“ค่าโง่โฮปเวลล์”… คนทุจริตอยู่ไหน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/374494?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ค่าโง่โฮปเวลล์”… คนทุจริตอยู่ไหน

6 มิถุนายน 2562 – 10:55 น.
ค่าโง่โฮปเวลล์,ทุจริต
เปิดอ่าน 3,466 ครั้ง

คอลัมน์… กระดานความคิด โดย… ร่มเย็น

ไขข้อข้องใจ “โฮปเวลล์” สร้างไม่เสร็จ ทิ้งเสาตอม่อไว้เป็นอนุสรณ์แห่งความอัปยศ แล้วทำไมเราจึงแพ้คดี และยังต้องจ่ายค่าโง่ 11,888 ล้านบาท บวกดอกเบี้ยอีกร้อยละ 7.5 ต่อปี ให้แก่บริษัทโฮปเวลล์ ซึ่งเป็นเอกชนอีก

ว่ากันว่า… จุดเริ่มต้นของการเรียกร้องค่าเสียหาย เกิดขึ้นในปี 2547 ภายหลังการบอกเลิกสัญญาสัมปทานอย่างเป็นทางการในปี 2541 เนื่องจากก่อสร้าง 7 ปี โครงการมีความคืบหน้าเพียง 13.77% ขณะที่แผนงานกำหนดว่าควรมีความคืบหน้า 89.75% การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ถือว่าโครงสร้างทุกอย่างตกเป็นกรรมสิทธิ์ จึงมีความพยายามนำโครงสร้างบางส่วนมาใช้ประโยชน์ในการก่อสร้างรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงเข้ม รังสิต-บางซื่อ ขณะที่โฮปเวลล์เห็นว่าเป็นการยึดหรือเวนคืนระบบหรือพื้นที่สัมปทาน

เท่าที่ได้รับฟังจากเวทีสัมมนาทางวิชาการ บทเรียนกรณีศึกษาคดีโฮปเวลล์ จัดโดยสมาคมนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ศ.อนันต์ จันทรโอภากร กรรมการกฤษฎีกา  บอกว่า ประเด็นข้อกฎหมายที่น่าสนใจในคดีโฮปเวลล์ คือ การคัดค้านของรัฐในประเด็นใด ต้องทำตั้งแต่อยู่ในชั้นองค์คณะอนุญาโตตุลาการ ไม่ใช่ไปนั่งเฉยๆ รอไปค้านในชั้นศาล ทำแบบนี้ก็ต้องถูกกฎหมายปิดปาก ทุกอย่างมันทำตรงปลายน้ำไม่ได้ ต้องทำตั้งแต่ต้นทาง

เราชอบเรียกกัน “คดีค่าโง่” หมายถึงอะไร ใครโง่ เพราะว่าถ้าพิสูจน์ได้ว่าสัญญาหลักเป็นโมฆะเพราะเจ้าหน้าที่รัฐทุจริต แล้วจะให้รัฐจ่ายค่าเสียหายได้อย่างไร วันนี้ศาลปกครองตัดสินแล้วให้รัฐจ่าย 11,888 ล้านบาท แต่มันไม่ใช่แค่นั้น คดีฟ้องกันเป็น 10 ปี บวกดอกเบี้ย 7.5 ต่อปี คนไทยตายน่ะ

ในทางปฏิบัติ การริเริ่มโครงการต้องมี 3 ขั้นตอน 1.คนสร้างโครงการหรือตัวชง ไม่มีทางที่รัฐมนตรีหรือนักการเมืองจะชงเอง 2.ขั้นตอนการลงนามในสัญญา 3.การบริหารสัญญา ต้องตรวจสอบไปใน 3 ขั้นตอน

อย่าง “คดีคลองด่าน” คนทำหนีออกนอกประเทศ รัฐไม่จ่ายค่าเสียหายเพราะมีการทุจริต ส่วนกรณี “โฮปเวลล์” “คนชง” อาจยังไม่ตาย แต่ดูเหมือนเราไม่สนใจจะสืบค้นว่าตอนทำโครงการมีความไม่โปร่งใสอย่างไร พอศาลตัดสินออกมาไม่ตรงใจก็หงุดหงิด

ลองคิดดูว่า ถ้าเราเป็นนักการเมืองแพ้คดี หรือไปแข่งกีฬาแล้วแพ้ จะตอบคำถามนักข่าวอย่างไร ก็ต้องบอกว่ากรรมการไม่เป็นธรรม คนฟังพอใจ คนพูดรอดตัว

ขณะที่ ศ.กิตติศักดิ์ ปรกติ ระบุว่า ข้อโต้แย้งที่สำคัญในการขอเพิกถอนหรืองดบังคับคำสั่งอนุญาโตตุลาการ จะมีได้ต่อเมื่อขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดี

หากถามว่าขอบเขตกว้างขวางแค่ไหน ก็ขอยกตัวอย่างคดีทางด่วนบางนา-บางปะกง ซึ่งในปี 2536 การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ทำสัญญากับกิจการร่วมค้าแห่งหนึ่ง แล้วมีข้อพิพาทเรื่องการส่งมอบที่ดินล่าช้าและขอแก้ไขแบบ ทำให้ราคาสูงขึ้น กิจการร่วมค้าฯ จึงขอปรับราคาเพิ่มขึ้น 6,000 ล้านบาท อนุญาโตตุลาการตัดสินให้จ่าย แต่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นว่าการบังคับของอนุญาโตตุลาการขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดี เนื่องจากผู้ว่าการ กทพ.ขณะนั้น ไปรับหุ้นจากกิจการร่วมค้าฯ แห่งนั้น และยังมีพิรุธรีบร้อนทำสัญญาทั้งที่รู้ว่าส่งมอบพื้นที่ไม่ได้แน่ๆ สำนักนายกฯ จึงยื่นฟ้องคดี ต่อมาศาลชี้ว่ามีการปฏิบัติหน้าที่ไม่ชอบ ใช้สิทธิไม่สุจริต ฎีกาปฏิเสธไม่รับคำวินิจฉัยอนุญาโตตุลาการ แต่ก็ไม่มีการติดตามว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐที่รับหุ้นถูกดำเนินการอย่างไรบ้าง นี่เป็นบทเรียนหนึ่ง

แล้วหลักความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดี เกี่ยวกับคดีโฮปเวลล์ เป็นอย่างไร “คดีโฮปเวลล์” มีคำพิพากษาเป็นร้อยหน้า ปัญหาคือ ศาลควรตรวจสอบเหตุแห่งความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีหรือไม่ ก่อนหน้านี้ในคดีทางด่วนบางปะอิน ศาลปกครองสูงสุดตัดสินออกมาแบบเดียวกัน แต่คดีทางด่วนบางปะอินถูกนำเข้าสู่ที่ประชุมใหญ่ ฝ่ายผู้พิพากษาเสียงข้างน้อย ค้านให้พิจารณาลงไปในเนื้อความ ซึ่งจะพบว่า มีเหตุขัดต่อความสงบเรียบร้อยฯ  อนุญาโตตุลาการตัดสินผิด เพราะยังไม่ได้นำสืบและชี้ว่ามีรายได้ที่ขาดไป เมื่อไม่มีหนี้การไปบังคับให้จ่ายจึงขัดต่อหลักศีลธรรมอันดี

แต่ “คดีโฮปเวลล์” ไม่ได้เข้าสู่ที่ประชุมใหญ่ และไม่ลงไปในเนื้อคดี ไม่ได้ตรวจสอบว่าการปฏิบัติหน้าที่ของคู่กรณีขัดต่อหลักความสงบเรียบร้อยฯ หรือไม่ แนวคำวินิจฉัยบอกเพียงว่าไม่มีข้อสงสัย ปัญหาจึงอยู่ที่ว่าการพิจารณาว่าจะบังคับตามคำวินิจฉัยของอนุญาโตตุลาการหรือไม่ เพราะอาจมีความรู้หรือความเห็นอื่นแตกต่างไปจากที่อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยไว้ แต่ในคดีโฮปเวลล์เราไม่พบข้อโต้แย้งอย่างจริงจังของฝ่ายราชการว่ากรณีนี้มีพิรุธอย่างไร ศาลจึงตัดสินไปตามข้อเท็จจริงที่นำเสนอ จึงมีอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เสนอว่า อาจเป็นไปได้ที่เจ้าหน้าที่ชงคดีโดยไม่เรียบร้อย หากพบพิรุธก็ต้องดำเนินคดี ต้องมีการรับผิดทางละเมิดและทางอาญา กรณีค่าโง่โฮปเวลล์ เป็นผลประโยชน์ของประชาชน จึงต้องตรวจสอบและติดตามกันอย่างละเอียด แม้คดีตัดสินไปแล้วก็ต้องสำรวจตรวจสอบกันอย่างจริงจัง

แม้ว่าในวงเสวนาวิชาการ จะไม่มีคำตอบ ถูก-ผิด แต่ไม่ว่าจะเป็นโฮปเวลล์ คลองด่าน หรือคดีค่าโง่อื่นๆ ต่างก็เป็นกรณีศึกษาที่สังคมควรได้รับสัญญาณว่าคนไทยควรต้องทำอย่างไร เพราะหลายอย่างยังซ้ำรอยเดิม ตรวจพบการทุจริตแต่ไม่เอาผิด ปล่อยให้ประเทศต้องแบกรับค่าโง่

รัฐนาวาลุงตู่2จะฝ่ามรสุมได้นานเพียงใดหากสนิมเกิดแต่เนื้อในตน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/374493?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

รัฐนาวาลุงตู่2จะฝ่ามรสุมได้นานเพียงใดหากสนิมเกิดแต่เนื้อในตน

6 มิถุนายน 2562 – 10:15 น.
ลุงตู่,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 5,057 ครั้ง

โดย…   ทีมข่าวการเมือง เครือเนชั่น

ชัดแล้วว่าเมืองไทยจะมีนายกรัฐมนตรี

ที่ชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

หลายวันมานี้ข่าวคราวการต่อรองเก้าอี้ รมต.นั้น สะพัดว่อน รวมทั้งการเปิดโต๊ะแถลงข่าวของบางพรรค บางขั้วในอารมณ์ขุ่นมัวเพราะสิ่งที่ต้องการนั้นอาจจะลอยหลุดไป

สิ่งเหล่านี้คือปัจจัยลบที่ทำให้ภาพลักษณ์ของรัฐนาวาลุงตู่ 2 เสียไป คล้ายกับคำโบราณที่บ่งชี้ว่าสนิมเกิดจากเนื้อในตน

ดังนั้นผลงานเชิงประจักษ์คือพันธกิจเดียวที่ลุงตู่จะทำให้คำปรามาสนั้นหายไปจาก ครม.ลุงตู่ 2

เมื่อเกมเสนอชื่อนายกฯ ผ่านไป ต่อมาคือรายชื่อ ครม.ลุงตู่ 2 ที่สื่อและสังคมเฝ้าติดตาม แน่นอนว่าลุงตู่จะคัดเลือกเสนาบดีจากพรรคต่างๆ ด้วยตัวเองเพราะหน้าตา ปูมหลัง ภาพลักษณ์ ประวัติการทำงานต้องครบถ้วนและเป็นความหวังของสังคมให้ได้

แม้ครม.ชุดใหม่นี้จะมาจากหลากพรรค ตามสิทธิที่พรรคนั้นๆ จะได้ไป และโดยมรรยาททางการเมือง พรรคหลักจะไม่ค่อยไปวุ่นวายกับโควตาที่แบ่งให้พรรคร่วม

ครม.ชุดใหม่นั้นมาจากโควตาของลุงตู่, โควตา 3 ป., โควตาพรรคต่างๆ และคงไม่มีโควตาคนนอกหรือเทคโนแครตเข้ามาเพราะยามนี้คนการเมืองมีเกินโควตาครม.แล้ว

และกาลยามนี้หากว่าลุงตู่ไม่คัดกรองเสนาบดีด้วยตัวเองและจำยอมต้องเลือกบุคลากรตามที่พรรคพลังประชารัฐและพรรคร่วมรัฐบาลเสนอรายชื่อและความจำนงว่าประสงค์จะทำงานด้านใดแบบที่มิคัดกรองเลยนั้น มันคงไม่ใช่ภาวะผู้นำที่ดีและเหมาะกับภาวะบ้านเมืองช่วงนี้

ในอดีตสังคมเคยจดจำ “ครม.ยี้” มาหลายคราว ดังนั้นคราวนี้ลุงตู่คงจะไม่เดินย้ำรอยอดีตให้เป็นบาดแผลกับตัวเอง

ลองไล่ดูว่าใครบ้างที่จะเข้ามาร่วมวงไพบูลย์ในการบริหารราชการแผ่นดิน แน่นอนว่าพี่น้อง 3 ป. ต้องอยู่ร่วมรัฐนาวาลำใหม่แน่ เพราะหนึ่งในนั้นเป็นเสมือนผู้จัดการรัฐบาลเงาให้ลุงตู่…แต่อย่าลืมว่าภารกิจข้างต้นลุล่วงแล้วและธงรบตอนนี้อยู่ในมือแม่ทัพหลวงที่ชื่อลุงตู่ ดังนั้นดีลเบื้องต้นที่หนึ่งใน 3 ป. ไปเจรจาถือว่าลุล่วง และรอดูว่าพี่ป้อมและพี่ป๊อกจะยังควงคู่อยู่ค้ำบัลลังก์น้องตู่ หรือใครบางคนอาจจะถอยไปและทำงานเบื้องหลังประคองเกม เร็วๆ นี้ คงรู้คำตอบ

เมื่อดีลเก้าอี้รมต.ตามที่ซูเปอร์บิ๊กไปเคาะโต๊ะผ่านพ้นไปจนกระแสต่อรองโควตา ครม. จากพรรคร่วมรัฐบาลที่เคยบังเกิดนั้นจบลงแล้ว

