ถูกสั่งพักหน้าที่ผู้ใหญ่บ้านเพราะข่มขู่พยาน-ไม่บริการปชช.!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/375490?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ถูกสั่งพักหน้าที่ผู้ใหญ่บ้านเพราะข่มขู่พยาน-ไม่บริการปชช.!

14 มิถุนายน 2562 – 08:02 น.
ผู้ใหญ่บ้าน,ประชาชา,ข่มขู่,เรื่องน่ารู้ว่านนี้กับคดีปกครอง
เปิดอ่าน 3,200 ครั้ง

คอลัมน์… เรื่องน่ารู้ว่านนี้…กับคดีปกครอง โดย… นายปกครอง

เรื่องน่ารู้วันนี้…กับคดีปกครอง เป็นกรณีที่ราษฎรได้ร้องเรียนผู้ใหญ่บ้านต่อนายอำเภอว่า “มีพฤติกรรมในการเรียกรับเงินหรือผลประโยชน์ตอบแทนจากราษฎรซึ่งเป็นบุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทย ผู้ที่ได้ขอเพิ่มชื่อในรายการทะเบียนราษฎร (ท.ร.14) เพื่อทำบัตรประจำตัวประชาชนและทำร้ายร่างกายลูกบ้าน”

ผู้ว่าราชการจังหวัดทราบเรื่องจึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง และขณะเรื่องดังกล่าวอยู่ในระหว่างการสอบสวน ก็ได้มีกลุ่มพยานและผู้เสียหายไปร้องเรียนที่กองกำลังรักษาความสงบจังหวัดว่า ผู้ใหญ่บ้านได้ข่มขู่พยานและผู้มาร้องเรียน เพื่อให้ดำเนินการทางวินัยกับผู้ใหญ่บ้านในกรณีดังกล่าว และยังมีพฤติกรรมที่ไม่บริการประชาชนผู้มาติดต่อราชการโดยเฉพาะกลุ่มผู้ที่ร้องเรียนผู้ใหญ่บ้าน

          นายอำเภอจึงออกคำสั่งพักหน้าที่ผู้ใหญ่บ้านเพื่อรอผลการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง เพราะหากยังอยู่ในตำแหน่งต่อไปจะเป็นอุปสรรคในการสอบสวนได้ และได้แต่งตั้งผู้ใหญ่บ้านอีกหมู่บ้านหนึ่งให้เป็นผู้รักษาราชการแทน ผู้ใหญ่บ้านจึงร้องทุกข์ต่อนายอำเภอ ซึ่งนายอำเภอส่งเรื่องให้ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจารณา ต่อมาผู้ว่าราชการจังหวัดพิจารณาแล้วยืนตามความเห็นของนายอำเภอ

ผู้ใหญ่บ้านไม่เห็นด้วยกับคำสั่งและคำวินิจฉัยร้องทุกข์ดังกล่าว เนื่องจากทำให้ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ผู้ใหญ่บ้านได้ งานต่างๆ ที่ค้างอยู่ไม่อาจดำเนินการต่อไปได้ และก่อนออกคำสั่งดังกล่าวนายอำเภอก็ไม่ให้โอกาสได้ทราบข้อเท็จจริงและโต้แย้งแสดงพยานหลักฐาน รวมทั้งเห็นว่านายอำเภอไม่มีอำนาจออกคำสั่งพักหน้าที่ผู้ใหญ่บ้าน จึงยื่นฟ้องนายอำเภอ (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) และผู้ว่าราชการจังหวัด (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2) ต่อศาลปกครอง ขอให้มีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งพักหน้าที่ผู้ใหญ่บ้านและคำวินิจฉัยร้องทุกข์

          คดีจึงมีประเด็นว่า คำสั่งพักหน้าที่ผู้ใหญ่บ้านอันเนื่องมาจากผู้ใหญ่บ้านมีพฤติการณ์ข่มขู่พยานและไม่บริการประชาชน เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ?

ศาลปกครองสูงสุด วินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พุทธศักราช 2457 มาตรา 61 ทวิ วรรคสาม (2) กำหนดให้นายอำเภอมีอำนาจลงโทษกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และแพทย์ประจำตำบล ดังนี้ …เมื่อกำนันผู้ใหญ่บ้านคนใดถูกฟ้องในคดีอาญา เว้นแต่คดีความผิดในลักษณะฐานลหุโทษหรือความผิดอันได้กระทำโดยประมาท หรือมีกรณีที่ต้องหาว่าทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงถูกสอบสวนเพื่อไล่ออกหรือปลดออก ถ้านายอำเภอเห็นว่า จะคงให้อยู่ในตำแหน่งจะเป็นการเสียหายแก่ราชการ จะสั่งให้พักหน้าที่ก็ได้ แล้วรายงานให้ข้าหลวงประจำจังหวัดทราบ…

เมื่อผู้ใหญ่บ้านซึ่งถูกผู้ว่าราชการจังหวัดมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรง ได้ข่มขู่พยานและผู้มาร้องเรียนทำให้ได้รับความเดือดร้อนและเกรงกลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิตร่างกาย รวมทั้งยังไม่ให้บริการประชาชนผู้มาติดต่อราชการโดยเฉพาะกลุ่มผู้มาร้องเรียน

จากการตรวจสอบของนายอำเภอ พบว่ามีมูลความจริง กรณีจึงเห็นได้ว่าพฤติการณ์ของผู้ใหญ่บ้านดังกล่าว หากให้คงอยู่ในตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านต่อไป จะเป็นการเสียหายแก่ทางราชการ นายอำเภอจึงมีอำนาจสั่งให้พักหน้าที่ได้ ตามมาตรา 61 ทวิ วรรคสาม (2) แห่งพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พุทธศักราช 2457 ประกอบกับคำสั่งพักงานเป็นคำสั่งทางปกครองที่เจ้าหน้าที่ไม่ต้องให้คู่กรณีมีโอกาสที่จะได้ทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอ และมีโอกาสได้โต้แย้งและแสดงพยานหลักฐานของตน ตามมาตรา 30 วรรคสอง (6) แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ประกอบกับกฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2540) ออกตามความในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ดังนั้น คำสั่งของนายอำเภอที่สั่งพักหน้าที่ผู้ใหญ่บ้านและคำวินิจฉัยร้องทุกข์ของผู้ว่าราชการจังหวัดจึงชอบด้วยกฎหมาย (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อร. 14/2562)

จากคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดดังกล่าวจะเห็นได้ว่า การสั่งพักหน้าที่ผู้ใหญ่บ้านเป็นอำนาจของนายอำเภอ โดยสามารถสั่งได้ภายใต้เงื่อนไขที่ว่า เมื่อมีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงกับผู้ใหญ่บ้านแล้ว และหากให้ผู้ใหญ่บ้านคงอยู่ในตำแหน่งต่อไปจะเป็นการเสียหายแก่ทางราชการ เช่นมีพฤติการณ์ข่มขู่พยาน หรือไม่ให้บริการกลุ่มผู้ร้องเรียน ซึ่งการสั่งพักหน้าที่ดังกล่าวส่งผลให้ผู้ใหญ่บ้านพ้นจากตำแหน่งชั่วคราวและไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ผู้ใหญ่บ้านได้ในระหว่างการสอบสวนพิจารณาทางวินัย และคำสั่งพักหน้าที่ผู้ใหญ่บ้าน ถือเป็นการสั่งพักงานที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องให้โอกาสคู่กรณีได้รับทราบข้อเท็จจริงและโต้แย้งแสดงพยานหลักฐานก่อนออกคำสั่งแต่อย่างใด… ครับ !!!

(ปรึกษาคดีปกครองได้ที่สายด่วนศาลปกครอง 1355)

ส่อง’ม.141/1′..ดาบที่ใช้ฟันคนเบี้ยวใบสั่งจราจร!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/375321?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ส่อง’ม.141/1′..ดาบที่ใช้ฟันคนเบี้ยวใบสั่งจราจร!

13 มิถุนายน 2562 – 14:55 น.
ม1411,จราจร,ใบสั่ง
เปิดอ่าน 7,811 ครั้ง

รายงาน…

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการจราจรส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของคนในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ตลอดจนหัวเมืองใหญ่ทั่วประเทศ ยิ่งแล้วเป็นการกวดขันวินัยจราจร โดยหลายคนมองว่าที่ผ่านมา พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 (พ.ร.บ.จราจรทางบก) เก่าแก่ล้าสมัย ส่งผลให้เกิดปัญหากระทบกระทั่งระหว่างตำรวจจราจรกับประชาชนผู้ขับขี่เป็นประจำ และทั้งหมดจึงนำไปสู่การแก้ไขกฎหมายจราจร เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบันมากยิ่งขึ้น

เมื่อราว 3 ปี ที่ผ่านมา มีการนำงานวิจัยจราจรมาประยุกต์ใช้ปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับสภาพปัญหาของแต่ละพื้นที่ ซึ่งได้มีความร่วมมือจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ที่ได้รวมรวบงานวิจัยด้านการจราจรมาสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีหนึ่งหัวข้อที่น่าสนใจและเข้ากับสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในตอนนี้ คือการจัดตั้ง “ศาลจราจร” ในเขตกรุงเทพมหานคร เนื่องจากผลการศึกษาวิจัยพบว่าปริมาณใบสั่งมีจำนวนมากและขาดการติดตามดำเนิคดีกับผู้ได้รับใบสั่งอย่างจริงจังและกฎหมายที่มีอยู่ไม่สามารถสร้างความเกรงกลัวให้ประชาชน ทำให้มีผู้ฝ่าฝืนและละเมิดกฎหมายอยู่เป็นจำนวนมาก รวมทั้งมีการกระทำความผิดซ้ำอยู่ตลอดเวลา

ดังนั้นจึงควรให้ศาลเป็นผู้ชี้ขาดและบังคับใช้กฎหมายเพื่อให้กฎหมายที่มีอยู่เห็นผลในทางปฏิบัติ และแก้ไขไม่ให้เกิดการกระทำความผิดซ้ำ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้ใช้รถใช้ถนนให้มีระเบียบวินัย เคารพกฎหมายอันเป็นการสร้างวินัยจราจรที่ดี จะทำให้การบังคับใช้กฎหมายมีประสิทธิภาพเป็นธรรมแก่ประชาชน ส่งผลให้ผู้กระทำผิดเกิดความเกรงกลัวและกระทำผิดลดลง พร้อมกับลดปัญหาคอร์รัปชั่นของเจ้าหน้าที่รัฐ จึงมีการเสนอให้แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522(ฉบับที่…) พ.ศ. … เพื่อกำหนดช่องทางให้เจ้าพนักงานคดีจราจรจะต้องนำใบสั่งที่ไม่มีชำระค่าปรับตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดไปยังพนักงานอัยการ โดยให้พนักงานอัยการยื่นต่อศาล เพื่อให้ผู้ที่ได้รับใบสั่งต้องไปแสดงตนและชำระค่าปรับที่ศาล และแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาคดีในศาลแขวง พ.ศ.2499 (ฉบับที่…) พ.ศ. … เพื่อกำหนดเพิ่มเติมเกี่ยวกับหมวดว่าด้วยวิธีการพิจารณาคดีจราจร ซึ่งให้การพิจารณาคดีจราจรในกลุ่มของการเปรียบเทียบปรับมีความชัดเจน รวดเร็วและเป็นธรรม

