“6 เดือน”เตรียมพร้อมสู่”เอเวอเรสต์เบสแคมป์”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/374399?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“6 เดือน”เตรียมพร้อมสู่”เอเวอเรสต์เบสแคมป์”

5 มิถุนายน 2562 – 12:58 น.
เอเวอเรสต์เบสแคมป์
เปิดอ่าน 1,879 ครั้ง

เส้นทางค้นหา..ยอดเขาขี้อาย “Everest” เทคนิคและเคล็ดลับสำหรับผู้ไม่เคยเดินเขาเดินป่า…แต่อยากทำตามความฝันพิชิต “EBC” เอเวอเรสต์เบสแคมป์ !

ยอดเขาเอเวอเรสต์ ได้รับการยกย่องว่า “สูงงามและมีเสน่ห์สุดในโลก” เนื่องจากเป็น ภูเขาขี้อาย คนเนปาลเรียกเทือกเขาหรือยอดเขาส่วนใหญ่ด้วยเพศหญิง แต่ยอดเขาเอเวอเรสต์ได้รับการยกเว้นให้เรียกเป็นเพศชาย…แถมเป็นหนุ่มขี้อายมากๆ เสียด้วย !

แม้เป็นยอดเขาสูงสุดในโลก 8,848 เมตร แต่ถ้าใครไม่ได้ตั้งใจดั้นด้นปีนขึ้นไปใกล้ๆ จะเห็นไม่ค่อยชัด…เพราะธรรมชาติแอบเสกมนต์ให้ยอดเขาอื่นๆ ข้างเคียงมาบดบังไว้เกือบทุกมุม แถมด้วยเมฆหมอกหนาทึบแผ่ปกคลุมยอดเอเวอเรสต์ตลอดวัน ทำให้การได้ยลโฉมภูเขาหนุ่มขี้อายด้วยตาตัวเองจึงไม่ใช่เรื่องง่าย !

หลายคนมีความใฝ่ฝันว่าสักครั้งในชีวิต ต้องไปสัมผัสและมองเห็นยอดเขาเอเวอเรสต์ด้วยตาตัวเองว่าสวยยิ่งใหญ่สมกับคำเล่าลือแค่ไหน โดยเฉพาะการไปให้ถึง “อีบีซี” หรือ “เอเวอเรสต์เบสแคมป์” Everest Base Camp อันเป็นเหมือนพื้นที่พิเศษบนความสูงระดับ 5,364 เมตร ที่คนธรรมดาทั่วไปไม่ใช่นักปีนเขาแล้วอยากสัมผัสยอดเขาเอเวอเรสต์ให้ใกล้ที่สุดต้องไปที่นี่เท่านั้น

“ทีมข่าวรายงานพิเศษ คมชัดลึก” มีโอกาสร่วมเส้นทางจากประเทศไทยสู่ “เอเวอเรสต์เบสแคมป์” พร้อมกรุ๊ปเพื่อนต่างชาติ 4 คน โดยมีหัวหน้าทีมเป็นนักข่าวชาวเยอรมัน จึงขอนำประสบการณ์เดินทางร่วมกันมาเล่าให้ฟังบางส่วน โดยขอเน้นไปที่ผู้อ่านคนไทยทั่วไปที่ไม่ได้มีประสบการณ์ในฐานะนักเดินเขาหรือนักปีนเขามาก่อนในชีวิต แต่อยากออกผจญภัยท้าทายเส้นทางธรรมชาติของเทือกเขาสูงหิมาลัย

ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่าคนทั่วไปเรียก “ภูเขาเอเวอเรสต์” ว่า “ยอดเขาเอเวอเรสต์” (Mount Everest) เพราะตั้งอยู่ในแนวเทือกเขาหิมาลัย (Himalaya Range) ความยาวกว่า 2,400 กิโลเมตร ประกอบไปด้วยยอดเขาสูงต่ำมากกว่าหนึ่งร้อยยอด ชาวอินเดียเพิ่งคิดค้นวิธีวัดความสูงได้เมื่อปี 1955 แต่ฝรั่งไม่ค่อยเชื่อเท่าไร พยายามคอนเฟิร์มวัดซ้ำแล้วซ้ำอีกเพื่อพิสูจน์ว่า ยอดเอเวอรเรสต์สูงที่สุดในโลกจริงหรือ? จนกระทั่งจีนออกมายืนยันอย่างเป็นทางการเมื่อปี 1975 นี้เอง

“บีไนฟ์” หนุ่มเนปาลีหน้าเข้มผู้ทำหน้าที่ไกด์ แปลให้ฟังว่า หิมาลัย หมายถึง บ้านของหิมะ คนเนปาลหรือ “เนปาลี” เคารพนับถือเทือกเขาหิมาลัยมานานแล้ว ส่วนยอดเอเวอเรสต์เรียกว่า ซาการ์มาธา “SAGARMATHA” ควรจำคำนี้แม่นๆ เพราะในแผนที่หรือป้ายบอกเส้นทางหลายแห่งไม่ได้ใช้คำว่า “EVEREST” แต่ใช้คำนี้ ส่วนความหมายของ “SAGARMATHA” ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันถึงทุกวันนี้ เพราะ “sagar” แปลว่า ทะเล (sea) ส่วน “matha” แปลว่า หน้าผาก (forehead) ยากจะคาดเดาได้ว่าทำไมบรรพบุรุษเนปาลีถึงใช้คำว่า ทะเล เรียกยอดเขาหนุ่มที่สูงสุดในโลกแห่งนี้

เมื่อได้กรุ๊ปเพื่อนร่วมทางและ “ไกด์ผู้เชี่ยวชาญ” สาเหตุที่ต้องเรียกว่าไกด์ผู้เชี่ยวชาญเพราะ “บีไนฟ์” ไกด์หน้าเข้มของเราขึ้นไปถึง “อีบีซี” ไม่ต่ำกว่าร้อยครั้งแล้ว จนรู้จักทางลาด ทางชัน โขดหิน ซอกภูเขา ฯลฯ เป็นอย่างดี เพราะตลอดเส้นทางเดินเกือบ 2 อาทิตย์นั้น เขาต้องวางแผนปรับเปลี่ยนที่พักและระยะทางตามแรงกาย แรงขา และแรงใจของพวกเราตลอดเวลา หากกรุ๊ปไหนได้ไกด์ผู้ไม่ค่อยเชี่ยวชาญ โอกาสล้มเหลวไปไม่ถึง “อีบีซี” ค่อนข้างสูงมาก หรือแม้แต่เสี่ยงอันตรายต่อชีวิตก็เป็นได้

          ขั้นตอนการวางแผน-เตรียมอุปกรณ์ล่วงหน้า 6เดือน!
“ตัดสินใจว่าไปแน่นอน” ก็อย่าลังเลรีบจองตั๋วเครื่องบินได้เลย เพราะการผจญภัยเส้นทาง “อีบีซี” ไปได้แค่ 2 ช่วงเท่านั้น คือ ก่อนมรสุม ช่วงปลายเดือนเมษายน–พฤษภาคม อุณหภูมิประมาณ “15 องศา” ถึง “-5 องศา” และหลังมรสุม ปลายกันยายน–ตุลาคม อุณหภูมิประมาณ “8 องศา” ถึง “-8 องศา” สำหรับคนไทยหรือนักท่องเที่ยวทั่วไปมักไปช่วงแรกมากกว่า อากาศดีเมฆหมอกน้อย ตั๋วเครื่องบินจึงค่อนข้างเต็มตลอด

ขอให้โปรดจำและท่องประโยคนี้ให้ขึ้นใจเลยว่า ไม่มีอะไรแน่นอนบนภูเขาสูงเสียดฟ้า

การจองตั๋วเครื่องบิน ที่พัก ไกด์ทัวร์ ลูกหาบ ไว้ล่วงหน้าอย่างน้อย 6 เดือนเป็นเรื่องสำคัญ เพราะเรากำลังจะไป เอเวอเรสต์เบสแคมป์ ไม่ได้ไปทัวร์เกาหลี ญี่ปุ่น จองล่วงหน้าไม่กี่วันก็ได้ แบบสบายๆ

ไฟลต์บินตรงจากไทยไป สนามบินตริภูวัน “Tribhuvan International Airport” กรุงกาฐมาณฑุ ประเทศเนปาล มี 2 สายการบิน คือ ไลออนแอร์ และการบินไทย ให้เลือก ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงครึ่ง หลังจองเสร็จให้รีบส่งรายละเอียดให้ไกด์ทัวร์ เพื่อนำไปจองตั๋วเครื่องบินเล็กของเนปาล บินจากกรุงกาฐมาณฑุต่อไปยังสนามบิน Tenzing Hillary ของเมือง Lukla ที่เป็นจุดเริ่มต้นการเดินเท้าอย่างแท้จริง แต่การจองตั๋วเครื่องบินไปเมือง Lukla ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องลุ้นระทึกน่าดู

หัวหน้ากรุ๊ปเล่าว่า การไป Lukla ต้องอาศัย “โชคบวกดวง” พอสมควร หมายความว่า 1.ต้องมี “ดวงเดินทาง” ในวันนั้น เวลานั้น เพราะไฟลต์บินส่วนใหญ่โดนดีเลย์จากภูมิอากาศไม่เหมาะสม เช่น ฝนตก พายุเข้า ฟ้ามัว ฯลฯ แค่ภูมิอากาศไม่เอื้ออำนวยเพียงเล็กน้อย สายการบินจะไม่ยอมเสี่ยงขึ้นบินอย่างแน่นอน หลายคนมีประสบการณ์อากาศไม่อำนวยต้องนอนรอในกรุงกาฐมาณฑุ 1–2 คืน และ 2.ต้องมี “โชคดี” ลุ้นให้ได้กัปตันนักบินที่เก่งกาจระดับมือพระกาฬ เนื่องจากสนามบินแห่ง Lukla ขึ้นชื่อเป็นสนามบินอันตรายอันดับ 1 ของโลก (เคล็ดลับเพิ่มเติม: อย่าไปค้นข้อมูลอ่านข่าวสนามบินนี้ในกูเกิลมาก เพราะอ่านไปก็ทำให้ใจเสียเปล่าๆ) ตัวอย่างเช่นกรณีกรุ๊ปเรา แม้จองตั๋วทุกอย่างไว้เรียบร้อยแล้ว แต่วินาทีสุดท้ายต้องเพิ่มเงินเปลี่ยนไฟลต์ไปขึ้นเฮลิคอปเตอร์แทนอย่างกะทันหัน

ต่อจากซื้อตั๋วคือ รายการสิ่งของเครื่องใช้จำเป็นสำหรับ เทรคกิ้ง (Trekking) แม้กระทั่งคนมีประสบการณ์เทรคกิ้งบ่อยๆ และมีอุปกรณ์มากมายแต่การไป อีบีซี รับรองได้ว่าต้องมีอุปกรณ์จำเป็นพิเศษหาซื้อเพิ่มเติมอย่างแน่นอน เช่น ถุงนอนขนาดอุณหภูมิติดลบ

ก่อนไปช็อปปิ้งซื้ออุปกรณ์ต่างๆ ขออธิบายให้คนทั่วไปเข้าใจความแตกต่างของกิจกรรมเดินป่าที่แบ่งเป็น 3 แบบด้วยกันเพื่อให้คุยกันคนขายหรือพนักงานร้านเข้าใจมากขึ้น นั่นคือ ไฮกิ้ง (Hiking) หรือ เทรคกิ้ง (Trekking) และ เมาเทนเนียริ่ง (Mountaineering)

“ไฮกิ้ง” หมายถึงการเดินป่าแบบสบายๆ ไม่สมบุกสมบันมากนัก เช่น เดินดูนกแปลกๆ ผีเสื้อหลากสี ต้นไม้ดอกไม้สวยๆ ในสวนป่า น้ำตกหรืออุทยานแห่งชาติทั่วไป เป็นการเดินป่าแบบ 3–8 ชั่วโมง มีเพียงกระเป๋าเป้ขนาดปานกลางใส่น้ำ อาหาร ขนม ไม่นอนค้างคืน ส่วนใหญ่เดินวนกลับไปยังจุดเริ่มต้น และที่สำคัญคือเส้นทางการเดินป่ามีสัญลักษณ์หรือป้ายบอกชื่อสถานที่ชัดเจน ไม่ต้องพกอุปกรณ์จีพีเอสหรือเข็มทิศแบบมืออาชีพ

เทรคกิ้ง เป็นการเดินป่าหรือเดินไต่ขึ้นภูเขาแบบหลายสิบกิโลเมตร ที่สำคัญคือการเตรียมอุปกรณ์ค้างคืนไปด้วย แล้วแต่ระยะเวลาว่ากี่คืน บางครั้งกางเต็นท์นอนและทำอาหารเอง หรือบางเส้นทางอาจมีที่พักอาหารบริการไว้ให้ อุปกรณ์เริ่มมากขึ้น จากกระเป๋าเป้ใบเล็กกลายเป็นแบ็กแพ็กใบโต หากเส้นทางลึกลับท้าทายมากหน่อย บางครั้งต้องมีไกด์นำทางไปด้วย

เมาเทนเนียริ่ง คือการ “ปีนเขา” ไม่ใช่แค่เดินไต่ขึ้นภูเขาแบบทั่วไป คนที่ไปทริปนี้ต้องมีทักษะความสามารถในการใช้อุปกรณ์ปีนก้อนหิน ไต่ผา โรยเชือก ฯลฯ หรือแม้กระทั่งการปีนภูเขาน้ำแข็ง

