“หญิงหน่อย” ช้ำ คนแดนไกลไม่เลือก

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/377512?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“หญิงหน่อย” ช้ำ คนแดนไกลไม่เลือก

29 มิถุนายน 2562 – 09:19 น.
เจ๊หน่อย สุดารัตน์,สมพงษ์ อมรวิวัฒน์,พรรคเพื่อไทย,เจ๊แดง,เยาวภา วงศ์สวัสดิ์,อ้วน ภูมิธรรม,ภูมิธรรม เวชยชัย,นออนุดิษฐ์ นาครทรรพ,คุณหญิงสุดารัตน์,คุณหญิงหน่อย
เปิดอ่าน 33,856 ครั้ง

ข่าวเนชั่นสุดสัปดาห์ หนังสือพิมพ์คมชัดลึก 29-30 มิถุนายน 2562

          ในรอบสิบปีนี้ ประเทศไทยมีการเลือกตั้ง ครั้ง และสองครั้งแรก พรรคพลังประชาชนกับพรรคเพื่อไทย เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล แต่หลังการเลือกตั้ง 2562 พรรคเพื่อไทยตกเป็นฝ่ายค้าน 

          ภายในเดือนกรกฎาคมนี้ พล...วิโรจน์ เปาอินทร์ จะเซ็นใบลาออกจากหัวหน้าพรรรคเพื่อไทย เพื่อเปิดทางให้มีการเลือกตั้งหัวหน้า และกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ เพื่อวางแผนการเป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภา 

          เบื้องต้นมีรายงานข่าวว่า “สมพงษ์ อมรวิวัฒน์” ส..เชียงใหม่ จะได้รับการเสนอชื่อเป็นหัวหน้าพรรค ส่วนตำแหน่งเลขาธิการพรรค ยังไม่มีความชัดเจน เพราะมีตัวเลือกอยู่ คนคือ “ภูมิธรรม เวชยชัย” เลขาธิการพรรคเพื่อไทยคนปัจจุบัน, “..อนุดิษฐ์ นาครทรรพ”  และ “พงศกร อรรณนพพร” คนสนิทของสมพงษ์

เยาวภา วงศ์สวัสดิ์

          การขยับสับเปลี่ยนตัวผู้เล่นในพรรคเพื่อไทย ก็หนีไม่พ้นต้องฟังเจ้าของพรรคตัวจริงที่อยู่นอกประเทศ และการปรากฏชื่อ “สมพงษ์ อมรวิวัฒน์” ในฐานะหัวหน้าพรรค ย่อมสะท้อนบทบาทการชี้นำของ “เยาวภา วงศ์สวัสดิ์” แม่ทัพหลังม่านจากแดนไกล

แผน “หญิงหน่อย” ไม่ผ่าน

          รายงานข่าวจากเพื่อไทย ระบุว่า “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย พยายามเสนอแผนปรับโครงสร้างพรรคเพื่อไทย ที่ต้องการผลักดัน “คนรุ่นใหม่” เข้ามาเป็นกรรมการบริหาร เพื่อรับมือกับพรรคอนาคตใหม่ ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

          การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา พรรคอนาคตใหม่ คว้าเก้าอี้ ส..มาได้ถึง 81 ที่นั่ง แยกเป็น ส..บัญชีรายชื่อ 50 คน และ ส..แบบแบ่งเขต 31 คน โดยมี ส..ภาคกลาง 15 คน ภาคอีสาน คน ภาคตะวันออก คน และภาคเหนือ คน

          เหตุปัจจัยหนึ่งที่พรรคอนาคตใหม่ ได้คะแนนเสียงท่วมท้น มาจากความผิดพลาดของ “ทักษิณ ชินวัตร” ที่ออกแบบให้มี “พรรคเพื่อไทยพรรคไทยรักษาชาติ” เมื่อพรรคเกิดใหม่เจออุบัติเหตุการเมืองถูกยุบพรรค คะแนนของพรรคเครือข่ายคนแดนไกลก็หายไปเกือบครึ่งประเทศ และคะแนนส่วนใหญ่ไปโผล่ที่พรรคอนาคตใหม่

          คุณหญิงหน่อย” จึงเสนอชื่อ น..อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส..กทม.พรรคเพื่อไทย เป็นผู้นำพรรคในสถาน การณ์ใหม่ พร้อมกับดึงคนหนุ่มสาวในเพื่อไทย และอดีตไทยรักษาชาติมาเป็นทีมงาน

          แหล่งข่าวในพรรคเพื่อไทยเปิดเผยว่า สมัชชาลอนดอนเหนือเมื่อเร็วๆ นี้ ภายในกลุ่มเครือญาติคนแดนไกล ไม่เห็นด้วยกับแผนปฏิรูปพรรคของคุณหญิงสุดารัตน์ “น..อนุดิษฐ์” จึงประกาศถอย ไม่เสนอตัวชิงประมุขพรรค

          เมื่อ 20 มิถุนายนนี้ คุณหญิงสุดารัตน์ ให้สัมภาษณ์สั้นๆ ผ่านสำนักข่าวที่ใกล้ชิดพรรคเพื่อไทยว่า ตนไม่เคยเสนอให้ น..อนุดิษฐ์ รับตำแหน่งใดในพรรคทั้งสิ้น

พบกันครึ่งทาง

          นัยว่า “เดอะอ้วน” ภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรคในเวลานี้ กำลังเสนอแนวทางประนีประนอมให้คนรุ่นใหม่และรุ่นกลางมาเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนพรรค โดยมีคนรุ่นใหญ่เป็นพี่เลี้ยง ซึ่งแผนการดังกล่าวได้รับไฟเขียวจากนายใหญ่แล้ว

          ขณะเดียวกัน ฟากฝ่าย “คุณหญิงหน่อย” ยอมรับได้กับสมพงษ์ หัวหน้าพรรค แต่ยังต้องการให้ภูมิธรรมพ้นจากเก้าอี้เลขาธิการพรรค ทำให้ “ผู้อาวุโส” บางคนไม่เห็นด้วย และยังอยากให้พ่อบ้านพรรคคนเดิมทำหน้าที่ต่อ เพราะภูมิธรรมถือว่าครบเครื่องที่สุด

          อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่า เลขาธิการพรรคจะเป็น “ผู้การป๊อป” น..อนุดิษฐ์ นาครทรรพ โดยขยับ “เดอะอ้วน” ขึ้นรองหัวหน้าพรรค ถือว่าสูตรนี้จะประนีประนอมทุกกลุ่ม และสูตรนี้เป็นไปได้มากที่สุดที่นายใหญ่จะเคาะ

สมพงษ์” สายตรงเจ๊แดง

          สำหรับ สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ในวัย 70 ปลายๆ ภูมิธรรม เวชยชัย อธิบายความเหมาะสมของสมพงษ์ในบทบาทของหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ว่า เป็นผู้มีอาวุโสที่ได้อยู่ในสภา มีความเหมาะสมหลายประการ มีศักยภาพสามารถประสานงานกับส่วนต่างๆ ได้ เป็นผู้แทนที่มีเพื่อนให้ความเคารพนับถือ ซึ่งในสถานการณ์บ้านเมืองที่มีปัญหาอยู่ จึงต้องการผู้นำที่มีความรู้ และประสานงานทุกฝ่าย 

สมพงษ์ อมรวิวัฒน์

          เมื่อ ทักษิณ ชินวัตร ตั้งพรรคไทยรักไทยในปี 2542 โดย “เจ๊แดง” เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ได้ชักชวนสมพงษ์ให้มาก่อร่างสร้างพรรค แต่สมพงษ์ยังไม่ได้เข้ามา แต่ได้ส่งลูกชาย “จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์” ลงสมัคร ส..เชียงใหม่ ในนามพรรคไทยรักไทย

          กระทั่งเลือกตั้ง 2550 สมพงษ์จึงได้เข้ามาร่วมงานกับพรรคพลังประชาชน ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรียุติธรรม รัฐบาลสมัคร และรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศ รัฐบาลสมชาย

          ปลายปี 2561 สมพงษ์รับใบสั่งให้นั่งหัวหน้าพรรคเพื่อธรรม จึงชวนพงศกรมาเป็นเลขาธิการพรรค บังเอิญนายใหญ่ปรับแผนใหม่ให้เหลือสองพรรคพี่น้อง “เพื่อไทยไทยรักษาชาติ” พงศกรจึงกลับมาที่เพื่อไทย พร้อมสมพงษ์

          อย่างไรก็ตาม หลายคนในพรรคเพื่อไทยวันนี้ อาจจะเหนื่อยล้ากับความพ่ายแพ้ในสังเวียนการเมือง เพราะไม่สามารถสู้กับพรรคพลังประชารัฐ เพื่อพลิกเกมเป็นฝ่ายจัดตั้งรัฐบาลได้ จึงไม่ยินดียินร้ายกับการปรับโครงสร้างพรรค

          อีกด้านหนึ่งก็เห็นภาพความขัดแย้งระหว่าง “คุณหญิงสุดารัตน์” กับ “เยาวภา” นี่อาจเป็นการนับหนึ่งของการเปิดฉากชิงอำนาจการนำในพรรคเครือข่ายนายใหญ่

“ชินวัตรซัมมิท” ไม่ทิ้งใคร…ไว้ข้างหลัง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/377303?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ชินวัตรซัมมิท” ไม่ทิ้งใคร…ไว้ข้างหลัง

29 มิถุนายน 2562 – 09:15 น.
ชินวัตรซัมมิท,ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร,ทักษิณ ชินวัตร
เปิดอ่าน 25,698 ครั้ง

ภาพ  :  จาก เพจณัฐพันธุ์ กรุงเทพ กรุงเทพ ทันใจ  / เพจ Yingluck Shinawatra

ขอบคุณโลกสมัยใหม่ที่ทำให้คนไกล ไกลไม่จริง ดังเรื่องราวของคนตระกูลชินวัตร ที่ยังมีสีสันให้ได้เห็น ให้ได้ตามไม่หยุด แตกต่างจากหลายคนในอดีตที่เงียบหายไปเลยไม่ทราบข่าวคราว

แต่บ้านนี้จัดเต็มทุกความเคลื่อนไหว ยิ่งช่วงวันสำคัญ 21 มิถุนายน ที่ผ่านมา บรรยากาศก็จะชื่นมื่นหน่อยๆ เพราะเป็นวันคล้ายวันเกิดของอดีตนายกรัฐมนตรีไทยคนที่ 28 ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ครบ 52 ปี

ครอบครัวและคนที่รักพากันลัดฟ้าไปหา ไปอวยพรกันอย่างพร้อมพรั่ง มีภาพความอบอุ่นออกสู่สายตาคนไทยให้ได้อมยิ้ม หรือขบกราม ว่ากันไปตามรสนิยม!

