ยกพวกตะลุมบอน..สะท้อนมาตรการรักษาความสงบที่ต้องแก้

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/376101?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ยกพวกตะลุมบอน..สะท้อนมาตรการรักษาความสงบที่ต้องแก้

19 มิถุนายน 2562 – 12:45 น.
ยกพวกตะลุมบอน,มาตรการรักษาความปลอดภัย,วินมอเตอร์ไซด์,รศพตทดรกฤษณพงศ์ พูตระกูล
เปิดอ่าน 2,377 ครั้ง

โดย…  ทีมข่าวอาชญากรรม

วันเสาร์ซึ่งเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ของผู้คนส่วนใหญ่ หลายครอบครัวใช้ช่วงเวลาวันหยุดเดินทางไปทำกิจกรรมร่วมกัน บ้างก็ไปจับจ่ายซื้อของตามตลาดเพื่อมาปรุงอาหารกินกัน พ่อค้าแม่ขายก็เปิดร้านทำมาหากินปกติ และมีอีกจำนวนไม่น้อยที่ต้องไปทำงานหาเลี้ยงชีพ โดยเฉพาะคนที่ทำงานอยู่ในห้างสรรพสินค้า จึงทำให้ถนนหนทางในกรุงเทพฯ ยังคงคราคร่ำไปด้วยผู้คนที่สัญจรไปมา บางเส้นทางการจราจรอาจคึกคักมากว่าวันทำงานในช่วงเวลาเดียวกัน แต่ที่ ถนนอุดมสุข หรือ สุขุมวิท 103 เกิดเหตุการณ์ที่มากกว่าการจราจรคึกคัก เพราะก่อนถึงแยกอุดมสุขถนนตรงนี้ถูกเปลี่ยนให้เป็น “พื้นที่เสี่ยงภัย” ไม่ต่างอะไรกับ “สมรภูมิรบ”

ช่วงสายของวันเสาร์ที่ 15 มิถุนายน ที่ผ่านมา เกิดเหตุความรุนแรงน่าหวาดกลัว สร้างความตื่นตระหนกตกใจให้ผู้คนจำนวนมาก เพราะวินรถจักรยานยนต์รับจ้างย่านอุดมสุข “เปิดศึก” ปิดถนนยกพวกเข้าตะลุมบอนกัน เพราะขัดแย้งผลประโยชน์ “ตั้งวินเถื่อน” แย่งลูกค้า ต่างฝ่ายต่างมีอาวุธเข้าห้ำหั่น ทั้งท่อนไม้ ท่อนเหล็ก มีด สลับกับการขว้างปาสิ่งของเป็นก้อนอิฐและหมวกกันน็อก โดยมีเสียงปืนดังสอดแทรก ประหนึ่งบ้านเมืองไม่มีกฎหมาย เป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน ภาพที่ปรากฏต่อสายตาผู้คนเหมือนกับ “แก๊งมาเฟีย” ในหนังแอ็กชั่นที่ยกพวกถล่มกันยึดพื้นที่ขยายอำนาจครอบครองกิจการ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องจริง ไม่มีตัวแสดงแทน มีคนตายจริง และมีคนเจ็บจริงๆ

ไม่เพียงแค่เหตุการณ์สองวินรถจักรยานยนต์ปิดศึกตะลุมบอนกันกลางถนนสาธารณะที่เกิดขึ้นล่าสุด แต่บ่อยครั้งที่มีข่าวปรากฏตามสื่อต่างๆ ทั้งสื่อกระแสหลักและโซเชียลมีเดีย เกี่ยวกับพฤติกรรม “อุกอาจ” ยกพวกเข้าทำร้ายกันแบบไม่เกรงกลัวกฎหมายบ้านเมือง ไม่ว่าจะเป็นการยกพวกเข้าไปทำร้ายคู่อริในโรงพยาบาล การทะเลาะวิวาทของเหล่า “นักเรียนนักเลง” ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเหล่านี้ได้สะท้อนถึงมาตรการรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ที่มีความจำเป็นต้องเร่งดำเนินการแก้ไข เพราะหลายคดีที่เกิดขึ้นสะท้อนถึงความไม่เกรงกลัวอำนาจรัฐ

หลังเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นก็เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องสืบสวนสอบสวนดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด ซึ่งก็ว่ากันไปตามขั้นตอนตัวบทกฎหมาย แต่คำถามที่เกิดขึ้นตามมาคือจะมีมาตรการป้องกันเหตุอย่างไรและใช้ยุทธวิธีระงับเหตุแบบไหนเพื่อยับยังไม่ให้เกิดการใช้ความรุนแรงตัดสินปัญหาแบบนี้ขึ้นอีก เพราะเรื่องแบบนี้ไม่ใช่แค่เพิ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก แต่เกิดขึ้นแล้วหลายครั้งหลายครา ก็ควรเอามาเป็นบทเรียนเพื่อพัฒนาปรุงปรุงมาตรการรักษาความสงบเรียบร้อยเพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของคนในสังคม

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นักอาชญาวิทยา ได้วิเคราะห์สถานการณ์และเสนอแนะแนวทางเพื่อให้เจ้าหน้าที่ของรัฐบังคับใช้กฎหมายรวมทั้งแก้ไขสถานการณ์ความรุนแรงยกพวกตะลุมบอนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดย “อาจารย์โต้ง” รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงศ์ พูตระกูล ผู้ช่วยอธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต มองแนวทางแก้ปัญหาไว้ 5 ประเด็น ได้แก่ ครอบครัว มาตรการการป้องกันอาชญากรรม การมีกฎหมายผู้ช่วยเจ้าพนักงาน ยุทธวิธีตำรวจ และระบบการติดตามตรวจสอบ

ประเด็นแรก รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงศ์ อธิบายว่า เริ่มที่ครอบครัว การเลี้ยงดู การอบรมบ่มเพาะเป็นสิ่งสำคัญ เพราะจะเห็นได้ชัดเจนว่าทุกวันนี้สังคมไทยมีการใช้ความรุนแรงมากขึ้น มักยุติปัญหาด้วยความรุนแรง ก็ต้องมองว่าเริ่มจากสาเหตุอะไร ซึ่งตามหลักอาชญาวิทยาได้ศึกษาการเลี้ยงดูในครอบครัว การอบรมเรียนรู้ในโรงเรียนเป็นรากฐานลักษณะนิสัยและอารมณ์ โดยครอบครัวมีส่วนสำคัญในการอบรมด้วยการใช้เหตุผลให้รู้ผิด ชอบ ชั่ว ดี หากไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ต้องขัดเกลาจิตใจบุตรหลานตั้งแต่ยังเล็ก สอนให้รู้จักการเคารพสิทธิของผู้อื่น ไม่ไปละเมิด ตลอดจนควบคุมการดูหนังดูละควร เนื่องจากมีบางฉากบางตอน หรือตัวละครบางตัวจะเป็นแบบอย่างในการใช้ความรุนแรงได้ เด็กเยาวชนจะเอาเป็นเยี่ยงอย่างในชีวิตจริงได้ ผู้ปกครองจึงควรอยู่ใกล้ชิดปลูกฝังเหตุผลว่าหากทำแบบนี้แล้วผลลัพธ์จะออกมาอย่างไร ขณะเดียวกันตัวดารานักแสดงที่ถือว่าเป็นบุคคลสาธารณะก็ต้องวางตัวให้เป็นแบบอย่างที่ดี

รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงศ์ พูตระกูล

สำหรับมาตรการการป้องกันอาชญากรรมต้องยอมรับว่าในบ้านเรายังมีน้อยมากๆ ถ้าดูจากที่มีรัฐบาล คสช. ในช่วงแรกๆ โดยเอาทหารมาจัดระเบียบสังคมกวาดล้างผู้มีอิทธิพลมากมาย ซึ่งดูเหมือนจะเป็นระบบมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องวินรถจักรยานยนต์รับจ้าง แต่หลังจากนั้นก็เงียบหายไปและเหมือนจะวนเข้ารูปแบบเดิม ดังนั้นควรมีเจ้าภาพที่ชัดเจนเข้ามากำกับดูแล เช่นในกรุงเทพฯ ก็ให้ กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) กับ กรุงเทพมหานคร (กทม.) เนื่องจากมีบ่อยครั้งที่คนขับวินรถจักรยานยนต์รับจ้าง หรือแม้คนที่ให้บริการขนส่งสาธารณะอื่นๆ เป็นคนร้ายที่ก่อเหตุอาชญากรรมเสียเอง หลายคนพกมีด พกปืน ส่งผลให้ผู้โดยสารตกอยู่ในภาวะเสี่ยงอันตราย ถ้ามีเรื่องไม่โปร่งใสทั้งสองหน่วยงานนี้ต้องช่วยกันดู และที่เห็นบ่อยของบรรดาวินรถจักรยานยนต์รับจ้างคือการละเมิดฝ่าฝืนกฎจราจร เช่น ขับรถย้อนศร ขับขี่บนทางเท้า จนเกิดการละเมิดประชาชนและผู้โดยสาร หากมีเจ้าภาพที่ชัดเจนและเอาจริงเอาจังก็จะช่วยป้องกันความห่ามที่เกิดขึ้นกับพฤติกรรมของวินรถจักรยานยนต์รับจ้างได้มากขึ้น

ประเด็นต่อมา รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงศ์ มองว่าการมีกฎหมาย ระเบียบ หลักเกณฑ์การคัดเลือกผู้ช่วยเจ้าพนักงานตำรวจจะช่วยลดความ “กร่าง” ของบรรดาวินรถจักรยานยนต์บางคนบางกลุ่มได้ ซึ่งผู้ช่วยเจ้าพนักงานตำรวจในบ้านเรายังไม่มี ตำแหน่งหน้าที่นี้จะมีค่าตอบแทน มีเงินเดือน โดยที่ประเทศอังกฤษมีแล้ว ประเทศในยุโรปก็มี และที่ประเทศสิงคโปร์ก็มีแล้วเช่นเดียวกัน มีหน้าที่ช่วยงานสนับสนุนภารกิจต่างๆ ของตำรวจ ต้องผ่านการทดสอบ การคัดเลือกคัดกรอง ฝึกอบรมหลักสูตรต่างๆ ต่างกับบ้านเราที่ยังใช้กู้ภัย อาสาสมัคร ซึ่งไม่ได้มีค่าตอบแทน โดยส่วนใหญ่ก็เป็นวินรถจักรยานยนต์รับจ้าง หรือบรรดาโชเฟอร์รถแท็กซี่เข้ามาร่วมโครงการเป็นอาสาสมัครช่วยงานตำรวจ เช่น โครงการตาสับปะรด ไม่ใช่ว่าโครงการเหล่านี้ไม่ดี เป็นเรื่องดีที่ให้ประชาชนมามีส่วนร่วมในการปฏิบัติงานตำรวจ แต่ยังมีอาสาสมัครบางคนที่ถือว่าเป็นส่วนน้อยกระทำผิด ขาดการฝึกอบรม เมื่อเคยทำงานกับตำรวจก็ทำให้รู้สึกว่าตัวเองมีสิทธิพิเศษ ทำให้รู้สึกว่าตัวเองมีอำนาจจึงเป็นสาเหตุของความกร่างไม่เกรงกลัวหรือเกรงใจใครหน้าไหน

สมรภูมิรบระหว่างสองวินรถจักรยานยนต์รับจ้างที่เกิดขึ้นหมาดๆ ในย่านอุดมสุข เรื่องยุทธวิธีตำรวจในการเข้าระงับเหตุเป็นสิ่งที่ผู้คนวิพากษ์วิจารณ์กันหนาหู เพราะบานปลายปล่อยให้มีการยกพวกตะลุมบอนต่อหน้าต่อตาจนมีคนบาดเจ็บล้มตาย แต่ลึกๆ แล้วการบังคับใช้กฎหมายในยุคโซเชียลมีเดียตำรวจในระดับปฏิบัติการทำงานยากมาก มาตรการตามยุทธวิธี การควบคุมฝูงชน การระงับเหตุ หากตำรวจแอ็กชั่นเหมือนที่ร่ำเรียนฝึกอบรมมา หากผลลัพธ์ไปกระทบจุดเปราะบางของสังคม ถูกกระแสโซเชียลมีเดียกระหน่ำ ส่งผลเสียต่อองค์กร และถ้าหากผู้บริหารไม่เอาด้วยกับผู้ปฏิบัติ ก็ย่อมทำให้ผู้ปฏิบัติลำบาก