โดยสองพรรคใหญ่คือพรรคภูมิใจไทยที่มี 51 ส.ส.นั้น จะได้ รองนายกรัฐมนตรี 1 ตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวง 3 ตำแหน่ง คือ คมนาคม, สาธารณสุข, ท่องเที่ยวและกีฬา รัฐมนตรีช่วยว่าการ 4 ตำแหน่ง คือมหาดไทย, พาณิชย์, เกษตรและสหกรณ์, ศึกษาธิการ รวมทั้งรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่สองซึ่ง ศุภชัย โพธิ์สุข ได้รับตำแหน่งไปแล้ว

รายชื่อเสนาบดีจากพรรคสีน้ำเงินนั้นตอนนี้ชัวร์แล้วคือ อนุทิน ชาญวีรกูล, นาที รัชกิจประการ แต่ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ ที่มีชื่อลุ้นเสนาบดีกระทรวงหูกวางนั้นอาจต้องเปลี่ยนเก้าอี้ เพราะแว่วว่าลุงตู่ตู่จะขอดูแลคมนาคมเอง และอาจปรับบางกระทรวงไปให้พรรคสีน้ำเงิน

ส่วนรมช.สี่เก้าอี้นั้น แว่วว่าเสี่ยหนูยังไม่เคาะเพราะเกรงจะวุ่นในบ้านหากเร่งส่งชื่อ เนื่องจากคำมั่นที่ให้ไว้แต่ละมุ้งว่าหากทำงานเข้าเป้าจะได้รับการพิจารณา และก่อนหน้านี้ เสี่ยตุ้ย ณ ราชบุรี ก็งอนไปแล้วหลังมีชื่อติดโผรองประธานสภาแต่เสี่ยตุ้ยต้องการเป็น รมว.เท่านั้น

ส่วนคนอื่นๅ ในพรรคสีน้ำเงินที่มีชื่อติดโผและรอลุ้นในตอนนี้มีชื่อของทรงศักดิ์ ทองศรี คนใกล้ชิดตระกูลชิดชอบ, ตระกูลวิลาวัลย์ บ้านใหญ่เมืองปราจีน, ชาดา ไทยเศรษฐ์ คนโตแห่งอุทัยธานี และทีมที่ย้ายมาจากชาติไทยพัฒนา นำโดย เกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร

ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ที่มี 53 ส.ส.นั้น จะได้รองนายกรัฐมนตรี 1 ตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการ 3 ตำแหน่ง คือ เกษตรและสหกรณ์, พาณิชย์, พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการ 4 ตำแหน่ง คือ มหาดไทย, คมนาคม, ศึกษาธิการ, สาธารณสุข โดยรมช.สาธารณสุขนั้น พรรคพลังประชารัฐขอแลกคืนเพราะเดิมเสนอ รมช.คลังไปให้พรรคประชาธิปัตย์ แต่ตอนหลังขอคืนมาได้ รวมทั้งตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่ง ชวน หลีกภัย รับหน้าที่นี้แล้ว

พรรคสีฟ้านั้น “อู๊ดด้า” จองรองนายกฯ ควบรมว.พาณิชย์, เสี่ยต่อ จ่อเป็นพญานาค 1 และเก้าอี้ประชาบดีนั้น กลุ่ม 27 ส.ส. ซึ่งเป็นกปปส. ในปชป.จองไว้ และกระทรวงคลองหลอด แว่วว่า 27 ส.ส. ก็ต้องการส่งคนในทีมไปทำงานเช่นกัน

พรรคชาติไทยพัฒนาได้รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดย วราวุธ ศิลปอาชา ตีตราจอง และรมช. 1 ตำแหน่ง เดิมนั้นพรรคปลาไหลจองกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไว้ แต่อาจเปลี่ยนแปลงได้เพราะ ประภัตร โพธสุธน พ่อบ้านพรรคปลาไหลขอเก้าอี้รมว.แทนให้สมฐานะ แต่พปชร.ให้ลูกท็อปกับประภัตรแลกเก้าอี้กันเอง

รวมพลังประชาชาติไทยและชาติพัฒนาได้รมว.แรงงานไปแบ่งกันรับผิดชอบ

ขณะที่พรรคจิ๋วสิบพรรคจะได้ประธานกมธ., บอร์ดรัฐวิสาหกิจเกลี่ยกันไป

ส่วนพลังประชารัฐจะมีรองนายกรัฐมนตรี, รมต.สำนักนายกฯ, คลัง, กลาโหม, มหาดไทย, อุตสาหกรรม, ต่างประเทศ, อุดมศึกษาฯ, ศึกษาธิการ, พลังงาน, วัฒนธรรม, ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, ยุติธรรมและรมช.ในกระทรวงที่พรรคร่วมรัฐบาลได้ไปดูแล

ตรงนี้นั้นลุงตู่คงจะต้องทุบโต๊ะให้จบเพราะสิบมุ้งดังนี้
1.มุ้งสีเขียวที่นำโดย 3 ป. และคนวงในคสช.
2.มุ้งสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ประกอบ 4 กุมาร แต่ “สมคิด” การันตี 4 กุมารต้องมีเก้าอี้แน่ แต่ต้องรอลุ้นเพราะดีลในพรรคยังไม่จบ
3.กลุ่มอดีต กปปส. นำโดย “ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ” และ “พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์” ที่คว้า 12 ส.ส.เมืองหลวงไว้ได้และยังเป็นแหล่งทุนให้พรรคด้วย
4.กลุ่มสามมิตร นำโดย “สมศักดิ์ เทพสุทิน-สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” และกลุ่ม “สุชาติ ตันเจริญ” ซึ่งว่ากันว่ามี ส.ส.ทั้ง 2 ระบบในสังกัดราว 30 คน
5.กลุ่ม ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา ซึ่งได้รวบรวบกลุ่มส.ส.ในภาคเหนือ 10 คน ขอรมช. 1 ตำแหน่ง
6.กลุ่มชลบุรีของ สนธยา คุณปลื้ม มี 6 ส.ส.
7.กลุ่มโคราชของ วิรัช รัตนเศรษฐ ซึ่งได้รับการเลือกตั้งจากจ.นครราชสีมา ถึง 6 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนในครอบครัว “รัตนเศรษฐ” และเมื่อรวมกับวิรัช เป็น 7 คน ซึ่งต้องได้ 1 ตำแหน่ง
8.กลุ่มเพชรบูรณ์ นำโดย สันติ พร้อมพัฒน์ ซึ่งย้ายมาจากเพื่อไทยและคว้าส.ส.เมืองมะขามหวานได้ยกจังหวัด
9.กลุ่มกำแพงเพชร ของ วราเทพ รัตนากร ซึ่งย้ายมาจากพรรคเพื่อไทยและสามารถกลับมาชนะในเมืองกล้วยไข่ได้ยกจังหวัด 4 ที่นั่ง และ จ.ตากอีกสองเขต ตรงนี้เสี่ยต๋องต้องได้เก้าอี้ด้วย
10.กลุ่ม 13 ส.ส.จังหวัดภาคใต้ ซึ่งได้รับการเลือกตั้งเป็นส.ส.ครั้งแรกและได้รวมตัวกันเรียกร้องขอให้มีการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีสองตัว

ตรงนี้คือสิ่งหนักอกและอาจเป็นสนิมเนื้อในรัฐนาวาลุงตู่ 2 เพราะหากยังเกลี่ยเก้าอี้ใน พปชร.ไม่ลงตัว ปัญหาขัดแย้งจะลามเพราะก่อนหน้านี้กลุ่มสามมิตรก็ออกมาทวงโควตาหลายครั้งแล้วและยิ่งจะต้องไปแตะมือกับพรรคอื่นๆ นั้น รับรองว่าความอลเวงระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลจะบังเกิดแน่

ลุงตู่ต้องรีบขจัดสนิมเหล่านี้ให้โล่งก่อนที่จะนำรัฐนาวาลำนี้ลุยคลื่นการเมืองต่อไปให้ได้

27 ปี “อภิสิทธิ์” บนเส้นทางการเมืองกับประชาธิปัตย์

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/374502?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

27 ปี “อภิสิทธิ์” บนเส้นทางการเมืองกับประชาธิปัตย์

6 มิถุนายน 2562 – 10:00 น.
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ,มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,พรรคประชาธิปัตย์,หัวหน้าพรรค,พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 2,914 ครั้ง

คอลัมน์… รักแผ่นดิน โดย… ฅนไท   ที่มา นสพ.กรุงเทพธุรกิจ

27 ปีก่อน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ลาออกจาก อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อมารับสมัครเลือกตั้งเป็น ส.ส.กทม.สมัยแรก ในนามพรรคประชาธิปัตย์

ครั้งแรกในการเลือกตั้ง 22 มีนาคม 2535 ในขณะนั้น อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในวัยหนุ่มเพียง 27 ปี เป็นนักการเมืองหนุ่ม ที่ถูกทำนายในขณะนั้นว่า จะมีโอกาสเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย

อภิสิทธิ์ ใช้เวลา 17 ปี ในการเป็นนักการเมือง ไต่เต้ามาจาก ส.ส.เขต โฆษกรัฐบาล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และก้าวพรวดมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 27 ของประเทศไทย ด้วยอุบัติเหตุทางการเมือง ที่มีการยุบพรรคพลังประชาชนในขณะนั้น
ต้องยอมรับว่า อภิสิทธิ์ เวชชีวะ เกิดมาเพื่อเป็นนักการเมืองโดยแท้ ด้วยการ ไม่มี “วัตรปฏิบัติ”ที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนในการดำรงตำแหน่งทางการเมือง

แม้ว่าตลอดระยะเวลา 27 ปี ในการเมือง จะถูกวิจารณ์บ้าง แต่หาได้มี เรื่องทุจริตประพฤติมิชอบ มาระคายการทำงานทางการเมืองของอภิสิทธิ์ แม้แต่น้อย

ทว่าในตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ 3 สมัย ต้องบอกว่า ไม่ประสบความสำเร็จตามที่คิดฝัน เขาก้าวขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เมื่อปี 2548 เมื่อ บัญญัติ บรรทัดฐาน ลาออกหลังแพ้การเลือกตั้งให้แก่ ทักษิณ ชินวัตร ในปีเดียวกัน

3 สมัยของการเป็นหัวหน้าพรรค และ 3 สมัยในการนำทัพประชาธิปัตย์ทำศึกเลือกตั้ง ตั้งแต่ปี 2551, 2554 และ 2562 อภิสิทธิ์ แพ้พรรคในเครือข่ายทักษิณ ชินวัตร รวด

การแพ้เลือกตั้ง 2562 นับเป็นการแพ้ที่ย่อยยับ ทำเอาประชาธิปัตย์หล่นลงเป็นพรรคอันดับ 4 ตามหลังพรรคเกิดใหม่อย่างอนาคตใหม่ ส่งผลให้ อภิสิทธิ์ ต้องลาออกจากหัวหน้าพรรค และแทบจะปิดโอกาสในการกลับมานำทัพอีก

การประกาศแตกหัก ไม่ยอมเดินตามมติพรรค เลือกพิทักษ์จุดยืนทางการเมืองในการไม่เอา พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา มุมหนึ่งเป็นจุดยืนที่มั่นคง ซึ่งน่านับถือยิ่ง แต่อีกมุมหนึ่ง การเลือกเดินแบบนี้ คือการ “ปิดฉาก” การเมืองของชายชื่อ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไปอย่างเด็ดขาด เพราะไม่มีพื้นที่ทางการเมืองเหลือให้

เพราะในพรรคประชาธิปัตย์ พื้นที่กำเนิดทางการเมืองของอภิสิทธิ์ ได้ “ลั่นดาล” ปิดโอกาสการกลับมากุมบังเหียนพรรคประชาธิปัตย์ของเขาไปเรียบร้อยแล้ว

หวั่น’ลุงตู่’ซ้ำรอย’ถนอม-คึกฤทธิ์’

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/374492?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

หวั่น’ลุงตู่’ซ้ำรอย’ถนอม-คึกฤทธิ์’

6 มิถุนายน 2562 – 10:00 น.
พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,ประชาธิปัตย์,พลังประชารัฐ,ภูมิใจไทย,ชาตไทยพัฒนา,มรวคึกฤทธิ์ ปราโมช,จอมพลถนอม กิตติขจร
เปิดอ่าน 47,941 ครั้ง

คอลัมน์… ถอดรหัสลายพราง โดย… พลซุ่มยิง

คงไม่มีอะไรเหนือความคาดหมาย สำหรับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) โหวตเลือก ‘นายกรัฐมนตรี’ แม้จะมีการอภิปรายคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้เข้าชิงอย่างยาวนาน แต่สุดท้ายแล้ว “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็คว้าเก้าอี้นี้ไปครอง สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้การคงอยู่ที่เสถียรภาพของรัฐบาลในสภาวะเสียงปริ่มน้ำ จะสามารถบริหารประเทศได้หรือไม่

ไม่ใช่แค่บุคคลภายนอกเท่านั้น ที่แสดงความเป็นห่วงเสถียรภาพของรัฐบาลชุดใหม่ แม้แต่คนในกองทัพก็เริ่มกังวลต่อสถานการณ์บ้านเมืองนับต่อจากนี้ โดยเฉพาะการดำรงอยู่ของ “พล.อ.ประยุทธ์” ในตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี สมัยที่ 2 ทำให้เกิดปัญหาในอนาคต เพราะการจัดแถว ส.ส.ที่มาจากหลากหลายพรรคการเมือง โดยมีผลประโยชน์เกี่ยวข้อง ไม่เหมือนกับควบคุมกำลังพลในกองทัพ ที่ยึดระเบียบวินัย

