วันสิ่งแวดล้อมที่ไทยต้องตระหนัก

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/374205?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

วันสิ่งแวดล้อมที่ไทยต้องตระหนัก

4 มิถุนายน 2562 – 08:01 น.
วันสิ่งแวดล้อมโลก
เปิดอ่าน 5,275 ครั้ง

บทบรรณาธิการ นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันอังคารที่ 4 มิถุนายน 2562

วันพรุ่งนี้ (5 มิ.ย.) เป็นวันสิ่งแวดล้อมโลก ตามประกาศขององค์การสหประชาชาติ อันเป็นผลจากการจัดการประชุมใหญ่ระดับโลกขึ้นระหว่างวันที่ 5-16 มิถุนายน 2515 ที่ประเทศสวีเดน มีผู้เข้าร่วมจาก 113 ประเทศ ทั้งนี้เพราะตระหนักว่า สิ่งแวดล้อมโลกกำลังเป็นปัญหาใหญ่เข้าขั้นวิกฤติ จึงต้องร่วมกันหาทางเยียวยาแก้ไขสภาพปัญหาที่่แต่ละประเทศกำลังเผชิญอยู่ หากแต่ 47 ปีที่ผ่านมา สถานการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมกลับได้รับการแก้ไขน้อยนิดไม่สอดคล้องกับกระแสเรียกร้องของมนุษยชาติ ในทางกลับกัน การทำลายล้างผลาญทรัพยากรธรรมชาติ และสภาพแวดล้อมกลับยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นทุกปี คำเตือนเกี่ยวกับสภาวะโลกร้อนที่ส่งสัญญาณผ่านการละลายของน้ำแข็งขั้วโลก ยังไม่ได้ทำให้หลายๆ ประเทศโดยเฉพาะประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อย่างมีนัยสำคัญลงได้ อย่างไรก็็ตามในปีนี้โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติยังเดินหน้ารณรงค์ด้วยคำขวัญ หยุดหมอกควันและอากาศพิษเพื่อคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม

กล่าวสำหรับประเทศไทย อาจพูดได้ว่า กำลังประสบปัญหาสภาพแวดล้อมเลวร้ายครบถ้วนทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็น อากาศ ผืนดิน และท้องน้้ำ ทั้งน้ำจืดและในทะเล ดูจากสภาพอากาศ เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ชาวกรุงเทพมหานคร และอีกหลายจังหวัดต้องช่วยเหลือตัวเองด้วยการสวมหน้ากากป้องกันฝุ่นพิษขนาด 2.5 ไมครอน ที่สามารถเล็ดลอดเข้าสู่ร่างกายผ่านระบบหายใจ เป็นภัยต่อสุขภาพ นั่นเป็นผลมาจากสภาพแวดล้อมที่บั่นทอนคุณภาพชีวิตของผู้คนโดยตรง อันควรจะนำมาซึ่งการตระหนักรู้ และร่วมแรงร่วมใจกันเยียวยา มีคำยืนยันจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมว่าได้แก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ ดูแลการปล่อยมลพิษจากสถานประกอบการ โรงงานและนิคมอุตสาหกรรม ตรวจจับฝุ่นควันจากท่อไอเสียรถยนต์ แก้ปัญหาหมอกควันในภาคเหนือ ลดการเผาในที่โล่ง รวมทั้้งขยายความร่วมมือไปยังประเทศในภูมิภาค เช่นเดียวกับอีกหลายมาตรการเพื่อลดฝุ่นพิษในเมือง เช่น เร่งรัดการใช้น้ำมันดีเซลมาตรฐานยูโร 5 เป็นต้น

อีกหนึ่งปัญหาที่ท้าทายแนวนโยบายสิ่งแวดล้อมของประเทศก็คือมาตรการแบนสารเคมีเกษตร 3 ชนิดคือ พาราควอต ไกลโฟเสต และคลอไพริฟอส ซึ่งเป็นสารเคมีกำจัดวัชพืช และหนอนแมลงศัตรูพืช แต่จนแล้วจนรอด การต่อสู้เพื่อหยุดยั้้งการใช้สาร 3 ชนิดนี้้ในแปลงเกษตรโดยคณะแพทย์ องค์กรเอกชน หน่วยงานด้านสาธารณสุข กลุ่มเกษตรอินทรีย์กลับประสบความพ่ายแพ้มาแล้วหลายยก แม้ล่าสุด ผู้ตรวจการแผ่นดินจะมีมติให้หยุดการใช้สารเคมีเกษตรพวกนี้้ในเวลา 3 ปี แต่ผลลัพธ์ที่ออกมาคือ มีกรรมการชุดหนึ่งนำเสนอสมุดปกขาวเป็นข้อมูลถึงนายกรัฐมนตรี สรุปว่า สารเคมีทั้้ง 3 ชนิดไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ขณะที่ในสหรัฐอเมริกา มีประชาชนที่ป่วยเป็นโรคมะเร็็งเพราะสารเคมีเกษตรลุกขึ้้นมาฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากบริษัทสารเคมี และศาลตัดสินให้ผู้ฟ้องชนะคดี แล้วเหตุใด บางฝ่ายในประเทศไทยยังไม่คำนึงถึงโทษภัย หรือว่า เพราะทุนใหญ่หนุนหลังเคมีเกษตรอย่างที่เล่าลือกันอยู่ใช่หรือไม่

สารเคมีในแปลงเกษตร ยังส่งผลเสียหายต่อคุณภาพน้ำตามแหล่งน้ำต่างๆ อีกด้วย จากการสำรวจของหน่วยงานทางวิชาการพบว่า สารจำพวกนี้ปนเปื้อนในน้ำในระดับที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ประเทศไทยซึ่งกำลังเผชิญกับปัญหาการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งสังคมมุ่งไปที่อุทกภัยกับภัยแล้ง ทั้งที่จริงแล้ว การบริหารจัดการต้องรวมถึงคุณภาพน้ำด้วย โดยเฉพาะจากการย่ำยีโดยมนุษย์ นอกจากนี้ก็ยังมีปัญหาขยะพิษ ขยะอิเล็กทรอนิกส์ การลักลอบแผ้วถาง บุกรุกทำลายป่าไม้ ในวาระวันสิ่งแวดล้อมโลก ซึ่งตรงพอดีกับวันที่รัฐสภาไทยจะโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ก็หวังว่า ผู้นำ และรัฐบาลชุดต่อไปจะได้ตระหนักถึงสภาพแวดล้อมที่เสื่อมทรุดลงในทุกๆ ด้าน ทั้งน้ำ อากาศ พื้้นดิน ซึ่งล้วนกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้คนอย่างที่ปรากฏเป็นรูปธรรมชัดเจนอยู่แล้ว

ส.ส.ตลาดล่าง “ภราดร” ทายาท “เฮียตือ”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/374128?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ส.ส.ตลาดล่าง “ภราดร” ทายาท “เฮียตือ”

