เร่งสร้างวินัยสังคม

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/377805?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เร่งสร้างวินัยสังคม

2 กรกฎาคม 2562 – 07:56 น.
เร่งสร้างวินัยสังคม,เมาแล้วขับ,วินัยจราจร
เปิดอ่าน 1,715 ครั้ง

บทบรรณาธิการ นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันอังคารที่ 2 กรกฎาคม 2562

มีความเห็นเรื่องการเพิ่มโทษทางอาญา กับผู้ทำผิดกฎหมายจราจรโดยเฉพาะคดีเมาแล้วขับ จากนายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม อันน่าจะเป็นอีกแนวคิดหนึ่งเพื่อประกอบการพิจารณาเสาะหามาตรการต่างๆ เพื่อลดคดีเมาแล้วขับ หรือคดีจราจรอื่นๆ หลังจากที่มีข้อเสนอจากสังคมมาอย่างต่อเนื่องให้ลงโทษสถานหนัก ไม่รอการลงโทษ และลุกลามไปถึงคำชี้แนะให้พนักงานสอบสวนเพิ่มโทษฐานฆ่า และพยายามฆ่าผู้อื่น สืบเนื่องจากกรณี “เสี่ยเบนซ์” ขับรถชนประสานงากับรถของนายตำรวจกองปราบปราม เป็นเหตุให้ฝ่ายหลังเสียชีวิตพร้อมภรรยา สร้างความสูญเสียให้แก่ครอบครัวของนายตำรวจอย่างใหญ่หลวง ขณะที่กระแสสังคมก็เรียกร้องให้ทบทวนกฎหมายจราจรในคดีเมาขับ

 เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมมองว่า การแก้ปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่แก้ด้วยการเพิ่มโทษ เพราะไม่ใช่ทางออกทางอาชญาวิทยา แต่ต้องสร้างการรับรู้ของสังคมให้ช่วยกันรณรงค์ป้องกัน ต้องทำแบบบูรณาการ ตั้งแต่ครอบครัว สถานศึกษา ทุกองคาพยพในสังคมต้องช่วยกัน ต้องสร้างวัฒนธรรมการปฏิบัติตามกฎหมายที่ดี ซึ่งดีกว่าการลงโทษที่รุนแรง สำหรับข้อเสนอไม่ให้ใช้การรอลงอาญากับคดีเมาแล้วขับนั้น นายสราวุธเห็นว่า การรอลงอาญาเป็นช่องทางหนึ่งซึ่งเห็นว่า การจำคุกระยะสั้นไม่เกิดประโยชน์อะไร แทนที่จะให้เขากลับตัวเป็นคนดีและเยียวยาชดใช้ให้สังคม กับการลงโทษเพื่อแก้แค้นทดแทน ต้องชั่งน้ำหนักให้ดี กลไกกฎหมายเรื่องการใช้ดุลพินิจรอการลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 มีไว้เพื่อสร้างความสมดุลในการพิจารณาแต่ละเรื่อง ไม่สามารถลงโทษตามกระแสหรือความสะใจของแต่ละคน

 คำว่า กระแสกับความสะใจของแต่ละคนนั้น จะสังเกตได้ว่า เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง โดยเฉพาะในยุคสังคมออนไลน์ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูล และแสดงความเห็นได้อย่างกว้างขวางไร้ขีดจำกัด บ่อยครั้งเมื่อเกิดคดีขึ้น ก็จะเกิดกระแสถาโถมโหมใส่ ถึงระดับที่เรียกว่าไวรัลเลยก็มี ไม่เฉพาะแต่กรณีเมาแล้วขับเท่านั้น หากแต่ยังรวมถึงคดีอาญาอื่นๆ ที่สังคมสะเทือนใจ ก็จะเรียกร้องให้ลงโทษผู้กระทำผิดอย่างรุนแรง เช่นคดีข่มขืน ที่มีผู้เสนอให้ลงโทษประหารชีวิต คดีอาญาบางคดี สังคมรู้สึกว่า ศาลตัดสินเบาเกินไป ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เป็นเรื่องของ “อารมณ์” มากกว่าหลักการและเหตุผลทางกฎหมายอาญาทั้งสิ้น ตัวอย่างที่มีให้เห็นว่า การลงโทษรุนแรงไม่ได้ทำให้คนจะทำผิดหวาดกลัวก็คือคดียาเสพติด ที่แม้จะมีโทษประหาร การลงโทษจะไม่ได้รับลดหย่อนใดๆ แต่สถิติทางคดีก็ไม่ได้ลดลง

ความผิดเมาแล้วขับ และปัญหาวินัยจราจรของคนไทย เป็นเรื่องเรื้อรังทางวัฒนธรรมมาอย่างยาวนาน เหตุผลก็คือ สังคมไม่ได้ฝึกฝนผู้คนให้เคารพระเบียบวินัย กฎกติกา และแม้กระทั่งกฎหมายที่มีบทลงโทษ การเพิ่มโทษให้รุนแรงขึ้นจึงไม่ใช่ทางออกที่ดีอย่างเช่นที่เลขาธิการศาลฯ ว่าไว้ แต่อย่างไร สังคมไทยก็ต้องเอาชนะปัญหานี้ให้ได้ จึงขึ้นกับว่า จะเริ่มต้นอย่างไรมากกว่า การแก้ปัญหาที่ปลายเหตุด้วยการแก้แค้นเอาคืน ซึ่งตามกฎหมายแล้ว ผู้มีหน้าที่ “ชำระแค้น” ให้แก่ผู้เสียหายก็คือ การลงโทษตามกระบวนการยุติธรรม แต่ก็เป็นไปตามหลักกฎหมายและความเหมาะสมกับความผิด ไม่ใช่สนองหรือเอนเอียงไปตามกระแส เมื่อชัดเจนว่า การเพิ่มโทษไม่ได้ช่วยอะไร จึงควรพิจารณาว่า จะสร้างวัฒนธรรมและกระบวนการเรียนรู้เพื่อไปสู่ชาติที่มีระเบียบวินัย เคารพกฎหมายอย่างเคร่งครัดได้อย่างไร นี่คือโจทย์ยากอีกข้อหนึ่งของการปฏิรูปด้านสังคม

“จตุพร”มองอนาคตบิ๊กตู่”จะดูว่าอดทนกับกิเลสนักการเมืองได้ไหม?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/377675?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“จตุพร”มองอนาคตบิ๊กตู่”จะดูว่าอดทนกับกิเลสนักการเมืองได้ไหม?

1 กรกฎาคม 2562 – 15:05 น.
จตุพร พรหมพันธุ์,นปช
เปิดอ่าน 2,066 ครั้ง

โดย…  ทีมข่าวการเมือง เครือเนชั่น

จตุพร พรหมพันธุ์” ประธานนปช., อดีตส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และกองเชียร์พรรคเพื่อชาติ มองการฟอร์ม ครม.ประยุทธ์ 2 ที่รวมตัวกัน 19 พรรคตั้งรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ 254 เสียง และอนาคตทางการเมืองของรัฐบาลผสมชุดนี้ไว้อย่างไร

“ขอให้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เดินไปให้สุดทางท่ามกลางการเรียนรู้ประชาธิปไตยของคนไทยที่จะเริ่มเห็นภัยของการสืบทอดอำนาจที่สร้างผลเสียให้บ้านเมืองอย่างไร

ส่วนการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนนั้น ต้องเริ่มที่การแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อให้คนที่เห็นต่างมาแก้ไข แม้รู้ว่ามันทำได้ยากในรัฐบาลนี้ เพราะยังมี 250 ส.ว.อยู่อีก 5 ปี

วันข้างหน้า สมมุติว่า พล.อ.ประยุทธ์จะจากไป แต่ปัญหาของประเทศยังไม่ได้จากไปด้วยหากยังมีรัฐธรรมนูญฉบับนี้อยู่

ต้องยอมรับกันว่าประชาชนมีสองความเห็นจากการเลือกตั้งครั้งล่าสุด ดังนั้นมันเป็นหน้าที่ของประชาชนที่จะได้เห็นพิษของกฎหมายหลักของประเทศที่บังคับใช้วันนี้

ดังนั้นการเสนอแก้กติกาของประเทศ กระแสของประชาชนมีพลังมากกว่า ส.ส.และ ส.ว. เพราะประวัติศาสตร์บอกไว้ว่าความต้องการของประชาชนมีพลังมากในด้านนี้ ดังนั้นจากนี้ต้องเร่งทำความเข้าใจกับประชาชน และ 7 พรรคฝ่ายค้านควรไปรณรงค์ให้ประชาชนตื่นตัวและแสดงความต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

การบ้านอีกข้อหนึ่งที่ 7 พรรคฝ่ายค้านต้องทำคือ ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลนี้แบบเข้มข้น เพราะวันนี้สภาเปิดแล้ว”

          000 สังคมวันวานแบ่งสีเสื้อทางการเมือง วันนี้หากสังคมบางส่วนไม่เห็นด้วยกับที่มาของรัฐบาลนี้ จะเคลื่อนไหวต่อต้านนั้น ควรทำแบบใด
“การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไม่ควรมีการสูญเสียใดๆ วันนี้ประชาชนมีหน้าที่และส่วนร่วมกำหนดอนาคตของประเทศ และความตัองการของประชาชนนั้น สามารถพลิกเสียงข้างมากในสภาได้ ดังนั้นการเสนอแก้รัฐธรรมนูญที่สำเร็จนั้นมาจากความต้องการของประชาชน

ผมไม่อยากให้คิดว่าประชาชนจะมาชุมนุมบนถนน วันนี้การรณรงค์ที่มีผลคือโซเชียลมีเดีย และไม่จำเป็นเลยที่จะมาชุมนุมเรียกร้องบนถนน”

  000 การแบ่งสองสีสองขั้วในสังคมยังมีอยู่หรือไม่
“ที่ผ่านมามันคือวิวัฒนาการ ไม่ใช่สงครามสีเสื้อ แต่มันคือสงครามความคิดทางการเมือง วันนี้สังคมมีสงครามความคิดคือฝ่ายต้านการสืบทอดอำนาจที่เป็นประชาธิปไตยกับแนวทางเผด็จการ ความขัดแย้งทางความคิดของคนในสังคมเปลี่ยนไป พื้นที่ที่มีกว้างควรให้คนที่มีความเห็นต่างกันมาร่วมมือกันเพื่อให้บ้านเมืองรอดพ้นปัญหา

