การโอนสิทธิเรียกร้องมีผลสมบูรณ์… เมื่อ?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/376447?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

การโอนสิทธิเรียกร้องมีผลสมบูรณ์… เมื่อ?

21 มิถุนายน 2562 – 08:06 น.
เรื่องน่ารู้วันนี้กับคดีปกครอง,หนี้,เจ้าหนี้,ลูกหนี้,การโอนสิทธิ
เปิดอ่าน 5,417 ครั้ง

คอลัมน์… เรื่องน่ารู้วันนี้…กับคดีปกครอง โดย… นายปกครอง

ถ้าพูดถึงคำว่า “หนี้” เชื่อว่าหลายท่านอาจเคยเป็นทั้ง “เจ้าหนี้” และ “ลูกหนี้” เมื่อมี “หนี้” เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นหนี้ที่เกิดจากนิติกรรม เช่น สัญญา หรือเกิดจากนิติเหตุ เช่น ละเมิด เจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ได้

          และท่านทราบหรือไม่ว่าสิทธิเรียกร้องดังกล่าว ผู้เป็นเจ้าหนี้สามารถโอนให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่งได้ (โอนความเป็นเจ้าหนี้) อันจะมีผลให้ผู้รับโอนเข้ามาเป็นเจ้าหนี้คนใหม่แทนเจ้าหนี้คนเดิม!

ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 306 วรรคหนึ่ง ซึ่งได้บัญญัติหลักเกณฑ์ในเรื่องดังกล่าวไว้ว่า “การโอนหนี้อันจะพึงต้องชำระแก่เจ้าหนี้คนหนึ่งโดยเฉพาะเจาะจงนั้น ถ้าไม่ทำเป็นหนังสือ ท่านว่าไม่สมบูรณ์ อนึ่ง การโอนหนี้นั้นท่านว่าจะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ลูกหนี้หรือบุคคลภายนอกได้แต่เมื่อได้บอกกล่าวการโอนไปยังลูกหนี้หรือลูกหนี้จะได้ยินยอมด้วยในการโอนนั้น คำบอกกล่าวหรือความยินยอมเช่นว่านี้ท่านว่าต้องทำเป็นหนังสือ”

ประเด็นที่น่าสนใจในวันนี้มีว่า …
1.กรณีการโอนสิทธิเรียกร้องที่เกิดขึ้นกับลูกหนี้ ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ (องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น) จะใช้หลักการเช่นเดียวกับที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์อันเป็นกฎหมายทั่วไปกำหนดไว้หรือไม่?

2.การโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวจะมีผลสมบูรณ์ หน่วยงานของรัฐในฐานะลูกหนี้ (องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น) จำต้องแจ้งความยินยอมในการโอนด้วยหรือไม่?

เหตุของคดีเกิดจากองค์การบริหารส่วนตำบล หรือ อบต. (ผู้ถูกฟ้องคดี) ได้ว่าจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัด A ก่อสร้างวางท่อเมนประปา โดยระหว่างการปฏิบัติงานตามสัญญา ห้างหุ้นส่วนจำกัด A ได้ทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องในเงินค่าจ้างให้แก่ผู้ฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของห้างหุ้นส่วนจำกัด A โดยห้างหุ้นส่วนจำกัด A และผู้ฟ้องคดีต่างได้ทำหนังสือแจ้ง อบต. เรื่องการโอนสิทธิเรียกร้องการรับเงินค่าจ้างและเจ้าหน้าที่ของอบต.ได้ลงชื่อรับหนังสือดังกล่าวแล้ว

ต่อมาเมื่อห้างหุ้นส่วนจำกัด A ขอส่งมอบงานและขอรับเงินค่าจ้าง โดย อบต.กลับจ่ายเงินค่าจ้างให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัด A ไป ผู้ฟ้องคดีจึงมีหนังสือทวงถามเพื่อให้อบต.ชำระหนี้เงินค่าจ้างจากการโอนสิทธิเรียกร้อง แต่ อบต.เพิกเฉยไม่ยอมชำระหนี้ ผู้ฟ้องคดีจึงนำคดีมาฟ้องเพื่อขอให้อบต.ชำระเงิน พร้อมดอกเบี้ยตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องในเงินค่าจ้างที่ห้างหุ้นส่วนจำกัด A โอนให้แก่ตน

คดีมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยว่า สัญญาโอนสิทธิเรียกร้องที่ทำขึ้นระหว่างผู้ฟ้องคดีกับห้างหุ้นส่วนจำกัด A เป็นสัญญาที่มีผลสมบูรณ์และใช้บังคับได้หรือไม่?

ศาลปกครองสูงสุด วินิจฉัยว่า เมื่อกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำหนดแบบในการโอนสิทธิเรียกร้องและแบบในการบอกกล่าวการโอนไปยังลูกหนี้หรือกรณีลูกหนี้ยินยอมด้วยในการโอนว่าต้องทำเป็นหนังสือ แต่มิได้บัญญัติว่าภายหลังได้รับบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องแล้วลูกหนี้จะต้องให้ความยินยอมด้วย กรณีจึงถือว่าการบอกกล่าวการโอนไปยังลูกหนี้เพียงประการเดียวก็เป็นการแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องตามแบบที่สมบูรณ์แล้ว

ประกอบกับตามหนังสือกระทรวงมหาดไทย ที่ มท 0313.4/ว 3632 ลงวันที่ 21 ธันวาคม 2541 ได้กำหนดหลักเกณฑ์การจ่ายเงินกรณีเจ้าหนี้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้โอนสิทธิเรียกร้องในเงินค่าจ้างทำของให้แก่บุคคลอื่นไว้ว่า เมื่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้รับหนังสือบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องแล้วให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นส่งสำเนาหนังสือบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องให้สรรพากรจังหวัดเพื่อทราบ แต่ไม่ต้องแจ้งความยินยอมในการโอนสิทธิเรียกร้องให้ผู้รับโอนทราบ และให้จ่ายเงินแก่ผู้รับโอนโดยตรง

วิธีปฏิบัติดังกล่าวสอดคล้องกับมาตรา 306 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ว่าการโอนหนี้จะยกเป็นข้อต่อสู้ลูกหนี้ (ผู้ถูกฟ้องคดี) ได้ เมื่อได้บอกกล่าวการโอนไปยังลูกหนี้แล้ว เมื่อผู้ฟ้องคดีและห้างหุ้นส่วนจำกัด A ตกลงทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องเป็นหนังสือ โดยคู่สัญญาลงลายมือชื่อผู้มีอำนาจกระทำการแทนพร้อมตราประทับของห้างหุ้นส่วนจำกัด A และของผู้ฟ้องคดีครบถ้วน และผู้ถูกฟ้องคดีได้รับหนังสือแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องแล้ว

          การโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างผู้ฟ้องคดีกับห้างหุ้นส่วนจำกัด A รวมทั้งการบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องซึ่งได้ทำเป็นหนังสือ จึงเป็นไปโดยชอบด้วยแบบตามที่กฎหมายแพ่งและพาณิชย์และหนังสือเวียนของกระทรวงมหาดไทยกำหนดไว้และมีผลสมบูรณ์ ผู้ถูกฟ้องคดีจึงต้องชดใช้เงินพร้อมดอกเบี้ยให้แก่ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องในเงินค่าจ้าง (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. 76/2562)

จึงได้คำตอบจากคำถามที่ตั้งเป็นประเด็นไว้ข้างต้นว่า 1.การโอนสิทธิเรียกร้องที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นลูกหนี้หรือคู่สัญญานั้น ใช้หลักการเช่นเดียวกับที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำหนดไว้ และ 2.เมื่อได้ทำหนังสือแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องแล้ว องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งเป็นลูกหนี้ไม่จำต้องแจ้งความยินยอมในการโอนสิทธิเรียกร้องไปยังเจ้าหนี้ เนื่องจากมีผลสมบูรณ์แล้วตั้งแต่ได้รับแจ้ง

จากอุทาหรณ์คดีปกครองข้างต้นสามารถสรุปหลักเกณฑ์ในการโอนสิทธิเรียกร้อง (โอนหนี้) ระหว่างผู้โอน (เจ้าหนี้รายเดิม) กับผู้รับโอน (เจ้าหนี้รายใหม่) ได้ดังนี้ (1) สัญญาการโอนสิทธิเรียกร้องจะต้องทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อของผู้โอนและผู้รับโอน (2) จะต้องทำหนังสือบอกกล่าวถึงการโอนสิทธิเรียกร้องไปยังลูกหนี้แห่งสิทธิเรียกร้อง หรือถ้ามิได้ทำหนังสือบอกกล่าวก็จะต้องได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากลูกหนี้แห่งสิทธิเรียกร้องก่อน (3) หากได้ดำเนินการตาม (1) และ (2) ครบถ้วนแล้ว ถือว่าการโอนสิทธิเรียกร้องมีผลสมบูรณ์และใช้บังคับได้ตามกฎหมาย

(ปรึกษาคดีปกครองได้ที่สายด่วนศาลปกครอง 1355 และสืบค้นเรื่องอื่นๆ ได้จาก http://www.admincourt.go.th เมนูวิชาการ เมนูย่อยอุทาหรณ์จากคดีปกครอง)

“โซเชียล”มาแรง แทนที่”หัวคะแนน”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/376273?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“โซเชียล”มาแรง แทนที่”หัวคะแนน”

20 มิถุนายน 2562 – 13:25 น.
กระดานความคิด,โซเชียล,หัวคะแนน,พรรคภูมิใจไทย,พรรคอนาคตใหม่,ไอติม,เพื่อไทย
เปิดอ่าน 2,773 ครั้ง

คอลัมน์…  กระดานความคิด  โดย…  ร่วมเย็น 

ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน ที่ผ่านมา มีข่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ได้สั่งกำชับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องว่าให้เกาะติด “ข่าวบิดเบือนในโซเชียลมีเดีย” โดยให้ติดตามอย่างต่อเนื่อง ระวังอย่าให้มีการปลุกระดม และให้เจ้าหน้าที่วิเคราะห์ให้ดีๆ รวมทั้งการตอบโต้ ชี้แจงข้อเท็จจริง เกี่ยวกับข่าวที่มีการบิดเบือนให้ทันการณ์ โดย พล.อ.ประยุทธ์อยากทำให้เร็วกว่าที่ผ่านมา ทำทั้งเชิงรุกและเชิงรับ เนื่องจากเห็นว่าขณะนี้มีกลุ่มคนที่ต้องการสร้างสถานการณ์ภายในประเทศ

เมื่อวันก่อนได้แวะไปฟังเวทีสัมมนาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นเนื่องในวาระครบ 70 ปี คณะรัฐศาสตร์-เศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

บนเวทีสัมมนา มีการพูดถึงว่า หลังการเลือกตั้ง “โซเชียลมีเดีย” ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือโจมตีและขยายความขัดแย้งปลุกเร้าอารมณ์

และที่เป็นอันตราย คือ Fake News หรือ “ข่าวปลอม”  รัฐบาลทุกประเทศจำเป็นต้องหาทางต่อสู้กับข่าวปลอม เพราะการตลาดของโซเชียลมีเดียจะคำนวณความสนใจของผู้ใช้ แล้วเลือกป้อนข้อมูลด้านเดียว ดังนั้นในทางการเมืองที่มีแบ่งแยก เราจะเจอแต่ข่าวสารที่เราสนใจ ซึ่งจะยิ่งตอกย้ำให้เราเชื่อ และกลายเป็นปิดกั้นไม่ให้เรารับฟังความเห็นอื่นๆ