ในส่วนเรื่องยุทธวิธีตำรวจ นักอาชญาวิทยา บอกว่า อาจเกิดการประเมินสถานการที่ผิดพลาดได้ เนื่องจากขาดการอบรมทบทวนยุทธวิธีที่ต่อเนื่องจนส่งผลต่อการตัดสินใจ ฉะนั้นต้องมีความเป็นตำรวจมิอาชีพ เพราะตำรวจ 5-6 นายไม่สามารถรับมือกับสถานการณ์ที่มีการทะเลาะวิวาทที่มีจำนวนคนนับสิบได้แน่นอน ฉะนั้นต้องมีหลักสูตรเฉพาะ ฝึกทบทวนอยู่เป็นประจำให้เท่าทันกับอาชญากรรมที่เกิดขึ้น เมื่อเผชิญเหตุจะทำอะไรได้บ้างเป็นขั้นตอน 1 2 3 4 … เช่นเบื้องต้นเปิดเสียงจากโทรโข่งนอกจากเปิดไฟวับวาบเพียงอย่างเดียว เนื่องจากเสียงจะทำให้คนที่จะทะเลาะวิวาทกันเกิดการชะงัก ซึ่งจากข้อมูลงานวิจัยที่เก็บมานั้น บ่งชี้ว่าส่วนใหญ่ตำรวจที่อบรมจบมาไม่เคยนำไปใช้ และยุทธวิธีต้องมีการอัพเดทอยู่ตลอด ขณะเดียวกันตำรวจบ้านเราเวลาปฏิบัติงานไม่มีอุปกรณ์อย่างอื่นนอกจากปืน ถ้าใช้อาวุธปืนก็จะกลายเป็นรุนแรงกว่าเหตุ ยิงปืนขึ้นฟ้าก็ไม่รู้ว่าหัวกระสุนจะไปตกใส่ประชาชนคนไหน เมื่อเจอสถานการณ์จึงเกิดความลังเลใจ ไม่กล้าบังคับใช้กฎหมาย ต้องคอยรายงานเหตุให้ผู้บังคับบัญชาต่อเป็นทอดๆ กว่าผู้มีอำนาจตัดสินใจเหตุการณ์ก็เลยเถิดไปเกินจะควบคุมแล้วกระทั่งส่งผลต่อความเชื่อมั่นไว้วางใจของประชาชนต่อตำรวจ

“ควรมีหลักสูตรยุทธวิธีเหล่านี้ไปสอนในโรงเรียนตำรวจ และฝึกทบทวนอยู่เป็นประจำสม่ำเสมอ อัพเดทสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา เพื่อเพิ่มความมั่นใจในการตัดสินใจ เนื่องจากการใช้ดุลพินิจของตำรวจมีความสำคัญ” รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงศ์ ระบุ

ขณะที่เรื่องระบบติดตามตรวจสอบจะต้องเป็นการเฝ้ราระวังเชิงนโยบาย โดยเฉพาะการขึ้นทะเบียนกลุ่มเสี่ยง อาทิ แท็กซี่ จักรยานยนต์รับจ้าง รวมถึงรถตู้ รถบัสที่เกี่ยวกับระบบขนส่งมวลชน เพราะกลุ่มอาชีพนี้ต้องดูแลชีวิตประชาชนจำนวนมาก มีหน่วยงานคอยตรวจสอบควบคุมการทุจริต เช่น ป.ป.ช. หรือ ป.ป.ท. เพราะแม้จะเป็นอาชีพที่สุจริตแต่ก็เป็นธุรกิจของกลุ่มที่มีอิทธิพลที่มีผลประโยชน์มากมาย ตลอดจนมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาคและเป็นธรรม เห็นได้ชัดเจนจากการจัดระเบียบของรัฐบาล คสช. ในตอนแรกก็เข้าที่เข้าทาง แต่หลังจากนั้นก็เงียบและกลับสู่รูปแบบเดิม

เหตุการณ์ยกพวกตะลุมบอนกันที่เกิดขึ้นในย่านอุดมสุขอาจเป็นเพียงหนึ่งในหลายจุดที่รอวันปะทุ มาตรการรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองจึงต้องเร่งแก้ให้เป็นรูปธรรมและยั่งยืน..!!

“มาตรฐานจริยธรรม”ดาบอีกด้ามใช้ฟันคนการเมือง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/376091?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“มาตรฐานจริยธรรม”ดาบอีกด้ามใช้ฟันคนการเมือง

19 มิถุนายน 2562 – 12:40 น.
มาตรฐานทางจริยธรรม,พรรณิการ์ วานิช,ช่อ,พรรคอนาคตใหม่
เปิดอ่าน 2,417 ครั้ง

คอลัมน์… ล่าความจริง..พิกัดข่าว โดย… ปกรณ์ พึ่งเนตร

ท่านผู้อ่านลองสังเกตหรือไม่ว่าเวลานักการเมืองจะเช็กบิลกันในยุคนี้มักจะอ้าง “มาตรฐานทางจริยธรรม” มาตรวจสอบกัน

วันประชุมรัฐสภาเพื่อโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ก็มี ส.ส.ฝ่ายค้าน (วันนั้นยังไม่ได้เป็นฝ่ายค้าน ส่วนใหญ่เป็นพรรคเพื่อไทยกับอนาคตใหม่) หยิบยกประเด็น “มาตรฐานทางจริยธรรม” มาถล่มนายกฯ ประยุทธ์ จันทร์โอชา และในช่วงเปิดประชุมสภาสัปดาห์นี้ก็จะนำประเด็นมาขยายแผลต่อ

จากนั้นกรณี “คุณช่อ” พรรณิการ์ วานิช รองโฆษกพรรคอนาคตใหม่ โพสต์ภาพไม่ค่อยจะเหมาะสมในอดีต ก็มีบรรดา “นักร้องเรียน” ไปยื่นเรื่องให้ ป.ป.ช.และองค์กรที่เกี่ยวข้องตรวจสอบ “มาตรฐานทางจริยธรรม” เช่นเดียวกัน มาตรฐานที่ว่านี้มาจากไหน เหตุใดจึงกลายเป็นอาวุธประหัตประหารกันทางการเมือง วันนี้ “ล่าความจริง” มีคำตอบมาฝาก

“มาตรฐานทางจริยธรรม” กลายเป็น 1 ใน 8 ข้อที่เป็น “คุณสมบัติ” ของผู้ที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งก็หมายรวมถึงนายกรัฐมนตรีด้วย
รัฐธรรมนูญเขียนเอาไว้แบบนี้ “รัฐมนตรีต้อง… (5) ไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง” แล้วเราจะดูมาตรฐานทางจริยจธรรมได้จากที่ไหน ถ้าอยากดูต้องย้อนตามไปดูรัฐธรรมนูญมาตรา 219 จะมี “เข็มทิศ” ให้เราไปตามต่อ

มาตรา 219 บอกว่า ให้ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระร่วมกันกําหนด “มาตรฐานทางจริยธรรม” และเมื่อประกาศใช้แล้ว ให้ใช้บังคับแก่ ส.ส. ส.ว. และคณะรัฐมนตรีด้วย

นี่เองคือสาเหตุที่ “มาตรฐานทางจริยธรรม” ถูกอ้างถึงในการตรวจสอบทั้ง “นายกฯ ลุงตู่” ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรี และ “คุณช่อ” ซึ่งเป็น ส.ส.อนาคตใหม่ เพราะถูกกำกับด้วยมาตรฐานทางจริยธรรมเอาไว้ทั้งสิ้น

มาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งใช้บังคับคณะรัฐมนตรี ส.ส. และส.ว.ด้วย ใช้ชื่อว่า “มาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดํารงตําแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ.2561” ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 30 มกราคม ปีที่แล้ว

ลองพลิกดูข้อ 5 กับข้อ 6 ในหมวด 1 ที่ว่าด้วยมาตรฐานทางจริยธรรมอันเป็นอุดมการณ์ ข้อ 5 ต้องยึดมั่นและธํารงไว้ซึ่งการปกครองระบอประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย…ข้อนี้ถูกฝ่ายค้านหยิบมาใช้ถล่ม “บิ๊กตู่” เพราะเคยทำรัฐประหาร

ขณะที่ข้อ 6 ต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราช อธิปไตย…. ข้อนี้ถูกใช้ถล่ม “คุณช่อ”

เมื่อตามไปดูข้อ 27 การฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมในหมวด 1 ให้ถือว่ามี “ลักษณะร้ายแรง” ซึ่งก็แปลว่า เข้าข่ายขัดคุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรี ตามมาตรา 160 นั่นเอง เพราะฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง

ปัจจุบันยังมีมาตรฐานทางจริยธรรมประกาศออกมาเป็นกฎหมาย เป็นพระราชบัญญัติ เพิ่งมีผลบังคับใช้ในปีนี้อีกด้วย ชื่อว่าพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ.2562 เมื่อมาตรา 5 เอาแค่ (1) วงเล็บเดียวก็พอ “ยึดมั่นในสถาบันหลักของประเทศ อันได้แก่ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ก็จะพบว่านี่คือข้อความที่เขียนให้สอดคล้องกันมาจากมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่บังคับใช้ถึงรัฐมนตรี ส.ส. ส.ว. ตลอดจนรัฐมนตรีด้วย

และเป็นที่น่าสังเกตว่า ความซื่อสัตย์สุจริตก็เป็นมาตรฐานทางจริยธรรมที่สำคัญที่สุดอีกมาตรฐานหนึ่งที่กล่าวถึงทั้งในกฎหมายและในมาตรฐานของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

จุดนี้เองที่ว่ากันว่าเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การตั้งครม.เสร็จช้า เพราะเกรงว่ารัฐมนตรีหลายๆ คนมีบาดแผล มีชนักติดหลัง ถูกกล่าวหาว่าทุจริต มีเรื่องร้องเรียนในป.ป.ช. อาจถูกขยายแผลเมื่อเข้าไปดำรงตำแหน่งแล้ว

ทางออกที่หลายคนเลือกใช้บริการก็คือส่ง “นอมินี” ไม่ว่าจะเป็นน้องนุ่ง หรือภรรยา สามี เข้าไปนั่งเก้าอี้แทน

มาตรฐานทางจริยธรรมยังมีอีกหลายข้อ เช่น ไม่กระทําการอันเป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตนกับประโยชน์ส่วนรวม ยึดมั่นหลักนิติธรรม ประพฤติตนอยู่ในกรอบศีลธรรมอันดีของประชาชน ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความยุติธรรม เป็นอิสระ เป็นกลาง และปราศจากอคติ ไม่คบหน้ากับผู้มีอิทธิพล เป็นต้น

ไม่แน่ว่าถ้าใช้มาตรฐานทางจริยธรรมอย่างเคร่งครัดจะเหลือ ส.ส.กี่คนในสภา เหลือรัฐมนตรีกี่คนในทำเนียบรัฐบาล!

