แผนสู้เพื่อสุขภาวะ “8กลุ่มเฉพาะ”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/377992?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แผนสู้เพื่อสุขภาวะ “8กลุ่มเฉพาะ”

3 กรกฎาคม 2562 – 13:25 น.
สุขภาพ
เปิดอ่าน 1,848 ครั้ง

โดย…   ทีมข่าวรายงานพิเศษ

คนชายขอบทั่วไทยกว่า 2,000 คน รวมตัวกันจัดเวทีครั้งใหญ่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน หวังให้เกิดความเข้าใจสถานการณ์ด้านสุขภาพของกลุ่มคนที่มีหลากหลายแตกต่างกัน หรือที่เรียกว่า “ประชากรกลุ่มเฉพาะ” !

วันที่ 12-13 มิถุนายน 2562 “สสส.” เป็นเจ้าภาพจัดงานเวทีภาคประชาชน “เสียงที่คนอื่นไม่ได้ยิน : ประชากรกลุ่มเฉพาะ Voice of the voiceless: the vulnerable populations” ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี

ใครสนใจงานด้านจิตอาสา หรือชอบกิจกรรมทำประโยชน์เพื่อสังคม หากพลาดไม่ได้ไปงานนี้ถือเป็นเรื่องน่าเสียดายมาก เพราะเป็นการรวมตัวกันครั้งสำคัญในรอบสิบกว่าปีที่ผ่านมาของกลุ่มเครือข่ายภาคประชาชน เอ็นจีโอ นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชน ฯลฯ มีการจัดแสดงนิทรรศการ งานเสวนาวิชาการ โชว์ศิลปะพื้นบ้าน ห้องอบรมปฏิบัติการเชิงลึกที่ช่วยเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ให้เกิดกระบวนการเรียนรู้เข้าใจสังคมไทยในวันนี้หลากหลายแง่มุม เช่น “อุดมการณ์และความร่วมมือเพื่อสังคมสูงอายุ”, “สุขภาวะมุสลิมไทย”, “การลดความเสี่ยงจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อมในชุมชน”, “ปัญหาสถานะบุคคลและชาติพันธุ์”, “ความเป็นธรรมทางสุขภาพในมิติทางเพศ”, “นานาทัศนะต่อคุกไทย: สิ่งที่เห็น กับสิ่งที่ควรจะเป็น”, “ละครของผู้ไร้เสียง”, “เรื่องเล่าจาก อาสาพาเลิกบุหรี่” ฯลฯ

“ภรณี ภู่ประเสริฐ” ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ “สสส.” เล่าว่า ตลอด 10 ปีที่ผ่านมามีการร่วมงานกับภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน เพื่อมุ่งเน้นลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างความเป็นธรรมทางสุขภาพในประชากรกลุ่มเฉพาะ 8 กลุ่ม ได้แก่ คนพิการ 2.04 ล้านคน ผู้ต้องขังหญิง 1.5 แสนคน ผู้สูงอายุ 13.3 ล้านคน แรงงานนอกระบบ 21.19 ล้านคน ผู้มีปัญหาสถานะบุคคล/ประชากรข้ามชาติ 3.1 ล้านคน มุสลิม 3.2 ล้านคน คนไร้บ้าน 1,518 คน และผู้หญิง 37.7 ล้านคน กลุ่มคนเหล่านี้มีจำนวนมากกำลังได้รับผลกระทบจาก “ความไม่เป็นธรรมทางสุขภาพ” ซึ่งที่ผ่านมามีการสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาองค์ความรู้ เพื่อนำไปสู่ข้อเสนอเชิงนโยบายที่จะช่วยสร้างกลไกให้เกิดนวัตกรรมต่างๆ ช่วยส่งเสริมให้เกิดสุขภาวะที่ดีในกลุ่มที่ไม่ค่อยมีโอกาสได้ส่งเสียงในสังคมมากนัก

ในงานดังกล่าวมีการจัด “เวทีส่งเสียงสะท้อนปัญหาสุขภาพของแรงงานในระบบและนอกระบบ” เพื่อแลกเปลี่ยนสถานการณ์สุขภาพ (Health Literacy) ของกลุ่มคนทำงานภาคส่วนต่างๆ ของประเทศไทย โดย “ป้าอรุณี ศรีโต” ตัวแทนเครือข่ายแรงงานนอกระบบ เล่าให้ฟังถึงปัญหาที่เกิดขึ้นว่า ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา คนงานนอกระบบที่มีอยู่มากกว่า 20 ล้านคนในไทย เช่น คนขายส้มตำ แผงกล้วยปิ้ง มอเตอร์ไซค์รับจ้าง คนเย็บผ้า แม่บ้านล้างจ้าน เกษตรกร ชาวไร่ ชาวนา ฯลฯ พวกเขาไม่เคยได้รับการส่งเสริมหรือสนับสนุนให้เข้าถึงสิทธิด้านสุขภาพอย่างแท้จริง ตั้งแต่สมัยกองทุนประกันสังคมยังไม่ให้เข้าร่วมเป็น “ผู้ประกันตน” เพราะถือว่าไม่มีนายจ้าง

“แต่พอพวกเราช่วยกันต่อสู้จนมีสิทธิได้ส่งเงินประกันตนตามมาตรา 40 ก็มีเงื่อนไขการส่งเงินเยอะแยะ มีหลายทางเลือก เข้าใจยาก สิทธิไม่เท่ากับคนทำงานในระบบอื่นๆ เกิดความสับสน ทำให้ชาวบ้านไม่อยากเข้าร่วม เช่น มีให้จ่ายเดือนละ 70 บาทบ้าง จ่าย 100 บาทบ้าง รัฐก็สมทบน้อยเหลือเกิน พอพวกเราเจ็บป่วยต้องจ่ายแพง ก็ไม่อยากไปหาหมอ จนอาการหนัก ตอนนี้คงต้องรอให้จัดเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม หวังว่าพวกเราจะเข้าไปใช้สิทธิเลือกตั้ง เลือกคนทำงานเป็นมาช่วยกันเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขต่างๆ ขอให้แรงงานนอกระบบได้รับสิทธิในการรักษาสุขภาพได้จริง” ป้าอรุณีกล่าว

ด้าน “ประทีป โมวพรหมานุช” และ “ธนกิจ สายโสภา” ตัวแทนเครือข่ายประกันสังคมคนทำงาน (คปค.) ซึ่งทำงานคลุกคลีกับแรงงานมาหลายสิบปี สะท้อนถึงปัญหาการสร้างความรู้เรื่องสุขภาพในกลุ่มคนงานว่า ไม่ค่อยประสบความสำเร็จนัก มีปัจจัยหลายอย่างที่เป็นอุปสรรค เช่น คนงานไม่รู้ว่าตัวเองมีความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วย เช่น ทำงานยกของหนัก ทำงานในสิ่งแวดล้อมที่มีสารเคมีพิษ หลายคนต้องทำโอทีด้วยวันละ 16 ชั่วโมง เพื่อให้ได้เงินค่าจ้างมากพอที่จะจ่ายค่าเลี้ยงดูครอบครัว

ส่วนใหญ่ผู้ชายในโรงงาน เมื่อทำงานหนักก็อยากผ่อนคลายด้วยการกินเหล้าหรือสูบบุหรี่ ได้เงินมาก็หมดไป เจ็บป่วยก็ไม่อยากไปหาหมอ ต้องรอเจ็บหนักจนทนไม่ไหว เมื่อถึงเวลานั้นต้องพักงานหรือป่วยจนโดนนายจ้างไล่ออก ส่วนคนงานผู้หญิงมีปัญหาพวกโรคเบาหวาน ความดัน ฯลฯ โรคเรื้อรังเหล่านี้ค่อยๆ สะสมในร่างกายของแรงงานมาเป็นเวลานาน สิทธิประกันสังคมหรือประกันสุขภาพบัตรทองบางครั้งไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายต่างๆ รวมถึงต้องหยุดพักรักษาตัวที่บ้าน ไม่ได้ค่าจ้างทำงาน

“ภาคภูมิ สุกใส” ประธานสหภาพแรงงานธนบุรีประกอบรถยนต์ เล่าให้ฟังถึงปัญหาเรียกร้องสิทธิด้านต่างๆ ของคนทำงานว่า สถานประกอบการในเมืองไทยมีประมาณ 5 แสนแห่ง แต่มีสหภาพแรงงานแค่ 1,000 กว่าแห่งเท่านั้น โดยสหภาพแรงงานที่มีนั้น แบ่งการทำงานเป็น 3 รูปแบบคือ แบบที่ 1 ปกป้องสิทธิแรงงานเต็มที่ บางครั้งถึงกับต้องยอมชนกับนายจ้างโดยตรง เพื่อเจรจาต่อรองให้คนงานได้ประโยชน์สูงสุด มีประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์, แบบที่ 2 โอนอ่อนผ่อนตามนายจ้างบ้างเป็นกรณีหรือแล้วแต่สถานการณ์ แบบนี้มีประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ และแบบที่ 3 คือตามใจนายจ้างทุกอย่าง แบบนี้มีประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ พร้อมกล่าวต่อว่า

“ปัญหาตอนนี้คือ แรงงานไม่ได้รวมตัวกันอย่างเข้มแข็งเพียงพอ ที่จะต่อรองสิทธิต่างๆ ที่ตัวเองควรได้รับ แม้แต่ระบบประกันสังคมที่กำหนดให้สิทธิตรวจสุขภาพฟรีกับคนงานทุกคน หลายโรงงานจ้างทีมตรวจสุขภาพจากโรงพยาบาลมาตรวจที่โรงงานเลย แต่ปรากฏว่า ตรวจแล้วก็แค่แจ้งผลเป็นคนๆ ไป ไม่ได้บอกข้อมูลภาพรวมของสุขภาพคนโรงงานว่าเป็นอย่างไรบ้าง เช่น มีคนป่วยเป็นโรคระบบทางเดินหายใจเท่าไร ความดัน เบาหวาน โรคกระดูกไขข้อ ฯลฯ ข้อมูลสถิติเหล่านี้ถ้าเอามาช่วยกันวิเคราะห์ จะทำให้สถานประกอบการได้ตระหนักว่า คนงานกำลังเจ็บป่วยด้วยโรคอะไรสูงสุด แต่ละแผนกมีความแตกต่างกันอย่างไร เช่น ถ้ามีคนเป็นโรคเบาหวานเยอะมาก โรงอาหารต้องปรับให้มีอาหารผัก อาหารสุขภาพมากขึ้น หรือถ้าแผนกไหนป่วยระบบทางเดินหายใจมาก ก็ต้องปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม เรื่องแบบนี้ถ้าร่วมมือกันทั้งสองฝ่าย สร้างกลไกดูแลสุขภาพร่วมกัน สุดท้ายนายจ้างก็จะได้ประโยชน์เพราะคนงานมีสุขภาพดีขึ้น ไม่เจ็บป่วยลาบ่อยๆ”

จากเสียงสะท้อนข้างต้น แสดงให้เห็นว่า “คนที่อยู่ในวัยทำงาน” ทั้งแรงงานในระบบประกันสังคมที่มีนายจ้าง หรือแรงงานอิสระนอกระบบนั้น ต่างมีปัญหาด้านสุขภาพแตกต่างกันไป รวมถึงการเข้าไม่ถึงสิทธิในการรักษาพยาบาล

ที่ผ่านมา “สสส.” คือองค์กรหลักสำคัญของประเทศไทย ในการทำงานผลักดันสร้างกลไกให้คนไทยมีสุขภาพดีทั้งกายและใจ รวมถึงสิ่งแวดล้อมที่ดีด้วย หรือเรียกรวมๆ ว่า “สุขภาวะ” โดยเฉพาะในกลุ่มคนชายขอบที่เข้าไม่ถึงสิทธิต่างๆ

