‘โฉนด’ร้อนฉ่า “บิ๊กโจ๊ก”จอมจัดฉาก หรือถูกสกัด

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/377232?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘โฉนด’ร้อนฉ่า “บิ๊กโจ๊ก”จอมจัดฉาก หรือถูกสกัด

27 มิถุนายน 2562 – 12:40 น.
พลตทสุรเชรษฐ์ หักพาล,ถอดรหัสลายพราง,พลอประวิตร วงษ์สุวรรณ,บิ๊กโจ๊ก
เปิดอ่าน 14,899 ครั้ง

คอลัมน์…  ถอดรหัสลายพราง  โดย… พลซุ่มยิง

คนในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “บิ๊กโจ๊ก” พล.ต.ท.สุรเชรษฐ์ หักพาล ที่ปรึกษาพิเศษสำนักงานนายกรัฐมนตรี น้องรักของ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม มีโอกาสได้กลับเข้ามาในไลน์ตำรวจแน่นอน ในตำแหน่งผู้ช่วย ผบ.ตร. หากไม่ใช่เดือนตุลาคมนี้ก็น่าจะในอนาคตข้างหน้า เนื่องจากมีอายุราชการเหลืออีก 11 ปี

หลังจาก “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้อำนาจตาม ม.44 เพิ่มชื่อ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้บัญชาการสํานักงานตรวจคนเข้าเมือง สํานักงานตํารวจแห่งชาติ ในคำสั่ง คสช.16/2558 เรื่อง มาตรการแก้ไขปัญหาเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ระหว่างถูกตรวจสอบและการกําหนดกรอบอัตรากําลังชั่วคราว พร้อมทั้งย้ายจากข้าราชการตำรวจมาเป็นข้าราชการพลเรือน เมื่อ เมษายนที่ผ่านมา โดยไม่ระบุสาเหตุที่แน่ชัด

กว่า 2 เดือนที่ผ่านมา “บิ๊กโจ๊ก” ทำตัวหายเข้ากลีบเมฆ หลบหน้าหลบตาสื่อมวลชน จนเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน ปรากฏภาพไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ จ.นครศรีธรรมราช หลายแห่ง ซึ่งรายล้อมไปด้วยนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่หลายนาย  เช่น พล.ต.ต.วันไชย เอกพรพิชญ์ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 จนกลายเป็นที่มาข่าวเตรียมหวนคืน สตช.

คล้อยหลังเพียงวันเดียว ( 21 มิ.ย.) อดีต ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ  โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กส่วนตัว หัวข้อ “สร้างภาพ-แหกตา” สรุปใจความได้ว่า การแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบเป็นการจัดฉากหลอกผู้ใหญ่ในรัฐบาล “พล.อ.ป” เพื่อหวังก้าวหน้าในหน้าที่การงาน โดยการไปหาโฉนดที่ดินที่ไม่เกี่ยวข้องหวังเพิ่มยอดประชาชนได้รับโฉนดที่ดิน

ทั้งนี้การแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบและคืนโฉนดที่ดิน “บิ๊กโจ๊ก” นั่งเป็นหัวเรือหลักมาตั้งแต่ต้น และได้รับความไว้วางใจจาก พล.อ.ประวิตร มอบดาบอาญาสิทธิ์ มาตรา 44  ให้เข้าไปบริหารจัดการทั้งหมดตั้งแต่การฟอร์มทีมชุดปฏิบัติการตำรวจลงพื้นที่ ตรวจค้นบ้านเป้าหมาย รวมถึงขั้นตอนการไกล่เกลี่ยระหว่างลูกหนี้กับเจ้าหนี้

แม้แต่การจัดพิธีมอบโฉนดที่ดินคืนความสุขให้ประชาชน ลดความเหลื่อมล้ำของสังคมทั้ง 10 ครั้ง  “บิ๊กโจ๊ก” เป็นผู้กำหนดสถานที่ เลือกจังหวัด โดยเฉพาะรูปแบบการจัดงานแต่ละครั้ง ต้องการสื่อให้เห็นที่อารมณ์และความรู้สึกของชาวบ้านที่เข้ามาสวมกอด พล.อ.ประวิตร ด้วยความดีใจหลังได้รับความช่วยเหลือ

ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมา “บิ๊กโจ๊ก” เก่งในเรื่องการประชาสัมพันธ์และการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้องค์กรทางโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะเพจเฟซบุ๊กส่วนตัวที่นำเสนอผลงานและการใช้ชีวิตประจำวัน รวมทั้งช่องทางสื่อสารประชาชนรับเรื่องร้องทุกข์ ซึ่งมีผู้ติดตามจำนวนมาก ก่อนจะปิดตัวลง นอกจากนี้ยังเป็นผู้อยู่เบื้องหลังในการทำเพจ “ลุงป้อม น่ารัก” เพจ “ลุงป้อม ประวิตร” เพจเอฟซี “ลุงป้อม ประวิตร”

หลังถูกมรสุมลูกใหญ่ก็ถูกปรับออกจากหัวหน้าชุดแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ โดยมี พล.ต.ท.ปิยะ อุทาโย ผู้ช่วย ผบ.ตร. มารับช่วงต่อ แต่ขั้นตอนการดำเนินการและชุดปฏิบัติงานยังคงยึดรูปแบบเดียวกัน การมอบโฉนดที่ดิน คืนความสุขให้ประชาชน ลดความเหลื่อมล้ำของสังคมครั้งที่ 11 เมื่อมิถุนายนที่ผ่านมา จึงได้ยินเสียงเรียกร้องจากชาวบ้านขอให้ พล.อ.ประวิตร นำ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล กลับมาทำหน้าที่เหมือนเดิม เพราะเป็นคนเก่งและช่วยเหลือคนเดือดร้อน

“การคืนโฉนดที่ดินทั้ง 12 ครั้ง ที่มี พล.อ.ประวิตร เป็นประธาน คือของจริง ไม่มีแหกตา หรือสร้างภาพ เพราะผ่านคณะกรรมการเห็นชอบคณะกรรมการ 6 ฝ่าย แต่กระบวนการแจกโฉนดในแต่ละครั้งกระทำพร้อมกัน บางพื้นที่อาจมีเอกสารไม่ครบ หรือบกพร่อง เช่น พื้นที่ที่สถานีตำรวจภูธรภาคและจังหวัดเป็นผู้แจก พร้อมให้ พล.ต.ท.รณศิลป์ ภู่สาระ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ไปตรวจสอบข้อมูลที่นายนิพิฏฐ์ กล่าวอ้าง แต่ยืนยันว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจปฏิบัติงาน ยึดตามข้อเท็จจริง ไม่ได้เน้นปริมาณ หรือทำยอดตกแต่งตัวเลข” พล.ต.ท.ปิยะ ระบุ

จากการสำรวจข้อมูลมาจากโครงการบัตรสวัสดิกาลแห่งรัฐ กระทรวงการคลัง และศูนย์ดำรงค์ธรรม พบว่ามีประชาชนมาแจ้งว่าเป็นหนี้นอกระบบประมาณกว่า 1 ล้านคน   โดยเกือบ 6 แสนรายเป็นลูกหนี้ภาคอีสาน ภาคกลางประมาณ 2 แสนราย ส่วน ภาคเหนือ ภาคใต้ น้อยสุด โดยมีเจ้าหนี้ 17,000 คน

สำหรับในวันที่ 27 มิถุนายน มีพิธีมอบโฉนดที่ดิน คืนความสุขให้ประชาชน ลดความเหลื่อมล้ำของสังคมทั่วประเทศ ครั้งที่ 12 จำนวน 1,704 ฉบับ จำนวนที่ดิน 2,054ไร่ รวม 2,325 ล้านบาท ส่วนพล.อ.ประวิตร ไปเป็นประธานในพื้นที่ของสถานีตำรวจภูธรภาค 1 อาคารรัตนเทพสตรี มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี จ.ลพบุรี

การแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบและคืนโฉนดที่ดินถือเป็นนโยบายของรัฐบาล คสช. ก่อให้เกิดผู้มีส่วนได้-ส่วนเสีย  นำไปสู่ข้อครหา สร้างภาพ-แหกตา กับกระแสข่าวกลับมาของ “บิ๊กโจ๊ก” อดีตตำรวจใหญ่ ที่มีเส้นทางการเติบโตแบบก้าวกระโดด และคาดว่าจะขยับขึ้นเป็นเบอร์ 1 ปทุมวัน ในอนาคต

เรื่องนี้จึงเป็นไปได้ทั้ง 2 ทาง คือ การเตะตัดขา และโยนหินถามทาง หยั่งกระแสสังคม

นปช.ขอลา “เซเลบแดง” เกาะดาวคนละดวง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/377248?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

นปช.ขอลา “เซเลบแดง” เกาะดาวคนละดวง

27 มิถุนายน 2562 – 11:06 น.
ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,ขวัญชัย,ขวัญชัย ไพรพนา,คนเสื้อแดง,แดงเซเลบ,เซเลบแดง,เสื้อแดง,แกนนำแดง,นปช,นปชพรรคเพื่อไทย,อานนท์ แสนน่าน,ประธานสมาพันธ์วิจัยและพัฒนากัญชาไทยเพื่อประโยชน์แพทย์ไทย,อาภรณ์ สาราคำ,จตุพร พรหมพันธุ์,ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ
เปิดอ่าน 22,744 ครั้ง

คมลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์คมชัดลึก 27 มิถุนายน 2562

***********

          เป็นเรื่องเป็นราวกรณี “สุภรณ์ อัตถาวงศ์” อดีตแกนนำ นปชไม่ถูกดำเนินคดีล้มการประชุมอาเซียนเมื่อปี 2552 ที่พัทยา เนื่องจากคดีหมดอายุความ ปรากฏว่า “ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” ไม่ยอมจบ นำประเด็นดังกล่าวไปวิจารณ์เหน็บแนมทำนองว่า รอดคนเดียว

          “แรมโบอีสาน” ได้ตอบโต้ว่าการที่คดีหมดอายุความก็คือ หมดอายุ และทุกคนก็รู้ว่าคดีจะหมดอายุเมื่อไหร่ ไม่มีใครสามารถจะไปช่วยใครหรือหลบเลี่ยงได้ มีขั้นตอนดำเนินการอยู่ ทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมาย ไม่มีอภิสิทธิ์ชน

           จริงๆ แล้ว แกนนำ นปชที่มีมากกว่า 20 ชีวิต ได้แตกกระสานซ่านเซ็นไปคนละทิศละทาง ในสมรภูมิเลือกตั้งที่ผ่านมา แยกย้ายกันไปสังกัดพรรคการเมืองไม่ต่ำกว่า 10 พรรค 

สู่สนามการเมืองท้องถิ่น

          แรมโบ้” สุภรณ์ อัตถาวงศ์ เป็นแกนนำ นปชคนแรกๆ ที่ประกาศยุติการต่อสู้ในนามคนเสื้อแดง ขอเดินแนวทางปรองดองเพื่อชาติบ้านเมือง หลังตัวเขาได้เข้าไปปรับทัศนคติอยู่ในค่ายทหารโคราช ประมาณ วัน

แรมโบ้” สุภรณ์ อัตถาวงศ์

          ช่วงเลือกตั้ง “แรมโบ้อีสาน” ลงสมัคร ส..นครราชสีมา เขต 10 สังกัดพรรคพลังประชารัฐ แต่พ่ายแพ้แก่ พรชัย อำนวยทรัพย์ อดีต ส.อบจ.นครราชสีมา เขต อ.เสิงสาง พรรคภูมิใจไทย

