“กำนันเป๊าะ-สมพงษ์” การเมืองในฟองเบียร์

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/375905?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“กำนันเป๊าะ-สมพงษ์” การเมืองในฟองเบียร์

18 มิถุนายน 2562 – 11:15 น.
สมพงษ์ อมรวิวัฒน์,กำนันเป๊าะ,กระดานความคิด,ไทยอมฤตบริวเวอรี่,ฟองเบียร์
เปิดอ่าน 9,639 ครั้ง

คอลัมน์…  กระดานความคิด   โดย…  บางนา  บางปะกง

พลันที่มีข่าวยืนยันการจากไปของประมุขบ้านแสนสุข สมชาย คุณปลื้ม ก็มีคนแชร์ภาพ “กำนันเป๊าะ” และแสดงความอาลัยกันมากมาย รวมถึงภาพกำนันเป๊าะเป็นนายแบบโฆษณา “เบียร์ขุนแผน” พร้อมวลีเด็ด “หนักแน่น แต่นุ่มนวล”

40 ปีที่แล้ว ผู้อำนวยการสร้างหนังไทย ได้เชื้อเชิญกำนันคนดังแห่ง ต.แสนสุข มาเล่นหนังหลายเรื่อง รวมถึงหนังชีวประวัติกำนันเป๊าะ เรื่อง “เหนือนักเลง”

          บริษัท ไทยอมฤตบริวเวอรี่ จำกัด จึงกล่อมกำนันเป๊าะมาเป็นพรีเซนเตอร์โฆษณาเบียร์ขุนแผน ที่มีเป้าหมายเจาะตลาดชาวบ้าน ขณะที่เบียร์อมฤตนั้นอยู่ในตลาดบน

อันที่จริง ไม่ใช่เรื่องธุรกิจเบียร์เพียวๆ หรอก เพราะเบียร์อมฤต เบียร์ขุนแผน เป็นผลิตภัณฑ์ของบริษัท ไทยอมฤตบริวเวอรี่ จำกัด ที่มีกรรมการผู้จัดการใหญ่ชื่อ “สมพงษ์ อมรวิวัฒน์” 

ประวัติไทยอมฤตฯ เริ่มจากจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้ตั้งโรงเบียร์ขึ้นภายใต้การดำเนินงานของบริษัท บางกอกเบียร์ จำกัด เมื่อจอมพลสฤษดิ์ถึงแก่อสัญกรรม ตระกูลอมรวิวัฒน์ จึงมารับช่วงดำเนินกิจการต่อ และได้เปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท ไทยอมฤตบริวเวอรี่ จำกัด

          ปี 2524  “สมพงษ์” ลูกเขยเจ้าสัวอุเทน เตชะไพบูลย์ โดย อบ วสุรัตน์ รัฐมนตรีอุตสาหกรรม ในรัฐบาล พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ได้ชักชวนสมพงษ์มาเป็นรองเลขาธิการ และเหรัญญิกพรรคชาติประชาธิปไตย

ก่อนจะตัดสินใจเล่นการเมือง สมพงษ์ได้ตระเวนไปตามเมืองต่างๆ ในเยอรมนีอยู่หลายปี เพื่อค้นหาสูตรการผลิตเบียร์ เพราะมีความมุ่งมั่นที่จะแข่งขันกับเบียร์สิงห์

ในที่สุด สมพงษ์ได้ค้นพบเบียร์อมฤต ที่ปรุงแต่งให้มีรสชาติเช่นเดียวกับเบียร์นอก แต่ค่ายไทยอมฤตก็ต้องผิดหวัง เพราะความพยายามที่จะส่งเสริมการขายเท่าไร ก็ยังสู้เจ้าตลาดอย่างสิงห์ไม่ได้เสียที

สมพงษ์จึงหันไปเปิดตลาด “คลอสเตอร์เบียร์” เฮ้าส์เบียร์ท้องถิ่นของเยอรมนี และเป็นแบรนด์แรกที่เข้ามาเปิดตลาดเบียร์พรีเมียมในเมืองไทย

แม้เส้นทางธุรกิจเบียร์จะลุ่มๆ ดอนๆ แต่เส้นทางการเมืองของสมพงษ์ กลับแล่นฉิว เมื่อตัดสินใจลงสมัคร ส.ส.ในการเลือกตั้ง 2529 โดยสังกัดพรรคชาติประชาธิปไตย

การเลือกตั้งครั้งนั้น สมพงษ์ในฐานะเลขาธิการพรรค พร้อมกับผู้อำนวยการพรรคชาติประชาธิปไตย เป็นคนหน้าใหม่ในสนามเขต 1 ชลบุรี แต่ได้ “กำนันเป๊าะ” เป็นผู้สนับสนุนหลัก จึงเข้าป้ายได้เป็น ส.ส.อย่างสบายๆ

          เหตุที่กำนันเป๊าะหนุนสมพงษ์ เพราะติดหนี้บุญคุณเจ้าสัวอุเทน เตชะไพบูลย์ และ “โป้ยเสี่ย” ไชยทัศน์ เตชะไพบูลย์

ก่อนหน้านั้น กำนันเป๊าะได้กรุยทางการเมืองระดับชาติ โดยส่งน้องภรรยา นิคม แสนเจริญ ลงสมัคร ส.ส.เขต 2 ชลบุรี พรรคกิจสังคม และได้เป็น ส.ส.สมใจผู้มากบารมีบูรพาทิศ

เมื่อ “พล.อ.เกรียงศักดิ์” วางมือไม่เล่นการเมือง สมพงษ์จึงย้ายไปสมัคร ส.ส.เชียงใหม่ ภายใต้ร่มธงพรรครวมไทย ของพ่อเลี้ยงณรงค์ วงศ์วรรณ

เลือกตั้ง 2535/1 สมพงษ์ย้ายจากพรรครวมไทย ตามพ่อเลี้ยงณรงค์ไปตั้งพรรคสามัคคีธรรม สมพงษ์ยังเจรจากับกำนันเป๊าะ จนได้ข้อตกลงว่า จะส่งลูกชาย สนธยา คุณปลื้ม ลงสนามเลือกตั้งเป็นหนแรก และให้นิคม แสนเจริญ ลาออกจากกิจสังคม มาอยู่พรรคของบิ๊ก รสช. (นิคมเสียชีิวิตก่อนวันสมัคร ส.ส.)

หลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ มีเลือกตั้ง 2535/2 สมพงษ์ย้ายไปสังกัดพรรคชาติพัฒนา พร้อมกับลูกชายสองคนของกำนันเป๊าะคือ สนธยา-วิทยา คุณปลื้ม

16 พฤศจิกายน 2535 สมพงษ์รวบรวม ส.ส.จากพรรคชาติพัฒนา และพรรคชาติไทย จำนวน 21 คน มาก่อตั้ง “กลุ่ม 16”

          จะว่าไปแล้ว คณะผู้ก่อการกลุ่ม 16 ตัวจริงคือ สมพงษ์, กำนันเป๊าะ และไพโรจน์ เปี่ยมพงศ์สานต์ ปลายปี 2536 สมพงษ์ จึงเปิดตัวกลุ่ม 16 ด้วยการพานักข่าวรัฐสภา “ทัวร์บูรพา” ไปดูงานอีสเทิร์นซีบอร์ด

นับแต่การเลือกตั้ง 2544 สมพงษ์ปักหลักอยู่ในพรรคการเมือง เครือข่ายของทักษิณ ชินวัตร ด้านตระกูล “คุณปลื้ม” ก็ย้ายจากพรรคชาติไทย และเข้ามาสังกัดพรรคไทยรักไทยเฟื่องฟู

เลือกตั้ง 2550 กลุ่มเรารักชลบุรีหรือซุ้มแสนสุข กลับไปสังกัดพรรคชาติไทย แต่สอบตกยกจังหวัด เลยหันไปตั้งพรรคพลังชล กลับมายิ่งใหญ่อีกหน

          พ.ศ.นี้ สมพงษ์ยังสังกัดพรรคเพื่อไทย แต่ซุ้มกำนันเป๊าะย้ายไปพรรคพลังประชารัฐ คงเหลือแต่ตำนานเบียร์ขุนแผน กับการเลือกตั้งที่ดุเดือดเลือดพล่านเมื่อปี 2529 

น้ำท่วม-ภัยแล้งปัญหาโลกแตกประเทศไทย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/375819?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

น้ำท่วม-ภัยแล้งปัญหาโลกแตกประเทศไทย

18 มิถุนายน 2562 – 10:50 น.
อ๊อด เทอร์โบ,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,น้ำท่วม,ภัยแล้ง
เปิดอ่าน 1,550 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

ณ เวลานี้ปัญหาน้ำท่วม-ภัยแล้งที่เกิดขึ้นทุกปี เป็นปัญหาประจำประเทศไทยไปเสียแล้วและรัฐบาลจะต้องใช้เงินใช้งบประมาณนับแสนล้านบาท ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

‘ดับเครื่องชน’ จึงขอให้ ‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ นายกรัฐมนตรีลงมาจัดการเรื่องนี้เอง ต้องจัดเต็มอัตราศึกเป็นพิเศษมีทีมงานบริหารจัดการน้ำซึ่งหากปล่อยไว้ทุกกระทรวงที่รับผิดชอบก็จะลอยตัวอยู่เหนือปัญหาเพราะเป็นเรื่องระดับชาติที่นายกรัฐมนตรีต้องเป็นประธานทีมงานพิเศษนี้เอง

มีข่าวน่าตกใจที่จะแจ้งให้ทราบว่า ขณะนี้หลายๆ เขื่อนในประเทศไทยมีปริมาณน้ำน้อยมากจนอยู่ในขั้นวิกฤติจึงต้องเตรียมปรับตัวเพื่อรับมือสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น

ฤดูน้ำหลากก็ต้องเตรียมตัวก่อนที่น้ำจะมาเช่นการทำลายสิ่งกีดขวางทางน้ำ อาทิ ผักตบชวา ที่ขยายพันธุ์จำนวนมาก

รวมถึงขยะจำนวนมหาศาลที่ไปกีดขวางทางเดินน้ำหรือการก่อสร้างอาคารบ้านเรือนบุกรุกแนวแม่น้ำลำคลองซึ่งเคยจัดระเบียบกันไปแล้วแต่ไม่ได้ผล