++

      52 ยังแจ๋ว
เจ๊ปูในวัย 52 ขวบ ต้องบอกว่ายังสวยเช้งสมวัย เผื่อบางคนไม่รู้ เธอเกิดวันเดียวกับ เบนาซีร์ บุตโต อดีตนายกรัฐมนตรีของประเทศปากีสถาน หรือนายกฯ หญิงคนแรกของประเทศอิสลาม แต่ห่างกัน 14 ปี

วันที่ 21 มิถุนายน ที่ผ่านมา ช่วงบ่ายๆ คนที่ติดตามก็จะเห็นหน้าเจ๊ปูในชุดเสื้อคลุมสีฟ้าสดใสเด้งขึ้นหน้าฟีดข่าวทางเฟซบุ๊ก Yingluck Shinawatra

พูดถึงวันเกิดของตัวเองว่า แม้วันนี้ต้องผ่านชะตาชีวิตมาหลายรูปแบบ ก็ไม่เคยท้อ อายุก็เป็นเพียงตัวเลข หากเราหาความสุขให้ได้ ทุกอย่างก็จะทำให้ชีวิตยาวนาน

“วันเกิดปีนี้ดิฉันไม่ขออะไรมากนอกจากขอความสุขในชีวิตและความหวังที่จะให้คนไทยทุกคนมีความสุขด้วยเช่นกัน”

จากนั้นช่วงค่ำเราก็ได้เห็นเธออีกทีในชุดเดรสสีครีมคาดส้มสดใส ทรงผมรวบสั้นแปลกตา เห็นปุ๊บรู้ปั๊บว่ากำลังไปปาร์ตี้ฉลองวันเกิดแน่ๆ

แล้วก็จริงตามคาด งานเลี้ยงจากพี่ษิณสุดที่รัก แม้ไม่เว่อร์วัง แต่ก็อลังสมฐานานุรูป เพราะจัดที่โรงแรมโฟร์ซีซัน แอท พาร์คเลน ที่นี่หรูระดับ 5 ดาวตั้งอยู่ใกล้สวนสาธารณะไฮด์ ปาร์ค ในใจกลางกรุงลอนดอน

หญิงปูโพสต์ข้อความและอวดคำอำนวยพรจากพี่ชาย “ทักษิณ ชินวัตร” ที่มอบให้ว่า “ขอให้น้องมีสุขภาพกาย สุขภาพจิตที่ดี เข้มแข็งที่จะยืนอยู่บนชีวิตใหม่ของเรา และขอให้น้องประสบแต่ความสำเร็จในสิ่งท้าทายใหม่ข้างหน้า ไม่ว่าจะเป็นทางธุรกิจหรือเป็นสิ่งที่จะต้องทำเพื่อการกุศลเพื่อมวลมนุษยชาติ ทั้งในไทยและต่างประเทศ ขอให้น้องเข้มแข็งและทำให้ได้ ขอเป็นกำลังใจ Happy Birthday จ้ะ”

แต่คืนนั้นอะไรจะสุขใจเท่ากับคำอวยพรข้ามทวีปจากลูกชายคนเดียว “น้องไปป์” ศุภเสกข์ อมรฉัตร ผ่านทางวิดีโอคอล แอพพลิเคชั่นไลน์ ที่น้องและทีมงานพรรคไทยรักษาชาติ นำโดย “เดียร์” ขัตติยา สวัสดิผล จัดขึ้น

ประสาเด็กหนุ่ม น้องไปป์ไม่กล่าวมากความ แต่คำว่า “รักแม่” ก็ทำเอาอดีตนายกฯ ต่อมน้ำตาแตกตามสูตรคนอ่อนไหวกันเลย

++

   ครอบครัวคือของขวัญ
ถ้าจะถามถึงความเคลื่อนไหวของคนชื่อแม้วห้วงอาทิตย์ที่ผ่าน เห็นจะหลีกทางให้ช่วงเวลาดั่งทองของน้องสาว เพราะเขายังมอบความสุขให้น้องปูต่อเนื่องมาในวันรุ่งขึ้นและวันต่อๆ ไป

วันที่ 22 มิถุนายน 2562 หญิงปูโผล่มาในชุดลูกไม้สีแดงเพลิง สะดุดตาสุดๆ โดยในเฟซบุ๊กเธอกล่าวขอบคุณสำหรับคำอวยพรวันเกิดที่แฟนเพจส่งไปทางช่องคอมเมนต์

แต่ชุดนี้ไม่ได้จัดเต็มเพื่อการนี้ ว่าแล้วเฟซบุ๊กคนรักตระกูลชิน อย่าง “เพจณัฐพันธุ์ กรุงเทพ กรุงเทพ ทันใจ” จึงไม่รอช้านำภาพและเรื่องราว “วงใน” มาฝากเพียบ

วันนั้นปูและเสี่ยแม้วมีนัดพบปะเพื่อนพ้องน้องพี่ที่เดินทางมาอวยพรวันเกิด โดยช่วงกลางวัน พวกเขารับประทานอาหารทะเลกันที่ร้านอาหารสกอตต์ ที่เมาท์สตรีท ย่านเมย์แฟร์ ลอนดอน

พอช่วงค่ำไปต่อกันที่สโมสร Hertford Street Club ย่านเมย์แฟร์ ลอนดอน ละแวกเดียวกัน ซึ่งที่นี่นอกจากร้านอาหารสองแห่ง บาร์สามแห่ง ยังมีไนต์คลับ Loulou’s

ซึ่งไนต์คลับที่นี่แหละที่ครอบครัวชินวัตรและผองเพื่อนใช้ฉลองวันเกิดหญิงปู่อย่างชื่นมื่นท่ามกลางคนที่รัก เช่น “อิ๊ง” แพทองธาร ชินวัตร กับสามี, “แซนด์” ชยิกา วงศ์นภาจันทร์ หลานรักอีกคน

นอกจากนี้ยังมีกลุ่มคนใกล้ชิดอีกมากมาย เช่น อดีตหัวหน้าพรรคไทยรักษาชาติ “ป๋อม” ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช และ “อิ่ม” ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ ส.ส.ลาดกระบัง พรรคเพื่อไทย และ คนอื่นๆ

คืนวันที่ 23 มิถุนายน พวกเขายังต่อด้วยดินเนอร์หรูที่เพนต์เฮ้าส์ชั้น 7 ของโรงแรมโฟร์ซีซัน Ten Trinity Square โดยใช้พื้นที่ดาดฟ้าที่รองรับแขกได้ถึง 50 คน

ถามว่าเจ้าของวันเกิดรู้สึกยังไง คนไทยเห็นภาพก็พอรู้ แต่ถ้าได้อ่านข้อความที่อิ๊ง หลานสาวที่รัก เล่าเกี่ยวกับคุณอาคนสวย หลายคนคงปลื้มปริ่ม

อิ๊งเล่ากับเพจณัฐพันธุ์ กรุงเทพ กรุงเทพ ทันใจว่า “อาปูยังฟิต” เพราะได้ออกกำลังกาย รับประทานคลีน ยกเวท “แข็งแรงและสดใสมากค่ะ คือต้องยกพลังบวกให้บ้านคุณพ่อจริงๆ เจอเรื่องหนักยังไง ก็สามารถคิดบวกได้”

++

   แม้วพลังบวก
ถามว่าเสี่ยแม้วคิดบวกยังไง ที่จริงคนไทยพอนึกออก แต่ข้อความที่ลูกสาวคนเล็กระบุถึงคุณพ่อฟังแล้วกินใจเหมือนกันนา…กับคำถามว่า “ลุงแม้ว เหงาไหม? เวลาลูกๆ คนอื่นไม่ได้ไปหา”

เพราะอิ๊งตอบว่า “คุณพ่อไม่เคย request ให้ใครไปหาเลยค่ะ พ่อจะบอกทุกคนมีชีวิตของตัวเองให้ดำเนินชีวิตไป ไม่ต้องห่วงพ่อ ไม่ต้องรอพ่อกลับบ้าน พ่อพูดแบบนี้เสมอ พ่อไม่เคยทำให้ที่บ้านต้องกลุ้มใจ หรือทำตัวเป็นภาระเลยค่ะ ยังคงเป็นหัวหน้าครอบครัวที่ดีเลิศ แม้ตัวจะไม่ได้อยู่ด้วยกันทุกวัน แต่ครอบครัวเราติดกันมากทุกคนก็หาเวลาผลัดกันบินไปค่ะ คิดถึงเนาะ ก็ต้องบินบ่อยหน่อย”

และก็จริงตามอิ๊งว่า เพราะคุณพ่อเกิดไปมีโอกาสได้เป็นยอดฮีโร่อยู่แถวๆ ห้างแฮร์รอดส์ จากข่าวที่มีคนไทยกระเป๋าหายกลางกรุงลอนดอน แต่โชคดีไปเจออดีตนายกฯ ทักษิณเข้าแล้วให้การช่วยเหลือ

เงิน 15,000 บาท ที่เสี่ยแม้วควักเพื่อช่วยเหลือฉุกเฉินแก่คนบ้านเดียวกัน น้อยมากเมื่อเทียบกับกระแสความนิยมชมชอบที่คนเลิฟเสี่ยแม้วอยู่แล้ว จะเลิฟมากขึ้นไปอีก

ต้องบอกว่ามุมหนึ่งแน่นอนเราได้เห็นภาพความสุขของคนในครอบครัวชินวัตร ซึ่งไม่ใช่ภาพแปลกตาอะไร เพราะบ้านนี้เขาขยันอวดอยู่แล้ว ไม่ใช่แค่ช่วงนี้

เพียงแต่ช่วงวันเกิดอดีตนายกฯ คนสวย นี่ต้องบอกว่าสีสันระยิบระยับจนแสบๆ ร้อนๆ ตาคนไทยอยู่ไม่น้อย กับภาพความชื่นมื่นรื่นรมย์ของครอบครัวราวกับเป็นช่วงฮันนีมูนหลังวันเกิด

ไม่ว่าจะรายการชิมอาหารสไตล์ฝรั่งเศสระดับหรู ที่ Galvin Demoiselle ในห้างแฮร์รอดส์ วันที่ 24 มิถุนายน ที่ผ่านมา หรือแฮงก์เอาท์กับหลานแซนด์-ชยิกา ชิมชากันที่ภัตตาคารอาหารไต้หวัน XU TEAHOUSE ที่ถนน Rupert SOHO

พอวันที่ 25 มิถุนายน หญิงปูก็โพสต์ภาพสุดชิลขณะดื่มกาแฟที่ร้าน The Ivy Chelsea Garden ที่ถนนคิงส์ ซึ่งเป็นถนนสายหลักของเชลซีและฟูแลมทางฝั่งตะวันตกของลอนดอน

บอกเลยกรุงลอนดอนถึงไม่มี พีเอ็ม 2.5 แต่ฝุ่นก็ตลบอบอวลไปทั้งเมืองเพราะกิจกรรมพบปะครั้งสำคัญ “ชินวัตรซัมมิท” ของสองอดีต P.M.ไทยแลนด์และผู้ติดตามนี่แหละ (ฮา)

‘เอ๋ โพธาราม’ เลี้ยงไก่พ่วงวลี ‘ไม่เชิญก็ไป’

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/377409?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘เอ๋ โพธาราม’ เลี้ยงไก่พ่วงวลี ‘ไม่เชิญก็ไป’

28 มิถุนายน 2562 – 11:04 น.
เอ๋,เอ๋ ปารีณา,ปารีณา ไกรคุปต์,สสราชบุรี,สาวโพธาราม,พรรคพลังประชารัฐ,อีช่อ
เปิดอ่าน 11,359 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก 28 มิถุนายน 2562

********************

          ในที่สุดส..ซีกรัฐบาลกลุ่มหนึ่งก็พ้นบ่วงกรรมหุ้นสื่อ เมื่อตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้องของผู้ถูกร้อง คน และหนึ่งในนั้นมีชื่อของ “ปารีณา ไกรคุปต์” ส..ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ รวมอยู่ด้วย

          เนื่องจาก “ปารีณา” กำลังเป็นที่จับตาของกองเชียร์ที่ไม่ชอบพรรคของลุงตู่ สำนักข่าวบีบีซีไทย ถึงกับนำประเด็น “ส..ปารีณารอด” มาพาดหัวข่าวออนไลน์ ขณะเดียวกัน ส..หญิงจากโพธาราม ก็โพสต์เฟซบุ๊กยืนยันว่า “ปารีณาเลี้ยงไก่ ไม่ได้ทำสื่อ”

..เลี้ยงไก่

          หน้าเฟซบุ๊กของ “ปารีณา ไกรคุปต์” เมื่อ 15 มิถุนายน 2562 “..เอ๋” อัพสเตตัส “พรุ่งนี้ขี้ไก่วันสุดท้าย หมดแล้วนะคะ” พร้อมโพสต์ภาพกระสอบขี้ไก่กองอยู่กลางเล้าไก่ (ขายกิโลกรัมละ 16 บาท)