          บังเอิญ ส..พรชัย มีลูกพี่ใหญ่ชื่อ “กำนันป้อ” วีระศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล ว่าที่ รมช.พาณิชย์ จึงเอาชนะแรมโบ้ไปได้ และนี่คืือถ้อยแถลงของอดีต ส..คนดัง หลังพ่ายแพ้

          อยากเห็นคนโคราช อย่างนายกฯ ตู่ ดูแลประเทศชาติให้สงบสุขต่อไปเรื่อยๆ และขอยืนยันว่าไม่รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจที่ไม่ได้ตำแหน่งใดๆ ในพรรค หรือไม่ได้รับการเลือกตั้ง”

          น่าจับตา “แรมโบ้อีสาน”ประนอม โพธิ์คำ อดีต ส..นครราชสีมา และชุณห์ ศิริชัยคีรีโกศล ประธานสภา อบจ.นครราชสีมา จะได้มีโอกาสจัดทัพนายก อบจ.เมืองย่าโม หรือไม่

          ถ้าเจรจาลงตัว วิรัช รัตนเศรษฐ์ จับมือแรมโบ้อีสาน ทีมท้องถิ่นโคราช สายลุงตู่ สู้ได้ทุกพรรค

เดอะตู่”สร้างรังใหม่

          อีก เดือนข้างหน้าทัพ นปช.สายเดอะตู่ “จตุพร พรหมพันธุ์” จะอพยพออกจากอิมพีเรียล ลาดพร้าว ชั้น ไปอยู่บ้านหลังใหม่แถวรามอินทรา 40 (ซอยนวลจันทร์ซึ่งมีเนื้อที่ ไร่ อยู่ไม่ไกลจากวัดนวลจันทร์

          จตุพร” บอกว่าบ้านหลังใหม่ขณะนี้อยู่ระหว่างการปรับภูมิทัศน์และการก่อสร้าง จะเป็นอาคารชั้นเดียว มีลักษณะคล้ายสตูดิโอขนาดใหญ่เพราะจะเป็นที่ตั้งของสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมช่องพีซทีวีด้วย

จตุพร พรหมพันธุ์

          มีเสียงเพรียกหา นปชให้ขยับออกมาสู่เวทีท้องถนน ซึ่งประธาน นปช.ยืนยันว่า “ให้เวทีรัฐสภาได้ดำเนินกระบวนการไปนั้น เป็นเวทีที่ดีที่สุด แต่ไม่ใช่ว่าเวทีอื่นจะมีไม่ได้ แต่เวทีรัฐสภาเป็นเวทีที่ดีที่สุด”

ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ

          ส่วนแนวทางการสร้างพรรคใหม่ จตุพรยังแลกเปลี่ยนแนวคิดกับ “จาตุรนต์ ฉายแสง” และ “ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” ซึ่งคงใช้เวลาอีกนานกว่าจะลงตัวและมีความชัดเจน 

          ว่ากันว่า เสี่ยอ๋อยกับเดอะตู่ ดูจะหนักแน่นเรื่องพรรคใหม่ แต่เสี่ยเต้น สงสัยจะเต้นไปเต้นมา เหมือนแรมโบ้พูด

ขวัญชัยอานนท์” เดินคนละทาง

          สำหรับ “เซเลบแดง” ในต่างจังหวัด ก็ต้องโฟกัสที่อุดรธานี เพราะมีขาใหญ่หลายคน แถมเลือกตั้งที่ผ่านมาก็ชนะยกจังหวัด

          คนแรกคือ “ขวัญชัย ไพรพนา” ลดบทบาทผู้นำมวลชนลงไป และทำหน้าที่ติดตามภรรยา “อาภรณ์ สาราคำ” ส..อุดรธานี เขต มาประชุมสภาที่กรุงเทพฯ 

ขวัญชัย- อาภรณ์ สาราคำ

          วันที่ 21 มิถุนายน 2562 ขวัญชัยได้โพสต์เฟซบุ๊กครั้งแรกในรอบ เดือน โดยอวยพรวันเกิด “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า “สุขสันต์วันเกิดครับ ขอให้ท่านนายกที่อยู่ในหัวใจของพี่น้องประชาชนมีแต่ความสุข มีสุขภาพที่แข็งแรงทั้งกายใจ ท่านยังคงอยู่ในใจของประชาชนผู้รักประชาธิปไตยเสมอ”

          แกนนำแดงอุดรอีกราย “อานนท์ แสนน่าน” ผู้ก่อการสร้าง “หมู่บ้านเสื้อแดงเพื่อประชาธิปไตย” จนโด่งดังระดับโลก เมื่อ คสช.ปกครองบ้านเมือง อานนท์หันไปปลูกเห็ด และปีที่แล้วยกทีมบินไปพบ “ทักษิณ ชินวัตร” ที่สิงคโปร์ 

อานนท์ แสนน่าน

          ช่วงหาเสียงเลือกตั้ง อานนท์ พยายามจะปลุกผีหมู่บ้านเสื้อแดง เจอกองทัพภาคที่ เบรก เลยขยับไปต่อไม่ได้ พอเลือกตั้งจบ อานนท์พลิกเกม จากปลูกเห็ดขายไปจับเรื่องกัญชา

          ไม่น่าเชื่อว่า อานนท์ แสนน่าน ในฐานะประธานสมาพันธ์วิจัยและพัฒนากัญชาไทยเพื่อประโยชน์แพทย์ไทย ได้เคลื่อนไหวเดินสายจัดกิจกรรมเกี่ยวกับกัญชาอย่างครึกโครม 

          ทั้งขวัญชัยและอานนท์ คงได้ข้อสรุปแล้วว่าอุดมการณ์แดงกินไม่ได้ 

เสียงสะท้อนเวทีประชาชน ประชาธิปไตยไม่ใช่ลอกคราบ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/377229?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เสียงสะท้อนเวทีประชาชน ประชาธิปไตยไม่ใช่ลอกคราบ

27 มิถุนายน 2562 – 11:00 น.
พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,ประชาธิปไตย
เปิดอ่าน 2,358 ครั้ง

โดย…   เกศินี แตงเขียว

จากสถานการณ์การเมืองหลังเลือกตั้ง 24 มีนาคม จนถึงวันนี้เวลาล่วงเลยมากกว่า 3 เดือนแล้ว ประชาชนไทยยังไม่เห็นโฉมหน้ารัฐบาลประยุทธ์ 2 แม้ก่อนหน้านี้จะมีข้อมูลเปิดเผยออกมาในเรื่องการต่อรองตำแหน่งต่างๆ ของพรรคร่วมรัฐบาลพลังประชารัฐบ้าง และความไม่นิ่ง ไม่แน่นอนของการร่วมรัฐบาลครั้งนี้ ภาคประชาชนในฐานะผู้ใช้สิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้ง ก็ได้จัดเสวนาเวทีประชาชน เพื่อให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ฟังเสียงประชาชนในการจัดสรรบุคคลที่เหมาะสมเป็นคณะรัฐมนตรีบริหารประเทศให้ก้าวหน้า

เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน ที่ห้องประชุมมูลนิธิ 14 ตุลา แยกคอกวัว ถนนราชดำเนินกลาง “คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35” และ “คณะตรวจสอบภาคประชาชน” จัดเวทีประชาชน เสนอความเห็นในหัวข้อ “ตรวจสอบรายชื่อคณะรัฐมนตรี ประยุทธ์ 2 กับเสียงสะท้อนของประชาชน” ซึ่งมี “บุญแทน ตันสุเทพวีรวงศ์” เป็นผู้ดำเนินรายการ โดย “อดุลย์ เขียวบริบูรณ์” ในฐานะประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 ได้เปิดประเด็นก่อนว่า เมื่อคสช.เข้ามายึดอำนาจ 22 พฤษภาคม 2557 ได้ประกาศพันธสัญญา 3 เรื่อง คือ 1.การสร้างความรัก ความสามัคคีในชาติ 2.การปฏิรูปประเทศและการเมืองให้ดียิ่งขึ้น 3.การปัดกวาดคอร์รัปชั่น แต่ 3 สิ่งนี้ คสช.ภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ได้ทำตามสัญญาประชาคมเลย แต่เมื่อได้รับโปรดเกล้าฯ เป็นนายกรัฐมนตรีแล้วก็ยอมรับ แต่ขณะนี้กำลังจะเฟ้นหาคนมาเป็นคณะรัฐมนตรี (ครม.) ช่วยบริหารงาน ก็ต้องถามก่อนว่า นายกฯ มีความชอบธรรม มีความสง่างามเป็นนายกฯ หรือไม่ ซึ่งปัญหาการเลือกตั้งก็มี ท่านก็ไม่ได้มาแบบขาวจั๊วะ ยังมีลาย ดังนั้นจะให้ ครม.มีลายพร้อยไม่ได้ เพราะจะมีผลต่อการบริหารบ้านเมืองและต่างประเทศ

อดุลย์ เขียวบริบูรณ์

ตรงนี้จึงต้องตรวจสอบอย่างเข้มข้น 2 ประเด็น 1.คนที่มาเป็น ครม.ต้องไม่ลายพร้อย โดยช่วงการตรวจสอบ 3 ปีที่ผ่านมา พบว่ามีบุคคลที่ปรากฏชื่อในสังคมมีสิทธิจะมีชื่อเป็น ครม. แต่ในการแต่งตั้งนั้นอย่างตำแหน่ง รมว.คลัง ถือว่าสำคัญมาก ดังนั้นคนมาเป็นต้องมีคุณธรรม จริยธรรม สะอาดสูงส่งกว่าชาวบ้าน นี่คือสิ่งที่เรากังวลว่าเมื่อมีการเลือกตั้งแล้วคนที่จะมาประกอบเป็นรัฐบาล ส่วนในสภาก็ยังทะเลาะกันอีนุงตุงนัง และก็เข้าใจว่าจะสมยอมกันด้วย ดังนั้นจึงได้เวลาที่ภาคประชาชนจะยกระดับตัวเองที่จะตรวจสอบทั้งรัฐบาลและสภา คือ ส.ส. ว่าทำหน้าที่ได้ครบถ้วนหรือยัง

ช่วงที่ผ่านมากลุ่มญาติวีรชน ค่อนข้างจำกัดขอบเขตไม่วิจารณ์กองทัพ จากการทำเรื่องปรองดองร่วม และเชื่อว่าทหารคือทหารของในหลวง ไม่ใช่ทหารของคสช. แต่บางคนอาจเกรงใจการวิจารณ์ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหมไปด้วย ดังนั้นขอประกาศเลยว่าวันนี้เราจะวิพากษ์วิจารณ์ พล.อ.ประวิตร เต็มที่ ท่านไม่ควรมาวาระที่ 2 อีก ควรพอได้แล้ว โดยเราจะจัดเสวนาอีกครั้งในช่วงวันที่ 29 มิถุนายนนี้ เราจะเริ่มวิจารณ์ พล.อ.ประวิตรในเนื้อหาต่างๆ ซึ่งเราตรวจสอบโครงการต่างๆ ของรัฐบาลว่ามีโกงอย่างมโหฬาร เหมือนขายทรัพย์สินแผ่นดินหรือไม่ เช่น การทำทีโออาร์ โครงการอีอีซี ซึ่งการลงทุนกับเอกชนสามารถทำกำไรสูงสุดได้ แต่ต้องไม่ถือกำไรเกินความจริงจนโกงแผ่นดิน หรือเรื่องโฮปเวลล์ที่ไม่ยอมสู้แต่จะยอมจ่ายเขา และยังเชิญนายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ผ่านสื่อเลย ให้มาร่วมงานวันที่ 29-30 มิถุนายนด้วย ร่วมตรวจการคอร์รัปชั่นช่วงที่ผ่านมา