เปิดวิบากกรรมชีวิตปุ๊กกี้จากอดีตดาวรุ่งสู่วันที่เป็นดาวร่วง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/376094?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เปิดวิบากกรรมชีวิตปุ๊กกี้จากอดีตดาวรุ่งสู่วันที่เป็นดาวร่วง

19 มิถุนายน 2562 – 11:10 น.
ปุ๊กกี้,ปริศนา พรายแสง,ยาเสพติด,อดีตนักร้องดังยุค 90
เปิดอ่าน 6,952 ครั้ง

รายงาน…

หลังเมื่อคืนที่ผ่านมา (17 มิ.ย.) น.ส.พริสซิลลา จิวเมลลี่ หรือ “ปุ๊กกี้” ปริศนา พรายแสง อดีตนักร้องชื่อดังยุค 90 ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมแก๊งค้าและผลิตยาเสพติดพร้อมของกลางจำนวนมาก ซึ่งเจ้าหน้าที่พบว่าทั้งหมดได้จัดหายาเสพติดและร่วมกันผลิตยาเสพติดนั้น ซึ่งหากย้อนเส้นทางชีวิตของปุ๊กกี้ บอกเลยว่าไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ

สำหรับ “ปุ๊กกี้” ปริศนา พรายแสง ลูกครึ่งไทย-ออสเตรเลีย อดีตนักร้องดังยุค 90 ปัจจุบันอายุ 40 ปี มีชื่อภาษาอังกฤษว่า “พริสซิลลา” จิวเมลลี่ จบการศึกษาระดับปริญญาตรี TAFE College Sydney Australia …. เริ่มเข้าวงการด้วยการแสดงมิวสิกซีรีส์ในอัลบั้มชุดแรกของ “ศรราม” เทพพิทักษ์ ในช่วงต้นปี 2538 จากนั้นได้ร้องเพลงประกอบละครเรื่อง เงาราหู ทางช่อง 3 ในเพลง “คงมีสักวัน” ในปีเดียวกัน ถัดมาปี 2539 ปุ๊กกี้มีผลงานเพลงอัลบั้มแรกในชื่ออัลบั้ม Pookie ถือเป็นอัลบั้มที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก มียอดขายถึงล้านตลับและติดท็อปไฟว์ของอัลบั้มขายดี มีเพลงฮิต อย่างเพลง ขอมีเธอ และในปีเดียวกันได้รับรางวัลเพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากงานประกาศผลตุ๊กตาทองอีกด้วย

ปีต่อมาความฮอตของปุ๊กกี้เพิ่มสูงขึ้นอีกเมื่อออกอัลบั้มพิเศษ Wowderful และทำให้เพลงฮิตเช่น SHA-LA-LA-LA กลายเป็นเพลงประจำตัว และเป็นชื่อต่อท้ายว่า ปุ๊กกี้ ชาลาล่า ซึ่งอัลบั้มพิเศษนี้ก็สามารถคว้าล้านตลับไปครองด้วยเช่นกัน เรียกว่าเป็นนักร้องยุค 90 ที่ประสบความสำเร็จมากคนหนึ่ง

ด้านชีวิตรักของผู้หญิงคนนี้ต้องผ่านมรสุมมาไม่น้อย วัย 16 ปี ปุ๊กกี้ตกเป็นข่าวดังข่าวใหญ่เมื่อตั้งท้องกับ “ต๋อง วงทู” หรือ “สุรพันธุ์ จำลองกุล” โปรดิวเซอร์ที่ทำงานเพลงให้ท่ามกลางความไม่พอใจจากผู้เป็นมารดา “นางจารุพรรณ พรายแสง” ซึ่งใช้ชีวิตอยู่ที่ออสเตรเลีย ทำให้ความสัมพันธ์ของแม่ลูกเกิดเป็นรอยร้าวลึกขึ้นมา หลังอยู่กินกันร่วม 7 ปีจนมีทายาทด้วยกัน 2 คน สุดท้ายชีวิตครอบครัวไปไม่รอดลงเอยด้วยการหย่าขาดจากกันในปี 2547 ซึ่งในขณะนั้นปุ๊กกี้ได้เซ็นให้ฝ่ายอดีตสามีเป็นผู้ดูแลลูก ก่อนที่อดีตสามีจะแต่งงานใหม่กับสาวนอกวงการ โดยตอนนั้นมีข่าวว่าปุ๊กกี้ได้แอบไปหาลูกที่โรงเรียนแต่ลูกวิ่งหนีจน เชื่อว่าลูกอาจได้ข้อมูลข่าวสารตัวเองในทางที่ไม่ดี

ประสบการณ์ชีวิตคู่ที่ผิดหวังบวกกับรอยร้าวในความสัมพันธ์กับผู้เป็นมารดาได้ถูกถ่ายทอดออกมาในอัลบั้มที่มีชื่อว่า “คิดถึงแม่” ออกวางจำหน่ายในวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ.2547 โดยมีบทเพลงอย่าง ก่อนไม่มีแม่ให้กอด, คนแรกที่รักได้ (คนสุดท้ายที่จะไม่รัก), แม่ไม่สั่งสอน, ลูกที่แย่ อยากเป็นแม่ที่ดี ฯลฯ

ต่อมาอดีตนักร้องดังก็ได้แต่งงานครั้งที่สองกับ “เอ้” ปาณสาร จันทน์หอม โดยครั้งนี้สาวปุ๊กกี้ได้ตัดสินใจกลับไปใช้ชีวิตอยู่ที่ออสเตรเลียด้วยการประกอบอาชีพเป็นพนักงานเสิร์ฟในร้านอาหารพร้อมเรียนต่อด้านการบริหารการโรงแรมไปด้วย สุดท้ายก็ไม่สามารถครองรักกับสามีคนที่สองไว้ได้ จนต้องเซ็นใบหย่ากันหลังใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันมาเป็นเวลาร่วม 4 ปีก่อนบินกลับมาที่ไทยพร้อมตั้งเป้าหมายชีวิตไว้ว่าจากนี้ไปจะไม่แต่งงานอีกแล้ว

และในช่วงนี้เองปุ๊กกี้ได้ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าชนิดรุนแรงต้องเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลศรีธัญญาเพราะทำร้ายตัวเองและไม่สามารถอยู่คนเดียวได้ จนต้องหันหน้าเข้าสู่ธรรมะจึงผ่านวิกฤติชีวิตมาได้ ในวันที่เจอมรสุมชีวิตพัดกระหน่ำ ปุ๊กกี้ยอมรับว่าที่ผ่านมาเป็นคนผิดเอง บูชาความรักจนเกินเหตุ ไม่เชื่อฟังสิ่งที่แม่สอน รู้ตัวอีกทีตอนอายุ 30 แล้ว ทุกอย่างเหมือนจะเริ่มดีขึ้น

กระทั่งในปี 2556 จู่ๆ ก็มีภาพตั้งครรภ์ออกมาพร้อมข่าวลือว่าท้องไม่มีพ่อ แถมยังไปแย่งสามีชาวบ้านมา สุดท้ายปุ๊กกี้ก็ออกมาเคลียร์เรื่องนี้ผ่านรายการทีวีโดยยอมรับว่ามีสามีใหม่แล้ว โดยฝ่ายชายทำธุรกิจส่งออกเสื้อผ้าสำเร็จรูป เป็นพ่อม่ายวัยห่างกัน 11 ปี มีลูกติดวัย 16 ปีอยู่กับภรรยาเก่า ซึ่งลูกคนที่ 3 (ชื่อซิดนีย์) ก็เกิดจากสามีคนนี้นั่นเอง 

ในช่วงแรกดูเหมือนความรักของครั้งนี้จะไปได้ดีทีเดียว ทั้งสองต่างเห็นอกเห็นใจกันเพราะเป็นม่ายด้วยกันทั้งคู่ อีกทั้งปุ๊กกี้ ยังมีส่วนช่วยให้สามีและลูกสาววัย 16 ปี ที่ไม่ค่อยได้มีโอกาสคุยกันได้พบเจอกันและพาไปเที่ยวต่างประเทศ และสามารถเข้ากับลูกของอีกฝ่ายได้เป็นอย่างดี ซึ่งปุ๊กกี้ยืนยันว่ามีความสุขกับชีวิตรักครั้งนี้เป็นอย่างมาก แต่แล้วก็มีข่าวซุบซิบว่าสามีคนที่สามที่ชื่อ “โต้ง” นั้นมีอาชีพค้ายาเสพติด ทำให้ปุ๊กกี้ออกมายืนยันว่าไม่จริง พร้อมซัดกลับคนปล่อยข่าวด้วยว่าเป็นพวกสติไม่สมบูรณ์

อย่างไรก็ตามดูเหมือนวิบากกรมเรื่องความรักจะตามมาเยือนอีกครั้ง เมื่อปี 2560 ปุ๊กกี้ได้ให้สัมภาษณ์ถึงปัญหาชีวิตรักกับสามีคนที่สามโดยระบุว่าสามีป่วยเป็นโรคหลงตัวเอง ได้เพื่อนสนิทเป็นเมียน้อยจนมีลูกด้วยกัน พร้อมเผยว่าอาการโรคซึมเศร้ากลับมาอีกครั้ง มีความเก็บกดจนระเบิด ทำร้ายตนเอง ปัจจุบันต้องจำทนกับชีวิตคู่คาราคาซัง

“วิบากกรรม ใช่เลย ยืนยันจากประสบการณ์ตัวเองว่าสิ่งที่แม่พูดในวันนั้นมันย้อนมาวันนี้ การที่เราทำให้บุพการีเสียใจก็ส่งผลแน่นอน เราไม่ได้ฟังคุณแม่ในวันนั้น เราก็พูดกับลูกเสมอให้ดูชีวิตแม่เป็นตัวอย่างแต่ไม่ได้ให้เอาเป็นตัวอย่างเพราะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี เอาความผิดพลาดของแม่มาดูแล้วอย่าทำ อย่าเดินตาม”

          มรสุมชีวิตไม่ได้จบเพียงเท่านี้และมีเหตุการณ์ล่าสุดเมื่อช่วงกลางคืนวันที่ 17 มิถุนายน 2562 ที่ปุ๊กกี้กับสามีคนที่สามได้ถูกตำรวจบุกจับคาบ้านพร้อมยาเคจำนวน 5.2 กิโลกรัม ซึ่งผลที่ออกมาเช่นนั้นก็ยอมรับว่า “เดินผิดทาง” จนชีวิตต้องพังลง

ผ่าด้ามขวานไทย สายมุสลิมแยกทาง “ผู้การชาติ”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/376103?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ผ่าด้ามขวานไทย สายมุสลิมแยกทาง “ผู้การชาติ”

19 มิถุนายน 2562 – 11:02 น.
เก้าอี้ ครม,พลตกลชัย สุวรรณบูรณ์,สสใต้,สสภาตใต้ตอนบน,กลุ่มด้ามขวานไทย,รอธรรมนัส พรหมเผ่า,อุตตม สาวนายน,รัฐบาลบิ๊กตู่,พรรคพลังประชารัฐ
เปิดอ่าน 17,741 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก 19 มิถุนายน 2562

*****************

          จบแล้ว ศึกทวงเก้าอี้ รมต.ในพรรคพลังประชารัฐ เมื่อ อุตตม สาวนายน“ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ และ ..ธรรมนัส พรหมเผ่า” จับเข่าคุยกับ เอกราช ช่างเหลา” แกนนำกลุ่มอีสานเหนือ พร้อม ..สุชาติ จันทรโชติกุล” ผู้นำกลุ่มด้ามขวานไทย จนเป็นที่พออกพอใจด้วยกันทุกฝ่าย

          จริงๆ แล้ว กลุ่มด้ามขวานไทยก็ไม่ได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ทั้ง 13 ..ใต้ ต่างก็มี “แม่ทัพน้อย” ที่ต่อตรงถึงผู้ใหญ่ในส่วนกลางกันคนละสาย จึงทำให้ ส..สายมุสลิม ประกาศไม่ร่วมสังฆกรรมกับกลุ่มใต้ตอนบน 

10 สหายใต้ตอนบน

          ต้องยอมรับว่า ชัยชนะของพรรคพลังประชารัฐ ในภาคใต้ เป็นสิ่งที่เหลือเชื่อและเกินความคาดหมาย จึงมีการประเมินกันว่า 10 ที่นั่ง ส..ใต้ตอนบนนั้น ได้มาจากหลายปัจจัย

          1.ความผิดพลาดทางยุทธวิธีของ ปชปที่ชูแคมเปญหาเสียงโค้งสุดท้าย “ไม่เอาประยุทธ์” 2.ความขัดแย้งภายใน ปชป.สายใต้ ระหว่าง สาย กปปสกับสายหนุนอภิสิทธิ์ 3.คนใต้มีอาการเบื่อ ส..หน้าเดิมๆ โดยเฉพาะกรณีของสนามเลือกตั้งสงขลา

กลุ่มด้ามขวานไทย ส.ส.ภาคใต้ ตอนบน

          จะว่าไปแล้ว “ผู้การชาติ” พ..สุชาติ จันทรโชติกุล ไม่ได้คิดอยากได้ตำแหน่งรัฐมนตรี บังเอิญว่า ทวี สุระบาล อดีต ส..ตรัง คงเห็นว่า ปชปมีรัฐมนตรีหลายคน ได้เปรียบเรื่องการทำงานในพื้นที่ จึงรวบรวมเพื่อน ส..ใต้ มาตั้งเป็นกลุ่มด้ามขวานไทย ร้องขอให้ลุงตู่ช่วยหน่อย

..สุชาติ จันทรโชติกุล

          ตรวจเช็กรายชื่อ 10 .กลุ่มด้ามขวานไทย ได้แก่ วันชัย ปริญญาศิริ ส..สงขลา เขต 1, ศาสตรา ศรีปาน ส..สงขลา เขต 2, พยม พรหมเพชร ส..สงขลา เขต และ ร...อรุณ สวัสดี ส..สงขลา เขต 4, สุทา ประทีป ณ ถลาง ส..ภูเก็ต เขต 1, นัทธี ถิ่นสาคู  ส..ภูเก็ต เขต 2, รงค์ บุญสวยขวัญ ส..นครศรีธรรมราช เขต 1, สัณหพจน์ สุขศรีเมือง ส..นครศรีฯ เขต 2, สายัณห์ ยุติธรรม ส..นครศรีฯ เขต และนิพันธ์ ศิริธร ส..ตรัง เขต 1