ดังนั้น การดูแล “ประชากรกลุ่มเฉพาะ” ที่เป็นกลุ่มเปราะบางไม่ว่าจะเป็น นักโทษในเรือนจำ คนไร้บ้าน แรงงานต่างด้าว ฯลฯ ต้องสร้างกลไก “พื้นที่ต้นแบบการทำงาน” เพื่อลดความเหลื่อมล้ำของประชากรกลุ่มเปราะบางโดยเฉพาะ

ล่าสุด “สสส.” เสนอให้มี “แผนพัฒนากลไกดูแลสุขภาพ” 4 ข้อด้วยกัน ได้แก่ 1.พัฒนากลไกช่วยพิสูจน์สิทธิของประชากรเพื่อการเข้าถึงบริการทางสุขภาพที่พึงมี 2.พัฒนากลไกการได้รับสิทธิบริการที่เหมาะสมให้แก่กลุ่มประชากรที่มีความแตกต่างกัน 3.พัฒนากลไกเข้าถึงความเป็นธรรมทางสุขภาพ และ 4.พัฒนากลไกสื่อสารเพื่อการสร้างความเข้าใจการสร้างเสริมสุขภาวะของประชากรกลุ่มเฉพาะ

กลไกทั้ง 4 ข้อข้างต้นนั้น หากทำได้ประสบความสำเร็จจริง จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้แก่ประเทศไทยในอนาคตอย่างแน่นอน แต่ สสส.คงทำงานฝ่ายเดียวไม่ได้ ต้องมี “แผนสู้เพื่อสุขภาวะ” อย่างเป็นระบบ โดยการอาศัยความร่วมมือของ 3 ส่วนด้วยกัน คือ ส่วนที่ 1 ตัวแรงงานหรือคนทำงานเองว่า หากอยากมีสุขภาพดีต้องร่วมมือที่จะต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงตัวเอง ส่วนที่ 2 การร่วมมือกันเป็นเครือข่ายภาคประชาชน เพื่อช่วยกันต่อสู้ผลักดันเรียกร้องรัฐให้ออกนโยบายหรือกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และส่วนสุดท้าย คือ การร่วมมือกับกลุ่มภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อให้ต่อสู้ให้บรรลุ “ความเป็นธรรมทางสุขภาพ”

ยุทธศาสตร์การสร้างแนวร่วมสนับสนุน 3 ส่วนข้างต้น คือแผนสำคัญในการสู้เพื่อสร้างกลไก “สุขภาวะ” อย่างเท่าเทียมและเท่าถึง !

รูปสีไม่ค่อยสวยเพราะแสงไฟในห้องประชุม ฝากปรับด้วยนะคะ

เวทีปัญญาชนปลุก”รวมพลังประชาสังคม”ยุติ”ประชาธิปไตยลายพราง”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/377993?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เวทีปัญญาชนปลุก”รวมพลังประชาสังคม”ยุติ”ประชาธิปไตยลายพราง”

3 กรกฎาคม 2562 – 13:10 น.
เวทีปัญญาชน,ประชาธิปไตยลายพราง
เปิดอ่าน 1,349 ครั้ง

โดย…   ขนิษฐา เทพจร

สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ในสังคมการเมืองสมัยนี้ คือมุมมองที่ถูกวิจารณ์ว่าแม้ประเทศไทยจะมีการเลือกตั้งเสมือนเป็นกลไกของการก้าวผ่านระบอบปกครองโดยคณะทหารไปสู่การปกครองภายใต้ตัวแทนประชาชน ในลักษณะของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ยังก้าวไปไม่ถึงจุดที่ถูกคาดหวัง

เพราะปัจจัยที่ “เครือข่ายอำนาจทหาร” ​ยังคงแผ่ขยายมายังการเมืองหลังการเลือกตั้ง และยิ่งเป็นจุดที่ถูกวิจารณ์ได้ว่านี่คือ การสืบทอดอำนาจ และการเมืองในประเทศไทยยังคงอยู่ในรูปแบบของ “ประชาธิปไตยระยะเปลี่ยนผ่าน” ที่ทหารยังมีอำนาจนำ ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะนำประชาธิปไตยที่สังคมคาดหวังไปในทิศทางไหน

จุดที่ทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้นสะท้อนมุมมองให้เห็นถึงต้นตอ ปัญหา และทางออกที่ควรจะเป็น ในงานเสวนาวิชาการเรื่อง “จากรัฐบาลลายพรางสู่ประชาธิปไตยอำพราง” ซึ่งจัดโดยฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับเครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง (คนส.) ชี้ให้เห็นถึงที่มา ปัญหา และทางออก หวังให้การถอดบทเรียนเป็นส่วนหนึ่งที่พาสังคมไทยก้าวพ้นจากวัฏจักรการเมืองไทยที่ติดหล่ม

เวทีเสวนาเริ่มต้นโดยการฉายให้เห็นถึง “ที่มาของประชาธิปไตยอำพราง” โดย ศ.สมชาย ปรีชาศิลปกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ฉายภาพให้เห็นว่าที่มาของมุมมอง “ประชาธิปไตยอำพราง” สะท้อนภาพเห็นชัดจาก รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ที่มีเนื้อหาต่อการสร้างอำนาจนิยมเชิงเครือข่าย ที่มีตัวตั้งจากสถาบันทหารไปสู่สถาบันตุลาการ องค์กรอิสระ ผ่านกระบวนการตัดสินคดีที่มีเป้าหมายร่วมกันในเชิงอุดมการณ์และนำไปสู่การปฏิบัติการร่วมกัน ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และนายกฯ พยายามย้ำว่าให้เป็นไปตามกฎหมาย คือสิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่าองค์กรที่มีหน้าที่พิจารณาตามกฎหมายนั้น ขับเคลื่อนไปตามเป้าหมายด้วยทิศทางเดียวกัน

ศ.สมชาย ปรีชาศิลปกุล

“การเลือกตั้งเป็นตัวอย่างที่ทำให้เห็นปฏิบัติการร่วมกัน แม้มีข้อโต้แย้งเกิดขึ้น ทั้งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐที่ถูกอธิบายซึ่งอยู่นอกหลักการของกฎหมาย, การนับคะแนนเลือกตั้งแบบปัดเศษ, สั่งให้ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ หยุดปฏิบัติหน้าที่ ส.ส. ซึ่งผมมองว่ากระบวนการที่ปฏิบัติการร่วมกัน คือความพยายามสร้างความยอมรับเทียม หรือความชอบธรรมเทียมให้เกิดขึ้น” อ.สมชาย สะท้อนมุมมอง

ขณะที่ ดร.เอกพันธุ์ ปิณฑวณิช สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล วิเคราะห์ต่อประเด็นการทำหน้าที่ขององค์กรเลือกตั้ง คือ “คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)” ที่สอดรับกับกลไก เกิดประชาธิปไตยอำพราง ผ่านการเพิ่มจำนวน ส.ส. ที่กลายเป็นเสียงสนับสนุนให้พรรคการเมืองของทหาร ซึ่งเริ่มต้นจากการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อให้แก่พรรคการเมืองที่ไม่ได้คะแนนเลือกตั้งค่ากลาง ซึ่งเป็นคะแนนที่พึงมีที่ให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งได้เป็น ส.ส. และจากผลการคำนวณที่เกิดขึ้นของ กกต. ทำให้เห็นภาพชัดคือ “ว่าที่รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ”

ดร.เอกพันธุ์ ปิณฑวณิช

ต่อเนื่องกับประเด็นที่ถูกฉายภาพ ​ดร.บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ย้ำว่า กลไกที่ขับเคลื่อนสำคัญของประชาธิปไตยอำพราง คือการให้สิทธิ “ส.ว.” ร่วมโหวตนายกฯ ซึ่งเปรียบเหมือนให้สิทธิ “ส.ว.” ขโมยผลการเลือกตั้งทั่วไป ทำให้ “พรรคการเมือง” ได้คะแนนเลือกตั้งสูงสุดอันดับ 2 เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้ เพราะมีคะแนนบวกเพิ่มอีก 250 เสียงจาก “วุฒิสมาชิก” ซึ่งมองว่าเป็นความผิดปกติที่ถูกเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ ที่เสียงข้างมากธรรมดาไม่สามารถตั้งรัฐบาลได้ ทั้งนี้ประชาธิปไตยของไทยที่ตนมองคือประชาธิปไตยสลึงเดียว เนื่องจากองค์กรอิสระและตุลาการมีความเหลื่อมล้ำต่อการพิจารณาคดี ซึ่งเป็นประเด็นที่น่ากลัวว่าอาจสร้างแรงกระเพื่อมที่นำไปสู่การปะทะทางสังคมได้

ดร.บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ

“ตอนนี้มีพรรครัฐบาลแบบผสมรวมกัน 20 พรรค ทำให้รัฐบาลอาจเป็นแบบบุฟเฟ่ต์คาบิเนต เห็นแก่ผลประโยชน์ ต่อรองอยู่ตำแหน่ง ดังนั้นประชาธิปไตยอำพราง เป็นผลมาจากการสร้างเงื่อนไขที่มีผลกระทบต่อเสถียรภาพและความมั่นใจในรัฐบาล ทั้งนี้ผมมองว่าสิ่งที่ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์อยู่ในอำนาจได้นานภายใต้ความไม่สมดุลทางอำนาจ ที่เป็นจริงในสังคม คือการจัดสัมพันธภาพใหม่เพื่อรักษาฐานอำนาจที่เป็นปึกแผ่น และเงื่อนไขว่าด้วยสถาบันทหาร” ดร.บัณฑิต ย้ำ

เมื่อเกิด “ประชาธิปไตยอำพราง” แน่นอนว่าผลลัพธ์ต้องมีตามมา เวทีวิชาการสะท้อนมุมของผลกระทบโครงสร้างทางสังคม  เริ่มต้นการฉายภาพ โดย ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ อดีตอาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองว่า จากผลการศึกษาการเมืองจากต่างประเทศภายใต้การปกครองอำพราง ของ “กลุ่มทหาร” ที่สมคบกับ “กลุ่มทุน” หรือ “อุตสาหกรรม” จะพบพฤติกรรมหลัก คือวางระบบผลประโยชน์ผูกขาด ผ่านการทำนโยบายเพื่อเอื้อกลุ่มของตนเอง กลุ่มทุน และมักมีเรื่องคอร์รัปชั่นเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยปราศจากการตรวจสอบ

“ภายใต้ระบบ คสช. 5 ปีที่ผ่านมาไม่เคยมีใครเคยตรวจสอบว่ามีกลุ่มทุนที่ได้รับประโยชน์จากโครงการสารพัด มีกระบวนการให้ หรือต่างตอบแทน รวมถึงขั้นตอนทางราชการที่เอื้อประโยชน์ เพราะแค่จะนั่งรถไฟไปตรวจสอบยังถูกปิดกั้น อย่างไรก็ตามผมมองว่าระบอบประชาธิปไตยสามารถตรวจสอบตีแผ่ได้ผ่านโซเชียลมีเดีย เพื่อให้การดำเนินการใดๆ เป็นไปเพื่อประโยชน์ประชาชนได้มากที่สุด ทั้งนี้ภายหลังการเลือกตั้งผมมองว่าสภายังไม่มีอำนาจ เพราะอำนาจยังอยู่ที่ทหารและคสช. ผ่านหน่วยงานที่ถูกถ่ายโอนอำนาจ” ดร.พิชิต ให้มุมมอง