ผมเปิดกว้างรับฟังทุกฝ่ายแลกเปลี่ยนความคิดกัน เชื่อว่าทุกคนรักประชาธิปไตย แต่มีมุมแตกต่างในรายละเอียดบ้าง ควรให้เวลาหล่อหลอมสิ่งที่จะเกิดคือจุดเปลี่ยนและควรติดตามความเดือดร้อนของประชาชนด้วย

   000 การชุมนุมบนถนนจะเกิดหรือไม่
“บทเรียนที่ผมมีอยู่กว่า 30 ปีในชีวิตบอกไว้ว่า บางเวลาผมจะลุกขึ้นสู้ บางเวลาจะร่วมขบวนการของสังคมดังนั้นผมรู้ดีว่าควรเดินแบบใดในวันขัางหน้าที่จะนำความสำเร็จทางประชาธิปไตยมาสู่สังคมแบบไม่จำเป็นต้องสู้รบตลอดเวลา บางครั้งอยู่นิ่งๆ ก็ชนะได้ เพราะหากไม่นิ่งก็จะแพ้ ดังนั้นทุกอย่างขึ้นอยู่กับสถานการณ์”

          000 การแก้รัฐธรรมนูญนั้นเงื่อนไขเยอะมาก เมื่อบวกกับการทำนายของหลายคนที่มองว่ารัฐบาลใหม่อาจอยู่ไม่นานแบบนี้จะทำได้ทันหรือไม่
“หากทุกอย่างอยู่ถูกเวลาก็ทำได้ทัน ปี 2535 การเสนอแก้รัฐธรรมนูญก็ทำได้ใน 1 วัน การแก้รัฐธรรมนูญนั้นต้องมีเสียงข้างมากของ ส.ส.และ ส.ว. 1 ใน 3 ลงมติเห็นชอบเพราะกติกาล็อกไว้ หากว่าประชาชนเห็นชอบ ผมเชื่อว่า ส.ส.และส.ว.จะทำตามความต้องการของประชาชน ย้ำว่าหลายเหตุการณ์ในสังคมที่เกิดขึ้นนั้นมันมาจากสังคมเห็นพ้อง

          000 ภาพการตั้งรัฐบาลชุดนี้บางคนบอกว่าค่อนข้างติดลบ และในวันข้างหน้ารัฐบาลใหม่จะทำงานแบบถูลู่ถูกังหรือไม่
“ในอดีตรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร, พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ก็มาจากการยึดอำนาจ และต่อมาก็มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของตัวเอง แต่ก็อยู่ไม่ได้

ปัญหาอยู่ที่ว่าเมื่อใดที่คนไทยหมดความอดทนประวัติศาสตร์บอกไว้ว่าบางเรื่องที่เกิดขึ้น เมื่อมันอยู่ถูกที่ถูกเวลาจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงแบบอัศจรรย์

วันนี้ต้องรอดูความอดทนของ พล.อ.ประยุทธ์ว่าจะมีแค่ไหน เพราะแรงกดดันจะมาจากพรรคร่วมรัฐบาล, กลุ่มต่างๆ ในพรรคพลังประชารัฐ เพราะแต่ละฝ่ายมีความต้องการที่ พล.อ.ประยุทธ์ต้องตอบสนองและคงสนองตอบไม่ได้ทั้งหมด การตอบสนองดังกล่าวมันท้าทายมโนธรรมของสังคมไทย”

    000 มองว่า พล.อ.ประยุทธ์จะอดทนได้นานเพียงใด
“มองแบบไม่อคติ เชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์วางแผนและเตรียมตัวมาดีที่มายืนในจุดนี้ในตอนนี้ แต่สัจธรรมการเมืองนั้น วันนี้ไม่เหมือน 5 ปีที่แล้ว พล.อ.ประยุทธ์กำหนดไม่ได้ทุกเรื่อง โดยเฉพาะกิเลสนักการเมือง วันนั้น พล.อ.ประยุทธ์เบ็ดเสร็จเด็ดขาดทุกกรณีได้ แต่วันนี้ไม่ใช่วันนั้น พล.อ.ประยุทธ์กำหนดพฤติกรรมนักการเมืองไม่ได้ วันนี้หลายคนที่ไปร่วมรัฐบาลนี้เชื่อว่ารัฐบาลนี้อยู่ไม่นาน ดังนั้นใครที่ไปร่วมรัฐบาลต่างจะแสวงหาผลประโยชน์ให้พรรคของตัวเองแบบเร็วที่สุด ตรงนี้ พล.อ.ประยุทธ์คงทนไม่ได้ ทางออกมีแค่ลาออกกับยุบสภา ดังนั้น หากไม่เร่งแก้กติกาหลัก เลือกตั้งครั้งหน้าก็ใช้กติกานี้ ปัญหานี้ก็ยังอยู่กับสังคม”

  000 ยึดอำนาจครั้งที่ 20 มีแนวโน้มเกิดขึ้นหรือไม่
“เกิดขึ้นได้ เพราะมันไม่เคยมีครั้งสุดท้ายในประวัติศาสตร์ ยิ่งสถานการณ์แบบนี้คนที่จะลงมืออ้างเหตุผลได้มากมาย ผมภาวนาไม่ให้มันเกิดขึ้นนั้นไม่ได้ แต่มันอยู่ที่คนไทยจะช่วยไม่ให้มันเกิดขึ้นได้มากกว่า”

“ไซเบอร์เซ็กส์”ผิดกฎหมายไทยหรือไม่?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/377297?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ไซเบอร์เซ็กส์”ผิดกฎหมายไทยหรือไม่?

1 กรกฎาคม 2562 – 15:05 น.
ไซเบอร์,เซ็กส์,ผิดกฎหมาย
เปิดอ่าน 2,876 ครั้ง

โดย…  ทีมข่าวรายงานพิเศษ

ช่วงนี้สื่อยักษ์ใหญ่หลายแห่งทั่วโลกเผยแพร่ภาพเด็กสาวเกาหลีโรยตัวหนีลงมาจากตึกลึกลับในประเทศจีน หลังถูกขังเป็นเหยื่อให้กลุ่มคนโรคจิตใช้ “ไซเบอร์เซ็กส์” มีเพศสัมพันธ์กับเด็กผ่านโลกออนไลน์อยู่หลายปี จนกลายเป็นคำถามว่า เซ็กส์แบบนี้ผิดกฎหมายไทยหรือไม่ !?!

ต้นปี 2562 องค์กรเอ็นจีโอ “เคเอฟไอ” (Korea Future Initiative : KFI) ที่ให้ความช่วยเหลือกลุ่มคนเกาหลีเหนือลี้ภัยในต่างประเทศ ได้เผยแพร่ภาพและเรื่องราวสุดแสนสะเทือนใจเกี่ยวกับเด็กหญิงเกาหลีเหนือหลายคนถูกข่มขืนและนำไปกักขังไว้ในประเทศจีน เพื่อให้ลูกค้าไซเบอร์เซ็กส์จากเกาหลีใต้เข้าไปใช้บริการพวกเธอผ่านโลกออนไลน์

“เคเอฟไอ” พยายามไม่ต่ำกว่า 2 ปี วางแผนช่วยเหลือเด็กถูกทารุณทางเพศกว่า 45 คน เด็กหญิงบางคนอายุแค่ 12 ปีเท่านั้น แต่ถูกบังคับให้ทำงานรับลูกค้าไซเบอร์เซ็กส์นานหลายวันโดยไม่ได้กินข้าว หลายคนโดนขังหลายปีตั้งแต่ยังเป็นเด็กจนกลายเป็นผู้ใหญ่ ส่วนใหญ่ลักลอบเข้าจีนเพราะโดนแก๊งค้ามนุษย์หลอกให้หนีออกจากบ้าน อ้างว่าจะหางานร้านอาหารในเกาหลีใต้หรือในจีนให้ทำ ปัจจุบันสถิติตัวเลขคนเกาหลีเหนือหลบหนีไปประเทศจีนแล้วถึง 2 แสนคน เพราะเดินทางเข้าชายแดนได้ง่ายกว่าไปเกาหลีใต้

“มิระ” และ “จียอน” 2 เด็กสาวถูกช่วยออกมาจากอพาร์ตเมนต์ที่พวกเธอถูกบังคับให้โชว์วาบหวิวแล้วถ่ายทอดสดผ่านกล้องโน้ตบุ๊กไปยังลูกค้าในเกาหลีใต้ หรือประเทศอื่นๆ โดย “มิระ” ถูกขังให้โชว์หวิวแล้วกว่า 5 ปี ส่วน “จียอน” โดนนานถึง 8 ปี

พวกเธอหนีออกมาได้เพราะความช่วยเหลือของ “บาทหลวง ชัน คีวอน” เนื่องจากลูกค้าคนหนึ่งของมิระซึ่งใช้บริการ “ไซเบอร์เซ็กส์” กับเธอมานานถึง 3 ปี รู้สึกสงสาร จึงช่วยติดต่อให้เธอได้คุยกับบาทหลวงผู้ให้ความช่วยเหลือกลุ่มแปรพักตร์จากเกาหลีเหนือมาหลายสิบปี กว่าจะวางแผนไต่เชือกกระโดดลงมาจากตึก วิ่งขึ้นรถหลบหนีไปชายแดน จากนั้นเดินเท้าผ่านเส้นทางลับอีกหลายสิบชั่วโมงเพื่อไม่ทิ้งร่องรอยให้ใครมาตามจับได้

ปฏิบัติการนี้ถูกวางแผนอย่างดี “ห้ามพลาดเด็ดขาด” เพราะถ้าพวกเธอถูกจับได้ ตำรวจจีนจะตั้งข้อหาเป็น “ผู้อพยพผิดกฎหมาย” แล้วส่งกลับไปเกาหลีเหนือทันที เพื่อให้ถูกคุมขังแล้วลงโทษอย่างทรมาน ในข้อหา “กบฏ”  จากเหตุการณ์สะเทือนใจที่เกิดขึ้นเพราะ “ไซเบอร์เซ็กส์” บริการรูปแบบนี้กลายเป็นประเด็นถกเถียงกันของ 2 กลุ่ม โดยกลุ่มหนึ่งเสนอให้เป็นเรื่องผิดกฎหมายอย่างเด็ดขาด เพราะเป็น “ช่องทางค้ามนุษย์ในโลกออนไลน์” รูปแบบใหม่ ไม่ว่าจะทำกับเด็กหรือผู้ใหญ่ก็ตาม แต่อีกฝั่งหนึ่งถือว่าเป็นเรื่องของ “เสรีภาพทางเพศ” เพียงแต่ห้ามทำกับเด็ก และถ้าเป็นผู้ใหญ่ต้องไม่มีการบังคับขืนใจอย่างเด็ดขาด

คนไทยหลายคนที่มีแฟนอยู่ประเทศอื่น หรือเคยมีประสบการณ์ “ไซเบอร์เซ็กส์” คงอยากรู้ว่า การกระทำเหล่านี้ผิดกฎหมายไทยหรือไม่ ?