3 มิถุนายน 2562 – 13:36 น.
ตลาดล่าง,สสตลาดล่าง,พรรคอนาคตใหม่,โต้ง สิริพงศ์,สมศักดิ์ ปริศนานันท,เฮียตือ,วราวุธ ศิลปอาชา,ภราดร ปริศนานันทกุล
เปิดอ่าน 7,217 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก 3 มิ.ย. 62

*********************

สืบเนื่องจากอาการ “ร้อนวิชา” ของอดีตผู้สมัคร ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ แสดงความเห็นกรณี ส.ส.ต้องไปงานศพ งานแต่งงาน งานบวช ฯลฯ ว่าเป็น “ส.ส.ตลาดล่าง”

ร้อนถึง “ภราดร ปริศนานันทกุล” ต้องออกมาสอนนักการเมืองรุ่นน้องว่า “อยากเป็นผู้แทนต้องรู้จักลงไปสัมผัสชาวบ้านบ้าง แล้วคุณจะคุ้นเคยกับเขา แล้วคุณจะรู้จักตัวตนของเขา และคุณจะรู้ถึงปัญหาของเขา และเขาก็จะรู้จักตัวตนของคุณเช่นกัน เตือนด้วยความหวังดีไอ้หนูน้อย”

นักการเมืองหน้าใหม่หลายคนที่ได้เป็นผู้แทนราษฎรเพราะกระแสพรรค อาจไม่เคยสัมผัสชีวิต ส.ส.บ้านนอก ลองไปดูเส้นทางการเมืองของตระกูล “ปริศนานันทกุล”

เด็กตลาดศาลเจ้าโรงทอง

ภราดร ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย เป็นลูกชายคนโตของ “สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล” นักการเมืองอาวุโสแห่งเมืองอ่างทอง

ลูกแบด ภราดร ขวัญใจชาวอ่างทอง

“สมศักดิ์” หรือ “ตือ” ลูกชาวบ้าน เติบโตมาในตลาดศาลเจ้าโรงทอง อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง ได้มีโอกาสไปเรียนหนังสือในกรุงเทพฯ จบรัฐศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง เมื่อเรียนจบก็มาช่วยพี่เขยทำโรงสี

หนุ่มตลาดศาลเจ้าโรงทองได้แต่งงานกับ “รวีวรรณ” ลูกสาวเจ้าของโรงสีวิเศษชัยชาญเจริญกิจ และการได้เป็นลูกเขยเศรษฐีอ่างทอง “บักชิว แซ่ฉั่ว” ทำให้ “เฮียตือ” มีต้นทุนสูงพอที่จะก้าวสู่สนามการเมือง

ปี 2523 ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาจังหวัด และเลือกตั้งปี 2529 สมศักดิ์ ขยับไปเล่นสนามการเมืองระดับชาติ ได้เป็นส.ส.สมัยแรก นับจากนั้นมา “เฮียตือ” ก็เติบโตทางการเมืองและเป็นขุนกระบี่คู่บารมี บรรหาร ศิลปอาชา

วันนี้เฮียตือจำลาบ้านเก่าทั้งน้ำตาด้วยเหตุผลทางการเมืองบางประการ

ขวัญใจแม่ยกอ่างทอง

“เฮียตือ” มีลูกชาย 3 คน และลูกสาว 1 คน ปรากฏว่า ลูกชายทั้งสาม “ลูกแบด ภราดร” “แชมป์ กรวีร์” และ “เชน ภคิน” ต่างก็ก้าวสู่สนามเลือกตั้งผู้แทนฯ ตามรอยพ่อทุกคน

ที่โดดเด่นเป็นที่รู้จักของคนทั่วไปก็คือ “ภราดร-กรวีร์” เพราะสองคนนี้เป็นทั้งนักการเมืองและผู้บริหารสโมสรฟุตบอลอาชีพ “อ่างทอง เอฟซี”

แชมป์ กรวีร์ น้องชายภราดร

ภราดร เป็น ส.ส.อ่างทอง แทนตำแหน่งที่ว่างของสมศักดิ์ ที่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองเมื่อปี 2551 และปี 2554 ทั้งภราดรและกรวีร์ เป็นส.ส.อ่างทอง ในสังกัดพรรคชาติไทยพัฒนา

เลือกตั้ง 2562 สนามเลือกตั้งอ่างทองเหลือ ส.ส.คนเดียว ภราดรเลยลง ส.ส.เขต และกรวีร์ ขยับไปลงบัญชีรายชื่อ

ในวันนี้สองพี่น้อง “ปริศนานันทกุล” เป็นส.ส.ตลาดล่าง ค่ายภูมิใจไทย

ดับฝันคนหนุ่ม

เดิมที “ลูกแบด-แชมป์” ทายาท “เฮียตือ” ได้จับมือกับ ท็อป” วราวุธ ศิลปอาชา และ “โต้ง” สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ เศรษฐีหนุ่มแห่งศรีสะเกษ ผนึกกำลังเป็น “ทีมคนหนุ่ม” ก่อการปฏิวัติพรรคชาติไทยพัฒนา

“ท็อป วราวุธ” เตรียมตัวก้าวขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา และต้องการปรับลุคใหม่ ไม่ให้ชาติไทยพัฒนาเป็นแค่พรรคการเมืองของคนสุพรรณบุรี

ทายาท “บรรหาร” จึงวางตัว “สิริพงศ์” ทายาท “ฉัฐมงคล อังคสกุลเกียรติ” นายกเทศมนตรีเมืองศรีสะเกษ เป็นเลขาธิการพรรค

“เสี่ยโต้ง สิริพงศ์” เป็นส.ส.ศรีษะเกษ ในนามพรรคชาติไทยมาก่อน เมื่อพรรคถูกยุบเลยต้องเว้นวรรคหันไปทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ทำธุรกิจโรงพยาบาลและอีกหลายอย่างซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมาก

โต้ง สิริพงศ์ ในบทบาท ส.ส.ตลาดล่าง

หลายฝ่ายก็เฝ้าจับตามองการเปลี่ยนแปลงของพรรคชาติไทยพัฒนาภายใต้การนำของคนหนุ่มไฟแรง

“เสี่ยโต้ง” ประสบความสำเร็จจากการปฏิวัติหนังไทยอีสานบ้านบ้านชุด “ไทบ้าน เดอะซีรีส์” จึงหวังที่จะปรับพรรคการเมืองเก่าแก่ให้เป็นที่ยอมรับของคนเจนเอ็กซ์ เจนวาย

พูดจาภาษาการตลาดก็คือการยกระดับ “พรรคตลาดล่าง” ให้เป็นพรรคตลาดกว้าง ดึงเสียงจากทุกชั้นชนมาสนับสนุน

เหมือนฟ้าผ่ากลางพรรคเมื่อ “ผู้อาวุโส” ในพรรคชาติไทยพัฒนา เกิดเปลี่ยนใจดัน “กัญจนา ศิลปอาชา” เป็นหัวหน้าพรรค และประภัตร โพธสุธน เลขาธิการพรรค

โต้งจึงชวน “ลูกแบด-แชมป์” ทายาทเฮียตือไปอยู่พรรคภูมิใจไทย

ประเทศไทยไม่ใช่ถังขยะโลก

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/374108?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ประเทศไทยไม่ใช่ถังขยะโลก