ขณะนี้เข้าสู่ฤดูฝนมีน้ำท่วมฉับพลันเกิดขึ้นโดยเฉพาะในกทม.แต่ต่อไปถ้าฝนตกหนักทั่วประเทศก็จะมีน้ำท่วมดินถล่มและถนนหนทางก็จะถูกกระแสน้ำที่รุนแรงถล่มทำให้ชำรุดเสียหาย

จึงขอให้รัฐบาลชุดใหม่ช่วยร่วมมือกันทำงานเพื่อประชาชนด้วยและอย่าได้คิดว่ารัฐมนตรีแต่ละกระทรวงมาจากหลายๆพรรคการเมือง

ถ้ารัฐบาลผสมหลายพรรคบริหารงานร่วมกันไม่ได้ ถือเขา-ถือเรา นั่นคืออวสานของรัฐบาลที่เกิดจากนักการเมืองนั่นเอง
อ๊อด เทอร์โบ


ประกันสังคมช่วยเหลือ
ช่วยเหลือผู้มีลูก (จากเลขาธิการสนง.ประกันสังคม ‘อนันต์ชัย อุทัยพัฒนาชีพ’)

สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน แจ้งถึงสิทธิประโยชน์การสนับสนุนคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ประกันตนหรือคู่สมรสที่ตั้งครรภ์ได้รับการตรวจและดูแลการตั้งครรภ์อย่างมีคุณภาพตามเกณฑ์มาตรฐานตั้งแต่ระยะแรกของการตั้งครรภ์ได้รับการตรวจอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้การคลอดเป็นไปอย่างราบรื่น

สำนักงานประกันสังคมจะมีการจ่ายประโยชน์ทดแทนกรณีคลอดบุตรให้แก่ผู้ประกันตนในอัตรา 13,000 บาท ต่อการคลอดบุตรหนึ่งครั้ง พร้อมได้ให้สิทธิประโยชน์กรณีสงเคราะห์บุตร เหมาจ่ายเดือนละ 600 บาทต่อบุตรหนึ่งคน ซึ่งมีอายุไม่เกิน 6 ปีบริบูรณ์ คราวละไม่เกิน 3 คน

นอกจากนี้มีการสนับสนุนค่าตรวจและรับฝากครรภ์เพิ่มอีก 1,000 บาท เพื่อเป็นการจูงใจให้ผู้ประกันตนหรือคู่สมรสมีการฝากครรภ์ตามเกณฑ์คุณภาพให้แก่ผู้ประกันตนที่มีการเข้ารับบริการฝากครรภ์ในสถานพยาบาลตามเกณฑ์คุณภาพที่กำหนด โดยสำนักงานประกันสังคมจะแบ่งจ่ายตามอายุครรภ์เป็นครั้งๆดังนี้คือ

ครั้งที่ 1 อายุครรภ์ไม่เกิน 12 สัปดาห์ จ่ายในอัตราเท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 500 บาท

ครั้งที่ 2 อายุครรภ์มากกว่า 12 สัปดาห์ แต่ไม่เกิน 20 สัปดาห์ จ่ายในอัตราเท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 300 บาท

ครั้งที่ 3 อายุครรภ์มากกว่า 20 สัปดาห์ แต่ไม่เกิน 28 สัปดาห์ จ่ายในอัตราเท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 200 บาท

สำหรับแนวทางการขอรับประโยชน์ทดแทนจะต้องมีหลักฐานการเข้ารับบริการจากสถานพยาบาลที่ไปใช้บริการฝากครรภ์ในแต่ละครั้งคือใบเสร็จรับเงินกับใบรับรองแพทย์มายื่นขอรับใบประโยชน์ทดแทนในส่วนค่าตรวจและรับฝากครรภ์เพิ่มเติมได้โดยไม่ต้องรอให้มีการคลอดบุตรได้ที่สำนักงานประกันสังคมทุกแห่งทั่วประเทศ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่ทั้ง 12 แห่ง สำนักงานประกันสังคมจังหวัด/สาขา/ที่ท่านสะดวก หรือโทร.1506 (เจ้าหน้าที่ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง) ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.sso.go.th


 ไข้หวัดใหญ่ระบาด
 โปรดดูแลสุขภาพ-เฝ้าดูอาการ

ดิฉันเป็นห่วงเรื่องไข้หวัดใหญ่ระบาดซึ่งมีผู้ป่วยนับแสนคนและมีข้อแนะนำและข้อมูลที่อยากให้คุณเป็นสื่อกลางแจ้งให้ทราบ ส่วนมากเป็นกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ ผู้สูงอายุมีโรคเรื้อรังประจำตัว เช่น เบาหวาน โรคหัวใจที่มีอาการรุนแรงจากโรคปอดอักเสบแทรกซ้อน

ขอให้ดูแลสุขภาพ เพิ่มผักผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง ดื่มน้ำสะอาดวันละ 6-8 แก้ว นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ หากโดนฝนให้เช็ดให้แห้ง รักษาร่างกายให้อบอุ่น หากป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ควรสวมหน้ากากอนามัย หยุดงาน หยุดเรียน หยุดกิจกรรมร่วมกับผู้อื่นเพื่อลดการแพร่กระจายเชื้อ

อาการของผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่จะมีไข้สูง ตัวร้อน หนาวสั่น ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คัดจมูก มีน้ำมูกใสๆ ไอ หากอาการไม่ดีขึ้นภายใน 2 วัน เหนื่อยมาก ให้รีบพบแพทย์เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน และการเสียชีวิตได้

หากมีอาการสงสัยพบแพทย์ทันที และขอรับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ฟรีได้ที่สถานบริการสาธารณสุขของรัฐ และสถานพยาบาลเอกชนที่ร่วมโครงการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติจนถึง 31 สิงหาคมนี้

ขอให้ทางกระทรวงสาธารณสุขที่กำลังจะมีรัฐมนตรีช่วยดูแลสุขภาพประชาชนเอาเรื่องใกล้ตัวก่อน-ยุติเรื่องกัญชาไปก่อนเถิด
อนงค์วรรณ (บางโพ)


ตอบคุณ ‘อนงค์วรรณ’ บางโพ
จดหมายของคุณให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์และเข้าใจได้ง่ายมากๆ ครับ จึงขอขอบคุณมาและขอให้ทุกท่านโปรดเฝ้าดูอาการและหาทางป้องกันและดูแลสุขภาพเป็นการป้องกันไว้ก่อน

ผมอยากให้กระทรวงสาธารณสุขและทุกโรงพยาบาลโดยเฉพาะโรงพยาบาลของรัฐบาลโปรดบริการประชาชนเรื่องการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ ‘ฟรี’

เวลานี้ประชาชนคนไทยมีความรู้สึกว่าไปโรงพยาบาลแต่ละทีต้องใช้เงินใช้เวลา แล้วจะไปโรงพยาบาลเอกชนก็ต้องใช้เงิน ระดับคนหาเช้ากินค่ำหรือระดับรากหญ้าจะหาเงินไปจ่ายได้อย่างไร?
อ๊อด เทอร์โบ


ขนส่งเพื่อมวลชน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/375904?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ขนส่งเพื่อมวลชน

18 มิถุนายน 2562 – 07:28 น.
ขนส่งเพื่อมวลชน,รถไฟทางคู่,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 1,159 ครั้ง

บทบรรณาธิการ นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันอังคารที่ 18 มิถุนายน 2562

มีงานวิชาการจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(ทีดีอาร์ไอ) ระบุว่า ค่าโดยสารรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯเฉลี่ยต่อเที่ยว 67 บาท และเมื่อเทียบกับต่างประเทศยังพบว่าแพงกว่าสิงคโปร์ ซึ่งอยู่ในอัตรา 25.73 บาท ขณะที่ราคาที่ฮ่องกงอยู่ที่ 46.50 บาท โดยมีข้อเสนอแนะว่า ราคาค่าโดยสารรถไฟฟ้าควรจะเฉลี่ยไม่เกินเที่ยวละ 30-40 บาท จึงจะเหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจและกำลังซื้อของประชาชน โดยเฉพาะเพื่อให้ผู้มีรายได้น้อยสามารถเข้าถึงบริการขนส่งมวลชนได้ นอกจากนี้ แนวทางควบคุมค่าโดยสารที่เป็นหัวใจสำคัญ คือ การยกเลิกค่าแรกเข้าเมื่อเชื่อมต่อระบบขนส่งมวลชนสาธารณะ ซึ่งขณะนี้ระบบตั๋วร่วมยังไม่สามารถเชื่อมต่อเข้ากับทุกการเดินทางได้

ผลงานวิชาการและข้อเสนอแนะดังกล่าวมานี้จะถูกส่งไปกรมการขนส่งทางบก เพื่อพิจารณาในระดับนโยบายต่อไป แต่จะทำได้มากน้อยขนาดไหนนั้น ก็ต้องรอดูแนวนโยบายของรัฐบาลชุดนี้ต่อไปด้วย อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้เดินหน้าโครงสร้างพื้นฐานระบบรางแล้วจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้าในเขตเมืองและปริมณฑล รถไฟทางคู่ และรถไฟความเร็งสูง ซึ่งนับเป็นหัวใจสำคัญของการขนส่งมวลชนในศตวรรษต่อไป แต่ถึงกระนั้น การกำหนดราคาค่าโดยสารก็ยังเป็นปมปัญหาที่หลายฝ่ายท้วงติงกันเสมอมาว่า ถ้าคนส่วนใหญ่ไม่สามารถเข้าถึงได้ ก็ไม่น่าจะใช่การขนส่งมวลชน และเมื่อพิจารณาร่วมกับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ และค่าครองชีพแล้วจะพบว่า ประชาชนต้องจ่าย “ต้นทุน” ค่าเดินทางมากเกินไป