รศ.คณาธิป ทองรวีวงศ์ ผู้อำนวยการสถาบันกฎหมายสื่อดิจิทัล มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายข้อมูลส่วนบุคคลและสังคมออนไลน์ อธิบายถึงลักษณะการกระทำอันเป็น “ไซเบอร์เซ็กส์” ว่า ก่อนอื่นต้องแยกให้ชัดเจนว่า ไม่มี “เด็ก” เข้ามาเกี่ยวข้อง เนื่องจากถ้ามี “เด็ก” เข้ามาเกี่ยวข้องเมื่อไร ผิดกฎหมายแน่นอนในข้อหาครอบครองสื่อลามกอนาจารเด็ก

แต่ถ้าเป็นการกระทำของผู้ใหญ่ 2 คน หรือหลายคน หากอายุ 18 ปีขึ้นไป แล้วอยากมีกิจกรรมทางเพศหรือมีเซ็กส์ในลักษณะโชว์รูปร่างของแต่ละฝ่ายให้เห็นผ่านจอคอมพิวเตอร์ แล้วช่วยตัวเองโดยไม่ได้สัมผัสเนื้อตัวจริง การทำแบบนี้บางประเทศถือว่า “ผิดกฎหมาย” ลักษณะลามกอนาจาร เช่น ฟิลิปปินส์ มีกฎหมายเรื่องนี้โดยเฉพาะและลงโทษรุนแรง หรือบางประเทศอาจแทรกความผิดอยู่ในกฎหมายอาชญากรรมคอมพิวเตอร์

อย่างไรก็ตามในหลายประเทศโดยเฉพาะกลุ่มประเทศยุโรป ถือว่าเรื่องนี้เป็นความพึงพอใจของสองฝ่าย เพราะไม่ต่างจากคนอยากมีเซ็กส์กันในห้องส่วนตัว เพียงแต่ใช้ระบบออนไลน์เท่านั้น ถือเป็นเสรีภาพส่วนบุคคล “ไม่ผิดกฎหมาย”

สำหรับประเทศไทยนั้น มีกฎหมาย 2 ฉบับเกี่ยวข้อง ได้แก่ “กฎหมายอาญา” และ “กฎหมายคอมพิวเตอร์” หรือ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ 2560 ในส่วนของกฎหมายอาญากำหนดความผิด “สื่อลามกอนาจาร” ต้องผลิต ส่งออกหรือเพื่อแสดงอวดแก่ประชาชน สรุปคือเป็นการเผยแพร่สู่สาธารณะเท่านั้นถึงจะเป็นผิด

“หากคนสองคนทำกันในห้องมิดชิด แม้ว่าจะอยู่คนละประเทศหรือคนละบ้าน ใช้ระบบออนไลน์ไซเบอร์เซ็กส์ ไม่ได้มีจุดประสงค์เผยแพร่อวดโชว์ให้อื่นร่วมดูด้วยกัน ถือว่าไม่ผิดตามกฎหมายอาญาของไทย ซึ่งเน้นเอาผิดผู้เผยแพร่สื่อลามกอนาจารออกสู่สาธารณะเท่านั้น แม้กระทั่งถ้าเป็นห้องแบบกลุ่มปิดในไลน์ หรือกลุ่มปิดในแอพพลิเคชั่นบางประเภทก็ถือว่าไม่ผิด”

ส่วน “พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ 2560” ได้กำหนดในมาตรา 14 วรรคสี่ ว่า ความผิดจะเกิดขึ้นต่อเมื่อ

“นําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดๆ ที่มีลักษณะอันลามกและข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้”

หมายความว่าต้องนำภาพลามกเข้าสู่ระบบที่ประชาชนทั่วไปเข้าถึงได้ ถ้าคน 2 คนเล่นไซเบอร์เซ็กส์กันถือว่าไม่ผิด แต่ถ้าใครแอบเอาภาพหรือวิดีโอที่เล่นเซ็กส์กันไปเผยแพร่ให้คนทั่วไปเห็น จึงจะถือว่าผิดตามกฎหมายฉบับนี้

“สรุปได้ว่าไซเบอร์เซ็กส์ไม่ว่าจะทำสองคนหรือหลายคน ถ้าไม่ได้เผยแพร่เปิดกว้างออกสู่สาธารณะถือว่าไม่ผิดกฎหมายไทย แต่ถ้าไม่ได้ทำด้วยความเต็มใจ แต่มีลักษณะข่มขู่บังคับให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดทำ หรือแบล็กเมล์แบบนี้ ถือว่าผิดกฎหมายข้อหาบังคับขืนใจ ต้องระวังให้ดี” ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายข้างต้นกล่าวเตือนทิ้งท้าย

แม้ว่า “ไซเบอร์เซ็กส์” หรือ “การมีเพศสัมพันธ์ผ่านระบบออนไลน์” หลายประเทศไม่ถือว่าผิดกฎหมาย รวมถึงประเทศไทย แต่ถ้ามีเด็กอายุต่ำกว่าสิบแปดปีเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะทำแบบปิดหรือเปิดสู่สาธารณะก็ตาม ถือว่าผิดกฎหมายสากลขั้นร้ายแรง

ที่ผ่านมากฎหมายไทยให้คำนิยาม “สื่อลามกอนาจารเด็ก” หมายถึง “วัตถุหรือสิ่งที่แสดงให้รู้หรือเห็นถึงการกระทำทางเพศของเด็กหรือกับเด็ก ซึ่งมีอายุไม่เกิน 18 ปี โดยรูป เรื่อง หรือลักษณะสามารถสื่อไปในทางลามกอนาจาร ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบของเอกสาร ภาพเขียน ภาพพิมพ์ ภาพระบายสี สิ่งพิมพ์ รูปภาพ ภาพโฆษณา เครื่องหมาย รูปถ่าย ภาพยนตร์ แถบบันทึกเสียง แถบบันทึกภาพ หรือรูปแบบอื่นใดในลักษณะทำนองเดียวกัน และให้หมายความรวมถึงวัตถุหรือสิ่งต่างๆ ข้างต้น ที่จัดเก็บในระบบคอมพิวเตอร์หรือในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นที่สามารถแสดงผลให้เข้าใจความหมายได้”

ใครมีสื่อลามกอนาจารเด็กโดนโทษจำคุก 5 ปี หรือปรับ 1 แสนบาท ถ้าส่งต่อให้ผู้อื่น โทษเพิ่มเป็นจำคุกสูงสุด 7 ปี หากใครทำเพื่อการค้า แจกจ่าย หรือแสดงอวดแก่ประชาชน โทษจําคุก 3-10 ปี และปรับตั้งแต่ 6 หมื่นถึง 2 แสนบาท

กฎหมายเกี่ยวกับเซ็กส์เป็นเรื่องละเอียดอ่อน นักสิทธิมนุษยชนสากลมักใช้หลักการว่า “Adult& Alone” แปลง่ายๆ คือ เรื่องของ “ผู้ใหญ่” และ “ทำกันส่วนตัว” ถือว่าไม่ผิด !

“ไซเบอร์เซ็กส์” เป็น “เสรีภาพทางเพศ” แต่ถ้าเผยแพร่สู่สาธารณะ …ถือว่าลามกอนาจาร !

เร่งตั้งครม.ขับเคลื่อนประเทศ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/377750?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เร่งตั้งครม.ขับเคลื่อนประเทศ

1 กรกฎาคม 2562 – 14:50 น.
ครม,เศรษฐกิจไทย
เปิดอ่าน 933 ครั้ง

บทบรรณาธิการ นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันจันทร์ที่ 1 กรกฎาคม 2562

 ผ่านพ้นไปกว่า 3 เดือนนับแต่วันเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 ประเทศไทยเพิิ่งได้ตัวนายกรัฐมนตรีเป็นที่เรียบร้อย แต่การจัดตั้งคณะรัฐมนตรียังคงคาราคาซังไม่ลงตัวจากการแก่งแย่งต่อรองของนักการเมือง ส่งผลให้การบริหารประเทศติดๆ ขัดๆ เป็นไปด้วยความเชื่องช้า ข้าราชการแต่ละกระทรวงรอดูทีท่าของรัฐมนตรีคนใหม่รวมถึงนโยบายที่จะออกมา ทำให้การขับเคลื่อนประเทศไม่มีประสิทธิภาพการแก้ไขปัญหาต่างๆ ต้องชะงักงันไปด้วย ส่งผลต่อภาพรวมทางเศรษฐกิจจนมีเสียงบ่นจากภาคธุรกิจให้ได้ยินถึงวาระเร่งด่วนที่ต้องการให้รัฐบาลช่วยเหลือในภาวะเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มชะลอตัว ทั้งในเรื่องการฟื้นฟูกำลังซื้้อในประเทศ การแก้ไขปัญหาความเลื่อมล้ำ กระตุ้นการส่งออก การแก้ไขปัญหาราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำ และเร่งลงทุนเมกะโปรเจกท์

นายบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒน์ กล่าวระหว่างจัดงานสหกรุ๊ปแฟร์ ที่ไบเทค บางนา เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่าเศรษฐกิจในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ถือว่าอยู่ในช่วงที่ “เลวร้าย” ที่สุด เนื่องจากได้ตัวนายกรัฐมนตรีแล้วแต่ยังไม่มีการจัดตั้งรัฐบาลซึ่งล่าช้ามาถึง 2-3 เดือน ทำให้กำลังซื้อระดับล่างหายไปอย่างชัดเจน ค่าครองชีพสูงขึ้น ส่วนอีกปัจจัยหนึ่งเป็นผลมาจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าถึง 30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าเกษตร และรายได้ของเกษตรกรที่ลดลง ดังนั้นเรื่องเร่งด่วนที่รัฐบาลควรทำเป็นอย่างแรกคือค่าบาทที่ช่วงนี้ควรอยู่ที่ระดับ 34 บาท แต่ต้องระวังการแก้ปัญหาค่าเงินบาท ขึ้นเร็วไป หรือลงเร็วไป ไม่ดี ต้องค่อยๆ ปรับให้อ่อนค่าลง พร้อมทั้งเสนอให้มีการตั้งคณะรัฐมนตรีแล้วเสร็จภายใน 1 เดือน ก่อนที่เศรษฐกิจจะเสียหายไปมากกว่านี้

ล่าสุดกระทรวงการคลังเตรียมปรับคาดการณ์ขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของไทย ลดลงจากปัจจุบันร้อยละ 3.8 สอดคล้องกับหลายหน่วยงานด้านเศรษฐกิจ เพราะยังเผชิญกับแนวโน้มการส่งออกชะลอตัว เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังพึ่งพาการส่งออกถึงร้อยละ 77 สำหรับภาวะเศรษฐกิจไทยเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากยอดจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มขยายตัวร้อยละ 5 เพราะการบริโภคในประเทศยังขยายตัวระดับน่าพอใจ ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ปรับลดลงมาอยู่ที่ 64.8 แม้ว่าการส่งออกติดลบร้อยละ 5.8 โดยเฉพาะการส่งออกไปตลาดจีนติดลบร้อยละ 7.2 ขณะที่การนำเข้าติดลบร้อยละ 0.6 สินค้าที่นำเข้าเพิ่มขึ้น ได้แก่ เชื้อเพลิง ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวสะท้อนจากนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทย 2.73 ล้านคน ชะลอลงร้อยละ 1 เป็นผลจากนักท่องเที่ยวจีนเป็นสำคัญทำให้รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติมีมูลค่า 134,560 ล้านบาท

 แม้ภาครัฐจะเชื่อมั่นว่าพื้นฐานเศรษฐกิจไทยมีความแข็งแรงมาก ตลาดหุ้นขยับขึ้นต่อเรื่อง ค่าเงินบาทแข็งค่าสะท้อนเศรษฐกิจยังดี และพื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังรองรับปัจจัยเสี่ยงที่ผ่านมาได้ดี ยังมีเงินทุนไหลเข้ามาลงทุนในประเทศไทย เพราะต่างชาติมองว่าพื้นฐานเศรษฐกิจไทยเข้มแข็งก็ตาม แต่หากการเมืองยังคงไม่มีความชัดเจนการจัดตั้งรัฐบาลเป็นไปด้วยความเชื่องช้า ยังคงมีความขัดแย้งในตัวบุคคลที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่ง คงเป็นเรื่องยุ่งยากในการสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุน อีกทั้งยังส่งผลต่อความเชื่อมั่นในเสถียรภาพของรัฐบาลในอนาคตอีกด้วย เพื่อเป็นการฝ่าฟันวิกฤติชาติให้ผ่านพ้นไปโดยเร็วหมดเวลาที่นักการเมืองจะมานั่งทะเลาะกันเพื่อแย่งชิงตำแหน่งเพื่อผลประโยชน์ตัวเองและพวกพ้องได้แล้ว นายกรัฐมนตรีจะต้องใช้ความเด็ดขาดตั้งคณะรัฐมนตรีขับเคลื่อนประเทศโดยเร็ว

ย้ำแล้วเตือนอีก..6สิ่งของต้องห้ามส่งทางไปรษณีย์!!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/377678?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ย้ำแล้วเตือนอีก..6สิ่งของต้องห้ามส่งทางไปรษณีย์!!

1 กรกฎาคม 2562 – 12:45 น.
สายตรวจระวังภัย,ไปรษณีย์ไทย,6 สิ่งของต้องห้าม,สารวัตรแย้
เปิดอ่าน 3,966 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย  โดย…  ทีมข่าวอาชญากรรม

ในห้วงหลายปีจวบจนปัจจุบันมักจะปรากฏข่าวการจับกุมของผิดกฎหมายที่ถูกส่งผ่านกล่องพัสดุทางไปรษณีย์ทั้งของเอกชนและรัฐวิสาหกิจ โดยเฉพาะปืนปากกาและยาเสพติดนานาชนิด พร้อมกับของต้องห้ามอีกหลายรายการ ที่หลายคนอาจยังไม่ทราบว่าเป็นสิ่งที่ฝ่าฝืน ส่งทางไปรษณีย์แล้วมีความผิด

สำหรับการจับกุมยาเสพติดที่ส่งกันทางไปรษณีย์ครั้งล่าสุดกลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจตลอดช่วงสัปดาห์ปลายเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา และถูกจับตามองว่าผลสรุปของคดีจะออกมาแบบไหน เพราะคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องระบุชื่อเป็นผู้รับพัสดุ คือ พ.ต.ท.พิเชษฐ เสาแบน หรือ “สารวัตรแย้” เนื่องจากมีพัสดุไปรษณีย์ระบุชื่อผู้ส่ง “พนมทวน แซ่หว่าง” ต้นทางจาก จ.บุรีรัมย์ จ่าหน้าถึงผู้รับคือ นายพิเชษฐ เสาแบน ที่บ้านเลขที่ 14/3 หมู่ 7 ต.ท่าน้ำอ้อย อ.พยุหะคีรี จ.นครสวรรค์ โดยมี นางประชุม มากบุญ ผู้เป็นแม่เซ็นรับพัสดุ ก่อนถูกตำรวจปราบปรามยาเสพติดเข้าคุมตัวไปสอบปากคำ เมื่อเปิดกล่องพัสดุพบยาไอซ์ 50 กรัม และยาอี 50 เม็ด ซึ่งตอนนี้คดีอยู่ระหว่างการสอบสวนขยายผล “สารวัตรแย้” อาจถูก “จัดฉาก” จากเครือข่ายค้ายาเสพติดที่เคียดแค้น หรืออาจจะพัวพันโดยตรงก็ยังไม่มีข้อสรุป สุดท้ายเขาจะเป็น “แพะขาว” หรือ “แกะดำ” ต้องรอให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเดินไปตามขั้นตอน ซึ่งอาจต้องใช้เวลาสักระยะ

ทว่าการฝากส่งสิ่งของผ่านทางไปรษณีย์มีสิ่งต้องห้ามหลายอย่าง ไม่เพียงแค่ยาเสพติดหรือสิ่งผิดกฎหมายอย่างอื่น ซึ่งหลายคนอาจยังไม่ทราบอย่างที่เกริ่นไว้ข้างต้น โดยมีการประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนมาเป็นระยะ และก็ต้องออกมาย้ำเตือนกันอีกรอบ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์สาขาภาษีเจริญ พบผู้มาใช้บริการฝากส่งงูหลามตัวเป็นๆ โดยเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน ที่ผ่านมา เพจเฟซบุ๊ก “บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด” ได้โพสต์ข้อความพร้อมรูปภาพเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ภาษีเจริญจับงูหลามขนาดใหญ่ออกมาจากถุง ซึ่งพบว่าเป็นพัสดุที่มีลูกค้ารายหนึ่งส่งมา ซึ่งทางเพจเฟซบุ๊กดังกล่าว ระบุข้อความว่า “ส่งมาแบบนี้สงสารน้องเขานะครับ ที่สำคัญเจ้าหน้าที่ ปณ.ภาษีเจริญ เราจะกรี๊ดดัง! เวลาเปิดถุงแล้วเจอแบบนี้!! แต่โชคดีที่ ปณ.นี้ยังมีคนใจหล่อ นายวีระพล สุทธิประภา งานนี้มีจับงูโชว์กันแบบชิลๆ  เลยคร้าบบ ปล.ตอนนี้น้องปลอดภัยเรียบร้อยครับ”

เกี่ยวกับเรื่องนี้ทางบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ได้เคยย้ำเตือนและแจ้งประชาสัมพันธ์ไปแล้วถึงสิ่งของต้องห้ามฝากส่งทางไปรษณีย์ ประกอบด้วย 1.สัตว์มีชีวิต 2.สิ่งเสพติด 3.วัตถุลามกอนาจาร 4.วัตถุระเบิด-วัตถุไวไฟทุกชนิด 5.ธนบัตร และ 6.วัตถุมีคมที่ปราศจากสิ่งห่อหุ้ม นอกจากนี้ยังย้ำถึงสิ่งของที่ต้องติดต่อเจ้าหน้าที่จุดบริการห่อหุ้มก่อนทุกครั้ง ได้แก่ เครื่องยนต์และส่วนประกอบของเครื่องยนต์ทุกชนิด, แบตเตอรี่ ลิเธียมและแบตเตอรี่ทุกชนิด รวมทั้งอุปกรณ์สื่อสารที่ติดตั้งแบตเตอรี่ภายในถาวร, วัตถุมีคม ที่จะต้องทำการห่อหุ้ม, สิ่งเทียมอาวุธ (ปืนไฟแช็ก, ปืนเด็กเล่น), ของเหลวทุกชนิด, สารพิษ(ยาฆ่าแมลง, สารไซยาไนด์), สารมีฤทธิ์กัดกร่อน(น้ำกรด, กรดเกลือ, น้ำยาล้างห้องน้ำ), เชื้อชีวภาพ(เชื้อไวรัส, เชื้อแบคทีเรีย), อาวุธปืนและเครื่องกระสุน โดยมีหมายเหตุสิ่งของที่ต้องติดต่อเจ้าหน้าที่จุดบริการหุ้มห่อด้วยว่า 1.หน่วยงานผู้ฝากส่งจะต้องทำการตกลงหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการส่งกับไปรษณีย์ 2.อาวุธปืนที่ไม่ได้บรรจุกระสุนสามารถส่งได้ โดยต้องนำใบอนุญาตมีอาวุธมาแสดงขณะส่ง พร้อมลงนามสำเนา 1 ชุด แนบไปกับกล่องบรรจุอาวุธปืนที่ส่ง

ด้วยเหตุนี้ไปรษณีย์ไทย จึงขอความร่วมมือผู้ใช้บริการ ไม่ส่งสิ่งของต้องห้ามผ่านเส้นทางไปรษณีย์ เนื่องจากผิดพระราชบัญญัติทางไปรษณีย์ พ.ศ. 2477 หากไปรษณีย์ไทยตรวจสอบพบผู้กระทำผิด จะดำเนินการติดตามหาผู้กระทำผิดผ่านการตรวจสอบไปยังเลขที่บัตรประชาชนของผู้ฝากส่ง และตรวจสอบภาพของผู้ฝากส่งด้วยภาพบันทึกกล้องวงจรปิด ณ ที่ทำการไปรษณีย์ทั่วประเทศ เพื่อส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินคดีตามกฎหมายทันที

สิ่งของต้องห้ามหากฝ่าฝืนฝากส่งทางไปรษณีย์จะมีทั้งโทษปรับและจำคุก ถ้าไม่อยากมีคดีติดตัวได้รับโทษก็ไม่ควรเสี่ยงแหกกฎ และอย่าเล่นคะนองแผลงๆ กลั่นแกล้งใคร..!!