3 มิถุนายน 2562 – 12:35 น.
ประเทศไทยไม่ใช่ถังขยะโลก,อ๊อด เทอร์โบ,มลพิษ,ขยะพลาสติกปนเปื้อน
เปิดอ่าน 4,553 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

‘ดับเครื่องชน’ วันนี้มีเรื่องสำคัญที่จะแจ้งให้ทราบเพื่อประชาชนคนไทยจะได้ช่วยกันรณรงค์ตื่นตัวต่อต้านการขนขยะอิเล็กทรอนิกส์ หรือขยะพลาสติก หรือของใช้มือสองที่ส่งมาให้เป็นภาระเกิดมลพิษและย่อยสลายได้ยากมาก

กรณีไฟไหม้ตู้คอนเทนเนอร์ที่ท่าเรือแหลมฉบังนั้นจะให้ความชัดเจนและหาหน่วยงานที่รับผิดชอบเพราะเกิดจากขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่ไวไฟ ยังหาสาเหตุไม่ได้

ขอให้รัฐบาลใส่ใจเรื่องนี้เพราะประเทศไม่ใช่ถังขยะโลก ปล่อยต่อไปจะเกิดปัญหาเป็นลูกโซ่ตามมาอย่างแน่นอน

อย่างมาเลเซียกำลังตื่นตัวเรื่องนี้ ดังมีรายงานข่าวว่าจะจัดการส่งคืนขยะพลาสติกปนเปื้อนกลับประเทศที่ส่งเข้ามาเพื่อแสดงให้เห็นว่ามาเลเซียไม่ใช่ถังขยะโลกเพราะตู้คอนเทนเนอร์ 9 ตู้ ที่ท่าเรือกลัง ฝั่งตะวันตกของกรุงกัวลาลัมเปอร์พบทั้งพลาสติกที่ระบุลักษณะไม่ได้กับขยะรีไซเคิลไม่ได้

รวมถึงสิ่งของเครื่องใช้ภายในบ้านและขยะอิเล็กทรอนิกส์มากมาย ซึ่งทั้งหมดส่งมาจากสหรัฐ สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น จีน ซาอุดีอาระเบีย บังกลาเทศ เนเธอร์แลนด์ และสิงคโปร์

รัฐบาลต้องสืบสวนและกวาดล้างต้นตอและต้นทางที่ส่งขยะเหล่านี้มาและต้องหาคนรับผิดชอบให้ได้และเชื่อว่าจะต้องมีผลประโยชน์แอบแฝงแน่นอน
อ๊อด เทอร์โบ


จดหมายจากคุณ ‘เติมพร’ ลาดพร้าว ต่อไปนี้น่าสนใจและขอร่วมสนับสนุนโครงการงดใช้ถุงพลาสติกของห้าง ‘เซ็นทรัล’ ห้างสรรพสินค้าและเครือข่ายที่ใหญ่สุดของประเทศไทย ซึ่งหากทำได้บรรลุวัตถุประสงค์จะเป็นเรื่องที่ดีมากๆ

เชื่อว่าหากทุกคนให้ความร่วมมือและมีจิตสำนึกในเรื่องนี้แล้วจะทำได้ไม่ยากเพราะไม่ต้องลงทุนลงแรงอะไรมากมายและถุงผ้าหรือภาชนะที่นำไปใส่ของเหล่านั้นสามารถนำมาใช้ได้อีกและทราบว่าทางเซ็นทรัลสมนาคุณโดยการให้แต้มสะสมในรูปแบบต่างๆ ซึ่งเป็นแนวคิดชักจูงใจน่าชมเชย

การงดใช้ถุงพลาสติกหรือกล่องโฟมนี้สามารถทำได้ไม่เฉพาะห้างสรรพสินค้าแต่ทุกแห่งสามารถร่วมมือกันไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารตามสั่งหรือหาบเร่แผงลอย ฯลฯ

ถึงเวลาแล้วที่ต้องช่วยกันทำให้ชีวิตขึ้น โดยเริ่มต้นจากเรื่องที่เราเคยมองข้ามไป
อ๊อด เทอร์โบ


 สนับสนุนงดใช้ถุงพลาสติก
 ลดขยะ-ลดมลพิษ

ดิฉันไปซื้อของที่เซ็นทรัลเป็นประจำและเวลานี้ก็พยายามช่วยให้โลกและประเทศไทยของเรามีสิ่งแวดล้อมดีขึ้น โดยนำถุงผ้าไปใส่ของเอง และวันก่อนเห็นทางห้างเซ็นทรัลประกาศนโยบายงดใช้ถุงพลาสติก จึงขอสนับสนุนอย่างเต็มที่

ขยะพลาสติกถือเป็นปัญหาระดับโลกที่ทุกคนต้องร่วมกันแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะประเทศไทยที่ได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่ปล่อยขยะพลาสติกลงทะเลมากที่สุดเป็นอันดับ 6 ของโลก ด้วยปริมาณขยะพลาสติกกว่า 2 ล้านตันต่อปี หรือประมาณ 2 แสนล้านใบ

ถ้าหากพวกเราช่วยกันงดใช้ถุงพลาสติกหรือรวมถึงกล่องโฟมที่ใช้บรรจุอาหารกลับบ้านจะเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม ยกระดับคุณภาพสิ่งแวดล้อมด้วยการรณรงค์ให้ลูกค้าของห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลและกลุ่มธุรกิจในเครือปฏิเสธรับถุงพลาสติกและนำถุงผ้ามาเองในการซื้อสินค้าแต่ละครั้ง

จึงขอให้อย่ามองข้ามเรื่องถุงพลาสติกหรือการใช้โฟมในรูปแบบต่างๆ ซึ่งเป็นต้นเหตุของขยะที่ย่อยสลายยากและหากไม่เก็บลงถังขยะหรือมีผู้ทิ้งลงถนนจะทำให้ไปอุดตันท่อระบายน้ำ เป็นสาเหตุให้น้ำท่วมได้

ขอเรียนถึงทุกบริษัทห้างร้านขายของหรือเจ้าของร้านใหญ่เล็กว่าช่วยกันลดเลิกใช้ถุงพลาสติกและช่วยกันสร้างโลกให้ดีขึ้นโดยการร่วมมือกันนับแต่เวลานี้
เติมพร (ลาดพร้าว)


 สนับสนุนกฎหมายใหม่เพิ่มโทษ
 คดีข่มขืน-ประหาร

ผมมีเรื่องสำคัญจะแจ้งผ่านให้ทราบว่าได้มีการออกกฎหมายเพิ่มโทษผู้กระทำผิดคดีข่มขืนถึงหนักที่สุดคือประหารชีวิต

กรณีนี้มีการพูดถึงกันมาแล้วนานหลายปีเพราะผู้กระทำผิดแล้วรับสารภาพถูกจำคุกไม่กี่ปีก็ออกมาเป็นภัยสังคมอีกและที่น่าเศร้าใจมากๆ เพราะเหยื่อของฆาตกรถึงบาดเจ็บเสียชีวิตไปเลยก็มีเป็นจำนวนมาก

