ปัญหาอยู่ที่คนหรือเครื่องมือ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/375013?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ปัญหาอยู่ที่คนหรือเครื่องมือ

11 มิถุนายน 2562 – 09:11 น.
ฝนตก,รถติด,พลตออัศวิน
เปิดอ่าน 1,929 ครั้ง

บทบรรณาธิการ นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันอังคารที่ 11 มิถุนายน 2562

บ่ายถึงค่ำวันศุกร์ที่ 7 มิถุนายน ที่ผ่านมา ประชาชนชาวกรุงเทพฯ ต้องประสบชะตากรรมติดค้างอยู่บนท้องถนนยาวนานหลายชั่วโมง เพราะรถติดวินาศสันตะโรอันเนื่องมาจากฝนที่กระหน่ำเทลงมาอย่างหนัก ขณะที่การระบายน้ำของกรุงเทพมหานคร(กทม.) ไม่สามารถผ่อนหนักให้เป็นเบาได้ เพราะกระแสไฟฟ้าดับ เดินเครื่องสูบน้ำขนาดยักษ์ 6,600 วัตต์ของอุโมงค์บางซื่อไม่ได้ ท้องถนนหลายสายกลายเป็นคลอง น้ำท่วมกินเป็นบริเวณกว้าง แม้ถึงขณะนี้เวลาจะล่วงเลยมาแล้วหลายวันแต่ประชาชนก็ยังขวัญผวากับเหตุการณ์วันนั้นไม่วาย นั่นก็็เพราะว่าไม่มีหลักประกันอันใดที่จะยืนยันได้ว่าการระบายน้ำจะทำได้อย่างเต็็มประสิทธิภาพ เพราะถ้าหากไฟฟ้าดับอีกก็สูบน้ำไม่ได้เหมือนเคย และผู้บริหาร กทม.ก็บอกเพียงว่า ได้ประสานงานกับการไฟฟ้านครหลวง(กฟน.) แล้ว

ปัญหาฝนตกรถติดในกรุงเทพฯ นับเป็นเรื่องซ้ำซากของเมืองหลวงมาอย่างยาวนาน ตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครจึงเสมือนตำบลกระสุนตก แทบทุกครั้งที่ฝนตกรถติด เหตุการณ์ล่าสุดนี้้ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ก็็ต้องเผชิญกับกระแสเรียกร้องให้ลาออก เพียงการกล่าวขอโทษผ่านโซเชียลมีเดียยังไม่เพียงพอกับความรับผิดชอบอันใหญ่หลวง แต่ พล.ต.อ.อัศวิน ยืนยันไม่ได้ยึดติดกับตำแหน่ง และใกล้จะหมดวาระแล้ว จึงขอฝากให้ผู้ว่ากทม.คนใหม่ดูแลปัญหานี้้ต่อด้วย กระนั้นก็ตามไม่ว่าจะเปลี่่ยนผู้ว่ากทม.อีกสักกี่คน ไม่ว่าจะมีที่มาจากการแต่งตั้้งหรือเลือกตั้้ง ถ้าหากแผนการระบายน้ำยังย่ำอยู่ที่เดิมก็ยากจะที่เอาชนะปัญหาได้ ที่ผ่านมาผู้ว่ากทม.แทบทุกคนก็ต้องเผชิญกับวิกฤติศรัทธาฝนตกรถติดมาแล้วด้วยกันทั้งนั้น บางคนเลือกลงพื้นที่เพื่อเยียวยาในเชิงจิตวิทยา แต่ปัญหาก็ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างยั่งยืน

อุโมงค์ระบายน้ำที่จะทำหน้าที่สูบน้ำจากเขตต่างๆ ระบายลงสู่แม่นำเจ้าพระยา นับเป็นแนวทางหลักของการระบายน้ำ เนื่องจากคูคลองที่มีอยู่ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ แต่เหตุการณ์เมื่อวันศุกร์ที่ 7 มิถุนายน ก็บ่งชี้อีกครั้งหนึ่งว่าอุโมงค์ระบายน้ำไม่ได้ช่วยอะไรเลย เพราะเอาเข้าจริงก็ต้องพึ่งพิงกระแสไฟฟ้าเป็นพลังงานขับเคลื่อนมอเตอร์เพียงอย่างเดียว ซึ่งผู้บริหารกทม.ก็ยอมรับว่ามอเตอร์ขนาด 6,600 วัตต์ ต้องอาศัยกระแสไฟฟ้าจากกฟน.เท่านั้น ไม่มีทางเลือกอื่น อย่างเช่นเครื่องสูบน้ำสำรองซึ่งเชื่อกันว่าควรจะต้องมีสำหรับโครงการใหญ่อย่างอุโมงค์ระบายน้ำบางซื่อที่มีความสามารถระบายน้ำได้วินาทีละ 60 ลูกบาศก์เมตรผ่านอุโมงค์ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 5 เมตร ระยะทาง 6,400 เมตร ระบายน้ำจาก กทม.ชั้นใน คือ ดุสิต บางซื่อ พญาไท ห้วยขวาง ดินแดง และจตุจักร

เมื่อช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา ผู้บริหารกทม.แถลงว่า กทม.ได้รับอนุมัติงบประมาณจากคณะรัฐมนตรีจำนวน 13,825.2 ล้านบาท เพื่อก่อสร้างโครงการอุโมงค์ระบายน้ำคลองเปรมประชากรจากคลองบางบัวลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่ปี 2563-2569 หากโครงการแล้วเสร็จจะสามารถระบายน้ำท่วมขังในเขตดอนเมือง สายไหม หลักสี่ บางเขน จตุจักร ครอบคลุมพื้นที่ 109 ตารางกิโลเมตร  ระบายน้ำได้วันละ 5 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่นั่นก็ยังอีกหลายปี ปัญหาขณะนี้คือทำอย่างไรให้สามารถระบายน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะติดตั้งเครื่องสูบน้ำสำรองให้หลากหลายขึ้นได้อย่างไร ที่สำคัญก็คือต้องนำบทเรียนจากอุโมงค์บางซื่อที่มีปัญหาไฟฟ้าดับมาสร้างระบบป้องกันสำหรับโครงการใหม่มูลค่า 13,825.2 ล้านบาท เพื่อไม่ให้สูญเปล่าหรือไม่คุ้มค่า เกิดปัญหาซ้ำซาก เพราะจะว่าไป เรื่องไฟฟ้าดับนับเป็นข้ออ้างมาตลอด โดยละเลยเหตุผลข้อที่ว่า ออกแบบมาอย่างไรไปเสีย

อ่านภูมิทัศน์การเมืองจากมุมมอง”ภูมิธรรม”กับอนาคตตู่2-ปชต.ไทย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/374896?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อ่านภูมิทัศน์การเมืองจากมุมมอง”ภูมิธรรม”กับอนาคตตู่2-ปชต.ไทย

10 มิถุนายน 2562 – 12:40 น.
ภูมิธรรม,เพือไทย,ลุงตู่,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 2,646 ครั้ง

อ่านภูมิทัศน์การเมืองจากมุมมอง”ภูมิธรรม เวชยชัย”กับอนาคตตู่2และประชาธิปไตยไทย โดย…  สมัชชา หุ่นสาระ

แน่ชัดแล้วว่า 246 ส.ส.ขั้วค้านลุงตู่จะทำหน้าที่ตรวจสอบ ครม.ประยุทธ์ 2 ดังนั้น บทบาทพรรคอันดับหนึ่งแต่ต้องพลาดการเป็นแกนนำตั้งรัฐบาลคราวนี้ จะวางกลยุทธ์ไว้อย่างไร ภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ให้คำตอบในจังหวะข้างหน้าไว้ดังนี้

  0 บทบาท 7 พรรคร่วมฝ่ายค้านในอนาคตจะมีอะไรบ้าง
ก่อนอื่นต้องพูดถึงจุดเริ่มต้นของการประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันของ  “7 พรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย”

ในวันนั้นเรามีความเห็นพ้องต้องกันว่ากระบวนการที่ผ่านมาตลอด 5 ปี รวมถึงความพยายามที่จะสืบทอดอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญ กฎ กติกาต่างๆ และความไม่ตรงไปตรงมาในการเลือกตั้ง รวมถึงการใช้อำนาจต่างๆ เพื่อเอื้อให้เกิดความได้เปรียบอย่างต่อเนื่องของ คสช. และรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร ทั้งหมดนี้เป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อประเทศในระยะยาว และจำเป็นที่จะต้องร่วมมือกันหยุดยั้ง ไม่ให้เรื่องเหล่านี้ดำเนินต่อไป

“7 พรรคร่วมฯ” ตอนนั้นเรามีจำนวนเสียงมากเกินกว่า 250 เสียง ซึ่งถ้าเป็นสถานการณ์ปกติ วันนั้นก็จัดตั้งรัฐบาลได้แล้ว แต่ด้วยความวิปริตของกติกาและการบิดเบือนของข้อกฎหมายต่างๆ ทำให้พวกเราเหลืออยู่ 246 เสียงในปัจจุบัน มีปฏิบัติการหลายอย่างที่ทำให้คิดได้ว่า เป็นการดำเนินการเพื่อให้ฝ่ายสืบทอดอำนาจมีคะแนนเสียงมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นสูตรคิดคำนวณที่ขัดต่อหลักการสากล การนำเสียงของพรรคการเมืองเล็กๆ ที่คะแนนไม่ถึงสัดส่วนของ ส.ส.พึงมี เป็นต้น

สิ่งที่สำคัญอยู่ที่ ประเด็นสิทธิของ “ส.ว.” ซึ่งมาจากการแต่งตั้งของ “คสช.” ล้วนแล้วแต่เป็นเครือข่ายคนใกล้ชิดผู้มีอำนาจ สามารถโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งหนึ่งในแคนดิเดต คือ หัวหน้าคสช. ผู้แต่งตั้ง ส.ว. กระบวนการและกลไกต่างๆ ที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น จะนำมาสู่การบริหารประเทศโดยรัฐบาลที่ไม่มีเสถียรภาพ ขาดการยอมรับจากประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ถือเป็นการถอยหลังกลับไปเหมือนการเมืองไทยเมื่อ 30-40 ปีก่อน

แม้จะเผชิญกับการคุกคามหรือการตัดตอนทางการเมืองอย่างไรก็ตาม แต่การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในวันที่ 5 มิถุนายน ที่ผ่านมา ของ “7 พรรคฝ่ายประชาธิปไตย” ได้สะท้อนให้เห็นถึงเจตนารมณ์อันแน่วแน่ในการร่วมปกป้องประชาธิปไตยจนถึงที่สุด ตามที่ได้พูดไว้กับพี่น้องประชาชน ถึงแม้ว่าการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยยังไม่สำเร็จ แต่พวกเราก็เชื่อมั่นว่า นี่คือจุดเริ่มต้นที่เป็นความหวังและเป็นอนาคตของสังคม ซึ่งพวกเรายังต้องยืนหยัด ต่อสู้ต่อไป