ส.ส.เอ๋ สมัยเลี้ยงไก่ก่อนเลือกตั้ง

          มีผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊ก “ซุ้มเพรช โตโต้จอมบึง” มาทักถาม “อ้าว..ไหนว่ายังไม่ลงไก่ครับ” ส..ปารีณา ก็ตอบว่า “กำลังเตรียมเล้าจ้ะพี่ ต้องเอาขี้ไก่ออกให้หมดแล้วก็ล้างเล้าจ้า… วันที่ ..นี้ไก่ลงค่า…”

          “..เอ๋” ใช้เฟซบุ๊ก และไลน์เป็นสื่อกลางระหว่างผู้แทนกับชาวบ้าน แม้ในยามที่ไม่มีสภา ไม่ได้เป็นผู้แทนฯ ชาวบ้านสามารถติดต่อหาเธอได้ตลอดเวลา ร้องทุกข์ แจ้งข่าวสารงานต่างๆ 

          สำนักข่าวอิศรา http://www.isranews.org ตรวจสอบข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ พบว่า ปารีณา แจ้งจดทะเบียนบริษัท ปารีณา ไกรคุปต์ จำกัด เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2561 ทุนปัจจุบัน 10 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่ 99/9 หมู่ .บางโตนด อ.โพธาราม จ.ราชบุรี แจ้งประกอบธุรกิจกิจการฟาร์มไก่และรับจ้างเลี้ยงไก่ ซึ่งปารีณาแจ้งว่ามีรายได้จากฟาร์มไก่ 30 ล้านบาท มีรายจ่ายค่าฟาร์มไก่ 20 ล้านบาท

          ระหว่างรอการเลือกตั้งเมื่อ ปีก่อน “ส..เอ๋” ได้อาศัยเลี้ยงไก่และเลี้ยงวัวดำรงชีพ

เลี้ยงวัว ส.ส. เอ๋ก็ทำ

สโลแกน“ไม่เชิญก็ไป”

          เมื่อหลายวันก่อนปารีณาไปให้สัมภาษณ์สื่อสำนักหนึ่ง โดยนักข่าวถามถึงเสียงวิจารณ์ว่า “ส..งานศพ” ปรากฏว่า เธอไม่ปฏิเสธ เพียงแต่ขยายความว่าไปทุกงาน งานแต่ง งานบวช งานขึ้นบ้านใหม่ งานศพ พร้อมทิ้งท้ายว่า “ปารีณา ไม่เชิญก็ไป”

งานบวช ปารีณาก็ไป

          ยกตัวอย่างเมื่อ 22 มิถุนายน 2562 “..เอ๋” โพสต์เฟซบุ๊ก “วันนี้ งานค่ะ ร่วมงานศพวัดวิหารสูง วัดสมถะ ร่วมจุดธูปหน้าศพวัดเขาชะงุ้ม ร่วมงานบวชบางโตนด พระศรีอารย์ จอมบึง”

          หรือเมื่อ 16 มิถุนายน 2562 ผู้แทนฉายา “ไม่เชิญก็ไป” โพสต์ว่า “วันนี้ งาน ไปทัน งานค่ะ ร่วมนาคเข้าโบสถ์วัดพระศรีอารย์ ร่วมงานบวชวัดโชค จอมปราสาท สมถะ รางอาว ร่วมประชุมเพลิงศพวัดเจ็ดเสมียน วัดโพธิ์ไพโรจน์ค่ะ วัดโพธารามไปไม่ทันค่ะ”

งานแต่ง ปารีณาก็ไป

          วิชาผู้แทนศาสตร์สาขา ส..ตลาดชาวบ้านนี้ “เอ๋” ได้ร่ำเรียนมาจากบิดา “ทวี ไกรคุปต์” ทั้งกลวิธีเอาชนะใจชาวบ้าน และการสร้างเครือข่ายหัวคะแนน

สมกับฉายา ส.ส.บ้านบ้าน

          ย้อนไปหลังการเลือกตั้งปี 2544 “เอ๋” กลับมาจากเมืองนอก ก็ทราบข่าวร้าย “พ่อสอบตก” ทวีตัดสินใจปั้นลูกสาววัย 25 ปี (เวลานั้นโดยพาลูกสาวลงพื้นที่ไปพบปะผู้คนและร่วมทำกิจกรรมงานบุญต่างๆ เป็นเวลา ปีกว่า 

          ตำแหน่ง ส..ไม่ใช่มรดกการเมือง แต่สำหรับโพธาราม เป็นยิ่งกว่ามรดก

เสนาธิการใหญ่

          เส้นทางผู้แทนของปารีณา จะไม่ราบรื่นจนได้เป็น ส..4 สมัยติดต่อกัน หากไม่มีผู้ชายคนนี้ “ทวี ไกรคุปต์” ผู้สร้างตำนาน ไปรษณียบัตรต่ออายุราชการป๋าเปรม อันโด่งดังเมื่อปี 2523

          ทวีเป็นชาว อ.โพธาราม จ.ราชบุรี มีเครือญาติมากมายทั้งในสายตระกูล “ไกรคุปต์” และ “จังพานิช” โดยเฉพาะพี่ชายแท้ๆ คือ สวัสดิ์ จังพานิช เคยเป็น ส..ราชบุรี และนายกเทศมนตรีเมืองโพธาราม เป็นฐานเสียงสำคัญ แต่ตอนหลังแยกทางกันแล้ว

ส.ส. จ่ายค่าแรงลูกจ้าง

          สมัยแรกที่ทวีเล่นการเมืองไม่สังกัดพรรค หลังจากนั้น ทวีสังกัดหลายพรรค ไล่มาแต่พรรคชาติไทย พรรคกิจสังคม พรรคความหวังใหม่ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคไทยรักไทย พรรคชาติไทยพัฒนา และพรรคพลังประชารัฐ

          ทวีเป็นนักการเมืองสายพันธุ์ไทย เล่นการเมืองแบบไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร ยกตัวอย่างการเลือกตั้งปี 2526 ทวีเข้าสังกัดพรรคชาติไทย ร่วมกับเพื่อนอดีต ส..ราชบุรี ที่เคยแข่งขันกันมา ซึ่งในปีนั้นพรรคชาติไทยชนะยกจังหวัด ได้ ส.. 4 ที่นั่ง

          ที่สำคัญทวีเป็นนักเสี่ยงโชคทางการเมือง มักจะประเมินกระแสโดยภาพรวมว่าพรรคไหนกระแสดี ก็จะเลือกสวมเสื้อพรรคนัั้น

“ส้ม” ไร้เดียงสาแทรกแซงเพื่อนบ้านหวังช่วยกลุ่มใด

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/377400?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ส้ม” ไร้เดียงสาแทรกแซงเพื่อนบ้านหวังช่วยกลุ่มใด

28 มิถุนายน 2562 – 10:15 น.
พรรณิการ์ วานิช,ช่อ,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,ส้มหวาน,แดงลี้ภัย,ชูธงทวนกระแส,สมเด็จฮุน เซน,สุรชัย แซ่ด่าน
เปิดอ่าน 5,489 ครั้ง

คอลัมน์…  ชูธงทวนกระแส   โดย…  พรานข่าว

การประชุมสุดยอดอาเซียนที่กรุงเทพฯ จบไปด้วยความราบรื่น แต่ก็มีควันหลงจากพรรคอนาคตใหม่ เมื่อ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ แสดงวิสัยทัศน์เรียกร้องให้อาเซียนก้าวข้ามหลักการไม่แทรกแซงกิจการภายในของชาติสมาชิก

ถัดมา “ดอน ปรมัตถ์วินัย” รัฐมนตรีต่างประเทศ อธิบายว่า ถ้าใครไม่เคยรับรู้เรื่องราวของอาเซียนแล้ว อยากจะพูดอย่างไรก็ได้ ต้องระวัง เพราะกว่าที่แต่ละประเทศสมาชิกจะรวมกลุ่มกันมาได้ขนาดนี้ ไม่ใช่เรื่องพลิกฝ่ามือ แต่มีความซับซ้อนและละเอียดอ่อนมาก

 “ช่อ” พรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรคอนาคตใหม่ โต้รัฐมนตรีต่างประเทศว่า อาเซียนยุคใหม่ ไม่เหมือนสมัยสงครามเย็น ควรแทรกแซงประเทศเพื่อนบ้าน

จริงๆ แล้ว พูดแบบ “ธนาธร” และ “ช่อ พรรณิการ์” ก็พูดได้ แต่ข้อเท็จจริงของการเมืองระหว่างประเทศ ไม่ง่ายเหมือนการพูดล่าแต้ม

จะขอยกตัวอย่างให้ชาวพรรคส้มหวานได้เห็นว่า การพัวพันแบบอาเซียนนั้น โดยเฉพาะประเทศรอบบ้านเรา มีเรื่องละเอียดอ่อนเยอะ ย้อนไปเมื่อ 7 ปีที่แล้ว ไม่ต้องย้อนไปถึงยุคสงครามเย็นหรอก

          สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ถ้ายังจำกันได้ “ทักษิณ ชินวัตร” ผู้หลบหนีโทษทัณฑ์ในเมืองไทย ได้สัญจรมาลาวและกัมพูชา ระหว่างวันที่ 11-18 เมษายน 2555 ทั้งที่ทราบว่า ทักษิณมีคดีความ แต่ “ผู้นำลาว-กัมพูชา” ยังเปิดโอกาสให้อดีตนายกรัฐมนตรีไทยมาเคลื่อนไหวทางการเมืองได้

ช่วงที่ทักษิณเข้ามา สปป.ลาว ได้คนเสื้อแดงภาคอีสานข้ามโขงไปต้อนรับมากมาย แต่ยังดีที่ว่า ผู้นำลาวไม่เปิดโอกาสให้ทักษิณทำกิจกรรมทางการเมืองมากนัก

ตรงกันข้าม เมื่อทักษิณไปถึงกัมพูชา สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ต้อนรับแบบจัดเต็ม โดยเปิดทางให้กลุ่มคนเสื้อแดงเดินทางเข้าไปจัดเวทีปราศรัยและเล่นน้ำสงกรานต์ ที่ลานหน้าทางเข้านครวัด-นครธม จ.เสียมราฐ

22 พฤษภาคม 2557 รัฐบาลยิ่งลักษณ์ถูกยึดอำนาจ นักการเมืองค่ายเพื่อไทยและแกนนำคนเสื้อแดงประมาณร้อยคนไปรวมตัวอยู่ในอพาร์ตเมนต์กลางกรุงพนมเปญ ก่อนจะแยกย้ายกันไป บ้างไปยุโรป สหรัฐ แต่ส่วนใหญ่หนีตายไปอยู่เมืองลาว

สาเหตุที่ต้องออกจากพนมเปญเพราะมีสัญญาณจากผู้มีอำนาจสูงสุดในกัมพูชาแจ้งว่าหากจะหลบภัยอยู่ในเขมรต้องออกไปอยู่ในเขตชนบทและห้ามเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างเด็ดขาด

          ท่าทีของสมเด็จฮุน เซน นั้น พลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ โดยวางกรอบ “ห้ามเคลื่อนไหว” แกนนำคนเสื้อแดงที่ไม่มีหนังสือเดินทาง ไม่มีคอนเนกชั่นกับองค์กรระหว่างประเทศ ก็ไปอาศัยอยู่ใน สปป.ลาว

ด้านฝั่งลาว ก็มีคนเสื้อแดงหนีภัยข้ามโขงไปหลายร้อยคน และในกลุ่มนี้ มีสมาชิกวงไฟเย็นประมาณ 7 คน โดยระยะแรก พวกเขาหลบซ่อนตัวอยู่ในหมู่บ้านคนลาว

