เริ่มแล้วแคมเปญย้ายค่ายเบอร์เดิมงูเห่าเลื้อยขึ้นเรือเหล็ก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/384783?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เริ่มแล้วแคมเปญย้ายค่ายเบอร์เดิมงูเห่าเลื้อยขึ้นเรือเหล็ก

23 สิงหาคม 2562 – 12:20 น.
พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,งูเห่า,เรือเหล็ก
เปิดอ่าน 16,589 ครั้ง

เริ่มแล้ว..แคมเปญ  ย้ายค่ายเบอร์เดิม งูเห่า เลื้อยขึ้นเรือเหล็ก โดย…  ทีมข่าวการเมือง เครือเนชั่น

เร็วๆ นี้ พรรคฝ่ายค้านจะเปิดเวทีจัดการ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาเพื่อ…

-การอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติ
-การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 วงเงิน 3.22 ล้านล้านบาท
-การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล

สามวาระนี้เป็นพื้นที่ของขั้วต้านลุงตู่จะใช้เป็นข้ออ้างที่ชอบธรรมตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขจัดการลุงตู่ ณ สัปปายะสภาสถาน แต่สุดท้ายลุงตู่ก็จะต้องเข้าไปในพื้นที่ที่ฝ่ายค้านจะใช้จัดการกับลุงตู่ได้ตามกติกาแม้จะดึงจังหวะไปจนนาทีท้ายๆ ของสมัยประชุมนี้ที่จะปิดในช่วงกลางเดือนกันยายน

นัยว่าลุงตู่ขอแก้ไขเรื่องเร่งด่วนหลากวาระที่จำเป็นต้องดำเนินการนอกรัฐสภา ส่วนวาระในรัฐสภานั้นลุงตู่จะเข้าไปแน่นอน…

โดยที่ลุงตู่ต้องเผชิญกับวาระทั้งสามแบบมิอาจเลี่ยงได้ แม้บางครั้งในยามนี้ลุงตู่จะใช้เทคนิคทางกฎหมายและแท็กติกทางการเมือง “ติ๊ดชิ่ง” ออกไปพลางๆ เพื่อมิให้ตัวเองตกหลุมที่ขั้วต้านลุงตู่ขุดไว้

เมื่อมองเกมนอกสภานั้น ขั้วต้านลุงตู่จับมือกันขย่มในหลากวาระติดต่อกันหลายสัปดาห์แล้ว เสมือนการหยดน้ำลงบนก้อนหินให้กร่อนลงไปทีละน้อยแต่ต่อเนื่อง เมื่อบวกกับภาวะความนิ่งของขั้วหนุนลุงตู่ที่ตอนนี้เพิ่งจะ “ทรงตัว” หลังปั่นป่วนมาพักหนึ่ง เมื่อการแบ่งสรรปันส่วนเก้าอี้ให้คนในขั้วนี้ลงตัว และคลื่นลมในพรรคพลังประชารัฐบรรเทาลงไปได้ เพราะเมื่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรค เข้ามาบัญชาการ ”พปชร.” แบบเป็นทางการ หลายคนในพปชร.เบาใจว่าบิ๊กป้อมน่าจะคอนโทรลจังหวะของพปชร.ให้ไหลลื่น ไร้รอยสะดุด

เมื่อการตีรวนของพปชร.และพรรคร่วมรัฐบาลยุติไปได้ มาตรการเพิ่มจำนวนลูกเรือบนเรือเหล็กนั้นต้องเดินเครื่องและกระแสข่าว “งูเห่ายุคไทยแลนด์ 4.0” ก็กลับมากระหึ่มเมืองอีกคราว เพราะสองในสามวาระของฝ่ายค้านที่จะใช้จัดการลุงตู่ที่รัฐสภานั้น คือการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 วงเงิน 3.22 ล้านล้านบาท และการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล

“คะแนนเสียงของส.ส.” คือปัจจัยชี้เป็นชี้ตาย

ฉะนั้น “งูเห่า” คือปัจจัยสำคัญของการเมืองไทยในช่วงที่ลุงตู่ทำหน้าที่ในเพลานี้

สัปปายะสภาสถานในไม่กี่วันข้างหน้าสังคมจะน่าพบว่า “งูเห่า” จากขั้วตรงข้ามคือแต้มและราคาที่จะเสริมบารมีให้เสียงปริ่มน้ำของเรือเหล็กที่มีลุงตู่ถือพังงาในตอนนี้ลดภาวะความเสี่ยงลงไป

“งูเห่า” หากจะไหลเลื้อยออกจากป้อมค่ายตัวเองออกมาไปยกมือไว้วางใจให้อีกขั้วหนึ่งนั้นโดยอย่าลืมว่า “ปัจจัย ตำแหน่ง” คือสิ่งที่มีมูลค่าเพิ่มแบบไม่อาจปฏิเสธได้สำหรับ “งูเห่า” ที่จะย้ายค่ายเบอร์เดิม

เมื่อเหลียวหลังกลับไปมองแคมเปญ “ย้ายค่ายเบอร์เดิม” ตามที่คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทยเคยแจ้งสังคมไว้ในช่วงการชิงธงเข้าตึกไทยคู่ฟ้ากับพปชร.นั้น แคมเปญดังกล่าวคุณหญิงหน่อยและคณะทราบมูลค่าดีว่าเป็นข้อเสนอที่มิอาจปฏิเสธได้สำหรับพรรคจิ๋วที่เดินเข้ามาเป็นผู้แทนราษฎรด้วยอภินิหารทางกฎหมายและหนุนลุงตู่

ขณะเดียวกันข้อเสนอของขั้วต้านลุงตู่ที่เคยยื่นประกวดราคาไปนั้นก็มิอาจจูงใจให้บางพรรคเหลียวมาแตะมือ

ดังนั้นเมื่อแคมเปญนี้มันกลับมาใหม่แบบใหญ่กว่าเดิมเพราะคราวนี้ “จำนวนเสียงที่หนุนลุงตู่ต้องมากกว่าเดิมและเพิ่มจำนวนให้แน่นอน” และไม่จำเป็นว่างูเห่าต้องย้ายพรรค เพราะขอเพียงงูเห่ายกมือไว้วางใจ งดออกเสียง หรือลาประชุมก็พอแล้วสำหรับแต้มเพิ่มในขั้วหนุนลุงตู่

โดย “สองร้อยเจ็ดสิบเสียง” คือตัวเลขที่แกนนำพปชร.และกองหนุนหมายมั่นปั้นมือว่า “มันต้องเกิดขึ้นได้”

ถามว่าคะแนนเสียงเหล่านั้นของงูเห่าจะมาจากมุมใดบ้าง…

“คนวงในขั้วหนุนลุงตู่” บอกไว้ว่า “สิบกว่าคน” จากพรรคอนาคตใหม่ที่ทาบทามไว้จะมาหนุนลุงตู่ในวาระสำคัญๆ และจะฉายตัวเองให้สังคมรับรู้ในการย้ายพรรคหลังทราบชะตาของธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ

“สี่เสียง” จากพรรคเศรษฐกิจใหม่ ที่เคยมีเสียงลือในช่วงแรกๆ ว่าเศรษฐกิจใหม่จะอยู่ขั้วใดระหว่าง “หนุน/ต้านลุงตู่” และวันนี้ชัดแล้วว่าพรรคนี้เมื่อไร้ “มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์” นำทัพ แรงดึงดูดที่ขั้วหนุนลุงตู่เปิดให้สี่เสียงของพรรคนี้มีอานุภาพเพียงใด…

การแถลงเมื่อวันพุธนั้น หกส.ส.ของเศรษฐกิจใหม่ส่อแววแล้วว่าขอเอกสิทธิ์ในการลงมติที่บางเรื่องไม่ต้องเห็นไปในแนวทางเดียวกับพรรคฝ่ายค้าน แต่มติใหญ่ๆ นั้น รอพิสูจน์ตอนลงชื่อ

แต่ตอบแบบนี้แสดงว่า หกส.ส.พรรคเศรษฐกิจใหม่พร้อมแทงกั๊กกับแนวร่วมต้านลุงตู่….และยึกยักแบบเป็นเชิงกับขั้วหนุนลุงตู่

 “สองเสียง” จากพรรคเพื่อชาติ โดยที่แกนนำพรรครับรู้มานานแล้วว่าสองคนนั้นคือใครบ้าง..รับรางวัลในการปันใจในมูลค่าเท่าใดและใครเป็นผู้ล่อซื้อ

และ “เพื่อไทย” ที่เคยมีเสียงลือมาระยะหนึ่งแล้วว่าจะมีบางชีวิตไปช่วยยกมือให้ลุงตู่ …และวันก่อนมันเผยหน้าชัดแล้วว่า ผู้แทนฯ ของเพื่ิอไทยมีกี่คนบ้างที่พร้อมไม่ทำตามมติพรรค โดยดูลีลาของผู้แทนฯ เพื่อไทยบางคนที่ขยับออกมาช่วงที่ ”ลุงตู่“ ไปตรวจราชการอีสานใต้นั้น เพียงเท่านี้ก็พอทำให้เสียงลือเสียงเล่าอ้างวันวาน ”พอมีน้ำหนัก” และรอดูว่าจะมีกี่คนในเพื่อไทยที่จะยกมือไว้วางใจลุงตู่

เพราะตอนนี้คนที่ย้ายค่ายนั้น ลุงตู่มอบหน้าที่หลักทางการเมืองให้พอมีบารมีแม้จะสอบตกในสนามเลือกตั้งก็ตาม รวมทั้งกระแสข่าวจากบรรดาผู้แทนฯ ขั้วหนุนลุงตู่ ว่าแรงหนุนที่ต่อมาจากหลังบ้านซูเปอร์บิ๊กตัวจริงของเรือเหล็กนั้น “น้ำไหล ไฟสว่าง ทางดี” ส่งไปให้ผู้แทนฯ กันมาพักใหญ่แล้ว

และยังมีกระแสข่าวจากผู้แทนฯ ขั้วต้านลุงตู่ว่า ปัจจัยรายเดือนของต้นสังกัดไม่มีการส่งมอบให้…แบบนี้ทำงานหนัก

ห้าปีที่แล้วกับวันนี้สถานการณ์มันแตกต่างกันยิ่ง…หากผู้แทนฯ ที่จำเป็นต้องใช้ปัจจัยทำงานในพื้นที่เพื่อดูแลฐานเสียงไว้รองรับสถานการณ์ยามหน้า โปรโมชั่นที่ซูเปอร์บิ๊กตัวจริงของเรือเหล็กนั้นสนับสนุนให้ ขอเพียงยกมือไว้วางใจในวาระสำคัญในช่วงนี้และให้คำมั่นย้ายค่ายเบอร์เดิมในยามหน้า

เพียงเท่านี้นซูเปอร์บิ๊กตัวจริงของเรือเหล็กก็นอนใจว่าเรือเหล็กพ้นน้ำชัวร์แล้ว!