ในเขตเมืองอย่างกรุงเทพฯ มีการขนส่งมวลชนที่หลากหลาย เริ่มตั้งแต่จักรยานยนต์ในตรอกซอกซอย รถสามล้อเครื่อง รถสองแถว เรือโดยสาร รถโดยสารประจำทางทั้งขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ(ขสมก.) และเอกชนร่วมบริการอีกหลากหลายสัมปทาน ในแต่ละวันคนเมืองจำนวนไม่น้อยต้องจ่ายเงินไปกับการขนส่งที่ใช้สารพัดรูปแบบ โดยเฉพาะคนที่เดินทางประจำ เมื่อต้องจ่ายค่าโดยสารอย่างน้อย 2 รูปแบบ ก็ต้องจ่ายเพิ่มจากค่ารถไฟฟ้าที่แพงอยู่แล้วขึ้นไปอีก ซึ่งนับเป็นภาระอย่างมาก แม้ว่า การคิดคำนวณการเดินทางประจำแบบจ่ายเหมาเป็นเที่ยวจะจ่ายน้อยลงในอัตราแปรผันกับความถี่ของการใช้ แต่ก็ยังแพงอยู่ดี ปัจจัยนี้จึงเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้คนเมืองจำนวนมากยังต้องพึ่งพิงรถโดยสารประจำทางราคาถูก ซึ่งต้องอาศัยการอุดหนุนจากรัฐบาลเพราะขาดทุนมหาศาล

อัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าขึ้นกับหลายปัจจัย หนึ่งในนั้นก็คือ การลงทุนก่อสร้างที่ค่อนข้างแพง เช่นรถไฟฟ้าใต้ดินของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลแห่งประเทศไทย (รฟม.) ซึ่งต้องอาศัยผู้ใช้บริการจำนวนมากจึงจะคุ้มค่า ซึ่งถ้าหากรถไฟฟ้าอีกหลายสายที่จะทยอยเปิดให้บริการเพิ่มตั้งแต่ปลายปีนี้เป็นต้นไป ยังใช้โครงสร้างราคาแบบเดิมก็อาจจะไม่จูงใจให้ประชาชนย่านชานเมืองหันมาใช้บริการเท่าที่ควร อย่างเช่น รถไฟฟ้าสายสีม่วง ซึ่งมีลักษณะเฉพาะต่างไปจากรถไฟฟ้าในย่านกลางเมืองที่มีประชาชนและย่านธุรกิจหนาแน่น ดังนั้น การพิจารณาเรื่องราคาจึงควรตั้งอยู่บนหลักการของระบบขนส่งมวลชนที่ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงได้ ซึ่งก็จะตอบโจทย์การแก้ปัญหาการจราจร และลดการพึ่งพิงรถโดยสารประจำทางที่รัฐต้องจ่ายอุดหนุนซึ่งก็ไม่เพียงพอลงได้

“วันนอร์”มองครม.ตู่2″เป็ดง่อย?”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/375776?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“วันนอร์”มองครม.ตู่2″เป็ดง่อย?”

17 มิถุนายน 2562 – 13:25 น.
ประชาชาติ,วันมูหะมัดนอร์ มะทา
เปิดอ่าน 4,384 ครั้ง

โดย…  สมัชชา หุ่นสาระ

“ประชาชาติ” หนึ่งในเจ็ดพรรคฝ่านค้านที่พร้อมตรวจสอบรัฐบาลประยุทธ์ 2 อย่างเข้มข้นและจะเริ่มดำเนินการทันที

“วันมูหะมัดนอร์ มะทา” หัวหน้าพรรคประชาชาติที่มีเจ็ดส.ส.ไว้ทำหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุลนั้นจะร่วมทำหน้าที่ดังกล่าวอย่างไรและในฐานะคนการเมืองที่มีประสบการณ์สูง (เคยรับตำแหน่งประธานสภาผู้เทนราษฎร, รองนายกรัฐมนตรี, รมว.และรมช.หลายกระทรวง, ฝ่ายค้าน) มองอนาคตของรัฐบาลชุดใหม่ที่อยู่ในภาวะเสียงปริ่มน้ำอย่างไรและรัฐบาลชุดนี้จะเป็นความหวังให้สังคมได้หรือไม่ท่ามกลางกระแสข่าวเชิงลบมากมายในช่วงปฐมบทของการตั้งไข่แบบนี้…

 ประเมินผลหลังการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรและนายกรัฐมนตรีอย่างไร
เจ็ดพรรคฝ่ายค้านจะตั้งชุดทำงานคือชุดทำงานในรัฐสภาและชุดทำงานลงพื้นที่รับฟังปัญหาของประชาชนเพื่อตรวจสอบรัฐบาลทุกมุม แล้วยังเตรียมเสนอเก้รัฐธรรมนูญ โดยขอให้ประชาชนร่วมลงชื่อ เจ็ดพรรคจะเดินสายชี้แจงเหตุผลว่าควรแก้ไขกติกาหลักเพื่อยุติการต่อท่ออำนาจ ยืนยันไม่ได้ไปปลุกม็อบและจะตรวจสอบวิธีทำงานขององค์กรอิสระ เช่น กกต.หลายเรื่อง ที่มาของส.ว.250 คนชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะวันนี้มันชัดแล้วว่าส.ว.ไม่เป็นกลางทางการเมืองและมีผลประโยชน์ทับซ้อนร่วมกันกับรัฐบาล มันสมประโยชน์สองฝ่ายเพราะคนในคสช.เลือกกันเองแม้กฎหมายไม่ได้ห้ามแต่จริยธรรมสำคัญกว่า เพราะการทำแบบนี้มันขัดจริยธรรมชัดเจน

จากนี้ไปการเมืองในและนอกรัฐสภาจะเข้มข้น รัฐบาลที่ภาวะเสียงปริ่มน้ำแบบนี้น่าติดตามเพราะวาระประชุมสำคัญในสภา เช่นร่างกฎหมายหรือวาระสำคัญต่างๆ หากต้องลงมติหรือนับองค์ประชุมเมื่อใดรัฐบาลอาจเพลี่ยงพล้ำ มองเล้วรัฐบาลชุดนี้อ่อนแอเพราะไม่มีส.ว.มาบวกเหมือนตอนลงมติเลือกนายกฯ
และเมื่อมองกระแสข่าวการฟอร์มครม.ครั้งนี้ ความเชื่อมั่นจากสังคมน้อยเพราะมีแต่ข่าวแย่งเก้าอี้ที่ขัดแย้งจากพรรคร่วมรัฐบาลและพลังประชารัฐที่มีหลายกลุ่ม ตรงนี้คือจุดอ่อน แม้การตั้งรัฐบาลในอดีตจะมีข่าวแบบนี้บ้างแต่ไม่เยอะเท่าข่าวในช่วงนี้

สมัยก่อนยังมีการเรียกครม.ยี้ และวันนี้ก็มีเสียงทำนองนั้นเกิดขึ้นแล้ว แบบนี้ทำงานลำบาก

      รัฐบาลใหม่จะเป็นเป็ดง่อย
ตั้งแต่ผมทำงานการเมืองเมื่อหลายสิบปีก่อน รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำแบบนี้แทบจะไม่มีนะ และหน้าตาครม.ชุดนี้หากเป็นไปตามที่สื่อเสนอ รับรองไม่มีความหวังให้สังคมเลย พูดง่ายๆ ไม่มีใครพอจะเป็นความหวังของชาวบ้านได้ว่ารัฐมนตรีคนนั้นคนนี้จะช่วยได้ และหลายคนมีคดีความติดตัว หากถามว่าทำไมพรรคแกนนำจึงเลือกคนเหล่านี้มาเป็นครม. คำตอบคือใช้ระบบโควตา ไม่ได้มองคุณสมบัติและความเหมาะสม

หากยังใช้ครม.ตามโผที่ออกมาทางสื่อ แนะนำว่าแต่งตัวรอการถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจล่วงหน้าเลย แม้ตอนนี้นายกรัฐมนตรีจะลงมาตรวจสอบคนที่จะมาร่วมครม.เองก็ตาม แต่การรื้อโผคงจะทำได้ยากเพราะวันนี้หัวหน้ารัฐบาลแทบไม่มีอำนาจต่อรอง หากพรรคร่วมรัฐบาลบางพรรคถอนตัว รัฐบาลล่มทันที จึงจำเป็นต้องประคองทุกเสียงที่มาร่วมในวันนี้

  พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะทำอะไรได้บ้าง
พล.อ.ประยุทธ์ ที่มีข่าวว่าจะมาเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐและเป็นนายกฯ คนใหม่ต้องคุมครม.และส.ส.ให้ได้แต่ความจริงวันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่มีข้อต่อรอง หากภาวะความเป็นหัวหน้าคสช.สิ้นไป อำนาจในมือตรงนี้ไม่มี พรรคต่างๆ ที่มาร่วมหนุนพล.อ.ประยุทธ์ก็ไม่กลัว

กลุ่มต่างๆ ในพลังประชารัฐก็แทบไม่มีกระทรวงหลักๆ ไว้ทำงานเพราะพรรคอื่นๆ เลือกไปแล้ว

ภาวะแบบนี้ตัองโทษรัฐธรรมนูญและคนยกร่าง รวมทั้งคนสั่งยกร่าง เพราะกับดักที่วางไว้เล่นงานบางพรรค วันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ตกหล่มกับดักของตัวเองและควรโทษตัวเองที่วางแม่น้ำห้าสายไว้และควรรับกรรมไป

แต่วันนี้ประชาชนรับกรรมมากกว่าใครเพราะสังคมเสียเวลามาห้าปีเล้ว

          บทบาทของพล.อ.ประยุทธ์จะเป็นเช่นใด
“วันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ผมจำคำพูดของผบ.ทบ.คนนั้นได้แม่นแม้ผมจะอายุเยอะ ไม่กี่วันข้างหน้าผมจะสอบถามผบ.ทบ.คนนั้นที่ยึดอำนาจแล้วเข้ามาเป็นนายกฯ วันนี้ก็ยังเป็นนายกฯ ว่าจำได้หรือไม่ว่าพูดอะไรไว้? เพราะผมอยู่ด้วยในวันที่ผบ.ทบ.คนนั้นประกาศยึดอำนาจ จากวันนั้นจนวันนี้ผมยังคิดไม่ออกเลยว่าทำไมผบ.ทบ.คนนั้นพูดแล้วทแเบบนั้น? ผมจึงจะสอบถามในรัฐสภาเพราะสิ่งที่กระทำไปในครั้งนั้น วันนี้ไม่ควรมาทำหน้าที่นายกฯ

ประเมินอายุการทำงานของรัฐบาลใหม่อย่างไร
บอกไม่ได้แน่ชัด แต่คร่าวๆ คงจะหนึ่งปีหรือมากกว่านั้นนิดหน่อย ในอดีตเคยมีมา แล้วกับรัฐบาลที่มีที่มาคล้ายๆ แบบนี้ อายุไม่ยาว สาเหตุเพราะปฏิวัติตัวเอง ยุบสภา และควรดูท่าทีของกองทัพประกอบด้วยในช่วงจากนี้ไป แต่ย้ำว่าการยึดอำนาจนั้นนานาชาติไม่ยอมรับนะ

