รู้จัก “ไอโอ”เมื่อโซเชียลฉีกกฎสงครามข่าวสาร

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/375167?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

รู้จัก “ไอโอ”เมื่อโซเชียลฉีกกฎสงครามข่าวสาร

12 มิถุนายน 2562 – 11:00 น.
ไอโอ,ช่อ,ทหาร,โซเชียล,ข่าวสาร
เปิดอ่าน 4,474 ครั้ง

คอลัมน์…  ล่าวความจริง..พิกัดข่าว  โดย…  ปกรณ์ พึ่งเนตร 

ประเด็น “ไอโอ” กำลังฮิตในการกล่าวหากันทางโลกออนไลน์

ล่าสุดกรณีของ “คุณช่อ” ที่มีคนไปขุดภาพถ่ายในอดีตของเธอที่ถูกมองว่าไม่ค่อยจะเหมาะสม เธอก็ชี้แจงอ้างว่าเป็น “งานไอโอของทหาร” ทำให้หลายคนเข้าใจว่า “ไอโอ” ทำได้เฉพาะฝ่ายรัฐหรือกองทัพเท่านั้น บ้างก็ไปเชื่อมโยงกับการทำปฏิวัติรัฐประหารโน่นเลย ซึ่งเป็นการกล่าวหาที่ทำให้เกิดความเข้าใจไม่ค่อยจะถูกต้อง

จริงๆ แล้ว “ไอโอ” ย่อมาจากคำภาษาอังกฤษว่า Information Operation หรือ “ปฏิบัติการข่าวสาร” ซึ่งในอดีตถูกนำมาใช้ชิงความได้เปรียบในการรบหรือการทำสงคราม

หลักการสำคัญของ “ไอโอ” คือการเผยแพร่ความคิดและความเชื่อของ “ฝ่ายเรา” ให้กลุ่มเป้าหมายได้รับทราบ และทำให้เกิดความคิดความเชื่อคล้อยตามความประสงค์ของ “ฝ่ายเรา” ขณะเดียวกันก็ต้องหาทางระงับยับยั้ง ขัดขวาง หรือทำลายศักยภาพด้านการ “ไอโอ” ของฝ่ายตรงข้าม หรือ “ฝ่ายศัตรู” เพื่อไม่ให้สามารถเผยแพร่ความคิดความเชื่อต่อกลุ่มบุคคลที่เป็นเป้าหมายของ “ฝ่ายเรา” ได้

นี่คือความหมายพื้นฐานแบบเข้าใจง่ายๆ ที่ได้มาจากอดีตผู้บริหารระดับสูงที่รับผิดชอบหน่วยงานด้านการข่าวของเมืองไทย

ส่วนวิธีการเผยแพร่ความคิดความเชื่อที่สามารถส่งถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากที่สุด แน่นอนว่าจำเป็นต้องพึ่งพาสื่อทุกชนิด ฉะนั้นในอดีต ฝ่ายที่ทำไอโอหนักๆ ได้จึงเป็น “ฝ่ายรัฐ” เพราะคุมสื่อแทบทุกชนิดอยู่ในมือ แต่ในยุคปัจจุบันมีโซเชียลมีเดีย หรือ “สื่อสังคมออนไลน์” ที่ทุกคนเป็นสื่อและผลิตสื่อได้ด้วยตนเอง ทำให้งาน “ไอโอ” ไม่ได้ผูกขาดอยู่ที่ภาครัฐอีกต่อไป ฉะนั้นหากใครมีขีดความสามารถ หรือ “ทักษะ” ในการใช้สื่อประเภทต่างๆ ได้มากกว่า ก็จะทำไอโอได้เหนือกว่าอีกฝ่าย

ที่สำคัญ ความเชี่ยวชาญการใช้ “สื่อใหม่” หรือ “นิวมีเดีย” ยังสามารถระงับหรือขัดขวางการ “ไอโอ” ของฝ่ายตรงข้ามได้ง่าย เช่น วิธี report หรือวิธีใช้คนจำนวนมากเข้าไปใช้เว็บ เพจเฟซบุ๊ก หรืออินสตาแกรมของฝ่ายตรงข้ามพร้อมๆ กันจนเว็บหรือเพจล่ม หรือถ้าเป็นระดับมืออาชีพมากกว่านั้นอาจใช้การโจมตีด้วยไวรัสกันเลยทีเดียว

สถานการณ์ในปัจจุบัน ผู้เชี่ยวชาญด้านการข่าว บอกว่า บางทีคนทั่วไปที่มีความรอบรู้ในเรื่องเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นพิเศษ ก็อาจมีความสามารถในการทำ “ไอโอ” เหนือหน่วยงานรัฐบางหน่วยที่ยังมีบุคลากรด้านนี้น้อย หรือบุคลากรไม่พัฒนาตัวเองด้วยซ้ำ

การทำ “ไอโอ” ที่เห็นชัดๆ ในบ้านเราในรอบสิบกว่าปีที่ผ่านมา ก็คือการทำสงครามข่าวสารในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งว่ากันว่าเป็นพื้นที่ที่ “ข่าวลือ” ทำงานสำเร็จมากที่สุดพื้นที่หนึ่งของประเทศ

วิธีการทำ “ไอโอ” ที่ใช้กันทั่วไป หลักสำคัญเริ่มจากการหา “จุดสนใจ” แล้วสร้าง “คีย์เวิร์ด” เพื่อสร้างชุดความคิดทำลายฝ่ายตรงข้าม เช่น โจมตีว่าอีกฝ่ายเป็นเผด็จการ แล้วยกตัวเองเป็นฝ่ายประชาธิปไตย (ความจริงเป็นหรือเปล่า เป็นอีกเรื่อง) ซึ่งหาก “คีย์เวิร์ด” นี้เป็น “หัวใจ” หรือ “จุดอ่อน” หรือที่เรียกภาษาทหารว่า “จุดศูนย์ดุล” หรือ center of gravity ของฝ่ายตรงข้ามพอดี การทำไอโอก็จะยิ่งมีประสิทธิภาพ โดยใช้ “คีย์เวิร์ด” เดิมเป็นตัวเดินเรื่องพัฒนาชุดความคิดไปเรื่อยๆ

ฉะนั้นหากฝ่ายไหนครอบครองสื่อได้มากกว่า ก็ถือได้ว่ามีเครื่องมือมากกว่า และมีโอกาสสูงกว่าที่จะชนะในสงครามข่าวสาร

ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ ในทางทฤษฎีแล้วการทำ “ไอโอ” ที่จะประสบความสำเร็จในระยะยาว ต้องใช้ “ความจริง” ในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเท่านั้น เพราะหากใช้ “ความเท็จ” หรือการ “ป้ายสี” แม้จะทำให้ได้ชัยชนะในช่วงแรกๆ แต่ก็จะเกิดปัญหาตามมา

คำถามที่น่าสนใจก็คือ หลักการนี้ยังใช้ได้จริงหรือไม่ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารไหลเวียนอย่างรวดเร็วอย่างในปัจจุบัน เพราะหลายๆ ครั้งเราก็เห็นอยู่ตำตาว่า การปล่อยข้อมูลเท็จ หรือ fake news เพียงครั้งเดียว อาจทำให้คู่ต่อสู้ชนะศึกไปได้เลย

เมื่อไม่นานมานี้มีบทความในต่างประเทศ ซึ่งมีคนแปลเป็นภาษาไทย ยกระดับ “ไอโอ” ในยุคโซเชียลว่าเป็นดั่งอาวุธประหัตประหาร โดยมีบิ๊กดาต้าเก็บรวบรวมข้อมูล และสามารถประมวลวิเคราะห์ข้อมูลทำให้ทราบถึงพฤติกรรม รสนิยม ความคิด ความสนใจ ความเชื่อของคนในสังคมนั้นๆ ได้ ผู้ที่ทำ “ไอโอ” จึงสามารถนำข้อมูลเหล่านี้มาสร้างชุดความคิดเพื่อชี้นำได้ง่าย และสามารถสร้างกระแสให้เกิดความเชื่อในทิศทางเดียวกันของคนหมู่มากด้วยการใส่แฮชแท็ก หรือ # หากความคิดความเชื่อถูกท้าทาย ก็จะถูกแท็กทีมโจมตีกลับ หากผู้ใดอยู่ใต้บรรยากาศเช่นนี้นานๆ อาจจะถูกล้างสมองได้เหมือนกัน

นี่คือความน่ากลัวของ “ไอโอ” ที่สลับซับซ้อนขึ้นอีกหลายชั้นในโลกโซเชียลมีเดีย !

อย่าซ่า..ท้าลุง ระวังอาจเจอ”ยุบ”!!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/375166?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อย่าซ่า..ท้าลุง ระวังอาจเจอ”ยุบ”!!

12 มิถุนายน 2562 – 10:50 น.
ลุงตู่,นายกรัฐมนตรี,รัฐบาบ
เปิดอ่าน 4,467 ครั้ง

โดย…  เร้นกาย ไร้เงา

ตอนนี้คนการเมืองยังสาละวนกับการต่อรองเก้าอี้ รมต.กันไม่จบไม่สิ้นและรอดูว่าหากแรงต่อรองยังไม่มีท่าทีว่าจะยุติ แม้ “ลุงตู่” จ่อที่จะเป็นหัวโต๊ะนั่งคุยกับทุกฝ่ายด้วยตัวเองเพื่อทำความเข้าใจร่วมกันแล้วนั้น

รอดูผลสุดท้ายว่ามันจะออกหัวหรือก้อย….