ขณะที่ผลกระทบด้านสังคม ดร.เบญจรัตน์ แซ่ฉั่ว สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล มองว่า จากการออกคำสั่งของ “คสช.” พื้นที่การเจรจาต่อรองของ “ประชาชน” ถูกลดลงไป ซึ่งผลพวงของคำสั่งดังกล่าวยังคงอยู่ไปจนกว่าจะยกเลิกคำสั่ง อย่างไรก็ดีในรัฐบาลหลังการเลือกตั้งสิ่งที่กังวลคือ “สิทธิเสรีภาพในการรวมตัวของประชาชน” แม้คำสั่งการชุมนุมเกิน 5 คน โดย คสช.จะถูกยกเลิก แต่ยังถูกจำกัดสิทธิการแสดงความเห็นผ่านการแฝงตัวของหน่วยงานความมั่นคงในเวทีเสวนา หรือการแสดงออกทางสิทธิด้านแสดงความเห็นของประชาชน โดยที่ผ่านมาการใช้สิทธิแสดงออกมีประชาชนถูกจับและดำเนินคดีที่ไม่ผ่านกระบวนการยุติธรรมทางกฎหมาย เช่น การเยี่ยมบ้าน การไล่ล่าคนที่เห็นต่างที่ลี้ภัยต่างประเทศ รวมถึงการใช้อำนาจนอกระบบทำร้าย “ประชาชนซึ่งเคลื่อนไหวทางการเมือง” อย่างน้อย 11 ครั้งก่อนการเลือกตั้ง และหลังการเลือกตั้ง ที่พบสถิติ 12 ครั้ง โดยล่าสุดคือกรณี “จ่านิว” สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ ที่มุ่งหมายสำคัญคือ “ห้ามคิดต่าง-ห้ามเคลื่อนไหวทางการเมือง-ห้ามตั้งคำถาม”

“การสร้างความขัดแย้งและความเกลียดชังทางสังคมยังคงน่ากลัว และต่อไปเชื่อว่าจะเกิดความแตกแยกในสังคมจะมีเพิ่มมากขึ้น รัฐบาลนี้และรัฐบาลที่จะเกิดขึ้นต่อไปคือรัฐบาลลายพรางที่สวมหน้ากากประชาธิปไตย แต่ยังคงความไม่เห็นหัวประชาชนต่อไป แม้จะมีการปฏิรูป หรือมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” ดร.เบญจรัตน์ สะท้อนมุมปัญหา

และเมื่อปัญหาเกิดขึ้น “ทางออก” จะยังมีให้เห็นหรือไม่ เวทีวิชาการเชื่อว่าต้องมี ผ่านแรงขับเคลื่อนของภาคประชาสังคม  โดย อ.นพพร ขุนค้า คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ มองทางออกของปัญหา “ประชาธิปไตยลายพราง” คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ผ่านการตั้งต้น​จาก ​“สภาผู้แทนราษฎร” ​คือคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาของรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีเหตุอันสมควรที่จะแก้ไข จากนั้นเสนอไปยัง “คณะรัฐมนตรี” ให้ทำประชามติถามประชาชนว่า “ควรแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ จะแก้บางส่วน หรือแก้ประเด็นใด” ส่วนตัวมองว่าแนวทางนี้จะนำไปสู่ทางออกที่ง่ายกว่าขอเสียงสนับสนุนจาก “ส.ว.” ที่เปรียบเป็น “คณะองครักษ์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ”

นพพร ขุนค้า

ฟากของตัวแทนฝ่ายการเมือง พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ ฐานะคณะทำงานประสานงานร่วมพรรคฝ่ายค้าน มองทางออกของระบบประชาธิปไตยไทย คือ “ทำทางใหม่” โดยความเห็นของ 7 พรรคร่วมฝ่ายค้าน เห็นร่วมกันว่าพวกเราจะเป็นพรรคการเมืองที่จะสร้างสถาบันการเมืองร่วมกัน ผ่านอุดมการณ์ที่ทำให้ประเทศออกจากระบอบเผด็จการให้ได้ ส่วนที่หลายฝ่ายบอกว่าต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อแก้ปัญหานั้น การมองมุมใหม่คือเน้นไปที่ประชาชนตระหนักในเรื่องประชาธิปไตยและให้ประชาชนทวงสิทธิของตนเองจาก “รัฐบาล”​และ “ผู้นำประเทศที่ไม่เป็นประชาธิปไตย”

“รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นฉบับรับใช้ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ใช่ประชาชน ในแง่จริยธรรมถือว่าแย่มาก เพราะหากใครทำเพื่อตัวเองถือว่าไร้เกียรติ ดูอย่างการเลือก ส.ว. ให้กลับมาเลือกตัวเอง ทั้งที่รัฐธรรมนูญกำหนดคุณสมบัติของ ส.ว. คือต้องเป็นกลางทางการเมือง ดังนั้นเมื่อ ส.ว.เลือก พล.อ.ประยุทธ์ ฐานะผู้เลือก ส.ว.มาดำรงตำแหน่ง ถือว่าเป็นประเด็นที่จะเอา ส.ว.ออกจากตำแหน่งได้ ทั้งนี้การสืบทอดอำนาจของคสช. ที่สำคัญคือการให้ตำแหน่งแก่บุคคลโดยเฉพาะองค์กรอิสระ” พ.ต.อ.ทวี แสดงทัศนะ

ปิดท้ายในเวทีวิชาการ “ยิ่งชีพ อัชฌานนท์” โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน – iLaw เชื่อว่าปัญหาของประชาธิปไตยลายพรางมีทางออกผ่านการลงแรงของประชาชน ต่อการขับเคลื่อนเป็นกระบวนการที่เข้มแข็งของ “ภาคประชาสังคม” ​ส่วนตัวมีข้อเสนอที่เป็นจุดเริ่มต้นของความเห็น ทั้งแก้รัฐธรรมนูญ ยกเลิกคำสั่งคสช. คือ 1.ยกเลิกหมวดปฏิรูปในรัฐธรรมนูญ 2.ยกเลิกแผนยุทธศาสตร์ชาติ 3.แก้ไขมาตรา 272 ว่าด้วยอำนาจของส.ว.โหวตนายกฯ 4.เซตซีโร่ “องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ” และ 5.เสนอให้แก้ไข “วิธีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ” ที่รัฐธรรมนูญกำหนดเพื่อนำไปสู่การทำประชามติ

ขณะที่กระบวนการของ “สภา” ต้องอาศัยความร่วมมือกับ “ประชาธิปัตย์” ที่เคยเสนอเจตนารมณ์ว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ พร้อมมีเงื่อนไขว่า หากพรรคพลังประชารัฐและคสช.ไม่ยอมแก้ไข จะ “ลาออก” จากการร่วมรัฐบาล

เอาอย่างไร..ว่ากันมา

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/377990?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เอาอย่างไร..ว่ากันมา

3 กรกฎาคม 2562 – 13:10 น.
จี้จุดตายคลายจุดเป็น,พลังประชารัฐ,สามมิตร,อุตตม สาวนายน
เปิดอ่าน 4,764 ครั้ง

คอลัมน์…  จี้จุดตายคลายจุดเป็น  โดย…  เร้นกาย ไร้เงา

จบแล้ว “ละครคณะสามมิตร” แห่งพลังประชารัฐ! หลังกู่ร้องก้องโลกเรียกค่าตอบแทนในการทำงาน…

“อุตตม สาวนายน” หัวหน้าพรรคพปชร. พร้อมกับ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ, สมศักดิ์ เทพสุทิน สองคีย์แมนกลุ่มสามมิตร แถลงร่วมปิดรอยบาดหมางได้แบบหลายคนงงใจ !

“สีสันทางการเมือง เพราะมันคือวิถีประชาธิปไตย เสียงสะท้อนของผู้แทนฯ คือสิ่งดีๆ ที่แสดงออกมา ไม่ขับเลขาธิการพรรค แต่ปัญหาก็เคลียร์กันได้ ทุกอย่างยุติ เดินหน้าทำงานในครม.กับรัฐสภา และเคารพการตัดสินของลุงตู่ !” คือสาระหลักๆ ที่สามคีย์แมน พปชร.แจ้งไว้

แสดงว่าการต่อรองเก้าอี้ รมต.รอบนี้ยุติและกลุ่มสามมิตรรอการปรับ ครม.ลุงตู่ 2/2 ที่น่าจะเวียนรอบให้คนอกหักได้สมหวังในเร็ววัน…

แต่คนที่งง ! คือ…ทำไมหักมุมไวปานกามนิตหนุ่มเยี่ยงนี้ ? เพราะหลายวันก่อนคนไทยทั่วไปคงได้รับรู้ข่าวสารกันไปแล้ว ดังนั้นน่าจะตรองได้เองว่าอนาคตของ ครม.ลุงตู่ 2 จะทำงานได้คล่องไหม

แน่นอนว่าการตีรวนของคนการเมืองในพลังประชารัฐเกี่ยวกับอาการงอแงหลังส่อแววหลุดโผ ครม. ออกมาในแบบที่ไม่ค่อยบังเกิดในสังคม

เกมนี้เดาใจเลยว่า…ลุงตู่มิปลื้มเลยกับสิ่งที่บังเกิด แต่ก็สะกดใจเอาไว้

และเมื่อพินิจใจความสำคัญสำหรับข้อความที่ลุงตู่ส่งออกมาขอโทษสังคมเกี่ยวกับความวุ่นวายในการตั้ง ครม.ประยุทธ์ 2 มันสะท้อนอะไรบางอย่าง…จนมือลึกลับต้องมีอาณัติสัญญาณลับส่งออกไปตามหลังให้ใครบางคนรับรู้…และสยบ

แต่สิ่งที่บังเกิดนั้นมองข้ามไม่ได้เลยว่าจังหวะพลาดครั้งนี้ส่งผลบวกหลายทวีคูณกับขั้วตรงข้ามลุงตู่โดยพลันทำให้หลายคนยิ้มมุมปากและสั่งเตรียมกำลังพลรอสถานการณ์เดินหาแต้มกันแล้วกับข่าวคราวจากอาคารปานศรีในหลายวันก่อน เพราะรู้แล้วว่าคนงอแงบางขั้วใน พปชร.วางเกมอะไรที่จะตีรวนบนกระดานการเมืองในห้องประชุมสภาผู้แทนฯ และจ่อตรวจงานเสนาบดีที่เป็นคนกันเองจนทำนายได้เลาๆ ว่าลุงตู่อาจจะต้องตกอยู่ในภาวะเป็ดง่อย

แปลว่าฝ่ายค้านไม่ต้องทำการบ้านเยอะ รอจังหวะสวนกลับและรอสัญญาณว่าที่งูเห่าขั้วหนุนลุงตู่จะเดินหมากอย่างไรก็พอ…

แต่ “ขั้วตรงข้ามลุงตู่” ก็ต้องลุ้นว่าพลพรรคสีส้มจะมีชะตากรรมเช่นใดในเพลาอันใกล้นี้…เพราะคีย์แมนหลากพรรคมองว่าเสี่ยเอกแห่งอนาคตใหม่น่าจะหมดอนาคตทางการเมืองไปพักใหญ่ และรอดูว่าผลกระทบที่ข้องเกี่ยวกับพลพรรคสีส้มจะเผยในรูปแบบใด ?

ตรงนี้คือจุดเปลี่ยนสำคัญจุดหนึ่งของการเมืองไทย เพราะมีหลากองค์ประกอบที่พัวพันกับหลายปัจจัยทางการเมือง หากมีข้อมูลที่แน่ชัดกว่านี้จะนำมาคลี่ให้สังคมรับรู้ในเพลาหน้า…เพื่อทายทักกับสิ่งที่จะเกิดในอนาคตกันแต่เนิ่นๆ

ยามนี้ข้อมูลบางส่วนที่สายสืบแคะมาได้นั้น คือ หากลุงตู่กุมสภาพได้ในการตั้ง ครม.ครั้งนี้ แบบไม่ยอมลงให้กับแรงบีบของบางคน และตอนนี้กลุ่มสามมิตรถอยให้เพราะรับทราบบางรหัสลับที่สื่อมาเมื่อค่ำวันจันทร์…และหมอบกระแตไปเมื่อสายวันอังคารแล้ว

ดังนั้นการขึ้นหลังเสือเป็นหัวหน้าพรรค พปชร. ของลุงตู่น่าจะมาไวขึ้นกว่ากำหนด และใครที่งอแงอาจจะวืดในการลงสนามครั้งหน้า

และสายสืบยังควานพบกระแสข่าวลอยลมลือว่าหากวันข้างหน้าใครบางคนยังทำอะไรมั่วๆ กันแบบนี้อีก…ดาบในมือลุงตู่ที่มีอยู่ที่จะทำให้คนใน พปชร.และหลายพรรคชะงักงันคือยุบสภาก่อนเวลาอันควร

ถามว่า คนการเมืองพร้อมรับแรงกระแทกนี้ไหม ?