อย่างไรก็ตาม “การเซ็นเซอร์” เป็นความคิดที่ผิด เพราะหลายคนอ่านคอมเมนต์มากกว่าคลิกเข้าไปอ่านในเนื้อหาข่าว และสิ่งที่อันตรายยิ่งกว่า Fake News คือ การมีชุดข้อมูลชุดเดียว ใครควบคุมได้ก็สามารถเขียนประวัติศาสตร์และข้อเท็จจริงใหม่ได้

การต่อสู้กับ Fake News หรือข่าวปลอม ควรเป็นการให้ความรู้เพื่อให้คนรุ่นใหม่เท่าทัน สามารถวิเคราะห์และใช้วิจารณญาณตัดสินได้สำหรับผู้เสพสื่อ และให้เลือกไลค์เพจที่นำเสนอข่าวทั้ง 2 ด้าน ทั้งด้านที่เราชอบ เราเชื่อ และด้านที่เราไม่ชอบ เพื่อให้หน้าฟีดข่าวของเรามีข้อมูลที่หลากหลายเพียงพอ

ที่กล่าวมา เป็นการใช้ “โซเชียลมีเดีย” ในด้านลบ ใช้ในการขยายความขัดแย้งและสร้าง “Fake News”

          นอกจากนี้ในเวทีสัมมนาดังกล่าวซึ่งมีนักการเมืองคนรุ่นใหม่จากพรรคการเมืองต่างๆ มาร่วมแสดงความเห็น ได้มีการพูดถึง “โซเชียลมีเดีย” ในอีกแง่มุมหนึ่ง คือ บทบาทของ “โซเชียลมีเดีย” ต่อการเลือกตั้ง ว่าได้เข้ามาแทนที่ “ระบบหัวคะแนน”

ในมุมมองของทีมส้มหวาน “สิริกัญญา ตันสกุล” ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ บอกว่า  พรรคอนาคตใหม่ ไม่ใช้หัวคะแนนในการเลือกตั้งที่ผ่านมาเลย  โดยเลือกใช้อาสาสมัครเป็นผู้ช่วยหาเสียงหลักโดยจ้างตามอัตราค่าแรงขั้นต่ำ ทำให้พรรคใช้เงินในการเลือกตั้งน้อยที่สุดทั้งที่พรรคก่อตั้งมาได้เพียงปีเดียว แต่ได้คะแนนมาอย่างท่วมท้น 6.3 ล้านเสียง โดยเฉพาะฐานคนเมือง ถือว่าได้เปรียบจากโซเชียลมีเดีย แม้กระทั่ง ส.ส.เขตยังกวาดที่นั่งมาได้ ไม่เพียงในกรุงเทพฯ แต่จันทบุรีก็กวาด ส.ส. มายกจังหวัดเช่นกัน แม้ยังไม่มีข้อมูลผู้มีสิทธิเลือกตั้งว่า ผู้ที่เลือกพรรคอนาคตใหม่ มีเส้นแบ่งอายุอย่างไร แต่เชื่อว่าคนที่ตัดสินใจเลือกพรรคอนาคตใหม่ไม่ได้มีแค่คนรุ่นใหม่ อาจไม่ใช่เรื่องวัยเรื่องเดียวแต่เป็นเรื่องของคนที่มีความคิดก้าวหน้าสมัยใหม่ และอยากลองอะไรใหม่ๆ

“กรวีร์ ปริศนานันทกุล” จากพรรคภูมิใจไทย แสดงความเห็นว่า พรรคอนาคตใหม่ที่บอกว่าไม่ใช้หัวคะแนน แต่ในความเป็นจริงมีหัวคะแนนเป็นแอดมินอยู่ในโซเชียลใช้การสื่อสารช่องทางใหม่ถึงผู้มีสิทธิเลือกตั้งในอดีตพ่อแม่จะบอกลูกให้ไปเลือกตั้งและต้องเลือกใคร แต่ปัจจุบันลูกบอกพ่อแม่ให้เลือกพรรคอนาคตใหม่  เลือกทั้งที่ไม่รู้ว่าผู้สมัครเป็นใคร เพราะลูกบอกให้กาในช่องที่มีสัญลักษณ์สามเหลี่ยม นี่คือการพลิกโฉมการเมือง เป็นการรณรงค์หาเสียงคนรุ่นใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ พรรคอนาคตใหม่ สร้างกระแสที่ผลกระทบแรงกว่า ทำให้ความตื่นเต้นแปลกใหม่เกิดขึ้นทั่วประเทศซึ่งผู้สมัคร ส.ส.และทุกพรรคการเมืองต้องเอามาเป็นบทเรียน และเชื่อว่าในการเลือกตั้งครั้งต่อไปทุกพรรคจะนำต้องเสนอนโยบายและหาเสียงผ่านโซเชียลมีเดียเต็มรูปแบบ

“พรรคภูมิใจไทย จึงต้องปรับโครงสร้างและกลยุทธ์ใหม่ในช่วงของการเชื่อมต่อระหว่างคน 2 รุ่น โซเชียลมีเดียเปิดพื้นที่ให้คนได้ระบายความคิดเห็นหลากหลาย สิ่งที่กังวลไม่ใช่ความต่าง แต่คือจะทำอย่างไรให้คนที่เห็นต่างอยู่ในบ้านเดียวกันได้ระหว่างคนที่ไม่เอาทหารเลย กับคนที่เห็นความสำคัญของทหารในด้านการปกป้องประเทศ  เราจะทำอย่างไรให้คนที่เห็นต่างแบบสุดขั้วอยู่ร่วมกันได้”

ขณะที่ “ไอติม” พริษฐ์ วัชรสินธุ อดีตผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์ มองว่า โซเชียลมีเดียเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างนักการเมืองกับประชาชน โดยเปรียบพรรคการเมืองเป็นร้านค้าที่อยากนำเสนอขายนโยบาย อุดมการณ์ และบุคลากร จึงขึ้นอยู่กับทีมงานผู้มีประสบการณ์ว่าจะเลือกสื่อสารอย่างไร หลายคนบอกให้ทำเหมือนเดิม เดินไปเคาะประตูบ้าน เราเคาะทุกบ้าน ข้อดีคือได้เจอ “ไอติม” ตัวเป็นๆ มายืนหน้าบ้าน แต่ข้อเสียคือได้เจอไม่เกินคนละ 5 นาที ขณะที่การนำเสนอนโยบายต้องใช้เวลา ซึ่งสามารถทำได้ดีในช่องทางโซเชียลมีเดียที่เข้าถึงประชาชนได้

“เผ่าภูมิ โรจนสกุล” ตัวแทนจากพรรคเพื่อไทย  มองว่า การสื่อสารสมัยใหม่ ทำให้ประชาธิปไตยเป็นทางตรงมากขึ้น เดิมประชาชนตัดสินใจเลือกตามการชี้นำในสังคม แต่เทคโนโลยีทำให้ตัวบุคคลและตัวแทนสำคัญน้อยลง อุดมการณ์ของพรรคมีความสำคัญมากขึ้น ซึ่งพรรคอนาคตใหม่สามารถแสดงความเป็นพรรคและจุดยืนของพรรคได้ชัดเจนมากกว่าพรรคอื่น เชื่อว่าในการเลือกตั้งครั้งต่อไปพรรคการเมืองต่างๆ จะใช้โซเชียลมีเดียแสดงออกถึงรูปแบบที่แตกต่าง

‘กองทัพศตวรรษ21’ สปีชีส์ที่แตกต่าง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/376276?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘กองทัพศตวรรษ21’ สปีชีส์ที่แตกต่าง

20 มิถุนายน 2562 – 13:10 น.
กองทัพศตวรรษ21,ทหาร
เปิดอ่าน 2,650 ครั้ง

คอลัมน์… ถอดรหัสลายพราง โดย… พลุซุ่มยิง

นับจากวันถวายสัตย์ปฏิญาณและแถลงนโยบายต่อรัฐสภาภายใน 15 วัน ถือว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี(ครม.)ชุดใหม่ เข้าบริหารประเทศอย่างเป็นทางการ พร้อมๆ กับการสลายไปของรัฐบาลรัฐประหารและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ส่วนการทำหน้าที่ของ 7 พรรคฝ่ายค้านในการตรวจสอบและผลักดันนโยบายที่เคยหาเสียงไว้ จะเริ่มต้นทันทีหลังมีการเปิดสภาให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ได้ทำหน้าที่

น่าจะกลายเป็นประเด็นร้อนอีกครั้งสำหรับพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) เตรียมขอเปิดอภิปรายผลักดันการปฏิรูปโครงสร้างกองทัพให้เป็น ‘กองทัพศตวรรษ 21’ มีเป้าหมายหยุดรัฐประหาร กันทหารออกจากการเมือง เช่น สถาปนาอำนาจของรัฐบาลพลเรือนอยู่เหนือกองทัพ โดยจัดตั้งคณะเสนาธิการร่วม, ลดงบประมาณ, ยกเลิกการเกณฑ์ทหาร, จัดสวัสดิการทหาร

 ‘กองทัพศตวรรษ 21’  ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อยู่ในแผนการปฏิรูปกองทัพของกระทรวงกลาโหม ตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เพื่อให้มีความอเนกประสงค์ ปฏิบัติงานได้หลากหลาย เล็กกะทัดรัด แต่ทรงอนุภาพ  ด้วยการลดจำนวนกำลังพลหันมาเพิ่มเทคโนโลยีในการป้องกันประเทศและดูแลประชาชนตามสภาวะแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากประเทศไทยจะเข้าสู่สภาวะผู้สูงอายุในอีก 10 ปีข้างหน้า

ถ้าตัดอคติทางการเมืองออกไปจะเห็นว่าพรรคอนาคตใหม่ กับกองทัพ มีความคิดคล้ายคลึงกัน แต่ต่างกันตรงที่วิธีการ ที่ทำไม่ได้ในโลกของความเป็นจริง โดยเฉพาะการจัดตั้งคณะเสนาธิการร่วม ทำหน้าที่ใช้กำลัง ในขณะผู้บัญชาการทหารบก ทำหน้าที่แค่เตรียมกำลัง ยึดตามสหรัฐอเมริกา ที่มียุทธศาสตร์รบนอกบ้าน แต่ประเทศไทยคือการรบภายในประเทศ ป้องกันอธิปไตย

“หากอนาคตใหม่เป็นรัฐบาลมีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นนายกรัฐมนตรี ก็จะรู้ว่าการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติจริงบางเรื่องทำไม่ได้ เพราะมีรายละเอียดจำนวนมาก และคนที่นำนโยบายไปสู่การปฏิบัติคือข้าราชการ เช่น การตั้งคณะเสนาธิการทหารร่วมแบบสหรัฐ เพราะคนละสปีชีส์ คนละยุทธศาสตร์กัน เอาเราไปเทียบกับประเทศมหาอำนาจเป็นไปไม่ได้ ประเทศไทยมีขนาดเท่ารัฐเท็กซัส ของสหรัฐเท่านั้น ผมเชื่อว่าหากคุณธนาธร เป็นนายกรัฐมนตรี จะเดินตามแนวทางที่กองทัพกำลังทำอยู่ในปัจจุบันนี้” แหล่งข่าวกองทัพบก ระบุ

ต้องยอมรับว่าในห้วงที่ผ่านมากองทัพมีการปรับตัวตลอดเวลา โดยเฉพาะการปรับลดกำลังพลอย่างต่อเนื่องในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป เพื่อไม่ให้กองทัพง่อยเปลี้ยเสียขา จึงยังไม่ได้กำหนดสัดส่วนเป็นรูปธรรม ซึ่งจะแตกต่างจากอนาคตใหม่ ได้ระบุตัวเลขเอาไว้ชัดเจน แต่ไร้ซึ่งหลักการ เช่น ลดกำลังพลจาก 330,000 นาย เหลือ 170,000 นาย ลดทหารระดับชั้นนายพล 4 เท่าตัว จากที่มีอยู่ 1,600 นาย เหลือ 400 นาย