ต้องยอมรับว่า 250 เสียง ส.ว.ที่มาจากการคัดสรรของคณะกรรมการสรรหาที่เป็นสมาชิกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดยมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เป็นประธาน ทำหน้าที่ได้เพียงช่วยผลักดัน “พล.อ.ประยุทธ์” ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 30 เท่านั้น แต่ไม่ได้มีส่วนในการโหวตผ่านกฎหมายสำคัญที่เกี่ยวข้องกับรายจ่ายงบประมาณแผ่นดิน

สิ่งที่ทหารในกองทัพกังวล คือการต่อรองผลประโยชน์ทางการเมือง และปัญหาความไม่เป็นหนึ่งเดียวของพรรคร่วมรัฐบาล ประกอบด้วย พลังประชารัฐ ประชาธิปัตย์ ภูมิใจไทย ชาติไทยพัฒนา และ 11 พรรคพันธมิตร หากมี ส.ส.นอกลู่นอกทาง ยกมือโหวตให้ฝั่งตรงข้ามในสภาวะรัฐบาลมีเสียงปริ่มน้ำ ย่อมส่งผลกระทบต่อการบริหารราชการแผ่นดิน

เทียบเคียงได้กับ วันโหวตเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร แว่วๆ ว่าพลังประชารัฐ แค่ต้องการเช็กคะแนนเสียง ส.ส.พรรคร่วมว่าเป็นไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่ จึงเสนอเลื่อนวาระดังกล่าวออกไป แต่ปรากฏว่า 5 ลูกพรรคตัวเอง ประกอบด้วย นายอนุชา นาคาศัย, นายอัครวัฒน์ อัศวเหม, นายอนุชา น้อยวงศ์, นายอดิลัน อาลีอิสเฮาะ และนายอัฏฐพล โพธิพิพิธ โหวตสวนทาง แม้จะมาขอลงมติใหม่ในช่วงหลัง แต่ก็ไม่เป็นผล

“หากวันนั้นเป็นการโหวตผ่านกฎหมายที่เกี่ยวข้องงบประมาณแผ่นดิน การเล่นเกมลักษณะนี้จะส่งผลกระทบต่อการบริหารราชการแผ่นดิน เมื่อกฎหมายงบประมาณไม่ผ่าน รัฐบาลทำอะไรไม่ได้ ต้องยุบสภา ในขณะเดียวกันพรรคร่วมรัฐบาลก็ไม่ได้ยำเกรง พล.อ.ประยุทธ์ จะเห็นได้ว่าแค่เริ่มต้นก็มีการต่อรองขอเก้าอี้รัฐมนตรี ในอนาคตหากผลประโยชน์ไม่ลงตัว ปัญหาตามมาแน่นอน” แหล่งข่าวกองทัพบก ระบุ

ในอดีต การจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย เคยเกิดขึ้นในสมัย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช หัวหน้าพรรคกิจสังคม โดยได้รับการเลือกตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีเนื่องจากได้รับความไว้วางใจจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้เป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล โดยมี ส.ส.เพียง 18 ที่นั่ง แต่สามารถรวบรวม ส.ส.พรรคต่างๆ รวม 8 พรรค ได้แก่ พรรคกิจสังคม พรรคไท พรรคพลังประชาชน และพรรคอื่นๆ รวม 135 เสียง ได้ครึ่งหนึ่งของสภาโดยมีชื่อเรียกรัฐบาลว่า “รัฐบาลสหพรรค” ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งมีเสียงมากที่สุด 74 เสียง ตกเป็นฝ่ายค้าน

ทั้งนี้ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ บริหารงานในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้เพียง 304 วัน (14 มี.ค. 2518 – 12 ม.ค. 2519) ก็ตัดสินใจยุบสภา เนื่องจากการเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยต้องเผชิญแรงกดดัน โดยเฉพาะเสถียรภาพรัฐบาล ที่มีจำนวน ส.ส.ในสภาแบบก้ำกึ่ง และยังเกิดปัญหาภายในพรรคร่วมรัฐบาล ที่แย่งชิงผลประโยชน์และต่อรองขอเก้าอี้รัฐมนตรี โดยเฉพาะ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลเข้าร่วมกับฝ่ายค้าน เสนอญัตติขอร่วมเปิดอภิปรายเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาล

เช่นเดียวกับสมัย จอมพลถนอม กิตติขจร หัวหน้าพรรคสหประชาไทย แม้ได้ ส.ส. 74 ที่นั่ง แต่ยังไม่เพียงพอจะเป็นเสียงข้างมากในสภา จึงได้รวบรวม ส.ส.จากหลายพรรคการเมืองจัดตั้งรัฐบาล และสามารถบริหารราชการแผ่นได้เพียง 2 ปีเศษ ก่อนจะตัดสินใจรัฐประหารรัฐบาลตัวเอง เนื่องจากการต่อรองผลประโยชน์ของ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล จนนำไปสู่เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516

เชื่อกันว่าในประเทศไทยมีอดีต ‘นายกรัฐมนตรี’ เพียง 3 คนเท่านั้น ที่สามารถคุม ส.ส.ในสังกัดจนอยู่หมัด ประกอบด้วย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ, นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา, นายทักษิณ ชินวัตร ส่วน พล.อ.ประยุทธ์ จะได้เป็นคนที่ 4 หรือ เดินตามรอย จอมพลถนอม และ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ คงต้องรอดูกันต่อไป

จิตอาสาพระราชทานช่วยชีวิตประชาชน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/374491?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

จิตอาสาพระราชทานช่วยชีวิตประชาชน

6 มิถุนายน 2562 – 09:15 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,จิตอาสาพระราชทานช่วยชีวิตประชาชน
เปิดอ่าน 2,393 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

‘ดับเครื่องชน’ ขอเป็นสื่อกลางเรียนให้ทราบถึงโครงการจิตอาสาพระราชทานฝึกอบรมการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานแก่ประชาชนทั่วประเทศ

ขอสนับสนุนกระทรวงสาธารณสุขให้เป็นกำลังหลักเพื่ออบรมให้คนไทย 10 ล้านคน มีความรู้ความสามารถช่วยชีวิตคน

โครงการจิตอาสาพระราชทานจะสำเร็จบรรลุเป้าหมายด้วยน้ำใจคนไทยเอื้ออาทรต่อกัน
อ๊อด เทอร์โบ


กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องนำโดยผู้ว่าราชการจังหวัดและสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด จัดอบรมจิตอาสาพระราชทาน และประชาชนทั่วประเทศ 10 ล้านคน ให้มีความรู้ในการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานและการใช้เครื่องฟื้นคืนคลื่นไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติ

หากผู้ที่มีภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน ได้รับการช่วยฟื้นคืนชีพอย่างถูกต้อง รวดเร็ว จะช่วยเพิ่มโอกาสการรอดชีวิตจากร้อยละ 2 เป็นร้อยละ 40 รวมทั้งจัดอบรมบุคลากรในหน่วยงานต่างๆ เช่น ครูพลศึกษาในโรงเรียน มหาวิทยาลัย ทหาร ตำรวจ บุคลากรในโรงพยาบาลเพื่อเป็นครู ก. เป็นวิทยากรอบรมประชาชนและอบรมอาสาสมัครสาธารณสุขที่มีกว่า 1 ล้านคน

ทั้งนี้เพื่อขับเคลื่อนโครงการ “ฝึกอบรมการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานแก่ประชาชน” ตามที่ได้รับการมอบหมายจากที่ประชุมศูนย์อำนวยการใหญ่จิตอาสาพระราชทาน 904 ให้เป็นผู้ประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการให้คน 10 ล้านคน มีความรู้ช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน และคนไทยมากกว่า 3.5 ล้านคน

หรือ 1 ใน 20 สามารถปฏิบัติการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานและใช้เครื่องฟื้นคืนคลื่นไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติ ด้วยความร่วมมือร่วมใจกันเชื่อว่าโครงการจิตอาสาพระราชทานจะบรรลุเป้าหมายอย่างแน่นอน


 ฟิลิปปินส์ออกกฎหมาย
 ให้นักเรียน-นักศึกษาปลูกต้นไม้

ผมเพิ่งกลับจากฟิลิปปินส์มาครับ หลังจากไม่ได้ไปมานับสิบปี ซึ่งเวลานี้ฟิลิปปินส์เขากำลังอยู่ในระหว่างฟื้นฟูหลังจากมีปัญหาการเมืองนานมากจนสมัยประธานาธิบดีมาร์กอส และมีปัญหาเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่น

เวลานี้ประธานาธิบดี โรดรีโก ดูแตร์เต คนปัจจุบัน เป็นประเภทเฉียบขาดมากครับ ขนาดพวกค้ายาเสพติด หรือกฎแบ่งแยกดินแดนหรือพวกกากเดนสังคมจะถูกลงโทษอย่างเด็ดขาดโดยเฉพาะการวิสามัญฆาตกรรมหรือยิงทิ้ง หรือสมัยหนึ่งบ้านเราก็ทำที่จำไม่ผิดเรียกว่าฆ่าตัดตอนจนมีเหตุให้เกิดการร้องเรียนหรือพวกมองโลกสวยเห็นว่าทำเกินกว่าเหตุหรือยิงผิด-ยิงถูก

การปราบปรามอย่างรุนแรงเช่นนี้ทำให้ฟิลิปปินส์มีสภาพทางสังคมดีขึ้น เรื่องมาเฟีย อาชญากร ค้ายา ค้ามนุษย์ หรือพวกผู้มีอิทธิพลต่างๆ หัวหด

ผมเป็นคนนิยมระบบความถูกต้อง ไทยทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายจึงมองว่าประเทศไทยของเรามีเจ้าหน้าที่ละเว้นกฎหมาย โดยทำงานปฏิบัติหน้าที่แบบไม่เต็มกำลังและมีผลประโยชน์เข้ามาแอบแฝงเลยมีสภาพเละเทะแบบนี้

เพื่อนชาวฟิลิปปินส์เล่าให้ฟังว่ารัฐสภาของเราเพิ่งออกกฎหมายใหม่ ออกกฎกำหนดให้เด็กนักเรียนหรือนักศึกษาต้องปลูกตันไม้อย่างน้อยคนละ 10 ต้น จึงจะจบการศึกษาได้ ด้วยวิธีการง่ายๆ นี้ จะทำให้ฟิลิปปินส์มีต้นไม้ใหม่ปีละ 175 ล้านต้น หรือเป็นตัวเลขกลมคือ 200 ล้านต้น ซึ่งจะทำให้ฟิลิปปินส์มีสภาพแวดล้อมดีขึ้นและสอนให้คนรุ่นใหม่มีความรับผิดชอบและรักธรรมชาติ

ผมจึงอยากให้รัฐสภาไทยหรือรัฐบาลทำแบบนี้ โดยการออกกฎหมายเช่นนี้บ้าง อย่าเห็นเป็นเรื่องหยุมหยิมเล็กน้อยแล้วมองข้ามไปและเด็กเยาวชนชาวไทยถูกชาวต่างชาติมองว่าฟุ้งเฟ้อหยิบโหย่ง หรือไม่อดทน ไม่สู้งานหนัก รักแต่สบาย-สนุกไปวันๆ แล้วพอโตขึ้นอนาคตจะเป็นอย่างไร?

ที่สำคัญผู้ใหญ่ต้องเป็นแบบอย่างและอย่าไปบุกรุกทำลายป่าและรัฐบาล คสช.จริงจังอยู่ตอนปฏิวัติใหม่ๆ แล้วก็เงียบหายไป นี่คือประเทศไทย
บุญชัย (เพชรบูรณ์)


ตอบคุณ ‘บุญชัย’ เพชรบูรณ์
จดหมายของคุณมีประโยชน์มากครับเพราะทำให้เราคนไทยต้องหันมามองตัวเองว่าจะต้องทำอะไรบ้างเพื่อรองรับกับอนาคตโดยเปรียบเทียบฟิลิปปินส์กับประเทศไทยของเรา

วันก่อนได้ติดตามผลสำรวจประชามติ หรือโพลล์หลายๆ สำนักแล้วผลออกมาในทิศทางเดียวกันว่าคนไทยยังไม่มั่นใจสถานการณ์การเมืองและไม่เชื่อมั่นว่ารัฐบาลใหม่จะอยู่ได้นานสักเท่าไร และนี่เองจะส่งผลกระทบถึงเศรษฐกิจของไทยที่กำลังอยู่ในช่วงขาลงและมีปัญหาหลายอย่างรอการจัดการแก้ไข

มองไปยังฟิลิปปินส์ที่มีสภาพต่างๆ คล้ายไทยมาก แต่เวลานี้ของเราเริ่มดีขึ้นเพราะมีผู้นำที่ดีแม้จะเผด็จการแต่ก็ยังดีกว่าเป็นผู้นำที่อ่อนแออยู่ไปวันๆ หรือปล่อยให้คนแวดล้อมใกล้ตัวทุจริตและทำตัวอยู่เหนือกฎหมายบ้านเมืองเลยเละเทะแบบนี้

ผมชอบใจนโยบายให้เด็กเยาวชนของฟิลิปปินส์ที่จะจบการศึกษาต้องปลูกต้นไม้อย่างน้อยคนละ 10 ต้น ซึ่งหากไทยทำแบบนี้บ้างเราจะมีป่าไม้เขียวขจีทั่วประเทศและทำให้สภาพแวดล้อม ภูมิอากาศดี และต่อไปปัญหาน้ำท่วม-ภัยแล้งจะค่อยๆ หมดไป