จากนี้ไปเรายังจะต้องทำงานให้หนักขึ้น เราต้องทำการสื่อสารเพื่อทำความเข้าใจกลเกมการเมืองทั้งในและนอกสภาให้พี่น้องประชาชนได้รับรู้ร่วมกันต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง

ส่วนของการทำงานในรัฐสภา พรรคเพื่อไทยจะร่วมทำหน้าที่ฝ่ายค้านร่วมกับ “7 พรรคร่วมฝ่ายค้าน” อย่างเต็มที่และสมศักดิ์ศรี  เราจะทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลเกือบ 20 พรรคอย่างเข้มข้นโดยสร้างสรรค์ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเกิดผลประโยชน์สูงสุดต่อประเทศและต่อพี่น้องประชาชน

นส่วนงานนอกรัฐสภา พรรคฝ่ายประชาธิปไตยทั้ง 7 พรรค คงจะต้องเดินหน้าทำภารกิจเพื่อประชาธิปไตยต่อไป เพื่อชี้ช่องให้ประชาชนเห็นถึงปัญหาและผลกระทบของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ที่จะเป็นอุปสรรคต่อความเจริญเติบโตของประเทศและส่งผลกระทบต่อชีวิตของประชาชนในมิติต่างๆ มากมาย เพราะการอาศัยกลไกที่มีอยู่ในระบอบรัฐสภาเพียงลำพังนั้นคงไม่เพียงพอที่จะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในประเทศนี้ได้ กระแสสังคมและแรงกดดันจากประชาชนจึงสำคัญอย่างยิ่งต่อการเปลี่ยนผ่านประเทศไปสู่ระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

          0 ก่อนหน้านี้พรรคเพื่อไทยเปิดทางไม่รับทุกตำแหน่งในครม.ใหม่เพื่อให้บางพรรคมาแตะมือแต่คำตอบออกมาแล้วในวันนี้ ในวันข้างหน้าจะมีการร่วมมือกับพรรคประชาธิปัตย์และภูมิใจไทยได้หรือไม่
ที่ผ่านมาผมเชื่อว่าประชาชนได้เรียนรู้จุดยืนที่แท้จริง จากพฤติกรรมของพรรคการเมืองต่างๆ ที่ได้ปฏิบัติต่อคำสัญญาที่เคยให้ไว้กับพวกเขา ไม่ใช่เพียงกล่าวถึงนโยบายอย่างหนึ่งแต่ทำอีกอย่างหนึ่ง การเลือกตั้งจะมีความหมายและเป็นที่จดจำในใจประชาชนหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าคุณเคารพสิ่งที่พูดไว้กับประชาชนหรือไม่ เพียงใด

อย่าลืมว่าประชาชนเลือกเพราะไว้ใจในสิ่งที่พรรคการเมืองประกาศกับพวกเขา การมีนโยบายไม่สนับสนุนการสืบทอดอำนาจเป็นสิ่งที่ประชาชนต้องการ แต่หลังการเลือกตั้งหลายพรรคการเมืองก็พลิกมติ  และกลับเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งอย่างแข็งขันในการต่อท่ออำนาจของ คสช. ความกล้าหาญของพรรคการเมืองในสถานการณ์เช่นนี้เป็นสิ่งที่ประชาชนเฝ้ามองและจดจำ อันจะนำไปสู่การตัดสินใจในการเลือกตั้งในอนาคต

ภาพลักษณ์ของการดำเนินการทางการเมืองในปัจจุบัน จะเป็นข้อมูลที่จดจารในใจของประชาชน โดยเฉพาะ จุดยืนและนโยบายที่ไม่เคารพเสียงประชาชน ของพรรคการเมืองที่ละเลยหรือบิดพลิ้วไปจากพันธสัญญา ที่ให้ไว้กับประชาชน โดยเฉพาะเรื่องการสนับสนุนหรือไม่สนับสนุนการสืบทอดอำนาจของกลุ่มอำนาจเดิม

เกียรติภูมิของพรรคการเมืองหลายพรรคในครั้งนี้ได้ถูกจารึกในพื้นที่ประวัติศาสตร์ไปเรียบร้อยแล้ว ว่าพรรคใดตั้งขึ้นมาหรือรวมตัวกันขึ้นมาเพื่อร่วมกันต่ออายุให้รัฐบาลจากการสืบทอดอำนาจและทำร้ายระบอบประชาธิปไตยของประเทศ

สำหรับการร่วมมือกันในอนาคต พวกเราพรรคฝ่ายประชาธิปไตยเห็นถึงความสำคัญของการร่วมมือกันหยุดยั้งการสืบทอดอำนาจ หากมีวันใดที่พรรคเหล่านั้นตัดสินใจใหม่ ก็ยังสามารถเข้ามาร่วมมือกันเพื่อทำคุณประโยชน์ให้แก่ชาติบ้านเมืองได้

ผมเชื่อว่าพวกเราทุกพรรคทุกฝ่ายพร้อมต้อนรับเพื่อทำงานใหญ่ร่วมกันในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การคำนึงถึงประโยชน์ร่วมกันนี้ทำให้เราต้องเปิดใจกว้าง เพราะทุกฝ่ายมีประโยชน์และมีความหมายต่อการแก้ปัญหาเพื่ออนาคตจึงไม่มีคำว่า สายเกินไป

   0 แนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเกิดได้หรือไม่
ก่อนอื่นต้องเรียนให้เข้าใจตรงกันก่อนว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้พวกเขาตั้งใจออกแบบมาเพื่อไม่ให้แก้ เพราะถือเป็นเครื่องมืออันทรงประสิทธิภาพของฝ่ายสืบทอดอำนาจ เราได้เห็นถึงพลังของรัฐธรรมนูญที่สามารถทำให้ฝ่ายเสียงข้างมากกลายเป็นเสียงข้างน้อย ทำให้พรรคที่เป็นอันดับสองสามารถรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลได้ เพราะมี ส.ว.ในมือ 250 เสียงเป็นพลังสนับสนุน

ทั้งหมดนี้พวกเขาออกแบบ สร้างกติกาออกมาเพื่อไม่ต้องการให้แก้ไข พวกเขาได้สร้างข้อจำกัดในการแก้ไขรัฐธรรมนูญมากมาย จนอาจเรียกได้ว่าหากแก้ตามวิถีทางในรัฐธรรมนูญแทบจะทำไม่ได้เลย แต่ครั้นจะเป็นวิถีทางนอกรัฐธรรมนูญ เราก็ไม่อยากสนับสนุน เพราะจะยิ่งเป็นการทำลายระบอบประชาธิปไตยให้อ่อนแอลงไปอีก

แต่ผมเชื่อว่ามาถึงวันนี้ ประชาชนรู้ซึ้งมากขึ้นแล้วถึงปัญหาของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมคิดว่าความรับรู้ของประชาชนมีพลังอำนาจและเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ความรับรู้นี้ไม่ได้จำกัดวงเฉพาะนักการเมืองเท่านั้น แต่ขยายกว้างไปถึงประชาชนกลุ่มวิชาชีพต่างๆ รวมทั้งเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่จะมีบทบาทต่อการเมืองและสังคมไทยในอนาคต การเกิดความตระหนักใหม่จะสร้างวัฒนธรรมการเมืองใหม่ ที่คนมีส่วนร่วมและใส่ใจกับแนวคิดทางการเมือง แนวทางใหม่ๆที่สร้างสรรค์มากขึ้น และจะเป็นพื้นฐานสำคัญให้แก่การหาทางออกให้ประเทศ เพราะเมื่อใดก็ตามที่คนส่วนใหญ่ในประเทศเห็นตรงกันว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้คือตัวปัญหา การจัดการปัญหานี้ก็พอจะมีทางเป็นไปได้ในอนาคต

การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องอาศัยพลังความร่วมมือจากทุกพรรคการเมือง และประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย ซึ่งผมคิดว่าวันนี้ทุกพรรค ทุกฝ่ายต่างทราบและตระหนักดีถึงผลกระทบที่ทุกคนจะได้รับจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้

เมื่อถึงเวลาอันเหมาะสม ผมเชื่อมั่นและหวังว่าทุกพรรคทุกฝ่าย จะต้องช่วยกันนำพาประเทศออกจากกับดักของรัฐธรรมนูญฉบับนี้

    0 วางบทบาทของพรรคเพื่อไทยกับบทบาทฝ่ายค้านไว้เช่นใด
ก่อนการเลือกตั้ง ถึงแม้จะมีข้อจำกัดด้านกติกา เราคาดหวังว่าเราจะสามารถได้รับความไว้วางใจจากเสียงสนับสนุนของประชาชนให้เป็นผู้บริหารประเทศ หยุดยั้งการสืบทอดอำนาจ และนำแนวนโยบายที่ได้หาเสียงไว้มาทำประโยชน์ให้แก่ประเทศ แต่เมื่อมาถึงวันนี้ ที่เราไม่สามารถเดินต่อไปได้ในฐานะรัฐบาล พวกเราก็ไม่เคยคิดว่าหนทางแห่งประชาธิปไตยจะสิ้นสุด เรายังคงต้องต่อสู้ร่วมกับทุกพรรคการเมืองและประชาชน ที่จะมีจำนวนมากขึ้นๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งการบรรลุจุดหมายปลายทางต่อไป

นอกจากบทบาท “ฝ่ายค้าน” ที่ต้องตรวจสอบรัฐบาลอย่างเข้มข้น จริงจัง ภายใต้รูปแบบที่สร้างสรรค์แล้ว การทำประโยชน์ให้แก่ประชาชนโดยไม่มีอำนาจรัฐก็ยังสามารถทำได้อยู่ พรรคเพื่อไทยจะวางบทบาทพรรคเป็นผู้ประสานผลประโยชน์ภาคประชาชน โดยเป็นตัวกลางเชื่อมผลประโยชน์ระหว่างประชาชนกับประชาชน ประชาชนกับภาคเอกชน หรือแม้แต่ประชาชนกับภาครัฐ ในทุกโอกาสที่เราทำได้ต่อไป

นอกจากนั้น พรรคยังเห็นความสำคัญของการเมืองระดับท้องถิ่น ในหลักการแล้วการเมืองท้องถิ่นเป็นรากฐานสำคัญในการเข้าถึงการรับใช้ประชาชนและการสะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชน อีกทั้งเป็นพื้นฐานสำคัญต่อการเมืองในระบบใหญ่  ดังนั้น จากนี้ไป พรรคเพื่อไทยจะมุ่งให้ความสำคัญต่อการเลือกตั้งระดับท้องถิ่น ซึ่งจะเกิดขึ้นในไม่กี่เดือนข้างหน้าให้มากขึ้น และถือเป็นทิศทางการเมืองที่สำคัญต่อไป

 0 วิเคราะห์อนาคตรัฐบาลประยุทธ์ 2 ไว้เช่นใด
รัฐธรรมนูญฉบับนี้ถูกออกแบบมาให้สถาบันการเมืองอ่อนแอ การเมืองจะไร้เสถียรภาพ ผมไม่เชื่อว่ารัฐบาลผสมชุดนี้ ซึ่งมีเสียงปริ่มน้ำอย่างนี้ จะสามารถเดินไปได้ไกล แนวโน้มบอกได้เลยว่ารัฐบาลนี้จะกลายเป็นรัฐบาลที่ไม่มีเสถียรภาพมากที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