เพราะกระแสข่าวในหลายวันมานี้สะพัดด้วยเรื่องการต่อรองเก้าอี้ครม.ทั้งจากในพรรคพปชร.ที่เสมือนงัดข้อกับพรรคร่วมรัฐบาลในกระทรวงที่หมายปอง เพราะต่างฝ่ายต่างให้ข่าวกันไปมาจนสับสนว่า ยอมหรือไม่ยอมแลกกันแน่…

รวมทั้งการเคลื่อนไหวในพปชร.ด้วยกันเองที่ยังเกลี่ยเก้าอี้โควตาในมุ้งไม่ได้ และใครบางคนพยายามที่จะกวนน้ำให้ขุ่นและอาจใช้จังหวะนี้ผสมโรงไปด้วย

          แว่วว่าลุงตู่ “ไม่สบายใจนัก” ในหลายวันที่ผ่านมากับอิทธิฤทธิ์ของคนการเมืองหลายส่วนที่ออกมาขยับกดดันผ่านสื่อและยังมีสงครามน้ำลายที่สาดไปมาในขั้วหนุนลุงตู่ด้วยกันเอง

 “คะแนนติดลบ” ของรัฐนาวาลำใหม่ถูกเติมให้แบบไม่รู้ตัวและต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่ที่จะสลัดภาพเหล่านี้ออกไปจากความทรงจำของสังคม

คนวงในที่รับรู้ความรู้สึกของลุงตู่ทำนายไว้ว่า “ตอนนี้ลุงตู่มีทางเลือกคือ ตอนนี้ทำงานต่อไปเรื่อยๆ ในฐานะรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มและอำนาจหัวหน้าคสช.ยังคงอยู่ แม้วันนี้จะมีนายกฯ ที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ มาแล้ว แต่เมื่อยังไม่ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณตนพร้อมกับครม.ใหม่ รวมทั้งแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา

ครม.ลุงตู่ 1 ก็ยังทำหน้าที่ดังเดิมจนกว่าครม.ลุงตู่ 2 จะทำหน้าที่ได้โดยชอบด้วยกฎหมาย

ตอนนี้นักการเมืองปั่นกระแสข่าวให้ตัวเองได้ในสิ่งที่หวัง แต่ลืมมองว่ามันทำลายความเชื่อมั่นของประเทศ อย่าลืมว่านายกฯ คือหัวหน้ารัฐบาล รัฐบาลมีหน้าที่ดูแลชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ร่วมกับฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายตุลาการ งานของฝ่ายบริหารคือรัฐบาลนั้นต้องขับเคลื่อนประเทศ ดังนั้นครม.ชุดใหม่ต้องมีภาพลักษณ์และคุณสมบัติที่ดี ทำงานตามที่รับมอบหมายได้

ย้ำว่าลุงตู่ขอบคุณทุกพรรคที่มาร่วมรัฐบาลและให้เกียรติทุกฝ่าย แต่อย่าลืมว่าหากลุงตู่ไม่สามารถเลือกบุคคลมาทำหน้าที่ในครม.ได้ และต้องยอมตามเงื่อนไขของทุกพรรคทุกเรื่อง หัวหน้ารัฐบาลก็แทบจะไร้ความหมาย

คนวงในแจ้งว่า “ที่ผ่านมาลุงตู่ติดตามข่าวสารเสมอและไม่พอใจที่กระแสข่าวต่อรองและตอบโต้ไปมาของนักการเมืองที่ออกมาแทบทุกวันทั้งจากในและนอกพรรค แต่ไม่แสดงออก อย่าลืมว่าลุงตู่รู้ว่าบุคลากรของพรรคต่างๆ ที่มีกระแสข่าวว่าจะร่วมครม.ตามโควตาที่มีการหารือเบื้องต้นนั้น ใครทำงานและมีคุณสมบัติอย่างไร มีประวัติการทำงานในอดีตเช่นใด สังคมยอมรับหรือไม่ ปัจจัยเหล่านี้ลุงตู่ติดตามตลอดแต่ไม่พูด แต่เมื่อนัดคุยแล้ว ทำความเข้าใจในภารกิจข้างหน้าร่วมกันแล้ว หากว่าหลังการคุยกับพรรคร่วมรัฐบาลสิบกว่าพรรคยังไม่ยุติ ลุงตู่จะเลือกใช้การยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชนตัดสิน เพราะแนวคิดนี้ลุงตู่มองเป็นแผนสำรองไว้หลายวันแล้ว แต่ที่ผ่านมารอการเจรจาเบื้องต้นและเจรจาอีกครั้งกับทุกฝ่ายแบบเปิดอก”

เท่ากับว่าลุงตู่มอนิเตอร์ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในช่วงสองเดือนเศษมานี้ และไม่ออกความแห็นใดๆ ให้กระเพื่อมเพิ่มเติม เพราะอ่านเกมออกว่า เสถียรภาพของรัฐบาลที่มีพรรคร่วมมากและยังปริ่มน้ำอยู่แบบนี้ ไม่ใช่สถานะที่ปลอดภัยนัก

แต่ภารกิจที่รับมอบมาจากรัฐสภาที่ลงมติเห็นชอบให้ลุงตู่คัมแบ็กคราวนี้ แม้จะมีแรงต้านต่างๆ นานา จากขั้วตรงข้าม รวมทั้งสื่อต่างชาติที่วิพากษ์การเข้าสู่อำนาจในคราวนี้ไว้เผ็ดร้อน

          ความอดทนคือสิ่งเดียวที่ลุงตู่ต้องใช้ให้ถึงขีดสุดเพราะจากวันนี้ไปย่อมไม่เหมือนห้าปีที่ผ่านมา วันนี้ “พี่น้อง 3 ป.” ต้องผนึกกำลังช่วยกันให้ถึงที่สุด โดยเฉพาะ “น้องเล็ก” แห่งค่ายนี้ที่สายตาทุกคู่จับจ้อง

การเป็นกัปตันนำรัฐนาวาลำนี้ลงสู้คลื่นบนน้ำและคลื่นใต้น้ำคราวนี้ไม่ใช่งานง่ายๆ สำหรับลุงตู่ แต่เมื่อลุงตู่ต้องถือพังงาในงวดนี้ต่อไป ลุงตู่ก็ต้องประคองไปให้ถึงฝั่งฝันแม้จะเจออุปสรรคบ้างก็ตาม…

แม้อุปสรรคข้างหน้าอาจทำให้เหนื่อยบ้างแต่การเหนื่อยนั้นมันคงดีกว่าหากคนบนเรือลำนี้ไม่เอาเท้าราน้ำและฟัดกันเองบนเรือระหว่างเส้นทาง

ตอนนี้เสมือนการเริ่มนำรัฐนาวาลงน้ำ อุปสรรคเบื้องต้นคือความสามัคคีของคนบนเรือที่ลุงตู่ถือพังงา ฉะนั้นแต้มในมือลุงตู่ยามนี้มีไม่กี่ทางเลือก คือ เจรจาตั้งรัฐบาลใหม่ให้ลงตัวและยุติโดยเร็วเพื่อทำงานต่อให้บ้านเมือง หากยังคุยไม่รู้เรื่อง ลุงตู่ทำงานต่อไปอีกระยะ โดยคนการเมืองก็ทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติไปพลางๆ หากถึงช่วงสิ้นสุดเวลาและมันไปต่อไม่ได้ การคืนอำนาจให้ประชาชนผ่านการยุบสภาจะเป็นทางเลือกสุดท้ายที่ลุงตู่จะใช้

และทางเลือกสุดท้ายนี้รับรองว่าคนการเมืองหลากพรรคยิ้มไม่ออกแน่ๆ เพราะลงทุนลงแรงไปอักโขแล้วในช่วงหาเสียง แต่สุดท้ายบัวแล้งน้ำเช่นนี้จะมาโทษลุงตู่ไม่ได้

          หากวันนั้นสถานการณ์ออกมาเช่นนี้คนการเมืองต้องโทษตัวเองเพราะ “ซ่า” เกินลิมิต จน “ลุงตู่” ต้องดับการท้าทายความซ่าด้วยการคืนอำนาจให้ประชาชน

          แบบนี้ยังจะกล้าซ่าท้าลุงตู่กันอีกไหม…ถามใจเธอดู “นักการเมืองไทย”

ความอ่อนแอของ”ฝ่ายค้าน”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/375165?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ความอ่อนแอของ”ฝ่ายค้าน”

12 มิถุนายน 2562 – 09:20 น.
พรรคพลังประชารัฐ,จิรายุ ห่วงทรัพย์,พรรคไทยรักษาชาติ,เพื่อไทย,ปิยบุตร แสงกนกกุล,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
เปิดอ่าน 34,378 ครั้ง

โดย…  โอภาส บุญล้อม

แม้ว่ารัฐบาลพรรคพลังประชารัฐภายใต้การนำของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา  นายกรัฐมนตรี หรือ “รัฐบาลประยุทธ์ ภาค 2” จะมีจุดอ่อนจากการที่เป็น “รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ” มี 254 เสียงเกินครึ่งเพียง 4 เสียง และเป็นรัฐบาลผสมถึง 19 พรรคการเมือง ซึ่งต้องเผชิญกับการต่อรองสูงของพรรคร่วมรัฐบาล รวมทั้งโครงสร้างในพรรคพลังประชารัฐที่ประกอบด้วยกลุ่มการเมืองต่างๆ ที่พร้อมที่จะขัดแย้งกันเอง
แต่ในขณะเดียวกันหากเรามองไปที่ “ฝ่ายค้าน” ซึ่งมีพรรคเพื่อไทยและพรรคอนาคตใหม่ เป็นแกนหลัก ก็จะพบว่าในส่วนของฝ่ายค้านเองก็ไม่ได้มีความพร้อมที่จะทำหน้าที่ในการตรวจสอบรัฐบาลอย่างมีประสิทธิภาพแต่อย่างใด
“พรรคเพื่อไทย” ซึ่งอยู่ในสภาพ “ไร้หัว” เนื่องจากแกนนำพรรค ไม่ว่าจะเป็นหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานฝ่ายยุทธศาสตร์เลือกตั้งและขุนพลฝีปากกล้าของพรรค นักปราศรัย นักอภิปราย นักพูด รวมถึง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง  “สอบตก” หมด เนื่องจากลงสมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อหรือปาร์ตี้ลิสต์ และพรรคเพื่อไทยไม่ได้ “ปาร์ตี้ลิสต์” แม้แต่ที่นั่งเดียว อันเป็นผลมาจากสูตรคำนวณปาร์ตี้ลิสต์ที่ออกแบบโดยรัฐธรรมนูญปี 2560

อีกทั้ง “พรรคไทยรักษาชาติ” ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่อยู่ในเครือข่ายเดียวกันกับพรรคเพื่อไทย ที่มีนักอภิปรายฝีมือดีหลายคนก็หายไปเพราะพรรคถูกยุบเสียก่อนเลือกตั้ง ทำให้บรรยากาศของการอภิปรายมีน้ำหนักน้อยกว่าสภาในยุคก่อนหน้าอย่างมาก ไม่ร้อนแรง เผ็ดร้อน น่าสนใจเหมือนเมื่อก่อน จืดไปถนัดใจ เห็นได้ชัดอย่างวันที่โหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ในที่ประชุมสภาแท้ๆ กลับไม่ได้เข้มข้นเหมือนกับการเมืองนอกสภาที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แถลงลาออกจากการเป็นส.ส. และนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ แสดงวิสัยทัศน์

ทั้งนี้ก็เพราะขาด “ดาวสภา” ที่เป็นชั้นแนวหน้าเกรดเอ ที่ทำให้การอภิปรายสนุกเร้าใจและเกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงอารมณ์ของคนฟังได้ เพราะว่าคำพูดที่มีเสน่ห์ในการดึงและตรึงใจคนและมีพลังในการส่งไปยังประชาชนและประชาชนส่งกลับมาไม่ใช่จะมีได้กันทุกคน  และแม้ว่าการเปลี่ยนแปลงในเชิงอารมณ์ของผู้คนจะไม่สามารถเปลี่ยนจำนวนเสียงในสภาได้ แต่จะมีผลทางการเมืองที่เห็นว่าพอเป็น “ดาวสภา” เหลืออยู่บ้างในส่วนของพรรคเพื่อไทยขณะนี้ก็มี “นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว” และ “จิรายุ ห่วงทรัพย์”