มาถึงวันนี้แม้ศาลจราจรจะยังไม่เกิดขึ้นแต่ก็มีการแก้ไขเพิ่มเติมพ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 หลายฉบับ กระทั่งปัจจุบันเป็น พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 (ฉบับที่ 12) พ.ศ.2562 โดยจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 22 กันยายน 2562 ขณะเดียวกันก็จะมีการเอาจริงเอาจังกับบรรดาคน “ชิ่งใบสั่งจราจร” เมินจ่ายค่าปรับแถมยังทำผิดซ้ำซาก ซึ่งตำรวจและขนส่งทางบกจะเริ่มเชื่อมโยงข้อมูลใบสั่งและการชำระภาษีรถยนต์ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2562 เป็นต้นไป หากไม่ชำระค่าปรับเมื่อต่อภาษีรถประจำปีก็จะไม่ได้ “ป้ายวงกลม” แต่จะได้เอกสารชั่วคราว หากเจ้าของรถไม่ดำเนินการใดๆ กับใบสั่ง และใช้หลักฐานแสดงการเสียภาษีประจำปีชั่วคราวเกิน 30 วัน ก็มีความผิดอีกกระทง ฐานใช้รถยนต์โดยไม่มีป้ายวงกลม มีโทษปรับ 2,000 บาท

กรณีที่ขนส่งกับตำรวจเตรียมจัดการกับคนที่เพิกเฉยค่าปรับใบสั่งจราจร ยังมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์และท้วงติงเหมือนผลักภาระไปให้เจ้าหน้าที่กรมการขนส่งทางบกต้องถูกประชาชนร้องเอาผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบแทนตำรวจ เกี่ยวกับประเด็นนี้ทางเจ้าหน้าที่ทั้งสองฝั่งโดยเฉพาะตำรวจได้ย้ำว่าดำเนินการทุกอย่างตามกฎหมายและจะไม่มีเจ้าหน้าที่คนใดทำผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพราะปฏิบัติตามพ.ร.บ.จราจรทางบก ฉบับที่มีการแก้ไขเพิ่มเติม โดยเฉพาะ “มาตรา 141/1” ซึ่งดูแล้วเสมือนเป็นดาบที่ใช้ฟันคนเบี้ยวใบสั่งจราจร​

สำหรับมาตรา 141/1 ที่ว่านี้มีการแก้ไขเพิ่มเติมจากมาตรา 141 โดยระบุว่า ให้ยกเลิกความในมาตรา 141 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2535 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

ในกรณีที่ผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถซึ่งได้รับใบสั่งไม่ปฏิบัติตามมาตรา 141 ให้พนักงานเจ้าหน้าที่และนายทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์หรือกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก มีหน้าที่และอํานาจ ดังต่อไปนี้ (1) ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตําแหน่งตั้งแต่สารวัตรขึ้นไปมีหนังสือแจ้งการไม่ปฏิบัติตามใบสั่งและจํานวนค่าปรับที่ค้างชําระให้ผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถทราบภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ครบกําหนดชําระค่าปรับตามที่ระบุในใบสั่ง และให้ผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถทําการชําระค่าปรับที่ค้างชําระด้วยวิธีการอย่างใดอย่างหนึ่ง ตามมาตรา 141 ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้ง การแจ้งตามวรรคหนึ่ง ให้ทําเป็นหนังสือส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับให้ผู้ขับขี่ หรือเจ้าของรถ แล้วแต่กรณี ณ ภูมิลําเนาของผู้นั้น ทั้งนี้ตามแบบที่ผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติกําหนด และให้ถือว่าผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถได้รับแจ้งเมื่อพ้นกําหนด 15 วัน นับแต่วันที่ส่ง

(2) ในกรณีที่ผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถคันใดไม่ชําระค่าปรับตาม (1) ให้ดำเนินการ ดังต่อไปนี้ (ก) ให้พนักงานเจ้าหน้าที่แจ้งจํานวนค่าปรับที่ค้างชําระพร้อมหลักฐานตาม (1) ไปยังนายทะเบียน และให้นายทะเบียนตรวจสอบข้อมูลและแจ้งให้ผู้มาติดต่อขอชําระภาษีประจําปีสําหรับรถคันนั้นทราบ เพื่อไปชําระค่าปรับที่ค้างชําระภายใน 30 นับแต่วันที่ได้รับแจ้ง ถ้าผู้มาติดต่อขอชําระภาษีประจําปีเป็นเพียงตัวแทนเจ้าของรถ ให้ผู้มาติดต่อแจ้งให้เจ้าของรถทราบ เพื่อไปชําระค่าปรับภายในระยะเวลาดังกล่าว ในการนี้ให้นายทะเบียนรับชําระภาษีประจําปีสําหรับรถคันนั้นไว้โดยออกหลักฐานชั่วคราวแทนการออกเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีประจําปี ให้เจ้าของรถหรือตัวแทนเจ้าของรถแทน หลักฐานชั่วคราวตามวรรคหนึ่งให้ใช้แทนเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีประจําปี โดยให้มีอายุ 30 วัน นับแต่วันที่นายทะเบียนได้ออกให้

(ข) ในกรณีที่เจ้าของรถได้ชําระค่าปรับที่ค้างชําระครบถ้วนภายในระยะเวลาตามที่กําหนด ใน (ก) ให้เจ้าของรถหรือตัวแทนเจ้าของรถนําหลักฐานแสดงการชําระค่าปรับที่ได้รับจากพนักงานเจ้าหน้าที่มาแสดงต่อนายทะเบียน เพื่อให้ออกเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีประจําปีสําหรับรถคันนั้น (ค) ในกรณีที่เจ้าของรถหรือตัวแทนเจ้าของรถที่ได้รับหนังสือแจ้งตาม (ก) ประสงค์จะชําระค่าปรับในวันที่มาติดต่อขอชําระภาษีประจําปี ให้นายทะเบียนมีอํานาจรับชําระค่าปรับตามจํานวนที่ค้างชําระแทนได้ โดยให้นายทะเบียนรับชําระภาษีประจําปีสําหรับรถคันนั้นและออกเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีประจําปีให้เจ้าของรถหรือตัวแทนเจ้าของรถ

(ง) ในกรณีที่เจ้าของรถไม่ชําระค่าปรับที่ค้างชําระหรือชําระไม่ครบถ้วนภายในระยะเวลาที่กําหนดใน (ก) ให้พนักงานเจ้าหน้าที่แจ้งนายทะเบียนให้งดการออกเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีประจําปีสําหรับรถคันนั้น และแจ้งให้พนักงานสอบสวนดําเนินการตามหน้าที่และอํานาจต่อไป ในกรณีที่ผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถผู้ใดเห็นว่าตนมิได้ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอื่นอันเกี่ยวกับรถนั้น ให้ทําหนังสือโต้แย้งข้อกล่าวหานั้นภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากนายทะเบียนตาม (ก) ส่งไปยังสถานที่ที่ระบุไว้ในใบสั่งหรือสถานที่ที่ผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติกําหนด โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา ทั้งนี้การทําหนังสือโต้แย้งให้ใช้วิธีส่งทางไปรษณีย์ตอบรับหรือสํานักงานตํารวจแห่งชาติจะกําหนดวิธีการอื่นใดด้วยก็ได้

เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่หรือเจ้าพนักงานจราจรได้รับหนังสือโต้แย้งตามวรรคสอง หากพนักงานเจ้าหน้าที่หรือเจ้าพนักงานจราจรยังคงยืนยันและเห็นสมควรดําเนินคดีต่อผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถผู้นั้น ให้ส่งเรื่องไปยังพนักงานสอบสวนเพื่อดําเนินการฟ้องต่อศาลต่อไป แล้วแจ้งผลให้ผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถทราบ เมื่อได้มีการชําระค่าปรับครบถ้วนถูกต้องแล้ว ให้คดีเป็นอันเลิกกัน และในกรณีที่มีการเรียกเก็บใบอนุญาตขับขี่ไว้ ให้ผู้ขับขี่นําหลักฐานการชําระค่าปรับไปขอรับใบอนุญาตขับขี่คืนจากพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้เรียกเก็บ ทั้งนี้ในระหว่างที่ยังไม่ได้รับใบอนุญาตขับขี่คืน ให้ถือว่าหลักฐานแสดงการชําระค่าปรับเป็นใบแทนใบอนุญาตขับขี่มีกําหนด 10 วัน นับแต่วันที่ชําระค่าปรับ การรับชําระและการนําส่งเงินค่าปรับให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่สํานักงานตํารวจแห่งชาติและกรมการขนส่งทางบกกําหนด

เงินที่ได้รับตามวรรคหนึ่ง (2) (ก) ให้อธิบดีกรมการขนส่งทางบกหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายหักไว้เป็นค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บ หรือค่าใช้จ่ายในการดําเนินงานในอัตราร้อยละ 5 ของจํานวนเงินที่ได้รับ โดยให้นําไปใช้จ่ายได้เช่นเดียวกับเงินงบประมาณตามระเบียบที่อธิบดีกรมการขนส่งทางบกกําหนด ส่วนเงินที่เหลือให้นําส่งสํานักงานตํารวจแห่งชาติ การดําเนินการใดๆ ของพนักงานเจ้าหน้าที่และนายทะเบียนตามมาตรานี้ สามารถใช้วิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือวิธีการอื่นใดตามที่สํานักงานตํารวจแห่งชาติและกรมการขนส่งทางบกกําหนด

ไม่เพียงแค่การดีเดย์จัดการกับบรรดาคนเมินใบสั่งที่กำลังจะเกิดขึ้น แต่กฎหมายที่แก้ไขเพิ่มเติมของพ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 (ฉบับที่ 12) พ.ศ.2562 ที่จะบังคับใช้ในเดือนกันยายนนี้ ก็มีหลายมาตราที่สร้างความไม่พอใจแก่คนที่จะได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะโลจิสติกส์ ซึ่งวันที่ 15 มิถุนายนนี้ “สหพันธ์ขนส่งไทย” พร้อมรายชื่อสมาชิกกว่า 5 หมื่นคน จะยื่นข้อเสนอ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ค้าน พ.ร.บ.จราจรฉบับใหม่ เพื่อให้แก้ไขปรับปรุงกฎหมายในบางมาตราก่อนที่จะมีผลบังคับใช้

เล่าขานตำนานจัดโผบทเรียน ประยุทธ์2

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/375320?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เล่าขานตำนานจัดโผบทเรียน ประยุทธ์2

13 มิถุนายน 2562 – 13:35 น.
จัดโผ,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 2,102 ครั้ง

รายงาน…

หมายเหตุ – ท่ามกลางกระแสข่าว การเจรจาต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรี แบบหักเหลี่ยมเฉือนคมกันวันต่อวัน ทั้งก่อนหน้าและหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 29 สมัยที่ 2 ซึ่ง “โผครม.” ยังไม่มีอะไรแน่นอน และอาจยาวไปถึงปลายเดือนมิถุนายน ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี อดีตรัฐมนตรี หลายสมัย ในฐานะ “ข้าวนอกนา” บอกเล่าเรื่องราวผ่านเฟซบุ๊กของเขา บอกเล่า “ธรรมชาติ” ของการจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรีซึ่งไม่มีอะไรแน่นอน จนกว่าจะถึง “นาทีสุดท้าย” ซึ่งหัวหน้ารัฐบาลจะเป็นผู้เคาะเพียงคนเดียว

……………………………..

