เอ๊ะยังไง รมต.ค่ายเสี่ยหนู “มนัญญา” แน่หรือ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/376904?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เอ๊ะยังไง รมต.ค่ายเสี่ยหนู “มนัญญา” แน่หรือ

25 มิถุนายน 2562 – 10:48 น.
ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,ชาดา,นายชาดา ไทยเศรษฐ์,รมต,เสี่ยหนู อนุทิน,พรรคภูมิใจไทย
เปิดอ่าน 18,130 ครั้ง

คมลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก 25 มิถุนายน 2562

***************

          เป็นข่าวพรายกระซิบมาหลายวันแล้ว ค่ายภูมิใจไทยอาจต้องหาผู้เล่นสำรองแทนน้องสาวสุดรักของ “ชาดา ไทยเศรษฐ์” เพราะขัดข้องปัญหาทางเทคนิคบางประการ

          ไม่ทันไรมีชื่อเสี่ยใหญ่เจ้าของตลาดศรีเมือง ราชบุรี โผล่แทรกเข้ามา ทำให้ค่ายภูมิใจไทยมีรัฐมนตรีช่วยเกษตรและสหกรณ์ คน ทำไมเป็นอย่างนั้นใครปล่อยข่าว?

เบแหม่ม” นายกเล็กคนสวย

          พลันที่มีข่าว “ชาดา ไทยเศรษฐ์” ยินดีเสียสละยกตำแหน่ง “รมช.เกษตรฯ” ให้น้องสาว “เบแหม่ม” หรือ “นายกแหม่ม” มนัญญา ไทยเศรษฐ์ แอดมินแฟนเพจนายกเทศมนตรีเมืองอุทัยธานี ได้จัดทำคลิปชุด “พี่ชายที่แสนดี” ประกอบเพลงดังโพสต์ทันที คนแห่แชร์กันมากมาย

ชาดา มนัญญา และเจเศรษฐ

          “ชาดา” ลูกชายของพ่อเดชา และแม่ปาลี้ ไทยเศรษฐ์ คหบดีรายใหญ่ใน จ.อุทัยธานี ชีวิตเติบโตมากลางดงคนค้าเนื้อวัวควาย ย่านลุ่มน้ำสะแกกรัง

          “คุณพ่อผมเป็นคนอุทัยธานี คุณแม่เป็นคน จ.กาญจนบุรี คุณปู่ผมมีเชื้อสายปากีสถาน ส่วนย่ามีเชื้อมอญ ยายเป็นไทยแท้ ผมมีพี่น้อง คน คนโตชื่อชัยยศ ผมเป็นคนที่ ส่วนคนสุดท้อง น้องสาวผมชื่อมนัญญา” ส..เมืองอุทัยฯ เล่าประวัติตัวเองให้สื่อสายมุสลิมฟัง

มนัญญา กับลูกชาย เจเศรษฐ์ ส.ส.อุทัยฯ

          “มนัญญา” มีลูกชายชื่อ “ชาร์จ” เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ ส..เขต อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย ซึ่งเดิมที ชาดาต้องการให้ลูกชาย “ฟารุต” ลงสนามการเมืองที่เขต แต่โชคร้าย ฟารุตถูกยิงเสียชีวิตเมื่อหลายปีก่อน

          ปี 2550 ชาดา ลาออกจากนายกเทศมนตรีเมืองอุทัยธานี ไปเล่นการเมืองระดับชาติ “เบแหม่ม” จึงเป็นนายกเล็กเมืองอุทัย สานงานต่อ และนำกลุ่มคุณธรรม ชนะเลือกตั้งในปี 2554 

เบแหม่มหรือมนัญญา กับ พี่ชายที่แสนดี

          ในความโชคดีก็มีข่าวไม่ดี เมื่อสำนักข่าวอิศรานำเสนอโครงการบ่อบำบัดร้าง จ.อุทัยธานี เป็นมหากาพย์

          “เบแหม่ม” จะไปถึงฝั่งฝันหรือไม่คนบ้านใหญ่ “ดอนหมื่นแสน” ลุ่มน้ำสะแกกรังลุ้นระทึก

สัจจะกลุ่มคุณธรรม

           นับแต่ “ชาดา” ลาออกจากพรรคชาติไทยพัฒนา มาเดินเคียงข้าง “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล หาเสียงแถว จังหวัดภาคใต้ พรรคภูมิใจไทย ได้มอบตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคให้นักการเมืองดังจากอุทัยฯ

          “เสี่ยหนู” มอบหมายให้ “ชาดา” ดูแลพื้นที่รอยต่อภาคกลาง และภาคเหนือตอนล่าง โดยวางเป้าหมายไว้ที่อุทัยธานีและนครสวรรค์

ชาดา พาเสี่ยหนู หาเสียงนครสวรรค์ 

          นัยว่ามีสัญญาใจกันเรื่องตำแหน่งรัฐมนตรี เพราะชาดาเป็น ส..2 สมัย และได้เป็นประธานกรรมาธิการเกษตรและสหกรณ์ มาแล้ว

          สำหรับชาดาเอง ในเขต อุทัยฯ ไม่กังวัลเท่าไหร่ จึงทุ่มสรรพกำลังมาที่เขต ช่วยหลานชายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ ผู้สมัครหน้าใหม่ แต่อาศัยฐานเดิมของมารดามนัญญา บวกกับแรงอัดฉีดจากชาดา พรรคภูมิใจไทยก็ซิวเก้าอี้ เขตเมืองอุทัยไปได้

          ที่นครสวรรค์ ชาดาได้ “มานพ ศรีผึ้ง” อดีตนายก อบจ.นครสวรรค์ จัดทีม ส..ลงครบทุกเขต เฉพาะเขต (ท่าตะโก ไพศาลี และหนองบัวมานพ ลงชน พ...นุกูล แสงศิริ อดีตส..พรรคเพื่อไทย ปรากฏว่า มานพ เอาชนะแชมป์เก่าไปได้

          เมื่อได้ ที่นั่ง บวกคะแนนบัญชีรายชื่ออีกหลายแสนคะแนน ย่อมต้องได้ตำแหน่งรัฐมนตรี 

มานพ ศรีผึ้ง ส.ส.นครสวรรค์

นภินทร” สีไหนกันแน่?

          ที่น่าประหลาดใจกรณี “โผรายชื่อรัฐมนตรี” ของค่ายภูมิใจไทย มีชื่อของ “นภินทร ศรีสรรพางค์” อดีตส..ราชบุรี และอดีต ส..บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย อยู่ในลิสต์รายชื่อ “รมช.เกษตรและสหกรณ์”

          “นภินทร” เป็นเจ้าของตลาดศรีเมือง ตลาดกลางผักและผลไม้ จ.ราชบุรี เมื่อสองปีก่อน นภินทร จับมือ “วิสาร เตชะธีราวัฒน์” ส..เชียงราย พรรคเพื่อไทย เปิดตลาดล้านเมือง ที่เชียงราย บนเนื้อที่กว่า 160 ไร่

นภินทร ศรีสรรพางค์

          เมื่อปี่กลองการเมืองดังขึ้น นภินทรก็ยังนิ่ง ขณะที่กลุ่มอดีต ส..ในราชบุรี แยกออกเป็น สายคือ กลุ่มมัฌชิมาเดิมไปสังกัดพรรคพลังประชารัฐ ส่วนกลุ่มสรอรรถ กลิ่นประทุม สังกัดพรรคภูมิใจไทย

          “สรอรรถ” ในฐานะแม่ทัพภาคกลาง มอบให้ เกชา ศักดิ์สมบูรณ์ อดีตส..ราชบุรี และบุญลือ ประเสริฐโสภา รับผิดชอบเมืองโอ่ง

          จู่ๆ วันปราศรัยใหญ่ที่ราชบุรี “เสี่ยหนู” ยกเวทีเคลื่อนที่ไปตลาดศรีเมือง ราชบุรี และวันนั้น เสี่ยหนู ได้มอบเสื้อพรรคภูมิใจไทยให้นภินทร ในฐานะสมาชิกพรรคคนหนึ่ง

          นั่นคือการเปิดตัวของนภินทร ศรีสรรพางค์ เป็นผู้สนับสนุนทีมภูมิใจไทย ราชบุรี ว่ากันตามจริง นภินทรไม่ได้มีชื่อในบัญชีรายชื่อส..ของพรรค 

          เมื่อวันที่ค่ายภูมิใจไทยตัดสินใจเข้าร่วมรัฐบาลลุงตู่ 2/1 ก็มีชื่อเจ้าตลาดศรีเมืองติดอยู่ในโผ ครม.สายสีน้ำเงินด้วย

          มาถึงวันนี้ยังมีชื่อนภินทร ในตำแหน่ง รมช.เกษตรฯ อยู่ ซึ่งดูแปลกๆ พิกล

‘ท่าดี ทีเหลว’ สะท้อนเลือกตั้ง ภายใต้ ‘รธน.60’

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/376747?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘ท่าดี ทีเหลว’ สะท้อนเลือกตั้ง ภายใต้ ‘รธน.60’

25 มิถุนายน 2562 – 10:10 น.
รธน60,เลือกตั้ง,คสช,คณะรัฐบาล
เปิดอ่าน 4,939 ครั้ง

โดย…  ขนิษฐา เทพจร

 หลังการเลือกตั้ง ส.ส.เป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 24 มีนาคม แม้ผลการเลือกตั้ง ส.ส.อย่างเป็นทางการ จะปรากฏผลทั้งหมดแล้ว และการเมืองขณะนี้ ก้าวสู่การตั้ง “คณะรัฐบาล” ชุดใหม่ ที่มีผู้นำคนเดิม คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็น “นายกรัฐมนตรี” และโฉมหน้า “รัฐมนตรี” ที่คาดการณ์ว่า จะเป็นคนหน้าเดิม

กับควันหลงของการเลือกตั้ง ภายใต้กติกาฉบับใหม่ ทั้ง “รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560” และ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้ง จำนวน 4 ฉบับ ยังถูกหยิบยกมาวิจารณ์ว่า เป็นกติกาที่สมบูรณ์และเหมาะสมต่อการใช้ “การเลือกตั้ง” เป็นโจทย์ที่ถูกตอบได้ตรงจุดต่อประเด็นเป็นกลไกพาประเทศไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยในระยะเปลี่ยนผ่าน หรือไม่ ?

ในงานรำลึกเชิดชูครูกฎหมาย ศาสตราจารย์ไพโรจน์ ชัยนาม ครั้งที่ 9 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดเวทีอภิปราย สะท้อน “บทเรียนการเลือกตั้งในรัฐธรรมนูญฉบับ 60” เพื่อร่วมถอดบทเรียน ผ่านการศึกษาในมิติที่สำคัญ คือ “การออกแบบระบบเลือกตั้ง” และ “การดำเนินการเลือกตั้ง” ที่มีบทสรุปร่วมกันว่า ไม่ว่ากลไกสูงสุด รวมถึงกติกาที่มาเคียงคู่กัน จะออกแบบมาด้วยความตั้งใจดี เพื่อแก้โจทย์การเมืองที่เป็นปัญหาได้ดีเพียงใด สุดท้ายภายใต้กระบวนการเลือกตั้ง ที่เป็นปัญหาคาใจของคนในสังคม ย่อมส่งผลต่อการสร้างความเชื่อมั่นในระบบการเมืองไทยหลังจากนี้ รวมถึง ความเชื่อถือใน “รัฐบาล” ที่เตรียมเข้ามาบริหารประเทศหลังการเลือกตั้ง

รศ.ดร.ณรงค์เดช สรุโฆษิต นักวิชาการคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ทัศนะตอนหนึ่งว่า การเลือกตั้งเมื่อ 24 มีนาคม 2562 ยังพบสิ่งที่เป็นปัญหา โดยเฉพาะการกำหนดสูตรคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ตามระบบเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม ทั้งนี้เข้าใจว่าการยึดหลักของระบบเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสมคือ ให้ทุกคะแนนเสียงมีค่า ทุกคะแนนเสียงถูกนับ ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานการเลือกตั้งสากล