สำหรับการไปเบสแคมป์นั้น ถือเป็น เทรคกิ้ง ระดับสุดยอดความทรหด เพราะใช้เวลาเดินไต่ขึ้นลงภูเขาที่มีความสูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง 5 พันกว่าเมตร รวมแล้วไม่ต่ำกว่า 12–15 คืน อาหารการกินลำบาก แต่เส้นทางยังไม่ถึงขนาดเป็น เมาเทนเนียริ่ง ที่ต้องปีนป่ายใช้ขวานจิกภูเขาน้ำแข็งโรยตัวขึ้นเชือกไต่ ถ้าเป็นขนาดนั้นก็ต้องเป็นกลุ่มที่ตั้งใจไปพิชิตยอดเอเวอเรสต์ หรือที่เรียกกันว่า ซัมมิตยอดเอเวอเรสต์ (Mount Everest Summit)

หลังจากคอนเฟิร์มตั๋วเครื่องบินทุกคนเรียบร้อย หัวหน้ากรุ๊ปมีคำสั่งให้เตรียมฟิตร่างกายและเตรียมจัดหาอุปกรณ์สำคัญ 4 อย่างไว้ก่อนเลย คือ 1.รองเท้า 2.แว่นกันแดด 3.ถุงมือ ถุงเท้า และ 4.ถุงนอน ฟังเหมือนง่าย แต่เอาเข้าจริงหาซื้อยากพอสมควร โดยเฉพาะรองเท้าเทรคกิ้งต้องเลือกแบบหุ้มข้อและมีพื้นเป็นช่องลึกกันลื่น กันกระแทก กันน้ำ

การหาซื้อรองเท้าเทรคกิ้งไป “อีบีซี” ต้องใช้ความละเอียด อย่าเลือกเพราะราคาหรือยี่ห้อเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะการซื้อผ่านออนไลน์ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง ต้องลองสวมใส่เดินไปๆ มาๆ ยกเท้า กระแทกเท้า เอาให้เหมาะจริงๆ บางคนไม่ชอบหุ้มข้อสูงมาก บางคนชอบหัวหนาป้องกันกระแทก ฯลฯ ค่อยๆ เลือกอย่าใจร้อน เพราะตามโปรแกรมต้องเดินและปีนขึ้นๆ ลงๆ ก้อนหินที่เป็นขั้นๆ อย่างน้อยไม่ต่ำกว่าวันละ 6-8 ชั่วโมง เมื่อไม่ได้เดินบนถนนฟุตบาทธรรมดา พื้นรองเท้าต้องดอกลึกและยางคุณภาพดีเหนียวแต่แน่น

“เลือกรองเท้าที่เหมาะกับเท้า ไม่ใช่เลือกที่ราคาแพง ถ้าเป็นรองเท้าซื้อใหม่ ต้องใส่เดินอย่างน้อย 3–4 เดือนก่อนวันเดินทาง ควรซื้อให้ใหญ่กว่าเบอร์เท้า 1-2 เบอร์เผื่อใส่ถุงเท้า 2 ชั้น และเพื่อให้เท้ากับรองเท้าเข้ากันได้ดี ให้ใส่ซ้อมเดินอย่างน้อยอาทิตย์ละหลายๆ ชั่วโมงจนไม่โดนรองเท้ากัดหรือถลอกบาดผิวเท้า”

คำสั่งออกมาค่อนข้างชัดเจน แต่คนไม่เคยเทรคกิ้งและไม่รู้ว่าจะไปซ้อมใส่รองเท้าเดินแถวไหน ก็ขอให้ใส่ขึ้นบันไดเดินขึ้นเดินลงในตึกที่ทำงาน เปลี่ยนจากขึ้นลิฟต์ 20 ชั้น เป็นขึ้นบันไดแทน หรือวันหยุดสุดสัปดาห์ใส่ไปเดินจตุจักร ห้างสรรพสินค้า มาบุญครอง สยาม ที่ไหนก็ได้ที่ต้องใช้เวลาอย่างน้อยเดินต่อเนื่อง 2–3 ชั่วโมง (เคล็ดลับเพิ่มเติม : ใส่รองเท้าไปซ้อมเดินห้างอีเกีย เดินดูเฟอร์นิเจอร์แต่งบ้านเพลินดี เดินอ้อมไปๆ มาๆ 2 ชั้นก็ 3 ชั่วโมงครึ่ง ทำให้รองเท้าใหม่กับเท้ารู้จักคุ้นเคยเข้ากันได้มากขึ้น)

“แว่นกันแดด” ต้องเป็นเลนส์ป้องกันแสงยูวี อันนี้ง่ายสุด ควรเอาไปหลายอัน เผื่อหายแตกหักระหว่างทาง สำหรับ “ถุงมือ” ควรมี 3 คู่อย่างน้อย คือ ถุงมือทั่วไปใช้ถือไม้ walking stick กลางวัน ถุงมือใส่กลางคืนถ้าอยากออกมาเดินชมวิว และถุงมือสำหรับครอบกันฝนและลมหนาว

“ถุงเท้า” เป็นอุปกรณ์ที่หัวหน้ากรุ๊ปให้ความสำคัญมาก แต่เอาไปหลายคู่ไม่ได้ เพราะถูกจำกัดเรื่องน้ำหนักของเครื่องบินเล็กที่จะไป Lukla ส่วนใหญ่ได้ไม่เกินคนละ 12 กิโลกรัมเท่านั้น ควรเอาไปไม่เกิน 5 คู่ และเป็นแบบหนา ควรมีส่วนผสมของขนแกะ Merino wool ซึ่งราคาแพงกว่าถุงเท้าทั่วไปประมาณ 1 เท่า (เคล็ดลับ : ควรเลือกซื้อแบบมีตัวอักษรกำกับด้านข้างถุงเท้าด้วยว่าเป็น “ข้างซ้ายL” หรือ “ข้างขวาR” เพราะเวลาใส่ถุงเท้าซ้ำกันหลายวัน ใส่ข้างเดิมจะรู้สึกลื่นไหลมากกว่า เนื่องจากถุงเท้าเข้ากับรูปทรงเท้าเรียบร้อยแล้ว)

“ถุงนอน” ต้องเป็นระดับเกรดเอ ใช้รองรับอุณหภูมิ “-5 ถึง -10 องศา” ไม่ค่อยมีขายตามร้านขายของเดินป่าทั่วไป ต้องสั่งซื้อทางอินเทอร์เน็ต ขอให้ลงทุนซื้อยี่ห้อดีๆ ราคาหลักหมื่นบาท ยิ่งเบายิ่งดี และต้องเลือกที่มีส่วนผสม “ขนห่าน” (Down Sleeping Bags) โปรดอย่าคิดว่าจองห้องพักแล้วไม่ต้องห่วงความหนาว เพราะในห้องพักจะให้แค่ผ้าห่มบางๆ กับหมอน 1 ใบ อุณหภูมิในห้องต่ำกว่า 10 องศาจนถึงติดลบแทบทุกคืน ต้องนอนในถุงนอนแล้วเอาผ้าห่มคลุมอีกที หลายคนซื้อถุงนอนแบบประหยัดหรือยืมเพื่อนมาแบบไม่อบอุ่นพอ เดินขึ้นเขาไปได้แค่ 2–3 คืน กลางคืนนอนสั่นจนร่างกายทนไม่ไหว กลายเป็นไข้ไม่สบาย อดขึ้นไปถึงจุดหมาย

ส่วนเสื้อหนาว กางเกง หมวก เสื้อกันฝน และอุปกรณ์อื่นๆ สามารถเลือกซื้อได้ตามความพอใจ แต่ควรเตรียมไป 3 ระดับ คือ ระดับทั่วไป ระดับหนาว และระดับหนาวมาก สามารถเช็กรายละเอียดอุปกรณ์ที่ต้องเอาไปได้ในเว็บไซต์ เช่น http://www.everestbasecamptrektours.com

“อย่าลืมว่าตอนเดินนั้น เราจะมีเหงื่อออกตลอด จนรู้สึกร้อน แต่ตอนหยุดพักเดินจะหนาวขึ้นมาทันที ควรพกเสื้อหนาวสำรอง เสื้อกันฝน ถุงมือ แว่นสำรอง ไฟฉาย อุปกรณ์ยังชีพ ติดเป้ประจำตัวไว้ตลอดเวลา ส่วนอย่างอื่นให้ลูกหาบช่วยขนได้” หัวหน้ากรุ๊ปสั่งทิ้งท้ายช่วง 1 เดือนก่อนเดินทาง

สำหรับคนที่หาซื้ออุปกรณ์ไม่ครบหรือไม่ได้ดังใจก็ต้องไม่แปลกใจ เพราะร้านในเมืองไทยแค่บอกคนขายว่าไป “อีบีซี” เขาก็ส่ายหน้าแล้วว่าให้ไปหาซื้อในเน็ต ใครที่ของไม่ครบขอแค่เผื่อเวลาไปช็อปปิ้งแถวถนน Thamel ในกรุงกาฐมาณฑุ อย่างน้อย 1 วัน ที่นั่นมีขายทุกอย่าง ราคาถูกกว่าเมืองไทย แถมมีคนช่วยแนะนำด้วยว่า การปีนเขาแต่ละวัน ควรสวมใส่อะไรและมีอุปกรณ์จำเป็นอะไรบ้าง

แทบไม่น่าเชื่อว่า การใช้เวลาช็อปปิ้งล่วงหน้าเลือกซื้อทุกอย่างแบบพิถีพิถัน 4-5 เดือน แต่สุดท้ายก็ยังไม่ครบ เพราะฉะนั้นเตรียมเงินเยอะๆ ไปจ่ายให้พ่อค้าถนน Thamel ถือเป็นการกระจายรายได้ ตอนนี้หลายคนเริ่มมีคำถามในใจว่า ซึ่งเป็นคำถามที่เจอบ่อยสุดคือ

อยากไปเอเวอเรสต์เบสแคมป์ต้องเตรียม “เงิน” ไว้เท่าไร ?
โปรดติดตามคำตอบได้ในตอน 2

     ฟิตร่างกายพร้อมสู้ “อีบีซี”
การฝึกกล้ามเนื้อขา เพื่อฟิตร่างกายให้เดินไต่เขาได้โดยไม่ปวดตัวจนไข้ขึ้น นอกจากการซ้อมเดินขึ้นบันไดทุกวันแล้ว หากใครเป็นสมาชิกคลับฟิตเนส ควรเล่นเครื่อง “อีลิปติคอล” (Elliptical) หรือที่เรียกว่า “เครื่องตั๊กแตน” อย่างน้อยวันละ 20-30 นาที อาทิตย์ละ 2-3 วัน หรือวิ่งจ๊อกกิ้งแถวบ้านช่วงเช้าหรือเย็น อย่างน้อยอาทิตย์ละ 3 วัน ช่วง 2 เดือนสุดท้ายก่อนออกเดินทาง

อะไรจะเกิด?ประชุมรัฐสภาเลือกนายกฯ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/374362?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อะไรจะเกิด?ประชุมรัฐสภาเลือกนายกฯ

5 มิถุนายน 2562 – 11:15 น.
ประธานรัฐสภา,ชวน หลีกภัย
เปิดอ่าน 3,353 ครั้ง

คอลัมน์…  ล่าความจริง..พิกัดข่าว   โดย… ปกรณ์ พึ่งเนตร 

มีหลากหลายคำถามในสังคมว่าการประชุมโหวตนายกรัฐมนตรีครั้งประวัติศาสตร์วันนี้ จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง???