ปี 2559 กลุ่มไฟเย็น ริเริ่มใช้สื่อโซเชียลปลุกระดมข้ามโขง และจัดรายการวิทยุใต้ดินผ่านยูทูบ เมื่อลุงสนามหลวง และโกตี๋มาร่วมงานด้วยกัน ขุนทองจึงมีฐานะโปรดิวเซอร์วิทยุใต้ดิน

รัฐบาลประยุทธ์ทราบดีว่า มีการใช้ช่องทางยูทูบ โจมตี คสช. และสถาบันเบื้องสูง โดยกลุ่มคนเสื้อแดงที่หลบภัยอยู่ในลาว จึงส่งสัญญาณไปถึงฝ่ายความมั่นคงของลาว แต่ก็ไม่มีสัญญาณตอบรับใดๆ ในทางบวก

          ถ้าใครเคยฟังรายการปฏิวัติประเทศไทย ของสุรชัย แซ่ด่าน จะรู้ได้ทันทีว่า เหตุใดพวกแกนนำเสื้อแดง จึงจัดรายการวิทยุใต้ดิน ปลุกระดมมวลชนข้ามโขงได้ ถึงขนาดสุรชัยพูดออกอากาศว่า ฝั่งซ้ายเป็นแหล่งพักพิงที่ปลอดภัยที่สุด เพราะ “พรรคพี่น้องช่วยเหลือพวกเรา”

หลังจากนั้นไม่นาน สุรชัย แซ่ด่าน, “ภูชนะ” ชัชชาญ บุปผาวัลย์, “กาสะลอง” ไกรเดช ลือเลิศ ถูกชายนิรนามลักพาตัวออกจากบ้านพัก ย่านเมืองไชทานี นครหลวงเวียงจันทน์

ตามมาด้วย “ลุงสนามหลวง” ชูชีพ ชีวะสุทธิ์ และคนสนิทอีกสองคน ปลอมพาสปอร์ตเดินทางออกจากลาว ไปพักพิงอยู่ที่เวียดนาม และมีกระแสข่าวว่า ถูกจับเพราะถือพาสปอร์ตปลอม

คำถามที่คนเสื้อแดงในเมืองไทย อยากรู้ว่า มีเหตุผลอันใด “ผู้มีอำนาจ” ในลาว จึงมีท่าทีเปลี่ยนไป และนี่คือตัวอย่างการพัวพันแบบอาเซียน ซึ่งแกนนำพรรคอนาคตใหม่ พยายามไม่รับรู้

ลึกๆ แกนนำพรรคส้มหวาน คงอยากหาทางช่วย “แดงหลบภัย” บางกลุ่มในลาว ที่ดิ้นรนหนีตายอยู่ แต่ยังหาประเทศที่สามรองรับสถานะไม่ได้

“วิน”ปะทะ”แกร็บ”ศึกนี้เห็นทียืดเยื้อ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/377300?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“วิน”ปะทะ”แกร็บ”ศึกนี้เห็นทียืดเยื้อ

28 มิถุนายน 2562 – 09:40 น.
วินมอเตอร์ไซด์,แกร็บ
เปิดอ่าน 6,023 ครั้ง

“วิน”ปะทะ”แกร็บ”ศึกนี้เห็นทียืดเยื้อ : รายงาน…

วันหยุดสุดสัปดาห์ หลังเสร็จงานบ้านที่ต้องทำประจำทุกอาทิตย์ มีเวลาว่างเหลือครึ่งวันก็มานั่งพักผ่อนเล่นกับแมว พอเริ่มเบื่อก็หันไปเปิดเฟซบุ๊กหาความรู้รอบตัวใส่สมองป้องกันเสื่อมสภาพ

พลันที่โพสต์ไร้สาระประเภทขยะรกเฟซฯ ถูกเขี่ยพ้นหน้าจอไปโพสต์แล้วโพสต์เล่า ก็ต้องมาสะดุดกับโพสต์หนึ่ง จั่วหัวคลิบวิดีโอสุดแซบ !

“เงินของกู ไอ้สัส กูจะขึ้นแกร็บหรือแท็กซี่ มันเรื่องอะไรของมึง”

เอาละสิ! มอเตอร์ไซค์วินไปสร้างวีรกรรมอะไรอีกล่ะคราวนี้ !? เห็นชื่อรื่องท่าทางมันดีก็เลยนั่งดูจนจบเกือบ 7 นาที

สรุป เรื่องของเรื่องคือ มีหญิงสาว 2 นาง เรียกใช้บริการแกร็บไบค์ให้มารับในซอยไผ่สิงห์โต ย่านคลองเตย

พอแกร็บไบค์มาถึง จู่ๆ ก็มีมอเตอร์ไซค์วินขี่ตามมาประกบ ล้อมหน้าล้อมหลัง ไม่ให้ไป

สองสาวเมื่อเจอเข้าอย่างนี้ก็เดือด ถามกลับหนุ่มมอเตอร์ไซค์วินร่างใหญ่

“มาทำอะไรกัน มีปัญหาเรื่องแกร็บไบค์ก็ไปแจ้งตำรวจให้เป็นเรื่องเป็นราวกันไปเลยสิ จะมาอะไรกับหนู นี่มันเป็นสิทธิส่วนตัวของหนู จะขึ้นแกร็บหรือขึ้นอะไรมันก็เรื่องของหนู ใครก็ไม่มีสิทธิ์ห้าม”

สิงห์มอเตอร์ไซค์วิน ไม่คิดว่าผู้หญิงตัวเล็กๆ จะกล้าหือกับผู้ชายตัวใหญ่แถมมากันเป็นหมู่ ก็เลยตอบเสียงอ้อมแอ้มลอดหมวกกันน็อกออกมา ฟังได้ว่า

“ก็มารับหน้าวินผม”

แต่เมื่อถูกสองสาวสวนกลับว่านี่มันหน้าบ้านคน ไม่มีวินที่ไหน พ่อหนุ่มมอเตอร์ไซค์วินคนเดิมเลยแถต่อว่า ตรงไหนก็รับไม่ได้ แต่ฝ่ายสาวยืนกรานว่ามันเป็นสิทธิส่วนบุคคล ถ้ามีปัญหามากนักก็ไปแจ้งความสิ จะมาอะไรกัน

เมื่อต่างฝ่ายต่างไม่ยอมกัน การพิพากษาของศาลเตี้ยกลางถนนจึงยืดเยื้อ ฝ่ายวินก็ยกโขยงมากันใหญ่ และเปิดฉากตะลุมบอนด้วยวาจากันอย่างดุเดือดอีกยก ก่อนที่แกร็บไบค์ตัวชนวนจะล่าถอยกลับไป ทิ้งให้สองสาวยืนเถียงเรื่องสิทธิส่วนบุคคลในวงล้อมวินมอเตอร์ไซค์อย่างหน้าดำคร่ำเครียดต่อไป โดยที่สุดท้ายแล้วไม่รู้ว่าพวกเธอต้องพาตัวเองเดินทางออกจากซอยนี้ไปด้วยพาหนะชนิดใด

คลิปนี้มีคนกดไลค์กดแชร์เป็นหมื่นๆ ครั้ง ขณะที่พวกคอมเมนเตเตอร์ก็ดาหน้าเข้ามาวิจารณ์กันแซดไปหมด นั่งอ่านสามวันคงไม่จบ แต่เอาคร่าวๆ สรุปได้ว่ามีการแตกประเด็นเป็นสองสามประเด็น

ประเด็นแรก ฝ่ายวินโดนบริภาษ ก่นด่าซะไม่มีชิ้นดี สัตว์เดรัจฉาน เลื้อยคลาน ถูกต้อนมาแน่นจอไปหมด พวกนี้ไม่ชอบพฤติกรรมของคนขี่มอเตอร์ไซค์วินที่ทำตัวเป็นอันธพาล ข่มขู่คนอื่นแม้กระทั่งผู้หญิง

ประเด็นต่อมา มีเหตุผลเยอะหน่อย ความเห็นส่วนใหญ่ก็เป็นไปตามชื่อเรื่อง คือ เงินของเขา จะขึ้นรถอะไรก็เป็นเรื่องของเขา เป็นสิทธิส่วนบุคคล มอเตอร์ไซค์วินมีสิทธิ์อะไรไปข่มขู่คุกคามและหน่วงเหนี่ยวเขาไว้ ถ้าคิดว่าอาชีพรถรับจ้างตามวินถูกพวกแกร็บไบค์วิ่งทับสัมปทานแย่งลูกค้าก็ไปแจ้งความให้ตำรวจมาจับ ไม่ใช่ใช้วิธีป่าเถื่อนไม่เกรงกลัวกฎหมายอย่างที่เห็น ที่สำคัญต้องปรับปรุงพฤติกรรมและบริการ หากยังอยากอยู่รอดในอาชีพนี้

ประเด็นสุดท้าย กลุ่มนี้ตั้งคำถามไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรมการขนส่งทางบก และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทำนองว่าทำไมไม่จัดการแก้ปัญหานี้ให้จบ ปล่อยให้เรื่องคาราคาซังแบบนี้มากี่ปีแล้ว แกร็บไบค์วิ่งโดยสารรับจ้างแบบนี้ถูกกฎหมายหรือเปล่า? ถ้ากฎหมายยังไม่อนุญาต ทำไมยังปล่อยให้วิ่งกันทั่วบ้านทั่วเมืองแล้วก็เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นแทบทุกวัน

คุยกับนักอาชญาวิทยา รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายรักษาความสงบเรียบร้อย มหาวิทยาลัยรังสิต ถึงเหตุการณ์มอเตอร์ไซค์วินยกพวกข่มขู่แกร็บไบค์และผู้โดยสารกลางถนนราวกับเป็นดินแดนป่าเถื่อน ขณะที่ตำรวจหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกลับมองปัญหาอย่างนิ่งเฉย

อาจารย์กฤษณพงค์ มองว่า เหตุการณ์เหล่านี้สะท้อนความล้มเหลวของการบริหารจัดการภาครัฐในการให้บริการระบบขนส่งสาธารณะกับประชาชน ขณะที่การจัดการด้านกฎหมายกับแกร็บก็ไม่ได้จัดทำให้ถูกต้อง

อาจารย์กฤษณพงค์ มองว่า การที่แกร็บไบค์และแกร็บคาร์ออกมาวิ่งบริการรับส่งผู้โดยสารแข่งกับรถวินและแท็กซี่ถูกกฎหมายจนเกิดปัญหาทะเลาะวิวาทตามมานั้น เจ้าหน้าที่รัฐต้องเข้ามาดำเนินการเอง ทั้งตำรวจ และกรมการขนส่งทางบก ไม่ใช่ปล่อยให้มอเตอร์ไซค์วินมาจัดการกันเอง บ้านเมืองก็จะวุ่นวาย เกิดความไม่สงบเรียบร้อย

ประเด็นสุดท้าย อาจารย์มองว่า การที่มอเตอร์ไซค์วินมีปัญหากับรถแกร็บคงเป็นเพราะพวกเขาต้องจ่ายเงินหลายส่วน ทั้งค่าเสื้อ ค่าเช่าที่ รวมทั้งอาจต้องจ่ายค่าส่วย จึงไม่พอใจที่ถูกรถแกร็บแย่งลูกค้าอย่างไม่เป็นธรรม

รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล 

ได้เวลาจัดระเบียบแกร็บ (อีกแล้ว?)