แหวกวิถี “เสี่ยแฮงค์” ห้วงยาม “สามมิตร” เก็บฉาก

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/377688?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แหวกวิถี “เสี่ยแฮงค์” ห้วงยาม “สามมิตร” เก็บฉาก

1 กรกฎาคม 2562 – 11:10 น.
สามมิตร,กลุ่มสามมิตร,พรรพลังประชารัฐ,อนุชา นาคาศัย,เสี่ยแฮงค์ อนุชา,สมศักดิ์ เทพสุทิน,สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ,พปชร,เก้าอี้รัฐมนตรี,ครม,ครมบิ๊กตู่,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี,สุชาติ ชมกลิ่น
เปิดอ่าน 16,314 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย” ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์คมชัดลึก 1 ก.ค.62

***********************

          คลื่นลมในพรรคพลังประชารัฐจะสงบชั่วคราวด้วยเสียงให้สัมภาษณ์ของ พล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ย้ำหนักแน่นว่ารายชื่อคณะรัฐมนตรีจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรอีกแล้ว

          อาการตัดพ้อต่อว่าผู้บริหารพรรคของ “เสี่ยแฮงค์” อนุชา นาคาศัย ผู้พลาดหวังจากตำแหน่งรัฐมนตรี ก็คงเงียบตาม และเจ้าตัวอาจจะต้องถอยกลับไปตั้งหลักที่เมืองชัยนาท 

มาจากทนายความ

          จากเด็กหนุ่มรุ่นหลานมังกรพลัดถิ่นที่เติบโตในร้านขายยาเล็กๆ ที่ตลาด ต.โพนางดำตก อ.สรรพยา จ.ชัยนาท “อนุชา นาคาศัย” ก็เข้ามาแสวงหาโอกาสในเมืองหลวง

เสี่ยแฮงค์” อนุชา นาคาศัย

          “เสี่ยแฮงค์” ในวัยเด็ก สะพายกระเป๋าจากชัยนาทมาอาศัยอยู่กับญาติย่านบางนา เข้าเรียนมัธยมปลายที่โรงเรียนบดินทรเดชา แล้วจึงเลือกเรียนที่คณะนิติศาสตร์ รามคำแหง ทำงานหลากหลายอาชีพ ตั้งแต่ทนายความฝึกหัดไปจนถึงเซลส์ขายเครื่องปั๊มน้ำ

          สมัยที่เป็นทนายความหนุ่ม เพื่อนของ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” เห็นว่ามีความรู้ทางด้านกฎหมายจึงชักชวนเสี่ยแฮงค์มาช่วยงานนักการเมืองหน้าใหม่จากสุโขทัยเมื่อปี 2526 ซึ่งลูกชาย “โกเหนา” ผู้รับเหมารายใหญ่แห่งศรีสำโรง สุโขทัย เพิ่งได้เป็น ส..สมัยแรก สังกัดพรรคกิจสังคม

          แสดงว่าเสี่ยแฮงค์ใกล้ชิดสมศักดิ์มายาวนานมากตั้งแต่เป็น ส.และรัฐมนตรีหลายกระทรวง

มือดีล” คู่ใจสมศักดิ์

          เมื่อสมศักดิ์ เทพสุทิน ทิ้งกิจสังคม ตัดสินใจเข้าร่วมงานการเมืองกับพรรคไทยรักไทย “เสี่ยแฮงค์” จึงกลับบ้านเกิดเมืองนอนไปสมัครส.และโค่นแชมป์เก่า ชัยวัฒน์ ทรัพย์รวงทอง อดีต ส..หลายสมัย ลงได้อย่างไม่ยากเย็น

          ช่วงที่สมศักดิ์เป็น “รัฐมนตรี” ในรัฐบาลทักษิณ “เสี่ยแฮงค์” ก็ตามไปเป็นเลขานุการรัฐมนตรีทุกกระทรวง และเป็นมือประสานสิบทิศของมุ้งวังน้ำยม

สมศักดิ์ และอนุชา คบค้ากันมานาน

          ปี 2550 พรรคไทยรักไทยถูกยุบ “เสี่ยแฮงค์” ต้องเว้นวรรค ปี จึงส่ง “พรทิวา ศักดิ์ศิริเวทย์กุล” อดีตภรรยาเป็นส..ชัยนาท และได้เป็นรัฐมนตรีพาณิชย์ในรัฐบาลอภิสิทธิ์

          ช่วงหลังเสี่ยแฮงค์จับมือตระกูล “สงฆ์ประชา” จึงทำให้การแข่งขันในสนามชัยนาทไม่ต้องออกแรงเหนื่อยอย่างการเลือกตั้งครั้งล่าสุด เสี่ยแฮงค์แทบไม่ได้มาหาเสียง ปล่อยเป็นหน้าที่ของมณเฑียร สงฆ์ประชา 

          ทั้งเสี่ยแฮงค์มณเฑียร โกยแต้มเข้าป้ายเหมือนไม่มีคู่แข่ง

สามมิตร” จบแล้ว

          ปลายปีที่แล้ว สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจสมศักดิ์ เทพสุทิน และ อนุชา นาคาศัย เปิดตัว “กลุ่มสามมิตร” ครึกโครม ออกเดินสายชักชวนอดีต ส..จากหลายพรรคมาสังกัดซุ้มสามมิตร

          หลังการเลือกตั้งอดีตส..สายสามมิตร สอบตกกว่าร้อยละ 80 สมศักดิ์จึงทำแนวร่วมกับกลุ่มกำแพงเพชร กลุ่มเพชรบูรณ์ และกลุ่มนครสวรรค์ พร้อมประกาศผ่านสื่อว่ากลุ่มสามมิตรมี ส..อยู่ในมือ 30 กว่าชีวิต

สุริยะ และสมศักดิ์ แกนนำสามมิตร

          เมื่อการฟอร์มคณะรัฐมนตรีผ่านไปทำให้อดีตส..หลายกลุ่ม เริ่มมองเห็นว่ากลุ่มสามมิตรไม่มีพลังต่อรองจริง จึงขยับขยายหาพื้นที่ของตัวเอง

          ในชั่วโมงนี้กลุ่มสามมิตรกลับไปสู่จุดเดิมคือ กลุ่มมัชฌิมา มี ส..เขต คนเท่านั้น

          สุโขทัย คน พรรณสิริ กุลนาถศิริ น้องสาวสมศักดิ์ เทพสุทิน และ ชูศักดิ์ คีรีมาศทอง

          ราชบุรี คน บุญยิ่ง นิติกาญจนา ภรรยากำนันตุ้ย และ กุลวลี นพอมรบดี ลูกสาวของมานิต นพอมรบดี 

          ชัยนาท คน เสี่ยแฮงค์ อนุชา นาคาศัย และ มณเฑียร สงฆ์ประชา 

          ส่วนส..หน้าใหม่ที่มาจากพิจิตรและพิษณุโลก จำนวน คน ได้แยกตัวออกจากกลุ่มสามมิตรไปขึ้นตรงกับผู้มีบารมีในพรรคพลังประชารัฐ 

สุชาติ ชมกลิ่น กลุ่มชลบุรี สาขา 2

          ขณะที่ส..พรรคพลังประชารัฐในภาคกลางก็ไม่ได้ขึ้นต่อเสี่ยแฮงค์ เพราะกลุ่มส..หน้าใหม่ประมาณ 10 คนได้ไปสังกัด “กลุ่มชลบุรีสาขา 2” ที่มี “..เฮ้ง” สุชาติ ชมกลิ่น เป็นหัวหน้ากลุ่ม

          สังเกตอาการของสมศักดิ์ที่เงียบผิดปกติ เหมือนรู้ชะตากรรม จึงปล่อยให้เสี่ยแฮงค์ เล่นบทไพร่ราบออกท้ารบบนกำแพงเมือง

          อาการป่วนของเสี่ยแฮงค์ อาจส่งผลกระทบต่อ ส.สุริยะ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ทำไงให้เก่งภาษาอังกฤษ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/377676?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ทำไงให้เก่งภาษาอังกฤษ

1 กรกฎาคม 2562 – 10:15 น.
รู้ลึกกับจุฬาฯ,ทำไงให้เก่งภาษาอังกฤษ
เปิดอ่าน 3,301 ครั้ง

คอลัมน์…. รู้ลึกกับจุฬาฯ

การขึ้นเวทีประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 34 ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีที่ผ่านมากลายเป็นกระแสขึ้นอีกครั้ง เนื่องจากในการกล่าวเปิดงาน พล.อ.ประยุทธ์ เริ่มต้นด้วยขอให้ใส่หูฟังด้วยภาษาอังกฤษที่บกพร่อง และเลือกใช้ภาษาไทยทั้งหมดตลอดการกล่าวปาฐกถาจนสื่อต่างชาติฟังไม่ออกว่าพูดอะไร นอกจากคำว่า “อาเซียน” กับ “อาร์เซป”

แม้เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้เกิดเสียงวิจารณ์ทักษะการใช้ทักษะภาษาอังกฤษของนายกฯ ในเวทีระดับภูมิภาค แต่ขณะเดียวกันก็มีผู้ให้กำลังใจนายกฯ ในความพยายามที่จะสื่อสารกับนานาชาติ ท่ามกลางเสียงวิพากษ์ทั้งหลายก็เกิดคำถามว่าทำไมคนไทยส่วนใหญ่ยังสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษได้ไม่เต็มศักยภาพและอะไรคือปัญหาการเรียนการสอนภาษาอังกฤษในประเทศไทย