คำตอบนั้น คือ หลายพรรคคงไม่สุขใจเพราะปัจจัยที่หว่านลงไปยังไม่งอกเงย หากต้องควักสรรพกำลังกันอีกรอบก็คงจะเหนื่อยกว่าเดิม และไม่ต้องมองไกลเลยว่ายามหน้า พปชร.จะเดินสายแตะขั้วกับพรรคอื่นๆ ได้สะดวกไหม ?

แต่คนที่ดิ้นแน่ๆ คือ ส.ส.สองระบบของ พปชร.และอดีตผู้สมัคร ส.ส. เพราะกระแสพรรคยามนี้ “รุ่งหรือร่วง” นั้น คนใน พปชร. คงหาคำตอบได้เอง…

งานนี้เท่ากับว่า พปชร.ขาดทุนจากการบอมบ์ตัวเองและคนเคียงข้าง โดยมิรับฟังกระแสความที่ลุงตู่ส่งมาเลย แม้ยามถัดมาจะออกมาแก้เกี้ยวไปได้แบบงงใจก็ตาม…

ดังนั้นหากจะตัองปิดเกมเร็วเพื่อวางจังหวะเดินหน้า การสละอวัยวะเพื่อรักษาชีวิต บางคราวคงต้องกระทำ…และยิ่งชายชาติทหารที่ชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา น่าจะพินิจทางเลือกที่เหมาะที่สุดไว้ในใจแล้วกับวิถีประชาธิปไตยที่ลุงตู่คือคนกุมชะตาหากวันนั้นมาถึง…กับหลากเหตุทางการเมือง

เดาใจว่า…ลุงตู่คงไม่อยากให้วิธีเดิมๆ ที่หลายคนมิหวังให้มันกลับมาอีกโผล่มาในห้วงเวลาอันใกล้นี้

ยิ่งมองไปยังใจความที่ลุงตู่สรุปว่า “อย่าต้องให้การแก้ปัญหาแบบเดิมๆ ต้องกลับมาอีก” มันแปลความไปไกลไม่ได้เลยว่าโรดแม็พห้าปีที่ลุงตู่วางไว้กับยุทธศาสตร์ชาติยี่สิบปีที่ต้องพัฒนาประเทศอาจยุติหากใครบางคนยังดื้อแพ่งกันเช่นนี้…

คำตอบคงมีเพียงว่า หากจะเอาแบบนี้ ผลลัพธ์จะมาในรูปแบบนี้ ในเมื่อเตือนสติกันแล้วมิสดับรับฟัง…

มันแปลความว่าลุงตู่น่าจะรู้ว่าใครบางคนสั่งหลายกรมกองให้ขัดดาบปลายปืนให้พร้อมสรรพ หากการเมืองในระบบหาทางออกกันไม่ได้

ในเมื่อยังดื้อกันแบบนี้ คำตอบวันนั้นคือตัวใครตัวมันก็แล้วกัน…

อดีตพธม.หนุนปฏิรูปคุกเปิด 5 มุ้งคนดังในเรือนจำ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/377975?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อดีตพธม.หนุนปฏิรูปคุกเปิด 5 มุ้งคนดังในเรือนจำ

3 กรกฎาคม 2562 – 12:45 น.
ล่าความจริงพิกัดข่าว,นักโทษลุ้นคุก,เรือนจำ
เปิดอ่าน 2,021 ครั้ง

คอลัมน์…  ล่าความจริง..พิกัดข่าว   โดย…   ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

นับเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่กำลังรอการปฏิรูปจากภาครัฐอย่างเร่งด่วน สำหรับกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของบ้านเรา โดยเฉพาะปัญหา “นักโทษลุ้นคุก ผู้ต้องขังล้นเรือนจำ”

จากข้อมูลการจัดอันดับผู้ต้องขังของ http://www.prisonstudies.org พบว่า ประเทศไทยมีผู้ต้องขังสูงเป็นอันดับ 6 ของโลก ติดอันดับ 3 ของเอเชีย เป็นรองเพียงแค่จีนกับอินเดียซึ่งมีประชากรสูงกว่าไทยมาก อีกทั้งยังเป็นอันดับ 1 เมื่อเทียบกับประเทศในแถบอาเซียนด้วยกัน

ที่น่าตกใจก็คือ เมื่อเอกซเรย์ประชากรในเรือนจำแล้ว ปรากฏว่าส่วนใหญ่ก่ออาชญากรรมไม่ร้ายแรง และไม่ว่าประเทศไทยจะเลือกใช้มาตรการลงโทษอย่างเข้มงวดเพียงใด แต่สถิติอาชญากรรมก็ไม่ได้ลดลง อัตราผู้กระทำผิดซ้ำก็ยังสูงมาก

การแก้ปัญหานี้อย่างเป็นระบบถูกพูดถึงมานาน แต่ก็ยังไม่เห็นผลเป็นรูปธรรม ล่าสุดนักเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ “เสียงดัง” ในสังคม ต้องเผชิญชะตากรรมเข้าไปใช้ชีวิตอยู่ในเรือนจำช่วงหนึ่ง พวกเขาออกมาบอกเล่าประสบการณ์ พร้อมกับคำยืนยันว่า “ไม่ปฏิรูปไม่ได้แล้ว”

เมื่อเร็วๆ นี้ สถาบันปฏิรูปประเทศไทย หรือ สปท. มหาวิทยาลัยรังสิต ได้จัดเสวนาหัวข้อ “ปฏิรูประบบยุติธรรม เสียงสะท้อนจากเรือนจำ” โดย นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้อำนวยการ สปท. สะท้อนประสบการณ์จากการถูกคุมขังในคดีบุกยึดทำเนียบรัฐบาล ช่วงการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ระบุตอนหนึ่งว่า ระบบยุติธรรมไทยยังมีปัญหา เนื่องจากมีนักโทษมากเกินไป และเกือบทั้งหมดเป็นคนยากจน ทำให้โยงไปถึงคำถามที่ว่าทำไมคนจนถึงเข้า-ออกคุกบ่อย

บทสรุปที่ได้จากการสัมผัสเองและศึกษาเรื่องนี้ก็คือ ถ้าระบบยุติธรรมไม่เป็นธรรม มีการเรียกรับผลประโยชน์ ก็จะมีคนจนเต็มคุก คนจนในที่นี้ไม่ได้หมายความเฉพาะผู้มีรายได้น้อย แต่ยังรวมถึงคนจนที่ไม่สามารถจ่ายได้ด้วย

นอกจากนั้น ปัจจัยที่ทำให้คนจนเข้าคุก คือไม่รู้กฎหมาย ไม่มีหลักทรัพย์ประกันตัว และไม่มีเงินจ้างทนายเก่งๆ มีแค่ทนายอาสา ซึ่งทนายที่ไม่ดีบางคนต้องการปิดคดีเร็ว เพื่อรับเงิน 3,000-5,000 บาทต่อคดี จะได้ไปทำคดีใหม่ ก็พยายามเกลี้ยกล่อมผู้ต้องหาให้ยอมรับสารภาพ ก็ต้องเข้าคุกอีก ขณะที่ตำรวจก็มีปัญหาตั้งข้อหาเกินจริง หรือยัดข้อหา ถ้าปฏิรูประบบสอบสวนให้ดี จะช่วยให้นักโทษหายไปจากเรือนจำถึง 40%

คำถามต่อมาก็คือ คนที่เคยผ่านคุก ออกจากคุกแล้วไปไหนได้ เพราะสังคมตั้งแง่ แม้จะมีการล้างมลทิน แต่ก็ไม่มีความหมาย ยกตัวอย่างเวลาไปสมัครงาน หากไปเขียนในช่องที่ว่าเคยถูกจำคุก ก็ไม่มีบริษัทห้างร้านที่ไหนรับเข้าทำงาน ถือว่าไม่ได้รับโอกาสจากสังคม ก็เสี่ยงกลับไปก่ออาชญากรรมและกลับเข้าคุกอีก

“จากทัศนคติของสังคมที่มองแบบเหมารวม เวลาเข้าไปอยู่ในคุกก็อยู่แบบรวมๆ อย่างพวกผมติดคุกในคดีการเมือง แต่ต้องไปนอนรวมกับผู้ค้ายาเสพติด หรือผู้ก่ออาชญากรรมร้ายแรง เพราะไม่มีคุกการเมือง ทั้งๆ ที่ควรจะแยกให้ชัด รวมไปถึงกลุ่มที่คดียังไม่ถึงที่สุดแต่ไม่ได้ประกันตัว ก็ต้องกินอยู่หลับนอนอยู่ด้วยกันกับนักโทษเด็ดขาด และไม่เห็นด้วยที่ต้องจับคนที่อายุมากๆ ไปขังในเรือนจำ เพราะบางรายป่วยหนัก นั่งรถเข็น ห้อยสายน้ำเกลือ แม้จะกระทำผิด แต่ก็อยากถามว่าเอาเข้าคุกทำไม” ผู้อำนวยการ สปท.กล่าว

นายสุริยะใส ยังเล่าบรรยากาศตอนถูกคุมขังช่วงหนึ่งด้วยว่า “ระหว่างติดคุกได้พบคนมากมายซึ่งเป็นบุคคลสำคัญ และผมตั้งเป้าคุยกับทุกคน จนสามารถเดินไปไหนมาไหนได้แทบทุกจุด โดยในคุกจะมีบ้านอยู่ 4-5 หลัง บ้านที่ว่านี้ไม่ได้เป็นหลังๆ แต่เป็น “มุมกำแพง” โดยมุมแรกเป็นเจ้าของสโมสรเพื่อนตำรวจ มุมที่สอง คุณธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีดีเอสไอ มุมที่สาม คุณสุพจน์ ทรัพย์ล้อม อดีตปลัดกระทรวงคมนาคม มุมที่สี่ อดีตผู้อำนวยการสำนักพุทธฯ ในเรื่องเงินทอนวัด และมุมสุดท้าย คือพวกผม อยู่ตรงใจกลางนักโทษทั้งหมด และคอยเอาของฝากมาแบ่งให้นักโทษคนอื่นๆ”

ขณะที่ นายพิภพ ธงไชย อดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ซึ่งต้องเข้าเรือนจำในคดีเดียวกันกับนายสุริยะใส กล่าวทำนองเดียวกันว่า ปัญหาเฉพาะหน้าที่สามารถแก้ไขได้ทันที คือ ผู้ถูกคุมขังอายุมากๆ ไม่ควรต้องถูกขัง แต่ควรใช้กำไลอิเล็กทรอนิกส์แทน รวมถึงผู้ต้องหาหรือจำเลยที่คดียังไม่ถึงที่สุด อยู่ระหว่างระยะเวลาฝากขัง ไม่ควรให้อยู่ในเรือนจำ เพราะถือเป็นการเพิ่มปริมาณผู้ต้องขัง ทำให้คนเหล่านี้เสียสิทธิต่างๆ ถ้าสุดท้ายแล้วศาลยกฟ้อง ก็เท่ากับต้องติดคุกฟรี