เหมือนจะเข้ากันได้กับสถานการณ์สงครามวินมอเตอร์ไซค์กับแกร็บไบค์ที่เพิ่งเปิดศึกกันไปหมาดๆ

หลังผ่านการเลือกตั้ง ได้เป็นฝ่ายรัฐบาล พรรคภูมิใจไทย ยึดโควตา รมว.คมนาคม มาครอง อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค บอกกับนักข่าวเมื่อไม่กี่วันว่าจะจัดระเบียบแกร็บไบค์ แกร็บคาร์ ให้สามารถวิ่งรับส่งผู้โดยสารได้ถูกกฎหมายตามที่ได้หาเสียงไว้เสียที

สิ้นเสียงว่าที่รองนายกรัฐมนตรี กมล บูรณพงศ์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ขยับโดยพลัน

“ขณะนี้กำลังเตรียมการทำงานของทีมกฎหมาย ส่วนหนึ่งมีการศึกษาเบื้องต้นมาพอสมควรแล้ว หากในเชิงนโยบายจะมีการมอบหมายให้ดำเนินการเรื่องดังกล่าวก็พร้อม”

กระนั้น เขาไม่มั่นใจว่าการจัดระเบียบแกร็บรอบนี้จะใช้เวลานานแค่ไหนถึงจะเรียบร้อย และคงต้องจำลองโมเดลการให้บริการแกร็บในต่างประเทศมาปรับใช้ ซึ่งต้องใช้เวลา

เพียงได้ยินว่ากรมการขนส่งทางบกตั้งแท่นจัดระเบียบแกร็บให้ถูกกฎหมาย ทั้งมอเตอร์ไซค์วิน แท็กซี่มิเตอร์ ก็ได้เวลาประท้วงกันอีกรอบ

วิฑูรย์ แนวพาณิชย์ ประธานเครือข่ายสหกรณ์แท็กซี่ในเขตกรุงเทพฯ พาสมาชิกหลายสิบคน ไปที่กรมการขนส่งทางบก แสดงความไม่เห็นด้วยกับนโยบายนี้

เหตุผลของสหกรณ์แท็กซี่ฯ คือ ปัจจุบันมีแท็กซี่จดทะเบียนมากกว่า 40,000 คัน หากให้อนุญาตให้รถยนต์ส่วนบุคคล หรือแกร็บคาร์มาให้บริการเพิ่ม จะยิ่งทำให้มีจำนวนรถมากและแย่งผู้โดยสารกัน

“พยายามเรียกร้องกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้องมาตลอด 4 ปี แต่ยังไม่มีความคืบหน้า และกรมการขนส่งทางบกเตรียมจะเดินหน้าตามนโยบายของรัฐบาลใหม่อีก อาจทำให้รถแท็กซี่ที่มีอยู่ต้องขาดรายได้”

 ธวัชชัย บางบา หนึ่งในคนขับแท็กซี่ บอกว่า กรมการขนส่งทางบกทำแอพพลิเคชัน “แท็กซี่โอเค” แต่ไม่มีประสิทธิภาพ และบังคับให้รถแท็กซี่ที่จดทะเบียนใหม่ทุกคันต้องติดตั้งเครื่องซึ่งมีค่าใช้จ่ายกว่า 30,000 บาท รวมถึงต้องเสียค่าธรรมเนียมปีละ 3,600 บาท แต่ไม่มีผู้โดยสารเรียกใช้บริการ เทียบกับแกร็บคาร์แล้วไม่ต้องติดตั้งอะไรเพิ่ม เพียงแค่มีโทรศัพท์มือถือ และใบขับขี่สาธารณะก็สมัครได้แล้ว

ส่วน เฉลิม ชั่งทองมะดัน นายกสมาคมผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์แห่งประเทศไทย ก็พาสมาชิกวิน 30 กว่าชีวิตเข้าสอบถาม จันทิรา บุรุษพัฒน์ รองอธิบดีฝ่ายปฏิบัติการ กรมการขนส่งทางบก ด้วยเหมือนกัน

เขาบอกว่าสมาคมได้ไปยื่นหนังสือเรียกร้องกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา ให้จัดการกับบบริษัทแอพพลิเคชั่นแกร๊บ ที่สนับสนุนให้สมาชิกนำรถป้ายขาวมารับส่งผู้โดยสารสาธารณะ และได้ทวงถามรองอธิบดีกรมการขนส่งในที่ประชุมถึง 3 ครั้ง แต่ไม่ได้คำตอบใดๆ ทั้งสิ้น

“ไม่มีใครแก้ปัญหาได้เลย แต่พอมีรัฐบาลชุดใหม่ไม่ทันได้แต่งตั้งอย่างเป็นทางการเลย กลับออกมาแถลงข่าวว่าจะสนองรับนโยบายใหม่เสียแล้ว แทนที่จะบังคับใช้กฎหมายกับผู้ที่กระทำความผิด กลับไปแก้กฎต่างๆ เพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่นายทุนต่างชาติที่ผิดกฎหมายและสร้างความแตกแยกให้แก่คนไทย”

ด้าน รองอธิบดีฯ จันทิรา หลังรับเรื่องร้องเรียนไว้แล้วก็บอกว่า คงเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนกัน ไม่ใช่ว่าเจ้าหน้าที่เพิกเฉย ไม่ทำอะไร แต่กำลังศึกษาผลกระทบที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของแท็กซี่สาธารณะและมอเตอร์ไซค์รับจ้าง รวมถึงผู้ใช้บริการ เพื่อให้เกิดประโยชน์และเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
กระนั้น การแก้ปัญหาแกร็บไบค์และแกร็บคาร์วิ่งทับสัมปทานแย่งลูกค้ากับวินมอเตอร์ไซค์และแท็กซี่มิเตอร์(บางคันติดไว้เฉยๆ ไม่ยอมกด) จะเกิดเหตุทะเลาะวิวาทและกลายเป็นคู่อริกันตลอดกาลไปแล้วนั้น มุมมองของนักอาชญาวิทยา เชื่อว่า  สามารถทำได้อย่างเป็นรูปธรรมและเห็นผลได้ ขึ้นอยู่กับว่าจะจริงจังกันแค่ไหน

p44

ส่องเกมภายในของหลากพรรคเมืองไทย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/377406?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ส่องเกมภายในของหลากพรรคเมืองไทย

28 มิถุนายน 2562 – 09:20 น.
พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์,เพื่อไทย,พลังประชารัฐ
เปิดอ่าน 2,543 ครั้ง

โดย… ทีมข่าวการเมือง เครือเนชั่น

ชัดแล้วว่า ครม.ลุงตู่ 2 นั้น รายชื่อเสนาบดีที่แต่ละพรรคส่งถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะมีการแก้ไขบางตำแหน่ง และบางคนอาจหลุดโผไปเลยเพราะไม่ผ่านเงื่อนไขคุณสมบัติ รมต. ที่ลุงตู่วางไว้

แรงกระเทือนภายในของแต่ละมุ้งและแต่ละพรรคบังเกิดขึ้นพลัน เพราะไม่รู้เลยว่าใครจะฝันสลาย…และจะขยับจังหวะอย่างไรในอนาคต

แน่นอนว่ารัฐนาวาลำนี้ในเพลาหน้า ความสามัคคีของพรรคร่วมรัฐบาล 19 พรรคนั้นน่าจะมีเยื่อใยน้อยมาก เพราะแต่ละพรรคดูแลกระทรวงที่ได้รับมาด้วยตัวเอง

โดยแปลความว่า สายสัมพันธ์ระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลเรียกว่าบางยิ่งกว่าบาง และมีแววว่าจะล่มกลางทาง

ทำให้ต้องดูว่า “3ป.” และสตาฟฟ์หลังบ้านจะแก้เกมการเมืองแบบช็อตต่อช็อตอย่างไร เพราะคนการเมืองนั้นจะแสดงอิทธิฤทธิ์ในหลากรูปแบบ หากวันข้างหน้าลุงตู่ไร้ซึ่งหมวกหัวหน้า คสช.และ ม.44

5 ปีที่ คสช.ทำงานมาและใกล้ที่จะยุติบทบาทพร้อมส่งงานให้ ครม.ที่มาจากการเลือกตั้งนั้น “3ป.” น่าจะทราบดีแล้วว่า คนการเมืองใช่ว่าจะคอนโทรลได้ดั่งที่เคยเกิดขึ้นในช่วงเวลาก่อนหน้านี้

“นักการเมืองไม่เคยกลัวกันเอง เพราะทุกคนเท่ากันในรัฐสภา” คือคำกล่าวที่มักได้ยินยามที่คนการเมืองจับกลุ่มหารือกันเอง สื่อความแบบที่ไม่ตัองถอดนัยให้มาก

ดังนั้น จากนี้ไปการตั้งป้อมจัดหนักของขั้วตรงข้ามลุงตู่จะขับเคลื่อนไปยังเป้าหมายหลักแบบต่อเนื่อง และต้องดูลีลาของพรรคพันธมิตรที่หนุนลุงตู่ให้มาทำหน้าที่ สร.1 สมัยที่ 2 ว่าผู้ใดซ่อนดาบในรอยยิ้มและจะใช้วรยุทธ์ใดบ้างที่จะหักเหลี่ยมโหดคนกันเองแบบเนียนๆ ตา

รัฐบาลเสียงข้างมากแบบปริ่มน้ำเช่นนี้ยากที่จะเดินเครื่องได้สะดวก และตอนนี้มีกระแสข่าวลือกันแล้วว่าค่าเหนื่อยในการทาบทาม ส.ส.ต่างขั้วและพรรคร่วมรัฐบาลในการยกมือหนุนให้เสียงพ้นน้ำในวาระสำคัญๆ นั้น กี่กิโลกรัมต่อคน !?! รวมทั้งค่าดูแลรายเดือนและค่าประสานงานที่ต้องชำระสดทันที เริ่มหนาหูแล้วในย่านแจ้งวัฒนะและวงกาแฟที่คนการเมืองไปรวมตัว…

ค่าเหนื่อยตรงนี้จึงเป็นหนึ่งปัจจัยที่จะเชื่อมไปยังสถานการณ์ในอนาคตว่าจะออกมาในรูปแบบใด และส่งผลเช่นใด ?

เมื่อเพ่งไปยังลีลาของหลากพรรคหลักในสนามการเมือง จะพบว่ารอยร้าวของแต่ละพรรคนั้นมีสภาพปัญหาหลากหลาย เริ่มจากพลังประชารัฐซึ่งเกิดจากการมารวมตัวกันหลายมุ้ง และมีการชิงเก้าอี้ รมต.กันมากสุด ทั้งศึกภายในและภายนอก จนหลายคนมองว่าหากรอยปริของรัฐนาวาลุงตู่ 2 จะเกิดขึ้นนั้น จะมาจาก พปชร.เป็นต้นทาง และอาจลามไปยังพรรคร่วมรัฐบาลในเวลาอันใกล้

พรรคที่สถานการณ์ในบ้านนิ่งในวันนี้คือภูมิใจไทย เพราะ อนุทิน ชาญวีรกูล กับคนโตบุรีรัมย์นั้นคุมลูกพรรคได้ แต่ต้องรอชมว่าหากโดนหักดิบแบบไม่แจ้งล่วงหน้า พรรคสีน้ำเงินจะออกอาการเช่นใด ?