สวัสดีวันพุธที่ 12 มิถุนายน 2562 ครับ

ผมหายไปตั้งแต่เลือกตั้งเสร็จ 24 มีนาคม 2562 เฝ้าดูเหตุการณ์ทางการเมือง ว่าจะออกมาตามโมเดลอะไร ตอนนี้ชัดแล้วครับ ประยุทธ์โมเดล คือใช้เสียง ส.ว. เป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินการเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งแตกต่างจากโมเดลอื่นๆ

แล้ววันนี้มาถึงเรื่องการจัดตั้งรัฐบาล การจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรี ซึ่งในทางการเมืองถือว่าสำคัญที่สุด เพราะการเมืองเป็นเรื่องของ การให้ได้มา การรักษา และการใช้อำนาจรัฐ ซึ่งผู้ใช้อำนาจนอกจากนายกรัฐมนตรี ก็คือ รัฐมนตรี

ผมมีประสบการณ์อยู่บ้าง จะเล่าให้ฟัง คือ ถ้าท่านใดแปลกใจ ไม่เข้าใจ จะได้เข้าใจ และไม่แปลกใจ ว่าเขาโต้แย้ง แย่งชิงอะไรกัน

เกณฑ์การเป็นรัฐมนตรี มาจากจำนวน ส.ส.ของพรรคร่วมรัฐบาล ยิ่งมี ส.ส.มาก ยิ่งได้ตำแหน่งมาก และได้กระทรวงเกรดสูง เอาจำนวนและตำแหน่งก่อน ความเหมาะสมของตัวบุคคลว่ากันภายหลัง

จำนวน ส.ส. 6-7 คนต่อ 1 รัฐมนตรี สูตรเลขคณิตคิดง่ายๆ คือเอาตำแหน่ง ครม.ที่มี ไปหารจำนวน ส.ส. ของฝั่งรัฐบาล นักการเมืองเขายึดสูตรนี้อย่างฝังจิต ใครจะไปโต้แย้งอย่างไร ก็ไร้ผล

เกรดของกระทรวงแบ่งเป็น A B และ C บางคนบอกถึง D การแบ่งเป็นตามอำนาจการอนุมัติการขออนุญาต และขนาดของงบประมาณของกระทรวงนั้น ไม่ใช่ความสำคัญของงาน กระทรวงการคลัง กระทรวงคมนาคม ถือเป็นเกรด A เพราะอำนาจการอนุมัติ มีค่าสูงมาก โดยกระทรวงการคลัง และกระทรวงคมนาคม มีทั้งอำนาจการอนุมัติ และงบประมาณสูง กระทรวงเกษตรฯ ก็เกรดสูง แต่กระทรวงต่างประเทศถึงจะสำคัญอย่างยิ่งต่อประเทศชาติ แต่ไม่มีอำนาจอนุมัติใดๆ แม้แต่ Passport ก็จ้าง Outsource จึงจัดเป็นเกรด B ถึง C ไม่มีใครแย่งอยากเป็น

เมื่อเกณฑ์การเมืองเป็นเช่นนี้ เกมการเมือง ก็เป็นเช่นนั้น

          ผมมีประสบการณ์สามครั้ง
ครั้งแรก ปี 2535 เลือกตั้งเดือนกันยายน พรรค ปชป. มาที่หนึ่ง คุณชวนจัดตั้งรัฐบาล พรรคความหวังใหม่ โดย พล.อ.ชวลิต เป็นพรรคร่วมรัฐบาล ท่านเชิญ ดร.อำนวย และผม เข้าร่วมเป็นรัฐมนตรีในโควตาพรรคความหวังใหม่ เสนอให้ผมเป็น รมช.อุตสาหกรรม เรื่องเดินไปจนใกล้จบ ผมกับ ดร.อำนวย กลับจากประชุมที่ San Francisco มาถึงสนามบินดอนเมือง ผู้บริหารพรรคความหวังใหม่ นำเอกสารการเข้าร่วมรัฐบาลมายื่นให้ถึงบริเวณผู้โดยสารขาเข้า เพื่อจัดการเตรียมตัวให้พร้อม รวมหมายกำหนดการโปรดเกล้าฯ การเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ โดยผมไม่ได้คิดว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลง

สองสามวันต่อมา ผมพบคุณชวน ว่าที่นายกรัฐมนตรีในงานหนึ่ง ท่านกล่าวแสดงความยินดี แต่ก็กล่าวทิ้งท้ายว่า พล.อ.ชวลิต กล้าหาญมากที่เชิญคนที่ไม่ได้เป็น ส.ส. ถึงสองคนเข้าร่วมรัฐบาล ผมขอบคุณท่านโดยไม่ได้เฉลียวใจอะไร

แล้วก็เกิดเหตุจริงๆ วันที่ผมมีนัดจะไปลองชุดขาว เพื่อแต่งตัวตอนเข้าเฝ้าฯ พล.อ.ชวลิต โทรมาหาผมโดยตรง แล้วบอกว่า “เขาไม่ยอม” ความหมายคือกลุ่ม ส.ส.กลุ่มหนึ่ง นำโดย คุณเกียรติชัย ชัยเชาวรัตน์ ส.ส.อุดรธานี จัดชุมนุมประท้วงกันที่โรงแรมราชศุภมิตร หลานหลวง (ปัจจุบันคือ รร.ปริ๊นเซส) จนผมต้องขอถอนตัว พล.อ.ชวลิต เปลี่ยนชื่อผมในตำแหน่ง รมช.อุตสาหกรรม เป็นท่าน ส.ส. เกียรติชัย การประท้วงจึงสงบลง

ท่านหัวหน้าพรรคทั้งหลาย ตรวจแถวกำลังพล ส.ส. ของท่านให้ดีนะครับ ระวังจะเกิดการประท้วง เมื่อโผของพรรคออกมา

ครั้งที่สอง เลือกตั้งปี 2538 ผมช่วยพรรคนำไทย โดย ดร.อำนวย วีรวรรณ เต็มที่ แต่ไม่ได้สมัคร ส.ส. เพราะมนุษย์สายวิชาการอย่างผม ประชาชนมักไม่เลือกเป็นผู้แทนเขต ฝรั่งเรียก Non-electable พรรคชาติไทยโดยคุณบรรหาร ศิลปอาชา ชนะได้เป็นพรรคจัดตั้งรัฐบาล เชิญพรรคนำไทยเข้าร่วม แต่พรรคนำไทย ซึ่งหาเสียงเกือบตาย ได้ ส.ส. แค่ 18 คน และได้จัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีเพียงสองตำแหน่ง คือ ดร.อำนวย วีรวรรณ และ พล.ต.ศรชัย มนตริวัต ส่วนผมไม่ได้เป็น ส.ส. ช่วยพรรคมากแค่ไหน ก็ไม่มีความหมาย สาย ส.ส. เขาเรียกพวกข้าวนอกนา

พรรคพลังประชารัฐมีข้าวนอกนาสำคัญ 4 คน สื่อเรียกสี่กุมาร ถึงมีข่าวลือตอนนี้ว่า อาจไม่ได้เป็นรัฐมนตรีครบสี่คน

ครั้งที่สาม เลือกตั้งปี 2539 พรรคความหวังใหม่ชนะ ได้ ส.ส. 125 คน มากกว่าพรรค ปชป. ที่ได้ ส.ส. 123 คน ตามประเพณีปฏิบัติ พรรค ปชป. ก็ให้พรรคความหวังใหม่จัดตั้งรัฐบาล พล.อ.ชวลิต เชิญ ดร.อำนวย จัดทีมเศรษฐกิจเข้าเป็น ครม. เพราะตอนหาเสียง พรรคความหวังใหม่ บอกว่า ถ้าได้เป็นรัฐบาล จะมี Dream Team ทางเศรษฐกิจ นำโดย ดร.อำนวย วีรวรรณ โดยท่านให้ 4 ตำแหน่ง ทำให้ท่านไม่เชิญพรรคชาติไทยของคุณบรรหารเข้าร่วมรัฐบาล เพราะถ้าเชิญ ก็ต้องจัดตำแหน่งรัฐมนตรีให้ตามโควตา พล.อ.ชวลิต เชิญพรรคชาติพัฒนา โดย พล.อ.ชาติชาย เข้าร่วม พรรคชาติพัฒนามี ส.ส. 52 คน ได้จัดสรรไป 9 ตำแหน่ง รวมคุณพิทักษ์ อินทรวิทยนันท์ ที่ไม่ได้เป็น ส.ส. ได้เป็น รมช.ต่างประเทศ

หลังจากตกลงกันด้วยวาจา ระหว่าง พล.อ.ชวลิต และ ดร.อำนวย เรื่องรัฐมนตรี 4 ตำแหน่งแล้ว คือ ดร.อำนวย จะอยู่กระทรวงการคลัง คุณวิโรจน์ ภู่ตระกูล จะอยู่กระทรวงพาณิชย์ และคุณสมภพ อมาตยกุล จะเป็น รมช.อุตสาหกรรม ส่วนผมจะไปช่วย ดร.อำนวย ที่กระทรวงการคลัง แต่พอต้องตัดสินกันตอนสุดท้าย มีพรรคร่วมไม่ยอมอีก หาว่าข้าวนอกนามากไป ดร.อำนวยต้องลดหนึ่งคน คุณวิโรจน์ ขอถอนตัว เพราะจริงๆ ท่านก็ไม่ได้อาสาจะมาว่าการกระทรวงพาณิชย์ ผมเลยถูกโยกไปเป็น รมว.พาณิชย์