“ล่าความจริง” ก็เลยสรุป “ซีนาริโอ” ที่เป็นไปได้ในลักษณะ “ถาม-ตอบ” มาเล่าให้ฟัง

1.การประชุมโหวตนายกฯ จะยืดเยื้อหรือไม่?
-มีความเป็นไปได้ที่จะยืดเยื้อ เหตุผลเป็นเพราะจะมีการเรียกร้องให้ผู้ได้รับการเสนอชื่อ หรือ “แคนดิเดต” ได้แสดงวิสัยทัศน์ แต่เรื่องนี้อาจจะมีปัญหาเพราะไม่มีข้อบังคับระบุเอาไว้ ที่สำคัญแคนดิเดตทั้ง 2 คน คือ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน (แคนดิเดตของพรรคพลังประชารัฐ) น่าจะไม่ได้ปรากฏตัวในห้องประชุมสภาทั้งคู่ และหากจะมีการอภิปรายคุณสมบัติก็จะมีการโต้เถียงกันวุ่นวายว่าจะอภิปรายได้หรือไม่ โอกาสทะเลาะกันยืดเยื้อมีสูง

แต่หากนายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ใช้ความเด็ดขาด ไม่อนุญาตให้อภิปรายมากนัก ก็มีโอกาสเหมือนกันที่กระบวนการโหวตเลือกนายกฯ จะจบเร็ว

   2.อภิปรายซักฟอกคุณสมบัติ “แคนดิเดต” ได้หรือไม่?
-ไม่มีข้อบังคับเปิดช่องให้อภิปรายได้ แต่เกมในสภาของขั้วเพื่อไทยที่จะเสนอชื่อนายธนาธร ซึ่งมีปัญหาคุณสมบัติการเป็น ส.ส.อยู่ จะเป็นชนวนให้เกิดการอภิปรายคุณสมบัติ เพราะคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของการเป็นส.ส. คือคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามเดียวกับการเป็นรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรี

และเมื่ออภิปรายนายธนาธรได้ ก็จะมีสมาชิกหยิบยกคุณสมบัติของพล.อ.ประยุทธ์ ขึ้นมาอภิปรายเช่นกัน ทั้งสถานะการเป็น “เจ้าหน้าที่รัฐ” ซึ่งต้องห้ามเป็นแคนดิเดตนายกฯ แต่ พล.อ.ประยุทธ์ ยังเป็นหัวหน้าคสช.อยู่จนถึงวินาทีนี้ ซึ่งถูกมองว่าเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ

นอกจากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ ยังเคยเป็นผู้นำการรัฐประหาร ฉีกรัฐธรรมนูญ อาจถูกอภิปรายว่าขัดคุณสมบัติเรื่องมาตรฐานทางจริยธรรม (รัฐธรรมนูญมาตรา 160 วงเล็บ 5) ซึ่งในกฎหมายมาตรฐานทางจริยธรรมที่เพิ่งประกาศใช้ไม่นาน ก็เขียนไว้ชัดว่าต้องสนับสนุนการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ประเด็นนี้ก็เริ่มถกเถียงอภิปรายกันเมื่่อไหร่ประชุมกันยาวแน่ๆ

 3.สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) เข้าประชุมได้ตอนไหน?
ขณะนี้เริ่มมีเสียงทักท้วงว่ารัฐธรรมนูญเปิดช่องให้ส.ว.ร่วมโหวตนายกฯ เท่านั้น ไม่ได้ให้ร่วมเสนอชื่อ “แคนดิเดต” และร่วมในกระบวนการรับรองรายชื่อ ทำให้เกิดปัญหาว่า ส.ว.เข้าไปนั่งประชุมด้วยได้ตั้งแต่ตอนไหน นี่ก็เป็นอีกเรื่องที่จะถกเถียงกัน

  4.คุณสมบัติ ส.ว.
จากประเด็นที่ 3 ก็จะมาต่อประเด็นนี้ เมื่อพาดพิง ส.ว. 250 คน ก็จะต้องมีสมาชิกบางคนบางส่วนอภิปรายพาดพิงถึงสถานะการเป็นส.ว.ที่เป็นมาได้เพราะคสช.แต่งตั้งเกือบทั้งหมด แล้ววันนี้มาโหวตเลือกหัวหน้าคสช.เป็นนายกฯ เข้าข่ายต่างตอบแทนหรือไม่

  5.การปรากฏตัวของงูเห่า
หลายเสียงบอกว่าวันนี้งูเห่าจะเพ่นพ่านและจะเปิดตัวกันเสียทีตอนโหวต เพราะการลงมติต้องขานชื่อและขานมติให้ได้ยินได้ฟังกันชัดๆ

แต่บางเสียงก็ท้วงว่างูเห่าอาจไม่จำเป็นต้องปรากฏตัวให้หมดอนาคตทางการเมือง เพราะการเป็นนายกฯ ใช้เสียง 376 เสียง ถ้าส.ว.250 คนเทเสียงให้ ก็จะใช้เสียงส.ส.แค่ 126 เสียงเท่านั้น ใช้เสียงจากพรรคที่เปิดตัวร่วมกับพลังประชารัฐแล้วก็เพียงพอ ส่วนงูเห่าเก็บไว้ใช้ตอนโหวตกฎหมายสำคัญ

สิ่งที่น่าจับตามากกว่า คือ ส.ส.ประชาธิปัตย์ ทั้งตัว นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรค และกลุ่มผู้สนับสนุนราวๆ 10 คน จะโหวตไปในทางไหน หรือจะกลายเป็น “งูเห่าโดยสภาพ” ของขั้วเพื่อไทยให้ได้ฮือฮากัน

แต่ต้องยอมรับว่าวิธีการโหวตที่โหวตเฉพาะนายกฯ ไม่ได้โหวตตั้งรัฐบาล ซึ่งเป็นวิธีเฉพาะของรัฐธรรมนูญนี้ ทำให้เอกภาพของเสียงสนับสนุนของพรรคการเมืองมีความสำคัญน้อยลง แต่อาจไม่มีใครแคร์เท่าไรว่าประชาธิปัตยเสียงแตก (พรรคแตก) หรือไม่ เพราะถึงอย่างไร “ลุงตู่ก็นอนมา”

ประเด็นหลักๆ ทั้งหมดนี้ ทำให้การประชุมรัฐสภาวันนี้ได้รับการคาดหมายจากคอการเมืองว่า…จะดุเดือดเลือดพล่านอย่างแน่นอน!

การบ้านรัฐบาลใหม่

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/374359?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

การบ้านรัฐบาลใหม่

5 มิถุนายน 2562 – 08:22 น.
การบ้านรัฐบาลใหม่,ตั้งรัฐบาล
เปิดอ่าน 2,167 ครั้ง

บทบรรณาธิการ นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันพุธที่ 5 มิถุนายน 2562

รูปร่างหน้าตารัฐบาลชุดใหม่จะเป็นอย่างไร ที่ประชุมรัฐสภาเสียงข้างมากจะร่วมกันกำหนดในวันนี้ (5 มิ.ย.) ซึ่งไม่ว่าผลสรุปจะเป็นในทิศทางใด ภารกิจข้างหน้าของรัฐบาลถือว่า เป็นงานใหญ่และหนักหนาสาหัส โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัว ที่กำลังถูกซ้ำเติมด้วยสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) ได้จัดทำข้อมูลสภาวะประเทศไทย เพื่อรายงานให้แก่รัฐบาลชุดใหม่เอาไว้อย่างรอบด้าน เพื่อเป็นแนวทางในการจัดทำนโยบาย ที่สำคัญคือการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ในรายงานชุดนี้ ประกอบด้วย สถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศในปัจจุบัน รายงานผลการพัฒนาประเทศในระยะ 5 ปีที่ผ่านมา รวมทั้งแนวทางการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะประเด็นสำคัญเร่งด่วนในช่วงที่เหลือของปีนี้้ คือการส่งออก การท่องเที่ยว การใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐ การลงทุนภาคเอกชน การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน

ปัญหาการส่งออก ที่แต่เดิมก็ติดลบอยู่แล้ว น่าจะเป็นเรื่องใหญ่ลำดับต้นๆ ดังนั้น สศช.จึงได้เสนอแนะทางออกเพื่อให้ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าน้อยที่สุดด้วยการหาตลาดใหม่ทดแทน เพื่อรักษาการขยายตัวของภาคการส่งออกให้อยู่ในระดับไม่ต่ำกว่า 3% ควบคู่ไปกับการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิต ขณะที่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่ขยายตัวต่อเนื่องนั้น สศช.แนะนำว่า ควรวางเป้าหมายให้มีรายได้จากการท่องเที่ยวเติบโตไม่น้อยกว่า 8.6% จากปีก่อน หรือสร้างรายรับจากนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่น้อยกว่า 2.1 ล้านล้านบาท แต่ถึงอย่างไร รัฐบาลชุดใหม่ก็ต้องเน้นในเรื่องคุณภาพสิ่งแวดล้อม และความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว ขณะที่การลงทุนภาครัฐต้องกำชับให้หน่วยงานราชการเร่งรัดโครงการเพื่อเบิกจ่ายงบประมาณ ซึ่งในปี 2563 จะเบิกจ่ายล่าช้าออกไป 2.3 เดือน ขณะเดียวกัน ต้องสนับสนุนให้การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับขับเคลื่อนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งที่อนุมัติแล้วและรอการอนุมัติ

จะเห็นได้ว่า การบ้านที่ สศช.ส่งถึงรัฐบาลใหม่ เน้นหนักไปในเรื่องเศรษฐกิจ ดังนั้น กระทรวงเศรษฐกิจหลายกระทรวงซึ่งจัดอยู่ในระดับเกรดเอ จึงมีความสำคัญยิ่ง ดีลการเจรจาจัดตั้งรัฐบาลที่มีข่าวกันแบบรายวันเกี่ยวกับการต่อรองที่ไม่ลงตัว ก็มักจะเป็นการช่วงชิงกระทรวงเกรดเอ อย่างเช่น กระทรวงคมนาคม ที่จะดูแลโครงสร้างพื้นฐานทั้งถนน รถไฟทางคู่ รถไฟความเร็วสูง รถไฟฟ้า สนามบินพาณิชย์ ท่าเรือ ส่วนการส่งออกก็ต้องอาศัยแม่งานอย่างกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงอุตสาหกรรม ส่วนกระทรวงท่องเที่ยวและการกีฬา ต้องเดินตามเป้าหมายสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวให้ได้ เพราะเป็นอีกหนึ่งเครื่องจักรสำคัญในการจับเคลื่อนเศรษฐกิจ สำหรับการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตก็โยงใยอยู่กับหลายกระทรวง เรื่องการเบิกจ่ายงบประมาณขึ้นกับทุกกระทรวง แต่โดยสรุปแล้วโดยภาพรวมกระทรวงการคลังก็เป็นกำลังสำคัญ

อย่างไรก็ตาม ถ้าหากจะให้เครดิตสำหรับพรรคการเมืองที่กำลังเจรจาต่อรองกันอย่างหนัก ก็ต้องมองว่า พรรคการเมืองนั้นๆ ต้องการที่จะผลักดันนโยบายสำคัญของพรรคเพื่อประโยชน์ของชาติบ้านเมืองและประชาชนเป็นที่ตั้ง เช่น พรรคที่หาเสียงเอาไว้ในเรื่องกัญชาก็อาจจะได้ดูแลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงสาธารณสุข พรรคที่มีความโดดเด่นเรื่องการปฏิรูปการศึกษา ก็อาจจะได้โควตากระทรวงศึกษาธิการ แต่ในอีกด้านหนึ่ง สังคมก็ยังหวั่นเกรงกรณีผลประโยชน์ทับซ้อนเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในอดีต โดยเฉพาะในขณะนี้ที่ถูกจับตามากที่สุดก็คือ กระทรวงคมนาคม ที่พรรคพลังประชารัฐต้องการที่จะดูแลเอง เพื่อความต่อเนื่องจากรัฐบาลที่แล้ว แต่บางพรรคก็ปรารถนาที่จะเข้ามาบริหารเช่นกัน กระทรวงการท่องเที่ยวฯ ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งกับการขับเคลื่อนรายได้จากการท่องเที่ยวให้เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 8.6% ตามคำแนะนำของ สศช. แต่ก็ยังถูกมองว่า หากมีวาระซ่อนเร้น ก็จะเกิดผลประโยชน์ทับซ้อนได้เช่นกัน แกนนำรัฐบาลหรือนายกรัฐมนตรีคนใหม่ต้องแจกการบ้านอย่างเหมาะสมให้สอดคล้องกับแนวทางของประเทศ ไม่ปล่อยให้รุมทึ้งกันไม่มีที่สิ้นสุด

โปรดดูแลสุขภาพร่างกายเชิญฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ฟรี

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/374242?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

โปรดดูแลสุขภาพร่างกายเชิญฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ฟรี

5 มิถุนายน 2562 – 00:00 น.
สุขภาพ,ฉีดวัคซีน,ไข้่หวัดใหญ่
เปิดอ่าน 6,460 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

‘ดับเครื่องชน’ ห่วงใยสุขภาพร่างกายของทุกท่าน โดยเฉพาะเวลานี้เข้าสู่ฤดูฝน ซึ่งขอให้เฝ้าติดตามรายงานอากาศมาอย่างต่อเนื่อง เพราะจะมีผลกระทบถึงชีวิตประจำวัน

นอกจากต้องดูแลตัวเองแล้วยังรวมถึงการเดินทางไปทำงาน-ไปเรียนหนังสือหรืออีกมากมายหลายประการ โดยเฉพาะเวลาฝนตกอาจจะเกิดน้ำท่วมฉับพลันหรือถนนลื่น โปรดระมัดระวังอันตราย และผู้ขับที่จะมีปัญหาการมองเห็น เพราะทัศวิสัยไม่ดี

ขอแจ้งให้ทราบสภาพอากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาว่า

ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปประเทศไทยมีฝนตกต่อเนื่อง ร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีกำลังอ่อนลง แต่ยังคงมีมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดปกคลุมทะเลอันดามันและประเทศไทย ประกอบกับมีลมตะวันออกเฉียงใต้พัดปกคลุมภาคใต้และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยมีฝนตกต่อเนื่อง และมีฝนตกหนักบางแห่ง คลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยจะมีกำลังปานกลาง

จึงเรียนมาเพื่อทราบ ด้วยความห่วงใยและปรารถนาดี
อ๊อด เทอร์โบ


 ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ฟรี
 โทรสายด่วนสอบถาม 1330

สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) แจ้งข่าวเกี่ยวกับการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล บริการประชาชน

ทั้งนี้ สปสช.ได้ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขจัดเตรียมวัคซีนไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล 4,000,000 โดส พร้อมให้บริการประชาชน 7 กลุ่มเสี่ยงที่โรงพยาบาลของรัฐ สถานพยาบาลเอกชนที่ร่วมโครงการ หรือหน่วยบริการในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติทั่วประเทศ

สามารถใช้สิทธิขอรับการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน ถึง 31 สิงหาคม 2562