ประเด็นเรื่องการเลือกใช้ภาษาในเวทีนานาชาตินั้น ผศ.ดร.มัทธนี พลังเทพินทร์ อาจารย์ประจำสถาบันภาษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แสดงทัศนะว่า “บางครั้งผู้นำประเทศอาจมีความถนัดในเรื่องอื่นๆ แต่ไม่ได้ถนัดด้านภาษาอังกฤษ การใช้ภาษาประจำชาติของตนก็จะทำให้มั่นใจว่าสื่อสารเนื้อหาได้ตรงกับที่ต้องการ โดยเฉพาะเมื่อเนื้อหาเป็นเรื่องที่สำคัญและบางครั้งเป็นเรื่องที่ซับซ้อนหรืออ่อนไหว ข้อดีของการใช้ภาษาประจำชาติอีกประการหนึ่งก็คือเป็นการแสดงเอกลักษณ์ของชาติได้ แสดงถึงวัฒนธรรมด้านภาษา ส่งผ่านความภาคภูมิใจของชาติตนเอง ในหลายโอกาส ผู้นำประเทศบางคนที่พูดภาษาอังกฤษได้ดีแต่เลือกที่จะไม่พูดภาษาอังกฤษด้วยวัตถุประสงค์บางประการ”

“สำหรับข้อดีในการพูดภาษาอังกฤษในเวทีนานาชาติก็คือจะเป็นประโยชน์ในการสื่อสารให้คนจากหลายประเทศทั่วโลกเข้าใจได้เลยอย่างรวดเร็วขึ้นโดยไม่ต้องรอผ่านล่าม ซึ่งคำที่แปลออกมาอาจจะไม่ใช่คำที่ผู้พูดเลือกใช้เองโดยตรง ความรู้สึกที่ได้อาจจะมีความต่างกัน การเลือกใช้ภาษาจึงขึ้นอยู่กับความถนัดและจุดประสงค์ผลลัพธ์ที่ต้องการด้วย”

แต่ยังมีข้อมูลที่ชวนให้วิตกกังวลก็คือทักษะการใช้ภาษาอังกฤษของคนไทยโดยรวมอยู่ในระดับต่ำกว่าเกณฑ์ เมื่อพิจารณาจาก EF English Proficiency Index ซึ่งใช้เป็นมาตรฐานวัดระดับทักษะการใช้ภาษาของผู้ใหญ่ทั่วโลก จากสถิติปีล่าสุด พ.ศ.2561 ชี้ว่าความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษของคนไทยอยู่อันดับที่ 64 จากทั้งหมด 88 ประเทศ และอยู่อันดับ 6 จากทั้งหมด 8 ประเทศในอาเซียน (ไม่รวม สปป. ลาว และบรูไน)
อาจารย์มัทธนีพูดถึงปัญหาที่แก้ไม่ตกของการเรียนการสอนภาษาอังกฤษในประเทศไทยว่า “การเรียนการสอนในไทยมักจะเป็นแบบครูอาจารย์เป็นจุดศูนย์กลาง เน้นการบรรยาย การท่องจำ ไวยากรณ์ คำศัพท์ เน้นเรียนเพื่อการสอบ แต่การเรียนภาษาเป็นการฝึกฝนทักษะเพื่อนำไปใช้จริงด้วย จึงจำเป็นจะต้องมีการเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ฝึกใช้ภาษาจริงๆ มากขึ้น อาจมีการให้ฟังพูดอ่านเขียนในบริบทที่นำไปใช้ได้จริง มีกิจกรรมที่สนุกให้นักเรียนได้มีปฏิสัมพันธ์กัน เช่น การฝึกพูดคุยถกประเด็นต่างๆ การใช้บทบาทสมมุติ การนำเสนองาน การฝึกโดยใช้สื่อต่างๆ จากชีวิตจริง เป็นต้น ที่สำคัญคือทำให้นักเรียนเห็นความสำคัญของการใช้ภาษาและสามารถนำไปใช้ได้จริงในสถานการณ์จริง สร้างแรงบันดาลใจให้อยากฝึกมากขึ้น”
อาจารย์มัทธนียังกล่าวว่า การมีนักเรียนในห้องเรียนจำนวนมากก็เป็นปัญหาที่ทำให้ครูผู้สอนไม่สามารถดูแลนักเรียนได้อย่างทั่วถึง นักเรียนมีโอกาสได้ฝึกพูดน้อย ด้วยเหตุนี้สถาบันภาษา จุฬาฯ จึงจัดโครงการฝึกการสนทนา “Conversation Cloud” ในรูปแบบการประชุมทางไกลผ่านสื่อออนไลน์ โดยให้นิสิตจำนวนไม่เกิน 8 คนเลือกเข้าร่วมการสนทนาภาษาผ่านเครือข่ายออนไลน์ และมีอาจารย์จากสถาบันภาษาเป็นผู้ดำเนินการสนทนา พร้อมกับแขกรับเชิญชาวต่างชาติ 1 คนมาร่วมวงสนทนาในหัวข้อที่น่าสนใจ เพื่อเพิ่มโอกาสให้นิสิตฝึกภาษาอังกฤษมากขึ้น นอกเหนือจากในห้องเรียน
“แขกรับเชิญจะหมุนเวียนไปไม่ซ้ำ ไม่จำกัดว่าต้องเป็นประเทศเจ้าของภาษาเท่านั้น บางทีก็มีแขกจากเวียดนาม ญี่ปุ่นมาด้วย เด็กก็จะได้ฝึกฟังหลายสำเนียง ผลตอบรับที่ปรากฏของโครงการนี้คือนิสิตชอบมาก เพราะมันได้ใช้จริง”
ปัจจุบันนี้การเรียนการสอนภาษาอังกฤษไม่จำเป็นเสมอไปว่าต้องเรียนภาษาอังกฤษกับเจ้าของภาษาเท่านั้น การเรียนภาษาอังกฤษกับครูไทยก็มีข้อดี เพราะครูชาวไทยเข้าใจปัญหาการใช้ภาษาอังกฤษของคนไทย ส่วนเรื่องสำเนียงการออกเสียง ก็สามารถใช้สื่อการเรียนการสอน เช่น วิดีโอ คลิปเสียง หรือกิจกรรมนอกเวลา เสริมได้ รวมทั้งการใช้ประโยชน์จากสื่อสมัยใหม่ แล แอพพลิเคชั่นการฝึกฝนภาษาต่างๆ
“ในยุคโลกาภิวัตน์ เราน่าจะให้นักเรียนได้มีโอกาสฟังสำเนียงของทั้งเจ้าของภาษาและหลายๆ ชาติ ทุกวันนี้ภาษาอังกฤษเป็น World Englishes เรามีทั้งสำเนียงสิงคโปร์ นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย อินเดีย ฯลฯ การฟังสำเนียงหลายแบบมีส่วนช่วยเวลาเจอคนหลากหลายเชื้อชาติในอนาคต”
อาจารย์มัทธนีสรุปว่า หากเราเพิ่มโอกาสในการฝึกภาษาอังกฤษให้ผู้เรียนได้ฝึกใช้ภาษา ในสถานการณ์ที่นำไปใช้ได้จริง ให้คุ้นเคยสำเนียงภาษาอังกฤษของทั้งของเจ้าของภาษาและของชาติอื่นๆ สร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่ไม่เครียด ไม่เน้นท่องจำมากจนเกินไป ไม่กดดัน ช่วยให้เกิดความรู้สึกเชิงบวกกับการใช้ภาษาอังกฤษ สนุกที่จะเรียนรู้ สร้างแรงบันดาลใจ น่าจะเป็นส่วนช่วยให้การสื่อสารภาษาอังกฤษของคนไทยพัฒนาขึ้นได้

ทุกจังหวัดจัดงานเฉลิมพระชนมพรรษา

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/377674?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ทุกจังหวัดจัดงานเฉลิมพระชนมพรรษา

1 กรกฎาคม 2562 – 09:25 น.
เฉลิมพระชนมพรรษา,อ๊อด เทอร์โบ
เปิดอ่าน 11,400 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

วันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม พสกนิกรเตรียมจัดกิจกรรมในโอกาสมหามงคล

กระทรวงมหาดไทยเตรียมวางแผนให้ทุกจังหวัดพร้อม โดยผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานและถือเป็นต้นแบบ ซึ่งต่อไปทุกกระทรวง ทุกหน่วยงานจะมีการปฏิบัติเพื่อให้เป็นไปอย่างสมพระเกียรติและเป็นระเบียบเรียบร้อย

ทุกจังหวัดเตรียมจัดกิจกรรมเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา ทั้งนี้เพื่อให้การจัดกิจกรรมเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสมพระเกียรติ โดยการประดับพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว บริเวณศาลากลาง ประดับธงชาติไทย ร่วมกับธงพระปรมาภิไธย ว.ป.ร. และธงตราสัญลักษณ์พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พ.ศ.2562 พร้อมประดับผ้าระบายสีเหลืองและผ้าระบายสีขาว บริเวณรั้วศาลากลางจังหวัดระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม-4 สิงหาคม 2562

รวมทั้งประดับไฟบริเวณศาลากลางจังหวัดและถนนสายสำคัญให้สวยงาม ระหว่างวันที่ 24 กรกฎาคม-4 สิงหาคม  และจัดสถานที่ลงนามถวายพระพรชัยมงคล ณ บริเวณศาลากลาง โดยประดับพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ธงชาติไทย ธงพระปรมาภิไธย ว.ป.ร. พร้อมโต๊ะหมู่บูชา จัดสมุดลงนามถวายพระพรชัยมงคล ปากกาสีน้ำเงิน โต๊ะและเก้าอี้ถวายพระพรชัยมงคล สำหรับบุคลากรในสังกัดและผู้มาติดต่อราชการ ได้ร่วมลงนามถวายพระพรชัยมงคล ระหว่างวันที่ 22 กรกฎาคม-4 สิงหาคมนี้

