พี่น้องพยัคฆ์บูรพา ฝ่าดงระเบิด”นักเลือกตั้ง”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/374794?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

พี่น้องพยัคฆ์บูรพา ฝ่าดงระเบิด”นักเลือกตั้ง”

8 มิถุนายน 2562 – 10:30 น.
ครม,ประยุทธุ์,นายกรัฐมนตรี,บิ๊กป้อม,มูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด,มูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,พลออนุพงษ์ เผ่าจินดา,พลอประวิตร วงษ์สุวรรณ,รัฐบาลประยุทธ์ 2,เผด็จการ
เปิดอ่าน 5,148 ครั้ง

ข่าวเนชั่นสุดสัปดาห์ หนังสือพิมพ์คมชัดลึก 8 มิ.ย.2562

**************

สอบผ่านยกแรกที่ประชุมร่วมสองสภาโหวตเลือก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี สมัยที่ 2 ยกต่อไปก็เป็นการจัดคณะรัฐมนตรีที่มาจากพรรคพลังประชารัฐ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย และพรรคชาติไทยพัฒนา รวมถึงการเกลี่ยตำแหน่งทางการเมืองให้พรรคขนาดเล็กอีก 10 กว่าพรรค

นักรัฐศาสตร์บางกลุ่มเรียก “รัฐบาลประยุทธ์ 2” ในทางทฤษฎีว่าเป็นระบอบ “อำนาจนิยมที่มาจากการเลือกตั้ง” (Eletoral Authoritarianism)

ระบอบอำนาจนิยมในหลายประเทศได้อาศัยกระบวนการเลือกตั้งมาเป็นเครื่องมือในการสร้างความชอบธรรมในการปกครองด้วยการอ้างเสียงสนับสนุนข้างมากทำให้เกิดอำนาจนิยมแบบใหม่

ภาพจาก Wassana Nanuam

ด้าน พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้มาถ่ายทอดความเห็นของพล.อ.ประยุทธ์ หลังได้รับทราบผลโหวตในรัฐสภาว่า คะแนนเสียงที่มากกว่านั้นได้มาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก่อน แล้วค่อยรวมกับเสียงของสมาชิกวุฒิสภาเป็น 500 คะแนน ซึ่งก็เป็นไปตามกติกา

จะอย่างไรก็ตาม วุฒิสาร ตันไชย เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า กล่าวว่า การเลือกนายกฯ รัฐธรรมนูญเป็นไปตามกติกาที่ออกแบบไว้ในรัฐธรรมนูญ โดยสิ่งสำคัญประชาชนต้องยอมรับในกติกาในรัฐธรรมนูญด้วย

“วุฒิสาร” เชื่อว่าเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ตัดสินใจรับการเสนอชื่อเป็นนายกฯ ก็ต้องทราบในเงื่อนไขอยู่แล้วว่า การทำงานจากนี้ไปจะเปลี่ยนแปลงจากเดิมที่มีเอกภาพไปสู่กระบวนจัดการบริหารแบบปกติ ในคณะรัฐมนตรีมีนักการเมืองมากกว่าทหาร และมีการถ่วงดุลอำนาจฝ่ายบริหาร โดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง

มาจากรัฐธรรมนูญ 60

ท่ามกลางความขัดแย้งทางความคิดการเมือง วาทะร้อนๆ “เราไม่ได้พ่ายแพ้ แต่ชัยชนะของเราถูกปล้นไป” ของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ จึงถูกแชร์ไปในสื่อโซเชียลยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง

จริงๆ แล้ว พรรคอนาคตใหม่ ได้ปูพรมแคมเปญหยุดการสืบทอดอำนาจคณะรัฐประหาร มาตั้งแต่ช่วงหาเสียงเลือกตั้ง “ธนาธร” ปลุกกระแสต้าน “250 ส.ว.” ว่าเป็นผลไม้พิษของ คสช.

พรรคการเมืองที่อ้างตัวเป็นฝ่ายประชาธิปไตย ก็ทราบดี รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2560 นั้น ผ่านการออกเสียงประชามติมาแล้ว โดยจัดขึ้นเมื่อ 7 สิงหาคม 2559 มีประชาชนคนไทยทั่วประเทศมาใช้สิทธิ์ทั้งสิ้น 29,740,677 คน คิดเป็น 59.4% ของจำนวนผู้มีสิทธิ์ออกเสียงทั้งหมด 50.07 ล้านเสียง

ที่สำคัญในการออกเสียงประชามติครั้งนั้นมีคำถามที่ประชาชนผู้มีสิทธิ์ต้องตอบทั้งสิ้น 2 ข้อ ได้แก่ 1.การรับรองร่างรัฐธรรมนูญว่าจะ “ให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช … ทั้งฉบับ” 2.การให้ความเห็นชอบคำถามพ่วงว่าจะให้ส.ว.มาร่วมเลือกนายกรัฐมนตรีด้วยหรือไม่

          ผลการลงคะแนนเสียงในประเด็นคำถามพ่วงนี้ ปรากฏว่าผู้มาใช้สิทธิ์ส่วนใหญ่ 15,132,050 คน (58.07%) เห็นด้วยกับการให้ส.ว.มาร่วมเลือกนายกรัฐมนตรีด้วย ขณะที่เสียงส่วนน้อย 10,926,648 คน (41.93%) ไม่เห็นด้วย

เมื่อเสียงส่วนใหญ่เห็นชอบกับประเด็นดังกล่าว รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 จึงได้บัญญัติบทเฉพาะกาลไว้ในมาตรา 272 ให้การเลือกนายกรัฐมนตรีต้องกระทำโดยมติของสภาร่วม (ส.ส.+ส.ว.)

มาจากยุคทักษิณ

ค่อนข้างแน่ชัดว่าคณะรัฐมนตรีประยุทธ์ 1 จะได้ไปต่อในรัฐบาลใหม่เพียง 3 คนคือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา และวิษณุ เครืองาม

ดูเหมือนว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ จะอยู่ในความสนใจของนักข่าวมากกว่าใครเพื่อน มีการสอบถามเกือบทุกวันว่า จะได้นั่งในตำแหน่งเดิมหรือไม่? อันเนื่องจาก “บิ๊กป้อม” กลายเป็นตำบลกระสุนตกในห้วงเวลาที่ผ่านมา

ในรอบ 60 ปี ไม่มียุคใดสมัยใดที่จะมีนายทหารจากกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ หรือที่นักข่าวชอบเรียกว่า “บูรพาพยัคฆ์” ได้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกติดต่อกัน ตั้งแต่คนที่ 36 จนถึงคนที่ 39

ผู้ที่กรุยทางให้รุ่นน้องจากนักบูรพาได้ก้าวขึ้นเป็นผู้นำกองทัพถึง 4 คนคือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการทหารบก คนที่ 34

ยุครุ่งเรืองของพรรคไทยรักไทย ดันแคน แมคคาร์โก และอุกฤษฏ์ ปัทมานันท์ วิจารณ์ว่าเป็นการนำทหารกลับสู่การเมืองอีกครั้ง ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีขณะนั้นได้เข้ามาแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารประจำปี ต้องการมีอำนาจเหนือทหาร ด้วยการนำทหารกลับสู่การเมืองมาเป็นฐานอำนาจทางการเมืองเพื่อสร้างความเข้มแข็งและลดโอกาสการทำรัฐประหาร

ด้วยเหตุนี้ทักษิณจึงแต่งตั้งผบ.ทบ.ให้อยู่ในตำแหน่งได้คนละ 1 ปี และ “บิ๊กป้อม” ที่ได้รับแรงสนับสนุนจากนายทหารรุ่นพี่ พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร รัฐมนตรีกลาโหม (ปี 2547), เสนาะ เทียนทอง และคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ก็ได้เป็น ผบ.ทบ.คนที่ 34

จังหวะที่ “บิ๊กป้อม” เป็นแม่ทัพบก จึงได้ขยับน้องรัก 2 คนที่เติบโตมาจากกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ หรือ “บ้านทหารเสือ” คือ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้มีตำแหน่งสำคัญๆ ในกองทัพภาคที่ 1

พล.อ.ประวิตร เติบโตบนเส้นทางเหล็กในยุคการเมืองครอบงำทหาร หรือยุค “ทหารพาณิชย์” ซึ่งเวลานั้นมีอดีตนายทหารใหญ่เข้าไปทำงานการเมืองกับทักษิณมากกว่า 10 คน

          “บิ๊กป้อม” จึงมีบุคลิกใกล้เคียงกับนักการเมืองยุคโบราณคล้าย “โคว้ตงหมง” ประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์ มือประสานสิบทิศสมัยจอมพลถนอม กิตติขจร บิ๊กป้อมเป็นคนมี “พวกเยอะ” เหมาะสมกับระบอบการเมืองอุปถัมภ์แบบไทยๆ

หลังเกษียณอายุราชการ พล.อ.ประวิตร ได้สร้างมูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด ที่มีสำนักงานอยู่ภายในกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ (ร.1.รอ.) เป็นศูนย์รวมเพื่อนพ้องน้องพี่

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายทหารอาชีพ โตมาบนเส้นทางที่ “พี่ป้อม” กรุยทางไว้ให้ จึงมีข้อจำกัดในการคบค้าสมาคมกับ “คนนอกสายทหาร”

          ฉะนั้นในวันที่รัฐบาล “ประยุทธ์ 2” ต้องเผชิญหน้ากับกองทัพนักเลือกตั้ง การที่มีพี่ใหญ่ยืนอยู่เคียงข้างมีจำเป็นอย่างยิ่ง

“ส้มหวาน” รู้จักซะบ้าง “ไผ่” สหายรัก “วัน บางบอน”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/374798?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ส้มหวาน” รู้จักซะบ้าง “ไผ่” สหายรัก “วัน บางบอน”

8 มิถุนายน 2562 – 08:44 น.
ไผ่ ลิกค์,ไผ่ วันพอยท์,ดิว -ไผ่ วันพอยท์,วัน อยู่บำรง,สส,สภาผู้แทนราษฎร
เปิดอ่าน 38,192 ครั้ง

ข่าว เนชั่นสุด หนังสิอพิมพ์ คมชัดลึก 8 มิถุนายน 2562

*******************

ได้ยินวาทกรรม “ปล้นชัยชนะ” แล้วมันคันมือยิบๆ “ไผ่ ลิกค์” หรือ “ไผ่ วันพอยท์” ส.ส.กำแพงเพชร พรรคพลังประชารัฐ เลยต้องโพสต์เฟซบุ๊กสั่งสอน ส.ส.น้องใหม่ “คุณพ่อค่ายส้มหวาน” ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ไปพอหอมปากหอมคอว่า

          “ไม่มีใครปล้นหรอกครับ เพราะถ้าวันนี้เสียงฝั่งฝ่ายค้านปัจจุบันชนะจะไม่มีการส่งชื่อคุณธนาธรมาแน่นอน เพราะทางพรรคเพื่อไทยจะส่งคนของเขามา คุณธนาธรจึงเป็นแค่หมากตัวนึงไม่ใช่ขุน วันนี้ส.ส.ในพรรคเพื่อไทยไม่ได้ชอบสิ่งนี้เท่าไหร่ เพราะคุณธนาธรคือคู่แข่งโดยตรงของพวกเขา เพราะฐานเสียงเดียวกันไม่มีใครเอาลูกเขามาเลี้ยงเอาเมี่ยงเขามาอม แล้วไม่หวังอะไรนะครับ”  

ขาเชียร์บอกอูย..แรง และเจ็บสุดๆ แต่ที่จริงมันก็สะท้อนภาพการเมืองไทยอย่างดีว่า ทุกคนต่างเป็นหมาก เป็นเบี้ยพอๆ กัน เพราะขุนก็ยังเป็นขุนวันยังค่ำ!