กรณีหญิงตั้งครรภ์สามารถฉีดวัคซีนได้ทั้งปี สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร.สายด่วน สปสช. 1330

เวลานี้เข้าสู่ฤดูฝนแล้ว ขอให้ทุกท่านระมัดระวังสุขภาพและติดตามรายงานอากาศอย่างใกล้ชิด


ณ เวลานี้แม้จะเริ่มฤดูฝนแต่ปรากฏว่า เกือบทั่วประเทศมีฝน พายุหลายแห่ง และขอเป็นสื่อกลางแจ้งถึงการวางมาตรการทำงานของกรมทางหลวงโดยอธิบดี ‘อานนท์ เหลืองบริบูรณ์’

ขอสนับสนุนการดำเนินการและนอกจากกรมทางหลวงแล้ว ทุกฝ่ายจะต้องร่วมมือกัน โดยเฉพาะต้องคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นประการสำคัญ รวมทั้งความสะดวกสบายและพร้อมเข้าช่วยเหลือในทุกกรณี
อ๊อด เทอร์โบ


 กรมทางหลวงเตรียมรับมือ
 วางมาตรการเข้มข้น

กรมทางหลวงสั่งการให้ทุกหน่วยงานในสังกัดดำเนินการตามมาตรการ ดังนี้

1.ตรวจสอบสภาพความเรียบร้อยของผิวทาง ต้องไม่มีหลุมบ่อ พร้อมสำรวจพื้นที่เสี่ยงต่อภัยพิบัติ 2.ในกรณีเมื่อเกิดภัยพิบัติให้หน่วยงานในพื้นที่เข้าไปดำเนินการแก้ไขปัญหาและช่วยเหลือประชาชนโดยเร็วที่สุด

3.ให้ผู้บริหารในพื้นที่เข้าไปดำเนินแก้ไขปัญหาทันที และรายงานผู้บริหารในส่วนกลาง 4.เมื่อเกิดเหตุทางขาด/สะพานขาดหรือชำรุด ให้ขอความร่วมมือจากศูนย์สร้างทาง ศูนย์สร้างและบูรณะสะพาน เพื่อขอรับการสนับสนุนเจ้าหน้าที่เครื่องจักรและสะพานเบลี่ย์ให้เข้าดำเนินการโดยทันที

5.ให้ทุกหน่วยงานติดตามเผ้าระวังสถานการณ์ การเตือนภัยของ กรมอุตุนิยมวิทยา และศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยอย่างใกล้ชิด

นี่คือการปฏิบัติหน้าที่อย่างมีแบบแผนและหากดำเนินการเช่นนี้แล้ว จะเป็นการอำนวยความสะดวกและดูแลประชาชนได้อย่างดี


 ใครทำลายธุรกิจท่องเที่ยว
 ‘ตุ๊กตุ๊ก’ โก่งราคาค่าโดยสาร

ผมเป็นเจ้าของธุรกิจขายของที่ระลึกเล็กๆ น้อยๆ ให้นักท่องเที่ยวอยู่หน้าเวทีมวยราชดำเนิน มีรายได้พอหาเลี้ยงครอบครัวได้ตามอัตภาพ

วันก่อนมีข่าวคนขับรถตุ๊กตุ๊กถูกตำรวจจับเพราะไปโก่งราคาค่าโดยสารจากนักท่องเที่ยวฝรั่งชาวอเมริกัน 3 คน โดยขึ้นจากบริเวณแยกอุรุพงษ์ ไปส่งที่โรงแรมเซ็นจูรี่ พาร์ค ถนนราชปรารภ เรียกเก็บค่าโดยสารในราคาที่สูงกว่าที่ตกลงกันไว้ หลังจากตกลงราคาที่ 500 บาท

แต่พอถึงที่หมายกลับถูกเรียกเก็บหัวละ 500 บาท ทำให้ต้องจ่ายรวมทั้งหมด 1,500 บาท

ผมขอแจ้งผ่านคุณ ‘อ๊อด เทอร์โบ’ ว่าอย่าเห็นเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เพราะนี่เป็นการทำลายภาพลักษณ์ของประเทศไทย โดยคนขับตุ๊กตุ๊กคนเดียว พอข่าวแพร่ออกไปชาวต่างประเทศเขาก็มองว่าคนไทยขี้โกง

เราต้องมีความซื่อสัตย์และเป็นเจ้าของบ้านที่ดี แล้วพอเกิดเรื่องขึ้นใครจะมาเที่ยวประเทศไทย
อมรศักดิ์ (ราชดำเนิน)


“ดีล” การเมืองกับทิศทางของประเทศไทย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/374282?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ดีล” การเมืองกับทิศทางของประเทศไทย

4 มิถุนายน 2562 – 14:37 น.
รัฐประหาร,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,พรรคพลังประชารัฐ,พรรคประชาธิปัตย์,รู้ลึกกับจุฬาฯ,ศดร ไชยันต์ ไชยพร
เปิดอ่าน 3,875 ครั้ง

คอลัมน์… รู้ลึกกับจุฬาฯ

นับตั้งแต่วันเลือกตั้ง จนถึงวันเปิดการประชุมสภาผู้แทนราษฎรวันแรกเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2562 การเมืองไทยยังคงเข้มข้นและยากต่อการคาดเดา โดยเฉพาะการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ที่ต้องอาศัยการต่อรองกับพรรคที่จะเข้ามาร่วมกับรัฐบาลชุดใหม่

พรรคหนึ่งที่ระบุว่ายังไม่ให้คำตอบชัดเจนว่าจะเข้าร่วมกับพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ในการจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่คือพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งได้เก้าอี้สภากว่า 52 ที่ ล่าสุดแม้จะมีข่าวจากพรรคว่า วันที่ 4 มิถุนายน พรรคจะลงมติว่าจะขอเข้าร่วมกับพรรคพลังประชารัฐหรือไม่ หลังจากที่มีเทียบเชิญมาตั้งแต่วันที่ 27 พฤษภาคม

ศ.ดร. ไชยันต์ ไชยพร คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชี้ว่า ท่าทีของพรรคประชาธิปัตย์ รวมถึงพรรคภูมิใจไทยที่เข้าร่วมฝ่าย พปชร. ไปตั้งแต่ทีแรกแล้วมีสถานะสำคัญ เพราะทั้งสองพรรคมี สส. กว่า 50 ที่ หากพปชร. มุ่งเป้าที่จะได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎรหรือ 250 ตำแหน่ง เพื่อความชอบธรรมทางการเมือง ก็ต้องการ สส.ทั้งสองพรรคร่วมกันทั้งหมด แต่หาก พปชร. ไม่พุ่งมาที่เป้านี้ ทั้งสองพรรคก็จะไม่ใช่ตัวแปรสำคัญ
หากได้ ส.ส. ไม่ถึง 250 ก็ต้องอาศัยเสียงในวุฒิสภามากขึ้น เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดว่าต้องได้เสียง 376 เสียงของสองสภารวมกัน ซึ่งถ้าหากอาศัยเสียงในวุฒิสภามาตั้งรัฐบาลมาจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย ก็จะสุ่มเสี่ยงต่อภาพลักษณ์ของวุฒิสภา ที่ถูกคัดเลือกมาจาก คสช. เป็นภาพของการสืบทอดอำนาจชัดเจน
“แต่พรรคภูมิใจไทยแกนบริหารพรรคมีอำนาจเด็ดขาด ต่างกับประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นพรรคที่มีความเป็นอิสระสูง ไม่ได้ถือว่าเป็นพรรคของใครหรือกลุ่มบุคคลใดภาพลักษณ์ของพรรคนี้มีมานานแล้ว สมัยของ มรว.เสนีย์ ปราโมช ยุคก่อน 6 ตุลา หัวหน้าพรรคได้ชื่อว่าฤาษีเลี้ยงลิง สส. ในพรรคอยู่ไม่สุข ควบคุมยาก ความไม่ลงรอยในพรรคประชาธิปัตย์ตอนนี้ ทางพรรคพยายามที่จะเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสได้ โดยการสร้างความอึมครึมไม่ชัดเจนว่าจะร่วมไหม ร่วมเท่าไหร่ ร่วมทั้งหมดหรือไม่ เพราะถ้าร่วมหมด พปชร. ก็ได้เกิน 250 ถ้าร่วมไม่หมด ก็ไม่ถึง 250”

ความอึมครึมทำให้ พปชร. คาดการณ์ได้ยาก และหาก พปชร. ต้องการให้ได้เสียงเกินครึ่งของสภาฯ ก็จะต้องง้อ ปชป. มากขึ้น จากความอึมครึมนี้ท่าทีของพรรคประชาธิปัตย์ในตอนนี้จึงสำคัญ เพราะเป็นตัวแปรกำหนดผู้ที่จะจัดตั้งรัฐบาล แต่ขณะเดียวกัน พรรคเองก็ต้องหาหนทางอยู่รอดและสร้างภาพลักษณ์ที่กอบกู้คะแนนเสียงกลับคืนมา

ศ.ดร. ไชยันต์ชี้ว่า ทิศทางของการเมืองไทยที่จะเกิดขึ้นมีความเป็นไปได้หลายทาง กรณีแรกคือหากประชาธิปัตย์เข้าร่วม พปชร. จะกลายเป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก แต่ก็ขาดเสถียรภาพอย่างชัดเจนเพราะมาจากพรรคจำนวนมากจัดตั้งรัฐบาล

กรณีถัดมาพรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วมกับ พปชร. แค่บางส่วน หรือไม่เข้าร่วมเลย จะทำให้พรรค พปชร. เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย และหากมี สว. สนับสนุนให้จัดตั้งรัฐบาลก็อาจถูกประชาชนประท้วงเพราะมีการสืบทอดอำนาจ และเสี่ยงต่อการถูกยุบสภาได้โดยง่าย

หรืออาจไม่สามารถตั้งรัฐบาลได้ก็เป็นได้ เนื่องจากวุฒิสภาเลือกใช้วิธีตัดสินใจไม่ลงคะแนนเสียงแก่พรรคใดๆ เลย ได้คะแนนไม่ถึง 376 ที่ จึงไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ทำให้พลเอกประยุทธ์ ยังคงดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลรักษาการณ์อยู่
“กรณีแรกคือข่าวงูเห่าที่เราเห็น รวมถึงพรรคร่วม พปชร. ที่ขอข้อต่อรองเยอะแยะเต็มไปหมด แบ่งโควต้า แย่งเก้าอี้รัฐมนตรี บางทีอาจจะตั้งรัฐบาลไม่ได้เพราะเสียงไม่พอ ขอเจรจากันไว้ ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้กำหนดด้วยว่าต้องเลือกนายกภายในกี่วัน ผิดจากฉบับอื่นๆ ยืดเวลาไปได้โดยที่สภายังอยู่ และมีรัฐบาล คสช. รักษาการณ์ ในเมืองนอกประเทศเบลเยี่ยมมี พรรคเล็กเยอะมาก ในการเลือกตั้ง ค.ศ. 2010  พรรคต่างๆได้คะแนนเสียงไม่เกิน 20 % ใช้เวลาเจรจาเกือบสองปีกว่าจะตั้งรัฐบาลได้ แต่เขาไม่มีปัญหาเพราะรัฐบาลรักษาการณ์ไม่ได้มาจากรัฐประหาร”

แต่รัฐธรรมนูญไทย พ.ศ. 2560 ยังเปิดช่องทางให้มีการเสนอชื่อนายกฯบัญชีรายชื่อที่แต่ละพรรคได้เสนอไว้ตอนสมัครรับเลือกตั้งได้ การจะไปเส้นทางนี้ จะต้องมาจากการริเริ่มของ ส.ส. โดยหา ส.ส. ให้ได้ 250 แล้วนำไปให้วุฒิสภา และวุฒิสภาก็จะเปิดประชุมร่วมสองสภาในญัตติที่จะให้มีการเสนอชื่อนายกฯนอกบัญชี  แต่ญัตตินี้จะผ่านก็ต่อเมื่อ ที่ประชุมร่วมสองสภาที่มี 750 คน ลงคะแนนเห็นด้วยเป็นจำนวนสองในสาม นั่นคือ 500 เสียง  ถ้าผ่าน เรื่องก็จะกลับมาที่สภาผู้แทนราษฎร

เพราะรัฐธรรมนูญนี้กำหนดให้เฉพาะ ส.ส. เท่านั้นที่จะเสนอชื่อคนเป็นนายกฯ แต่จะต้องเป็นพรรคที่มี ส.ส. อย่างน้อย 25 คนขึ้นไปและจะต้องได้รับความเห็นด้วยเป็นจำนวนรวม 50 เสียง  เมื่อเรื่องกลับมาที่สภาผู้แทนฯ แต่คราวนี้เปิดกว้าง สามารถเสนอชื่อคนนอกบัญชีเป็นนายกฯได้ (หรือจะเสนอชื่อคนในบัญชีอีกทีก็ยังได้ รัฐธรรมนูญไม่ได้ห้าม)  และถ้าใครที่ได้รับการเสนอชื่อ และได้เสียงสนับสนุน 376  คนนั้นก็จะได้เป็นนายกฯจัดตั้งรัฐบาลต่อไป