ผมมีข้อสงสัยมานานว่าการยึดอำนาจนั้นคนไทยบางส่วนทำไมยินดี บางคนไปมอบดอกไม้ให้รถถังที่มาทำหน้าที่ตามคำสั่งของคนยึดอำนาจ เมืองไทยเป็นประชาธิปไตย หากจะเปลี่ยนแปลงสิ่งใดๆ ควรใช้ระบบรัฐสภาและเคารพประชาธิปไตย ขอฝากนักการเมืองทุกฝ่ายว่าควรทำตัวเองให้สังคมศรัทธาและเชื่อมั่นในการทำหน้าที่อย่าให้อำนาจนอกระบบเข้ามาบีบและแทรกแซง บทเรียนการยึดอำนาจนั้นทุกฝ่ายต้องโทษตัวเอง ทบทวนตัวเอง และอย่านำตัวเองไปเป็นเงื่อนไขให้บางฝ่ายมายึดอำนาจโดยใช้เงื่อนไขว่านักการเมืองขัดแย้งเพราะทุจริต

ผมอยากให้ระบบการศึกษาของไทยสั่งสอนนักเรียนว่าควรเชื่อมั่นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและต่อต้านการรัฐประหาร วันนี้ประชาธิปไตยไทยยังมีข้อบกพร่องบ้างแต่ควรใช้เวลาแก้ไขไม่ให้มันบกพร่องผ่านระบบ คนไม่ดี คนทุจริต สังคมไม่ควรเลือกและไม่ควรให้อำนาจนอกระบบเข้ามาแก้ไขรวมทั้งอย่าไปสนับสนุนวิธีแบบนี้อีกเลย

น้ำท่วม กทม.อย่ารอ”อัศวิน”ขี่ม้าขาว

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/375778?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

น้ำท่วม กทม.อย่ารอ”อัศวิน”ขี่ม้าขาว

17 มิถุนายน 2562 – 12:45 น.
คนกรุง,น้ำท่วม,ฝนตก,อัศวิน ขวัญเมือง
เปิดอ่าน 2,679 ครั้ง

ฝนตั้งเค้าทีไร ใจคอไม่ดี!

คนกรุงเทพฯ เผชิญสภาวะน้ำท่วมทุกปี แต่ยังทำใจรับสภาพไม่ได้

ปี 2558 ประเทศไทยเกิดพายุฤดูร้อนมีฝนตกชุกหลายละลอก กรุงเทพฯ ประสบปัญหาน้ำท่วมอย่างต่อเนื่อง แม้ไม่หนักหนาสาหัสเหมือนมหาอุทกภัยปี 2554 แต่สภาพน้ำที่ท่วมขังนานหลายวันไม่ยอมแห้งได้สร้างความเดือดร้อนแก่ผู้คนเกินบรรยาย

คนไทยสมัยใหม่เคยชินกับความสะดวกสบายในยุคที่ดิจิทัลบันดาลให้ทุกอย่าง เมื่อรู้สึกว่าชีวิตประจำวันเริ่มดำเนินไปอย่างติดขัดจากปัญหาน้ำท่วมขังนานเกินไป จึงพากันบ่นพรึมพรำเสียงดังไปถึงศาลาว่าการ กทม. แต่ทันใดนั้นก็มีเสียงสะท้อนกลับมาแบบนี้

!!“ก็แค่น้ำรอการระบาย”!!

ชาวบ้านฟังไม่เข้าใจ คนบนหอคอยจึงสื่อสารกลับมาใหม่

“เราเป็นเมืองน้ำ เป็นเมืองฝน ไม่มีจุดเสี่ยงเลยคงไม่ได้ ถ้าไม่มีน้ำท่วมต้องไปอยู่บนดอย” !?

คุณชายหมู ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร พ่อเมืองในขณะนั้น คงอึดอัดกับการถูกกล่าวโทษและโยนความผิดทั้งหมดมาไว้ที่ท่านเพียงคนเดียวจึงได้พลั้งปากแสดงโวหารประชดประชันคนที่เคยลงคะแนนให้อย่างท่วมท้นกว่า 1.2 ล้านคะแนน ออกมาอย่างที่เห็น แต่ตอนหลังท่านตัดพ้อว่า ก็แค่หยอกเย้าคลายเครียด ไม่น่าหยิบไปเป็นประเด็น

ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ได้ทุ่มเททำงานอย่างหนักด้วยความมุ่งมั่นที่จะเอาชนะปัญหาน้ำท่วมและหวังว่าประชาชนจะเปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อเขาเสียใหม่

ในขณะที่ชาวบ้านเองกลับเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ใช้อำนาจมาตรา 44 ปลดเขาออกจากตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. แต่พล.อ.ประยุทธ์ ไม่เห็นว่าควรจะทำแบบนั้น และยังให้โอกาสผู้ว่า กทม.ทำงานตามหน้าที่ต่อไป

กระนั้น ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ก็สามารถรักษาสถานะของตัวเองไว้ได้ไม่ครบเทอม แม้จะเหลือระยะเวลาการดำรงตำแหน่งอีกเพียงไม่กี่เดือน   เพราะในปี 2559 เขาต้องผจญวิบากกรรมจากการถูกตรวจสอบเรื่องความไม่โปร่งใสในโครงการต่างๆ ของ กทม.ที่ผู้บริหารต้องมีส่วนรับผิดชอบ

งานติดตั้งอุโมงค์ไฟฟ้าที่ กทม.ทำสัญญาว่าจ้างบริษัทเอกชนประดับประดาหลอดไฟแอลอีดี หน้าลานคนเมืองมูลค่า 39 ล้านบาท ก็อยู่ในข่ายนั้น และทำให้เขาถูก พล.อ.ประยุทธ์ ใช้มาตรา 44 ปลดจากตำแหน่งเข้าจนได้

หลัง ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ พ้นตำแหน่งไป พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ขยับจากรองผู้ว่าฯ กทม. ขึ้นมารับตำแหน่งแทน กรุงเทพมหานคร ก็ยังไม่รอดพ้นจากปัญหาน้ำท่วม

14 ตุลาคม 2560 กทม.เกิดน้ำท่วมใหญ่อีกครั้งและเป็นครั้งที่หนักหนาสาหัสมากที่สุดนับจากมหาอุทกภัยปี 2554 ถนนในกรุงเทพฯ ชั้นใน และรอบนอกหลายสายมองแทบไม่เห็นผิวจราจร โดยเฉพาะถนนวิภาวิดีรังสิตแปรสภาพกลายเป็นคลองและจมอยู่ใต้บาดาลจนถูกเรียกว่า “ทะเลกรุงเทพฯ”

ครั้งนั้น พล.ต.อ.อัศวิน ชี้แจงว่า สาเหตุของน้ำท่วมเกิดจากฝนตกตั้งแต่คืนวันที่ 13 ต่อเนื่องถึงเช้า 14 ตุลาคม เป็นฝนหนักที่สุดในรอบ 30 ปี ทำให้เกิดน้ำท่วมขังทั้งหมด 55 จุดใน กทม. ปริมาณน้ำฝนสูงสุดที่วัดได้ 214.5 มม.ที่เขตพระนคร ขณะที่ครั้งสุดท้ายที่ฝนตกเกิน 200 มม. คือปี พ.ศ.2529 มีปริมาณน้ำฝนประมาณ 270 มม.

อย่างไรก็ดี พล.ต.อ.อัศวิน ไม่ได้แก้ตัว แต่ยืดอกรับผิดทำนองว่าน้ำท่วมครั้งนี้ไม่ต้องโทษใครนอกจากผู้ว่าฯ กทม.

“ผมต้องขออภัยพี่น้องประชาชนที่ใช้เส้นทางนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้โทษฝน ฝนตกเยอะเป็นหน้าที่ที่เราต้องทำ ให้โทษที่ผม ที่ระบายน้ำออกไปได้ช้า ผมไม่ปฏิเสธความรับผิดชอบ”

แม้นฝนตกหนักและวัดปริมาณได้ถึง 214.5 มม. แต่นักวิชาการวิเคราะห์ว่า เฉลี่ยตามระยะเวลาที่ฝนตกแล้วไม่ถึง 40 มม.ต่อชั่วโมง ถือว่าไม่มาก ดังนั้นสาเหตุที่น้ำท่วมจึงเกี่ยวข้องกับปัญหาการระบายน้ำของกทม. อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นักวิชาการอธิบายว่าระบบระบายน้ำของกทม.ถูกสร้างไว้เกือบ 30 ปีแล้ว สภาพท่อเก่ามาก ทรุดตัว เต็มไปด้วยตะกอนและขยะมากมาย เมื่อฝนตกหนักจึงระบายน้ำได้ไม่รวดเร็ว นอกจากนี้การทรุดตัวของแผ่นดินกรุงเทพฯ ก็ยังทำให้การทำงานของระบบท่อที่ระบายน้ำไปลงคลองและออกแม่น้ำไม่สามารถทำงานได้มีประสิทธิภาพ จึงทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วม

ความจริงแล้วข้อมูลจากนักวิชาการที่อ้างถึงระบบระบายน้ำและลักษณะทางกายภาพของพื้นที่กรุงเทพมหานครในลักษณะนี้เคยถูกนำมาวิเคราะห์อยู่บ่อยครั้งและทุกครั้งที่เกิดปัญหาน้ำท่วม แต่เมื่อฝนตกลงมาทีไรกรุงเทพฯ ก็ไม่เคยรอดพ้นจากปัญหาน้ำท่วมไปได้สักที

ล่าสุดแม้ว่ากทม.จะเปิดใช้งานอุโมงค์ระบายน้ำแล้วถึง 8 แห่ง แต่อิทธิพลของฝนที่ตกลงมาอย่างหนักเมื่อเย็นวันศุกร์ที่ 7 มิถุยายน 2562 ก็ยังสามารถจมกรุงเทพฯ ไว้ใต้น้ำได้เกือบทั้งเมืองในชั่วพริบตา ทั้งที่ปริมาณน้ำฝนวัดได้สูงสุดแค่ 125.5 มม.ที่เขตปทุมวัน และ 122 มม.ที่เขตพระนคร และอุโมงค์ระบายน้ำขนาดยักษ์อย่างอุโมงค์บางซื่อก็เพิ่งเปิดใช้งานได้ไม่นาน

กทม.ได้ชี้แจงเหตุการณ์ฝนตกน้ำท่วมครั้งนี้ว่า พบปัญหาฝนตกเยอะ ปริมาณฝนตกสะสมสูงถึง 136 มม. ทำให้น้ำระบายไม่ทัน จากการคาดการณ์ปริมาณฝนสะสมตลอดเดือนมิถุนายน จะมีปริมาณฝนสะสมเฉลี่ย 200 มม. แต่ปรากฏว่าเพียงวันเดียวมีฝนตกมากถึง 136 มม.