“แต่ปัจจัยสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามคือ ต้องคำนึงต่อการเคารพสิทธิของประชาชนที่ออกเสียงลงคะแนนด้วย เพราะการเคารพดังกล่าวเป็นปัจจัยขั้นต้นที่ส่งผลต่อระบบการเมืองที่มีประสิทธิภาพและเสถียรภาพ เพราะหากก้าวข้ามหลักการสำคัญ คือ การเลือกตั้งทางตรง ออกแบบโจทย์ที่บิดเบือนการออกเสียงของประชาชน ลดคุณค่าของคนให้ไม่เท่ากัน จะทำให้กลายเป็นปัญหาต่อการยอมรับในกระบวนการเลือกตั้ง และจะทำให้การเลือกตั้งถูกใช้เป็นฐานสร้างความชอบธรรมให้บุคคลเท่านั้น”

ดร.ณรงค์เดช เสนอมุมมองด้วยว่า ในกระบวนการจัดการเลือกตั้งตั้งแต่ต้น คือ การแบ่งเขตเลือกตั้ง ที่ในทางปฏิบัติสามารถกำหนด “ผู้ชนะเลือกตั้ง” ได้ ตามหลักสากลพึงคำนึงถึงความเป็นผู้แทน, จำนวนประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งและการออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง โดยการแบ่งเขตเลือกตั้งที่ผ่านมา ที่พบปัญหาเรื่องการใช้อำนาจของ กกต. ทำให้ คสช.ใช้อำนาจตามมาตรา 44 แก้ปัญหาด้วยการให้ กกต.เดินหน้าแบ่งเขตได้ พร้อมรับรองการกระทำของ กกต.นั้นถูกต้องชอบธรรม และห้ามบุคคลใดนำไปฟ้องร้องในทางคดี

“การเลือกตั้งในประเทศไทยมีปัญหา เพราะมีใบเสร็จชัดเจน ซึ่งดูได้จากการแบ่งเขตเลือกตั้ง ที่มีลักษณะบิดเบี้ยว ทำให้สะท้อนไปถึงผลการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ซึ่งขัดต่อหลักการสากล ส่วนการประกาศผลเลือกตั้ง และการประกาศผลนับคะแนนยังพบปัญหา ตรวจสอบไม่ได้ ทั้งที่ประชาชนอยากมีส่วนร่วม” ดร.ณรงค์เดช กล่าว

กับมุมมองต่อระบบและกระบวนการเลือกตั้งที่เป็นปัญหา “นักวิชาการคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” สรุปไว้ในสาระสำคัญว่า ตัวปัญหาอยู่ที่กฎหมาย พร้อมยกตัวอย่างที่อนาคตควรแก้ไขคือ การกำหนดเพดานค่าใช้จ่ายหาเสียงเลือกตั้ง และลักษณะการหาเสียงเลือกตั้ง ในการเลือกตั้งที่ผ่านมากำหนดเพดานค่าใช้จ่าย ที่ ส.ส. 1 คน มีค่าใช้จ่ายไม่เกิน 1.5 ล้านบาท ขณะที่พรรคไม่เกิน 35 ล้านบาท เพื่อให้เกิความเสมอภาค และพบการเขียนเกณฑ์ปฏิบัติอื่นๆ เช่น กำหนดขนาดป้ายหาเสียง, จำนวนป้ายหาเสียง, จำนวนรถหาเสียง, สถานที่ติดป้ายหาเสียง ซึ่งมองว่าเป็นการตัดเสื้อโหลให้คนใส่ เพื่อให้เกิดความเสมอภาค แต่คนที่คิดหลักเกณฑ์ดังกล่าวลืมไปว่า ต้องคำนึงถึงเสรีภาพด้วย ที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งสามารถออกแบบการหาเสียงเลือกตั้งให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ และเหมาะสมกับยุคเทคโนโลยีสมัยใหม่ ขณะเดียวกันการไม่เขียนกติกาที่ครอบคลุมถึงการใช้จ่ายของกลุ่มกองเชียร์ และกองแช่ง ทำให้เห็นว่า การเขียนกติกาเลือกตั้งแม้จะวางหลักการไว้ดี แต่เมื่อบังคับใช้ยังเกิดปัญหาจำนวนมาก

“แม้ประชาธิปไตย ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งทั้ง 100 เปอร์เซ็นต์ แต่การเลือกตั้งคือองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้เกิดความเป็นประชาธิปไตยในประเทศ โดยสิ่งที่สะท้อนการเลือกตั้งที่เป็นประชาธิปไตยคือ พลเมืองไทยต้องมีสิทธิเลือกตั้งอย่างกว้างขวาง ภายใต้ข้อจำกัดบางประการ เช่น อายุ, ไม่เป็นคนฟั่นเฟือน ขณะเดียวกัน พลเมืองที่ได้สิทธิเลือกตั้ง ต้องได้ใช้สิทธิเลือกตั้งทางตรง ไม่ใช่เลือกคนกลาง เพื่อให้คนกลางตัดสินใจเลือกบุคคลอื่นแทน ขณะที่การแสดงเจตจำนงในการเลือกตั้ง ตามพื้นฐานระบอบประชาธิปไตยคือ คนต้องมีคุณค่าเท่ากัน หมายถึง คะแนนเสียงที่ประชาชนโหวตต้องเท่าเทียมกัน 1 คน 1 เสียง นอกจากนั้นการใช้สิทธิต้องมีอิสระ ผ่านการตัดสินใจบนข้อมูลที่รอบด้าน ภายใต้กติกาที่เป็นธรรม และการกำกับการเลือกตั้งภายใต้กติกาที่เป็นธรรม” ดร.ณรงค์เดช กล่าว

ขณะที่ ผศ.ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว นักวิชาการคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองบทเรียนเลือกตั้ง ภายใต้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 และกฎหมายประกอบที่ใช้เลือกตั้งว่า ท่าดี ทีเหลว เพราะสิ่งที่เขียนไว้ เพื่อวางกรอบกติกาซึ่งเป็นแนวทางการปฏิรูปการเลือกตั้ง เป็นแนวทางที่จะขับเคลื่อนการเมืองไปในทิศทางที่ดีขั้นได้ แต่กติกาหรือแนวทางดังกล่าวไม่สามารถบังคับใช้ได้ เพราะ “คสช.” ออกประกาศและคำสั่ง เพื่อยุติการใช้แนวทางนั้น เช่น สั่งให้งดการเลือกตั้งขั้นต้นเพื่อหาผู้สมัคร ส.ส.ของพรรรคการเมือง หรือ ไพรมารีโหวต, การใช้เกณฑ์จำนวนสมาชิกพรรคในพื้นที่เพื่อได้สิทธิส่งตัวแทน ส.ส.ลงแข่งขันเลือกตั้ง ทั้งนี้การเขียนรัฐธรรมนูญ เข้าใจว่ามีโจทย์ที่ผู้ยกร่างต้องการแก้ปัญหา ซึ่งเป็นสิ่งที่สร้างความหวังและความเป็นจริง แต่กติกาที่เขียนไว้ ไม่สามารถทำให้เกิดขึ้นได้จริงทุกครั้ง ดังนั้นจึงเป็นบทเรียนที่ควรต้องเรียนรู้อย่างสำคัญ

 “หลายประเทศพบความล้มเหลวของการออกแบบระบบเลือกตั้ง เพราะคนไม่เลือกตามที่ออกแบบไว้ เนื่องจากมีลักษณะความคิด ความเชื่อ ค่านิยมที่ทำให้กติกาใช้ไม่ได้ผล บทเรียนของสิ่งที่ว่าเมื่อเทียบกับของประเทศไทย คือความไม่ชัดเจนในกระบวนการจัดการเลือกตั้ง ทำให้ประชาชนขาดความมั่นใจ อาทิ มีบัตรเขย่ง, นับคะแนนเลือกตั้งหลายรอบและได้ผลลัพธ์ไม่เท่ากัน, การจัดการเลือกตั้งที่ประชาชนขาดชุดความรู้ที่สำคัญก่อนการใช้สิทธิ รวมถึงประชาชนไม่สามารถตรวจสอบผล หรือการจัดการเลือกตั้งได้ ทำให้กลายเป็นความไม่มั่นใจ หากคนไม่เชื่อใจในการเลือกตั้ง จะส่งผลกระทบต่อความเชื่อใจต่อรัฐบาล และ ส.ส. ซึ่งความเชื่อใจที่ว่า คือสิ่งสำคัญต่อการดำรงอยู่ของรัฐบาล” ดร.อรรถสิทธิ์ กล่าว

ขณะที่โจทย์ของการเลือกตั้ง ที่ถูกออกแบบกติกาให้ใช้ระบบเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม มีบัตรเลือกตั้งใบเดียว “ดร.อรรถสิทธิ์” เชื่อว่าผลลัพธ์ของโจทย์คือ ได้หลายพรรคการเมืองเข้าสู่ระบบสภา และนำไปสู่รัฐบาลผสม โดยการกำหนดกติกาที่ว่านั้นสะท้อนเป็นบทสรุปของข้อมูลได้ว่า ก่อนการเลือกตั้ง มี 88 พรรคการเมืองที่จดทะเบียนกับ กกต., มี 77 พรรคการเมืองที่ส่งตัวแทนลงเลือกตั้ง และมี 26 พรรคการเมืองที่ได้รับเลือกตั้งเข้าสภา ซึ่งพรรคที่ได้รับคะแนนสูงสุด คือ พรรคพลังประชารัฐ ได้ 8.4 ล้านคะแนน ขณะที่พรรคการเมืองซึ่งได้คะแนนน้อยที่สุด คือ พรรคกสิกรไทย ได้ 182 คะแนน ขณะที่การทำงานในสภานั้น จะมีเพียง 11 พรรคการเมืองที่มีบทบาทสำคัญ

        “การเปลี่ยนแปลงระบบเลือกตั้ง ส่งผลต่อจำนวนพรรคการเมืองที่เข้าสู่สภา ล่าสุดมีถึง 26 พรรคการเมือง ซึ่งสัดส่วน ส.ส.ที่เกิดขึ้นนั้นบิดเบี้ยว แต่ไม่ร้ายแรง หากการเลือกตั้งครั้งหน้า 26 พรรคการเมืองส่งตัวแทนลงเลือกตั้ง เชื่อว่าจะมีเพียง 6 พรรคการเมืองที่ชนะเลือกตั้ง ขณะที่การทำงานในสภา ที่มีบทบาท ทำงานได้ คือ 11 พรรคการเมืองเท่านั้น แต่ ส.ส.ของพรรคการเมืองขนาดเล็กมีบทบาทในระดับมากเช่นกัน เพราะถือเป็นงูเห่า แต่สิ่งที่ต้องกลัวไม่ใช่การกลัวงูเห่า แต่กลัวงูป่วยดีกว่า ภายใต้รัฐบาลและสภาเสียงข้างมากปริ่มน้ำ การใช้สิทธิไม่มาประชุม ถือเป็นขั้นตอนหนึ่งที่เทียบได้กับการโหวตสวนมติพรรค ขณะที่การลาประชุมนั้นไม่ต้องห่วงว่า หากขาดประชุมโดยไม่ได้รับอนุญาต เกิน 1 ใน 4 ของจำนวนวันประชุมของสมัยประชุม ต้องถูกพ้นสมาชิกภาพ เพราะการทำใบลาประชุมสามารถทำย้อนหลังได้ โดยให้เพื่อน ส.ส.รับรอง ขณะที่การตรวจสอบนั้นทำได้ยาก เพราะเขาอ้างว่า ส.ส.ไม่ใช่บุคคลสาธารณะ” ดร.อรรถสิทธิ์ กล่าวปิดท้าย