นอกจากนี้รัฐบาลเองก็ต้องคำนึงถึงกฎกติกา แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่กำหนดขึ้นมาเพื่อคาดหวังจะใช้ควบคุม หากฝ่ายที่เห็นต่างประสบความสำเร็จได้ขึ้นมาเป็นรัฐบาล การพยายามออกแบบมาให้สามารถควบคุมนโยบายต่างๆ ซึ่งล้วนแต่เป็นพันธะอันไม่สอดคล้องกับการเติบโตของรัฐบาล และกลายเป็นกลไกที่กีดกันการก้าวรุกไปข้างหน้าของประเทศอย่างมาก สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นกับดักที่ถูกวางไว้และจะย้อนมาเป็นอุปสรรคในการทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาให้ประเทศของรัฐบาลหลังการเลือกตั้งเอง

ผมจึงเชื่อว่าอนาคตการเมืองไทยคงจะลุ่มๆ ดอนๆ ไป พร้อมกับเสถียรภาพของรัฐบาลที่จะอ่อนแอลงไปเรื่อยๆ จนกว่าจะสามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขรัฐธรรมนูญได้เป็นผลสำเร็จ

ตราบใดที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังมีผลบังคับใช้อยู่ ประชาชนคงจะได้เห็นงูเห่าเกิดขึ้นอีกหลายครั้งหลายวาระในการผ่านกฎหมาย งบประมาณ และญัตติต่างๆ ผมไม่เชื่อว่ารัฐบาลที่จำต้องเลี้ยงงูเห่าด้วยผลประโยชน์ต่างตอบแทนเช่นนี้จะสามารถอยู่ได้ยาว และมั่นคง…

วันหนึ่งความขัดแย้งรอบด้านที่สั่งสมและปะทุขึ้น จะกลับมาทำลายความมั่นคงของกลุ่มผลประโยชน์ของพวกเขา และผมยังเชื่ออีกว่า…ประชาชนก็จะไม่อดทน และไม่มีวันยินยอมกับสภาวะแบบนี้อย่างแน่นอน

ปมลึกปมแค้น “เสี่ยโต้ง” ไม่เอา “ลุงตู่”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/374906?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ปมลึกปมแค้น “เสี่ยโต้ง” ไม่เอา “ลุงตู่”

10 มิถุนายน 2562 – 11:44 น.
เสี่ยโต้ง,สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ,พรรคภูมิใจไทย,สสศรีสะเกษ,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,โหวตเลือกนายกฯ,บุรีรัมย์-ศรีสะเกษ
เปิดอ่าน 11,088 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก 10 มิถุนายน 2562

*******************

          ยังไม่จบ “เสี่ยโต้งเอฟเฟกต์” งดออกเสียง ไม่โหวตเลือก พล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อมีกระแสข่าวพรรคภูมิใจไทย ตั้งกรรมการสอบเสี่ยโต้งในกรณีดังกล่าว เพราะถือว่าเป็นการฝ่าฝืนมติพรรค แต่มีข่าวบางกระแสว่า พรรคยังไม่ได้ดำเนินการอะไร ถือว่าเรื่องจบแล้ว หลังเสี่ยโต้งขอโทษ

          แน่นอน การตัดสินใจงดออกเสียง เสี่ยโต้งได้แต้มบวกมหาศาล แต่พรรคภูมิใจไทยก็ติดลบบานตะไทเหมือนกัน “ผู้มีบารมีนอกพรรค” ขอเก็บงำความไม่พอใจไว้ก่อน วันพระไม่ได้มีหนเดียว

ศึกเสี่ยโต้งเสี่ยนาย

          การเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 คนเมืองดอกลำดวนมองสนามเขต 1 (.เมืองศรีสะเกษ อ.วังหินเป็นการต่อสู้ของนักธุรกิจการเมือง คนคือ เสี่ยโต้ง สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ กับ เสี่ยนาย ธเนศ เครือรัตน์ 

          เสี่ยนาย” เจ้าของปั๊มน้ำมัน ปตท.ศรีสะเกษ ได้รับมรดกการเมืองจากบิดา ไพโรจน์ เครือรัตน์ อดีต ส..ศรีสะเกษ หลายสมัย 

เสี่ยนาย ธเนศ เครือรัตน์  สายป๋าเหลิม บางบอน 

          เลือกตั้งซ่อมปี 2546 เมื่อบุญชง วีสมหมาย เสียชีวิต เสี่ยนายลงสมัคร ส..ในสีเสื้อไทยรักไทย เอาชนะมานะ มหาสุวีระชัย ได้เป็น ส..สมัยแรก และนับจากนั้น ไม่เคยสอบตก กระทั่งเลือกตั้งหนนี้ ที่เสี่ยนายพ่ายเสี่ยโต้ง ทายาทแลนด์ลอร์ดแห่งศรีนครลำดวน

          เสี่ยโต้ง ได้ 46,797 คะแนน เสี่ยนาย (เพื่อไทยได้ 35,582 คะแนน และผู้สมัครโนเนมจากพรรคอนาคตใหม่ ได้ 8,970 คะแนน 

          เปรียบเทียบกับผลคะแนนปี 2554 เสี่ยนาย ได้ 38,412 คะแนน ส่วนมานะพันธ์ อังคสกุลเกียรติ ลุงของเสี่ยโต้ง ได้ 29,317 คะแนน

          แสดงว่า คะแนนของตระกูลอังคสกุลเกียรติ เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว ซึ่งเป็นความนิยมส่วนตัวของเสี่่ยโต้งเพียวๆ ไม่เกี่ยวกับภูมิใจไทย

ศึกสองตระกูล

          นับแต่ทักษิณ ชินวัตร ตั้งพรรคไทยรักไทย เก้าอี้ ส..ในศรีสะเกษ ก็ตกอยู่ในมือพรรคเครือข่ายของทักษิณมาตลอด ไม่ว่าจะเปลี่ยนชื่อเป็นพรรคพลังประชาชนหรือเพื่อไทย

          ฉัฐมงคล อังคสกุลเกียรติ นายกเทศมนตรีเมืองศรีสะเกษ แตะมือกับบรรหาร ศิลปาอาชา แห่งพรรคชาติไทย โดยส่งลูกชาย “โต้ง สิริพงศ์” ลงสมัคร ส..เขต ปี 2548 ก็พ่ายกระแสประชานิยม

ฉัฐมงคล อังคสกุลเกียรติ 

          เลือกตั้ง ส..2550 กติกาเปลี่ยนเป็นเขตใหญ่ ศรีสะเกษ เขต จึงครอบคลุมไปถึง อ.กันทรารมย์.ราษีไศล.ยางชุมน้อย ฯลฯ มี ส..ได้ คน เสี่ยโต้งจึงเบียดเข้ามาเป็น ส..ได้

          หลังจากพรรคชาติไทยถูกยุบ มารดา สกุลทิพย์ อังคสกุลเกียรติ ลงสนามเลือกตั้งซ่อม ก็พ่ายพรรคพลังประชาชนยับเยิน กลับมาเป็นเขตเดียวเบอร์เดียว ปี 2554 “มานะพันธ์” ลุงของเสี่ยโต้ง ก็พ่ายค่ายเสี่ยแม้วซ้ำอีกหน

          เสี่ยโต้งกลับมาเที่ยวนี้ ต้องถอดเสื้อสีน้ำเงิน ไปกราบขอคะแนนจากแกนนำคนเสื้อแดง ด้วยคำมั่นสัญญาใจไม่เอาลุงตู่ จนโกยแต้มเอาชนะเสี่ยนายขาดลอย

          เสี่ยโต้งเสี่ยงหักมติพรรค เพื่อรักษาฐานเสียงของตระกูล โดยเฉพาะการเลือกตั้งท้องถิ่น ที่จะมีขึ้นในเร็ววันนี้ ทีมพ่อเสี่ยโต้งจะแพ้ไม่ได้

ศึกเจ้าพ่อกีฬาอีสานใต้

          บุรีรัมย์ศรีสะเกษ เป็นเมืองรองที่มีพรมแดนติดกัน วันนี้ บุรีรัมย์เป็นศูนย์กลางการกีฬาของประเทศ เสี่ยโต้ง

           สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ในฐานะนายกสมาคมกีฬาจังหวัดศรีสะเกษ ก็พยายามจะให้ศรีนครลำดวน เป็นอาณาจักรกีฬาเช่นกัน

          เสี่ยโต้ง” จึงสร้างทีมวอลเลย์บอลศรีสะเกษ วีซี ทั้งทีมชายและทีมหญิง และทีมฟุตซอลศรีปทุมศรีสะเกษ จนมีชื่อเสียงโด่งดัง

เสี่ยโต้ง ทำฟุตซอลและวอลเลย์บอล

          ส่วนเสี่ยนาย ธเนศ เครือรัตน์ ได้ทำทีมฟุตบอลศรีสะเกษ เอฟซี ฉายา “กูปรีอันตราย” จนได้เลื่อนชั้นไปเล่นไทยลีก บังเอิญเสี่ยนาย ไม่ได้อยู่ในเครือข่ายผู้มีบารมีเหนือสมาคมลูกหนัง จึงประสบภาวะวิกฤติการเงิน 

          แม้ทางการเมือง เสี่ยโต้งกับเสี่ยนาย จะอยู่กันคนละพรรค แต่ในเส้นทางอำนาจวงการกีฬา ทั้งสองอยู่คนละขั้วกับ “ผู้ยิ่งใหญ่เมืองบุรีรัมย์”

          กลางปีที่แล้ว เสี่ยโต้งสมัครชิงตำแหน่งผู้ว่าการ กกท.คนใหม่ โดยมีแรงหนุนจากนายกสมาคมกีฬาจังหวัด 68 แห่ง แต่ประธานคณะกรรมการสรรหาผู้ว่าการ กกทคือ พล..วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา คนสนิทป๋าป้อม

เสี่ยนาย ทำทีมฟุตบอลศรีสะเกษ เอฟซี ทุนน้อย ก็ลำบากหน่อย

          สุดท้าย ก้องศักด ยอดมณี บุตรชาย ดร.สุวิทย์ ยอดมณี อดีตรัฐมนตรีว่าท่องเที่ยวฯหลานของ จอมพลถนอม กิตติขจร  ได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้ว่าการ กกท.