แม้กระทั่งตอนนี้การหาตัวผู้มาทำหน้าที่เป็น “ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร”  ซึ่งตำแหน่งนี้ถือเป็นตำแหน่งที่มีเกียรติ และมีความสำคัญในการปกครองแบบประชาธิปไตยระบบรัฐสภา เพราะจะเป็นผู้นำในการตรวจสอบรัฐบาล และเวลายื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี โดยประเพณีมักให้ผู้นำฝ่ายค้านเป็นผู้อภิปรายสรุปญัตติทั้งหมด ก็ยังมีปัญหา เพราะว่าตำแหน่งนี้ไม่ใช่ใครเป็นก็ได้แต่มีบทบัญญัติขั้นตอนไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 106 อย่างชัดแจ้ง ระบุว่า “ภายหลังที่คณะรัฐมนตรีเข้าบริหารราชการแผ่นดินแล้ว พระมหากษัตริย์จะทรงแต่งตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้เป็นหัวหน้าพรรคการเมืองในสภาผู้แทนราษฎรที่มีจํานวนสมาชิกมากที่สุด และสมาชิกมิได้ดํารงตําแหน่งรัฐมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฎร หรือรองประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร”

ปัญหาก็คือเมื่อไล่ดูคุณสมบัติของว่าที่ผู้นำฝ่ายค้านจะพบว่า พรรคการเมืองที่มีจำนวนส.ส.มากที่สุดในกลุ่มพรรคการเมืองที่ไม่ได้เป็นรัฐบาล ก็คือพรรคเพื่อไทยซึ่งได้ 136 ที่นั่ง แต่หัวหน้าพรรคเพื่อไทย คือ พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ “สอบตก” ไม่ได้เป็นส.ส. จึงไม่สามารถดำรงตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านได้ ดังนั้นพรรคเพื่อไทยต้องตั้งหัวหน้าพรรคคนใหม่จากคนที่เป็นส.ส.เพื่อมารับตำแหน่ง “ผู้นำฝ่ายค้าน” โดยพรรคเพื่อไทยไม่สามารถส่งต่อไปให้พรรคที่มีจำนวนเสียงรองลงไปคือพรรคอนาคตใหม่ หรือพรรคเสรีรวมไทยได้ เพราะรัฐธรรมนูญเขียนไว้ชัดว่าต้องเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองที่มีจำนวนส.ส.มากที่สุดที่ไม่ใช่ฝั่งรัฐบาล เท่านั้น ไม่เหมือนกับกรณีการเสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีต่อที่ประชุมรัฐสภา ที่พรรคเพื่อไทยไม่เสนอชื่อผู้มีชื่อในบัญชีชื่อนายกฯ ของพรรคเพื่อไทยทั้ง 3 คน ซึ่งมีคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ และนายชัยเกษม นิติสิริ  โดยให้พรรคอนาคตใหม่เสนอชื่อนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีแข่งกับพล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่เสนอโดยพรรคพลังประชารัฐ

นอกจากนี้สถานการณ์ของพรรคเพื่อไทยในขณะนี้ต้องยอมรับว่าถดถอยลงอย่างมาก ได้จำนวนส.ส.ต่ำกว่าเป้าหลายสิบคน   ที่สำคัญหัวหน้าพรรคอย่าง พล.ต.ท.วิโรจน์ ก็ถูกมองว่าไม่ใช่ตัวจริง แม้จะเคยมีการพยายามตั้งหัวหน้าพรรคตัวจริงมาแล้วหลายครั้งก็ไม่สำเร็จ สถานการณ์แบบนี้กลายเป็นแรงกดดันให้ต้องเร่งหาตัวหัวหน้าพรรคมาดำรงตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านให้ได้ ซึ่งอาจได้ขุนพลที่ไม่มีบารมีมากพอ หรือไม่ค่อยเก่งงานสภา จนมีผลทำให้งานในสภาของฝ่ายค้านอ่อนแอลงได้

สำหรับพรรคเพื่อไทยจะนัดประชุมใหญ่วิสามัญของพรรคในสัปดาห์นี้เพื่อตั้งหัวหน้าพรรคคนใหม่ โดยมีชื่อของนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ เป็นแคนดิเดตหัวหน้าพรรค เพราะมีอาวุโสสูงสุด และยังมีชื่อของ น.อ.อนุดิษฐ์  นาครทรรพ  แกนนำภาค กทม. และส.ส.กทม. เป็นแคนดิเดตหัวหน้าพรรคอีกคน
และก่อนหน้านี้ “พรรคเพื่อไทย” ยังออกอาการ “เนือย” ให้เห็น  คือ หากมองย้อนไปนับตั้งเแต่  6 พรรคการเมือง  ซึ่งมีพรรคเพื่อไทยและอีก 5 พรรคการเมืองจับมือกันลงสัตยาบันเพื่อประกาศจุดยืนในการร่วมกันต่อต้านการสืบทอดอำนาจของ คสช. และประกาศตั้งรัฐบาลแข่งกับพรรคพลังประชารัฐที่โรงแรมแลงคาสเตอร์  ถนนเพชรบุรีตัดใหม่แล้ว ในช่วงนั้นก็แทบไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ ทางการเมืองที่เป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน เช่น ไม่เคยมีความคืบหน้าเกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาลของขั้วพรรคเพื่อไทยออกมาให้เห็น  ในขณะที่ขั้วของพรรคพลังประชารัฐมีความเคลื่อนไหวโดยตลอด ครั้นถึงเวลาที่เสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ ให้สมาชิกรัฐสภาเลือก พรรคเพื่อไทยก็ไม่เสนอชื่อแคนดิเคตนายกฯ ของพรรคแม้แต่คนเดียว  ปล่อยให้พรรรคอนาคตใหม่ “แย่งซีน” เสนอแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคอนาคตใหม่ ทั้งที่ในอนาคตอันใกล้นี้พรรคอนาคตใหม่อาจเป็นคู่แข่งทางการเมืองที่สำคัญของพรรคเพื่อไทย เพราะตอนนี้มีข่าวว่าฐานเสียงที่เคยอยู่กับพรรคเพื่อไทยเริ่มย้ายไปอยู่กับพรรคอนาคตใหม่แล้ว

ส่วน “พรรคอนาคตใหม่” พรรคฝ่ายค้านที่สำคัญอีกพรรคการเมืองหนึ่งก็ประสบปัญหากับการที่นายธนาธร  ซึ่งหลายคนเชื่อว่าจะเป็นคนที่มีบทบาทในสภาคนหนึ่ง ไม่สามารถเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ส.ส.ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้ เนื่องจากถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่จากการถูกร้องเกี่ยวกับการถือครองหุ้นสื่อซึ่งเป็นคุณสมบัติต้องห้ามของ ส.ส. และอาจไม่มีโอกาสทำหน้าที่ส.ส.อีกเลยหากสุดท้ายศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่าผิดจริง

ส่วน ส.ส.ที่เหลือ ส่วนมากก็เป็นส.ส.สมัยแรก “มือใหม่หัดขับ” แทบทั้งนั้น ที่โดดเด่นพอเป็นที่จดจำของผู้คนก็มี “ปิยบุตร แสงกนกกุล” เลขาธิการพรรค “ช่อ” พรรณิการ์ วานิช  โฆษกพรรคอนาคตใหม่ และ “รังสิมันต์ โรม” นักกิจกรรมเคลื่อนไหวทางการเมือง

และหาก “กะเทาะ” ในส่วนพรรคการเมืองที่เป็นพรรคฝ่ายค้านจำนวน 7 พรรคการเมือง  จะพบว่าเป็นพรรคการเมืองที่เกิดขึ้นใหม่ถึง 6 พรรค โดยบางพรรคเพิ่งตั้งขึ้นแค่ 1 ปีเท่านั้น จึงเป็นสิ่งที่ท้าทายว่า “ฝ่ายค้านชุดนี้” จะสามารถตรวจสอบถ่วงดุล “รัฐบาลประยุทธ์ภาค 2” และแสดงผลงานออกมาให้ประชาชนเห็นได้มากน้อยเพียงใด  ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ที่ว่า “ฝ่ายค้าน” ยังต้อง “ฝึกหัด” อีกมากในการตรวจสอบรัฐบาล
          อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่า “ฝ่ายค้าน” ชุดนี้จะอ่อนปวกเปียกเพียงใด ประชาชนก็ยังหวังพึ่งพาในการตรวจสอบรัฐบาลมากกว่า สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ที่โหวตเลือก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี แบบชนิดที่ไม่มีแตกแถวแม้แต่เสียงเดียว  

ตำรวจเตือน!..’พีซีเอ็กซ์’จยย.ดัง(ออเดอร์ตลาดมืด)

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/375083?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ตำรวจเตือน!..’พีซีเอ็กซ์’จยย.ดัง(ออเดอร์ตลาดมืด)

12 มิถุนายน 2562 – 08:35 น.
พตออรรถพร สุริยเลิศ,สายตรวจระวังภัย,พีซีเอ็กซ์,ตลาดมืด,จักรยานยนต์
เปิดอ่าน 4,859 ครั้ง

โดย…  ทีมข่าวอาชญากรรม

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมามีการประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนของตำรวจโดยเพจเฟซบุ๊ก “สภ.หนองหาน ภ.จว.อุดรธานี” แจ้งให้ประชาชนในพื้นที่ระวังอาจถูกโจรกรรมรถได้ หลังมีข่าวแจ้งประชาสัมพันธ์จากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ว่า มีการสั่งให้โจรกรรมจักรยานยนต์ฮอนด้า พีซีเอ็กซ์ (PCX 150 CC) หากข้ามไปขายในฝั่งลาวจะได้ราคาสูง เพราะตลาดมืดลาวต้องการจำนวนมาก

สำหรับเนื้อหาเตือนภัยดังกล่าวได้โพสต์ว่า “จากการข่าวที่ฝั่ง สปป.ลาว แจ้งว่ามีออเดอร์สั่งจักรยานยนต์ ฮอนด้า PCX 150 CC จำนวนมาก ถ้าข้ามไปฝั่งลาวได้จะได้ราคาสูง เพราะตลาดมืดลาวต้องการจำนวนมากครับ ฝากพ่อแม่พี่น้องประชาชนช่วยกันระมัดระวังด้วยครับ ช่วยกันแชร์ด้วยนะครับ เพื่อเป็นการป้องกันทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน ด้วยความห่วงใยจากสถานีตำรวจภูธรหนองหาน”