แต่ถ้าญัตตินี้ขอให้มีการเสนอชื่อคนนอกบัญชีไม่ผ่านคือ ไม่ได้เสียงเกิน 500  ก็ดูจะเข้าทางตัน หรือแม้ว่าผ่าน แต่เมื่อมาลงคะแนนเลือกตัวนายกฯ ยังได้ไม่ถึง 376  เพราะสองสภาเห็นไม่ตรงกันกับชื่อของคนที่จะเป็นนายกฯ ก็เข้าทางตันอีกเหมือนกัน

ทางออกสุดท้ายที่อาจจะเกิดขึ้นคือสภาพติดล็อกทางการเมือง ไม่สามารถตั้งนายกรัฐมนตรีได้ เป็นทางตันทางการเมือง ซึ่งมีมาตรา 5 ในรัฐธรรมนูญ 60 ระบุว่าให้กลับไปใช้ประเพณีการปกครอง ซึ่งของไทยคือการเห็นพ้องของ สส. และ สว. คือการตั้งรัฐบาลแห่งชาติ รัฐบาลที่เป็นรัฐบาลปรองดอง

และจัดตั้ง นายกฯ คนนอกที่ทุกฝ่ายยอมรับ ซึ่งอาจารย์ไชยันต์ ได้เสนอชื่อบุคคลระดับ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย อานันท์ ปันยารชุน หรือพลเอกธีรชัย นาควานิช เป็นบุคคลที่น่าจะได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย

อย่างไรก็ตาม อาจารย์ไชยันต์ชี้ว่าหากเกิดในกรณีต้องอาศัยมาตรา 5 การดำเนินการที่จะเกิดขึ้นในลำดับถัดไปน่าจะเกิดขึ้นหลังเดือนตุลาคม ซึ่งจะเป็นเดือนที่จัดพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเบื้องปลาย โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยกระบวนการพยุหยาตราชลมารค
“ได้รัฐบาลก่อนก็อาจจะได้ เช่น ร่วมรัฐบาลเสียงข้างมากได้ ก็อาจได้ขึ้นโดยเร็ว แต่ถ้าไม่ได้ ก็คงต้องเป็นหลังเดือนตุลาว่าจะเป็นอย่างไร ว่ากันใหม่”

กู้หน้า”ปชป.”พ้นล่มศรัทธา.. บทบาท”ชวน”ที่มากกว่า ปธ.สภา

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/374183?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

กู้หน้า”ปชป.”พ้นล่มศรัทธา.. บทบาท”ชวน”ที่มากกว่า ปธ.สภา

4 มิถุนายน 2562 – 11:20 น.
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร,พรรคประชาธิปัตย์
เปิดอ่าน 22,708 ครั้ง

โดย…  ขนิษฐา เทพจร

เกมการเมือง ในสภาหินอ่อน กับปฐมบท ที่ “สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร” จำนวน 494 คน ลงคะแนนเสียงข้างมาก 358 เสียง สนับสนุน “ชวน หลีกภัย” นั่งประธานสภาผู้แทนราษฎรไทย จนชนะคู่แข่งจากฟากเพื่อไทย ​“สมพงษ์​ อมรวิวัฒน์” ถือเป็นเรื่องที่ไม่ผิดความคาดหมายนัก

สำหรับเสียงข้างมากที่สนับสนุนนั้น แม้จะเป็นการลงคะแนนลับ แต่พอเดาทางออกว่า พรรคที่เทเสียงสนับสนุนคือ ฝั่งที่กำลังจะฟอร์มรัฐบาลร่วมกับพรรคพลังประชารัฐ และ ส.ส.ฟากตรงข้าม ที่ศรัทธาในตัว “นายหัวชวน”

พลันที่ได้รับเลือก และมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอย่างเป็นทางการ เมื่อ 31 พฤษภาคม หมุดหมายแรกที่ “ประธานสภา ​คนที่ 26” ตั้งใจทำคือ “ปฏิวัติภาพลักษณ์สภาหินอ่อน” ที่ก่อนหน้านี้ ถูก “กลุ่มทหารผู้ยึดอำนาจการปกครอง” ดูถูกว่า เป็น สภาไม่ได้เรื่อง เพราะสร้างแต่ปัญหาวุ่นวาย

การปรับภาพลักษณ์ที่ว่า คงไม่มีใครปฏิเสธ หรือไม่ให้ความร่วมมือ เพราะการกู้หน้าการทำงานในสภาหินอ่อนฝ่ายการเมือง ย่อมเป็นผลดี รวมถึงเป็นแต้มต่อให้แก่ทุกขั้วการเมืองที่จะใช้หาคะแนนเสียงความนิยม

แต่ส่วนนี้ต้องแยกให้ออกจากการทำหน้าที่ดูแลและควบคุมการประชุมให้เรียบร้อยและเป็นไปตามข้อบังคับการประชุม

ซึ่งการทำหน้าที่ “ประธานสภา” ​ของนายชวน สมัยที่ 2 ที่ห่างจากสมัยแรก เมื่อปี 2529 ถึง 33 ปี ย่อมมีสิ่งที่ต้องจับตา ภายใต้กฎที่ปรับเปลี่ยน และภาวะสังคมของผู้แทนราษฎรที่เปลี่ยนไป

หากย้อนไปถึงการทำหน้าที่ประธานสภา​ ในสมัยแรก ช่วงสิงหาคม 2529 – เมษายน 2531 จากคำบอกเล่าคนใกล้ชิด อย่าง “สมบูรณ์​ อุทัยเวียนกุล” อดีต ส.ส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ว่าที่เลขานุการประธานสภา ถ่ายทอดรอยจารึก ที่รับฟังจากปากของ “นายหัวชวน” ไว้ว่า

“สมัยที่ทำหน้าที่ประธานสภายุคนั้น เรียกว่ามีนักการเมืองชั้นเซียน และเก๋าเกม อยู่มากพอดู ทั้ง สมัคร สุนทรเวช หรือ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ดาวสภายุคนั้น ซึ่งนายชวนต้องใช้ไหวพริบ และความแม่นยำในข้อบังคับรับมือ เช่น การทำหน้าที่ครั้งหนึ่ง ร.ต.อ.เฉลิม ขออภิปราย แต่ไม่ได้ขออนุญาตจากที่ประชุมก่อน ทำให้นายชวน ฐานะประธานขณะนั้น กล่าวว่า คุณเฉลิมต้องขออนุญาตจากประธานก่อนถึงอภิปรายได้ แต่เมื่อ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ผมขออนุญาตท่านประธาน นายชวน กล่าวตอบว่า ได้ ผมไม่อนุญาต” อดีต ส.ส.ตรัง เล่า

เช่นเดียวกับ การใช้ลีลาทางการเมือง สยบดาวสภาฝีปากกล้าที่ชื่อ “สมัคร”

“ตอนนั้นคุณสมัคร สุนทรเวช อภิปรายในสภา และถูกมองว่าพูดโกหก ซึ่งคุณสมัครจะขอยืนยันว่าไม่ได้โกหก ผ่านการสาบานให้ฟ้าผ่า ซึ่งนายชวนที่ทำหน้าที่ประธาน กล่าวขึ้นว่า ผมไม่อนุญาตให้ทำ เพราะสภานี้อยู่กันหลายคน” สมบูรณ์ เล่า พร้อมอธิบายขยายความว่า หมายถึงหากฟ้าผ่าจริง อาจมีคนอื่นๆ โดนลูกหลง ไม่เฉพาะตัวของท่านสมัครเท่านั้น แต่กว่าคนที่พูดด้วยจะเข้าใจประเด็นนี้ คือ กลับบ้านไปนอนคิด ถึงคิดออกว่า คำพูดของนายชวนกรีดใจไปไหนถึงไหนแล้ว

ดังนั้นบทบาทในสภาหลังจากนี้ไป เชื่อแน่ว่า การยึดหลักการ และใช้ลูกเล่นที่สยบความกราดเกรี้ยวของ “ส.ส.ฝีปากกล้า หรือ ส.ส.ใหม่ ที่อยากลองของ” ของ “นายชวน” จะมีปรากฏและบันทึกในเหตุการณ์ทางการเมืองของไทยแน่นอน

อย่างไรก็ดี ภาพลักษณ์สำคัญที่สังคมจับตา คือบทบาทของ “ประธานสภา” ที่ชื่อ “ชวน หลีกภัย” และภายใต้ยกแรกของการทำหน้าที่สำคัญ​ ในวันที่ 5 มิถุนายน กับบทบาท “ประธานรัฐสภา”​ เพื่อทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา วาระเลือกบุคคลที่สมควรได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 30

จะพ้นการคอนโทรลของ “พรรคพลังขั้วทหาร”​ ได้หรือไม่

ประเด็นนี้ถูกวิเคราะห์ จาก “อ.สติธร ธนานิธิโชติ” ผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้า กล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า การทำหน้าที่ของนายชวนตามระบบที่ส่งมาให้เป็นประธานสภา เชื่อว่าบารมีจะมากพอที่จะอยู่เหนือการควบคุมที่ว่า เพราะนายชวนถือเป็นผู้มีบารมีทั้งจากการผ่านการดำรงตำแหน่งนายรัฐมนตรี และประธานรัฐสภามาแล้ว ทำให้หลายฝ่ายเกรงใจ รวมถึงนายทหารชั้นผู้ใหญ่หลายระดับ เพราะนายชวนมีบุคลิกที่เป็นที่ยอมรับ และถูกกล่าวขานว่าเป็น จอมหลักการ

“หากทหารคิดจะควบคุมนายชวน ผมเชื่อว่าเกมในสภา จะถูกแบ่งการเล่น หากเรื่องไหนที่เป็นผลดีให้พรรคพลังประชารัฐ เขาจะสลับให้ รองประธานคนที่หนึ่ง สุชาติ ตันเจริญ คนของพรรคพลังประชารัฐ เป็นผู้ควบคุมเกม ส่วนนายชวนจะออกโรงเฉพาะเรื่องใหญ่ๆ ที่สำคัญ เช่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่เป็นข้อเสนอจากพรรคประชาธิปัตย์ หรือหากมีเรื่องที่รองประธานสภารับไม่ไหว อาจสลับให้ นายชวนที่เปี่ยมด้วยภาพลักษณ์ที่ทุกฝ่ายยอมรับมาเบรกเกม” อ.สติธร วิเคราะห์

ส่วนสำคัญที่ “นักวิชาการจากสถาบันพระปกเกล้า” มองเช่นนั้นคือ ปัจจัยรอยร้าวที่แตกเป็นเสี่ยงๆ ของพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งความแตกร้าวภายในและภายนอกจากผลการเลือกตั้งที่พังยับเยิน ดังนั้น บทบาทของนายชวน แม้จะเป็นประธานฝ่ายนิติบัญญัติ แต่ถือเป็นพลังแฝงที่สำคัญต่อการกู้ภาพลักษณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ และเรียกศรัทธาให้ฟื้นในสายตาของสังคม

“ดังนั้น ภาพของประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่สังคมจับตา แม้จะเป็นเนื้อแท้ของประชาธิปัตย์ สิ่งที่นายชวนต้องทำให้สังคมเห็นในเชิงประจักษ์มากกว่านั้น คือ ไม่ยอมผิดหลักการ แม้กับพรรคฝั่งของตนเอง ซึ่งเชื่อว่าหากนายชวนสามารถทำได้ การประคับประคองเสียงข้างมากในสภา​ที่ปริ่มน้ำ หรือทิ้งห่างเสียงข้างน้อยไม่เกิน 10 เสียงให้อยู่ได้ตามวาระด้วย เพราะเป็นเรื่องที่ผูกเข้าไว้ด้วยกัน​แม้การต่อสู้ในสภา ที่พรรคเพื่อไทยเตรียมยื่นอภิปรายตั้งแต่วันแรกที่ฝ่ายบริหารเริ่มทำงาน แต่อาจเป็นเพียงการตอดเล็กตอดน้อย ไม่ถึงขั้นล้มฝ่ายบริหารกลางสภาได้ ยกเว้นแต่จะมีเรื่องที่ขัดผลประโยชน์กันจริงๆ” นักวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ประเมิน

กับบทวิเคราะห์ที่ผ่านมา เมื่อมองผ่านฉากการเมืองในสภาผู้แทนราษฎร​บทแรก ย่อมสะท้อนบริบททางการเมืองได้เป็นอย่างดี เพราะเสียง 358 เสียงที่ส่ง “ชวน” นั่งแท่นประธานรัฐสภาได้นั้น ย่อมมีเสียงจาก “ขั้วพลังประชารัฐ” ที่มี “ทหาร”​ หนุนหลัง ผ่านสัญลักษณ์บัญชีแคนดิเดตนายกฯ​ ที่ชื่อ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)” ด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ดังนั้นการทำหน้าที่ ประธานสภา เพื่อปกป้องคนที่สนับสนุน ซึ่งเหมือนเป็นการตอบแทนกัน กำลังถูก “นักการเมืองฝั่งที่เรียกว่า ฝ่ายประชาธิปไตย” จับตาเช่นกัน

ประเด็นนี้คนเพื่อไทย อย่าง “นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว” ส.ส.น่าน บอกว่าหลังการเลือกนายชวนเป็นประธานสภา เขาเชื่อว่า สมาชิกจะเชื่อมั่นในการทำหน้าที่ของ “นายหัวชวน” ว่า จะรักษาความเป็นกลาง ระหว่างทำหน้าที่​ตามที่ ส.ส.ในสภาเชื่อมั่นและศรัทธาในตัวประธาน จากเกียรติประวัติซึ่งเคยรับตำแหน่งสูงสุดทางบริหาร คือ นายกรัฐมนตรีมาแล้ว