          ตกปลายปี เสี่ยโต้งกำลังจ่อคิวเป็นเลขาธิการพรรคชาติไทยพัฒนา ตามสัญญาสุภาพบุรุษกับท็อป วราวุธ แต่ดันเจอผู้อาวุโสหักดิบ ไม่เอากลุ่มยังบลัดชาติไทยพัฒนา

          กลายเป็นแค้นยกกำลังสอง เมื่อเสี่ยโต้งสืบทราบว่า “ผู้มีบารมีสีเขียว” เป็นแบ็กให้ผู้อาวุโสกลับมายึดพรรคสุพรรณ

“แอนิมอล ฟาร์ม” การเมืองในวรรณกรรม

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/374899?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“แอนิมอล ฟาร์ม” การเมืองในวรรณกรรม

10 มิถุนายน 2562 – 10:30 น.
พลทวีรชน สุคนธปฏิภาค,แอนิมอล ฟาร์ม
เปิดอ่าน 2,284 ครั้ง

คอลัมน์… รู้ลึกกับจุฬาฯ

เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม ที่ผ่านมา พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้ข่าวเกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาล พร้อมกับทิ้งท้ายว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ฝากแนะนำให้คนไทยอ่านหนังสือเรื่อง แอนิมอล ฟาร์ม (Animal Farm) เพราะเป็นหนังสือน่าอ่านให้ข้อคิดเกี่ยวกับการดำเนินชีวิต

พล.ท.วีรชนยังได้ออกมาย้ำอีกหลังจากมีประชาชนเริ่มพูดถึงหนังสือดังกล่าวว่า หนังสือไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองไทย แต่นายกรัฐมนตรีเห็นว่าผู้เขียนถ่ายทอดเรื่องได้ดีและน่าสนใจ และไม่อยากให้เชื่อมโยงทุกอย่างเป็นการเมือง หนังสือให้ข้อคิดว่าทุกชีวิตควรช่วยเหลือกัน และไม่มีใครทำให้คนอื่นพอใจได้ทั้งหมด

ต่อประเด็นดังกล่าว ผศ.ดร.แพร จิตติพลังศรี จากศูนย์การแปลและการล่าม คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้แสดงทัศนะกับรู้ลึกกับจุฬาฯ ว่า

“ไม่รู้เหมือนกันว่ามูลเหตุที่ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ออกมาแนะนำหนังสือเล่มนี้คืออะไร แต่สังเกตได้ว่าออกมาพูดตอนที่พรรคการเมืองแต่ละพรรคกำลังต่อรองในการจัดตั้งรัฐบาล อาจพูดถึงเรื่องการต่อรองแย่งชิงอำนาจ แต่ในความเห็นดิฉันคิดว่าท่านน่าจะคิดไม่ถึงมากกว่าว่าหนังสือนี้มีนัยอะไร”

ผศ.ดร.แพร ระบุว่า หนังสือนวนิยายเรื่อง แอนิมอล ฟาร์ม เป็นหนังสือที่เขียนโดย จอร์จ ออร์เวลล์ นักเขียนชาวอังกฤษ ตีพิมพ์ครั้งแรกในสมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 และมีนัยเสียดสีการเมืองอย่างชัดเจน

“แอนิมอล ฟาร์มเสียดสีระบบการเมืองของรัสเซีย เอาสัตว์มาอุปมานิทัศน์เป็นคน พล็อตเรื่องโดยย่อคือมีหมูในฟาร์มลุกขึ้นมาโค่นอำนาจของคน คือต้องการโค่นอำนาจเผด็จการ แต่สุดท้ายหมูก็กลายเป็นเผด็จการเสียเอง”

อาจารย์แพรชี้ว่า หนังสือนวนิยายขนาดสั้นหรือที่เรียกว่า Novella เล่มนี้ถูกเขียนขึ้นในบริบทการเสียดสีการเมืองรัสเซียยุคสตาลินว่า ระบอบการปกครองโดยสตาลินก็ไม่ได้ดีไปกว่าระบอบพระเจ้าซาร์ ซึ่งเป็นระบอบเก่าเท่าใดนัก แต่ด้วยความเก่งกาจของผู้ประพันธ์ ทำให้หนังสือเล่มนี้สามารถใช้เสียดสีระบบเผด็จการได้มาโดยตลอด

“เราต้องยอมรับว่าตัวผู้แต่งคือออร์เวลล์เป็นคนมาก่อนกาลมาก และเป็นนักเขียนที่มองไปถึงอนาคตได้ว่าจะเกิดอะไร หนังสือเล่มนี้สร้างโลกใบหนึ่งซึ่งก็คือฟาร์ม เป็นจักรวาลหนึ่งๆ เพื่อเอามาเสียดสีสังคมโลกเรา แถมพล็อตเรื่องของนิยายเล่มนี้เป็น Ready-to-wear กับระบอบเผด็จการมากๆ คือเราสามารถเอาบุคคลสำคัญในระบบการเมืองของประเทศใดๆ ก็ตามมาสวมเป็นตัวละครในเรื่องได้ทันที”

ผศ.ดร.แพร จิตติพลังศรี

ทั้งนี้ หนังสือชื่อดังอีกเล่มซึ่งเขียนโดย จอร์จ ออร์เวลล์ ที่เคยถูกพูดถึงในการเมืองไทยก็คือ “หนึ่งเก้าแปดสี่ (1984)” ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับประชาชนที่ถูกควบคุมโดยรัฐทุกชั่วขณะ ทั้งความคิด การดำรงชีวิต การกระทำ ฯลฯ และมีวรรคทองในเรื่องอย่าง “Big brother is watching you” ก็ได้เคยถูกใช้อธิบายการเมืองไทยกรณี พ.ร.บ. มั่นคงไซเบอร์ฉบับซิงเกิลเกตเวย์ในอดีตมาแล้ว

อาจารย์แพรตั้งข้อสังเกตว่า หนังสือแอนิมอล ฟาร์ม ได้ถูกแปลในประเทศไทยถึง 10 ครั้ง ฉบับแรกตั้งแต่ปี 2502 จนล่าสุดคือการพิมพ์ครั้งที่ 10 เมื่อปี 2560 มีความน่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะมักถูกแปลในช่วงจังหวะที่การเมืองไทยมีความเปลี่ยนแปลง

“ด้วยลักษณะของหนังสือ ไม่ใช่จะขายดีอะไรขนาดนั้น และไม่ใช่หนังสือประเภทเทพนิยายหรือหนังสือศาสนาที่ไม่มีลิขสิทธิ์ ขายได้ตลอด เช่นนิทานอีสป คัมภีร์ไบเบิล ซึ่งนิยมแปลซ้ำกันบ่อย การแปลบ่อยหมายถึงสังคมต้องการอะไรบางอย่าง และตัวหนังสือเองก็กำลังตอบโจทย์อะไรบางอย่างของสังคมอยู่”

จากข้อมูลการตีพิมพ์ของหนังสือแอนิมอล ฟาร์ม พบว่ามักจะตีพิมพ์ซ้ำในช่วงที่ประเทศไทยมีรัฐประหาร นับตั้งแต่การพิมพ์ครั้งที่ 1 ซึ่งเป็นการรัฐประหารนำโดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จนถึงฉบับครั้งที่ 9 ที่เป็นการรัฐประหารนำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

ประเด็นที่น่าสังเกตอีกประการคือ หนังสือหรือวรรณกรรมต่างๆ ที่มักปรากฏในหน้าข่าวการเมืองไทยไม่ว่าจะเป็นแอนิมอล ฟาร์ม หรือ 1984 ต่างเป็นวรรณกรรมแปลจากต่างประเทศ ขณะเดียวกันวรรณกรรมของไทยเองกลับมีปรากฏค่อนข้างน้อยกว่า

“ที่เด่นๆ เท่าที่สังเกต คือปีศาจ ของเสนีย์ เสาวพงษ์ เป็นวรรณกรรมที่มีจุดยืน มีความกล้าหาญมาก พูดถึงปัญหาชนชั้นบน ชนชั้นล่างที่ไม่มีสิทธิพิเศษ แต่วรรณกรรมของไทยที่เกี่ยวข้องกับการเมืองจำนวนมากยังไม่แรงพอ ไม่ได้เสียดสีไปขั้นสุด หรือว่าจินตนาการจักรวาลขึ้นมา เอาเป็นว่าไม่ได้ถึงพริกถึงขิงมากพอ แต่ก็อาจเป็นลักษณะอย่างหนึ่งของวรรณกรรมไทยก็ได้”

อาจารย์แพรยังกล่าวอีกว่าการที่ พล.อ.ประยุทธ์ให้โฆษกรัฐบาลแนะนำหนังสือเรื่องแอนิมอล ฟาร์ม โดยพยายามชี้แจงว่าหนังสือเล่มนี้แนะนำให้คนไทยดูแลกันและกันให้ดี ไม่เกี่ยวกับการเมือง ไม่น่าจะใช่คำตอบที่ถูกต้อง เพราะนวนิยายเล่มนี้คือนวนิยายการเมืองที่มีความชัดเจนอย่างปฏิเสธมิได้

“ความคิดส่วนตัวเชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์เองก็คาดไม่ถึง และด้วยวัฒนธรรมองค์กรที่ผู้ใต้บังคับบัญชาเชื่อฟังคำสั่งของผู้บังคับบัญชาก็ทำให้ไม่มีใครกล้าท้วงว่าท่านพูดไม่ถูก หรือท่านควรระวังคำพูดในเรื่องนี้ เลยทำให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นมา” อาจารย์แพรกล่าวทิ้งท้าย

เพื่อไทย-อนาคตใหม่ ต้องเป็นฝ่ายค้านที่เข้มแข็ง!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/374890?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เพื่อไทย-อนาคตใหม่ ต้องเป็นฝ่ายค้านที่เข้มแข็ง!

10 มิถุนายน 2562 – 10:20 น.
กวาดบ้านกวาดเมือง,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,เพื่อไทย,อนาคตใหม่
เปิดอ่าน 3,033 ครั้ง

คอลัมน์… กวาดบ้านกวาดเมือง โดย… ลมใต้ปีก

หมดเวลามานั่งคร่ำครวญถึงความพ่ายแพ้ในการชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และประดิษฐ์วาทกรรม “ถูกปล้น” ชัยชนะ ทั้งที่ข้อเท็จจริง คนทั้งแผ่นดินรับรู้ว่า ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ แพ้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ด้วยคะแนน 244 ต่อ 500 แพ้ทั้งในสภาล่าง (ส.ส.) และสภาสูง (ส.ว.)