เกี่ยวกับเรื่องนี้ “อดีตมือปราบโจรลักรถ” อย่าง พ.ต.อ.อรรถพร สุริยเลิศ ผกก.ฝอ.บก.ภ.จว.อุทัยธานี ซึ่งเป็นอดีต ผกก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สส.บช.น. เคยปฏิบัติภารกิจที่ศูนย์ปราบปรามการโจรกรรมรถยนต์ รถจักรยานยนต์ กองบัญชาการตำรวจนครบาล (ศปจร.น.) ถือเป็นผู้มีความรู้มีประสบการณ์เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการปราบแก๊งโจรกรรมรถทุกรูปแบบ ก็ได้ออกมาให้ข้อมูลเตือนภัยเสริมให้แก่ประชาชนอีกทาง

พ.ต.อ.อรรถพร บอกว่า อยากเตือนภัยกลโกง แก๊งเงินด่วนหากินบนความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนที่มีปัญหาทางการเงินขัดสน ขาดความรู้ และรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ทำให้ตกเป็นเหยื่อของแก๊งเงินด่วนเหล่านี้ โดยจะชักชวนตามสื่อโซเชียลมีเดีย สิ่งพิมพ์ต่างๆ รวมทั้งปิดป้ายที่เสาไฟฟ้า ป้ายรถเมล์ ซึ่งมีข้อความชักชวนจูงใจว่า แม้ติดเครดิต ได้เงินเร็ว ไม่ตรวจเอกสาร ดอกเบี้ยต่ำ ไม่ถูกฟ้อง และชักชวนให้ไปดาวน์รถมาประกันเงินกู้ เนื่องจากปัจจุบันรถจักยานยนต์ออกง่าย ฟรีดาวน์ก็เยอะ แถมประกันภัยชั้นหนึ่งด้วย โดยแก๊งเหล่านี้จะทำเป็นขบวนการ มีนายทุน นายหน้า แบ่งหน้าที่กันทำ

“นายหน้ามีหน้าที่หาเหยื่อ ชักชวน เมื่อมอบเงินให้เหยื่อแล้ว ก็ให้นักบินรถนำไปขายต่างประเทศหรือตลาดใต้ดิน ซึ่งแก๊งดังกล่าวจะปิดบังอำพรางชื่อหมายเลขโทรศัพท์ ติดต่อไม่ได้ ยากต่อการสืบสวนติดตาม เมื่อผ่านไปสัก 2-3 เดือน ถ้าเหยื่อหรือคนถูกหลอกยังไม่ส่งค่างวดรถ แก๊งดังกล่าวจะแนะนำให้ไปแจ้งความที่สถานีตำรวจ เมื่อได้หลักฐานประจำวัน ให้นำไปยื่นร้านขายจักรยานยนต์ หรือนำไปแจ้งเคลมรถหายกับบริษัทประกันภัย โดยหลายๆ ครั้งที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ออกตรวจสถานที่เกิดเหตุพร้อมทีมรถหายของบริษัทประกันภัย (ซึ่งมีทีมงานมืออาชีพ) รวบรวมพยานหลักฐานพยานบุคคล คนใกล้เคียงที่เกิดเหตุ ดูกล้องวงจรปิดและใช้เทคนิคการซักถามผู้เสียหายหรือเหยื่อ จนจับพิรุธให้การวกวน หลายรายรับสารภาพว่าแจ้งความเท็จ รถไม่ได้หายจริง รับจ้างดาวน์มอบรถให้นายหน้าไปแล้ว ก็จะถูกดำเนินคดีฐานแจ้งความเท็จ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 173 ผู้ใดรู้ว่ามิได้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น แจ้งข้อความแก่พนักงานสอบสวนหรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญาว่าได้มีการกระทำความผิด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท” อดีตมือปราบโจรลักรถ อธิบาย

พ.ต.อ.อรรถพร บอกด้วยว่า การกระทำเช่นนี้เป็นการกระทำเพื่อมุ่งหมายให้บริษัทประกันภัยชดใช้ค่าเสียหาย ไม่คำนึงถึงความเสียหายของผู้ให้เช่าซื้อ (ไฟแนนซ์) แล้วยังก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ ที่จะต้องสืบสวนสอบสวนหาตัวผู้กระทำความผิดตามที่เกิดจากการแจ้งความเท็จ อีกทั้งถูกบริษัทประกันภัยฟ้องเรียกค่าเสียหายทั้งทางแพ่งและอาญา ในข้อหายักยอกทรัพย์ รวมทั้งคนค้ำประกันก็โดนด้วย เหยื่อจะไปแจ้งความดำเนินคดีจะอ้างว่า เขาถูกฉ้อโกง ชึ่งต้องดูเป็นเคสไป พิจารณาแต่ละเคส แต่ละครั้งไปว่า เหยื่อเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยหรือไม่ เนื่องจากมีส่วนร่วมในการกระทำความผิด ดังนั้นจึงอยากฝากแจ้งเตือนอย่าหลงเป็นเหยื่อได้เงินหมื่นถูกฟ้องเป็นแสน แถมยังถูกจับกุมดำเนินคดีฐานแจ้งความเท็จ ยักยอกทรัพย์อีกด้วย

เพื่อปิดโอกาสของการเป็นเหยื่อแก๊งโจรกรรมรถ ไม่ว่ารถของท่านผู้อ่านจะเป็นเป้าตามออเดอร์ตลาดมืดหรือไม่ ก็ไม่ควรชะล่าใจ ระมัดระวังป้องกันไว้ดีที่สุด ล็อกให้ดี ไม่จอดในที่ลับตา มีสัญญาณกันขโมย มีกล้องวงจรปิดก็ช่วยได้เยอะ..!!

ระวัง! ฝนถล่มกรุงโปรดเตรียมรับมือ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/375163?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ระวัง! ฝนถล่มกรุงโปรดเตรียมรับมือ

12 มิถุนายน 2562 – 08:10 น.
ฝนถล่มกรุง,อ๊อดเทอร์โบ,ดับเครื่องชน,น้ำท่วม
เปิดอ่าน 3,584 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

‘ดับเครื่องชน’ ได้รับการร้องเรียนจากทั่วทุกช่องทางการสื่อสารถึงเรื่องความเดือดร้อนแสนสาหัส จากฝนตกหนัก เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา จนเกิดน้ำท่วมฉับพลันส่งผลกระทบถึงการจราจรติดขัด กทม. กลายเป็นนครบาดาล

ถนนหลายสายใน กทม. กลายเป็นลำคลอง รวมถึงเกิดน้ำท่วม ทำให้รถจม ซึ่งแสดงให้เห็นว่าระบบการระบายน้ำและการวางแผนรับมือฝนตกหนักของ กทม. ไร้ประสิทธิภาพ

มีรายงานข่าวให้ทราบ จากกรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์ว่า วันนี้จะมีฝนตกหนักถึง 70% ในพื้นที่ กทม. โดยเฉพาะในช่วงบ่ายถึงค่ำ

เมื่อทราบสภาพอากาศล่วงหน้าเช่นนี้ กทม.ได้เตรียม บุคลากร วัสดุ อุปกรณ์ ให้พร้อมสำหรับปฏิบัติงาน และพร้อมที่จะอำนวยความสะดวก และแก้ไขปัญหาให้แก่ประชาชนในทันที

โดยตรวจดูความพร้อมของอุโมงค์บางซื่อที่เกิดปัญหาขัดข้องเมื่อวันก่อน ซึ่งได้แก้ไขเรียบร้อยแล้ว ตรวจเตรียมความพร้อมและติดตามสถานการณ์อยู่ที่ศูนย์ควบคุมระบบป้องกันน้ำท่วม สำนักการระบายน้ำ กทม.2 เพื่อติดตามสถานการณ์ฝนอย่างใกล้ชิด

รวมทั้งไปดูความพร้อมของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ประชาสงเคราะห์ 24 และอาคารรับน้ำรัชดาฯ

แต่เพื่อความไม่ประมาท ขอแจ้งให้ประชาชนต้องพึ่งตัวเอง วางแผนการเดินทาง-การทำงาน หรือไปรับส่งลูกหลาน

ขอให้ กทม.เตรียมหน่วยเคลื่อนที่เร็วช่วยเหลือประชาชน โดยเฉพาะรถที่เสีย สตาร์ทไม่ติด ต้องมีหน่วยช่างช่วยดูแลด้วย

ทุกหน่วยงานต้องร่วมมือกัน ปล่อย กทม.อย่างเดียวคงไม่ไหว นาทีนี้ ประชาชนเริ่มเบื่อหน่ายการเมือง ไม่สนใจว่าใครจะมาเป็นรัฐมนตรี

แต่สนใจเรื่องปากท้อง และความอยู่รอดของชีวิตและครอบครัวมากกว่า
อ๊อด เทอร์โบ


 ไปญี่ปุ่นต้องระวังทำผิดกฎหมาย
 ของฝากเนื้อสัตว์ ‘หมูยอ-หมูหยอง’

เพื่อนผมคนหนึ่งเพิ่งกลับจากไปเที่ยวญี่ปุ่น ประเทศยอดนิยมของคนไทยที่เวลานี้ไปกันมาก เพราะไม่ต้องทำวีซ่า และค่าใช้จ่ายก็พอรับได้ อากาศ การกิน คนญี่ปุ่น หรือพูดได้ว่าทุกอย่างดีไปหมด

เวลานี้มีข่าวใหญ่ที่โตเกียวคือ ทางญี่ปุ่นได้ประกาศเข้มงวดจะดำเนินการตามกฎหมายตรวจเข้มข้น การนำผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์เข้าประเทศญี่ปุ่นทั้งที่สนามบินและท่าเรือ

จึงขอแจ้งให้ทราบมาเป็นการด่วน เพราะนิสัยคนไทยเป็นคนเอื้อเฟื้อ นิยมเอาของไปฝากเพื่อน ฝากญาติที่ญี่ปุ่น โดยเฉพาะพวกของกิน เป็นหมูหยอง หมูยอ ไส้อั่ว ฯลฯ หรือบางทีก็นำติดตัวไปกินเอง เพราะพวกเราห่างพริก ห่างน้ำปลาไม่ค่อยได้ จะกินอะไรไม่อร่อย

ผมจึงขอบอกว่า การนำของพวกนี้เข้าญี่ปุ่นจะต้องได้รับการอนุญาตรับรองพร้อมแสดงให้ทางญี่ปุ่นทราบว่านำอะไรไปบ้าง เพราะกรณีลักลอบนำเข้าเมือง มีความผิดถึงจำคุก 3 ปี

รายละเอียดต่างๆ นั้น เรียนให้ทราบตามตรงว่า ผมรู้ไม่ละเอียด เพียงแต่จดหมายมาด้วยความปรารถนาดี อย่าไปทำผิด หรือฝ่าฝืนกฎหมายโดยไม่รู้ตัว และจะบอกว่าไม่รู้ ไม่ทราบไม่ได้หรอกครับ
สมนึก (มหาชัย)