ในฐานะคนไทยคนหนึ่งผมจึงขอสนับสนุนเห็นด้วยที่เพิ่มโทษหนักประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิตและเห็นว่าแม้ผู้กระทำความผิดยอมรับสารภาพแต่ก็ไม่ควรลดโทษ เห็นต่างกับการเพิ่มโทษดังกล่าว โดยยกเรื่องสิทธิมนุษยชนขึ้นมาคัดค้านโทษประหารชีวิต

เราต้องใช้กฎหมายอย่างเฉียบขาดกับพวกกากเดนสังคมที่สร้างความเดือดร้อนเป็นภัยอันตรายต่อชีวิตผู้บริสุทธิ์ถึงเวลาที่ต้องจัดระเบียบนับตั้งแต่เวลานี้
ประเสริฐ (รัชดาภิเษก)


Police Share..ส่งน้องถึงโรงเรียน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/374111?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

Police Share..ส่งน้องถึงโรงเรียน

3 มิถุนายน 2562 – 09:00 น.
Police Share,โรงเรียน,นักเรีย,Police Shareส่งน้องถึงโรงเรียน
เปิดอ่าน 3,339 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย   โดย…  คณาธิศ ศรีหิรัญเดช

หลายคนคงทราบกันดีว่ากาจราจรเมืองกรุง หรือแม้กระทั่งพื้นที่รอยต่อกรุงเทพฯ ที่เป็นจังหวัดปริมณฑลและหัวเมืองใหญ่ทั่วประเทศต้องประสบปัญหาการจราจรหนาแน่นในช่วงเวลาชั่วโมงเร่งด่วนเช้า-เย็น ยิ่งไปกว่านั้นในช่วงการเปิดเทอมของโรงเรียนต่างๆ ย่อมส่งผลกระทบให้ปริมาณรถหนาแน่นขึ้นอย่างหลักเลี่ยงไม่ได้จนอาจถึงขั้น “วิกฤติ” ซึ่งทุกหน่วยงานโดยเฉพาะตำรวจก็พยายามหาทางแก้ไขเพื่ออำนวยความสะดวกและบรรเทาภาวะรถติดในช่วงชั่วโมงเร่งด่วนให้แก่ประชาชน

ตลอดหลายปีคนที่ใช้ชีวิตอยู่เมืองกรุงได้สัมผัสรับรู้ถึงความสาหัสเรื่องการจราจรในหลายเส้นทาง โดยเฉพาะพื้นที่ใจกลางกรุง ซึ่งช่วงนี้นอกจากเป็นช่วงที่เปิดเทอมแล้วยังเป็นฤดูฝน จึงส่งผลให้การจราจรติดขัดเป็นทวีคูณ ด้วยเหตุนี้ทาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) และ กองบังคับการตำรวจจราจร (บก.จร.) จึงมีโครงการ “ส่งน้องถึงโรงเรียน” ซึ่งแม้จะผ่านพ้นช่วงเปิดเทอมวันแรกไปแล้ว แต่ยังดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อบรรเทาภาวะรถติดขัด

ขณะที่ พ.ต.ต.คริษฐ์ ปริยะเกตุ สว.งานสายตรวจ 1 กก.1 บก.จร. ยังคงนำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจ 1 กก.1 บก.จร. อำนวยความสะดวกด้านการจราจรในการมารับส่งเด็กนักเรียนบริเวณหน้าโรงเรียนสามเสนวิทยาลัย พร้อมกำลังปฏิบัติตามนโยบายส่งน้องถึงโรงเรียนและประชาสัมพันธ์ตามโครงการดังกล่าวเพื่อช่วยแก้ปัญหาการจราจรติดขัดหรือมีรถสะสม ทำให้ผู้ปกครองไม่สามารถส่งบุตรเข้าโรงเรียนได้ทันเวลา

เกี่ยวกับเรื่องนี้ พ.ต.ต.คริษฐ์ อธิบายว่า ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผช.ผบ.ตร. พล.ต.ต.จิรสันต์ แก้วแสงเอก รอง ผบช.น.ด้านการจราจร และ พล.ต.ต.นิธิธร จินตกานนท์ ผบก.จร. ได้จัดให้มีโครงการ “ส่งน้องถึงโรงเรียน” หรือ “Police Share” ซึ่งเป็นโครงการของตำรวจจราจรที่มาช่วยอำนวยความสะดวกและลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางให้แก่ประชาชน โดยทาง บก.จร. เป็นหน่วยนำร่องจัดรถจักรยานยนต์สำหรับรับส่งนักเรียนในระยะทางไม่เกิน 10 กิโลเมตร จำนวน 5 จุด คือ จุดทางลงด่วนเพลินจิต ทางลงด่วนสีลม ทางลงด่วนอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ใต้ทางด่วนพระราม 4 และ จุดกลับรถตั้งฮั่วเส็ง เพื่อใช้เป็นจุดนัดหมายให้ผู้ปกครองส่งนักเรียนรับช่วงนำเด็กเข้าโรงเรียนในช่วงที่มีการจราจรติดขัดหรือสะสม สามารถช่วยแก้ปัญหาการจราจร การส่งบุตรหลานไปโรงเรียนได้ทันเวลา

จากการดำเนินการที่ผ่านมามีผู้ปกครอง น้องๆ นักเรียนให้ความสนใจเข้าใช้บริการของโครงการนี้ในหลายพื้นที่เป็นจำนวนมาก อาทิ งานสายตรวจ 1 กก.1 บก.จร. โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย 28 ราย, งานสายตรวจ 2 กก.1 บก.จร. โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน 7 ราย, โรงเรียนวัดปทุมวนาราม 21 ราย, โรงเรียนวัดชัยมงคล 2 ราย, โรงเรียนสันติราษฎร์ 1 ราย, โรงเรียนอัสสัมชัญ บางรัก 1 ราย และโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา 25 ราย, งานสายตรวจ 3 กก.1 บก.จร. โรงเรียนเขมะสิรินุสรณ์ 20 ราย, กก.6 โครงการพระราชดำริ โรงเรียนเซนต์คาเบรียล 4 ราย, โรงเรียนสาธิตสวนสุนันทา 6 ราย, โรงเรียนวัดมงกุฏกษัตริย์ 5 ราย, โรงเรียนราชวินิตประถม 1 ราย, โรงเรียนราชวินิตมัธยม 2 ราย, โรงเรียนวัดราชาธิวาส 2 ราย, โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา 4 ราย และโรงเรียนวัดเทพศิรินทร์ 7 ราย

ทั้งนี้ผู้ที่ต้องการใช้บริการโครงการ Police Share สามารถดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น Liluna เมื่อเข้าแอพพลิเคชั่นแล้วกดไปที่กลุ่มเดินทาง เข้าที่ #PoliceShare จะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ลงทะเบียนไว้ หากเจอเส้นทางที่ตำรวจเดินทางผ่านสามารถติดรถไปได้ฟรี

จบแล้ว”ลุงตู่” อีกครั้ง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/374107?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