หากเกมของเสียงงูเห่าย้ายค่ายบังเกิดได้จริงแบบนี้สี่ปีในการทำงานของเรือเหล็กตามความคิดของบิ๊กป้อมที่บอกกับผู้แทนฯพปชร.ไว้วันวานก็น่าจะแล่นได้ฉิว..แต่ระวังสิ่งโสโครกใต้น้ำที่มิอาจมองเห็นรวมทั้งสนิมบางจุดบนเรือเหล็กที่ยาป้องกันฉาบเคลือบไม่ทั่วลำเรือจะเกิดรูรั่วได้

แค้นนี้พี่ไม่ลืม “พี่ดูไบ-พี่เหลิม” หนุน “แจ๊ส” ล้มเด็กเนวิน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/384788?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แค้นนี้พี่ไม่ลืม “พี่ดูไบ-พี่เหลิม” หนุน “แจ๊ส” ล้มเด็กเนวิน

23 สิงหาคม 2562 – 11:08 น.
บิ๊กแจ๊ส,ท่องยุทธภพ,เจาะประเด็นร้อน,ขุนน้ำหมึก,ชาญ พวงเพ็ชร์,หาเสียง,เลือกตั้งท้องถิ่น,นายก อบจ,ปทุมธานี,ธรรมกาย
เปิดอ่าน 49,986 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 23 ส.ค.62

**********************

เปิดตัวอย่างเป็นทางการ “บิ๊กแจ๊ส” พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เจ้าของสโลแกน “มีวันนี้เพราะพี่ให้” พร้อมแล้ว สำหรับศึกชิงตำแหน่งนายก อบจ.ปทุมธานี

ย้อนไปเมื่อการเลือกตั้งนายก อบจ.ปทุมธานี เมื่อ 21 เมษายน 2555 ผลปรากฏว่า ชาญ พวงเพ็ชร์ ชนะ ร.ต.สุเมธ ฤทธาคนี อดีต ส.ส.ปทุมธานี พรรคเพื่อไทย โดยมีคะแนนทิ้งห่างกันเป็นแสน

คราวนั้น “กลุ่มเพื่อไทยปทุมธานี” ไม่มีเอกภาพ เพราะไม่พอใจ ร.ต.สุเมธ ตัดสินใจแบบไม่บอกกล่าว ลาออกจากส.ส.มาสมัครนายก อบจ. นัยว่า “นายใหญ่” ไม่แฮปปี้

จับมืออนาคตใหม่

วันที่ 22 สิงหาคม 2562 พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง จัดงานเปิดตัวลงชิงตำแหน่งนายก อบจ.ปทุมธานี ในนาม “พรรคเพื่อไทย” พร้อมเปิดตัวทีมงานว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี จำนวน 36 คน ที่ศูนย์ประชุม ม.ธรรมศาสตร์ รังสิต

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง และชูชาติ หาญสวัสดิ์ ร่วมเปิดตัวบิ๊กแจ๊ส

โดยมี ร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง อดีตรองนายกรัฐมนตรี, ชูชาติ หาญสวัสดิ์ และสุรพงษ์ อึ้งอัมพรวิไล ส.ส.ปทุมธานี เพื่อไทย เข้าร่วมแสดงความยินดี

มีข้อน่าสังเกตไม่เห็นหน้า 3 ส.ส.ปทุมธานี เพื่อไทย อย่าง ศุภชัย นพขำ, ชัยยันต์ ผลสุวรรณ์ และพรพิมล ธรรมสาร ในงานเปิดตัวบิ๊กแจ๊ส

ตอนหนึ่งในปราศรัยต่อมวลชนกว่า 5 พันคน “บิ๊กแจ๊ส” พูดว่า “ทางพรรคเพื่อไทย ส่งตัวแทนพรรคมาร่วมเป็นสักขีพยาน ถือเป็นตัวแทนจากพี่ที่อยู่แดนไกล ทุกคนคงทราบว่าหมายถึงใคร ซึ่งผมไม่ปฏิเสธ และที่มาได้จนถึงทุกวันนี้ท่านก็รับรู้ตลอด”

บิ๊กแจ๊สชิงหาเสียงนายก อบจ.ปทุมธานี แต่ไก่โห่

วรรคทองจากปากบิ๊กแจ๊สอ้างคำพูด “พี่แดนไกล” ว่า “คุณเดินหน้า เอาประชาธิปไตยร่วมกับพรรคอนาคตใหม่มาสู่ปทุมธานี”

เมื่อสองเดือนก่อนบิ๊กแจ๊สแตะมือกับพรรคอนาคตใหม่ จัดกิจกรรมฟุตบอลกระชับมิตร ครั้งที่ 1 โดยมี ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ร่วมแข่งขันฟุตซอล ระหว่างทีมปทุมธานีกับทีมอนาคตใหม่

ว่าแต่ “ธนาธร” จะเห็นดีเห็นงามด้วยหรือไม่..ต้องติดตามกันต่อไป

น้องรัก“พี่เหลิม”

สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ นั่งเก้าอี้ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เมื่อกลางปี 2555 และเป็นที่มาของวลีเด็ด “มีวันนี้เพราะพี่ให้”

แต่บิ๊กแจ๊สยังมีพี่รักอีกคนหนึ่งคือ “ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง” ที่คอยช่วยเหลือเกื้อกูลกันมา ช่วงม็อบ กปปส. “ร.ต.อ.เฉลิม” รมว.แรงงาน ในฐานะ ผอ.ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ผอ.ศอ.รส.) ได้ใช้บริการบิ๊กแจ๊สในการดูแลม็อบ

ร.ต.อ.ดร.เฉลิม กับน้องรัก-บิ๊กแจ๊ส

หลังรัฐประหารบิ๊กแจ๊สถูกคำสั่งเด้งฟ้าผ่าจาก คสช. ให้ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) ย้ายไปปฏิบัติราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยขาดจากตำแหน่งงานเดิม

ธรรมกาย เป้าหมายหนึ่งของบิ๊กแจ๊ส

หลังจากนั้นบิ๊กแจ๊สก็ก้าวเดินสู่ถนนการเมือง โดยปูพื้นฐานทำกิจกรรมเพื่อสังคมในจังหวัดปทุมธานี และตั้งกลุ่มคนรักปทุมธานี กรุยทางสู่การทำงานการเมืองท้องถิ่น

พี่เหลิมหอบสังขารออกจากบ้านริมคลองข้ามฟากข้ามฟ้าไปให้กำลังใจถึงถิ่นคลองหลวง ไม่ชนะก็แย่แล้ว

ภูมิใจไทยหนาว!

สนามเลือกตั้ง ส.ส.ปทุมธานี ที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทย มิอาจกวาดส.ส.ยกจังหวัด ต้องสูญเสีย 2 ที่นั่ง ให้พรรคภูมิใจไทย และน้องใหม่มาแรงอย่างพรรคอนาคตใหม่

อย่างไรก็ตามคนที่ผิดหวังมากที่สุดก็เห็นจะเป็น “ชาญ พวงเพ็ชร์” แม่ทัพใหญ่ของพรรคภูมิใจไทย ที่วาดหวังจะได้ ส.ส.อย่างน้อย 3-4 ที่นั่ง แต่ก็ได้แค่ 1 ที่นั่ง

บนเส้นทางการเมืองท้องถิิ่น “ชาญ” เติบโตมาในร่มเงาของตระกูล “หาญสวัสดิ์” และได้รับเลือกตั้งเป็นนายก อบจ.ปทุมธานี สมัยแรก โดยการสนับสนุนของ ส.ส.เพื่อไทยทั้งจังหวัดปทุมธานี

ชาญ พวงเพ็ชร์

ปี 2551 ชาญลงป้องกันแชมป์ในนาม “กลุ่มปทุมรักไทย” ยังคงรักษาเก้าอี้แชมป์ไว้ได้อีกสมัย ซึ่งตอนนี้ชาญแยกตัวออกจาก “บ้านใหญ่ปทุมธานี” ไปสวามิภักดิ์ “บ้านใหญ่บุรีรัมย์”

ปี 2554 ชาญได้รับการสนับสนุนจากพรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาธิปัตย์ เอาชนะตัวแทนพรรคเพื่อไทยไปขาดลอย

เที่ยวนี้ชาญรู้ตัวว่าเจอของจริง เพราะบิ๊กแจ๊สเป็นคนปทุมธานีโดยกำเนิด และทำคลินิกรักษาชาวบ้านมา 3-4 ปี แถมมีวัดพระธรรมกายเป็นกองหนุน

ชาญ หรือ “ลุงชาญ” จึงขายความเป็นลุงชาญ “ตัวดำ ทำจริง” วิ่งรอกงานงานแต่ง งานศพ..อย่างมิรู้เหน็ดเหนื่อย

สถานการณ์เด็กไทยเสี่ยงภัย ออนไลน์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/384789?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สถานการณ์เด็กไทยเสี่ยงภัย ออนไลน์

23 สิงหาคม 2562 – 10:40 น.
สายตรวจระวังภัย,สื่อออนไลน์,เด็กไทย
เปิดอ่าน 2,317 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย  

สังคมยุคโซเชียลมีเดียในปัจจุบันทำให้การสื่อสารง่ายแค่ปลายนิ้ว ทั้งกับคนที่รู้จักคุ้นเคยหรือเพื่อนใหม่คนแปลกหน้าที่ผ่านเข้ามาในโลกออนไลน์ ถ้ารู้เท่าทันก็เกิดประโยชน์ แต่ถ้าไม่..ก็จะมีโทษมหันต์เช่นกัน โดยเฉพาะเด็กเยาวชน

สำหรับเรื่องนี้ กรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดย ศูนย์ประสานงานส่งเสริมการปกป้องคุ้มครองเด็กและเยาวชนในการใช้สื่อออนไลน์ หรือ โคแพท (COPAT – Child Online Protection Action Thailand) มีการแถลงผลสำรวจที่ทำร่วมกับ มูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย เกี่ยวกับ “สถานการณ์เด็กไทยกับภัยออนไลน์” ซึ่งทำการสำรวจทางออนไลน์เมื่อเดือน กุมภาพันธ์-เมษายน 2562 กลุ่มตัวอย่างผู้ตอบแบบสอบถามอายุ 6-18 ปี จำนวน 15,318 คน จากทั่วประเทศ