ขอเชิญชวนบริษัท ห้างร้าน และประชาชน ประดับพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว บริเวณด้านหน้าอาคารสำนักงานและที่พักอาศัย พร้อมประดับธงชาติไทยร่วมกับธงพระปรมาภิไธย ว.ป.ร. และธงตราสัญลักษณ์พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พ.ศ.2562 ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม-4 สิงหาคม รวมทั้งประดับไฟบริเวณอาหารสำนักงานและที่อยู่อาศัยให้สวยงาม ระหว่างวันที่ 22 กรกฎาคม-4 สิงหาคม

วันที่ 28 กรกฎาคม 2562 ซึ่งเป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษา จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ บริเวณ ศาลากลางจังหวัด หรือสถานที่ตามที่จังหวัดพิจารณาเห็นเหมาะสม โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน

โดยประกอบด้วยพิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์และสามเณร จำนวน 68 รูป หรือจำนวนตามที่จังหวัดเห็นเหมาะสม พิธีถวายเครื่องราชสักการะ และพิธีจุดเทียนชัยถวายพระพรชัยมงคล


จดหมายจาก ‘ครูบ้านนอก’ ต่อไปนี้อยากให้ ‘พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ นายกรัฐมนตรี ได้ทราบถึงความรู้สึกของครูทั่วประเทศที่การศึกษาของชาติถูกมองข้ามไปและไม่ได้รับความสนใจจากนักการเมือง

ด้วยเหตุนี้จึงมีปัญหาเรื่องการเรียนของเด็ก และการสอนของครู รวมไปถึงการปฏิรูปการศึกษาที่ยังไม่เสร็จสิ้น

นายกรัฐมนตรีบอกว่าจะเร่งแก้ช่องว่าง ความเหลื่อมล้ำของการศึกษา ซึ่งเวลานี้มีอยู่มาก เพราะโรงเรียนดังๆ ยังเป็นที่หมายปองของพ่อแม่ผู้ปกครอง และเด็กนักเรียน

ในขณะที่โรงเรียนต่างจังหวัดแทบจะเป็นโรงเรียนร้าง เพราะเด็กหนีไปเรียนตามในจังหวัดในกรุงเทพฯ

ยิ่งโรงเรียนวัด หรือโรงเรียนตามตำบล คงไม่ต้องพูดถึง และนี่คือช่องว่างหรือความเหลื่อมล้ำ ความไม่เสมอภาคทางการศึกษา

‘ครู’ คือแม่พิมพ์ของชาติ ที่จะสร้างเด็กไทยให้มีความรู้ มีความประพฤติดี มีคุณธรรม จะได้เติบโตเป็นกำลังของชาติ
อ๊อด เทอร์โบ


 เสียงจาก ‘ครูบ้านนอก’
 ทำไมมองข้ามการศึกษาของชาติ?

ผมเป็นครูอยู่ต่างจังหวัดหรือในชนบท หรือเรียกให้ตรงๆ คือเป็น ‘ครูบ้านนอก’ เขียนจดหมายฉบับนี้มาเพื่อระบายความรู้สึก และผิดหวังที่ “กระทรวงศึกษาธิการ” ไม่ได้รับความสนใจจากบรรดานักการเมือง ทั้งๆ ที่กระทรวงศึกษาธิการมีงบประมาณมากมายและมีครูซึ่งเป็นบุคลากรมากยิ่งกว่ากองทัพ และมากกว่าคนในกระทรวงเกรด เอ ที่แย่งกันเป็นรัฐมนตรีอย่างกระทรวงพลังงาน, เกษตร, อุตสาหกรรม, คมนาคม และอีกหลายๆกระทรวง

อยากถามว่าเอาอะไรมาวัดว่ากระทรวงใดเป็นกระทรวงเกรด เอ ซึ่งผมบอกได้เลยว่าพวกเกรด เอ คือมีผลประโยชน์มาก และใครมาเป็นแล้วคนจะเกรงใจหรือวิ่งเข้าหามากกว่ากระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งมีแต่ครูสอนหนังสือเด็ก

ใครจะมาเป็นรัฐมนตรี ยังไม่นิ่ง แต่ขอร้องว่าคนจะเข้ามาเป็นรัฐมนตรีว่าการ หรือ รมช.ศึกษาธิการ ต้องมีใจรักการศึกษา และสำคัญที่สุดต้องมีจิตวิญญาณความเป็นครู

ทุกรัฐบาลพูดและวางนโยบายแบบหาเสียงว่าจะปฏิรูปการศึกษา แต่เอาเข้าจริงไม่มีใครทำได้ และแผนการปฏิรูปก็มีอุปสรรคต่างๆแบบเดียวกับปฏิรูปตำรวจ

ผมขอสนับสนุนแนวความคิดของประธานสภาครูแห่งประเทศไทย ‘ดร.องค์กร อมรสิรินันท์’ ที่บอกว่าตกใจและผิดหวังที่กระทรวงศึกษาธิการ ที่สร้างคนในอนาคต สร้างเด็ก สร้างชาติ ถูกมองข้ามไป

จึงสรุปว่าการศึกษาของชาติตกต่ำ เพราะนักการเมืองนี่แหละ!!
ครูบ้านนอก


บิ๊กตู่จะกลัวคำขู่ของ “สามมิตร” ไหม?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/377673?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

บิ๊กตู่จะกลัวคำขู่ของ “สามมิตร” ไหม?

1 กรกฎาคม 2562 – 08:50 น.
กวาดบ้านกวาดเมือง,บิ๊กตู่,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,โผ ครม,สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ
เปิดอ่าน 8,399 ครั้ง

คอลัมน์…  กวาดบ้านกวาดเมือง  โดย… ลมใต้ปีก

การเขย่าโผ ครม.ก่อนบินลัดฟ้าไปประชุมผู้นำประเทศ G20 ที่ประเทศญี่ปุ่นของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เกิดอาการช็อกขึ้นในพรรคพลังประชารัฐ เพราะเป็นโผที่ไม่เหมือนกับที่เสนอไป

กลุ่มที่เป็นเดือดเป็นร้อนมากต่อการเขย่าโผครั้งนี้คือ สามมิตร ของสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และสมศักดิ์ เทพสุทิน สะเทือนตรงที่ต้องเฉือนโควตารัฐมนตรีของอนุชา นาคาศัย ที่คาดหวังว่าจะได้เป็น รมช.คลัง แต่ต้องวืด ออกมานั่งข้างสนามก่อน

ในขณะที่โควตาสำคัญของกลุ่ม ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ที่จะให้น้องชาย อัครา พรหมเผ่า มาเป็นรัฐมนตรีแทน หรือโควตาของภาคตะวันออกของสุชาติ ชมกลิ่น ถูกยึดคืนเพื่อจัดสรรรัฐมนตรีให้ลงตัว แต่ทั้งสองกลุ่มอยู่ในสภาวะ “กลืนเลือด” เพราะจุดมุ่งหมายหลักคือสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี จึงไม่ออกมาข่มขู่ “ถอนยวง” จากการร่วมรัฐบาล แต่ที่เป็นเดือดมากกว่ากลุ่มอื่นนั่นคือมีการเปลี่ยนข้อเสนอที่จะให้ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ นั่ง รมว.พลังงาน เป็นไปนั่ง รมว.อุตสาหกรรม แทน ทำให้เกิดความไม่พอใจของกลุ่มสามมิตร ถึงขนาดปล่อยข่าว “ขู่คว่ำรัฐบาล” ลุงตู่ เพราะผิดข้อตกลง

ต้องถาม สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ว่าใครไปตกลงจะให้นั่ง รมว.พลังงาน ตั้งแต่ต้น เท่าที่ทราบ “ไม่มี” ปรากฏเพียงข่าวตลอดระยะเวลาเดือนเศษว่าตำแหน่งรมว.พลังงาน นั้น แย่งชิงกันระหว่าง สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ กับ ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ จน “น่ารำคาญ” ที่สุดนายกรัฐมนตรีผู้มีอำนาจสูงสุดในการจัดครม. เลือก “ตาอยู่” สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค ที่เดิมถูกวางตัวไว้ในตำแหน่งรมว.อุตสาหกรรม มาเสียบแทน เพื่อแก้ปัญหา “แย่งกันดีนัก” และไม่แย่งกันธรรมดา ถึงขนาดบางคนให้มือล็อบบี้นาม “ส.ท.” ไปเรียกรับผลประโยชน์จากนักธุรกิจพลังงาน ราวกับว่าแย่งไปอยู่กระทรวงนี้เพื่อไปแสวงหาผลประโยชน์อย่างไรอย่างนั้น

คนเป็นผู้นำ หน่วยข่าวเป็นหูเป็นตาเต็มบ้านเต็มเมืองอย่าง พล.อ.ประยุทธ์ มีหรือจะไม่รู้ข่าว “การออกตัว” ของคนเหล่านี้ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะมีการ “ทบทวน” โผครม. เพราะท้ายสุดผู้รับผิดชอบสูงสุดต่อรายชื่อครม.ทั้งหมด หนีไม่พ้นคนชื่อ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ดังนั้นจะไม่ให้มีส่วนในการตัดสินใจเลยหรือว่า ครม.ควรมีหน้าตาแบบใดที่จะเป็นที่ยอมรับของสังคม หรือต้องยอมถูก “บีบ” จากส.ส.ในพรรคเพื่อความอยู่รอดในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เท่านั้น

ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ ยอมรับคำขู่ของนักการเมืองเหล่านี้ และทบทวนแก้ไขโผครม. เพื่อเอาใจนักการเมือง จนออกมา “ยี้” ทั้งเมืองก็ไม่ควรจะเป็น “ผู้นำ” อีกต่อไป ตรงกันข้ามเมื่อนายกรัฐมนตรีเลือกใช้ความ “กล้าหาญ” จัดครม.ที่เป็นที่ยอมรับของประชาชน แม้เสียงส.ส.ปริ่มน้ำ แต่จะมีเสียงของคนในสังคมอุ้มชูให้รัฐบาลสามารถบริหารประเทศต่อไปได้ แม้ว่าจะต้องเผชิญกับบรรดาเสียง “คำราม” ของ “เสือ สิงห์ กระทิง แรด” ในสภาก็ตาม