จบแล้ว”ลุงตู่” อีกครั้ง

3 มิถุนายน 2562 – 08:06 น.
ลุงตู่,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,พรรคพลังประชารัฐ,พรรคประชาธิปัตย์,ชวน หลีกภัย
เปิดอ่าน 21,825 ครั้ง

บทบรรณาธิการ นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันจันทร์ที่ 3 มิถุนายน 2562

เหลือเพียงอีก 3 วันประเทศไทยคงได้เห็นโฉมหน้าของนายกรัฐนตรีคนที่ 30 ของประเทศไทยกันแล้ว หลังจากนายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภานัดประชุม 500 ส.ส.กับ 250 ส.ว.เพื่อกำหนดอีเวนต์เลือกนายกรัฐมนตรีในวันพุธที่ 5 มิถุนายนนี้ ส่วนใครจะดำรงตำแหน่งนายกฯ นั้น ก็ต้องได้เสียงสนับสนุนไม่น้อยกว่า 376 เสียงขึ้นไป และใครคนนั้นก็คงจะเป็น “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แบบไม่ต้องไปคาดเดา..มาถึงตรงนี้พวกฟ้า พวกมารอย่าไปนั่งฝันว่าประชาธิปัตย์ (ปชป.) จะแหกคอกไม่ร่วมรัฐบาลลุงตู่ เพราะส่วนตัวมองว่าเรื่องนี้มัน End game ตั้งแต่วันที่ 116 เสียงพลังประชารัฐ (พปชร.) พร้อมใจโหวตเลือกนายชวน เป็นประธานสภาในวันเสาร์ที่ 25 พฤษภาคมไปแล้ว แต่ที่ยังปิดจ๊อบไม่ลงตัวลากยางมาถึงวันนี้ก็คงเป็นเรื่องการต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรีของพลังประชารัฐกับประชาธิปัตย์เท่านั้นเอง

หลายคนอาจตั้งคำถามและกังขาว่า “เฮ้ย” เป็นไปไม่ได้ที่ประชาธิปัตย์ จะโหวตสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ เพราะหากทำเช่นนั้นมันจะสวนทางกับสิ่งที่ปชป.ที่เคยหาเสียงไว้ก่อนเลือกตั้งว่าจะขอเป็นเส้นขนานกับเผด็จการ…เมื่อคำมั่นมันค้ำคอตรงนี้แหละ “ประชาธิปัตย์” จะกล้าผิดคำสาบานกับประชาชนเชียวหรือ แต่ก็อย่างที่กล่าวข้างต้นทุกอย่างมัน “จบ” ตั้งแต่วันที่นายชวนดำรงตำแหน่งประธานรัฐสภาเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคมแล้ว เพราะ 116 เสียงของพลังประชารัฐที่โหวตให้นายชวนมันคือข้อผูกมัดแล้วว่า “ประชาธิปัตย์ต้องร่วมรัฐบาล” เสียงโหวตในวันนัั้นมันคือ “ผลประโยชน์ต่างตอบแทน” ระหว่างพปชร.กับปชป.ที่เจรจาต่อรองกันจนสะเด็ดน้ำมาขั้นนึงแล้ว ดังนั้นเชื่อว่าในวันที่ 5 มิถุนายนนี้ 53 เสียงของประชาธิปัตย์คงไม่มีใครแตกแถวไม่สนับสนุน “ลุงตู่” อย่างแน่นอน

อะไรที่ทำให้มั่นใจถึงขนาดนั้นว่าเสียงของ “ประชาธิปัตย์” จะไม่แหกคอก ขอตอบง่ายๆ แบบตรงไปตรงมาคือ “ความเป็นประชาธิปัคย์” ที่ยึดมั่นในหลักเกณฑ์และมติของพรรคอย่างเคร่งครัดมาตลอดเกือบทศวรรษคือคำตอบที่ชัดเจนที่สุด “ประชาธิปัตย์” เป็นพรรคการเมืองที่มีมาตรฐาสูง คนประชาธิปัตย์ส่วนใหญ่เป็นนักการเมืองอาชีพที่ยึดมั่นในอุดมการณ์ และหลักการอย่างเหนียวแน่น แม้ในบางครั้งจะมีความเห็นแตกแยกจนพรรคแทบล่มสลาย แต่เมื่อมติพรรคออกมาแบบใด คนประชาธิปัตย์ก็พร้อมจะปฏิบัติตามโดยไม่อิดออด

แต่ภารกิจส่ง “ลุงตู่” กลับทำเนียบรัฐบาลจะสำเร็จลุล่วงไปได้ดีหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับการต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรีจะเป็นไปตามความต้องการของประชาธิปัตย์หรือไม่ คือเก้าอี้ รมว.เกษตรฯ พาณิชย์ และพัฒนาสังคมฯ เพราะ ณ เวลานี้ “ประชาธิปัตย์” ถือแต้มต่ออย่างเห็นได้ชัด แม้จะเป็นพรรคยึดหลักการแต่ประชาธิปัตย์ก็มีด้านมืดแบบเขี้ยวลากดินชนิดที่ใครก็รู้กันมานาน วันนี้ประชาธิปัตย์รู้ดีว่าจะเล่นการเมืองแบบไหนให้ตนเองได้ประโยชน์สูงสุด..และด้วยสถานการณ์ที่บีบรัดและรอไม่ได้ “พลังประชารัฐ” คงต้องยอมจำใจยกเก้าอี้ให้ประชาธิปัตย์แบบไม่มีทางเลือกมากนัก

แม้ภาพต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรีระหว่างประชาธิปัตย์และพลังประชารัฐ จะดุเดือดเข้มข้นเพียงใด แต่ก็อย่างที่บอกสุดท้ายนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ก็ยังเป็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อยู่วันยังค่ำ และเชื่อว่าภายใน 2 วันนี้ทุกอย่างจะลงตัวและจบสิ้นอย่างแน่นอน..ไม่มีหรอกครับ “ฝ่ายค้านอิสระ” ไม่มีหรอกครับตั้ง “รัฐบาลขั้วที่ 3” และยิ่งไม่มีหรอกครับ “รัฐบาล 7 พรรคฝั่งประชาธิปไตย” เพราะวันที่ 5 มิถุนายน จะมีแค่พลังประชารัฐ 117 เสียง ประชาธิปัตย์ 53 เสียง ภูมิใจไทย 51 เสียง ชาติไทยพัฒนา และพรรคพันธมิตรกว่า 30 เสียง + ส.ว.อีก 250 เสียงส่งลุงตู่ถึงสวรรค์ชั้น 30 ขึ้นเป็นนายกฯ แบบวินๆ แต่จะวินได้นานแค่ไหนอันนี้ต้องรอดูตอนจบของภาค 2…!

ลุงตู่2อยู่ยืดแค่ไหน?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/374105?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ลุงตู่2อยู่ยืดแค่ไหน?