ขณะที่ในเวทีเสวนาตรวจสอบรายชื่อ ครม.ประยุทธ์ 2 ได้พูดถึงเสียงสะท้อนของประชาชนต่อความสง่างามและการยอมรับของรายชื่อคณะรัฐมนตรีและนายกฯ หลังการเลือกตั้ง

“ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล” อดีต รมว.คลัง กล่าวว่า วันนี้จะวิพากษ์ 2 ชื่อ คือชื่อประยุทธ์ เป็นหลักก่อน ในแง่การเป็นนายกฯ ที่ถือว่าประกาศต่อชาวโลกผ่านการประชุมอาเซียนว่าบัดนี้ไทยผ่านการเลือกตั้งและมีนายกฯ หลังการเลือกตั้งแล้ว แต่หลังการเลือกตั้งมีหลายประเด็นต้องวิจารณ์

ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล

ปัญหาของ พล.อ.ประยุทธ์ เคยถูกตรวจสอบเรื่องการลงชื่อเป็นแคนดิเดตชิงนายกฯ ในการเลือกตั้งแล้ว ขณะนั้นมีปัญหาข้อกฎหมายว่า การเป็นนายกฯ และควบตำแหน่ง หัวหน้าคสช. จะไม่ชอบหรือไม่ ตามนิยามความเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งเคยร้องเรียนไปทั้ง กกต.-ผู้ตรวจการแผ่นดิน สุดท้ายแจ้งกลับมาว่าตำแหน่งหัวหน้าคสช.นั้น ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งทางกฎหมาย แต่เป็นการแต่งตั้งสืบเนื่องจากการเข้าควบคุมอำนาจการปกครอง กรณีดังกล่าวเป็นข้อยกเว้นในการเป็นแคนดิเดตนายกฯ ได้ โดยผู้ตรวจการแผ่นดินแจ้งว่าเป็นตำแหน่งชั่วคราว แต่ก็ไม่เห็นว่าการที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือไม่นั้น ไม่ได้มีการกำหนดระยะเวลาต่างๆ ไว้

ส่วนที่มีข่าวเกี่ยวกับโผครม. ว่าจะมีการแต่งตั้งนายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เป็น รมว.คลังนั้น ตนไม่ได้มีคำถามเรื่องความสามารถ แต่กรณีของนายอุตตม เคยมีชื่อเกี่ยวกับคดีปล่อยกู้ธนาคารกรุงไทยกับกฤษดามหานคร ซึ่งสังคมให้ความสนใจ เพราะคดีนี้กรรมการบริหารธนาคาร 5 คน ถูกดำเนินคดี 3 คน โดยนายอุตตม เป็น 1 ใน 2 ที่ไม่ถูกดำเนินคดี ซึ่งกรณีที่นายอุตตมไม่โดนคดีด้วยนั้น ข่าวเคยระบุว่าเพราะพยานซัดทอดนายทักษิณ ชินวัตร ว่าเป็นตัวการใหญ่ที่ทำให้เกิดความเสียหายแก่รัฐเกือบหมื่นล้านบาท ทั้งนี้อยากให้ดูว่าการแต่งตั้งรัฐมนตรีนั้น รัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 160(4) ระบุไว้ว่า รัฐมนตรีต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และใน (5) ระบุอีกว่า ต้องไม่เป็นการฝ่าฝืนหรือปฏิบัติผิดหลักจริยธรรมอย่างร้ายแรง หมายความว่า หากมีการตั้งคนแบบนี้ไปเป็นรัฐมนตรี อาจจะเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ต้องถามว่ากรณีดังกล่าวเป็นความผิดร้ายแรงหรือไม่ เมื่อกรรมการบริหารธนาคาร 3 คนที่ถูกตัดสินว่าผิด ถูกจำคุก 20 ปี แสดงให้เห็นว่าเป็นเรื่องที่ร้ายแรงแน่นอน

ขณะที่ “ศรีสุวรรณ จรรยา” เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ผู้ที่ติดตามการทุจริตและยื่นคำร้องเรื่องต่างๆ กล่าวว่า การเสนอแต่งตั้ง ครม.ชุดนี้ เป็นความผิดพลาด ล้มเหลว และไม่เป็นที่พอใจของประชาชน มีการออกมาแย่งเก้าอี้กัน โดยครั้งแรกอ้างประชาชน แต่เมื่อได้ยศถาบรรดาศักดิ์แล้วไม่คำนึงว่า ประชาชนเดือดร้อนแค่ไหน แล้วเมื่อมีรัฐธรรมนูญอัปลักษณ์ก็ทำให้เวลา 3 เดือน 2 วัน เราก็ยังไม่มีรัฐบาลมาดูแลทุกข์สุขเลย ซึ่งได้รับการร้องเรียนจากคนทั้งประเทศ ขณะที่รัฐมนตรีบางคนไม่มีความเหมาะสม เพราะมีเรื่องค้างอยู่ในองค์กรที่ทำหน้าที่ตรวจสอบต่างๆ ทั้ง ป.ป.ช. และ สตง.

ศรีสุวรรณ จรรยา

อย่างกรณีของ ส.ส.แถว จ.อุดรธานี หรือ ส.ส.แถวโคราชที่ไปบุกรุกที่ดิน ส.ป.ก. หรือนักการเมืองแถวสงขลา ที่มีพฤติการณ์เอื้อประโยชน์แก่หน่วยงานในพื้นที่ ก็ไม่เห็นว่า พล.อ.ประยุทธ์จะตอบอะไรกลับมา นอกจากบอกว่าเอารายชื่อต่างๆ ไปตรวจสอบคุณสมบัติแล้ว แต่เมื่อไปถามที่ สตง.ว่ามีการส่งรายชื่อมาตรวจสอบหรือไม่ ปรากฏว่า สตง.บอกว่าไม่มีเลย

ส่วนเรื่องการแต่งตั้งส.ว.ซึ่งตนแย้งมาโดยตลอด โดยเฉพาะกรณีการแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหาฯ ที่อาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีมีผลประโยชน์ทับซ้อน ล่าสุด พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ประธานแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหาฯ ยังเพิ่งออกมาพูดเรื่อง ส.ว.ถือหุ้นสื่อ ว่าลืมตรวจสอบคุณสมบัติเรื่องนี้ แต่ก็โบ้ยว่ามีบัญชีสำรอง นั่นแสดงให้เห็นว่าละเลยการปฏิบัติหน้าที่ในการแต่งตั้งหรือไม่ ซึ่งสัปดาห์หน้าจะไปร้องเรื่องนี้ต่อ ป.ป.ช.อีกรอบ แม้จะไม่ได้คาดหวังว่าองค์กรเหล่านี้จะดำเนินการใดๆ เพราะทุกคนก็รู้ที่มาของพวกเขาดี แต่ต้องการให้ประชาชนเห็นว่าผู้มีอำนาจใช้อำนาจอย่างไม่เป็นธรรม นอกจากนี้ที่ยังสงสัยอีกกรณีคือกรณีการย้าย พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล ผบช.สตม. ไปเป็นข้าราชการพลเรือนนั้นกลับไม่มีคำตอบออกมาให้สังคม รวมถึงเรื่องคุณสมบัติ ส.ว.ถือหุ้นสื่อ ซึ่ง พล.อ.ประวิตร รวมทั้งกรรมการสรรหาฯ ท่านอื่นต้องรับผิดชอบเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน

ส่วนประเด็นการรวบรวมรายชื่อประชาชน 20,000 ชื่อเพื่อถอดถอนป.ป.ช.นั้น ตอนนี้ยังได้ไม่ครบ แต่ยังมีอีกทางหนึ่งคือขอให้ ส.ส.ฝ่ายค้านในสภาจำนวน 150 คน ร่วมกันเข้าชื่อเพื่อถอดถอน ป.ป.ช.ชุดนี้ ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ เพราะตราบใดที่มี ป.ป.ช.ชุดนี้อยู่ เชื่อว่าทุกคำร้องนั้นน่าจะถูกแช่ หรือเปลี่ยนแปลงเจตนารมณ์การตรวจสอบไปก็ได้

ด้าน “พนัส ทัศนียานนท์” อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ อาจเรียกได้ว่ามีคุณสมบัติที่ค่อนข้างด้อยคุณภาพ มีบาดแผลหลายอย่าง มีลายพร้อยซึ่งทุกคนคงเห็นอยู่แล้วปฏิเสธไม่ได้ เช่น ทักษะการพูดภาษาอังกฤษในการประชุมอาเซียน ขณะที่ผู้นำในอาเซียนเขาก็จะเตรียมคำพูดอย่างดีที่สุดแล้วจะให้แปลภาษาก็ได้ เขาจะไม่ไปพูดสุ่มสี่สุ่มห้าเพราะจะเสียหาย อย่างไรเราก็ต้องทำใจเพราะ พล.อ.ประยุทธ์มาเป็นนายกฯ รอบสองแล้ว จากที่รัฐสภาลงมติไปแล้ว แต่ต่อไปสิ่งที่เราทำได้คืออยากให้พวกเราช่วยกันตำหนิติติง พล.อ.ประยุทธ์ เพื่อปรับเปลี่ยนตัวเองว่าฝันจะเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่เหมือนนายทหารคนสำคัญๆ ในประเทศที่เคยเป็นรัฐบุรุษอย่าง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ หรือไม่ หาก พล.อ.ประยุทธ์มีความฝันของตัวเองเหมือนกันว่าอยากเป็นนายทหารประชาธิปไตย จากที่ขณะนี้ถูกเรียกว่าเป็นเผด็จประชาธิปไตยเหมือน ส.ว.คนหนึ่งอภิปรายในสภา

พนัส ทัศนียานนท์

โดยการได้กลับมาเป็นนายกฯ อีกครั้งในการเลือกตั้งนี้แม้จะลอกคราบกลับมาเป็นประชาธิปไตย แต่ก็ต้องเปลี่ยนความคิดให้เป็นประชาธิปไตยด้วย ไม่คิดว่าประชาธิปไตยเป็นสิ่งไม่ดี การออกมาประท้วงแสดงความเห็นไม่ใช่สร้างความวุ่นวายแต่เป็นส่วนหนึ่งของประชาธิปไตย ต้องปรับความคิดนี้ก่อนจึงจะเริ่มเป็นนายทหารประชาธิปไตย แล้วถ้าฝันว่าในอนาคตอาจจะเป็นมหารัฐบุรุษคนไทยอย่างแท้จริงในการสร้างสรรค์ จรรโลงประชาธิปไตยไทยก็ได้ ซึ่งนอกจากการปรับความคิดแล้ว เมื่อจะเดินหน้าสู่การเป็นประชาธิปไตยต้องทำ

ครม.ของท่านที่ไม่รู้ว่าวันนี้นิ่งหรือยัง หากยังไม่ได้ทูลเกล้าฯ ก็ขอให้รัฐมนตรีสำคัญอย่างกระทรวงกลาโหมและมหาดไทย ไม่ควรให้คนมีปัญหามัวหมองกลับมาอีก ไม่ควรเกรงใจว่าเป็นรุ่นพี่ ดังนั้นหากอยากให้เป็นประชาธิปไตย ก็ต้องควรตัดทิ้งเลยชื่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ส่วน รมว.มหาดไทย ก็ต้องไม่ให้คนที่เคยเกี่ยวข้องกับการจัดซื้อเครื่องตรวจวัตถุระเบิด จีที 200 ที่มีปัญหามาเป็น รมว.มหาดไทย หากท่านทำได้แบบนี้โอกาสจะเป็นมหารัฐบุรุษ เป็นนายกฯ คนสำคัญก็จะมีคนกล่าวถึง คนยอมรับ

การใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว มาตรา 44 เพื่อการผดุงความยุติธรรม หลังจากที่ถูกมองว่าเป็นรัฐบาลเหนือกฎหมายตามหลักนิติธรรมในระบอบประชาธิปไตย โดยเสนอให้ท่านใช้อำนาจ ม.44 มายกเลิกบรรดาคำสั่งและประกาศ คสช.ที่เคยออกมาละเมิดเสรีภาพอย่างร้ายแรง เช่น คำสั่งให้มีการรายงานตัวเพื่อปรับทัศนคติ การให้คดีพลเรือนขึ้นศาลทหาร การให้ทหารมาดูแลการรักษาความมั่นคงภายในแทนตำรวจ ก็ให้กลับกรม-กอง หรือก่อนหน้านี้ที่เคยมีคำสั่งให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญบางคนที่หมดวาระไปยังได้ทำหน้าที่ต่อไปอีก อย่างนี้ก็ควรใช้อำนาจตาม ม.44 ให้ยกเลิกตุลาการศาลรัฐธรรมนูญกลุ่มนั้นให้พ้นวาระ เพื่อให้มีคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุดใหม่ตามกระบวนการรัฐธรรมนูญใหม่มาทำตามหน้าที่ รวมทั้ง ป.ป.ช.ก็สั่งยุบไปเลย

ถ้าจะเป็นนายกฯ ที่ยิ่งใหญ่ทำตามแผนยุทธศาสตร์ 20 ปี หากจะปฏิรูปจริงในส่วนขององค์กรอิสระถ้ายุบได้ก็ทำทั้งหมดเลย ถ้าทำได้ตามนั้นเชื่อว่าจะสร้างมรดกคุณงามความดี จะทำให้อนุชนรุ่นหลังจดจำท่านได้ตลอดไป

ส่วนเรื่องการตรวจสอบต่างๆ เห็นว่าเรื่องการตรวจสอบคงเหมือนเอาหัวชนกำแพง เหมือนที่นายศรีสุวรรณเคยร้องเรื่องต่างๆ โต้แย้งรัฐบาล ดังนั้นต้องหาทางแก้รัฐธรรมนูญให้ได้เพื่อสร้างช่องทาง ดังนั้นถ้าเราโน้มน้าวให้พล.อ.ประยุทธ์ เห็นดีเห็นงามด้วยริเริ่มแก้รัฐธรรมนูญ โอกาสแก้รัฐธรรมนูญเกี่ยวกับกลไกและองค์กรตรวจสอบที่จะให้ประชาชนพึ่งพาก็จะเป็นไปได้ เราจึงจะแก้ปัญหาแบบสันติวิธีได้ ไม่เช่นนั้นสุดท้ายต้องเป็น people power แต่ก็ไม่ได้สนับสนุนความรุนแรง

ขณะที่ “ยุทธพร อิสรชัย” อดีตรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช กล่าวว่า ที่ผ่านมาพยายามบอกว่าต้องแก้ปัญหาการเมือง และทำให้การเมืองมีคุณภาพ แต่ปรากฏว่า 5 ปีผ่านไปก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ซึ่งมองว่าปัญหาอยู่ที่ภาพใหญ่คือการพัฒนาประชาธิปไตยไทย โดยเฉพาะกติกาที่ถูกร่างขึ้นที่ถูกวิจารณ์เยอะในเรื่องที่มาตั้งแต่กระบวนการร่าง การลงประชามติ ซึ่งในช่วงนั้นมีกฎอัยการศึกอยู่เกือบครึ่งประเทศ และไม่มีการเปิดพื้นที่ให้คนที่เห็นต่างแสดงความเห็น ขณะที่การแย่งโควตารัฐมนตรีก็แสดงให้เห็นว่าบรรดาพรรคการเมืองไทยส่วนมากยังทำงานการเมืองแบบล้าหลัง มองถึงผลประโยชน์ที่จะได้รับ นอกจากนี้พรรคการเมืองยังผูกติดกับการตัดสินใจของคนเพียงไม่กี่คน ทำให้เห็นเรื่องการต่อรอง ความน้อยเนื้อต่ำใจ รวมทั้งการเกิดของกลุ่มย่อยต่างๆ ซึ่งขอเรียกว่าเป็นโรคติดต่อทางการเมือง

การที่เราจะคาดหวังให้ ครม.ชุดนี้ออกมาถูกใจประชาชนนั้น เป็นไปได้น้อยมาก แม้จะมีกลไกต่างๆ ที่ร่างไว้ในรัฐธรรมนูญเรื่องการกำกับและการพยายามพูดถึงจริยธรรมนักการเมืองมากขึ้น แต่สุดท้ายกลไกเหล่านี้เป็นเพียงกลไกในกระดาษ เพราะการตรวจสอบอย่างแท้จริงคงทำไม่ได้ เพราะเรายังขาดเรื่องธรรมาภิบาลทางการเมือง แม้เราจะมีการเลือกตั้งแต่ก็ยังพูดได้ไม่เต็มปากว่าเรามีประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว เพราะกระบวนการต่างๆ ของการเลือกตั้งยังคงถูกตั้งคำถามมากมาย ขณะที่ คสช.เองก็ไม่ได้หายไปไหน แต่ยังอยู่ในรูปแบบของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ เป็น 250 ส.ว. หรือการพยายามถ่ายโอนอำนาจของคสช.ไปยัง กอ.รมน.อยู่ดี

เปิดใจ”บิ๊กโจ๊ก”ในวันที่มีข่าวหวนกลับมาหวานเจี๊ยบ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/377227?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เปิดใจ”บิ๊กโจ๊ก”ในวันที่มีข่าวหวนกลับมาหวานเจี๊ยบ

27 มิถุนายน 2562 – 10:50 น.
สุรเชษฐ์ หักพาล,บิ๊กโจ๊ก
เปิดอ่าน 7,554 ครั้ง

เปิดใจ “บิ๊กโจ๊ก” สุรเชษฐ์ หักพาล ในวันที่มีข่าวหวนกลับมาหวานเจี๊ยบ รายงาน…

“บิ๊กโจ๊ก” ยันตำแหน่งอนุ ก.ตร.ของเก่า ย้ำต้องถูกปลดออก เพราะตำแหน่งที่ปรึกษางานล้นมือ ลั่นไม่ได้หายไปไหนยังคอยดูแลทุกข์สุขประชาชนเหมือนเดิมอย่างเต็มความสามารถ

พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะอดีตผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง เปิดเผยผ่านรายการ “ล่าความจริง” จากประเด็นที่กำลังเป็นกระแสข่าวอยู่ขณะนี้ โดยเฉพาะกรณีที่ยังมีชื่ออยู่ในอนุกรรมการ ก.ตร. ว่าเป็นเรื่องเก่าตั้งแต่ปี 2558 ในสมัยที่ยังดำรงตำแหน่งเป็น ผบ.สตม.

ส่วนประเด็นการแต่งตั้งครั้งนั้นเนื่องจากมีอนุกรรมการ ก.ตร. บางท่านได้ลาออกจากตำแหน่งซึ่งในการเสนอไม่ได้หมายความว่า เสนออนุกฎหมายอย่างเดียว เพราะยังมีหลายอนุให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งกำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้ลงนาม โดยมีการเปลี่ยนแปลงรายชื่อบางส่วนและตนเป็นของเดิม

ทั้งนี้กรณีที่ประชุม ก.ตร. มีมติให้ถอดออกจากอนุกรรมการ ถือเป็นเรื่องที่ถูกต้อง เพราะขณะนี้ตนเป็นที่ปรึกษาพิเศษ ดังนั้น ภารกิจกว้างขวางมากขึ้น ทำให้ไม่มีเวลาลงไปทำอนุกฎหมาย จากนี้เป็นหน้าที่ของผบ.ตร. ในการคัดสรรบุคคลมาทำหน้าที่แทน

สำหรับประเด็นการโอนย้ายเหมือนที่พล.อ.ประวิตร ชี้แจง ซึ่งการย้ายมาเป็นที่ปรึกษาระดับสิบ ถือว่ามีภาระมากขึ้น โดยเฉพาะปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายงานให้ไปศึกษาหน่วยงานองค์กรรัฐ องค์กรภาคเอกชน แก้ปัญหาหนี้นอกระบบ ปราบปรามอาชญากรรม คอลเซ็นเตอร์ ดังนั้นมีหน้าที่เพิ่มซึ่งแตกต่างไปจากงานเดิม ดังนั้นยืนยันว่าไม่ได้เป็นการเด้งฟ้าผ่า แค่ให้ไปทำอีกหน้าที่ ส่วนเรื่องการเดินทางไปประเทศก็เพื่อพักผ่อน เมื่อกลับมาก็ตั้งใจทำงานเหมือนเดิม

“เราเป็นข้าราชการของแผ่นดินในองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ดังนั้นผมทำหน้าที่ ทำงานทุ่มเทเหมือนเดิม เพื่อพัฒนาแผ่นดิน เปรียบเหมือนผู้เล่นฟุตบอลก็ทำหน้าที่ให้ดีที่สุดตามตำแหน่งที่ได้รับมอบหมาย”

พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ กล่าวด้วยว่า ส่วนเรื่องการทำงานก็ไปปฏิบัติหน้าที่ที่ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ และถูกมอบหมายให้มีความรับผิดชอบทำงานกว้างขวางมากขึ้น จากเดิมเป็นตำรวจก็ทำงานตำรวจ วันนี้เป็นที่ปรึกษาก็ไปแนะนำให้ความรู้องค์กรในการพัฒนาประเทศ หรือมีเรื่องร้องเรียนเข้ามายังสำนักนายกฯ หรือมีเรื่องร้องเรียนผ่านศูนย์ร้องทุกข์ส่งมาก็ดำเนินการ เป็นเรื่องการบริหารมากขึ้น

อย่างไรก็ตามยืนยันว่าเข้าออกสำนักงานทุกวัน กรณีหน่วยไหนต้องการคำปรึกษา หรือมหาวิทยาลัยต้องการข้อมูลก็จะถ่ายทอดให้เพราะมีประสบการณ์การทำงานด้านปราบปราม ด้านอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หนี้นอกระบบ ให้ข้อมูลและนำไปทั้ง ปปง. รวมถึงกรมสอบสวนคดีพิเศษ ดีเอสไอ ส่วนเรื่องหนี้นอกระบบถือเป็นนโยบายสำคัญ โดยมี พล.อ.ประวิตร เป็นกำลังหลัก

สำหรับกรณีที่มีส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ออกมาระบุว่าการคืนโฉนดเป็นเรื่องสร้างภาพนั้น พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ ระบุว่า ในเรื่องแก้หนี้เป็นนโยของนายกฯ ที่สั่งการ พล.อ.ประวิตร ขับเคลื่อน และบูรณาการหน่วยงานปฏิบัติทั้งหมด ไม่ได้ทำคนเดียว มีทั้งกระทรวงการคลัง ปปง. ดีเอสไอ รวมถึงกระทรวงต่างๆ ดังนั้น ยืนยันไม่เป็นเรื่องจริง ไม่ได้สร้างภาพ ซึ่งผู้ตอบคำถามได้ดีที่สุด คือประชาชน

พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ ยอมรับว่ากรณีที่มีข่าวส่วนตัวออกมาถาโถมนั้น ที่ผ่านมาไม่ได้ออกมาตอบ เนื่องจากเป็นข้าราชการต้องมีวินัย เมื่อผู้บังคับบัญชามอบหมายให้ทำหน้าที่ก็ทำอย่างเคร่งครัด แม้ย้ายไปย้ายมาก็ต้องทำเคร่ง เพราะเป็นข้าราชการแผ่นดิน ก็ต้องทำแทนคุณแผ่นดิน เพียงแค่ปรับตัวให้เข้ากับการทำหน้าที่นั้น โดยไปดูระเบียบ เอกสาร เรียนรู้

ส่วนกรณีที่มีภาพปรากฏว่าเดินทางไปทำบุญที่จ.นครศรีธรรมราชนั้น ยืนยันว่าไปจริง เพราะเป็นคนชอบทำบุญ ซึ่งพี่น้องตำรวจทราบดี อย่างเมื่อก่อนไปอีสานลงพื้นที่ไหนก็ไปทำบุญไหว้ศาลหลักเมือง เมื่อช่วงนี้มีโอกาสก็ไปไหว้ รับฟังข่าวสาร และล่าสุดไปวัดพระแก้วมรกต ดังนั้นไม่ได้ทำพิธีกรรมอะไร แต่ไปกราบไหว้ด้วยความศรัทธา ไม่มีรถนำขบวน หรือมีข้าราชการตำรวจต้อนรับ เพราะเป็นคนสมถะ

พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ ยังฝากถึงประชาชนทั้งที่เข้าใจไม่เข้าใจ รวมทั้งฝากไปถึงประชาชนที่เป็นกำลังใจและสงสัย ยังทำหน้าที่ปกติ ดูแลทุกข์สุขของประชาชนในฐานะข้าราชการพลเรือนอย่างเต็มความสามารถ

คนจนเล่นหวย-คนรวยเล่นหุ้นทำไม?? ลอตเตอรี่ขายเกินราคา

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/377218?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คนจนเล่นหวย-คนรวยเล่นหุ้นทำไม?? ลอตเตอรี่ขายเกินราคา

27 มิถุนายน 2562 – 10:30 น.
ดับเครื่องชน,ลอตเตอรี่,หวย,หุ้น,ลอตเตอรี่ขายเกินราคา
เปิดอ่าน 1,978 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

‘ดับเครื่องชน’ วันนี้ขอนำเรื่องจริงที่เกิดขึ้นแต่ไม่มีใครยอมรับเพราะมีผลประโยชน์มหาศาลแต่ละเดือนรวมแล้วนับแสนล้านบาท

นั่นคือธุรกิจสลากกินแบ่งรัฐบาลที่เป็นความหวังและคนไทยมากมายได้ลุ้นกันเดือนละ 2 ครั้ง ซึ่งที่ผ่านมามีปัญหาโลกแตกที่ไม่มีใครสามารถแก้ปัญหาได้

เกี่ยวกับเรื่องการขายลอตเตอรี่เกินราคา ซึ่งมีมานานแล้วและคงจะมีอีกต่อไปเพราะ ‘หวยชุด’ ยังเป็นที่ต้องการด้วยความหวังว่าจะได้เงินรางวัลมหาศาล

ที่ผ่านมาพยายามจะแก้ไขปัญหาด้วยการขอออกหวยออนไลน์ หรือหวยลอตโต้แบบเมืองนอกแต่ถูกตีกลับตกไปทุกที ด้วยข้ออ้างทางกฎหมายและถูกโจมตีว่า ‘มอมเมาประชาชน’ ให้เล่นหวยซึ่งเป็นการพนันชนิดหนึ่ง

เมื่อเป็นปัญหาหวยรัฐบาลหรือลอตเตอรี่ไม่พอขายเลยเกิดธุรกิจ ‘หวยใต้ดิน’ หรือ ‘หวยเถื่อน’ ทั่วประเทศและขออย่าปฏิเสธว่าไม่มี เพราะใครๆ แม้เด็กน้อยก็รู้

คนไทยระดับชาวบ้านรากหญ้านิยมแทง ‘หวยใต้ดิน’ และนี่เองเป็นธุรกิจเถื่อนที่มีผลประโยชน์เข้ามาทั้งเจ้ามือ, ยี่ปั๊ว และตำรวจบางคนที่รับส่วยรวยมหาศาลรายได้มากกว่าเงินเดือน

ประเทศไทยนี่แปลกที่ไม่ยอมรับความจริง อย่างจะตั้งกาสิโนก็ไม่ได้แต่มี ‘บ่อนพนัน’ เต็มไปหมด และรอบๆ ประเทศตามตะเข็บชายแดนมีกาสิโนที่มีคนไทยเป็นลูกค้ารายใหญ่

แล้วใครก็ตามที่จะเอาหวยใต้ดิน-บ่อนเถื่อน หรือบ่อนมาเฟียขึ้นมาทำให้ถูกต้องก็ต้องมีอันเป็นไปเพราะจะถูกตราหน้าว่า ‘ส่งเสริมการพนัน’ และ ‘มอมเมาประชาชน’

‘ของเถื่อน’ ผิดกฎหมายที่มีเงินหมุนเวียนเป็นแสนๆ ล้านต่อเดือนเลยมีอยู่ตลอดไป
อ๊อด เทอร์โบ


ขอเป็นสื่อกลางนำจดหมาย ‘ชาวบ้านผู้เดือดร้อน’ แจ้งผ่านไปยังผู้ว่าฯ กทม. และผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ซึ่งรับผิดชอบดูแลทุกข์สุขและความปลอดภัยของประชาชนให้จัดการด่วน

ด้วยประชาชนเขตลาดพร้าวเจอปัญหาแก๊งวัยรุ่นสร้างความเดือดร้อนและอาจก่อเหตุเป็นอันตรายได้

กรณีนี้ตำรวจท้องที่และ 191 ต้องทราบและรับผิดชอบ อย่าปฏิเสธว่าไม่รู้ไม่เห็น

อย่าให้เกิดเรื่องก่อนเลย ประชาชนต้องทนรับกรรมและเสี่ยงภัยเช่นนี้หรือ?
อ๊อด เทอร์โบ


 แก๊งวังหินอันตราย
 เรียน ผู้ว่าฯ กทม.และตำรวจนครบาล
         พวกผมพักอาศัยในหอพักข้างสะพานวังหิน เขตลาดพร้าว ช่วงเวลากลางคืน 5 ทุ่มถึงเกือบเช้า จะมีแก๊งวัยรุ่นร่วม 20 คน มามั่วสุมกินเหล้า, น้ำกระท่อม อยู่ใต้สะพานวังหิน และบันไดทางขึ้นบนสะพานลอย ตั้งวงบนสะพานลอยที่ชาวบ้านเดินข้ามไปมาระหว่างเขตลาดพร้าวกับเขตจตุจักร เพราะว่าชาวบ้านหลายคนต้องเดินผ่านไปมา ทำงานกะกลางคืนและกลับจากทำงานดึกเกรงจะไม่ปลอดภัย

ขอรบกวนช่วยเป็นสื่อแจ้งไปถึงหน่วยงานราชการมาช่วยแก้ปัญหาให้ชาวบ้านผู้พักอาศัยในหอพักข้างสะพานวังหินด้วย

มี 2 หัวโจกใหญ่ พักอยู่ในตึกแนว 3 ชั้น อยู่ใต้สะพานวังหิน และช่วยแจ้งไปถึงผู้ว่าฯ กทม.ให้มาล้อมรั้วใต้สะพานวังหินด้วย จึงจะแก้ปัญหานี้ได้ยาวนาน

ผมเคยแจ้ง 191 พอตำรวจมาพวกนี้ก็หนีเข้าไปในชุมชน พอตำรวจกลับไปพวกนี้ก็กลับมามั่วสุมอีก อยากจะให้ สน.โชคชัย และ สน.พหลโยธิน ช่วยกันด้วยอย่าปัดความรับผิดชอบ
ชาวบ้านผู้เดือดร้อน


 งดถุงพลาสติกใส่ยา
 ลดโลกร้อน-ประหยัด 24 ล้าน

ขอร่วมสนับสนุนการรณรงค์งดใช้ถุงพลาสติกและขอเป็นสื่อกลางแจ้งให้ทราบจากกระทรวงสาธารณสุขว่า

กระทรวงสาธารณสุขร่วมลดโลกร้อนด้วยการรณรงค์ไม่แจกถุงพลาสติกใส่ยาตั้งแต่ปี 2561 จนถึงวันนี้เห็นผลได้อย่างดี ลดการใช้ถุงไปได้ 87% คิดเป็นมูลค่าถึง 24 ล้านบาท

นอกจากวงการค้าปลีกแล้ว ที่มีการเคลื่อนไหวต่อปัญหาถุงพลาสติกเช่นกัน โดยที่กระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศให้โรงพยาบาลในสังกัดทุกแห่งยกเลิกการให้ถุงพลาสติกที่ใส่ยาสำหรับผู้ป่วย(เฉพาะถุงหิ้วไม่ใช่ถุงซิป) เพื่อลดขยะพลาสติก มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2561 พร้อมกับรณรงค์ให้นำถุงผ้า กระเป๋า หรือตะกร้ามารับยาที่โรงพยาบาลแทนการใช้ถุงพลาสติก

ผลการดำเนินงานเป็นที่น่าพอใจเลยทีเดียว นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้แถลงว่า

ผลการดำเนินงานตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2561 จนถึง 31 มีนาคม 2562 เมื่อเทียบกับปีงบประมาณ 2561 สามารถลดปริมาณการสั่งซื้อถุงพลาสติกได้ถึง 87% หรือ 344,043.2 กิโลกรัม ช่วยประหยัดเงินในการสั่งซื้อถุงหิ้วพลาสติกได้กว่า 24 ล้านบาท

ผู้รับบริการพึงพอใจกับการรณรงค์และคิดว่าการใช้ถุงผ้าใส่ยาใช้ดีกว่าการใช้ถุงหิ้วพลาสติกมากกว่า 90% รวมทั้งส่วนใหญ่สะดวกที่จะนำถุงผ้ามาจากบ้านและไม่คิดว่าเป็นการเพิ่มภาระ

กระทรวงสาธารณสุขเตรียมที่จะขยายผลไปยังโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ซึ่งเงินที่ประหยัดได้จากการไม่ซื้อถุงพลาสติกใส่ยาจะถูกนำไปใช้ในการพัฒนาระบบบริการเพื่อประชาชนต่อไป


ลุ้นชะตา”ธนาธร” เมื่อเกมเปลี่ยนกรรมการวืด!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/377220?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ลุ้นชะตา”ธนาธร” เมื่อเกมเปลี่ยนกรรมการวืด!