เราต้องปลูกจิตสำนึกให้เด็กเยาวชนไทยมีจิตสำนึกรับผิดชอบไม่ต้องถึงกับออกกฎหมายบังคับแต่จะให้เป็นเด็กไทยรุ่นใหม่ที่อดทนเข้มแข็งมีคุณธรรม หนักเอาเบาสู้ แล้วต่อไปจะเป็นพลเมืองที่มีคุณธรรม สร้างชาติบ้านเมืองให้เจริญทัดเทียมนานาประเทศ
อ๊อด เทอร์โบ


 ขอชื่นชมอดีตรัฐมนตรีที่รู้จักคำว่า “พอ”
 อย่าฝืนสังขาร แล้วชีวิตจะมีความสุข

ขอชื่นชมบุคคล 2 คนที่เป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลคสช. ที่แสดงถึงความพอ ไม่ต้องการในยศ ลาภ ตำแหน่งใดๆ อีกต่อไป

ขอบคุณคุณกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรฯ และคุณชุติมา บุญยประภัศร รมช.พาณิชย์ ลูกๆ หลานๆ ก็คงจะดีใจไม่น้อยไปอยู่ที่บ้านสบายๆ กับครอบครัว ลูกๆ หลานๆ ดีกว่าร้อยเท่า อายุก็มากแล้วอย่าเอาอย่างบางคนหรือหลายๆ คนที่ไม่เจียมสังขาร อยากมีลาภ ยศ สรรเสริญ ไม่รู้จบสิ้น

อยู่แบบสบายๆ กันอยู่อย่างดี ทั้งชาติก็ใช้ไม่หมด หากคนอย่างพวกผมมีแค่เศษเงินพวกคุณก็กินอยู่สบายๆ ทั้งชาติ ผมไม่อิจฉาคนไม่รู้จักพอ แต่อิจฉาคนที่รู้จักพอ
บำรุง (กำแพงเพชร)


“สามมิตร” บ้านเล็กในป่าใหญ่ “ลุงตู่ 2”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/374387?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“สามมิตร” บ้านเล็กในป่าใหญ่ “ลุงตู่ 2”

5 มิถุนายน 2562 – 14:20 น.
ทวี สุระบาล,ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ,พรรคพลังประชารัฐ,กลุ่มสามมิตร,สามมิตร,วิรัช รัตนเศรษฐ,สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ,สมศักดิ์ เทพสุทิน,อนุชา นาคาศัย
เปิดอ่าน 9,210 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก 5 มิ.ย.2562

          5 มิ..2562 คงจะได้มีการบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์การเมือง เมื่อที่ประชุมรัฐสภา จะมีการลงมติโหวตนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญ พ..2560 

          ค่อนข้างเป็นที่แน่ชัด พล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะได้รับการโหวตจาก “พรรคร่วมรัฐบาล” และ ส..ให้เป็นนายกรัฐมนตรี หลังจากนี้คงเป็นเรื่องการจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรี

          เฉพาะพรรคพลังประชารัฐ ที่มี ส..เก่าและใหม่ ต่างก็มาจากหลายกลุ่มหลายพรรค(เดิมย่อมมีแรงกระเพื่อมเป็นธรรมดา

สาย “สามมิตร” ไม่ใหญ่จริง

          เที่ยงวันที่ มิ..2562 สามเสือแห่งกลุ่มสามมิตร สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ“ , “สมศักดิ์ เทพสุทิน”  และ “อนุชา นาคาศัย” นัด ส..กลุ่มใหญ่ไปรับประทานอาหารที่โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ ลาดพร้าว นัยว่ามาหารือการทำหน้าที่ของ ส..ในสภา รวมทั้งการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี

          จับน้ำเสียงของ “สุริยะ” ออกอาการน้อยใจนิดๆ เกี่ยวกับตำแหน่งรัฐมนตรี ซึ่งมีข่าวว่า กระทรวงสำคัญๆ ถูกจัดสรรไปให้พรรคร่วมรัฐบาลอย่างพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคภูมิใจไทย

กลุ่มสามมิตร มีกำลังพลไม่เกิน 20 คน

          “ทางพรรคเองต้องมีกระทรวงที่ตอบสนองกับนโยบายการหาเสียง หากพรรคไม่เก็บกระทรวงสำคัญๆไว้เลย การเลือกตั้งครั้งหน้า ส..ของเราจะไม่มีที่ยืน

          คอการเมืองฟังแล้ว ก็ตีความได้ว่า สุริยะส่งสัญญาณไปถึง “ผู้มากบารมี” ที่ไม่เก็บ “กระทรวงเกษตรและสหกรณ์” ไว้ แลกกับการเข้าร่วมรัฐบาลลุงตู่ของพรรค ปชป.

          มีข้อน่าสังเกตในการนัดสังสรรค์วันนี้ ไม่มี “..ธรรมนัส พรหมเผ่า” แม่ทัพภาคเหนือ และ “สันติ พร้อมพัฒน์” ขุนศึกเพชรบูรณ์ มาร่วมวงด้วยเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา

          ดูใบหน้า ส..ที่มายืนเป็นฉากหลัง สะท้อนภาพขุมกำลังกลุ่มสามมิตรว่า มีไม่ถึง 20 คน

สายกรุงเทพฯโคราช

          ว่ากันว่า “กลุ่มกรุงเทพฯโคราช” น่าจะมีพลังมากที่สุดในพรรค เพราะ “เสี่ยตั้น” ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ..บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ ได้รับความไว้วางใจจาก “ผู้ใหญ่” มากที่สุด

          ก่อนจัดตั้งพรรคพลังประชารัฐ “เสี่ยตั้น” เดินสายไปพบกลุ่มนักเลือกตั้งหลายพรรค ไม่ว่าจะเป็น “สุชาติ ตันเจริญ” , “สนธยา คุณปลื้ม” และ “วิรัช รัตนเศรษฐ” 

          ส่วนช่วงเลือกตั้ง เสี่ยตั้นลงไปเยี่ยมสนามโคราชบ่อยมาก เพราะประเมินดูแล้ว ผู้สมัคร ส..มีโอกาสเบียดแทรกพรรคเพื่อไทยเข้าสภาได้

ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ

          ด้วยเหตุที่เสี่ยตั้นจับคู่วิรัช จึงทำให้พรรคพลังประชารัฐได้ ส..นับสิบคน จากสนามนครราชสีมาสุรินทร์ และชัยภูมิ 

          เฉพาะตระกูลรัตนเศรษฐ ได้ ส..เขต คน คือ ทัศนียาอธิรัฐทวิรัฐ รัตนเศรษฐ และ ทัศนาพร เกษเมธีการุณ น้องสาวของทัศนียาและนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลห้วยแถลง พ่วงด้วยวิรัช ส.แบบบัญชีรายชื่อ

วิรัช รัตนเศรษฐ

          จะว่าไปแล้ว ชัยชนะพรรคพลังประชารัฐ ในสนามเลือกตั้งภาคกลางภาคตะวันออก และภาคตะวันตก ได้ ส.. 36 คน รวมกรุงเทพฯ อีก 12 คน

          ขุมกำลังเหล่านี้อยู่ในการดูแลของ “เสี่ยตั้น” และมีเพียง ส..ราชบุรี และชัยนาท ที่อยู่ในกลุ่มสามมิตร

ด่วนสายใต้มาแล้ว

พรรคพลังประชารัฐสายใต้ ก็น่าสนใจ เพราะได้ ส.. 13 คน จากสนามสงขลาภูเก็ตนครศรีธรรมราช ,ตรัง ,นราธิวาส และยะลา 

แม่ทัพใต้ของพรรคพลังประชารัฐ แบ่งออกเป็น โซนคือ “ผู้การชาติ” ..(พิเศษ)สุชาติ จันทรโชติกุล เพื่อนเตรียมทหาร รุ่น 12 รุ่นเดียวกับ พล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา รับผิดชอบภาคใต้ตอนล่างฟากอ่าวไทย

ส่วน “อนุมัติ อาหมัด” นักการเมืองสายมุสลิม รับผิดชอบ จังหวัดชายแดนใต้ เพิ่งได้รับการแต่งตั้งเป็น ส..

ทวี สุระบาล

อีกรายหนึ่งที่สื่อมองข้ามไปคือ ทวี สุระบาล อดีต ส..ตรังหลายสมัย ที่ดูแลพื้นที่หาเสียงใน จังหวัด ฟากอันดามันคือ ตรังกระบี่พังงา และ ภูเก็ต ปรากฏว่า ได้ ส..มา คน จากภูเก็ต และตรัง 

เที่ยวนี้ เก้าอี้รัฐมนตรีสายใต้ต้องมี อย่างน้อย ตำแหน่งสำหรับ “ผู้การชาติ” และ “เสี่ยทวี” 

“สต็อปสโตน”… เทคนิคขึ้นชม…เอเวอเรสต์เบสแคมป์ !

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/374412?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“สต็อปสโตน”… เทคนิคขึ้นชม…เอเวอเรสต์เบสแคมป์ !

5 มิถุนายน 2562 – 14:05 น.
สต็อปสโตน,เอเวอเรสต์เบสแคมป์
เปิดอ่าน 1,802 ครั้ง

โดย…  ทีมข่าวรายงานพิเศษ

          เส้นทางค้นหา…ยอดเขาขี้อาย “Everest” เทคนิคและเคล็ดลับสำหรับผู้ไม่เคยเดินเขาเดินป่า…แต่อยากทำตามความฝันพิชิต “EBC” เอเวอเรสต์เบสแคมป์ !

หลายคนสงสัยว่าทำไมต้องเสียเงินเป็นแสน เพื่อไปทรมานร่างกาย แค่หวังได้เห็นดูยอดเขาสูงที่สุดในโลก ?

อยากตอบคำถามนี้ด้วยประโยคที่ว่า “Life Begin at the end of your Comfort Zone” รสชาติของชีวิตที่แท้จริงเกิดขึ้นเมื่อเรายอมออกจากความสะดวกสบายที่ซ้ำซากจำเจ โดยเฉพาะผู้มีความฝันอยากเห็นความงดงามอันยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ ความลำบากเป็นต้นทุนต้องจ่าย ใครไม่อยากลำบาก ก็ทำได้แค่เปิดรูปสวยๆ ของ ยอดเขาเอเวอเรสต์ ผ่านทางโลกออนไลน์

ระหว่างการเดินทางผ่านแนวเทือกเขาหิมาลัย เพื่อไปให้ถึง “อีบีซี” หรือ “เอเวอเรสต์เบสแคมป์” Everest Base Camp ในแต่ละวัน แต่ละชั่วโมง… เหมือนได้เติมเต็มพลังให้ชีวิตด้วยความมหัศจรรย์ของธรรมชาติแวดล้อมบนเทือกเขาสูง ความรู้สึกตื่นตาตื่นใจทำให้ลืมความอ่อนล้าของน่องขาทั้ง 2 ข้าง เหงื่อที่ไหลซึมอยู่ในเสื้อกันหนาว เหมือนจะแห้งเหือดไปทันทีหลังจากได้หยุดพัก ยกกล้องขึ้นมาบันทึกภาพเหล่านี้ด้วยตัวเอง

ความสนุกตื่นเต้นลุ้นระทึกระหว่างทางเดินขึ้นเขา 9 วัน และเดินลงอีก 3 วัน เริ่มจากจุดนี้ !    Kathmandu -Lukla (ความสูง 2,800 ม.)

กรุ๊ปของเราโชคดีได้นั่งเฮลิคอปเตอร์จาก “กาฐมาณฑุ” ไปยังสนามบินเมืองลุคลา (Lukla airport) ใช้เวลานั่งลุ้นชมวิวไปประมาณ 1 ชั่วโมง ก็ถึงสนามบินที่ขึ้นชื่อว่าอันตรายที่สุดในโลก เพราะสร้างรันเวย์ให้นักบินลงจอดสั้นแค่ 527 เมตรเท่านั้น นอกจากเฮลิคอปเตอร์แล้ว ก็มีแค่เครื่องบินเล็กนั่งได้สิบกว่าคนเท่านั้นที่ลงจอดสนามบินนี้ได้ กัปตันหรือนักบินต้องมีใบอนุญาตพิเศษ เพราะอากาศบนนี้ส่วนใหญ่ปกคลุมด้วยเมฆหมอก มีฝนตกและกระแสลมแรงเป็นระยะ ก่อนกรุ๊ปเราเดินทางมาไม่กี่วัน มีข่าวเครื่องบินเล็กหลุดไถลออกนอกรันเวย์ไปชนเข้ากับเฮลิคอปเตอร์สองลำ ทำให้นักบินเสียชีวิตทันทีและเจ้าหน้าที่บนลานจอดอีก 2 คน

ยอดเขาที่ขวานน้ำแข็งชี้คือ “ยอดเขาเอเวอเรสต์”

ชื่อทางการของสนามบินนี้คือ เทนซิง-ฮิลลารี (Tenzing-Hillary Airport) ตั้งไว้เป็นเกียรติกับ 2 นักปีนเขาชื่อดัง ที่ร่วมกันพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ได้เป็นครั้งแรกของโลกในปี 1953 ไม่น่าเชื่อว่าผ่านไปแค่ 66 ปีเอง ปัจจุบันมีผู้ขึ้นไปพิชิตยอดเขาได้แค่ปีละ 200-300 คนเท่านั้น จากกลุ่มนักปีนเขาที่พยายามขึ้นไปปีละหลายพันคน

