งูเห่าโผล่แล้ว กับประวัติศาสตร์จุดจบพรรคทหาร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/385169?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

งูเห่าโผล่แล้ว กับประวัติศาสตร์จุดจบพรรคทหาร

26 สิงหาคม 2562 – 09:20 น.
งูเก่า,พรรคทหาร
เปิดอ่าน 52,815 ครั้ง

รายงาน…

รายการเนชั่นสุดสัปดาห์กับ 3 บก.ออกอากาศทุกวันเสาร์ เวลาห้าโมงเย็น ทางเนชั่นทีวี ช่อง 22 “สมชาย มีเสน” ซีอีโอเครือเนชั่น ”วีระศักดิ์ พงษ์อักษร“ บรรณาธิการบริหาร นสพ.กรุงเทพธุรกิจ และ ”บากบั่น บุญเลิศ“ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร นสพ.ฐานเศรษฐกิจ ร่วมวิเคราะห์ประเด็น ”งูเห่าโผล่แล้ว! กับประวัติศาสตร์จุดจบพรรคทหาร”

   “สมชาย” กล่าวว่า พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) โดนกล่าวหามาก่อนหน้านี้ว่าเป็นพรรคทหารและพูดกันมากขึ้นเมื่อพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ไปเป็นประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคพปชร. และบอกว่าตอนนี้เป็นนักการเมืองแล้ว และพปชร.ไม่ใช่พรรคทหาร ก่อนการเลือกตั้งและช่วงตั้งรัฐบาล พล.อ.ประวิตรอยู่เบื้องหลัง และเมื่อตั้งครม.เสร็จ พล.อ.ประวิตรเหลือแค่ตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และไม่ได้ดูแลกระทรวงที่ต้องการ เช่น พลังงาน ส่วน ครม.ที่ใกล้ชิด พล.อ.ประวิตรได้ตำแหน่งไม่สำคัญ เช่น รมว.ศึกษาธิการ (ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ), รมช.กลาโหม (พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล) และ รมช.เกษตรและสหกรณ์ (ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า) ส่วน รมว.ดีอี (พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์) นั้นพลิกไปพลิกมา

แต่รมช.สองคนนั้นก็ขึ้นตรงกับนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหมด้วยเช่นกัน

ครม.สายของ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เข้ามาดูแลกระทรวงสำคัญเยอะ เช่นกลุ่มสามมิตรและกลุ่มสี่รมต. และยังบริหารพรรค ดังนั้นคนใกล้ชิด พล.อ.ประวิตรจึงคิดว่าตอนนี้ พล.อ.ประวิตรควรไปบริหารพรรคก่อน เพราะอำนาจในรัฐบาลหายไปเยอะ

“วีระศักดิ์” ตั้งคำถามว่า หาก พล.อ.ประวิตรเข้าไปในพปชร.แบบนี้จะโดนกล่าวหาว่าเป็นพรรคทหารมากกว่าเดิม

“สมชาย” กล่าวว่า คนในพรรคก็พูดกันมาก แต่บทบาทและเครือข่ายของ พล.อ.ประวิตรก่อนและหลังเลือกตั้งมีมาก และ พล.อ.ประวิตรได้บอกว่าห้ารัฐมนตรีพปชร.ที่ยังเป็นส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ควรลาออก เพื่อเลื่อนลำดับถัดไปขึ้นมาเพื่อให้มีเสียงในรัฐสภาเพิ่ม เพราะส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์พรรคร่วมรัฐบาลบางพรรคได้มีการลาออกหลังได้เป็นรัฐมนตรีแล้ว

“บากบั่น” สอบถามว่า บทบาทดังกล่าวของ พล.อ.ประวิตรจะทำอย่างไรต่อ เพราะครม.พปชร.ไม่ลาออก แม้พรรคร่วมรัฐบาลจะลาออกแล้วตามข้อตกลง

  “สมชาย” กล่าวว่า พล.อ.ประวิตรบอกว่าให้พิจารณา เพราะเสียงในรัฐสภาไม่พอและเริ่มมีปัญหา ตอนนี้ห้ารัฐมนตรีของพปชร.ตอบแล้วว่าไม่ลาออก เพราะครม.ส่วนนี้กลัวขาลอยหากลาออกจาก ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ และอ้างว่าต้องคุมส.ส.พปชร.ในรัฐสภา แบบนี้เรียกว่าอ้างเพื่อความชอบธรรมของตัวเอง เพราะ พล.อ.ประวิตรก็ไม่ได้เป็น ส.ส.แต่ก็คุมส.ส.ได้

เมื่อครม.พปชร.ไม่ลาออก ก็แสดงว่าคำพูดของ พล.อ.ประวิตรนั้น อดีตนายทหารสั่งไม่ได้ แสดงว่าพปชร.ไม่ใช่พรรคทหาร

ส่วนประวัติศาสตร์พรรคทหารที่มีในวงการการเมืองไทยนั้น “วีระศักดิ์และบากบั่น” ตั้งคำถามว่า พรรคเพื่อไทยและอนาคตใหม่ไม่ได้บอกว่า พปชร.เป็นพรรคทหาร แบบนี้แปลว่าอะไร และประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่ทหารเข้าไปมีบทบาทบริหารพรรคนั้น สุดท้ายแล้วเป็นเช่นใด

 “สมชาย”กล่าวว่า สองพรรคนั้นกำลังหลอกล่อให้นายทหารคนอื่นๆ เข้ามาเพื่อเตรียมโจมตีพปชร.ต่อ และประวัติศาสตร์บอกว่าพรรคทหารนั้นมีกี่พรรค เริ่มที่จอมพล ป. พิบูลสงคราม ตั้งพรรคเสรีมนังคศิลาใน พ.ศ.2498 เพื่อเตรียมลงเลือกตั้งใน พ.ศ.2500 โดยมี พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ เป็นเลขาธิการพรรค รวมทั้งยังมีจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และจอมพลประภาส จารุเสถียร ร่วมเป็นแกนนำพรรคด้วย พรรคนี้มีความขัดแย้งภายในเพราะแกนนำพรรค ต่อมาพรรคนี้ชนะเลือกตั้งแต่ถือว่าเป็นการเลือกตั้งสกปรกที่สุดครั้งหนึ่งและมีการประท้วง โดยตอนนั้นโกงเลือกตั้งจนมีศัพท์ว่า “พลร่ม ไพ่ไฟ” จากนั้นจอมพลสฤษดิ์ได้ยึดอำนาจ และพรรคนี้สลายไปหลังเลือกตั้งครั้งนั้น

พรรคสหประชาไทยเกิดขึ้นในพ.ศ.2511 หลังจอมพลสฤษดิ์เสียชีวิต โดยจอมพลถนอม กิตติขจร เป็นหัวหน้าพรรค และจอมพลประภาสเป็นรองหัวหน้าพรรค รวมทั้งมีทหารและตำรวจที่มีตำแหน่งมาเป็นแกนนำพรรค พรรคนี้ลงสนามเลือกตั้งใน พ.ศ.2514 และชนะเลือกตั้งเพราะอาศัยกลไกของกระทรวงมหาดไทยจัดการเลือกตั้ง แต่พรรคนี้ชนะเลือกตั้งและมีเสียงไม่เบ็ดเสร็จ ตอนนั้นส.ส.ในสภาผู้แทนฯ ได้อภิปราย ต่อมาจอมพลถนอมสั่งยึดอำนาจรัฐบาลตัวเองใน พ.ศ.2514 และเป็นเหตุที่เกิดความวุ่นวายในเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516

พรรคสามัคคีธรรมเกิดใน พ.ศ.2535 หลังจากรสช.ยึดอำนาจ โดยณรงค์ วงศ์วรรณ เป็นหัวหน้าพรรค และ น.ต.ฐิติ นาครทรรพ เป็นเลขาธิการพรรค หนึ่งใน รสช. คือ พล.อ.อ.เกษตร โรจนนิล มีบทบาทหลังฉากของพรรคสามัคคีธรรม พรรคนี้ชนะเลือกตั้ง และมีพรรคพี่น้องคือพรรคชาติไทย เมื่อ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ลาออกจากหัวหน้าพรรค พล.อ.อ.สมบุญ ระหงษ์ ที่เป็นคนสนิทของ พล.อ.ชาติชายได้เป็นหัวหน้าพรรคและประสานกับรสช. เพราะสองพรรคนี้ตกลงล่วงหน้าไว้แล้วว่าจะจับมือกันตั้งรัฐบาล

กรณีนี้รสช.วางโรดแม็พไว้แล้ว เพราะณรงค์ถูกเสนอชื่อให้เป็นนายกฯ และโดนกล่าวหาติดแบล็กลิสต์จากสหรัฐจนมีเปลี่ยนตัวและมีการเสนอ พล.อ.สุจินดา คราประยูร ขึ้นเป็นนายกฯ แต่สังคมต่อต้าน เพราะก่อนหน้านี้ พล.อ.สุจินดาบอกว่าจะไม่รับตำแหน่งนายกฯ แต่ต่อมา พล.อ.สุจินดา อ้างคำว่าเสียสัตย์เพื่อชาติ

พรรคนี้อยู่ได้ไม่กี่เดือน เพราะณรงค์แยกไปตั้งพรรคเทิดไทและคนอื่นๆ ก็แยกตัวไปเช่นกัน

ไชยันต์ ไชยพร นักวิชาการรัฐศาสตร์ ได้อธิบายเรื่องนี้ว่า “พรรคทหารที่ชัดเจนคือเสรีมนังคศิลา เพราะกรรมการบริหารพรรคมีแต่ทหารและตำรวจ พรรคนี้ตั้งพรรคเพื่อเลือกตั้งโดยใช้กลไกประชาธิปไตยให้ได้อำนาจ แต่เมื่อจอมพลสฤษดิ์แยกออกมาจากพรรคนี้ กองทัพก็ตามมา แปลว่ากองทัพไม่ได้อยู่กับพรรคนั้นๆ สหประชาไทก็เช่นกัน สามัคคีธรรมแตกต่างกับสองพรรคนั้น เพราะแกนนำพรรคส่วนใหญ่เป็นพลเรือนมีแค่เลขาธิการพรรคที่เคยเป็นทหาร และหนุนรสช.ที่เป็นทหารส่วนหนึ่ง แต่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง กองทัพก็ไม่ได้หนุนพรรคนี้

พรรคที่สนับสนุนทหารนั้นต้องดูประวัติศาสตร์ด้วยว่าหนุนพรรคนั้นๆ เพื่อประโยชน์ของกองทัพและประเทศ หรือหนุนทหารบางคนที่อยู่กับพรรคนั้นๆ

เสรีมนังคศิลา สหประชาไท กับพปชร.นั้น พปชร.ไม่มีทหารเยอะ แม้บางคนเข้าใจว่าทหารบางคนกำหนดนโยบายพรรคนี้ หากเทียบกับสองพรรคนั้น สามัคคีธรรมจะเหมือนพปชร.มากกว่า

แต่อย่าผนวกกองทัพเข้ามากับพรรคนี้ เพราะประวัติศาสตร์บอกว่าถึงเวลากองทัพจะดีดตัวเองออกจากการเชื่อมโยงกับพรรคนั้นๆ และเชื่อว่ากองทัพไม่ชอบกับการโดนเชื่อมโยงเข้ากับบางพรรค

วันนี้แม้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะไม่ได้เข้าไปเป็นเนื้อเดียวกับพปชร. แต่พล.อ.ประวิตรเข้าไปแล้ว อย่าลืมว่าก่อนหน้านี้พปชร.มีปัญหาโควตาครม.มองแล้วเมื่อ พล.อ.ประวิตรเข้าไปในพรรคเพื่อแก้ปัญหา แต่มองแล้วคงทำได้ยาก”

“วีระศักดิ์และบากบั่น” ตั้งคำถามว่า แบบนี้ พล.อ.ประวิตรเข้าไปค้ำยันพรรคและจะทำอะไรต่อ ส่วน พล.อ.ประยุทธ์จะไปเป็นหัวหน้าพรรคพปชร.หรือไม่