เด็กเกือบทั้งหมดเชื่อว่าอินเทอร์เน็ตมีประโยชน์แต่ก็ตระหนักเรื่องภัยอันตรายและความเสี่ยงหลากหลายรูปแบบที่น่าเป็นห่วงคือเด็ก 86% เชื่อว่าตนสามารถให้คำแนะนำหรือช่วยเหลือเพื่อนที่ประสบภัยออนไลน์ได้ ในขณะที่ 54% เชื่อว่าเมื่อเกิดกับตนเองสามารถจัดการปัญหานั้นได้ โดยเด็กมากกว่า 83% ใช้อินเทอร์เน็ตผ่านแท็บเล็ตหรือสมาร์ทโฟน ใช้เพื่อพักผ่อน/บันเทิง เช่น ดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกม เป็นหลัก คือ 67%​

นอกจากนี้เด็ก 39% ใช้อินเทอร์เน็ต 6-10 ชั่วโมงต่อวัน และ 38% เล่นเกมออนไลน์มากกว่า 3 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งการใช้มากเกินไปเสี่ยงต่อการเสพติดเกมและอินเทอร์เน็ต กลายเป็นปัญหาทางสุขภาพจิต ขณะที่เด็ก 31% เคยถูกกลั่นแกล้งรังแกออนไลน์ เพศทางเลือกโดนมากที่สุดคือ 49% และเด็ก 40% ไม่ได้บอกใครเกี่ยวกับเรื่องที่โดนกลั่นแกล้ง นั่นหมายถึงเด็กบางส่วนอาจทนทุกข์กับเรื่องที่โดนแกล้ง หรือบางส่วนอาจไม่รู้สึกหรือไม่ได้ให้ค่ากับคนที่แกล้ง

จากการสำรวจยังพบเด็ก 34% เคยกลั่นแกล้งรังแกคนอื่นทางออนไลน์ซึ่งส่วนหนึ่งบอกว่าเป็นการโต้ตอบที่ตนเองโดนแกล้ง การกลั่นแกล้งรังแกทางออนไลน์ สร้างความทุกข์ เจ็บปวด เก็บกด หดหู่ บาดแผลทางใจให้เด็ก ซึ่งอาจส่งผลต่อร่างกาย ทำให้นอนไม่หลับ เจ็บป่วยเรื้อรัง เป็นโรคหวาดระแวง ใช้สุราหรือสารเสพติด อาจถึงขั้นทำร้ายตัวเอง ฆ่าตัวตายได้ ดังนั้นพ่อแม่ผู้ปกครองหรือครู ควรหมั่นสังเกตอาการเด็กแล้วเข้าช่วยเหลือโดยเร็ว อย่าคิดว่าเป็นเรื่องของเด็กอีกประเดี๋ยวคงผ่านไป เพราะภาพหรือคลิปวิดีโอบนโลกออนไลน์จะวนเวียนทำร้ายเด็กไม่สิ้นสุด เด็ก 74% เคยพบเห็นสื่อลามกอนาจารทางออนไลน์ 50% เคยพบเห็นสื่อลามกอนาจารเด็ก 6% เคยครอบครองสื่อลามกอนาจารเด็ก เคยส่ง ส่งต่อ หรือแชร์ สื่อลามกอนาจารทางออนไลน์ ซึ่งเป็นการกระทำผิดกฎหมาย และเด็ก 2% ยอมรับว่าเคยถ่ายภาพหรือวิดีโอตนเองในลักษณะลามกอนาจารแล้วส่งให้คนอื่นๆ ด้วย โดยพฤติกรรมเหล่านี้เป็นความเสี่ยงที่อาจนำภัยอันตรายมาถึงตัว


เรื่องที่ต้องเตือนกันจากผลสำรวจรอบนี้ พบว่าเด็ก 1 ใน 4 หรือกว่า 4,000 คน เคยนัดพบกับเพื่อนที่รู้จักกันในโลกออนไลน์ และนัดเจอกัน เรื่องที่เกิดตามมา คือโดนพูดจาล้อเลียน ดูถูก และทำให้เสียใจ หลอกให้เสียเงิน เสียทรัพย์ ที่สำคัญประเด็นที่นัดเจอกันแล้วถูกล่วงละเมิดทางเพศเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงมากที่สุด และเกิดขึ้นจริง มี 73 คน หรือ 1.9% ตลอดจนมีความเสี่ยงสูง เพราะพอนัดเจอกันแล้วอาจถูกทุบตี ทำร้ายร่างกาย หรือถ่ายภาพ คลิปวิดีโอ แล้วนำไปประจานไปแบล็กเมล์ข่มขู่เรียกเงินอีก

ข้อมูลจากการสำรวจที่มาจากเด็กและการติดตามสถานการณ์ผ่านสื่อในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา เป็นข้อมูลที่ยืนยันว่าจะต้องจริงจังกับมาตรการป้องกันและช่วยเหลือเด็กให้มากยิ่งขึ้น..!!

เจ้าภาพบอลโลกวาระแห่งชาติของ บิ๊กตู่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/384790?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เจ้าภาพบอลโลกวาระแห่งชาติของ บิ๊กตู่

23 สิงหาคม 2562 – 10:10 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,เจ้าภาพ,บอลโลก,บิ๊กตู่,ไข้เลือดออก
เปิดอ่าน 1,318 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

ก่อนวันหยุดพักผ่อนเสาร์-อาทิตย์นี้ อยากจะจับเข่าคุยกันเรื่องเจ้าภาพบอลโลก ค.ศ.2034 หรือ พ.ศ.2577 ในอีก 15 ปีข้างหน้าโน่น

‘ดับเครื่องชน’ เคยพูดถึงกรณีนี้ไปแล้วว่าไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งเป็นเจ้าภาพร่วมด้วยแล้ว ‘ฟีฟ่า’ หรือ ‘สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ’ ต้องเข้มงวดเป็นพิเศษเพราะที่ผ่านมาเกาหลีใต้กับญี่ปุ่นเคยเป็นเจ้าภาพร่วมมาแล้ว

ข้อสรุปตอนหลังก็คือประสบความล้มเหลวอย่างมากและขอบอกให้ทราบว่าการเป็นเจ้าภาพบอลโลก 2034 นั้น มีข้อบังคับอะไรบ้างจะได้หูตาสว่างกันเสียที

ข้อกำหนดคือเจ้าภาพบอลโลกสนามแข่งขันต้องมีอย่างน้อย 12 สนาม ความจุคนดู 40,000-80,000 คน มีโรงแรมระดับ 5 ดาวอย่างน้อย 48 แห่งจากตัวเลือก 72 แห่ง

เท่าที่ทราบจะมีเจ้าภาพบอลโลกร่วมกันประกอบด้วยอินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ ออสเตรเลีย ซึ่งแต่ละชาติมีสนามขนาดมาตรฐาน

ของไทยก็มีสนามราชมังคลากีฬาสถาน ซึ่งคนดูได้ 49,000 คน หมายความว่าเราจะต้องสร้างสนามบอลใหม่อีก แล้วจะเอาเงินที่ไหนมาสร้างและกรณีที่สำคัญก็คือ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี จะต้องผลักดันให้เป็นวาระแห่งชาติ ไม่ใช่ทำกันเล่นๆ หรือพูดกันให้สนุกปาก!

เห็นวันก่อนมีการประชุมทั้งผู้ใหญ่ของสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย, กระทรวงการต่างประเทศ, การกีฬาแห่งประเทศไทย, กรมพลศึกษาและอีกหลายหน่วยงาน ข้อสรุปคือต้องเป็นวาระแห่งชาติและเกี่ยวกันถึงเรื่องเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของรัฐบาลด้วยไม่ใช่แต่เรื่องมาตรฐานฟุตบอลเท่านั้น

เอาแค่ความมั่นคงของรัฐบาลก็ไม่รอดแล้ว!
อ๊อด เทอร์โบ


ไข้เลือดออกต้องระวัง
อันตรายถึงชีวิต

ดิฉันเป็นแม่ลูกสองได้อ่านข้อความในคอลัมน์มุมสุขภาพโดยคุณ ‘ชญานี อนุรักติพันธุ์ ในนิตยสารคู่หูเดินทางของ บขส. ที่แจกมาเดือนกรกฎาคม น่าสนใจมากๆ จึงขอเป็นสื่อกลางขออนุญาตนำมาเป็นความรู้เผยแพร่ให้ทราบเกี่ยวกับเรื่องไข้เลือดออกที่ต้องระวังให้จงหนัก

อาการสำคัญ 4 ประการคือ
ไข้สูงลอย ไข้ 39-40 องสาเซลเซียส มักมีหน้าแดง โดยมากไม่ค่อยมีอาการน้ำมูกไหลหรือไอ เด็กโตอาจมีอาการปวดเมื่อยตามตัวและปวดศีรษะ อาการไข้สูงมักมีระยะ 4-5 วัน

อาการเลือดออก อาจมีเลือดกำเดาไหล เลือดออกตามไรฟัน เลือดออกในกระเพาะอาหาร โดยจะมีอาการอาเจียนเป็นเลือดหรือถ่ายดำ มีจุดเลือดออกตามตัว

ตับโตหรือตับอักเสบ อาการตับอักเสบอย่างรุนแรง สามารถพบได้ในผู้ป่วยไข้เลือดออกเช่นกัน โดยจะเกิดขึ้นกรณีที่เชื้อไวรัสเข้าไปทำลายตับ หรือเกิดจากการที่ตับถูกทำลายเพราะการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน

ความผิดปกติของระบบไหลเวียนเลือด หรือช็อก มักจะเกิดช่วงไข้จะลด โดยผู้ป่วยจะมีอาการกระสับกระส่าย มือเท้าเย็น รอบปากเขียว อาจมีอาการปวดท้องมาก ก่อนจะมีอาการช็อก ชีพจรเบา ความดันต่ำ ส่วนตุ่มหรือผื่นแดงนั้นจะคล้ายตุ่มยุงกัดทั่วตัวและใกล้เคียงกับผื่นจากโรคหัด

แต่จะสังเกตได้ว่าถ้าเป็นไข้เลือดออกจะไม่มีอาการไอหรือน้ำมูกไหลและจุดเลือดออกของโรคไข้เลือดออกจะไม่รู้สึกสากมือเหมือนโรคหัด และเวลากดดึงผิวหนังให้ตึงจะไม่จางหายไปเหมือนจุดถูกยุงกัดธรรมดา