ตอบคุณ ‘สมนึก’ (มหาชัย)
ขอบคุณสำหรับจดหมายที่มีสารประโยชน์ ขอบคุณครับ และแสดงให้เห็นว่าเป็นผู้มีน้ำใจ มีความห่วงใย จึงได้แจ้งเตือนมา เพราะคนไทยชอบไปเที่ยวญี่ปุ่น แต่ไม่ค่อยสนใจกฎหมายหรือกฎระเบียบสักเท่าไร

จึงขอร่วมย้ำเตือนให้รับทราบ และอย่าได้นำของพวกเนื้อสัตว์ หรืออาหารสำเร็จรูป หรือชนิดใกล้เคียงกัน หรือเพื่อความปลอดภัยก็รวมถึงพืชผัก ผลไม้ บางชนิดด้วย

อย่างไปญี่ปุ่นนี้ ผมว่าคนไทยกินอาหารญี่ปุ่นได้สบายๆ และหากคิดถึง หรืออยากรับประทานอาหารไทย ก็มีร้านอาหารไทยเยอะแยะ แต่ราคาอาจจะแพงหน่อย เพราะค่าครองชีพญี่ปุ่นสูงกว่าบ้านเรา อาหารการกินก็แพงกว่าเป็นธรรมดา

นอกจากญี่ปุ่นแล้ว ขอแจ้งเพิ่มเติมว่า หลายๆ ประเทศในยุโรป มีกฎหมายลิขสิทธิ์เข้มงวดมาก ใครที่นำของใช้ที่เป็นของปลอม หรือของก๊อบปี้เลียบแบบ เช่น นาฬิกา, กระเป๋า, รองเท้า, เสื้อผ้า ฯลฯ ซึ่งส่วนใหญ่ทำจากประเทศจีน

ของปลอมพวกนี้ผิดกฎหมายรุนแรงนะครับ นอกจากถูกยึดของแล้ว จะต้องถูกปรับและมีโทษถึงจำคุกด้วย

จึงฝากเรียนมาเพื่อโปรดระมัดระวัง เพื่อจะได้ไม่ทำผิดกฎหมายของต่างประเทศ ซึ่งมีโทษมากกว่าประเทศไทยหลายเท่า
อ๊อด เทอร์โบ


คำมั่นสัญญาจากนายกรัฐมนตรี

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/375164?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คำมั่นสัญญาจากนายกรัฐมนตรี

12 มิถุนายน 2562 – 07:54 น.
พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,นายกรัฐมนตรี,คำมั่นสัญญา
เปิดอ่าน 1,872 ครั้ง

บทบรรณาธิการ นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันพุธที่ 12 มิถุนายน 2562

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แถลงถึงการทำงานในฐานะหัวหน้ารัฐบาลชุดใหม่ของเขาว่าจะทุ่มเททำงานตามมาตรฐานจริยธรรมด้วยความซื่อสัตย์สุจริต โดยยึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ จะเพียรพยายามมุ่งมั่นทำงาน พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นของทุกกลุ่มทุกฝ่าย ทุกสาขาอาชีพ ทุกช่วงวัย ในการขับเคลื่อนและพัฒนาประเทศในทุกด้าน ทั้งความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม การต่างประเทศ กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม และป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่นลดความเหลื่อมล้ำ กระจายรายได้ สร้างความเข้มแข็งยกระดับคุณภาพชีวิตให้ผู้มีรายได้น้อย เกษตรกร ผู้ประกอบอาชีพอิสระ ที่เป็นประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ

นายกรัฐมนตรีให้คำมั่นว่ารัฐบาลชุดใหม่จะใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐอย่างโปร่งใส มีประสิทธิภาพ เป็นไปตามพระราชบัญญัติการเงินการคลังและเอกชนมีส่วนร่วม ตลอดจนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้สอดคล้องกับปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ พล.อ.ประยุทธ์ยังบอกด้วยว่า จะเปิดโอกาสให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศเพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงโลกยุคดิจิทัลและเทคโนโลยีสร้างสรรค์สังคม ให้มีความรักความสามัคคีปรองดอง สมานฉันท์ เกื้อกูลกันในทุกโอกาสเพื่อความกินดีอยู่ดีและความมั่นคงปลอดภัยของประชาชนพร้อมจะปกป้องรักษาไว้ซึ่งเกียรติภูมิแห่งสถาบันชาติ ศาสนาตลอดจนจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นที่รักยิ่งของประชาชนชาวไทย

ตามคำแถลงของนายกรัฐมนตรีข้างต้น หากจะเรียกว่าเป็นแนวทางการทำงานโดยสรุปของรัฐบาลก็คงไม่ผิดนัก ซึ่งในระหว่างการเจรจาจัดตั้งคณะรัฐมนตรีร่วมกับพรรคพันธมิตร 19 พรรค นอกจากเรื่องการจัดสรรปันส่วนกระทรวงต่างๆ ให้แต่ละพรรคแล้วก็น่าจะได้พูดถึงแนวนโยบายทุกพรรคที่จะนำมาปรับปรุงแก้ไขให้เป็นนโยบายรวมของรัฐบาลต่อไป  อย่างไรก็ตามนโยบายที่ว่านี้ก็จะต้องอยู่ในกรอบที่นายกรัฐมนตรีให้ไว้ ซึ่งนอกจากจะครอบคลุมภารกิจของทุกกระทรวงแล้ว นายกรัฐมนตรียังเน้นย้ำเสมอว่าจะทุ่มเทการทำงานตามมาตรฐานจริยธรรมด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และว่าจะฟังความเห็นจากทุกฝ่ายเพื่อขับเคลื่อนการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่น โดยรวมแล้วถึอว่า พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัญญาประชาคมว่า การต้านการทุจริตจะเป็นนโยบายหลัก

ข่าวโผครม. ซึ่งยังไม่ชัดเจนนักว่าข่าวจริงหรือข่าวปล่อย ต้องรอจนกว่าจะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ กระแสเหล่านี้ส่อให้เห็นถึงการจัดสรรโควตาตามสัดส่วนและอำนาจต่อรองที่เคยมีมาแต่ในอดีต ซึ่งสุดท้ายก็นำไปสู่การต่อรอง เรียกร้อง กดดันไม่หยุดหย่อน และก็จบลงด้วยข้อครหาเรื่องคอร์รัปชั่น หนีไม่พ้นวังวนรัฐประหาร ความหวังเดียวที่จะก้าวพ้นจากวงจรนี้ได้ขึ้นกับความกล้าหาญเด็ดขาดของพล.อ.ประยุทธ์เองว่าจะสามารถตัดสินใจทำงานตามมาตรฐานจริยธรรมที่บอกไว้ได้หรือไม่ ซึ่งนั่นก็หมายถึงนายกรัฐมนตรีจะต้องไม่ตกอยู่ภายใต้แรงกดดันจากบางพรรคร่วมรัฐบาลหรือข้อเรียกร้องจากบางคนบางฝ่ายจนขาดอิสระที่จะทำตามสัญญาประชาคมที่ให้ไว้ ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุดของความอยู่รอดของรัฐบาล แม้จะมีเสียงปริ่มน้ำก็ตาม

“สามมิตรอุปสรรคจัดตั้งรัฐบาล?”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/375065?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“สามมิตรอุปสรรคจัดตั้งรัฐบาล?”

11 มิถุนายน 2562 – 14:40 น.
สามมิตร
เปิดอ่าน 2,501 ครั้ง

รายงาน…

การฟอร์ม ครม.ลุงตู่ 2 มิได้โปรยไปด้วยกลีบกุหลาบอย่างที่หลายฝ่ายคิด แม้อำนาจการจัดตั้งรัฐบาลจะอยู่ในมือของผู้ใหญ่ในพรรคพลังประชารัฐและมากบารมีในแวดวงสีเขียว

แต่ด้วยการเดินเกมของบรรดานักการเมือง ที่เล่นทั้งบนดินและใต้ดิน เพื่อให้บรรลุตำแหน่งรัฐมนตรีที่ต้องการ โดยหยิบยกปัจจัยเมื่อครั้งหาเสียงมาหว่านล้อม

แม้ต้นสัปดาห์ก่อน สถานการณ์จัดตั้งรัฐบาล ดูเหมือนจะได้ข้อยุติในระดับหนึ่ง เมื่อทั้งพรรคประชาธิปัตย์และภูมิใจไทย ดูจะรับเงื่อนไขที่พรรคพลังประชารัฐเสนอมา

แต่ด้วยความอ่อนไหวของพรรคพลังประชารัฐ ทั้งรัฐบาลที่เสียงปริ่มน้ำ สารพัดก๊ก ที่ขยับต่อรองตำแหน่งรัฐมนตรีกันอย่างคึกคัก พร้อมไล่ทวงคืนกระทรวงเศรษฐกิจสำคัญ จาก 2 พรรคใหญ่ร่วมรัฐบาล

ดูเหมือนว่าแรงขับเคลื่อนของกลุ่มสามมิตร ในพรรคพลังประชารัฐ ที่พลาดหวังจากเก้าอี้ที่หมายปอง เริ่มตีรวนอย่างหนัก กลายเป็นขวากหนามชิ้นใหญ่ ที่ทำให้ ครม.ลุงตู่ 2 ต้องยืดเยื้อออกไปอย่างไม่มีกำหนด

สถานการณ์ต่อรองเก้าอี้ ครม.ลุงตู่ 2 จะลงเอยในรูปแบบไหน รายการห้องข่าวกรุงเทพธุรกิจ เนชั่นทีวี เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา วิเคราะห์ไว้อย่างน่าสนใจ

สมชาย มีเสน ซีอีโอเครือเนชั่น และวีระศักดิ์ พงษ์อักษร บรรณาธิการบริหาร นสพ.กรุงเทพธุรกิจ ร่วมเป็นพิธีกรรับเชิญ เจาะลึกไปที่หัวข้อ “สามมิตรอุปสรรคจัดตั้งรัฐบาล ?”