    “สมชาย” กล่าวว่าเชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ไม่เข้าไปในพปชร.เพราะภาพจะชัดว่าเป็นพรรคทหารและตกเป็นเป้า วันนี้พล.อ.ประวิตรจะไปบริหารงูเห่า เพราะตอนนี้งูเห่าโผล่แล้ว พรรคเศรษฐกิจใหม่ที่แสดงตัวล่าสุดและมี 6 ส.ส.นั้น คนที่ประสานพรรคนี้คือ “ส.” ไม่ใช่ พล.อ.ประวิตร

ตอนนี้พรรคเพื่อไทยเริ่มมีความแตกแยกเพราะส.ส.สุรินทร์จำนวน 3 คน ไปต้อนรับ พล.อ.ประยุทธ์ตอนลงพื้นที่และให้สัมภาษณ์ทำนองหนุนรัฐบาลรวมทั้งตำหนิพรรคตัวเอง แบบนี้แสดงว่าเริ่มมีความขัดแย้งในพรรคแล้ว และน่าจะมีงูเห่าเพิ่ม เพราะหลายคนในพปชร.เริ่มประสานพรรคอื่นๆ มาเพิ่มเสียง เพราะตอนนี้มีแล้ว 8 ส.ส.ที่เป็นงูเห่า

    “บากบั่น” สรุปว่า พรรคเพื่อชาติมีความขัดแย้งในพรรคจริง

   “วีระศักดิ์” กล่าวว่า พรรคเศรษฐกิจใหม่ 6 คนน่าจะมาฝั่งรัฐบาลแล้วเพราะบอกว่าเป็นฝ่ายค้านอิสระ ตอนนี้ฝ่ายค้านเหลือแค่ 6 พรรคแล้ว และพรรคเพื่อชาติไปแล้ว 1 คน และกำลังชักชวนคนอื่นๆ ไปด้วย รวมทั้งเร็วๆ นี้จะมีส.ส.จากพรรคอนาคตใหม่มาด้วยหลังการยุบพรรค เพราะพปชร.ต้องการ 270 เสียง

‘แม้ว’ เล่นมั้ย เกม ‘สม รังสี’ เสี่ยงตายกลับเขมร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/385164?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘แม้ว’ เล่นมั้ย เกม ‘สม รังสี’ เสี่ยงตายกลับเขมร

26 สิงหาคม 2562 – 09:00 น.
สมเด็จฮุน เซน,กัมพูชา,การเมือง,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,รายงานพิเศษ,ขุนน้ำหมึก,ทักษิณ,ยิ่งลักษณ์
เปิดอ่าน 18,274 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก 26 ส.ค.62

*****************************

สุดสัปดาห์ที่แล้ว เกิดเหตุพิพาทเล็กน้อยที่ชายแดนลาว-กัมพูชา บริเวณเซลำเพา เมืองมูนละปาโปก แขวงจำปาสัก กับ อ.จอมกระสาน จ.พระวิหาร แต่สื่อออนไลน์ฝั่งเขมรตีข่าวใหญ่โต ปลุกกระแสชาตินิยมด้วยภาพกองทัพกัมพูชาเคลื่อนทัพสู่ชายแดน

ก่อนเหตุการณ์จะบานปลาย “สมเด็จฮุน เซน” นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้โทรศัพท์ถึงท่านทองลุน สีสุลิด นายกรัฐมนตรี สปป.ลาว ยุติข่าวลือเรื่องการสู้รบที่ชายแดน

สมเด็จฮุน เซน

สื่ออิสระในพนมเปญวิจารณ์ว่า เป็นเกมการเมืองของสมเด็จฮุน เซน ที่ต้องการเบี่ยงเบนประเด็น “สม รังสี” ประกาศกร้าวจะเดินทางกลับกัมพูชาในช่วงปลายปีนี้

เล่นเกมแตกหัก

สถานการณ์การเมืองกัมพูชาร้อนแรงทันที เมื่อ “สม รังสี” แถลงการณ์ผ่านแฟนเพจ Sam Rainsy ว่า ตัวเขา และแกนนำพรรคคนอื่นๆ จะเดินทางกลับประเทศกัมพูชา ในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2562 ซึ่งตรงกับวันที่กัมพูชาได้เอกราชจากการปกครองของฝรั่งเศสในปี 2496

9 พ.ย.62 สมรังสี ประกาศกลับเขมร

สม รังสี อดีตผู้นำพรรคกู้ชาติกัมพูชา (CNRP) เดินทางไปอาศัยอยู่ที่ฝรั่งเศส ตั้งแต่ปลายปี 2558 เพื่อเลี่ยงโทษจำคุก 2 ปี จากข้อหาหมิ่นประมาท และการฟ้องร้องคดีความต่างๆ จากรัฐบาลของนายกฯ ฮุนเซน

ปลายปี 2560 ศาลสูงสั่งยุบพรรคซีเอ็นอาร์พี สมาชิกระดับสูงของพรรคคนอื่นๆ ได้หลบหนีออกจากกัมพูชาไปอาศัยในต่างแดน ช่วงที่สมเด็จฮุน เซน ดำเนินการปราบปรามฝ่ายค้าน ซึ่งรวมถึงการจับกุมตัว “เข็ม สกคา” แกนนำพรรคซีเอ็นอาร์พี ในข้อหากบฏแบ่งแยกดินแดน

สม รังสี เดินสายปลุกระดมคนเขมรโพ้นทะเล

เวลานี้ สม รังสี ปลุกสมาชิกพรรคซีเอ็นอาร์พีให้ไปรอรับที่สนามบิน นี่คือโจทย์สำคัญของสมเด็จฮุน เซน จะรับมือกับหมากเกมนี้อย่างไร ?

สมเด็จถอยไม่ได้

สมเด็จ ฮุน เซน ประกาศจะวางมือทางการเมืองในวัย 76 ปี หรืออีก 8 ปีข้างหน้า ถึงวันนั้น พล.อ.ฮุน มาเนต ลูกชายคนโตของเขาจะอายุ 50 ปี ซึ่งพอเหมาะกับการที่จะก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ลำดับที่ 33

พล.อ.ฮุน มาเนต

วันนี้ “พล.อ.ฮุน มาเน็ต” ดำรงตำแหน่งสำคัญๆ ในกองทัพ ไม่ว่าจะเป็นผู้บัญชาการกองทัพบกเสนาธิการทหารผู้บัญชาการกองกำลังต่อต้านการก่อการร้ายสากล และผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์นายกรัฐมนตรี

ฮุน มานิต เป็นผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ และ ฮุน มานี เป็นสมาชิกสภาแห่งชาติ, ประธานคณะกรรมาธิการการศึกษาและเยาวชน และประธานสมาพันธ์เยาวชนแห่งกัมพูชา

สหภาพยุโรป(EU) พยายามกดดันสมเด็จฮุน เซน ให้ปรับปรุงการเมืองให้ดีขึ้น และเปิดโอกาสให้ฝ่ายค้าน ถ้าหากรัฐบาลกัมพูชานิ่งเฉย สิทธิพิเศษทางการค้าย่อมถูกยกเลิก

สมเด็จฮุน เซน ไม่ได้หวั่นไหวต่อการกดดันของอียู เนื่องจากพี่ใหญ่จีนหนุนหลังเต็มที่ และโต้ตอบสม รังสีว่า ได้เตรียม “คุก” ไว้รออดีตผู้นำฝ่ายค้าน

ชะตา “แม้ว-สม รังสี”

สม รังสี ไปใช้ชีวิตอยู่ในต่างแดนกว่า 4 ปี และไม่เคยหยุดการเคลื่อนไหวทางการเมือง เขาเดินทางไปพบชาวกัมพูชาในประเทศต่างๆ อาทิ สหรัฐอเมริกา, แคนาดา, ออสเตรเลีย, เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น

หากเปรียบเทียบกับ “ทักษิณ ชินวัตร” ที่ถูกยึดอำนาจ และร่อนเร่อยู่ในต่างประเทศ ทักษิณเคยกลับไทยครั้งหนึ่ง แต่ต้องก็หนีคุกไปอยู่ดูไบอีกหน เหมือนน้องสาว ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่หนีตามไป

ปี 2552-2553 ทักษิณพยายามเคลื่อนไหวมวลชน กรุยทางให้ได้กลับบ้าน แต่แกนนำ นปช.ก็ทำไม่สำเร็จ

ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ ยังไม่กลับไทย

อย่างไรก็ตาม ทั้งทักษิณเป็นพลเมืองมอนเตเนโกร ส่วนยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้เป็นพลเมืองเซอร์เบียเรียบร้อยแล้ว

วันเกิดปีนี้ “ทักษิณ” โฟนอินไปหากลุ่มแดงยูเอสเอ โดยตอนหนึ่ง อดีตนายกฯ จอมพเนจรบอกว่า “ผมยังเป็นคนไทย ถึงแม้จะโดนยึดพาสปอร์ตก็ตาม ผมยังมีหัวใจเป็นคนไทย ผมยังคิดตลอดว่า ผมจะต้องทำหน้าที่ช่วยประเทศไทยและคนไทย”

ตัวแทนแดงยูเอสเอถามว่า “จะมีโอกาสกลับเมืองไทยไหม” ทักษิณตอบทันที “อันนี้ผมไม่ทราบ ผมต้องจุดธูป”

ผิดกับ สม รังสี มั่นใจในกองหนุนอียู และพลังมวลชน จึงกล้าวัดใจสมเด็จฮุน เซน ตรงข้ามกับทักษิณที่ต้องเก็บรับบทเรียนที่ล้มเหลวในอดีต

ปลายปีนี้ จับตาสถานการณ์การเมืองในเขมร รับรองว่า เลือดเดือดแน่

5รัฐมนตรีพลังประชารัฐงัดข้อ ลุงป้อม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/385163?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

5รัฐมนตรีพลังประชารัฐงัดข้อ ลุงป้อม

26 สิงหาคม 2562 – 08:55 น.
พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,พลอประวิตร วงษ์สุวรรณ,พลังประชารัฐ,กวาดบ้ารกวาดเมือง
เปิดอ่าน 10,850 ครั้ง

คอลัมน์…  กวาดบ้านกวาดเมือง  โดย…  ลมใต้ปีก

เข้าไปเป็นประธานยุทธศาสตร์พรรค ครั้งแรกของ “ลุงป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี พี่ใหญ่แห่งค่ายบูรพาพยัคฆ์ โชว์ความเหนือด้วยการประกาศว่าจะนำพาพรรคพลังประชารัฐชนะเลือกตั้งครั้งหน้าเกินครึ่งสภา หรืออย่างน้อยรักษาฐานเสียงเดิม 116 เสียง ให้ได้อย่างแน่นอน

ลุงป้อม จะเดินเกมในพรรคเพื่อค้ำบัลลังก์นายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้อยู่ครบ 4 ปี จึงต้องลงมาบัญชาการเพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งในพรรคดังที่เคยเกิดมาตั้งแต่ตอนตั้งรัฐบาล ที่ “แย่งชามข้าว” ถึงขนาดไล่กันภายในพรรค

ลุงป้อมได้แสดงความเป็นผู้นำพรรคในการประชุมนัดแรก ขอให้ 5 รัฐมนตรีของพรรคที่เป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ ไปคิดทบทวนเรื่องลาออกจาก ส.ส.บัญชีรายชื่อ เพื่อเลื่อนลำดับผู้สมัครบัญชีรายชื่อขึ้นมาแทน อันจะทำให้การทำงานในสภามีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่มีองค์ประชุมล่มหรือแพ้โหวตฝ่ายค้านดังที่ผ่านมา 3 ครั้ง

5 รัฐมนตรีที่เป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ ได้แก่ ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ, สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม, สมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม, พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง

4 รัฐมนตรี นิ่งเงียบตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา หวังว่าจะใช้ “ความสงบสยบความเคลื่อนไหว” โดยไม่ “ลาออกจาก ส.ส.” ขณะที่ สมศักดิ์ เทพสุทิน ออกมาสวนคำบัญชาลุงป้อม อ้างว่า การเป็นรัฐมนตรีควบ ส.ส.จะทำงานได้มากกว่า โดยเหตุผลการประสานในงานในสภา ความชอบธรรม เป็นสิ่งที่แต่ละคนยกมาอ้างเพื่อประโยชน์ของตัวเอง แต่ถ้าย้อนไปดูข้อตกลงภายในพรรคพลังประชารัฐที่รู้กันทั้งพรรคว่าก่อนการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี บรรดา ส.ส.บัญชีรายชื่อที่เป็นตัวเก็งรัฐมนตรี ต่างบอกว่าถ้าเป็นรัฐมนตรี จะลาออกจาก ส.ส.บัญชีรายชื่อเพื่อเลื่อนลำดับคนถัดๆ ไปให้ขึ้นมาเป็น ส.ส. เพื่อประสิทธิภาพการทำงานสภาในสถานการณ์รัฐบาล “เสียงปริ่มน้ำ” 

ขณะที่รัฐมนตรีพรรคร่วมรัฐบาลอื่นที่ไม่ใช่หัวหน้าและเลขาธิการพรรคทยอยลาออกจาก ส.ส.บัญชีรายชื่อเพื่อเลื่อนลำดับคนถัดๆ ไปขึ้นมาทำหน้าที่ ส.ส.แทน เนื่องจากภารกิจการเป็นรัฐมนตรีต้องอยู่ฝ่ายบริหาร อาจจะทำให้ประสิทธิภาพการทำงานสภาลดลง จึงต้องหลีกทางให้ผู้อยู่ในบัญชีรายชื่อคนถัดไปขึ้นมาแทน

แม้แต่ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกรัฐบาล พรรคพลังประชารัฐ ก็ยังแสดงสปิริตลาออกจาก ส.ส.บัญชีรายชื่อ เพื่อมาทำหน้าที่โฆษกรัฐบาล แม้เงินเดือนจะน้อยกว่า ส.ส.ก็ตาม แต่ 5 รัฐมนตรีชายอกสามศอกของพรรคพลังประชารัฐยังหา “สปิริต” ไม่เจอ และเหตุผลเดียวที่พร้อมใจเฉยชาสวนคำบัญชาลุงป้อม เพราะกลัว “ตีนลอย”

ในรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำความเป็น ส.ส. แม้จะ 1 หรือ 2 เสียง ก็เป็นเสียงที่มีค่า รัฐมนตรีทั้ง 5 จึงเก็บสถานะไว้กับตัว เพื่ออำนาจต่อรองหากมีการ “ปรับคณะรัฐมนตรี” เกิดขึ้น ป้องกันการถูกปรับออกหรือปรับไปอยู่ตำแหน่งหรือศักดิ์ศรี “ต่ำลง” 

ชีวิตทางการเมืองของนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องขึ้นอยู่กับคนพวกนี้ เพราะมีเสียงอันมีคุณค่าต่อการอยู่หรือไปของนายกรัฐมนตรี และรัฐบาลอยู่ในมือเขา

          การปฏิเสธ “คำบัญชา” ของลุงป้อม สะท้อนให้เห็นอย่างหนึ่งที่ลุงป้อม และบรรดา เสธ.รอบตัวลุงป้อมต้องไปคิดใหม่แล้วว่า “การเมืองไม่ง่าย” จะสั่ง “ซ้ายหัน-ขวาหัน” เหมือนทหาร-ตำรวจ ไม่ได้ เพราะต่างคนต่างคิดว่า “เท่ากัน” ไม่มีใครกลัวใคร !

พระราชกระแสรับสั่ง’ภัยแล้ง’ ประชาชนเดือดร้อน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/385162?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

พระราชกระแสรับสั่ง’ภัยแล้ง’ ประชาชนเดือดร้อน

26 สิงหาคม 2562 – 08:23 น.
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว,ภัยแล้ง,อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน
เปิดอ่าน 1,626 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงห่วงใยประชาชน โดยทุกอย่างอยู่ในพระเนตรพระกรรณ์ใกล้ชิด จึงเป็นหน้าที่ของทุกคนจะต้องช่วยกัน

ล่าสุดมีพระราชกระแสรับสั่งให้บรรเทาความเดือดร้อน ‘ภัยแล้ง’ ที่เกิดแก่ประชาชนของพระองค์ โดยให้คณะองคมนตรีร่วมกับรัฐบาลแก้ปัญหาเรื่องภัยแล้ง

‘อ๊อด เทอร์โบ’ เฝ้าติดตามด้วยความสนใจและคิดว่าต่อไปนี้ทุกอย่างเริ่มดีขึ้นอย่างแน่นอนหากได้ทำงานและติดตามผลกันอย่างจริงจัง

คณะองคมนตรี ประกอบด้วย นายพลากร สุวรรณรัฐ, พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ, พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา, นายจรัลธาดา กรรณสูต, พล.อ.กัมปนาท รุดดิษฐ์, นายอำพล กิตติอำพน, พล.ร.อ.พงษ์เทพ หนูเทพ, พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท และ พล.อ.อ.จอม รุ่งสว่าง

ร่วมกับรัฐมนตรีที่มี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ส่วนรัฐมนตรีอีกหลายกระทรวงเดินหน้าปฏิบัติการเรื่องนี้อย่างเข้มข้น

ไม่มีคณะทำงานที่ใหญ่กว่านี้ปฏิบัติการสู้ ‘ภัยแล้ง’ ถึงขนาดนี้-ขอให้ติดตามผลงาน
อ๊อด เทอร์โบ


 ขอโทษประชาชนแล้วจบ?
 กรณีส.ส.กร่างที่ภูเก็ต

ผมเป็นราษฎรเต็มขั้นรู้สึกว่าบ้านเมืองประเทศชาติตอนนี้ต้องมีการแตะเบรกให้ช้าลงเสียบ้างเพราะเกิดเรื่องราวใหญ่โต โดยเฉพาะกรณีของ ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ มีปากเสียงกับตำรวจที่ สภ.กะรน จ.ภูเก็ต จน ส.ส.ท่านนี้โดนถล่มในโลกออนไลน์อย่างรุนแรง จนต้องเขียนจดหมายฉบับนี้มา

ทีแรกผมได้ดูคลิปนี้แล้วบอกได้เพียงว่า ส.ส.พรรครัฐบาลนั้นแบนเป็นกล้วยปิ้งแน่นอนเพราะไปกร่างใส่ตำรวจจนพูดไม่ออก-บอกไม่ถูก

ต่อมาเรื่องค่อยเบาลงเพราะส.ส.ผู้ทรงเกียรติได้กล่าวขอโทษแถมยืนยันว่าทำไปเพื่อประเทศชาติและรักษาผลประโยชน์ของชาวภูเก็ต เรียกว่าไปแบบตัวใครตัวมัน เพราะชักรู้ว่าบรรดาผู้ใหญ่ของพรรคตัดหางปล่อยวัดบอกว่าเป็นเรื่องส่วนตัว

ผมไม่ออกไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องคอนโดที่ภูเก็ตเพราะทาง ‘ดีเอสไอ’ รับคดีนี้เป็นคดีพิเศษไปเรียบร้อยแล้ว ท่ามกลางความสงสัยของประชาชนว่าแล้วเรื่องจะจบลงอย่างไร

แต่เวลานี้รัฐบาลก็มีเรื่องปวดหัวมากพอแล้ว ในหลายกรณีทั้งการทำลายสัตว์, ภัยแล้ง จนฝ่ายค้านรอซักฟอก แล้วยังมี ส.ส.ทำตัวแบบนี้อีก

บางที ส.ส.ผู้นี้ได้ออกมาขอโทษสังคมไทยแล้ว แต่เรื่องคงไม่จบลงง่ายๆ เพราะเดี๋ยวนี้คนไทยไม่ลืมง่ายเหมือนแต่ก่อน

กรรมใดใครก่อก็ต้องรับกรรมไปอย่างนั้นหรือไม่-ใครช่วยตอบที
ธงชัย (บางซื่อ)


เรียนคุณ ‘ธงชัย’ บางซื่อ
จดหมายของคุณแสดงให้เห็นว่านอกจากสื่อออนไลน์แล้วยังมีชาวบ้านธรรมดาๆ สนใจเรื่องนี้มาก และเป็นหน้าที่ของผมจะต้องกระตุกขาบรรดา ส.ส.ทุกคนว่าอย่าไปใช้อำนาจหน้าที่ ไปทำกร่างกับตำรวจหรือข้าราชการประจำที่จำใจต้องปฏิบัติตาม

เวลานี้ภาพลักษณ์ของส.ส.บางคนสร้างความเสื่อมศรัทธาในกรณีต่างๆ ทั้งเป็นเรื่องเล็ก-เรื่องใหญ่เต็มไปหมดตั้งแต่การแต่งตัวไม่ถูกกาลเทศะ, การพูดที่ไม่เข้าหูคน หรือกิริยามารยาทที่ไม่เรียบร้อย

กรณีของส.ส.ผู้นี้ผมขออนุญาตไม่ออกความเห็นเรื่องมันจะยาวจบลงยาก แต่มีชาวภูเก็ตจำนวนมากแห่กันไปมอบช่อดอกไม้และพูดจาให้กำลังใจตำรวจ สภ.กะรน คงบอกถึงความรู้สึกได้ดี

ผมขออ้างคำพูดของส.ส.พรรคฝ่ายค้านท่านหนึ่งบอกว่าเสพติดอำนาจนิยม ซึ่งพฤติกรรมเช่นนี้เป็นเรื่องจริงและทำให้ผู้คนเบื่อหน่ายส.ส.ไปหมด

มีโพลล์ราว 98% บอกฟันธงตรงประเด็นเลยว่าไม่ชอบใจส.ส.กร่าง ทำลายความรู้สึกดีๆ หมดไป-จริงหรือไม่ โปรดพิจารณา
อ๊อด เทอร์โบ

ภัยสิ่งเสพติดจำแลง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/385156?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ภัยสิ่งเสพติดจำแลง

26 สิงหาคม 2562 – 07:07 น.
บุหรี่ไฟฟ้า,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 1,817 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันจันทร์ที่ 26 สิงหาคม 2562

 กลายเป็นประเด็นร้อนขึ้นมาอีกครั้งเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า ที่มีความพยายามจากบางฝ่ายสนับสนุนให้มีการแก้ไขกฎหมายปลดล็อกจากสินค้าควบคุมให้สามารถนำเข้าได้ โดยอ้างบทความงานวิจัยในต่างประเทศที่ระบุว่าไม่อันตราย แถมเป็นประโยชน์ต่อคนต้องการเลิกบุหรี่ด้วยซ้ำ และหากบุหรี่ไฟฟ้าเข้าสู่ระบบอย่างถูกต้องรัฐบาลจะได้เข้ามาดูแลได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งเรื่องความปลอดภัยและการเรียกเก็บภาษีที่จะช่วยเพิ่มรายได้รัฐอีกทางหนึ่ง ในขณะที่ข้อมูลอีกด้านหนึ่งซึ่งอ้างงานวิจัยจากทั้งในและต่างประเทศ กลับพบว่าบุหรี่ไฟฟ้ามีสารนิโคติน ก่อให้เกิดการเสพติดเหมือนบุหรี่ นิโคตินมีคุณสมบัติที่ก่อให้เกิดการเสพติดสูงกว่าเฮโรอีน แอลกอฮอล์ และกัญชา ซึ่งในอุตสาหกรรมยาสูบทราบดีตั้งแต่ปี 2493 ว่าสารดังกล่าวก่อให้เกิดการเสพติดและสามารถควบคุมปริมาณที่ก่อให้เกิดความพึงพอใจกับผู้เสพได้