จึงขอให้โปรดเฝ้าดูอาการของลูกหลานของท่านให้ดีโดยเฉพาะเด็กอายุต่ำว่า 15 ปี หรือผู้ใหญ่ก็มีโอกาสเป็นได้โดย ‘ยุงลาย’ เป็นพาหะสำคัญ

จึงเรียนมาด้วยความปรารถนาดีและขอให้มีความสุขมากๆ นะคะ
‘บุญรัตน์’ แม่ลูกสอง


เรียนคุณ ‘บุญรัตน์’ แม่ลูกสอง
ผมรีบไปอ่านเรื่องที่คุณแจ้งมานี้อย่างด่วนเพราะได้รับหนังสือ ‘คู่หูเดินทาง’ ของบขส.เป็นประจำเช่นกัน และเห็นว่ามีประโยชน์ต่อครอบครัวมากๆ

ไข้เลือดออกหรือโรคภัยไข้เจ็บนั้นเกิดขึ้นได้ทันทีและหากเด็กลูกหลานของท่านมีอาการดังกล่าว นำไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด เพื่อความปลอดภัยอย่าประมาทเป็นอันขาด

นอกจากนี้ยังมีข้อความเพิ่มเติมมาอีกว่าให้สังเกต 3 ระยะที่ต้องเฝ้าระวังคือไข้ขึ้นสูง ระยะช็อกหรือมีเลือดออก และระยะฟื้นตัว

ข้อสำคัญคือต้องช่วยกันกำจัด ‘ยุงลาย’ ที่ชอบอาศัยวางไข่ในน้ำนิ่งต่างๆ ที่เห็นได้ทั่วไป

เราต้องกันไว้ดีกว่าแก้ครับ
อ๊อด เทอร์โบ

สงครามเงา นักรบปูเค็ม VS นักรบส้มหวาน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/384780?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สงครามเงา นักรบปูเค็ม  VS  นักรบส้มหวาน

23 สิงหาคม 2562 – 08:33 น.
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,ผู้กองปูเค็ม,นักรบส้มหวาน,จอม เพชรประดับ
เปิดอ่าน 7,130 ครั้ง

คอลัมน์…  ชูธงทวนกระแส  โดย…  พรานข่าว

บรรดากองเชียร์พรรคส้มหวาน รู้สึกซี้ดซ้าดกับคลิป “พ.อ.ทวี-คนพัทลุง ยืนโต้กลับเดือดผู้กองปูเค็ม เจอคนจริง” มีคนเข้ามาดูทางยูทูบมากมาย กระทั่งสื่ออิสระอย่าง “จอม เพชรประดับ” ยังติดต่อขอสัมภาษณ์ “พ.อ.ทวี” ออกช่องยูทูบของเขา

แค่ข้ามคืน “พ.อ.ทวี แก้วกลับ” นายทหารนอกราชการ กลายเป็น “ทหารประชาธิปไตยพัทลุง” ทำเอา “ผู้กองปูเค็ม” ฮีโร่ของชาวเสื้อเหลืองเมื่อสิบปีที่แล้ว ตกเป็นผู้ร้ายในสายตาคนเหล่านั้น

สองเดือนมานี้ “ผู้กองปูเค็ม” ร.อ.ทรงกลด ชื่นชูผล ได้กลับมาเคลื่อนไหวทางการเมืองอีกครั้ง ภายใต้ชื่อกลุ่ม Thai Wisdom Guard (TWD) โดยจะมีการประชุมออนไลน์ทุกวัน เพื่อปรับกลยุทธ์ ขับเคลื่อนอุดมการณ์ TWG เพื่อเกาะติดกลุ่มชังชาติ

ทีมผู้กองปูเค็ม

เป้าหมายการประท้วงตามแนวทางสันติวิธีของผู้กองปูเค็ม คือ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ รวมถึงแกนนำอนาคตใหม่ ที่ลงพื้นที่ทุกหนแห่ง

ร.อ.ทรงกลด คือใคร ? หลายคนคงจำได้ เขาเคยเป็นนายทหารสรรพาวุธทหารบก ประจำจังหวัดพิษณุโลก และประกอบธุรกิจขายปูเค็ม และผลิตปูเค็มแบรนด์ “ชื่นชูปูเค็ม” ภายใต้สโลแกน “อยากกินส้มตำ นึกถึงปูเค็ม” ส่งขายทั่วประเทศ

ที่ไหนมีธนาธร ที่นั่นมีปูเค็ม

ชื่อของ “ผู้กองปูเค็ม” ปรากฏขึ้นครั้งแรกในการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ปี 2551 เอาเข้าจริง ผู้กองปูเค็มไม่ใช่พวกนักบู๊อะไรที่ไหน แต่ชอบเป็นนักรบไซเบอร์ สร้างกระแสผ่านสื่อออนไลน์ สื่อโซเชียล

ปี 2556 ผู้กองปูเค็ม ตั้งกองทัพนิรนาม ออกมาเคลื่อนไหวผ่านเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ ประกาศล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์ และนำกำลังเข้าร่วมกลุ่มกองทัพประชาชน โค่นระบอบทักษิณ จัดการชุมนุมที่สวนลุมพินี

ระหว่างเลือกตั้ง 2562 ผู้กองปูเค็มกลับมาช่วย นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หาเสียงเลือกตั้ง แต่ “หมอวรงค์” พ่ายแพ้แก่นักการเมืองหน้าใหม่จากอนาคตใหม่

ขณะที่แกนนำพรรคอนาคตใหม่บุกต่างจังหวัด จุดกระแสแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ผู้กองปูเค็มจึงออกแคมเปญ “ธนาธรไปไหน ปูเค็มไปด้วย” บนหน้าเฟซบุ๊กส่วนตัว เขาเดินทางขึ้นเหนือล่องใต้ไปทุกกำหนดการที่หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ จัดกิจกรรมในต่างจังหวัด

พ.อ.ทวี แก้วกลับ

ล่าสุด ผู้กองปูเค็มล่องใต้ เกาะติดความเคลื่อนไหวของธนาธร ตั้งแต่นครศรีธรรมราช กระบี่ พัทลุง และสงขลา

18 สิงหาคม 2562 ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ลงพื้นที่รับฟังปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้านใน จ.พัทลุง และตกค่ำ มีนัดพบสมาชิกพรรคอนาคตใหม่ที่ร้านคอนเทนเนอร์บาร์ ถนนบายพาส พัทลุง

ผู้กองปูเค็มไปยกป้ายตามนัดหมายที่หน้าร้าน ซึ่งปรากฏว่า “พ.อ.ทวี แก้วกลับ” นายทหารนอกราชการได้ออกมาต่อต้านการเคลื่อนไหวของผู้กองปูเค็ม มีการปะทะคารมกันตามคลิปที่มีคนแชร์กันมากมาย

“พ.อ.ทวี” ได้ให้สัมภาษณ์กับจอม เพชรประดับ ว่า 5 ปีที่ผ่านมา ความคิดและมุมมองทางการเมืองของคนในจังหวัดภาคใต้เปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว แม้ในอดีตเคยสนับสนุนแนวคิดของฝ่ายอนุรักษนิยม เมื่อการเมืองตามวิถีทางประชาธิปไตยถูกทำลายกลายเป็นการเมืองแบบเผด็จการ จึงเป็นบทเรียนอย่างสำคัญสำหรับคนใต้

สำหรับ พ.อ.ทวี แก้วกลับ อดีตทหารสังกัดเหล่าทหารพระธรรมนูญ เหล่าทหารสารวัตร และเหล่าทหารปืนใหญ่ เมื่อการเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 พ.อ.ทวีเป็นผู้สมัคร ส.ส.พรรคเพื่อไทย ลงสนามเขต 2 พัทลุง

คลิป พ.อ.ทวี เจอผู้กองปูเค็ม

จากผลการเลือกตั้ง พ.อ.ทวีได้ไม่กี่พันคะแนน ผู้สมัครพรรคอนาคตใหม่ได้ 6 พันคะแนน ขณะที่ผู้ชนะเลือกตั้งจากพรรคภูมิใจไทย ได้เกือบ 5 หมื่นคะแนน

จากเหตุการณ์หน้าร้านอาหารเมืองพัทลุง พ.อ.ทวี ได้ฉายา “นายทหารประชาธิปไตยพัทลุง” จากกองเชียร์ส้มหวาน ด้านผู้กองปูเค็มรู้สึกเฉยๆ เมื่อฝ่ายตรงข้ามพยายามปั้น “พ.อ.ทวี” ให้เป็นฮีโร่

นี่คือเค้าลางของสงครามเงา สงครามแบ่งขั้วรอบใหม่ ผ่านการเผชิญหน้าของอดีตนายทหารสองขั้ว

ซื้อที่ดินจากการขายทอดตลาด แต่ออกโฉนดไม่ได้ : ใครรับผิด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/384778?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ซื้อที่ดินจากการขายทอดตลาด แต่ออกโฉนดไม่ได้ : ใครรับผิด

23 สิงหาคม 2562 – 08:01 น.
ซื้อที่ดิน,ขายทอดตลาด,โฉนด,รื่องน่ารู้ว่านนี้กับคดีปกครอง,นายปกครอง
เปิดอ่าน 3,445 ครั้ง

คอลัมน์… เรื่องน่ารู้ว่านนี้…กับคดีปกครอง โดย… นายปกครอง

 เอกสารสิทธิในที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (นส.3 ก) ที่เปลี่ยนเป็นโฉนดที่ดินแล้ว

มีผลให้หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (นส.3 ก) ฉบับเดิม ถูกยกเลิกไป ซึ่งกรมที่ดินได้กำหนดแนวปฏิบัติให้เจ้าพนักงานที่ดินจะต้องหมายเหตุในหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินฉบับเดิม พร้อมขีดคร่อมด้วยข้อความว่า “นส. 3 ก ฉบับนี้ยกเลิกเพราะได้ออกโฉนดที่ดินเลขที่…ตั้งแต่วันที่…” พร้อมกับลงชื่อกำกับไว้เป็นหลักฐาน และแจ้งนายอำเภอหรือปลัดอำเภอ เพื่อหมายเหตุในฉบับพนักงานเจ้าหน้าที่ที่เก็บไว้ ณ สำนักงานที่ดินให้ตรงกัน เพื่อเป็นการป้องกันการทุจริตนำเอกสารสิทธิในที่ดินฉบับที่ถูกยกเลิก ไปขายหรือประกันเงินกู้ หรือออกเอกสารสิทธิซ้ำ