ขณะที่นักเคลื่อนไหวด้านกฎหมายเพื่อประชาชน “ยิ่งชีพ อัชฌานนท์” ผู้จัดการโครงการอินเตอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) ชี้ว่าปัญหาของการเลือกตั้งที่ผ่านมา เกิดจาก “กกต.” ในฐานะผู้จัดการเลือกตั้ง ที่พบความผิดพลาด แต่ไม่ออกมายอมรับผิดหรือขอโทษต่อประชาชน อาทิ การแจกบัตรเลือกตั้งผิดเขตในวันเลือกตั้งล่วงหน้า ทำให้ประชาชนใช้สิทธิเลือกตั้งผิดพื้นที่เลือกตั้งแม้หลังการเลือกตั้งจะขอตรวจสอบกรณีบัตรเสียที่มีมากถึง 2.5 ล้านใบ เพื่อทราบถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดบัตรเสีย เช่น ลงคะแนนผิดเขต, สัญลักษณ์กาบัตรไม่เป็นไปตามที่กำหนด เพื่อแก้ไขในการเลือกตั้งครั้งต่อไป แต่ กกต.กลับไม่ดำเนินการนำบัตรเสียมาตรวจสอบเพื่อหาทางแก้ไขข้อผิดพลาด ขณะที่การจัดการเลือกตั้งที่มีปัญหา เช่น การนับคะแนนรายหน่วยผิดพลาด แต่ กกต.ไม่ยอมเปิดเผยคะแนนรายหน่วยที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ในขั้นตอนของ กกต. เมื่อนับคะแนนที่หน่วยเลือกตั้ง ต้องส่งคะแนนดิบไปรวมที่ส่วนกลาง ซึ่งในกระบวนการประกาศผลเลือกตั้ง มีข้อสงสัยว่า อาจเพิ่มคะแนนให้แก่บางพรรคการเมืองได้หรือไม่ ดังนั้นมองว่าไม่มีเหตุผลใดที่ กกต.จะเลี่ยงการเปิดเผยคะแนนรายหน่วย ยกเว้น การประกาศคะแนนเลือกตั้งรวมเกินกว่าคะแนนที่ได้รับจริง

นอกจากนั้น “ยิ่งชีพ” ยังตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการเขียนกติกาอื่นๆ ที่ส่งผลต่อการเมืองหลังจากนี้คือ การกำหนดประมวลจริยธรรม ที่ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้ยกร่าง และมีผลบังคับใช้กับนักการเมือง ดังนั้นหากฝ่ายใดต้องการให้ ส.ส.ฝ่ายตรงข้ามออกจากสภาผู้แทนราษฎร สามารถใช้กลไกการร้องเรียนปัญหาจริยธรรม หรือทำความผิดด้านจริยธรรมอย่างร้ายแรง ซึ่งผู้ที่จะวินิจฉัยคือ คนกลุ่มเดียวกัน นอกจากนั้นการทำร่างกฎหมายของฝ่ายค้านที่เสนอต่อสภา หากฝ่ายผู้มีผลประโยชน์ไม่ต้องการให้ผ่านพิจารณา สามารถอ้างได้ว่า ร่างกฎหมายฉบับนั้น ขัดกับบทบัญญัติว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูปได้ ซึ่งการตีความกรณีดังกล่าว ยังเป็นคนกลุ่มเดิม

          สุดท้ายในเวทีอภิปรายนั้น แม้จะไม่ฟันธงว่า “ทิศทางการเมือง” และ “รัฐบาลใหม่ หน้าเดิม” จะอยู่ต่อ หรือเดินหน้าทำงานให้ราบรื่นได้อย่างไร ท่ามกลางกระแสสังคมที่ยังเคลือบแคลงและสงสัย ต่อกระบวนการได้มาซึ่งอำนาจทางการเมือง ผ่านการเลือกตั้งที่หลายคนตั้งข้อสงสัย แต่เชื่อว่า ปัญหาของรัฐธรรมนูญ และกติกาทางการเมืองหลังจากนี้ จะถูกหยิบยกมาพิจารณา อย่างน้อยเพื่อเป็นการหาทางออกและสร้างกติกาใหม่ที่สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างเท่าเทียม เสมอภาค มีเสรีภาพ และอิสรภาพ

รัฐธรรมนูญ 2540 กำเนิด “เจ้าพ่อยุคใหม่”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/376887?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

รัฐธรรมนูญ 2540 กำเนิด “เจ้าพ่อยุคใหม่”

25 มิถุนายน 2562 – 09:15 น.
กระดานความคิด,รัฐธรามนูญ,ทักษิณ ชินวัตร,นักการเมือง,ประชาธิปไตย
เปิดอ่าน 8,180 ครั้ง

คอลัมน์…  กระดานความคิด  โดย…  บางนา บางปะกง 

นับแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน 2475 ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญแล้วทั้งสิ้น 20 ฉบับ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน คือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560

บรรดานักวิชาการที่อ้างว่าเป็นฝ่ายประชาธิปไตย จะยกย่องว่า รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 ดีเลิศประเสริฐศรี ประหนึ่งรัฐธรรมนูญเทวดา

เมื่อเร็วๆ นี้ ประจักษ์ ก้องกีรติ รองคณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้สัมภาษณ์บีบีซีไทยว่า ยุครุ่งเรืองของ “นักการเมืองแบบเจ้าพ่อ” สิ้นสุดลง หลังจากมีรัฐธรรมนูญปี 2540 ถือว่าทำได้สำเร็จมากในการเปลี่ยนการเมืองและลดอิทธิพลของเจ้าพ่อลง โดยกลไกสำคัญคือการให้ประชาชนเลือก ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ และการห้ามผู้สมัคร ส.ส.ย้ายพรรคก่อนการเลือกตั้ง

โดยภาพรวม การเลือกตั้ง 2544 มี ส.ส.เก่าสอบตกเยอะ โดยเฉพาะภาคอีสานและภาคเหนือ เพราะกระแสอัศวินควายดำ และมนต์รักประชานิยม ทำให้พรรคไทยรักไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดด

แต่อาจารย์ประจักษ์ ลืมลงรายละเอียด ก่อนการเลือกตั้ง 2544 “ทักษิณ ชินวัตร” ได้กวาดต้อน “นักการเมืองบ้านใหญ่” เข้าไปอยู่ในสังกัดจำนวนหนึ่ง เช่น ตระกูลเทียนทอง, สะสมทรัพย์, หาญสวัสดิ์ เป็นต้น

ระหว่างบริหารประเทศ 4 ปี “ทักษิณ” ได้ส่งทูตไปเจรจากับกลุ่มชิดชอบ, กลุ่มคุณปลื้ม และกลุ่มอัศวเหม ให้มาอยู่ใต้ร่มธงพรรคไทยรักไทย แต่กลุ่มอัศวเหม ไม่ยอมย้ายมา

นับแต่การเลือกตั้ง 2518 นักการเมืองแบบเจ้าพ่อ ได้เข้าสู่สภาผู้แทนฯ จำนวนมาก และได้ย้ายพรรคไปเรื่อยๆ ตามสถานการณ์การเมืองห้วงเวลานั้น นักเลือกตั้งไทยเป็นยอดนักกลยุทธ์ รู้จักปรับตัวเองอยู่ตลอดเวลา

         สิ่งที่เห็นและเป็นอยู่ รัฐธรรมนูญ 2540 มีปรากฏการณ์ “เจ้าพ่อเหนือเจ้าพ่อ” เมื่อ “บ้านใหญ่” ถูกกวาดต้อนเข้าไปอยู่ใต้ร่มธง “พรรคทักษิณ” กลายสภาพเป็นซุ้มวังบัวบาน, ซุ้มวังน้ำยม, ซุ้มวังพญานาค, ซุ้มวังน้ำเย็น, ซุ้มนครปฐม, ซุ้มชลบุรี, ซุ้มเมืองหลวง, ซุ้มบุรีรัมย์, ซุ้มวังมะนาว, ซุ้มวาดะห์ ฯลฯ

มีการเลือกตั้งท้องถิ่น “ทักษิณ” จะปล่อยซุ้มต่างๆ ส่งคนไปต่อสู้กันเอง ใครชนะเป็นนายกเทศมนตรี หรือนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด

กระทั่งการเลือกตั้งวุฒิสมาชิก ซุ้มไหนอยากส่งใครลงสนามก็ได้ บางจังหวัดเลยกลายเป็นการแข่งขันกันเอง ระหว่างผู้สมัคร ส.ว.ต่างซุ้มในพรรคไทยรักไทย

“นักการเมืองแบบเจ้าพ่อไม่ได้เล่นการเมืองเชิงนโยบาย เขาไม่มีนโยบาย ไม่มีอุดมการณ์ทางการเมือง ไม่มีแนวคิดเรื่องการพัฒนาประชาธิปไตย เป็นการเล่นการเมืองเพื่อผลประโยชน์เฉพาะหน้าจริงๆ คือ เพื่อคุ้มครองธุรกิจของตัวเองและพวกพ้อง” อาจารย์ประจักษ์วิเคราะห์ถูก

แต่ประเด็นที่ว่า “นักการเมืองแบบเจ้าพ่อเติบโตได้ในสภาวะที่พรรคการเมืองอ่อนแอ เขาก็เลยมีอำนาจต่อรองสูง แต่ถ้าพรรคการเมืองเข้มแข็ง มีนโยบายชัดเจน และคนเลือกพรรคเพราะนโยบาย เจ้าพ่อก็จะสอบตก” เรื่องนี้ไม่จริง และแสดงว่า รู้ไม่ลึก รู้ไม่รอบด้าน

          ดังที่ยกตัวอย่างมาข้างต้น “นักการเมืองบ้านใหญ่” ใช้กลยุทธ์ชูธงประชานิยม ชูภาพทักษิณ เข้าสภาสบายๆ แต่พวกเขาอาศัยการเป็นพรรครัฐบาล วางเครือข่ายอำนาจสู่ท้องถิ่น ยึดตั้งแต่ อบต.ยัน อบจ. เนื่องจากทักษิณไม่เข้ามายุ่งเรื่องท้องถิ่น

นักการเมืองแบบเจ้าพ่อ ใช้ยุทธวิธีเหมือนอาจารย์ประจักษ์วิเคราะห์ “วิธีที่เจ้าพ่อชนะเลือกตั้ง คือ การใช้เงินกับใช้อิทธิพล สร้างความสัมพันธ์ส่วนตัวกับผู้เลือกตั้ง สร้างบุญคุณ ให้คนรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณแล้วเลือกเขา” ในการเลือกตั้งท้องถิ่น

เมื่อถึงการเลือกตั้งระดับชาติ นักการเมืองแบบเจ้าพ่อ ก็สวมเสื้อพรรคไทยรักไทยลงสนาม ไม่ต้องเหนื่อยแรง ไม่ต้องใช้ปัจจัยพิเศษ เพราะชาวบ้านชอบพรรค ชอบนโยบายประชานิยม และชอบผู้นำพรรค พวกเขาได้เป็น ส.ส.ผูกขาดยกจังหวัด

การที่อธิบายแบบตัดตอน ไม่ใช่วิถีนักประวัติศาสตร์ การพยายามสรุปว่า รัฐธรรมนูญ 2540 เจ้าพ่อหายไปเยอะ แต่รัฐธรรมนูญ 2550 และรัฐธรรมนูญ 2560 ทำให้นักการเมืองแบบเจ้าพ่อฟื้นคืนมาอีก นี่ก็ไม่ใช่การคิดแบบนักวิชาการ

          นักการเมืองบ้านใหญ่ที่สูญพันธุ์ เพราะไม่รู้จักปรับตัวให้เข้ากับสภาพสังคม วันนี้ ได้เกิด “เจ้าพ่อยุค 4G” ที่ใช้การตลาดนำการเมือง ทำได้เนียนกว่าทักษิณเสียอีก นักวิชาการฝ่ายประชาธิปไตยรู้บ้างมั้ย ?

เมื่อรัฐรับบทคุมสารเคมี

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/376886?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เมื่อรัฐรับบทคุมสารเคมี

25 มิถุนายน 2562 – 07:54 น.
เกษตร,สารเคมี,รัฐบาล,กระทรวงเกษตรฯ
เปิดอ่าน 3,207 ครั้ง

บทบรรณาธิการ นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันอังคารที่ 25 มิถุนายน 2562

นับตั้งแต่วันที่ 12 มิถุนายน ที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดให้เกษตรทั่วประเทศ ลงทะเบียนเข้ารับการอบรมการใช้สารเคมี 3 ชนิด ได้แก่ พาราควอต ไกลโฟเสต และคลอร์ไพริฟอส ผ่านออนไลน์ “ระบบจำกัดการใช้สารเคมี 3 ชนิด” หรือที่สำนักงานเกษตรอำเภอทุกแห่ง ทั้งนี้เป็นผลจากมติของคณะกรรมการวัตถุอันตรายที่อนุมัติให้กระทรวงเกษตรฯ ดำเนินมาตรการจำกัดการใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชและแมลงศัตรูพืชทั้ง 3 ชนิด นอกจา่กนี้กระทรวงเกษตรฯ ยังออกมาตรการบังคับใช้กับผู้นำเข้า ผู้จำหน่าย ผู้ใช้ และผู้รับจ้าง เข้ารับการอบรมจาก 4 หน่วยงาน คือ กรมส่งเสริมการเกษตรจะอบรมและทดสอบเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง ข้าวโพด ปาล์มน้ำมัน ไม้ผล พืชไร่ ไม้ดอก, การยางแห่งประเทศไทย จะอบรมและทดสอบให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกยางพารา, สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย จะอบรมและทดสอบให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกอ้อย โดยกรมวิชาการเกษตรจะอบรมเจ้าหน้าที่ของ 3 หน่วยงานเพื่อให้เป็นวิทยากรไปอบรมเกษตรกร ผู้รับจ้างพ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และปลัดอบต.