ประชาธิปัตย์วันนี้ยังมีคลื่นใต้น้ำ เพราะภาวะแกนนำหลากขั้วงัดกันหลายเรื่อง เช่น การล้างบางโครงสร้างพรรค คนใกล้ตัวเดอะมาร์คไขก๊อก การไม่ลงรอยหลังส่งรายชื่อ รมต. ที่วันนี้ควันร้อนของอารมณ์บางคนยังคุกรุ่นอยู่ และมองเห็นแล้วว่า ปชป.ยากที่จะสมานรอยร้าวในพรรค

ด้านชาติไทยพัฒนานิ่งสงบกับเงื่อนไขที่รับมาเหมือนรวมพลังประชาชาติไทยของลุงกำนัน แต่ว่าที่ รมต.ของพรรคนี้ต้องลุ้นว่าเมื่อติดเงื่อนไข 32 ส.ส.ถือหุ้นสื่อแล้ว ต้องไปเคลียร์ความบริสุทธิ์ต่อศาลรัฐธรรมนูญนั้น จะสามารถอธิบายความเพื่อให้ตัวเองพ้นข้อกล่าวหาได้หรือไม่…

ชาติพัฒนาที่มี 3 ส.ส. และส่อแววแห้วเก้าอี้ รมต.งวดนี้ จนแกนนำพรรคออกมาทวงสัญญาดังๆ แล้ว เหมือนพรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทยที่มี 2 เสียงแต่มิได้ไปช่วยงานกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมดั่งคำมั่น หากสองพรรคนี้ที่มี 5 เสียงไม่เออออห่อหมกตามมติวิปรัฐบาลนั้น อาการเสียทรงในคะแนนเสียงของพรรคร่วมรัฐบาลจะเป็นอย่างไร ?

ด้าน 10 พรรคจิ๋วนั้นตอนนี้เสมือนผ้าพับไว้หลังผู้กองตุ๋ยลงไปประสานงานจนไร้คลื่นขัดแย้งและคงทำให้ลุงตู่โล่งใจไปเปลาะหนึ่ง

ขณะที่พรรคฝ่ายค้านนั้นรอดูว่า พปชร.ที่ยื่นสอย 33 ส.ส.ขั้วต้านลุงตู่ข้อหาถือหุ้นสื่อ ผลจะออกมาในรูปแบบใด ส่วนจังหวะของพรรคเหล่านี้เริ่มที่อนาคตใหม่ ที่ตอนนี้ลุยเวทีเลือกตั้งท้องถิ่นเต็มตัว ปัญหาที่แกนนำพรรคถูกเพ่งเล็งเรื่องหุ้นและสถาบันก็ยังถูกจับตา รวมทั้งการเป็นพันธมิตรกับเพื่อไทยก็คล้ายว่าจะเป็นภาพเสมือนจริง บวกกับกลุ่ม NGN ที่ออกมาขยับสู้เพื่อเรียกศักดิ์ศรีหลังโดนโละทีมออกในข้อหาทุจริตที่เป็นปัญหาที่พรรคสีส้มกำลังเผชิญ

ส่วนเพื่อไทยนั้น การขัดขากันระหว่างขั้วเจ๊หน่อยกับทีมพี่อ้วนในศึกชิงทีมฝ่ายบริหารพรรคนั้น คือเกมในบ้านที่มีแรงกระเทือนไม่น้อย ทราบมาว่าขั้วเจ๊หน่อยหวังยึดโครงสร้างพรรคเบ็ดเสร็จ บนเหตุผลปรับพรรคให้เข้ากับภาวะปัจจุบัน โดยเฉพาะการรับมือกับพรรคสีส้ม แต่นายใหญ่ไม่เห็นด้วยไปเสียหมด

การประนีประนอมให้คนรุ่นใหม่และรุ่นกลางมาเป็นกลจักรหลักในการขับเคลื่อนพรรคร่วมกับคนรุ่นใหญ่บางส่วนนั้น เบื้องต้นได้รับไฟเขียวจากนายใหญ่ แต่การจะโละคีย์แมนหลักบางคน โดยเฉพาะภูมิธรรม เวชยชัย เพราะหลากเรื่องที่ขั้วเจ๊หน่อยไม่แฮปปี้กับสิ่งที่ภูมิธรรมดำเนินการ และหวังให้พ้นเก้าอี้เลขาธิการพรรคไปเลยนั้น คนรุ่นใหญ่หลายคนไม่แฮปปี้กับข้อเรียกร้องนี้ของขั้วเจ๊หน่อยที่เปิดขึ้นมา และยังอยากให้พ่อบ้านพรรคคนเดิมทำหน้าที่ต่อ เพราะภูมิธรรมถือว่าครบเครื่องที่สุด

“ยืนยัน ณ ตอนนี้ว่า สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ จะเป็นหัวหน้าพรรค ส่วนเลขาธิการพรรคนั้นมีสามรายชื่อที่รอนายใหญ่กดปุ่ม โดยหนึ่งในนั้นมีชื่อคนของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ คือผู้พันป๊อป (น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ) หากผู้พันป๊อปรับหน้าที่เลขาธิการพรรค แล้วขยับพี่อ้วนขึ้นรองหัวหน้าพรรค หากใช้สูตรนี้จะประนีประนอมทุกกลุ่ม และสูตรนี้เป็นไปได้มากที่สุดที่นายใหญ่จะเคาะ” แหล่งข่าวจากเพชรบุรีตัดใหม่ระบุ

ส่วนเสรีรวมไทยนั้น 3 ส.ส.โดนส่งศาลเช็กว่าถือหุ้นสื่อจริงไหม บวกกับข่าวผู้สมัคร ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ข้องเกี่ยวกับการค้ายาไอซ์หนึ่งตัน ที่น่าจะส่งแต้มลบต่อภาพรวมของพรรคไปไม่น้อย

          คนการเมืองจำนวนมากต้องมาเผชิญกับหลากกรรมที่ตัวเองก่อนั้น ต้องติดตามต่อว่า แต่ละคนจะวนอยู่ในบ่วงกรรมและก้าวพ้นมันได้อย่างไร ต้องติดตามอย่างเกาะติด

ต้นไม้โค่นล้มทับรถเพราะพายุฝนหรือหน่วยงานของรัฐไม่เอาใจใส่!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/377399?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ต้นไม้โค่นล้มทับรถเพราะพายุฝนหรือหน่วยงานของรัฐไม่เอาใจใส่!

28 มิถุนายน 2562 – 08:25 น.
เรื่องน่ารู้วันนี้กับคดีปกครอง,ต้นไม้ทับรถ,พายุ
เปิดอ่าน 3,066 ครั้ง

คอลัมน์… เรื่องน่ารู้วันนี้..กับคดีปกครอง โดย… นายปกครอง

ช่วงนี้มีพายุฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรงในหลายๆ พื้นที่ ทำให้มักได้ยินข่าวต้นไม้ขนาดใหญ่ เช่น ต้นจามจุรี ถูกลมพัดหักโค่นล้มทับบ้านเรือนประชาชน ตลอดจนรถยนต์และทรัพย์สินอื่นๆ เสียหาย

 หากเกิดกรณีต้นไม้หักโค่นล้มทับรถยนต์ที่จอดอยู่ในบริเวณถนนหรือบาทวิถีริมถนน ที่หน่วยงานของรัฐอนุญาตให้ผู้ใช้รถสามารถนำรถไปจอดได้ กรณีเช่นนี้… หน่วยงานของรัฐดังกล่าว จะต้องรับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดขึ้นกับรถยนต์หรือไม่ มาฟังคำตอบจากเรื่องที่เกิดขึ้นจริงกันครับ…

นาง ก. เจ้าของรถยนต์กระบะที่ดัดแปลงเป็นรถโดยสารเพื่อให้นาย ส. สามีของตนนำออกไปวิ่งรับจ้าง หลังจากวิ่งรถเสร็จ นาย ส. ได้นำรถไปจอดไว้ใต้ต้นไม้บริเวณที่จอดรถที่ทางเทศบาลจัดไว้สำหรับเป็นที่จอดรถและเก็บค่าบริการ ในระหว่างนั้นได้เกิดพายุฝนและลมพัดแรงทำให้ต้นไม้โค่นล้มทับรถยนต์ได้รับความเสียหาย โดยหลังจากที่ได้นำรถยนต์เข้าซ่อมแซมเรียบร้อยแล้ว นาย ส. (ผู้รับมอบอำนาจ) ได้ยื่นคำร้องต่อเทศบาลขอค่าเสียหาย

แต่นายกเทศมนตรีปฏิเสธการชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าว โดยอ้างว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ในการดูแลตัดแต่งกิ่งไม้ในบริเวณที่เกิดเหตุ แต่เกิดจากพายุฝนซึ่งถือเป็นเหตุสุดวิสัยที่ทางเทศบาลไม่สามารถป้องกันได้

เจ้าของรถจึงยื่นฟ้องเทศบาล (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) และนายกเทศมนตรี (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2) ต่อศาลปกครอง ขอให้มีคำพิพากษาให้เทศบาลชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่าซ่อมแซมรถยนต์และค่าขาดประโยชน์ระหว่างรอซ่อมแซมรถยนต์

คดีมีประเด็นที่พิจารณาว่า เหตุที่ต้นไม้โค่นเกิดจากพายุฝนลมแรงอันถือเป็น “เหตุสุดวิสัย” หรือเกิดจากผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองละเลยต่อหน้าที่ในการดูแลความปลอดภัยบริเวณที่จอดรถตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ

ศาลปกครองสูงสุด วินิจฉัยว่า เทศบาลมีหน้าที่จัดให้มีและควบคุมที่จอดรถตามพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ.2496 และพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542 ประกอบกับในวันเกิดเหตุเป็นช่วงฤดูฝน เทศบาลจึงมีหน้าที่ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษในการดูแลบริเวณสถานที่จอดรถให้มีความปลอดภัยต่อร่างกายและทรัพย์สินของประชาชนที่ใช้บริการ ไม่ว่าเทศบาลจะมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการจอดรถบริเวณดังกล่าวหรือไม่ก็ตาม

เมื่อในวันเกิดเหตุมีพายุฝนลมแรง แต่มีต้นไม้เพียงต้นเดียว คือต้นที่โค่นล้มทับรถยนต์ของผู้ฟ้องคดี ส่วนต้นไม้ต้นอื่นๆ รวมทั้งอาคารบ้านเรือนบริเวณใกล้เคียงยังคงมีสภาพปกติ ไม่ได้รับความเสียหายแต่อย่างใด โดยต้นไม้ต้นดังกล่าวเป็นต้นไม้ขนาดใหญ่และมีกิ่งจำนวนมาก ได้หักโค่นลงมาทั้งลำต้น โดยรากของต้นไม้มีแต่รากฝอยไม่มีรากแก้ว ซึ่งเป็นส่วนที่ยึดลำต้นให้แข็งแรง ประกอบกับสถานที่ปลูกต้นไม้โดยรอบเป็นคอนกรีตทำให้พื้นผิวดินที่รากต้นไม้จะใช้ยึดเกาะมีไม่เพียงพอ จึงมิอาจจะต้านกระแสลมได้ และแม้ว่าสภาพอากาศในวันเวลาเกิดเหตุจะเกิดพายุฝนฟ้าคะนองก็ตาม แต่ก็ไม่รุนแรงถึงขนาดที่จะหักโค่นต้นไม้ใหญ่ได้

          หากเทศบาลได้มีการวางแผนตัดแต่งกิ่งไม้ประจำปีงบประมาณ หรือได้พิจารณาถึงสถานที่ปลูกต้นไม้ และลักษณะของต้นไม้ที่เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ ซึ่งไม่มีรากแก้ว แล้วปฏิบัติหน้าที่ด้วยความระมัดระวังตามสมควรหรือเอาใจใส่ตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงของต้นไม้อันพึงสามารถคาดหมายได้ในภาวะเช่นนั้นก็ย่อมไม่เกิดเหตุดังกล่าว เหตุที่เกิดขึ้นจึงเป็นเรื่องที่เทศบาลอาจป้องกันได้ แต่มิได้ดำเนินการ ซึ่งมิใช่เหตุสุดวิสัยตามมาตรา 8 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

จึงถือว่าเทศบาลละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติในการควบคุมที่จอดรถของเทศบาล อันเป็นเหตุให้รถยนต์ของผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย อันเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ตามมาตรา 420 ประกอบมาตรา 434 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เทศบาลจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดี ได้แก่ ค่าซ่อมแซมรถยนต์และค่าขาดประโยชน์จากการนำรถไปใช้ในการรับจ้างหารายได้ ซึ่งเป็นค่าเสียหายที่เป็นผลโดยตรงมาจากการกระทำละเมิดของเทศบาล (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. 307/2562)

คดีนี้เป็นบรรทัดฐานการปฏิบัติราชการที่ดี สำหรับเทศบาลที่มีหน้าที่ความรับผิดชอบดูแลบำรุงรักษาถนนหนทาง บาทวิถี รวมทั้งพื้นที่ที่อนุญาตให้ประชาชนสามารถจอดรถได้หรือหน้าที่ด้านอื่นๆ เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน จะต้องใช้ความระมัดระวัง หมั่นคอยตรวจสอบ เอาใจใส่ดูแลบำรุงรักษาอย่างเพียงพอและสม่ำเสมอ พึงระวังในสิ่งที่คาดหมายได้ว่าอาจเกิดความไม่ปลอดภัยขึ้นเพื่อป้องกันปัญหา โดยเฉพาะช่วงเวลาที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดเหตุ เช่น ฝนตก ลมแรง ดังในคดีที่นำมาเล่าเป็นอุทาหรณ์นี้ ซึ่งหากเป็นกรณีที่อาจใช้ความระมัดระวังไม่ให้เกิดเหตุอันจะนำมาซึ่งอุบัติภัยได้ ย่อมไม่ถือเป็นเหตุสุดวิสัย ซึ่งเมื่อเทศบาลไม่ใช้ความระมัดระวังในการดูแลตามอำนาจหน้าที่ทำให้เกิดความเสียหายขึ้น ย่อมไม่อาจปฏิเสธความรับผิดที่จะต้องชดใช้ค่าเสียหายนั้นครับ !!