ขณะที่ช่วงเวลาดังกล่าวเครื่องผลักดันน้ำภายในอุโมงค์ระบายน้ำบางซื่อเกิดเหตุไฟฟ้าขัดข้อง ส่วนหนึ่งเกิดเพราะฟิวส์ขาด ทำให้เครื่องผลักดันน้ำ 6 ตัวที่มีอยู่ไม่สามารถเดินเครื่องระบายน้ำออกจากอุโมงค์ได้ ขณะที่ขยะก็เป็นปัญหาใหญ่เช่นกัน

พล.ต.อ.อัศวิน อธิบายว่า อุโมงค์บางซื่อไม่มีไฟฟ้าสำรองตั้งแต่การออกแบบก่อสร้างและไม่ทราบว่าทำไมถึงไม่ติดตั้ง ขณะที่เครื่องผลักดันน้ำ 6 เครื่องในอุโมงค์ต้องใช้กำลังไฟฟ้าสูงถึง 6,600 โวลต์ เป็นเครื่องขนาดใหญ่ ใช้งบประมาณจัดซื้อค่อนข้างสูง ปัจจุบัน กทม.มีเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเพียง 1,000 โวลต์เท่านั้น และในเมืองไทยไม่มีเครื่องสำรองไฟฟ้าขนาดใหญ่แบบนั้นขาย ส่วนต่างประเทศเท่าที่ทราบมีประเทศญี่ปุ่นที่มีเครื่องสำรองไฟฟ้าขนาดใหญ่เพื่อรองรับภัยพิบัติ

อย่างไรก็ดีผู้ว่าฯ กทม.ให้ความมั่นใจว่า หลังจากการไฟฟ้านครหลวงจัดการเปลี่ยนฟิวส์และนำรถแก้ไฟ หรือรถฉุกเฉินเพื่อแก้ปัญหากรณีไฟฟ้าขัดข้องมาประจำบริเวณอุโมงค์บางซื่อแล้ว ต่อไปแม้ว่าจะเกิดฝนตก 130 มม. เหมือนวันศุกร์ที่ผ่านมาอีก ก็เชื่อว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมหนักแบบนั้นอีก

“ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นข้อแก้ตัวของผู้ว่าฯ กทม. ยอมรับสภาพความบกพร่องของกทม.ไม่ได้ปฏิเสธความรับผิดชอบ และไม่โทษใคร”

ขณะที่ สมพงษ์ เวียงแก้ว รองปลัด กทม. บอกว่า ได้เตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ฝนตก อาทิ ติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพิ่มเติมและสำรองอุปกรณ์เสริมต่างๆ เตรียมพร้อมหน่วยเคลื่อนที่เร็ว เพื่อลงพื้นที่แก้ไขปัญหาต่างๆ ขณะที่ฝนตก

เมื่อเรดาร์ตรวจวัดสภาพอากาศตรวจพบกลุ่มเมฆฝนเคลื่อนเข้าพื้นที่ใดศูนย์จะแจ้งให้เขตและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประจำจุดระบายน้ำและจุดอ่อนน้ำท่วมทันที เพื่อเตรียมความพร้อมในการแก้ไขปัญหาต่างๆ รวมถึงประสานการไฟฟ้านครหลวงส่งเจ้าหน้าที่ประจำสถานีสูบน้ำ หรืออุโมงค์ระบายน้ำ เพื่อเตรียมความพร้อมหากเกิดกรณีไฟฟ้าขัดข้องฉุกเฉิน

นอกจากนี้จะบูรณาการทำงานเพื่อแก้ไขและบรรเทาปัญหาน้ำท่วมขังร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ อาทิ เจ้าหน้าที่ทหาร จิตอาสา โดยตั้งกลุ่มไลน์ขึ้นมา เมื่อได้รับแจ้งจากศูนย์ว่าฝนจะตกพื้นที่ใด จะมีการเตรียมความพร้อมและลงพื้นที่เพื่อให้การช่วยเหลือ

รองปลัดกทม.มั่นใจว่า หากปริมาณฝนที่ตกลงมาไม่เกิน 60 มม.คงไม่มีปัญหา  แต่หากเกินอาจมีน้ำขังบ้าง กทม.จะเร่งระบายน้ำให้เร็วที่สุดเพื่อไม่ให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน

ส่วนอีกด้านหนึ่งหลังเกิดปรากฏการณ์ศุกร์ระทม สังคมออนไลน์ได้แตกประเด็นสนทนาว่าด้วยต้นเหตุของปัญหาน้ำท่วมอย่างกว้างขวาง

ถ้าไม่นับคอมเมนต์แสดงความไม่พอใจการบริหารงานของผู้ว่าฯ กทม.ปัญหาที่นำมาอันดับหนึ่งคือเรื่องขยะมูลฝอยที่เกิดจากความมักง่ายของคนกรุง ซึ่งหลายคอมเมนต์แนะนำได้ตรงจุดว่า ถ้าลดความมักง่ายของคนกรุงด้วยการไม่ทิ้งขยะปฏิกูลลงแม่น้ำลำคลองก็เท่ากับว่าทุกคนได้มีส่วนช่วยในการป้องกันและแก้ปัญหาน้ำท่วมได้อย่างดีที่สุด โดยไม่ต้องรอพึ่ง “อัศวิน” ไร้ม้าขาว

ชิงเสนาบดี “ลูกอีสาน” สะเทือน “ด้ามขวานไทย”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/375777?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ชิงเสนาบดี “ลูกอีสาน” สะเทือน “ด้ามขวานไทย”

17 มิถุนายน 2562 – 11:43 น.
เอกราช ช่างเหลา,วัฒนา ช่างเหลา,ทวี สุระบาล,พรรคพลังประชารัฐ,ฟอร์มคณะรัฐมนตรี,ครม,ครมบิ๊กตู่,พอสุชาติ จันทรโชติกุล,ชวน ชูจันทร์
เปิดอ่าน 4,875 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก 17 มิถุนายน 62

*******************

ไม่ว่ายุคไหนสมัยไหน ช่วงการฟอร์มคณะรัฐมนตรีย่อมมีข่าวคราวเกี่ยวกับการเสนอตัวเป็นรัฐมนตรีของกลุ่มการเมืองต่างๆ ยิ่งเป็นรัฐบาลผสม 19 พรรค ก็ยิ่งต้องพึ่ง “ผู้มีบารมีตัวจริง” มาเกลี่ยตำแหน่งให้ลงตัว

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมามีความเคลื่อนไหวภายในพรรคพลังประชารัฐ โดย เอกราช ช่างเหลา” แม่ทัพอีสานเหนือ และ ทวี สุระบาล” แม่ทัพอันดามัน ได้ขยับเกมเรียกร้องให้พรรคเห็นค่านักรบในสนามเลือกตั้ง

ด้ามขวานไทย”มาแล้ว

ช่วงเลือกตั้ง 2562 “ผู้การชาติ” พ.อ.(พิเศษ) สุชาติ จันทรโชติกุล ได้ใช้ตึกใหญ่ตรงข้ามห้างบิ๊กซีเอ็กซ์ตร้า อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เป็นศูนย์ประสานงานพรรคพลังประชารัฐภาคใต้

พ.อ.สุชาติ จันทรโชติกุล

ในวอร์รูม พปชร.สายทักษิณ ยังมีอดีตนักการเมืองชื่อดังหลายคน อาทิ พิชัย บุณยเกียรติ อดีตนายก อบจ. นครศรีธรรมราช น้องชายชินวรณ์ บุณยเกียรติ แกนนำ ปชป., สานันท์ สุพรรณชนะบุรี อดีตนายก อบจ.พัทลุง และทวี สุระบาล อดีต ส.ส.ตรัง

          โดยเฉพาะ ทวี สุระบาล เดินสายทางฝั่งอันดามัน ซึ่งล่าสุด ทวีได้เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงรวมกลุ่มส.ส.ใต้ 13 คน ตั้ง “กลุ่มด้ามขวานไทย” เพื่อเป็นศูนย์ประสานงานในทำงานการเมือง

ไล่เรียงรายชื่อส.ส.เขตจากภาคใต้ สงขลา 4 คน ได้แก่ วันชัย ปริญญาศิริ, ศาสตรา ศรีปาน, “ครูยม” พยม พรหมเพชร และร.ต.อ.อรุณ สวัสดี

ทวี สุระบาล

ภูเก็ต 2 คน-สุทา ประทีป ณ ถลาง และนัทธี ถิ่นสาคู นครศรีธรรมราช 3 คน-รงค์ บุญสวย, สัณหพจน์ สุขศรีเมือง และสายัณห์ ยุติธรรม พ่วงด้วยตรัง-นิพันธ์ ศิริธร

ส่วน 3 จังหวัดชายแดนใต้ นราธิวาส 2 คน-วัชระ ยาวอหะซัน และสัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ, ยะลา-อาดิลัน อาลีอิสเฮาะ

          กลุ่มด้ามขวานไทยจึงเสนอชื่อ พ.อ.สุชาติ จันทรโชติกุล เป็นรัฐมนตรีในโควตาภาคใต้

รัฐมนตรีหรือนายก อบจ.?