เห็นไหมครับ โผทั้งหลายที่ว่าลงตัว ยังจะไม่ลงจนวินาทีสุดท้ายครับ และคนที่จะพูดสุดท้ายจริงๆ ก็คือ ว่าที่นายกรัฐมนตรี เพราะท่านต้องเป็นผู้ลงนามในรายชื่อ ที่จะต้องนำกราบบังคมทูล เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ

เรื่องนี้ ผมก็ยืนยันได้จากประสบการณ์ล่าสุด ตอน ครม. พล.อ.ประยุทธ์ 1 ปี 2557 นี้เอง ตอนแรกมีคน “วงใน” ติดต่อมา ว่าท่านนายกฯ จะเชิญให้ผมเป็น รมว.กระทรวงหนึ่ง ขอไม่บอกชื่อกระทรวง ไม่ใช่กระทรวงพลังงาน ถามว่าผมจะรับไหม ผมก็ตอบรับไป อีกสัปดาห์หนึ่งต่อมา มีสายต่อเข้ามาว่าท่าน พล.อ.ประยุทธ์ ขอพูดด้วย แล้วท่านก็เสนอให้ไปว่าการกระทรวงพลังงาน ผมจึงทราบตอนนั้นว่า นั่นคือโผจริง

เพราะฉะนั้น ทุกท่านที่มีการติดต่อกันก่อนหน้านี้ อย่าไป serious มากนะครับ ท่านจะรู้โผจริง ตอนที่ท่าน นรม.ตัวจริง แจ้งมาครับ

ท่านประชาชนที่เชียร์ใคร ก็เตรียมทำใจด้วยนะครับ

และถึงแม้จบแล้ว แต่ถ้าพรรคร่วมยังไม่พอใจ ก็จะก่อกระแสคลื่นใต้น้ำ สร้างความปั่นป่วนให้รัฐบาล ตอนรัฐบาล พล.อ.ชวลิต พรรคชาติพัฒนายังไม่พอใจ พล.อ.ชวลิต ต้องพบทำความเข้าใจกับ พล.อ.ชาติชาย ตลอดเวลา สุดท้ายเดือนตุลาคม 2540 มีการปรับ ครม. พรรคชาติพัฒนาส่ง ดร.สม จาตุศรีพิทักษ์ มาเป็น รมว.พาณิชย์ แทนผม และหลังจากนั้นไม่นาน พล.อ.ชวลิต ยอมลาออก เพื่อจะให้พรรคชาติพัฒนาจัดรัฐบาลใหม่ แต่พรรค ปชป. โดย เสธ.หนั่น พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ไวกว่า ไปเอา ส.ส. 12 คน จากพรรคประชากรไทยของคุณสมัคร สุนทรเวช มา Vote ให้พรรค ปชป. โดยให้ตำแหน่ง ส.ส. 12 คน ถึง 6 ตำแหน่ง คือ รัฐมนตรี 3 และเลขาฯ อีก 3 เกิดตำนานที่คุณสมัครเรียกว่า “งูเห่า” พรรค ปชป. ได้เป็นรัฐบาล มีคุณชวน เป็นนายกรัฐมนตรี เรียกว่า รัฐบาลชวน 2

บทเรียนเหล่านี้ รัฐบาลประยุทธ์ 2 คงต้องเอามาใช้ประโยชน์ นะครับ

ปัญหาการเมืองแบบนี้ เหล่านี้ ทำให้รัฐธรรมนูญ 2540 ออกแบบเพื่อให้มีรัฐบาลเสียงข้างมากอย่างแท้จริง จะได้คุม ส.ส.ได้ และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ก็เป็น Party List จริง เพื่อความเหมาะสมของผู้ที่ไม่เหมาะเป็น ส.ส.เขต แต่รัฐธรรมนูญ 2560 เปลี่ยนรูปหมด การเมืองต่อไป ก็จะมีปัญหาการเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาลแบบการเมืองตอนนี้แหละครับ

สวัสดีครับ

ตัวจริงเสียงจริง ‘ธรรมนัส’ จัดให้ แม่ทัพใหญ่ลุงตู่

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/375325?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ตัวจริงเสียงจริง ‘ธรรมนัส’ จัดให้ แม่ทัพใหญ่ลุงตู่

13 มิถุนายน 2562 – 10:57 น.
อัครา พรหมเผ่า,ธรรมนัส พรหมเผ่า,ผู้กองธรรมนัส,รอธรรมนัส พรหมเผ่า,สสพะเยา,รัฐมนตรี,เก้าอี้รัฐมนตรี,ผู้กองนัส,ร่วมรัฐบาล,พรรคร่วมรัฐบาล
เปิดอ่าน 19,969 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันที่ 13 มิถุนายน 2562

********************

          การจัดตั้งรัฐบาลผสมหลายพรรคไม่ว่ายุคประชาธิปไตยจ๋า หรือประชาธิปไตยครึ่งใบ ก็มีข่าวการแย่งชิงตำแหน่งรัฐมนตรีทุกสมัย ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นกับรัฐบาลประยุทธ์ 2/1

          สำหรับแกนนำพรรคพลังประชารัฐมีอยู่หลายคน ส่วนใหญ่เป็นนักเลือกตั้งจอมเก๋า ผู้ที่พูดน้อยแต่ทำงานจริงจัง คือ “..ธรรมนัส พรหมเผ่า” ..พะเยา ซึ่งทุกสำนักข่าวต่างคาดหมายว่า “ผู้กองนัส” จะต้องได้เป็นรัฐมนตรีแน่นอน เพราะผลงานจากการเลือกตั้งนั้นเข้าตาผู้ใหญ่มาก 

ธรรมนัส ขวัญใจไทลื้อเมืองพะเยา

เปิดตัว “อัครา”

          ผู้ที่ติดตามข่าวเกี่ยวกับตัว ร..ธรรมนัส พรหมเผ่า มาแต่สมัยยังทำธุรกิจเกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัย อาจรู้สึกแปลกใจที่เห็นข่าว “ผู้กองนัส” ลงสมัคร ส..พะเยา เนื่องจากไม่ทราบว่าอดีตนายทหารคนนี้มีพื้นเพเป็นคนเมืองกว๊าน

อินจันทร์ พรหมเผ่า อดีตผู้ใหญ่บ้าน บิดาของธรรมนัส

          บิดาของ ร..ธรรมนัส คือ อินจันทร์ พรหมเผ่า อดีตผู้ใหญ่บ้านแห่งบ้านท่ากลองใหม่ อ.เมือง จ.พะเยา เมื่อได้เวลาอันเหมาะสม “ผู้กองนัส” จึงกลับบ้านเกิด ตั้งมูลนิธิช่วยเหลือเจือจุนคนจน คนด้อยโอกาส 

          โดยบุคลิกที่เป็นคนเข้าถึงง่าย ปฏิเสธชาวบ้านไม่เป็น จึงเป็นที่รักของกลุ่ม อปทกำนัน ผู้ใหญ่บ้านและกลุ่มข้าราชการ

          “ผู้กองนัส” มีน้องชายชื่อ “อัครา พรหมเผ่า” เคยเป็นรองนายกอบจ.พะเยา และทำงานการเมืองช่วยพี่ชาย นับแต่ประกาศเป็นขุนศึกพลังประชารัฐ ปักธงยึดเมืองพะเยา

อัครา พรหมเผ่า

          เมื่อ “ผู้กองนัส” บอกนักข่าวว่า ตนเองจะไม่เป็นรัฐมนตรี แต่จะส่งคนนามสกุล “พรหมเผ่า” เข้าไปนั่งเก้าอี้กระทรวงใดกระทรวงหนึ่งแทน

          คนนามสกุลเดียวกับ “ผู้กองนัส” ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน..ก็คือ อัครา น้องชายสุดรักนั่นเอง

เพื่อน “เอกราช”

           สหายร่วมรบทางการเมืองของ “ผู้กองนัส” อีกคนหนึ่งในพรรคพลังประชารัฐคือ “เอกราช ช่างเหลา”

          เมื่อปี 2542 ..ธรรมนัส ออกจากราชการ หันมาเป็นนักธุรกิจเต็มตัว ได้จับมือกับ เอกราช ช่างเหลา ทำธุรกิจอสังหาฯ สร้างบ้านหรูขายที่ขอนแก่น “เมืองแกรนด์วิลล์”

          “เอกราช” เคยเป็นครูในสังกัดเทศบาลนครขอนแก่น และเติบโตบนเส้นทางสหกรณ์ออมทรัพย์ครูขอนแก่น สิบกว่าปีที่แล้ว เอกราชมีฐานะการเงินเติบโตอย่างรวดเร็ว และได้ทำโครงการบ้านจัดสรรหลายแห่ง

          วันนี้เอกราชเป็นส..บัญชีรายชื่อ และวัฒนา ช่างเหลา ลูกชายวัย 20 ปีเศษ ได้เป็น ส..เขต ขอนแก่น

          เหตุผลหนึ่งที่ “ผู้กองนัส” ไม่รับตำแหน่งรัฐมนตรี เพราะรับปากผู้ใหญ่ให้มาดูแลการเลือกตั้งท้องถิ่นของพรรคพลังประชารัฐ

          ที่เริ่มเดินเครื่องไปแล้วคือสนามเลือกตั้งนายก อบจ.อีสาน “ผู้กองนัส” จับมือ “เอกราช” เปิดตัวว่าที่ผู้สมัครนายก อบจ.ไปบ้างแล้ว

          โดยเฉพาะสนามอุดรธานี ผู้กองนัสและเอกราช วางตัวอดีตนายทหารใหญ่ ที่สนิทสนมกับ “ขาใหญ่เสื้อแดง” ได้เตรียมตัวไว้หักโค่น “วิเชียร ขาวขำ” นายก อบจ.อุดรฯ คนปัจจุบัน

          น่าลุ้นครม.ลุงตู่ ภาค เที่ยวนี้จะมีชื่อ เอกราช ช่างเหลา หรือไม่?

มือประสานสิบทิศ

          เป็นที่ทราบกันดีว่า ร..ธรรมนัส พรหมเผ่า มีหน้าที่ประสานงานกับ “10 พรรคเล็ก” ซึ่งในวันที่ 13 มิถุนายนนี้ “ผู้กองนัส” จะนัดหารือกับหัวหน้าพรรคการเมืองขนาดเล็ก โดยมีหลายประเด็นที่จะพิจารณาซึ่งรวมถึงตำแหน่งทางการเมืองต่างๆ ที่คาดว่าจะมีข้อตกลงร่วมกันได้และได้ข้อยุติ

          คนทั่วไปอาจเห็นบทบาทของมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ หัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ และพิเชษฐ์ สถิรชวาล หัวหน้าพรรคประชาธรรมไทย ผ่านสื่อเยอะหน่อย ก็นึกว่าเป็นตัวจริงเสียงจริง

          จริงๆ แล้ว “ผู้กองนัส” ได้ประสานกับ สมเกียรติ ศรลัมพ์ อดีต ส..พรรคเพื่อไทย ที่รู้จักมักคุ้นกันมานาน ซึ่งสมเกียรติ ได้แตะมือกับนันทนา สงฆ์ประชา อดีตส..ชัยนาท ได้ตัั้งพรรคประชาภิวัฒน์

          อีกรายหนึ่งคือ พ...รวมนคร ทับทิมธงไชย ประธานยุทธศาสตร์พรรคประชานิยมนั้น รู้จักกันดีกับ ร..ธรรมนัส มานานแล้ว มินับรวม พล..ทรงกลด ทิพย์รัตน์ หัวหน้าพรรคพลังชาติไทย 

          เชื่อว่าพรรคจิ๋ว เสียงเหล่านี้ ไม่มีทางแหกคอกแหกโผแน่

‘งูเห่า’เขาซื้อกันยังไง??