27 มิถุนายน 2562 – 09:35 น.
รักแผ่นดิน,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,พรรคอนาคตใหม่,ศาลรัฐธรรมนูญ,ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
เปิดอ่าน 35,260 ครั้ง

คอลัมน์… รักแผ่นดิน โดย… ฅนไท  ที่มา นสพ.กรุงเทพธุรกิจ

ในที่สุด ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ปฏิเสธคำร้องของ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ที่ขอ เลื่อนนำส่งคำชี้แจงปมถือหุ้นสื่อ ซึ่งเข้าลักษณะต้องห้ามในการสมัคร ส.ส.ออกไปอีก 15 วัน ตามความประสงค์ ของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หลังจากที่ขอเลื่อนส่งคำชี้แจงมาแล้ว 30 วัน

ส่งผลให้ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ มีเส้นตายในการชี้แจงข้อมูลทั้งหมดต่อศาลรัฐธรรมนูญ ภายในวันที่ 8 กรกฎาคมนี้ ก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาว่า ข้อมูลเพียงพอที่จะวินิจฉัย หรือเปิดศาลไต่สวน

น่าแปลกใจ ตรงที่ก่อนหน้านี้ ตั้งแต่ชั้นสอบสวนของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ทั้งธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และปิยะบุตร แสงกนกกุล ประกาศความมั่นใจในข้อมูล

เอกสารทั้ง อีซี่พาส ใบสั่ง และเช็คที่ไม่ได้ขึ้นเงิน รวมทั้งการโอนกันเอง ว่าครบถ้วนสมบูรณ์ ถึงขนาดที่ปิยะบุตร กล้าบอกว่า ไป กกต.นี่ เขาถาม กกต.ซึ่ง กกต.ตอบคำถามไม่ได้เลย กับเอกสารที่หอบไปหลายแฟ้ม นั่นหมายความว่า ความพร้อมทางเอกสารย่อมมีครบบริบูรณ์ แต่เหตุไฉน จึงขอเลื่อนระยะเวลาชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญ 2 ครั้งรวม 45 วัน แต่ศาลตัดเกมยื้อครั้งนี้ อนุญาตการเลื่อนเพียงครั้งเดียวคือ 30 วัน

          เป็นเหตุผลที่ต้องการให้ระยะเวลาถูกทอดออกไป เพื่อให้ตุลาการ 5 ใน 9 คน พ้นจากตำแหน่ง เนื่องจากครบวาระ และกำลังอยู่ระหว่างการสรรหาใหม่หรือไม่

5 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่จะต้องพ้นตำแหน่งเหตุครบวาระ 9 ปี ประกอบด้วย นุรักษ์ มาประณีต ชัช ชลวร บุญส่ง กุลบุปผา อุดมศักดิ์ นิติมนตรี และจรัญ ภักดีธนากุล ซึ่งขณะนี้ กระบวนการสรรหาที่ประธานศาลฎีกาเป็นประธาน ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

โดยหวังว่า หากมีการเปลี่ยนตัวตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแล้ว “อาจจะ” ทำให้ผลแห่งการพิจารณาเปลี่ยนไป

แม้เป็นความหวังเล็กๆ แต่คงดีกว่า ไม่หวังอะไร สำหรับหนุ่มห้าวอย่าง ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ แต่อย่าลืมว่า ระหว่างการสรรหา 5 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญใหม่ ตุลาการทั้ง 5 ท่าน ยังทำหน้าที่โดยสมบูรณ์ในการวินิจฉัยคดี

และต้องคิดอีกมุมนึงด้วยว่า “เปลี่ยนกรรมการอย่างไร ก็หนีความจริงไม่พ้น” ใครทำอะไรไว้ จงก้มหน้ารับผลแห่งการกระทำของตัวเองเถิด

ความท้าทายแก้ปัญหา”วัณโรค”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/377219?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ความท้าทายแก้ปัญหา”วัณโรค”

27 มิถุนายน 2562 – 08:10 น.
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล,น้ำตาล,วัณโรค,บุตรศรัณย์ ทองชิว
เปิดอ่าน 2,134 ครั้ง

บทบรรณาธิการ นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 27 มิถุนายน 2562

คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ได้เผยสาเหตุการเสียชีวิตของ น.ส.บุตรศรัณย์ ทองชิว หรือน้ำตาล เดอะสตาร์ โดยรายงานผลการตรวจวินิจฉัยชิ้นเนื้อหลังโพรงจมูกที่ส่องกล้องเข้าไปดู พบมีสีผิดปกติไปขนาดประมาณ 0.5–1 ซม. จึงตัดชิ้นเนื้อบริเวณดังกล่าวเพื่อนำมาตรวจวินิจฉัยทางพยาธิวิทยาหาสาเหตุการเสียชีวิต

ระหว่างตัดชิ้นเนื้อพบมีเลือดไหลออกมา หลังจากย้อมชิ้นเนื้อ พบว่าเข้าได้กับวัณโรคแต่ไม่พบเชื้อ จึงได้ทำการตรวจอีกวิธีหนึ่งเพื่อตรวจหาดีเอ็นเอของเชื้อวัณโรคได้ผลเป็นบวก จึงสรุปได้ว่ามีเชื้อวัณโรคหลังโพรงจมูก ซึ่งในกรณีนี้มีโอกาสติดต่อกันได้น้อย จากสถิติในปี 2560 พบคนไทยเป็นวัณโรคประมาณ 80,000 คน โดยร้อยละ 83 จะตรวจพบที่ปอด ส่วนร้อยละ 17 ตรวจพบนอกปอด สำหรับวัณโรคหลังโพรงจมูกพบได้น้อยกว่าร้อยละ 1 ของวัณโรคที่พบนอกปอด อีกทั้งวัณโรคสามารถเป็นได้ตามอวัยวะอื่นๆ ของร่างกาย พร้อมระบุด้วยว่าอุบัติการณ์ของวัณโรคในประเทศยังไม่ลดลง สามารถเกิดได้กับทุกคนทุกวัย และเกิดขึ้นได้ในหลากหลายอวัยวะ

เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา รมว.สาธารณสุข ได้กล่าวใน “วันวัณโรคสากล” ที่ตรงกับวันที่ 24 มีนาคม ของทุกปี ถึงสถานการณ์วัณโรคในไทยว่า แม้ว่าประเทศไทยมีอัตราความสำเร็จการรักษาผู้ป่วยวัณโรครายใหม่มากกว่าร้อยละ 85 สามารถลดอัตราอุบัติการณ์ของผู้ป่วยวัณโรคจาก 172 ต่อประชากรแสนคน ในปี 2559 ลดลงเหลือ 156 ต่อแสนประชากร ในปี 2560 แต่ยังคงเป็นปัญหาสำคัญด้านสาธารณสุขของประเทศ ประมาณการว่าจะมีผู้ป่วยวัณโรครายใหม่ 108,000 รายต่อปี และเสียชีวิตกว่า 12,000 รายต่อปี ที่สำคัญวัณโรคดื้อยาหลายขนานส่งผลต่อค่าใช้จ่ายในการรักษา 1.2 แสนบาทต่อราย และถ้าเป็นวัณโรคดื้อยาหลายขนานชนิดรุนแรงค่ารักษาจะสูงถึง 1.2 ล้านบาทต่อราย ทั้งนี้การคัดกรองวัณโรคใน 7 กลุ่มเสี่ยง ในปี 2560-2561 ประมาณ 5 ล้านคน พบเป็นวัณโรค 22,784 ราย

จากรายงานของคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข สภานิติบัญญัติแห่งชาติ เมื่อราวเดือนมีนาคม-เมษายน ที่ผ่านมา พบว่าประเทศไทยมีผู้ป่วยวัณโรคเพิ่มขึ้นในระยะหลังอย่างน่าเป็นห่วงทั้งที่เคยลดต่ำไปอย่างมากเมื่อไม่กี่ปีก่อนหน้านี้ โดยภาพรวมปัญหาใหญ่เกี่ยวกับการควบคุมโรค คือ 1.มีงบประมาณน้อยมากเมื่อเทียบกับการควบคุมโรคอื่น 2.ถูกตัดลดงบประมาณวัคซีนจากองค์การระหว่างประเทศเนื่องจากไทยไม่ได้เป็นประเทศกำลังพัฒนาระดับกลางล่างแล้ว 3.การควบคุมแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายไม่สามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ไม่สามารถติดตามควบคุมแรงงานต่างด้าวที่เป็นวัณโรคระยะแฝงได้ และ 4.ขาดกฎหมายควบคุมโรคที่เป็นอันตรายต่อสาธารณะทำให้ไม่มีการบังคับควบคุมกักตัวส่งกลับออกนอกประเทศ และที่น่าตระหนกยังพบบุคลากรสาธารณสุขตามโรงพยาบาลตรวจพบเชื้อด้วย

คนไทยส่วนใหญ่รู้ถึงอันตรายของโรคไข้หวัดใหญ่ แต่น้อยคนจะรู้ว่า คนไทยป่วยเป็นวัณโรครายใหม่ปีละจำนวนมาก และยังมีกลุ่มเป็นวัณโรคดื้อยาหลายขนานรวมทั้งกลุ่มเป็นวัณโรคดื้อยาหลายขนานชนิดรุนแรง ซึ่งแต่ละปีต้องใช้งบประมาณในการรักษาผู้ป่วยกว่า 1.5 พันล้านบาท ดังนั้นเป็นหน้าที่ภาครัฐต้องจัดให้มีการเข้าถึงการวินิจฉัยที่รวดเร็วด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ รวมถึงการตรวจหาวัณโรคดื้อยาและเปิดกว้างนำยารักษาขนานใหม่ๆ เข้ามาในประเทศ อีกทั้งต้องสนับสนุนงบประมาณทั้งการรักษาและการควบคุมป้องกัน แต่หากภาครัฐและหน่วยงานเกี่ยวข้องยังดำเนินการเช่นปัจจุบันจะส่งผลต่อสถานการณ์วัณโรคในประเทศที่จะเพิ่มความรุนแรงขึ้น ขณะเดียวกันการลดอุบัติการณ์ผู้ป่วยวัณโรคไทยให้เหลือ 10 ต่อแสนประชากร ในปี 2578 ตามเป้าหมายขององค์การอนามัยโลกจึงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก

“หน่อย” ถอยไป “สมพงษ์” สายตรง “แดงแดนไกล”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/377078?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“หน่อย” ถอยไป “สมพงษ์” สายตรง “แดงแดนไกล”

26 มิถุนายน 2562 – 10:46 น.
สมพงษ์,สมพงษ์ อมรวิวัฒน์,พรรคเพื่อไทย,หัวหน้าพรรคเพื่อไทย,หญิงหน่อย,คุณหญิงหน่อย,เจ๊หน่อย สุดารัตน์,พลตทวิโรจน์ เปาอินทร์,ท่องยุทธภพ
เปิดอ่าน 9,368 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์คมชัดลึก 26 มิถุนายน 2562

****************

          จบข่าวเมื่อคนแดนไกลเคาะชื่อ “สมพงษ์ อมรวิวัฒน์” นั่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทย แทน พล...วิโรจน์ เปาอินทร์ ที่จะเซ็นใบลาออกจากหัวหน้าพรรคในสัปดาห์นี้ ส่วนเลขาธิการพรรคน่าจะเป็น “อ้วนเจ้าเก่า”

          เหมือนรู้ว่ามีสายตรงมาจากลอนดอน คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย จึงให้สัมภาษณ์สื่อที่ใกล้ชิดว่า ไม่เคยเสนอชื่อ น..อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รับตำแหน่งใดในพรรคทั้งสิ้น

สมพงษ์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่

โตมากับทหารแก่

          นักวิเคราะห์การเมืองมองว่า พรรคเพื่อไทยในสถานการณ์วันนี้ สมควรแล้วที่จะดัน “สมพงษ์ อมรวิวัฒน์” ผู้ที่คร่ำหวอดการเมืองไทยมายาวนาน และมากไปด้วยคอนเนกชั่น จะสามารถประคองพรรคให้อยู่รอดปลอดภัยได้