แต่มิใช่การแพ้ที่น่าทับถม หากผู้ปราชัยอย่างธนาธร มีน้ำใจ “นักกีฬา” ยอมรับกับความพ่ายแพ้ มิใช่เบี่ยงเบนว่า “ถูกปล้นชัยชนะ” ปล้นตรงไหน? มีการใช้ งูเห่าสีส้ม ในอนาคตใหม่มาลงคะแนนให้ พล.อ.ประยุทธ์ หรือมีการโกงการลงคะแนนหรือไม่ คำตอบคือไม่มี การทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมอย่างโปร่งใส และเปิดเผย ของชวน หลีกภัย น่าจะเป็นการทำหน้าที่ที่ทำให้รัฐสภาเป็นที่น่าเชื่อถือได้ในรอบ 30 ปี

ต่อไปนี้เมื่อการเลือกนายกรัฐมนตรีเสร็จสิ้น และการจัดตั้งรัฐบาลกำลังเกิดขึ้น ทั้งธนาธร พรรคอนาคตใหม่ และพรรคเพื่อไทย เลิกคิดถึงการ “แย่งอำนาจ” โดยการบิดเบือนหรือให้ข้อมูลที่ไม่เป็นจริงต่อสังคม และเลิกสร้าง วาทกรรม “เอาดีใส่ตัว ชั่วให้คนอื่น” ได้แล้ว

          ต้องใช้เสียง 246 ส.ส.ของฝ่ายค้าน อันประกอบด้วย เพื่อไทย (136) อนาคตใหม่ (81) เสรีรวมไทย (10) ประชาชาติ (7) เศรษฐกิจใหม่ (6) เพื่อชาติ (5) และพลังปวงชนไทย (1) ให้เป็นประโยชน์ต่อแผ่นดิน 

ด้วยการติดตาม ควบคุมการทำงานของรัฐบาลให้มีความโปร่งใส เสนอกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน จงใช้ 246 เสียงของฝ่ายค้าน ทำงานในระบบรัฐสภา ทั้งการใช้กลไกคณะกรรมาธิการในสภา สอบสวนสิ่งผิดปกติ ติดตามการทำหน้าที่ของรัฐมนตรี-ข้าราชการ ใช้กระทู้และญัตติในการตรวจสอบตั้งแต่นายกรัฐมนตรี ถึงรัฐมนตรีทั้งคณะ ถ้าเห็นพฤติกรรมอันไม่สุจริต ทำให้ประเทศเสียหาย สามารถยื่นญัตติเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งเป็นมาตรการขั้นสูงสุด ในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ

ถ้าหาก 246 เสียงของฝ่ายค้าน นำโดยเพื่อไทย-อนาคตใหม่ ทำงานอย่างเข้มแข็ง และชอบธรรม ไม่ใส่ร้าย สร้างเรื่อง หรือวาทกรรมที่มุ่งทำลายล้าง แต่คัดค้านตรวจสอบอย่างสร้างสรรค์เพื่อผลประโยชน์ต่อประเทศอย่างแท้จริง ไม่สร้างเรื่องราวเหมือนกรณีเด็กเลี้ยงแกะ “ถูกซื้องูเห่า หัวละ 120 ล้านบาท” โอกาสที่ประชาชนส่วนใหญ่ จะเลือกพรรคขั้วเพื่อไทยและอนาคตใหม่ ให้ขึ้นมาบริหารประเทศแทน พล.อ.ประยุทธ์ ก็มีสูง

ตรงกันข้าม หากใช้ 246 เสียงอย่างไร้คุณค่า อภิปรายไปเรื่อยเหมือนครั้งก่อนโหวตนายกรัฐมนตรี หรือการพูดจาเลื่อนลอย กล่าวหาผู้อื่นอย่างไร้เหตุผล-หลักฐาน หมดเวลาไปกับการประดิษฐ์ “วาทกรรม” หรือพูดซ้ำไปซ้ำมาแต่ “ต่อต้านเผด็จการ” เหมือนแผ่นเสียงตกร่อง จนลืมทำหน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์ของผู้แทนปวงชนในรัฐสภา ทั้งเพื่อไทย อนาคตใหม่ และพรรคในซีกฝ่ายค้าน ก็จะกลายเป็น “อนาคตหมอง”

ดังนั้น ในโอกาส การเมืองปริ่มน้ำ ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี มีประสิทธิภาพ เพื่อให้ประชาชนเห็น เมื่อนั้นจะเป็นโอกาสทางการเมืองที่ยิ่งใหญ่ ของทั้ง เพื่อไทย-อนาคตใหม่

เฉกเช่นเดียวกัน ฝ่ายรัฐบาลจะใช้อำนาจเพื่อหาผลประโยชน์เข้าตัว หรือเพื่อพวกพ้อง ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายอีกต่อไป เพราะนอกจากจะมีฝ่ายค้านที่เข้มแข็งคอยถ่วงดุล ยังเป็นรัฐบาลผสม ที่ถ่วงดุลกันข้างในเอง นี่คือข้อดีของรัฐบาลผสมเสียงปริ่มน้ำ ที่ผู้นำมิสามารถใช้อำนาจโดยพลการ เพราะมีการจ้องตรวจสอบทั้งข้างในรัฐบาลและพรรคฝ่ายค้านที่เข้มแข็งที่สุด

          ประเทศชาติได้ประโยชน์จากระบบตรวจสอบถ่วงดุล หากทุกฝ่ายทำหน้าที่ของตัวเอง อย่างมีประสิทธิภาพ

นักบิดจอมมักง่าย ฝันร้าย(บนบาทวิถี)ชาวกรุง!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/374900?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

นักบิดจอมมักง่าย ฝันร้าย(บนบาทวิถี)ชาวกรุง!

10 มิถุนายน 2562 – 09:32 น.
บนบาทวิถี,นักบิด,มอเตอร์ไซต์,ทางเท้า
เปิดอ่าน 1,965 ครั้ง

รายงาน…

พระเจ้าช่วยกล้วยทอด เวลาไม่ถึงปีตำรวจกับเทศกิจ กทม. ช่วยกันจับพวกมักง่ายขี่มอเตอร์ไซค์บนทางเท้าเกือบ 2 หมื่นราย ฟันค่าปรับอื้อซ่า 10 ล้านกว่าบาท

ตัวเลขการจับปรับโชว์ออกมาแบบนี้ แสดงว่าวงการสิงห์นักบิดบ้านเรามีพวกมักง่ายปะปนอยู่ไม่ใช่น้อย เพราะตัวเลข 2 หมื่นรายที่ว่านี้ แค่เฉพาะพวกที่ถูกจับได้ตอนเจ้าหน้าที่ออกปฏิบัติงานเท่านั้นเอง แต่ยังมีพวกเล็ดลอดสายตา หรือพวกขับซ่าอยู่นอกพื้นที่กวดขันของตำรวจและเทศกิจอีกไม่รู้เท่าไร ?

บรรดาสิงห์มอเตอร์ไซค์ทั้งหลายเห็นข้อมูลแบบนี้คงต้องทำใจว่า ภาพลักษณ์บนท้องถนนของชาวสองล้อเครื่องทุกวันนี้มันช่างแย่เอาเสียจริงๆ !

ยิ่งพักหลังมีรายงานข่าวเรื่องจักรยานยนต์ขับชนคนบนฟุตบาทอยู่บ่อยๆ ยิ่งเสียหายหนัก

หากจำกันได้ ครั้งที่นักเรียนหญิงโรงเรียนบดินทร์เดชา 3 ถูกหนุ่มเมสเซนเจอร์ขี่มอเตอร์ไซค์ชนบนทางเท้าจนได้รับบาดเจ็บ  บริเวณปากซอยลาดพร้าว 69 ใกล้กับโรงเรียน เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2561 โลกโซเชียลได้พากันประณาม ก่นด่า พวกขี่มอเตอร์ไซค์ที่มีพฤติกรรมมักง่ายเห็นแก่ตัวอย่างหนักหน่วง แถมพาลไปถึงตำรวจว่าปล่อยปละละเลย ปล่อยให้มอเตอร์ไซค์ยึดทางเท้าเป็นเลนจักรยานยนต์โดยไม่สนโลกแบบนี้ได้ไง

กระนั้น กรณีหนุ่มเมสเซนเจอร์จอมมักง่ายรายนี้ ถูกตำรวจดำเนินคดี 4 ข้อหา ทั้ง กระทำโดยประมาทและการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายแก่กายและจิตใจ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 390, ขับขี่รถโดยประมาทหรือน่าหวาดเสียว อันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน, ขับรถบนทางเท้าโดยไม่มีเหตุสมควร และ ขับขี่โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่น พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 32, 43 (4) (7) (8), 157, 160

จากนั้นอีก 2 เดือนต่อมาเขาได้ถูกศาลพิพากษาจำคุกเป็นเวลา 2 เดือน โดยไม่รอลงอาญา แต่เจ้าตัวรับสารภาพและไม่เคยรับโทษจำคุกมาก่อน ศาลจึงปรานีเปลี่ยนโทษเป็นกักขัง 1 เดือน (กักขังในสถานที่กักขัง ซึ่งไม่ใช่เรือนจำ)

คำพิพากษาศาลในคดีนี้มีความน่าสนใจยิ่งเมื่อศาลพิเคราะห์รายงานสืบเสาะและพินิจจำเลยแล้ว เห็นว่าการที่จำเลยขับรถจักรยานยนต์ด้วยความเร็วบนทางเท้าเพื่อหลีกเลี่ยงการจราจรที่ติดขัด เป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ของจำเลยแต่ฝ่ายเดียว โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยและความเดือดร้อนของผู้ใช้ทางเท้า จนเป็นเหตุให้เฉี่ยวชนผู้เสียหายซึ่งเดินบนทางเท้าได้รับอันตรายแก่กาย อันเป็นการจงใจฝ่าฝืนกฎหมายที่มีไว้คุ้มครองผู้ใช้ทางเท้า และยังเป็นการขาดจิตสำนึกต่อสังคมส่วนรวม

อีกทั้งจำเลยเคยกระทำความผิดในลักษณะเดียวกันกับคดีนี้มาก่อน แต่ไม่ถูกจับดำเนินคดีอาญา พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง ไม่มีเหตุสมควรอื่นใดที่จะรอการลงโทษ ซึ่งในที่สุดแล้วศาลได้สั่งให้กักขังจำเลยเป็นเวลา 1 เดือนดังกล่าว

ที่สำคัญจักรยานยนต์ของกลางของจำเลยนั้น ถือเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดโดยตรง ศาลจึงมีคำสั่งให้ริบไว้ด้วย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1)

อย่างไรก็ตาม หนุ่มเมสเซนเจอร์ ได้ขอยื่นคำร้องขอประกันตัวเพื่ออุทธรณ์คดี ซึ่งศาลตีราคาประกันไว้ที่ 18,000 บาท

          *อันธพาลบนบาทวิถี*
กระแสสังคมจางลงไม่นาน ฝันร้ายบนทางเท้าก็หวนกลับมาตามหลอนชาวกรุงเข้าอีกจนได้

ศศะวสุ ช่ำชองยนต์ หนุ่มใหญ่วัย 55 ปี คือเหยื่อความเห็นแก่ตัวของคนที่ถูกจัดอยู่ในประเภท “อีช่อ” ซึ่งหมายถึงคนไม่เคารพ กฎ กติกา มารยาท ของสังคม ตามที่นักการเมืองสาวแห่งสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่บัญญัติขึ้น เป็นรายต่อมา

ศศะวสุ ถูกจักรยานยนต์เจตนาพุ่งชนจนล้มกลิ้ง เพราะเสียงบ่นปนด่าของเขาดังไปสะกิดต่อมอันธพาลของคนขับมอเตอร์ไซค์ที่ขี่ขึ้นมาบนฟุตบาทตรงที่เขายืนอยู่โดยไม่ทันระวังตัว

ก่อนที่ ศศะวสุ จะถูกชน เขายืนรอรถอยู่ที่ป้ายรถเมล์ หน้าสำนักงานสถิติแห่งชาติ ถนนหลานหลวง แขวงและเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2562