สมชาย ระบุว่า การที่นักการเมืองหลายพรรคมองว่ากระทรวงใดเกรดเอนั้น แต่เดิมดูกันที่งบประมาณประจำปีของแต่ละกระทรวง แต่ตอนนี้มองกันที่งบการลงทุนภาครัฐของกระทรวงนั้นประกอบด้วย และรัฐบาลจะอยู่ได้ยาวหรือไม่อยู่ที่ความขัดแย้งในพรรคร่วมรัฐบาล ความขัดแย้งในพรรคแกนนำคือพลังประชารัฐ และปัจจัยจากข้างนอกที่พยายามเป็นรัฐบาล

ส่วนกระแสข่าวการยื้อแย่งกระทรวงต่างๆ ในช่วงตั้งรัฐบาลนั้นมีมาตั้งแต่อดีต เว้นช่วงไปบ้างในรัฐบาลพรรคไทยรักไทยและช่วงการยึดอำนาจ แต่กระแสข่าวล่าสุดนั้นความขัดแย้งข้างต้นมีขึ้นในช่วงลงมติเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรและเลือกนายกรัฐมนตรี โดยกลุ่มสามมิตรต้องการเปลี่ยนกระทรวงที่สองพรรคร่วมรัฐบาลรับไปดูแลตามที่ผู้มีบารมีสีเขียวไปเจรจาไว้

ในช่วงหนึ่งวีระศักดิ์สอบถามว่าการเมืองใน พปชร.ที่ล่าช้าเพราะอะไร ซีอีโอเครือเนชั่น วิเคราะห์ว่า กลุ่มสามมิตรในพรรคพลังประชารัฐคือนายสมศักดิ์ เทพสุทิน นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ รวมทั้งนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ที่สนิทกันกับทั้งสองคนตั้งแต่พรรคไทยรักไทยนั้น ต้องการที่จะแลกเปลี่ยนกระทรวงคือ ขอกระทรวงพาณิชย์คืนจากพรรคประชาธิปัตย์ แล้วแลกกระทรวงยุติธรรมกับกระทรวงศึกษาธิการ ล่าสุดยินยอมไม่ทวงคืนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ส่วนกระทรวงคมนาคมที่พรรคภูมิใจไทยได้รับไปนั้น พรรคพลังประชารัฐขอแลกกับกระทรวงพลังงาน โดยพรรคพลังประชารัฐอ้างว่าพรรคหลักควรดูแลการลงทุนและโครงสร้างพื้นฐาน

สมชาย ยังมองว่า ที่ผ่านมาจะพบการแสดงพลังของกลุ่มสามมิตรที่แสดงออกคือ ตอนเลือกประธานสภาผู้แทนฯคือ ส.ส.ในกลุ่มสามมิตรเสนอเลื่อนวาระการประชุมและลงมติผิด จากนั้นช่วงการทาบทามสองพรรคร่วมรัฐบาล โดยนายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรค และนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค เป็นผู้ไปทาบทาม แต่ตอนนั้นแกนนำกลุ่มสามมิตรคือนายสุริยะกับนายสมศักดิ์ติดตามนายอุตตมกับนายสนธิรัตน์ไปด้วยเพื่อไปคุยกับสองแกนนำพรรคร่วมรัฐบาล โดยทราบว่ากลุ่มสามมิตรไปด้วยเพื่อขอเจรจาแลกกระทรวง ในวันนั้นจะพบว่า นายณัฎฐพล ทีปสุวรรณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ประกบไปด้วย

สมชาย บอกด้วยว่า จากนั้นช่วงก่อนการลงมติเลือกนายกฯ กลุ่มสามมิตรไปแสดงพลังที่โรงแรมแห่งหนึ่งแล้วอ้างว่าไปซ้อมการลงมติ รวมทั้งในช่วงหลังเสร็จสิ้นการลงมติเลือกนายกฯ ก็มีการแถลงข่าวของ ส.ส.กลุ่มสามมิตรเรื่องการทวงกระทรวงต่างๆ ทันที

ขณะที่ วีระศักดิ์ มองว่ามีการตอบโต้ระหว่างพรรคต่างๆ ทางสื่อและโลกออนไลน์แบบนี้จนเป็นข่าวพาดหัว เหล่านี้สะท้อนอะไร

สมชายในฐานะพิธีกรรับเชิญรายการห้องข่าวกรุงเทพธุรกิจ ชี้ว่า กลุ่มสามมิตรที่มี ส.ส. 29 คน และนายสมคิดร่วมด้วยนั้น กำลังงัดข้อกับผู้มีบารมีสีเขียวรวมทั้งพรรคภูมิใจไทยกับพรรคประชาธิปัตย์ผ่านการให้ข่าวและโพสต์ข้อความโต้ตอบทางโลกออนไลน์ในช่วงที่ผ่านมา ความขัดแย้งที่ระอุขึ้นนี้เพราะกลุ่มสามมิตรขอทวงคืนกระทรวงเหล่านี้มาดูแล แต่มีการมองกันว่าตอนนี้แกนนำการตั้งรัฐบาลควรเสียสละในการทำงานร่วมกับพรรคอื่นๆ

วีระศักดิ์ สอบถามว่ากลุ่มสามมิตรต้องการอะไร สมชาย อธิบายว่า กระทรวงเศรษฐกิจของ ครม.ประยุทธ์ 2 นั้นมีการมองว่า นายสมคิดน่าจะทำหน้าที่รองนายกฯ ต่อไป แม้ล่าสุดมีกระแสข่าวว่านายสมคิดอาจไม่ร่วมงาน โดยอ้างเหตุผลสุขภาพ แต่ความจริงนั้นเป็นเพราะไม่มีกระทรวงสำคัญไว้ดูแล แต่หลายฝ่ายดูกันแล้วพบว่าอาจเป็นเกมที่นายสมคิดเล่นไว้ในตอนนี้เพื่อทวงคืนเก้าอี้กระทรวงเหล่านี้ไว้ดูแลเพื่อสร้างผลงาน

วีระศักดิ์ ตั้งข้อสังเกตว่า ตอนนี้ ครม.เศรษฐกิจบางส่วนลงตัว แต่บางส่วนยังไม่ลงตัวนัก ขณะที่ สมชายประเมินว่า “ครม.เศรษฐกิจนั้น ตอนนี้น่าจะเป็นไปได้ว่า นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จะไปเป็นรองนายกฯ ควบ รมว.พาณิชย์ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ จะไปเป็น รมว.เกษตรและสหกรณ์

นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย น่าจะไปเป็น รมว.คมนาคม ตระกูลรัชกิจประการ ดูแล รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา พรรครวมพลังประชาชาติไทยนั้น นายทวีศักดิ์ ณ ตะกั่วทุ่ง เลขาธิการพรรค น่าจะไปเป็นรมว.แรงงาน

ส่วนแกนนำพรรคพลังประชารัฐนั้น ทราบว่านายอุตตมจะไปเป็น รมว.คลัง นายสนธิรัตน์น่าจะไปเป็นรมว.อุตสาหกรรม นายณัฏฐพลน่าจะไปเป็น รมว.พลังงาน นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล โฆษกพรรคน่าจะไปเป็น รมว.กระทรวงดีอี แทนนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ที่น่าจะไปทำหน้าที่ รมต.สำนักนายกฯ และโฆษกรัฐบาล”

สมชาย ทิ้งท้ายว่า เรื่องเหล่านี้ผู้มีบารมีสีเขียวต้องเคลียร์ความขัดแย้งในกลุ่มสามมิตรให้ยุติให้ได้ก่อน หรือสุดท้ายจะต้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นคนสุดท้ายที่จะเคาะรายชื่อ ครม. ก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย

ประชาชนไม่มั่นใจอนาคตการเมือง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/375014?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ประชาชนไม่มั่นใจอนาคตการเมือง

11 มิถุนายน 2562 – 14:05 น.
ดับเครื่องชน,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 1,030 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

‘ดับเครื่องชน’ วันนี้มีเรื่องที่ประชาชนคนไทยกำลังสนใจหลังจากสภาได้เลือก ‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งต่อไปก็จะเป็นการแย่งเก้าอี้หรือเป็นรัฐมนตรี ซึ่งพรรคใหญ่ๆ ต่างขอยึดกระทรวงสำคัญๆ ที่เรียกกันว่ากระทรวง ‘เกรด เอ’

นี่เป็นเรื่องเจ็บปวดมากๆ เพราะแสดงให้เห็นว่าบรรดานักการเมืองมองข้ามกระทรวงอื่นๆ ที่มีงบประมาณน้อย ซึ่งอันที่จริงแล้วทุกกระทรวงมีความสำคัญต่อประเทศชาติประชาชน ซึ่งขึ้นอยู่กับภาระหน้าที่

จากการประชุมสภาหลายครั้งที่ผ่านมา มองเห็นได้ว่านักการเมืองไทยยังไม่พัฒนาให้ทันโลกเพราะหลายคนเล่นสำนวนโวหารและต่างเอาชนะเอาเปรียบกันแบบไม่มีใครยอมกันและต่อไปนี้จะมีการเปิดประชุมอีกหลายอย่างโดยเฉพาะเรื่องงบประมาณแผ่นดิน

แน่นอนว่าฝ่ายค้านจะต้องรุมถล่มรัฐบาลของ ‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ แบบปูพรมและหากนายกรัฐมนตรีเกิดโมโหโทสาฟิวส์ขาดแบบที่เรียกกันว่าหัวร้อนแล้วอะไรจะเกิดขึ้น

ที่ผ่านมารัฐบาล คสช.เหมือนไข่ในหินไม่มีใครสามารถท้วงติงหรือวิจารณ์อะไรได้ ซึ่งต่อไปนี้จะต้องเจอกับนักการเมืองที่แต่ละคนมีรังสีอำมหิตไม่ธรรมดา

ในฐานะของประชาชนคนไทยระดับรากหญ้าเป็นมนุษย์เงินเดือนก็มีความเป็นห่วงเพราะสภาพเศรษฐกิจความเป็นอยู่เวลานี้ฝืดเคืองเดือดร้อนไปหมด

แล้วมองถึงรัฐบาลผสมที่กำลังจะเข้ามาบริหารประเทศแล้วยังไม่มั่นใจว่าจะมีฝีมือเป็นคนดีมีคุณธรรมและซื่อสัตย์สุจริตมาทำงานได้

ถึงเวลานั้นอาจจะมีวิกฤติการเมืองหรือการยุบสภาและอะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้แบบประวัติศาสตร์ซ้ำรอย-เป็นเรื่องจริง
อ๊อด เทอร์โบ


จดหมายจากคุณ ‘บุญสม’ กทม. ต่อไปนี้เป็นเรื่องรีไซเคิลขยะ ซึ่งเวลานี้ทั่วโลกกำลังวางแผนและรณรงค์จัดการเรื่องขยะอย่างกว้างขวาง

จึงขอนำข้อมูลที่ดีมีประโยชน์จากประเทศที่ประสบความสำเร็จเรื่องการจัดการขยะมาเพื่อเป็นต้นแบปฏิบัติตาม
อ๊อด เทอร์โบ


 ‘รีไซเคิลขยะ’ เรื่องระดับชาติ
 ประเทศไทยต้องทำด่วน
ผมได้รับข้อมูลจากข่าวออนไลน์ที่เพื่อนคนหนึ่งส่งมา ซึ่งน่าสนใจมากๆ เพราะเกี่ยวกับเรื่องขยะ ซึ่งหลายๆ ประเทศรวมทั้งไทยกำลังให้ความสำคัญเพราะหากกำจัดขยะหรือสิ่งปฏิกูลไม่ดีไม่ถูกต้องแล้วจะเกิดมลภาวะเป็นพิษ ถ้าเป็นคนก็เกิดแผลเน่าเหม็นได้