          40 ปีกว่าที่แล้ว “สมพงษ์” เป็นนักธุรกิจรุ่นใหม่ไฟแรง มีภรรยาชื่อ “เพ็ชรี เตชะไพบูลย์” จึงได้เป็นกรรมการผู้จัดการ บริษัทไทยอมฤตบริวเวอรี่ อาณาจักรธุรกิจเบียร์ของกลุ่มเตชะไพบูลย์ 

          นักข่าวรุ่นหลัง อาจไม่ทราบว่า สมพงษ์มีความรอบรู้เชี่ยวชาญเรื่องเบียร์มาก เพราะเคยไปอยู่เยอรมนีมาหลายปี จึงนำเบียร์คลอสเตอร์ เข้าสู่ตลาดเมืองไทยอีกครั้งหนึ่งเมื่อปี 2518

          ปี 2524 พล..เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ได้จดทะเบียนตั้งพรรคชาติประชาธิปไตย โดยมีสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ เป็นกรรมการพรรคชุดแรก และขยับเป็นรองเลขาธิการพรรค นั่นหมายตระกูลเตชะไพบูลย์ ได้ให้การสนับสนุนพรรคการเมืองของอินทรีบางเขน

          เส้นทางทุนไทยในยุคประชาธิปไตยครึ่งใบ สมพงษ์ก็มาตามวิถีที่เจ้าสัวอุเทนได้กำหนดไว้ 

สัมพันธ์ลึก“กำนันเป๊าะ”

          คืนวันที่ 18 มิถุนายน 2562 ที่วัดแจ้งเจริญดอน ต.แสนสุข อ.เมือง จ.ชลบุรี ซึ่งมีการสวดพระอภิธรรมคืนแรกของกำนันเป๊าะ สมชาย คุณปลื้ม ปรากฏว่า มีนักการเมืองที่ใกล้ชิดตระกูลคุณปลื้ม ไปร่วมงานกันมากหน้า รวมถึง สมพงษ์ อมรวิวัฒน์

สมพงษ์ร่วมงานสวดอภิธรรมกำนันเป๊าะ

          เลือกตั้ง 2529 สมพงษ์ในวันที่สวมหัวโขนเลขาธิการพรรคชาติประชาธิปไตย หิ้วกระเป๋ามาสมัคร ส..ชลบุรี เขต โดยกำนันเป๊าะลาออกจากตำแหน่งมาช่วยสมพงษ์หาเสียง เพราะตัวกำนันเอง ติดหนี้บุญคุณเจ้าสัวอุเทน และ “โป้ยเสี่ย” ไชยทัศน์ เตชะไพบูลย์

          สมพงษ์เป็น ส..ชลบุรี อยู่สมัยเดียว ก็ย้ายไปลงสนามเชียงใหม่ ปี 2531 โดยสังกัดพรรครวมไทย ของพ่อเลี้ยงณรงค์ วงศ์วรรณ ปี 2534 สมพงษ์ช่วยพ่อเลี้ยงณรงค์ ตั้งพรรคสามัคคีธรรม

          เลือกตั้ง 2535/1 สมพงษ์ไปเจรจากับกำนันเป๊าะ ขอตัว “แป๊ะ” สนธยา คุณปลื้ม ลูกชายคนโตของกำนัน ลงสมัคร ส..ชลบุรี ในสังกัดพรรคสามัคคีธรรม

สมพงษ์กับกำนันเป๊าะ ร่วมตั้งกลุ่ม 16

          หลังพฤษภาทมิฬ มีเลือกตั้ง 2535/2 สมพงษ์ย้ายไปสังกัดพรรคชาติพัฒนา พร้อมกับลูกชายสองคนของกำนันเป๊าะคือ สนธยาวิทยา คุณปลื้ม เมื่อ 16 พฤศจิกายน 2535 สมพงษ์รวบรวม ส..จากพรรคชาติพัฒนา และพรรคชาติไทย จำนวน 21 คน มาก่อตั้ง “กลุ่ม 16”

          จริงๆ แล้ว คณะผู้ก่อการกลุ่ม 16 ตัวจริงคือ สมพงษ์กำนันเป๊าะ และไพโรจน์ เปี่ยมพงศ์สานต์

ศิษย์เก่าค่ายน้าชาติ

          สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ อยู่กับพรรคชาติพัฒนา จนถึงการเลือกตั้ง 2539 เมื่อทักษิณ ชินวัตร ตั้งพรรคไทยรักไทยในปี 2542 โดย “เจ๊แดง” เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ได้มาชักชวนสมพงษ์ให้มาก่อร่างสร้างพรรค เพื่อปั้นนายกฯ คนเมือง ด้วยกัน

          นับแต่การเลือกตั้งปี 2544 สมพงษ์จึงปักหลักอยู่พรรคไทยรักไทยหรือพรรคของทักษิณมาจนถึงวันนี้ โดยปี 2550 ได้ส่งลูกชาย “จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์” ลงสมัคร ส..เชียงใหม่ด้วย

          ในพรรคของทักษิณ สมพงษ์มีนักการเมืองรุ่นน้อง ที่สนิทชิดเชื้อกันมาแต่พรรคชาติพัฒนา คือ “พงศกร อรรณนพพร” บิดาของสรัสนันท์ อรรณนพพร ส..ขอนแก่น เขต และพี่ชายของบัลลังก์ อรรณนพพร ส..ขอนแก่น เขต 10

พงศกร อรรณนพพร คนสนิทของสมพงษ์

          พงศกร” ทายาทกงสี “หจก.อื้องี่กี่” พ่อค้าพืชไร่รายใหญ่แห่ง อ.หนองสองห้อง เป็น ส..ขอนแก่น สมัย และปี 2554 ได้ส่งต่อให้ภรรยา “ดวงแข อรรณนพพร” ลง ส..เขตแทน

          ปลายปี 2561 สมพงษ์รับใบสั่งให้นั่งหัวหน้าพรรคเพื่อธรรม จึงชวนพงศกรมาเป็นเลขาธิการพรรค บังเอิญนายใหญ่ปรับแผนใหม่ให้เหลือสองพรรคพี่น้อง “เพื่อไทยไทยรักษาชาติ” พงศกรจึงกลับมาที่เพื่อไทยพร้อมสมพงษ์ อมรวิวัฒน์

สมพงษ์และพงศกร สมัยก่อการพรรคเพื่อธรรม

          หากไม่ติดขัดว่า นายใหญ่ให้ “อ้วน” เป็นแม่บ้าน สมพงษ์คงอยากได้ “พงศกร” เป็นเลขาธิการพรรคเพื่อไทย

‘อปพร.คลองเตย’ฝึกความพร้อมไว้รับมือพิบัติภัย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/376894?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘อปพร.คลองเตย’ฝึกความพร้อมไว้รับมือพิบัติภัย

26 มิถุนายน 2562 – 00:00 น.
สายตรวจระวังภัย,อปพร,อปพรคลองเตย
เปิดอ่าน 5,931 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย   โดย….  คณาธิศ ศรีหิรัญเดช

“สาธารณภัย” หมายความว่า อัคคีภัย วาตภัย อุทกภัย ภัยแล้ง โรคระบาดในมนุษย์ โรคระบาดสัตว์ โรคระบาดสัตว์น้ำ การระบาดของศัตรูพืช ตลอดจนภัยอื่นๆ อันมีผลกระทบต่อสาธารณชน ไม่ว่าเกิดจากธรรมชาติ หรือมีผู้ท้าให้เกิดขึ้น อุบัติเหตุ หรือเหตุอื่นใด ซึ่งก่อให้เกิดอันตรายแก่ชีวิต ร่างกายของประชาชน หรือความเสียหายแก่ทรัพย์สินของประชาชน หรือของรัฐ และให้หมายความรวมถึงภัยทางอากาศ และการก่อวินาศกรรมด้วย  โดยจะเห็นว่านับจากอดีตจวบจนถึงปัจจุบัน ประเทศไทยต้องเผชิญกับสาธารณภัยตลอดเวลา

จะว่าไปแล้วนับวันภัยพิบัติต่างๆ มักเกิดขึ้นบ่อยครั้งและมีความรุนแรงมากขึ้นจนส่งผลกระทบต่อชุมชน สังคม และประเทศไทยโดยรวมตลอดมา ดังนั้นภาครัฐจึงต้องมีการเตรียมความพร้อมในการรับมือกับสาธารณภัยต่างๆ ตลอดเวลา รวมทั้งดำเนินการเพื่อลดปัจจัยที่สร้างความเสี่ยง หรือผลกระทบต่อสังคม จึงได้มี อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน หรือ อปพร.

อปพร.ถือเป็นอาสาสมัครภาคประชาชนที่อาสาเข้ามาช่วยเหลือสังคมด้วยความสมัครใจ เสียสละเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ซึ่งมีส่วนร่วมแก้ไขปัญหาและพัฒนาสังคมโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน การปฏิบัติงานของอปพร.จึงเป็นการช่วยลดความเสี่ยงเพื่อป้องกันและลดผลกระทบจากสาธารณภัยโดยเป็นผู้ช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติงานในระดับพื้นที่ สามารถเข้าถึงได้อย่างรวดเร็ว

การปฏิบัติงานลักษณะนี้จำเป็นต้องมีความตื่นตัวในการเฝ้าระวังภัยอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา ด้วยเหตุนี้ นายสุชัย พงษ์เพียรชอบ ประธาน อปพร. เขตคลองเตย พร้อมด้วย นายสมเกียรติ สิริสถาพรกุล ประธานที่ปรึกษา อปพร. นายสมศักดิ์ เลิศวิริยะ กรรมการ นายธรรมณันท์ วรัณวัชรโรจน์ เหรัญญิก และ นายไพศาล สอนศิลป์ชัย เลขาฯ อปพร. ได้นำคณะอปพร.เขตคลองเตย จำนวน 56 คน ไปฝึกความพร้อมทั้งสภาพร่างกายและจิตใจ ตามยุทธวิธีและทักษะต่างๆ รวมถึงการกระโดดหอสูงที่ค่ายนวมินทรราชินี กรมทหารราบที่ 21 จ.ชลบุรี

นายสุชัย อธิบายว่า การโดดหอในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการเพิ่มพูนความรู้ ความสามารถ และประสิทธิภาพในการเป็นผู้นำ ตลอดจนเป็นการพัฒนาศักยภาพของอปพร.เขตคลองเตย ให้รู้จักสามัคคี มีระเบียบวินัย รู้จักเสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ซึ่งถือว่าเป็นแบบอย่างที่ดีของการรู้จักฝึกความอดทน สร้างความแข็งแรงของร่างกาย ความเข้มแข็งด้านกำลังใจ และความเป็นผู้มีระเบียบวินัย เป็นที่น่ายกย่องชมเชยของผู้พบเห็น และเพื่อให้สอดคล้องกับเหตุการณ์ในปัจจุบัน ซึ่งมีแนวโน้มการเกิดภัยพิบัติต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภัยธรรมชาติหรือภัยที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ ซึ่งสร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

“โครงการนี้จะทำให้อปพร.มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับภัยรูปแบบต่างๆ และเพื่อให้อปพร.ชุดปฏิบัติงานเผชิญเหตุ หน่วยเคลื่อนที่เร็ว เตรียมความพร้อมและทันต่อเหตุการณ์สาธารณภัยในท้องถิ่นทุกประการ มีกิจกรรมในการฝึกหลากหลาย ทั้งในเรื่องของทฤษฎีและภาคปฏิบัติ เช่น การกระโดดหอทดสอบสภาพจิตใจ ฝึกปฏิบัติภาคสนาม เป็นต้น” ประธานอปพร.เขตคลองเตย ระบุ

ก่อนไปช่วยเหลือคนอื่นผู้ที่ปฏิบัติงานบรรเทาสาธารณภัยจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ ผลลัพธ์ที่ได้ถึงจะมีประสิทธิภาพและปลอดภัย..!!