ภายใต้บริบทกฎหมายของประเทศไทย บุหรี่ไฟฟ้าถือเป็นสิ่งผิดกฎหมาย เนื่องจากมีกฎหมายควบคุมอย่างเด็ดขาด เริ่มตั้งแต่การห้ามนำเข้า ตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่องกำหนดให้บารากู่ และบารากู่ไฟฟ้าหรือบุหรี่ไฟฟ้าเป็นสินค้าต้องห้ามในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ. 2557 ซึ่งผู้ที่ฝ่าฝืนต้องรับโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี ปรับเป็นเงิน 5 เท่าของสินค้าหรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากนี้บุหรี่ไฟฟ้ายังเป็นสินค้าที่ห้ามขาย หรือให้บริการ ตามคำสั่งคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ที่ 9/2558 ซึ่งกำหนดโทษสำหรับผู้ประกอบธุรกิจทั่วไป ให้จำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากผู้ที่กระทำผิดเป็นผู้ประกอบธุรกิจในฐานะผู้ผลิต ผู้สั่ง หรือผู้ที่นำเข้ามาเพื่อขาย ต้องรับโทษเพิ่มสูงขึ้นเป็นจำคุกไม่เกิน 10 ปี ปรับไม่เกิน 1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

บุหรี่ไฟฟ้ายังคงเป็นปัญหาถกเถียงกันในประเทศไทยทั้งกรณีที่เป็นสินค้าต้องห้ามในการนำเข้าจำหน่ายและให้บริการ แต่ก็ยังมีผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าในประเทศมากกว่า 300,000 ราย ขณะเดียวกันหลักฐานทางวิชาการที่เกี่ยวกับความปลอดภัยของบุหรี่ไฟฟ้าก็ยังคงไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนว่าแท้จริงแล้วบุหรี่ไฟฟ้าอันตรายหรือปลอดภัย แต่ในหลักการของการเลิกบุหรี่จำเป็นต้องลดระดับการรับสารนิโคตินเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งสารดังกล่าวเมื่อเข้าสู่ร่างกายจะส่งผลเสียต่อสมองและหัวใจ จึงต้องค่อยๆ ลดปริมาณนิโคตินลงและเลิกรับเข้าสู่ร่างกาย จึงมีการแสดงความเป็นห่วงว่าหากผู้สูบไม่สามารถเลิกบุหรี่ได้ภายใน 1 ปี ก็จะเป็นเหยื่อของอุตสาหกรรมยาสูบ และจะเป็นโอกาสสำหรับอุตสาหกรรมยาสูบในการส่งเสริมผลิตภัณฑ์ที่อ้างว่าเป็นอันตรายน้อยกว่า เหตุผลของความย้อนแย้งดังกล่าวนำไปสู่คำถามสำคัญของประเทศว่าบุหรี่ไฟฟ้าควรเป็นมาตรการทางเลือกสำหรับการเลิกบุหรี่ของประเทศไทยหรือไม่

รัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ยืนยันชัดเจนจะไม่มีการทบทวนนโยบายบุหรี่ไฟฟ้าเป็นสินค้าควบคุม ซึ่งมีบางคนอยากให้นำสินค้าผิดกฎหมายในตลาดมืดเหล่านี้ซึ่งมีมูลค่ามหาศาลมาทำให้ถูกกฎหมาย บางครั้งเรามองแค่รายได้ที่จะได้จากภาษีอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมองถึงสุขภาพด้วย ที่ผ่านมาเราเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลผู้ป่วยด้วยโรคถุงลมโป่งพองจำนวนมาก หรือหลายโรคที่เรียกว่าโรคไม่ติดต่อ แต่เป็นโรคที่ทรมาน อย่างยิ่งทั้งคนที่เป็นเหยื่อและคนที่ต้องดูแล เมื่อบุหรี่ไฟฟ้าเป็นสิ่งผิดกฎหมายในบ้านเมืองเรา จึงเป็นเรื่องที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนรวมทั้งภาคประชาสังคมต้องร่วมกันรณรงค์ชี้แจงให้ชัดเจนว่าบุหรี่ไฟฟ้านำมาซึ่งอันตรายส่งผลกระทบต่อสุขภาพผู้สูบรวมทั้งเด็กและเยาวชน ที่สำคัญต้องเข้มงวดในการใช้กฎหมายต่อผู้กระทำผิดอย่างจริงจังด้วย

ส่องทรัพย์ค่ายสีส้ม รวยจริง จนจริง ชนชั้นใด? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/384944?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ส่องทรัพย์ค่ายสีส้ม รวยจริง จนจริง ชนชั้นใด?

24 สิงหาคม 2562 – 10:29 น.
พรรคอนาคตใหม่,เปิดบัญชีทรัพย์สิน,ปปช,โรม รังสิมันต์,เจาะประเด็นร้อน,พิษณุ พลธี
เปิดอ่าน 26,315 ครั้ง

รายงานพิเศษ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันที่ 24-25 ส.ค.62

อีกบทเรียนที่ส.ส.หน้าใหม่ ต่อให้รู้ตัวว่าต้องเจอ แต่เชื่อเหอะ “ยังไม่ชิน” กับการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) กรณีเข้ารับตำแหน่ง โดยสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ล่าสุดนี้

ถามส.ส.รุ่นเก๋า บอกเลยเฉยมาก พร้อมทุกครั้งที่ต้องการ แต่ถ้าถามหน้าใหม่มันคนละฟีล เพราะที่รวยอยู่แล้วอาจจะไม่เท่าไหร่ ที่รวยจริงแต่ฟอร์มจนก็ยังไม่สุด

แต่ที่จนจริง เจ็บจริง นี่มันเขิน! ทุกวันนี้แม้จะมีเงินเดือน ส.ส. แต่ครั้นจะไปงานชาวบ้านบ่อยถี่โดยไม่ได้รับเชิญอย่าง ส.ส.สาวโพธาราม ก็คงไม่ไหว

โดยเฉพาะที่หลายคนจับตารอดูคือบรรดาส.ส.หน้าใหม่ พรรคใหม่ อย่าง พรรคสีส้ม ตอนนี้มีตัวเลขออกมา บางคนถึงกับทำเอาคนไทยอมยิ้ม

พอมีพอกิน

ส.ส.อนาคตใหม่ วันนี้มีตัวเลขน่าสนใจอยู่หลายราย คือเท่าที่อัพเดทที่วันศุกร์ที่ 23 สิงหาคม ยังไม่มีใครถูกจัดกลุ่มรวยไม่ว่าจะทั้งหลักพันล้าน ร้อยล้าน หรือสิบล้าน

ดูกันที่ส.ส.บัญชีรายชื่อ ปรากฏว่าพรรคอนาคตใหม่มีทั้งหมด 50 ที่นั่ง แต่ยื่นแสดงถึง 42 ราย ส่วนส.ส.เขต มีทั้งหมด 28 ยื่นไปแล้ว ราย นี่คือข้อมูลช่วงวันศุกร์ที่ 23 สิงหาคม ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับต้นๆ อย่าง วรรณวิภา ไม้สน ชาว จ.อุตรดิตถ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 3  มีรายได้ 1,362,720 บาท รายจ่าย 3.2 ล้านบาทเศษ รวมทรัพย์สินทั้งหมด 505,680 บาท หนี้สินอีก 304,513 บาท ในรายการมีโฉนดที่ดิน จ.อุตรดิตถ์ มูลค่า 6 แสนกว่าบาท

พล.ท.พงศกร รอดชมภู

ส่วน พล.ท.พงศกร รอดชมภู หรือ “เสธ.โหน่ง” รองหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ บัญชีรายชื่อลำดับที่ 6 มีรายได้ 2.3 ล้านบาท รายจ่าย 1.5 ล้านบาทเศษ รวมทรัพย์สินทั้งหมด 8.6 ล้านบาท แต่มีหนี้สินอีก 21 ล้านบาท แถมยังมีนาฬิกาที่ได้มาก่อนรับตำแหน่ง 3 เรือนรวมมูลค่า 2 แสนกว่าบาท

หรือ สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ บัญชีรายชื่อลำดับที่ 8 ผู้นี้เคยเป็นอาจารย์ที่เอไอที มีรายได้ 3.5 ล้านบาท รายจ่าย 2.8 ล้านบาทเศษ รวมทรัพย์สินทั้งหมด 41 ล้านบาทเศษ มีหนี้สิน 9 แสนบาทเศษ

ศรีนวล บุญลือ

อย่าง ศรีนวล บุญลือ สาวเจียงใหม่ ที่เข้าป้ายเป็นส.ส.เขตคนสุดท้ายของพรรค ได้แสดงรายการทรัพย์สินรวม 7.27 แสนบาท โดยเธอแจ้งว่ามีสิ่งปลูกสร้าง แสนบาท ยานพาหนะเป็นรถยนต์ และจักรยานยนต์จำนวน คัน รวมมูลค่า 4.5 แสนบาท ขณะเดียวกันมีหนี้สินเป็นเงินกู้จากสถาบันการเงิน แสนกว่าบาท

และอื่นๆ อีกมากมาย ไปหาดูได้ในเว็บไซต์ของป.ป.ช. แต่ที่แน่ๆ หลายคนไปได้ไม่ลำบากนัก

วัยรุ่นสร้างตัว?

แต่ที่เป็นข่าวฮือฮาเห็นจะหนีไม้พ้นเซเลบของพรรคสีส้ม อย่าง รังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 16 และเป็นแกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง

ที่เม้าท์กันคงไม่ใช่เพราะมีรายได้ 1.3 ล้านบาทเศษ รายจ่ายทุกอย่าง 7 แสนบาทเศษ รวมทรัพย์สิน 222,623 บาท

แต่ตรงที่มีหนี้สิน 202,360 บาท เข้าข่ายเกือบติดลบ โดยเฉพาะมีหนี้สินเป็นเงินกองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) รวม 196,309 บาท นี่แหละที่ทำเอาสื่อพากันตีข่าวกระจาย โรมกลายเป็นส.ส.รวยแค่สองหมื่นบาท!!

เพราะตามข่าวระบุว่า รังสิมันต์ โรม มีรายได้ทางเดียวจากค่าตอบแทนส.ส. รวม 1.36 ล้านบาท แต่มีค่าใช้จ่ายจากการอุปโภคบริโภค แสนบาท ค่าเช่าที่อยู่ 9.6 หมื่นบาท ค่าท่องเที่ยว 200,000 บาท ส่วนเงินกู้ยืม กยศ. เขาระบุว่ายอดจ่ายรวมทุกปีถึงปัจจุบัน 14,165 บาท!! โดยกู้ยืมมาตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2554 รวมค่าใช้จ่าย 710,165 บาท!!

โรม ระบุในรายการทรัพย์สินว่ามีเงินสด 2 หมื่นบาท เงินฝากในบัญชีธนาคาร แสนกว่าบาท และทำประกันชีวิตไว้ แสนบาท เมื่อหักกลบหนี้รวมมีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 20,263.4 บาทเท่านั้น

สำหรับตัวใหญ่แถวหน้าอย่าง ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจปิยบุตร แสงกนกกุลพรรณิการ์ วานิช หรือ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และหลายคนที่ยังอุบเงียบไม่แจ้งบัญชีทรัพย์สิน คนไทยรอดูใจจะขาด

งานนี้สาวช่อแจงว่า ขอขยายเวลาการยื่นบัญชีไป 30 วัน ซึ่งทำได้ตามกฎหมาย แต่ก็ยังมีส.ส.อีกกว่า 70 คนที่ขอขยายเวลา ซึ่งจะสิ้นสุด 23 สิงหาคมนี้ เวลา 16.00 น. เราทุกคนยื่นตามเวลา และป.ป.ช.จะเปิดเผยบัญชีตามปกติ

บ้านแม่ รถเพื่อน

สำหรับ ส.ส.คนสุดท้าย ถึงจะไม่ได้สังกัดสีส้ม แต่ก็อดไฮไลท์ไม่ได้ เขาคือผู้ที่ข่าวรายงานว่ามีทรัพย์สินน้อยที่สุดคือ พิษณุ พลธี ส.ส.ปทุมธานี พรรคภูมิใจไทย อายุ 38 ปี

มีทรัพย์สินทั้งสิ้น 5,064 บาท เป็นเงินฝากธนาคาร ทั้งนี้ พิษณุ แจ้งว่าก่อนหน้านี้มีรายได้ประจำเป็นเงินเดือนจาก อบจ. 1 เดือน จำนวน 14,000 บาท