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/375315?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘งูเห่า’เขาซื้อกันยังไง??

13 มิถุนายน 2562 – 10:55 น.
งูเห่า,กกต
เปิดอ่าน 2,681 ครั้ง

คอลัมน์…  ถอดรหัสลายพราง  โดย…  พลซุ่มยิง

ได้ข่าวว่า ‘งูเห่า’ รุ่นใหม่แถวตึกไทยซัมมิทแพงหูฉี่ ราคาพุ่งพรวดตั้งแต่ 30-120 ล้าน ก็ไม่รู้ว่าคนซื้อใช้มาตรฐานอะไรเป็นเกณฑ์วัด เพราะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ระดับเกรดเอ ‘เก่ง’ การุณ โหสกุล ส.ส.พรรคเพื่อไทย ยังถูกประเมินไว้เพียง 50 ล้านบาท

เรื่องนี้คงต้องรอคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตรวจสอบข้อเท็จจริงว่ามีมูลหรือแค่เกมการเมือง

เช่นเดียวกับกรณี พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ที่ใช้เวทีรัฐสภาวันโหวตเลือกนายกฯ อ้างมีคนมาทาบทาม 2-3 รอบ ให้ยกพรรคไปสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พร้อมเสนอเงิน 300 ล้าน แถมตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี คุมสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ให้อีกด้วย

แต่ที่น่าแปลกเจ้าของฉายา ‘มือปราบตงฉิน’ และตำรวจสอบสวนผู้โด่งดังในอดีตกลับไม่เอาเรื่องเอาความกับคนทำผิดและคู่แข่งทางการเมือง หากจำเหตุการณ์เมื่อต้นปีกันได้ ‘ทหาร’ ติดตามดูแลความเรียบร้อยในเขตพื้นที่รับผิดชอบ ตามคำสั่ง คสช.ในระหว่างลงพื้นที่หาเสียง ก็ถูกต่อว่าด้วยถ้อยคำรุนแรงพร้อมอัดคลิปวิดีโอเอามาเผยแพร่ในเฟซบุ๊กส่วนตัวประจานคนทั้งประเทศได้รับรู้จนกลายเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นโรงพักแจ้งความกันมาแล้ว แต่เรื่องนี้ ‘เสรีพิศุทธ์’ กลับปล่อยผ่าน

ถามว่าในสถานการณ์รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำมีโอกาสจะเกิดขบวนการซื้อ ‘งูเห่า’ หรือไม่ ก็ต้องตอบว่า ‘มี’ แต่ไม่ใช่การกว้านซื้อแบบพร่ำเพรื่อ ไม่ดูทิศทางลม อย่างที่กล่าวหากันอยู่

ไม่เช่นนั้นก็จะเจอทั้งกฎหมายอาญา ม.149 และกฎหมายพรรคการเมือง 2560 ม.28 ม.29 ม.44 ม.46 ม.88 วรรคสอง โทษถึงขั้นยุบพรรคเพราะเป็นการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเพื่อให้ได้มาซึ่งอํานาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ

เช่นเดียวกับที่นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทยยื่นให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณี ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ อ้างมีบุคคลขอซื้อตัว ส.ส.เกือบยกพรรค โดยการหลอกล่อด้วยเหตุผล การยุบพรรค คดีของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค รวมทั้งการข่มขู่ที่จะเอาถึงชีวิตทั้งทางตรงและทางอ้อมในช่วงโหวตเลือก ‘นายกรัฐมนตรี’ นั้นแหละ

แล้ว ‘งูเห่า’ เขาซื้อกันอย่างไร? หลักการแรกต้องศึกษาลักษณะนิสัย ฐานะทางเศรษฐกิจของแต่ละพรรคกันก่อนว่าทุนหนาหรือแห้งกรอบ รวมถึงแหล่งที่มาก็เป็นเรื่องสำคัญ ส.ส.ระบบเขตจะอยู่ในข่ายเป้าหมายมากกว่าส.ส.บัญชีรายชื่อ หรือปาตี้ลิสต์ เนื่องจากมีฐานเสียงที่ต้องรักษา การลงพื้นที่ร่วมกิจกรรมพบปะมวลชน ไม่ว่าจะงานบวช-งานแต่ง-ฝังลูกนิมิต ก็ต้องทำต่อเนื่องจากเงินที่ใช้จ่ายไปแต่ละครั้งต้องควักเนื้อตัวเอง ขอเบิกจากพรรคก็ไม่ได้ โอกาสได้มาร่วมงานง่ายขึ้นกว่า

ส่วน ‘งูเห่า’ ปรากฏตอนไหน? ก็ต้องเลือกที่เป็นวาระสำคัญ เหมือนเช่นในอดีต ภายหลังการลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ และพรรคร่วมรัฐบาลเดิมมีมติจะสนับสนุนให้ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ หัวหน้าพรรคชาติพัฒนา ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแทน ด้วยเสียงของพรรคความหวังใหม่  125 เสียง พรรคชาติพัฒนา 52 เสียง พรรคประชากรไทย 18 เสียง และพรรคมวลชน 2 เสียง รวม 197 เสียง โดย ส.ส.พรรคประชากรไทย จำนวน 12 คน ซึ่งเป็นกลุ่มของนายวัฒนา อัศวเหม  กลับสวนมติ นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรค ไปสนับสนุน นายชวน หลีกภัย หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นนายกรัฐมนตรี จนสามารถรวมได้ 209 เสียง จากเดิมได้เพียง 196 เสียง จนถูกเรียกว่า ‘กลุ่มงูเห่า’ ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการไม่เคารพกติกาประชาธิปไตย

แต่การโหวตเลือก ‘นายกรัฐมนตรี’ สมัยนี้ มีเสียง 250 สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ที่มาจากการคัดเลือกของ คสช.คอยสนับสนุนอยู่แล้ว ให้จับตาช่วงการเสนอญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล การถอดถอนจากตำแหน่งว่าจะเจอ ‘งูเห่า’ โผล่มากี่เสียง

จุดพลุแก้รธน.จับตาเกมนอกสภา

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/375318?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

จุดพลุแก้รธน.จับตาเกมนอกสภา

13 มิถุนายน 2562 – 09:29 น.
รธน
เปิดอ่าน 1,160 ครั้ง

บทบรรณาธิการ นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 13 มิถุนายน 2562

พรรคการเมืองในซีกฝ่ายค้านได้แสดงเจตจำนงในการขับเคลื่อนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 ซึ่งประกาศว่าต้องการแก้ไขทั้งฉบับโดยเริ่มต้นจากเรื่องอำนาจของส.ว.และมาตรา 279 ที่รับรองอำนาจของคสช. โดยเตรียมผลักดันทุกช่องทางทั้งในสภาและนอกสภา รวมทั้งจัดเตรียมเดินสายชี้แจงรณรงค์ให้ประชาชนเห็นชอบและให้เกิดฉันทามติร่วมกันแก้ไขรัฐธรรมนูญ พร้อมระบุว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นระเบิดเวลาจำเป็นต้องช่วยกันถอดสลัก ซึ่งแนวโน้มยื่นประเด็นแก้ไขก็มีแตกต่างกันไปโดยบางพรรคก็จ้องจะแก้ไขหลายหมวด หลายมาตรา และบางพรรคก็เสนอว่าควรปลดล็อกหมวดที่ว่าด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ทำได้ยาก เพื่อให้อนาคตสามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญได้โดยให้ใช้กติกาปกติที่ใช้เสียงข้างมากของรัฐสภา โดยพรรคการเมืองเหล่านี้เริ่มเดินหน้าทันทีหลังมีรัฐบาลใหม่เข้าสู่การบริหารประเทศ

ในส่วนขั้นตอนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พบว่าต้องเริ่มจากคณะรัฐมนตรี หรือส.ส.ไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของส.ส.ทั้งหมด เท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎรคือ 100 คนขึ้นไป ส่วนการออกเสียงลงคะแนนในวาระที่ 1 ขั้นรับหลักการ จะต้องใช้เสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของรัฐสภา ที่มีส.ส.500 คน และส.ว.250 คน คือต้องได้ 376 เสียงขึ้นไป ซึ่งในจำนวนนี้ ส.ว.จะต้องเห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 คือ 84 เสียง และวาระที่ 2 ขั้นพิจารณาเรียงลำดับมาตราให้ถือเสียงข้างมากเป็นหลัก ส่วนการโหวตวาระ 3 ขั้นสุดท้ายให้ใช้วิธีเรียกชื่อและลงคะแนนเปิดเผย และต้องมีคะแนนเห็นชอบมากกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมดของทั้งสองสภาโดยในจำนวนนี้ต้องมีสมาชิกพรรคการเมืองเห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของทุกพรรคการเมืองและมีส.ว.เห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกส.ว.

นอกจากนี้ยังมีการล็อกไว้อีกคือ 1.หากเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญในหมวด 1 บททั่วไป หมวด 2 หมวดพระมหากษัตริย์ หรือหมวด 15 การแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือเกี่ยวกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งต่างๆ หรือเรื่องเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่หรืออำนาจของศาลหรือองค์กรอิสระต้องทำประชามติ 2.ก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯ ส.ส. หรือ ส.ว. หรือ ส.ส.และส.ว.รวมกันไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 สามารถยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความชอบของร่างแก้รัฐธรรมนูญได้ ทั้งนี้จากความเห็นนักวิชาการมองว่าจุดแข็งของรัฐธรรมนูญฉบับนี้เน้นปราบปรามทุจริต การปฏิรูปพัฒนาประเทศ มีบทลงโทษพรรคและนักการเมืองที่รุนแรง ส่วนจุดอ่อนคือถูกมองว่าเป็นการสืบทอดอำนาจ ขาดการมีส่วนร่วมจากประชาชน และถ้าถามว่าประชาชนต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ก็ยังไม่มีการสำรวจผลอย่างจริงจัง

บริบทของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้ผ่านการประชามติจากประชาชนกว่า 16.8 ล้านเสียง และในระหว่างมีผลบังคับใช้มาเกือบ 2 ปียังถือว่าเป็นกฎหมายสูงสุดที่ต้องพิจารณาถึงผลกระทบรวมไปถึงข้อเด่นข้อด้อยและต้องให้ทุกภาคส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างหลากหลายเพื่อตกผลึกหาข้อสรุป โดยเฉพาะนักการเมืองอยู่ในกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจึงไม่ควรชี้นำหรือรีบด่วนแก้ไข แม้จะบอกว่าเป็นพันธสัญญาหาเสียงเพราะกฎหมายนี้เกี่ยวพันกับประชาชนทั้งประเทศ ดังนั้นเห็นว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมน่าจะเริ่มจากองค์กรอิสระหรือหน่วยงานวิชาการและสถาบันที่เป็นกลางเข้ามาเป็นกลไกหลักดำเนินการเพราะลำพังพรรคการเมืองไม่สามารถหาฉันทามติจากทุกส่วนได้เนื่องจากแบ่งขั้วแบ่งฝ่ายจึงต้องจับตาว่าจะเป็นหมากเกมปลุกกระแสนอกสภาเพราะในสภาจบเห่ไปแล้วหรือไม่

แก้ไขรธน. ‘ระเบิดเวลา’ รบ.พปชร.