สร้างชื่อ ไผ่ วันพอยท์

ขาเม้าท์บอกว่าที่ ส.ส.เมืองกล้วยไข่คนนี้ โมโหเดือด ไม่ใช่แค่เพราะสถานะความเป็นฝั่งตรงข้ามพรรคอนาคตใหม่ ก็ต้องแอ็กชั่นให้คุ้มค่า

แต่เลือกตั้งที่ผ่านมาแม้ว่าพลังประชารัฐจะคงครองเก้าอี้ทั้ง 4 เขต และเขต 1 ยังเป็นของไผ่ แต่ความแรงของอนาคตใหม่ก็ทำเอาฝ่ายแชมป์หนาวๆ ไปเหมือนกัน

พูดถึงไผ่จะว่าไปคนไทยก็จดจำเขาในนาม “ไผ่ วันพอยท์” ที่สร้างชื่อขึ้นมาด้วยตัวเองมากกว่า

กล่าวคือหลังจากที่เรียนจบนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม และสานต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของครอบครัวอยู่พักหนึ่งจนย้ายสายไปทำสิ่งที่รักอย่างธุรกิจรถยนต์และเต็นท์รถมือสอง

 ไผ่เป็นหนึ่งในนักแข่งของทีมวันพอยท์ ที่โลดแล่นในถนนคนรักรถมานาน จนมีชื่อชั้นในระดับที่ใครได้ยินก็ต้องหยุดฟัง

อย่างไรก็ดีพลังของไผ่ที่มีอยู่แล้วเป็นทุนก็มีมาก เพราะเขาเป็นบุตรชายของ “เรืองวิทย์ ลิกค์” ผู้ยิ่งใหญ่แห่งกำแพงเพชร ส.ส.หลายสมัย ตั้งแต่ปี 2526-2548 เป็นอดีตรัฐมนตรีหลายกระทรวง ก็ยังเป็นคนใหญ่แห่งธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ และการทำฟาร์มพ่อพันธุ์โคขุนนำเข้า

ซึ่งสิ่งนี้ยังนำพาให้ไผ่ได้มาเติบโตในเส้นทางการเมืองเช่นกัน หลังบิดาถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองไปอยู่บ้านเลขที่ 111 ไผ่จึงลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นครั้งแรกในปี 2550 สังกัดพรรคพลังประชาชน

          ครั้งแรกไม่ได้รับการเลือกตั้งไม่เป็นไร โอกาสมาตอนปี 2554 กระแสปูแดงพาไผ่ได้เก้าอี้ส..กำแพงเพชร เขต 1 และได้เป็นโฆษกคณะกรรมาธิการการปกครอง สภาผู้แทนราษฎรสังกัดพรรคเพื่อไทยในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อีกด้วย

จนแม้การเมืองเปลี่ยน ไผ่ย้ายสังกัดไปพลังประชารัฐ การได้เก้าอี้ส.ส.กำแพงเพชรที่เดิมก็น่าจะยืนยันพลังของตนเองที่มีอยู่เป็นอย่างดี

ไผ่ กับคนดังบางบอน

นอกเหนือจากมุมการเมือง มุมหนึ่งในความจดจำของคนไทย ไผ่ วันพอยท์ มักไปมีชื่อโผล่อยู่ตามข่าวคราวร้อนๆ ท่วงทำนอง “นักรถ นักเลง” อยู่เสมอ

ช่วงหนึ่งก็เป็นข่าวรักๆ เลิกๆ กับดาราสาวร่างเล็ก “ดิว” อริสรา ทองบริสุทธิ์

          แต่ขณะเดียวกันอีกมุมหนึ่งภาพไผ่กับคนดังบางบอน “วัน อยู่บำรุง” ก็เป็นอีกภาพที่คนไทยเห็นบ่อย และรู้สึกตรงกันว่าไม่แปลกใจที่สองคนนี้จะสนิทชิดเชื้อกัน

คงไม่เพียงเพราะกฎของ “แรงดึงดูด” ที่คนซึ่งชอบอะไรเหมือนๆ กัน ก็มักจะได้เจอกันในสถานที่แบบเดียวกัน

แต่อาจเพราะความเกี่ยวพันในความเป็นคนพรรคนายใหญ่ ของทั้งฝ่าย “ตระกูลลิกค์” และ “ตระกูลอยู่บำรุง” มาเนิ่นนาน

          จนแม้ถึงวันที่ไผ่ย้ายสังกัดภาพที่ทั้งคู่โอภาปราศรัยกันในสภาผู้แทนราษฎร เนื่องจาก “ลูกพี่วัน” สอบติดเป็น ส..บางบอน พรรคเพื่อไทยสมัยแรก เข้าสภาตามฝ่ายน้องไผ่ ก็ยืนยันในความสัมพันธ์ไม่เลือกสังกัดเป็นอย่างดี

นอกจากนี้คงจำกันได้ราวปี 2559 ตอนที่ อาชวิน อยู่บำรุง หรือกาโม่ ลูกชายคนโตของเสี่ยวัน มีเรื่องราวกับคนในแก๊งวันพอยท์ จนเกิดดราม่าเป็นข่าวใหญ่ ว่างานนี้มีเสียพี่เสียน้องกันแน่ๆ

ปรากฏว่าครั้งนั้นฝ่ายไผ่ซึ่งอายุน้อยกว่า 4 ปี ก็อ่อนน้อมถ่อมตนเข้าไปเคลียร์รุ่นพี่จนมีภาพจุ๊บแก้มจบลงด้วยดี พร้อมข้อความ “จบข่าวสั้น…เข้าใจตรงกันนะ #ใจถึงพึ่งได้”

ขณะที่ด้านไผ่ก็ได้โพสต์ภาพเดียวกันในไอจี paionepoint พร้อมข้อความ “รู้เรื่อง นะคับ พี่คือพี่”

มาวันนี้ต่อให้หัวหน้าเครือข่าย “ใจถึง พึ่งได้” จะโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวถล่มคนฝ่ายเดียวกับไผ่ยังไง เช่นว่า อยากรู้จังครับท่าน…ตอนเด็กๆ เป่ายิ้งฉุบเคยชนะเพื่อนบ้างมั้ยถ้าไม่โกง!!!!!”

ขนาดป้ายหาเสียง ยังยืมสโลแกน “ใจถึงพึ่งได้” ของพี่รักมาใช้เลย

ในฐานะน้องรัก ไผ่ก็คงไม่ร้อนรน ไปสวนกลับอะไรเหมือนที่ทำกับ “พ่อของฟ้า” หรอกนะจะบอกให้ ให้รู้ด้วยว่าใครเป็นใคร จบนะส้ม…

“ตู่ 2” ฟ้าฮ้องบึ้ม อย่าลืม “รัฐมนตรีอีสาน”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/374697?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ตู่ 2” ฟ้าฮ้องบึ้ม อย่าลืม “รัฐมนตรีอีสาน”

7 มิถุนายน 2562 – 12:07 น.
สุพล ฟองงาม,พรรคพลังประชารัฐ,สส,เลือกตั้ง 2562,เอกราช ช่างเหลา,วิรัช รัตนเศรษฐ,เก้าอี้รัฐมนตรี,นั่งเก้าอี้รัฐมนตรี
เปิดอ่าน 7,736 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก 7 มิ.ย.62

*******************

          เป็นไปตามความคาดหมาย พล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้รับการโหวตจากที่ประชุมรัฐสภาให้เป็นนายกรัฐมนตรี สมัยที่ แต่จะบริหารประเทศได้ราบรื่นแค่ไหน ก็ต้องติดตามกันต่อไป 

          เสียงจากประชาชนอีสาน มีทั้งยินดี และผิดหวัง แต่กองเชียร์พลังประชารัฐ ก็คาดหวังว่า นายกฯ ลุงตู่ จะแก้ปัญหาปากท้องและเศรษฐกิจเป็นวาระเร่งด่วน หากทำให้การค้าการขายดีขึ้น คนอีสานคงจะหันมาเชียร์ลุงตู่มากขึ้น

รัฐมนตรีคนโคราช

น่าตกใจมาก เมื่อ ส..พรรคพลังประชารัฐ 117 คนทั้งประเทศ ปรากฏว่า ส..อีสาน มีอยู่แค่ 14 คน นับว่าเป็นจุดอ่อนของพรรค ที่ต้องรีบแก้ไขในช่วงที่เป็นรัฐบาลบริหารประเทศ 

          ฉะนั้น โอกาสที่จะได้เก้าอี้รัฐมนตรี คงไม่เกิน 1-2 ตำแหน่ง แต่สนามอีสานใหญ่โต มี ส..หลักร้อย พรรคพลังประชารัฐ จะปล่อยปละละเลยอย่างนั้นหรือ?

          ไล่รายชื่อผู้แทนอีสานของ พปชรเริ่มจากบัญชีรายชื่อ คน ได้แก่ วิรัช รัตนเศรษฐสุพล ฟองงาม และเอกราช ช่างเหลา

บ้านรัตนเศรษฐ์ ทัศนาพร ทัศนียา วิรัช อธิรัฐ และ ทวิรัฐ 

          ส่วน ส..เขต ขอนแก่น วัฒนา ช่างเหลา ,สุรินทร์ ณัฏฐพล จรัสรพีพงษ์อุบลราชธานี ธนะสิทธิ์ โควสุรัตน์ ชัยภูมิ เชิงชาย ชาลีรินทร์ และสัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ 

          นครราชสีมา ได้ ส..มากที่สุด คน ได้แก่ คลังทวิรัฐ รัตนเศรษฐ ,แบงก์อธิรัฐ รัตนเศรษฐทัศนียา รัตนเศรษฐ ,ทัศนาพร เกษเมธีการุณ ,เกษม ศุภรานนท์ และสมศักดิ์ พันธ์เกษม

          เมื่อตระกูลรัตนเศรษฐ ชักแถวเข้าสภา วิรัชอาสารับตำแหน่งประธานวิปรัฐบาล และวาดหวังจะให้ลูกชาย “คลังทวิรัฐ” ได้เป็นรัฐมนตรี เพื่อสานต่อนโยบายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 

          ไม่ต้องบนย่าโม ก็ไม่พลาดเก้าอี้รัฐมนตรี เพราะเสี่ยตั้นการันตี

เอกราช” ลุ้นเก้าอี้

ช่วงหาเสียงเลือกตั้ง เอกราช ช่างเหลา เศรษฐีเมืองขอนแก่น ถูกวางตัวให้เป็นแม่ทัพอีสานคนหนึ่ง โดยรับผิดชอบสนามขอนแก่น ,บึงกาฬ ,หนองคาย  และหนองบัวลำภู