“ท่านชวนเป็นนักการเมืองที่ยึดหลักการ รวมถึงข้อบังคับการประชุม กติกา รัฐธรรมนูญ ดังนั้นผมเชื่อว่าการทำหน้าที่นั้นจะไม่มีคำว่าลำเอียง แต่ส่วนตัวผมเชื่อว่าท่านอาจจะเจอภาวะทำงานที่อึดอัดพอสมควร เพราะการรักษาความเป็นกลางในรัฐสภา ที่แม้จะมี 3 ฝ่าย คือ ส.ว. 250 คน, ส.ส.เสียงข้างมาก และ ส.ส.เสียงข้างน้อย แต่เมื่อรวมกลุ่มกันจริงๆ จะพบเพียง 2 ฝ่าย คือ เสียงข้างมากระดับมากของรัฐสภา และเสียงข้างน้อยของสภา ดังนั้นการเปิดโอกาสให้สมาชิกอภิปราย รวมถึงควบคุมการประชุมให้ทัน จะไม่ก่อให้เกิดปัญหา”

กับด่านแรกที่เป็นบทพิสูจน์ความเชื่อมั่นจากพรรคการเมืองอีกฝ่ายของสภา คือ “การลงมติเพื่อเลือกนายกฯ” ในการประชุมร่วมรัฐสภา วันที่ 5 มิถุนายนนี้

โดยล่าสุด “วาระโหวตนายกฯ” พรรคเพื่อไทยเตรียมจองกฐิน บุคคลที่พรรคพลังประชารัฐ เสนอให้โหวตเป็นนายกฯ ซึ่งมีชื่อ​ “พล.อ.ประยุทธ์” เพียงคนเดียว คือ ประเด็นคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามที่จะเข้ารับหน้าที่ ว่าด้วย “ความมีสถานะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ หรือ พนักงานของรัฐ” ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 98 (15) ว่าด้วยลักษณะต้องห้ามของการได้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.” ซึ่งโยงถึงการนั่งในตำแหน่ง “ประมุขฝ่ายบริหาร”

“แม้รัฐธรรมนูญจะกำหนดขั้นตอนการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี ทั้งการลงคะแนนโดยเปิดเผย ตามบัญชีท่ี่พรรคการเมืองเสนอช่วงเลือกตั้ง แต่ก่อนการลงมติ สมาชิกรัฐสภา มีสิทธิที่จะสอบถามและตรวจสอบ แบบไม่มีการลงมติในคุณสมบัติที่เป็นข้อสงสัย ก่อนจะตัดสินใจลงมติอย่างใดอย่างหนึ่งตามวิถีที่รัฐธรรมนูญให้ความคุ้มครอง และไม่ขัดกับบทบัญญัติที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้” นพ.ชลน่าน กล่าว

ดังนั้นภาพของการทำหน้าที่ประธานรัฐสภา ของ “นายชวน” จึงเป็นปฐมบท ที่จะยืนยันในความศรัทธาจากสมาชิกแห่งรัฐสภา ว่าจะเป็นไปตามนั้นได้จริงหรือไม่

หากจุดเริ่มต้น ไม่เป็นไปตามที่หลายฝ่ายคาดหวัง เชื่อว่า ความอยู่ยากภายใต้การอยู่ร่วมกันของ ส.ส.ที่แบ่งขั้วอย่างชัดเจนด้านอุดมคติ ประชาธิปไตย จะบังเกิดขึ้น และกลายเป็นความยุ่งยาก ที่ส่งผลสะเทือนไปยัง “รัฐบาล” หลังการเลือกตั้ง อย่างแน่นอน.

“กัปตันอู๊ดด้า” นำพา ปชป.หนุนลุงตู่

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/374199?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“กัปตันอู๊ดด้า” นำพา ปชป.หนุนลุงตู่

4 มิถุนายน 2562 – 10:46 น.
จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์,พรรคประชาธิปัตย์,ร่วมรัฐบาล,พลังประชารัฐ,ลุงตู่,กัปตันอู๊ดด้า,มนตรี ปาน้อยนนท์,สาธิต ปิตุเตชะ,หนุนลุงตู่,สืบทอดอำนาจ
เปิดอ่าน 9,102 ครั้ง

คมลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก 4 มิ.ย. 62

**************

เที่ยงวันนี้ (4 มิ.ย.) ที่ห้องรัตนโกสินทร์ โรงแรมสุโกศล อุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ พร้อมด้วยแกนนำพรรครวมพลังประชาชาติไทย, พรรคชาติพัฒนา, พรรคพลังท้องถิ่นไทย, พรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย และพรรคประชาชนปฏิรูป ร่วมแถลงข่าวร่วมจัดตั้งรัฐบาล

อีกด้านหนึ่งพรรคประชาธิปัตย์จะมีการนัดประชุมร่วม ส.ส. และกรรมการบริหารพรรค เพื่อหารือกันอย่างกว้างขวางก่อนจะมีมติร่วมหรือไม่ร่วมรัฐบาลลุงตู่ภาค 2

เสียงใต้”เกินครึ่งหนุนลุงตู่

ในจำนวน ส.ส.ประชาธิปัตย์ 53 คน แยกเป็นปาร์ตี้ลิสต์ 20 คน และส.ส.เขต 33 คน โดยเฉพาะ ส.ส.เขตนั้นเป็น ส.ส.ใต้มากถึง 22 คน

ปีกอดีตแกนนำ กปปส. อย่าง ถาวร เสนเนียม” และ สาทิตย์ วงศ์หนองเตย” มีความชัดเจนมาแล้วแต่ต้นว่าสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี

สาทิตย์ วงศ์หนองเตย และ ชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ หนุนลุงตู่

ส่วน ส.ส.สายผู้อาวุโสที่หนุน จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” เป็นหัวหน้าพรรค ส่วนใหญ่อยากเป็นฝ่ายรัฐบาล แต่ยังกระอักกระอ่วนเรื่องที่เคยหาเสียง “ไม่เอาลุงตู่” มาก่อน

สายใกล้ชิด “กัปตันอู๊ดด้า” จึงเสนอทางออกด้วยการยื่น 3 เงื่อนไขต่อผู้มีบารมีตัวจริงของพรรคพลังประชารัฐ อาทิ ขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ขอให้บรรจุนโยบาลประกันราคาพืชผล ฯลฯ เพื่อหาทางลงให้ฝ่ายที่กังวลเรื่องภาพลักษณ์ของปชป.

เทพไทย เสนพงศ์

ในสายใต้ปชป.ก็มีแต่ เทพไท เสนพงศ์” ส.ส.นครศรีธรรมราช ที่แสดงออกชัดเจนว่าไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เนื่องจาก “เสี่ยคึก” ใกล้ชิดสนิทแน่นกับอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มากเป็นพิเศษ

          เสี่ยคึกจึงวาดฝันขั้วที่ ผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์แทบจะทุกวัน แต่ฝันนั้นก็แสนจะเลื่อนลอย

เหนือ-อีสาน” ร่วมเต็มร้อย

บ่ายวันที่ 3 มิถุนายน 2562 ก่อนกัปตันอู๊ดด้า เรียกประชุมนอกรอบกับกรรมการบริหารพรรค ปชป. “มอลลี่” มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข กรรมการบริหารพรรค ได้ทวิตข้อความผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัว ระบุว่า

“ร่วมรัฐบาลกับลุงค่ะ!! ไม่มีอย่างอื่นประเทศต้องเดินหน้า นายกฯ มาจากรัฐธรรมนูญ ประชาธิปัตย์ก็นักเลงพอ คบได้ใจถึง!!”

มัลลิกา บุญมีตระกูล

“มัลลิกา” ไม่ได้เป็น ส.ส.แต่ก็มีบทบาทสูงในกลุ่มปชป.ภาคเหนือ เพราะเป็นคนสนิทของ “แม่เลี้ยงติ๊ก” ศิริวรรณ ปราศจากศัตรู และยังเคยทำงานอยู่หน้าห้องของ จุติ ไกรฤกษ์ อดีตเลขาธิการพรรค

         อาจกล่าวได้ว่าเสียงของมัลลิกาเป็นตัวแทนของปชป.ภาคเหนือ มินับ “ชัยวุฒิ บรรณวัฒน์” ส.ส.ตาก ที่ชัดเจนหนุนลุงตู่มาแต่ร่วมทีมของพีระพันธุ์ ชิงหัวหน้า ปชป.

ฟากอีสานนั้นยกมือหนุนเต็มร้อยไล่มาตั้งแต่ สุทัศน์ เงินหมื่น, อิสสระ สมชัย, วิฑูรย์ นามบุตร และไชยยศ จิรเมธากร

          สายเหนือ-อีสาน คิดตรงกัน ถ้าไม่ได้ร่วมรัฐบาลก็ไม่มีเครื่องมือไปต่อกรกับเพื่อไทยในสนามเลือกตั้ง

“กลาง”หนุน-“ตะวันออก”แทงกั๊ก

กลุ่มส.ส.ภาคกลางและภาคตะวันออกของปชป. มีจำนวนไม่มากนัก แต่การที่ “เสี่ยต่อ” เฉลิมชัย ศรีอ่อน ได้รับเลือกเป็นเลขาธิการพรรค จึงทำให้นักเลือกตั้งโซนนี้ได้รับความสนใจมากขึ้น

อาการอยากเข้าร่วมรัฐบาลลุงตู่นั้น เฮียต๊ง” มนตรี ปาน้อยนนท์ ส.ส.ประจวบคีรีขันธ์ คนสนิทของเฮียต่อให้สัมภาษณ์สื่อท้องถิ่นแต่ไก่โห่ว่า ส่วนตัวต้องการให้พรรค ปชป.ร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐ อยากจะเป็นรัฐมนตรีช่วยคมนาคมหรือรัฐมนตรีช่วยเกษตร

มนตรี ปาน้อยนนท์

“เฮียต๊ง มนตรี” เป็นคนประเภทใจนักเลง มีเพื่อนพ้องต่างพรรคเยอะ อย่างเมื่อ 12 พฤษภาคม 2562 ที่มิตรผล สเตเดี้ยม ราชบุรี มีการแข่งขันฟุตบอลไทยลีก ระหว่าง ราชบุรี มิตรผล กับ สุโขทัย เอฟซี วันนั้น “มนตรี” เข้าชมการแข่งขันด้วย จึงได้พบ สมศักดิ์ เทพสุทิน และอนงค์วรรณ เทพสุทิน เจ้าของทีมสุโขทัย

ต่างจาก สาธิต ปิตุเตชะ” ส.ส.ระยอง และแกนนำ ปชป.สายบูรพา ที่สนิทสนมกับอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้แสดงความเห็นบ่อยๆ ว่า อยากให้ ปชป.เป็นฝ่ายค้านอิสระ

สาธิต ปิตุเตชะ

เชื่อว่าสุดท้าย “สาธิต” จะกลายเป็นเสียงข้างน้อยในพรรค เหมือนกับเทพไทและทีมนิวเดม

วันนี้คนเมืองสามอ่าวเจอหน้าเฮียต๊งก็เรียกว่า “ท่านรัฐมนตรี” ทำเอาเจ้าตัวแอบปลื้ม เพราะเฮียต่อกระซิบไว้ตั้งแต่ก่อนเลือกตั้ง เที่ยวนี้ต้องได้รัฐมนตรี

          จะว่าไปแล้วเฮียต่อก็รู้จักมักคุ้นกับ “พี่ใหญ่” แห่งบ้านป่ารอยต่อฯ มานานแล้ว

ไม่ได้ขู่แต่เอาจริง!.. 1 ต.ค. จัดการคนชิ่งใบสั่งจราจร

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/374208?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ไม่ได้ขู่แต่เอาจริง!.. 1 ต.ค. จัดการคนชิ่งใบสั่งจราจร

4 มิถุนายน 2562 – 10:35 น.
พลตตเอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ,ใบสั่ง,จราจร
เปิดอ่าน 22,797 ครั้ง

โดย…  ทีมข่าวอาชญากรรม

เป็นที่ชัดเจนว่าปัจจุบันมีผู้ขับขี่รถหรือเจ้าของรถที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบกจํานวนมาก โดยมีพฤติกรรมหลีกเลี่ยงและเพิกเฉยต่อการบังคับใช้ทางกฎหมาย ซ้ำยังปรากฏว่ามีการกระทําความผิดดังกล่าวซ้ำอีกในระยะเวลาอันสั้น ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน รวมทั้งความสงบเรียบร้อยของประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนน

ขณะเดียวกันเพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาและบังคับใช้กฎหมายจราจรอย่างจริงจังกับคนจำนวนมากที่เมินเฉยต่อการชำระค่าปรับจราจร ตลอดหลายปีที่ผ่านมาทาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) มีการวางมาตรการบังคับใช้กฎหมายหลายเรื่อง และได้หารือเพื่อแก้ไขร่วมกันกับ กรมขนส่งทางบก โดยเฉพาะคนที่เมินจ่ายค่าปรับใบสั่งจราจรจะไม่สามารถต่อทะเบียนได้ แต่ดูเหมือนทั้งสองหน่วยงานจะถือกฎหมายคนละฉบับ และนักกฎหมายก็ออกมาท้วงติงว่า ตำรวจจะผลักภาระให้เจ้าหน้าที่กรมขนส่งทางบก ถูกประชาชนฟ้องร้องดำเนินคดีฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่แทนหากไม่ต่อทะเบียนให้ ทำให้การออกมาประกาศเช่นนี้ก่อนหน้าในห้วงหลายปีที่ผ่านเป็นเพียงแค่ “คำขู่” เพราะคนที่ไม่จ่ายค่าปรับยังดำเนินการต่อทะเบียนได้ตามปกติ ส่งผลให้คนที่ถูกออกใบสั่งการทำผิดจราจรเมินการชำระค่าปรับจำนวนมาก และทำผิดอยู่ซ้ำๆ ดังเดิม