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/375313?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แก้ไขรธน. ‘ระเบิดเวลา’ รบ.พปชร.

13 มิถุนายน 2562 – 09:25 น.
แก้ไขรัฐธรรมนูญ,พลังประชารัฐ,ประชาธิปัตย์,ตั้งรัฐบาล
เปิดอ่าน 2,396 ครั้ง

คอลัมน์… กระดานความคิด โดย…   ร่มเย็น

แก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560”  เพื่อพาประเทศไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยยิ่งขึ้น เป็นเงื่อนไขต่อรองสำคัญข้อหนึ่งในการเข้าร่วมรัฐบาล ที่พรรคประชาธิปัตย์มีต่อพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเป็นพรรคแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล  ซึ่งเมื่อได้รับการตอบสนองจากพรรคพลังประชารัฐ  พรรคประชาธิปัตย์ซึ่งมี 53 เสียง จึงตัดสินใจเข้าร่วมรัฐบาล

          อย่างไรก็ตามในการเข้าร่วมรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ในครั้งนี้มีีข้อแม้ว่า หากภายหลังเกิดกรณีไม่ทำตามเงื่อนไขตามทีี่ได้ตกลงกันไว้  พรรคประชาธิปัตย์ขอสงวนสิทธิ์ในการที่จะทบทวนอนาคตได้ในเรื่องของการเข้าร่วมรัฐบาล

สำหรับรัฐธรรมนูญปี 2560  เป็น “ของรักของหวง” ของ คสช.มาโดยตลอด  เพราะมีการวางกลไกการเปลี่ยนผ่านอำนาจของคสช.ไว้เป็นอย่างดี  ดังนั้นมีหรือที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่าที่นายกรัฐมนตรีของพรรคพลังประชารัฐ  ซึ่งเป็นหัวหน้า คสช. จะอยากให้แก้ จับอาการของพล.อ.ประยุทธ์ในเรื่องนี้ก็จะเห็นอาการเด้งเชือก ..“เรื่องนี้ต้องแยกประเด็นกับการร่วมจัดตั้งรัฐบาล”
ขณะที่นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ  บอกว่า  เรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องใหญ่ที่มีความซับซ้อน ไม่ใช่ว่าพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งจะแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ แต่ฝ่ายนิติบัญญัติต้องหารือร่วมกัน  ซึ่งต้องหารือกันต่อไป
เช่นเดียวกับแกนนำพรรคพลังประชารัฐอีกคน “พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์” ก็บอกว่า …เร็วไปที่จะพูดถึงในการแก้ไข ตอนนี้ต้องมุ่งนโยบายแก้ไขปัญหาปากท้องก่อน การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องใช้เวลาจะแก้มากแก้น้อยขนาดไหนต้องมาพูดคุยกัน คงไม่ใช่เงื่อนไขเร่งด่วน หรือจะเป็นปัญหาในการร่วมรัฐบาลในครั้งนี้

และหากมองไปที่เงื่อนไขในการขอแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคประชาธิปัตย์ที่ว่า “เพื่อพาประเทศไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยยิ่งขึ้น” นั้น กว้างมาก เพราะว่าไปแล้วรัฐธรรมนูญปี 2560 มีกลไกหลายอย่างที่สร้างปัญหา  อาทิ  ระบบเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสมที่ทำให้เกิดรัฐบาลผสมหลายพรรค ขาดเสถียรภาพทางการเมือง ในบทเฉพาะกาลระยะ 5 ปีแรกนับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกให้ ส.ว. ร่วมโหวตนายกรัฐมนตรีได้ ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนในรัฐธรรมนูญฉบับใด หรืิอกรณีที่เปิดช่องให้มี “นายกรัฐมนตรีคนนอก”
ยิ่งกว่านั้น….การแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 ทำได้ยากมากหรือแทบเป็นไปไม่ได้เลยเนื่องจากรัฐธรรมนูญปี 60  ได้สร้างเงื่อนไขในการแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้อย่างซับซ้อน  โดยต้องฝ่า “ด่านหิน” แต่ละขั้นตอนไปให้ได้
เริ่มจาก  1.ญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญต้องมาจากคณะรัฐมนตรี (ไม่ต้องฝันว่าจะเกิดขึ้น) หรือ ส.ส. จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของส.ส.ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎรซึ่งก็คือ ส.ส.ประมาณ 100 คนขึ้นไป หรือจาก ส.ส. และส.ว.จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา หรือประมาณ 150 คนขึ้นไป หรือจากประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่า 50,000 คน เข้าชื่อกัน
2.ร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญต้องเข้าสู่ที่ประชุมของรัฐสภา ซึ่งมีส.ว.ร่วมพิจารณาด้วย และพิจารณาเป็น 3 วาระ
3.การออกเสียงลงคะแนนในวาระที่ 1 ขั้นรับหลักการจะต้องใช้เสียงเห็นชอบด้วยในการแก้ไขเพิ่มเติม “ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง” ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา ซึ่งก็ประมาณ 376 เสียงขึ้นไป และในจำนวนนี้ต้องมี ส.ว.เห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา คือประมาณ 84 เสียงขึ้นไป (ยากกว่าได้เป็นนายกฯเสียอีก เพราะการให้ความเห็นชอบบุคคลเป็นนายกฯ ใช้เสียงประมาณ 376 เสียงขึ้นไป ซึ่งใช้เสียง ส.ส.อย่างเดียวก็ได้ไม่ต้องพึ่งส.ว. แต่นี่กำหนดถึงขนาดที่ว่าในจำนวน 376 เสียงต้องมีเสียงส.ว.เห็นชอบด้วย แค่นั้นไม่พอต้องมีเสียงส.ว.เห็นชอบด้วยประมาณ 84 เสียงขึ้นไป)
4.การพิจารณาในวาระที่ 2 ขั้นพิจารณาเรียงลำดับมาตรา ในการออกเสียงให้ถือเสียงข้างมากเป็นหลัก
5.ในการโหวตวาระ 3 ขั้นสุดท้าย (หินสุดๆ) ต้องมีคะแนนเสียงเห็นชอบด้วยในการที่จะให้ออกใช้เป็นรัฐธรรมนูญมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมด เท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภาคือประมาณ 376 เสียงขึ้นไป โดยในจำนวนนี้จะต้องมีเสียง ส.ส.จากทุกพรรคในสภาเข้ามาร่วมโหวตแก้ไข แม้กระทั่งพรรคฝ่ายค้านก็ต้องเห็นชอบด้วย ถ้าขาดพรรคใดพรรคหนึ่งไปอาจทำให้ญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญล่ม และต้องมีเสียงเห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของทุกพรรคการเมืองรวมกัน และมีส.ว. เห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา ซึ่งก็คือประมาณ 84 เสียงขึ้นไป
สรุปว่า เกมแก้ไขรัฐธรรมนูญยากยิ่งกว่ายาก  เงื่อนไขแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคประชาธิปัตย์ที่เสนอต่อพรรคพลังประชารัฐจะสำเร็จได้ต้องให้ ส.ว.250 ที่มาจากคสช.เปิดทาง และทุกพรรคการเมืองต้องสนับสนุนด้วย  และบางหมวดถ้าจะแก้ไขก็ต้องผ่านการออกเสียงประชามติก่อนด้วย
ดังนั้นหากพรรคพลังประชารัฐไปตกปากรับคำกับพรรคประชาธิปัตย์ตามข้อเสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพียงเพื่อจัดตั้งรัฐบาลได้ แล้วไม่ได้ทำหรือทำไม่ได้ ก็เท่ากับว่าผิดคำพูด ซึ่งจะส่งผลต่อการร่วมรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ พรรคใหญ่อันดับสองของรัฐบาล เมื่อเวลาที่ “สุกงอม” เดินมาถึง

นายกฯต้องสานรอยร้าวในพลังประชารัฐ (ถ้าจะอยู่ยืด)

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/375312?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

นายกฯต้องสานรอยร้าวในพลังประชารัฐ (ถ้าจะอยู่ยืด)

13 มิถุนายน 2562 – 09:10 น.
รักแผ่นดิน,พลังประชารัฐ,นายกฯ,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,สามมิตร
เปิดอ่าน 2,708 ครั้ง

คอลัมน์… รักแผ่นดิน โดย… ฅนไท ที่มา นสพ.กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 13 มิถุนายน 2562

…เพราะหนึ่งพรรคมีสิงร่างในพรรคพลังประชารัฐ ทำให้เกิดรอยร้าวขึ้น อันที่จริงความ “ไม่ลงรอย” กันระหว่าง ผู้มีบารมีสีเขียวกับสามมิตร ซึ่งเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนพรรคพลังประชารัฐ มีมาตั้งแต่ตอน “ปักหมุด” ตั้งพรรค

ตั้งแต่เริ่มแรกการคัดเลือก “คณะผู้บริหารพรรค” แต่ยังไม่เห็น “รอยร้าว” ชัดเจน จนกระทั่งการแบ่งเค้กจัดรัฐมนตรีตั้งรัฐบาลมาถึง เพราะนี่คือการเมือง ที่แย่งชิงทรัพยากร(เก้าอี้เสนาบดี) ที่มีอยู่อย่างจำกัด

การให้ร้ายระหว่างกัน ทั้งทางลับและทางแจ้ง ของทั้งผู้มีบารมีสีเขียวและกลุ่มสามมิตร จะเป็นปัจจัยในการ “กร่อนเซาะ บ่อนทำลาย” ทั้งพรรคพลังประชารัฐ และเสถียรภาพรัฐบาล พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยปริยาย

ไม่ว่าการพยายามจากผู้มีบารมีสีเขียว ในการสลายกลุ่มสามมิตรด้วยยุทธวิธี “ตกปลาในบ่อสามมิตร” ดึง ส.ส.ออกจากกลุ่มสามมิตร หรือความพยายามของสามมิตรในการ “ตกปลาในบ่อ” ดึง ส.ส.ในพรรคเข้ากลุ่ม ล้วนแต่เป็นการขยายผลแห่ง “บาดแผล”ความขัดแย้งให้ลึกลงไปอีก และไม่ได้เกิดประโยชน์ใด ๆ ต่อพรรคและเสถียรภาพของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ แม้แต่น้อย

ครั้นจะปล่อยให้ “ผู้มีบารมีสีเขียว” หรือ ”สามมิตร” แก้ไขปัญหากันเอง ด้วยวิธีการเฉกเช่นที่เป็นอยู่ ไม่เห็นวี่แววว่า ความขัดแย้งจะยุติลง ตรงกันข้าม จะเป็นความร้าวลึกที่รอวัน “ปะทุ”รอบใหม่ ที่อาจจะสะสมพลังปะทะดังเสมือนภูเขาไฟที่รอวันระเบิด

เพราะต่างฝ่ายต่าง ”โยนความผิด” ทั้งผลเลือกตั้ง และการเจรจาจัดตั้งรัฐบาล ว่าเป็นเพราะฝ่ายหนึ่ง ที่ทำให้พลังประชารัฐได้ ส.ส.ต่ำกว่าเป้า-เจรจาตั้งรัฐบาลเสียเปรียบพรรคร่วม เพราะพอใจฝั่งตน ได้กระทรวงสมใจอยาก

อาการแบบนี้ มีคนเดียวเท่านั้นที่ต้องเป็น “กาวใจ” บริหารความขัดแย้งให้ได้ เพราะนี่คือความอยู่รอดทางการเมืองรอบสอง ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ของพลเอกประยุทธ์ เอง

เมื่อขั้นตอนการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีเสร็จสิ้นอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่ 11 มิถุนายน ที่ผ่านมา ต่อแต่นี้ เราจะเห็นบทบาทนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องลงมาแก้ปัญหาทางสองกลุ่ม เพราะคนเป็นกองหลังให้ทั้งสองกลุ่ม “ไม่ธรรมดา”

ที่จะใช้แค่ผู้กองมนัส ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หรือ เสธ.ต่างๆ รอบกาย มาเคลียร์ไม่ได้ ต้องเป็น “ลุงตู่” คนเดียวเท่านั้นถึงจะ “เอาอยู่”

ฮ่องกงมีการชุมนุมประท้วงไปเที่ยวระวังอันตราย ‘ลูกหลง’

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/375229?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ฮ่องกงมีการชุมนุมประท้วงไปเที่ยวระวังอันตราย ‘ลูกหลง’

13 มิถุนายน 2562 – 00:00 น.
ฮ่องกง,ประท้วง,ประกันสังคม
เปิดอ่าน 2,881 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

วันนี้ขอเป็นสื่อกลางนำเสนอจดหมายจากคุณ ‘ธงชัย’ ตลิ่งชัน ซึ่งเพิ่งกลับจากเที่ยวฮ่องกงและไปเจอการชุมนุมประท้วง ซึ่งมีมากร่วมล้านคน และตำรวจปราบจราจลได้สกัดกั้นสลายการชุมนุม

สาเหตุของการประท้วงมีการสรุปให้ทราบในจดหมายต่อไปนี้ ซึ่งเป็นเรื่องการเมือง-การปกครอง ฮ่องกงโดยรัฐบาลจีน ซึ่งคาดหมายว่าจะมีการประท้วงเรื่อยๆ

 ไปฮ่องกงจงระวัง !
 จะโดนลูกหลงพวกประท้วง

ผมไปฮ่องกงมาและเรื่องแจ้งมาเป็นการด่วนเพราะเกรงว่าอาจจะล่าช้าหรือแม้ว่าเหตุการณ์ประท้วงที่ฮ่องกงอาจจะสงบแต่เชื่อว่าจะมีอีกและขอสรุปเหตุการณ์ให้ทราบ

คาดว่าผู้ออกมาร่วมเดินขบวนถึง 1.03 ล้านคน ส่วนใหญ่ร่วมกันสวมชุดสีขาว ประกอบด้วยคนหลากหลายอาชีพ ทั้งนักธุรกิจ และนักกฎหมายไปจนถึงนักศึกษา นักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยชื่อดัง และกลุ่มศาสนา โดยการชุมนุมเป็นไปอย่างสงบ แม้มีรายงานว่า ตำรวจใช้สเปรย์พริกไทยสกัดผู้ประท้วง

นับว่ามากกว่าการประท้วงในปี 2546 ที่ชาวฮ่องกงประสบความสำเร็จในการต่อต้านแผนของรัฐบาลที่จะเพิ่มความเข้มงวดของกฎหมายความมั่นคง อย่างไรก็ตามโฆษกตำรวจฮ่องกงออกมายืนยันว่าตัวเลขผู้ชุมนุมที่ประเมินได้ในช่วงสูงสุดอยู่ที่ 240,000 คน

ทั้งนี้ร่างกฎหมายเจ้าปัญหาฉบับนี้จะทำเจ้าหน้าที่ในจีนแผ่นดินใหญ่ ไต้หวัน และมาเก๊า สามารถยื่นเรื่องขอส่งตัวผู้ต้องสงสัยคดีอาชญากรรมเช่นการฆาตกรรมหรือข่มขืนจากฮ่องกงได้ โดยจะมีการพิจารณาเป็นกรณี

เวลานี้คนไทยชอบไปเที่ยวฮ่องกงเพราะของกินอร่อย ราคาพอรับได้และไปช็อปปิ้งมีของลดราคาเยอะ แต่เพื่อความปลอดภัยโปรดติดตามข่าวให้ดีนะครับและนี่ก็เข้าฤดูมรสุมแล้ว ต่อไปฮ่องกง-มาเก๊า จะมีพายุฝนลมแรงกว่าบ้านเราหลายเท่า

ด้วยความปรารถนาดีจึงเตือนมาให้ผู้จะไปฮ่องกงโปรดระวังและหากมีการชุมนุมประท้วงให้หลีกเลี่ยง

ขอขอบคุณในความห่วงใยของคุณธงชัย มา ณ ที่นี้ ที่แจ้งมาให้ทราบด้วยความปรารถนาดี
อ๊อด เทอร์โบ


ที่สำคัญคือเรื่องการปราบปรามผู้ประท้วงนั้น จีนแผ่นดินใหญ่ที่ดูแลฮ่องกงอยู่เขาเอาจริงครับ เพราะปล่อยไว้จะเป็นเชื้อไฟประท้วงลุกลาม จึงขอแจ้งมาเพราะคนไทยชอบเข้าไปดูไปเห็นหรือไปถ่ายรูปไปเซลฟีจะโดนลูกหลงได้
ธงชัย (ตลิ่งชัน)


มีข่าวดีจากสำนักงานประกันสังคม ซึ่งคู่สมรสที่มีลูกจะได้รับการตรวจและบริการดูแลเพื่อให้การคลอดบุตรเป็นไปอย่างปลอดภัยราบรื่น

รายละเอียดโทรสอบถามข้อมูลได้ที่ 1506 (24 ชม.) และ http://www.sso.go.th
อ๊อด เทอร์โบ


ประกันสังคมช่วยเหลือ
ช่วยเหลือผู้มีลูก (จากเลขาธิการสนง.ประกันสังคม ‘อนันต์ชัย อุทัยพัฒนาชีพ’)

สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน แจ้งถึงสิทธิประโยชน์การสนับสนุนคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ประกันตนหรือคู่สมรสที่ตั้งครรภ์ได้รับการตรวจและดูแลการตั้งครรภ์อย่างมีคุณภาพตามเกณฑ์มาตรฐานตั้งแต่ระยะแรกของการตั้งครรภ์ได้รับการตรวจอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้การคลอดเป็นไปอย่างราบรื่น

สำนักงานประกันสังคมจะมีการจ่ายประโยชน์ทดแทนกรณีคลอดบุตรให้แก่ผู้ประกันตนในอัตรา 13,000 บาท ต่อการคลอดบุตรหนึ่งครั้ง พร้อมได้ให้สิทธิประโยชน์กรณีสงเคราะห์บุตร เหมาจ่ายเดือนละ 6,000 บาทต่อบุตรหนึ่งคน ซึ่งมีอายุไม่เกิน 6 ปีบริบูรณ์ คราวละไม่เกิน 3 คน

นอกจากนี้มีการสนับสนุนค่าตรวจและรับฝากครรภ์เพิ่มอีก 1,000 บาท เพื่อเป็นการจูงใจให้ผู้ประกันตนหรือคู่สมรสมีการฝากครรภ์ตามเกณฑ์คุณภาพให้แก่ผู้ประกันตนที่มีการเข้ารับบริการฝากครรภ์ในสถานพยาบาลตามเกณฑ์คุณภาพที่กำหนด โดยสำนักงานประกันสังคมจะแบ่งจ่ายตามอายุครรภ์เป็นครั้งๆดังนี้คือ

ครั้งที่ 1 อายุครรภ์ไม่เกิน 12 สัปดาห์ จ่ายในอัตราเท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 500 บาท

ครั้งที่ 2 อายุครรภ์มากกว่า 12 สัปดาห์ แต่ไม่เกิน 20 สัปดาห์ จ่ายในอัตราเท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 300 บาท

ครั้งที่ 3 อายุครรภ์มากกว่า 20 สัปดาห์ แต่ไม่เกิน 28 สัปดาห์ จ่ายในอัตราเท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 200 บาท

สำหรับแนวทางการขอรับประโยชน์ทดแทนจะต้องมีหลักฐานการเข้ารับบริการจากสถานพยาบาลที่ไปใช้บริการฝากครรภ์ในแต่ละครั้งคือใบเสร็จรับเงินกับใบรับรองแพทย์มายื่นขอรับใบประโยชน์ทดแทนในส่วนค่าตรวจและรับฝากครรภ์เพิ่มเติมได้โดยไม่ต้องรอให้มีการคลอดบุตรได้ที่สำนักงานประกันสังคมทุกแห่งทั่วประเทศ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่ทั้ง 12 แห่ง สำนักงานประกันสังคมจังหวัด/สาขา/ที่ท่านสะดวก หรือโทร.1506 (เจ้าหน้าที่ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง) ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.sso.go.th


 ต้องสำนึกบุญคุณแผ่นดิน
 เรียนถึงรัฐบาลที่จะเข้ามาบริหารประเทศ

ไทยเรามีรากเหง้า วัฒนธรรม จารีตประเพณีมาหลายร้อยปี สืบทอดกันมาก่อนสมัยกรุงสุโขทัยเสียอีกที่ชาติอื่นเขาไม่มี จงภูมิใจเถิดที่เกิดมาบนผืนแผ่นดินไทย แม้บางคนจะเป็นต่างด้าว ต้องสำนึกในบุญคุณของแผ่นดินไทยและตอบแทนแผ่นดินไทยที่หลายๆ คนได้ทำดีอยู่แล้ว