3 มิถุนายน 2562 – 07:34 น.
กวาดบ้านกวาดเมือง,ลุงตู่,พรรคพลังประชารัฐ,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,พลอเปรม ติณสูลานนท์
เปิดอ่าน 10,007 ครั้ง

คอลัมน์…  กวาดบ้านกวาดเมือง   โดย…  ลมใต้ปีก

แทบจะไม่มีข้อโต้แย้งทางการเมืองว่านายกรัฐมนตรีคนต่อไป จะเป็นคนเดิมที่ชื่อลุงตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แม้จะมีเสียงฮึ่มๆ บ้างจากทั้งพรรรคการเมืองอื่นที่ตั้งเงื่อนไขเข้าร่วมรัฐบาล หรือ “คลื่นใต้น้ำ” ในพรรคพลังประชารัฐ แต่ด้วยเงื่อนไข (กติกา) แห่งรัฐธรรมนูญ 2560 คิดมุมใดนายกรัฐมนตรีที่กำลังจะโหวตเลือกกัน 5 มิถุนายน หนีไม่พ้น “ลุงตู่”

ประเด็นของการเมืองไทยวันนี้ คือรัฐบาลลุงตู่ 2 จะมีเสถียรภาพแค่ไหนและอยู่ได้นานเพียงใด คำถามนี้เป็นสิ่งที่ทุกคนทั้งคอการเมือง-นักลงทุน-ต่างชาติ กังวลมากกว่าใครจะได้เป็นนายกรัฐมนตรี

การจัดตั้งรัฐบาลที่เกิด “แรงกระเพื่อม” ทั้งจากพรรคประชาธิปัตย์ ที่เกิดความคิดสองขั้วภายในพรรค ซึ่งกำลังต่อสู้กันระหว่างขั้วความคิด “เอาลุงตู่” กับ “ไม่เอาลุงตู่” ที่ไม่ว่าท้ายที่สุดพรรคประชาธิปัตย์จะเข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วมก็ล้วนแล้วแต่มี “ความเสี่ยง” ในความเป็นเอกภาพต่อเสียงสนับสนุนรัฐบาล บทเรียนทางประวัติศาสตร์ เหตุการณ์ 10 มกราคม 2530 ประวัติศาสตร์ที่ “ชำรุด” ของประชาธิปัตย์ ซึ่งส่งผลต่อเสถียรภาพรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ จนนำไปสู่การยุบสภาปี 2531 คงเป็น “บทเรียน” ทางประสัติศาสตร์ที่รัฐบาลประยุทธ์ 2 ต้องระมัดระวัง

ปัจจัยสำคัญต่ออายุของรัฐบาลประยุทธ์ 2 คือการบริหารการเมืองภายในพรรคพลังประชารัฐที่รวมเอากลุ่มการเมืองต่างๆ เข้าไว้ด้วยกันและมารวมกันด้วย “การต่อรองผลประโยชน์” แต่การแบ่งกระทรวงที่ไม่ลงตัวเห็นอาการ “ไม่พอใจ” ของกลุ่ม “สามมิตร” แล้วน่าวิตก แม้ว่า จะมีผู้มากบารมีสีเขียว” มา “จัดการ” ให้ความไม่พอใจครั้งนี้หยุดลง แต่จะจัดการได้ทุกครั้งหรือไม่เพราะมีคำพูดหนึ่งจากฝั่งแกนนำสามมิตร หลุดระหว่างการ “ชักเย่อ” “เลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่ต่อกรกับ “คำสั่งผู้ใหญ่” ถึงขนาดคนโตในสามมิตรประกาศในกลุ่มว่า “การเมืองวันนี้เป็นประชาธิปไตยแล้ว หมดเวลาที่สีเขียวจะมีอำนาจเหนือผู้ที่มาจากการเลือกตั้ง” นั่นย่อมแสดงให้เห็นว่ามี “อาการ” ในพลังประชารัฐที่ไม่เป็นเอกภาพที่พร้อมจะเป็น “คลื่นใต้น้ำ” ที่รอจังหวะและโอกาส เท่านั้น

ปัจจัยภายนอกต้องโฟกัสที่พรรคคู่แข่ง สำคัญที่สุดคือ เพื่อไทยและอนาคตใหม่ที่มุ่งมั่นทำลาย “ความชอบธรรม” ในการดำรงอยู่ของประยุทธ์ 2 อย่างไม่ต้องสงสัย และทั้งสองพรรคต้องใช้ทุกวิถีทางทั้งในและนอกรัฐสภาเพื่อ “กระชาก” ประยุทธ์ 2 ลงมาและนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่

ความพร้อมของการ “ปั่นกระแส” นอกสภา ต้องยอมรับว่าทีมสนับสนุนของทั้งสองพรรคนี้มีมากกว่าพลังประชารัฐ เพื่อไทยมีความชำนาญการสร้างการสนับสนุนมวลชน แพลตฟอร์มเดิมคือมวลชนที่พร้อมออกมาสนับสนุน ขณะที่อนาคตใหม่ มีความสำคัญในการปลุกกระแสคนรุ่นใหม่ในโซเชียลมีเดีย หากทั้งสองแพลตฟอร์มมาประสานกันในการเคลื่อนไหว รับประกันได้ “ประยุทธ์ 2 อาการหนัก”

แต่ปัจจัยชี้ขาดทั้งจะทำให้ “สนิมเกิดแต่เนื้อในตน” คือความขัดแย้งภายในของประชาธิปัตย์และความไม่เป็นเอกภาพภายในของพลังประชารัฐ รวมทั้งการเคลื่อนไหวของพรรคคู่แข่งจะมีประสิทธิผลบั่นทอนรัฐบาลประยุทธ์ 2 ได้มากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับการทำงานของรัฐบาลประยุทธ์ 2 เป็นสำคัญ หากยังมีภาพความไม่ซื่อสัตย์สุจริต เป็นรัฐบาลที่แบ่งผลประโยชน์ของกลุ่มการเมืองและพรรคการเมืองมากกว่าผลประโยชน์ของประชาชนและแผ่นดิน สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน ไม่สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้ ประยุทธ์ 2 นอกจากจะอายุสั้น การลงจากหลังเสือของผู้มีอำนาจทั้งหลายจะมีจุดจบที่ไม่สวยงาม

ตรงกันข้ามถ้ารัฐบาลตั้งมั่นใจในการสร้างประโยชน์สุขให้บังเกิดแก่ประชาชนและแผ่นดิน หัวหน้ารัฐบาลควบคุมมิให้ผู้มาดำรงตำแหน่งทั้งการเมืองและราชการแสวงหาผลประโยชน์ให้ตนเองและพวกพ้อง แม้เสียงจะปริ่มน้ำแต่ “เกราะความตั้งใจดี” จะช่วยให้ประยุทธ์ 2 อยู่ได้ยาว

จอมยุทธ์ชื่อ “ทวี” ได้ดีเพราะไปรษณียบัตร

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/374001?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

จอมยุทธ์ชื่อ “ทวี” ได้ดีเพราะไปรษณียบัตร

1 มิถุนายน 2562 – 10:25 น.
ทวี ไกรคุปต์,ปารีณา ไกรคุปต์,นักการเมือง,เจาะประเด็นร้อน,สสราชบุรี,สาวโพธาราม
เปิดอ่าน 12,342 ครั้ง