วิธีง่าย ๆ ได้เงิน “รางวัลแจ้งจับ” คนขายสลากเกินราคา!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/376746?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

วิธีง่าย ๆ ได้เงิน “รางวัลแจ้งจับ” คนขายสลากเกินราคา!

25 มิถุนายน 2562 – 13:10 น.
ลอตเตอรี่,รางวัลแจ้งจับ,คนขายสลากเกินราคา
เปิดอ่าน 7,337 ครั้ง

โดย…  ทีมข่าวรายงานพิเศษ

ช่วงนี้แวดวงคนนิยมซื้อ “ลอตเตอรี่” กำลังตั้งวงถกเถียงกันเกี่ยวกับข่าวประกาศให้เงินรางวัล 1,000 บาทแก่พลเมืองดีที่แจ้งการขายสลากเกินราคา 80 บาท หลายคนสงสัยว่าขั้นตอนการแจ้งหรือการเก็บหลักฐานต้องทำอย่างไรบ้าง !?!

ย้อนไปเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2562 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ระเบียบของ “กองสลาก” หรือ สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ว่าด้วยการจ่ายเงินรางวัลในการจับกุมผู้ขายสลากเกินราคา พ.ศ. 2560 โดยมีสาระสำคัญสรุปได้ 3 ข้อ คือ

          1.ให้ตำรวจหรือเจ้าหน้าที่จับกุมได้รับคดีละเท่ากับจำนวนเงินที่เปรียบเทียบปรับ แต่ไม่เกินคดีละ 2,000 บาท 2.ถ้าประชาชนพลเมืองดีเป็นผู้แจ้งเบาะแสให้เกิดการนำจับคนขายสลากฯ เกินราคาก็สามารถรับเงินค่าแจ้งได้คดีละ 1,000 บาท และ 3.ทั้งตำรวจและพลเมืองดีจะได้เงินรางวัลนี้ได้ก็ต่อเมื่อ”คดีถึงที่สิ้นสุดแล้ว”

“พ.ต.อ.บุญส่ง จันทรีศรี” ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล อธิบายเพิ่มเติมว่า สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลมีการจ่ายเงินรางวัลในการจับกุมผู้ขายสลากเกินราคาให้คนแจ้งมาหลายปีแล้ว แต่ที่ต้องประกาศระเบียบใหม่เพราะเปลี่ยนแปลงรายละเอียดการเพิ่มโทษปรับการขายสลากเกินจากพ่อค้าแม่ค้า จากเดิมปรับได้แค่ไม่เกิน 2,000 บาท แต่ตอนนี้เพิ่มโทษเป็น 1 หมื่นบาท แต่เจ้าหน้าที่หรือตำรวจยังได้สูงสุดแค่ 2,000 บาทเท่าเดิม

เจ้าหน้าที่สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลรายหนึ่ง อธิบายรายละเอียดเพิ่มเติมให้ฟังว่า เงินรางวัลสำหรับผู้แจ้งเบาะแสผู้ค้าสลากกินแบ่งเกินราคามีการกำหนดไว้นานแล้ว โดยเป็นเงินงบประมาณจากสำนักงานสลากฯ ที่จัดสรรให้โดยตรง เมื่อมีการแจ้งความ แล้วตำรวจดำเนินคดีจนถึงที่สุด ก็สามารถรวบรวมเอกสารหลักฐานมาขอเบิกเงินรางวัลนำจับที่สำนักงานสลากฯ จากนั้นค่อยไปแบ่งให้ผู้แจ้งเบาะแสตามขั้นตอน

“ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่า กองสลากไม่ได้ให้เงินรางวัลนำจับโดยตรงแก่ชาวบ้านที่แจ้งหลักฐานเข้ามา แต่ชาวบ้านคนนั้นต้องเริ่มจากนำหลักฐานไปแจ้งความต่อตำรวจก่อน แล้วรอตำรวจไปจับคนทำผิดมาดำเนินคดีหรือคิดค่าปรับกับผู้ค้าสลากเกินราคา เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ค่อยมาเบิกเงินรางวัลเอาไปแบ่งกัน เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีอาญา เงินที่ปรับจากคนขายสลากฯ เกินราคาทั้งหมดต้องยกให้หลวง ส่วนเงินรางวัลเป็นงบประมาณกองสลากที่ต้องจัดสรรเตรียมไว้ต่างหากในแต่ละปี” เจ้าหน้าที่ข้างต้นกล่าว

ยกตัวอย่างขั้นตอนให้เข้าใจง่ายๆ ว่า หากใครพบเห็นคนขายหรือแผงขายลอตเตอรี่ขายเกินราคา ให้รีบ “เก็บหลักฐาน” เอาไว้ แล้วไปสถานีตำรวจ หรือถ้าพบป้อมตำรวจแถวนั้นก็แจ้งความไว้ หากไม่มีก็แจ้งไปที่ ศูนย์รับแจ้งเบาะแสการขายสลากเกินราคา เบอร์โทรศัพท์ 0-2345-1466 หรือสายด่วน 1466

จากนั้นตำรวจจะพิจารณาจากข้อมูลหลักฐาน ถ้าพบมีมูลก็ไปสืบจับกุมคนขายสลากเกินราคามาที่โรงพัก เพื่อสั่งปรับตามกฎหมายกำหนดไว้ไม่เกิน 1 หมื่นบาท เช่น ถ้าสั่งปรับ 2,000 บาท พอคดีสิ้นสุด สถานีตำรวจรวบรวมเอกสารไปเอาเงินรางวัลนำจับจากกองสลากมาจำนวน 3,000 บาท แบ่งให้ตำรวจ 2,000 บาท และให้ผู้แจ้งเบาะแส 1,000 บาท หรือถ้าสั่งปรับแค่ 500 บาท ตำรวจก็จะได้ 500 บาท หรือสั่งปรับ 5,000 บาท ตำรวจก็ได้แค่สูงสุดไม่เกิน 2,000 บาท ไม่ว่าตำรวจจะสั่งปรับเท่าไรก็ตาม ผู้แจ้งเบาะแสยังได้เท่าเดิมคือคดีละ 1,000 บาท

สำหรับวิธีการ “เก็บหลักฐาน” นั้น ทำได้หลายวิธีเช่น 1.ถ่ายรูปคนขาย 2.จดบันทึกสถานที่เกิดเหตุและวันเวลาให้แน่ชัด 3.ตรวจดูว่าคนขายมี “บัตรประจำตัวผู้จำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาล” หรือไม่ ถ้ามีการโชว์ไว้ที่แผงให้ถ่ายรูปเก็บไว้ด้วย 4.หากไม่มีกล้องหรือโทรศัพท์ที่บันทึกภาพได้ ควรใช้วิธีจดจำรูปพรรณสัณฐานหรือลักษณะเด่นๆ ที่จำได้ง่ายของผู้ขายรายนั้นไว้ เช่น รูปร่างอ้วน ผอม ความสูง สีผิว รอยแผลเป็น เสื้อผ้า หมวก กระเป๋าถือ หรือสติกเกอร์โฆษณาต่างๆ ที่ติดไว้บนแผงขายลอตเตอรี่

          จากนั้นรีบไปแจ้งความโรงพักใกล้ที่สุด อย่าลืมขอชื่อและเบอร์โทรศัพท์ติดต่อเจ้าพนักงานหรือตำรวจที่รับแจ้งความไว้ด้วย เพื่อเป็นหลักฐานในการติดตามความคืบหน้าของคดี 

เมื่อตัดสินคดีถึงที่สิ้นสุด เป็นหน้าที่ของตำรวจต้องไปเบิกเงินกองสลากแล้วรีบติดต่อไปยังผู้แจ้งเบาะแสให้มารับเงินรางวัล

ที่ผ่านมาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2561 สำนักงานสลากฯ จัดทำบัตรประจำตัวผู้จำหน่ายสลากฯ พร้อมติดรหัสคิวอาร์โค้ดจัดส่งให้แก่ผู้ซื้อจองสลากรายย่อยทั่วประเทศกว่า 1 แสนราย เพื่อนำบัตรไปแสดงตัวตนว่าเป็นผู้ค้าสลากที่แท้จริงแก่ผู้ซื้อ ทำให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบการซื้อขายได้ง่าย เนื่องจากภายในบัตรมีข้อมูล ชื่อ นามสกุล รหัสคิวอาร์โค้ดของผู้ค้า โดยมีการต่ออายุออกบัตรใหม่ให้ทุกปี

ทั้งนี้ จำนวนสถิติผลการจับกุมดำเนินคดีผู้จำหน่ายสลากเกินราคาในแต่ละปีเริ่มมีมากขึ้น เช่น ข้อมูลวันที่ 30 พฤศจิกายน 2559 มีการยกเลิกการเป็นตัวแทนจำหน่าย 152 ราย และยกเลิกการลงทะเบียนเป็นผู้มีสิทธิในการซื้อ-จองล่วงหน้าสลากกินแบ่งรัฐบาล จำนวน 154 ราย, วันที่ 30 ธันวาคม 2559 ยกเลิกการเป็นตัวแทนจำหน่าย รวมทั้งหมด 1,855 ราย ข้อมูลเดือนมีนาคม 2560

สรุปผลยกเลิกสัญญาการเป็นตัวแทนจำหน่าย จำนวน 4,283 ราย และยกเลิกการลงทะเบียนเป็นผู้มีสิทธิ์ในการซื้อจอง จำนวน 2,591 ราย

ส่วนใหญ่ผลงานข้างต้นเกิดจากความร่วมมือของตำรวจกับกองสลากที่ใช้ชื่อว่าชุดเฉพาะกิจตรวจสอบและจับกุมผู้ค้าสลากที่ขายเกินราคา มากกว่าเป็นการแจ้งความของพลเมืองดีทั่วไป

หากอยากให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากกว่านี้ เสนอให้เพิ่มเงินรางวัลเพราะถ้าเปรียบเทียบความเสี่ยงและต้นทุนค่าใช้จ่ายแล้วเงินรางวัลนำจับแค่ 1,000 บาทถือว่าน้อยมาก เป็นที่รู้กันว่ารายได้หักค่าใช้จ่ายในแต่ละปีของกองสลากเหลือกำไรไม่ต่ำกว่าปีละ 6–8 พันล้านบาท

เหตุผลที่ควรเพิ่มเงินรางวัลขึ้นอีกหลายเท่า เพราะการเก็บหลักฐานต่างๆ เพื่อมาแจ้งความดำเนินคดี ต้องใช้ทักษะและความสามารถส่วนตัวไม่ใช่น้อย รวมถึงการเสียเวลา เสียค่ารถเดินทางไปแจ้งความด้วย คิดง่ายๆ ว่า เงิน 1,000 บาทแค่ค่ารถแท็กซี่ไปกลับโรงพัก 2 รอบก็หมดพอดี

โฆษกสำนักงานสลากฯ ชอบป่าวประกาศให้พลเมืองดีช่วยกันแจ้งเบาะแส เพื่อจัดระเบียบไม่ให้ผู้ค้าเอาเปรียบประชาชน

   แต่ดูจากเงินรางวัลนำจับแล้ว สำนักงานสลากฯ ก็เอาเปรียบพลเมืองดีอยู่ไม่น้อยเช่นกัน !?!