เฉพาะขอนแก่น 10 เขต เสี่ยเอกราช หวังเบียดพรรคเพื่อไทยให้ได้อย่างน้อย เขต เมื่อสงครามเลือกตั้งเข้าโค้งสุดท้าย กระแสไม่เอา คสชไม่เอาลุงตู่ ในอีสานแรงขึ้นเรื่อยๆ 

เอกราช ช่างเหลา

สุดท้ายเสี่ยเอกราช ต้องหันไปทุ่มสรรพกำลังทั้งหมดไปที่เขต ขอนแก่น จนทำให้ “วัฒนา ช่างเหลา” เอาชนะผู้สมัคร ส..พรรคเพื่อไทยไปได้อย่างขาดลอย

วัฒนา ช่างเหลา

          ว่ากันว่า เสี่ยเอกราชได้เรียกร้องให้แกนนำพรรคพลังประชารัฐ จัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีให้แก่ ส..ภาคอีสาน เพื่อจะสร้างผลงานให้คนอีสานได้ประจักษ์

มีพรายกระซิบ ผู้มากบารมีภาคเหนือ กำลังล้อบบี้ผู้ใหญ่ให้เสี่ยเอกราชได้เก้าอี้รัฐมนตรีช่วยเกษตรฯ เพื่อรักษาฐานเสียง

รอล้างตาศึกท้องถิ่น

ก่อนวันเลือกตั้ง “สุพล ฟองงาม” แม่ทัพอุบลฯ พรรคพลังประชารัฐ คาดหวังว่า 10 เขต ที่คัดผู้สมัครเกรดไม่ธรรมดาลงสนาม แต่ก็ได้เข้าสภาฯมาแค่คนเดียวคือ ธนะสิทธิ์ โควสุรัตน์ เขต 

ที่เจ็บปวดที่สุดเขต แมงปอโยธากาญจน์ ฟองงาม ลูกสาวคนสวยของสุพล พ่าย ..เปิ้ล” กิตติ์ธัญญา วาจาดี ค่ายเพื่อไทย ขาดลอย

สุพล ฟองงาม

ส่วนสนามเขต น่าเสียดาย อดุลย์ นิลเปรม พ่ายลูกชายเกรียง กัลป์ตินันท์ ไปไม่กี่แต้ม แต่ยังดีที่พี่ชายของอดุลย์ คือ “อมร นิลเปรม” ได้รับการแต่งตั้งเป็น ส.ร่วมกับ “เพ็ญพักตร์ ศรีทอง” 

เช่นเดียวกัน ผู้สมัคร ส..กลุ่มบ้านริมน้ำของ สุชาติ ตันเจริญ ในสนามยโสธร ,ร้อยเอ็ด ,นครพนม และมุกดาหาร ก็พ่ายยับ แต่สุชาติได้สั่งให้เครือข่ายบ้านริมน้ำ เตรียมทำศึกล้างตาพรรคเพื่อไทย ยึดนายก อบจ.ให้ได้

สุพล ฟองงาม และทีมงาน ก็ต้องทำศึกเลือกตั้งนายก อบจ.อุบลฯ เช่นกัน เพราะคราวนี้ ต้องเจอทั้งพรรคเพื่อไทย และพรรคอนาคตใหม่  

คาดว่าศึกเลือกตั้งท้องถิ่นในอีสาน เที่ยวนี้เลือดเดือดทุกสนามแน่  

เปิด’5หลักเกณฑ์’การรับคดีของกองปราบฯ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/374677?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เปิด’5หลักเกณฑ์’การรับคดีของกองปราบฯ

7 มิถุนายน 2562 – 10:15 น.
สายตรวจระวังภัย,เปิด5หลักเกณฑ์การรับคดีของกองปราบฯ,พลตตจิรภพ ภูริเดช
เปิดอ่าน 3,089 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย   โดย…  ทีมข่าวอาชญากรรม

จะว่าไปแล้วถ้าใครตามข่าวสารผ่านช่องทางสื่อต่างๆ มักจะเห็นประชาชนที่เดือดเนื้อร้อนใจ ไม่ว่าจะเป็นคดีที่ตำรวจในพื้นที่ไม่คืบหน้า ล่าช้า ไม่ได้รับความเป็นธรรม ญาติสูญหาย ตลอดจนถูกฉ้อโกงด้วยวิธีต่างๆ นานา ต่างพากันมุ่งหน้าไปร้องทุกข์ขอความช่วยเหลือกับตำรวจ กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) มีทั้งเดินทางไปเอง หรือมีทนายชื่อดังเป็นคนพาไป เพราะมีความมั่นใจและเชื่อมั่นในการทำคดีที่มีประสิทธิภาพของหน่วยงานนี้

กองปราบฯ ที่ประชาชนส่วนใหญ่หวังพึ่ง เป็นหน่วยงานในสังกัด กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) ถือเป็นหน่วยงานสำคัญและเป็นเสาหลักที่มั่นคงของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เพราะมีหน้าที่และความรับผิดชอบเกี่ยวกับการรักษาความสงบเรียบร้อย ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม สืบสวนสอบสวนการกระทำผิดที่มีโทษทางอาญาเกี่ยวกับชีวิตร่างกาย ทรัพย์สิน ผู้มีอิทธิพล มือปืนรับจ้าง อาวุธสงคราม และความผิดอันเกี่ยวกับการก่อความไม่สงบสุขแก่ประชาชน ที่ต้องใช้กำลังปฏิบัติการเสริมจำนวนมาก หรือสนับสนุนการป้องกันและปราบปรามการก่อการจลาจลและควบคุมฝูงชน ระงับเหตุฉุกเฉิน หรือปราบปรามการก่อการร้าย การก่อวินาศกรรม การจับกุมคนร้ายที่มีอาวุธร้ายแรงทั่วราชอาณาจักรไทย ปฏิบัติงานด้านรถสายตรวจ มีหน้าที่ถวายอารักขา และรักษาความปลอดภัยพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ พระบรมวงศานุวงศ์ ผู้แทนพระองค์ พระราชอาคันตุกะ และบุคคลสำคัญ

เมื่อพูดถึงกองปราบฯ ก็มักจะถูกพูดถึงว่าเป็นแหล่งรวมตำรวจ “สุดยอดนักสืบสมองเพชร” ที่ปฏิบัติภารกิจสางคดีใหญ่ซับซ้อนซ่อนเงื่อนระดับประเทศ คลี่ปมร้าว สาวปมลึก ขับเคลื่อนหน่วยงานด้วยบุคลากรรุ่นเก่าเก๋าเกม ผสมผสานกับคนรุ่นใหม่ไฟแรง พร้อมกับเทคโนโลยีการสืบจับที่ทันสมัย โดยในห้วงหลายปีที่ผ่านมานี้ได้สร้างผลงานเป็นที่ประจักษ์ชัดเจน จนสามารถดึงความเชื่อมั่น และความศรัทธาจากประชาชนคืนสู่แวดวงสีกากีได้อย่างล้นหลาม ตามสโลแกน “ที่พึ่งสุดท้ายที่หมายพึ่ง”

ทว่าทันทีที่ พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช ผบก.ป. ขึ้นมาเป็นผู้นำหน่วยรุ่นใหม่ไฟแรง ก็มีนโยบายผลักดันหน่วยงานสู่มาตรฐานความเป็นสากล ให้เป็นที่พึ่งสุดท้ายของประชาชนอย่างแท้จริง ยกระดับการทำงานให้เข้ากับยุคสมัย “ไทยแลนด์ 4.0” พัฒนาเทคโนโลยีมาเสริมประสิทธิภาพการปฏิบัติหน้าที่ เน้นย้ำอุดทุกช่องโหว่การทำงานของผู้ใต้บังคับบัญชา เพื่อประโยชน์แก่สังคมและพี่น้องประชาชน เป็นการบำบัดทุกข์ บำรุงสุขอย่างแท้จริง จึงเกิดนโยบายการปฏิบัติหน้าที่เพิ่มมาจากที่พึ่งสุดท้ายที่หมายพึ่ง เป็น “มืออาชีพ เป็นกลาง เคียงข้างประชาชน”

แม้จะเป็นหน่วยงานเป้าหมายที่ประชาชนเข้าหาหวังพึ่งด้วยความเชื่อมั่น แต่ก็ใช่ว่าจะสามารถรับทำคดีได้ทั้งหมด ซึ่งจะทำให้การปฏิบัติงานสางคดีสำคัญของกองปราบฯ เป็นไปด้วยประสิทธิภาพและประสิทธิผล ฉะนั้นทางกองปราบฯ จึงมีหลักเกณฑ์สำหรับการรับคดีไว้ 5 กรณี ดังนี้ 1.คดีมีความซับซ้อนเชื่อมโยงหลายพื้นที่คดีความมั่นคงภายในประเทศ 3.คดีสะเทือนขวัญกระทบจิตใจ 4.คดีสำคัญอาชญากรรมร้ายแรง และ 5.มูลค่าความเสียหายเกิน 5 ล้านบาทขึ้นไป

ถ้าเรื่องไม่ใหญ่ร้ายแรงจริง กองปราบฯ จะอธิบายให้ผู้เสียหายไปร้องดำเนินการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือตำรวจท้องที่นั้นๆ แต่ขอให้มั่นใจได้เลยว่า ถ้ากองปราบฯ ลงมือทำคดีเมื่อไรไม่มีพลาด ปิดจ๊อบได้แน่นอน..!!

คนอกหัก พักบ้านนี้ “วิสัยทัศน์ใหม่”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/374676?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คนอกหัก พักบ้านนี้ “วิสัยทัศน์ใหม่”

7 มิถุนายน 2562 – 10:15 น.
ชูธงทวนกระแส,จาตุรนต์ ฉายแสง,จตุพร พรหมพันธุ์,ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ,นปช,เพื่อไทย
เปิดอ่าน 14,032 ครั้ง

คอัมน์…  ชูธงทวนกระแส   โดย…  พรานข่าว

เป็นข่าวครึกโครมในวันที่ ส.ส. และ ส.ว. 500 คน โหวตเลือก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กรณีอดีตแกนนำพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) เตรียมจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่

ตามรายงานข่าว “ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” แกนนำ นปช. จะมาช่วยขับเคลื่อนเรื่องการตั้งพรรค ร่วมกับ “จาตุรนต์ ฉายแสง” คอยวางยุทธศาสตร์ โดยจะมีอดีตผู้สมัครพรรค ทษช. ทั้งสายนายใหญ่, สายนายหญิง และสายเจ๊ ด. มาร่วมขบวนด้วย โดยพรรคนั้นชื่อ “พรรควิสัยทัศน์ใหม่”

นัยว่า พรรคที่ตั้งขึ้นใหม่ จะมีการรีแบรนด์ให้แตกต่างจาก “เพื่อไทย” นำโมเดลของ “ทษช.-อนาคตใหม่” มาใช้ แถมแหล่งข่าวในพรรค ทษช. ยังบอกว่า พรรควิสัยทัศน์ใหม่ ได้ไฟเขียวจาก “นายใหญ่” ให้จัดตั้งพรรคและใช้ชื่อดังกล่าวแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างร่างขั้นตอนการทำงาน และนโยบายพรรคให้ชัดเจน ก่อนเปิดตัวพรรค