เรื่องน่ารู้วันนี้… เป็นกรณีที่เจ้าพนักงานที่ดินไม่ได้ดำเนินการตามแนวปฏิบัติดังกล่าว เป็นเหตุให้ไม่มีผู้ใดทราบว่าหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (นส.3 ก) แปลงพิพาทได้ถูกยกเลิกไปแล้ว และเมื่อศาลสั่งยึดที่ดินเพื่อขายทอดตลาด โดยสำนักงานบังคับคดีได้มีหนังสือแจ้งการยึดอสังหาริมทรัพย์และขอทราบราคาประเมินไปยังสำนักงานที่ดิน รวมทั้งเมื่อผู้ประมูลซื้อที่ดินจากการขายทอดตลอดได้ไปขอจดทะเบียนโอนเป็นชื่อของตน เจ้าพนักงานที่ดินก็มิได้ทักท้วง จนกระทั่งผู้ซื้อได้ขอออกใบแทนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (นส.3 ก) และต่อมาได้นำใบแทนไปขอออกโฉนดที่ดิน จึงทราบว่าหนังสือรับรองการทำประโยชน์แปลงดังกล่าว ได้ถูกยกเลิกไปแล้วตามมาตรา 59 เบญจ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เพราะเจ้าของที่ดินเดิมได้ขอออกโฉนดที่ดินไปแล้ว

ผู้ซื้อที่ดิน เห็นว่า การที่ตนไม่สามารถขอออกโฉนดที่ดินและเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดิน นส.3 ก ที่ซื้อมาได้ เนื่องจากเจ้าพนักงานที่ดินไม่บันทึกหมายเหตุในสารบบหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน นส.3 ก ว่ามีการออกโฉนดที่ดินแล้ว จึงยื่นฟ้องกรมที่ดินต่อศาลปกครองขอให้มีคำพิพากษาให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนและให้ชำระดอกเบี้ยให้แก่ผู้ฟ้องคดี

กรณีนี้… เจ้าพนักงานที่ดินอ้างว่า ผู้ฟ้องคดีไม่ได้เข้าไปตรวจสอบความถูกต้องของที่ตั้งที่ดินและผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน รวมถึงรายละเอียดเกี่ยวกับที่ดินซึ่งเป็นการผิดปกติวิสัยของบุคคลทั่วไป พฤติการณ์ถือเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงและถือเป็นการยอมเสี่ยงภัยของผู้ฟ้องคดีเอง

          ประเด็นที่พิจารณาคือ พฤติกรรมของผู้ฟ้องคดี ถือว่าประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงหรือไม่? และกรมที่ดินได้กระทำละเมิดผู้ฟ้องคดีจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ในสังกัดหรือไม่?

ศาลปกครองสูงสุด วินิจฉัยว่า เมื่อเจ้าพนักงานที่ดินได้ออกโฉนดที่ดินฉบับพิพาทให้เจ้าของที่ดินเดิม โดยมิได้หมายเหตุยกเลิกในหนังสือแสดงสิทธิที่ดิน นส.3 ก ฉบับเดิม รวมทั้งในสารบบที่ดิน และทะเบียนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (นส.3 ก) โดยใช้ระวางรูปถ่ายทางอากาศ (นส.8) ว่าเอกสารสิทธิดังกล่าวได้มีการออกโฉนดที่ดินแล้วตามแนวปฏิบัติของผู้ถูกฟ้องคดี เป็นเหตุให้มีการออกใบแทน นส.3 ก และขายที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีซึ่งซื้อที่ดินจากการขายทอดตลาด

          ทั้งนี้หากเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดี ได้ใช้ความระมัดระวังหรือความรอบคอบในการปฏิบัติหน้าที่ โดยการหมายเหตุในหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินเดิมว่ามีการออกโฉนดที่ดินไปแล้ว ก็จะทำให้มีการตรวจสอบความถูกต้องของการออกเอกสารสิทธิได้โดยง่าย อีกทั้งเมื่อเจ้าของที่ดินเดิมไม่ส่งมอบ นส.3 ก ฉบับผู้ถือให้แก่ศูนย์อำนวยการสำรวจฯ โดยอ้างว่าจะขอเก็บไว้เอง เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบก็มิได้ทักท้วงหรือทวงถาม นส.3 ก ฉบับผู้ถือมาเก็บไว้ เมื่อผู้ฟ้องคดีซื้อที่ดินจากการขายทอดตลาด แต่ไม่สามารถนำหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน นส.3 ก ไปยื่นขอออกโฉนดที่ดินและเข้าครอบครองใช้ประโยชน์ในที่ดินได้ ความเสียหายดังกล่าวจึงเป็นผลโดยตรงจากการที่เจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีปฏิบัติหน้าที่โดยมิได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่พฤติการณ์ และไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ระเบียบและแนวปฏิบัติของผู้ถูกฟ้องคดีที่กำหนดไว้ จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี 

          และมิได้เกิดจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของผู้ฟ้องคดี เพราะแม้ผู้ฟ้องคดีจะตรวจสอบรายละเอียดเกี่ยวกับทรัพย์สินก่อนจะซื้อขายก็ไม่อาจจะทราบได้ ผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นหน่วยงานต้นสังกัดของเจ้าหน้าที่จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดีตามจำนวนที่จ่ายจริง พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย

คดีนี้ศาลปกครองสูงสุดได้วินิจฉัยวางแนวทางในการปฏิบัติราชการที่ดี… สำหรับหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีอำนาจหน้าที่ในการรับรองและออกเอกสารสิทธิของราชการ โดยเฉพาะเอกสารสิทธิในที่ดินซึ่งเป็นการรับรองคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินของบุคคล อันถือเป็นเรื่องสำคัญและมีมูลค่าสูง

ฉะนั้นในการดำเนินการใดๆ เกี่ยวกับเอกสารสิทธิในที่ดิน เจ้าหน้าที่ต้องตรวจสอบเอกสารหลักฐานด้วยความรอบคอบระมัดระวัง และต้องปฏิบัติตามขั้นตอนรวมถึงวิธีการที่กฎหมาย ระเบียบที่เกี่ยวข้องและแนวปฏิบัติที่หน่วยงานได้กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด เช่น การหมายเหตุยกเลิกในเอกสารสิทธิ นส.3 ก ที่ได้เปลี่ยนเป็นโฉนดที่ดินแล้ว หากเจ้าหน้าที่ไม่ปฏิบัติตามและก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลภายนอกผู้สุจริตดังเช่นคดีนี้ หน่วยงานของรัฐต้นสังกัดของเจ้าหน้าที่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่อาจถูกสอบสวนความรับผิดทางละเมิดด้วย

(ผู้ที่สนใจสามารถอ่านรายละเอียดของคดีได้จากคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. 70/2560 และปรึกษาคดีปกครองได้ที่สายด่วนศาลปกครอง 1355 รวมทั้งสืบค้นเรื่องอื่นๆ ได้จาก http://www.admincourt.go.th เมนูวิชาการ เมนูย่อยอุทาหรณ์จากคดีปกครอง)

ภารกิจ ลุงป้อม กับ งูอิสระ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/384777?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ภารกิจ ลุงป้อม กับ งูอิสระ

23 สิงหาคม 2562 – 07:43 น.
พลอประวิตร วงษ์สุวรรณ,พลังประชารัฐ,งูเห่า,ครม
เปิดอ่าน 1,316 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันศุกร์ที่ 23 สิงหาคม 2562

ทำเอาพลังประชารัฐลุกเป็นไฟขึ้นมาทันทีเมื่อ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานยุทธศาสตร์พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) เข้าทำงานเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม ที่ผ่านมา ซึ่งต้องยอมรับว่าเป็นการเปิดตัวของพี่ใหญ่ 3 ป.ที่ร้อนแรงสุดๆ เพราะแค่ครั้งแรกของการนั่งหัวโต๊ะของบิ๊กป้อม เรียกเสียงฮือฮาจนคนในพลังประชารัฐต้องยอมใจไปตามๆ กัน โดยเฉพาะการแสดงวิสัยทัศน์เรื่องการแก้ปัญหาเสียงปริ่มน้ำในสภาได้อย่างแซบซ่า

ด้วยภารกิจที่หนักอึ้งในการพาเรือเหล็กของน้องรักบิ๊กตู่ไปให้ถึงฝั่งฝันอย่างมั่นคงแล้ว “บิ๊กป้อม” จึงจำเป็นต้องทำทุกหนทางเพื่อแก้ปัญหาการขาดเสถียรภาพของรัฐบาลในเรื่องเสียงปริ่มน้ำให้ได้ ซึ่งภารกิจแรกคือการไล่บี้ให้ 5 รัฐมนตรีพลังประชารัฐที่เป็นส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ประกอบด้วย ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รมว.ดิจิทัลฯ สมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม สันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง ให้พิจารณาเรื่องลาออกจากส.ส. ไปเป็นรัฐมนตรีอย่างเดียว เพื่อเปิดทางให้ผู้สมัครในบัญชีรายชื่อลำดับถัดไปถูกดันขึ้นมาเป็นส.ส. โดยวิธีนี้จะทำให้ปัญหาเสียงปริ่มน้ำในสภาแก้ขัดไปได้พอประมาณ

แต่ใช่ว่าทุกอย่างจะราบรื่นไปหมดเพราะจนถึงขณะนี้ยังไม่มี 5 รัฐมนตรีคนใดส่งสัญญาณเชิงบวกตอบรับคำขอร้องแกมบังคับของ “บิ๊กป้อม” โดยทุกคนเลือกที่จะเป็นใบ้กับสถานการณ์ดังกล่าว เพราะคงไม่มีใครอยากจะเสี่ยงกับอาการ “ขาลอย” หากยอมลาออกจากส.ส.ในวันนี้ก็อาจเป็นคนไร้ค่าในวันข้างหน้า เพราะไม่มีใครรู้อนาคตหากสถานการณ์การเมืองบีบคั้นถึงขนาดต้องปรับ ครม. และหาก 5 รัฐมนตรีคนใดคนหนึ่งถูกเขี่ยออกจากตำแหน่งจะทำให้พวกเขาไม่มีที่ยืนทางการเมืองในทันที เพราะไม่ได้เป็นส.ส.แล้ว ดังนั้นด้วยสถานการณ์เช่นนี้จึงไม่แปลกใจที่ 5 รมต.จะเลือกอยู่นิ่งๆ ไปก่อนจะดีกว่า

เมื่อการเมืองวันนี้ไม่ใช่เรื่องของประเทศชาติ แต่กลายเป็นเรื่องผลประโยชน์ส่วนตัวไปแล้ว ดังนั้นจากนี้ต่อไปคงขึ้นอยู่กับบารมีของ “บิ๊กป้อม” ว่าจะมีทีเด็ดทีขาดแค่ไหนในการจัดการปัญหาเหล่านี้ อย่างไรก็ตามของอย่างนี้มันคงต้องมีแผนสำรองกันบ้างเมื่อปัญหาการแก้ไขเสียงปริ่มน้ำภายในพรรคดูท่าจะยังสะสางได้ยาก ดังนั้นจึงไม่แปลกอะไรที่ช่วงนี้จะมีข่าวการควานหา “งูเห่า” เข้าคอกพลังประชารัฐจากพรรคต่างๆ งานนี้คงต้องจับตาดูกันแบบห้ามกะพริบ โดยเฉพาะพรรคลุงมิ่ง “มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์” อดีตหัวหน้าพรรคเศรษฐกิจใหม่ ที่กำลังถูกเพ่งเล็งอย่างหนัก โดยเฉพาะการเปิดแถลงข่าวให้สัมภาษณ์แบบมีนัยแปลกๆว่าเศรฐกิจใหม่ยังเป็นฝ่ายค้าน แต่จะเป็นฝ่ายค้านที่ยึดถือ “เอกสิทธิ์” ในการออกเสียงตามระบอบประชาธิปไตย โดยยึดเอามติพรรคเป็นที่ตั้ง และในบางครั้งหากมีความเห็นไม่ตรงกับอีก 6 พรรคร่วมฝ่ายค้าน “เศรษฐกิจใหม่ก็อาจจะโหวตสวน”….คำพูดนี้ชัดเจนทุกอย่าง หรือเศรษฐกิจใหม่กำลังจะแปลงร่างเป็น “งูอิสระ”..ลองคิดดู..?