ทว่าปัญหานี้ล่าสุดมีการประชุมร่วมกันระหว่างกรมขนส่งทางบกกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งสรุปว่าจะเริ่มเอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ โดย นางจันทิรา บุรุษพัฒน์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวถึงความคืบหน้าถึงการเชื่อมโยง ระบบใบสั่งจราจร (PTM) หลังทดลองทดสอบการเชื่อมระบบอายัดทะเบียนรถเมื่อมาชำระภาษีรถประจำปี กรณีที่ประชาชนค้างชำระค่าปรับการกระทำความผิดเกี่ยวกับกฎหมายจราจร โดยจะเริ่มมีการเชื่อมโยงส่งข้อมูลร่วมกันระหว่างตำรวจกับขนส่งทางบกตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2562 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ทั้งนั้นในส่วนของคนที่เคยได้รับใบสั่งจากตำรวจย้อนหลังกลับไป 1 ปี จากวันที่ 1 ตุลาคม 2562 ย้อนไปถึงวันที่ 30 กันยายน 2561 และแม้ข้อมูลจะยังไม่เชื่อมในระบบ แต่ก็ยังต้องเสียค่าปรับตามใบสั่ง เมื่อการเชื่อมโยงส่งข้อมูลมีผลบังคับใช้แล้ว คนที่ได้รับใบสั่งหากไม่ได้ไปเสียค่าปรับที่สถานีตำรวจ ยังสามารถมาเสียค่าปรับพร้อมกับการเสียภาษีรถประจำปีที่สำนักงานขนส่งทางบกได้ เนื่องจากระบบทางตำรวจจะส่งข้อมูลมายังขนส่งทางบกด้วย โดยขนส่งจะบันทึกข้อมูลการชำระค่าปรับในระบบ ซึ่งระบบจะเชื่อมโยงกับระบบใบสั่งจราจร จากนั้นผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถก็จะได้เครื่องหมายการเสียภาษีประจำปี หรือที่หลายคนเข้าใจคือ “ป้ายวงกลม”

พล.ต.ต.เอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ

“คนที่ต้องเสียค่าปรับตามใบสั่ง แต่ยังไม่สะดวกที่จะเสียค่าปรับพร้อมกับการเสียภาษีรถยนต์ในคราวเดียวกัน ขนส่งทางบกจะให้เจ้าของรถเสียภาษีประจำปีรถยนต์ได้ก่อน แต่เจ้าของรถที่เสียภาษีจะไม่ได้ป้ายวงกลม แต่จะได้หลักฐานการเสียภาษีประจำปีชั่วคราว ซึ่งใบที่ออกแทนเพื่อให้เจ้าของรถสามารถแสดงกับตำรวจเมื่อถูกเรียกตรวจได้ภายใน 30 วัน ถ้าหากเจ้าของรถกลับมาชำระค่าปรับแล้วก็สามารถนำหลักฐานใบเสร็จการชำระมาแสดง เพื่อรับเครื่องหมายป้ายวงกลมฉบับจริงได้ภายหลัง นอกจากนั้นถ้าเจ้าของรถที่โดนใบสั่ง หากจะปฏิเสธข้อหาโดนใบสั่งและไม่ยอมเสียค่าปรับ สามารถอุทธรณ์ได้ภายใน 30 วัน ซึ่งการอุทธรณ์จะต้องดำเนินการฟ้องร้องกับศาล หากศาลมีคำสั่งออกมาว่าไม่ผิดถึงจะหลุดพ้นไม่ต้องเสียค่าปรับได้ อย่างไรก็ตามแม้ว่าเจ้าของรถจะไม่ยอมชำระใบสั่ง แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจและกรมขนส่งก็ไม่มีบทลงโทษด้วยการอายัดป้ายทะเบียนรถตามที่มีกระแสข่าวก่อนหน้านี้” นางจันทิรา อธิบายเสริม

เช่นเดียวกับ พล.ต.ต.เอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ รองผู้บัญชาการศึกษา (รองผบช.ศ.) ในฐานะคณะทำงานแก้ปัญหาจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ยืนยันว่าคราวนี้ทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกรมการขนส่งทางบก จะดำเนินการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ทำได้จริงไม่ใช่การขู่ เพราะระบบเชื่อมระหว่างสองหน่วยงานเสร็จเกือบสมบูรณ์แล้ว เหลือเพียงแก้ไขข้อบกพร่องเล็กน้อยเท่านั้นและจะสามารถดำเนินการได้ในวันที่ 1 ตุลาคม อย่างแน่นอน ส่วนกรณีที่ก่อนหน้านี้มีนักกฎหมายท้วงติงว่าผลักภาระไปให้เจ้าหน้าที่กรมขนส่งทางบกถูกประชาชนร้องดำเนินคดีฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบกรณีเจ้าหน้าที่ไม่ต่อทะเบียนให้นั้นไม่เป็นความจริง ซึ่งอาจเป็นการเข้าใจผิด เพราะการดำเนินการของทั้งสองหน่วยงานยึดตามกฎหมาย พ.ร.บ.จราจรทางบก มาตรา 141/1​ ซึ่งเป็นกฎหมายใหม่ที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมแล้ว

พล.ต.ต.เอกรักษ์ อธิบายว่า คนที่ยังไม่ชำระค่าปรับตามใบสั่งจราจร ยังสามารถต่อทะเบียนและชำระภาษีประจำปีได้ แต่จะยังไม่ได้ป้ายวงกลมตัวจริง ซึ่งเจ้าหน้าที่จะออกเป็นสำเนาเอกสารชั่วคราวให้ โดยมีอายุการใช้งานได้ 30 วัน หากยังไม่ชำระค่าปรับ เมื่อพ้น 30 วันที่เอกสารชั่วคราวหมดอายุแล้ว หากถูกเรียกตรวจก็จะมีความผิดอีกกระทงฐานใช้รถยนต์โดยไม่มีเครื่องหมายการเสียภาษีประจำปี หรือป้ายวงกลม มีโทษปรับ 2,000 บาท ขณะเดียวกันตำรวจก็สามารถแจ้งกรมการขนส่ง ให้งดออกป้ายวงกลมสำหรับรถคันดังกล่าวและดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของพนักงานสอบสวนอีกด้วย แม้จะเริ่มวันที่ 1 ตุลาคม 2562 แต่ระหว่างนี้ก่อนไปถึงวันเริ่ม และย้อนไปถึงวันที่ 30 กันยายน 2561 ก็จะถูกนำข้อมูลมาเชื่อมโยงกับระบบที่ว่านี้ด้วย เนื่องจากปกติแล้วใบสั่งมีอายุความ 1 ปี ซึ่งการดำเนินการที่เข้มงวดแบบนี้จะช่วยให้ประชาชนเคารพกฎจราจรมากขึ้นก็เพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน

สำหรับการปฏิเสธใบสั่งในกรณีที่ประชาชนเห็นว่าตนเองไม่ได้กระทำความผิดนั้น เช่น มีชื่อเป็นผู้ครอบครองรถ แต่คนขับไปกระทำความผิดเป็นอีกคน ซึ่งอาจจะเป็นลูกจ้างขับรถบริษัท หรือญาติพี่น้องเอารถไปขับ สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะทำแบบฟอร์มและนำไปวางที่กรมขนส่งทั่วประเทศเพื่อให้ประชาชนได้ดำเนินการเขียนคำร้องและส่งไปรษณีย์แบบตอบกลับไปยังสถานีตำรวจที่ออกใบสั่งตามกฎหมายพร้อมทั้งแนบหลักฐาน อาทิ สำเนาใบสั่ง รูปถ่ายรถ และเล่มทะเบียน เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ และให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องภายใน 15 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ทะเบียน เพราะในส่วนนี้อาจจะมีการสวมป้ายทะเบียนก็สามารถนำหลักฐานมาชี้แจงได้ โดยกรณีต้องการตรวจสอบว่าตนเองไม่ได้ขับขี่ผิดกฎหมายตามใบสั่งนี้ ประชาชนสามารถชำระภาษีประจำปีไปก่อน โดยเจ้าหน้าที่ของกรมขนส่งจะออกสำเนาเอกสารสำหรับการใช้แทนป้ายวงกลมเป็นการชั่วคราว 30 วันหลัง จากนั้นเมื่อไปตรวจสอบและทำการชำระค่าปรับที่โรงพักที่ออกใบสั่งแล้วก็ให้นำหลักฐานการชำระค่าปรับกลับมาขอรับป้ายภาษีตัวจริงอีกครั้ง

จากสถิติในปี 2561 ตำรวจออกใบสั่งให้ผู้กระทำผิดกว่า 11.8 ล้านใบ แต่มีผู้ที่ได้รับใบสั่งกลับมาเสียภาษีเพียง 2 ล้านใบ ค้างไม่มาเสียค่าปรับกว่า 9.7 ล้านใบ ได้รับค่าปรับโดยเฉลี่ยกว่า 500 ล้านบาท ส่วนปี 2562 จากต้นปีมาถึงปัจจุบัน ได้ออกใบสั่งไปกว่า 7 ล้านใบ มาจ่ายค่าปรับตามใบสั่งเพียง 1 ล้านใบ ค้างจ่ายค่าปรับกว่า 5.9 ล้านใบ นอกจากนี้พบว่าในปี 2561 มีผู้กระทำผิดซ้ำมากกว่า 1 ครั้ง สูงถึงร้อยละ 20 หรือประมาณกว่า 1 ล้านใบ ส่วนการกระทำผิดครั้งเดียว มี 4 ล้านใบ

น่าจะได้ยินกันมานานแล้วกับสโลแกนที่ว่า “วินัยจราจร สะท้อนวินัยชาติ” แต่จนแล้วจนรอดก็ยังมีผู้ฝ่าฝืนทำผิดกฎจราจร แม้แก้กฎหมาย เพิ่มโทษขนาดไหน หลายๆ คนยังทำตัวเป็น “ทองไม่รู้ร้อน” ยิ่งไปกว่านั้นบางรายยังทำผิดซ้ำๆ ได้รับใบสั่งซ้ำซาก ทั้งที่ของเดิมยังไม่ได้ไปจ่ายค่าปรับ คราวนี้จึงไม่ใช่แค่ขู่ แต่เป็นการเอาจริง..!!

“ส้มบ่มแก๊ส” ย้อนรอยยุคซ้าย “เผาวรรณคดีไทย”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/374163?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ส้มบ่มแก๊ส” ย้อนรอยยุคซ้าย “เผาวรรณคดีไทย”

4 มิถุนายน 2562 – 10:00 น.
กระดานความคิด,เอนก เหล่าธรรมทัศน์,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,ปิยบุตร แสงกนกกุล,พรรคอนาคตใหม่
เปิดอ่าน 25,292 ครั้ง

คอลัมน์…  กระดานความคิด  โดย… บางนา บางปะกง 

อันที่จริงวลี “ส.ส.งานศพ” หรือ “ส.ส.งานบวช” มีการพูดถึงมานานแล้ว โดยเฉพาะแวดวงนักรัฐศาสตร์ ที่ต้องการชี้ให้เห็น “ระบบอุปถัมภ์การเมืองไทย” ต้นตอฉุดรั้งความก้าวหน้าของประชาธิปไตยเมืองไทย

ถ้ากลับไปอ่านหนังสือ “สองนคราประชาธิปไตย” ของเอนก เหล่าธรรมทัศน์ ก็จะเห็นสองภาพสองวิถีนักเลือกตั้ง บรรดา “ส.ส.ภูธร” ต้องไปงานศพ งานบวช งานบุญ ฯลฯ ไม่งั้น ชาวบ้านจะด่าว่า “คนลืมตัว วัวลืมตีน”

ตรงกันข้าม “ส.ส.นครบาล” ที่ได้เป็นผู้แทนฯ เพราะกระแสพรรค จึงไม่ต้องวิ่งรอกงานศพ งานบวช งานแต่ง ยกเว้นผู้แทนเมืองหลวง โซนขอบกรุง ยังต้องปฏิบัติตัวเหมือน ส.ส.ภูธร

บังเอิญนักการเมืองรุ่นใหญ่ค่ายส้มหวาน พูดถึง ส.ส.งานศพ ด้วยท่วงทำนอง “เหยียดหยัน” ดันเล่นเฮทสปีชติดแฮชแท็ก #ส.ส.ตลาดล่าง ก็เป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โต แถมเจอรุ่นพี่ ส.ส.อ่างทอง ออกมาสอนมวยอีกต่างหาก

ดีนะที่ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ชิงตัดไฟเสียแต่ต้นลม รีบออกมาขอโทษแทนลูกพรรค จึงทำให้กระแส ส.ส.ตลาดล่าง ค่อยๆ เงียบหายไป