ระหว่างนั้นมีชายขี่จักรยานยนต์ซ้อนท้ายกันขึ้นมาบนทางเท้าและบีบแตรไล่ แต่ ศศะวสุ ไม่ยอมหลีกทางให้และยังพูดจาต่อว่าไป ขณะที่มอเตอร์ไซค์คันนั้นก็ไม่ได้แสดงปฏิกิริยาอะไรและขี่ผ่านไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ทว่าไม่ถึงนาทีต่อมา มอเตอร์ไซค์คันเดิมได้วกกลับมาและเจตนาพุ่งเข้าชน ศศะวสุ อย่างจังจนล้มคว่ำลงไปนอนกับพื้น ก่อนจะขี่หลบหนีไป หลายวันต่อมาตำรวจสามารถติดตามจับกุมคนก่อเหตุมาได้ ปรากฏว่าเป็นพ่อค้าขายเสื้อผ้าอยู่ที่ย่านโบ๊เบ๊ โดยสารภาพว่าโมโหที่ถูกคู่กรณีด่า ส่วนที่ต้องขับย้อนศรขึ้นมาบนทางเท้าก็เพราะเหตุผลมักง่ายคือ “รีบไปทำธุระ” ถ้าขับอ้อมจะเสียเวลาทำมาหากิน

*ไลน์แมนดวงซวยหวิดดับ*
หลังเหตุการณ์ของหนุ่มใหญ่ ศศะวสุ ผ่านไปไม่ถึง 3 เดือน ก็ถึงคราหนุ่มไลน์แมนดวงซวยโดนแว้นขาโจ๋วัย 19 ขี่มอเตอร์ไซค์ชนบนทางเท้ากับเขาบ้าง

เหยื่อนักบิดจอมมักง่ายรายล่าสุดนี้คือ ธนโชติ กลมเกลี้ยง พนักงานขี่มอเตอร์ไซค์รับ-ส่งของ “ไลน์แมน” ซึ่งในวันเกิดเหตุเขาได้รับออเดอร์จากลูกค้าให้ไปซื้อก๋วยเตี๋ยวราดหน้าใกล้ปากซอยเอกชัย 55  ย่านบางบอน

หลังจากได้ราดหน้าตามลูกค้าสั่งแล้ว ธนโชติ ซึ่งมีอาชีพที่ต้องใช้มอเตอร์ไซค์เป็นเครื่องมือทำมาหากินเหมือนกัน แต่เขาก็เคารพกฎจราจร ไม่เคยขี่รถขึ้นบนฟุตบาทเหมือนมอเตอร์ไซค์มักง่ายคันอื่น ก็รีบเดินออกจากร้านไปที่มอเตอร์ไซค์ของตนเองที่จอดอยู่ริมฟุตบาท

ทันใดนั้นก็มีจักรยานยนต์คันหนึ่งขี่ขึ้นมาบนทางเท้าและพุ่งเข้าชนเขาจนร่างกระเด็นไปฟาดกับม้าหินริมทางจนแน่นิ่ง ไม่รู้สึกตัว

ธนโชติ ได้รับการช่วยเหลือจากอาสาสมัครกู้ภัยนำส่งโรงพยาบาล แต่ไม่มีรายงานว่าอาการเขาเป็นอย่างไรบ้าง ส่วนลูกค้าที่ฝากซื้อราดหน้ากับเขาก็ไม่มีรายงานเช่นกันว่าภายหลังต้องเปลี่ยนไปรับประทานอาหารอะไรแทน

 *จับเท่าไรไม่มีวันหมด*
สังคมออนไลน์วิพากษ์วิจารณ์กรณีหนุ่มไลน์แมนกันอย่างกว้างขวาง มีประเด็นหนึ่งที่ถกเถียงกันโดยไม่ได้ข้อสรุปคือ “สันดาน” กับ “การปล่อยปละละเลย” อะไรแก้ง่ายกว่ากัน

แต่ที่แน่ที่สุดคือสามวันหลังจากนั้น ปฏิบัติการคืนพื้นที่ทางเท้าให้ประชาชนก็เริ่มขึ้นอย่างเอาจริงเอาจัง ตั้งแต่เช้าวันที่ 31 พฤษภาคม 2562 โดย พล.ต.ท.ปิยะ อุทาโย ผู้ช่วย ผบ.ตร. พล.ต.ต.นิธิธร จินตกานนท์ ผบก.จร. พร้อมชุดปฏิบัติการ ศปอส.ตร.(TACTICS) ตำรวจ บก.จร. ตำรวจ ทท. เทศกิจ ทหาร และเจ้าหน้าที่กรมการขนส่ง บูรณาการกำลังกวดขันจับกุมผู้ฝ่าฝืนขับขี่จักรยานยนต์บนทางเท้าบริเวณหน้าห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า ถนนบรมราชชนนี แขวงอรุณอมรินทร์ เขตบางกอกน้อย กทม.

ปฏิบัติการครั้งนี้สามารถจับผู้กระทำผิดขี่รถจักรยานยนต์บนทางเท้าได้ทั้งหมด 104 ราย โดยเจ้าหน้าที่ บก.จร. พื้นที่ฝั่งธนฯ 50 ราย และเทศกิจพื้นที่ 50 เขต กทม. 54 ราย ขณะที่ข้อมูลจาก ผบก.จร.ระบุว่า บก.จร.มีผลการจับกุมผู้ขับขี่บนทางเท้าเดือนละ 100 กว่าราย ขณะที่ สน.ทั่ว บช.น. จับกุมต่อวันไม่ต่ำกว่า 700-800 ราย

ส่วนเทศกิจการจับกุมผู้กระทำผิดดังกล่าว ตั้งแต่วันที่ 6 กรกฎาคม 2561 ถึงปัจจุบัน 19,899 ราย ยอดรวมชำระค่าปรับทั้งสิ้น 10,626,600 บาท ตัวเลขที่สูงขนาดนี้ แสดงให้เห็นว่า แม้เจ้าหน้าที่จะเข้มงวดกวดขันในการจับปรับคนขับมอเตอร์ไซค์บนทางเท้ามากแค่ไหน แต่ก็ไม่มีทีท่าว่าพฤติกรรมมักง่ายเหล่านี้จะลดน้อยลงเลย

บางทีพฤติกรรมเหล่านี้อาจเกิดจาก “สันดาน” ที่ต้องยอมรับว่าแก้ยากจริงๆ อย่างที่ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ออกปากบ่นอย่างเหลืออดเมื่อครั้งที่ท่านลงมาสั่งการให้ 50 สำนักงานเขต สอดส่องและกวดขันไม่ให้มีการฝ่าฝืนกฎหมายอย่างเคร่งครัด หลังจากการเกิดเหตุมอเตอร์ไซค์ชนนักเรียนหญิงโรงเรียนบดินทร์เดชา 3

“ผมว่าคนขับต้องแก้พฤติกรรม และต้องแก้สันดานด้วยว่าอย่าไปทำแบบนั้น ผมไม่ได้พูดหยาบคาย เพราะสันดอนมันยังขุดได้ เอาจอบขุดได้ แต่สันดานขุดยาก ดังนั้น มนุษย์ต้องขัดเกลากันด้วยจริยธรรม คนที่ชอบขับขี่บนทางเท้า ลองคิดดูบ้างว่าลูกหลานของท่านโดนชนจะเป็นยังไง ฝากไปถามถึงคนที่ชนด้วยว่าถ้าคุณขี่ไปชนลูกตนเองบ้างจะรู้สึกยังไง”

 *เลิกมักง่ายและดูกฎหมายให้ชัด*
การขับขี่จักรยานยนต์บนทางเท้า นอกจากมีความผิดในคดีการจราจรทางบกแล้ว ยังมีความผิดในคดีอาญา
ที่แย่ไปกว่านั้นพฤติกรรมเยี่ยงนี้เป็นการสร้างความเดือดร้อนรำคาญให้ผู้ใช้ทางเท้าอย่างน่าละอายที่สุด
สำหรับความผิดของผู้ขับขี่จักรยายนต์บนทางเท้าที่สำคัญคือ
1. พ.รบ.จราจรทางบก 2522 มาตรา 43 (7) ห้ามมิให้ผู้ขับขี่ ขับรถบนทางเท้าโดยไม่มีเหตุอันสมควร มาตรา 157 ผู้ใดฝ่าฝืน มาตรา 43(7) มีโทษปรับ 400-1000 บาท

2. พ.ร.บ.รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง 2535 มาตรา 17(2) ห้ามมิให้ผู้ใดขับขี่รถจักรยานยนต์บนทางเท้า มาตรา 56 ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 17 ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท

ส่วนผู้ขับขี่จักรยานยนต์รับจ้างในพื้นที่กรุงเทพฯ หากฝ่าฝืนมีโทษ ดังนี้

ครั้งที่ 1 ห้ามวิ่งรับจ้าง 1 เดือน ครั้งที่ 2 ห้ามวิ่งรับจ้าง 3 เดือน ครั้งที่ 3 ห้ามวิ่งรับจ้าง 6 เดือน

โรงพยาบาล ‘ธงฟ้า’ความฝันหรือความจริง?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/374894?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

โรงพยาบาล ‘ธงฟ้า’ความฝันหรือความจริง?

10 มิถุนายน 2562 – 09:05 น.
อ๊อด เทอร์โบ,โรงพยาบาล,โรงพยาบาลธงฟ้า
เปิดอ่าน 2,572 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

ระยะนี้มีผู้แสดงความคิดเห็น เรื่องโรงพยาบาลเอกชนคิดค่ารักษาพยาบาล และค่ายาแพงมาก จนมีการสอบสวน และให้ดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.เรื่องราคาสินค้าและบริการเกินจริง

วันนี้มีจดหมายจากคุณ ‘อนุพล’ ลำพูน ที่น่าสนใจมากเกี่ยวกับโครงการนโยบายใหม่เรื่อง ‘โรงพยาบาลธงฟ้า’ โดยการริเริ่มของกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งหากทำได้จะเป็นทางเลือกของประชาชนซึ่งดีมากๆ

โครงการ ‘รพ.ธงฟ้า’ นี้จะให้กรมการค้าภายในดำเนินการหน่วยงานเดียว ยังไม่พอ แต่ต้องร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุขด้วย

ณ เวลานี้กำลังจะมีรัฐ ครม.ใหม่ และต้องรอนโยบายของรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ และสาธารณสุข ว่าจะไปทิศทางใด และจะสานต่อโครงการ ‘รพ.ธงฟ้า’ หรือไม่?