ส่วนเงินเดือนส.ส.ระหว่างวันที่ 25 พฤษภาคม-ธันวาคม 2562 รวมจำนวน 829,700 บาท มีรายจ่ายประจำ ประกอบด้วยรายจ่ายส่วนตัว 600,000 บาท ค่าอุปการะมารดา 180,000 บาท รวมรายจ่าย 780,000 บาท

นายพิษณุ แจ้งว่า อาศัยอยู่บ้านของมารดาย่านคลองหลวง จ.ปทุมธานี ส่วนยานพาหนะที่ใช้คือรถยนต์จากบุคคลหนึ่งซึ่งมีความสัมพันธ์เป็นเพื่อน

เห็นหุ่นไม่เสี่ยแบบนี้ ถึงที่ไม่มีสักแปลง แถมยังใช้ “บ้านแม่ รถเพื่อน” แต่สุดเจ๋งคือไม่มีหนี้สักบาทนะจะบอกให้

หลังจากนี้มาติดตามกันว่าใครจะรวยขึ้นจนลงอีกเท่าไหร่ เพราะตัวเลขก่อนและหลังทำการเมืองคนไทยรู้ดีว่ามันไม่เคยหยุดอยู่กับที่ เห็นกันมาแล้วหลายสมัย

ที่ผ่านมาเคยมีคนที่แจ้งบัญชีเท็จ โดนเช็กบิลไปหลายรายด้วยซ้ำไป

ศึกในปะทุ สะตอ ‘สามมิตร’ งัดด้ามขวานไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/384934?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ศึกในปะทุ สะตอ ‘สามมิตร’ งัดด้ามขวานไทย

24 สิงหาคม 2562 – 09:00 น.
สิระ เจนจาคะ,วันชัย ปริญญาศิริ,ศาตรา ศรีปาน,กลุ่มสามมิตร,กลุ่มสามมืตรใต้,ภาคใต้,ด้ามขวาน
เปิดอ่าน 6,160 ครั้ง

รายงานพิเศษ หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 24-25 ส.ค. 62

*******************

กรณี “สิระเอฟเฟกต์” ไม่ได้ส่งผลด้านลบให้แก่พลังประชารัฐทั้งพรรค หากแต่ยังสะท้อนการแบ่งก๊กแบ่งเหล่าภายในพรรค แถม “กลุ่มด้ามขวานไทย” ก็ออกอาการไม่เอกภาพ

ก่อนเดินทางไปภูเก็ต “สิระ เจนจาคะ“ พยายามชงประเด็น ”ภูเก็ตก็มีป่าแหว่ง” และนัดหมายสื่อมวลชนกลุ่มหนึ่งบินไปทวงคืนป่าให้แผ่นดิน

18 สิงหาคม 2562 สิระและทีมงาน ตั้งเวทีทวงคืนผืนป่ากะรน ที่ด้านหน้าโครงการคอนโดมิเนียมเจ้าปัญหา ต.กะรน อ.เมือง จ.ภูเก็ต ท่ามกลางสื่อมวลชนท้องถิ่นและส่วนกลางเกือบ 50 คน

สิระ ส.ส.กรุงเทพฯ ล่องใต้เที่ยวนี้ก็มี ส.ส.ภูเก็ต พรรคเดียวกันมาร่วมทวงคืนผืนป่า 1 คนคือ “สุทา ประทีป ณ ถลาง” ส.ส.ภูเก็ต เขต 1 พร้อมกับ 3 ส.ส.สงขลา ได้แก่ “ศาสตรา ศรีปาน”, “พยม พรหมเพชร” และ “ร.ต.อ.อรุณ สวัสดี” นอกจากนี้ ยังมี สฤษฎ์พงษ์ เกี่ยวข้อง ส.ส.กระบี่ พรรคภูมิใจไทย เดินทางมาร่วมสังเกตการณ์ด้วย

3 ส.ส. สงขลา กลุ่มสามมิตร

ไฮไลท์ของข่าววันนั้นประเด็นป่าแหว่งภูเก็ตถูกกลบด้วยคลิปวิวาทะ “สิระ” กับ พ.ต.ท.ประเทือง ผลมานะ รองผู้กำกับการ สภ.กะรน

19 สิงหาคม 2562 สิระเข้าพบ ภัคพงศ์ ทวิพัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เพื่อยื่นหนังสือต่อศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดภูเก็ต เกี่ยวกับโครงการคอนโดหรูที่กะรน ปรากฏว่ามีเพียง ส.ส.สงขลา 3 คนเท่านั้น ที่ร่วมคณะเข้าพบผู้ว่าฯ แต่สุทาไม่ได้ร่วมขบวนไปด้วย

ด้ามขวานไทยไม่หนุน

20 สิงหาคม 2562 ที่พรรคพลังประชารัฐ นัทธี ถิ่นสาคู” ส.ส.ภูเก็ต เขต 2 พร้อมด้วย “นิพันธ์ ศิริธร” ส.ส.ตรัง กล่าวในฐานะเจ้าของพื้นที่ยืนยันว่า สิระไม่ได้ประสานมาว่าจะลงพื้นที่ซึ่งตัวเขาเองและพี่น้องชาวภูเก็ตรู้สึกเสียใจในสิ่งที่เกิดขึ้น

เลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา พรรคพลังประชารัฐยึด 2 ที่นั่งของภูเก็ตได้ โดย ส.ส.เขต 1 คือ สุทา ประทีป ณ ถลาง ขวัญใจชาวประมงพื้นบ้านที่ต่อสู้เพื่อปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจากกลุ่มนายทุน

ส่วนเขต 2 นัทธี ถิ่นสาคู อดีตประธานสหกรณ์ออมทรัพย์ครูภูเก็ต ซึ่งเป็นส.ส.ในเขตที่มีปัญหาป่าแหว่งภูเก็ต หรือคอนโดมิเนียมหรูรุกป่า

ว่ากันว่า ส.ส.ภูเก็ต 2 คน และส.ส.ตรัง พรรคพลังประชารัฐนัั้น อยู่ในกลุ่มด้ามขวานไทย ที่มี ทวี สุระบาล เป็นหัวเรี่ยวหัวแรง โดย สุทา ส.ส.ภูเก็ต เขต 1 ไปร่วมปราศรัยจริงแต่เมื่อเหตุการณ์บานปลาย สุทาก็หายไปจากกลุ่มสิระ

สงขลา”ขอยืนเคียงข้าง

“ผู้การชาติ” พ.อ.สุชาติ จันทรโชติกุล ในฐานะหัวหน้ากลุ่ม ส.ส.ภาคใต้ ยอมรับว่ามีส.ส.ใต้ 3 คน ได้แยกจากกลุ่ม ส.ส.ภาคใต้ไปสังกัดกลุ่มสามมิตร ได้แก่ ศาสตรา ศรีปาน ส.ส.สงขลา เขต 1, พยม พรหมเพชร ส.ส.สงขลา เขต 2 และอาดิลัน อาลีอิสเฮาะ ยะลา เขต 1

สุริยะกับกลุ่มสามมิตรใต้ วันชัย ปริญศิริ และ ศาสตรา ศรีปาน

ส่วน วันชัย ปริญญาศิริ ส.ส.สงขลา เขต 3 และร.ต.อ.อรุณ สวัสดี ส.ส.สงขลา เขต 4 ยังไม่มีท่าทีชัดเจน

อย่างไรก็ตาม ศาสตรา ศรีปาน ได้โพสต์เฟซบุ๊กยืนยันว่า ส.ส.สงขลา 4 คน ยืนเคียงข้างสิระ เจนจาคะ และย่อมหมายถึงการแสดงตัวว่าสังกัดกลุ่มสามมิตรด้วย

ศาสตรา ศรีปาน

สรุปว่า ส.ส.ภาคใต้ พลังประชารัฐ 13 คน แยกออกเป็น 2 ปีกคือ กลุ่มสามมิตร 5 คน และกลุ่มด้ามขวานไทย 8 คน

ดราม่า “สิระ” ซ่อนเกม ซ้อนกล #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/384926?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ดราม่า “สิระ” ซ่อนเกม ซ้อนกล

24 สิงหาคม 2562 – 08:42 น.
สิระ เจนจาคะ,พรรคพลังประชารัฐ,เจาะประเด็นร้อน,สส,สสกร่าง,พุทธอิสระ,บ้านทรงไทย,ภูเก็ต,สศหลักสี่,ดราม่า สิระ ซ่อนเกม ซ้อนกล
เปิดอ่าน 13,254 ครั้ง

รายงานพิเศษจากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 24-25 ส.ค. 62

***********************

คนชื่อ “สิระ” ไม่ใช่เพิ่งเสียงดัง สมัยเป็น “สปช.สายหลวงปู่” ก็ห้าวเป้ง พลันที่ขยับจับมือ “ส.สมศักดิ์-ส.สุริยะ” รับบทหัวหมู่ทะลวงฟัน จนมั่นใจ จึงทะยานฟ้าข้ามถิ่นถึงฝั่งอันดามัน

คนจะใหญ่ ถ้าจะหนาว และฉาว ก็ต้องทน แต่ถ้าทนแล้วได้ดี…ก็คุ้ม!!

วันนี้ สิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ แม้กำลังเหน็บหนาวกับเรื่องฉาวๆ ที่เกิดขึ้นในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา กับเกมมหาพลิกล็อก ที่ต้องตกเป็นเป้าโจมตีเสียเองในคลิปดัง กะตะน้อย ต.กะรน อ.เมือง จ.ภูเก็ต

แต่ก็น่าแปลกไม่รู้ทำไมปรากฏว่าคนไทยยิ่งอยากรู้จัก ส.ส.คนนี้มากขึ้นไปอีก โดยเฉพาะกับข่าวแจ้งบัญชีแสดงทรัพย์สินของเขาที่ทำเอาเราๆ ท่านๆ ถึงกับตาลุกวาว

ส่วนท่านส.ส.น่ะหรือ ต่อให้ในใจอยากให้สังคมไฮไลท์ที่บทบาทของเขาเรื่อง “คอนโดภูเก็ต” ยังไง แต่พอพูดถึงความอู้ฟู่ บางทีมันก็น่ากระหยิ่มยิ้มย่องไม่น้อยเหมือนกัน

รู้จักคน (เสียง) ดัง

คงเคยผ่านตามาบ้างที่ สิระ เจนจาคะ เคยเล่าผ่านสื่ออย่างภาคภูมิใจว่า ตนนั้นชีวิตเคยพลิกผัน เร่ร่อน ถึงกับนอนตามป้ายรถเมล์มาแล้ว

ย้อนไปในช่วงชีวิตฉากต้น สิระ เป็นคน อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์ เป็นบุตรคนที่ 9 ในจำนวนพี่น้อง 13 คน ตอนอายุ 15 สิระต้องเลิกเรียนเพราะขาดทุนทรัพย์ จึงจับรถไฟเข้ามาเสี่ยงโชคในเมืองกรุง

คนไม่ยอมย่อมได้ดี สิระทำมาหมดแล้วตั้งแต่ขายก๋วยเตี๋ยว ไปเป็นเซลล์ และแม้แต่เคยเดินแบบก็ทำ แต่อาศัยขยันในหน้าที่เซลล์ขายรถ จนเติบโตมาเป็นผู้นำเข้าเอง ทั้งเบนซ์ วอลโว่ รถยุโรปทั้งหลาย และยังเป็นเจ้าของสำนักงานทนายความไปด้วย

ต่อมาสิระหันเข้าสู่แวดวงมวยไทย ไปเป็นสปอนเซอร์ให้ “วังจั่นน้อย ส.พลังชัย” จนย้ายค่ายมาอยู่ที่ค่ายมวย ส.สิระดา กลายเป็น “วังจั่นน้อย ส.สิระดา” ช่วงนั้นใจป้ำถึงกับแจกวอลโว่แชมป์มวย จนได้ฉายา “เสี่ยวอลโว่” มาครอง

หลายคนเชื่อว่าชีวิตที่ต้องอาศัยใต้สะพานปิ่นเกล้าเป็นที่อาบน้ำ และเก็บขวดพลาสติกขาย ถ้าเป็นตัวจริงคงประสบเพียงไม่นาน