ผมมีข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลชุดใหม่ คือลูกหลานเรียนครู พยาบาล เอกดนตรี นาฏศิลป์ จบมาไม่มีงานทำ ออกมาขายของก็ไม่ดี มีแต่คนขายเต็มไปหมด รัฐบาลสร้างวัตถุมนุษย์ให้มีงานทำ ครอบครัวมีความสุข เศรษฐกิจก็จะดี และขอเสนอ ดังนี้

บรรจุข้าราชการ หมอ พยาบาล ผู้ช่วย และพนักงานในโรงพยาบาลใหม่มาก เพราะคนป่วยเยอะมาก บรรจุครูทุกวิชาเอก และทุกโรงเรียนถึงอาชีวะ ให้มีครูดนตรี นาฏศิลป์ ให้เด็กได้มีจิตใจดี ไม่ก้าวร้าว ไม่ไปฆ่าไปตีใครอีก

ขอให้ยกเลิกคำว่าพนักงานราชการ เป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตามเดิมและอย่าเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด อย่าเปลี่ยนแปลงอำนาจการปกครองจากส่วนกลางเป็นศูนย์สั่งการ

ผมไม่อยากให้ผู้มีอิทธิพล มาเฟีย หรือผู้มีบารมีนอกขอบเขตมาเป็นใหญ่และขยายผลประโยชน์ส่วนตัว
ประโยชน์ (คนไทยรักแผ่นดิน)


“โกเกี๊ยะ-เจ๊เปี๊ยะ” เสนาบดีคู่สะท้านบู๊ลิ้ม

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/375172?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“โกเกี๊ยะ-เจ๊เปี๊ยะ” เสนาบดีคู่สะท้านบู๊ลิ้ม

12 มิถุนายน 2562 – 11:19 น.
โกเกี๊ยะ-เจ๊เปี๊ยะ,พรรคภูมิใจไทย,เก้าอี้รัฐมนตรี,รัฐมนตรีกระทรวงท่องเที่ยว,พิพัฒน์ รัชกิจประการ,นาที รัชกิจประการ,เนวิน ชิดชอบ,รัชกิจโฮลดิ้ง,ปั๊ม PT
เปิดอ่าน 30,648 ครั้ง

คมลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์คมชัดลึก 12 มิถุนายน 2562

***********************

          ไม่น่าประหลาดใจที่โผรายชื่อรัฐมนตรี “ตู่ 2/1” ของพรรคภูมิใจไทย จะมีทั้งชื่อ “นาที รัชกิจประการ” และ “พิพัฒน์ รัชกิจประการ” จะได้นั่งเก้าอี้ว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

          คอการเมืองทักษิณ พูดเสียงเดียวกันว่า นาทีหรือพิพัฒน์ จะได้เป็น รมว.ท่องเที่ยวฯ ก็ไม่ผิดแผกแตกต่างกัน และเป็นความภูมิใจของ “รัชกิจโฮลดิ้ง” ผู้ถือหุ้นใหญ่ของ บมจ.พีทีจี เอ็นเนอยี (PTG) ผู้ดำเนินธุรกิจปั๊มน้ำมันพีที ที่มาแรงในวันนี้ 

ทายาท “โกเล็ก” พ่อค้าน้ำมัน

          30 ปีที่แล้ว กลุ่มเรือประมงย่านน่านน้ำอันดามัน ย่อมรู้จักชื่อเสียงของ “โกเล็ก” และ บริษัท ภาคใต้เชื้อเพลิง จำกัด โดยโกเล็ก มีลูกชาย คนที่สืบทอดดูแลธุรกิจน้ำมัน คือ “โกเกี๊ยะ พิพัฒน์ รัชกิจประการ” , “โกโต พิบูลย์ รัชกิจประการ” และ “โกนั้ง พิทักษ์ รัชกิจประการ” 

          ปัจจุบัน บริษัท ภาคใต้เชื้อเพลิง ได้เข้าตลาดหลักทรัพย์ และเปลี่ยนชื่อเป็น “บมจ.พีทีจี เอ็นเนอยี” (PTG) ดำเนินธุรกิจสถานีบริการน้ำมันพีที โดยมี “โกนั้ง พิทักษ์” เป็นผู้บริหารค่ายพีทีจี

โกเกี๊ยะ กับ เจ๊เปี๊ยะ ผู้สร้างแบรนด์ปั๊ม PT

          ส่วน “โกเกี๊ยะ พิพัฒน์” และ “โกโต พิบูลย์” ยังดูแลธุรกิจอื่นๆ ในเครือ “รัชกิจโฮลดิ้ง” และเล่นการเมืองเต็มตัว 

          พิพัฒน์” หรือที่เพื่อนโรงเรียนแสงทอง (หาดใหญ่รุ่น 14 เรียกว่า “ซุ่นเกี๊ยะ” เป็นชาวหาดใหญ่ จ.สงขลา

          เมื่อบิดา “โกเล็ก” ไปทำธุรกิจน้ำมันอยู่ที่ จ.สตูล โกเกี๊ยะก็ได้ไปดูแลกิจการน้ำมันของตระกูล จนสร้างฐานการเมืองท้องถิ่น ทั้งเทศบาลเมืองสตูล และองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูล

          โกโต น้องชายโกเกี๊ยะเป็นนายกเล็กเมืองสตูลอยู่หลายปี ก่อนจะวางมือ และหวนกลับมาล้มค่าย ปชปยึด ที่นั่ง ส..เบ็ดเสร็จ

สัมพันธ์ลึก “เนวิน”

          ปี 2547 “เนวิน ชิดชอบ” สมัยที่ยังเป็นขุนพลแก้วของ ทักษิณ ชินวัตร และมีหัวโขน รมช.เกษตรฯ ได้รับมอบหมายให้ไปดูแลโครงการของกระทรวงเกษตรฯ ใน จังหวัดชายแดนใต้ รวมถึงเมกะโปรเจกต์อย่างการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกปากบารา

          เวลานั้น “โกเกี๊ยะ” แห่งภาคใต้เชื้อเพลิง ได้ทำธุรกิจน้ำมันร่วมกันกับ “วัฒนา อัศวเหม” เจ้าพ่อปากน้ำ ที่ทำธุรกิจน้ำมันยี่ห้อเอ็มพี

          วัฒนา” เป็นเพื่อนรักกับ “ชัย ชิดชอบ” มาแต่สังกัดพรรคผี(ปี 2512) จึงฝากให้ลูกชายปู่ชัย “เนวิน” ช่วยดูแลตระกูล “รัชกิจประการ” หุ้นส่วนธุรกิจทางทะเลในเมืองสตูลด้วย

ความสัมพันธ์ของ “อัศวเหม” รัชกิจประการ” และ “ชิดชอบ”

          นี่คือ จุดเริ่มต้นที่ทำให้เนวิน ได้รู้จักกับ “โกเกี๊ยะ” รวมถึงภรรยา “เจ๊เปี๊ยะ นาที รัชกิจประการ” อดีต ส..พัทลุง

          เลือกตั้ง 2550 “เจ๊เปี๊ยะ นาที” จึงเป็นแม่ทัพพรรคพลังประชาชน โซนอันดามัน แม้ผู้สมัคร ส..จะสอบตกหมดทุกเขต แต่เจ๊เปี๊ยะก็ได้เป็นเลขานุการประธานสภาผู้แทนฯ (ชัย ชิดชอบ)

          หลังจากเนวินแยกตัวมาตั้งพรรคภูมิใจไทย โกเกี๊ยะเจ๊เปี๊ยะ ก็รับหน้าที่เป็นแม่ทัพปักษ์ใต้ ค่ายสีน้ำเงินเต็มตัว

เจ๊เปี๊ยะ สนิทสนมกับตระกูลชิดชอบมานาน

อันดามันคอนเนกชั่น

          สมัย “เนวิน” มาดูแลชายแดนใต้ ได้ยึดสตูลเป็นที่มั่นการเมือง นอกจาก “โกเกี๊ยะ” ก็ยังมี “โกเกียรติ” สมเกียรติ เลียงประสิทธิ์ เจ้าของบริษัท เกียรติเจริญชัยการโยธา ผู้รับเหมาก่อสร้างรายใหญ่สุดในฝั่งอันดามัน ที่รับหน้าที่ดูแลผู้สมัคร ส..สตูล ให้เนวินมาแต่การเลือกตั้งปี 2548

          ตระกูล “เลียงประสิทธิ์” แห่ง อ.ละงู มีธุรกิจมากมาย ทั้งเรือประมง รถบรรทุก แพปลา ท่าเรือ รับเหมาก่อสร้าง สถานีบริการน้ำมัน และสวนปาล์ม นอกจากนี้ ยังมีค่ายมวยเกียรติเจริญชัย

          วันนี้ เครือข่ายโกเกียรติ ยึดการเมืองท้องถิ่นไว้หมด “โกเตี๋ยน สัมฤทธิ์ เลียงประสิทธิ์” น้องชายโกเกียรติ เป็นนายก อบจ.สตูล และ “โกดาว ประสิทธิ์ แบ้สกุล” เป็นนายกเทศมนตรีเมืองสตูล

          พลันที่ “โกเกี๊ยะเจ๊เปี๊ยะ” แม่ทัพใหญ่ภูมิใจไทย เดิมพันชิงเก้าอี้ “รัฐมนตรี” จึงวางกำลังในพื้นที่เป้าหมายคือ พัทลุง สงขลา และสตูล 

          โกเกียรติจึงกระโดดมาเล่นการเมือง โดยส่งลูกชาย “โกแพ วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์” ลงสมัครเขต และน้องชายโกเกี๊ยะคือ โกโต ลงเขต ปรากฏว่า ได้รับชัยชนะทั้งสองเขต

          โกเกียรติ” และ “โกเกี๊ยะ” สองผู้ยิ่งใหญ่แห่งอันดามัน รอคอยมาแต่ปี 2548 ความฝันพลันเป็นจริง ในยุครัฐบาลลุงตู่ ภาค 2

          จะว่าไปแล้ว “เสี่ยหนู” ประกาศทุกเวทีหาเสียงในภาคใต้ว่า นาทีคือรัฐมนตรีท่องเที่ยวฯ จนค่ายสีน้ำเงินคว้าชัย ได้เก้าอี้ ส..มากถึง ที่นั่ง ในสมรภูมิภาคใต้ 

          ต้องบันทึกไว้ในตำนานการเมืองไทย เก้าอี้ ได้รัฐมนตรี คน ก็คือ คู่ชีวันขวัญชีวาแห่ง “รัชกิจประการ” นั่นเอง