จะว่าไปแล้ว นักการเมืองค่ายสีส้มส่วนใหญ่หลงละเลิงในชัยชนะชนิดเหนือความคาดหมาย จึงสถาปนาความเป็น “คนรุ่นใหม่” ที่ทำอะไรก็ได้ ไม่ผิด ไม่ต้องแคร์ผู้ใหญ่

จำได้ว่า วันปฐมนิเทศ ส.ส.ใหม่ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” เลขาธิการพรรค ได้ย้ำถึงพรรคอนาคตใหม่ จะต้องทำให้เห็นเป็นตัวอย่างว่า หน้าที่ผู้แทนคืออะไร? ส.ส.ไม่มีหน้าที่ไปงานบวช งานแต่ง งานศพ ซึ่งเป็นเรื่องถูกต้อง ส.ส.จะต้องทำหน้าที่ด้านนิติบัญญัติ

แต่นักการเมืองค่ายส้มหวาน ก็ต้องมีวุฒิภาวะ ไม่ปฏิเสธผู้อาวุโสอย่างไร้เหตุผล หรือเอาแต่ชี้หน้าด่าว่า พวกเขาเป็นพวกไดโนเสาร์

ถ้ายังจำกันได้ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” เคยพูดในงาน FutureFest ที่ The factory jam คลองสาน ปลายปีที่แล้วว่า “ทฤษฎีหนึ่งที่ถูกกล่าวขวัญอย่างแพร่หลายในเมืองไทยคือ สยามเมืองยิ้ม แต่รู้หรือไม่ว่า ทำไมทุกคนถึงกล่าวเช่นนี้ วัฒนธรรมในสังคมไทยคือ วัฒนธรรมเจ้าขุนมูลนาย เจ้ายศเจ้าอย่าง อำนาจนิยม ที่ไม่ส่งเสริมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ตั้งแต่เกิดมาการแสดงความคิดเห็นเป็นเรื่องผิด ต้องเข้าเคารพผู้อาวุโส บางมหาวิทยาลัยต้องคุกเข่าเสิร์ฟกาแฟให้แก่อาจารย์”

สมาชิกพรรคอนาคตใหม่ได้ซึมซับความคิดแบบ “ธนาธร-ปิยบุตร” แบบไม่กรอง ไม่คิดเอง เมื่อ “เทพธนาธร” หรือ “เทพปิยบุตร” พูดก็ถูกทุกอย่าง

ย้อนไปเมื่อ 40 กว่าปีที่แล้ว หลังเหตุการณ์ 14 ตุลา พายุสังคมนิยมพัดแรงจัด ขบวนการนักศึกษาไทยเอียงไปข้างซ้าย รวมทั้งมีพรรคการเมืองเกิดใหม่ ขายแนวคิดสังคมนิยมเพียวๆ

อิทธิพลการปฏิวัติวัฒนธรรมของเยาวชนแดงในเมืองจีน ส่งผลให้เกิดวงศึกษาสรรนิพนธ์ประธานเหมา เจ๋อตุง ในหมู่เยาวชนไทยช่วงปี 2517-2518

หลายคนคงจำได้มีการวิพากษ์ระบบการศึกษาแบบเก่าว่า เป็นการศึกษาแบบล้าหลัง รับใช้สังคมทุนนิยม และใช้ระบบแพ้คัดออก ทำให้ชนชั้นล่างมีโอกาสเข้าถึงการศึกษาได้ยาก

ปี 2517 มีการวิพากษ์วัฒนธรรมเก่าด้วยการเสนอคำขวัญ ศิลปะเพื่อชีวิต ศิลปะเพื่อประชาชน หักล้างแนวทางศิลปะแบบเก่า จนนำไปสู่การเผาวรรณคดีไทย

เนื่องจากคนหนุ่มสาว พ.ศ.โน้น มองว่า วรรณคดีทั้งหลายแสดงจิตสำนึกของศักดินา สมควรที่จะนำเอาวรรณคดีเหล่านั้นมาเผาทิ้ง

การก้าวล้ำนำหน้าคนส่วนใหญ่ ได้นำ “ซ้ายใหม่” ไปสู่สมรภูมิไทยฆ่าไทย โศกนาฏกรรมกลางเมือง

จึงอยากฝาก ส.ส.อนาคตใหม่ อย่าทำตัวเหมือน “มะม่วงบ่มแก๊ส” สุกก่อนเวลา เมื่อคนซื้อไปรับประทาน ก็รู้สึกผิดหวัง

นักการเมืองต้องรับผิดชอบสร้างความเชื่อมั่น-สร้างศรัทธา

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/374209?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

นักการเมืองต้องรับผิดชอบสร้างความเชื่อมั่น-สร้างศรัทธา

4 มิถุนายน 2562 – 09:30 น.
สภาผู้แทนราษฎร,นักการเมือง,ศรัทธา,ความเชื่อมั่น,ตั้งรัฐบาล
เปิดอ่าน 2,252 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

หลังจากผ่านพ้นการเลือกตั้ง เลือกประธานสภาและประชุมตามกระบวนการขั้นตอน รวมถึงการจัดตั้งรัฐบาลซึ่งมีการเจรจาต่อรองแย่งกระทรวงเกรดเอ หรือกระทรวงสำคัญๆ ให้นักการเมืองในสังกัดพรรคเข้าไปเป็นรัฐมนตรี

ในฐานะประชาชนคนไทยคนหนึ่งอยากจะเรียนถึงบรรดานักการเมืองว่าจะต้องสร้างศรัทธา สร้างภาพลักษณ์ที่ดีและทำให้เกิดความเชื่อมั่นว่าจะเข้ามาบริหารประเทศเมื่อเป็นรัฐบาล เพื่อความเจริญรุ่งเรืองของประเทศชาติ

หรือหากจะเป็นฝ่ายค้านก็ต้องปฏิบัติหน้าที่เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศ ประชาชน

เท่าที่ผ่านมาประชาชนเห็นพฤติกรรมนักการเมือง(บางคน)แล้วรู้สึกหมดหวังและมองไม่เห็นอนาคตว่าจะเดินหน้าต่อไปได้อย่างไร และรัฐบาลที่จะมี จะไปตลอดรอดฝั่งหรือไม่
อ๊อด เทอร์โบ
 การตรวจสอบคุณสมบัติ

 สร้างความสงสัยให้ประชาชน
การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รัฐธรรมนูญได้กำหนดคุณสมบัติผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตามมาตรา 97 และ 98 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 อีกทั้งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่ออกกฎหมายลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน ซึ่งน่าจะขัด/แย้งกับรัฐธรรมนูญ

หลังจากสมัครและผ่านการตรวจสอบเป็นเบื้องต้นแล้ว ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและประกาศเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ผู้สมัครดังกล่าวต่างก็หาเสียงตามกระบวนการและบางคนได้รับไว้วางใจจากประชาชนให้ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รอเพียงประกาศรับรองซึ่งเป็นพิธีกรรมอย่างหนึ่งเท่านั้น

ทุกครั้งผู้ที่ผ่านการเลือกตั้งจากประชาชน บางคนโดนแจกใบแดงหรือการตัดสิทธิ์จนบางครั้งสังคมเคลือบแคลงใจในการปฏิบัติหน้าที่ขององค์กร เพราะในเมื่อผ่านกระบวนการตรวจสอบดังกล่าวแล้ว จะต้องมาหาเหตุผลเล่นงานทำไม

กระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติ จะต้องเสร็จสิ้นสมบูรณ์และถูกต้องเพื่อเป็นที่สุดก่อนวันเลือกตั้งประมาณ 10 วัน และเมื่อประชาชนเลือกคนใดคนหนึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้ว จะรื้อฟื้นหาเหตุย่อมไม่ได้เป็นการไม่เคารพและให้เกียรติแก่ประชาชนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง

ถ้าสถานการณ์เป็นดังทุกวันนี้ บ้านเมืองก็จะไม่สงบ มีแต่เรื่องที่ไม่จำเป็น ไม่เกิดประโยชน์แก่สังคมและประเทศชาติ ทั้งเปรียบเสมือนไม่ยอมรับในเสียงของประชาชน เพื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้า ประเทศเจริญพัฒนาแล้ว ประเทศจะต้องพัฒนาในทุกๆ ด้านได้ด้วยภาคประชาชนเป็นตัวตั้ง ภาคราชการเป็นตัวสนับสนุน

หากมีการร้องเรียนกล่าวโทษกันอยู่เสมอและภายหลังพบว่าไม่เป็นความจริง ซึ่งเท่ากับว่า เป็นการกล่าวเท็จ ก็น่าที่จะให้ผู้เสียหาย/ผู้ถูกร้องเรียนได้ใช้สิทธิในการปกป้องคุ้มครองประโยชน์ของตนเองด้วยการกล่าวโทษผู้ร้องเรียนเช่นกัน จึงจะเกิดความยุติธรรม
เสรี (นครปฐม)

ตอบคุณ ‘เสรี’ นครปฐม
จดหมายของคุณโดนใจผมและคนไทยส่วนใหญ่ ซึ่งหากให้ระบบการเลือกตั้งและกระบวนการตรวจสอบต่างๆเป็นไปอย่างโปร่งใส ยุติธรรม

โดยเฉพาะเรื่องคุณสมบัติต่างๆ ของผู้สมัครที่มักมีการร้องเรียนและสร้างปัญหาการรับรอง ซึ่งหากมีการทำอย่างถูกต้องละเอียดถี่ถ้วนแล้วก็น่าจะเป็นการสิ้นสุด เพราะปล่อยให้สมัครได้ แสดงให้เห็นว่าคุณสมบัติไม่ถูกต้องและปล่อยให้เป็นแบบนั้นได้อย่างไร

ประเทศไทยมีการเลือกตั้งโดยการกาคะแนน ซึ่งน่าจะใช้ระบบกดปุ่มหรือระบบไฮเทค จะได้ตัดปัญหาบัตรเสีย กาผิดและอื่นๆ
อ๊อด เทอร์โบ


ขอเป็นสื่อกลางนำเสนอโครงการที่น่าจะเป็นต้นแบบไปทั่วประทศและต้องรีบทำโดยเร็วเพื่อดูแลสุขภาพจิตเด็กนักเรียน

โดย นพ.กิตต์กวี โพธิ์โน ผู้อำนวยการ รพ.จิตเวชนครราชสีมาราชนครินทร์ ได้แจ้งให้ทราบและขอชมเชยแนวคิดมา ณ โอกาสนี้
อ๊อด เทอร์โบ


 สร้าง ‘ครูจิตวิทยา’ เด็กมัธยม
 ดูแลสุขภาพจิต

รพ.จิตเวชนครราชสีมาฯ ร่วมกับศูนย์สุขภาพจิตที่ 9 และสำนักเขตพื้นที่การศึกษาระดับมัธยมศึกษา หรือ สพม.31 ซึ่งดูแลโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาภาครัฐ ใน จ.นครราชสีมา ที่มีจำนวน 50 แห่ง นักเรียนประมาณ 65,000 คน จัดอบรมความรู้ทางสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่น ให้ครูแนะแนวหรือครูที่ทำหน้าที่ดูแลช่วยเหลือเด็ก เป็นครูจิตวิทยาประจำโรงเรียน

หลังจากเริ่มโครงการรุ่นแรกในปีที่ผ่านมาจำนวน 50 คน เพื่อยกระดับมาตรฐานระบบการดูแลสุขภาพจิตเด็กนักเรียนระดับมัธยมทั้งในรายปกติและในรายที่มีความเสี่ยงร่วมกัน 3 ฝ่ายอย่างเข้มแข็งใกล้ชิด ระหว่างโรงเรียน โรงพยาบาลในพื้นที่ โรงพยาบาลเชี่ยวชาญ และผู้ปกครอง เช่นในรายที่มีผลการเรียนตกต่ำ มีปัญหาพฤติกรรมและอารมณ์ผิดปกติ เช่น ไม่ส่งการบ้าน หนีเรียน ก้าวร้าว ซึมเศร้า เหม่อลอย ขโมยของ เป็นต้น

บางคนอาจป่วยจากโรคทางจิตเวชแอบแฝงติดตัวมาตั้งแต่เด็ก ที่พบบ่อยเช่นสมาธิสั้น ปัญหาบกพร่องการเรียนซึ่งเกิดมาจากความผิดปกติในสมอง รวมทั้งปัญหาใหม่ที่มีแนวโน้มมากขึ้นคือการติดเกม และโรคซึมเศร้า ซึ่งมีผลต่อการเรียน หากไม่ได้รับการช่วยเหลือดูแลอย่างเหมาะสมและทันท่วงที จะทำให้อาการรุนแรง ซับซ้อน เช่นติดยาเสพติด ก้าวร้าว ทำร้ายตนเอง ยากต่อการบำบัดรักษา และอาจรุนแรงถึงชีวิตได้

การอบรมครูจะเน้นความรู้และทักษะที่จำเป็นควบคู่ไปด้วย 9 เรื่อง อาทิ ความรู้สุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่น ความเข้าใจธรรมชาติของวัยรุ่น ภาวะซึมเศร้าในวัยรุ่น เกมและโซเซียลมีเดียในวัยรุ่น การตรวจคัดกรองพฤติกรรมเสี่ยงและการประเมินอีคิวของเด็กตามมาตรฐาน การดูแลช่วยเหลือ การพัฒนาทักษะชีวิต

และความฉลาดทางอารมณ์ และทักษะการปรับพฤติกรรม ใช้เวลา 2 วัน