อ่านจากข่าวนี้ อาจนึกว่า จะได้เห็นโฉมหน้าพรรคใหม่ในสองสามเดือนนี้ แต่เมื่อไปสืบข่าวมาแล้ว ก็รู้ว่ามันไม่ง่ายขนาดนั้น

ถ้าใครติดตามข่าวสารการเมือง คงทราบว่า เมื่อ 24 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช. ได้จัดงานครบรอบวันเกิดครบ 72 ปี ให้ “วีระกานต์ มุสิกพงศ์” อดีตประธาน นปช. ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ ในคืนนั้น มีอดีตแกนนำ ทษช. มาร่วมงานพร้อมหน้า อาทิ ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช, ประภัสร์ จงสงวน, ชยิกา วงศ์นภาจันทร์, วิม รุ่งวัฒนจินดา, สุณีย์ เหลืองวิจิตร ฯลฯ

ที่ขาดไม่ได้คือ จาตุรนต์ ฉายแสง พร้อมแกนนำ นปช. ทั้ง จตุพร พรหมพันธุ์, ก่อแก้ว พิกุลทอง, เหวง โตจิราการ, ธิดา ถาวรเศรษฐ และอารี ไกรนรา

หากจะกล่าวว่า งานวันเกิดวีระกานต์ ไม่ต่างอะไรกับการอุ่นเครื่องเรื่องจัดตั้งพรรค “วิสัยทัศน์ใหม่” ก็ไม่ผิดนัก เพราะผู้ที่มาร่วมงาน ล้วนแต่เป็นแกนหลักพรรค ทษช. และกำลังจะเป็นตัวละครหลักในพรรคใหม่

การปรากฏตัวของ “จตุพร พรหมพันธุ์” ในงานวันเกิดของวีระกานต์ สะท้อนให้เห็นว่า นปช.ยังมีเอกภาพ ไม่ได้แตกแยกเหมือนข่าวลือก่อนหน้านี้

แกนนำ นปช. ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่ได้มีความแตกแยกกัน ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีนี้ สภาพการณ์ของ นปช.เหมือนทหารผ่านศึก ซึ่งเป็นทหาร ประชาชน บาดเจ็บ ล้มตาย ถูกคุมขัง ถูกจับเป็นเชลยสารพัด แต่มีความจำเป็นบางประการที่ต้องแยกกันอยู่ ภายในเดือนมิถุนายนนี้ จตุพร จะต้องอพยพเพื่อนพ้องน้องพี่ “พีซทีวี” ออกจากตึกอิมพีเรียล ลาดพร้าว ไปอยู่บ้านหลังใหม่

          จริงๆ แล้ว ผู้ที่จุดประกายความคิดเรื่องก่อตั้งพรรควิสัยทัศน์ใหม่ มีอยู่ด้วยกัน 3 คน ได้แก่ จาตุรนต์ ฉายแสง, ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และ จตุพร พรหมพันธุ์

หลายคนคงไม่ทราบว่า “จตุพร” นั้นแยกทางกับ สงคราม กิจเลิศไพโรจน์ และ ยงยุทธ ติยะไพรัช นับแต่วันที่สงครามไปนั่งแถลงข่าวร่วมกับพรรคเพื่อไทยและพันธมิตรรวม 7 พรรค โดยไม่ปรึกษาหารือจตุพร มินับความขัดแย้งระหว่างจตุพรกับยงยุทธ ระหว่างการหาเสียงเลือกตั้ง

ส่วนจาตุรนต์ คงยากที่จะหวนคืนพรรคเพื่อไทย ตราบใดที่คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ยังนั่งบัญชาการอยู่ และความรู้สึกเจ็บลึกกรณี “8 กุมภา” ทำให้จาตุรนต์คิดหนัก หากว่าจะต้องกลับไปเผชิญปัญหาเดิมๆ

          จาตุรนต์, จตุพร และณัฐวุฒิ เห็นตรงกันว่า ต้องสร้างพรรคใหม่ ที่มียุทธศาสตร์ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ และเป็นทางเลือกของประชาชน บทเรียนจากพรรคไทยรักษาชาติ และพรรคเพื่อชาติ ทำให้คนเหล่านี้ ต้องคิดใหม่ให้ถี่ถ้วน

พรรควิสัยทัศน์ใหม่ จะเกิดขึ้นเมื่อใด ย่อมต้องประเมินสถานการณ์ว่า รัฐนาวาประยุทธ์ ภาค 2 จะไปได้นานแค่ไหน ภายใน 1 ปี หรือยาวนานเกิน 2 ปี

สำคัญที่สุดเรื่องเงินทุนพรรค จะหามาจากไหน หากยังต้องบากหน้าไปหานายใหญ่ ก็หนีไม่พ้นวังวนเดิม ฉะนั้น พรรควิสัยทัศน์ใหม่ในชั่วโมงนี้ มิต่างอะไรกับบ้านหลังหนึ่ง แค่แขวนป้ายไว้ที่หน้าบ้านว่า คนอกหักพักบ้านนี้

สาวกออนไลน์ต้องรู้จัก…. “กมช.”หน่วยปราบ”สงครามไซเบอร์”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/374675?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สาวกออนไลน์ต้องรู้จัก…. “กมช.”หน่วยปราบ”สงครามไซเบอร์”

7 มิถุนายน 2562 – 09:00 น.
กมช,ออนไลน์,แฮ็กเกอร์,สงครามไซเบอร์,คอมพิวเตอร์,สภาเศรษฐกิจโลก,กฎหมายไซเบอร์,กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม,มัลแวร์
เปิดอ่าน 3,158 ครั้ง

โดย… ทีมข่าวรายงานพิเศษ

หลังจากโลกมนุษย์เข้าสู่ยุคอินเทอร์เน็ต เศรษฐกิจ การค้า การลงทุน การเมือง การติดต่อสัมพันธ์ระหว่างประเทศล้วนเชื่อมต่อผ่านกันทางออนไลน์ การทำสงครามรุกรานประเทศอื่นหรือเพื่อสร้างความเสียหายให้กลุ่มเป้าหมาย จึงเปลี่ยนจากการใช้อาวุธรุนแรง หันไปรุมกดแป้นคอมพิวเตอร์โจมตี หรือที่เรียกว่า “สงครามไซเบอร์” ซึ่งสร้างผลกระทบของความเสียหายมากกว่าขีปนาวุธนิวเคลียร์ข้ามชาติเสียอีก !

ทุกประเทศทั่วโลกกำลังทุ่มงบประมาณสร้างยุทธศาสตร์ป้องกัน “สงครามไซเบอร์” อย่างจริงจัง ส่วนประเทศไทยที่ขึ้นชื่อมาตลอดว่าไม่มีระบบการป้องกัน “แฮ็กเกอร์” หรือแก๊งโจรที่ลักลอบเข้ามาโจมตีระบบคอมพิวเตอร์อย่างเพียงพอ ทำให้เกิดปัญหาโดนเจาะระบบหรือโดนลักลอบใส่โปรแกรมวายร้ายเข้าไปทำลายหรือขโมยข้อมูลหน่วยงานรัฐ ข้อมูลองค์กรเอกชน ข้อมูลการเงินการธนาคาร รวมถึงระบบสาธารณูปโภคต่างๆ อย่างต่อเนื่อง
ข้อมูลจากการประชุม “สภาเศรษฐกิจโลก” (World Economic Forum) ตั้งแต่ปี 2558 จัดให้การโจมตีทางไซเบอร์ หรือ Cyber Attack เป็นความเสี่ยงสำคัญสุด โดยเฉพาะในกลุ่มดูแลเรื่องการเงินการธนาคารของโลก ความตื่นตัวของกลุ่มบิ๊กบอสคอนโทรลเศรษฐกิจโลกเกิดขึ้นอย่างจริงจัง หลังเจอแก๊งแฮ็กเกอร์จู่โจมใช้เวลาเพียงพริบตาเดียวสร้างความเสียหายอย่างประเมินค่าไม่ได้ คดีตัวอย่างที่ถูกหยิบยกขึ้นมาวิเคราะห์กันบ่อยๆ คือ กรณี ธนาคารเจพีมอร์แกน ของพี่เบิ้มอเมริกา โดนแฮ็กเกอร์ตีแสกหน้าเข้าไปล้วงลับเจาะขโมยข้อมูลลูกค้ากว่า 83 ล้านบัญชี เมื่อปี 2556 จากนั้นไม่นานธนาคารในยุโรป เอเชีย ก็โดนโจมตีทำลายระบบคอมพิวเตอร์หรือขโมยข้อมูลทางการเงินของลูกค้าบ่อยครั้งเช่นกัน ดังกรณีเครื่องเอทีเอ็มของธนาคารเกาหลีถูกโจมตีระบบ ต้องปิดทำการไม่สามารถกดเงินสดออกมาได้เป็นเวลาหลายชั่วโมง คดีเหล่านี้ไม่ค่อยเป็นข่าวใหญ่มากนัก เพราะสถาบันทางการเงินยักษ์ใหญ่ไม่ต้องการเสียชื่อเสียงด้านระบบการรักษาความมั่นคงปลอดภัย

แม้แต่ธนาคารในประเทศไทยเอง เมื่อปีที่แล้วกลายเป็นข่าวดังไปทั่วโลก แต่คนไทยไม่ค่อยรู้เรื่องมากนัก เพราะกลุ่มนายธนาคารผู้มีอิทธิพลช่วยกันขอร้องหน่วยงานรัฐให้ทำเรื่องใหญ่กลายเป็นเรื่องเล็ก หลังโดนแก๊งแฮ็กเกอร์นิรนามเจาะระบบธนาคารกสิกรไทยและธนาคารกรุงไทย เข้าไป “ขโมยฐานข้อมูลของลูกค้ากว่า 1.23 แสนราย” เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2561 ผ่านมาเกือบ 1 ปี ยังไม่มีใครมาแถลงข่าวว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเพราะอะไร และลูกค้าได้รับความเสียหายอย่างไรบ้าง

จากนั้นไม่นาน ธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่า “ไทย” มีภัยคุกคามทางไซเบอร์สูงเป็น “อันดับ 11 ของโลก” และเป็น “อันดับ 5 ของเอเชีย”

คำถามสำคัญของลูกค้าอย่างพวกเราคือ หากเกิดเหตุการณ์แบบนี้อีกจะมีขั้นตอนการเยียวยาความเสียหายของผู้ใช้บริการอย่างไร ?