แม้กองทัพจะมีความต้องการชายไทยที่สมัครใจเข้ามาเป็นทหาร เนื่องจากมีประสิทธิภาพและความพร้อมทั้งร่างกาย จิตใจ เข้ามาทำหน้าที่ดูแลประเทศชาติและประชาชน แต่ยังขาดแรงจูงใจเรื่องเงินเดือนและสวัสดิการที่ต่ำเรี่ยติดดิน จึงทำให้ยอดคนสมัครใจในแต่ละปีไม่ถึง 50% ของความต้องการ ในขณะทหารที่เกณฑ์เข้ามาก็ขาดคุณภาพ ติดยาเสพติดต้องนำไปบำบัด หรือมีปัญหาครอบครัว

แนวคิดการยกเลิกเกณฑ์ทหารของอนาคตใหม่ ที่หวังจะนำระบบสหรัฐอเมริกา หรือเยอรมนี มาใช้ ยังทำไม่ได้ในสถานการณ์ปัจจุบัน นอกจากต้องพิจารณาปัจจัยภายในประเทศแล้ว เหตุการณ์นอกประเทศเป็นสิ่งต้องคิดถึง เช่นเดียวกับ สิงคโปร์ มีกฎหมายบังคับทุกคนต้องเกณฑ์ทหารเพราะเป็นประเทศขนาดเล็กและสถานการณ์ด้านความมั่นคงบนโลกไม่มีอะไรแน่นอน ส่วนกองทัพไทยอยู่แบบก้ำกึ่งมีทั้งระบบสมัครใจและเกณฑ์ไปพร้อมๆ กัน

ทั้งนี้ไม่ว่าพรรคไหนจะได้เป็นรัฐบาลและใครเป็นผู้นำประเทศ  กองทัพไทยจะเข้าสู่กองทัพในศตวรรษ 21 อย่างสมบูรณ์แบบตามยุทธศาสตร์วางไว้ในอีก 20 ปีข้างหน้า โดยใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ในการรบ เช่น การใช้ระบบเซ็นเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหวตามแนวชายแดน การใช้เอ็มไอ 17 ยกถุงบรรจุน้ำดับไฟป่า  ส่วนกำลังพลคัดเลือกบุคคลมีกำลังพลที่มีความรู้ ความสามารถ ปฏิบัติภารกิจได้หลากหลาย จะส่งผลงบประมาณลดลง

‘กองทัพศตวรรษ 21’ ในมุมของอนาคตใหม่ กับกองทัพ ก็แค่เส้นบางๆ ขวางกั้น หากใช้เวทีสภาปรับจูนความคิดก็จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและส่วนรวม แต่หากใช้เวทีนี้หวังเอาชนะทางการเมือง หรือต้องการเพียงป้องกันรัฐประหารและให้กองทัพถอนตัวออกจากการแทรกแซงทางการเมืองโดยไม่คำนึงถึงสภาพความเป็นจริงและบริบทของประเทศ เชื่อว่าเรื่องนี้ไม่จบง่ายๆ

นวัตกรรมการเลือกตั้ง ก้าวสู่โลก”โซเชียลมีเดีย”เต็มตัว

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/376272?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

นวัตกรรมการเลือกตั้ง ก้าวสู่โลก”โซเชียลมีเดีย”เต็มตัว

20 มิถุนายน 2562 – 12:45 น.
โซเชียลมีเดีย,เลือกตั้ง,นวัตกรรม
เปิดอ่าน 1,930 ครั้ง

โดย…   ปิยะนุช ทำนุเกษตรไชย

การเลือกตั้งครั้งล่าสุด “24 มีนาคม 2562” เป็นครั้งแรกที่การสู้ศึกในสงครามการเลือกตั้ง ก้าวเข้าสู่โลก “โซเชียลมีเดีย” เต็มตัว

ความคิดเห็นและความนิยมที่สะท้อนผ่านสังคมออนไลน์สอดคล้องกับผลคะแนนหรือความสำเร็จหลังการเลือกตั้งมากน้อยเพียงใดนั้น “สำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้า” ได้ศึกษาวิจัยพร้อมจัดเวทีเสวนาระดมความคิดเห็นเรื่อง “นวัตกรรมการหาเสียงเลือกตั้ง” ไว้อย่างน่าสนใจ

ดร.เลิศพร อุดมพงษ์ นักวิชาการสำนักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า เปิดเผยผลสำรวจความนิยมทางเฟซบุ๊กของนักการเมืองและพรรคการเมืองในการเลือกตั้ง ซึ่งเริ่มเก็บข้อมูลหลังพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เริ่มต้นใช้สื่อออนไลน์ผ่านช่องทางต่างๆ เพื่อสื่อสารกับประชาชน พบว่าคนไทยใช้งานเฟซบุ๊กแสดงตัวตนในโลกออนไลน์มากที่สุด มีการลงทะเบียนใช้งานมากถึง 53 ล้านแอคเคานต์ โดยกระแสความนิยมของผู้คนที่มีต่อพรรคการเมืองและนักการเมืองตามเหตุการณ์ต่างๆ ในโลกแห่งความเป็นจริง มักเชื่อมโยงกับโซเชียลมีเดียเสมอ ปฏิกิริยาที่แสดงออกในโซเชียลมีเดียจะช่วยสะท้อนความรู้สึกของผู้คนในสังคมได้

ดร.เลิศพร อุดมพงษ์

ทั้งนี้กลุ่มผู้ใช้งานเฟซบุ๊กมากที่สุดเป็นวัยรุ่น วัยทำงาน อายุ 18-35 ปี ซึ่งมีบัญชีแอคเคานต์มากกว่าตัวตนจริงถึง 2 เท่า ทำให้ยอดไลค์และยอดติดตามอาจไม่ได้เป็นตัวตนจริงๆ

ขณะที่ผู้ใช้เฟซบุ๊กในช่วงวัยอื่นๆ หรือกลุ่มที่มีอายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป จะมีบัญชีแอคเคานต์เป็นตัวตนจริงตามบัตรประชาชน

“เป็นที่รู้กันว่า ยอดไลค์ซื้อได้-ปั่นได้ แต่ยอดฟอลโลว์ซื้อไม่ได้ ยอดฟอลโลว์จึงมีความหมายและนัยสำคัญ กดฟอลโลว์คือสังคมให้ความสนใจเสพเนื้อหา อยากติดตามคอนเทนต์ ขณะที่การกดไลค์เพราะแค่ชื่นชอบตัวบุคคล แต่ไม่อยากเห็นเนื้อหา”

“เลิศพร” บอกอีกว่า พรรคการเมืองที่เปิดใช้งานเฟซบุ๊กนานกว่า 8 ปี มี 3 พรรค ได้แก่ ประชาธิปัตย์ เพื่อไทย และชาติไทยพัฒนา ส่วนพรรคชาติพัฒนา เปิดใช้เฟซบุ๊ก มานาน 5 ปี

ขณะที่พรรคการเมืองที่จัดตั้งใหม่จำนวนมากเปิดใช้เฟซบุ๊ก ผลการสำรวจพบว่า พรรคประชาธิปัตย์มียอดกดไลค์สูงสุด 7 แสน

ขณะที่การสื่อสารแสดงตัวตนที่ชัดเจนของ “พรรคอนาคตใหม่” มียอดฟอลโลว์แซงหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคพลังประชารัฐ

“นายสุเทพ เป็นคนเดียวที่ยอดไลค์ลดต่ำลงมาเรื่อยๆ อาจสอดคล้องกับผลเลือกตั้งที่ออกมาหรือไม่ ขณะที่เพจของพรรคอนาคตใหม่ ยอดฟอลโลว์สูงกว่ายอดไลค์และพบว่าคนกดไลค์เพิ่มขึ้นหลักแสนคนต่อเดือน เฉลี่ยเพิ่มขึ้นวันละ 5,000 หรือ คิดเป็น 500% เพจที่มีอัตราการเติบโตสูงสุดคือเพจของอนาคตใหม่และนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ แต่ยังวิเคราะห์ไม่ได้ว่า ติดตามเพราะชอบหรืออยากจะจับผิด พรรคอนาคตใหม่ให้ความสำคัญกับคนที่มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรก หรือ New Voter โดยเลือกหยิบปรากฏการณ์ที่เข้ากับคนและกลุ่มเป้าหมาย เลือกตัวอักษรและสี ทำอินโฟกราฟฟิกที่สร้างพลัง ซึ่งทุกอย่างทำโดยทีมยุทธศาสตร์เพื่อแย่งชิงคะแนนนิยม”

“เลิศพร” ตั้งข้อสังเกตในตอนท้ายว่าเพจผู้สูงอายุยังมีน้อย ดังนั้นถ้าพรรคการเมืองใดเจาะเข้าไปในกลุ่มเป้าหมายได้ ก็น่าจะได้คะแนนมากขึ้น และในอนาคตพรรคการเมืองจะให้ความสำคัญกับการนำเสนอเนื้อหาสาระ

ผศ.ดร.ไพลิน ภู่จีนาพันธุ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พบว่า ในเชียงใหม่มีสถาบันอุดมศึกษา 12 แห่ง และบางพื้นที่ห่างไกลจากสัญญาณอินเทอร์เน็ต รูปแบบการหาเสียงมีครบทั้งแบบเก่า เคาะประตู รถแห่ ใบปลิว และโซเชียลมีเดีย เฟซบุ๊ก ไลน์ ทวิตเตอร์

ผศ.ดร.ไพลิน ภู่จีนาพันธุ์

กลุ่มคนรุ่นใหม่ในเขตเมืองจะเฝ้าติดตามพรรคอนาคตใหม่ ขณะที่นอกเขตเมือง “โซเชียล” ไม่มีผล ไลน์ถูกใช้มากแต่เพื่อติดต่อนัดเจอกัน ชาวบ้านยังต้องการพบปะหน้าตาของผู้สมัคร

“9 เขตเลือกตั้งได้ ส.ส.หน้าเดิมทั้งหมด สะท้อนถึงความเหนียวแน่นระหว่างชาวบ้านกับผู้นำท้องถิ่น อย่างไรก็ตามการโพสต์ข้อความและเนื้อหาในเฟซบุ๊กใช้ได้ผลกับชุมชนเมือง ส่วนนอกเมืองรูปที่นำมาโพสต์เป็นภาพการลงพื้นที่ เป็นการใช้โซเชียลมีเดียเพื่อประชาสัมพันธ์มากกว่าการสร้างอุดมการณ์ หรือแลกเปลี่ยนความคิด”

 ผศ.ชาญณวุฒ ไชยรักษา อาจารย์ประจำคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร สะท้อนข้อมูลการเลือกตั้งใน จ.พิษณุโลก ซึ่งมีปรากฏการณ์ล้มช้าง โดยในพื้นที่เมือง เขต 1 และเขต 4 มีสถาบันอุดมศึกษาหลายแห่ง จำนวนป้ายหาเสียงน้อยจนไม่รู้สึกว่าเป็นบรรยากาศของการเลือกตั้ง ทั้งนี้พรรคอนาคตใหม่ ใช้สื่อโซเชียลมาก ตัวผู้สมัครไม่มีใครรู้จัก ส่วนใหญ่รู้จักแต่พรรคและนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ได้รับความนิยม