เป็นเรื่องปกติของการตั้งครม.และปรับครม. ที่จะมีคนสมหวังบ้าง ผิดหวังบ้าง เพราะตำแหน่งรัฐมนตรีมีน้อยกว่าความต้องการของนักการเมือง หากบริหารเพียงแค่ความพอใจของนักการเมืองเหล่านี้ ขยายจำนวน ครม.เพิ่มจาก 36 คน เป็น 100 คนก็ไม่พอเพราะจะมีคนแย่งเป็นเกินจำนวนอยู่ดี เมื่อพรรคการเมืองเลือกคนที่คิดว่ามีคุณสมบัติเหมาะสมมาแล้ว ส่งรายชื่อให้นายกรัฐมนตรีในฐานะ “อัครเสนาบดี” หรือหัวหน้าคณะ ก็ควรให้สิทธิและยอมรับการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีที่จะเลือกบุคคลใดเป็นรัฐมนตรีและบริหารกระทรวงใด ไม่ใช่ไม่พอใจก็มาขู่กันราวกับว่าการไปเป็นรัฐมนตรีคือ “แหล่งทำกิน” ที่ขาดไม่ได้

แกะรอย “โจ๊ก” จากแดนใต้สู่ทำเนียบ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/377509?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แกะรอย “โจ๊ก” จากแดนใต้สู่ทำเนียบ

29 มิถุนายน 2562 – 10:39 น.
บิ๊กโจ๊ก,โจ๊ก หวานเจี๊ยบ,พลตทสุรเชษฐ์ หักพาล,เทพโจ๊ก,ลุงป้อม,พลอประวิตร วงษ์สุวรรณ,ประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ กตร,กตร
เปิดอ่าน 15,707 ครั้ง

ข่าวเนชั่นสุด หนังสือพิมพ์คมชัดลึก 29-30 มิถุนายน 2562

*****************

          หายไปช่วงหนึ่ง แต่ก็ไม่นานพอที่คนจะลืม สำหรับ “บิ๊กโจ๊ก” พล...สุรเชษฐ์ หักพาล หลังถูกเด้งข้ามห้วยไปสำนักนายกรัฐมนตรี ถูกปลดทุกตำแหน่งจากงานของตำรวจ เงียบไปเกือบ เดือนเต็ม

          แต่รอบสัปดาห์ที่ผ่านมา เขากลับมาแซบอีกครั้ง กับข่าวที่คนไทยจับตามองว่า การที่เขายังมีชื่ออยู่ในอนุกรรมการ คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (.ตร.) แท้จริงแล้วเขาจะกลับมาหวานเจี๊ยบในตำแหน่งระดับสูงที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติอีกครั้งหรือไม่

          เรื่องนี้แม้ว่า “ลุงป้อม” ออกมาแก้เกม แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความสงสัยหมดไปง่ายๆ คนไทยยังคงจับตาดูความเคลื่อนไหวของเทพโจ๊กช่วงนี้ต่อไปเป็นพิเศษ

มนต์แดนใต้ 

          ช่วงวันที่ 20 มิถุนายน ที่ผ่านมา เราเห็น “บิ๊กโจ๊ก” ที่ปรึกษาประจำสำนักนายกฯ อดีตผู้บัญชาการตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ผบ.สตม.) ที่ศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช

          ภาพที่เจ้าตัวรายล้อมไปด้วยนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ตำรวจภูธรนครศรีฯ ตำรวจท่องเที่ยว มาต้อนรับและอำนายความสะดวก ก็ทำให้บรรยากาศเก่าก่อนในวันที่เคยหวานเจี๊ยบหวนกลับมาอีกครั้ง

          แต่พอได้รู้ถึงวาระที่ไปเยือนเมืองคอนรอบนี้ คนไทยก็ยิ่งได้กลิ่นแปลกๆ เพราะวันนั้นเทพโจ๊กมาเพื่อเดินสายสักการะ ทั้งศาลหลักเมือง พระบรมธาตุเจดีย์ ราวกับว่าต้องการพลังบางอย่างจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์

          ปรากฏเสร็จกิจแล้ว เทพโจ๊กกลับเข้ากรุงเทพฯ แล้วรุ่งขึ้นก็หวนกลับมาที่นครศรีธรรมราชอีกรอบ ยิ่งทำให้ผู้คนสงสัยว่า หรือจะบนบานศาลกล่าวไว้ พอได้ดังขอ ก็รีบแจ้นมาแก้บนยังไงยังงั้น ข่าวลือต่างๆ ก็ยิ่งโหมแรงขึ้น

          แต่จะมีความแปลกก็ตรงที่ว่า รอบหลังนี้เทพโจ๊กมาแบบเงียบๆ มีเพียงนายตำรวจที่ใกล้ชิดคอยติดตาม และยังระมัดระวังไม่ให้มีการบันทึกภาพอีกด้วย

          แน่นอนมุมนี้ ว่ากันว่าตำรวจชั้นผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้องได้สั่งระงับขบวนรถทั้งหมด ทั้งรถนำ และรถติดตาม เพื่อไม่ให้เกิดเป็นคำถาม

          แต่ข่าวลือมุมหนึ่งก็เม้าท์ว่า รอบนี้บิ๊กโจ๊กมีการสั่งให้ลูกน้องนำเครื่องแบบตำรวจใหม่ มาใช้ประกอบพิธีเพื่อเอาฤกษ์บางอย่างตามความเชื่อโบราณ ที่สถานที่แห่งหนึ่งใน ต.กะปาง อ.ทุ่งสง อีกด้วย

          จริงเท็จประการใด ว่าไป แต่มุมหนึ่งเรื่องนี้ก็ไปสอดคล้องกับข่าวลือที่ว่า เทพโจ๊กจะได้โอนตำแหน่งกลับมานั่งเก้าอี้ใน สตชอีกครั้งจริงๆ จึงมาเพื่อขอพร หรือแก้บน แล้วแต่จะคิด

         แต่อีกมุมหนึ่งก็อาจเป็นความเคลื่อนไหวปกติ เพราะ เดือนก่อนที่่จะมีคำสั่งฟ้าผ่า คนคอนยังเห็นเจ้าตัววนเวียนเข้าวัดโน้นวัดนี้อยู่เลย ก่อนกลับกรุงเทพฯ หลังจากที่มีคำสั่งแล้ว

         และเรื่องเข้าวัดทำบุญที่นครศรีฯ เทพโจ๊กก็มาบ่อยๆ เช่น องค์พระบรมธาตุเจดีย์ศาลหลักเมืองวัดถ้ำภูเขาเหล็กไอ้ไข่วัดเจดีย์ อ.สิชล เฉกเช่นคนทั่วไปที่มักจะมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่นับถือบูชาในชีวิต

เทพโจ๊กคนเดิม

          เสร็จกิจรอบหลัง บิ๊กโจ๊กเข้ากรุง แม้จะปรากฏแต่เสียงให้สัมภาษณ์รายการ “ล่าความจริง” ทางเนชั่นทีวี แต่ก็นับเป็นที่แรกที่เขามาเคลียร์ทุกคำถาม

          จับความดู เหมือนไม่มีอะไรลึกซึ้ง แต่ถ้าจับความเคลื่อนไหวมาประกอบ จะพบว่านี่เป็นครั้งแรกหลังเกิดเรื่องที่บิ๊กโจ๊กคุยเป็นคุ้งเป็นแคว ทั้งที่ เดือนก่อนยังเงียบกริบอยู่เลย !

http://komchadluek.net/news/scoop/377227

          แถมก่อนนั้นนิดเดียว ในกระแสความร้อนแรง บิ๊กป้อม พล..ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ในฐานะประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (.ตร.) ก็ออกมาเปิดประชุม แล้วมีวาระถอดชื่อบิ๊กโจ๊ก พ้นอนุกรรมการ ก.ตร.แล้ว

          ดังนั้นพอบิ๊กโจ๊กจ้อยาวรอบนี้ จึงเหมือนออกมาสำทับว่า ที่สงสัย สงกากันนั้น ไม่มีอะไรลึกลับ และการที่ชื่อของเขายังอยู่ในคณะอนุกรรมการ ก.ตร.ก่อนนี้ ก็เป็นเรื่องเก่าตั้งแต่ปี 2558 ในสมัยที่ยังดำรงตำแหน่ง ผบ.สตม.

           โดยตอนนั้นมีอนุกรรมการ ก.ตรบางท่านลาออก แล้วก็ไม่ใช่แค่ “อนุกรรมการฝ่ายกฎหมายและระเบียบ” ที่ตนเองได้รับอย่างเดียว ยังมีอีกหลายอนุกรรมการ ที่ พล..ประวิตรเป็นผู้ลงนามอีกด้วย เหมือนจะบอกว่าไม่ได้เป็นคนพิเศษ 

          ส่วนการถอดชื่อออกไปครั้งนี้ ก็ถูกต้องแล้ว เพราะงานใหม่ที่ได้รับมอบหมาย มันล้นจนไม่มีเวลาทำอย่างอื่น ทั้งเรื่องปัญหาหนี้นอกระบบอาชญากรรม คอลเซ็นเตอร์ ฯลฯ แถมยังยืนยันว่า ที่ย้ายมาไม่ได้เป็นการเด้งฟ้าผ่าอีกด้วย

          “เราเป็นข้าราชการของแผ่นดินในองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ดังนั้นผมทำหน้าที่ ทำงานทุ่มเทเหมือนเดิม เพื่อพัฒนาแผ่นดิน เปรียบเหมือนผู้เล่นฟุตบอลก็ทำหน้าที่ให้ดีที่สุดตามตำแหน่งที่ได้รับมอบหมาย”

          ส่วนที่ก่อนหน้านี้ หายเงียบ ไม่พบสื่อ เพราะเป็นข้าราชการต้องมีวินัย เมื่อนายมอบหมายอะไร ก็ต้องทำอย่างเคร่งครัด

          แล้วกรณีที่มีภาพว่าเดินทางไปทำบุญที่นครศรีธรรมราชนั้น ยืนยันว่าเป็นคนชอบทำบุญ มีโอกาสก็ไปไหว้ไปกราบ แต่ไม่ได้ทำพิธีกรรมอะไร ไม่มีรถนำขบวน หรือมีข้าราชการตำรวจต้อนรับ เพราะเป็นคนสมถะ

          เทพโจ๊กเขาแจงมายิบอย่างนี้ คนไทยไม่ตอบไรมาก นอกจากบอกคำเดียว ว่ารอดู !!