ช่วงที่ผ่านมา รัฐบาล คสช. ของบิ๊กตู่ พยายามอย่างยิ่งที่จะออกกฎหมายพิเศษและจัดหน่วยงานเฉพาะด้านขึ้นมา เพื่อจัดการปัญหานี้อย่างเร่งด่วน ล่าสุดเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2562 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาลงประกาศ “พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ.2562” เรียกสั้นๆ ว่า “กฎหมายไซเบอร์” ให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 28 พฤษภาคม ที่ผ่านมา หมายความว่ากลไกการป้องกันสงครามไซเบอร์กำลังเริ่มเข้มข้นขึ้น

เนื้อหาสาระสำคัญของ “กฎหมายไซเบอร์” มีหลายมาตราด้วยกัน ใครที่เป็นนักเลงคีย์บอร์ด สาวกออนไลน์ หรือสาวกสื่อสังคมออนไลน์ ต้องเริ่มทำความรู้จักและป้องกันไม่ให้ทำผิด โดยเฉพาะการรู้จักผู้มีอำนาจโดยตรงในการถือดาบอาญาสิทธิ์ของกฎหมายฉบับนี้ ได้แก่

“กมช.” หรือ “คณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ”

ชื่อภาษาอังกฤษว่า “National Cyber Security Committee” ในอนาคตอันใกล้คนไทยน่าจะคุ้นเคยกับชื่อเรียก “กมช.” หรือ “NCSC” มากขึ้น โดยกฎหมายระบุให้ “นายกรัฐมนตรี” นั่งเป็นประธานกรรมการ พร้อมด้วยกรรมการโดยตำแหน่งที่เป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงยุติธรรม ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ที่เหลือเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอีกไม่เกิน 7 คน แต่งตั้งจากผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ด้านที่เกี่ยวข้องกับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ด้านกฎหมาย ด้านการเงิน

ที่น่าสนใจคือมาตรา 6 ได้กำหนดลักษณะต้องห้ามไว้หลายประการ โดยเฉพาะการห้ามคนที่เกี่ยวข้องกับการเมืองเข้ามาเป็น “กมช.” โดยระบุในวงเล็บ (6) ว่า

“ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น กรรมการ หรือผู้ดำรงตำแหน่งซึ่งรับผิดชอบการบริหารพรรคการเมือง ที่ปรึกษาพรรคการเมือง หรือเจ้าหน้าที่ของพรรคการเมือง”

ส่วนวาระการทำงานนั้น ระบุในมาตรา 7 ว่า ให้ ดำรงตำแหน่งคราวละ 4 ปี แต่ต่อเนื่องได้ไม่เกิน 2 วาระ

“อัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย” ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พยายามอธิบายผ่านสื่อมวลชนว่า กฎหมายใหม่นี้ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อประชาชนทั่วไป แต่มุ่งเน้นเข้าไปจัดการรับมือภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานสําคัญทางสารสนเทศ เช่น ด้านการเงิน ด้านสื่อสารโทรคมนาคม ด้านความมั่นคง ด้านพลังงาน ด้านสาธารณสุข ฯลฯ โดยแบ่งระดับภัยคุกคามทางไซเบอร์เป็น 3 ระดับ ได้แก่ระดับไม่ร้ายแรง ระดับร้ายแรง และระดับวิกฤติ

โดยภัยคุกคามที่ไม่ร้ายแรงก็ให้แต่ละหน่วยงานแก้ปัญหาไปตามขั้นตอน แต่ถ้าจัดว่าเป็น ภัยระดับร้ายแรง หมายถึงการโจมตีทำให้ระบบต่างๆ ของหน่วยงานรัฐหรือเอกชนเกิดความเสียหาย ซึ่งระดับนี้ขึ้นไปเท่านั้นที่ “กมช.” ถึงจะเข้าไปช่วยเหลือแก้ปัญหา เช่น สั่งให้เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจค้นหรือยึดเครื่องคอมพิวเตอร์รวมถึงอุปกรณ์ต่างๆ ที่น่าสงสัยเอามาตรวจสอบ แต่เจ้าหน้าที่ต้องขอหมายศาล ยกเว้น ภัยระดับวิกฤติ หรือสถานการณ์ฉุกเฉินมีผลกระทบต่อชีวิตประชาชนหรือความมั่นคงของประเทศ “กมช.” อาจให้เจ้าหน้าที่เข้าไปจัดการแก้ปัญหาก่อนแล้วค่อยมาแจ้งต่อศาลภายหลัง

การให้อำนาจ “กมช.” ส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปยึดคอมพิวเตอร์ก่อนได้ โดยไม่ต้องมีหมายศาลจึงกลายเป็นจุดอ่อนที่หลายฝ่ายพยายามคัดค้าน แต่ไม่สำเร็จ ตอนนี้คงต้องรอดูผลงาน กมช.ว่า เป็นผู้เข้ามาแก้ปัญหา “วิกฤติสงครามไซเบอร์” หรือจะกลายเป็นผู้สร้างสงครามล่วงละเมิดสิทธิส่วนตัวแทน…

ภัยไซเบอร์ 2562
สถิติภัยคุกคามไซเบอร์ของไทยตั้งแต่เดือนมกราคม–มีนาคม 2562 พบว่าภายใน 3 เดือนโดนมากถึง 549 ครั้ง โดยภัยคอมพิวเตอร์ที่พบแบ่งเป็น 8 ประเภท ได้แก่
1. “เนื้อหาที่เป็นภัยคุกคาม” (Abusive Content) เกิดจากการใช้หรือเผยแพร่ข้อมูลไม่เหมาะสม เช่น ลามก อนาจาร หมิ่นประมาท และโฆษณาขายสินค้าต่างๆ
2. “การโจมตีระบบ” (Availability) โจมตีระบบคอมพิวเตอร์ทำให้ไม่สามารถทำงานได้ตามปกติหรือประมวลผลล่าช้า
3. “การฉ้อโกง” (Fraud) ภัยคุกคามที่เกิดขึ้นบ่อยในระบบการเงินออนไลน์ เช่น หลอกจ่ายบัตรเครดิต การขายสินค้าหรือซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์
4. “ดักเก็บข้อมูล” (Information Gathering) ภัยเกิดจากการพยายามเข้ามาในระบบเพื่อเอาข้อมูลบางอย่าง เช่น บัญชีผู้ใช้งาน (User Account)
5. “การเปลี่ยนแปลงข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต” (Information Security) คือ การแอบเข้าไปเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อมูลระบบคอมพิวเตอร์ของเป้าหมายเพื่อผลประโยชน์บางอย่าง
6. “พยายามเจาะระบบ” (Intrusion Attempts) ภัยคุกคามจากการบุกรุกเจาะเข้าระบบ โดยอาศัยช่องโหว่ที่เปิดไว้ หรือความประมาทในการตั้งรหัสผ่าน
7. “เจาะระบบสำเร็จ” (Intrusions) หมายถึงกลุ่มที่ทำเจาะระบบสำเร็จเรียบร้อยแล้ว สามารถเข้ามาอยู่ในระบบคอมพิวเตอร์คนอื่นได้โดยไม่ได้รับอนุญาต
8. “โปรแกรมวายร้าย” หรือ มัลแวร์ (Malicious Code) ภัยคุกคามจากโปรแกรมหรือซอฟต์แวร์ที่พัฒนาขึ้นเพื่อทำให้ระบบขัดข้องเสียหาย เช่นไวรัส หรือโปรแกรมเรียกค่าไถ่ “แรมซอมแวร์”

อย่าเพิ่งสิ้น “ศรัทธา”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/374674?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อย่าเพิ่งสิ้น “ศรัทธา”

7 มิถุนายน 2562 – 08:47 น.
อย่าเพิ่งสิ้น ศรัทธา,นายกรัฐมนตรี,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,บิ๊กตู่,พลังประชารัฐ
เปิดอ่าน 1,663 ครั้ง

บทบรรณาธิการ นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันศุกร์ที่ 7 มิถุนายน 2562

เรียบร้อยไปแบบชุลมุนวุ่นวายพอสมควร สำหรับการโหวตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นไปตามคาด “นายกรัฐมนตรี” ของประเทศไทยยังคงเป็นคนหน้าเดิมที่ใครบางคนอาจเบื่อหน่ายส่ายหน้าหนี แต่สำหรับคนไทยส่วนใหญ่ ชื่อ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ยังคงเป็นอะไรที่ตอบโจทย์ประเทศไทย ณ เวลานี้เหนือกว่าใครๆ ทั้งปวง ความนิยมของ “บิ๊กตู่” อาจไม่ท่วมท้นเหมือนเมื่อ 2 หรือ 3 ปีก่อน แต่คงไม่น้อยนิดจนถึงขนาดต่ำเตี้ยเรี่ยดินแบบน่าใจหาย จากนี้ไป “เวลา” จะเป็นข้อพิสูจน์ว่า รัฐบาลชุดใหม่ภายใต้การนำของ “บิ๊กตู่” จะกู้วิกฤติศรัทธา ทำงานด้วยความมุ่งมั่น สุจริต โปร่งใส เพื่อให้ประชาชนกลับมา “เทใจ” ให้อีกครั้ง

นับจากวันนี้คงหมดเวลาแล้วที่จะมานั่งตั้งหลักนับหนึ่งใหม่…ปัญหาของประเทศไม่สามารถรอได้อีกแล้ว แต่ภายใต้เสียงรัฐบาลปริ่มน้ำที่เต็มไปด้วยเสือ สิงห์ กระทิง แรด ระดับตัวพ่อ ยอมรับว่า รากเลือดแน่ เพราะยังไม่ทันไรก็เห็นแกนนำพรรคการเมืองเจ้าหลักการออกมาร้องแรกแหกกระเชอทวงสัญญาเรื่องเก้าอี้รัฐมนตรีกันเย้วๆ แล้ว ขณะที่ฝั่งพลังประชารัฐก็มีทีท่ายึกยักเหมือนจะดึงเก้าอี้เกรดเออย่างกระทรวงเกษตรฯ คืน ยังไม่ทันไรภาพแห่งความขัดแย้งก็เริ่มคุกรุ่นขึ้นอีกครั้ง มาถึงขั้นนี้ก็คงทำได้แค่เอาใจช่วยรัฐบาลชุดนี้ให้ไปได้ตลอดรอดฝั่ง แม้ว่าในความเป็นจริงสถานการณ์มันโคตรน่าห่วง เพราะตราบใดที่ทุกคนยังคำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนตัวมากว่าประเทศชาติก็อย่าหวังว่า “รัฐบาลชุดนี้” จะไปได้รอดเกินขวบปี

ได้เห็นภาพนักการเมืองไทยในช่วงหลายปีมานี้รู้สึกท้อแท้ “สิ้นหวัง” อย่างบอกไม่ถูก ไม่รู้ว่าใครจะรู้สึกเหมือนกันหรือไม่ว่า การเมืองไทยไม่สามารถพัฒนาไปได้ไกลกว่าที่เป็นอยู่แล้วหรือ บางครั้งถึงกับน่าขนลุกอย่างบอกไม่ถูก ยิ่งได้เห็นภาพ ส.ส.ผู้ทรงเกียรติเดินหน้าห้ำหั่นกันด้วยวาทะแบบ “Hate Speech” ในอีเวนท์โหวตนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน ที่ผ่านมาแล้ว ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า “การเมืองไทยเดินมาถึงจุดนี้ตั้งแต่เมื่อใด” เสียงโห่ฮาไล่ต้อน คำพูดร้ายลึกที่เต็มไปด้วยการโจมตี ใส่ร้ายเพื่อให้อีกฝ่ายจมอยู่ใต้บาทาเป็นอะไรที่น่าสะอิดสะเอียนมาก