ข่าวจากหนังสือพิมพ์ คมชัดลึก 1-6 มิ.ย.2562

*********************************

นักการเมืองอาวุโสหลายคนคงลืมไปแล้ว “ทวี ไกรคุปต์” ผู้สร้างตำนาน “ไปรษณียบัตร” ต่ออายุราชการป๋าเปรม อันโด่งดัง

“ทวี” เป็นชาว อ.โพธาราม จ.ราชบุรี มีเครือญาติมากมาย ทั้งในสายตระกูล “ไกรคุปต์” และ “จังพานิช” โดยเฉพาะพี่ชายแท้ๆ คือ สวัสดิ์ จังพานิช เคยเป็น ส.จ.ราชบุรี และนายกเทศมนตรีเมืองโพธาราม จึงเป็นฐานเสียงสำคัญที่ทำให้ทวีได้เป็น ส.ส.มา 7 สมัย

ปี 2522 ทวีได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.ราชบุรี สมัยแรก แต่ไม่สังกัดพรรคการเมือง โดยรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2521 เปิดโอกาสให้ผู้สมัคร ส.ส.ไม่ต้องสังกัดพรรคได้ นายกรัฐมนตรี ไม่ต้องมาจากการเลือกตั้ง และวุฒิสภาร่วมโหวตเลือกนายกฯ ด้วย

ปี 2523 พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ลาออกจากนายกรัฐมนตรี สมาชิกวุฒิสภา 225 เสียง ร่วมกับ 3 พรรคการเมือง ยกมือโหวตเลือก พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี

          ระหว่างนั้น ทวีได้รวบรวม ส.ส.ไม่สังกัดพรรค 43 คน จับมือ พ.อ.พล เริงประเสริฐวิทย์ ตั้งพรรคสยามประชาธิปไตย โดย “เสธ.พล” เป็นหัวหน้าพรรค และทวี เป็นเลขาธิการพรรค เพื่อสนับสนุนรัฐบาลเปรม

ฉะนั้น ช่วงที่มีการต่ออายุราชการ พล.อ.เปรม ให้อยู่ในตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกต่อไป ทวี ไกรคุปต์ จึงเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาชนไทย ส่งไปรษณียบัตรแสดงพลังหนุนการต่ออายุราชการป๋าเปรม

ต้นปี 2524 พล.อ.เปรม ปรับคณะรัฐมนตรีเอาพรรคกิจสังคมออกไป ในรัฐบาลเปรม 2 ทวีจึงได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีช่วยพาณิชย์

          ทวีเป็น ส.ส.สมัยแรก แต่ผลงาน “ไปรษณียบัตรต่ออายุราชการ” เข้าตาป๋าเปรม เลยได้เก้าอี้รัฐมนตรี

ปี 2526 ป๋าเปรมยุบสภา และจัดการเลือกตั้งใหม่ ทวีและเพื่อน ส.ส.หนุ่ม แยกตัวออกมาจากพรรคสยามประชาธิปไตย มาตั้งพรรคประชาไทย โดยทวี เป็นหัวหน้าพรรค

ทวีกลับเข้าสภา ในสีเสื้อพรรคประชาไทย แต่ก็ได้ลาออกไปสังกัดพรรคชาติไทย ส่วนพรรคประชาไทย กลุ่ม ส.ส.ที่เหลืออยู่ ได้เปลี่ยนชื่อเป็น “พรรครวมไทย”

หลังจากนั้น ทวีก็ย้ายไปหลายพรรค อาทิ พรรคกิจสังคม, พรรคความหวังใหม่, พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคไทยรักไทย

นับแต่การเลือกตั้งปี 2548 ทวี ถอยมาอยู่หลังม่าน เป็นพี่เลี้ยงให้ลูกสาว ปารีณา ลงสนามการเมืองแทน

ไผเป็นไผ “พลังประชารัฐ” ร้อยบุปผาหรือร้อยซุ้ม

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/374006?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ไผเป็นไผ “พลังประชารัฐ” ร้อยบุปผาหรือร้อยซุ้ม

1 มิถุนายน 2562 – 10:11 น.
พลังประชารัฐ,ซุ้มวังน้ำยม,สามมิตร,สมศักดิ์ เทพสุทิน,สุชาติ ตันเจริญ,ซุ้มการเมือง
เปิดอ่าน 10,339 ครั้ง

ข่าวเนชั่นสุด คมชัดลึก วันที่ 1-2 มิ.ย.2562

สมัยประธานเหมา เจ๋อตง ดำเนินการปฏิวัติวัฒนธรรมที่เมืองจีน ได้ประดิษฐ์วาทกรรม “ร้อยบุปผาบานพร้อมพรัก ร้อยสำนักประชันแข่งใจ” เหมือนจะบอกว่า ยอมรับให้สมาชิกพรรคมีความคิดต่างกัน เพื่อทุกคนจะแข่งขันกันสร้างสรรค์สังคมนิยมให้ก้าวรุดหน้าไป

เฉกเช่นเดียวกัน จุดเริ่มต้นของ พรรคพลังประชารัฐ” ก็มาจากหลากหลายกลุ่มการเมือง ทั้งที่เคยเป็น ส.ส. และนักการเมืองท้องถิ่น

มีข้อมูลที่น่าสนใจ จำนวน ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ 116 คน แยกเป็น ส.ส.เขต 97 คน และบัญชีรายชื่อ 19 คน ปรากฏว่า ในชัยชนะ 97 เขตเลือกตั้ง มี ส.ส.หน้าใหม่ ที่มาจากอดีตนักการเมืองท้องถิ่น 35 เขต ซึ่งกวาดคะแนนไปทั้งสิ้น 1,177,485 คะแนน

ซุ้มเมืองหลวง

ไม่น่าเชื่อว่า พรรคพลังประชารัฐ จะกวาด ส.ส.กรุงเทพฯ มาได้ 12 ที่นั่ง และเป็นแชมป์สนามเมืองหลวง ด้วยกระแสลุงตู่ไปต่อ จึงทำให้พรรคน้องใหม่แจ้งเกิดสำเร็จ

ที่ปฏิเสธไม่ได้คือ เสี่ยตั้น” ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 1 ซึ่งรับบทแม่ทัพเมืองหลวง โดยเริ่มจากดึงการเมืองท้องถิ่น ที่สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคเพื่อไทย มาสวมเสื้อ พปชร.ลงสนาม

ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ

ปรากฏว่า ในกลุ่มนักการเมืองท้องถิ่นได้เป็น ส.ส.จำนวน 5 คนคือ กรณิศ งามสุคนธ์รัตนา, กานต์กนิษฐ์ แห้วสันตติ, จักรพันธ์ พรนิมิตร, กษิดิ์เดช ชุติมันต์ และศิริพงษ์ รัศมี

ซุ้มวังน้ำยม 2

สมัยรัฐบาลไทยรักไทย “ซุ้มวังน้ำยม” ที่มี สมศักดิ์ เทพสุทิน” และ “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” เป็นหัวเรือใหญ่ และ “อนุชา นาคาศัย” เป็นแม่บ้าน คอยดูแลบรรดา ส.ส.ในซุ้มประมาณ 80 คน