ตั้งแต่ลาออกจากสมาชิก สปท. ช่วงต้นปี 2561 “ผู้การชาติ” พ.อ.สุชาติ จันทรโชติกุล กลับไปปักหลักอยู่คอหงส์ ฐานที่มั่นเดิม และเตรียมการลงสมัครรับเลือกตั้งนายกเทศมนตรีเมืองคอหงส์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

          ระหว่างนั้น “ผู้การชาติ” ร่วมกับชวน ชูจันทร์ ก่อตั้งพรรคพลังประชารัฐ เมื่อเลือกตั้งใหญ่มาถึงผู้การชาติต้องมารับบทแม่ทัพแดนใต้

หลังเลือกตั้ง พ.อ.สุชาติ ก็ไม่ได้แสดงออกว่าตนเองต้องการตำแหน่งรัฐมนตรี เพราะเข้าใจสภาพภายในพรรคพลังประชารัฐ ที่มีหลายกลุ่มหลายก๊ก

เมื่อนิพนธ์ บุญญามณี ลาออกจากตำแหน่งนายก อบจ.สงขลา ไปรับตำแหน่ง รมช.มหาดไทย ก็ได้ทราบว่า “ผู้การชาติ” ให้ความสนใจลงสนามชิงตำแหน่งนายก อบจ.สงขลา เพราะมั่นใจในฐานเสียง 4 ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ

          ดูเหมือน “ผู้การชาติ” เข้าใจหัวอกเพื่อนร่วมรุ่น ตท.12 ชื่อประยุทธ์ จึงไม่ขยับตัวอะไรมากนักเรื่องตำแหน่งรัฐมนตรี

อีสานเหนือ” ขอมั่ง?

เหมือนจะไม่มีอะไรแต่ก็กลายเป็นข่าวใหญ่จนได้ เมื่อ “เอกราช ช่างเหลา” ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะแม่ทัพจงอางผยอง เปิดบ้านแถลงข่าวนำเอาตัวเลขคะแนนของพปชร. จากสนามขอนแก่นกับอุบลราชธานี มารวมกันได้ 1,364,761 คะแนน ได้ส.ส.19 คน โดยได้ส.ส.เขต 2 คน ส.ส.บัญชีรายชื่อ 17 คน

“เสี่ยเอกราช” ถามตรงๆ ว่าทำไมไม่ได้รับการจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรี? นักข่าวหลายคนคงงุนงงสงสัย เลยไม่ถามต่อว่าเหตุจึงต้องเป็นขอนแก่นและอุบลฯ

เอกราช-วัฒนา ช่างเหลา

           เดิมทีเสี่ยเอกราชรับผิดชอบ 10 เขต ขอนแก่นได้ ส.ส.เขต คน-วัฒนา ช่างเหลา ลูกชายของเอกราช ส่วนสนามอุบลฯ 10 เขต รับผิดชอบโดย สุพล ฟองงาม ได้ส.ส.เขต คน-ธนะสิทธิ์ โควสุรัตน์

คำแถลงที่ว่าส.ส.เขต 2 คนคือ วัฒนา ช่างเหลา และ ธนะสิทธิ์ โควสุรัตน์ นั่นเอง ส่วนตัวเสี่ยเอกราช กับเสี่ยสุพล ต่างได้เป็นส.ส.บัญชีรายชื่อเหมือนกัน

ช่วงเลือกตั้งกลุ่มอุบลฯ ของสุพล มีความใกล้ชิดกับกลุ่มสุชาติ ตันเจริญ และกลุ่มสามมิตร แต่พอรู้ผลเลือกตั้ง เสี่ยสุพลเก็บตัวเงียบ เพราะช็อกกับการปราชัยให้แก่พรรคเพื่อไทย

นัยว่าเก้าอี้รัฐมนตรีอีสานนั้นตกเป็นของ แบงก์-อธิรัฐ รัตนเศรษฐ” ลูกชายของวิรัช รัตนเศรษฐ ที่กวาด ส.ส.เขตมาได้ 6 ที่นั่ง แต่อีสานเหนือน่าจะได้สัก 1 เก้าอี้ เสี่ยเอกราชจึงต้องเปิดบ้านต้อนรับนักข่าวเมื่อเช้าวันเสาร์ที่ผ่านมา

          แปลกที่มีเสี่ยเอกราชมานั่งแถลงข่าวคนเดียว เสี่ยสุพลหายไปไหน

เตือน!’7 กลุ่ม’เสี่ยงป่วยไข้หวัดใหญ่รุนแรง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/375779?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เตือน!’7 กลุ่ม’เสี่ยงป่วยไข้หวัดใหญ่รุนแรง

17 มิถุนายน 2562 – 10:30 น.
สายตรวจระวังภัย,ไข้หวัดใหญ่,7กลุ่มเสี่ยง,กระทรวงสาธารณสุข,หญิงตั้งครรภ์
เปิดอ่าน 9,073 ครั้ง

คอลัมน์… สายตรวจระวังภัย

ทุกฤดูกาลมักมีโรคภัยต่างๆ ตามมาเหมือนเงาตามตัว เช่นเดียวกับช่วงนี้เป็นฤดูฝนเต็มตัว นอกจากโรคไข้เลือดออกที่กำลังระบาดแล้ว ยังมีอีกโรคที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในช่วงฤดูกาลนี้ นั่นคือ “โรคไข้หวัดใหญ่” ซึ่งคนที่เป็นกลุ่มเสี่ยงมีอันตรายถึงชีวิตหากเข้ารับการรักษาล่าช้าเกินไป

เกี่ยวกับโรคภัยตามฤดูกาลที่ว่านี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะ กระทรวงสาธารณสุข ก็มีความเป็นห่วงประชาชน จึงมีการประชาสัมพันธ์แจ้งเตือน แนะนำวิธีรับมือ และให้ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงเฝ้าระมัดระวัง เพราะเมื่อป่วยแล้วอาจทวีความรุนแรงเกิดภาวะแทรกซ้อนเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข อธิบายว่า ในช่วงฤดูฝน อากาศมีความชื้นสูง เชื้อไวรัสแพร่กระจายในอากาศได้ดี ทำให้ประชาชนเสี่ยงป่วยเป็นไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ได้ง่าย ซึ่งข้อมูลสำนักระบาดวิทยา ในปี 2562 พบผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่แล้ว 167,377 ราย ส่วนใหญ่เป็นเด็กและวัยเรียน โดยมีผู้เสียชีวิต 13 ราย ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ ผู้สูงอายุ มีโรคเรื้อรังประจำตัว เช่น เบาหวาน โรคหัวใจ ที่มีอาการรุนแรงจากโรคปอดอักเสบแทรกซ้อน จึงขอแนะนำประชาชนดูแลสุขภาพ เพิ่มผักผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง ดื่มน้ำสะอาดวันละ 6-8 แก้ว นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ​​​

“ในช่วงนี้ ฝนตกเกือบทุกพื้นที่ ประกอบกับการอยู่รวมกันในสถานที่ที่มีคนจำนวนมาก เช่น ขณะหลบฝนที่ป้ายรถเมล์ รถไฟฟ้า หรือในห้องเรียน จึงอาจติดเชื้อไวรัสไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ได้ ดังนั้นหากโดนฝนต้องให้เช็ดให้แห้ง รักษาร่างกายให้อบอุ่น เมื่อเดินทางกลับถึงบ้านให้รีบอาบน้ำ สระผม แล้วเช็ดให้แห้ง สวมเสื้อผ้าให้ร่างกายอบอุ่น นอนหลับพักผ่อน เพื่อเพิ่มภูมิต้านทานร่างกายในการต่อสู้กับเชื้อไวรัส หากป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ ควรสวมหน้ากากอนามัย หยุดงาน หยุดเรียน หยุดกิจกรรมร่วมกับผู้อื่น เพื่อลดการแพร่กระจายเชื้อ” นพ.สุขุม ระบุ

ปลัดกระทรวงสาธารณสุข อธิบายเพิ่มเติมว่า เชื้อไวรัสไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ จะอยู่ในน้ำมูก น้ำลาย หรือเสมหะของผู้ป่วย ติดต่อผ่านการไอ จาม หรือติดมากับมือ ผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ จะมีไข้สูง ตัวร้อน หนาวสั่น ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คัดจมูก มีน้ำมูกใสๆ ไอ หากอาการไม่ดีขึ้นภายใน 2 วัน หรืออาการรุนแรงขึ้น เหนื่อยมาก ให้รีบพบแพทย์ทันที เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน ลดอาการรุนแรง และการเสียชีวิตได้

สำหรับกลุ่มเสี่ยงป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่แล้วมีอาการรุนแรง 7 กลุ่ม ได้แก่ 1.หญิงตั้งครรภ์ 2.เด็กอายุ 6 เดือน ถึง 2 ปี 3.ผู้ที่มีโรคเรื้อรัง ได้แก่ โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง หอบหืด หัวใจ หลอดเลือดสมอง ไตวาย ผู้ป่วยมะเร็งที่อยู่ระหว่างได้รับเคมีบำบัดและเบาหวาน 4.ผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป 5.ผู้พิการทางสมองที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ 6.ผู้ป่วยธาลัสซีมีย ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่มีอาการ และ 7.ผู้ที่มีโรคอ้วน น้ำหนักตัวมากกว่า 100 กิโลกรัม หรือค่าดัชนีมวลกาย (BMI) มากกว่า 35 กิโลกรัมต่อตารางเมตร

ทั้งนี้หากสงสัยป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ควรพบแพทย์ทันที และขอรับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ฟรี ได้ที่สถานบริการสาธารณสุขของรัฐ และสถานพยาบาลเอกชนที่ร่วมโครงการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ตั้งแต่วันนี้จนถึง 31 สิงหาคม 2562 หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422

บางครั้งโรคภัยไข้เจ็บมักมาเยือนแบบไม่ทันตั้งตัว วันนี้แข็งแรง พรุ่งนี้อาจเจ็บไข้ ยิ่งแล้วช่วงนี้เป็นหน้าฝน อาจป่วยเป็นไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ ได้ง่ายๆ การปฏิบัติตามคำแนะนำข้างต้นจะช่วยให้ชีวิตปลอดภัยขึ้น..!!

ฝ่ายค้านจัดทัพ…รอล้มลุงตู่ !

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/375773?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ฝ่ายค้านจัดทัพ…รอล้มลุงตู่ !