กรุ๊ปของเราหยุดพักปรับร่างกายที่นี่ 2 คืน เมืองลุคลามีกลิ่นอายของเมืองท่องเที่ยวท้องถิ่นขนาดเล็ก เรียบง่าย แต่มีร้านค้าและร้านอาหารน่ารักๆ หลายร้าน อยากให้ทดลองสั่ง “ชานม มาซาล่า” (masala tea) มาลิ้มรส เพราะเป็นหนึ่งในชาท้องถิ่นยอดนิยมของชาวเนปาล รสชาติกลมกล่อมหอมเครื่องเทศหลายอย่างที่ใส่เป็นส่วนผสมในชาดำ เช่น อบเชย กานพลู ขิง ฯลฯ กลิ่นอบเชยหอมแตะจมูกสร้างความชื่นใจ ช่วยลดความตื่นเต้นจากการนั่งเฮลิคอปเตอร์ผ่านเทือกเขาสูงชันได้เป็นอย่างดี

ห้องพัก หรือ “ทีเฮาส์” ของลุคลามีให้เลือกทั้งแบบ 2 คน 3 คน หรือเป็นกรุ๊ปใหญ่ แต่มีเงื่อนไขต้องกินอาหารในทีเฮาส์เท่านั้น เพราะกำไรส่วนใหญ่อยู่ที่ร้านอาหาร หลังเดินทางไปอีกหลายวันก็เริ่มเข้าใจรู้ว่า “เมนู” ของทีเฮาส์เกือบทุกแห่งในเส้นทางนี้ไม่แตกต่างกันมากนัก อาหารเช้า เที่ยง เย็น มีทั้งพิซซ่า สปาเกตตี ข้าวผัด ต้มมาม่าเนปาล ผัดหมี่แบบเนปาล และที่ขาดไม่ได้คือ โมโมหรือเกี๊ยวสไตล์เนปาลี หน้าตาเหมือนเกี๊ยวซ่า แต่ก้อนใหญ่แป้งหนากว่า มีทั้งโมโมสอดไส้ไก่สับผสมผัก หรือโมโมไส้ผักล้วน แต่บนภูเขามีแค่ไส้ผักล้วน สั่งทำเป็น โมโมทอด โมโมแกงจืด โมโมลวก ฯลฯ

ส่วนอาหารประจำท้องถิ่นที่ห้ามพลาดคือ ดาลบัต (Dal Bhat) บัต หมายถึง ข้าว ส่วน ดาล คือ ซุปถั่ว อาหารถูกจัดเป็นชุดวางบนถาดใหญ่ เครื่องเคียงเป็นไก่ผัดเครื่องเทศ ผักโขม กระหล่ำปลีกับดอกกระหล่ำดอง ต้องสั่งเป็นชุดเท่านั้น ความพิเศษอยู่ที่เมื่อสั่ง 1 ชุดแล้วสามารถขอเพิ่มข้าวหรือกับข้าวมาเติมได้เรื่อยๆ จนกว่าจะอิ่ม พวกเราเรียกกันว่า “พลังดาลบัต” เพราะ บีไนต์ ไกด์ของเรา กับ อินดรา ลูกหาบสุดหล่อ สั่งดาลบัต เป็นอาหารเที่ยงและอาหารเย็นแทบทุกมื้อ หลังกินเสร็จสีหน้าจะเปี่ยมไปด้วยความสุขจากพลังแห่งเครื่องเทศ ไม่แตกต่างจากสีหน้าคนไทยหลังได้กินส้มตำปลาร้ารสเผ็ดสะใจ

หลังจากได้เติมพลังดาลบัต พวกเราเข้านอนตั้งแต่ 3 ทุ่ม มาร์ติน หัวหน้ากรุ๊ปนัดหมายให้ตื่นรับประทานอาหารเช้าแล้วออกไปฝึกซ้อมเทรคกิ้งเดินขึ้นเขาระยะทางไปกลับประมาณ 3 ชั่วโมง เพื่อทดสอบอุปกรณ์และสอนเทคนิคการเดินขึ้นลงก้อนหินใหญ่ๆ ให้ถูกวิธี ไม่ทำให้ขาพลิกล้มลุกคลุกคลานไปเสียก่อน

ช่วงเช้าตรู่ตั้งแต่ 6 โมงเป็นต้นไป เสียงเครื่องบินและเฮลิคอปเตอร์จะดังสนั่นต่อเนื่อง เพราะนักเดินเขาและนักท่องเที่ยวทยอยขึ้นเครื่องบินไปๆ กลับๆ จนถึงประมาณช่วงก่อนเที่ยง เครื่องบินเริ่มลดลงเพราะฟ้ามีเมฆหมอกปกคลุม พวกเรามาตามเวลานัดหมาย มี “อินดรา” ลูกหาบมาช่วยดูแล

หลักการสำคัญที่สุดของการเดินขึ้นเขาในเส้นทางนี้คือ การมองหา “ก้อนหินหลัก” มาร์ตินเรียกสั้นๆ ว่า สต็อปสโตน (stop stone) เพื่อวางเท้าเหยียบให้มั่นคงในแต่ละก้าว เพราะถ้าเท้าไปเหยียบก้อนหินผิด อาจทำให้ลื่นไถลหกล้มได้ง่าย เวลาที่เล็งเห็นก้อนหินหลักที่จะวางเท้าลงไปต้องเอาเท้าสัมผัสแตะนิดๆ ดูก่อนว่าก้อนหินที่เราเลือกวางไว้มั่นคงแน่นหนาจริงหรือไม่ ก่อนจะลงน้ำหนักเต็มที่เพื่อก้าวต่อไป

คนที่ไม่เคยเทรคกิ้งมาก่อนอาจรู้สึกว่าเลือกไม่ถูกว่าจะลงน้ำหนักที่ก้อนหินไหนดี บางก้อนดูใหญ่แต่พอเหยียบแล้วก้อนหินเลื่อนไปมา ก็ต้องรีบชักเท้าออก เปลี่ยนไปเหยียบก้อนอื่นแทน แต่พอเริ่มได้ไปสัก 2 ชั่วโมงก็จะเกิดการเรียนรู้และเข้าใจลักษณะธรรมชาติของก้อนหินเหล่านี้มากขึ้น เลือกวางเท้าได้แม่นยำขึ้น

นอกจากการเลือก สต็อปสโตน แล้ว มาร์ตินเน้นย้ำให้พยายามก้าวขาแบบสั้นๆ เวลาที่ก้าวปีนขึ้นไปบนหินที่เรียงเป็นชั้นๆ คล้ายบันไดนั้น อย่าก้าวสูงแล้วเขย่งตัวตาม เพราะจะทำให้ล้มได้ง่ายหรือเส้นเอ็นตึง ควรเลือกมองหาชั้นขนาดไม่สูงมาก ให้ขาเรายกก้าวได้พอดี เวลาเห็นฝรั่งตัวใหญ่ก้าวสูงๆ ขึ้นไปพรวดๆ เราก็แอบทำตาม แต่ทำได้ไม่กี่ชั้นรู้สึกเหนื่อยหอบเหงื่อตกทันที เพราะฉะนั้นอย่าฝืนร่างกายตัวเองดีกว่า ออมแรงไว้ เส้นทางไปสู่ความฝันอีกยาวนานนัก

ระหว่างซ้อมเดิน มีอาการเซไปเซมา ลื่นไถลเกือบตกบันไดหินหลายครั้ง ช่วงขาเดินกลับฝนตกเทลงมา เหมือนจะทดสอบให้พวกเราฝึกใช้เสื้อคลุมกันฝน ซึ่งมองดูเหมือนง่ายๆ ไม่ซับซ้อนมาก แต่พอใส่จริงๆ พบว่าเสื้อกันฝนมีขนาดใหญ่และยาวเกะกะเมื่อสวมคลุมเสื้อผ้าแล้วทำให้มองไม่เห็นรองเท้าเวลาก้าวเดิน ต้องเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น เกือบเดินสะดุดเสื้อคลุมฝนตัวเองหลายครั้งกว่าจะคุ้นเคย (เคล็ดลับ : พยายามฝึกจังหวะก้าวเดินให้สอดคล้องกับจังหวะสะบัดเสื้อคลุมกันฝน เพื่อเปิดทางให้เห็นรองเท้าสะดวกมากขึ้น) ในที่สุดพวกเราก็กลับมาถึงที่พักโดยสวัสดิภาพใช้เวลาเกือบ 4 ชั่วโมง

หมดแรงจนต้องฉลองด้วยหมูอบแห้งที่พกมาจากเมืองไทย กินกับข้าวสวยร้อนๆ และผัดผักโขมแบบเนปาลี ราดน้ำแกงกะหรี่รสชาติกลมกล่อม บางคนเลือกสั่งมาม่าเนปาลต้มใส่ผักร้อนๆ ช่วยคลายความหนาวได้อย่างดี

วันที่ 3 Lukla – Phakding (ความสูง 2,600 ม.)
วันนี้คือก้าวแรกของการเริ่มต้นเทรคกิ้งอย่างจริงจังของเส้นทาง “อีบีซี” เอเวอเรสต์ เบส แคมป์ ! แม้วันแรกมีระยะทางแค่ 8 กม. แต่ต้องใช้เวลาประมาณ 4–6 ชม. เพราะร่างกายยังไม่เคยชินกับบันไดหินธรรมชาติและเส้นทางคดเคี้ยว มีบันไดหินขึ้นเขาเป็นระยะแต่ไม่สูงชันมากนัก แต่ก็เหนื่อยหอบเหมือนกัน เส้นทางเดินวันแรกผ่านหมู่บ้านเล็กๆ หลายแห่ง มีวัดและก้อนหินใหญ่ที่แกะสลักตัวอักษรงดงามหลากสีสัน ก้อนหินเหล่านี้นักบวชหรือชาวบ้านท้องถิ่นจะวาดเป็นบทสวดมนต์หรือตัวอักษรที่แสดงถึงความเคารพต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สถิตในธรรมชาติบริเวณนั้น

เดินเพลินๆ พร้อมแวะร้านชา ร้านอาหาร ชาวบ้านเอาโต๊ะเก้าอี้มาตั้งล้อมวงแบบง่ายๆ เพื่อให้นั่งชมบรรยากาศยอดเขาวิวป่าไม้ธรรมชาติ เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ไม่น่าเชื่อว่าเดินมาแล้ว 6 ชั่วโมง พวกเราถึงที่พักประมาณบ่ายสาม อากาศแจ่มใส ฝรั่งส่วนใหญ่ออกมานั่งตากแดดหน้าห้องพัก ส่งเสียงคุยกันอย่างมีความสุข ก่อนเริ่มดินเนอร์ในทีเฮาส์ และเข้านอนประมาณ 2 ทุ่ม เพื่อเก็บแรงสำหรับวันพรุ่งนี้

ซึ่งเป็นวันทดสอบความอึดของกล้ามเนื้อขาให้สู้กับระยะทางเดินเขาไต่ระดับสูงขึ้นไปอีก 600 กว่าเมตร ให้ถึงเมืองนัมเช…ถือเป็นหนึ่งในเส้นทางทรหดพอสมควร

“ศึกษาเส้นทาง-โรคแพ้ความสูง”..ยอมเสี่ยงเพื่อเอเวอเรสต์

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/374411?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ศึกษาเส้นทาง-โรคแพ้ความสูง”..ยอมเสี่ยงเพื่อเอเวอเรสต์

5 มิถุนายน 2562 – 13:51 น.
โรคแพ้ความสูง,เอเวอเรสต์,ศึกษาเส้นทาง
เปิดอ่าน 1,626 ครั้ง

โดย…  ทีมข่าวรายงานพิเศษ

          เส้นทางค้นหา..ยอดเขาขี้อาย “Everest” เทคนิคและเคล็ดลับสำหรับผู้ไม่เคยเดินเขาเดินป่า…แต่อยากทำตามความฝันพิชิต “EBC” เอเวอเรสต์เบสแคมป์ !

ใครเคยมีความใฝ่ฝันอยากเห็นยอดเขาเอเวอเรสต์ หรือ ภูเขาขี้อาย ด้วยตาตัวเองใกล้ๆ ก็ต้องไปให้ถึง “อีบีซี” หรือ “เอเวอเรสต์เบสแคมป์” Everest Base Camp ก่อนไปต้องเตรียมความพร้อมหลายประการ โดยเฉพาะ เตรียมงบประมาณ ควรมีเผื่อไว้พอสมควร เพราะนอกจากค่าตั๋วเครื่องบิน ที่พัก ค่าซื้ออุปกรณ์จำเป็นแล้ว ยังต้องเตรียมไปจ่ายค่าลูกหาบขนกระเป๋า จ่ายค่าน้ำค่าอาหารระหว่างทางด้วย

โปรดระลึกไว้เสมอว่า “ยิ่งสูงยิ่งแพง”!
เส้นทางเทรคกิ้งไปเอเวอเรสต์ในเนปาล ไม่มีทางรถยนต์ให้เลือก ต้องเดินด้วยขาเท่านั้น หรือใครรวยหน่อยก็เหมาเฮลิคอปเตอร์ขึ้นไป…การขนส่งสินค้าขึ้นไปบนนั้นมีต้นทุนสูง แม้แต่โค้ก 1 กระป๋องยังต้องส่งทางเฮลิคอปเตอร์ด้วยเช่นกัน ตัวอย่างเช่น ราคา “น้ำเปล่า” วางขายกรุงกาฐมาณฑุขนาด 1 ลิตร ราคาขวดละ 8–10 บาท แต่ในที่พักหรือเรียกกันว่า “ทีเฮาส์ (tea houses)” ยิ่งขึ้นไปสูงเท่าไรราคาจะเพิ่มสูงตามเป็นทวีคูณ ทีเฮาส์ใกล้ “อีบีซี” น้ำ 1 ลิตรราคาขวดละไม่ต่ำกว่า 120 บาท ไข่ต้ม 2 ฟอง 100 บาท

การไปเทรคกิ้งเส้นทางทรมานร่างกายแบบนี้ ควรเลือกพักในสถานที่สะอาดและบริการอาหารมีคุณภาพ ซึ่งไม่ค่อยมีตัวเลือกมากนัก เส้นทางไปเอเวอเรสต์บางพื้นที่มี “ทีเฮาส์” ตั้งอยู่แค่ 2-3 แห่งเท่านั้น และไม่มี 7-11 ร้านโชห่วย หรือร้านขายอาหาร ต้องฝากท้องไว้กับโรงอาหารในทีเฮาส์ที่จองมา

เมื่อคำนวณวันเดินทางทั้งหมด 15–18วัน งบประมาณที่เตรียมไว้รวมซื้อตั๋วเครื่องบินประมาณ 100,000 –150,000 บาท บางกรุ๊ปทัวร์โฆษณาราคาเหมาจ่ายต่ำกว่านี้หลายหมื่นบาท แต่ขอให้ระวังเพราะสุดท้ายมักอ้างว่าราคานี้ “ไม่รวมค่าโน่นค่านี่” ต้องทะเลาะกันระหว่างทางจนทำให้เที่ยวไม่สนุก

เมื่อ “เตรียมงบประมาณ” เรียบร้อยแล้ว ต้องรีบ “เตรียมฟิตร่างกาย” ให้พร้อม เพื่อปรับตัวได้ในพื้นที่สูง สุดท้ายคือ “เตรียมใจ” เผื่อความผิดพลาดไม่มีโอกาสได้พิชิต เอเวอเรสต์เบสแคมป์ !