“อย่างไรก็ตาม ปัจจัยล้มช้างในเขต 1 ของพรรคอนาคตใหม่ อาจมาจากพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคพลังประชารัฐมีฐานเสียงเดียวกัน ขณะที่พรรคอนาคตใหม่ได้คะแนนจากชนชั้นกลางและนักศึกษา รวมถึงฐานเสียง 8,000 คนของพรรคไทยรักษาชาติที่ถูกยุบ มาลงคะแนนให้พรรคอนาคตใหม่ ส่วนอีกประมาณ 4,000-5,000 แยกไปสนับสนุนพรรคเสรีรวมไทยกับพรรคเพื่อชาติ”

ผศ.ชาญณวุฒ ไชยรักษา

“ชาญณวุฒ” บอกว่า นอกจากนี้ ยังพบข้อมูลการซื้อเสียงแบ่งเป็น 3 ระยะ ระยะที่ 1 ก่อนมีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง ซื้อหัวคะแนนด้วยสิ่งตอบแทนต่างๆ โดยหัวคะแนนย้ายพรรคได้และรับมากกว่า 1 พรรค เพื่อเกลี่ยคะแนนได้ ระยะที่ 2 หลังมีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง และระยะที่ 3 หลังเห็นผลโพลล์ จ่ายอีกรอบ ซึ่งไม่แตกต่างจากการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา

ดร.ประเทือง ม่วงอ่อน อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี กล่าวว่า ในเขต 7 จ.อุบลราชธานี ซึ่งเป็นชุมชนเมือง นายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ ทำเพจเฟซบุ๊กหาเสียง ถือว่ามีการใช้โซเชียลมีเดียก้าวหน้ากว่าทุกครั้งที่ผ่านมา  และพบว่าใน 10 เขตเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทยใช้โซเชียลมีเดียเหนือกว่าพรรคการเมืองอื่น โดยไม่พบความแตกต่างระหว่างชุมชนเมืองกับชนบท

ขณะที่ “พรรคอนาคตใหม่” ใช้โซเชียลมีเดียหาเสียงยึดโยงกับตัวหัวหน้าพรรค โดยผู้สมัครรับเลือกตั้งไม่แยกทำเพจของตัวเอง ส่งสมัคร 10 เขต แต่ลงพื้นที่หาเสียงเขตเมืองเขตเดียว ผลการเลือกตั้งคะแนนมาในลำดับที่ 3 หมายความว่า ในแต่ละเขต พรรคอนาคตใหม่ได้คะแนน 8,000-9,000 โดยที่ไม่ต้องทำอะไรเลย

ดร.ประเทือง ม่วงอ่อน

ส่วน ผศ.ร.ต.อ.ดร.วิเชียร ตันศิริคงคล อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ชี้ให้เห็นว่าไม่มีใครคาดคิดว่า “พรรคอนาคตใหม่” จะปักธงที่ชลบุรีได้ ต้องยอมรับว่าดวงดีบวกฝีมือการเลือกตั้งแบบระบบสัดส่วน นักเลือกตั้งหน้าใหม่ หรือ “นิวโหวตเตอร์” นั้น “ชลบุรี” เป็นเมืองการศึกษา เด็กนักศึกษาเกือบทุกคนไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยหรืออาชีวะเลือกพรรคอนาคตใหม่ รวมถึงการยุบพรรคไทยรักษาชาติ คะแนนจึงเทไปพรรคอนาคตใหม่ แต่ปรากฏการณ์นี้จะยั่งยืนหรือไม่ ขณะนี้ยังตอบไม่ได้จนกว่าจะมีผลการเลือกตั้งท้องถิ่น

“พปชร.บ้านใหญ่ที่ชลบุรี คิดไม่ถึงว่าพรรคอนาคตใหม่จะมาแรง ซึ่งเป็นผลจากนิวโหวตเตอร์บวกโหวตทรานสเฟอร์ การสื่อสารรูปแบบใหม่ใช้ได้ผลเพราะดูทันสมัย เป็นคนรุ่นใหม่ ไม่ใส่สูท ชูนโยบายไม่ชอบ รด. ปฏิรูปทหาร ฟ้ารักพ่อเป็นไวรัลที่แพร่หลายมาก ผู้ใหญ่อาจไม่รู้ใครวะพ่อ ขณะที่พรรคพลังประชารัฐ ไม่มีจุดเด่น จะใช้ “ตู่-ป้อม-ป๊อก” ก็อาจเป็นไวรัลในทางลบ อาจพูดได้ว่าพรรคอนาคตใหม่ชนะครั้งนี้เพราะคู่แข่งตามโลกไม่ทัน ส่วนพรรคประชาธิปัตย์เล่นกับโซเชียลน้อย แต่ที่เล่นน้อยกว่า คือพรรคพลังประชารัฐ

ผศ.ร.ต.อ.ดร.วิเชียร ตันศิริคงคล

ผศ.ดร.พิชญ์ พงศ์สวัสดิ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงเสน่ห์ของการเลือกตั้งครั้งล่าสุดว่า การปราศรัยซึ่งถูกปรับเปลี่ยนรูปแบบมาปราศรัยผ่านดิจิทัลทีวีและโซเชียลมีเดีย ยุทธศาสตร์ของนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ พรรคเศรษฐกิจใหม่ กับพรรคอนาคตใหม่ คือการวางตัวคนไปออกทีวีซึ่งสร้างผลสะเทือนด้วยการนำคลิปมาเผยแพร่ซ้ำ คน กทม.เห็นภาพนี้และเป็นกระแสวนเวียนในเฟซบุ๊ก ยูทูบ และทีวี แม้จะมีการพูดกันว่าคนดูทีวีน้อยลง แต่ดูในช่วงการเมืองแรง เรตติ้งของช่องทีวีเพิ่มขึ้นตลอด ประเด็นสำคัญคือการสร้างเนื้อหาที่ไปนำเสนอในหน้าเพจโดยพรรคที่ได้คะแนนมาจากการเวทีดีเบต ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ที่เป็นดาวสภา แต่พังเพราะดีเบต

ผศ.ดร.พิชญ์ พงศ์สวัสดิ์

ผศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์ประจำหลักสูตรการวิเคราะห์ธุรกิจและวิทยาการข้อมูล ได้แสดงความเห็นว่า การเปลี่ยนโครงสร้างประชากร อาจทำให้แฟนคลับของพรรคการเมืองเก่าแก่อาจตายไปบ้าง คนรุ่นใหม่มีมากขึ้น เมื่อรวมเข้ากับการปฏิรูปที่ไม่เกิดขึ้นจริง ทำให้คนเบื่อหน่าย ต้องการสิ่งใหม่ๆ การแบ่งแยกระหว่างสังคมเมืองกับชนบทน้อยลงด้วยเทคโนโลยีและการคมนาคมขนส่ง บางพรรคการเมืองที่แพ้เลือกตั้ง เน้นเดินไปวัดกับชุมชน ส่วนพรรคอนาคตใหม่จ้างมืออาชีพระดับอาจารย์มหาวิทยาลัยมาทำการตลาดดิจิทัลซื้อซอฟต์แวร์ราคาแพงมาใช้เช็กกระแสความนิยมทุกวัน โดยการประมวลผลด้วยบิ๊กดาต้าทำให้รู้ว่าจะยิงเนื้อหาแบบใดไปให้กลุ่มเป้าหมายใด เป็นการวิเคราะห์อย่างใช้ความรู้กำหนดเป็นยุทธศาสตร์ขายของโจมตีพรรคอื่น และโต้ตอบการโจมตีของพรรคอื่น เป็นไวรัลมาร์เก็ตติ้งทำให้ติดกระแสประดิษฐ์วาทกรรมให้ติดหูติดแฮชแท็ก ทำให้เกิดกระแส

ผศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์

“ผู้สมัครพรรคอนาคตใหม่ใส่เสื้อยืดขาวโชว์กล้ามอก ผู้หญิงโชว์ความเซ็กซี่ พรรคอื่นใส่สูทปิดมิดชิด ทำให้เด็กรุ่นใหม่กับกลุ่มทางสายเปลือกที่ไม่เข้าไปดูเนื้อหาสาระ ชอบเพียงเพราะดูที่รูปร่างหน้าตา หรือเรือนร่าง โลโก้พรรคก็ทันสมัย ทำการตลาดกับเป้าหมายใหม่ เมื่อพบว่าวัยรุ่นชอบไม่เกณฑ์ทหาร และไม่เรียนรด. จึงสื่อสารเนื้อหาตรงไปยังเป้าหมาย แปลงนโยบายสาธารณะออกมาเป็นภาพอินโฟกราฟฟิกที่เล่าเรื่องได้ ขณะที่อีกพรรคไม่มีตำแหน่งที่ตั้งผลิตภัณฑ์ชัดเจน ไม่มีการตลาดและยังตีกันเองภายในพรรค ซึ่งในทางการตลาดถือว่าเละ การมีนักรบไซเบอร์เป็นของแปลก การเลือกตั้งก่อนหน้านี้เราไม่เคยมี มีการประชุมทีมงานทุกวันเวลา 9 โมงเช้า จากนั้นก็ผลิตสื่อ กระจายโพสต์ คอมเมนต์ และสร้างตัวอวตารที่ปกปิดอัตลักษณ์ทางออนไลน์ พิสูจน์ไอพีแอดเดรสไม่ได้ กระทรวงดีอีก็สู้เขาไม่ได้ เพราะทำเป็นกองทัพ มีทั้งคนได้เงินและไม่ได้เงิน เมื่อเข้าพร้อมกันเกิดเป็นกระแสแห่ตามกัน เจ้าหน้าที่ตามไม่ทัน นวัตกรรมดังกล่าวจึงมีทั้งด้านมืดและสว่าง พรรคพลังประชารัฐมีความอยากทำ แต่ไม่มีนักรบไซเบอร์แบบที่สั่งการได้ ต่างคนต่างทำ กระจุยกระจาย ไม่ประสบความสำเร็จเชื่อว่าการเลือกตั้งในอนาคตจะยึดโยงพรรคการเมืองกับนโยบายสาธารณะที่โดนใจ โดยตัวบุคคลจะสำคัญน้อยลง

ผศ.ดร.บูฆอรี ยีหมะ

ผศ.ดร.บูฆอรี ยีหมะ อาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา ชี้ว่า จากความถี่และประสิทธิภาพในการใช้โซเชียลมีเดีย พรรคอนาคตใหม่ประสบความสำเร็จ ที่สามารถโยงกระแสระดับชาติมาเกาะเกี่ยวกับระดับพื้นที่ จึงเป็นความได้เปรียบ ทำให้พรรคอนาคตใหม่ได้คะแนนอย่างเหลือเชื่อ โดยเฉพาะจากกลุ่มคนรุ่นใหม่อายุน้อยกว่า 40 ปี

รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ ครม.ต้องไม่ยี้!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/376270?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ ครม.ต้องไม่ยี้!