และก็เป็นตามนั้น สิระเป็น “คนเคยรวย” เพียง 2 เดือน ก็เดินหน้าจัดการเรื่องประนอมหนี้ 3 ล้านบาท แล้วหามาคืนภายในเวลาไม่นาน จากกา6รเบนเข็มไปเปิดสำนักงานกฎหมายที่พัทยา แค่ 3 ปี สิระคนเก่าก็คืนชีพ

ที่เน้นคือราวๆ ปี 2545 เจ้าตัวก็ยังหันไปเอาดีธุรกิจบ้านทรงไทย ช่วงเริ่มต้นลองซื้อเศษไม้เก่ามาสร้างเป็นศาลาทรงไทยหลายรูปแบบ

ภาพจากเพจ บริษัท บ้านทรงไทยแจ้งวัฒนะ จำกัด

เป็นอันว่าสิระจับทางถูก กลายเป็นเบอร์ต้นๆ ของวงการบ้านทรงไทย ในนามบริษัท บ้านทรงไทยแจ้งวัฒนะ จำกัด ซึ่งเช่าพื้นที่ของกองพันทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน หรือ ปตอ.เป็นฐานการผลิต

ว่ากันว่าลูกค้าของเขามีทั้งเจ้าของรีสอร์ท เจ้าของสวนยาง ถ้าเป็นข้าราชการลดให้อีก 10% สนนราคาตั้งแต่ 570,000 บาท ถึง 10 ล้านบาทต่อหลัง

ลูกค้าที่ไหนเลยจะเด็ดดวงเท่ากับคนใหญ่จากมวลมหาประชาชน ที่สิระได้ใช้บ้านทรงไทยในอาณาจักรเพื่อเป็นสถานที่รองรับอดีตหลวงปู่พุทธะอิสระแห่งวัดอ้อน้อย จ.นครปฐม ตอนที่ยังห่มผ้าเหลืองเป็นแกนนำกปปส. ช่วงรอยต่อปี 2556-2557 นั่นแหละ

เคยรวย-ยิ่งรวย

ที่จริงคำถามว่าเขาเป็นใครไม่น่าร้อนแรงเท่ากับข่าวใหญ่ที่โผล่มาราวกับถูกวางคิวในช่วงที่หน้าสื่อมีแต่ใบหน้าของเขา กับการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินของส.ส.ไทย โดยสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

อย่างที่รู้ สิระผ่านชีวิตการสอบตกส.ส. เขตหลักสี่ตอนปี 2554 ให้แก่คนพรรคเพื่อไทย พอปี 2557 วนเวียนไปเป็นทนายความให้หลวงปู่พุทธอิสระ จนกระทั่งได้รับให้เสนอชื่อเข้าเป็นสมาชิกสปช. ในนามมูลนิธิธรรมอิสระ วัดอ้อน้อย โดยมีฉายา “สปช.สายหลวงปู่” ก็ห้อยท้ายตามตัวตลอด

ภาพจากเพจ บริษัท บ้านทรงไทยแจ้งวัฒนะ จำกัด

กระทั่งมาสอบติดเป็น ส.ส.เขตหลักสี่ในปีนี้ และมามีชื่อในลิสต์ความรวย-จน ของส.ส. 415 ราย อวดให้ชาวบ้านได้เห็นกันจะจะ!!

ปราฏว่า สิระ เจนจาคะ คนดังที่สุดในยามนี้ยังติดโผเศรษฐีที่คนไทยต้องครางฮือ…อีกด้วย!!

รายงานระบุว่า สิระ มีทรัพย์สินทั้งสิ้น 547,694,338 บาท มีหนี้สินทั้งสิ้น 4,971,601 บาท มีรายได้รวม 1.2 ล้านบาท รายจ่ายรวม 3,735,298 บาท โดยทรัพย์สินส่วนใหญ่เป็นของ วิภาวี คุปติมาลาธร (นามสกุลในปัจจุบัน) คู่สมรส โดยถือครองที่ดินหลายแปลงใน จ.สุพรรณบุรี นนทบุรี ปทุมธานี และย่านทุ่งสองห้อง กทม. มูลค่ารวม 236,955,100

รวมถึงมีโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างมูลค่ารวม 162,270,000 บาท นอกจากนี้ยังพบว่า น.ส.วิภาวี มีทองคำแท่งน้ำหนักรวม 415 บาท มูลค่า 2,280,000 บาท

นอกจากนี้ยังมีนาฬิกาโรเล็กซ์ แหวนทับทิมล้อมเพชร ทองรูปพรรณ พระพุทธรูปเนื้องทองคำ สร้อยข้อมือเพชร กระเป๋าหรู 500,000 บาท ต่างหูเพชร สร้อยคอเพชร รวมมูลค่ากว่า 21.41 ล้านบาท

ไม่ต้องทวนซ้ำว่า ส.ส.เสียงดัง เอ๊ย! คนดังคนนี้ รวยระดับ “ห้าร้อยล้าน” ถึงไม่ตัวท็อปในก๊วนสภาไทยแต่ก็ถือว่าเข้าขั้น “รวยไม่รู้เรื่อง”!

ทุกวันนี้ด้านธุรกิจมวย สิระถ่ายโอนไปให้ ชลสิทธิ์ เจนจาคะ” เป็นเจ้าของค่าย ส.สิระดา ตั้งอยู่เลขที่ 99/519 หมู่ 2 ถนนแจ้งวัฒนะ หลักสี่ กรุงเทพฯ ส่วนธุรกิจสำนักงานกฎหมาย ทุกวันนี้ยังมีอยู่

ส่วนธุรกิจบริษัท บ้านทรงไทยแจ้งวัฒนะ ปัจจุบันโอนไปให้ลูกชายชื่อ ภวินท์ เจนจาคะ” ที่สำเร็จการศึกษาจากประเทศอังกฤษเป็นผู้ดูแลทั้งหมด

โดยบริษัทบ้านทรงไทยแจ้งวัฒนะ จำกัด จดทะเบียนเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2549 ทุน 1 ล้านบาท ช่วงปี 2558 บ้านทรงไทยมีงบการเงินแสดงผลประกอบการธุรกิจปี 2558 แจ้งว่ามีรายได้จากการให้บริการ 7,728,971.97 บาท รวมรายได้อื่น 7,740,969.46 บาท กำไรสุทธิ 364,754.82 บาท

มาถึงวันนี้รายได้ของบ้านทรงไทยไปขนาดไหน ตัวเลขห้าร้อยล้านบาทที่มีอยู่ในพกในห่อ ลองไปคำนวณกันดูเอาเอง!

ดี๊ด๊า…นารีสโมสร รสละมุน กองหนุนรัฐนาวา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/384846?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ดี๊ด๊า…นารีสโมสร รสละมุน กองหนุนรัฐนาวา

24 สิงหาคม 2562 – 00:00 น.
นารีสโมสร
เปิดอ่าน 1,975 ครั้ง

รายงานพิเศษ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก วันที่ 24-25 ส.ค.2562

สำหรับสาว สาว สาว รุ่นโน้น ความรักอาจคือ “ฝันไป” แต่สำหรับรัฐบาลไทยวันนี้ความจริงกำลังสดใสไปด้วยดอกไม้สามสาว

โดยเมื่อล่าสุดข่าวเป็นทางการแล้วว่าจากที่เรามี “อาจารย์แหม่ม” ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เป็นโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีอยู่แล้ว

ล่าสุดที่ประชุม ครม. มีมติแต่งตั้ง ดร.รัชดา ธนาดิเรก จากพรรคประชาธิปัตย์ และไตรศุลี ไตรสรณกุล จากพรรคภูมิใจไทย เป็นรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีอีกสองคน

คนไทยได้เห็นข่าวนี้ก็อดที่จะสนใจใคร่รู้ไม่ได้ เพราะนี่ก็นับเป็นครั้งแรกที่คนไทยทีมโฆษกประจำสำนักนายกฯ เป็นผู้หญิงล้วน ความสดชื่น ครื้นเครง เหมือนจะบรรเลงเพลงอยู่เบาๆ

แถมพอเปิดตัวปั๊บก็เป็นเสือสาวปืนไว เริ่มงานแรกด้วยการจัดรายการ “government weekly” ผ่านเฟซบุ๊กไทยคู่ฟ้าทุกบ่ายวันศุกร์ นัยว่าจะทำการเมืองรูปแบบใหม่ นำเสนอนโยบายภาพรวมของรัฐบาลเชิงรุก เน้นการเข้าถึงของประชาชนในทุกช่องทาง รวมทั้งการตอบคำถามของสื่อมวลชน อย่าให้มีความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคม เปิดตัวไปแล้ววันศุกร์ที่ผ่านมา

ไม่รู้คนรักลุงตู่จะยังคิดถึงคนหน้าเดิมอยู่อีกหรือเปล่า เพราะจากนี้เราจะได้เห็นสามสาวมาจ้อแทน แค่เริ่มก็แซบ งั้นมาทำความรู้จักเธอทั้งสามคนอีกครั้งดีกว่า

     ตัวแม่ท็อปฟอร์ม

ฮือฮากันไปก่อนแล้วตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา สำหรับการแต่งตั้ง “อ.แหม่ม” ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เป็นโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีหญิง

วันนี้ในวัย 46 ทางหนึ่งเธอมาจากส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคพลังประชารัฐ เป็นทั้งกรรมการบริหารพรรค และเลขานุการคณะกรรมการนโยบายพรรค แต่ทางหนึ่ง ดร.แหม่ม ก็ไม่ใช่ม้ามืด โนเนมอะไร แถมยังครบเครื่องด้วยซ้ำ

ถามความรู้ความสามารถก็ระดับ “เอบวก” ปริญญาตรีสถิติศาสตรบัณฑิต (คณิตศาสตร์ประยุกต์) คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ก่อนไปศึกษาต่อจนสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต (คณิตศาสตร์ประยุกต์) มหาวิทยาลัยแห่งรัฐจอร์เจีย สหรัฐอมเริกา และบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต (เศรษฐศาสตร์ประยุกต์) และปริญญาเอกปรัชญาดุษฎีบัณฑิต (การเงิน) จากวิทยาลัยวอร์ตันแห่งมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย

ถามประสบการณ์ก็ระดับ “เก๋า” ด้วยเป็นอาจารย์ที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) อยู่สิบกว่าปี และเป็นปรึกษาด้านการเงินและการบริหารความเสี่ยงทางการเงิน กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง หนึ่งในทีมคิดนโยบายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ต่อเนื่องถึงบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรประชารัฐ) รวมถึงนโยบาย “มารดาประชารัฐ” อีกด้วย

ถามถึงแบ็กอัพก็ระดับ “แน่น” เพราะ ดร.แหม่ม อยู่สาย ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ค่าที่สังกัด “สำนักนิด้า” เป็นศิษย์มาก่อน และยังเคยเป็นผู้ช่วย รมต.คลัง (อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ อดีต รมว.คลัง รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ 1 มาแล้ว)

ถ้าใครเคยเข้าเพจพรรคพลังประชารัฐ คงเห็นเธอในรายการ “อ.แหม่มขอเคลียร์” มาแล้ว บทบาทคือทำหน้าที่ชงนโยบายประชารัฐ-เชือดเฉือนนโยบายคู่แข่งในช่วงหาเสียงเลือกตั้งที่ผ่านมา

ไม่เจ๋งจริงทำไม่ได้นะคะ

++

 ตัวจริงซะที!
มาตามสัญญาที่พรรคสีฟ้าต้องมี วันนี้รองโฆษกรัฐบาลได้ ดร.รัชดา ธนาดิเรก จากพรรคประชาธิปัตย์ ผู้มีดีกรีตรงสเปกมาเสริมทีม ตามโจทย์ว่าต้องละมุนละไม ไม่ห้าว ไม่เปิดวอร์ไปทั่ว