มาถึงตรงนี้คงไม่ต้องไปหวังอะไรกับอนาคตข้างหน้าว่า “ประเทศไทย” จะกลับเข้ารูปเข้ารอยโดดเด้งเป็นสง่าราศีเหนือชาติอื่นใด สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงฉากที่เลวร้ายเพียงกระผีกของนักการเมืองไทยเหล่านี้เท่านั้น…นักการเมืองไทยในวันนี้เป็นอะไรที่สิ้นหวัง ส่วนตัวรู้สึกละอายแทนที่เห็นคนเหล่านี้วันๆ เอาแต่นั่งโทษตัวบทกฎหมายต่างๆ ว่า ไม่ดีอย่างนั้น ไม่ดีอย่างนี้ แต่คนพวกนี้ไม่เคยย้อนดูตัวเองว่า ใครคือ “ต้นเหตุ” แท้จริงที่ทำให้การบังคับใช้กฎหมายต่างๆ พังทลายลงอย่างสิ้นเชิง…อย่ามัวแต่โทษ “ระบบ” จนหลงลืมตักน้ำใส่กะโหลกชะโงกดูเงาตนเอง…

หรือ…การเมืองจะเป็นเรื่องโหดร้าย…สุดท้ายหลายคนอาจตั้งคำถามว่า ประเทศไทยจะไม่มีนักการเมืองน้ำดีที่เป็นต้นแบบ “นักประชาธิปไตย” อย่างแท้จริงเลยหรือ… มีครับ อย่างน้อยเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน ที่ผ่านมา เราก็ได้เห็นนักการเมืองคนหนึ่ง ชื่อ “อภิสิทธิ เวชาชีวะ” แสดงสปิริตด้วยการลาออกจาก ส.ส. เพราะไม่สามารถผิดสัจจะที่ให้ไว้กับประชาชนได้…แม้จะมีเสียงสะท้อนทั้งด้านบวกและลบ แต่โดยส่วนตัวรู้สึกชื่นชมในความคิดและหลักการของนายอภิสิทธิ์ เพราะการจะเป็นนักการเมืองที่ดีสิ่งหนึ่งคือคุณต้องรู้ซึ้งถึงภาระ ความรับผิดชอบที่มีต่อประชาชนเป็นหลัก แม้ว่า ความรับผิดชอบอันสูงส่งนั้นจะทำให้ตนเองต้องพบกับหายนะก็ตาม…การเมืองไทยอาจยังไม่สิ้นหวัง…หากเรายังมี “ศรัทธา” อยู่ในหัวใจ แม้จะเป็นแค่จุดเล็กๆ ก็ตามเถอะ…!

“อภินิหารกฎหมาย”กับ”รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/374671?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“อภินิหารกฎหมาย”กับ”รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ”

7 มิถุนายน 2562 – 08:04 น.
พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ
เปิดอ่าน 6,150 ครั้ง

โดย… โอภาส บุญล้อม 

เรียบร้อยไปแล้วกับการช่วงชิงทางการเมือง  พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา  ได้เป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัย

แต่ก็เป็น “รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ”  เนื่องจากมีเสียง ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลรวมเพียง 254 เสียง เกินครึ่งมาเพียง 4 เสียงเท่านั้น

และถึงแม้จะเป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก แต่ก็เป็น “รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ” จึงต้องพยายามถูลู่ถูกัง  กระเสือกกระสนไปให้ได้ ซึ่งเป็น “ธรรมชาติ” ของการเมือง
และเมื่อเสียงปริ่มน้ำเกินครึ่งเพียงเล็กน้อย ฝ่ายรัฐบาลก็อย่าเผลอทีเดียว  รัฐบาลอาจพัง ไม่ใช่ว่าเพราะแพ้โหวตในสภาในเรื่องสำคัญเท่านั้น แต่แค่ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล ป่วยแค่ 4-5 คน ไม่สามารถมาประชุมได้ก็เรื่องใหญ่แล้ว เพราะฝ่ายค้านอาจเล่นเกมประลองกำลังให้นับองค์ประชุมว่าครบหรือไม่ แล้ว “วอล์กเอาท์” ออกนอกห้องประชุม ซึ่งเมื่อส.ส.ในที่ประชุมมีไม่ถึงครึ่งหนึ่ง องค์ประชุมไม่ครบก็ประชุมไม่ได้  กลายเป็น “รัฐบาลเป็ดง่อย” ทำอะไรไม่ได้

อย่างไรก็ตามถ้าฝ่ายค้านทำอะไรที่ไม่มีเหตุผลก็ถูกตำหนิจากสังคมได้เหมือนกัน เพราะการชนะในเกมฝ่ายค้านอาจชูว่า เป็นการชนะของฝ่ายค้าน สามารถทำให้รัฐบาลไม่สามารถบริหารประเทศได้ แต่ประชาชนจะเบื่อ “สภาล่ม” คนทั่วไปจะสรุปว่า ส.ส.ขี้เกียจ และมองว่าเอาแต่เล่นเกมมากจนเกินไป
แต่ก็ต้องยอมรับความจริงว่า ในทางปฏิบัติฝ่ายรัฐบาลพลาดไม่ได้ ต้องพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล อยู่กันครบเวลาประชุมสภา แต่โอกาสพลาดมีสูง เพราะปกติแล้ว ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลแทบจะไม่ค่อยมีโอกาสได้พูดในสภา เพราะว่าปกติสภามีไว้ให้ส.ส.ฝ่ายค้าน พูดอภิปรายมากกว่าฝ่ายรัฐบาลอยู่แล้ว การที่จะให้ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลไปนั่งเฝ้าในที่ประชุมเพื่อให้ครบองค์ประชุมตลอดเวลาเป็นไปได้ยาก ดังนั้นนอกจากการใช้ “วิป” แล้ว  การตั้ง “รัฐมนตรี” ที่ี่มี “กลุ่มส.ส.” อยู่ในมือ  ก็เป็นเรื่องจำเป็น เพื่อที่จะคุมส.ส.ได้

และยังอาจมี “อภินิหารกฎหมาย” ที่จะคอยค้ำจุน “รัฐบาลลุงตู่” ให้อยู่ได้อย่างมั่นคง
ประเด็นแรก การให้ ส.ว.ร่วมโหวตกฎหมายทุกฉบับกับส.ส. รวมทั้งพ.ร.บ.งบประมาณ ไม่ใช่เฉพาะการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีเท่านั้น

คงยังจำกันได้ กรณีที่นายไพบูลย์ นิติตะวัน หัวหน้าพรรคประชาชนปฏิรูป 1 เสียงจากส.ส.บัญชีรายชื่อ ที่ประกาศสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ ให้เป็นนายกฯ มาโดยตลอด   ได้เคยเสนอแนะทางออกกรณี “รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ” ของ “ลุงตู่” ว่า หากได้รับเสียงสนับสนุนจากส.ส.เกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่มาก อาจบริหารประเทศด้วยความยากลำบาก เพราะจะมีปัญหาในการผ่านร่างกฎหมายต่างๆ รวมทั้งการพิจารณาร่างกฎหมายงบประมาณแผ่นดิน
ดังนั้น “ไพบูลย์” จึงเสนอให้ 250 ส.ว.ร่วมโหวตกับส.ส. 500 คนได้ โดยนำรัฐธรรมนูญมาตรา 270 ในบทเฉพาะกาลมาใช้ ซึ่งมาตรา 270 เปิดทางให้ใช้กลไกรัฐสภาหรือให้ส.ว.ร่วมโหวตได้ หากตีความว่าร่างกฎหมายทุกฉบับในช่วง 5 ปีนี้  รวมทั้งร่างพ.ร.บ.งบประมาณ เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปประเทศทั้งสิ้น
ทั้งนี้มาตรา 270  บัญญัติว่า ร่างพระราชบัญญัติที่จะตราขึ้นเพื่อดำเนินการตามหมวด 16 การปฏิรูปประเทศ ให้เสนอและพิจารณาในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา

ประเด็นที่สอง  หากเกิดกรณีที่ฝ่ายค้านเสนอญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ และฝ่ายรัฐบาลแพ้โหวต มีผลให้ “รัฐบาลประยุทธ์ 2” พ้นออกไป ก็ให้รัฐสภาเสียงข้างมากเลือกกลับมาเป็น “รัฐบาล ประยุทธ์ 3” ได้อีก
โดยอาศัยรัฐธรรมนูญบทเฉพาะกาลมาตรา 272 ที่ระบุว่า ระหว่าง 5 ปีแรกนับแต่รัฐธรรมนูญปี 2560 บังคับใช้ ซึ่งก็คือจนถึงปี 2565 ให้ ส.ว.250 คน ร่วมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีกับส.ส.ได้ และเมื่อฝ่ายค้านยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลไปแล้วจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลอีกไม่ได้ไปจนถึงตลอดปี ทั้งนี้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 154 ที่ระบุว่าญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลหรือทั้งคณะ ให้กระทำได้ปีละหนึ่งครั้งเท่านั้น
อย่างไรก็ตามในเรื่องของการใช้ข้อกฎหมายหรือ “อภินิหารกฎหมาย” มาอุดช่องโหว่เพื่อไม่ให้รัฐบาลอายุสั้นนั้น อาจไม่ใช่เรื่องง่าย  อย่างกรณีบทเฉพาะกาลมาตรา 270 “วิษณุ เครืองาม” รองนายกรัฐมนตรี มือกฎหมาย  ให้ความเห็นไว้ว่า ไม่ใช่ทางออกที่แก้ปัญหาได้หมดจด โดยสามารถแก้ได้บางส่วน แต่ไม่ได้ทั้งหมด จะใช้ได้กับกฎหมายบางฉบับเท่านั้นและแก้ไม่ได้ตลอดไป

โดย “วิษณุ”  ยกตัวอย่างให้เห็นว่า สมมุติว่ามีกฎหมายทั้งหมด 100 ฉบับที่จะเสนอ ถ้ารัฐบาลบอกว่า 30 ฉบับ เป็นกฎหมายปฏิรูป 30 ฉบับนั้น ต้องประชุมร่วมรัฐสภาโดย ส.ว. 250 คน เข้าร่วมโหวตกับส.ส.ได้ ก็จะเหลืออีก 70 ฉบับที่ไม่ใช่กฎหมายเกี่ยวกับการปฏิรูปซึ่งต้องเข้าที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรก่อน ส.ว.ไม่สามารถเข้าร่วมโหวตได้ และถ้าบอก 70 ฉบับ เป็นกฎหมายปฏิรูปก็เหลืออีก 30 ฉบับที่ไม่ใช่กฎหมายเกี่ยวกับการปฏิรูป รัฐบาลคงไม่กล้าบอกว่าทั้ง 100 ฉบับเป็นกฎหมายปฏิรูปแล้วให้มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภา

ดังนั้นอาจารย์วิษณุจึงเห็นว่ามาตราดังกล่าวถือเป็นทางออกของปัญหาได้ในระดับหนึ่งแต่ไม่ใช่ทั้งหมด โดยนำมาตรา 270 มาใช้กับกฎหมายทุกฉบับคงเป็นไปไม่ได้
อีกอย่างหนึ่งในเรื่อง “ข้อกฎหมาย” นั้น มักมีการ “ตีความ” ต่างกันไป ดังนั้นเมื่อใดรัฐบาลนำมาตรา 270 มาใช้กับร่างกฎหมายฉบับใดของรัฐบาล ว่าเป็นกฎหมายเกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศซึ่งต้องประชุมร่วมกันของรัฐสภา  ก็จะมีการคัดค้านจากฝ่ายค้าน และมีการส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