นอกจากนั้น ระบบสาธารณูปโภค เช่น สุขา ต้องได้รับการปรับปรุง หรือเรื่องเล็กๆ อย่างการดูโทรทัศน์ แม้นักโทษจะมีสิทธิได้ดู แต่ไม่เคยเปิดให้ดูสารคดีอย่างรายการเศรษฐกิจพอเพียง ให้ดูแต่ละครน้ำเน่า ซึ่งถือว่าเป็นพิษภัย แต่ยอมรับว่าสภาพในคุก โดยระบบถือว่าใช้ได้ เพราะอนุญาตให้ใช้เงินไม่เกิน 300 บาทระหว่างถูกจองจำ เหลือเท่าไรก็จะคืนตอนออก

“เจ๊เปี๊ยะ” สะดุด ไม่หยุดเกมยึด อบจ.พัทลุง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/377965?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“เจ๊เปี๊ยะ” สะดุด ไม่หยุดเกมยึด อบจ.พัทลุง

3 กรกฎาคม 2562 – 10:35 น.
เจ๊เปี๊ยะ,นาที รัชกิจประการ,พรรคภูมิใจไทย,พิพัฒน์ รัชกิจประการ,เนวิน ชิดชอบ,นายเนวิน ชิดชอบ,โกเกี๊ยะ พิพัฒน์,สุพัชรี ธรรมเพชร,การเมืองท้องถิ่น,สจพัทลุง พรรคภูมิใจไทย,สมาชิกสภาจังหวัดพัทลุง
เปิดอ่าน 17,219 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก 3 ก.ค.62

*********************

          เมื่อคณะกรรมการ ป..มีมติชี้มูล “นาที รัชกิจประการ” เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ส..บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ปี 2554 กรณียื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ โดยส่งเรื่องให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองวินิจฉัย เมื่อหลายเดือนก่อน กลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองในพื้นที่

แม่ทัพ นาที รัชกิจประการ

          หลังประสบชัยชนะในการเลือกตั้ง ส.โดยยึด เก้าอี้ จาก เก้าอี้ของพัทลุง ก็มีข่าวว่า “เจ๊เปี๊ยะ” มีเป้าหมายยึด อบจ.พัทลุง ซึ่งสมัยที่แล้ว กลุ่มเจ๊เปี๊ยะจับมือตระกูล “ธรรมเพชร” แต่หนนี้คงต้องลุยเองแล้ว

เปลี่ยนตัวทัน

          พลันที่มีข่าว “เจ๊เปี๊ยะ” เจอวิบากเรื่องแจ้งบัญชีทรัพย์สินฯ สภากาแฟสวนยางก็ตบเข่าฉาด อย่างนี้นี่เองที่พรรคภูมิใจไทย ต้องเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีท่องเที่ยวและกีฬา จากนาที รัชกิจประการ เป็น “พิพัฒน์ รัชกิจประการ”

          คนทั้งพัทลุงก็รู้กันดีว่า เจ๊เปี๊ยะเป็นแม่ทัพการเมือง ตั้งแต่เป็น ส..พัทลุง ปี 2549 ก่อนจะผันตัวมาสังกัดกลุ่มเพื่อนเนวิน ดูแลสนามเลือกตั้งภาคใต้ จังหวัดคือ พัทลุงและสตูล ให้พรรคพลังประชาชน ในการเลือกตั้ง 2550

พิพัฒน์ รัชกิจประการ

          เมื่อ “เนวิน ชิดชอบ” ก่อตั้งพรรคภูมิใจไทย “เจ๊เปี๊ยะ” รับบทแม่ทัพแดนใต้เต็มตัวในการเลือกตั้ง 2554 แม้จะไม่ประสบความสำเร็จมากนัก แต่ตัวเธอก็ได้เป็น ส..บัญชีรายชื่อ  

          เจ๊เปี๊ยะ” กับสามี “โกเกี๊ยะ พิพัฒน์” ได้ช่วยกันสร้างเครือข่ายการเมืองท้องถิ่น “เมืองลุง” โดยเจ๊เปี๊ยะ ในฐานะนายกสมาคมกีฬาจังหวัดพัทลุง ได้เข้ามาสนับสนุนงานด้านกีฬาของจังหวัด พร้อมทำทีมฟุตบอล “พัทลุง เอฟซี” 

          ชั่วโมงนี้ เจ๊เปี๊ยะ จับมือกำนันสุพัฒน์ มูลเมฆ คนจริงแห่ง อบต.ชัยบุรี มาฟื้นทีมบอลเมืองลุงอีกหน

ชนตระกูล “ธรรมเพชร

          เมื่อการเลือกตั้งนายก อบจ.พัทลุง ปี 2555 “เจ๊เปี๊ยะ” จับมือ “วิสุทธิ์ ธรรมเพชร” น้องชายของ สุพัฒน์ ธรรมเพชร อดีต ส..พัทลุง หลายสมัย และน้าชายของ สุพัชรี ธรรมเพชร อดีต ส..พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ โดยเอาชนะคู่แข่งขาดลอย

วิสุทธิ์ ธรรมเพชร นายกฯ อบจ.พัทลุง

          ครั้งนั้น เจ๊เปี๊ยะ ส่ง “ไข่ดำ” ภูมิศิษฐ์ คงมี .อบจ.เขต อ.เขาชัยสน เป็นรองนายก อบจซึ่งเป็นก้าวใหญ่ๆของพรรคภูมิใจไทย ที่จะเบียดแทรกเข้ามาในสนามการเมืองผูกขาดของพรรคประชาธิปัตย์

 ภูมิศิษฐ์ คงมี ส.ส.พัทลุง

          เจ๊เปี๊ยะทราบดีว่า ปชป.พัทลุง มีสองกลุ่มคือ กลุ่มสุพัฒน์ ธรรมเพชร กับกลุ่มนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต ส..พัทลุง และนริศ ขำนุรักษ์ ส..พัทลุง จึงทำแนวร่วมกับตระกูลธรรมเพชร เพราะเมื่อการเลือกตั้งนายก อบจ.พัทลุง ปี 2551 สุพัฒน์ ลงสมัครชิงนายก อบจแต่พ่ายแพ้แก่ทีมสานันท์ สุพรรณชนะบุรี ที่มีนิพิฏฐ์ สนับสนุน

          ครั้นฤดูกาลเลือกตั้ง 2562 มาถึง พรรคภูมิใจไทย ส่ง “ส..ไข่ดำ” ภูมิศิษฎ์ คงมี ชนกับแชมป์เก่า สุพัชรี ธรรมเพชร ค่าย ปชปสู้กันแผ่นดินเดือด “ส..ไข่ดำ” ได้ 40,518 คะแนน ส่วนสุพัชรี ได้ 30,760 คะแนน

          สภากาแฟเมืองลุงมองไปถึงสนาม อบจ.พัทลุง หนีไม่พ้น “ทีมเจ๊เปี๊ยะ” ต้องชนตระกูลธรรมเพชร 

ศึกศักดิ์ศรีคนเมืองลุง

          วันที่ กรกฎาคม 2562 ที่สำนักงานสาขาพรรคภูมิใจไทย ลำดับ ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 186/2 .เขาเจียก อ.เมือง จ.พัทลุง มีทีมสมาชิกสภาจังหวัดพัทลุง นำโดย ประเสริฐ ดำสุดศักดิ์สุริยา เสนาทิพย์สนั่น วิทยาประเสริฐสุนัย คงแก้วสุทธิวงศ์ รักเงินกิตติชัย แสงเพ็ชร พร้อมทีมงานรวมกว่า 10 ชีวิต เดินทางมาสมัครเป็นสมาชิกพรรค โดยมี จารึก เพชรด้วง นายทะเบียนสาขาพรรค ต้อนรับ

ทีม สจ.พัทลุง พรรคภูมิใจไทย

          นี่คือการโหมโรงของภูมิใจไทย พัทลุง ที่จะส่งสัญญาณไปให้กลุ่มการเมืองคู่แข่งได้รับทราบว่า ศึกนายก อบจ.พัทลุง ค่ายเจ๊เปี๊ยะ พร้อมแล้ว

          ด้าน “แหม่ม” สุพัชรี ธรรมเพชร ลูกสาว สุพัฒน์ ธรรมเพชร อดีต ส.. 6 สมัยของ จ.พัทลุง ซึ่งไม่ได้เป็น ส.แต่ก็ยังทำหน้าที่ “ผู้แทนนอกสภา” และมีตำแหน่งกรรมการบริหารพรรค ปชป.ในปัจจุบัน

สุพัชรี ธรรมเพชร

          หากว่า “วิสุทธิ์ ธรรมเพชร” น้าชายยังจะลงสนามรักษาแชมป์ สุพัชรีก็ต้องช่วยทำศึกท้องถิ่น ส่วน นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ และ นริศ ขำนุรักษ์ ..พัทลุง ก็คงเตรียมทีมผู้สมัครนายก อบจ.ไว้แล้ว

          การเลือกตั้งท้องถิ่นที่เมืองลุง อาจจะเป็นการวัดกำลังของนักการเมืองระดับชาติที่น่าเร้าใจยิ่ง

ระวังคดียำ ‘จ่านิว’จะทำรัฐบาลล้ม

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/377973?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ระวังคดียำ ‘จ่านิว’จะทำรัฐบาลล้ม

3 กรกฎาคม 2562 – 10:26 น.
ดับเครื่องชน,จ่าวนิว,นายกรัฐมนตรี,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 2,981 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

‘ดับเครื่องชน’ ก็เหมือนกับประชาชนไทยที่มีความเป็นห่วงเป็นใยประเทศชาติบ้านเมืองเป็นอย่างมาก เพราะเหมือนกับรถติดหล่ม จะเดินหน้าก็ไม่ไป – ถอยหลังก็ไม่ได้ แล้วยิ่งเหยียบคันเร่งยิ่งจมลึกลงไปทุกที

การเลือกตั้งผ่านไปหลายเดือนแต่ยังวุ่นวายกันแย่งตำแหน่งรัฐมนตรี ก็มีการสลับปรับเปลี่ยนรายวันจนถึงกับมีการโจมตีถามถึงสัจจะ สัญญาลูกผู้ชายถึงนายกรัฐมนตรี

ถึงขนาดนี้แล้วเชื่อว่ารัฐบาลผสมของ ‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ เหมือนกับเรือรั่วที่อยู่ท่ามกลางพายุลมแรงในทะเล มีหวังจมอับปางเพราะบรรดากลุ่มหรือมุ้งต่างๆ ในพรรคพลังประชารัฐไม่พอใจการจัดโผรัฐมนตรี

ทีแรกเรื่องทำท่าจะเงียบหายตามสายลม แต่พรรคการเมืองและผู้คนถามถึงความยุติธรรมและถึงกับประณามว่าประเทศไทยของเราเป็น ‘บ้านป่าเมืองเถื่อน’ หรืออย่างไร

เวลานี้ ผบ.ตร.ที่เดิมลอยตัวอยู่เหนือคดีปล่อยให้ลูกน้องติดตามหาคนร้าย แต่พอรองนายกรัฐมนตรีสั่งให้หาตัวคนร้ายใจโหด แล้วล่าสุดนายกรัฐมนตรีก็โดดร่วมวงด้วยว่าคนรุมยำ ‘จ่านิว’ จะต้องจับให้ได้ !