(ปรึกษาคดีปกครองได้ที่สายด่วนศาลปกครอง 1355)

อย่าทำร้ายประชาชน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/377396?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อย่าทำร้ายประชาชน

28 มิถุนายน 2562 – 08:20 น.
อย่าทำร้ายประชาชน,การเมืองไทย
เปิดอ่าน 1,329 ครั้ง

บทบรรณาธิการ นสพ.คมชัดลึก ฉบับวัน

ไม่รู้ว่ามีใครคิดเหมือนกันหรือเปล่าว่า ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา “การเมืองไทย“ ไม่เคยมีแสงสว่างในปลายอุโมงค์ให้ได้เห็น โดยเฉพาะเรื่องของความ ”สามัคคี ปรองดอง สมานฉันท์“ ที่ใครต่อใครมุ่งหวังน่าจะเป็นเรื่องเพ้อฝันไปวันๆ เท่านั้น..กลับกันถ้าเป็นเรื่อง ”อาฆาต มาดร้าย จองเวร ห้ำหั่น” เพื่อให้ฝั่งตรงข้ามล้มหายตายจากกันไปข้างนึงนั้น สิ่งนี้น่าจะเป็นภาพที่ชัดมากในการเมืองยุคปัจจุบัน..วันนี้ในสถานการณ์ที่ประเทศชาติกำลังบอบช้ำและต้องการความร่วมแรงร่วมใจของบรรดานักการเมืองไทยเพื่อพาประเทศให้พ้นจากปากเหวในเร็ววัน แต่จนแล้วจนเล่าการเมืองไทยและบรรดาผู้เล่นจากค่ายต่างๆ ก็ทำให้คนไทยเห็นว่า เราสามารถพึ่งพาพวกคุณได้จริงหรือ..?

สิ่งที่กล่าวมาข้างต้นหลายคนอาจค่อนแคะว่ามองโลกในแง่ร้าย และมีอคติกับ “การเมืองไทย” มากไป แต่เชื่อเถอะมันคือ “เรื่องจริง” และมันเปล่าประโยชน์ที่จะมัวมานั่งมองอะไรแบบโลกสวย โดยเฉพาะพฤติกรรมของนักการเมืองไทยนั้น คงไม่ต้องสาธยายให้เปลืองน้ำหมึก….แค่ช่วงหลังการเลือกตั้งวันที่ 24 มีนาคม ที่ผ่านมา คนไทยได้เห็นและสัมผัสกับการเล่นการเมืองในทุกรูปแบบ..ตลอดเวลากว่า 3 เดือนเราได้เห็นภาพความวุ่นวายของการเมืองไทยต่างๆ นานา ทั้งการห้ำหั่น ชิงดี ชิงเด่น ต่อรอง ยื้อแย่งเก้าอี้โดยยึดผลประโยชน์ของตนและพวกพ้องเป็นหลัก ส่วน “ประเทศชาติ” รอไปก่อน

นับตั้งแต่วันเลือกตั้งจนถึงปัจจุบันคนไทยต่างเอือมระอาไปกับภาพการแย่งโควตารัฐมนตรีในกระทรวงต่างๆ ของบรรดานักการเมืองที่ไม่เคยสนใจว่าการกระทำเหล่านี้อาจทำให้ประเทศชาติกลายเป็นอัมพาตไม่สามารถเดินหน้าไปต่อได้ และเมื่อใครไม่สมหวังก็ออกมาตีโพยตีพายทวงสัญญา พร้อมยื่นคำขาดว่าอาจจะต้อง “ตีจาก” โดยใช้วาทะสวยหรูให้ดู “แพง” กับคำว่า “ฝ่ายค้านอิสระ” ซึ่งสุดท้ายมันก็ได้ผล เพราะในสถานะรัฐบาลที่มีเสียงปริ่มน้ำ “ท่านผู้นำ” จะทำอะไรไปได้มากกว่าคำว่า “ยอมจำนน”

 ขณะเดียวกันการเมืองนอกสภาก็เล่นแรงกันถึงขนาดทำให้ “จำกันไปจนวันตาย” นักการเมืองสองฝั่งเลือกที่จะเดินหน้าเชือดคอศัตรูอย่างเลือดเย็นชนิดตาต่อฟันต่อฟันด้วยการเปิด “แผลเก่า แผลสด” หรือเรื่องที่เป็น “ชะนักติดหลัง” ติดตัวมาให้เจ็บแสบ หลายครั้งที่การเมืองใช้ “ศาลสถิตยุติธรรม” เป็นเครื่องมือห้ำหั่นฝ่ายตรงข้าม โดยไม่สนว่าความผิดพลาดเมื่อคราก่อนเกิดจากเจตนาดี หรือร้าย และหากไม่สมหวังดังใจคนเหล่านี้ก็จะใช้ความช่ำชองของ “ลมปาก” ออกมากดดันให้ร้าย “ศาล” ว่าตาชั่งเอียงบ้าง โดยไม่คำนึงถึงเหตุผลทางข้อกฎหมายที่ศาลท่านแจกแจงให้ฟังอย่างครบถ้วนกระบวนความ

แม้สิ่งที่เกิดขึ้นจะเป็นเรื่องทำใจยอมรับได้ แต่คนไทยคงต้องทนอยู่กับมันไปอีกนาน.. แต่สิ่งนึงที่อยากจะฝากข้อคิดถึงบรรดา “นักการเมือง” ที่อาสาเข้ามาทำงานเพื่อบ้านเมืองสักเรื่องหนึ่งคือ..วันนี้ปัญหาของประเทศชาติเป็นเรื่องที่ต้องเร่งแก้ไขเร่งด่วน และมิอาจรั้งรอได้อีกต่อไป และหาก “การเมืองไทย” ยังคงยึดติดกับผลประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าส่วนรวมแล้ว “บ้านเมือง” คงต้องบอบช้ำต่อไปอย่างไม่รู้จบ และคนที่รับผลกระทบจากผลร้ายดังกล่าวก็คงหนีไม่พ้น “ประชาชน”…อีกตามเคย

นักการเมืองไทยบุญคุณไม่ทดแทน-ความแค้นต้องชำระ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/377245?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

นักการเมืองไทยบุญคุณไม่ทดแทน-ความแค้นต้องชำระ

28 มิถุนายน 2562 – 00:00 น.
นักการเมือง,ดับเครื่องชน
เปิดอ่าน 9,323 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

การเลือกตั้งผ่านไปหลายเดือนแล้วแต่แทนที่ประชาชนจะสบายอกสบายใจแต่กลับกลายเป็นเรื่องวุ่นวายไม่รู้จบเพราะบรรดานักการเมืองไทยบางคนเล่นแรงฟ้องร้องกันไม่รู้จบ

ต่างฝ่ายต่างอ้างกฎหมายเข้าใส่กันคือคดี ‘ถือหุ้นสื่อ’ ซึ่งไม่เฉพาะส.ส.ที่เข้าข่ายถูกตรวจสอบแต่มีผู้ร้องเรียนลุกลามขยายไปถึงส.ว.อีกด้วย

คนไทยชอบอ้างอิงคำพูดในหนังสือนวนิยายจีนว่า ‘บุญคุณต้องทนแทน-ความแค้นต้องชำระ’ แต่เวลานี้มีแต่การชำระความแค้นอย่างเดียวแต่ไม่มีการทดแทนบุญคุณ

‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ นายกรัฐมนตรี ประกาศว่ากลางเดือนกรกฎาคมนี้จะประกาศรายชื่อรัฐมนตรีหรือได้รัฐบาลใหม่เข้ามาบริการประเทศตามระบอบประชาธิปไตย แต่ดูตามสถานการณ์แล้วยังจบไม่ลงเพราะมีการตีกลับบุคคลที่จะมาเป็นรัฐมนตรีจากหลายๆ พรรคร่วมรัฐบาล

‘รัฐมนตรีสีเทา’ หลายคนมีประวัติไม่ดี เข้ามาร่วมรัฐบาลแล้วจะเป็นตัวสร้างปัญหาหรือเป็นจุดอ่อนโดยฝ่ายค้านโจมตีและยิ่งรัฐบาลมีเสียงปริ่มน้ำด้วยแล้วเหมือนเรือมีรอยรั่ว พอโดนพายุการเมืองกระหน่ำเรือก็จมลงได้

ช่วงเวลาที่ผ่านมาพรรคร่วมรัฐบาลต่างแย่งกระทรวงสำคัญที่เรียกว่า ‘กระทรวงเกรด เอ’ กว่าจะตกลงกันได้ก็เหนื่อยแบ่งกระทรวงกันเหมือนแบ่งขนมเค้กฉลองวันเกิด

กระทรวงเกรด เอ หรือเกรดอะไรก็ตาม ถ้าได้รัฐมนตรีไร้ฝีมือแต่มีอิทธิพลบารมีเข้ามาตามโควตา    รัฐบาลก็จะอยู่ในสภาวะนับถอยหลัง หรือ ‘เคานท์ดาวน์’ อนิจจัง-อนิจจา ประเทศไทย
อ๊อด เทอร์โบ


ด้วยความห่วงใยเรื่อง ‘บัตรคนจน’ จึงขอเรียนมาให้ทราบว่าจะมีการแจกบัตรรอบ 3 แล้ว ภายในเดือนหน้ากรกฎาคม 2562

จึงขอให้ท่านผู้มีสิทธิ์ตรวจสอบหลักฐาน-ข้อมูลไว้ให้พร้อมเพื่อความสะดวกรวดเร็ว

อยากให้รัฐบาลแจก ‘บัตรคนจน’ นี้ต่อไปและอย่าไปนึกว่าเป็นการหาเสียงหรือการเมืองเพราะ ‘คนจน’ ตัวจริงมีมากกว่า ‘คนรวย’ ที่พูดกันให้เข้าใจง่ายๆ ว่า ‘รวยกระจุก-จนกระจาย’ คนรวยมั่งมีเงินล้นจนล้นฟ้า แต่คนจนแทบไม่มีข้าวกิน
อ๊อด เทอร์โบ