20 มิถุนายน 2562 – 10:00 น.
รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ ครมต้องไม่ยี้,รักแผ่นดิน,ลุงตู่,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 3,072 ครั้ง

คอลัมน์… รักแผ่นดิน โดย… ฅนไท

ความยากของการตั้งคณะรัฐมนตรีรัฐบาล “ลุงตู่ 2” ของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา อยู่ตรงที่การมีเสียง “ปริ่มน้ำ” หรือเกินครึ่งมาเพียง 4 เสียง ทำให้กลุ่มก้อนต่าง ๆ ทั้งในพรรค และพรรคร่วมรัฐบาลอีก 18 พรรค มีอำนาจต่อรอง เรียกร้องเสียงดัง เพราะทุกเสียงคือความอยู่รอดของชีวิตทางการเมืองพลเอกประยุทธ์นั่นเอง

ครั้นจะฟังแต่เสียงเรียกร้องของนักเลือกตั้ง ที่มี “ความอยากได้ใคร่ดี” อยากเป็นรัฐมนตรีเพียงอย่างเดียวโดยไม่คำนึงถึงภาพลักษณ์ และความเชื่อมั่นจากประชาชน ถึงแม้ตั้งคณะรัฐมนตรีได้ ก็จะเริ่ม“นับถอยหลัง”การล้มครืนของรัฐบาล เพราะเป็นรัฐบาลที่ขาดการยอมรับจากสังคม

บรรดานักการเมืองที่เข้ามาเป็น ส.ส.ทั้งหลาย จง “สำเหนียก”ไว้ให้ดีว่า ประชาชนเลือกท่านมาเป็นตัวแทนปกป้องผลประโยชน์และพิจารณากฎหมายในสภาเท่านั้น ในระหว่างหาเสียงไม่มีผู้สมัครคนใดที่ประกาศว่า “เลือกฉันเข้าไปเป็นรัฐมนตรีกระทรวงโน้นกระทรวงนี้” ตรงกันข้าม ทุกคนที่สมัคร ส.ส.ในสังกัดพรรคการเมืองต่าง ๆ จะรณรงค์ให้เลือกตนเองเพื่อจะไปยกมือสนับสนุน ผู้รับเสนอชื่อที่พรรคตนเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีตามกติกาของรัฐธรรมนูญ

เมื่อ ส.ส. เลือกนายกรัฐมนตรีแล้ว เป็นหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีที่จะเลือกใครก็ได้ ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนมาเป็นรัฐมนตรี จะเป็นหรือไม่เป็น ส.ส.ก็ได้ ขอให้ภาพลักษณ์ดี สร้างความน่าเชื่อถือในการบริหารราชการแผ่นดิน และส.ส.กลับไปทำหน้าที่ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน

แต่ข้อเท็จจริงขณะนี้ กลับตรงกันข้าม โดยเฉพาะในพรรคแกนนำคือพลังประชารัฐ ผู้ได้รับเลือกตั้งมาเป็นส.ส.ต่างอ้างอย่าง “หน้าด้าน” ที่จะใช้เสียง ส.ส.ต่อรองเอาตำแหน่งรัฐมนตรี โดยไม่กลับไป “ชะโงกดูเงา”ตัวเองว่า ชีวิตและพฤติกรรมปฏิบัติที่ผ่านมาเหมาะแก่การเป็น “เสนาบดี” หรือไม่ จนทำให้เห่อเหิมกล้าเรียกร้องเอาตำแหน่ง

ควรปล่อยอิสระแก่นายกรัฐมนตรีในการพิจารณาบุคคล ที่จะมาเป็นรัฐมนตรี ทั้ง 35 คน เพราะจะดีหรือเลวท้ายสุดคนรับผิดชอบหลัก หนีไม่พ้น พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่เป็นหน้าด่านแรก ที่ต้องรับทั้ง “ดอกไม้และก้อนอิฐ” กับการตัดสินใจ

ยิ่งเสียงในสภาเปราะบาง หากไม่ได้รับศรัทธาจากประชาชนเป็นเกราะคุ้มกัน ตั้ง ครม.มีเสียง “ยี้” ตามมา อายุรัฐบาลสั้นแน่

“เจ๊แดง” แดนไกล หนุน “ส.ว.ก๊อง” ปักธงยึด อบจ.เชียงใหม่

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/376275?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“เจ๊แดง” แดนไกล หนุน “ส.ว.ก๊อง” ปักธงยึด อบจ.เชียงใหม่

20 มิถุนายน 2562 – 09:32 น.
เจ๊แดง,เจ๊แดง เยาวภา วงศ์สวัสดิ์,นายก อบจเชียงใหม่,จเชียงใหม่,อบจเชียงใหม่,ปกรณ์ บูรณุปกรณ์,เลือกตั้งท้องถิ่น,ชูชัย เลิศพงศ์อดิศร,ท่องยุทธภพ
เปิดอ่าน 25,897 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก 20 มิถุนายน 2562

*********************

เปิดตัวเร็วกว่าที่คิด “สมพงษ์ อมรวิวัฒน์“ ส.ส.เชียงใหม่ และอดีตหัวหน้าพรรคเพื่อธรรม นำ ชูชัย เลิศพงศ์อดิศร” อดีต ส.ว.เชียงใหม่ มาแถลงข่าวเตรียมจะลงสมัครรับเลือกตั้งชิงตำแหน่งนายก อบจ.เชียงใหม่

อันที่จริงคอลัมน์ท่องยุทธภพ เคยนำเสนอเรื่อง “เจ๊แดง” เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ เตรียมการส่ง “ส.ว.ก๊อง” ชูชัย ชิงนายก อบจ. มาตั้งแต่ต้นปี 2560 โดยวางแผนให้ ส.ว.ก๊อง กรุยสร้างชื่อเสียง ผ่านการทำทีมลูกหนังเชียงใหม่ให้เป็นที่ยอมรับของคนเมือง

สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ และ ชูชัย เลิศพงศ์อดิศร

ลูกหนังนำการเมือง

ปี 2551 “ทนายก๊อง” ชูชัย เลิศพงศ์อดิศร ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ว.เชียงใหม่ ภายใต้การสนับสนุนของ “เจ๊แดง” เยาวภา หลังจากนั้น ผู้คนก็เรียกขาน “ส.ว.ก๊อง” แทนทนายก๊อง

          ปี 2559 “ส.ว.ก๊อง” ได้เข้าซื้อกิจการร้านอาหารผาลาดตะวันรอน ปี 2560 ส.ว.ก๊อง โดยการสนับสนุนของ “เจ๊แดง” และสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เปิดตัวสโมสรเจแอล เชียงใหม่ ยูไนเต็ด

ส.ว.ก๊อง ชูชัย ไต่บันไดลูกหนังกับทีมเจแอลเชียงใหม่

นี่คือแผนการสร้างฐานเสียง โดยใช้ฟุตบอลนำการเมือง เหมือนนักการเมืองหลายคนทำกัน ทีมเจแอล เชียงใหม่ สร้างผลงานดีมากในไทยลีก 4 จนได้สิทธิ์เลื่อนชั้นไปเล่นไทยลีก 3 ในฤดูกาล 2561

เวลานั้น สภากาแฟเชียงใหม่ ต่างถกประเด็นบุญเลิศ บูรณุปกรณ์ นายก อบจ.เชียงใหม่ ขัดแย้งกับ “เจ๊แดง” ถึงขั้นแยกทางกันเดิน

          “เจ๊แดง” จะสนับสนุนชูชัย เลิศพงศ์อดิศร ลงสมัครนายก อบจ.เชียงใหม่ ในนามพรรคเพื่อไทย

ทิ้งเชียงใหม่เอฟซี?

ในยุทธจักรลูกหนังภาคเหนือ ต้องยกให้ บิ๊กฮั่น” มิตติ ติยะไพรัช แห่งสโมสรฟุตบอลเชียงราย ยูไนเต็ด และ “ส.ว.ก๊อง” จึงปรึกษากับเสี่ยฮั่น ว่าจะเข้ามาบริหารสโมสรฟุตบอลเชียงใหม่ เอฟซี มีฉายาว่า “พยัคฆ์ล้านนา” ที่เล่นอยู่ในระดับไทยลีก 2

สำหรับสโมสรฟุตบอลเชียงใหม่ เอฟซี ก่อตั้งโดย พ่อเลี้ยงอี๊ด” อุดรพันธ์ จันทรวิโรจน์ อดีตนายก อบจ.เชียงใหม่ ซึ่งเสี่ยฮั่น ให้ความเคารพนับถือพ่อเลี้ยงอี๊ด ประหนึ่งพ่อคนหนึ่ง

เมื่อ ส.ว.ก๊อง อยากเข้ามาทำทีมเชียงใหม่ เอฟซี บิ๊กฮั่นจึงเจรจากับพ่อเลี้ยงอี๊ด จน ส.ว.ก๊อง ได้เป็นประธานคนใหม่ของทีมพยัคฆ์ล้านนา โดยมอบให้คนอื่นดูแลทีมเจแอล เชียงใหม่ ยูไนเต็ดไปก่อน

          ฤดูกาล 2561 ทีมเชียงใหม่ เอฟซี โดยการบริหารของ ส.ว.ก๊อง สามารถเลื่อนชั้นจากไทยลีก ขึ้นมาเล่นไทยลีก สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้แก่จังหวัดเชียงใหม่

ยังไม่ทันจบครึ่งฤดูกาลแรกของปี 2562 “ส.ว.ก๊อง” ได้แถลงลาออกจากตำแหน่งประธานเชียงใหม่ เอฟซี และกลับไปคุมทีมเจแอล เชียงใหม่ ที่กำลังเล่นไทยลีก 2

ส.ว.ก๊องรู้ดีว่า จุดยืนทางการเมืองของพ่อเลี้ยงอุดรพันธุ์นั้น อยู่คนละขั้วกับพรรคเพื่อไทย เมื่อตัวเขาจะลงสนามการเมืองท้องถิ่นก็ควรวางมือจากทีมพยัคฆ์ล้านนา

          แฟนบอลไม่รู้เรื่องอะไร ก็ออกอาการเซ็ง แถมผลงานทีมแย่ลงเรื่อยๆ

แชมป์เก่าถูกท้าทาย

ปลายปีที่แล้ว เม้าท์กันสนั่นเมือง เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีคำสั่งที่ 6/2561 ให้เปลี่ยนแปลงคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 19/2558 และ 43/2559 ให้ 4 นายก อบจ.กลับไปดำรงตำแหน่งหรือปฏิบัติหน้าที่ดังเดิม

หนึ่งในนั้นคือ “บุญเลิศ บูรณุปกรณ์” นายก อบจ.เชียงใหม่ ที่เผชิญวิบากกรรม จนต้องยอมเจรจากับฝ่ายผู้ถืออำนาจ

20 กว่าปีที่แล้ว เสี่ยตุ๊” ปกรณ์ บูรณุปกรณ์ จะใช้ “ร้านทัศนาภรณ์” ริมถนนเชียงใหม่-สันกำแพง เป็นกองบัญชาการทำงานการเมืองท้องถิ่น จนยึดเทศบาลนครเชียงใหม่สำเร็จ และปกรณ์ได้เป็น ส.ส.เชียงใหม่อยู่ 2 สมัย ก็เสียชีวิตจากเจ็บไข้ได้ป่วย

 บุญเลิศ บูรณุปกรณ์ นายกฯ อบจ.เชียงใหม่

สิ้นเสี่ยตุ๊ก็เหลือ เสี่ยโต๊ะ” บุญเลิศ บูรณุปกรณ์ เป็นแม่ทัพธุรกิจการเมืองของตระกูล และยุคชินวัตร ครองเมือง “บูรณุปกรณ์” ได้ยึดการเมืองท้องถิ่นเชียงใหม่ไว้หมด

ปี 2551 เสี่ยโต๊ะ บุญเลิศ ขยับจากนายกเล็กเชียงใหม่ไปยึดที่มั่น อบจ.เชียงใหม่ ส่วนหลานชาย ทัศนัย บูรณุปกรณ์ มาเป็นนายกเล็กเชียงใหม่แทน และปฏิเสธไม่ได้ว่า “บูรณุปกรณ์” เติบโตอย่างรวดเร็ว ด้วยแรงหนุนจากเจ๊แดง มาตั้งแต่ยุคไทยรักไทยเฟื่องฟู