จึงขอเป็นสื่อกลางแจ้งให้ทราบถึง 5 ประเทศที่ประสบความสำเร็จในการรีไซเคิลขยะและขอให้รัฐบาลหรือหน่วยงานท้องถิ่นถือเป็นตัวอย่างและต่อไปขยะอาจจะมีประโยชน์เป็นเชื้อเพลิงสร้างพลังงานได้

จึงขอยกตัวอย่าง 5 ประเทศที่มีระบบการรีไซเคิลขยะที่ได้รับรองมาตรฐานจากสำนักงานสิ่งแวดล้อมยุโรป

1.เยอรมนี นับตั้งแต่ปี 2559 กลายเป็นประเทศที่มีอัตราการรีไซเคิลขยะดีที่สุดในโลก โดยในปีก่อนเยอรมนีรีไซเคิลขยะไปถึง 56.1% ของขยะทั้งหมด จุดเริ่มต้นของความสำเร็จของเยอรมนีเกิดขึ้นในปี 2533 โดยการตรวจสอบบรรจุภัณฑ์เพื่อลดปัญหาการเพิ่มขึ้นของหลุมฝังขยะ โดยรัฐบาลออกพระราชกฤษฎีกาหลีกเลี่ยงมูลฝอยบรรจุภัณฑ์ในปีต่อมากำหนดให้ผู้ผลิตต้องรับผิดชอบต่อขยะบรรจุภัณฑ์ของตัวเอง

ผู้ผลิตจึงเริ่มติดสัญลักษณ์จุดเขียวบนบรรจุภัณฑ์ของตัวเอง โดยทำสัญญากับบริษัทเก็บขยะเพื่อรับประกันว่าบรรจุภัณฑ์นั้นๆ จะถูกนำไปใช้ประโยชน์ได้ใหม่จนเกิดระบบเก็บขยะคู่ขนานขึ้นมาเป็นครั้งแรกควบคู่ไปกับการเก็บขยะชุมชนที่มีอยู่เดิม โดยแยกขยะที่มีจุดเขียวใส่ในถุงสีเหลืองหรือถังขยะสีเหลือง

ประเทศที่ยอมรับการใช้ฉลากแล้วรวม 11 ประเทศ คือ เยอรมนี ออสเตรเลีย เบลเยียม ฝรั่งเศส ไอร์แลนด์ อิตาลี ลักเซมเบิร์ก โปรตุเกส สเปน สวีเดน และสหราชอาณาจักร

2.ออสเตรีย รีไซเคิลขยะได้ 53.8% ในปี 2561 เป็นประเทศที่มีกฎหมายห้ามนำขยะหลายประเภทไปทิ้งในหลุมกำจัดขยะ ห้ามทิ้งผลิตภัณฑ์ใดๆ ที่มีอัตราปล่อยสารอินทรีย์คาร์บอนมากกว่า 5% ช่วยป้องกันไม่ให้บรรจุภัณฑ์ต่างๆ ถูกทิ้งไว้ตามพื้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ออสเตรียยังมีมาตรการให้ผู้ผลิตรับผิดชอบบรรจุภัณฑ์ของตัวเองคล้ายกับเยอรมนีด้วย

3.เกาหลีใต้ เป็นประเทศเดียวที่ไม่ใช่ชาติยุโรปที่ติด 5 อันดับแรกประเทศรีไซเคิลขยะดีที่สุดในโลก โดยรีไซเคิลไปราว 53.7% โดยอาศัยระบบที่บริษัทเอกชนต่างๆ ซื้อขยะแล้วนำไปขายต่อเพื่อทำกำไร แต่อีกไม่นานวิธีการนี้อาจไม่ใช่วิธีที่ดีอีกต่อไปเมื่อประเทศจีนซึ่งเป็นชาติรับซื้อขยะรายใหญ่ของโลก ประกาศเมื่อเดือนเมษายน 2561 โดยจะหยุดนำเข้าขยะพลาสติกแล้ว

การเปลี่ยนนโยบายสิ่งแวดล้อมของจีนทำให้บริษัทเกาหลีใต้ไม่สามารถทำงานจากแผนรีไซเคิลขยะแบบเดิมได้มากเท่าเดิมอีกต่อไป ส่งผลให้เริ่มมีขยะพลาสติกกองอยู่ตามท้องถนนให้เห็นมากขึ้นแล้วจนกระทั่งรัฐบาลต้องยื่นมือให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่บริษัทรีไซเคิลในประเทศ

4.เวลส์ สามารถรีไซเคิลขยะได้ถึง 52.2% ในปี 2561 โดยการรีไซเคิลของเวลส์จัดการโดยรัฐบาลหรือผู้บริหารส่วนท้องถิ่น และวางระบบให้ทั้งประชาชนและธุรกิจเกือบทั่วประเทศมีกฎคล้ายกันว่าอะไรรีไซเคิลได้และอะไรรีไซเคิลไม่ได้

โดยตั้งเป้าจะเพิ่มอัตราการรีไซเคิลขยะทั่วประเทศเป็น 70% ภายในปี 2568 นอกจากนี้รัฐบาลเวลส์เตรียมออกกองทุนมูลค่า 6.5 ล้านปอนด์ เพื่อกระตุ้นให้ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ผลิตสินค้าในประเทศ ช่วยบริษัทต่างๆ ผลิตผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียนมากขึ้น

5.สวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งมีอัตรารีไซเคิลขยะ 49.7% ในปี 2561 โดยหนึ่งในนั้นเป็นกุญแจสำคัญของพวกเขาก็คือนโยบาย ‘คนก่อมลพิษจ่าย’ ซึ่งให้ทั้งภาคธุรกิจและครัวเรือนจ่ายค่าขยะประเภทไม่สามารถรีไซเคิลได้ที่พวกเขาผลิตขึ้นมา ทำให้ประชาชนต้องให้ความร่วมมือกับการรีไซเคิลมากขึ้น โดยตามปกติแล้วขยะครัวเรือนอย่างกระป๋อง หลอดไฟ กระดาษ และผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ สามารถรีไซเคิลได้ และสามารถหาจุดทิ้งขยะรีไซเคิลได้ทั่วประเทศ โดยเฉพาะที่ห้างสรรพสินค้า นอกจากนี้สวิตเซอร์แลนด์ยังมีมาตรการเก็บภาษีถุงขยะที่นำไปทิ้งที่หลุมฝังขยะ

ผมจึงแจ้งมาเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลใหม่จะได้ดำเนินการ อาจจะเปลี่ยนแบบแผนบ้างเพื่อให้เข้ากับคนไทย-ประเทศไทย และขอให้รีบทำโดยเร็ว
บุญสม (กทม.)


รัฐนาวา”ตู่ 2/1″ เหมือนดูหนังเก่า “เดชพรรคผี”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/375012?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

รัฐนาวา”ตู่ 2/1″ เหมือนดูหนังเก่า “เดชพรรคผี”

11 มิถุนายน 2562 – 13:05 น.
กระดานความคิด,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,เลือกตั้ง
เปิดอ่าน 3,231 ครั้ง

คอลัมน์…  กระดานความคิด  โดย… บางนา บางปะกง

 ธรรมชาติการเมืองไทย ทุกครั้งที่มีการจัดตั้งรัฐบาล โดยนักเลือกตั้ง ไม่มีครั้งไหนที่หนังสือพิมพ์จะไม่พาดหัว เรื่อง “แย่งชามข้าว”

สำหรับกรณีการจัดตั้งรัฐบาลประยุทธ์ 2/1 มีสถานการณ์บางอย่างคล้ายสมัยพรรคสหประชาไทย จัดตั้งรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร โดยดึงเอากลุ่ม ส.ส.ไม่สังกัดพรรคเข้าร่วม

การเลือกตั้งเมื่อ 10 กุมภาพันธ์ 2512 เป็นการเลือกตั้งแบบรวมเขตเรียงเบอร์ และเป็นการเลือกตั้งโดยตรง ผลการเลือกตั้งในครั้งนี้พบว่า ไม่มีพรรคใดได้เสียงข้างมากเพียงพอที่จะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้โดยลำพัง นั่นคือต้องมีคะแนนเสียงสนับสนุนในสภาเกินกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวน ส.ส. หรือเกินกว่ากึ่งหนึ่งของ 219 คน ซึ่งเท่ากับ 110 คนขึ้นไป

          พรรคสหประชาไทย ของฝ่ายจอมพลถนอม ได้รับเลือกตั้งมากที่สุด 95 ที่นั่ง และพรรคประชาธิปัตย์ อันดับสองได้ 50 ที่นั่ง 

เนื่องจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2511 ไม่ได้กำหนดให้ผู้สมัคร ส.ส.ต้องสังกัดพรรค จึงทำให้ได้ ส.ส.อิสระเข้าสภาเป็นจำนวนมากถึง 70 คน

เมื่อพรรคสหประชาไทย ได้เก้าอี้ ส.ส.ไม่ถึงครึ่งหนึ่งของจำนวนที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร จึงต้องไปรวบรวม ส.ส.ไม่สังกัดพรรคประมาณ 30 ที่นั่งมาสนับสนุน จึงได้เกิน 110 ที่นั่ง

          จอมพลประภาส จารุเสถียร รองหัวหน้าพรรคสหประชาไทย มอบให้ ประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์ ส.ส.ฉะเชิงเทรา สมัยโน้นเป็นผู้บริหารจัดการ ส.ส.ไม่สังกัดพรรค

ประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์

คอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์สมัยโน้น มักจะเขียนถึงบทบาทของกลุ่ม ส.ส.อิสระในสภา โดยขนานนามว่า “พรรคผี” และตัวประสิทธิ์เองก็ยอมรับสภาพ

“ตอนนั้นเขาหาว่าเราเป็นพรรคผี ก็จริง ก็ถูกต้อง เราไม่ปฏิเสธ”

ประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์ หรือฉายา “เจ้าพ่อบางขนาก” ได้เล่าไว้ในหนังสืออัตชีวประวัติว่า เวลามีกฎหมายสำคัญๆ เข้าสภา พล.อ.กฤษณ์ สีวะรา มือขวาของจอมพลประภาส จะโทรศัพท์มาหา “ประสิทธิ์โว้ย ดูแลกันหน่อยนะ”

หมายความว่า ประสิทธิ์จะต้องนัด ส.ส.อิสระพูดคุย ซักซ้อมการโหวตลงมติในสภา ตามมาด้วยการมอบปัจจัยพิเศษให้ ส.ส.กลุ่มดังกล่าว

          ก่อนเลือกตั้ง 2512 จอมพลประภาสได้วางตัว พล.อ.กฤษณ์ กับประสิทธิ์ เป็นผู้ดูแลจ่ายเงินทุนสนับสนุนผู้สมัคร ส.ส.ที่ไม่สังกัดพรรคจำนวนหนึ่ง เพราะคาดหมายว่า คงได้ใช้บริการคนเหล่านี้ตอนจัดตั้งรัฐบาล 