กรณี ‘จ่านิว’ จะกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวที่จะเป็นความขัดแย้งระดับชาติ ถ้าจับตัวคนผิดที่ไม่ใช่แพะรับบาป ต้องหาสาเหตุให้ชัดเจนเพราะอยู่ๆ จะมีคนอาฆาต ทุบตีปางตายเช่นนี้คงไม่ใช่สาเหตุส่วนตัวแน่ๆ

ล่าสุดมีการสำรวจประชามติโดยโพลล์หลายสำนักชี้ชัดว่าคนไทยเบื่อการเมืองแบบไทยๆ รวมไปถึงนักการเมืองที่ต้องใช้คำว่า ‘โคตรเบื่อ’ และ ‘เสื่อมศรัทธา’ ลงเรื่อยๆ

ความมั่นคงทางการเมืองหรือรัฐบาลที่เข้มแข็งนั้นเหมือนกับเสาเข็มตึกสูงระฟ้าที่ต้องมั่นคงแข็งแรง ถ้าเสาเข็มหรือรากฐานไม่ดีแล้ว ตึกก็ล้มพังทลายทันที

เรื่องการเมืองยังไม่สะเด็ดน้ำ แต่มีเรื่องคดีใหญ่มีชายฉกรรจ์รุมทำร้าย ‘จ่านิว’ …เคลื่อนไหวทางการเมืองอาการปางตายต้องนอนห้องไอซียู

ห่วงว่าคดี ‘จ่านิว’ จะไม่เป็นมวยล้มต้มคนดูและคนทั้งชาติกำลังจับตามองอยู่

อย่าให้รัฐบาลที่ง่อนแง่นอยู่แล้วต้องพังครืนเพราะ ‘จ่านิว’ เลย !
อ๊อด เทอร์โบ


 ปลูกต้นไม้ 10 ล้านต้น
 เฉลิมพระเกียรติ ร.10

ขอแจ้งข่าวดีจากกรมป่าไม้มายังพสกนิกรชาวไทยได้ร่วมโครงการปลูกต้นไม้สีเหลือง 10 ล้านต้น ซึ่งเป็นสีประจำวันพระบรมราชสมภพ เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

จึงขอเป็นสื่อกลางนำรายละเอียดมาแจ้งให้ทราบเพื่อขอรับกล้าไม้ได้ตลอดเดือนมหามงคลนี้
อ๊อด เทอร์โบ


เนื่องในโอกาสมหามงคล วันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว วันที่ 28 กรกฎาคม 2562

เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทย กรมป่าไม้ได้จัดเตรียมกล้าไม้จำนวน 51,010 ต้น และเป็นต้นไม้ที่ออกดอกสีเหลือง ซึ่งเป็นสีประจำวันพระบรมราชสมภพ ได้แก่ ต้นทองอุไร จำนวน 29,600 ต้น คูน 8,500 ต้น เหลืองเชียงราย 5,400 ต้น เหลืองปรีดียาธร 3,510 ต้น นนทรี 2,000 ต้น คำมอกหลวง 1,000 ต้น และต้นทรงบาดาล 1,000 ต้น

เพื่อแจกจ่ายให้แก่ประชาชนทั่วไปวันละ 1,000 ต้น ได้นำกลับไปปลูกตามสถานที่ต่างๆ ตลอดทั้งเดือน ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2562 จนกว่ากล้าไม้จะหมด

จึงขอเชิญชวนร่วมปลูกต้นไม้เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และร่วมลงทะเบียนปลูกต้นไม้ 10 ล้านต้น ในโครงการ “รวมใจไทย ปลูกต้นไม้ เพื่อแผ่นดิน” เฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ผ่านเว็บไซต์กรมป่าไม้ https://plant.forest.go.th/ หรือสามารถสอบถามข้อมูลได้ที่ส่วนเพาะชำกล้าไม้ โทร.0-2561-4292 ต่อ 5551

กรมป่าไม้ได้จัดจุดแจกกล้าไม้ไว้บริเวณโซนด้านหน้ากรมป่าไม้ ทั้งนี้ ประชาชนท่านใดสนใจรับกล้าไม้สามารถเดินทางมารับได้ด้วยตนเองที่กรมป่าไม้ ถนนพหลโยธิน ในช่วงเวลา 09.00-16.30 น. คนละ 1-2 ต้น

ประชาชนที่สนใจรับกล้าไม้ต้องเตรียมบัตรประชาชนเพื่อใช้ในการลงทะเบียนขอรับกล้าไม้ผ่านระบบออนไลน์


เริ่มต้นปฏิรูป?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/377967?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เริ่มต้นปฏิรูป?

3 กรกฎาคม 2562 – 10:09 น.
เริ่มต้นปฏิรูป,พรรคพลังประชารัฐ,นายกรัฐมนตรี,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 1,063 ครั้ง

บทบรรณาธิการ นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันพุธที่ 3 กรกฎาคม 2562

ปรากฏการณ์ในพรรคพลังประชารัฐ ที่สื่อมวลชนเรียกตรงกันว่า “แย่งชามข้าว” หากแต่แกนนำในพรรคการเมืองแกนกลางจัดตั้งรัฐบาลบอกว่ามันคือ “ความเห็นต่าง” จบลงชั่วคราวด้วยการยอมถอยฉากจากเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค หลีกทางให้กลุ่มสามมิตร ที่มีส.ส.อยู่ในอาณัติประมาณ 30 คน และออกมาแสดง “ความเห็นเห็นต่าง” เรียกร้องขอโควตารัฐมนตรีตามข้อตกลงเดิม ทั้งยังขู่ขับนายสนธิรัตน์ พ้นจากเลขาธิการพรรค การแสดงพลังของกลุ่มสามมิตรเกิดขึ้นในวันเดียวกับที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากพรรคพลังประชารัฐและพรรคพันธมิตรได้ออกสารขอโทษประชาชน โดยแสดงความหวังว่าประเทศจะเดินหน้าต่อไปได้เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนถือเป็นการเริ่มต้นปฏิรูป เพื่อไม่ให้การเมืองกลับไปเป็นแบบเดิมซึ่งต้องแก้ปัญหาแบบเดิมๆ ที่ทุกคนไม่ต้องการให้เกิดขึ้น

ขณะนี้ประเทศชาติตกอยู่ในภาวะทางตันทางการเมือง เพราะหลังการเลือกตั้ง 24 มีนาคม จนถึงขณะนี้เวลาได้ล่วงเลยไปกว่า 3 เดือนแล้ว ก็ยังไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลเพื่อแก้ปัญหาของประชาชนและขับเคลื่อนการบริหารประเทศต่อไปได้ คำว่า “แก้ปัญหาแบบเดิมๆ ที่ทุกคนไม่ต้องการ” ตามที่นายกรัฐมนตรีบอกมานั้นไม่มีคำอธิบายว่าคือแบบไหน แต่ก็เกิดกระแสข่าวลือหนาหูว่าการรัฐประหารก็อาจเป็นทางออกหนึ่งเผื่อผ่าทางตันที่กำลังเกิดขึ้นจากฝ่ายการเมืองที่ออกโรงแสดงความเห็นต่างกันอย่างขะมักเขม้น ส่วนอีกแนวทางหนึ่งคือรัฐบาลบริหารประเทศไปสักระยะให้กฎหมายสำคัญผ่านการพิจารณาไปก่อน เช่น ร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ซึ่งขณะนี้ก็ล่าช้าออกไปแล้ว ผ่านการพิจารณาเสียก่อน แล้วนายกรัฐมนตรีก็สามารถตัดสินใจคืนอำนาจให้ประชาชนได้ด้วยการยุบสภา ซึ่งเบื้องต้นทั้งสองแนวทางสามารถสยบฝ่ายการเมืองได้ในระยะหนึ่ง

การรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 เกิดขึ้นมาเพราะสภาพการเมืองที่เกิดความขัดแย้งในบ้านเมืองอย่างหนัก เกิดการประท้วง ความรุนแรง และสูญเสีย มีผู้เสียชีวิต 23 คน ได้รับบาดเจ็บเกือบ 800 คน มีข้อหาทุจริตคอร์รัปชั่นในหมู่นักการเมือง ฯลฯ ซึ่งลักษณะเช่นนี้ก็เหมือนกับคำกล่าวของพล.อ.ประยุทธ์ ที่บอกว่า “การเมืองแบบเดิม” ซึ่งจะย้อนกลับไปเป็นแบบนั้นได้หรือไม่ ประชาชนย่อมจะแลเห็นจากพฤติกรรมที่ปรากฏในวันนี้ โดยที่คาดหมายล่วงหน้าได้ด้วยว่าการยุติศึกแย่งชามข้าว หรือการแสดงความเห็นต่างนั้น เป็นเพียงภาวะสมประโยชน์ชั่วคราว หรือผลัดกันเกาหลัง เพราะจริงๆ แล้ว ไม่มีอะไรเป็นหลักประกันได้เลยว่าจะไม่เกิดแรงกระเพื่อมจากรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ สร้างแรงกดดัน ร้องขอผลประโยชน์กันไม่หยุดหย่อน ซึ่งสวนทางกลับปณิธานของผู้นำรัฐบาลที่พยายามบอกว่า จะเดินหน้าต่อไปเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชน

อย่างไรก็ตาม พล.อ.ประยุทธ์ ยืนยันหลังศึกในพรรคพลังประชารัฐสงบลงชั่วคราวว่า เรื่องการปฏิวัติซ้อนไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น แม้จะเคยทำมาก่อน แต่อยากให้ใช้การพูดคุยเพื่อแก้ปัญหาจะดีกว่า 5 ปีที่ผ่านมานั่นหมายถึงว่า พล.อ.ประยุทธ์ ยังเชื่อว่าการเจรจาในหมู่นักการเมืองเป็นทางออกที่ดีที่สุดขณะนี้ อย่างที่นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐก็บอกว่า การหารือถือเป็นส่วนหนึ่งของระบบประชาธิปไตย ในอดีตคนในพรรคย่อมเกิดความเห็นต่างกันได้บ้าง มีการแสดงออกในความเห็นต่าง และต่างกลุ่ม เป็นเรื่องปกติ กระนั้นโดยสรุปแล้วการพูดคุยหรือหารือในหมู่นักการเมืองที่ถือเป็นเรื่องปกตินั้นคงไม่ใช่เรื่องธรรมดาสามัญที่สังคมจะยอมรับได้ ในเมื่อการหารือกันในฉากหลังนั้นเกิดขึ้นเพราะการแสดงออกต่อสาธารณะว่าเป็นการกดดันเรียกร้อง มากกว่าจะเป็นกรณีหาทางตอบสนองความต้องการของประชาชน ซึ่งก็เท่ากับการเมืองย้อนหลังกลับไปอีกหลายปี ยังไม่มีวี่แววของการ “เริ่มต้นปฏิรูป” แต่อย่างใด

หัวอก “จ่านิว-เอกชัย” ตาย “สิบ” ก็เหลือ “ศูนย์”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/377749?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

หัวอก “จ่านิว-เอกชัย” ตาย “สิบ” ก็เหลือ “ศูนย์”

2 กรกฎาคม 2562 – 13:50 น.
เอกชัย หงส์กังวาน,จ่านิว,สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์,รังสิมันต์ โรม,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
เปิดอ่าน 6,425 ครั้ง

คอลัมน์…  กระดานความคิด   โดย…  บางนา บางปะกง

ชีวิตนักเคลื่อนไหวต้าน คสช. อย่าง “เอกชัย หงส์กังวาน” ที่สะท้อนผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเมื่อวันก่อน คล้ายจะบอก “มวลชนหน้าจอ” หรือ “มวลชนหน้าแท็บเล็ต” ได้เข้าใจถึงหัวอกพวกเขา

“ถึงเวลาที่เราควรมีองค์กรเพื่อคุ้มครองนักเคลื่อนไหวที่มีความเสี่ยงสูง ไม่เฉพาะนักเคลื่อนไหวทางการเมืองเท่านั้น ส่วนคำพูดหรูๆ อย่าง ตาย 10 เกิด 100,000 ไม่มีจริง ตาย 10 ก็เหลือ 0 แค่นั้น อย่าเพ้อเจ้อ”

นับจากปี 2557 มาจนถึงปัจจุบัน มีนักเคลื่อนไหวทางการเมืองอยู่ไม่ถึง 10 คน ที่เป็นตัวละครออกมาทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ต้านรัฐบาล คสช.อย่างต่อเนื่อง

          ไล่มาแต่ รังสิมันต์ โรม, “จ่านิว” สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์, “โบว์” ณัฏฐา มหัทธนา, ฟอร์ด เส้นทางสีแดง และเอกชัย หงส์กังวาน

เฉพาะ “จ่านิว” สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ สื่อหลายสำนักยังไม่ทราบว่า เขาเดินเข้าสู่ถนนนักเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างไร ?