เลือกตั้ง 2562 แม้เสี่ยโต๊ะจะไม่ประกาศชัดว่า สนับสนุนพรรคพลังประชารัฐ แต่ก็บอกให้ ส.จ.ในเครือข่ายกลุ่มเชียงใหม่คุณธรรม ดำเนินการทางการเมืองโดยอิสระ

เจ๊แดง” เยาวภา วงศ์สวัสดิ์

สำหรับการเลือกตั้งนายก อบจ.เชียงใหม่ เสี่ยโต๊ะได้จัดทัพเรียบร้อยแล้ว โดยเตรียมทีมบริหารและผู้สมัคร ส.อบจ.25 อำเภอ จำนวน 42 เขตแล้ว ส่วนใหญ่เป็นชุดเดิมกว่า 90 เปอร์เซ็นต์

หนที่แล้ว เสี่ยโต๊ะลงสนามในนามกลุ่มเพื่อไทยคุณธรรม แต่หนนี้ จะกลับมาใช้ชื่อกลุ่มเชียงใหม่คุณธรรม เสี่ยโต๊ะเชื่อประชาชนให้โอกาสรับใช้เป็นสมัยที่ 3

         แค่ยกแรกก็เดือดแล้ว ระหว่าง ส.ว.ก๊อง ศิษย์เจ๊แดง กับแชมป์เก่า เสี่ยโต๊ะ

รอดูฝีมือแก้ศก.ครึ่งปีหลัง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/376268?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

รอดูฝีมือแก้ศก.ครึ่งปีหลัง

20 มิถุนายน 2562 – 07:52 น.
เศรษฐกิจไทย,รัฐบาลใหม่
เปิดอ่าน 1,213 ครั้ง

บทบรรณาธิการ นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 20 มิถุนายน 2562

นักวิเคราะห์การลงทุนมองว่าแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 ของปีนี้จะขยายตัวในระดับที่ใกล้เคียงกับไตรมาสแรกที่ขยายตัวได้ 2.8% โดยมีปัญหาจากภายนอกประเทศเรื่องสงครามการค้าไทย-จีน และภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว รวมถึงปัญหาภายในประเทศที่การจัดตั้งรัฐบาลยังไม่ลงตัวซึ่งมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและภาคธุรกิจ ส่วนกำลังซื้อระดับล่างก็ยังตกต่ำรวมทั้งรายได้ภาคเกษตรยังไม่ดีนัก ผลผลิตการเกษตรราคาต่ำ และเมื่อพิจารณาภาคการท่องเที่ยวก็ยังไม่ดีมากนักเนื่องจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติยังไม่เข้าเป้าที่ตั้งไว้ อีกทั้งการกระตุ้นคนไทยเที่ยวภายในประเทศก็ยังไม่ประสบผลสำเร็จเนื่องจากเป็นช่วงสุญญากาศยังไม่มีรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารจัดการ ทำให้คาดการณ์ว่ามีแนวโน้มจะปรับลดประมาณการเศรษฐกิจปีนี้ลงจากเดิมที่คาดว่าโต 3.7% เหลือโตต่ำกว่า 3.5%

ส่วนสถานการณ์ด้านการส่งออก 4 เดือนแรกของปีนี้ หดตัวไป -1.9% โดยไตรมาส 2 และครึ่งปีแรกคาดว่าจะติดลบเล็กน้อย และคาดว่าจะฟื้นตัวดีขึ้นในครึ่งปีหลัง โดยการที่ส่งออกติดลบเป็นเหมือนกันทั้งภูมิภาคไม่เฉพาะไทย แต่แม้การส่งออกติดลบแต่มีสัญญาณทางบวกบ้างในเรื่องท่องเที่ยวโดยพบว่าในเดือนเมษายนได้กลับมาขยายตัวเป็นบวก โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากอินเดีย ญี่ปุ่น และมาเลเซียขยายตัวได้ดี ส่วนนักท่องเที่ยวจีนยังติดลบ ขณะเดียวกันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจกลางปีของรัฐบาลในเรื่องบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้แก่ผู้มีรายได้น้อยช่วยกระตุ้นด้านบริโภคแต่เศรษฐกิจฐานรากยังมีสัญญาณซบเซาหรือกรณีส่งเสริมท่องเที่ยวในประเทศ รวมทั้งซื้อสินค้า การศึกษาและกีฬา รวมถึงส่งเสริมการอ่านและส่งเสริมสินค้าโอท็อปที่นำมาลดหย่อนภาษีได้นั้นก็พบว่าไม่สามารถกระตุ้นได้มากนัก

กระทรวงการคลังรับทราบสถานการณ์เป็นอย่างดีและเกาะติดตามภาวะเศรษฐกิจในช่วงนี้อย่างใกล้ชิด รวมถึงพิจารณาดูว่าควรจะมียาแรงที่กระตุ้นเศรษฐกิจหรือไม่ เพื่อเตรียมเสนอรัฐบาลใหม่โดยมาตรการยาแรงนำมาใช้และเห็นผลเร็วคือมาตรการกระตุ้นการบริโภค แต่การใช้มาตรการแรงมากก็ต้องใช้เงินมากแต่จะเห็นผลเร็ว ทั้งนี้ก็ต้องดูเงินในกระเป๋าของรัฐบาลด้วยรวมทั้งการต้องประเมินภาวะเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลัง โดยกระทรวงการคลังยังคงเป้าเศรษฐกิจปีนี้ 3.8% ส่งออกโต 3.4% แต่จะประเมินอีกครั้งในเดือนกรกฎาคมที่อาจมีการปรับประมาณการตัวเลขอีกครั้ง อย่างไรก็ตามจากการวิเคราะห์ของสถาบันการเงินหลายสำนักค่อนข้างเป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยจากปัญหาทั้งภายนอกและภายในรวมทั้งปัจจัยการเมืองมีแนวโน้มว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยทั้งปีอาจต่ำกว่าที่คาดไว้ที่ 3.8%

ขณะที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน(กกร.)ได้เตรียมยื่นสมุดปกขาวแก่รัฐบาลชุดใหม่เพื่อให้รับทราบถึงปัญหาและข้อเสนอแนะต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจก่อนที่รัฐบาลใหม่จะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ เนื่องจากแนวโน้มเศรษฐกิจไทยจะได้รับผลกระทบจากการส่งออกที่ชะลอตัวตามทิศทางเศรษฐกิจโลกที่มีปัญหาสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน และ กกร.เตรียมทบทวนตัวเลขการส่งออกและผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(จีดีพี) ปี 2562 ใหม่ ที่เดิมคาดไว้ว่าส่งออกจะโต 3-5% และจีดีพีจะโต 3.7-4% โดยมีทิศทางที่ลดลง ดังนั้นบรรดากระทรวงเศรฐกิจที่พรรคร่วมรัฐบาลรุมทึ้งกันนั้นจะเป็นเวทีให้บรรดานักการเมืองและพรรครัฐบาลได้แสดงฝีมือแก้ปัญหาโจทย์ใหญ่รวมทั้งนโยบายของรัฐบาลที่จะแถลงก็จะเป็นเครื่องชี้ให้เห็นทิศทางว่าจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจฝ่ามรสุมที่รุมเร้าได้หรือไม่

งานบวช-งานแห่นาค งดดื่มเหล้าในวัด

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/376149?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

งานบวช-งานแห่นาค งดดื่มเหล้าในวัด

20 มิถุนายน 2562 – 00:00 น.
งานบวช,แห่นาค,เหล้า,วัด,อ๊อด เทอร์โบ
เปิดอ่าน 8,162 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

จดหมายจากคุณ ‘อดุลย์’ อยุธยา ต่อไปนี้มีสารประโยชน์และขอแจ้งผ่านต่อไปยังพ่อแม่พี่น้องญาติมิตรที่กำลังจะจัดงานบวชให้ลูกหลาน ซึ่งอยากให้เป็นไปอย่างพอเพียง-เรียบง่าย และอย่าทำผิดศีลธรรมก่อความเดือดร้อนรำคาญแก่ผู้อื่น ซึ่งแทนที่จะได้บุญกุศลกลับเป็นการสร้างบาป

ขอสนับสนุนและร่วมรณรงค์ให้งดดื่มสุรายาเมาในวัด หรือการแห่นาคอย่าให้อึกทึกครึกโครม จัดงานอย่างใหญ่โตสิ้นเปลืองเงินทอง แถมบางแห่งมีการยิงปืนฉลอง อันตรายมากๆ

บางรายจัดงานบวชใหญ่โตจนเจ้าภาพต้องกู้หนี้ยืมสินมาจัดแบบไม่ดูฐานะความเหมาะสม สึกออกมาแล้วยังใช้หนี้ไม่หมดเลย เวรกรรมจริงๆ

จึงขอร้องวิงวอนให้จัดงานบวชการแห่นาคแบบเรียบง่ายเหมือนชาวบ้านเรียกว่า ‘โกนหัว-เข้าวัด’ ก็เป็นพระได้โดยสมบูรณ์

ขออนุโมทนากับการบวชพระที่สงบมีสติมัธยัสถ์ก็ไม่สร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น-สาธุ
อ๊อด เทอร์โบ


 บวชพระแบบสงบ-พอเพียง
 เรียนคุณอ๊อด เทอร์โบ

ผมไปบวชนาคที่วัดตลาดเกรียบ บางปะอิน อยุธยา เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ถึงงานจะผ่านไปด้วยดีแต่รู้สึกเป็นห่วงจากขบวนการแห่นาค

กลัวเหมือนจะเกิดขึ้นคล้ายกับวัดสิงห์ กทม. เพราะโบสถ์ห่างจากโรงเรียนประมาณแค่ 30 เมตร แค่นั้น เอาเฉพาะแห่รอบโบสถ์ 3 รอบ ก็เกือบ 2 ชม.แล้ว ค่าจ้างก็แพงเป็นหมื่น ค่าแอลกอฮอล์หลักพัน

ผมจึงอยากจะขอวิงวอนชาวพุทธทุกท่านช่วยงดเครื่องเสียงได้ไหมครับ เหมือนงดดื่มสุราในวัด

ถ้าความคิดของผมไม่ถูกใจใครต้องขออภัยด้วยครับ
อดุลย์(อยุธยา)


 กรมปศุสัตว์จัดระเบียบโรงฆ่าสัตว์เถื่อน
มีประกาศจาก ‘นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต’ อธิบดีกรมปศุสัตว์ แจ้งว่าการใช้ไม้ทุบหัวสุกรก่อนฆ่าผิด พ.ร.บ.ควบคุมการฆ่าสัตว์ฯ

จึงขอให้ศึกษากฎหมายและปฏิบัติตามและโรงงานฆ่าสัตว์เถื่อนเหล่านี้ยังผิดหลักสุขอนามัยอีกด้วย


 คุมเข้มโรงฆ่าสัตว์เถื่อน
 อย่าทำผิดกฎหมาย

กรณีที่สำนักข่าวต่างชาติแห่งหนึ่งเผยแพร่รายงาน ที่ระบุว่า การฆ่าหมูในโรงฆ่าสัตว์ของประเทศไทยมีความโหดร้ายและปราศจากมนุษยธรรมนั้น

คาดว่าน่าจะเป็นการลักลอบเข้าไปถ่ายทำในโรงฆ่าสัตว์เถื่อน ซึ่งผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมการฆ่าสัตว์เพื่อการจำหน่ายเนื้อสัตว์ พ.ศ. 2559 และ หลักสวัสดิภาพสัตว์ เนื่องจากการใช้ไม้ทุบหัวสุกรตามที่ปรากฏในรายงานนั้น จะไม่ทำให้สุกรสลบได้แบบสมบูรณ์เพราะแรงกระแทกที่ไม่เพียงพอ ซึ่งเป็นวิธีที่ผิดกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการตั้งโรงฆ่าสัตว์ โรงพักสัตว์ และการฆ่าสัตว์