          ว่ากันว่า 10 ..ใต้ตอนบน หลายรายยังงงๆ กับชัยชนะที่ได้มา เพราะกระแส “เอาลุงตู่” สู้ทักษิณธนาธร

สหายปลายด้ามขวาน

          ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ ..มุสลิม พรรคพลังประชารัฐ แสดงจุดยืนไม่เข้าร่วมกับกลุ่มด้ามขวานไทย เพราะนับแต่ช่วงหาเสียงแล้ว ที่พรรคพลังประชารัฐ ได้แยกกันบริหารงาน ระหว่างภาคใต้ตอนบน กับ จังหวัดชายแดนใต้

          เมื่อ “อนุมัติ อาหมัด” นักธุรกิจพลังงานที่ประกาศลาออกจาก สนชก่อนเลือกตั้ง เดือน ลงมาเป็นแม่ทัพเลือกตั้งชายแดนภาคใต้ และเป็นสายตรง “บ้านป่ารอยต่อฯ”

อนุมัติ อาหมัด

          หลังเลือกตั้ง “ผู้การชาติ” ให้สัมภาษณ์สื่อบางสำนัก ดันเผลอไปเอ่ยชื่อ “ลุงป้อม” ทำนองน้อยใจนิดๆ ที่ลุงป้อมไม่เชื่อในฝีมือ เลยไม่ส่งการช่วยเหลือมาให้อีกในโค้งสุดท้าย ไม่งั้นคงกวาด ส..ใต้ตอนบน ได้อีกหลายที่นั่ง

          ..ใต้ปลายด้ามขวาน ก็มี วัชระ ยาวอหะซัน นราธิวาส เขต และ  สัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ นราธิวาส เขต และอาดิลัน อาลีอิสเฮาะ ยะลา เขต ที่อยู่ในการดูแลของอนุมัติ

          วันนี้ อนุมัติ อาหมัด ได้รับเลือกให้เป็น ส..ไปแล้ว เหลือแต่ “ผู้การชาติ” หรือ พ..สุชาติ จันทรโชติกุล ที่มีข่าวหนาหูในหาดใหญ่ว่า เตรียมการจะลงชิงตำแหน่งนายก อบจ.สงขลา 

          ถ้าให้เลือกระหว่างรัฐมนตรีกับนายก อบจ. “ผู้การชาติ” คงอยากนั่งเก้าอี้นายก อบจ.สงขลา มากกว่า

เสธ.แอ๊ด” เพื่อนตู่

          สนามภาคใต้ของพรรคพลังประชารัฐ อาจต่างจากสนามภาคอื่นๆ เพราะแม่ทัพใหญ่ แม่ทัพน้อย ไม่ใช่นักเลือกตั้งอาชีพ ส่วนใหญ่จะเป็นอดีตนายทหาร ที่เป็นเพื่อนร่วมรุ่นของ พล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ว่าจะเป็น “บิ๊กเจี๊ยบ” พล..อกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์ และ “ผู้การชาติ” พ..สุชาติ จันทรโชติกุล 

          อย่างสนามเลือกตั้งชุมพร “เสธ.แอ๊ด” หรือ “ลุงแอ๊ด” พล..กลชัย สุวรรณบูรณ์ ก็เป็นเตรียมทหารรุ่น 12 ได้รับผิดชอบพื้นที่ชุมพรและระนอง 

พล..กลชัย สุวรรณบูรณ์

          เส้นทางชีวิตราชการทหาร ก็เริ่มต้นที่ภาคใต้ เคยดำรงตำแหน่ง ผบ..25 พัน.1 ค่ายเขตอุดมศักดิ์ จ.ชุมพร และ ผบ..25 พัน.2 ค่ายรัตนรังสรรค์ จ.ระนอง นอกจากนี้ยังเคยเป็นหัวหน้าฝ่ายยุทธการและข่าวกองกำลังผสมเฉพาะกิจไทยมาเลเซีย จ.สงขลา และหัวหน้าชุดประสานงานชายแดนไทยพม่า จ.ระนอง

          ใน เขตเลือกตั้ง เมืองชุมพร “เสธ.แอ๊ด” ฝากความไว้กับสมบูรณ์ หนูนวล เขต หวังล้มแชมป์เก่า  “สราวุธ อ่อนละมัย” พรรคประชาธิปัตย์ แต่ก็พ่ายความเก๋าไปในยกท้ายๆ

          หลังเลือกตั้ง “เสธ.แอ๊ด” กับ “บิ๊กเจี๊ยบ” ได้รับการเลือกเป็น ส.เรียบร้อยโรงเรียนเพื่อนตู่

เกมที่พลาด…

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/376092?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เกมที่พลาด…

19 มิถุนายน 2562 – 09:45 น.
เกมที่พลาด,อนาคตใหม่
เปิดอ่าน 4,385 ครั้ง

โดย…  เร้นกาย ไร้เงา

ยามนี้คนการเมืองหลายพรรคยังจดจ่อกับการเมืองสนามใหญ่ที่มีข่าวแย่งเก้าอี้กันพัลวัน แต่บางพรรค เช่น อนาคตใหม่ที่ไม่สนเรื่องอนาคตของพรรคตัวเองที่แขวนบนเส้นด้าย เพราะแกนนำพรรคลุยสนามท้องถิ่นมาหลายวันแล้วและมีท่าทีที่จะสมหวังในหลายสนามเสียด้วย

แว่วมาจากถนนเพชรบุรีตัดใหม่ว่า พรรคเพื่อแม้วเจรจาความแบ่งพื้นที่สนามท้องถิ่นให้พรรคบ้านใกล้เรือนเคียงไปปักหมุดไว้ล่วงหน้าก่อนและยังหารือคร่าวๆ ว่าหากวันข้างหน้าพรรคสีส้มอาจต้องมีอันเป็นไปบนถนนการเมือง การผ่องถ่ายกำลังพลมายังเครือข่ายและไม่ให้ไหลไปยังขั้วหนุนลุงตู่นั้นจะสกัดไว้อย่างไรกันแล้ว

ยามนี้เมื่อหมูไม่กลัวน้ำรัอน “เสี่ยเอก” แห่งพรรคสีส้มจึงลุยไฟและวาดหวังว่าอนาคตใหม่จะกุมสภาพการเมืองตั้งแต่สนามท้องถิ่น คือ อบต. อบจ. เทศบาลทั้งสามระดับ (ตำบล, เมือง, นคร) เมืองพัทยาและสนามเมืองกรุงเพราะมั่นใจแล้วว่าพรรคสีส้มจะปักธงได้ชัวร์! เพื่อให้การเมืองท้องถิ่นเป็นพลังให้สนามส.ส.ในวันข้างหน้า

          “อนาคตใหม่” รุกคืบเจาะแต้มนักเรียน นักศึกษา คนรุ่นใหม่ คนหน่ายการเมือง รวมทั้งท้องถิ่น แบบหนักหน่วงโดยรุกผ่านโซเชียลมีเดียและมีการสัญจรไปให้การสนับสนุนหลากกิจกรรมและจัดสัมมนาตามต่างจังหวัดทั่วไทย

แว่วว่า…เกมนี้ฝ่ายหลังบ้านของลุงตู่เคยประมวลผลเสนอไปพักใหญ่แล้วว่าหากปล่อยให้พรรคสีส้มไปเกาะเกี่ยวแต้มจากนักเรียน/นักศึกษา/คนรุ่นใหม่/คนหน่ายการเมืองทางสังคมออนไลน์ได้แล้วนั้น “จะพลาดอย่างแรง”

แต่สิ่งที่ฝ่ายหลังบ้านของลุงตู่แจ้งเตือนกลับนิ่งในลิ้นชักเพราะใครบางคนที่ใกล้ตัวลุงตู่เชื่อมั่นว่าอดีตเสมา 1 น่าจะคุมเกมนี้ได้เพราะคนรับรองการทำงานของอดีตเสมา 1 ที่จะดูแลนักเรียนนักศึกษานั้นเป็นคนของบุคคลซึ่งลุงตู่เกรงใจ!

ทราบมาว่า…บางเรื่องราวในลิ้นชักที่ปิดตายไปคือทีมหลังบ้านลุงตู่จับไต๋ในสิ่งที่พรรคสีส้มเน้นในวิถีคนรุ่นใหม่คือการสอดใส่ความคิดทางสังคมออนไลน์โดยวิธีจะคล้ายๆ ปลุกระดมทางการเมือง เพราะเด็กและเยาวชนสามารถปลูกฝังความคิดให้มองมุมเดียวได้ง่าย เพราะอย่าลืมว่าเด็กและเยาวชนไม่รู้ประวัติศาสตร์ทางการเมือง และไม่มีข้อมูลเชิงลึก และคนรุ่นใหม่มักจะมองด้านที่เห็นได้ง่ายจากสังคมออนไลน์

“ข้อมูลในสังคมออนไลน์ที่คนรุ่นใหม่เสพนั้นมักจะเห็นแต่สิ่งที่ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และคณะสื่อออกไป และอนาคตใหม่รุกไปเร็วมากในช่วงที่ผ่านมาเพราะพรรคสีส้มได้รายชื่อเยาวชนทั้งประเทศผ่านเครือข่ายสภาเยาวชนและสนนท. โดยใช้สื่อออนไลน์ รุกติดตัวคนรุ่นใหม่ทั้งประเทศ”

เมื่อมองมายังภาพความจริง…แม้ว่าหลายเรื่องหลายราวในสิ่งที่เสี่ยเอกและคณะขายไอเดียออกมาในช่วงที่ผ่านมานั้น มันแทบแตะต้องไม่ได้ในความเป็นจริง แต่เมื่อมีสิ่งใหม่ที่ฉีกแนวกว่าสิ่งที่ดำรงอยู่มันจึงไม่ยากเลยที่สีส้มจะครองใจคนรุ่นใหม่และคนรุ่นใหญ่ที่ส่ายหน้าการเมืองแบบเดิมๆ!

แว่วว่า…ข้อมูลในลิ้นชักของสตาฟฟ์หลังบ้านลุงตู่ ที่สรุปไปเมื่อนานมานี้ยังชี้ว่า “รวมทั้งผู้นำของสถาบันอุดมศึกษาไม่สนใจที่พรรคสีส้มดำเนินการแบบนี้เพราะไม่อยากปวดหัวกับเยาวชน บรรดาอาจารย์จึงใส่เกียร์ว่าง?”

ข้อมูลในลิ้นชักแจ้งข้อมูลเชิงลึกไปอีกว่า “ส่วนเครือข่ายการเมืองท้องถิ่น พรรคสีส้มรุกผ่านรายชื่อที่ได้จากหนึ่งในเจ็ดพรรคต้านลุงตู่ไปสร้างความหวังให้ผู้นำท้องถิ่นที่ไม่มีเงินทุนให้มาสวมเสื้อสีส้มเพื่อลุยสนามนี้เต็มที่”

          ในเมื่อหมากเกมหน้าที่เครือข่ายสีส้มวางไว้แบบนี้และเหลียวมองเกมที่พรรคแกนนำรัฐบาลคือพลังประชารัฐ ที่ยังมะรุมมะตุ้มศึกชิงบัลลังก์ครม.ตู่ 2 จนละเลยสนามท้องถิ่นแบบนี้

การขันนอตควรบังเกิดได้แล้วเพราะไม่ช้าไม่นานนี้การหย่อนบัตรเลือกตั้งท้องถิ่นจะบังเกิด หากยังมีแต่กระแสข่าวแย่งเก้าอี้แบบไม่จบไม่สิ้นนั้น ตอนนี้ยังมองไม่เห็นความถาวรของพปชร.เลยในทุกสนาม….

เมื่อเกมที่วางหมากพลาดไปแล้วหากขั้วหนุนลุงตู่ยังไม่เร่งรีบปรับตัวโดยใช้สังคมอออนไลน์มาสู้เพื่อให้ข้อมูลทั้งสองด้านเกี่ยวกับการเมืองไทยในวันวานยันวันนี้ เพื่อให้มีการดุลน้ำหนักและให้คนรุ่นใหม่คิดต่อยอด โดยไม่มองและฟังเพียงด้านเดียวดั่งที่เป็นอยู่ในยามนี้

เกมนี้ยังมีเวลาให้ปรับแก้…ดังนั้นคนที่รักษาการรมว.ศึกษาธิการในตอนนี้ “อย่านิ่ง” ต้องเร่งวางแนวทางเพื่อส่งไม้ให้รมว.ศธ.และทีมกลยุทธ์ของรัฐบาลและพปชร.ไปขับเคลื่อนต่อให้ทันต่อก้าวที่พลาดไปมากแล้วให้แก่พรรคสีส้ม และควรเร่งยุติการฟัดกันเองในบ้านให้ไวสุด

หากสองข้อนี้ยังไม่ขับเคลื่อนในเร็วๆ นี้ รับรองผลล่วงหน้าเลยว่าลุงตู่และพลพรรค “ยับเยิน” แน่นอนในสนามดังกล่าวและจะลามมายังสนามใหญ่แบบช่วยไม่ได้!