รัฐประหาร 2557 “จ่านิว” ยังเป็นนักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเคยเป็นสมาชิกสภานักศึกษาช่วงปี 1-2 ก่อนสมัครนายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ช่วงปี 3 แต่ไม่ได้รับเลือก

“จ่านิว” สถาปนาตัวเองเป็นกลุ่มสตาร์ทอัพพีเพิล จัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ต้านการรัฐประหารหลายหน แต่ไม่มีมวลชนเข้าร่วมมากนัก ต่อมา จ่านิวหันไปทำกิจกรรมกับ “กลุ่มพลเมืองโต้กลับ” ที่มีพันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ หรือ “พ่อน้องเฌอ” ผู้เสียชีวิตจากเหตุสลายการชุมนุมปี 2553 เป็นแกนนำ

ปี 2558 รังสิมันต์ โรม รวบรวมเพื่อนร่วมอุดมการณ์จัดตั้ง “ขบวนการประชาธิปไตยใหม่” ทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย จ.ขอนแก่น และที่หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร แต่เวลานั้น จ่านิวไม่ได้เข้าร่วมขบวนด้วย

ภาพรวมการขยับตัวของกลุ่มต้านการรัฐประหาร ยังไม่สามารถปลุกระดมมวลชนถึงขั้น “จุดติด” ผู้เข้าร่วมชุมนุมยังมีหลักร้อย โดยฝ่ายไม่เอา คสช.นั้นแยกย่อยออกเป็น 4 กลุ่ม

1.นักศึกษา-นักวิชาการในรั้วมหาวิทยาลัย ที่ประกาศจุดยืนต้านรัฐประหาร แต่มีกำลังไม่มากนัก
2.คนเสื้อแดง ที่มี “ฟอร์ด เส้นทางสีแดง” ที่ใช้เฟซบุ๊กนัดหมายทำกิจกรรม และขายสินค้าการเมือง
3.แดงฮาร์ดคอร์ในต่างประเทศ กลุ่มคนเหล่านี้จัดรายการวิเคราะห์การเมืองผ่านทางยูทูบ
4.เอ็นจีโอปีกไม่เอารัฐบาลประยุทธ์ ส่วนใหญ่จะเคลื่อนไหวอยู่ในภาคเหนือ ภาคใต้ และภาคอีสาน

ปี 2561 ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และปิยบุตร แสงกนกกุล ร่วมกันจัดตั้งพรรคอนาคตใหม่ ห้วงเวลาเดียวกันนั้น “โรม” ศิษย์เอกของปิยบุตร ได้ชักชวน “จ่านิว” และ “โบว์” ก่อตั้ง “กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง”

          เกมปลุกระดมมวลชนต้าน คสช. วันที่ 22 พฤษภาคม 2562 ถูกวางไว้เป็นขั้นเป็นตอน โดยก่อนหน้านั้น มีการนัดชุมนุมเป็นระยะๆ เหมือนจะทดสอบพลังฝ่ายไม่เอา คสช. คู่ขนานไปกับการสร้างพรรคอนาคตใหม่

ทั้งโรม และจ่านิว ได้โพสต์เฟซบุ๊กปลุกเร้าให้เข้าร่วมการเดินขบวนใหญ่ “เราจะแก้แค้นเผด็จการ ด้วยการเจอกันพรุ่งนี้ที่ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ตั้งแต่ 17.00 น.เป็นต้นไป #เราจะหยุดระบอบ คสช.”

เมื่อถึงวันชุมนุมใหญ่ ปรากฏว่า มีมวลชนมาร่วมไม่ถึงพันคน ขณะที่ตำรวจมาตั้งแถวสกัดม็อบที่จะเดินไปทำเนียบมีมากกว่าเป็น 2 เท่า สุดท้ายการชุมนุมยุติที่หน้าประตูทางเข้าธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ จ่านิวเป็นลม แกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้งถูกจับในข้อหาฝ่าฝืน ม.44

หลังจากนั้น รังสิมันต์ โรม เด็กปั้นของกลุ่มอาจารย์ “คณะนิติราษฎร์” และศิษย์รักของปิยบุตร ก็ไปเปิดตัวเป็นสมาชิกพรรคอนาคตใหม่ ส่วนจ่านิว ก็ยังเป็นนักกิจกรรมอิสระ เคลื่อนไหวทางการเมืองแบบโดดเดี่ยว เช่นเดียวกับแกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้งในต่างจังหวัด หลายคนก็สมัครเป็นสมาชิกพรรคอนาคตใหม่

          วันนี้ โรม และแกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้งสายภูธร ได้เป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคอนาคตใหม่ ส่วนจ่านิว และเอกชัย หงส์กังวาน ยังเดินหน้าทำกิจกรรมนอกสภาต่อไป

พลันที่ “จ่านิว” ถูกลอบทำร้ายปางตาย พรรคเพื่อไทย พรรคอนาคตใหม่ กระโจนเข้ามาจุดกระแสต้านอำนาจเถื่อน รวมทั้งแคมเปญช่วยจ่านิวแบบทันท่วงที

          เอกชัยผู้ถูกกระทำซ้ำซาก จึงออกมาเตือนสติพวกเดียวกันว่า “คำพูดหรูๆ อย่าง ตาย 10 เกิด 100,000 ไม่มีจริง ตาย 10 ก็เหลือ 0 แค่นั้น อย่าเพ้อเจ้อ”

“ลุงตู่”งัดไพ่ใบใดกับจังหวะการเมืองอันใกล้?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/377808?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ลุงตู่”งัดไพ่ใบใดกับจังหวะการเมืองอันใกล้?

2 กรกฎาคม 2562 – 12:25 น.
พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,ลุงตู่,รัฐบาล
เปิดอ่าน 4,769 ครั้ง

โดย…   ทีมข่าวการเมือง เครือเนชั่น

รัฐนาวาลุงตู่ 2 ยามนี้ชักไม่แน่ว่าจะฝ่ามรสุมได้หรือไม่…เพราะความแตกแยกในพรรคพลังประชารัฐซึ่งเป็นฐานกำลังหลักในการตั้งรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา คัมแบ็กตึกไทยคู่ฟ้าวาระที่สองนั้น

ใครหลายคนมองแล้วว่าลุงตู่น่าจะเหนื่อยกว่าที่คาดไว้….

          ความเหนื่อยดังกล่าวบังเกิดบนเหตุผล “รอยร้าวหนักในพรรคพลังประชารัฐ” ที่ส่งแรงสะเทือนการจัดสรรเก้าอี้เสนาบดีในช่วงเวลาที่สังคมพานพบข่าวสารต่างๆ สะท้อนเบื้องต้นแล้วว่า “ลุงตู่” จะนำพารัฐนาวาลำนี้ไปได้ไกลเพียงใด และหากมันถึงวาระจำเป็น “ลุงตู่จะเลือกวิธีใด….”?

อย่าลืมว่าวันนี้ลุงตู่เข้าสู่การเป็นประมุขฝ่ายบริหารด้วยเสียงข้างมากในรัฐสภาที่ลงมติไปตามวิถีประชาธิปไตย แม้ตอนนี้หมวกหัวหน้าคสช.และอำนาจครม.ชุดปัจจุบันจะคงอยู่ในมือลุงตู่ก็ตาม

แต่ตราบใดที่ครม.ลุงตู่ภาคสอง ต้องทำหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด สภาพหัวหน้าคสช.และความเป็นนายกฯ ประยุทธ์ 1 จะสิ้นสุดลง

“ไพ่ในมือลุงตู่” ที่จะใช้ได้และสามารถตัดสินอนาคตทางการเมืองตามวิถีประชาธิปไตยนั้นมี “สองใบ” หากว่าความสามัคคีของคนในพรรคที่ไปคนละทิศคนละทางในช่วงที่ผ่านมานั้นลุงตู่น่าจะใช้ไพ่ดังนี้

 ไพ่ใบแรก นายรัฐมนตรีลาออก

 ไพ่ใบที่สอง นายกรัฐมนตรียุบสภา

การเลือกใช้ไพ่หนึ่งในสองใบที่อยู่ในมือลุงตู่นั้น มีผลดีและผลเสียที่แตกต่างกันคือ

หากลุงตู่เลือกใช้ไพ่ใบแรก สถานการณ์ยามนี้หากลุงตู่ได้ครม.ชุดใหม่มาทำหน้าที่ตามกฎหมายแล้วนั้น หากหมากบนกระดานการเมืองที่ยังมีความวุ่นวายอยู่ดั่งเช่นวันนี้และส่งผลถึงวันข้างหน้านั้น “การลาออก” หลังรับตำแหน่งนั้น “สภาผู้แทนราษฎร” ยังคงอยู่ แต่พรรคการเมืองต่างๆ ต้องจับขั้วกันใหม่ในการตั้งรัฐบาล

แต่ไพ่แบบนี้ไม่สู้ที่จะนำมาใช้กันนักกับการเมืองไทย เพราะหลายสิบกว่าปีก่อนนี้ “พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ และ พล.อ.สุจินดา คราประยูร” เคยลาออกจากตำแหน่งสร.1 มาแล้ว และหมดโอกาสคัมแบ็กไปทันที

หรือแม้แต่ “งูเห่าภาคหนึ่ง” ก็เกิดขึ้นมาจากการที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เลือกวิธีลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และเตรียมมอบหน้าที่ประมุขฝ่ายบริหารให้ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ แต่พรรคประชาธิปัตย์สามารถใช้กลยุทธ์ดึงส.ส.พรรคกิจสังคมและบางส่วนจากพรรคประชากรไทยมาแตะมือจนเป็นตำนานอันลือลั่นมาแล้ว

          หากลุงตู่เลือกใช้ไพ่ใบนี้แนวทางการเมืองในวันข้างหน้านั้น…ก็ใช่ว่าจะเป็นผลบวกกับพปชร.และพรรคร่วมรัฐบาลนัก เพราะใช่ว่า “ความเป็นหนึ่งเดียวกันในการตั้งครม.ลุงตู่ภาคสอง” จะกลับมา เพราะคล้ายว่าจะเสื่อมสภาพลงไปแล้ว และยังเป็นการเปิดทางให้พรรคอื่นๆ เช่น เพื่อไทย อนาคตใหม่ ประชาธิปัตย์ ภูมิใจไทย ขอใช้สิทธิการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้

ยามนั้นพปชร.ก็มิได้ตั้งอยู่บนสถานการณ์ที่เป็นต่อทางการเมืองและอาจต้องสลับขั้วไปเป็นฝ่ายค้านโดยพลัน!