‘รพ.ธงฟ้า’ จึงอาจจะเป็นเพียงความฝันแทนที่จะเป็นความจริง – ประชาชนก็ต้องทนรอกันต่อไป
อ๊อด เทอร์โบ


 ‘โรงพยาบาลธงฟ้า’ ทำได้หรือ?
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ผมเขียนจดหมายฉบับนี้ส่งมาในวันประชุมสภาเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งก็ได้นายกฯ คนเดิม ‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ แบบสบายๆ เพราะดูแล้วหลายๆ พรรคที่ทำท่ายึกยักแล้วในที่สุดก็เข้าร่วมรัฐบาลดังเป็นที่ทราบกันอยู่

ขอฝากถึงผู้ที่จะมาเป็นรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ ให้สานต่อนโยบายที่ดีมากๆ ของกรมการค้าภายใน เกี่ยวกับเรื่องโรงพยาบาลธงฟ้า ซึ่งผมสารภาพว่า เพิ่งเคยได้ยินเป็นครั้งแรก และเห็นว่าเป็นเรื่องดีมากๆ ซึ่งขอสรุปย่อๆ ให้เป็นข้อมูลพอสังเขปว่า

โครงการ “โรงพยาบาลธงฟ้า” ร่วมมือกับ โรงพยาบาลเอกชน ที่คิดค่ายาและค่ารักษาพยาบาลไม่แพงจนเกินไป ให้เข้าร่วมโครงการ เพื่อให้เป็นทางเลือกของประชาชนที่ต้องการใช้บริการรักษาในโรงพยาบาลเอกชน ปัจจุบันยังมีโรงพยาบาลเอกชนกว่า 100 แห่ง หรือประมาณ 30-40% ของโรงพยาบาลเอกชนทั้งหมด คิดค่ายา และค่ารักษาไม่แพงมากนักเมื่อเทียบกับโรงพยาบาลเอกชนด้วยกัน โดยโรงพยาบาลเอกชนรายใดเข้าร่วม กรมจะมอบตราสัญลักษณ์ให้ เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบ และมาใช้บริการ

ทั้งนี้จะสำรวจเรื่องราคาซื้อ และขายยา เวชภัณฑ์ บริการทางการแพทย์ จากโรงพยาบาลเอกชนครบถ้วนทุกรายก่อน การส่งข้อมูลดังกล่าว เป็นไปตามประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ฉบับที่ 52 พ.ศ.2562

โดยให้การแจ้งราคา การกำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไขเกี่ยวกับการจำหน่ายยารักษาโรค เวชภัณฑ์ ค่าบริการรักษาพยาบาล บริการทางการแพทย์ และบริการอื่นของสถานพยาบาล โดยโรงพยาบาลต้องแจ้งราคามาที่กรม ภายใน 45 วัน หรือภายในกลางเดือนกรกฎาคม 2562

ขณะนี้เห็นรัฐบาลเอาจริงเอาจังเรื่องโรงพยาบาลเอกชนคิดค่ารักษาแพงมาก ทำให้เจ้าของโรงพยาบาลรวยเอาๆ เป็นมหาเศรษฐีประเทศไทย
อนุพล (ลำพูน)


 คุ้งบางกระเจ้า
 ปอดของกรุงเทพ
(เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ)

ผมเพิ่งไปเที่ยวบางกระเจ้ามาเมื่อต้นเดือนครับ หลังจากทราบจากเพื่อนที่ชอบขี่จักรยาน และอีกคนชอบวิ่งออกกำลังว่า หากมีเวลาควรจะไปสัมผัสกับแหล่งโอโซนของ กทม. ซึ่งไปมาสะดวกมาก

ก็เป็นจริงสมคำเล่าลือครับ เพราะบางกระเจ้ามีต้นไม้ มีความร่มรื่น เงียบสงบมากๆ ซึ่งผมเองก็ไม่ทราบว่าบางกระเจ้านี่เป็นของใคร หรือหน่วยงานใด แต่อยากให้มีหน่วยงานพิเศษอนุรักษ์บางกระเจ้า และจัดระเบียบให้ดีก่อนจะมีปัญหาตามมา หากคนไปเยอะๆ แบบตลาดน้ำ หรือ สถานที่ท่องเที่ยวหลายๆ แห่งทั่วประเทศ

ผมไปค้นข้อมูลมาแจ้งให้ทราบเพื่อจะได้เห็นถึงความสำคัญและเรื่องดีๆ ของบางกระเจ้าว่า

คุ้งบางกระเจ้าถือเป็นเหมือนกับปอดใกล้กรุงเทพฯ ปัจจุบันยังมีสภาพเป็นป่าธรรมชาติที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ และถือเป็นแหล่งผลิตโอโซนลำดับ 7 ของโลก

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประกาศให้คุ้งบางกระเจ้ารวมพื้นที่ทั้งสิ้น 11,819 ไร่ เป็นเขตพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม ประกอบด้วย 6 ตำบล ได้แก่ บางกระเจ้า บางน้ำผึ้ง บางกอบัว บางกระสอบ บางยอ และบางคนอง

จึงขอเชิญชวนให้ไปสัมผัสกับความสุขในชีวิตที่คุ้งบางกระเจ้า ซึ่งไม่ต้องไปไกลถึงต่างประเทศหรือต่างๆ จังหวัด แล้วจะพบว่าการอยู่กับธรรมชาติเป็นเรื่องดีจริงๆ
อาทร (พญาไท)

 เรียน คุณ ‘อาทร’ พญาไท
ผมมีข่าวดีมาแจ้งเพิ่มเติมให้ทราบว่าทาง ปตท., ผวจ.สมุทรปราการ และมูลนิธิชัยพัฒนา ได้ร่วมมือร่วมใจกันพัฒนาคุ้มบางกระเจ้าให้เป็นสีเขียว โดยจะมีการปลูกต้นไม้ และมีองค์กร และเอกชนต่างๆ ร่วมด้วย

สำหรับรายละเอียดต่างๆ นั้น มีมากมาย ขอเรียนให้ทราบว่าจะมีการจัดระบบใหม่คุ้งบางกระเจ้า ซึ่งทางกรมป่าไม้จะให้ผู้ชำนาญการวางท่อระบายน้ำ และจัดเตรียมพื้นที่ปลูกต้นไม้ และหาพันธุ์ไม้ให้ด้วย

เชื่อว่าหากมีหน่วยงานร่วมด้วยช่วยกันสนับสนุนเช่นนี้ คุ้งบางกระเจ้าจะเป็นแหล่งโอโซนที่เหมือนกับปอดของกรุงเทพฯ และบริเวณใกล้เคียง
อ๊อด เทอร์โบ


ตำรวจใส่’เกียร์บุก’ลุยกวาดล้างยาเสพติดทั่วประเทศ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/374897?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ตำรวจใส่’เกียร์บุก’ลุยกวาดล้างยาเสพติดทั่วประเทศ

10 มิถุนายน 2562 – 08:39 น.
สายตรวจระวังภัย,กวาดล้าง,ยาเสพติด
เปิดอ่าน 18,127 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย   โดย…   สุริยา ปะตะทะโย

เป็นที่ทราบกันดีว่ารัฐบาลทุกยุคทุกสมัยให้ความสำคัญกับปัญหายาเสพติดที่ถือเป็น “วาระแห่งชาติ” ที่ต้องเร่งดำเนินการแก้ไข หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะ “ตำรวจ” ก็จัดแผน งัดทุกยุทธวิธีในการป้องกันและปราบปรามตามนโยบายของรัฐบาล โดยบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

แต่จนแล้วจนรอดทุกวันนี้ปัญหายาเสพติดยังคงอยู่และดูเหมือน “ยิ่งจับยิ่งเยอะ” ซึ่งจะเห็นได้ตามข่าวที่ปรากฏ ทุกครั้งที่มีการยึดของกลางโดยเฉพาะ “ยาบ้า” ที่ขยับจากหลักหมื่นเม็ด มาเป็นแสน ก้าวกระโดดมาเป็นหลักล้าน และสิบล้านเม็ดขึ้นไป ทั้งที่โทษสูงถึงประหารชีวิตแต่ก็ยังมีคนกล้าเสี่ยงไม่กลัวตาย

แน่นอนว่ารัฐบาลชุดใหม่ที่กำลังตั้งไข่ก็จะมีนโยบายแก้ไขปัญหายาเสพติดที่เป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วนไม่แพ้เรื่องอื่นๆ ซึ่งฝ่ายตำรวจเองถึงแม้จะดำเนินการปราบปรามมาอย่างต่อเนื่องก็ต้องใส่ “เกียร์บุก” เดินหน้าปราบปรามต่อไปรับรัฐบาลใหม่ที่ต้องมีนโยบายเรื่องนี้อย่างแน่นอน โดยเร่งขับเคลื่อนกวาดล้างยาเสพติดทุกพื้นที่ทั่วประเทศ เน้นเครือข่ายที่แฝงตัวอยู่ตามแหล่งชุมชน

เกี่ยวกับเรื่องนี้ พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (รองโฆษกตร.) เปิดเผยถึงการขับเคลื่อนตามนโยบายที่ผ่านมาของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในการปราบปรามและกวาดล้างยาเสพติด โดยเฉพาะเครือข่ายยาเสพติดที่แฝงตัวอยู่ในแหล่งชุมชน ว่า พล.อ.ประวิตร ชื่นชมการทำงานที่เข้มข้นและจริงจังของหน่วยงานภาครัฐ ตำรวจ ทหาร ป.ป.ส. ศูนย์รักษาความปลอดภัย และฝ่ายปกครอง ที่บูรณาการทำงานเชิงรุกกับภาคประชาชน ร่วมกันให้เบาะแสในการสกัดกั้น กวาดล้างจับกุมผู้ค้ายาเสพติด พรัอมสืบสวนขยายผลนำสู่การตรวจยึดยาเสพติดและจับกุมผู้ต้องหาดำเนินคดีอย่างต่อเนื่องในพื้นที่แนวชายแดน พื้นที่ชั้นใน และพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ

ทั้งนี้ทั้งนั้น พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ก็ได้กำชับและสั่งการไปยังกองบัญชาการทุกภาคส่วนให้ข้บเคลื่อนการปราบปรามแก้ไขปัญหายาเสพติดในทุกมิติ โดยให้ กองบัญชาการปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.), กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (บช.ตชด.), สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.), กองบังคับการตำรวจทางหลวง (บช.ทล.) บูรณาการทางด้านการข่าว เฝ้าระวัง สกัดกั้นการลักลอบลำเลียงขนส่งยาเสพติดจากพื้นที่ตามแนวชายแดน หรือพื้นที่ชั้นนอก เพื่อป้องกันไม่ให้มีการฉวยโอกาส ลักลอบ ลำเลียงยาเสพติดและสารตั้งต้นเข้าไปพื้นที่ ชั้นกลาง ชั้นใน หรือแหล่งชุมชน เมือง

พร้อมกันนี้ได้สั่งการให้ กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) และ กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1-9 (บช.ภ.1-9) มุ่งเน้นการปราบปรามจับกุม ผู้ผลิต ผู้ค้า ผู้ลำเลียงยาเสพติด ทั้งรายใหญ่และรายย่อยในทุกระดับชั้น โดยให้ซักถาม สืบสวนขยายผลไปถึงแหล่งเงินทุน นายทุน เครือข่ายผู้ร่วมขบวนการ ผู้ที่อยู่เบื้องหลัง มาดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด ตลอดจนการบูรณาการร่วมกันกับทหาร ฝ่ายปกครอง และภาคส่วนประชาชนในการแจ้งเบาะแส การป้องกันปราบปรามอาชญากรรม เพิ่มมาตรการตั้งจุดตรวจ จุดสกัด ในเส้นทางหลัก เส้นทางรอง ในการตรวจคัดกรองยานพาหนะต่างๆ บุคคลต้องสงสัยอย่างเข้มงวด ตลอดจนเพิ่มมาตรการกวาดล้างปราบปรามยาเสพติดในหมู่บ้าน ชุมชน เฝ้าระวัง ผู้เสพยาเสพติดในทุกพื้นที่อย่างใกล้ชิด เพื่อส่งต่อกระบวนการบำบัดฟื้นฟู

ยาเสพติดถือเป็นต้นตอของการก่ออาชญากรรม กระทบความสงบสุขในสังคมและความมั่นคงของชาติ แม้จะยิ่งปราบเหมือนจะยิ่งเยอะ ก็ต้องเดินหน้าลุยปราบกันต่อไป..!!