เนื่องจากร่างกายคนเราไม่เหมือนกัน การปรับตัวหรือรับมือกับความสูงเหนือระดับน้ำทะเลเกิน 5 พันเมตร ที่มีปริมาณออกซิเจนเหลือแค่ 50 เปอร์เซ็นต์ไม่ใช่เรื่องที่ทุกคนทำได้สำเร็จ !

“บีไนฟ์” ไกด์หนุ่มเนปาลี ให้ข้อมูลว่า ร้อยละ 20 ของคนขึ้นไป “อีบีซี” ประสบความผิดหวัง เพราะร่างกายปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมของออกซิเจนบางเบาไม่ได้ หลายคนฝืนร่างกายพยายามขึ้นไปต่อ สุดท้ายต้องเสียชีวิตไปอย่างไม่คาดคิด โดยเฉพาะนักเทรคกิ้งประเภทชอบฉายเดี่ยวหรือคนที่ไม่มีกรุ๊ปทีมช่วยกันดูแลอย่างดี แม้ไม่มีสถิติตัวเลขแน่นอน แต่คาดว่าไม่ต่ำกว่าปีละหลายสิบคนต้องเสียชีวิตหรือป่วยหนักระหว่างเส้นทางไปอีบีซี

บีไนฟ์

หลายคนใฝ่ฝันอยากปีนให้ทะลุถึง “ยอดเขาเอเวอเรสต์” ที่สูงสุดในโลก หรือเรียกชื่อทางการว่า ซาการ์มาธา “SAGARMATHA” ตั้งตระหง่านอยู่เหนือระดับน้ำทะเล 8,848 เมตรนั้น ซึ่งต้องเริ่มจากไปให้ถึงพื้นที่เบสแคมป์สูงระดับ 5,364 เมตรให้ได้เสียก่อน เพราะเป็นแคมป์พื้นฐานของผู้ตั้งใจปีนขึ้นไปพิชิตยอดเอเวอเรสต์เท่านั้น เป็นเสมือนพื้นที่หยุดพักปรับร่างกาย เพื่อสร้างความคุ้นเคยกับอากาศที่มีออกซิเจนน้อย บางคนอยู่เป็นอาทิตย์บางคนอยู่หลายเดือนแถวนี้ เพื่อรอจังหวะปีนภูเขาหิมะขึ้นไปพิชิตยอด

ต่อจาก “เบสแคมป์” จะเป็นแคมป์ 1 สูงระดับ 5,943 เมตร แคมป์ 2 สูงระดับ 6,400 แคมป์ 3 สูงระดับ 7,162 และแคมป์ 4 สูงทะลุ 8,000 เมตร ถือเป็นแคมป์สุดท้ายเรียกว่า “เดธโซน” (DEATH ZONE) ออกซิเจนเหลือเพียงร้อยละ 30 เท่านั้น

สำหรับคนธรรมดาทั่วไป ไม่ใช่นักปีนเขาประเภท เมาเทนเนียริ่ง (Mountaineering) การตัดสินใจไปชื่นชม “อีบีซี” หรือเอเวอเรสต์เบสแคมป์ เสมือนการเดินทางไปท้าทายความทนทานของร่างกายเพราะปริมาณออกซิเจนในอากาศจะค่อยๆ ลดลง จากวันแรกที่เดินไต่เขาขึ้นไปจนถึงที่พัก ทุกวันปริมาณออกซิเจนในอากาศลดลงร้อยละ 5-10 ขึ้นไป หลังจาก 10 วันก็ถึงอีบีซี พื้นที่นั้นออกซิเจนเหลือแค่ร้อยละ 50 หรือครึ่งหนึ่งของที่เคยหายใจเข้าไป

ระดับออกซิเจนน้อยลง ส่งผลให้ร่างกายคนส่วนใหญ่ต่อต้านทันที เริ่มแสดงความผิดปกติต่างๆ ออกมา ยิ่งอยู่บนพื้นที่สูงนานยิ่งเกิดผลกระทบต่อร่างกายมากขึ้น และการต้องเดินต่อเนื่องขึ้นไปสูงทุกๆ ร้อยเมตร จะเพิ่มความทรมานไปเรื่อยๆ นอกจากคนที่ร่างกายทนทานต่อความสูง หรือชาวบ้านอาศัยอยู่ในพื้นที่สูงจนชิน

คนที่ตัดสินใจออกเดินทางไป “อีบีซี” ล้วนมีความฝัน และส่วนใหญ่ทำสำเร็จ แต่มีคนกลุ่มหนึ่งไม่สามารถไปพิชิตเบสแคมป์ได้ เพราะ 2 สาเหตุสำคัญ 1.เกิดอุบัติเหตุระหว่างทาง ขาพลิก เท้าเจ็บ ฯลฯ 2.โรคแพ้พื้นที่สูง

อินดรา

“อาการแพ้พื้นที่สูง” (Altitude sickness) บางครั้งเรียกย่อๆ ว่าโรค เอเอ็มเอส (Acute Mountain Sickness : AMS) คนไทยทั่วไปคงไม่คุ้นชื่อโรคนี้นัก เพราะยอดเขาสูงสุดในประเทศไทยคือยอดดอยอินทนนท์ ความสูง 2,565 เมตร ไม่ได้ส่งผลต่อร่างกายให้เป็นโรคนี้เท่าไร ต้องความสูงระดับ 3 พันเมตรขึ้นไป ร่างกายถึงเริ่มแสดงความผิดปกติออกมา ส่วนใหญ่รู้สึกหายใจไม่เต็มปอด เหนื่อยง่ายมาก ปวดหัว เวียนหัว อาเจียน ฯลฯ

ความน่าสนใจอยู่ที่ “อาการแพ้พื้นที่สูง” นั้น ไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคน และไม่ได้เกิดขึ้นกับคนที่ร่างกายอ่อนแอเท่านั้น !

เปรียบเสมือน “อาการเมารถ” บางคนเป็นมาก เป็นน้อย บางคนไม่เป็นเลย สุดยากจะคาดเดาจริงๆ ได้ยินเพื่อนๆ แชร์ประสบการณ์มาเยอะมาก ประเภทร่างกายแข็งแรงหนุ่มแน่นแมนสุด เข้าฟิตเนสทุกวัน หรือสาวแกร่งออกกำลังกายวิ่งวันละสิบกว่ากิโลทุกเช้า แต่พอเดินไต่ขึ้นไปเกิน 4 พันเมตร เกิดอาการแพ้พื้นที่สูงออกซิเจนน้อย กินยาอะไรก็ไม่หาย สุดท้ายต้องล้มเลิกเดินทาง ขอจากลาเดินลงเขาไปก่อนเพื่อนในกรุ๊ปคนอื่นๆ หรือกรณีพยายามอดทนสุดๆ แล้ว เหลืออีกแค่ไม่ถึง 1 ชั่วโมงกำลังจะถึงจุดหมายอีบีซี แต่ไม่ไหวต้องเรียกเฮลิคอปเตอร์มารับลงเขาอย่างเร่งด่วน

ดังประโยคที่คนเนปาลชอบพูดว่า “ไม่มีอะไรแน่นอนบนภูเขาสูงเสียดฟ้า”

มาร์ติน  (Martin Pelzl)

เพราะฉะนั้นก่อนไปขอให้ทุกคนเตรียมทำประกันการเดินทางไว้ล่วงหน้า หรือ “กรมธรรรม์ประกันภัยการเดินทางทั่วโลก” (Travel Guard Global Travel Insurance) มีหลายบริษัทให้เลือกใช้ราคาไม่แพง ประมาณ 2 พันบาทขึ้นไป ข้อตกลงความคุ้มครองแล้วแต่เลือกออปชั่นว่าให้เท่าไร แต่ขอเน้นต้องมีเงื่อนไขข้อที่ระบุว่า “ค่าใช้จ่ายเพื่อการเคลื่อนย้ายเพื่อการรักษาพยาบาลฉุกเฉิน” การซื้อกรมธรรม์ประกันภัยแค่ไม่กี่พันบาท แต่ให้ความคุ้มครองส่วนนี้ประมาณ 1-2 ล้านบาทขึ้นไป ถือว่าคุ้มมาก ถ้าไม่ยอมซื้อประกันแล้วต้องจ่ายเอง อาจควักหลายแสนบาทขึ้นไป จากประสบการณ์ยิ่งเดินขึ้นไปสูงเกิน 5 พันเมตร จะได้ยินเสียง เฮลิคอปเตอร์บินขึ้นๆ ลงๆ บ่อยมาก ไกด์บอกว่าเป็นของบริษัทประกันมารับคนป่วยเอเอ็มเอส

หลังจากซื้ออุปกรณ์ครบเซ็ต ซื้อประกันภัย ฟิตร่างกายเรียบร้อยแล้ว ใครมีเวลาก็ควรไปปรึกษาหมอที่โรงพยาบาลว่าจะไปเที่ยวประเทศเนปาลควรฉีดวัคซีนอะไรบ้าง และควรเตรียมยาอะไรไปบ้าง (เคล็ดลับ : ขอแนะนำให้ฉีดวัคซีนบาดทะยักและไทฟอยด์ป้องกันไว้ก่อน)

ในที่สุดระยะแห่งการเตรียมตัว 6 เดือนก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว แม้บางคนรู้สึกร่างกายยังไม่ค่อยฟิต รองเท้าไม่ค่อยเฟิร์ม ก็ไม่ต้องสนใจแล้ว วินาทีนี้รอแค่โชคช่วยกับดวงดีก็พอ !

สนามบินตริภูวัน “Tribhuvan International Airport” กรุงกาฐมาณฑุเป็นสนามบินเล็กๆ คนไทยสามารถทำวีซ่าเข้าประเทศเนปาลได้ที่นั่น ส่วนระบบการขนส่งกระเป๋ายังไม่ค่อยเรียบร้อยมากนัก ขอให้เผื่อเสียเวลาในสนามบินไว้เลยประมาณ 2 ชั่วโมง

หลังจากเข้าที่พักวางกระเป๋า ก็ออกไปเดินเล่นช็อปปิ้ง หาอาหารพื้นเมืองกินให้สบายใจ ใครชอบกินเนื้อสัตว์ต้องกินตุนไว้เยอะๆ เพราะหลังจากออกจากกาฐมาณฑุเนื้อสัตว์หายากและไม่ค่อยปลอดภัยมากนัก ถ้าไม่อยากเสี่ยงระหว่างเส้นทางเดินสิบกว่าวัน ต้องกินแต่ข้าว อาหารทำจากแป้ง และเครื่องเทศกับผักปรุงสุกเท่านั้น

มาร์ติน (Martin Pelzl) นักข่าวเยอรมันหัวหน้ากรุ๊ปทัวร์ของเรา ค่อนข้างเข้มงวดกับการห้ามกินเนื้อสัตว์เด็ดขาดในระหว่างการเดินทาง เพราะเนื้อสัตว์ เนื้อไก่ เนื้อหมู เนื้อปลา ล้วนต้องเอามาจากพื้นที่ด้านล่างแล้วบรรทุกสิ่งของขึ้นไปส่งบนภูเขาสูงด้วยการใส่ไว้บนจามรี(Yak) ม้า หรือ สัตว์ตระกูลลา ใช้เวลาเดินหลายวันกว่าจะถึงจุดหมาย เมื่อเนื้อสัตว์ไม่ได้ผ่านการขนส่งด้วยรถที่มีตู้แช่เย็น โอกาสปนเปื้อนสิ่งสกปรกหรือมีเชื้อโรคปะปนสูงมาก ถ้านำไปปรุงอาหารแบบไม่ถูกวิธี อาจทำให้ท้องเสียอย่างรุนแรง นักท่องเที่ยวหลายคนมีอาการป่วยและถูกหามลงภูเขาไปเข้าโรงพยาบาล เพราะกินอาหารที่ปรุงจากเนื้อสัตว์ไม่สะอาด

ดังนั้น สิ่งสำคัญต้องเตรียมไปคือ ยาสามัญทั่วไป รวมถึงยารักษาโรคประจำตัว และที่ลืมไม่ได้เด็ดขาดคือยาพาราเซตามอล เตรียมไปเยอะๆ ช่วยลดอาการปวดหัวจากโรคเมาพื้นที่สูงได้พอสมควร ส่วนยารักษาอาการ AMS (Acute mountain sickness) ควรปรึกษาและกินตามที่แพทย์แนะนำเท่านั้น