ตามมาตรการของกระทรวงเกษตรฯ กำหนดไว้ว่า เกษตรกรที่จะใช้สารเคมีสามารถเลือกช่องทางเรียนรู้ได้ 3 ทาง คือ ทางแรก เข้ารับการอบรมโดยวิทยากร ครู ข ใช้เวลาประมาณ 6 ชั่วโมง ทางเลือกที่ 2 เรียนรู้ผ่านระบบ E-learning จากเว็บไซต์ http://elearning.doae.go.th มีทั้งหมด 9 ตอน ใช้เวลาประมาณ 60 นาที หรือจะทดสอบเอง เพราะมีความรู้เพียงพอแล้ว ก็ให้เลือกช่องทางที่ 3 สมัครเข้ารับการทดสอบจากเว็บไซต์ดังกล่าว โดยต้องเลือกสถานที่สอบ วันที่และช่วงเวลาที่ต้องการสอบได้ตามความสมัครใจ ทั้งนี้สำหรับการทดสอบจะเริ่มตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2562 เป็นต้นไป กรณีไม่ผ่านการทดสอบ สามารถเลือกสอบได้อีก 1 รอบ หากยังไม่ผ่าน เกษตรกรจะต้องสมัครเข้าไปเลือกการทดสอบอีกครั้งในระบบออนไลน์ ทั้งนี้มาตรการจำกัดการใช้สารเคมีจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 20 ตุลาคม 2562

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ เป็นที่จับตามองของหลายฝ่าย ทั้งภาคเอกชน และภาครัฐ โดยเฉพาะที่เรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกการใช้สารอันตรายในแปลงเกษตรมาเป็นเวลานาน แต่ในที่สุด คณะกรรมการวัตถุอันตรายก็มีมติเพียงแค่ให้กำจัดการใช้ โดยเข้มงวดกับบุคคลที่เกี่ยวข้อง 4 กลุ่ม มาตรการที่ออกมานี้ ฝ่ายคัดค้านเห็นว่า นอกจากจะไม่ยกเลิกการใช้แล้ว กลับเป็นการสนับสนุนให้เกษตรกรใช้สารเคมีกันอย่างแพร่หลายมากขึ้นด้วย ทั้งๆ ที่การอบรมนั้นก็เท่ากับเป็นการยอมรับอยู่ในตัวแล้วว่าสารเคมีเป็นอันตรายมาก จึงเสนอว่าควรจะยกเลิกการใช้สารไปเลย แต่ฝ่ายที่สนับสนุนการใช้สารเคมีกลับเห็นว่าพืชบางชนิดยังจำเป็นต้องใช้สารอยู่ต่อไป และการอบรมก็จะทำให้ปลอดภัยทั้งกับผู้ใช้ ผู้บริโภค และสภาพแวดล้อม

อย่างไรก็ตาม เมื่อคณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติ และกระทรวงเกษตรฯ ออกมาตรการมาแล้ว นับจากนี้จึงเป็นเรืื่องของการติดตามตรวจสอบทั้งการจัดอบรมอย่างทั่วถึง ความเข้มข้นในมาตรการ และการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังตั้งแต่วันที่ 20 ตุลาคม เป็นต้นไป ซึ่งยังถือเป็นเรื่องน่าห่วงใยอย่างยิ่่ง เพราะจำนวนเจ้าหน้าที่อย่างเช่น สารวัตรเกษตรก็มีจำกัด ขณะที่เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นคือ กำนันผู้ใหญ่บ้าน ปลัดอบต.บางคนก็เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มคนที่เกี่ยวข้องกับสารเคมี ซึ่งท้ายที่สุด อาจจะทำให้ดูแลไม่ทั่วถึงจนมาตรการทำได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ในอีกด้านหนึ่ง กระทรวงเกษตรฯ ควรสนับสนุนการกำจัดวัชพืชศัตรูพืชทางเลือกอื่นผ่านองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นไปพร้อมกันด้วย

ส่องกล้อง! มองเครือข่ายลูกหนังสาย “ทักษิณ”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/376753?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ส่องกล้อง! มองเครือข่ายลูกหนังสาย “ทักษิณ”

24 มิถุนายน 2562 – 14:02 น.
ไทยลีก,วันเกิดยิ่งลักษณ์,อนงค์วรรณ เทพสุทิน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,สุโขทัย เอฟซี,สมศักดิ์ เทพสุทิน,ยงยุทธ ติยะไพรัช,ฮั่น มิตติ ติยะไพรัช,วิสาระดี,ยิ้ม วิสาระดี,วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์,สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด,ปวิศรัฐฐ์ ติยะไพรัช
เปิดอ่าน 10,506 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์คมชัดลึก 24 มิถุนายน 2562

*********************

          สุดสัปดาห์นี้ “ทักษิณ ชินวัตร” และครอบครัว ยังอยู่ในกรุงลอนดอน เพราะมีการจัดงานวันเกิดให้น้องสาว “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ที่สโมสร Hertford Street Club

          ขณะเดียวกัน นสพ.เดอะซัน เปิดเผยรายชื่อกลุ่มทุนที่สนใจซื้อสโมสรฟุตบอล “คริสตัล พาเลซ” โดยหนึ่งในนั้นมี “ทักษิณ” อดีตนายกรัฐมนตรีไทยรวมอยู่ด้วย แสดงว่า เสี่ยแม้วยังไม่เลิกล้มความตั้งใจที่ลงทุนทำธุรกิจลูกหนังในเมืองผู้ดี

งานใหม่ “อดีต ส..ยิ้ม”

          ค่ำวันที่ 23 มิถุนายน 2562 ที่สนามสิงห์ สเตเดี้ยม รังเหย้าของสโมสร “สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด” มีการเปิดตัวผู้จัดการทีมคนสวยคือ “ยิ้ม” วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ อดีต ส..เชียงราย พรรคเพื่อไทย

ยิ้ม” วิสาระดี ผู้จัดการทีมเชียงราย

          ปัจจุบัน “แม่เลี้ยงฮาย” ปวิศรัฐฐ์ ติยะไพรัช เป็นประธานสโมสรสิงห์ เชียงรายฯ และเสี่ยฮั่น มิตติ ติยะไพรัช เป็นประธานที่ปรึกษาสโมสร

          ยิ้ม วิสาระดี” ลูกสาวคนเดียวของ วิสาร เตชะธีราวัฒน์ ส..เชียงราย เที่ยวนี้ไม่ได้ลงสมัคร ส.เพราะบิดาลงแข่งเองที่เขต และส่งอา วิสิษฐ์ เตชะธีราวัฒน์ ลงแทนที่เขต ก็ได้เป็น ส..ทั้งคู่

          ก่อนลงสมัคร ส..แทนบิดาเมื่อปี 2550 “ยิ้ม” ไปเรียนจบปริญญาตรีสาขาเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยวูลองกอง ออสเตรเลีย และปริญญาโท ในสาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยนอร์ทแทมเบีย เมืองนิวคาสเซิล อังกฤษ

ฮาย ประธานเชียงราย ยูไนเต็ด เปิดตัว ยิ้ม วิสาระดี ผู้จัดการทีม

          สมัยเป็น ส.. “ยิ้ม วิสาระดี” จัดอยู่ในกลุ่มดาวรุ่งของเพื่อไทย และมีความใกล้ชิดกับทักษิณยิ่งลักษณ์ ช่วงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ “วิสาร” บิดาของเธอ ได้เป็นรัฐมนตรีช่วยมหาดไทย

          การที่ “ยิ้ม” มาร่วมงานกับตระกูล “ติยะไพรัช” ก็น่าจับตาศึกการเมืองท้องถิ่น ซึ่งมารดาของเสี่ยฮั่นฮาย เตรียมลงชิงชัยนายก อบจ.เชียงราย 

ใต้ร่มธง “ติยะไพรัช”

          นับจากนี้ไป ทีมเชียงใหม่ เอฟซี จะต้องไปเตะรังเหย้าที่สนามสิงห์ สเตเดี้ยม จ.เชียงราย เนื่องจากสนาม 700 ปี เชียงใหม่ ปิดปรับปรุง

          เหตุที่ผู้บริหารเชียงใหม่ เอฟซี เลือกสนามสิงห์ สเตเดี้ยม เพราะความสัมพันธ์อันแนบแน่นของผู้บริหารของเชียงใหม่ เอฟซี กับสิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด เสมือนทีมพี่ทีมน้อง 

          ผู้ถือสิทธิ์ทีมเชียงใหม่ เอฟซี คือ “พ่อเลี้ยงอี๊ด” อุดรพันธ์ จันทรวิโรจน์ อดีตนายก อบจ.เชียงใหม่ ซึ่งรักใคร่เอ็นดู “เสี่ยฮั่น” มิตติ ติยะไพรัช จึงมอบให้ดูแลทีมเชียงใหม่

มิตติ ติยะไพรัช

          จะว่าไปแล้ว ตระกูล “ติยะไพรัช” กลายเป็นผู้ประสบความสำเร็จในการทำทีมลูกหนังเชียงราย ให้ได้แชมป์บอลถ้วย 2-3 สมัยติดต่อกัน 

          ฮั่น มิตติ” รับบทบาทคนเบื้องหลังทีมเชียงรายเชียงใหม่ คล้ายกับบิดา “ยงยุทธ ติยะไพรัช” ที่เล่นบทกองเชียร์ตัวหลักของพรรคเพื่อชาติ และพรรคเพื่อไทย 

          วันนี้ “โฮม” ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช ลูกสาวคนกลางของยงยุทธสลักจฤฎดิ์ ติยะไพรัช เป็น ส..บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อชาติ และ ละออง ติยะไพรัช น้องสาวยงยุทธ เป็น ส..เขต เชียงราย พรรคเพื่อไทย

          รอแต่ว่า “เสี่ยฮั่น” จะได้ไปอังกฤษ เพื่อคุมทีมปราสาทเรือนแก้ว ให้เสี่ยแม้วหรือไม่ 

สังเวียนหาเสียง ?

          ทีมลูกหนังสายเหนือ สโมสรสุโขทัย เอฟซี ที่โลดแล่นอยู่ในไทยลีก 2-3 สมัย ที่เป็นพันธมิตรกับทีมสิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด “สมศักดิ์ เทพสุทิน” ผู้ปลุกปั้นทีมค้างคาวไฟ สนิทชิดเชื้อกับ “เสี่ยฮั่น” เป็นอย่างดี

          ฤดูกาล 2019 คณะผู้บริหารทีมสุโขทัย เอฟซี “อนงค์วรรณ เทพสุทิน” ประธานสโมสร และ “เขตพงศ์ กุลนาถศิริ” ผู้จัดการทีม ก็ประคองทีมให้อยู่กลางตารางได้ในเลกแรก 

สมศักดิ์ เทพสุทิน

          ช่วงหนึ่ง “สมศักดิ์” หายหน้าไปจากสนามทุ่งทะเลหลวง เพราะติดภารกิจหาเสียงเลือกตั้ง แต่ช่วงหลังๆ ก็มาให้กำลังใจทีมงานและนักเตะ ทั้งเกมเหย้าและเกมเยือน

          นัดวันเสาร์ที่ 22 มิถุนายน 2562 สุโขทัย เอฟซี เบียดชนะนครราชสีมา มาสด้า เอฟซี แต่ก็มีเสียงวิจารณ์จากแฟนบอลเยอะแยะ กรณีพิธีการข้างสนาม

อนงค์วรรณ เทพสุทิน

          บรรดาสาวกค้างคาวไฟ วิจารณ์ว่า ทำไมต้องให้โฆษกเสียงทุ้ม หรือที่แฟนบอลแซวว่า “มัคนายก” ไปยืนอ่านโพยชื่อแขกผู้มีเกียรติที่เข้ามาชมเกมลูกหนังยาวยืด ส่วนใหญ่ก็เป็นนักการเมืองในสุโขทัย และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในจังหวัด

          เอฟซีบางรายบอกว่า ที่นี่สนามฟุตบอล ไม่ใช่เวทีปราศรัยหาเสียง เลิกได้มั้ย บ้างก็ว่า ทีมอื่นในไทยลีก ก็ไม่มีใครทำแบบนี้ 

ไทยแลนด์แดนมหัศจรรย์ขุมทรัพย์ของวิเศษ!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/376749?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ไทยแลนด์แดนมหัศจรรย์ขุมทรัพย์ของวิเศษ!