‘เรือโดยสาร’ ฟรีทางเลือกใหม่ชาวกรุง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/375931?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘เรือโดยสาร’ ฟรีทางเลือกใหม่ชาวกรุง

19 มิถุนายน 2562 – 09:15 น.
เรือโดยสารฟรี,ทางเลือก,คนกรุง,ดับเครื่องชน,กรมเจ้าท่า
เปิดอ่าน 2,540 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

 นโยบายใหม่ต้องสนับสนุน
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ (ผ่านไปยังรัฐบาลชุดใหม่)

ผมเป็นคนบางกอกใหญ่ มีความดีใจเป็นอย่างมากที่ได้ทราบข่าวว่า กทม.จับมือกับกรมเจ้าท่า เปิดสายการเดินเรือตามนโยบายเชื่อมโยงการเดินทางให้ครบวงจรโดยจะเปิดให้โดยสาร  ‘ฟรี’ 6 เดือน ซึ่งขอสนับสนุนอย่างเต็มที่และแจ้งข่าวดีนี้มาให้ทราบว่า

กทม.ร่วมกับกรมเจ้าท่าจะเปิดทดลองเดินเรือเส้นทางใหม่  ท่าเรือบางหว้า (คลองภาษีเจริญถึงท่าเรือท่าช้าง แม่น้ำเจ้าพระยา) โดยไม่เก็บค่าโดยสาร 6 เดือน เพื่อเชื่อมโยงระบบการคมนาคมขนส่ง ‘ล้อ ราง เรือ’

ทางเลือกการเดินทางของประชาชนใหม่ตามนโยบายรัฐบาลในจุดที่ไม่มีเอกชนให้บริการ 4 เส้นทาง คือ 1.ท่าเรือบางหว้า-ท่าช้าง 2.ท่าเรือหัวลำโพง-วัดเทวราชกุญชร 3.ท่าเรือวัดศรีบุญเรือง-ห้างพาเซโอ 4.ท่าเรือบางหว้า-วัดกำแพง โดยเส้นทางใหม่ท่าเรือบางหว้า-ท่าช้าง เริ่มจากท่าเรือบางหว้าจุดเชื่อมต่อสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสบางหว้าไปตามคลองภาษีเจริญ แยกขวาเข้าคลองบางกอกใหญ่ออกแม่น้ำเจ้าพระยา

จอดรับที่ท่าเรือ 5 แห่ง คือ ท่าเรือวัดอินทราราม ท่าเรือสะพานพุทธ ท่าเรือราชินี และท่าเรือท่าช้าง

เวลานี้การจัดครม.ยังไม่นิ่งแต่ผมขอฝากถึงผู้จะมาเป็นรัฐมนตรีคมนาคมว่าอย่าปล่อยให้โครงการนี้ล้มเลิกเพราะประชาชนจะได้ประโยชน์มากและทางกรมเจ้าท่ากับกทม.ก็สำรวจแผนการเดินเรือไว้แล้ว

ผมเชื่อว่าจะมีผู้โดยสารมากมายและต่อไปจะได้รับความนิยมเพราะไปมาสะดวกไม่ต้องเจอรถติดแบบทางบกและได้ชมวิวทิวทัศน์สวยงามอีกด้วย
มานะ (บางกอกใหญ่)


เรียนคุณ ‘มานะ’ บางกอกใหญ่
ผมเองก็ได้ทราบข่าวนี้มาเช่นกันและขอบคุณในรายละเอียดที่กรุณาเขียนจดหมายแจ้งมาซึ่งหากทำได้จะเป็นทางเลือกใหม่ทำให้ชีวิตของประชาชนดีขึ้น

แต่สิ่งที่ห่วงใยมากที่สุดคือ ‘ความปลอดภัย’ โดยเฉพาะช่วงฤดูฝนและฤดูน้ำหลากต้องคำนึงถึงเป็นพิเศษ รวมถึงท่าเทียบเรือต้องมีมาตรฐาน มีเจ้าหน้าที่ควบคุมดูแล รวมถึงหน่วยรักษาความปลอดภัย

ผมไม่ทราบเรือโดยสารจะเป็นแบบใดและใครจะเป็นพนักงานขับเรือและคนประจำเรือ ซึ่งต้องได้รับการอบรมเป็นพิเศษและกำหนดเวลาทำงานให้ดีอย่าให้ทำเกินเวลาร่างกายรับไม่ไหวเกิดง่วง เพลีย จะเกิดความประมาทหรือหลับในเกิดอุบัติเหตุได้

โครงการนี้จะเปิดให้ใช้ฟรี 6 เดือน และต่อไปหากจะเก็บค่าโดยสารก็ขอให้ราคาถูกเป็นพิเศษเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายประชาชนด้วย
อ๊อด เทอร์โบ


 อย่าประมาท ‘น้ำท่วมฉับพลัน’
 ต้องมีสติวางแผนล่วงหน้า

‘ดับเครื่องชน’ วันนี้ขอเป็นสื่อกลางนำข้อแนะนำจาก ‘นพ.กิตต์กวี โพธิ์โน’ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจิตเวชนครราชสีมาราชนครินทร์ ซึ่งมีประโยชน์มาก

เวลานี้เข้าสู่ฤดูฝนมีฝนตกหนักและพายุลมแรง อาจเกิดน้ำท่วมฉับพลันและภัยพิบัติอันตรายต่างๆ จึงขอให้ศึกษาแผนการรับมือไว้จะลดความเสียหายได้
อ๊อด เทอร์โบ


 เตรียมรับมือน้ำท่วม
 เพื่อความปลอดภัยและเอาชีวิตรอด

การเตรียมรับมือภัยพิบัติต่างๆ ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะจากภัยธรรมชาติซึ่งมีแนวโน้มเกิดขึ้นบ่อยและพบได้ทุกปี เช่น น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม ซึ่งเป็นภัยธรรมชาติที่อยู่เหนือการควบคุมของมนุษย์ เป็นสิ่งที่ประชาชนควรมีความรู้ ความเข้าใจและควรฝึกฝนวิธีการรับมือไว้ เช่นกรณีเมื่อเกิดน้ำท่วมรุนแรง พบว่าหลายครอบครัวต้องขนย้ายข้าวของหนีน้ำ มักจะเกิดความโกลาหล วุ่นวาย ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ก่อให้เกิดความตื่นตระหนก

การรับมือที่ดีที่สุดคือการเตรียมความพร้อมล่วงหน้าทั้งในระดับครอบครัวและระดับชุมชน หมู่บ้าน ทั้งพื้นที่เสี่ยงและพื้นที่ที่ไม่เคยประสบปัญหาก็ตาม ทั้งนี้เพื่อการเอาชีวิตรอดและอยู่อย่างปลอดภัย การเตรียมแผนไว้ล่วงหน้าหากไม่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นถือว่าเป็นการซักซ้อม แต่หากมีเกิดขึ้นจริงก็จะลดการสูญเสีย ลดความสับสน กระวนกระวาย ความวิตกกังวล ความเครียดลงได้มาก ประการสำคัญจะทำให้ประชาชนเกิดประสบการณ์เรียนรู้และการจัดการที่ดียิ่งๆ ขึ้น

วิธีฝึกการเตรียมพร้อมระดับครอบครัว มีข้อแนะนำ 6 ประการ ดังนี้ 1.ให้ฝึกการเตรียมแผนเผชิญน้ำท่วมไว้ ซักซ้อมหน้าที่ของสมาชิกครอบครัว หาทางหนีทีไล่ให้เรียบร้อย โดยเน้นความปลอดภัยชีวิตเป็นอันดับแรก โดยเฉพาะบ้านที่มีผู้สูงอายุ เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้ป่วยติดเตียง และผู้พิการ และเรื่องทรัพย์สินเป็นเรื่องรองลงมา 2.สำรองอาหาร น้ำดื่มสะอาด ใช้การได้อย่างน้อย 3 วัน 3.เตรียมยาสามัญประจำบ้านที่จำเป็นเช่น ยาแก้ปวด ลดไข้ ยาใส่แผล ผงเกลือแร่ไว้ในที่ปลอดภัย 4.ในกรณีที่มีโรคประจำตัวทั้งทางกายและทางจิต ขอให้จัดเตรียมยาที่กินประจำไว้ใกล้ตัว หรือเก็บไว้ในที่ปลอดภัยป้องกันยาสูญหาย 5.จัดเตรียมระบบไฟสำรองส่องสว่างภายในบ้าน เช่นไฟฉาย เทียนไข ไม้ขีดไฟ เป็นต้น และ 6.เตรียมเบอร์โทรศัพท์เพื่อขอความช่วยเหลือในภาวะฉุกเฉินจำเป็นเร่งด่วนเช่นเบอร์ญาติสนิท

เบอร์เจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่ เบอร์การแพทย์ฉุกเฉิน 1669 เบอร์สายด่วนสุขภาพจิต 1323 และสายด่วนกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย 1784

เมื่อเกิดน้ำท่วมจริงและน้ำท่วมถึงบ้าน ขอให้ตั้งสติให้ดี อย่าตกใจ การมีสติจะช่วยให้เห็นวิธีการแก้ไขปัญหาได้ดีขึ้น โดยต้องนึกถึงความปลอดภัยของชีวิตเป็นอันดับแรก เช่นระมัดระวังเรื่องไฟฟ้า ปิดอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและแก๊ส ติดตามข่าวสารจากทางราชการเป็นระยะๆ

สิ่งที่ต้องคำนึงไว้ 3 ประการ คือ ห้ามเดินตามเส้นทางที่น้ำไหลแม้ระดับน้ำจะไม่สูงเช่นเพียงครึ่งฟุตก็ตาม ความเชี่ยวของกระแสน้ำอาจทำให้เสียหลักและล้มได้ ห้ามขับรถในพื้นที่ที่น้ำกำลังท่วมเพื่อลดความเสี่ยงในการจมน้ำ และห้ามเข้าใกล้อุปกรณ์ไฟฟ้าและสายไฟ เนื่องจากกระแสไฟสามารถวิ่งผ่านได้

ระดับชุมชนมีข้อแนะนำการเตรียมพร้อมล่วงหน้า 4 ประการ คือ 1.จัดเตรียมแผนการช่วยเหลือสมาชิกในชุมชน เช่น ดูแลความปลอดภัยกลุ่มที่เปราะบาง ได้แก่เด็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ ผู้พิการ และผู้ป่วยติดเตียง ช่วยกันเฝ้าระวังทรัพย์สินในชุมชน 2.ระดมความช่วยเหลือร่วมมือกันซ่อมแซมเขื่อนกั้นน้ำหากมีในชุมชน 3.จัดเวรยามเฝ้าระวังระดับน้ำที่จะเพิ่มขึ้น และคอยประกาศเตือนคนในชุมชนให้ทราบอย่างต่อเนื่อง 4.จัดเตรียมศูนย์กลางให้ข้อมูลข่าวสาร เป็นศูนย์กลางในการประสานขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานภายนอกและประสานกับประชาชนในพื้นที่

จึงขอแจ้งมาเพื่อความไม่ประมาทเพราะน้ำท่วมฉับพลันอาจเกิดได้ทุกเวลา


ยี้ไม่ยี้-จบที่นายกฯ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/376088?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ยี้ไม่ยี้-จบที่นายกฯ

19 มิถุนายน 2562 – 08:14 น.
รัฐมนตรียี้,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 2,509 ครั้ง

บทบรรณาธิการ นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันพุธที่ 19 มิถุนายน 2562