ที่กำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตต้องมีขั้นตอนทำให้สัตว์สลบโดยปราศจากความทุกข์ทรมาน หรือความเจ็บปวดทางกายก่อนทำการฆ่า หากโรงฆ่าสุกรแห่งใด มีการกระทำดังกล่าวจะถูกสั่งพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาต ดังนั้น ภาพที่ปรากฏในรายงานชิ้นดังกล่าว จึงสันนิษฐานได้ว่า อาจเป็นภาพจากโรงฆ่าสัตว์เถื่อนที่ไม่ได้รับอนุญาตประกอบกิจการฆ่าสัตว์

กรมปศุสัตว์ดำเนินการทางกฎหมายแก่ผู้ประกอบการโรงฆ่าสัตว์มาอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งแต่ปี 2558 มีผลการจับกุมโรงฆ่าเถื่อนแล้วกว่า 490 ราย นอกจากนี้ ยังได้สั่งการให้พนักงานเจ้าหน้าที่ ตรวจสอบโรงฆ่าสัตว์ที่ได้รับอนุญาตไปแล้วอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำอย่างน้อยปีละ 2 ครั้งว่าได้ดำเนินการตาม พ.ร.บ.ควบคุมการฆ่าสัตว์ฯ กำหนดหรือไม่

ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้ยกเลิกใบอนุญาตฯ 364 แห่ง และพักใช้ใบอนุญาตฯ 51 แห่ง ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการยกระดับมาตรฐานโรงฆ่าสัตว์

กรมปศุสัตว์ยังคงเข้มงวดในการปราบปรามโรงฆ่าเถื่อน หากประชาชนพบเห็นโรงฆ่าเถื่อนหรือการกระทำที่ผิดกฎหมายและหลักสวัสดิภาพสัตว์ดังกล่าว โปรดแจ้งเบาะแสได้ที่แอพพลิเคชั่น DLD 4.0 เพื่อให้เจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ดำเนินการเข้าตรวจสอบและจับกุมต่อไป


 ด่านเก็บเงินสร้างปัญหา
 เรียนอธิบดีกรมทางหลวง (ผ่านคุณ ‘อ๊อด เทอร์โบ’)

ผมขอแจ้งให้ผู้รับผิดชอบทราบว่า ด่านโป่ง ทางออกบางละมุงไประยอง กม.ที่ 116 การจราจรติดขัดอย่างมาก บางช่วงเวลารถติดหน้าด่านนับชั่วโมง หรือมากกว่า จากกทม.-ชลบุรี

โดยเกิดจากความผิดพลาดในการออกแบบที่ไม่เหมาะสมของด่านเก็บเงินที่มีจำนวนน้อย และตั้งอยู่ใกล้ทางหลัก ส่งผลให้รถติดสะสมหน้าด่านเข้าไปบนเส้นทางหลัก และช่วงแรกที่เริ่มเก็บเงินเกิดอุบัติเหตุรถชนบ่อยครั้ง

กรมทางหลวงเพิ่มจำนวนด่านเก็บเงิน แต่ปัญหารถติดยังคงอยู่ต้องหันมาใช้ M-Pass เพราะช่องเก็บเงินตั้งอยู่ด้านขวา และว่างตลอด แต่วันนี้การใช้ช่องทางดังกล่าวก็ไม่ช่วยแก้ปัญหาเพราะตำรวจทางหลวงติดกล้องเอาผิดคนขับขี่ที่ฝ่าฝืนเครื่องหมายจราจร ทำให้รถทุกคันต้องใช้ช่องทางซ้ายเพื่อเข้าด่านโป่ง

ผมต้องรับผิดชอบจ่ายค่าปรับ แต่ขอถามหน่วยงานรัฐที่ออกแบบและสร้างด้านโป่ง ที่มีแต่สร้างปัญหาให้แก่ประชาชน ทั้งต้องเสียค่าผ่านทางเพิ่มขึ้น เสียเวลา และยังเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุ
วีระ (สัตหีบ)


 เรียนคุณ ‘วีระ’ สัตหีบ
ผมเองก็เดินทางไประยองและใช้เส้นทางมอเตอร์เวย์และผ่านด่านโป่งนี้ก็เจอเหตุการณ์ดังจดหมายคุณบรรยายอธิบายมา

ยิ่งในวันหยุดหรือเทศกาลต่างๆ ด้วยแล้วมีปัญหาจราจรติดขัดหน้าด่านอย่างมากแถมมีอันตรายเกิดเรื่องบ่อยๆ

จึงขอให้ช่วยปรับปรุงหรือหาวิธีการที่จะทำให้เกิดความสะดวกสบายและปลอดภัยมากกว่านี้

ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นอยู่แบบนี้ตลอดไปหาตัวรอดเอาเองตัวใครตัวมัน
อ๊อด เทอร์โบ


เริ่มป่วนอีกรอบ 8ว่าที่เสนาบดีอาจสอบไม่ผ่าน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/376093?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เริ่มป่วนอีกรอบ 8ว่าที่เสนาบดีอาจสอบไม่ผ่าน

19 มิถุนายน 2562 – 12:55 น.
สสปาร์ตี้ลิสต์,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 21,408 ครั้ง

โดย…  ทีมข่าวการเมือง เครือเนชั่น

ความขัดแย้งในพรรคพลังประชารัฐน่าจะบางเบาลงไปได้บ้าง เมื่อกาวใจยี่ห้อผู้กองตุ๋ยออกโรงมาหย่าศึกมิให้บานปลาย

เพราะกลุ่มอีสานตอนบนและกลุ่มภาคใต้ออกมาเขย่าการทวงเก้าอี้เสนาบดีกันจนเป็นข่าวพาดหัวไปสองถึงสามวัน

พ.อ.สุชาติ  จันทรโชติกุล  ส.ส.สงขลา เขต 1  พรรคพลังประชารัฐ  ระบุว่า “13  เขตภาคใต้ที่เลือกพรรคเพราะหวังว่า  พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา  จะแก้ไขปัญหาได้ ผมเป็นหนึ่งในแกนนำภาคใต้  ขอเรียนว่าทุกปัญหานั้น  พรรคจะดูแลประชาชนตามที่หาเสียงไว้  และทำงานการเมืองตามที่  พล.อ.ประยุทธ์วางไว้”

เอกราช ช่างเหลา  ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์  พรรคพลังประชารัฐ  สรุปว่า  “วันนี้หารือและได้ข้อสรุปตรงกันว่า พล.อ.ประยุทธ์  และ  อุตตม สาวนายน  หัวหน้าพรรค  เข้าใจการขับเคลื่อนนโยบายพรรคและจะหาคนที่เหมาะสมมาทำหน้าที่รัฐมนตรี   ส่วนจะเป็นใครขอให้เป็นดุลพินิจของ  พล.อ.ประยุทธ์ จึงมอบหมายให้ พล.อ.ประยุทธ์ พิจารณาตามที่เหมาะสม”

ถ้อยแถลงของสองแกนนำสองกลุ่มจากแดนใต้และอีสาน  หลังพรรคส่งผู้กองตุ๋ยมาเคลียร์ใจจากที่เคยรับหน้าที่ไปเจรจากับกลุ่มสามมิตรและกลุ่มสิบพรรคจิ๋วจนคลื่นลมเบาบางลงได้

 มรสุมก่อนนำรัฐนาวาประยุทธ์ 2 ลงน้ำเบาลงไปนิด

เคยแจ้งเตือนลุงตู่ไปแล้วหลายคราวว่า  การตั้ง ครม.ประยุทธ์ 2 นั้น… รัฐนาวาลำนี้จะไปรอดหรือไม่ อยู่ที่ความเข้มแข็งจากภายในคือ  ความสามัคคีของคนหลากมุ้งในพรรคพลังประชารัฐต้องเกิดขึ้นก่อน รวมทั้งการผนึกกำลังกับพรรคร่วมรัฐบาล  และการปลอดข่าวทุจริต

รัฐบาลผสมที่มี พปชร.เป็นแกนนำนั้น ตอนนี้ยากยิ่งที่จะเห็นภาพคลื่นผิวน้ำสงบ เพราะ 7 พรรคฝ่ายค้านจองกฐินหลากเรื่อง ประเดิมด้วยการแต่งตั้ง ส.ว.ชุดผลัดกันเกาหลัง

ส่วนคลื่นใต้น้ำยังกระเพื่อมและพยายามยกระดับความรุนแรง แต่อยู่ที่ว่าจะกุมสภาพได้เพียงใด…เพราะจากกระแสข่าวต่อรองตำแหน่งเสนาบดี ทั้งทวงคืน แลกเก้าอี้ เจรจารอบแล้วรอบเล่า ในห้วงเวลาที่ผ่านมาจนถึงยามนี้นั้น มันสะท้อนเบื้องต้นแล้วว่า สนิมเกิดแต่เนื้อในตน…

คนในแทบทุกแวดวงติดตามข่าวสารการเมืองก็พอจะมองออกแล้วว่า มุ้งใด ขั้วไหน กลุ่มอะไร พรรคต่างๆต้องการสิ่งใดในการเป็นรัฐบาลหลังลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีจบลง

การฟอร์มรัฐบาลนั้น ดีลการเมืองกับบางพรรคปิดได้ แต่บางพรรคยังออกมาขยับต่อรอง แต่คงไม่ยากเกินกำลังของ “3ป.” ในการปิดเกมให้ไว ไม่เช่นนั้นคะแนนติดลบจะตามมาอีกอื้อและยากที่จะแก้ไข

การบ้านข้อใหญ่ที่ 3ป. ต้องเร่งดำเนินการคือ

เกมภายใน พปชร. ที่ตอนนี้ภาพออกมามิงดงามเลย คือ การตีรวนกันเองของคนในอาคารปานศรี เป็นจุดอ่อนที่หยิบยกมาคราวใด สะเทือนไปทั้งบาง…

แต่บนความจริงที่หลายมุ้งใน พปชร.รับรู้กันดีคือ หากเหลียวมองไปในช่วงก่อนหน้านี้ จังหวะของกลุ่ม 4 รมต., กลุ่มสามมิตร มักปรากฏข้อมูลออกมาผ่านสื่อจนใครหลายคนมองออกว่าคนในสองกลุ่มนี้ขยับหมากในช่วงนั้นและช่วงนี้เพื่อหวังผลอะไร…

แต่บางขั้วเลือกนิ่งและได้สิ่งที่หมายปองไปง่ายๆ เช่น ขั้วของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ที่เดินเกมประสานงานตามคำสั่งผู้ใหญ่ให้ไปจัดการในหลากสิ่งจนบรรลุผล และได้สองเสนาบดีไว้ในมือ, ปีกกปปส. และคณะคนรุ่นใหม่ พยายามไม่เป็นข่าวและไม่โวยวายขอตำแหน่ง รอลุงตู่เคาะอย่างเดียว แต่แว่วว่าแกนนำปีก กปปส.ฉุนหนัก เพราะโดนใครบางคนในพรรคปล่อยข่าวให้ร้ายตลอดมา จึงออกมาปกป้องตัวเองบ้าง

เมื่อลุงตู่บอกล่าสุดทำนองว่าการเกลี่ยเก้าอี้ ครม.คงจบไปได้ด้วยดี แต่ลุงตู่ต้องไม่ลืม ส.ส.อีสานและแดนใต้ ในพรรคที่ร่วมรบมาให้วันนี้บังเกิดขึ้นนั้นก็อย่าทอดทิ้ง เพราะบทเรียนการแบ่งพื้นที่ให้คนการเมืองจากท้องถิ่นขึ้นกุมสภาพบ้างนั้น การให้เกียรติคนร่วมรบที่บุกเบิกสนามและปักธง พปชร.ในเขตที่หลายคนไม่คิดว่าจะทำได้นั้น ลุงตู่น่าจะตรองด้วยเพื่อให้การเป็นหนึ่งเดียวในพรรคปรากฏ