24 มิถุนายน 2562 – 12:30 น.
บัตรพลังงานรักษาโรค,รักษาโรค
เปิดอ่าน 3,208 ครั้ง

ไทยแลนด์แดนมหัศจรรย์ขุมทรัพย์ของวิเศษ! รายงาน…

บัตรพลังงานรักษาโรค กลายเป็นบัตรลวงโลก เพราะรักษาโรคไม่ได้ !

มนุษย์ทุกชาติภาษาเกิดมาต้องมีโรคภัย ถ้ารักษาไม่หายก็กลายเป็นโรคประจำตัว ต้องกินยา หาหมอ จนกว่าจะตายกันไปข้าง

คนไทยเป็นชาติที่นับถือและศรัทธาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แต่ก็ขึ้นชื่อว่างมงายในสิ่งลี้ลับเหนือธรรมชาติไม่แพ้ชาติใดในโลก

การเห็นคนอยากรวยพากันออกมาประกอบพิธีกรรมแปลกๆ คล้ายต้องการค้นหาอะไรบางอย่างตามต้นไม้และสัตว์ประหลาดที่มีลักษณะผิดธรรมชาติก่อนวันหวยออก ถือว่าเป็นปรากฏการณ์ที่คุ้นตาอย่างยิ่ง

คนเจ็บไข้ได้ป่วยก็คล้ายกัน แม้มีแพทย์แผนปัจจุบันให้การรักษา แต่บางครั้งรู้สึกว่าอาการต่างๆ มันฝังอยู่ในร่างกาย รักษาเท่าไรก็ไม่หาย การได้กราบไหว้บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะช่วยให้สบายใจขึ้น แต่บางคนก็หันไปยึดสิ่งเหนือธรรมชาติเป็นที่พึ่ง เพราะคิดว่าเป็นทางเลือกที่ไม่เสียหายและคงจะมีความหวังมากกว่าอยู่เฉยๆ

พวกมิจฉาชีพเมื่อจับจุดอ่อนของคนเหล่านี้ได้ จึงใช้เป็นช่องทางแสวงหาประโยชน์ แต่คราวนี้มาในรูปแบบของวิทยาศาสตร์

กรณีบัตรพลังงานรักษาโรค เป็นตัวอย่างที่เห็นชัดถึงความเชื่อในพลังลี้ลับของคนกลุ่มนี้

ที่ จ.ขอนแก่น บัตรพลังงานรักษาโรค เป็นสิ่งมหัศจรรย์ของคนในหมู่บ้านศาลาดิน ต.ศรีสุขสำราญ อ.อุบลรัตน์ เพราะบัตรที่ว่านี้ช่วยลดอาการเจ็บปวดให้พวกเขาได้อย่างปลิดทิ้ง ราวกับเป็นของวิเศษ

ยิ่งเมื่อได้ยินมาว่าผู้ผลิตได้คิดค้นวัตกรรมประหยัดพลังงานมารวมไว้ในบัตรใบเดียวกันด้วยแล้ว ก็ยิ่งกระตุ้นให้ชาวบ้านหลงเชื่อและอยากได้มาใช้ประโยชน์มากขึ้น บางคนเอาบัตรนี้ไปแปะไว้ที่มิเตอร์ไฟฟ้า หวังว่าค่าไฟจะลดลง คนที่มีรถขับก็เอาบัตรไปติดในห้องเครื่อง เพื่อจะทำให้น้ำมัน 1 ถัง สามารถพารถวิ่งไปได้ไกลกว่าเดิมหลายกิโลเมตร

ทวี เพียอินทร์ เป็นคนหนึ่งที่รู้สึกว่าอาการปวดเรื้อรังของเขาหายไปหลังจากนำบัตรพลังงานมาแตะที่ตัว

เขาบอกว่า ก่อนได้บัตรนี้มา มีคนจากบริษัทแห่งหนึ่งชักชวนให้ไปเข้าอบรม และสาธิตสรรพคุณของบัตรให้ดู ช่วงระหว่างการสาธิตเมื่อพนักงานนำบัตรมาแตะที่ตัว รู้สึกมีอาการชา พอนำบัตรออกอาการชาก็หายไป จึงตัดสินใจสมัครเป็นสมาชิก เพื่อจะได้บัตรกลับมาใช้

แผนการตลาดของคนขายบัตรกลุ่มนี้ใช้วิธีการเดียวกับธุรกิจขายตรง โดยการหาสมาชิกเพิ่มเป็นลูกโซ่ไปเรื่อยๆ

เช่นเดียวกับ ทวี ที่ต้องจ่ายเงินค่าสมัครสมาชิกครั้งแรก 4,400 บาท ได้บัตรมา 5 ใบ หลังจากนั้นนำไปขายต่อให้คนในหมู่บ้าน ราคาใบละ 1,100-1,500 บาท เพื่อให้นำไปรักษาอาการเจ็บไข้ได้ป่วย รวมถึงการประหยัดค่าไฟฟ้า พร้อมกันนี้ ทวี ก็จะมีเงินเข้าบัญชีทุกครั้งหากมีผู้สมัครสมาชิกเพิ่มแบบเดียวกับเขา

ที่บ้านศาลาดิน และหมู่บ้านใกล้เคียง บัตรพลังงานรักษาโรคได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วจากการบอกกล่าวกันปากต่อปาก ช่วงเวลาเพียงไม่กี่วัน มีชาวบ้านแห่ซื้อไปใช้มากถึง 20 กว่าใบ

ด้วยสรรพคุณอันน่าทึ่ง ทำให้ชื่อเสียงของเจ้าบัตรสมาร์ทการ์ดตัวนี้ดังกระฉ่อนไปทั่วภาคอีสาน และพบว่ามีการนำไปใช้กันอย่างแพร่หลายใน จ.มุกดาหาร และ จ.นครพนม ด้วย

เมื่อเรื่องถึงหู ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น สมศักดิ์ จังตระกุล จึงสั่งการให้นายอำเภอทั้ง 26 อำเภอ เร่งตรวจสอบว่าเข้าข่ายหลอกลวงประชาชนหรือไม่ และในที่สุดก็พบว่าเป็นเช่นนั้นจริงๆ เมื่อชาวบ้านหลายรายที่ซื้อบัตรไปใช้เริ่มบ่นเสียดายตังค์ เพราะว่าบัตรแห่งความหวังใบนั้นรักษาโรคไม่ได้! ค่าไฟ ค่าน้ำมันที่เคยจ่าย หลังจากเอาบัตรวิเศษไปเหน็บตามจุดที่เขาบอกก็ไม่เห็นลดลงอย่างที่อวดอ้าง

ในเวลาไล่เลี่ยกัน ที่ จ.สงขลา เจ้าหน้าที่ 6 หน่วยงาน เข้าตรวจค้นบริษัท เอ็กซ์เพิร์ทโปรเน็ทเวิร์ค จำกัด ใน อ.หาดใหญ่ ของ นายธนัช สุรินทร์ จดทะเบียนประกอบกิจการธุรกิจขายตรงสินค้าอุปโภค และพบหลักฐานบัตรพลังงานพร้อมโบรชัวร์บรรยายสรรพคุณไว้อย่างละเอียด เช่น เป็นเทคโนโลยีจากเยอรมนี ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง เบนซิน ดีเซล แอลพีจี เอ็นจีวี ปรับค่าความเสถียรของกระแสไฟฟ้า ลดค่าใช้จ่ายส่วนเกิน เพิ่มพลังงานเสริมสร้างและซ่อมแซมสุขภาพ

อีกด้านหนึ่ง สำนักงานพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ(ปส.) หลังจากได้รับการประสานให้นำบัตรลวงโลกนี้ไปตรวจสอบ ในที่สุดก็พบว่า บัตรนี้มี กัมมันรังสี ของธาตุ ทอเรียม และยูเรเนียม วัดได้ที่ประมาณ 40 ไมโครซีเวิร์ตต่อชั่วโมง หรือเทียบเป็น 350 เท่าของขีดจำกัดการได้รับปริมาณรังสีสำหรับประชาชนทั่วไปในระยะเวลา 1 ปี

หากยูเรเนียมและทอเรียมเข้าสู่ร่างกายจะก่อให้เกิดการแผ่รังสีต่ออวัยวะภายใน และเกิดอันตรายต่อร่างกาย และขณะนี้ ปส.อยู่ระหว่างการวิเคราะห์การปนเปื้อนของวัสดุกัมมันตรังสีเมื่อนำแผ่นการ์ดอันตรายไปแช่ในน้ำ ซึ่งมีชาวบ้านทำแบบนั้นแล้วนำมาดื่มกิน

หลังจากทราบผลวิเคราะห์จาก ปส. ว่าบัตรพลังงานที่ว่านี้มีกัมมันตรังสีปนเปื้อนในระดับที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ ขณะที่แพทย์ยืนยันว่าไม่สามารถรักษาอาการเจ็บป่วยของคนไข้ได้จริง ตำรวจขอนแก่นจึงเดินหน้าแจ้งข้อกล่าวหาผู้นำบัตรนี้ไปขายแล้วอย่างน้อย 2 ราย และเตรียมสอบสวนขยายผลไปถึงต้นทางที่นำบัตรนี้เข้ามาหลอกขายประชาชน ซึ่งนายธนัช เจ้าของบริษัท เอ็กซ์เพิร์ทโปรเน็ทเวิร์ค ก็อยู่ในข่ายด้วย

จากการตรววจสอบข้อมูลบัตรพลังงานรักษาโรค หรือ บัตรเวทมนตร์ แล้วแต่ใครจะเรียก พบว่ามีแหล่งผลิตอยู่ในประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งที่นั่นก็มีการหลอกขายให้แก่ประชาชนมานานนับสิบปี ก่อนจะแพร่ระบาดเข้ามาในบ้านเรา ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะก่อนหน้านี้ก็มีการนำเข้ามาหลอกขายชาวบ้านมานานหลายปีแล้ว

เช่นเดียวกับผลิตภัณฑ์รักษาสุขภาพชนิดอื่นที่มีการอวดอ้างสรรพคุณในลักษณะเดียวกันอีกมากมายที่มีขายในแหล่งช็อปปิ้งออนไลน์ ซึ่งในช่วงหลายปีมานี้พบว่า สินค้าที่มีการโฆษณาขายอย่างแพร่หลายคือผลิตภัณฑ์ประเภท สร้อยข้อมือที่มีส่วนประกอบของแม่เหล็กชนิดต่างๆ เช่น แม่เหล็กไทเทเนียม แม่เหล็กเฮมาไทต์ และยังมีกำไลแม่เหล็กอีกหลายชนิดที่ออกแบบให้มีความเก๋ไก๋ ทันสมัย เหมาะสำหรับสวมใส่เป็นเครื่องประดับสำหรับคนวัยทำงาน โดยมีสรรพคุณในการรักษาสุขภาพเป็นตัวดึงดูดความสนใจ

ผลิตภัณฑ์เหล่านี้มักมีการโฆษณาที่เหมือนกันคือ การอ้างคุณสมบัติของแม่เหล็กว่ามีประโยชน์ต่อร่างกาย ช่วยให้ระบบการไหลเวียนโลหิตดีขึ้น และกระตุ้นกระบวนการเผาผลาญอาหาร เสริมสร้างพละกำลัง

ขณะที่บางผลิตภัณฑ์อ้างว่า สามารถลดอาการปวดบวมของกล้ามเนื้อ ลดอาการอักเสบตามข้อ แถมยังบำบัดกระดูกที่หักให้ประสานได้ดีขึ้น

นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์กำไลข้อมือที่อ้างสรรพคุณสามารถบรรเทาอาการปวดข้อมือ แขน และบ่า คลายอาการปวดเกร็งกล้ามเนื้อที่เกิดจากกิจกรรมต่างๆ ซึ่งผลิตภัณฑ์ชนิดนี้ได้รับความนิยมมากในวงการกีฬา แต่กลับไม่มีข้อมูลวิจัยทางวิชาการยืนยันว่าใช้ได้ผลจริงหรือเป็นเพียงอุปทานของผู้ใช้

อย่างไรก็ตาม จากการสอบถามไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อตรวจสอบว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้มีคุณสมบัติตรงตามที่โฆษณาหรือไม่ รวมถึงมีการขออนุญาตจำหน่ายอย่างถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ด้วย

แต่เชื่อหรือไม่ว่า ไม่มีหน่วยงานใดให้ความร่วมมือในการตรวจสอบแม้แต่หน่วยงานเดียว

กระนั้นมีรายงานของนักวิจัย คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เผยแพร่เมื่อปี 2556 ระบุว่า กำไลแม่เหล็กและกำไลทองแดง ไม่มีผลกับผู้ป่วยโรคข้ออักเสบอะไรเลย ไม่ว่าจะลดอาการปวด บวม หรือไม่ให้โรคลุกลาม

นักวิจัยผู้นี้อ้างผลการทดลองกับผู้ป่วยโรคข้ออักเสบ 70 ราย หลังจากให้สวมกำไลทองแดง และสายคาดแม่เหล็กแบบต่างๆ กันอยู่นานถึง 5 เดือน พวกเขายังได้ตรวจเลือดคนไข้หลังจากที่สวมกำไลมาได้เป็นเวลา 5 อาทิตย์ดูอีกด้วย

ดร.สจ๊วร์ต มอนด์ หัวหน้าคณะนักวิจัย แนะนำผู้รักสุขภาพว่า ควรเก็บเงินไว้ซื้ออาหารบำรุง เช่น พวกน้ำมันปลา ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายดีกว่าไปหลงเชื่อการหลอกลวงของพ่อค้าเห็นแก่ตัว

จัดระเบียบละลายพฤติกรรม ‘วินจยย.'(อีกรอบ)!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/376754?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

จัดระเบียบละลายพฤติกรรม ‘วินจยย.'(อีกรอบ)!

24 มิถุนายน 2562 – 12:25 น.
สายตรวจระวังภัย,วินเถื่อน,มอเตอร์ไซด์รับจ้าง
เปิดอ่าน 1,344 ครั้ง

โดย… เจษฎา จันทรรักษ์

หลายคนคงจำกันได้ตั้งแต่มีรัฐบาล คสช. มีการเอาทหารลงมาจัดระเบียบสังคม ปราบผู้มีอิทธิพลต่างๆ นานา โดยเฉพาะบรรดา “วินเถื่อน” ทั้งรถตู้โดยสารและรถจักรยานยนต์รับจ้าง ขึ้นทะเบียนให้ถูกต้อง กำจัดผู้มีอิทธิพลเรียกเก็บค่าคุ้มครอง ซึ่งดูเหมือนว่าจะเข้าที่เข้าทาง แต่หลังจากนั้นยังคงมีการปราบวินเถื่อนรวมทั้งการซื้อขายเสื้อวินรถจักรยานยนต์ปลอมอยู่เป็นระยะ

และดูเหมือนว่า “ยารักษาโรค” ที่คสช.เอามารักษาในครั้งนั้นจะเกิดการ “ดื้อยา” เพราะตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาหนึ่งในข่าวฮอตฮิตติดกระแสสังคมคงหนีไม่พ้นความคืบหน้าเหตุความรุนแรงของวินรถจักรยานยนต์รับจ้างย่านอุดมสุข ที่เปิดศึกยกพวกขนอาวุธเข้าห้ำหั่นกันกลางถนนสาธารณะส่งผลให้มีคนบาดเจ็บและเสียชีวิต สาเหตุหลักเพราะตั้งวินเถื่อนตัดหน้าแย่งลูกค้ากัน ซึ่งเหตุการ์ที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นถึงความอุกอาจไม่กลัวกฎหมาย ไม่เกรงอำนาจรัฐ

สิ่งที่เกิดขึ้นย่านอุดมสุขอาจเป็นเพียงจุดหนึ่งซึ่งสะท้อนว่าพื้นที่อื่นๆ คงมีปัญหาคล้ายๆ กัน แต่รอแค่วัน “ปะทุ” เท่านั้น เพื่อเป็นการล้อมคอกตัดไฟตั้งแต่ต้นลมไม่ให้เกิดปัญหาลักษณะนี้ พื้นที่ใจกลางกรุงที่คนพลุกพล่านย่านธุรกิจสำคัญจึงได้จัดกิจกรรม “ละลายพฤติกรรมวินจยย.เขตพญาไท” ถือเป็นการจัดระเบียบทำความเข้าใจอีกรอบก่อนจะมีเรื่องบานปลาย โดยมี พล.ต.ต.เสนิต สำราญสำรวจกิจ ผบก.น.1 เป็นประธานจัดงาน พร้อมด้วย พ.ต.อ.เจษฎา คุ้มศาสตรา ผกก.สน.พญาไท พ.ต.ท.บวรภพ สุนทรเรขา รองผกก.จร.สน.พญาไท เจ้าหน้าที่สำนักงานเขตราชเทวี กรมการขนส่งทางบก ทหารจากกองพันทหารสื่อสารที่ 12 ร่วมกันเปิดกิจกรรม แจ้งเบาะแส ลดทะเลาะวิวาท ละลายพฤติกรรมของวินรถจักรยานยนต์สาธารณะ ในเขตพื้นที่ สน.พญาไท และมีผู้ขับขี่วินรถจักรยานยนต์รับจ้างในพื้นที่เข้าร่วมกว่า 150 คน

พ.ต.ท.บวรภพ บอกว่าได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกิจกรรมครั้งนี้ลงพื้นที่สำรวจความถูกต้องของวินรถจักรยานยนต์รับจ้างในพื้นที่อีกครั้ง ซึ่งที่ผ่านมาก็มีการกวดขันจับกุมรถจักรยานยนต์รับจ้างแผ่นป้ายทะเบียนสีขาว ในฐานความผิด “ใช้รถไม่ตรงตามประเภทที่จดทะเบียนไว้” จึงจะต้องกวดขันให้การจดทะเบียนเป็นป้ายทะเบียนสีเหลืองตัวอักษรดำซึ่งเป็นป้ายทะเบียนรับจ้าง

“เนื้อหาการอบรมจะเน้นหนักตามประกาศคณะกรรมการประจำกรุงเทพมหานคร เรื่อง กำหนดสถานที่ตั้งวิน และหลักเกณฑ์การออกหนังสือรับรอง การใช้รถจักรยานยนต์สาธารณะในเขตกรุงแพมหานคร พ.ศ.2561 ซึ่งผู้ได้รับหนังสือรับรองการใช้รถจักรยานยนต์สาธารณะที่ได้นำรถไปจดทะเบียนเป็นรถจักรยานยนต์สาธารณะแล้ว จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขไดบ้าง เช่น ไม่ให้บุคคลอื่นเช่า ซื้อ หรือดำเนินการอื่นใด เพื่อให้ผู้อื่นขับรถจักรยานยนต์สาธารณะของตนเพื่อการรับจ้าง หรือใช้เสื้อกั๊กหรือเสื้อคลุมที่มีหมายเลขประจำตัวของตนในการรับจ้าง ไม่นำรถจักรยานยนต์สาธารณะของตนไปรับจ้างในสถานที่ตั้งวินอื่นที่ตนเองไม่มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อผู้ขับรถแต่ละท้องที่ในการรับจ้างคนโดยสารอื่นที่ไม่ได้รับอนุญาต ส่วนการทะเลาะ หรือยกพวกตีกันขอให้เปลี่ยนมาเป็นการแจ้งเบาะแสและให้ข่าวแทน” พ.ต.ท.บวรภพ อธิบาย

ด้าน พล.ต.ต.เสนิต ระบุว่า การอบรมมีวัตถุประสงค์ 2 เรื่อง 1.เป็นการให้ความรู้เรื่องข้อกฎหมายเพิ่มเติม เพื่อให้วินรถจักรยานยนต์ไม่กระทำผิดระเบียบของกรมการขนส่งทางบก รวมถึงเป็นการกำชับวินัยจราจรซึ่งเป็นสิ่งสำคัญด้วย เมื่อรู้กฎหมายและประกอบอาชีพอย่างถูกต้องแล้ว ขอให้รักษาความดีนี้ไว้ อย่าไปทำร้ายวินรถจักรยานยนต์ที่ผิดกฎหมาย ให้เปลี่ยนจากความคิดจะทำร้ายมาเป็นแจ้งเบาะแสมาที่ตำรวจเพื่อไปกวดขันจับกุม และ 2.ให้ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ในเขตพื้นที่สน.พญาไท ได้มารู้จักกันและละลายพฤติกรรม เมื่อรู้จักเป็นพี่น้องก็จะไม่ทะเลาะกัน

หวังว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นย่านอุดมสุขจะเป็นบทเรียนให้เจ้าหน้าที่ของบ้านเมืองนำไปแก้ไขเพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำซ้อนขึ้นอีก ไม่เช่นนั้นแต่ละพื้นที่ต้องจัดการละลายพฤติกรรมอีกหลายรอบ..!!

ยงยุทธชี้การเมืองไทยย้อนหลัง40ปี?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/376744?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ยงยุทธชี้การเมืองไทยย้อนหลัง40ปี?

24 มิถุนายน 2562 – 12:25 น.
ยงยุทธ ติยะไพรัช
เปิดอ่าน 2,578 ครั้ง

โดย…  สมัชชา หุ่นสาระ

“ยงยุทธ ติยะไพรัช” อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร และกองเชียร์พรรคเพื่อชาติ มองการเมืองและภาวะรัฐบาลใหม่ในอีกมิติที่น่าพินิจและควรรับฟัง…

ยงยุทธบอกกับเครือเนชั่นหลังมีการลงมติเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรและนายกรัฐมนตรีว่า “ภาพรวมปัญหาของบ้านเมืองยังคงอยู่ การแบ่งฝักแบ่งฝ่ายยังมีอยู่ ความสับสนด้านการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เท่าเทียมและไม่เสมอภาคยังเกิดขึ้น

จนวันนี้ขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศลดลงเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน การลงทุนนั้นมีการย้ายฐานการลงทุนออกจากไทยจนน่าจะเป็นเงื่อนไขปัญหาใหม่สำหรับอนาคตของประเทศ

เมื่อลองย้อนดูสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตและมองไปยังอนาคต แม้เร็วๆ นี้ทหารจะกลับเข้ากรมกอง การใช้มาตรา 44 จะยุติในไม่กี่วันนี้ แต่มันคือม่านบังตา แปลว่าลืมนึกไปว่าการสร้างศัตรูสมมุติขึ้นมาจากคนในชาติเดียวกันยังมีอยู่ในวันนี้ เหมือนการมองเป็นคอมมิวนิสต์ในอดีต แต่วันนี้จะทำแบบนั้นไม่ได้

วันนี้สังคมเปลี่ยนไป เขตแดนอธิปไตยของชาติถูกทำลายด้วยระบบออนไลน์ กระแสสังคมวันนี้คนไทยรุ่นใหม่เข้าสู่โลกไร้พรมแดน การค้าการลงทุนก็ใช้โลกออนไลน์ค้าขายทั่วโลก

เรามักพูดเสมอๆ ว่าเรามีประชาธิปไตยแบบไทยๆ เช่นกฎหมายความมั่นคง ค่านิยมทางการเมือง กฎหมาย ระบบการค้า ระบบสัมปทาน หากว่าไม่ยึดหลักสากล ไทยจะมีปัญหากับสังคมโลก เพราะคนต่างชาติกลัวและไม่กล้ามาติดต่อกับเรา