เส้นทางการเดินเทรคกิ้งสู่ “อีบีซี” ปกติใช้เวลาเดินขึ้นเทือกเขาหิมาลัย 9-10 วัน และเดินลง 3-5 วัน สามารถเลือกทางเดินและที่พักได้หลายเส้นทาง หากโชคไม่เข้าข้างเผชิญสภาพอากาศไม่ดี หรือมีอาการเจ็บป่วยระหว่างทางต้องหยุดพัก อาจใช้เวลาเดินทางมากกว่านี้

หัวหน้ากรุ๊ปเราเคยขึ้นไปถึงพื้นที่ “อีบีซี” ประมาณ 5 ครั้ง โดยใช้เส้นทางต่างๆ กัน สำหรับทริปนี้ “มาร์ติน” ตัดสินใจเลือกใช้เส้นทางเดินขึ้นเขามาตรฐานทั่วไป โดยกำหนดไว้ที่ความสูงต่างระดับกัน 9 วันคือ

วันที่ 1–2 บินจาก Kathmandu ไป Lukla ความสูง 2,800 ม.
วันที่ 3 เดินลงเขาจาก Lukla ไป Phakding ความสูง 2,600 ม. ระยะทาง 8 กม. ใช้เวลาประมาณ 4–6 ชม.
วันที่ 4–5 เดินขึ้นเขาจาก Phakding ไป Namche Bazaar ความสูง 3,440 ม. ระยะทาง 10 กม. ใช้เวลาประมาณ 6–8 ชม. จากนั้นพักร่างกาย 2 คืน ที่ Namche Bazaar เพื่อให้ร่างกายคุ้นเคยกับความสูงเกิน 3 พันเมตร เรียกว่าเป็นการปรับตัวให้เข้ากับอากาศ (acclimatization)
วันที่ 6 เดินขึ้นเขาจาก Namche Bazaar ไป Pangboche ความสูง 3,985 ม. ระยะทาง 10 กม. ใช้เวลาประมาณ 7–8 ชม.
วันที่ 7 เดินขึ้นเขาจาก Pangboche ไป Dingboche ความสูง 4,410 ม. ระยะทาง 9 กม. ใช้เวลาประมาณ 7–8 ชม.
วันที่ 8 เดินขึ้นเขาจาก Dingboche ไป Lobuche ความสูง 5,030 ม. ระยะทาง 7 กม. ใช้เวลาประมาณ 8 ชม.
วันที่ 9 เดินขึ้นเขาจาก Lobuche ไป GorakhShep ความสูง 5,140 ม. ระยะทาง 4.5 กม. ใช้เวลาประมาณ 4-6 ชม.(ยิ่งสูงยิ่งเดินช้า)
เมื่อไปถึง GorakhShep บางคนอาจหยุดค้างคืนก่อน หรือบางคนอาจสู้ตายขอเดินต่อเนื่องไปยังพื้นที่เป้าหมายเพื่อพิชิตเอเวอเรสต์เบสแคมป์ ซึ่งอยู่ห่างออกไป 3.5 กม. ใช้เวลาเดินอีกไม่ต่ำกว่า 2-3 ชั่วโมงตามสภาพอากาศ หากอากาศไม่เต็มใจมีฝนตกอาจต้องรอจนฟ้าเปิดเท่านั้น

สรุปได้ว่า ใครอยากขึ้นเทือกเขาสูงไปยลโฉม ยอดเขาขี้อาย “Everest” ไม่ใช่แค่มีร่างกายแข็งแรงเท่านั้น ต้องอาศัยทั้งโชค ดวง และความทรหด !

      วิธีสังเกต“อาการแพ้พื้นที่สูง” 
“อาการแพ้พื้นที่สูง” (Altitude sickness) ภาษาแพทย์คือ Acute Mountain Sickness (AMS) เป็นอาการผิดปกติเกิดขึ้นกับร่างกายคนทั่วไปที่ไม่ได้เกิดหรือเคยชินกับการอาศัยอยู่พื้นที่สูง เมื่อเดินทางขึ้นไปบนภูเขาสูงกว่า 2,500 เมตรขึ้นไป เจอกับภาวะอากาศมีออกซิเจนเบาบางน้อยลงเกินร้อยละ 20 จะรู้สึกปวดหัว มึนศีรษะ หัวใจเต้นเร็ว ไม่มีแรง เป็นไข้ต่ำๆ

หากอาการไม่หนักมากได้พักปรับตัวประมาณ 10-12 ชั่วโมง ร่างกายค่อยๆ เริ่มกลับคืนสู่สภาพปกติ อาการปวดหัวลดลง แต่เมื่อเดินทางขึ้นไปสูงอีก ร่างกายจะเกิดอาการขึ้นมาอีก นอกจากปวดศีรษะมากขึ้น อาจมีอาการอาเจียนหรือท้องเสียร่วมด้วย หากเป็นระดับไม่รุนแรงมากนัก ร่างกายค่อยๆ ปรับตัวได้เอง แต่บางคนร่างกายปรับตัวไม่ดีอาจกลายเป็นอาการโรคแพ้พื้นที่สูงแบบรุนแรง HACE (High Altitude Cerebral Edema) หมายถึงภาวะสมองเริ่มบวมปวดศีรษะรุนแรง และรู้สึกว่าเวลาลุกเดินหรือเคลื่อนไหวไม่สามารถควบคุมตัวเองได้

ใครมีอาการ “เดินเหวี่ยงตัว บังคับร่างกายไม่ได้ หรือเดินเซไปมา” ควรรีบแจ้งให้เพื่อนร่วมทางหรือไกด์ทราบทันที เพราะต้องหาหนทางเดินกลับลงไปสู่พื้นที่ต่ำและรีบไปพบแพทย์ทันที ไม่เช่นนั้นอาจเกิดอาการหมดสติ หรืออาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต

ศึกอลเวง ณ แจ้งวัฒนะ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/374364?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ศึกอลเวง ณ แจ้งวัฒนะ

5 มิถุนายน 2562 – 13:45 น.
เลือกนายกรัฐมนตรี,แจ้งวัฒนะ,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
เปิดอ่าน 3,050 ครั้ง

โดย…   เร้นกาย ไร้เงา

การลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีในวันนี้ของ ส.ว.และ ส.ส. น่าติดตามยิ่งว่า เกมการเมืองของคนการเมืองหลังการยึดอำนาจของ คสช.ในช่วงห้าปีที่ผ่านมานั้นจะเผยรูปเกมมาเช่นใด

ไม่ว่าขั้วไหน พรรคใด จะเสนอชื่อบุคคลที่สมควรดำรงตำแหน่ง สร.1 ในคราวนี้ก็ขอให้ดำเนินการด้วยความสุจริตและยึดประโยชน์บ้านเมืองเป็นที่ตั้ง กลเกมน้ำเน่าทางการเมืองมิควรเกิดขึ้นในยุคนี้อีก…

หากถามว่าสังคมให้ความสนใจไปยังใครและขั้วใดเป็นหลักในช่วงที่ผ่านมาจวบจนวันนี้ แน่นอนว่าเป้าหลักในยามนี้และยามหน้าคงไม่พ้น “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา”, พรรคพลังประชารัฐ รวมทั้งพรรคแนวร่วมตั้งรัฐบาล และ ส.ว. 250 คน เพราะทุกความเคลื่อนไหวในการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองนั้นจะโดนฝ่ายค้าน, สื่อมวลชน และสังคมออนไลน์ รวมทั้งอาจจะมีว่าที่พรรคร่วมรัฐบาลติดตามทุกระยะในทุกอิริยาบถ

ส่วนขั้วต้านลุงตู่ที่มี 7 พรรคจับมือและหนุน “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ เข้าสู้เพื่อขอสิทธิจากสองสภาในการทำหน้าที่ สร.1 โดยที่พรรคเพื่อไทยซึ่งมี ส.ส. 135 คน ยอมให้พรรคสีส้มซึ่งเป็นพรรคที่มี ส.ส.ในสภาผู้แทนฯ อันดับ 3 นำธงรบชิงบัลลังก์นายกฯ

นับเป็นอีกครั้งที่พรรคสายแม้วยอมให้พรรคในเครือข่ายลงชิงตำแหน่งแทน (คราวก่อนเสนอชื่อ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก จากพรรคเพื่อแผ่นดิน เป็นแคนดิเดตชิงนายกฯ แข่งกับอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ของพรรคสีฟ้า) คราวนี้พรรคสายแม้วรู้ว่ากระแสและองค์ประกอบร่วมในตอนนี้มิใช่เวลา การมอบหน้าที่แบบไม่มีอะไรจะเสียให้แกนนำพรรคสีส้มไปลุยแทนนั้น มันเข้าเงื่อนไขที่ลงตัวแล้ว

เสมือนว่าตัวแทนประชาธิปไตยหัวใหม่ลงชนกับตัวแทนกลุ่มอนุรักษนิยมแบบไม่ต้องมีนอมินีมาปะทะแทน เพราะตัวแทนของสองขั้วที่มาชิงดำกันในคราวนี้ เปรียบเหมือนการชิงนำประเทศในวันข้างหน้ากลายๆ

เหลียวมองพรรคสีส้มที่ออกมาแถลงเมื่อวันวานว่า ส.ส.เกือบทั้งพรรคโดนทาบทามให้เป็นงูเห่าสีส้ม ด้วยแรงจูงใจหลักสิบหลักร้อยล้านบาท เพื่อให้ไปยกมือหนุนลุงตู่ แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังมิแน่ชัดว่าใครจะไม่ไหวหวั่นกับเงื่อนไขที่มิอาจปฏิเสธได้บ้าง… ดังนั้น ยามนี้ “เสี่ยเอก” แห่งพรรคสีส้มจำต้องออกโรงลุยเพื่อป้องกันการเสียขบวนของลูกพรรค แม้จะรู้ลึกในใจว่าสิ่งที่หวังอาจไม่บังเกิด

หันมองภาพรวมในห้องประชุมล่วงหน้า…แน่นอนว่าการประท้วงจะมากันอุตลุดในเรื่องคุณสมบัติของผู้ชิงเก้าอี้ สร.1 จากทั้งสองขั้ว แม้แต้มต่อเบื้องต้นตอนนี้ “ลุงตู่” นำ “เสี่ยเอก” ไปหนึ่งช่วงตัว แต่…ขั้วต้านลุงตู่หรือจะปล่อยให้พลังประชารัฐเดินเข้าเส้นชัยแบบง่ายๆ

ยิ่งไม่กี่วันก่อน คนหน้าใหม่และ ส.ส.หลายสมัยก็ออกมาปะ-ฉะ-ดะบนโลกออนไลน์มาแล้ว คราวนี้ก็น่าจะมีมวยเด็กขอวัดมือกับมวยเก๋ากันหลากคู่ชัวร์…

และขอมองไปช็อตหน้าว่า…หากว่าที่ประชุมรัฐสภาลงมติเกินกว่ากึ่งหนึ่งหนุนลุงตู่ให้ทำหน้าที่นายกฯ สมัยที่สอง มันย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสำหรับขั้วหนุนลุงตู่ที่จะขยับสิ่งต่างๆ นานาได้ดั่งใจหวัง แม้ขั้วหนุนลุงตู่จะมีกติกาที่วางไว้เป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนประเทศให้บรรลุวัตถุประสงค์ก็ตาม

ใครต่อใครต่างรู้ว่ากติกาต่างๆ ที่บังเกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา เอื้อต่อการทำงานขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่ คสช.วางโรดแม็พเอาไว้และนำมาสานต่อได้แบบอัตโนมัติหากไม่เดินผิดแนวที่วางไว้ แต่เอาเข้าจริงแล้ว รัฐบาลผสมที่มีมากมายหลายพรรคนั้น มันยิ่งกว่า “จับปูใส่กระด้ง” เพราะคนการเมืองแต่ละขั้ว แต่ละพรรคนั้น มีวิธีคิดและแนวทำงานที่แตกต่างกัน โดยสิ่งที่จะทำให้รัฐบาลผสมอยู่ด้วยกันได้คือ “นโยบายรัฐบาลและการจัดสรรตำแหน่งทางการเมืองที่ลงตัว”

แต่สิ่งที่ผ่านมาในหลายวันก่อน มองแล้วมันยากยิ่งนักสำหรับรัฐนาวาที่ชื่อพลังประชารัฐ รวมทั้งกัปตันที่ชื่อลุงตู่จะมอบสิ่งที่ทุกฝ่ายต้องการได้ครบถ้วนกระบวนความ ฉะนั้นการทำหน้าที่ประมุขฝ่ายบริหารอีกคราวของลุงตู่และ พปชร.ที่ต้องทำหน้าที่แกนนำพรรคร่วมรัฐบาลนั้น เสมือนเป็นทองเนื้อเดียวกัน แน่นอนว่า อำนาจหัวหน้า คสช. ต้องปลดสิ้นไปเมื่อมีรัฐบาลใหม่ พปชร.กับลุงตู่ต้องบรรเลงเพลงการเมืองในมุมที่สอดรับกัน แม้ลุงตู่จะมีมือไม้ที่จัดวางไว้ล่วงหน้าแล้ว อาทิ กฎหมาย, เจ้าหน้าที่รัฐ, กลุ่มทุน รวมทั้งเครื่องมือทางโลกออนไลน์ที่มีไว้สื่อความกับมวลชน แต่เอาเข้าจริง…วันที่ลุงตู่ต้องสวมเครื่องแบบนักการเมืองเต็มตัว…สิ่งต่างๆ ข้างต้นแทบจะช่วยอะไรได้ไม่มากนักในยามข้างหน้า