ตอนหลัง กลุ่ม ส.ส.อิสระ จึงมีมติตั้งพรรคการเมืองให้ถูกต้องตามกฎหมาย ลบข้อครหาว่าเป็นพรรคผี มีสำนักงานพรรคอิสระอยู่ในซอยตรงข้ามโรงพักบางซื่อ

พล.อ.กฤษณ์ สีวะรา

“พรรคอิสระ” จดทะเบียนจัดตั้งพรรค เมื่อ 15 เมษายน 2512 โดยมีหัวหน้าพรรคคือ โกศล ไกรฤกษ์ ส.ส.พิษณุโลก รองหัวหน้าพรรค 2 คนคือ เลิศ ชินวัตร ส.ส.เชียงใหม่ และ สมพงษ์ อยู่หุ่น ส.ส.กาฬสินธุ์ เลขาธิการพรรคคือ บุญธรรม ชุมดวง ส.ส.สุโขทัย

สภาวการณ์ของรัฐบาลจอมพลถนอม ที่ต้องพึ่งเสียงจาก ส.ส.กลุ่มอิสระ กลายเป็นปัญหาวุ่นวายในสภา ส่งผลให้ “คณะทหาร” ผู้กุมอำนาจเริ่มไม่พอใจนักเลือกตั้ง ที่ชอบต่อรองขอผลประโยชน์ ไม่จบไม่สิ้น

          ในที่สุด 17 พฤศจิกายน 2514 คณะปฏิวัตินำโดยจอมพลถนอม กิตติขจร ได้ประกาศยึดอำนาจการปกครองแผ่นดิน และเหตุผลหนึ่งในการยึดอำนาจ จอมพลถนอมอ้างว่า ส.ส.ในสภา ต่อรองผลประโยชน์สูง โดยเฉพาะนักการเมืองสังกัดพรรคผี

ตัดกลับมาที่พรรคพลังประชารัฐ ก็ไม่ต่างจากพรรคสหประชาไทย ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้ จึงต้องจับมือกับอีก 18 พรรคการเมือง มีทั้งพรรคขนาดกลาง พรรคเล็กไปจนถึงพรรคจิ๋ว

แถมรัฐบาลตู่ 2/1 นั้นมีจำนวนเสียงปริ่มน้ำ เหมือนยืมจมูกเพื่อนหายใจ ฉะนั้นข่าวความวุ่นวายในการตั้งรัฐบาล ก็เป็นเรื่องที่คาดเดาได้

    วันนี้คนไทยก็ได้เห็น “พรรคจิ๋ว” ออกฤทธิ์ออกเดช ไม่ต่างอะไรกับพรรคผีเมื่อ 50 ปีที่แล้ว 

“สมศักดิ์” ไปต่อ รอฉีกปฏิญญา “ร้านกินเส้น”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/375017?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“สมศักดิ์” ไปต่อ รอฉีกปฏิญญา “ร้านกินเส้น”

11 มิถุนายน 2562 – 10:24 น.
กลุ่มสามมิตร,สมศักดิ์ เทพสุทิน,สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ,ธรรมนัส พรหมเผ่า,พรรคพลังประชารัฐ,กลุ่มบ้านริมน้ำ,คนใหญ่สุโขทัย,รอธรรมนัส พรหมเผ่า,ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ
เปิดอ่าน 15,171 ครั้ง

คมลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิพมื คมชัดลึก 11 มิถุนายน 2562

*********************

          ย้อนไปเมื่อกลางปีที่แล้ว หลายคนอาจแปลกประหลาดใจ เมื่อเห็น “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” ยืนถ่ายภาพคู่กับ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” ที่ข้างร้านกินเส้น ตรงข้ามสำนักงาน ป..ย่านสนามบินน้ำ

          นี่คือจุดเริ่มต้นของ “กลุ่มสามมิตร” ที่มี ภิรมย์ พลวิเศษ เป็นหอกระจายข่าวในช่วงแรกๆ และเมื่อตั้งกลุ่มสามมิตรอย่างเป็นทางการ ธนกร วังบุญคงชนะ จึงเข้ามารับผิดชอบแทน

วันแรกที่ สุริยะ สมศักดิ์ เปิดตัวที่ร้านกินเส้น

ลีลาเจ้าพ่อไก่ชน

          แม้ “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” จะไม่เปิดตัวว่าเป็น ใน ผู้ก่อการกลุ่มสามมิตร แต่คนการเมืองก็รู้ว่า สุริยะหวนคืนสังเวียนอีกหน เพราะสมคิดออกปากชักชวน ตั้งแต่ไปเจอกันที่งานศพ “โกเหนา” บิดาของสมศักดิ์ ที่ อ.ศรีสำโรง จ.สุโขทัย

          ดังนั้น .หรือสามมิตร ก็คือ “สมคิดสุริยะสมศักดิ์” พันธมิตรการเมืองเก่าสมัยอยู่ที่พรรคไทยรักไทย 

สมศักดิ์ ทำใจชวดเก้าอี้

          ก่อนหน้านั้น สมคิดได้มอบหมายให้เพื่อนเก่า “ชวน ชูจันทร์” ไปยื่นขอจดทะเบียนพรรคการเมืองชื่อ “พรรคพลังประชารัฐ” ไว้ก่อนแล้ว

          ส่วนบทบาทของ “สุริยะสมศักดิ์” จึงเดินสายไปพบอดีต ส.และนักการเมืองท้องถิ่นหลายกลุ่ม พร้อมตีข่าวดูดคนนี้ ดึงคนนี้ เป็นระยะๆ การเคลื่อนไหวแบบโครมครามของกลุ่มสามมิตร มีทั้งบวกและลบ

          ทุกเวทีที่สมศักดิ์ไปพบมวลชน ก็โฆษณาเก่านโยบายโคล้านตัว และไก่ชนแก้จน เหมือนยังฝังใจกับการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีเกษตรฯ สมัยรัฐบาลทักษิณ 

          คนใกล้ชิดสมศักดิ์ยืนยัน นับแต่วันเปิดตัวที่ร้านกินเส้น ต้นตำรับโคล้านตัว ก็จองเก้าอี้รัฐมนตรีเกษตรฯ แต่ไก่โห่

พ่ายเรียบคาอีสาน

          เมื่อพรรคพลังประชารัฐ ขับเคลื่อนเต็มที่ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานยุทธศาสตร์ภาคอีสาน ก็ฝากความหวังไว้ที่ “ปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข” อดีต ส..เลย ซึ่งยกทีม ส..เก่า เข้ามาสังกัดพลังประชารัฐ

          ปรีชายังรับดูแลพื้นที่หนองบัวลำภูอุดรธานี และหนองคาย ด้วยดีกรี ส.. 9 สมัย สุริยะคาดว่า ต้องยึด ที่นั่งเมืองเลยไว้ได้แน่นอน

สุริยะ วันที่ไปชวน ปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข ที่เมืองเลย

          สนามเลือกตั้งอีสานกว้างใหญ่ ค่าย พปชรจึงแบ่งให้ “เอกราช ช่างเหลา” รับผิดชอบขอนแก่น และมหาสารคาม “สุชาติ ตันเจริญ” และ “สุพล ฟองงาม” ดูแลอีสานใต้บางส่วน

          ผลเลือกตั้ง ส..สนามอีสาน ปรากฏว่า ปรีชาพ่ายยับ  กลุ่มสุชาติสุพล ก็แพ้เรียบ ที่เอาตัวรอดได้คือ เอกราช ช่างเหลา

          ความปราชัยของกลุ่มสามมิตรในภาคอีสาน ทำให้เครดิตลดฮวบ ขนาด ภิรมย์ พลวิเศษ ยังอุ้มภรรยาเข้าสภามาไม่ได้

          ที่สำคัญ ผู้ที่เป็นแม่ทัพอีสานแทน “สุริยะ” กลายเป็น “วิรัช รัตนเศรษฐ” ที่โกย ส..โคราชสุรินทร์ มาเป็นกอบเป็นกำ

ธรรมนัส” แม่ทัพตัวจริง

          คนวงในพรรคพลังประชารัฐ บุคคลที่มีทรงพลังในพรรค คนคือ “..ธรรมนัส พรหมเผ่า” ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งภาคเหนือ และ “ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ” แม่ทัพใหญ่เมืองหลวง

          กลุ่มวราเทพ รัตนากร แห่งกำแพงเพชร และกลุ่มสันติ พร้อมพัฒน์ แห่งเพชรบูรณ์ ที่เข้ามาร่วมงานกับพลังประชารัฐนั้น ก็เป็นผลงานของแม่ทัพธรรมนัส และสุริยะ

          ด้วยความเป็นคนใจถึง พึ่งได้ “ธรรมนัส” แตะมือกับสมศักดิ์ ช่วยกันหาเสียงอย่างหนัก จนกวาด ส..ภาคเหนือตอนล่างมาเกินเป้า

..ธรรมนัส พรหมเผ่า และ ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ

          ไม่น่าแปลกใจ ที่จะเห็นธรรมนัสยืนถ่ายภาพหมู่ร่วมกับกลุ่ม ส..ภาคเหนือ และ ส..ภาคกลางสายกลุ่มสามมิตร 

          มิหนำซ้ำ พรรคเล็กที่ยินยอมพร้อมใจมาโหวตเลือกลุงตู่ ก็ได้การประสานงานของ “ธรรมนัส” ที่ดึง 10 หัวหน้าพรรค เสียงมาแถลงจุดยืนหนุนพลังประชารัฐเป็นรัฐบาล

          วานนี้ (10 มิ..) “ธรรมนัส” ได้ร่วมกับหัวหน้าพรรคเล็ก 10 พรรค ตั้งโต๊ะแถลงว่า ยังมีมติเหมือนเดิม ส่วนตำแหน่งรัฐมนตรี ขอให้เป็นดุลพินิจของนายกรัฐมนตรี

           ส่วนประเด็น “ธนกร” โฆษกกลุ่มสามมิตร ออกอาการฟาดงวงฟาดงากับ “อนุทิน ชาญวีรกูล” ร้อนถึงผู้มากบารมีอย่าง “ธรรมนัส” ต้องมาเบรกเด็กสมศักดิ์ “เป็นเรื่องของมารยาททางการเมือง เพราะเราอุตส่าห์ไปเชิญเขามาร่วม เด็กก็ควรอยู่แบบเด็กไม่ควรไปเทียบชั้นหัวหน้าพรรค”

          อย่างไรก็ตาม ปัญหาของสมศักดิ์ เทพสุทิน ต้องจบ หาก พล..ประยุทธ์ เคาะตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีชุดแรก 

          บางทีเจ้าพ่อไก่ชน อาจต้องยอมฉีกความฝันที่ร้านกินเส้น รับตำแหน่งอื่นแทน เพื่อชาติบ้านเมือ