17 มิถุนายน 2562 – 10:20 น.
พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,ฝ่ายค้าน,ลุงตู่
เปิดอ่าน 3,873 ครั้ง

คอลัมน์… กวาดบ้านกวาดเมือง โดย… ลมใต้ปีก

ในขณะที่การจัดรัฐบาลลุงตู่ 2 ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นไปอย่าง “ทุลักทุเล” เพราะเป็นรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำที่พรรคร่วมทั้งขนาดกลาง-ขนาดเล็กและขนาดจิ๋ว ต่างเรียกร้อง ต่อรองตำแหน่ง และแม้กระทั่งกลุ่มก๊วนในพรรคแกนหลักอย่างพลังประชารัฐ ก็ต่อรองกันจนวุ่นวายไปหมด

แม้การจัดตั้งคณะรัฐมนตรีที่คาดว่าจะมีการนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายภายในเดือนนี้จะผ่านไป แต่เป็นการผ่านไปบน “ริ้วรอยแห่งความขัดแย้ง” ทั้งระหว่างพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลและในพรรคตัวเอง ที่ความขัดแย้งนั้นรอวันปะทุขึ้นมา เมื่อจังหวะและโอกาสมาถึง

นักยุทธศาสตร์ฝ่ายค้านแห่งพรรคเพื่อไทยมองความขัดแย้งนี้ออก จึงต้องปรับทัพของฝ่ายค้าน “อย่างเร่งด่วน” เพื่อภารกิจในการเร่งล้มรัฐบาลลุงตู่ 2

ที่เห็นว่า ทักษิณ ชินวัตร นิ่งเงียบ ราวกับยอมตายทางการเมืองนั้น “ไม่ใช่ความจริง” เพราะเป็นการนิ่งเพื่อปรับกระบวนทัพใหม่ให้มีประสิทธิภาพในการสู้รบทางการเมืองรอบใหม่เท่านั้น

มีการเคลื่อนไหวจัดทัพเอา “มันสมองฝ่ายซ้าย” ที่ทำการเมืองตั้งแต่ไทยรักไทยจนกระทั่งกลายเป็นเพื่อไทย “ถ่ายโอน” ไปเป็นมันสมองในการขับเคลื่อน “อนาคตใหม่” ให้มีทิศทาง ระบบระเบียบมากขึ้น เพราะการโตไวแบบไร้กระบวนของอนาคตใหม่ ในทัศนะของทักษิณ ชินวัตร ถ้าปล่อยแบบนี้จะ “เสียของ” จำเป็นที่จะต้องมีคนช่วยขับเคลื่อนพรรคการเมืองที่เป็นมืออาชีพและอุดมการณ์ใกล้เคียงกัน จึงมีข่าวเรื่อง พันศักดิ์ วิญญรัตน์, เกรียงกมล เลาหะไพโรจน์, พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช และแม้กระทั่ง ภูมิธรรม เวชยชัย ซึ่งล้วนเป็น “มันสมองฝ่ายซ้าย” ของทักษิณ ชินวัตร กำลังถ่ายโอนไปขับเคลื่อน “อุดมการณ์ซ้ายใหม่” ที่ประสานเป็นเนื้อเดียวกับ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ แห่งอนาคตใหม่ให้ได้

ในขณะที่ปรับทัพให้เพื่อไทยเป็นที่รวมของนักการเมืองในระบบ ล้วนไม่ใช่ที่ของ “นักอุดมการณ์ฝ่ายซ้ายอีกต่อไป” ที่มีข่าวว่า อาจจะให้ สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ แห่งวังบัวบาน นั่งหัวหน้าพรรค และอาจจะให้ อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เป็นเลขาธิการพรรค เพื่อเชื่อมกลุ่มของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เข้าไว้ด้วยกัน การปรับทัพแนวนี้มีความมุ่งหวังจะให้เพื่อไทยเป็นแกนหลักในการเดินเกมในสภา เพราะใช้นักการเมืองมืออาชีพ ขณะที่อนาคตใหม่เดินคู่ขนานในงานที่ถนัดคือนอกสภา โดยเฉพาะในโลกโซเชียลมีเดีย มากกว่าในสภา เพราะทั้งหมดล้วน “มือใหม่”

การขับเคลื่อนของทั้งสองพรรคในแนวขนานทางยุทธศาสตร์ ทั้งในสภาและนอกสภา มีสิ่งที่ตรงกันของนักยุทธศาสตร์ฝ่ายค้านคือการสร้างเงื่อนไข จังหวะโอกาสที่จะทำให้เกิดกระแสกดดันที่จะทำให้แรงปะทุแห่งความขัดแย้งภายในพรรคร่วมรัฐบาล “สำแดงฤทธิ์” ออกมา หลังจาก “อกหัก” ในการจัดตั้งรัฐบาล เพราะการจะทำให้รัฐบาลลุงตู่ 2 ล้มลงได้หรือไม่นั้น ปัจจัยหลัก ต้องมาจาก “ภายใน” มากกว่า “ภายนอก”

5 ปีที่ผ่านมาเราเห็นแล้วว่าแม้จะเป็นรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร รัฐบาลลุงตู่ 1 ก็รู้จักปรับตัว เปลี่ยนแปลงนโยบายหลายเรื่องทันทีที่รู้ว่า “กระแส” สังคมไม่เอาด้วย รัฐบาลลุงตู่ 1 พร้อมปรับเปลี่ยนยิ่งกว่ารัฐบาล “เผด็จการ” เสียงข้างมากยุคทักษิณ ดังนั้นการหวัง “ปัจจัยภายนอก” ล้มลุงตู่ 2 จึงเป็นเรื่องยาก จุดล้มลุงตู่ 2 คือปัจจัยภายในพรรคร่วมรัฐบาลและพรรคพลังประชารัฐ เท่านั้น

 

p47

การอ่านกับการเมือง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/375775?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

การอ่านกับการเมือง

17 มิถุนายน 2562 – 09:05 น.
รู้ลึกกับจุฬาฯ,แอนิมอล ฟาร์ม,พลอ ประยุทธ์ จันทร์โอชา,นายกฯ
เปิดอ่าน 1,715 ครั้ง

คอลัมน์… รู้ลึกกับจุฬาฯ

ผ่านพ้นเหตุการณ์หนังสือ “แอนิมอล ฟาร์ม” ที่พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเพิ่งแนะนำไปไม่ถึงสัปดาห์ ล่าสุดเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน ที่ผ่านมา สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย ออกจดหมายขอความร่วมมือสำนักพิมพ์ต่างๆ ที่เป็นสมาชิกของสมาคมให้ส่งหนังสือเพื่อให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้แนะนำประชาชนภายใต้กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน “หนังสือแนะนำจากนายกฯ ประจำสัปดาห์นี้”

จดหมายฉบับดังกล่าวมีการระบุว่าขอความร่วมมือให้สำนักพิมพ์จัดทำข้อมูลรายละเอียดของหนังสือและหนังสือจริง โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรมได้กำหนดกรอบเนื้อหาหนังสือไว้ 6 ข้อ ได้แก่

ส่งหนังสือได้ทุกหมวด ทุกประเภทที่เหมาะกับทุกช่วงวัย

ควรมีเนื้อหาที่เกี่ยวกับสถานการณ์สังคมปัจจุบันแต่ไม่เสียดสีการเมือง

เป็นหนังสือที่มีเนื้อหาด้านคุณธรรม จริยธรรม และความประพฤติที่เหมาะสม มีเนื้อหาสร้างแรงบันดาลใจ ให้ความหวังในการดำเนินชีวิต เป็นหนังสือที่ก่อให้เกิดความมานะบากบั่นไม่ย่อท้อต่อปัญหาอุปสรรค เป็นหนังสือที่มีเนื้อหาให้ดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ

ต่อมามีรายงานข่าวว่าสำนักพิมพ์หลายแห่งมีท่าทีไม่พอใจ ไม่เห็นด้วย และขอไม่เข้าร่วมโครงการนี้ จนทำให้ล่าสุดมีรายงานว่าสมาคมผู้จัดพิมพ์แจ้งเลื่อนการส่งหนังสือเพื่อโครงการประชาสัมพันธ์การส่งเสริมการอ่านจนกว่าจะมีการหารือและได้ข้อสรุปในการดำเนินการที่เหมาะสม
ในกรณีนี้ รศ.ดร.สุรเดช โชติอุดมพันธ์ รองคณบดีและอาจารย์จากภาควิชาวรรณคดีเปรียบเทียบ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่าโดยหลักการแล้วการที่กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรมต้องการให้สำนักพิมพ์แนะนำหนังสือนับว่ามีเจตนารมณ์ที่ดี เพราะเป็นการกระตุ้นให้ประชาชนตื่นตัวกับการอ่าน ซึ่งเป็นกิจกรรมที่นำไปสู่การคิดวิเคราะห์รวมถึงการเปิดโลกทัศน์ให้กว้างขึ้นผ่านมิติทางสังคมและวัฒนธรรมต่างๆ ในหนังสือ

“การอ่านเป็นปัจจัยสำคัญทำให้คนมีคุณภาพ มีวิจารณญาณ เข้าใจบริบทปัญหาต่าง เคารพความหลากหลายของคน เมื่อเราอ่านนวนิยายเล่มหนึ่ง เช่น นวนิยายของเออร์เนสต์ เฮมมิงเวย์ เราก็จะเห็นการใช้ชีวิตของคนอเมริกัน เข้าใจบริบททางการเมืองและสังคมของคนยุคนั้น และเห็นว่าตัวผู้เขียนเขามองสังคมเขาอย่างไรผ่านวรรณกรรม”

รศ.ดร.สุรเดช ยังกล่าวอีกว่า สำนักข่าวบีบีซีของประเทศอังกฤษเคยจัดโครงการรณรงค์ให้คนรักการอ่านในปี 2003 โดยให้คนอังกฤษเลือกนวนิยายที่ตนชอบมากที่สุด และมีรายการโทรทัศน์นำเสนอผลการคัดเลือกโดยเรียงตั้งแต่ลำดับท้ายสุดมายังวรรณกรรมยอดนิยมอันดับหนึ่งซึ่งก็คือเดอะ ลอร์ด ออฟ เดอะ ริงส์ ส่วนของประเทศไทยเคยมีจัดทำรายชื่อหนังสือดี 100 เล่มที่คนไทยควรอ่านโดย ดร.วิทยากร เชียงกูล ซึ่งได้รับทุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เมื่อช่วงปี 2540-2541

นอกจากนี้การให้รางวัลต่างๆ ด้านหนังสือ เช่น รางวัลซีไรต์ รางวัลเซเว่นบุ๊ก อวอร์ดส์ นายอินทร์ อวอร์ดส์ ฯลฯ ต่างก็มีส่วนช่วยในการกระตุ้นการอ่านของคนไทย ช่วยคนให้เลือกหนังสืออีกทางหนึ่ง