เพราะกระแสสังคมในช่วงที่ผ่านมาจนถึงวันนี้ มันบ่งบอกอะไรหลายอย่างให้ลุงตู่รับรู้และไตร่ตรองได้ล่วงหน้าแล้วว่า ชะตาชีวิตบนถนนการเมืองจะต้องพบพานกับอุปสรรคใดบ้าง

การเมืองวันข้างหน้านั้น ลุงตู่เสมือน “นักมวยที่ไร้พี่เลี้ยง” ในการขึ้นเวที ดังนั้นการแก้เกมต่างๆ นานาที่จะบังเกิดขึ้นนั้น ลุงตู่ต้อง “บินเดี่ยว” และพร้อมรับแรงปะทะในทุกรูปแบบที่จะพานพบ

รัฐนาวาที่ลุงตู่ต้องกุมพังงาฝ่าคลื่นลมที่จะเข้ามาปะทะแบบนั้น “ความอดทน อดกลั้น” คือสิ่งเดียวที่ลุงตู่ต้องท่องให้ขึ้นใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การยั่วยุจากขั้วตรงข้ามที่น่าจะเปิดสงครามข้อมูลข่าวสารรายวันเพื่อที่จะดิสเครดิตลุงตู่และคณะแบบไม่ยั้งมือ

พลพรรค พปชร.ในช่วงจากนี้ไป แกนนำพรรคต้องอบรมหลากพฤติกรรมที่จะแสดงออกมา เพราะเพียงไม่กี่เพลาที่ผ่านมานั้น สังคมจดจำวีรกรรมต่างๆ ที่คนของ พปชร.ได้กระทำไว้แล้ว ฉะนั้นสิ่งใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในช่วงจากนี้ไป แต้มต่อที่เคยมีในมือนั้น ตอนนี้แทบไม่เหลือแล้ว

ฉะนั้นขอเตือนล่วงหน้าไปยังองครักษ์พิทักษ์ลุงตู่ทั้งในและนอกสภาไว้แต่เนิ่นๆ ว่าจะชี้แจงแถลงไขสิ่งใดนั้น หลักการควรมาก่อนเสมอ ไม่อย่างนั้นสิ่งที่ดำเนินการไปนั้นอาจจะนำพาลุงตู่หลงทิศและเสียแต้มการเมืองแบบมิจำเป็น

ปชป.ถึงวัน”แม่น้ำแยกสาย”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/374361?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ปชป.ถึงวัน”แม่น้ำแยกสาย”

5 มิถุนายน 2562 – 13:40 น.
พรรคประชาธิปัตย์,อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ,พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค,กรณ์ จาติกวณิช,อภิรักษ์ โกษะโยธิน,จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์,ร่วมรัฐบาล
เปิดอ่าน 8,625 ครั้ง

โดย…  ทีมข่าวการเมือง เครือเนชั่น

“มติพรรคประชาธิปัตย์” เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ผลปรากฏว่ามีมติร่วมรัฐบาลกับพลังประชารัฐ 61 เสียง ไม่ร่วม 16 เสียง งดออกเสียง 2 เสียง บัตรเสีย 1 ใบ

เท่ากับว่า ปชป.ไปยกมือหนุนลุงตู่ให้กลับมาทำงานแล้ว และแน่ชัดแล้วว่า “งูเห่าภาคสาม” ที่จุติชัด ณ ถนนเศรษฐศิริ เมื่อช่วงเช้าวันอังคารก่อนการประชุมพรรคประชาธิปัตย์จะเริ่มขึ้นเพราะ “อิสสระ สมชัย” 1 ใน 27 ส.ส.พรรคสีฟ้า บอกชัดว่าแม้พรรคจะมีมติแบบใดออกมา ทั้งร่วม-ไม่ร่วมรัฐบาลและฟรีโหวต แต่ 27 ส.ส.พรรคปชป. ไปยกมือหนุนลุงตู่แน่นอน เท่ากับว่างูเห่าสีฟ้ากลุ่มนี้มีฤทธิ์ยิ่ง

ที่ผ่านมาสังคมรับรู้แรงต่อรองใน ปชป. ที่สองขั้วขัดกันชัดแจ้ง และกำลังพลสูสีกันนั้นว่า รอยร้าวเรื่องร่วม-ไม่ร่วมรัฐบาลคราวนี้ คล้ายเป็นจุดหันหัวพรรคลงและทำให้ความเชื่อมั่นในพรรคเก่าแก่ของเมืองไทยสั่นคลอนไป เพราะคำว่าอุดมการณ์ของพรรคกับผลประโยชน์ของคนการเมืองของพรรคที่หวังจะร่วมงานเป็นรัฐบาลหลังการยึดอำนาจนั้น อะไรควรมาก่อนและสิ่งใดจะสร้างประโยชน์ให้บ้านเมืองและประชาธิปไตยไทยได้บ้าง…

หลายคนมองว่าทำไมเกมการดึงเวลาของพรรคสีฟ้าจึงลากมาจนถึงตอนนี้ ? ทั้งๆ ที่เรื่องนี้ควรจบได้ตั้งนานแล้ว แต่เหตุที่จบไม่ได้นั้นเพราะใครบางคนยังไม่อยากให้แม่น้ำสีฟ้าต้องแยกสายในช่วงนี้หรือไม่…

อย่าลืมว่าเค้าลางแม่น้ำสีฟ้าแยกสายในวันวานมันแน่ชัดแล้วในวันนี้ มูลเหตุนั้นหลายคนบอกว่ามาจากการประกาศจุดยืนไม่เอาระบอบทักษิณและไม่หนุนการสืบทอดอำนาจของอดีตหัวหน้าพรรคสีฟ้า…จนทำให้เกิดตัวเลข 53 ส.ส.ปชป.จากการเลือกตั้งครั้งนี้ นับว่า ปชป.มีตัวเลขอยู่ในระดับที่ต่ำหากเทียบกับผลเลือกตั้ง ตั้งแต่ปี 2535 เป็นต้นมา

แต่มันคือคำตอบที่คนใน ปชป.ควรพินิจว่าการจะกลับไปยืนในตัวเลขระดับเดิมนั้น ยามนี้หากไม่มีจุดยืนที่แน่ชัดและวางแนวทางพรรคใหม่ อีกทั้งการยุติลีลาทางการเมืองที่หลายคนระอาได้นั้น โอกาสของพรรคสีฟ้ายังจะพอมีอยู่ เพราะไม่กี่เดือนข้างหน้าจะมีการเลือกตั้งท้องถิ่นตามมา ตรงนั้นจะเป็นบทพิสูจน์ของ ปชป.

แต่ที่แน่ๆ คือรอยรั่วในพรรคที่สะสมมาระยะหนึ่งแล้วนั้นมันปริแยกเด่นชัดในวันนี้

หากย้อนเวลาเค้าลางความร้าวในพรรคสีฟ้ามันระอุมาตั้งแต่ก่อนหย่อนบัตรเลือกตั้ง เพราะครั้งที่ “นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม” และ “อลงกรณ์ พลบุตร” อาสาชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แทน “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” นั้น ใครก็รู้กันดีว่าหมอโก๋มาลงสมัครเพื่ออะไร…และมีใครหนุนบนเหตุผลอะไรในการนำ ปชป.ไปยืนมุมใดบนกระดานการเมือง

รอยร้าวใน ปชป.วันนั้น “เดอะ มาร์ค” ย่อมรู้ดีว่าใครบางคนที่ยืนหลังเงาหมอโก๋ ต้องการให้ ปชป.เดินไปทางไหน ? เพราะหากปล่อย เดอะมาร์ค นำทัพ ปชป.แล้ว เดอะมาร์คย่อมไม่มีทางเดินในเส้นทางที่ใครบางคนหวังไว้ให้มันเกิดขึ้นกับ ปชป. เป็นแน่แท้…

รอยปริวันนั้นส่งผลให้พรรคสีฟ้าวันนี้มีสภาพไม่แตกต่างกับครั้งเหตุการณ์ 10 มกรา เพราะวันนั้นคนในพรรคมีความเห็นทางการเมืองและแนวบริหารพรรคแบบแบ่งแยกชัด จนหลายคนต้องย้ายสำมะโนครัวไปตั้งพรรคใหม่

สภาพของพรรคสีฟ้าในยามปัจจุบันคล้ายยิ่งกับเหตุเมื่อวันวาน เพราะวันนี้ปชป.มีสองขั้ว คือ “ขั้วรุ่นใหญ่” ที่ไม่ไปแตะมือหนุนลุงตู่และไม่เอากับระบอบทักษิณ ส่วนอีกขั้วหนึ่งก็รู้กันดีว่า “คนโตที่แยกวงไปตั้งพรรคใหม่” แต่บารมีที่สะสมไว้หลายเพลาจนมีสมาชิกพรรคและ ส.ส. รวมทั้งอดีตผู้แทนฯ ยอมรับนั้นหนุนลุงตู่ และ 27 ส.ส.ก็อยู่ในขั้วนี้ โดยคำตอบมันบ่งบอกมาจากมติพรรคล่าสุด

สังคมแว่วมาระยะหนึ่งแล้วว่า 27 ส.ส.พรรคสีฟ้า…ไปทำดีลลับตั้งแต่ไก่โห่แล้วกับใครบางคนที่ทำหน้าที่ดีลกับพลังประชารัฐว่า 27 ส.ส.ปชป.พร้อมจับมือกับ พปชร. และจะได้โควตาใดบ้างมาบรรณาการ ? เพราะมีกระแสลือมาพักหนึ่งแล้วว่า 1 รมว.เกรดเอ และ 3 รมช.กระทรวงดีๆ นั้น 27 ส.ส.พรรคสีฟ้าได้สิทธิเลือกก่อนมติพรรคจะคลอดแน่นอน ?

อย่าลืมว่า 27 ส.ส.หนุน “พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค” เข้าชิงหัวหน้าพรรคและแสดงความจำนงไว้ตั้งแต่ครั้งเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่แทนอภิสิทธิ์ที่ไขก๊อกไปหลังการหย่อนบัตรจบลง โดยแว่วว่า 27 ส.ส.มีแนวทางที่แน่นอนแล้วว่าพร้อมร่วมงานกับพลังประชารัฐและใครบางคนที่เดินจากพรรคไปเมื่อไม่นานมานี้

เมื่อพีระพันธุ์มาลงกับ “กรณ์ จาติกวณิช” และ “อภิรักษ์ โกษะโยธิน” เพื่อคานขั้วรุ่นใหญ่ใน ปชป. ที่หนุน “อู๊ดด้า” มันคือรอยปริสองขั้วในพรรคที่มิใช่ผลดีกับกระแสการเมืองช่วงนี้

และใครมารับงานหัวหน้าพรรคสะตอก็นับเป็นทุกขลาภโดยแท้…และเมื่อ “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” ได้สิทธิเป็นหัวหน้าพรรคสีฟ้า “อู๊ดด้า” ก็รับรู้แรงบีบนี้ในพรรคจึงต่อรองเงื่อนไขกับบิ๊กตัวจริงของ พปชร. และไม่สนใจการต่อรองกลับของคนในพลังประชารัฐแม้แต่น้อย จนมีรอยปริในสองพรรคนี้เกิดขึ้น

วันที่พรรคสีฟ้าได้เก้าอี้ประธานสภาผู้แทนราษฎรไปครองตามดีลแรกที่ซูเปอร์บิ๊กแห่ง คสช.และ พปชร.ยื่นให้ โดยหักความหวังของพ่อมดดำแห่งลุ่มน้ำบางปะกงจนสิ้น จากนั้น ปชป.จึงมีเรื่องราวของนโยบายพรรค การวางคนของพรรคในตำแหน่งที่เหมาะสมและการแก้กติกาหลักของประเทศ งอกขึ้นมาว่าต้องมีในแผนงานของรัฐบาลใหม่ และทำให้บางกลุ่มใน พปชร.ไม่พอใจลีลาของปชป.ที่เล่นแบบนี้ และยังแว่วว่า 27 ส.ส.ก็มิพอใจนักกับสิ่งที่พรรคดำเนินการเพราะมันเพิ่มขึ้นมาเพราะเหมือนเรียกราคาเกินงาม

และเมื่อศึกในพรรคสีฟ้าแยกเป็นสองขั้วเยี่ยงนี้…มีแววสูงว่าแม่น้ำสีฟ้าในยามนี้ย่อมถึงคราวต้องแยกสาย ดังนั้นการให้ข่าวดักทางของ “อิสสระ” ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนลงมติพรรค ก็คล้ายกับว่า ไม่ว่าอย่างไร พปชร.ได้ 27 ส.ส.พรรคสีฟ้าไปร่วมแน่

ตรงนี้เองคือสิ่งที่ พปชร.วางใจแต่หัววัน แม้จริงๆ แล้ว พปชร.ต้องการคนของพรรคสีฟ้ายกเข่งเพื่อจะเป็นข้ออ้างได้เต็มคำ และยามนี้จากมติของ ปชป.ก็อาจสมใจนึกไปบ้าง…

เพราะ พปชร.ต้องสู้กับข้อครหาการดูดงูเห่าในวันข้างหน้า โดยเฉพาะเรื่องงูเห่าสีส้มที่มีการยอมรับจากคีย์แมนอนาคตใหม่แล้วว่า ส.ส.หลายคนของพรรคโดนทาบด้วยปัจจัยมหาศาลให้ไปหนุนขั้วสืบทอดอำนาจ

แต่รับรองเลยว่าการเมืองในพรรคสีฟ้าที่พร้อมย้อนรอย 10 มกรา จะบังเกิดแน่นอน และการปะทะข้ามขั้วกับหลายมุ้งใน พปชร. มีแนวโน้มสูงยิ่ง และมันจะมีแรงกระเพื่อมถึงรัฐนาวาลุงตู่แบบมิอาจเลี่ยงได้ !