ตามรูปการณ์ที่ปรากฏแล้ว การที่โฆษกพรรคเพื่อไทยมองรัฐมนตรีชุดใหม่บางคน หรือหลายคนในรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ว่าอยู่ในประเภทที่เรียกกันว่า “รัฐมนตรียี้” คงไม่ใช่การติเรือทั้งโกลน ตีตนไปก่อนไข้เกินไปนัก เพราะจะว่าไปแล้ว ตามรายชื่อที่ปรากฏทางสื่อมวลชนตรงกันหลายสำนักนั้น บางคนมีอดีตให้ชวนสงสัยหลายเรื่องด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น ผลประโยชน์ทับซ้อน เป็นผู้มีอิทธิพล และอีกบางคนก็ถูกปรามาสว่าไม่น่าจะมีความสามารถเหมาะสมกับตำแหน่งที่กำลังจะได้รับ ขณะเดียวกัน เกมการต่อรองและแย่งชิงตำแหน่งก็ดำเนินไปอย่างเข้มข้น และเปิดเผย เริ่มต้นที่พรรคร่วมรัฐบาล และก็มาถึงคิวของพรรคพลังประชารัฐเอง แม้พวกเขาจะพยายามบอกสังคมว่าไม่ได้ต่อรองขอตำแหน่ง แต่ในความเป็นจริงก็เป็นที่รับรู้กันว่า การแสดงตนเช่นนั้นคือการสร้างแรงกดดัน

 พรรคร่วมฝ่ายค้าน 7 พรรค โดยการนำของพรรคเพื่อไทย เริ่มแสดงบทบาทตรวจสอบและถ่วงดุล โดยที่ประชุมวิปฝ่ายค้านได้หารือกันถึงเรื่องการยื่นญัตติด่วนต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการสรรหา ส.ว. นอกจากนี้วิปฝ่ายค้านยังหารือถึงแนวทางการอภิปรายในโอกาสที่รัฐบาลเตรียมจะแถลงนโยบายต่อรัฐสภา และต่อจากนั้น จะพิจารณาคุณสมบัติของ พล.อ.ประยุทธ์ เพราะเห็นว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย และนั่นก็ยังไม่รวมถึงการประชุมสภาเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ซึ่งจะเข้าวาระการพิจารณาให้แล้วเสร็จก่อนสิ้นปีงบประมาณในช่วง 2-3 เดือนข้างหน้านี้ ก็จะเป็นอีกจุดเปราะบางหนึ่งที่รัฐบาลจะต้องเผชิญ ในสภาพเสียงสนับสนุนปริ่มน้ำ และภาพลักษณ์ที่ถูกมองในทางลบ ขณะที่จะโดนตรวจสอบขุดคุ้ยแบบไม่ยั้งมือ

บทเรียนรัฐบาลเสียงข้างน้อยที่ผ่านมาในอดีต บันทึกเอาไว้ว่า การบริหารงานแผ่นดินไม่สามารถเป็นไปได้อย่างราบรื่น เพราะเกิดการเรียกร้องผลประโยชน์อยู่ตลอดเวลา เนื่องจากอำนาจต่อรองไปตกอยู่กับกลุ่มก๊วนต่างๆ ในพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งในที่สุดรัฐบาลก็ไปไม่รอด ขณะเดียวกัน เมื่อการเจรจาจัดตั้งรัฐบาลอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์ที่แบ่งปันเก้าอี้รัฐมนตรีกันด้วยจำนวน ส.ส. จึงเป็นเรื่องยากยิ่งที่ผู้นำรัฐบาลจะสามารถเลือกเฟ้นรัฐมนตรีได้อย่างเป็นอิสระ ตามที่เห็นว่าเหมาะสมกับงานราชการแผ่นดิน เพื่อประโยชน์ของชาติบ้านเมืองและประชาชน ส่วนความเสียสละของฝ่ายการเลือกที่จะลด ละ เลิก เรียกร้องตำแหน่งแห่งหนนั้น ในอดีตที่ผ่านมา ชัดเจนอยู่แล้ว่า เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้

อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ สังคมก็ยังคาดหวังอยู่ว่า เมื่อรายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ยังไม่ผ่านความเห็นชอบจากนายกรัฐมนตรีที่เคยบอกก่อนหน้านี้ว่าจะดูแลด้วยตนเอง และเลขาธิการคณะรัฐมนตรีก็ยืนยันว่า การตรวจสอบคุณสมบัติรัฐมนตรีใหม่ยังไม่เสร็จสิ้น ย่อมมีความเป็นไปได้ว่า นายกรัฐมนตรีจะใช้อำนาจสิทธิ์ขาดในการปรับเปลี่ยนรายชื่อคณะรัฐมนตรีให้เหมาะสมกับหน้าที่ความรับผิดชอบในกระทรวงต่างๆ ไม่เปิดโอกาสให้ตัวแทนของบางคนหรือบางกลุ่มที่เข้าลักษณะผลประโยชน์ทับซ้อน เข้าไปนั่งในตำแหน่งที่จะเอื้อให้ตนเองและพวกพ้อง แม้จะไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนั้นในเร็ววันนี้ แต่ก็เป็นที่เคลือบแคลงสงสัยของประชาชน ซึ่งจะยิ่งให้ทำเกิดการต่อรองหนักขึ้นอีก เช่นเดียวกับรายชื่อของอีกหลายคนที่ถูกมองว่า “ยี้” ก็ไม่ควรร่วมในรัฐบาลที่เคยอ้างตนว่า เข้ามาเพื่อปฏิรูปประเทศไทย

เจาะลึก…ตรวจมะเร็ง13ชนิดด้วย “เลือด1หยด”!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/375909?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เจาะลึก…ตรวจมะเร็ง13ชนิดด้วย “เลือด1หยด”!

18 มิถุนายน 2562 – 13:50 น.
เซลล์มะเร็งร้าย,เลือกด,ตรวจมะเร็ง,ยารักษามะเร็ง
เปิดอ่าน 24,015 ครั้ง

โดย…  ทีมข่าวรายงานพิเศษ

ช่วงนี้วงการแพทย์ด้านวินิจฉัยโรคมะเร็งกำลังตื่นเต้นกันมาก หลังบริษัทยักษ์ใหญ่ญี่ปุ่นประกาศความสำเร็จในการใช้เลือดเพียง “1 หยด” สามารถตรวจหาโรคมะเร็งได้ทั่วร่างกายกว่า 13 ชนิด และประกันความถูกต้องเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ แถมราคาแค่หลักพันบาท ซึ่งเป็นราคาคนไทยถือบัตรทองน่าจะใช้สิทธิได้ด้วย !

เมื่อต้นเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา สื่อมวลชนญี่ปุ่นช่วยกันแถลงผลสำเร็จของนักวิจัยจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ร่วมกับ บริษัทโทเรย์ (Toray Industries) คิดค้นเทคโนโลยีตรวจหามะเร็งในระยะเริ่มต้นด้วยเลือดเพียงจำนวนน้อยนิด โดยใช้เทคโนโลยีตรวจหาส่วนของสารพันธุกรรมและทดลองตรวจกับเลือดผู้ป่วยโรคมะเร็งที่เก็บไว้ประมาณ 4 หมื่นราย

เทคโนโลยีนี้ไม่ได้ตรวจมะเร็งได้ทีละชนิดเท่านั้น แต่สามารถค้นหาเซลล์มะเร็งทั่วร่างกายได้ถึง 13 ชนิดพร้อมกัน ได้แก่ มะเร็งสมอง มะเร็งปอด มะเร็งช่องท้อง มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งลำไส้ มะเร็งตับ มะเร็งตับอ่อน มะเร็งต่อมน้ำดี มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ มะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งกระดูกและเนื้อเยื่ออ่อน

มีการเปิดเผยวิธีการตรวจว่าใช้ “เทคโนโลยีการตรวจไมโครอาร์เอ็นเอ” (microRNA) ทำให้เกิดความแม่นยำถึงร้อยละ 95 และสามารถตรวจพบเซลล์ร้ายหรือเซลล์มะเร็งในระยะเริ่มแรก หรือที่เรียกกันว่าระยะที่ 1 ดีกว่าวิธีตรวจหามะเร็งที่ใช้กันแพร่หลายในปัจจุบันที่ยังไม่สามารถตรวจมะเร็งในระยะเริ่มต้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ปกติทุกวันนี้ เมื่อคนไข้รู้สึกตัวว่าร่างกายมีความผิดปกติแล้วไปพบแพทย์ กว่าจะรู้ว่าเป็นมะเร็งหรือไม่ ต้องอาศัยวิธีการตรวจหลากหลายรูปแบบ เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์ร่วมกันก่อนที่หมอจะกล้าวินิจฉัยว่าเป็น “มะเร็ง” หรือไม่ เช่น การตรวจชิ้นเนื้อ การตรวจสารคัดหลั่ง การเอกซเรย์ การอัลตร้าซาวด์ การตรวจเลือดเพื่อหาโปรตีนมะเร็ง ฯลฯ และที่สำคัญมักตรวจพบเมื่อมะเร็งอยู่ในระยะท้ายแล้ว

วิธีการตรวจด้วย “เทคโนโลยีไมโครอาร์เอ็นเอ” แตกต่างจากที่ผ่านมาอย่างไร ?

ศ.พญ.ดร.ณัฏฐิยา หิรัญกาญจน์ หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศด้านภูมิคุ้มกันบำบัดมะเร็ง คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ อธิบายว่า เซลล์มะเร็งคือเซลล์ที่มีการเจริญเติบโตผิดปกติในร่างกายคน การตรวจหาสารบ่งชี้มะเร็งที่แม่นยำมีหลายวิธีเช่น การตรวจโปรตีนจากเลือด ตรวจจากสารคัดหลั่ง การตัดชิ้นเนื้อที่สงสัยไปตรวจ ฯลฯ วิธีการเหล่านี้จะตรวจพบเซลล์มะเร็งก็ต่อเมื่อมีจำนวนมากในระดับหนึ่ง หรือเกิดการเติบโตลุกลามขยายตัวขนาดใหญ่ขึ้น หรือที่เรียกกันว่า การตรวจหาสารบ่งชี้มะเร็ง (Tumor marker) ซึ่งเป็นสารถูกผลิตขึ้นจากเซลล์มะเร็งเอง หรือผลิตจากเซลล์อื่นๆ ของร่างกายที่ตอบสนองต่อมะเร็ง นอกจากนี้สารบ่งชี้มะเร็งหลายชนิดสามารถตรวจพบได้ในคนปกติ ในขณะเดียวกันในผู้ป่วยมะเร็งบางรายก็อาจตรวจไม่พบ

“วิธีการตรวจด้วยไมโครอาร์เอ็นเอ คือการตรวจหาสารที่อยู่ในเลือด เป็นระดับสารพันธุกรรมที่เป็นโมเลกุลขนาดเล็กมาก แค่เซลล์มะเร็งเริ่มก่อตัวขึ้นมา ก็สามารถตรวจพบได้แล้ว ไม่ต้องรอให้ขยายตัวเป็นขนาดใหญ่ การตรวจด้วยวิธีหาไมโครอาร์เอ็นเอนี้ วงการแพทย์ค้นพบมานานแล้ว แต่ต้องใช้เลือดประมาณ 1 หลอด หรือ 5-10 ซีซี และใช้เวลาตรวจนาน ตรวจมะเร็งได้ทีละไม่กี่ชนิดเท่านั้น เพราะฉะนั้นเทคโนโลยีที่นักวิจัยญี่ปุ่นพัฒนาขึ้นนั้น จะช่วยให้ใช้เลือดเพียงหยดเดียวแล้วตรวจเซลล์มะเร็งได้หลายชนิดพร้อมๆ กัน ถือเป็นความสำเร็จที่น่าชื่นชมมาก เพราะเซลล์มะเร็งนั้น ยิ่งค้นพบเร็วเท่าไร ยิ่งรักษาได้ง่ายขึ้น บางครั้งแค่ผ่าตัดเอาเซลล์ผิดปกติออกก็หายเป็นปกติได้ แต่ถ้าปล่อยให้เซลล์เติบโตจะรักษายากขึ้นไปเรื่อยๆ”

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญข้างต้นกล่าวต่อว่า ในร่างกายมนุษย์มีไมโครอาร์เอ็นเอเป็นหลายพันตัว ดังนั้นความลับของเทคโนโลยีนี้คือ ไม่รู้ว่าใช้ตัวไหนมาตรวจจับเซลล์มะเร็งแต่ละประเภท และจุดเด่นคือเทคโนโลยีที่สามารถตรวจได้จากเลือดเพียงหยดเดียว คงต้องรอดูผลการทดลองต่อไปในขั้นสุดท้ายว่าจะมีผลคืบหน้าอะไรอีกบ้าง และจะได้รับการอนุมัติให้ขายได้ทั่วไปเมื่อไร ส่วนตัวแล้วรู้สึกดีใจที่ได้ข้อมูลมาว่าบริษัทญี่ปุ่นตั้งใจผลิตเครื่องมือตรวจหามะเร็งนี้มาขายในราคาเพียงแค่ 3,000 กว่าบาทเท่านั้น