ทิ้งเพื่อแม้ว ทุนแดงเมืองช้าง เลือกข้าง”ลุงตู่” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/384628?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ทิ้งเพื่อแม้ว ทุนแดงเมืองช้าง เลือกข้าง”ลุงตู่”

22 สิงหาคม 2562 – 10:45 น.
เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,จตุพร พรหมพันธุ์,นายกฯเป๊ปซี่,พรรคพลังประชารัฐ,บิ๊กตู่,รายงานพิเศษ,ขุนน้ำหมึก,เสื้อแดง,แกนนำเสื้อแดง,ผู้สมัคร สสแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อชาติ,พรรคเพื่อชาติ
เปิดอ่าน 101,676 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย”ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 22 ส.ค.62

********************************

ลุงตู่” ไปเมืองสุรินทร์เที่ยวนี้คุ้มจริงๆ นอกจากจะได้ช่วยแก้ปัญหาภัยแล้งให้ชาวบ้าน ยังได้พบ ..สุรินทร์ พรรคเพื่อไทยคือ มานิตย์ สังข์พุ่มตี๋ใหญ่ พูนศรีธนากูล และคุณากร ปรีชาชนะชัย มารอต้อนรับ แม้วันนี้ “..” ยังไม่ย้าย แต่อาจช่วย “ยก” ให้เป็นครั้งคราว

จริงๆ แล้ว ไม่ได้มีเพียงแค่นี้ “ธีระทัศน์ เตียวเจริญโสภา” อดีตส..สุรินทร์ ยังพา “โรจนินทร์ หิรัญโชคอนันต์” อดีตผู้สมัคร ส..แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อชาติ มารายงานตัวต่อนายกฯ ลุงตู่ ในฐานะสมาชิกใหม่พรรคพลังประชารัฐ

นายกเป๊ปซี่” ซบลุงตู่

ผลการประชุมครม.เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2562 มีการแต่งตั้งข้าราชการการเมืองอีกชุดใหญ่ ปรากฏว่า ร..ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ เสนอแต่งตั้งข้าราชการการเมือง คน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ “นายกเป๊ปซี่” โรจนินทร์ หิรัญโชคอนันต์ อดีตผู้สมัคร ส..แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อชาติ

 นายกเป๊ปซี่” เป็นอดีตนายกเทศมนตรีตำบลกังแอน อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ และเป็นเจ้าของโรงสีข้าวขนาดใหญ่ แห่งในพื้นที่ อ.ปราสาท

วันที่ พล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เดินทางไปสุรินทร์ “เฮียเกิ๊ด” ธีระทัศน์ เตียวเจริญโสภา อดีต ส..สุรินทร์ และอดีตผู้สมัคร ส..เขต พรรคพลังประชารัฐ ได้พา “นายกเป๊ปซี่” ไปพบนายกฯ ลุงตู่

ธีระทัศน์ เตียวเจริญโสภา อดีต ส.ส.สุรินทร์ พา “นายกฯ เป๊ปซี่” มาแนะนำตัวกับ พล.อ.ประยุทธ์

ย้อนไปก่อนหน้านั้น ธีระทัศน์ เตียวเจริญโสภา ได้ประสานงานไปยัง ร..ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯ  ให้ลงพื้นที่มาดูสถานการณ์ภัยแล้งที่สุรินทร์ โดยวันนั้น “เฮียเกิ๊ด” เป็นคนบรีฟให้รัฐมนตรีฟังอย่างละเอียด

ธีรทัศน์ เตียวเจริญโสภา พา ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ดูภัยแล้งที่สุรินทร์

วันอังคารที่ผ่านทั้ง “เฮียเกิ๊ด” และ “นายกเป๊ปซี่” ต่างได้รับการแต่งตั้งเป็น “กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี” ปฏิบัติหน้าที่ตามที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย

ชัดเจนว่านายทุนพรรคเพื่อชาติเมืองช้างโบกมือลาบ้านเก่าผลงานอันยอดเยี่ยมของผู้กองธรรมนัสอีกแล้ว 

อดีตนายทุนโรงสีเสื้อแดง

จ่าเสื้อแดง” จ...ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ อดีตส..สุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ย้ายมาสังกัดพรรคเพื่อชาติ ซึ่งตัวเองลงสมัคร ส..ไม่ได้ จึงให้ภรรยายิ่งลักษณ์ ไชยศรีษะ ลงสมัคร ส..ที่เขต .สังขะ แทน โดยเขต .ปราสาท จ่าประสิทธิ์ เปิดทางให้ “ทุนโรงสีเมืองช้าง” 

นายกเป๊ปซี่ อดีตผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อชาติ

เนื่องจาก “นายกเป๊ปซี่” สนับสนุนพรรคไทยรักไทย หรือพรรคเพื่อไทยมานาน จึงรู้จักนักการเมืองสาย “เพื่อแม้ว” เป็นอย่างดี และรู้จักมักคุ้นกับ “จตุพร พรหมพันธุ์” ประธาน นปช.

เมื่อจตุพร และจ่าประสิทธิ์ชวนให้ลงสมัครส.. “นายกเป๊ปซี่” ก็ลาออกจากนายกเทศมนตรีตำบลกังแอน ลุยการเมืองเต็มตัว โดยตัวนายกเป๊ปซี่อยู่ในบัญชีรายชื่อลำดับที่ 10 และส่งคนใกล้ชิดของจันทอง ทะนงตน ลง ส..เขต

พรรคเพื่อชาติใช้โรงสีนายกเป๊ปซี่หาเสียง

มีนาคม 2562 ที่ลานอเนกประสงค์โรงสีของนายกเป๊ปซี่ ต.กังแอน อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ จตุพร พรหมพันธุ์ ยกพลไปหาเสียงช่วยจันทอง ทะนงตน ผู้สมัคร ส..เขต โดยนายกเป๊ปซี่ขึ้นเวทีด้วยท่ามกลางกองเชียร์นับหมื่นคน แต่ผลการเลือกตั้ง คนของนายกเป๊ปซี่ได้แค่ พันคะแนน

จตุพร ไปหาเสียงที่ อ.ปราสาท จ.สุรินทร์

วันนี้นายกเป๊ปซี่ไม่หยุดเล่นการเมือง ช่วงมีภัยแล้งใน ต.กังแอน ก็ควักเงินเจาะบ่อบาดาลให้ชาวบ้านมีน้ำกินน้ำใช้

เดอะตู่” ลาเพื่อแม้ว

อันที่จริงพรรคเพื่อชาติตกไปอยู่ในมือ ยงยุทธ ติยะไพรัช เรียบร้อยแล้ว ส..บัญชีรายชื่อ คนของพรรคก็อยู่ในกำมือ “ยุทธ แม่จัน” คน เหลือเพียง “อารี ไกรนรา” ที่ยังยืนเคียงข้างจตุพร

เดอะตู่” รู้ชะตากรรม จึงอพยพออกจากอิมพีเรียล ลาดพร้าว ชั้น ไปอยู่บ้านหลังใหม่ นั่นหมายถึงการหันหลังให้พรรคเพื่อแม้วโดยสิ้นเชิง

จตุพร พรหมพันธุ์

สองเดือนก่อน “จตุพร” พร้อมด้วยแกนนำ นปช.สายเดอะตู่ ได้ทำพิธีวางศิลาฤกษ์อาคารที่ทำการสถานีโทรทัศน์พีซทีวีแห่งใหม่ ซอยรามอินทรา 40 (ซอยวัดนวลจันทร์)

ระหว่างรอสำนักงานใหม่ จตุพรและแฟนคลับ ยังปักหลักที่ร้านกาแฟ Peace Coffee ชั้น อิมพีเรียล ลาดพร้าว โดยทุกวันอาทิตย์จะมีการจัดรายการทอล์กการเมืองและดนตรี

อนาคตข้างหน้า จตุพรยังฝันถึง “พรรคการเมืองมวลชน” โดยจะสรุปบทเรียนจากความล้มเหลวของพรรคเพื่อชาติ พรรคเพื่อไทย และพรรคพลังประชาชน

ต้องปลดแอกจาก “พรรคเถ้าแก่” สร้างพรรคทางเลือกใหม่ให้ประชาชน

ข้อดี-ข้อเสีย ผู้ป่วยบัตรทอง เบิกยาใกล้บ้าน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/384619?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ข้อดี-ข้อเสีย ผู้ป่วยบัตรทอง เบิกยาใกล้บ้าน

22 สิงหาคม 2562 – 10:00 น.
บัตรทอง,ยา,โรงพยาบาลรัฐ,เบิกยาใกล้บ้าน
เปิดอ่าน 4,902 ครั้ง

โดย… ทีมข่าวรายงานพิเศษ

ประเทศไทยมี “โรงพยาบาลรัฐ” ประมาณ 1,000 แห่ง แต่มีร้านขายยาไม่ต่ำกว่า 1.5 หมื่นแห่ง เฉพาะในกรุงเทพฯ มากกว่า 4,800 ร้าน นั่นคือที่มาของแนวคิด “ผู้ป่วยบัตรทองโรคเรื้อรัง…ให้ไปรับยาที่ร้านขายยาใกล้บ้านได้” เพื่อความสะดวกและลดความแออัดของโรงพยาบาล นโยบายนี้ได้ใจชาวบ้านไม่น้อย เพียงแต่ต้องมองให้รอบด้าน แม้ “ข้อดีมีเยอะ”.. แต่ข้อควรระวังก็มีไม่น้อย !