อย่างไรก็ตามในเรื่องของ “อภินิหารกฎหมาย”  อย่าไปมองข้ามเด็ดขาด เพราะอาจมีการนำมาใช้ไม่ใช่เพียงมาตรา 270 เท่านั้น แต่กับมาตราอื่นๆ ของรัฐธรรมนูญหรือร่างกฎหมายของรัฐบาลด้วย เพื่อให้รัฐบาลมีเสถียรภาพมากขึ้น
ยังมีอีกวิธีหนึ่งที่จะใช้แก้ปัญหา “เสียงปริ่มน้ำ” ได้ คือ “งูเห่า” จากพรรคฝ่ายค้าน เพราะในภาวะที่คะแนนเสียง “รัฐบาลปริ่มนํ้า” ลักษณะการเมืองแบบไทยๆ เรื่องการใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัว การใช้เครือข่าย การใช้ระบบพรรคพวกเพื่อนฝูงมีแน่นอนอยู่แล้ว
ส่วนสิ่งที่ “รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ” ไม่ควรทำ  สิ่งแรกคือ ไม่เสนอกฎหมายที่สำคัญและมีความเสี่ยงสูงหรือชะลอการเสนอกฎหมายไว้ก่อน เว้นแต่กฎหมายงบประมาณที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ส่วนกฎหมายอื่นชะลอไว้จนกว่าจะเห็นว่ามีฉันทามติ คือ พรรคฝ่ายค้านก็ต้องการกฎหมายเหล่านี้ รัฐบาลจึงจะเสนอกฎหมายฉบับนั้นเข้าสภา

ส่วนกฎหมายที่มาจากนโยบายรัฐบาลแล้วมีการโต้แย้งกันมาก รัฐบาลไม่ควรเสนอ เพราะถ้าร่างกฎหมายตกไปรัฐบาลก็ต้องแสดงความรับผิดชอบ
นอกจากนี้ “มือกฎหมายฝ่ายรัฐบาล” แนะนำว่า รัฐบาลอาจใช้วิธีเลี่ยงในการเสนอกฎหมาย โดยกฎหมายที่ไม่เกี่ยวกับการเงิน ก็ให้พรรคการเมืองเสนอแทนรัฐบาล เช่น พรรคพลังประชารัฐ เป็นผู้เสนอหรือให้พรรคร่วมเสนอ
แต่ในอีกมุมหนึ่งก็มีการมองว่ารัฐบาลจะอายุสั้น โดยมีผู้เชี่ยวชาญทางการเมืองหลายคนออกมาทำนายว่า  พรรคพลังประชารัฐ ซึ่งช่วงชิงการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ เสถียรภาพของรัฐบาลภายใต้การนำของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่น่าจะอยู่ครบวาระ 4 ปี อยู่ได้ 2 ปีก็นับว่าเก่งแล้ว เพราะรัฐบาลจะมีเสถียรภาพหรือไม่ขึ้นอยู่กับเสียงที่จะสนับสนุน ถ้ารวมกันได้ 250 กว่าๆ เกินครึ่งเล็กน้อย  ถือว่ายังมีความเสี่ยง เพราะรัฐบาลที่จะมีเสถียรภาพมั่นคงต้องมีเสียงส.ส.ฝ่ายรัฐบาลประมาณ  270-280 เสียง คือเกินครึ่ง 20-30 เสียง และที่จริงแล้วควรจะต้อง 300 เสียงขึ้นไปด้วยซ้ำ
และหากเรามองลึกลงไปว่ามีปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้รัฐบาลอายุสั้น  พอสรุปได้ดังนี้้
ปัจจัยแรก   โครงสร้างรัฐบาลที่เป็นรัฐบาลผสม ซึ่งประกอบด้วยพรรคการเมืองถึง 19 พรรคมาร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล และเป็นรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ  ซึ่งอาจต้องเจอกับญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล, การพิจารณาร่างกฎหมายงบประมาณ และร่างกฎหมายของรัฐบาล  ซึ่งถ้าร่างกฎหมายสำคัญเหล่านี้ไม่ผ่าน รัฐบาลก็ต้องแสดงความรับผิดชอบทางการเมือง
และด้วยโครงสร้างที่เป็นรัฐบาลผสมหลายพรรคและเสียงปริ่มน้ำนี่เอง…พรรคพลังประชารัฐซึ่งเป็นพรรคแกนนำยังอาจต้องเจอกับเกมต่อรองทางการเมืองจากพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งปกติมักจะต้องเจอในช่วง 1-2 ปีหลังจัดตั้งรัฐบาล และทำให้ทนไม่ไหวต้องยุบสภาเลือกตั้งใหม่
ปัจจัยที่สอง  ความขัดแย้งของพรรคร่วมรัฐบาลซึ่งมีมาตั้งแต่ตอนเริ่มจัดตั้งรัฐบาลในเรื่องเก้าอี้รัฐมนตรี และโควตากระทรวง  และเมื่อตั้งรัฐบาลเสร็จเรียบร้อยแล้วอาจเกิดภาวะที่พรรคร่วมรัฐบาล “ต่างคนต่างอยู่” ไม่ช่วยกันทำงาน เมื่อพรรคร่วมพรรคใดเสนอโครงการหรือกฎหมาย  พรรคร่วมพรรคอื่นก็จะนิ่งเฉยไม่ช่วยผลักดัน โดยเห็นว่าไม่ใช่เรื่องของตนและไม่เกี่ยวข้อง
ปัจจัยที่สาม   โครงสร้างของพรรคพลังประชารัฐ ที่มีกลุ่มอำนาจอยู่หลายกลุ่มทั้งที่อยู่เบื้องหน้าและอยู่เบื้องหลัง รวมถึง “กลุ่มสามมิตร” ที่มีส.ส.อยู่ในมือ 20-30 คน หากเกิดการขัดแย้งกันเองภายในพรรคพลังประชารัฐก็จะส่งผลต่อเสถียรภาพรัฐบาลแน่นอน

นอกจากนี้ยังมีการเคลื่อนไหวทางการเมืองนอกสภากดดันรัฐบาลอีก ซึ่งรัฐบาลต้องเผชิญกับการเคลื่อนไหวของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ส.ส.ชั่วคราว จากกรณีถูกกล่าวหาว่าถือครองหุ้นสื่อ ทำให้นายธนาธร ไม่สามารถทำหน้าที่ส.ส.ในที่ประชุมสภาผู้แทนฯ ได้

“รัฐบาลลุ่งตู่” ที่กำลังจะเข้ามาบริหารประเทศจึงเปรียบเสมือนเดินอยู่บนเส้นด้ายและรอพิสูจน์ฝีมือของพล.อ.ประยุทธ์ ในยามที่ไม่มี ม.44 และคสช.คุ้มครอง อีกต่อไป

“เซลฟี” ระวัง !อันตรายถึงชีวิต

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/374498?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“เซลฟี” ระวัง !อันตรายถึงชีวิต

7 มิถุนายน 2562 – 00:00 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,เซลฟี่,อันตราย,ชีวิต
เปิดอ่าน 3,007 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

ด้วยความห่วงใยในความปลอดภัยของผู้ใช้โทรศัพท์มือถือ จึงขอเป็นสื่อกลางนำเสนอจดหมายจากคุณ ‘เสรีพล’ กทม. ต่อไปนี้มาแจ้งให้ทราบเกี่ยวกับให้ระมัดระวังอุบัติเหตุพลาดพลั้งเวลาถ่ายเซลฟี

จึงแจ้งเตือนมาด้วยความห่วงใยและโปรดระวังเพราะเกิดเรื่องบ่อยครั้งทั้งในห้างสรรพสินค้า อาคารตึกสูง หรือภูมิประเทศสถานที่ท่องเที่ยวตามภูเขาหน้าผา ฯลฯ

รวมถึงพวกคิดท่าแปลกๆ ที่อาจพลาดเกิดอุบัติเหตุได้ง่ายๆ
อ๊อด เทอร์โบ


 อย่าห่วงท่าสวย-วิวงาม เซลฟี
 พลาดพลั้งไม่มีใครช่วย

เวลานี้โทรศัพท์มือถือเหมือนเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของร่างกายคนเราไปแล้วครับ ซึ่งมีทั้งประโยชน์และโทษ ซึ่งไม่ต้องบรรยายความก็รู้กัน

ผมเองเป็นคนสูงวัย มองเห็นว่าเดี๋ยวนี้คนไทยเราเป็นพวกสังคมก้มหน้าคือ ก้มหน้าก้มตาเล่นมือถือทั้งส่งไลน์ ส่งเมล ส่งรูป ฯลฯ แม้บางทีกินข้าวอยู่สองคนก็ต่างคนต่างเล่นกดมือถือจนดูเหมืนว่าขาดมือถือเหมือนขาดใจตาย

ยิ่งไปกว่านั้นระบบถ่ายรูปคลิป ถ่ายวิดีโอ จากโทรศัพท์มือถือเจริญพัฒนาคุณภาพจนกล้องถ่ายรูปหมดสมัยตกยุคไปเลย

นี่เองผมจึงเขียนจดหมายมาหาคุณ ‘อ๊อด เทอร์โบ’ เพราะวันก่อนเห็นข่าวมีคนตกตึกจากชั้น 7 ถึงชีวิตเพราะไม่ระวังตอนถ่ายเซลฟี ซึ่งก่อนนี้ก็มีเรื่องคนไปเที่ยวภูเขา-หน้าผา-ท้องทะเล ฯลฯ แล้วถ่ายเซลฟีไม่ระวังเลยพลาดตกลงมา
จึงเตือนมาขอให้ระวังไว้ด้วยครับ อย่าเห็นแก่วิวสวยหรือมุมแปลก และเวลานี้เห็นมีพวกคิดท่าแปลกๆ เซลฟี โปรดระวังอันตราย !
เสรีพล (กทม.)