มังกรเมืองสุพรรณคือตัวอย่างคนการเมืองที่ใครหลายคนศึกษาวิธีแบ่งแยกและครองใจลูกพรรคในการผลัดกันทำงานและสร้างบารมีในพื้นที่ จนพรรคสามารถประคองตัวและมีแรงต่อรองกับพรรคอื่นๆ

ปักษ์ใต้นั้นรู้ดีว่าพรรคสีฟ้าครองมาหลายปี แต่ยามนี้กระแส ปชป.และนักการเมืองบางคนชาวบ้านมิเอาด้วย จึงมาเทแต้มให้พรรคอื่นๆ รวมทั้ง 13 ส.ส.ของพปชร. และแดนอีสานก็เช่นกัน เครือข่ายคนรักแม้วมีมาตั้งแต่ปี 2544 หลายยุคบางพรรคเจาะเท่าใดก็ทลายแรงเชียร์แม้วมิได้ แต่ยามนี้ พปชร.ยังปักธงได้

ดังนั้นหากธง พปชร.ที่ปักไว้จะถาวร กำลังใจและโอกาสสร้างแต้มในระยะยาว สองกลุ่มใน พปชร.ที่ออกมาขอลุงตู่ให้วินิจฉัยใหม่กับโควตาคราวนี้ บนเกมการเมืองในระยะยาวลุงตู่มิควรละเลย

คนการเมืองรู้กันดีว่าเวลาช่วงนี้จนถึงต้นเดือนกรกฎาคม ลุงตู่จัดโผใหม่ได้เสมอเพราะทุกพรรคส่งโผ ครม.ถึงมือลุงตู่แล้ว และรอดูว่าใครจะสมหวังและใครจะพลาดเป้า

เวลาช่วงนี้คือจังหวะที่ต้องล็อบบี้หลังบ้านและเปิดอัตราต่อรองบนหน้าสื่อเพราะคนการเมืองอ่านออกว่าลุงตู่เคยแจ้งไปแล้วเกี่ยวกับคุณสมบัติของเสนาบดีชุดนี้ว่า ประวัติ ภาพลักษณ์ ความเหมาะสม การยอมรับ “ต้องมีครบถ้วน” ดังนั้นรอยด่างพร้อยในวันวานหากยังไม่ยุติใครบางคนก็น่าจะ “ขาดคุณสมบัติ”

ล่าสุดก็เริ่มแพลมๆ รายชื่อคนการเมืองที่อาจหยุดป้ายนี้และไม่ได้ไปต่อจากสื่อบางแขนง เหตุเพราะข้อมูลของว่าที่เสนาบดีอาจขัดกับคุณสมบัติที่ลุงตู่วางไว้ในบรรทัดข้างต้น

“8 ชีวิตคนการเมือง” ที่บางสื่อเผยออกมาว่าไม่ตรงสเปกลุงตู่ หากอยากไปต่อต้องเคลียร์ตัวเองให้ได้นั้น มาจากพรรคประชาธิปัตย์คือ นิพนธ์ บุญญามณี อดีตนายกอบจ.สงขลา ว่าที่ รมช.มหาดไทย ในหลากประเด็นช่วงทำงานท้องถิ่น, สาธิต ปิตุเตชะ ส.ส.ระยอง ว่าที่ รมช.สาธารณสุข กรณีถือครองหุ้นสื่อ

พรรคภูมิใจไทย ได้แก่ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ว่าที่ รมว.คมนาคม กับสิ่งละอันพันละน้อยช่วงทำหน้าที่ประธานคณะทำงาน รมว.มหาดไทย, ชาดา ไทยเศรษฐ์ ส.ส.อุทัยธานี ว่าที่ รมช.เกษตรและสหกรณ์ กับภาพลักษณ์ในอดีต แม้เจ้าตัวจะส่งไม้ให้น้องสาวรับช่วงแล้วก็ตาม, วีระศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล ส.ส.บัญชีรายชื่อ ว่าที่ รมช.พาณิชย์ กับภาพลักษณ์ที่ถูกกล่าวหาในบางเรื่อง

ส่วนการถือหุ้นสื่อที่อาจเป็นจุดอ่อนของใครบางคนและอาจทำให้พลาดเก้าอี้เสนาบดีคือคีย์แมนพรรคพลังประชารัฐ “ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ” ว่าที่ รมว.ศึกษาธิการ, ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล หัวหน้าพรรครวมพลังประชาชาติไทย ว่าที่ รมว.ต่างประเทศ และหัวหน้าพรรคชาติพัฒนา เทวัญ ลิปตพัลลภ ว่าที่ รมช.อุตสาหกรรม

8 คนการเมืองนี้กับ 8 เก้าอี้รัฐมนตรี หากเคลียร์จบก็ไปต่อได้ง่าย แต่หากสะดุดยอดหญ้าอาจจะเกิดเกมภายในของแต่ละพรรคได้เสมอ และเป็นช่องที่คนพลาดเป้าจะไล่บี้ เพื่อให้ได้สิ่งที่หมายปองในเวลาอันจำกัดนี้

และอย่าลืมว่า เคยแจ้งเตือนไปหลายเพลาก่อนว่าไพ่ในมือลุงตู่ที่ยังไม่ใช้คือการยุบสภา ไพ่ใบนี้จะงัดออกมาเมื่อคราวจำเป็นสุดๆ แปลว่า หากคนการเมืองยังดำเนินกิจกรรมการต่อรองเก้าอี้แบบไม่จบไม่สิ้นจนภาพลักษณ์รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแย่ลงเรื่อยๆ ลุงตู่ก็เลือกที่จะคืนอำนาจให้ประชาชน คนการเมืองก็รับกรรมไป

หน้าฝน..ขับรถอย่างไรให้ปลอดภัย!?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/376095?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

หน้าฝน..ขับรถอย่างไรให้ปลอดภัย!?

19 มิถุนายน 2562 – 12:50 น.
สายตรวจระวังภัย,หน้าฝน,อากาศ,น้ำท่วม
เปิดอ่าน 2,424 ครั้ง

คอลัมน์… สายตรวจระวังภัย โดย…   ทีมข่าวอาชญากรรม

ช่วงนี้เป็นช่วงหน้าฝนซึ่งเอาแน่เอานอนไม่ได้กับสภาพอากาศในแต่ละวัน ยิ่งแล้วเป็นคนใช้รถใช้ถนนต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะการเดินทางระหว่างฝนตกย่อมมีความเสี่ยงอุบัติเหตุ หรือรถเกิดความเสียหาย โดยเฉพาะการขับรถไปเจอสภาพน้ำท่วมขัง

ด้วยเหตุนี้จากความปารถนาดีของ กองบังคับการตำรวจทางหลวง (บก.ทล.) จึงได้แนะนำความปลอดภัยในการขับรถช่วงหน้าฝน ซึ่งมีข้อปฏิบัติง่ายๆ คือ สิ่งแรกที่ควรปฏิบัติ เมื่อต้องขับรถในสภาวะฝนตกไม่ว่าจะหนักหรือเบา 1.ไม่ควรขับชิดคันหน้ามากเกินไป หรือที่มักเรียยกกันว่า “จี้ตูด” เพราะจะทำให้ระยะเบรกไม่ได้ เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ 2.ไม่ขับรถด้วยความเร็วสูง เนื่องจากการขับรถเร็วมีความเสียงต่อการเกิดอุบัติเหตุแม้ในสภาพอากาศปกติ ถ้าเป็นช่วงฝนตกยิ่งต้องใช้ความระมัดระวังหลายเท่า เพราะทัศนวิสัยในการมองจะมีประสิทธิภาพลดลง ดังนั้นจึงไม่ควรขับรถด้วยความเร็วเป็นอย่างยิ่งในขณะฝนตก 3.เปิดไฟหน้าเพิ่มความปลอดภัย ซึ่งการเปิดไฟหน้าขณะขับรถระหว่างฝนตกจะช่วยให้เพิ่มประสิทธิภาพในการมองเห็น โดยเฉพาะรถเลนสวน ตรงนี้จะช่วยป้องกันการเกิดอุบัติเหตุในขณะขับรถระหว่างฝนตกได้ดียิ่งขึ้น แต่อย่าเปิดไฟสูงแยงตาจนทำให้รถที่ขับสวนมามีปัญหาต่อการมอง

เมื่อเลี่ยงไม่ได้จำเป็นต้องใช้เส้นทางที่มีน้ำท่วมขังทางตำรวจทางหลวงยังมีข้อแนะนำว่า ให้ขับรถด้วยความเร็วต่ำ เพื่อป้องกันไม่ให้นำเข้าสู่ระบบจุดระเบิดจนเครื่องยนต์ดับและกระเด็นไปโดนคนบนทางเท้า ชะลอความเร็วเมื่อขับรถสวนทาง เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำไปกระทบคันหน้า อาจทำให้เครื่องยนต์ดับ เกิดความเสียหายและกระทบต่อการสัญจรเป็นปัญหารถติดสะสมสร้างความเดือดร้อนเป็นวงกว้าง ขณะเดียวกันหลังจากขับรถลุยน้ำต้องทำเบรกให้แห้ง ด้วยการขับรถช้าๆ ด้วยเกียร์ต่ำ ใช้เท้าขวาเหยียบคันเร่งเบาๆ พร้อมใช้เท้าซ้ายแตะเบรกเบาๆ เพื่อช่วยไล่ความชื้นออกจากผ้าเบรกจะได้ใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพลดการเกิดอุบัติเหตุ

ทั้งนี้ทั้งนั้นเพื่อไม่ให้เหตุการณ์ไม่คาดฝันจากอุบัติเหตุเกิดขึ้นตำรวจทางหลวงยังมี 5 วิธี ป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ ได้แก่ 1.ตรวจสอบรถก่อนจะขับรถ หมั่นตรวจเช็กรถทุกครั้งว่ารถมีการรั่วไหลสิ่งใดๆ หรือไม่ และการทำงานของไฟท้าย ไฟหน้า ไฟต่างๆ ยังทำงานดีอยู่หรือเปล่า 2.ขับรถด้วยความเร็วต่ำ การขับรถช้าจะสามารถเห็นสิ่งต่างๆ บนถนนได้ดีกว่าการขับรถเร็ว ทำให้มีทักษะในการควบคุมรถมากขึ้น จะทำให้ห่างไกลจากการเกิดอุบัติเหตุ 3.มือทั้งสองอยู่บนพวงมาลัย จะช่วยให้ควบคุมรถได้ดีขึ้นและจะทำให้ขับรถได้ดีกว่าการจับพวงมาลัยมือเดียว นอกจากนี้ไม่ควรจะทำกิจกรรมต่างๆ ในขณะขับรถ 4.อย่าให้มีอะไรมารบกวน อย่าให้สิ่งรอบข้างมารบกวน ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์ หรือข้อความต่างๆ ควรจะรับสายเฉพาะหลังจากที่รถหยุด หรือในขณะที่ไม่ได้ขับรถ และ 5.ระวังสิ่งรบกวนจากภายนอกรถ ไม่ควรจะมองไปข้างๆ รถมากเกินไป

          อุบัติเหตุเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ สามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลา การป้องกันที่ดีที่สุดคือการระมัดระวัง ไม่ประมาท เพราะอย่างน้อยถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาแล้วน่าจะผ่อนหนักเป็นเบาได้..!!