“บัตรทอง” หรืออดีตเรียกกันว่า 30 บาทรักษาทุกโรคนั้น เริ่มตั้งแต่ปี 2544 ผ่านมา 18 ปีแล้ว กระทรวงสาธารณสุขได้สอบถามความคิดเห็นประชาชนว่าพึงพอใจมากน้อยเพียงไร ปรากฏว่า “ผลสำรวจความพึงพอใจประชาชนต่อระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ปี 2561” พบชาวบ้านครึ่งหนึ่งหรือร้อยละ 51 ไม่ไปใช้บริการเพราะ “รอนานเกินไป” จึงขอไปหาซื้อยาเองตามร้านขายยาดีกว่า แม้ต้องจ่ายค่ายาแพงกว่าและไม่ใช่ยาฟรี แต่คุ้มกับการที่ต้องหยุดงาน 1 วันเดินทางแต่เช้ามืด จ่ายค่ารถ ค่าเดินทาง ค่าน้ำ ค่าข้าว ค่าจิปาถะ ฯลฯ รวมเป็นเงินหลายร้อยบาท ถ้าไม่ได้ป่วยหนักมาก “ซื้อยาหมอตี๋” ง่ายกว่า ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีกลุ่มคนป่วยโรคเรื้อรังที่ต้องกินยาต่อเนื่องเป็นสิบๆ ปี เช่น เบาหวาน ความดัน ฯลฯ ไม่อยากเสียเวลามารับยาที่โรงพยาบาลทุกเดือน ก็เลยพาลไม่กินยา หรือกินไม่ต่อเนื่อง ทำให้อาการดีๆ แย่ๆ นอกจากนี้ยังมีผู้ป่วยที่หมอสั่งยาให้กินต่อเนื่อง แต่ไม่อยากกิน เพราะอาการหายแล้วหรือลืมกินยาจนหมดอายุ ทำให้เกิดปัญหา “ยาเหลือใช้” ในบ้านผู้ป่วย สูญเสียงบประมาณส่วนนี้ไปปีละหลายพันล้านบาท

ช่วงหลายปีที่ผ่านมา เครือข่ายแพทย์และเภสัชกรพยายามเสนอทางออก ด้วยการเปิดทางเลือกให้ “ผู้ป่วยบางโรคไปใช้สิทธิบัตรทองรับยาที่ร้านขายยาใกล้บ้านโดยไม่ต้องสำรองจ่ายเงิน” แต่ดูเหมือนมีอุปสรรคติดขัดหลายประการ จึงไม่ได้รับการตอบรับจากกระทรวงสาธารณสุขเท่าที่ควร

จนกระทั่งวันที่ 15 สิงหาคม 2562 “อนุทิน ชาญวีรกูล” รมว.สาธารณสุข เชิญ “คณะกรรมการนโยบายและยุทธศาสตร์ สปสช.” มาประชุมร่วมกันในวาระพิเศษ หารือการลดเวลารับบริการของผู้ป่วยที่โรงพยาบาล และความเป็นไปได้ใน “การจัดบริการเพื่อให้ผู้ป่วยรับยาที่ร้านยา” สุดท้ายมีข้อสรุปเบื้องต้นว่า จะทดลองนำร่องในโรงพยาบาล 50 แห่ง และร้านยาคุณภาพ 500 แห่งทั่วประเทศ

 แต่จ่ายยาเฉพาะ 4 โรคเรื้อรัง คือ 1.เบาหวาน 2.ความดันโลหิตสูง 3.หอบหืด และ 4.โรคจิตเวช

เนื่องจากผู้ป่วย 4 โรคนี้ ต้องรับยาต่อเนื่องและมีจำนวนรวมแล้วไม่ต่ำกว่าร้อยละ 40 ของผู้ป่วยในโรงพยาบาล ส่วนวิธีการรับยานั้น มี 3 ทางเลือก โดยแต่ละทางเลือกมีการประเมินข้อดี–ข้อเสียเบื้องต้น ดังนี้

ทางเลือก 1 โรงพยาบาลจัดยาและส่งยาไปร้านขายยา ทางเลือกนี้ ข้อดี คือ ลดความแออัดของคนไข้ในโรงพยาบาลข้อเสีย คือ เพิ่มภาระหน้าที่บุคลากรและเภสัชกรโรงพยาบาลในการจัดยาและส่งยา

 ทางเลือก 2 ส่งยาไปสำรองไว้ที่ร้านขายยาและให้เภสัชกรในร้านเป็นผู้จัดยาตามใบสั่งแพทย์ ข้อดี ช่วยลดภาระโรงพยาบาล แต่ ข้อเสีย คือต้องมีระบบจัดการคลังยาที่ดีมาก เพราะร้านขายยาทำหน้าที่เป็นเหมือนห้องจ่ายยาขนาดย่อยของโรงพยาบาล และทางเลือก 3 ร้านยาจัดซื้อยาและสำรองจ่ายยาให้ผู้ป่วยเอง จากนั้นมาเก็บเงินที่โรงพยาบาล ข้อดี คือลดภาระของโรงพยาบาล และไม่ต้องมีระบบจัดการเชื่อมโยงข้อมูลคลังยาที่ซับซ้อน ข้อเสีย คือร้านยาขนาดกลางและเล็กอาจไม่เข้าร่วม เพราะต้องสำรองจ่ายเงินก่อนเป็นจำนวนมากพอสมควร

  เมื่อทั้ง 3 ทางเลือกมีข้อดี–ข้อเสีย ผู้เข้าร่วมประชุมจึงขอเวลาไปศึกษาและจะนำเสนออีกครั้งในวันที่ 2 กันยายน 2562 โดย “รมว.อนุทิน” ขอให้เร่งเครื่องนิดหนึ่งเพราะอยากเริ่มนำร่องตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2562 ด้วยการทดลองกับโรงพยาบาลรัฐ 50 แห่ง และร้านยาคุณภาพ 500 แห่งทั่วประเทศ พร้อมกล่าวย้ำทิ้งท้ายว่า

“เรื่องนี้ประชาชนได้ประโยชน์ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือความมั่นใจของผู้ป่วย ต้องเป็นยาตัวเดียวกันเหมือนกับที่ได้รับจากโรงพยาบาล หากจำเป็นต้องเปลี่ยนยาต้องมีหมอสั่งเท่านั้น ร้านยาห้ามเปลี่ยนเอง”

ที่ผ่านมา มีโรงพยาบาล หมอและเภสัชกรหลายพื้นที่ในต่างจังหวัด พยายามทดลองทำตามแนวคิดนี้ เช่น “โครงการระบบเติมยาผู้ป่วยที่ร้านยาคุณภาพ” เมื่อปี 2557 โดยความร่วมมือของ คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยขอนแก่น โรงพยาบาลขอนแก่น และร้านยาที่มีเภสัชกรประจำ 20 แห่ง ด้วยการสนับสนุนจาก สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ผลปรากฏว่าชาวบ้านพึงพอใจเป็นอย่างมาก ช่วยให้ผู้ป่วยบัตรทองที่มีภาวะโรคคงที่ แต่ต้องกินยาต่อเนื่อง เช่น เด็กที่เป็นโรคหืดหอบ คนป่วยเบาหวาน มีความสะดวกในการรับยาร้านใกล้บ้านตามใบสั่งแพทย์ ไม่เสียเวลา ไม่ต้องลางาน และมีระบบการติดตามคนไข้กินยาอย่างต่อเนื่อง มีการแนะนำใช้ยาอย่างเหมาะสม ฯลฯ

          ขณะเดียวกัน โครงการดังกล่าวพบอุปสรรคเบื้องต้นว่า “ร้านขายยา” ที่เข้าร่วมไม่ค่อยได้รับประโยชน์จากโครงการนี้โดยตรงมากนัก กลับกลายเป็นภาระรับผิดชอบจัดหายาให้ผู้ป่วยแทนโรงพยาบาล โดยไม่ได้รับค่าส่วนแบ่งหรือค่าบริหารจัดการอย่างเพียงพอ  

รศ.ดร.ภญ.จิราพร ลิ้มปานานนท์ นายกสภาเภสัชกรรม วิเคราะห์ให้ฟังว่า ที่ผ่านมาได้เสนอนโยบายนี้ไปยังรัฐบาลหลายยุคสมัยแล้ว แต่ไม่ได้รับเสียงตอบรับเท่าไร ต้องชื่นชมผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขชุดใหม่ที่ให้ความสนใจและเข้ามาช่วยผลักดัน เนื่องจากปัญหาผู้ป่วยแออัดและปริมาณงานมากล้นของโรงพยาบาลรัฐทั่วประเทศ รวมถึงไม่มีงบประมาณจ้างเภสัชกรเพิ่ม ทำให้เกิดปัญหาความผิดพลาดในการสั่งจ่ายยา และปัญหาการให้คำแนะนำแก่ผู้ป่วย ซึ่งโรงพยาบาลในต่างประเทศมักใช้ระบบแบ่งหน้าที่ส่วนนี้ไปให้ร้านขายยาในชุมชนใกล้บ้านผู้ป่วย

“วิธีการที่เสนอคือ ให้ผู้ป่วยบัตรทองไปลงทะเบียนว่าต้องการใช้บริการร้านขายยาชื่ออะไร ตั้งอยู่ใกล้บ้านหรือใกล้ที่ทำงาน และร้านขายยาก็ต้องมาขึ้นทะเบียนด้วยเช่นกัน เพื่อให้สามารถตรวจสอบมาตรฐานและข้อมูลอื่นๆ ได้ โดยเฉพาะการมีเภสัชกรประจำร้านไม่ต่ำกว่า 8 ชั่วโมง หรือตลอดเวลาที่เปิดทำการ เพื่อการันตีว่าคนไข้จะได้รับยาและคำแนะนำการใช้ยาที่ถูกต้องเหมาะสมไม่ต่างจากการไปโรงพยาบาล ซึ่งตรงนี้ สปสช.ก็ต้องช่วยภาระค่าใช้จ่ายของร้านขายยาในชุมชนด้วย เพราะต้องจ่ายค่าสถานที่ ค่าเก็บยา ค่าเภสัชกร และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ช่วงนี้หลายฝ่ายกำลังช่วยกันประเมินว่าควรเป็นเงินเท่าไร วิธีจ่ายทำอย่างไร งบประมาณตรงนี้จะเพิ่มขึ้นมา โดยแยกออกจากงบรายหัวที่จ่ายให้โรงพยาบาล”

