับเกิดอุบัติเหตุบนถนนมากกว่า ตัวเลขนี้ก็แสดงความเหลื่อมล้ำอะไรบางอย่าง”

อาจารย์นพพลชี้ว่าปัญหาของการเมาแล้วขับรถเป็นปัญหาด้านพฤติกรรมของประชาชน ที่ผ่านมา โครงการ “เมาไม่ขับ” ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ให้ความรู้แก่ประชาชนและพยายามรณรงค์มาหลายปี แต่ปัญหาดังกล่าวก็ยังคงอยู่

“สสส.ไม่มีอำนาจแก้นโยบาย ดังนั้นสิ่งที่ทำได้คือการรณรงค์สร้างความรู้แก่ประชาชน แต่ได้แค่ระยะสั้นเพราะถ้าหากรัฐอยากให้คนเปลี่ยนพฤติกรรมจริงๆ รัฐต้องสร้างสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม ต้องสร้างและบังคับใช้กฎหมายให้เหมาะสม”

การแก้ปัญหาเรื่องนี้ ควรให้ความรู้ประชาชนอย่างทั่วถึง ควรปลูกฝังตั้งแต่ระดับปฐมวัยในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน รวมถึงการปรับระบบโครงสร้างคมนาคมของประเทศให้เอื้อต่อระบบขนส่งสาธารณะ หรือขนส่งมวลชนเป็นหลัก และยังต้องสร้างระบบการบังคับใช้กฎหมายที่เที่ยงธรรม ตำรวจสามารถคุ้มครองความปลอดภัยบนท้องถนนได้

“เรื่องเมาแล้วขับถ้าเราจัดการการบังคับใช้กฎหมาย จัดการโครงสร้างให้ดีได้ มันก็จะหายไปเอง ถ้าจะแก้ควรแก้ที่คนขาย เช่น แบ่งกลุ่มโซนนิ่งขายเหล้าอยู่นอกชุมชน จะดีกว่ามาแก้ที่คนกินเหล้า” อาจารย์นพพลทิ้งท้าย