 ‘บัตรคนจน’ ลงทะเบียน
 เตรียมหลักฐานให้พร้อม

กรมบัญชีกลางได้ผลิตบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรคนจน ภายใต้โครงการไทยนิยม ยั่งยืน ในกลุ่มผู้พิการ ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง หรือผู้ที่ไม่สามารถเดินทางมาลงทะเบียนได้ในปี 2560 มีผู้มีสิทธิ์ที่ผ่านคุณสมบัติจำนวนทั้งสิ้น 3.140 ล้านราย

ผู้มีสิทธิ์ท่านใดที่ยังไม่ได้รับบัตรสวัสดิการ สามารถนำบัตรประจำตัวประชาชนตัวจริงไปแสดงตนเพื่อรับบัตรได้ที่สำนักงานคลังจังหวัดและกรุงเทพมหานคร ตามที่อยู่ปัจจุบันที่ได้ลงทะเบียนไว้ โดยจะขอให้ลงลายมือชื่อเพื่อเป็นหลักฐานยืนยันการรับบัตรสวัสดิการ ซึ่งผู้มีสิทธิ์สามารถรับได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 20 ธันวาคม 2562

หากไม่มารับภายในวันดังกล่าวจะถือว่าสละสิทธิ์ ซึ่งหลังจากที่ผู้มีสิทธิ์ที่มารับบัตรเรียบร้อยแล้วจะเริ่มใช้สิทธิ์ได้หลังจากรับบัตรไปแล้ว 2 วัน เนื่องจากต้องดำเนินการเปิดสิทธิ์ของบัตรเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ที่ไม่มีสิทธิ์แอบอ้างนำเงินในบัตรไปใช้

ในการจัดทำบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ครั้งที่ 3 ประมาณ 19,000 ราย คาดว่าจะดำเนินการผลิตแล้วเสร็จและแจกบัตรได้ภายในต้นเดือนกรกฎาคมนี้ ประมาณ 12,000 ราย ส่วนที่เหลืออีก 17,000 รายยังไม่สามารถผลิตได้ เนื่องจากผู้มีสิทธิ์บางรายมีข้อมูลไม่ครบถ้วน อาทิ ไม่มีรูปภาพ เพราะยังไม่ได้ทำบัตรประจำตัวประชาชนแบบสมาร์ทการ์ด หรือกรณีข้อมูลที่ลงทะเบียนไว้ไม่ตรงกับข้อมูลจากทะเบียนราษฎร”

ขอให้ผู้มีสิทธิ์บางรายที่ไม่แน่ใจว่าข้อมูลของตนถูกต้องหรือไม่ ไปติดต่อกับทีมไทยนิยม ยั่งยืน เพื่อดำเนินการแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้อง ซึ่งหากพ้นกำหนดระยะเวลาที่ดำเนินการผลิตบัตรในครั้งนี้ อาจทำให้หมดสิทธิ์ในการรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ


ศึกภายใน “รัฐบาลประยุทธ์ 2” เข้มข้น

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/377222?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ศึกภายใน “รัฐบาลประยุทธ์ 2” เข้มข้น

27 มิถุนายน 2562 – 13:45 น.
กระดานความคิด,รัฐบาลประยุทธ์ 2
เปิดอ่าน 7,725 ครั้ง

คอลัมน์…  กระดานความคิด   โดย…   ร่มเย็น

การจัดตั้ง “ครม.ประยุทธ์ ภาค 2” กำลังเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองและถูกจับตามองอย่างมาก โดยเฉพาะโผ ครม.ที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งในกระทรวงต่างๆ ตามโควตาของพรรคการเมืองที่เข้าร่วมรัฐบาล ซึ่งอยู่ระหว่างการนำรายชื่อทั้งหมดไปตรวจสอบคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ หรือคุณสมบัติต้องห้ามต่างๆ ก่อนจะนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย

เมื่อวันก่อน “สวนดุสิตโพล” ได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ กรณี “โผ ครม.ประยุทธ์ ภาค 2” จำนวนทั้งสิ้น 1,254 คน โดยมีคำถามที่น่าสนใจว่าประชาชนคิดอย่างไรกับโผ ครม.

อันดับหนึ่งเลยตอบว่า ปัญหาเยอะมีแต่เรื่องผลประโยชน์ การต่อรองแย่งเก้าอี้กันวุ่นวายคิดเป็น 32.81%

หลังเลือกตั้งตามกติการัฐธรรรมนูญ 60 ได้เกิดปรากฏการณ์ทางการเมืองหลายอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน  เริ่มตั้งแต่สภาผู้แทนราษฎรชุดนี้มีจำนวนพรรคการเมืองมากที่สุดในประวัติศาสตร์ถึง 27 พรรคการเมือง จากเดิมที่เคยมีสูงสุด 23 พรรคการเมืองในสมัย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช

ส่วนพรรคร่วมรัฐบาลก็มีจำนวนมากสุดถึง 19 พรรคการเมือง จากที่ในอดีตมีมากสุดคือ 9 พรรคร่วมรัฐบาล

และที่ผ่านมา “รัฐบาลผสม” อยู่ไม่ครบเทอม 4 ปีทั้งสิ้น โดยอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 1 ปีครึ่ง นั่น…ขนาดยังไม่ถึงรัฐบาลผสม 19 พรรค

อีกทั้งการจัดตั้งรัฐบาลในครั้งนี้ก็ค่อนข้างนาน โผ ครม.เปลี่ยนไปมาหลายรอบ จึงเป็นอาการที่ไม่ดี และส่งสัญญาณให้เห็นว่ายาก กว่าที่จะทาบทามแต่ละพรรคการเมืองมาร่วมรัฐบาลได้ ต่อรองตำแหน่งกันจนถึงวินาทีสุดท้าย

และเมื่อจัดตั้ง “รัฐบาลผสม” ได้แล้ว ความน่าห่วงก็อยู่ที่การขับเคลื่อน “รัฐนาวา” ให้ไปรอด เนื่องจากแต่ละพรรคร่วมรัฐบาล ก็มีนโยบายของตนเองที่เป็นจุดขายและหาเสียงไว้กับประชาชนตอนเลือกตั้ง ซึ่งจะต้องทำให้ได้ มิเช่นนั้นเลือกตั้งครั้งหน้าพรรคการเมืองนั้นก็ลำบาก อีกทั้งแต่ละพรรคก็จองคนละกระทรวง สองกระทรวง  แล้วเวลาจะมาทำงานร่วมกัน จะทำงานร่วมกันได้หรือไม่ในเรื่องนโยบาย

ขณะที่บางนโยบายกลับขัดกัน อย่างพรรคประชาธิปัตย์ ตอนที่เข้าร่วมรัฐบาล ได้ยื่นเงื่อนไขชัดเจนว่าต้องการให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่พรรคพลังประชารัฐค่อนข้างมีจุดยืนไม่ต้องการให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยอ้างว่ารัฐธรรมนูญปี 60 ที่ใช้บังคับอยู่ผ่านการทำประชามติมาแล้ว เป็นจุดที่ขัดแย้งกันเอง

หรือพรรคภูมิใจไทย ชัดเจนเรื่องนโยบายกัญชาเสรี  ซึ่งเป็นนโยบายที่ตอนนี้คนจำได้มากที่สุดกว่านโยบายของทุกพรรคการเมือง แล้ว…พรรคร่วมรัฐบาลจะทำอย่างไรกับเรื่องนี้

หรืออย่างพรรคพลังท้องถิ่นไท ที่มีนโยบายกระจายอำนาจ รวมทั้งการเลือกตั้งผู้ว่าฯ แต่ฟังจากที่ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พูดหลังเข้าพิธีรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งถือว่าเป็นนโยบายของรัฐบาล กลับไม่มีเรื่องการกระจายอำนาจอยู่เลย และหากมองย้อนไปจาก 5 ปีของรัฐบาล คสช. มีแต่จะรวมศูนย์อำนาจ

ดังนั้น “ศึกภายใน” ของพรรคร่วมรัฐบาล จึงเข้มข้นที่สุด ที่จะสั่นคลอนรัฐบาล มิใช่ “ฝ่ายค้าน”

และ “รัฐบาลประยุทธ์ภาค 2” จะไม่มีช่วงเวลา “ฮันนีมูน” ตั้งแต่วันแรก ซึ่งปกติแล้วทุกรัฐบาลจะมีช่วง “ฮันนีมูน” ระยะสั้นๆ 3 เดือน 6 เดือน แต่ พล.อ.ประยุทธ์จะเป็นนายกฯ ที่เรียกว่า “เป็ดง่อย” ตั้งแต่วันแรก เพราะรัฐบาลมีเสียงเกินครึ่งมาแค่ 4 เสียง และเมื่อเป็นรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ “รัฐนาวา” ก็พร้อมที่จะอับปางได้ทุกเมื่อ ไม่ต้องถึงขนาดพรรคประชาธิปัตย์หรือพรรคภูมิใจไทย แค่พรรค 10 ที่นั่ง 3 ที่นั่ง 2 ที่นั่ง ถอนตัว รัฐบาลก็ลำบากแล้ว จะผ่านร่างกฎหมายแต่ละฉบับ จะต้องนั่งนับหัว ส.ส.กันทุกครั้ง เรียกว่าเข้าห้องน้ำก็ไม่ได้ ลาป่วย ลากิจ ก็ไม่ได้  เพราะว่า เมื่อ “ปริ่มน้ำ” ทุกเสียงมีความหมาย

“มีข้อมูลว่าในอดีต รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ การโหวตในสภาแต่ละครั้ง ต้องมีการซื้อเสียง การซื้อเสียงในที่นี้ไม่ใช่นักการเมืองซื้อเสียงจากชาวบ้าน แต่ไปเกิดขึ้นในทีี่ประชุมสภาระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกันเพื่อให้ร่างกฎหมายสำคัญผ่านสภาให้ได้ มิเช่นนั้นรัฐบาลก็ล่ม เพราะว่ารัฐบาลผสมส่วนมากทีี่ไปไม่รอด ไม่ใช่เพราะฝ่ายค้าน แต่ไม่รอดเพราะความขัดแย้งในพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกันเอง ต่อรอง แบ่งเค้ก กันไม่ลงตัว ก็จะมีพรรคร่วมถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล สุดท้ายรัฐบาลก็ล่ม”

ต้องจับตาว่า พล.อ.ประยุทธ์จะทำอย่างไรเพื่อให้รัฐบาลเดินหน้าไปได้ ไม่ล่มภายในระยะเวลาอันสั้น โดยหากต้องการอยู่เกินอายุค่าเฉลี่ยของรัฐบาลผสม คือ อยู่ได้ 2-3 ปีขึ้นไป ก็ต้องใช้ “กำลังภายใน” เยอะ

“วิธีหนึ่งที่อาจเป็นไปได้ ก็คือ ดึง ส.ว.มาช่วย โดยต้องมีการตีความกฎหมายแบบพิสดารว่า ร่างกฎหมายทุกฉบับที่เข้าสภาเป็นกฎหมายเกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศ เพื่อให้ ส.ว.มาช่วยในการโหวตเสียงในสภาได้ เพราะว่าเมื่อเสีียงปริ่มน้ำ ลำพังอาศัยเพียงแค่เสียง ส.ส.คงไม่ได้ อีกทั้งไว้ใจพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกันก็ไม่ได้  ดังนั้นก็ต้องอาศัยกลไกของ ส.ว.มาช่วยโหวตผ่านร่างกฎหมายให้ชนิดไม่แตกแถว ซึ่ง ส.ว.ทำให้เห็นมาแล้วในการโหวตเลือก พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี โดยไม่มีเสียงแตกแม้แต่เสียงเดียว”

อย่านึกว่าการให้ ส.ว.มาร่วมโหวตร่างกฎหมายจะเป็นไปไม่ได้ เพราะว่าตอนนี้ใช้ “หลักรัฐศาสตร์” กันแทบหมดแล้ว  ในขณะที่ “หลักนิติศาสตร์” พร่ามัว