ดร.รัชดา หรือ “ดร.กานต์” จบการศึกษาปริญญาตรี สาขาบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยมหิดล ปริญญาโท 2 สาขาจากสหราชอาณาจักร คือ สาขากลยุทธ์องค์กรและบรรษัทภิบาล มหาวิทยาลัยกลาสโกว์ และสาขาการจัดการบัญชีและการเงินระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยนอตติงแฮม และสำเร็จปริญญาเอกด้านธุรกิจระหว่างประเทศ จากสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (เอไอที)

นับแต่ปี 2541 ดร.กานต์ โลดแล่นในสายวิชาการ เป็นอาจารย์อยู่สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และสอนพิเศษอีกหลายสถาบัน

แต่ทางการเมืองเรียกได้ว่าแซบ เพราะเคยเป็น 1 ใน 50 คณาจารย์มหิดล ลงชื่อคัดค้านการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของทักษิณ ชินวัตร ช่วงปี 2549 จนกระทั่งตัดสินใจลงการเมืองในปีนั้นกับพรรคประชาธิปัตย์

คนนี้เรียกว่าวนเวียนอยู่แถวหน้าๆ ในยุค “ปชป.ผลัดใบ” ของอดีตหัวหน้ามาร์ค อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มาเนิ่นนาน เป็น ส.ส.กทม.มาแล้วถึง 2 สมัย ในยุคที่พื้นที่ กทม.ยังอุดมไปด้วยคนจากพรรคสีฟ้า

คือเลือกตั้งปี 2550 กับ 2554 ครั้งแรก ดร.กานต์ ลงเขต 12 (บางกอกน้อย, ตลิ่งชัน, บางพลัด, ทวีวัฒนา) ได้รับเลือกตั้งรุ่นเดียวกับ องอาจ คล้ามไพบูลย์ และชนินทร์ รุ่งแสง ส่วนปี 2554 อยู่เขตบางพลัด บางกอกน้อย

จะมาสอบตกเอาปีนี้ ที่บางพลัด บางกอกน้อย ที่เดิม โดยเสียเก้าอี้ให้ จักรพันธ์ พรนิมิตร พรรคพลังประชารัฐ แต่รายนี้ก็เคยสมัครพื้นที่นี้ในนามพรรคสีฟ้าตอนปี 2548 แต่พ่ายผู้สมัครค่ายแดง

อย่างไรก็ตามสำหรับ ดร.กานต์แล้ว ถ้าพูดถึงบทบาทการเป็นโฆษกทางการเมือง เผลอๆ อาจจะแน่นกว่าโฆษกใหญ่ด้วยซ้ำ (อุ๊บ!)

คงยังไม่ลืมว่าเมืองไทยเคยมี “รัฐบาลเงา” ในยุครัฐบาลสมัคร สุนทรเวช ตอนนั้นประชาธิปัตย์เป็นพรรคฝ่ายค้านพรรคเดียวในสภา เลยตั้งครม.เงาขึ้นมา และ ดร.รัชดา นี่แหละที่พรรคให้เป็น “รองโฆษกรัฐบาลเงา” หรือเท่ากับทำงานประกบกับรองโฆษกประจำสำนักนายกฯ ตัวจริง พอมาปี 2554 ก็ยังได้ตำแหน่งนี้อีกครั้งในช่วงรัฐบาลของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

เป็นอันว่าในเดือนเกิดสิงหาคมนี้ ดร.กานต์ ได้ฉลองวัย 44 เลขสวย กับบทบาทรองโฆษกรัฐบาล “ตัวจริง” ไม่อิงมโนเสียที ตบมือ!

++

          หน้าใหม่ภูมิใจ(ไทย)เสนอ
มาว่ากันที่คนเล็ก เอ๊ย! รองโฆษกพรรคอีกคน “ไตรศุลี ไตรสรณกุล” หรือ “น้องกวาง” อดีตผู้สมัครรับเลือกตั้งส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 30 ของพรรคภูมิใจไทย

คนนี้แม้จะหน้าใหม่ แต่ต้องนับว่ามาแรง ไม่เช่นนั้นคงไม่เป็นที่ฮือฮา เม้าท์มอยว่าคนใหญ่พรรคภูมิใจไทย ค่ายสีน้ำเงิน ถึงกับลั่นว่ารองโฆษกรัฐบาลในทีมจะไม่มีคนนี้ไม่ได้!

สำหรับดีกรีทางการศึกษานั้น กวางจบการศึกษาจากสาขาการระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หรือสิงห์แดงรุ่น 60 (จบการศึกษาปี 2555) ไม่ขี้ริ้วขี้เหร่แม้แต่น้อย

ประสบการณ์ที่ผ่านมาเป็นรองประธาน YEC หรือ Young Enterpreneur chamber of commerce ศรีสะเกษ ซึ่งเป็นโครงการรวมกลุ่มของนักธุรกิจรุ่นใหม่เพื่อพัฒนาเครือข่ายสมาชิกและธุรกิจของหอการค้าไทย

แต่ทางส่วนตัวนั้น “แน่นกว่า” เพราะเธอเป็นบุตรสาวของ วิชิต ไตรสรณกุล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดศรีสะเกษ ผู้ที่สร้างเครือข่ายการเมืองไว้หลายพรรค ทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทย

ด้วยความเป็นหน้าใหม่ถ้าจะดูโปรไฟล์ที่ต้องไฮไลท์ก็คงเป็นเส้นทางของผู้พ่อ เพราะวิชิตนั้นกว้างขวางในการเมืองท้องถิ่นในพื้นที่กันทรลักษ์ ชายแดน จ.ศรีสะเกษ บ้านเกิด มาแต่สมัยรุ่นเตี่ย “ฮวด ไตรสรณกุล” อดีต ส.จ.ศรีสะเกษ ปี 2518

ที่ผ่านมารุ่นลุงของกวาง หรือ วีระ ไตรสรณกุล ก็เคยเป็น ส.จ.ศรีสะเกษ พอมารุ่นพ่อก็ยังได้รับเลือกเป็นนายก อบจ.ศรีสะเกษ สมัยแรกเมื่อปี 2543 ทำงานแบบดึงตระกูลการเมืองในศรีสะเกษ มาเป็นรองนายก อบจ.

ส่วนลุงอีกคนของกวาง “ธีระ ไตรสรณกุล” ก็เป็น ส.ส.ศรีสะเกษ เขต 5 พรรคเพื่อไทย ยาวนาน 2 สมัย 2554, 2562

เคยมีผู้วิเคราะห์ว่าหากมีการแต่งตั้งกวางเป็นรองโฆษกรัฐบาลจริงก็แปลว่าลูกหลานเตี่ยฮวดสยายปีก “ต่างพรรคแต่พวกเดียวกัน” วันนี้คงกำลังไปทางนั้น

วันที่เธอได้รับประกาศอย่างเป็นทางการ กระจอกข่าวจ่อไมค์ถามให้พูดเป็นภาษาลาว เธอเขินๆ แต่ก็ตอบด้วยรอยยิ้มพิมพ์ใจ (บรรทัดต่อไปให้หลับตานึกภาพสำเนียงศรีสะเกษด้วย)

“พ่อก็บอกว่าที่มาอยู่ทุกวันนี้นี้ได้ก็เพราะชาวศรีสะเกษ ก็ให้ทำงานตอบแทนประชาชนคนศรีสะเกษ ให้ขอบคุณเขา และให้ทำงานให้ดีที่สุด ตอบแทนเขา”

“ถามว่าหนักมั้ย (ตำแหน่งรองโฆษกรัฐบาล) จริงๆ แล้วหนูยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องเจออะไรบ้าง แต่จะหนักหรือไม่ก็ไม่ได้กลัว ก็สู้ไป เรียนรู้ไป เพราะว่ามันเหมือนเป็นแค่ก้าวแรก หนูคงจะไปต่อเรื่อยๆ คงไม่หยุดอยู่แค่นี้”

มาดูกันว่าสามสาวสามสีโทนเย็น เขียว ฟ้า น้ำเงิน จะทำงานเข้าขากันดีขนาดไหน แต่ที่แน่ๆ ขึ้นชื่อว่าผู้หญิงเขาว่าสนิทกันง่าย รักกันไว งานโฆษกของรัฐนาวาลุงตู่น่าจะลื่นไหลไปด้วยดี

ดราม่าหวยเกินราคา..พ่อค้าขาด้วน&แพะกองสลาก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/384785?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ดราม่าหวยเกินราคา..พ่อค้าขาด้วน&แพะกองสลาก

23 สิงหาคม 2562 – 15:10 น.
ขายหวยเกินราคา,กองสลาก,พ่อค้าขาด้วน,แพะกองสลาก,หวยออนไลน์ 12 นักษัตร
เปิดอ่าน 1,788 ครั้ง

หวยงวดกลางเดือนสิงหาคม 2562 แจ็กพอตแตกที่ เชียงใหม่

คนซื้อไม่ถูก คนถูกไม่ได้ซื้อ เพราะเป็นคนขายเอง

วรเชตุ คำพรรณ์ หนุ่มพิการขาด้วนโดนแจ็กพอตคนเดียวเต็มๆ (แบบมึนๆ) ตอนนั่งรถวีลแชร์ขายลอตเตอรี่อยู่ที่หน้าห้างค้าวัสดุก่อสร้างรายใหญ่ใน อ.สารภี จ.เชียงใหม่

   เขาถูกตำรวจท้องที่จับเพราะขายสลากกินแบ่งรัฐบาลเกินราคา!

ปกติ วรเชตุ ออกมาขายลอตเตอรี่ที่นี่เป็นประจำทุกวัน จึงไม่คาดคิดว่าวันนี้จะได้รับเลือกเป็นพ่อค้าหวยตัวอย่างที่จะต้องถูกจับฐานขายสลากใบละ 100 บาท เท่ากับแผงค้าลอตเตอรี่ทุกร้านใน จ.เชียงใหม่

การจับคนขายหวยขาด้วน ไม่ใช่ว่าจู่ๆ ตำรวจจะเดินไปใส่กุญแจมือกันดื้อๆ ต้องมีคนแจ้งเบาะแส ก่อนวางแผนล่อซื้อให้รัดกุม !

บ่ายวันที่ 15 สิงหาคม ขณะ วรเชตุ นั่งขายลอตเตอรี่อยู่บนวีลแชร์หน้าห้างฯ ซึ่งจัดพื้นที่ไว้สำหรับผู้พิการโดยเฉพาะ มีผู้ชายคนหนึ่งเดินเข้ามาซื้อสลากฯ แบบชุด 2 ใบ ราคาใบละ 100 บาท จากนั้นชายฉกรรจ์อีกคนได้แสดงตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าทำการจับกุมคนขาย

คนที่อ้างตัวเป็นตำรวจแจ้งกับพ่อค้าหวยขาด้วนว่า พวกเขาได้รับร้องเรียนจากประชาชนว่า ขายสลากกินแบ่งรัฐบาลเกินราคา แล้วก็พาตัวไปดำเนินคดีที่ สภ.สารภี โดยให้ยอมรับสารภาพผิด และเสียค่าปรับจำนวน 5,000 บาท ก่อนปล่อยตัวกลับไป

ตอนถูกตำรวจจับ คนขายหวยยังมึนอยู่ว่า ร้านค้าทั่วไปก็ขายราคานี้เหมือนกันทั้งประเทศ ไม่เห็นมีใครทำอะไร แล้วทำไมเขาถึงต้องมาซวยอยู่คนเดียว?

  จริงอย่างเขาบอก ไม่มีแผงค้าลอตเตอรี่ร้านไหนไม่ขายสินค้าเกินราคาสักร้านเดียว!