ถ้าลุงตู่เลือกไพ่ใบที่สองกับกลเกมการเมืองนั้น การคืนอำนาจให้ประชาชนตัดสินผู้ที่มาบริหารบ้านเมืองใหม่ น่าจะเป็นวิธีเดียวที่ลุงตู่จะดำรงสถานะประมุขฝ่ายบริหารและคืนอำนาจให้ประชาชนตัดสินใจใหม่ได้อย่างสมเกียรติ

ไพ่ใบที่สองนี้ หลากนายกรัฐมนตรีของเมืองไทยนิยมหยิบมาใช้ในช่วงเวลาที่เสียเปรียบทางการเมือง เช่น พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์, ชวน หลีกภัยสองครั้ง, บรรหาร ศิลปอาชา แม้แต่ภาวะก้ำกึ่งในยุค อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็เลือกที่จะยื้อเวลาการยุบสภาในยามตกอับเพื่อประคองแต้มให้พอมีหนทางสู้ได้ หรือบางพรรคเช่น ไทยรักไทยก็เคยนำมาใช้ยามกุมแต้มต่อทางการเมืองไว้ได้สูงสุด แต่เหตุแบบนี้มิเกิดขึ้นบ่อยนัก

แต่ไพ่ใบนี้กับเหตุบ้านการเมืองยุคนี้ฝ่ายที่จะเดือดร้อนคือ “คนการเมืองในทุกพรรค” เพราะต้องระดมพลและปัจจัยลุยสนามเลือกตั้งกันใหม่ รวมทั้งไม่อาจย้ายค่ายได้เพราะกติกาได้กำหนดคุณสมบัติผู้สมัครส.ส.เอาไว้ที่ข้องเกี่ยวกับห้วงเวลาการเป็นสมาชิกพรรคของส.ส.ชุดปัจจุบัน บางชีวิตที่ยังไม่ได้สังกัดพรรคก็อาจต้องรอเพราะไร้สิทธิความเป็นสมาชิกพรรคลงสมัครเลือกตั้ง และบางคนที่เคลื่อนไหวมากเกินควรอาจถูกบางพรรคไม่ส่งลงสมัครผู้แทนฯ ก็เป็นได้

          ยิ่งสภาวะแบบนี้คนการเมืองย่อมไม่อาจเสี่ยงในการกลับลงสนามหาเสียง เพราะโอกาสที่จะกลับมาทำหน้าที่ส.ส.สำหรับบางพรรคจะน้อยลงมาก และเปิดกว้างให้บางพรรคสะสมจำนวนส.ส.เพื่อชิงดุลอำนาจการตั้งรัฐบาลใหม่

แนวทางนี้ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสบังเกิด….เพราะลุงตู่สามารถตัดสินใจได้เสมอบนจังหวะการเมืองที่คนการเมืองบางคนไปกระตุ้นเตือน

ฉะนั้น…ไพ่ทั้งสองใบในมือลุงตู่ที่คล้ายว่าจะกุมชะตากรรมส.ส.ทั้งสภาไว้นั้น สามารถออกได้ทั้งสองหน้า…รอเพียงว่าสถานการณ์จะบ่งชี้ไปทางไหนและรอลุงตู่จั่วเท่านั้น

          ขณะเดียวกัน “ไพ่อีกใบหนึ่ง” ที่มิได้อ้างถึง แต่ใครบางคนพอมองออกแล้วว่าไพ่ใบที่แม่ทัพนายกองครองไว้นั้นอาจถูกนำมาใช้ก่อนที่ลุงตู่จะจั่วไพ่ในมือ!

หากไพ่ใบนี้หงายออกมาเมื่อใด…ประชาธิปไตยจะสะดุดหยุดลงอีกครั้ง เพราะแม่ทัพนายกองที่ถือไพ่ใบนี้จะอ้างเหตุวุ่นวายของบ้านเมืองที่ตัวต้นเหตุมาจากคนการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง

เหตุผลสุดคลาสสิกนี้ที่หลายครั้งในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยบันทึกไว้…ย่อมย้อนเวลานำมาปัดฝุ่นได้เสมอ

ฉะนั้น…หวังว่าลุงตู่จะหาทางออกในการนำรัฐนาวาลำนี้ฝ่ามรสุมไปให้ได้อย่างสุดกำลัง หากว่ามันถึงทางตันแล้วนั้นขอให้ลุงตู่เลือกไพ่หนึ่งในสองใบตัดสินการเมืองไทยยามข้างหน้า

       อย่าให้ไพ่ในมือของแม่ทัพนายกองต้องหงายออกมาแทน….

สมาคมผู้ลี้ภัย เปิดตัว “วัฒน์-โบว์” ที่ปารีส

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/377825?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สมาคมผู้ลี้ภัย เปิดตัว “วัฒน์-โบว์” ที่ปารีส

2 กรกฎาคม 2562 – 10:47 น.
แดงฮาร์คคอร์,กลุ่มไฟเย็น,จรรยา ยิ้มประเสริฐ,แยม ไฟเย็น,องค์การเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย,จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ,จรัล ดิษฐาอภิชัย,วัฒน์ วรรลยางกูร,วิทยุใต้ดิน,แดงฝั่งซ้าย,สุรชัย แซ่ด่าน,ลุงสนามหลวง,ชูชีพ ชีวะสุทธิ์
เปิดอ่าน 26,392 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์คมชัดลึก 2 ก.ค.62

************************

          หลัง องค์การเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย“ ที่มี จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ” อดีตรัฐมนตรีมหาดไทย ร่วมกันก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2557 ไม่ไปถึงไหน ยิ่งทำไป ยิ่งเรียวลง ด้วยเหตุนี้ “จรัล ดิษฐาอภิชัย” ผู้ประสานงานองค์กรเสรีไทย จึงสร้างองค์กรใหม่ “สมาคมนักประชาธิปไตยไร้พรมแดน”

          เดิม “จรัล” ตั้งชื่อว่า สมาคมชาวไทยเพื่อประชาธิปไตยไร้พรมแดน ด้วยเล็งเห็นว่า นักสู้พลัดบ้านทั้งหลายคงต้องอยู่นอกประเทศนานกว่าที่คาดหมายไว้ จึงควรเป็นองค์กรไว้เป็นกระบอกเสียง

จากลาวไปฝรั่งเศส

          เมื่อ 30 มิถุนายน 2562 “จรรยา ยิ้มประเสริฐ” นักเคลื่อนไหวด้านแรงงานนานาชาติ ได้แจ้งข่าวผ่านเฟซบุ๊กว่า เวลา 16.00 .(เวลาไทยวันที่ กรกฎาคมนี้ ที่ rue Jean Lantier 75001 Paris จะมีการประชุมขยายวง กำหนดยุทธศาสตร์​ใหม่ต่อสู้กับ “ลุงตู่” โดยผู้ลี้ภัยการเมืองไทย และผู้รักประชาธิปไตยไทยในยุโรป

          พร้อมมีแขกพิเศษจากกรุงเทพฯ คือ “โบว์” ณัฏฐา มหัทธนา ที่จะมานำเสนอปัญหาและแนวทางการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยไทย

โบว์ในฝรั่งเศส

          จรรยา” ยังแจ้งข่าวไปยังมิ่งมิตรวรรณกรรม “พี่วัฒน์จะมาอ่านบทกวีเปิดงานประชุมของสมาคมนักประชาธิปไตยไร้พรมแดนพี่วัฒน์ได้รับการดูแลจากผู้ลี้ภัยไทยที่ปารีสและพี่น้องผู้รักประชาธิปไตยไทยที่ปารีสอย่างดีครับ”

วัฒน์ วรรลยางกูร   

จรัล ดิษฐาอภิชัย และ โบว์

          วัฒน์ วรรลยางกูร” นักเขียนรางวัลศรีบูรพา เพิ่งเดินทางจากนครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว มาถึงกรุงปารีส ฝรั่งเศส เมื่อต้นเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมา

          แฟนคลับของวัฒน์คงยินดีปรีดา แต่ฝ่ายความมั่นคงคงปวดหัวมิใช่น้อย 

การประชุมสมัชชาผู้ลี้ภัย

อดีตสหายร้อยสิบสอง

          หลังรัฐประหาร 2557 “วัฒน์ วรรยางกูร” หลบไปอยู่ที่พนมเปญ กัมพูชา ก่อนจะเดินทางไป สปป.ลาว ในระยะแรก เขาไม่ได้เคลื่อนไหวทางการเมือง

          ต้นปี 2559 “โกตี๋” หนีจากเขมรมาอยู่ลาว ได้มาร่วมงานกับ ชูชีพ ชีวะสุทธิ์ ทำวิทยุใต้ดินผ่านยูทูบในนาม สถานีไทยเสรีเพื่อสาธารณรัฐไทย โดยโกตี๋ หรือ “สหายหมาน้อย” และชูชีพ หรือ “ลุงสนามหลวง” เอาจริงเอาจังกับการจัดรายการมาก เพราะมีแฟนคลับทางเมืองไทยติดตามฟังจำนวนมาก 

          ธันวาคม 2559 โกตี๋ชูชีพ ประกาศจัดตั้ง “องค์กรสหพันธรัฐไท” เพื่อการเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองในประเทศไทย โดยสมาชิกสหพันธรัฐไท มีอยู่ คน รวมทั้งกลุ่มวงดนตรีไฟเย็นด้วย

          ที่น่าสนใจคือ การเปิดตัว “สหายร้อยสิบสอง” หรือวัฒน์ วรรลยางกูร ที่ได้จัดรายการวิเคราะห์สถานการณ์การเมือง ร่วมกับลุงสนามหลวง และสหายยังบลัด

จรัล  วัฒน์ และจรรยา

          กลางปี 2560 โกตี๋กับชูชีพทะเลาะกันรุนแรง เรื่องเงินๆ ทองๆ และจบด้วยการแยกกันอยู่ ตามมาด้วยการที่โกตี๋ถูกอุ้มหายไป จนวันนี้ก็ไม่มีใครพบศพโกตี๋ ดังนั้น “สหายร้อยสิบสอง” จึงไปอยู่กับลุงสนามหลวง และยังดำเนินรายการวิทยุใต้ดินต่อ 

          ปี 2561 สหายร้อยสิบสองหายไปจากกลุ่มวิทยุใต้ดิน โดยหลบไปสร้างบ้านอยู่นอกนครหลวงเวียงจันทน์ และตั้งใจเขียนหนังสือ ตัดขาดจากกลุ่มวิทยุใต้ดิน 

          เมื่อสุรชัย แซ่ด่าน และลูกน้องสองคน ถูกอุ้มไปจากบ้านพัก สหายร้อยสิบสองเห็นว่า การอยู่ในเมืองลาวนั้นไม่ปลอดภัยเสียแล้ว จึงประสานกับ จรัล ดิษฐาอภิชัย ทำเรื่องขอลี้ภัย จนได้ไปใช้ชีวิตใหม่ในดินแดนเมืองน้ำหอม 

          สหายร้อยสิบสองปิดฉากชีวิตใต้ดินที่ลาว พร้อมเปิดหน้าสู้ บนดินแดนเสรี

ไฟเย็น”รอแล้วรอเล่า

          บัดนี้ วิทยุใต้ดินจากฝั่งลาวเงียบเสียงลงไปแล้ว เมื่อลุงสนามหลวงพร้อมทีมงาน ชีวิต เดินทางไปเวียดนาม แต่ก็มีข่าวร้ายว่า พวกเขาถูกตำรวจเวียดนามจับกุม ยังไม่ทราบชะตากรรม

          กลุ่มวงไฟเย็น จอม ไฟเย็นพอร์ท ไฟเย็นแยม ไฟเย็น และ ขุนทอง ไฟเย็น จึงตัดสินใจขอลี้ภัยไปฝรั่งเศส แต่มีปัญหาติดขัดเกี่ยวกับเอกสาร และการรับรองจากคนที่อยู่ปลายทาง จึงลุ้นระทึก รอคำตอบจากฝรั่งเศส 

          จรรยา ยิ้มประเสริฐ อาสาเป็นตัวกลางขอความช่วยเหลือและสนับสนุนจากองค์กร UNHCR, ประธานรัฐสภาอียูประธานาธิบดีฝรั่งเศส และประธานาธิบดีฟินแลนด์ ให้ช่วยเหลือสมาชิกกลุ่มไฟเย็น คน ได้เดินทางออกจากลาว

กลุ่มไฟเย็น กำลังรอไปฝรั่งเศส

          ระหว่างรอการเดินทางออกจากลาว “จรรยา” พยายามส่งข่าวกลุ่มไฟเย็นถูกไล่ล่าไปให้สำนักข่าวในยุโรปตีข่าวให้นานาชาติ ได้ยื่นมือเข้าไปช่วยทั้ง ชีวิต

          พวกเรากำลังรอทีมไฟเย็นตามมาสมทบที่ยุโรปด้วยใจจดจ่อ” นี่คือข้อความที่จรรยาส่งข่าวไว้ทางเฟซบุ๊กล่าสุด