หมดโปรโมชั่น

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/374895?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

หมดโปรโมชั่น

10 มิถุนายน 2562 – 08:22 น.
พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,หมดโปรโมชั่น,รัฐบาล
เปิดอ่าน 1,598 ครั้ง

หมดโปรโมชั่น บทบรรณาธิการ นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันจันทร์ที่ 10 มิถุนายน 2562

หน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยได้บันทึกชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี หลังที่ประชุมรัฐสภามีมติเห็นชอบ 500 ต่อ 244 เสียง ถือเป็น   ความท้าทายอีกครั้งในการเข้ามาบริหารประเทศสมัยที่สอง ที่รูปแบบการทำงานจะปรับเปลี่ยนไปจากบุคคลที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติจัดสรรเข้ามา เข้าสู่การเมืองในรูปแบบประชาธิปไตยที่มีนักการเมืองตัวจริงเสียงจริงเข้ามาข้องเกี่ยวในระบบรัฐสภามากยิ่งขึ้น ว่ากันว่าเวทีแห่งนี้เต็มไปด้วยนักการเมืองชนิดเสือ สิงห์ กระทิง แรด ที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และฝ่ายตรวจสอบ ซึ่งก็คือฝ่ายค้านที่มีทั้งในและนอกสภา ยิ่งสถานะรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำแบบนี้แล้ว การบริหารประเทศของผู้นำอย่างพล.อ.ประยุทธ์ ในยุคนี้ไม่ง่ายแน่ แม้แต่การจัดสรรคณะรัฐมนตรีที่จะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จในเร็ววันนี้

ไม่เพียงแค่ความท้าทายทางการเมืองเท่านั้น เรื่องเศรษฐกิจก็เป็นเรื่องสำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการ ซึ่งศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมาว่า ปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ 77.7 ต่ำสุดในรอบ 19 เดือนนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน และลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 จากความไม่แน่นอนทางการเมืองเป็นหลัก สะท้อนจากดัชนีความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองที่ปรับตัวลดลงต่ำสุดในรอบ 5 ปี อยู่ที่ระดับ 71.9 นอกจากนี้ความกังวลปัญหาสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนที่กระทบต่อเศรษฐกิจและการส่งออกไทย และราคาสินค้าเกษตรยังคงทรงตัวระดับต่ำ ทำให้กำลังซื้อชะลอตัว คาดว่า ผู้บริโภคยังคงระมัดระวังการใช้จ่ายในช่วงครึ่งแรก เพราะสัญญาณเศรษฐกิจเข้าสู่ขาลงชัดเจนขึ้น ซึ่งหากสงครามการค้าสหรัฐและจีนไม่เกิดความรุนแรง เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยจะเริ่มฟื้นตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง

ขณะเดียวกันปัจจัยการเมืองในประเทศที่การจัดตั้งรัฐบาลมีความล่าช้า อาจส่งผลให้การจัดสรรและเบิกจ่ายงบประมาณประจำปี 2563 ล่าช้าออกไปด้วย ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงให้เศรษฐกิจไทยช่วงครึ่งปีหลังอาจขยายตัวชะลอลงกว่าที่คาดไว้ จึงมีข้อเสนอจากภาคเอกชนว่ารัฐบาลชุดใหม่ควรจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยภายในประเทศ โดยเฉพาะมาตรการทางภาษี ที่จะเข้ามากระตุ้นให้เกิดการใช้สอยมากขึ้น นอกจากนี้ ควรจะสานต่อในเรื่องที่เป็นประโยชน์ของรัฐบาลชุดนี้ต่อไป เช่น โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) และโครงการโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เพราะหากทิ้งกลางคันไปเริ่มใหม่ก็จะเสียเวลา เพราะการลงทุนได้เริ่มไปในระดับหนึ่งแล้ว ส่วนในระยะยาว รัฐบาลควรจะเร่งพัฒนาการศึกษา และการสร้างบุคลากรขึ้นมารองรับการขยายตัวของอีอีซี และอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง

เห็นได้ว่าปัญหาเศรษฐกิจถือเป็นโจทย์สำคัญที่รอรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ เข้ามาแก้ไข หลังจากทูลเกล้าฯ ถวายรายชื่อนายกรัฐมนตรีแล้ว ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้การจัดตั้งรัฐบาลน่าจะเสร็จสิ้นภายในสิ้นเดือนมิถุนายน ครม.ชุดใหม่ก็จะเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณในช่วงเดือนกรกฎาคม 15 วันจากนั้นก็จะมีการแถลงนโยบาย รัฐบาลประยุทธ์สองก็จะเดินหน้าทำงาน  แม้การเบิกจ่ายงบประมาณปี 63 อาจจะล่าช้าไปถึงต้นปีหน้า ทำให้เกิดสุญญากาศครึ่งปีหลัง แต่รัฐบาลสามารถใช้งบกลางหรืองบที่เหลือแต่ละกระทรวง เพื่อออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจปีนี้ให้ขยายตัวไม่ต่ำกว่าร้อยละ 3.5 ตามที่ได้มีการวางเป้าหมายไว้ เห็นได้ว่าทุกมิติปัญหาชาติเป็นเรื่องที่เร่งทำ จึงเป็นเรื่องที่นายกรัฐมนตรีและพรรคร่วมรัฐบาลต้องหาข้อตกลงเพื่อจัดตั้งรัฐบาลขึ้นมาขับเคลื่อนประเทศชาติไปข้างหน้า ไม่มีเวลาฮันนีมูนหรือโปรโมชั่นให้สนุกกันอีกแล้ว

ส่องครม.ตู่ 2/1 ยิ่งกว่าฤาษีเลี้ยงลิง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/374797?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ส่องครม.ตู่ 2/1 ยิ่งกว่าฤาษีเลี้ยงลิง

8 มิถุนายน 2562 – 10:33 น.
ครม,ครมตู่ 21,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,บิ๊กตู่,โผครม,พรรคพลังประชารัฐ,พรรคประชาธิปัตย์
เปิดอ่าน 15,068 ครั้ง

ข่าว เนชั่นสุดสัปดาห์ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก 8 มิถุนายน 2562

*********************

บ่ายแก่ๆ วันที่ 7 มิถุนายน 2562 อุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ และ สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค ร่วมแถลงผลการประชุมคณะกรรมการบริหารว่าหลังจากโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้ว ซึ่งกระบวนพูดคุยกับพรรคร่วมรัฐบาลยังไม่แล้วเสร็จ

กรรมการบริหารพรรค พปชร. จึงมีมติให้ “สนธิรัตน์” เป็นหัวหน้าคณะทำงานร่างนโยบายและผู้ประสานงานพรรคร่วมในการจัดทำนโยบายของรัฐบาลที่เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนนโยบายภาพรวมของรัฐบาล

ทุกสำนักข่าวรายงานตรงกันว่าการจัดโผรัฐมนตรีอาจจะล้างไพ่บางส่วนจากที่แกนนำพรรคพปชร.ได้เจรจากับพรรคร่วมรัฐบาลไว้ในการดีลรอบแรก

ตามโผเดิม พรรคประชาธิปัตย์ 8 ตำแหน่ง 1.รองนายกรัฐมนตรี 2.รมว.พาณิชย์ 3.รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ 4.รมว.เกษตรและสหกรณ์ 5.รมช.มหาดไทย พ่วงอีก 3 รมช.

ส่วนพรรคภูมิใจไทย 8 ตำแหน่ง ประกอบด้วย 1.รองนายกรัฐมนตรี 2.รมว.สาธารณสุข 3.รมว.คมนาคม 4.รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา 5.รมช.มหาดไทย พ่วงด้วย รมช. อีก 3 ตำแหน่ง

พรรคชาติไทยพัฒนา 2 ตำแหน่ง คือ 1. รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 2.รมช.เกษตรฯ

ที่เหลืออีก 19 ตำแหน่งต้องจัดสรรร่วมกันในพรรคพลังประชารัฐ, พรรคพลังท้องถิ่นไทย, พรรครวมพลังประชาชาติไทย และพรรคชาติพัฒนา

          ปัญหาการจัดคณะรัฐมนตรีที่ยังไม่ลงตัวเพราะแกนนำพรรคพลังประชารัฐรู้สึกไม่พอใจที่ “กระทรวงเศรษฐกิจ” ตกไปอยู่ในมือพรรคร่วมรัฐบาล จนทางพรรคแกนนำไม่เหลือกระทรวงหลักไว้สร้างผลงาน

แกนนำทุกมุ้งในพปชร.ประสานเสียง หากพรรคไม่ได้คุม “คมนาคม-พาณิชย์” ก็บริหารยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจได้ยาก

ด้านพรรคปชป. ก็มีปัญหาเช่นกัน เพราะเสียงสนับสนุนลุงตู่แบ่งเป็น 2 สาย แยกเดินคนละทาง

ขั้ว จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคนั้น “เสี่ยต่อ” เฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาธิการพรรคเปิดดีลกับ “พี่ใหญ่” ได้รัฐมนตรีเกรดเอ 3 กระทรวง

ขั้ว 3 ทหารเสือ “พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค-กรณ์ จาติกวณิช-ถาวร เสนเนียม” ก็ต่อสายเปิดดีลกับคนในค่ายพลังประชารัฐ

สำหรับพรรคภูมิใจไทยเจรจาไม่ยากเพราะมีผู้มีบารมีนอกพรรคคอยทุบโต๊ะ เรียกว่าคุยคนเดียวจบ หากทาง พปชร.ต้องขอคืน “คมนาคม” เอา “พลังงาน” ไปแทน และแถมเก้าอี้รัฐมนตรีช่วย

ที่จบไปแล้วคือพรรคชาติไทยพัฒนา และกลุ่ม 10 พรรคจิ๋ว ที่จะได้ตำแหน่งกรรมาธิการแทน

มีรายงานข่าวว่า “บิ๊กตู่” กับ “บิ๊กป้อม” คงจะหันหน้ามาพูดคุยกันเพื่อให้การเกลี่ยเก้าอี้รัฐมนตรีไม่ให้เกิดแรงกระเพื่อมมากจนเกินไป ทั้งในส่วน พปชร. และพรรคร่วมรัฐบาล

          สรุปว่า “บิ๊กตู่” จะดูโผครม.ใหม่ทั้งหมด และจะเป็นการพิสูจน์ฝีมือ “บริหารจัดการอำนาจ” อีกหน