กระจอกข่าวสุ่มสำรวจแผงค้าในพื้นที่ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ริมถนนมหิดล หน้าการเคหะหนองหอยเชียงใหม่ เพื่อความแน่ใจ พบว่ามีสลากกินแบ่งรัฐบาลขายตามราคาควบคุม 80 บาท อยู่ส่วนหนึ่ง ตัวเลขไม่น่าลุ้นเหมือนสลากฯ รวมชุดเลขสวย แต่ก็มีราคาสูงตั้งแต่ใบละ 100-120 บาท เฉพาะเลขท้าย 22 หวยโคตรดังงวดนั้นราคาปั่นขึ้นไปใบละ 250 บาท ก็ยังขายคล่อง

ขณะที่บริเวณแผงค้าข้างถนนเชียงใหม่-แม่ริม ซึ่งตั้งขายเรียงรายจำนวนมาก พบว่าขายเกินราคาทุกใบ ใบละ 100 บาท คนขายอ้างว่าเป็นหวยชุด รับมาแพงต้องขายแพง เช่นเดียวกับแผงหน้าห้างใกล้สนามบินก็ขายใบละ 100 บาท ต่ำสุด ขายหมดทุกงวด ไม่มีใครถูกจับ เป็นได้หรือไม่ว่าตำรวจไม่รู้เพราะไม่มีคนแจ้งเบาะแส!

พ่อค้ารายหนึ่ง ให้ข้อมูลว่า หากเป็นสลากฯใบเดียวจะขายราคาเดิมคือใบละ 80 บาท ตามกฎหมาย แต่ถ้ารวมชุดหรือเข้าคู่แล้ว ต้องคิดราคาเพิ่ม เพราะมีการสั่งล่วงหน้าและตามเก็บให้ครบชุด “ยี่ปั๊ว” ก็จะคิดแพงกว่าปกติ จึงต้องขายราคาสูงขึ้น

“ทุกวันนี้ที่หลายๆ ที่มักขายเกินราคา ส่วนมากปัญหาจะมาจากยี่ปั๊วที่มักขายแพง พอมาถึงพอค้ารายย่อยก็ต้องขายราคาเพิ่ม ไม่เช่นนั้นไม่มีกำไร จึงอยากฝากรัฐบาลมาแก้ไขเรื่องนี้ด้วย”

เหตุนี้เอง พ่อค้าลอตเตอรี่ขาด้วน จึงโอดครวญด้วยความคับข้องใจว่า ทำไมตำรวจจึงเลือกจับเฉพาะตัวเองที่เป็นคนพิการ ในขณะที่มีคนสมประกอบอีกเป็นจำนวนมากประกอบอาชีพเดียวกันและขายสลากกินแบ่งรัฐบาลเกินราคาแต่กลับไม่ถูกจับ?

กระนั้นเขาก็ยอมรับว่าขายสลากเกินราคาจริง แต่เป็นเพราะว่าสลากที่รับมาต้นทุนก็ปาเข้าไปใบละ 82 บาท เกินราคาควบคุมไปแล้ว ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะยังไม่มีโควตาเป็นของตัวเอง ต้องไปซื้อมาจากยี่ปั๊ว จึงจำเป็นต้องขายเกินราคา

“เข้าใจว่าตำรวจคงทำหน้าที่ตามกฎหมาย แต่ผมคงต้องขายหวยเกินราคาต่อไปแบบนี้ เพราะหมดหนทางหากินอาชีพอื่นแล้ว สำหรับคนพิการอย่างผม ชีวิตต้องสู้ แม้รู้สึกเสียใจและได้รับความเดือดร้อนอย่างมาก เพราะค่าปรับที่เสียไปนั้น เท่ากับกำไรที่ได้จากการขายสลากหมดในแต่ละงวด แต่งวดนี้น่าจะขาดทุนแน่นอน เพราะต้องเสียเงินไปกับค่าปรับแล้ว แต่ยังเหลือสลากอีกกว่า 200 ใบที่ยังขายไม่หมด และไม่รู้ว่าเดือนนี้จะมีเงินพอเป็นค่าใช้จ่ายในครอบครัวและเลี้ยงดูลูกหรือเปล่า”

วรเชตุ เป็นชาวอุตรดิตถ์ ชีวิตวัยเด็กต้องทำงานหาเงินแบ่งเบาภาระครอบครัว กระทั่งอายุ 15 ปี ประสบอุบัติเหตุถูกเครื่องจักรในโรงงานบดจนขาซ้ายขาด

วันนี้ในวัย 40 ปี แม้ยืนด้วยขาข้างเดียวแต่ต้องแบกภาระชีวิตไว้เต็มบ่า งานขายลอตเตอรี่จึงเป็นโอกาสดีที่ผู้เป็นทั้งญาติและเพื่อนแนะนำและเพิ่งทำได้เพียง 3 เดือน

กำไรจากการขายงวดละ 5,000-8,000 บาท สามารถเลี้ยงดูครอบครัวและส่งเสียลูกชายอีก 2 คนเล่าเรียนได้อย่างไม่ลำบากเหมือนเมื่อก่อน และเขายืนยันว่าจะต้องขายสลากเกินราคาอย่างนี้ต่อไปจนกว่าจะได้โควตาเหมือนผู้พิการคนอื่น

ปูมชีวิตอันน่าเห็นใจของ วรเชตุ ทำให้การปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจถูกสังคมออนไลน์ฉุดไปในด้านลบและเบี่ยงประเด็นจาก ความถูกต้อง เป็น ความเหลื่อมล้ำ แต่ก็มีนัยที่ต้องวิเคราะห์ต่อไป

 ชาตรี ขุนอินทร์ นายกสมาคมเพื่อนผู้พิการจังหวัดเชียงใหม่ ตั้งคำถามว่า เรื่องนี้เป็นความเหลื่อมล้ำในทางปฏิบัติหรือไม่ เจ้าหน้าที่เลือกจับกุมคนพิการที่ไม่ทางขัดขืนหรือต่อสู้ได้ คล้ายกับเป็นการกลั่นแกล้งรังแกกัน

เปล่ง คำพรรณ์ กรรมการสมาคมเดียวกัน ก็เสียใจและหดหู่ใจที่ตำรวจจงใจล่อซื้อสลากเกินราคากับผู้พิการอย่างเพื่อนและญาติของเขา แทนที่จะไปจับคนร่างกายสมประกอบ ซึ่งขายสลากเกินราคาที่มีอยู่ทุกที่แม้กระทั่งข้างโรงพัก

“ใจหนึ่งยอมรับว่ารู้สึกเหมือนเป็นการรังแกประชาชน แต่ก็เข้าใจว่าตำรวจต้องปฏิบัติตามหน้าที่ ในอนาคตหากจะมีการจับกุมผู้พิการในฐานความผิดเช่นนี้อีก อยากให้คำนึงในเรื่องของมนุษยธรรมและความเห็นอกเห็นใจกัน มากกว่าที่จะมุ่งยึดถือบังคับใช้กฎหมายแต่เพียงอย่างเดียว”

นายเปล่ง ซึ่งเป็นผู้พิการขายสลากรายย่อยเหมือนกับ วรเชตุ ยังขอความเมตตาไปยังนักเสี่ยงโชคทั้งหลายว่า หากเห็นคนพิการขายสลากเกินราคาและไม่พอใจที่จะซื้อ ก็ขอเพียงหลีกเลี่ยงไปเสีย ไม่จำเป็นต้องแจ้งตำรวจมาจับกันแบบนี้อีก

เขาบอกว่า หากอยากแก้ไขปัญหาสลากเกินราคาควรไปแก้ไขที่ต้นเหตุ ทั้งการจับกุมยี่ปั๊วตัวแสบและจัดสรรโควตาสลากกินแบ่งรัฐบาลให้แก่คนพิการอย่างทั่วถึง และถึงมือผู้พิการจริงๆ

ขณะที่ผู้คนในสังคม แตกความเห็นเป็นหลายด้าน บ้างมองว่า ตำรวจเลือกปฏิบัติ รังแกคนพิการ ทีร้านค้าทั่วไปทั้งรายใหญ่รายย่อยขายเกินราคากลับดูดายไม่ยอมจับ

คนขายลอตเตอรี่ที่ตลาดนัดเศรษฐีย่านบางนา-ตราด แย้งว่า ต้องมองกันหลายด้าน ตำรวจมาซื้อหวยที่ร้านก็หาซื้อชุด 2 ใบ 200 บาท เขาไม่จับเพราะรู้ว่าคนขายรายย่อยซื้อต่อจากยี่ปั๊วมาแพง จะให้ไปจับยี่ปั๊วก็ทำไม่ได้เส้นใหญ่ทั้งนั้น กองสลากก็รู้

แต่คนใช้ชื่อ โจ๊ก..จ้า ให้ความเห็นในห้องข่าว line today บอกว่า ผิดก็ว่าไปตามผิด ถ้าไม่อยากโดนจับก็ขายราคาที่กำหนด อ้างตลอดว่าซื้อมาแพง อย่าเอาความพิการมาเรียกความเห็นใจ กฎหมายคือกฎหมาย คนพิการทำผิดไม่ต้องถูกจับหรือ อยากให้ ผบ.ตร.สั่งจับทั่วประเทศ ทำจริงๆ สัก 2-3 เดือน รับรองไม่มีใครกล้าขายเกินราคาแน่ แต่เชื่อว่าตำรวจไม่กล้าจับจริง

จริงอย่าง โจ๊ก..จ้า บอก ถ้าตำรวจจับจริงไม่เกิน 3 เดือน คงไม่มีใครกล้าขายสลากเกินราคาแน่ๆ แต่วิธีนี้อาจเป็นการแก้ปัญหาปลายเหตุ ทั้งที่ต้นเหตุอยู่ที่การครอบครองสลากของบรรดายี่ปั๊วและผู้มีอิทธิพลในวงการธุรกิจนี้ ซึ่งกองสลากเองรู้ดีว่าใครเป็นใคร ?

การที่กองสลากพยายามตีปี๊บออกกฎหมายตั้งรางวัลนำจับให้ประชาชนผู้แจ้งเบาะแสผู้ค้าสลากเกินราคารายละ 1,000 บาท ตำรวจได้ 2,000 บาท และเพิ่มโทษปรับผู้ค้าจากคดีละ 2,000 บาท เป็นสูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท นั้น เท่ากับเป็นการป้ายความผิดไปที่ผู้ค้ารายย่อยอย่างสิ้นเชิง ทั้งที่รู้ดีว่าตัวการของปัญหาเกิดจากผู้ครอบครองสัมปทาน สมัยก่อนเรียกว่า 5 เสือกองสลาก(ตอนนี้อ้างว่าไม่มีแล้ว) และพวกยี่ปั๊วทั้งหลาย

 ธนวรรธน์ พลวิชัย โฆษกสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เคยบอกไว้ว่า การแก้ปัญหาสลากเกินราคาต้องมีผลิตภัณฑ์อื่นเสริม เช่น การออกสลากลอตโต หรือ สลากออนไลน์ เพื่อเพิ่มทางเลือกให้แก่ผู้ซื้อ และป้องกันการขายเกินราคา เพราะคอมพิวเตอร์จะขายตามราคาที่กำหนดไว้

แต่ล่าสุดบอร์ดกองสลากได้ไอเดียไหม่คิดจะออก หวยออนไลน์ 12 นักษัตร ออกมาแข่งกับหวยใต้ดินและดัดหลังยี่ปั๊ว

แต่เพียงแค่เป็นข่าวก็ถูกสังคมต่อต้านและโจมตีอย่างหนัก เพราะหวยรูปแบบนี้เรียกว่า มอมเมา ชัดๆ และคงไม่สามารถแก้ปัญหาหวยใต้ดินและลอตเตอรี่ราคาแพงตามที่อ้างได้อย่างแน่นอน

แม้กระนั้นกองสลากไม่ยอมถอย เพียงแต่ช่วงนี้ขอดูท่าทีไปอีกระยะ รอจังหวะเหมาะๆ ค่อยหาช่องชงให้ ครม.บิ๊กตู่ เคาะตอนเงียบๆ

          ถ้าเช่นนั้นก็เป็นอันว่า การแก้ปัญหาหวยใต้ดินและลอตเตอรี่เกินราคา วิธีที่คาดหวังว่าน่าจะสามารถทำได้เห็นผลคือการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพื่อเป็นทางเลือกให้ผู้บริโภค ส่วนการไล่จับผู้ค้ารายย่อยนั้น ก็คงต้องจับกันไปตามหน้างาน ส่วนชายพิการขาด้วนคงปล่อยเป็นเรื่องดราม่าของสังคมออนไลน์ไปละกัน…!