น่าห่วงว่าคนรุ่นใหม่ที่เรียนหนังสือ เรียนกฎหมายจะมองว่าการบังคับใช้กฎหมายในบ้านเมืองของเราไม่ใช่การบังคับใช้ทั่วไป บทบัญญัติบางเรื่องไม่มีผลบังคับใช้กับบางคน วันนี้มีความสับสนเพราะมีศรีธนญชัยจนเป็นมุมปัญหา อนาคตนั้นคนรุ่นใหม่จะพบว่าชีวิตจริงกับสิ่งที่เล่าเรียนมามันเป็นคนละอย่างกัน ตรงนี้เป็นอุปสรรคที่จะนำไทยไปสู่สากล”

          000 พรรคเพื่อชาติหาเสียงว่าจะเป็นเกาะกลางประชาธิปไตยและให้ทุกฝ่ายมาเจอกันเพื่อคุยและหาทางออก แต่วันนี้เหมือนว่าจะไม่มีใครใช้เกาะกลาง
การเมืองไทยวันนี้เหมือนย้อนหลังไป 40 ปี ประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยไทยที่พูดเสมอว่า ไม่มี, ครึ่งใบ, เต็มใบนั้น วันนี้ผลของรัฐธรรมนูญทำให้ประชาธิปไตยที่เป็นผลผลิตของการยึดอำนาจครั้งล่าสุด แม้จะอ้างว่าผ่านประชามติ แต่ที่ผ่านมาฝ่ายที่คัดค้านกลับโดนจับกุม

เมื่อการเมืองวันนี้ย้อนหลังไป 40 ปีแบบนี้เราจะกระโดดให้มาอยู่ในจุดเดิมอย่างไร เพราะเราถอยหลังไปไกลมาก มองแล้วจะพ้นกับดักนี้ลำบาก เช่น แก้รัฐธรรมนูญที่หลายพรรคไปร่วมตั้งรัฐบาลเสนอเงื่อนไขนี้ แต่มันทำได้ยาก หากจะทำได้ง่ายๆ คือฉีกรัฐธรรมนูญ แต่มันจะซ้ำเติมบ้านเมืองเพิ่มไหม

สถานการณ์การเมืองวันนี้ นักดาราศาสตร์บอกว่าหลุมดำนั้นคือสิ่งที่ดูดทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาล วันนี้ผมห่วงอนาคตบ้านเมืองว่าจะตกหลุมดำ และที่ผ่านมาบางคนชอบพูดว่าทำทุกอย่างเพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาขน รวมทั้งเพื่อประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เมื่อมองแล้วคนที่ชอบพูดเรื่องแบบนี้ทำเพื่อตัวเองทั้งนั้น

วันนี้หากนำประเทศเป็นตัวตั้ง ขอถามว่าภัยคุกคามวันนี้ใช่คอมมิวนิสต์เหมือนเมื่อก่อนไหม มันก็ไม่ใช่ ภัยคุกคามความมั่นคงวันนี้คือคนต่างชาติและคนไทยที่ต้องรบกันด้วยสงครามเศรษฐกิจและโลกออนไลน์ วันนี้ควรเลิกคิดว่าข้าศึกสมมุติที่เป็นภัยต่อความมั่นคงคือคนไทยด้วยกัน

หัวหน้า คสช.มักพูดถึงบางคนในทำนองเป็นภัยต่อบ้านเมือง สังคมรู้ว่าหมายถึงใคร การใช้กฎหมายฉบับเดียวกันกับคนหนึ่งแบบหนึ่ง และใช้กับอีกคนหนึ่งก็ใช้อีกแบบหนึ่งนั้น สังคมก็รู้ หรือใช้กฎหมายเพื่อเอื้อใครหรือนายทุนคนไหน สังคมก็รู้ มีกลุ่มทุนผูกขาดกี่รายในบ้านเมืองได้ประโยชน์จากการยึดอำนาจคราวนี้บ้าง ทุกคนก็รู้ เพราะมันมาจากการใชักติกาแบบไม่เป็นธรรม จนช่องว่างทางสังคมมันมีมากขึ้น หากปล่อยไว้นานๆ จะเอาไม่อยู่

วันนี้หากหันหน้ามาคุยกันแบบจริงจัง คือคืนความยุติธรรมให้ทุกฝ่าย ดำเนินคดีแบบเท่าเทียม ไม่เลือกปฏิบัติ คนไหนที่ไม่ได้รับความยุติธรรมก็คุยกันดีไหม ผมพูดในภาพรวมนะ

สมมุตินะ หากความไม่เป็นธรรมวันนี้มันเรื้อรัง วันหนึ่งหากสังคมอดทนไม่ได้ ไม่กลัวปืน ไม่กลัวกฎหมาย เพราะพวกเขามองว่าหลายอย่างที่เกิดขึ้นมันไม่เป็นธรรมตรงนี้น่าห่วงนะ

  000 ทางออกควรเป็นแบบใด
พูดคุยแบบเปิดใจกับทุกฝ่าย เลิกใช้กฎหมายที่ไม่เป็นธรรม ยึดหลักสากล อย่าให้อภิสิทธิ์กับบางคนและบางกลุ่ม นโยบายดีๆ ของรัฐบาลในอดีตที่เป็นผลดีกับสังคมก็ควรนำมาใช้ อย่ารังเกียจ

การปฏิรูปประเทศที่ตั้งหัวขัอไว้ตั้งแต่ยึดอำนาจ วันนี้คำคำนี้มีความหมายเดียวกับสิ่งที่สังคมเข้าใจหรือไม่ หรือเป็นนิยามที่ผู้ยึดอำนาจเข้าใจฝ่ายเดียว

การตั้งข้อหานักการเมืองทุจริตในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่ 5 ปีของการยึดอำนาจและ 4 ปีจากนี้ไป สังคมอยากฟังว่าการแก้ปัญหานี้เชิงรูปธรรมเป็นเช่นใด นอกจากอีเวนต์ การเปิดเพลง การแต่งกลอน และเราจะหนีคำว่าผลประโยชน์ทับซ้อนได้หรือไม่ เพราะรัฐบาลนี้มีที่มาแบบปิดกฎหมายและตั้งตัวเป็นรัฏฐาธิปัตย์ นิรโทษกรรมตัวเอง ตั้งองค์กรอิสระ ขยายอำนาจตัวเอง ตั้งกรรมการร่างรัฐธรรมนูญและมีรัฐบาลใหม่โดยสิ่งเหล่านี้ยึดโยงกับประชาชนไหม

ผลของการทำประชามติและการเลือกตั้งสร้างความสับสนให้สังคม เช่น คุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง การคำนวณ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ผมกลับบ้านที่ จ.เชียงราย ได้ยินชาวบ้านพูดว่า “เจ้าประคุณ ! อยากทำอะไรก็ทำ”

สังคมอยากแก้รัฐธรรมนูญเพราะมองแล้วมันคือปัญหาบ้านเมือง อยากได้เสรีภาพคืนมา หวังว่าหลังเลิกใช้มาตรา 44 ประชาธิปไตยจะกลับมา หากความหวังพังลงจะเกิดปัญหา

    000 มองความเชื่อมั่นของสังคมที่มีต่อรัฐบาลนี้เช่นใด
ผมหวังว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้น หวังว่ารัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยกลับมา

แต่เสถียรภาพรัฐบาลใหม่นั้น วันนี้หากไม่มีความเชื่อมั่นเกิดขึ้น รัฐบาลจะเสื่อมสภาพเอง และบ้านเมืองยังมีโอกาสที่วงจรอุบาทว์กลับมา

หากวันนั้นมันมีจริงเรื่องแบบนี้ไม่ต้องถามนักวิชาการเลย เพราะทุกคนคงจะรู้อยู่แล้วว่าเหตุเป็นแบบนี้ ผลก็ตัองออกมาแบบนี้

หากวันนั้นมีจริง ผมคงอุทานว่า “โอ้! อนิจจา”

p45

ดูแลแหล่งน้ำ แก้ปัญหา “ผักตบชวา”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/376743?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ดูแลแหล่งน้ำ แก้ปัญหา “ผักตบชวา”

24 มิถุนายน 2562 – 10:20 น.
รู้ลึกกับจุฬาฯ,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,แหล่งน้ำ,น้ำท่วม,ผักตกชวา
เปิดอ่าน 2,900 ครั้ง

คอลัมน์… รู้ลึกกับจุฬาฯ

วลี “เก็บผักตบคนละ 3 ต้น” ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ปรากฏขึ้นเป็นกระแสในสื่อสังคมออนไลน์ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา สืบเนื่องจากสิ่งที่นายกรัฐมนตรีได้กล่าวขึ้นเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน ระหว่างเป็นประธานเปิดงาน “สร้างรู้สื่อสาร การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำฤดูฝน ปี 2562”

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ฤดูร้อนปีนี้เขื่อนมีปริมาณน้ำน้อยอยู่ในขั้นวิกฤติ ต้องรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ส่วนฤดูน้ำหลากก็ต้องเตรียมตัวก่อนที่น้ำจะมาทำลายสิ่งกีดขวางต่างๆ เช่นผักตบชวาควรกำจัดออกเสีย ประชาชนที่อยู่ริมตลิ่งควรช่วยกันเก็บคนละ 3 ต้น ไม่ต้องรอเงินจากภาครัฐ

ต่อประเด็นนี้ อาจารย์ ดร.กัลยา สุนทรวงศ์สกุล จากสถาบันวิจัยสภาวะแวดล้อม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชี้ว่าการดึงผักตบชวาออก 3 ต้น ไม่น่าจะกระทำได้โดยง่าย เพราะผักตบชวามีลักษณะเป็นแพพืชขนาดใหญ่ รากเกาะเกี่ยวกัน และดูดน้ำไว้ภายใน มีน้ำหนักมาก โดยปกติจะใช้เครื่องจักรในการกำจัด

“ที่นายกฯ พูดให้ดึงออกคนละ 3 ต้น ไม่น่าจะดึงได้หรอก ผักตบมันหนักเป็นสิบๆ ตัน แถมรากดูดน้ำมาก ต้องใช้เครื่องจักร รถแม็คโครตักขึ้นมา ที่นายกฯ พูดถูกคือในแหล่งกักเก็บน้ำขนาดใหญ่ เช่นเขื่อน จะมีผักตบชวาเยอะมาก”

ทั้งนี้ ปัญหาการแพร่ระบาดของผักตบชวาเป็นปัญหาที่มีมาในประเทศไทยเป็นระยะเวลายาวนาน ตามประวัติดั้งเดิมของผักตบชวาระบุว่า ถูกนำเข้าจากเกาะชวาเมื่อปี 2444 เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสประเทศอินโดนีเซีย หลังจากนั้นจึงเริ่มมีการแพร่พันธุ์จนต้องเอาไปปล่อยในแม่น้ำลำคลองต่างๆ

ปัญหาผักตบชวามีระบุไว้ชัดเจนตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 เมื่อมีพระราชบัญญัติสำหรับกำจัดผักตบชวา พ.ศ. 2456 แสดงให้เห็นว่าปัญหาดังกล่าวมีมามากว่าหนึ่งร้อยปี สำหรับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้เริ่มมีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาปัญหาดังกล่าวตั้งแต่ปี 2520

อย่างไรก็ดี ปัญหาผักตบชวาไปไกลกว่าแค่เรื่องทัศนียภาพ เมื่อสังคมเมืองเริ่มพบกับปัญหาน้ำท่วม ซึ่งสันนิษฐานว่าผักตบชวาเป็นตัวการในการกีดขวางลำน้ำ

“ที่เราจะเห็นกันชัดคือลำน้ำไหนที่มีความนิ่ง น้ำไม่ไหล ไม่มีคนใช้เส้นทางน้ำนั้นสัญจรไปมา ก็จะเห็นผักตบชวาเยอะ คลองแสนแสบที่มีเรือเยอะแทบไม่มีผักตบชวาเลย แสดงว่าถ้าลำน้ำเส้นไหนมีการใช้งาน ก็จะมีการดูแลรักษา ไม่มีผักตบชวา”

อาจารย์กัลยาอธิบายว่า ปัญหาน้ำท่วมโดยมีสาเหตุมาจากผักตบชวาเข้าไปอุดตันทางไหลของน้ำ หรือทางระบายน้ำในเส้นทางน้ำเป็นเพียงปัจจัยหนึ่งของหลายปัจจัยที่ทำให้เกิดน้ำท่วมในเมือง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาพื้นที่รองรับน้ำตื้นเขิน ขยะที่อุดตันท่อระบายน้ำ ฯลฯ