ระยะนี้มีเรื่องกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ได้ตรวจสอบเรื่องโรงพยาบาลเอกชนคิดค่ารักษาและค่ายาแพงเกินจริง อย่างข่าววันก่อนว่าโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งคิดค่ารักษาคนไข้ท้องเสียราว 30,000 บาท

‘ดับเครื่องชน’ จึงขอสนับสนุนให้ดำเนินการเรื่องนี้เพราะถ้าเป็นการซื้อของเรียกว่าค้ากำไรเกินควร

แต่มองอีกด้านหนึ่งทางกระทรวงสาธารณสุขต้องหันมามองตัวเองว่า โรงพยาบาลของรัฐบาลมีปัญหาคนไข้ล้นหรือบริการไม่ดี ซึ่งจะต้องปรับปรุงการทำงานด้วย

อย่าไปอ้างเหตุผลว่างบประมาณไม่พอหรือขาดหมอขาดนางพยาบาลหรือเครื่องมือแพทย์เพราะทุกรัฐบาลได้ให้ความสำคัญเรื่องนี้มาก

จนกระทรวงสาธารณสุขเป็นกระทรวง ‘เกรดเอ’ ที่นักการเมือง พรรคการเมืองแย่งกันเข้ามาบริหารควบคุม แต่รัฐมนตรีที่จะเข้ามาบริหารงานเป็นคนคุณภาพระดับ ‘เกรดเอ’ หรือไม่ ?
อ๊อด เทอร์โบ


 โรงพยาบาลเอกชนคิดค่ารักษาเกินจริง
 ท้องเสียจ่าย 3 หมื่นบาท

กรณีโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งคิดค่ารักษาพยาบาลและค่ายาแพงเกินจริงจำนวน 2 กรณี คือการร้องเรียนการเข้ารับการรักษาพยาบาลอาการท้องเสีย แต่โรงพยาบาลเรียกเก็บค่ารักษาพยาบาลรวม 30,000 บาท และการร้องเรียนเรื่องราคายาแพงเกินจริงไปให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีตามพ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ

หลังจากที่ได้พิจารณาแล้วเห็นว่ามีการค้ากำไรเกินควรจริง มีความผิดตามมาตรา 29 ของกฎหมายฉบับดังกล่าว โดยจะมีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

เรื่องค่ารักษาอาการท้องเสีย กรมการค้าภายในเห็นว่าเป็นการรักษาที่มากเกินกว่าความจำเป็น และมีการคิดราคาเกินสมควร และกรณีค่ายาเมื่อเปรียบเทียบกับราคาในบัญชียาที่อยู่ในบัญชีเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤติมีสิทธิทุกที่

พบว่ามีการคิดราคาสูงเกินจริงมาก ซึ่งการดำเนินการดังกล่าว ถือว่ามีความผิดตามกฎหมาย จึงต้องส่งดำเนินคดี

ส่วนเรื่องกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) ยืนยันว่าโรงพยาบาลเอกชนแห่งนี้ไม่ได้รักษาเกินกว่าเหตุ และไม่มีความผิดนั้น ถือเป็นการดำเนินการของ สบส. ที่พิจารณาเฉพาะการรักษาพยาบาล และใช้กฎหมายคนละฉบับกับกรมการค้าภายในในการพิจารณา โดยกรมการค้าภายในจะพิจารณาเฉพาะเรื่องราคายา เวชภัณฑ์ และบริการทางการแพทย์เท่านั้น

การส่งเรื่องดำเนินคดีครั้งนี้ถือเป็นคดีแรกที่มีการดำเนินคดีกับโรงพยาบาลเอกชนที่เอาเปรียบผู้ป่วย คิดราคายาและค่ารักษาพยาบาลสูงเกินจริง หลังจากประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ที่กำหนดมาตรการกำกับดูแลยา เวชภัณฑ์ และบริการทางการแพทย์

กรมการค้าภายในได้ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญในวงการแพทย์ เช่น จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดทำฐานข้อมูลราคาเวชภัณฑ์ และบริการทางการแพทย์ให้เป็นระบบ ก่อนที่จะนำมาเผยแพร่บนเว็บไซต์ของกรม ที่ http://www.dit.go.th เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบราคาได้

จึงของสนับสนุนให้ทางการได้ควบคุมและตรวจสอบค่ารักษา โรงพยาบาลเอกชนทุกแห่งด้วย


“เดอะมาร์ค” พ่ายเกมขั้วที่ 3 ถามหาเพื่อนแท้?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/374499?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“เดอะมาร์ค” พ่ายเกมขั้วที่ 3 ถามหาเพื่อนแท้?

6 มิถุนายน 2562 – 11:05 น.
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ,พรรคประชาธิปัตย์,มาร์ค,มาร์ค อภิสิทธิ์,อภิสิทธิ์ลาออก สส,ลาออก,นิวเดม,ขั้วที่ 3,ฝ่ายค้านอิสระ,ลงตู่
เปิดอ่าน 13,925 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันที่ 6 มิ.ย. 62

**********************

          ไม่เหนือความคาดหมาย กรณี “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คนที่ ตัดสินใจประกาศลาออกจาก ส.เป็นสิ่งที่รับรู้ล่วงหน้ากันมาประมาณ สัปดาห์แล้ว

          เนื่องจาก “เดอะมาร์ค” พ่ายเกมในพรรค เพราะมีความพยายามใน “กลุ่มเพื่อนมาร์ค” เสนอแนวทาง “ขั้วที่ 3” ผ่านคณะกรรมการบริหารพรรคชุดกัปตันอู๊ดด้า แต่ไม่สำเร็จ จึงเป็นที่มาของวาทะหรูๆ รักษาสัจจะยิ่งชีพ

ชมรมเพื่อนมาร์ค

         นักข่าวแถวร้านกาแฟย่านสามเสน รู้ดีว่าคนใกล้ชิดอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็เห็นหน้าเห็นตากันชัดๆ 3-4 คนที่นั่งดื่มกาแฟกันอยู่เป็นประจำ อาทิ พนิช วิกิตเศรษฐ์เทพไท เสนพงศ์สาธิต ปิตุเตชะ และ “ซ้อเจน” ศรีสมร รัศมีฤกษ์เศรษฐ์

         ว่ากันว่า “พนิช วิกิตเศรษฐ์” ..บัญชีรายชื่อ น่าจะใกล้ชิดสนิทแน่นกับอดีตหัวหน้ามาร์ค เพราะรู้จักรู้ใจกันมานานกว่า 30 ปี

มาร์ค และพนิช

         หากย้อนกลับไปเมื่อ 15 ปีที่แล้ว ท่านเป็นคนชักชวนผมเข้ามาทำงานการเมือง ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมาผมได้เห็นถึงอุดมการณ์อันแรงกล้า ความมุ่งมั่นและความเสียสละที่จะทำงานเพื่อประเทศชาติอย่างไม่มีหยุดหย่อนจนกระทั่งวันนี้” พนิชโพสต์เฟซบุ๊กในวันที่อภิสิทธิ์แถลงลาออกจาก ส..

         ปลายปีที่แล้ว พนิชรองหัวหน้าพรรค และรับผิดชอบด้านการเงินและการต่างประเทศของพรรค แต่ช่วงหาเสียงเลือกตั้ง พนิชได้ร่วมเป็นทีมคลังสมองของอดีตหัวหน้ามาร์ค

         วันนี้ พนิชกรณ์ จาติกวณิช และอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นเพื่อนกันมากว่า 35 ปี ผ่านเหตุการณ์ทีี่แย่ที่สุดและดีที่สุดมาด้วยกัน

         นาทีนี้มาร์คขอพักชั่วคราว พนิชยังอยู่ในพรรค แต่มีแนวทางการเมืองต่างจากกรณ์

นักขายขั้วที่ 

          ค่ำวันที่ มิถุนายน 2562 “เทพไท เสนพงศ์” ..นครศรีธรรมราช โพสต์เฟซบุ๊กส่งสัญญาณจากที่ประชุมร่วมกรรมการบริหารพรรคกับส.ว่า “ผมเคารพมติของพรรคประชาธิปัตย์ และจะปฏิบัติตามมติพรรคทุกประการ”

          ช่วงที่ปชป.ยังไม่ตัดสินใจว่าจะไปทางใด “เสี่ยคึก เทพไท” ได้ใช้เฟซบุ๊กเป็นกระบอกเสียงในการเสนอแนวทาง “ขั้วที่ 3” โดยตอนแรกเสนอทางออก “รัฐบาลปรองดอง” แต่เจอกระแสต้าน เลยเปลี่ยนมาเป็น “รัฐบาลขั้วที่ 3”

เทพไท กระบอกเสียงขั้วมาร์ค

          กองเชียร์ฝ่ายขั้วไม่เอาคสชส่งเสียงเชียร์เทพไทกระหึ่ม แต่คนในพรรคปชป.สายกปปสกลับมองว่าเทพไทกำลังเล่นเกมเขย่า “กัปตันอู๊ดด้า” ให้ตัดสินใจเลือกทางสายกลาง

          อีกด้านหนึ่ง “ซ้อเจน” ศรีสมร รัศมีฤกษ์เศรษฐ์ ส..บัญชีรายชื่อ (ภรรยา รังสรรค์ รัศมีฤกษ์เศรษฐ์ นายก อบจ.กาญจนบุรีก็ขยับล็อบบี้ผู้ใหญ่ในพรรคให้รักษาหน้า “อภิสิทธิ์” ด้วยการไม่เข้าร่วมสนับสนุนลุงตู่

ซ้อเจน ศรีสมร สายมาร์ค

          เช่นเดียวกับ “สาธิต ปิตุเตชะ” ที่ให้สัมภาษณ์สื่อบางสำนักแบบไม่เคลียร์มากนัก เลยเจอพาดหัว “ปชป.ไม่เข้าร่วม” ทำเอา “เสี่ยตี๋” เมืองระยอง โกรธควันออกหู

          เสี่ยคึก เสี่ยตี๋ และซ้อเจน ต่างเป็นนักเลือกตั้ง จึงไม่มีวันที่จะลาออกจาก ส..ตามข่าวลือ 

นิวเดม” แตก

         พลันที่กรรมการบริหารพรรคและส.ลงมติเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐ “ไอติม” พริษฐ์ วัชรสินธุ  ได้โพสต์เฟซบุ๊กทันที “ผมเคารพการตัดสินใจของพรรค ด้วยการขอลาออก จากสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์”

ไอติม พริษฐ์ อดีตนิวเดม 

         หนุ่มไอติม” เป็นหลานของอภิสิทธิ์ และเป็นลูกชายของ ศ.นพ.สุทธิพงศ์ วัชรสินธุ (อาจารย์ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกับ ศ.พญ.อลิสา วัชรสินธุ พี่สาวคนโตของอภิสิทธิ์

         ตามมาด้วย “ลูกนัท” ธนัตถ์ ธนากิจอำนวย ทายาทนักธุรกิจเครือโนเบิล ก็ประกาศลาออกจากสมาชิกพรรค ปชป.เช่นกัน

         นอกจากนี้ยังมีสมาชิกกลุ่มนิวเดม กลุ่มคนรุ่นใหม่ของปชปได้ลาออกตามอีก 3-4 คน ด้านหนึ่ง ศิริภา อินทวิเชียร โฆษกกลุ่มนิวเดม แถลงว่า สมาชิกกลุ่มนิวเดิมส่วนใหญ่ยังอยู่กับพรรค แม้จะไม่เห็นด้วยกับการร่วมรัฐบาลและไม่สนับสนุน พล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี แต่พวกตนเคารพในมติของพรรค

ธนัตถ์ ธนากิจอำนวย

         แหล่งข่าวสายกปปส.เปิดเผยว่า เมื่อไม่กี่วันมานี้ “ไอติมลูกนัท” กับเพื่อนกลุ่มนิวเดม คนไปรับประทานอาหารกับ “ไฮโซการเมือง” ที่เคยสนับสนุนกลุ่มพันธมิตรฯ และกปปสแต่พักหลังมีจุดยืนไม่เอา “ลุงตู่”

         ทั้งไอติมและลูกนัท ต่างแสดงจุดยืนคัดค้านการสืบทอดอำนาจของคสชและเปิดหน้าชนกับผู้ใหญ่ค่ายปชป.ที่มุ่งหมายจะหนุนลุงตู่

         เดอะมาร์ครู้ดีว่าเกมในพรรคพ่ายจึงต้องแสดงความรับผิดชอบพร้อมกับกลุ่มนิวเดมบางคน