“หมายความว่าถ้าชุดตรวจนี้ราคาไม่แพง พวกเราสามารถสั่งซื้อเข้ามาตรวจหาเซลล์ที่เจริญผิดปกติในร่างกายผู้ป่วยคนไทยได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ช่วยให้การรักษาทำได้ง่าย ด้วยราคาเท่านี้ คนไทยที่ถือสิทธิบัตรทองก็น่าจะสามารถเบิกจ่ายได้ เป็นการตรวจที่มีความคุ้มค่าอย่างแน่นอน เพราะดีกว่าปล่อยให้เซลล์มะเร็งมีขนาดใหญ่โตหรือขยายลุกลามไปมาก ทำให้รัฐต้องจ่ายค่ารักษามะเร็งแพงขึ้นไปอีกหลายสิบเท่า” พญ.ณัฏฐิยา กล่าว

ช่วงนี้คงต้องรอผลการวิจัยขั้นสุดท้ายจากศูนย์มะเร็งแห่งชาติของญี่ปุ่น ที่ตั้งเป้าหมายว่าอีกไม่เกิน 3 ปี หน่วยงานรัฐบาลที่รับผิดชอบน่าจะอนุญาตให้ผลิตเครื่องตรวจมะเร็งด้วยเลือดหยดเดียวนี้จำหน่ายทั่วไปได้

ทุกวันนี้คนทั่วโลกต้องควักเงินจ่ายค่า “ยารักษามะเร็ง” ปีละไม่ต่ำกว่า 9 ล้านล้านบาท เฉพาะประเทศไทยตัวเลขทะลุไปถึง 8 หมื่นล้านบาทแล้ว หวังว่าตอนสั่งเข้ามาในไทย กระทรวงสาธารณสุขจะยกมือเห็นชอบให้รวมอยู่ในสิทธิหลักประกันสุขภาพของคนไทยทุกคน ไม่ใช่ให้เป็นเฉพาะสิทธิของคนรวยหรือข้าราชการเท่านั้น

เพราะเซลล์มะเร็งร้าย “ยิ่งตรวจพบเร็ว ยิ่งจ่ายค่ารักษาน้อยลง”!

สิ้นกำนัน “แม่สติล” นำทัพ บ้านใหญ่แสนสุข

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/375918?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สิ้นกำนัน “แม่สติล” นำทัพ บ้านใหญ่แสนสุข

18 มิถุนายน 2562 – 12:44 น.
สุชาติ ชมกลิ่น,บ้านใหญ่แสนสุข,ซุ้มแสนสุข,กำนันเป๊าะ,สมชาย คุณปลื้ม,สนธยา คุณปลื้ม,ตระกูลคุณปลื้ม,สติล คุณปลื้ม,การเมืองชลบุรี,พรคพลังประชารัฐ,พรรคพลังชล
เปิดอ่าน 10,040 ครั้ง

คอลัมน์ “ยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก 18 มิถุนายน 2562

**********************

แม้บ้านใหญ่ “ซุ้มแสนสุข” ในสีเสื้อพลังประชารัฐ จะไม่สามารถคว้าชัยชนะ “ยกจังหวัด” ในศึกเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา โดยสูญเสีย 3 ที่นั่งให้แก่พรรคอนาคตใหม่ แต่มิใช่ครั้งแรกที่บ้านใหญ่ชลบุรีปราชัย

การเลือกตั้งปี 2550 “ซุ้มแสนสุข” ในสีเสื้อพรรคชาติไทย พ่ายแพ้ย่อยยับ พรรคประชาธิปัตย์ขี่กระแสเสื้อเหลือง ชนะยกจังหวัด ซึ่งในวันนั้นบ้านใหญ่แสนสุขไม่มีกำนันเป๊าะเป็นเสนาธิการ

เรารักชลบุรี

ในวันที่กำนันเป๊าะ ยังนั่งบัญชาการอยู่ที่บ้านใหญ่ซุ้มเฟื่องฟ้า หรือซุ้มแสนสุข ได้วางเครือข่ายการเมืองท้องถิ่นไว้ทุกระดับ โดยใช้ชื่อ “กลุ่มเรารักชลบุรี” ที่มี วิทยา คุณปลื้ม นายก อบจ.ชลบุรี เป็นแม่ทัพใหญ่

          ด้วยโมเดล “เรารักชลบุรี” ที่ประสบชัยชนะติดต่อกันมาหลายสมัย ทำให้ตระกูล “คุณปลื้ม” ตัดสินใจตั้งพรรคพลังชล อาศัยกลไกรัฐท้องถิ่นเป็นฐานที่มั่น

การเลือกตั้งปี 2554 พรรคพลังชลประสบความสำเร็จ ได้รับเลือกตั้งจากสนามเมืองชล 6 ที่นั่ง และแบบบัญชีรายชื่อ 1 ที่นั่ง รวมแล้ว 7 ที่นั่ง

ชั่วโมงนี้ชื่อพรรคพลังชลยังคงอยู่เพื่อรอวันข้างหน้า หากสถานการณ์เปลี่ยนพรรคพลังประชารัฐเกิดอุบัติเหตุทางการเมือง ทายาทกำนันเป๊าะก็กลับมาปัดฝุ่นพรรคท้องถิ่นของตัวเองได้ และเดินหน้าทำงานการเมืองต่อไป

เฉพาะหน้าในการเลือกตั้งนายก อบจ.ชลบุรี ที่จะเกิดขึ้นปลายปีนี้ สิ่งที่ท้าทาย “กลุ่มเรารักชลบุรี” คือการรวมตัวเฉพาะกิจของพรรคเพื่อไทย พรรคอนาคตใหม่และพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีเป้าหมายช่วงชิง “อบจ.ชลบุรี” จากกลุ่มบ้านใหญ่ให้ได้

           ที่น่าหวาดหวั่นไปกว่านั้น พรรคอนาคตใหม่เหมือนปลาได้ฝน กระดี่ได้น้ำ หวังยึด “เมืองพัทยา” จากตระกูลคุณปลื้ม

แม่ทัพหญิงบ้านใหญ่

หลายปีมานี้บ้านใหญ่อาจเงียบเหงาเมื่อไม่มีกำนันเป๊าะ แต่สำหรับผู้หญิงคนนี้ สติล คุณปลื้ม” คู่ทุกข์คู่ยากของกำนันเป๊าะ ยังเป็นเสาหลักของ บ้านแสนสุข” เลขที่ 3 ซอย 4 ถนนบางแสนล่าง อ.เมือง จ.ชลบุรี

ครอบครัว “คุณปลื้ม” แม่สติล กับ ลูกชาย ลูกสาว และลูกสะไภ้

ส่วนลูกๆ ทั้ง 5 คนของกำนันเป๊าะ ต่างแบ่งหน้าที่กันทำงานทั้งภายในครอบครัวและดูแลภาคการเมืองไม่ว่าจะเป็น สนธยา คุณปลื้ม” นายกเมืองพัทยา วิทยา คุณปลื้ม” นายก อบจ.ชลบุรี จิราภรณ์ คุณปลื้ม” ดูแลธุรกิจของครอบครัว “อิทธิพล คุณปลื้ม” ว่าที่รัฐมนตรีวัฒนธรรม และ ณรงค์ชัย คุณปลื้ม” นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองแสนสุข

สนธยา – กุสุมา คุณปลื้ม

เมื่อ 14 เมษายน 2562 “คุณแม่สติล” พร้อมครอบครัวคุณปลื้ม ได้จัดเลี้ยงอาหารแก่ผู้พิการเนื่องในวันคล้ายวันเกิดครบรอบอายุ 82 ปี ซึ่งในวันดังกล่าวกลุ่มนักการเมืองในเครือข่าย “เรารักชลบุรี” มาร่วมอวยพรกันพร้อมหน้า

วิทยา คุณปลื้ม

คุณแม่สติลจับงานด้านสตรีและเด็กมายาวนานจึงได้รับเลือกให้เป็นประธานคณะกรรมการพัฒนาสตรี อ.เมือง ประธานคณะกรรมการพัฒนาสตรี จ.ชลบุรี และเป็นประธานชมรมพัฒนาสตรีเขต 2 และประธานชมรมคณะกรรมการพัฒนาสตรีภาคกลาง

อิทธิพล คุณปลื้ม

         ไม่แปลกเลยที่ตระกูลคุณปลื้มจะจับจองกระทรวงวัฒนธรรม มาแต่สมัยลูกสะใภ้-สุกุมล คุณปลื้ม จนถึงลูกชายเสี่ยติ๊ก-อิทธิพล ในรัฐบาลลุงตู่ 2

ณรงค์ชัย คุณปลื้ม

ส.ส.เฮ้ง” อนาคตใหม่

โผครม.ลุงตู่ 2/1 ที่ว่อนอยู่ในสำนักข่าวต่างๆ ปรากฏว่า ซุ้มบ้านใหญ่แสนสุขได้ 2 เก้าอี้ คือ อิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีวัฒนธรรม และ “สุชาติ ชมกลิ่น” ส.ส.ชลบุรี นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีแรงงาน

คอการเมืองส่วนใหญ่ถามกันให้วุ่นว่า สุชาติคือใคร? แต่แถวเมืองชลพูดกันให้แซดว่าการเลือกตั้งเที่ยวนี้ “ส.ส.เฮ้ง” สุชาติ ชมกลิ่น ต้องได้เป็นรัฐมนตรี

“เสี่ยเฮ้ง” เป็นนักธุรกิจดาวรุ่งสายพันธุ์ใจถึงพึ่งได้ เป็นประธานกรรมการบริษัทก้าวไกลมหานคร ประธานกรรมการบริษัท 99 กะรัตกรุ๊ป จำกัด ประธานกรรมการบริษัท 99 กะรัตดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ฯลฯ

สุชาติ ชมกลิ่น ว่าที่ รมว.แรงงาน

ปี 2551 ได้รับเลือกเป็น ส.อบจ.ชลบุรี เขต อ.เมืองชลบุรี และเลือกตั้งทั่วไป 2554 บ้านใหญ่แสนสุขเลือกเสี่ยเฮ้งลงสมัคร ส.ส.ในสีเสื้อพลังชล ปรากฏว่า ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.สมัยแรก

          ก่อนการเลือกตั้ง 2562 “เสี่ยแป๊ะ” สนธยา คุณปลื้ม มอบหมายให้ “ส.ส.เฮ้ง” เป็นกัปตันทีมบ้านใหญ่ ดูแลเขตเลือกตั้งที่ 1-3 พร้อมคำสัญญา ถ้าชนะทั้ง เขต ก็เอาตำแหน่งรัฐมนตรีไปเลย

ไม่ผิดหวัง “ส.ส.เฮ้ง” และเพื่อน ชนะเลือกตั้งทั้ง 3 เขต จึงได้สัญญาณจากผู้ใหญ่ในพรรคพลังประชารัฐให้เตรียมแต่งตัวเป็นรัฐมนตรีป้ายแดง

          นัยว่าบ้านใหญ่แสนสุขได้สร้างดาวรุ่งการเมืองขึ้นมาโดยไม่ได้ผูกขาดไว้แค่คนในตระกูลคุณปลื้มเท่านั้น

นักวิชาการชี้”กับดัก”การเมืองคือรธน.แนะแก้ผ่าน”ฉันทามติร่วม”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/375910?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

นักวิชาการชี้”กับดัก”การเมืองคือรธน.แนะแก้ผ่าน”ฉันทามติร่วม”

18 มิถุนายน 2562 – 12:25 น.
การเมือง,กับดัก,รัฐธรรมนูญ
เปิดอ่าน 2,270 ครั้ง

โดย…  ขนิษฐา เทพจร

เนื่องในวันสถาปนา คณะรัฐศาสตร์ และคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ครบรอบ 70 ปี ร่วมจัดเวทีเสวนา หัวข้อ “มองไปข้างหน้าเศรษฐกิจการเมืองไทย : กับดักหรือแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์” โดยมีนักวิชาการจากคณะรัฐศาสตร์ และเศรษฐศาสตร์ ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ทั้งประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นที่คาบเกี่ยวกับประเด็นเศรษฐกิจ-การเมือง รวมถึงช่วยชี้ทางออกจากวังวนปัญหาการเมือง ที่หลายฝ่ายโฟกัสไปที่ความขัดแย้งทางการเมือง แต่สิ่งที่เหนือไปกว่านั้นคือ การจัดสรรอำนาจของกลไกต่างๆ ผ่าน “กติกาสูงสุด” ของประเทศ ที่ถูกออกแบบไว้ล่าสุด ว่าคือตัวปัญหาของการเมืองไทย