มิหนำซ้ำ สภาพสังคมไทยที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วทำให้การใช้เส้นทางจราจรทางน้ำลดน้อยลง คนไทยปัจจุบัน โดยเฉพาะคนที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองไม่ได้มีความผูกพันกับการใช้แหล่งน้ำเช่นในอดีต ก็มีส่วนทำให้การอนุรักษ์แหล่งน้ำหายไปด้วย

“ถ้าเราตั้งวัตถุประสงค์การใช้แหล่งน้ำใหม่จะเป็นอีกแบบหนึ่ง เช่น ชาวบ้านในชนบทเขามีแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร ผักตบชวาก็จะไม่ได้เป็นปัญหาเลย เพราะชาวบ้านเขาก็จะกำจัดกันเองอยู่แล้ว อาจารย์อยากเปรียบเทียบว่าผักตบชวามันก็เหมือนหญ้า เป็นวัชพืชที่ขึ้นอยู่ในน้ำ ถ้ามีก็ถอนหญ้าออก”

ทั้งนี้ อาจารย์กัลยาชี้ว่าการกำจัดผักตบชวาแบบรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ ประหยัดและไม่ก่อให้เกิดสารพิษคือการเก็บผักขึ้นมาจากน้ำแล้วนำไปแปรรูปเป็นวัตถุดิบต่างๆ เช่น ใช้เป็นอาหารสัตว์ ทำปุ๋ยหมัก หรือแปรรูปเป็นภาชนะ วัสดุต่างๆ เป็นต้น

การแก้ปัญหาที่ยั่งยืนกว่าคือการสร้างทัศนคติและจิตสำนึกให้ชาวบ้าน คนในชุมชนใกล้แหล่งน้ำนั้นๆ มีจิตสำนึกรักและร่วมมือกันดูแลแหล่งน้ำ จะช่วยลดปัญหาผักตบชวาได้

เนื่องจากจิตสำนึกและวิถีชีวิตของคนไทยยุคปัจจุบันแยกระหว่างน้ำและบกชัดเจน ส่งผลให้การส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำ เช่น แม่น้ำลำคลอง ของคนในเมืองเลือนหายไป กลายเป็นการโยนภาระให้หน่วยงานที่รับผิดชอบเข้ามาจัดการ

“เรื่องแหล่งน้ำ ถ้าเราส่งเสริมให้มีการใช้ประโยชน์จากคลอง เช่น ให้ชาวบ้านร่วมมือกันช่วยกันเอาผักตบออกตั้งแต่แรกๆ สร้างความร่วมมือ หมั่นดูแล เกิดจิตสำนึกอนุรักษ์น้ำ มันก็จะเป็นฟังก์ชั่นนี้ไปเองว่าทุกคนต้องดูแลแหล่งน้ำ แต่ปัจจุบันเรากลายเป็นสังคมตัวใครตัวมัน ให้เป็นหน้าที่หน่วยงานเข้ามาดูแลจัดการเพียงอย่างเดียว หากเปลี่ยนทัศนคติได้ คนจะดูแลน้ำกันเอง ไม่มีปัญหาผักตบชวาเกิดขึ้น”

เร็ว-แรงทะลุนรก’กระบี่’ ส้มหล่น

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/376745?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เร็ว-แรงทะลุนรก’กระบี่’ ส้มหล่น

24 มิถุนายน 2562 – 09:45 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,เดอะฟาสต์แอนด์เดอะฟิวเรียส ภาค 9,เร็ว-แรงทะลุนรก ภาค 9,ภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์
เปิดอ่าน 7,497 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

ท่ามกลางข่าวการเมืองเรื่องปวดหัว ‘ดับเครื่องชน’ มีข่าวดีสบายๆ มาเรียนให้ทราบว่า ภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ ‘เดอะฟาสต์แอนด์เดอะฟิวเรียส’ ภาค 9 หรือชื่อไทยว่า ‘เร็ว-แรงทะลุนรก’ ภาค 9 จะยกกองถ่ายทำมาที่กระบี่ตั้งแต่ต้นเดือนกรกฎาคม ยาวนานไป 4 เดือน

นี่เป็นเรื่องน่ายินดีและถือว่าเป็นโชคดีสำหรับประเทศไทยมากๆ เพราะภาพยนตร์เรื่องนี้ดังมากหรือแรงมาก ผ่านมาแล้ว 8 ภาค ยกกองไปถ่ายทำในหลายๆประเทศ อย่างเม็กซิโก-ญี่ปุ่น ฯลฯ ทำให้มีคนติดตามไปเที่ยวชมโลเกชั่นหรือฉากการถ่ายทำกันมาก

ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างโดย ‘ยูนิเวอร์แซล’ นำแสดงโดยพระเอกกล้ามโต ‘วิน ดีเซล’ และทุกตอนที่ออกฉายไปทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยมีแฟนๆ ชมกันมากมาย

ขณะนี้กองถ่ายทำได้ขนรถยนต์รุ่นใหม่ๆ พวกซูเปอร์คาร์ เครื่องมือต่างๆ และทีมงานมากระบี่แล้ว ซึ่งจะมีการถ่ายทำไปถึงภูเก็ต, พังงา, สุราษฎร์ธานี เมืองทะเลที่สวยงามของไทย

เรื่องนี้รัฐบาลต้องเปิดไฟเขียวและอำนวยความสะดวกเต็มที่ เพราะประเทศไทยมีแต่ได้กับได้ทางด้านสร้างเงิน-สร้างงาน-โรงแรม-การเดินทาง-อาหารการกิน รวมแล้วนับพันล้านบาท และเป็นการสร้างเสริมการท่องเที่ยวแบบ ‘ฟรี’ ด้วย

ที่ต้องระวังมีอย่างเดียวก็คือจะต้องขอความร่วมมือด้านเนื้อหา-สาระของหนังเรื่องนี้ว่าไม่ขัดต่อวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของไทย และอย่าให้มีการทำลายธรรมชาติสภาพแวดล้อม

‘เร็ว-แรงทะลุนรก’ ภาค 9 จะออกฉายทั่วโลกปีหน้า ซึ่งฟันธงได้เลยว่าจะทำเงินมหาศาลและพร้อมกับสร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยและต่อไปก็จะมีนักท่องเที่ยวมาอีกจำนวนมาก

เหมือนอย่างภาพยนตร์เรื่อง ‘เจมส์ บอนด์’ ที่มาถ่ายทำใช้ฉากเกาะตะปู-เกาะปันหยี จ.พังงา ซึ่งต่อมากลายเป็น ‘เจมส์ บอนด์ ไอส์แลนด์’ หรือเกาะเจมส์ บอนด์ ไปเลยจนบัดนี้

ประเทศไทยเรามีสิ่งดีๆ มากมาย ขอให้รู้จักใช้-รู้จักรักษาและนำมาสร้างงาน-สร้างเงิน

รัฐบาลต้องสนับสนุนแนวทางหาเงิน ไม่ใช่ดีแต่หาทางเก็บภาษีและเอาไปใช้อย่างไม่เกิดประโยชน์แก่ประชาชนอย่างที่เห็นกันอยู่ โดยเฉพาะการคอร์รัปชั่น-เสียค่าโง่ ฯลฯ
อ๊อด เทอร์โบ


 ข่าวดีสำหรับเกษตรกร-ผู้ยากจน
 ขอความช่วยเหลือเงินสินเชื่อได้

นายขจรศักดิ์ เจียรธนากุล ผู้อำนวยการสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) หรือ บจธ. แถลงถึงการดำเนินการของ บจธ. ตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีว่า พ.ศ.2561-2580 สู่การปฏิวัติเพื่อให้ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อความสุขของคนไทย เน้นสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม ด้วยการกระจายการถือครองทรัพย์สินให้มีความเป็นธรรม เพื่อสร้างความมั่นคงให้แก่ประชาชนทุกกลุ่ม

จึงขอเป็นสื่อกลางแจ้งให้ทราบดังนโยบายการดำเนินงานดังนี้


 ธนาคารที่ดิน
 เศรษฐกิจพอเพียง-เป็นธรรม

บจธ. ได้สนับสนุนให้องค์กรชุมชนหรือชุมชนในพื้นที่ภาคเหนือ จังหวัดลำพูนและเชียงใหม่ มีการบริหารจัดการที่ดินรวมกัน ทั้งที่ดินทำกินและที่ดินสำหรับการอยู่อาศัยในรูปแบบแปลงรวม โดยให้จัดตั้งสหกรณ์การเกษตร จำนวน 4 แห่ง และ บจธ. ได้จัดซื้อที่ดินไปแล้ว จำนวน 157 แปลง เนื้อที่ประมาณ 703 ไร่ จากที่ดินทั้งหมดประมาณ 810 ไร่ เพื่อให้เกษตรกร จำนวน 499 ครัวเรือน เช่าซื้อที่ดินกับ บจธ. ในอัตราดอกเบี้ยไม่เกิน ร้อยละ 3 ต่อปี ผ่อนระยะเวลาไม่เกิน 30 ปี เพื่อให้เกษตรกรมีที่ดินทำกินเป็นของตนในรูปแบบนาแปลงรวม

ที่ผ่านมา บจธ. ได้เข้าไปช่วยแก้ไขปัญหาการสูญเสียสิทธิที่ดินของเกษตรกรและผู้ยากจนได้ ซึ่งได้ให้ความช่วยเหลือแก่เกษตรกรไปแล้วจำนวน 302 ราย ที่มีปัญหาที่ดินหลุดมือไปแล้ว โดยรวมประมาณ 2,394 ไร่ ทำให้เกษตรกรมีที่ดินทำกินกลับคืนมาเป็นของตนเอง

ถือเป็นภารกิจหลักของเราในการบริหารจัดการที่ดิน โดยมีรูปแบบต่างๆ เช่น การจัดตั้งธนาคารที่ดิน โครงการต้นแบบบริหารจัดการที่ดินแบบครบวงจร โครงการแก้ไขปัญหาสูญเสียสิทธิในที่ดินของเกษตรกรและผู้ยากจน โครงการนำร่องธนาคารที่ดิน ในพื้นที่นำร่อง 5 ชุมชน และโครงการช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาที่ดินจากการดำเนินนโยบายของรัฐบาล

การจัดตั้งธนาคารที่ดินนั้น ถือเป็นกลไกสำคัญในการกระจายการถือครองที่ดินที่เป็นธรรมและยั่งยืน ทำให้มีการใช้ประโยชน์ในที่ดินอย่างเหมาะสม เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจและบริหารจัดการที่ดินเพื่อเป็นแหล่งเงินทุนสำหรับเกษตรกรและผู้ยากจนให้สามารถเข้าถึงได้ง่าย และเพื่อให้องค์กรชุมชนเกษตรกรได้มีการบริหารจัดการที่ดินร่วมกัน มีสิทธิในที่ดินทำกินและที่ดินสำหรับอยู่อาศัยในรูปแบบนาแปลงรวม

พร้อมทั้งทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างผู้ต้องการใช้ประโยชน์ในที่ดิน กับที่ดินที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ หรือยังใช้ประโยชน์ไม่เต็มที่ ภายใต้ชื่อโครงการตลาดกลางที่ดิน โดยมีระบบเว็บไซต์ตลาดกลางที่ดินทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลและอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้สนใจรับบริการ

นอกจากความช่วยเหลือทางการเงินอย่างสินเชื่อต่างๆ และทุนเพื่อการประกอบการด้านการเกษตรแล้ว ยังมีบริการให้คำปรึกษาด้านกฎหมาย และมีส่วนงานที่ทำหน้าที่คัดกรองที่ดินและกลุ่มเกษตรที่มีคุณภาพให้แก่ทั้งสองฝ่าย พร้อมติดตามดูแลการใช้ประโยชน์ในที่ดินให้เป็นไปตามเงื่อนไขที่ตกลงกันไว้ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง เพื่อความมั่นใจว่าทุกฝ่ายจะได้รับความเป็นธรรม ความสะดวก และประโยชน์สูงสุด

เกษตรกรและผู้ยากจนที่ต้องการรับการช่วยเหลือเงินสินเชื่อดังกล่าว สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ http://www.labai.or.th หรือส่งอีเมลที่ labai@labai.or.th หรือติดต่อได้ที่ โทร.0-2278-1244, 0-2278-1648 ต่อ 601, 602, 610 มือถือ 09-2659-1689