นายกสภาเภสัชกรรม กล่าวสรุปถึงข้อดีว่านอกจากช่วยลดความแออัดในโรงพยาบาลและลดภาระการเดินทางแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นยังช่วยให้ผู้ป่วยเกิดความสนิมสนมกับเภสัชกรในชุมชนของตนเอง มีความคุ้นเคยสามารถให้คำแนะนำใกล้ชิดและติดตามการใช้ยาได้อย่างถูกต้องเหมาะสม เช่น กรณีกินยาไม่ครบ กินยาไม่ถูกต้อง แพ้ยา หรือหากผู้ป่วยมีอาการผิดปกติก็สามารถแนะนำส่งต่อให้โรงพยาบาลได้อย่างทันท่วงที

ส่วนข้อควรระวังนั้น นโยบายนี้อาจเปิดโอกาสให้กลุ่มทุนธุรกิจขนาดใหญ่เข้ามาแย่งตลาดร้านขายยาของชุมชน เนื่องจากมีเงินลงทุนจำนวนมากสามารถก่อสร้างตบแต่งทำให้ภาพลักษณ์ร้านดูดีน่าเชื่อถือ และตั้งอยู่ในพื้นที่ได้เปรียบเช่น ในห้างร้านสะดวกซื้อ ตลาด หรือซูเปอร์มาร์เก็ตที่ผู้คนต้องเดินทางไปจับจ่ายซื้อของเป็นประจำ ดังนั้นร้านขายยาและชุมชนต้องช่วยกันคิดวิธีป้องกันไม่ให้เกิดการผูกขาดโดยนายทุนกลุ่มใหญ่

ตัวอย่างเช่น ข้อมูลจาก “ห้างแม็คโคร” ที่ประกาศปรับปรุงร้านขายยาของแม็คโครใหม่ โดยเริ่มจาก “สาขาสาทร” ด้วยพื้นที่ 220 ตรม. เน้นความสะดวกสบายและเพิ่มจำนวนสินค้ายาและเวชภัณฑ์อื่นๆ มากกว่า 1.6 พันรายการ เพื่อรองรับการเติบโตกลุ่มลูกค้ารักสุขภาพที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมีร้านขายยาที่เป็นแบรนด์ต่างประเทศและของไทยที่อาจสนใจเข้ามาร่วมด้วย เช่น บู๊ทส์ วัตสัน เพียว ฟาสซิโน เซฟดรัก ฯลฯ

สรุปเบื้องต้นได้ว่า ข้อดีของ “นโยบายผู้ป่วยรับยาใกล้บ้าน” มีมากมายนับไม่ถ้วน รอเพียงไฟเขียวจาก “เสี่ยอนุทิน” ว่าจะจริงจังแค่ไหน และเชื่อว่า “ทีมที่ปรึกษากระทรวงสาธารณสุข” คงมองเห็นข้อเสียเรียบร้อยแล้ว และกำลังหาหนทางป้องกัน โดยเฉพาะช่องโหว่ที่จะเปิดให้ “กลุ่มทุนร้านยายักษ์ใหญ่” เข้ามาผูกขาดเบ็ดเสร็จ !

บิ๊กป้อม ตัวตายตัวแทน บิ๊กตู่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/384618?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

บิ๊กป้อม ตัวตายตัวแทน บิ๊กตู่

22 สิงหาคม 2562 – 09:40 น.
ถอดรหัสลายพราง,บิ๊กป้อม,บิ๊กตู่,พลอประวิตร วงษ์สุวรรณ,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 3,562 ครั้ง

คอลัมน์… ถอดรหัสลายพราง โดย… พลซุ่มยิง

คำพูดเมื่อ 15 ปีที่แล้วของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทยกำลังจะเป็นจริง หลังได้เห็นแววอนาคตทางการเมืองของนายทหารคนหนึ่ง พร้อมเปรยกับคนในแวดวงการเมืองด้วยกันว่า “ขอให้จับตานายทหารคนนี้ไว้” ในครั้ง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ยังรับราชการทหารและความสัมพันธ์ยังไม่ขาดสะบั้นเหมือนเช่นทุกวันนี้

ทันทีที่ตอบรับเป็นประธานยุทธศาสตร์พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ถือว่า พล.อ.ประวิตร เข้าสู่ถนนการเมืองเต็มตัว หลังจากเตรียมการไว้ล่วงหน้า

โดยถ่ายโอนอำนาจงานด้านความมั่นคงที่ครอบคลุมไปถึงการดูแลกองทัพ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) มาอยู่ในมือของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม

‘ยุทธศาสตร์ใหม่’ นี้ถูกปรับหลังเห็นบรรยากาศความปั่นป่วนภายในพรรครัฐบาลและเวทีสภา

ที่ไร้ความเป็นปึกแผ่นและขาดเอกภาพในการทำงานหากยังบริหารประเทศ ‘สไตล์’ เดิมๆ คงไปไม่รอด เพราะมีระบบการตรวจสอบที่เข้มข้นของฝ่ายค้าน และ พล.อ.ประวิตร ก็สุ่มเสี่ยงจะเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองเพราะมีความสัมพันธ์กับบุคคลมากหน้าหลายตา ทั้งทหาร-ตำรวจ-ข้าราชการ รวมถึงนักธุรกิจ

ภายใต้ ‘ยุทธศาสตร์’ นี้ พล.อ.ประยุทธ์ จะไม่เข้าไปเป็นหนึ่งในสมาชิก หรือนั่งเป็นหัวหน้า พปชร. อย่างที่คาดการณ์กันไว้ แต่จะเน้นงานด้านบริหารราชการแผ่นดินอย่างเดียว ส่วนงานด้านการเมืองเป็นหน้าที่ของพล.อ.ประวิตร เพราะนอกจากเป็นผู้กว้างขวางแล้วยังขึ้นชื่อเป็น ‘มือประสานสิบทิศ’ เพื่อขับเคลื่อนงานทั้งในและนอกสภา

สิ่งแรกที่ พล.อ.ประวิตร ต้องเข้าไปแก้ปัญหาคือการ ‘คอนโทรล’ ส.ส.ในสภาวะเสียงปริ่มน้ำ

เพราะเป็นปัจจัยสำคัญทำให้แพ้การลงมติร่างข้อบังคับการประชุมสภาต่อฝ่ายค้านถึง 2 ครั้ง ซึ่ง 10% มาจาก พปชร. แต่อีก 90% พบว่าเป็นคนของพรรคร่วมรัฐบาล เช่น ประชาธิปัตย์ ภูมิใจไทย และพรรคเล็กที่ไม่อยู่ในห้องประชุมขณะที่ทำการลงคะแนน

เชื่อว่า พล.อ.ประวิตร จะต้องเรียกความเชื่อมั่นและความศรัทธาพรรคร่วมรัฐบาลกลับคืนมาให้ได้และต้องเข้าไปหารือหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลในการกำกับส.ส.ของตัวเองให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ไม่เช่นนั้นการบริหารงานจะเกิดปัญหาเช่นนี้ตลอด เพราะต้องการสร้างเงื่อนไขต่อรองทางการเมือง โดยเฉพาะในปี 2563 พ.ร.บ.งบประมาณจะผ่านสภา หากไม่รีบแก้ไขโอกาสรัฐบาลล่มมีสูง

เป็นที่สังเกตว่าตำแหน่งประธานยุทธศาสตร์ พปชร.ยังมีอำนาจเหนือกว่าหัวหน้าพรรค ทำนองเดียวกับพรรคเพื่อไทยที่มีคุณหญิงสุดารัตน์ นั่งตำแหน่งนี้อยู่ หากเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองกับ พล.อ.ประยุทธ์ ที่มีปัญหาเรื่องการถวายสัตย์ปฏิญาณตนไม่ครบถ้วนตาม มาตรา 161 รัฐธรรมนูญ 2560 และอยู่ระหว่างเข้าไปชี้แจงต่อผู้ตรวจการแผ่นดินภายใน 15 วัน รวมถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญยังรับวินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรีของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (6) และมาตรา 98 (5) ตามที่ฝ่ายค้านยื่นผ่านนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ยังไม่นับการแถลงนโยบายที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญโดยไม่ชี้แจงจำนวนเงิน และที่มาของรายได้ แม้แต่ “พล.อ.ประยุทธ์” ก็กังวลกับสิ่งที่ต้องเผชิญอยู่จนออกอาการ ‘แหยง’ เพราะเข้าสภาทีไร จะถูกฝ่ายค้านขย่มซ้ำในเรื่องเดิม พร้อมๆ กับหาประเด็นใหม่ๆ มาโจมตีตลอด เรียกว่าความวัวไม่ทันหายความควายก็เข้ามาแทรกแบบไม่ให้ตั้งหลัก ปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่ง ‘นายกรัฐมนตรี’

ต้องยอมรับว่าฝ่ายค้านโดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยและอนาคตใหม่ รู้จุดอ่อนของรัฐบาลและเดินเกมไปในทิศทางเดียวกันด้วยความมั่นคง ทั้งๆ ที่ไม่มีหัวหน้าพรรคคอยกำกับดูแล แต่ ส.ส.ภายในพรรคมีความสุขุม นิ่ง ไม่ว่าจะเป็นคนเก่าๆ หรือคนรุ่นใหม่ที่ฉายแววความรู้ความสามารถจนเดาทางไม่ออก เท่ากับว่า ‘พล.อ.ประยุทธ์’ กำลังรับศึกหนักและต้องปรับรูปเกมตลอดเพื่อรับมือฝ่ายค้าน ขึ้นอยู่กับว่าใครจะยืนระยะได้ยาวกว่ากัน

ซึ่งหากพลาดพลั้ง พล.อ.ประวิตร เปรียบเสมือน ‘ตัวตาย ตัวแทน’ ที่จะเข้ามาสานต่อในฐานะ ‘รักษาการนายกรัฐมนตรี’ เพราะไม่เพียงแต่จะรู้งาน 5 ปีของรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แล้ว ยังรวมถึงการบริหารงานของรัฐบาลประยุทธ์ 1/2 อีกด้วย แต่ถ้าหากสถานการณ์เลวร้ายที่สุด “พล.อ.ประยุทธ์” กระเด็นจากเก้าอี้ไม่ว่าด้วยปัจจัยใดก็ตาม พี่ใหญ่คนนี้ก็พร้อมเข้ามาทำหน้าที่ ‘นายกรัฐมนตรี’