โดย ผศ.ดร.วรรณภา ติระสังขะ นักวิชาการคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สะท้อนมุมมองทางวิชาการ ต่อประเด็นกับดักการเมืองไทย ที่มีจุดเริ่มจาก “รัฐธรรมนูญ”

ผศ.ดร.วรรณภา ติระสังขะ

 “สิ่งสำคัญของการเมืองไทย สังคมไทยไม่เห็นค่ากฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ ที่ทำให้เชื่อมั่น ศรัทธา ต่อระบอบการปกครองแบบนี้ ซึ่งเหตุผลสำคัญที่ทำให้ความเป็นกฎหมายสูงสุดไม่ได้รับความเชื่อมั่น คือ การออกแบบรัฐธรรมนูญที่ไม่สมดุลทางอำนาจ ทั้งฝ่ายประชาชน ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายศาล ถูกเปลี่ยนแปลงไป นอกจากนั้นรัฐธรรมนูญของประเทศยังพบการถูกทำลายอยู่บ่อยครั้ง เพราะขาดการมีฉันทามติร่วมกัน รวมถึงไม่มีเซ้นส์ยึดมั่น ถือมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่มีคนหลากหลายวัยต้องอยู่ภายใต้กติกาดังกล่าว ทั้งที่การออกแบบรัฐธรรมนูญต้องทำให้เสียงประชาชนเท่ากันและถูกเห็นค่าอย่างเท่าเทียม รวมถึงสิทธิ เสรีภาพของประชาชนต้องได้รับการเคารพ” ผศ.ดร.วรรณภา กล่าว

นักวิชาการสาวจากคณะรัฐศาสตร์ กล่าวต่อว่า ภาพรวมของกับดักการเมืองไทย ส่วนตัวเชื่อว่าเกี่ยวข้องกับโครงสร้างอำนาจที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญแบบไม่สมดุล ทั้งนี้มองว่า กับดักทางการเมืองยังมีทางออก เหมือนแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ คือ ต้องสร้างดุลทางอำนาจ ให้มีการตรวจสอบถ่วงดุล และทำให้รัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือแบบเป็นทางการที่ทำให้การเมืองไทยเป็นประชาธิปไตย รวมถึงเป็นเครื่องมือที่แก้ปัญหาในอดีต ไม่เฉพาะการแก้ไขความขัดแย้งเท่านั้น เนื่องจากในอนาคตยังอาจเกิดปัญหาอื่นๆ ตามมาได้อีก โดยปัญหาที่เกิดขึ้นจากการเรียกร้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีทางออกตามกลไกของรัฐธรรมนูญ คือ ใช้อำนาจของคณะรัฐมนตรี ตามมาตรา 166 เพื่อทำประชามติเป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้การยกระดับการพูดคุยระดับชาติ เกิดฉันทามติร่วม และสาธารณะยอมรับ รวมถึงกำจัดข้อครหาว่า บางฝ่ายคือผู้ที่สืบทอดอำนาจ หรือบางฝ่ายต้องการล้มล้างระบอบที่รัฐธรรมนูญบัญญัติ

ศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ

ขณะที่ ศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ นักวิชาการคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งฉายภาพจากมุมมองของนักวิชาการต่างประเทศว่า ความเป็นไปได้ของการเปลี่ยนแปลง จะซ่อนแฝงอยู่ในปัจจุบัน เมื่อดูปัจจุบันคิดถึงสิ่งที่เห็น และไม่เห็น แต่มีแนวโน้มที่ซ่อนแฝง จากความใฝ่ฝันของคนในทางการเมือง

         “หากขับรถอยู่ ไม่สามารถมองผ่านกระจกหน้าได้ เพราะมีความมืด อย่างเดียวที่มองเห็นคือ มองกระจกหลัง นี่เป็นชะตากรรมของมนุษย์ เราไม่รู้อนาคตคืออะไร ที่พอรู้บ้างคืออดีตที่ผ่านมา แล้วพยายามคิดว่าคล้ายอดีตที่ผ่านมา ซึ่งการมองไปข้างหน้าย่อมมีข้อจำกัด เหมือนคำของนักวิชาการที่เคยบอกว่าประเพณีของคนรุ่นก่อน หน่วงทับสมองของผู้มีชีวิตอยู่เหมือนฝันร้าย ทั้งนี้การเมืองไทยในมุมมองของผม ที่เข้าใจได้คือ มีการเปลี่ยนย้าย ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และนำไปสู่การเมือง รวมถึงระบอบที่เปลี่ยนแปลงตามปรากฏการณ์และความเคลื่อนไหวทางสังคม ตั้งแต่ปี 2475, ปี 2516 เป็นต้นมา”

ศ.ดร.เกษียร กล่าวด้วยว่า แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ มีได้ แม้จะริบหรี่ คือ การรักษาสิทธิเสรีภาพของประชาชน จากอำนาจรัฐ ทั้งกระบวนการผ่านกฎหมาย และให้ใช้กระบวนการของรัฐสภาเป็นที่ถกเถียง นอกจากนั้นคือต้องไม่มีรัฐประหาร ไม่มีตุลาการธิปไตยปกครองโดยเสียงข้างน้อย ไม่มีการฉวยโอกาสใช้สถาบันหลักของบ้านเมืองเป็นเครื่องมือทำร้ายกันในทางการเมือง

         “กับที่มีคนถามว่าเราจะสร้างระบบใหม่ขึ้นได้หรือไม่ ผมว่าเกิดขึ้นได้ แต่การสร้างระบอบใหม่จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากปราศจากการสรุปบทเรียน จากประสบการณ์ใหม่และประสบการณ์เก่า ส่วนผู้มีอำนาจที่ยึดและมองมุมเศรษฐกิจ ผมว่า เขาจะไม่ยอมหากไม่สามารถทำให้เอื้อต่อเขาในส่วนแบ่งที่คุ้มค่า มีคนถามด้วยว่าฐานะที่เกิดในยุคประชาธิปไตย จะยอมรับกับระบบใหม่ได้หรือไม่นั้น สิ่งที่ต้องตอบคำถามให้ได้คือ นิยามคำว่าประชาธิปไตยระบบนี้ กับตัวคุณเหมือนกันหรือต่างกันหรือไม่ รวมถึงนิยามประชาชนของระบอบนี้กับประชาชนเหมือนกันหรือไม่” ศ.ดร.เกษียร กล่าว

ส่วน รศ.ดร.อภิชาติ สถิตนิรามัย นักวิชาการคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ฉายความคิดจากข้อมูลทางเศรษฐกิจที่พบว่า เศรษฐกิจไทยโตช้า ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา มีค่าเฉลี่ยการเติบโต เพียง 3 เปอร์เซ็นต์ และโตต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาคใกล้เคียง โดยปัจจัยสำคัญคือ วิกฤติจากภาคเกษตรกรรม และระบบอุตสาหกรรมที่โตช้า เนื่องจากไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขันที่ได้จากค่าแรงราคาถูก เมื่อค่าแรงของประเทศเพิ่มสูงขึ้นจึงทำให้กลายเป็นผลกระทบที่ส่งผลต่อศักยภาพและความสามารถในการแข่งขัน ขณะที่การลงทุนโดยรวมลดลง เพราะโครงสร้างพื้นฐานในรอบ 20 มีมีการลงทุนน้อย ทำให้เกิดผลในเชิงประจักษ์ คือ กระทบต่อจีดีพีของประเทศ นอกจากนั้นคุณภาพของโครงสร้างพื้นฐานในประเทศไทยเสื่อมถอยลง เมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาค ทำให้การลงทุนถดถอยตามไปด้วย นับจากการรัฐประหาร ปี 2549

รศ.ดร.อภิชาติ สถิตนิรามัย

ศ.ดร.อภิชาติ กล่าวด้วยว่าปัจจัยอื่นที่มีผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจอื่นๆ อาทิ คุณภาพทางการศึกษาลดต่ำ มีความเหลื่อมล้ำ และมีความไม่เท่าเทียมของคุณภาพการศึกษาเพิ่มมากขึ้น ขณะที่ปัญหาสุขภาพพบการเกิดโรคใหม่มากขึ้น และคาดว่าประชาชนจะตายเพิ่มมากขึ้นในช่วงอายุที่ต่ำกว่า 60 ปี ทั้งนี้คณะเคยสำรวจความเห็นต่อความมั่นคงในชีวิตของประชาชน คนส่วนใหญ่ที่มีฐานะเป็นชนชั้นกลางระดับบน ตอบว่า ชีวิตไม่มั่นคง และมองว่าภายใต้สถานการณ์บางอย่างการใช้ระบอบเผด็จการจะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า โดยมีคำอธิบายได้ว่าความรู้สึกไม่มั่นคง เกิดจากความท้าทายจากกระแสโลกาภิวัตน์

          “เมื่อคุณภาพทุกด้านลดประสิทธิภาพลง ทั้งการมีเสถียรภาพทางการเมือง คุณธรรมของผู้ปกครอง คุณภาพทางการศึกษา ระบบราชการที่ไม่มีคุณธรรม ทำให้ไม่มีใครที่กล้าเข้ามาลงทุน ระบอบเผด็จการประชาธิปไตยของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ขับเคลื่อนโดยรัฐราชการนั้น ไม่สามารถกระตุ้นหรือสร้างสมรรถภาพของการแข่งขันในประเทศได้ เพราะส่วนหนึ่งเกิดจากกลไกในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ที่สร้างกับดักจนไม่เห็นแสงสว่างของปลายอุโมงค์ได้” ศ.ดร.อภิชาติ กล่าว

ส่วน ศ.ดร.อารยะ ปรีชาเมตตา นักวิชาการคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้มุมมองต่อทิศทางข้างหน้า ว่าด้วยเศรษฐกิจการเมืองไทย ว่าวิสัยทัศน์ทางการเมืองและกลุ่มทุนขนาดใหญ่ ต้องเน้นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานใหม่ แต่ต้องยอมรับในข้อจำกัด ที่ไม่สามารถกระจายไปทั่วประเทศภายใต้เวลาที่มีอย่างจำกัด ดังนั้นสิ่งที่เขามองคือ ต้องเพิ่มการลงทุนจากต่างประเทศให้มากขึ้น นอกจากนั้นกลุ่มชนชั้นนำหวังลึกๆ ว่า การลงทุนจะเกี่ยวข้องกับบีอาร์ไอ หรือถนนสายไหม ของประเทศจีน ดังนั้นวิสัยทัศน์ที่ระบุนั้นคือแผนอีอีซี เพื่อตอบโจทย์การลงทุน สร้างอุตสาหกรรมใหม่ รวมถึงกระจายศูนย์กลางเศรษฐกิจไปยังรอบนอก โดยเฉพาะเมืองใกล้ชายทะเล เป็นต้น

ศ.ดร.อารยะ ปรีชาเมตตา

ขณะที่ประเด็นปัจจัยที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจการเมืองไทย นั้น “ศ.ดร.อารยะ” กล่าวว่า มีทั้งปัจจัยภายนอก และนโยบายฝ่ายการเมืองรวมถึงฝ่ายทุนที่กุมอำนาจทางการเมือง อาทิ สงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน, เศรษฐกิจการเมืองโลก รวมถึงการตัดสินใจทางการเมืองและกลุ่มทุนต่อนโยบายขับเคลื่อนประเทศ ดังนั้นสิ่งที่ต้องพิจารณาและระวังคือ โจทย์และความท้าทายใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต รวมถึงปัญหาในอดีต เช่นความเหลื่อมล้ำที่มีโครงสร้างแตกต่างจากอดีต

“โอกาสของประเทศที่จะก้าวข้ามกับดักทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นได้ แม้จะกุมอำนาจได้ทั้งประเทศ แต่ตัวแปรของปัจจัยภายนอก หากระบบการค้าของโลกเป็นเสรี สามารถสร้างความเสถียรได้ แต่ต่อไปนั้นบริษัทขนาดใหญ่จะกุมอำนาจแบบข้ามพรมแดน แม้จะคุมภายในได้ จะไม่ตกเป็นของบริษัทต่างประเทศ หากไม่เพิ่มขีดความสามารถของแรงงานให้ทัดเทียมกับคู่แข่งขัน” ศ.ดร.อารยะ กล่าว