“ผมเห็นด้วยเวลาหน่วยงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นรัฐหรือเอกชนก็ตามจัดโครงการรณรงค์ให้เกิดการอ่าน แต่เหตุการณ์ล่าสุดที่เห็นว่ามีสำนักพิมพ์บางแห่งขอไม่ส่งหนังสือเข้าร่วมในโครงการของกรมส่งเสริมวัฒนธรรมก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้”

เนื่องจากการรณรงค์โดยให้สำนักพิมพ์แต่ละแห่งส่งหนังสือพร้อมทั้งรายละเอียดอาจเป็นปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น หรือแม้แต่ท่าทีของกรมส่งเสริมวัฒนธรรมเองที่เป็นการเชิญชวนให้เข้าร่วมโครงการแบบ Top-down เลยเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนต่อคนในวงการหนังสือ โดยเฉพาะคนทำหนังสือที่มีทัศนคติทางการเมืองแตกต่างจากรัฐบาลชุดปัจจุบัน

“กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรมควรตั้งคณะทำงานทำหน้าที่เฟ้นหาและคัดสรรหนังสือในตลาดที่สอดคล้องกับนโยบายที่ตนเองตั้งขึ้นมานำเสนอ เช่น มีคณะทำงานที่เป็นนักวิจารณ์หนังสือหรือนักเขียนที่เป็นตัวแทนของคนหลายกลุ่มก็อาจเป็นทางเลือกทางหนึ่ง หรือมิเช่นนั้น ก็อาจให้คนไทยช่วยกันเลือกหนังสือดีๆ ผ่านช่องทางออนไลน์ต่างๆ และมีการทำสกู๊ปรายงานผลทางโทรทัศน์เผยแพร่ให้คนทั้งประเทศชมว่าหนึ่งร้อยเล่มที่ได้คะแนนสูงสุดเป็นหนังสืออะไรบ้างก็น่าสนใจเช่นเดียวกัน”

รศ.ดร.สุรเดช ชี้ว่า เนื่องจากสภาพสังคมไทยปัจจุบันมีความขัดแย้งทางความคิดเห็นและทัศนคติทางการเมืองค่อนข้างสูง ทำให้การแนะนำหนังสือเล่มหนึ่งๆ ย่อมประสบกับปัญหาในการตีความ แม้ว่าจะไม่ได้มีเนื้อหาจำเพาะเจาะจงไปทางการเมือง แต่ผู้อ่านหรือผู้ที่ฟังคำแนะนำเมื่ออ่านแล้วก็สามารถตีความได้หลากหลาย

“การเลือกหนังสือขึ้นมาเล่มหนึ่งอาจถูกต่อต้านหรือเป็นชนวนให้เกิดข้อพิพาททางการเมืองก็ได้ เพราะคนอ่านหลากหลาย การตีความของแต่ละบุคคลไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน ไม่ได้เป็นไปในทิศทางเดียวกันเสมอไป เพราะแต่ละคนมีประสบการณ์ จินตนาการ จุดยืนที่แตกต่างกัน”

รศ.ดร.สุรเดช เห็นว่าในการกระตุ้นให้สังคมไทยเป็นสังคมรักการอ่าน หน่วยงานต่างๆ ควรนำเสนอหนังสือแนะนำภายในองค์กรตัวเองได้ ไม่เฉพาะแต่รัฐบาลเท่านั้น โดยเฉพาะหน่วยงานที่มีความเกี่ยวข้องกับการพัฒนาประเทศในด้านอื่นๆ เช่น กรมสุขภาพจิต กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม มูลนิธิเด็ก มหาวิทยาลัยต่างๆ หน่วยงานเอกชน สามารถนำเสนอรายชื่อหนังสือแนะนำเพื่อให้เห็นความแตกต่างหลากหลายของวงการหนังสือในประเทศไทย

“กลุ่มคนที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะด้วยช่วงวัย ศาสนา หรือชาติพันธุ์ ย่อมต้องการอ่านหนังสือที่ไม่เหมือนกัน การอ่านยังเป็นกิจกรรมที่เป็นที่นิยมอยู่ เพียงแต่ว่าเปลี่ยนไปตามสื่อใหม่ๆ ที่เข้ามาเท่านั้น แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรคนก็ยังต้องการอ่านหนังสือดีๆ อยู่เสมอ” รศ.ดร.สุรเดช ทิ้งท้ายไว้

รพ.ธงฟ้าความหวังของประชาชน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/375772?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

รพ.ธงฟ้าความหวังของประชาชน

17 มิถุนายน 2562 – 08:05 น.
โรงพยาบาลธงฟ้า,ประชาชน
เปิดอ่าน 2,000 ครั้ง

บทบรรณาธิการ นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันจันทร์ที่ 17 มิถุนายน 2562

นับเป็นอีกหนึ่งข่าวดีของคนไทยหลังจากกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ มีแนวคิดจะจัดทำโครงการ “โรงพยาบาลธงฟ้า” โดยจะเชิญชวนโรงพยาบาลเอกชน ที่คิดค่ายาและค่ารักษาพยาบาลไม่แพงจนเกินไป ให้เข้าร่วมโครงการ เพื่อให้เป็นทางเลือกของประชาชนที่ต้องการใช้บริการรักษาในโรงพยาบาลเอกชน เนื่องด้วยปัจจุบันยังมีโรงพยาบาลเอกชนกว่า 100 แห่ง หรือประมาณ 30-40% ของโรงพยาบาลเอกชนทั้งหมด คิดค่ายา และค่ารักษาไม่แพงมากนักเมื่อเทียบกับโรงพยาบาลเอกชนด้วยกันเป็นการสร้างทางเลือกให้กับการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลเอกชนอย่างสมเหตุสมผล จึงได้เชิญชวนให้โรงพยาบาลเอกชนอื่นๆ ที่สนใจให้เข้าร่วมด้วยโดยจะมีการมอบตราสัญลักษณ์ติดเด่นเป็นสง่าเพื่อให้ประชาชนได้รับทราบและเชิญชวนมาใช้บริการ

หลังจากข่าวดีดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไปก็ได้รับความสนใจจากหลายฝ่าย มีเสียงตอบรับด้วยความยินดีที่มีอีกทางเลือกหนึ่งของคนไทยที่จะเลือกใช้บริการตามความพอใจและกำลังทรัพย์ใครต้องการราคาถูกก็ไปโรงพยาบาลธงฟ้า ซึ่งจะได้ประโยชน์แก่ทุกคน กระทรวงพาณิชย์ก็ไม่ต้องเหนื่อยรับเรื่องร้องเรียน ประชาชนก็ได้ประโยชน์ หากใครอยากได้ราคาประหยัดสะดวกสบายก็ไปโรงพยาบาลธงฟ้า แต่หากใครอยากได้แบบโรงพยาบาลเกรดเอวิลิศมาหราพิเศษๆ ก็ไปโรงพยาบาลที่ชอบหากมีกำลังพร้อมจ่าย ส่วนกรณีฉุกเฉินเข้าเกณฑ์ก็มีโรงพยาบาลรัฐรองรับ ไม่เข้าเกณฑ์ก็ไปธงฟ้า ถือเป็นสุดยอดการแก้ปัญหาเรื่องราคาคนป่วยจะได้ไม่ไปผิดที่ เห็นได้ว่าแนวคิดกระทรวงพาณิชย์เกี่ยวกับโรงพยาบาลธงฟ้าถือเป็นทางออกที่ถูกต้อง ทำให้ประชาชนมีทางเลือก

หากมองถึงโครงการธงฟ้าทุกคนจะนึกภาพถึงสินค้าราคาประหยัด เมื่อมาเกี่ยวพันถึงชีวิตอะไรจะเป็นสิ่งวัดมาตรฐานความปลอดภัย ทพ.อาคม ประดิษฐสุวรรณ รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ตาม พ.ร.บ.สถานพยาบาล กำหนดว่า สถานพยาบาลทุกประเภทจะต้องมีมาตรฐาน ทั้งเรื่องเครื่องมือแพทย์ ยา เวชภัณฑ์ บุคลากร โครงสร้างทางวิศวกรรม ที่นั่ง โถงทางเดิน ต้องมีมาตรฐานตามที่กำหนดทั้งหมด ซึ่งการทำโครงการ โรงพยาบาลธงฟ้าสามารถทำได้ แต่จะไปลดมาตรฐานไม่ได้ หรือจะบอกว่าลดมาตรฐานลงตามราคาที่ถูกลงไม่ได้ เพราะการแพทย์ต้องมีมาตรฐานมาตรา 34 พ.ร.บ.สถานพยาบาล ระบุว่า เจ้าของต้องกำกับดูแล ให้ผู้ประกอบวิชาชีพประกอบวิชาชีพตามมาตรฐานที่กำหนด รวมถึงการกำกับดูแลสถานพยาบาลต้องมีมาตรฐาน ดังนั้น หากไม่กำกับตรงนี้ จะมีโทษทั้งจำทั้งปรับตามกฎหมาย

จะว่าไปแล้วโครงการโรงพยาบาลธงฟ้าเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการลดความเหลื่อมล้ำของรัฐบาล ที่ได้ขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนสนับสนุนให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้อย่างเป็นธรรมและมีประสิทธิภาพ โดยการขับเคลื่อนของกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งได้มีการจัดระเบียบควบคุมดูแลค่ารักษาพยาบาลและค่ายาของโรงพยาบาลเอกชนไปก่อนหน้านี้ จะเป็นพื้นฐานให้โครงการโรงพยาบาลธงฟ้าเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป ซึ่งจะต้องมีการวางแผนไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นการขุดหลุมฝังประชาชน เหมือนกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉินรักษาฟรีทุกสิทธิ์ภายใน 72 ชั่วโมง ที่ทุกวันนี้ยังพบปัญหาและการร้องเรียน คนไข้บางคนไม่ทราบสิทธิ์ก็หลงจ่ายเพราะสถานพยาบาลไม่แจ้งจนเป็นเรื่องเป็นราว และเราหวังว่ารัฐบาลชุดใหม่จะขานรับและขับเคลื่อนโครงการที่เป็นประโยชน์แก่คนไทยที่จะได้รับสิทธิ ความเป็นธรรม และมาตรฐาน