วันนี้ ซุ้มวังน้ำยม หรือกลุ่มสามมิตร มีไพร่พลจำนวน 28 คน รวมทั้ง ส.ส.เขต และบัญชีรายชื่อ

แยกเป็นวังน้ำยม สายสุโขทัย พิจิตร และพิษณุโลก มี ส.ส.เขต 7 คน และมีส่วนที่เป็นกำลังเสริมจากภาคกลาง ที่อยู่ในการดูแลของ “เสี่ยแฮงก์ อนุชา” ซึ่งกวาดมาเกือบ 20 คน ทั้งชัยนาท, ราชบุรี, กาญจนบุรี และสระบุรี

อนุชา นาคาศัย และ สมศักดิ์ เทพสุทิน

ซุ้มชากังราว

นอกจากกลุ่มสามมิตร ก็ยังมีแนวร่วมของสมศักดิ์-สุริยะ ได้แก่กลุ่มกำแพงหรือกลุ่มชากังราวของ “วราเทพ รัตนากร” กวาดเก้าอี้ ส.ส.มายกจังหวัด ทั้งไผ่ ลิกค์, พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์, อนันต์ ผลอำนวย และปริญญา ฤกษ์หร่าย

พันธมิตรของวราเทพคือ ซุ้มปากน้ำโพ นำโดย ภิญโญ นิโรจน์, วีระกร คำประกอบ, นิโรธ สุนทรเลขา และ สัญญา นิลสุพรรณ

ซุ้มมะขามหวาน

แม้ช่วงเลือกตัั้ง สันติ พร้อมพัฒน์” จะเจอกระแสโจมตีมากมาย แต่ทีมสันติ ก็ยังกวาด 5 ที่นั่ง ยกจังหวัด ได้แก่ เอี่ยม ทองใจสด, วันเพ็ญ พร้อมพัฒน์, จักรัตน์ พั้วช่วย, สุรศักดิ์ อนรรฆพันธ์ และน้องใหม่ พิมพ์พร พรพฤฒิพันธุ์

เสี่ยสันติย่อมเป็นพันธมิตรกับกลุ่มสามมิตร และกลุ่มวราเทพ เพราะรู้จักรู้ใจกันมาสมัยพรรคไทยรักไทย

ซุ้มรัตนเศรษฐ

สนามเลือกตั้งอีสาน ผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ สอบตกกว่าร้อยละ 90 เหลืออยู่ 11 เขตในอีสานใต้ ที่เอาชนะพรรคเพื่อไทย และพรรคภูมิใจไทยได้

สุชาติ ตันเจริญ และ วิรัช รัตนเศรษฐ

ตระกูลรัตนเศรษฐ นำโดย วิรัช รัตนเศรษฐ” ได้เป็น ส.ส. 4 คนคือ ทัศนียา, อธิรัฐ, ทวิรัฐ และทัศนาพร เกษเมธีการุณ อดีตนายกเทศมนตรีตำบลห้วยแถลง น้องสาวทัศนียา พ่วงด้วย วิรัช ได้เป็น ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ

ส่วน ส.ส.โคราชอีก 1 และ ส.ส.สุรินทร์ 1 คน ยังอยู่ในสายวิรัช เหลือ ส.ส.ชัยภูมิ 2 คน และโคราช 1 คนที่อยู่ในกลุ่มสามมิตร

ซุ้มรวมดาวภาคกลาง

พรรคพลังประชารัฐ ได้รับชัยชนะจากสนามเลือกตั้งภาคกลาง, ภาคตะวันออก และภาคตะวันตก รวมแล้วประมาณ 36 คน

ในจำนวนนี้ แยกเป็นกลุ่มชลบุรีของตระกูล “คุณปลื้ม” 6 คน และกลุ่มบ้านริมน้ำ ของ สุชาติ ตันเจริญ” อีก 7 คน โดยส่วนใหญ่เป็น ส.ส.สายสามมิตร ที่มี “เสี่ยแฮงก์” ดูแลอยู่

ซุ้มทักษิณ

ไม่มีใครคาดฝันหรอกว่า พรรคพลังประชารัฐ จะปักธงที่สมรภูมิภาคใต้ ได้ถึง 13 ที่นั่ง จากสนามสงขลา, ภูเก็ต, นครศรีธรรมราช, ตรัง และยะลา ผู้ที่ได้เครดิตจากชัยชนะหนนี้ คงหนีไม่พ้น พ.อ.(พิเศษ) สุชาติ จันทรโชติกุล เพื่อนเตรียมทหาร รุ่น 12 รุ่นเดียวกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

ด้วยความหลากหลายทางความคิดของนักเลือกตั้งที่กล่าวมาทุกซุ้ม ย่อมไม่ง่ายที่จะจัดสรรปันส่วนเก้าอี้ รมต.ได้ลงตัวง่ายๆ

“สัตว์การเมือง” “ลุงตู่” อ่านเกมอำนาจ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/374003?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“สัตว์การเมือง” “ลุงตู่” อ่านเกมอำนาจ

1 มิถุนายน 2562 – 08:38 น.
animal farm,นายกฯ แนะนำหนังสือ,ประยุทธ์ จันทร์โอชา,ลุงตู่,บิ๊กตู่
เปิดอ่าน 7,572 ครั้ง

ข่าวเนชั่นสุดสัปดาห์ คมชัดลึก 1-2 มิ.ย.2562

**********************

อย่าห้ามไทยไม่ให้โยงนิยายเป็นการเมือง เพราะตอนนี้ทุกอย่างเป็นการเมืองไปเสียทั้งหมดนั่นแหละ !

ท่านผู้นำ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ลุกขึ้นมาแนะหนังสือเด็ดที่คนไทยควรอ่านทั้งที แถมเป็น “Animal Farm” นิยายการเมืองของนักเขียนหัวรังเกียจเผด็จการแล้ว อะไรๆ มันจะไม่พุ่งกลับไปแทงสวนคนแนะนำยังไงไหว

สังคมไทยช่วงสองสามวันที่ผ่านมา จึงทั้งคุกรุ่น ขบขัน และคึกคักไปด้วยเรื่องราวของ “บิ๊กตู่” และ “Animal Farm” ใครรู้อะไรเกี่ยวกับหนังสือนี้ก็จะปล่อยของกันเต็มที่

ฟาร์มเล็กโลกใหญ่

น่าสนใจมาก ขณะที่ Rap Against Dictatorship เจ้าของเพลง ประเทศกูมี” กำลังรับรางวัลอยู่บนเวทีสิทธิมนุษยชนนานาชาติที่กรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์ เป็นหมุดหมายหนึ่งของสังคมไทย

คาบเกี่ยวกัน ข้ามทวีปมาบ้านเรา คนไทยกลุ่มไม่ใช่นักอ่าน ยังถึงกับต้องวุ่นวายตามหาเล่มนี้มาเสพให้เข้าใจ เพื่อจะได้เก็ตว่าดราม่าที่กำลังเกิดมันประมาณไหน

มีคำถามหนึ่งคือ บิ๊กตู่อ่านจบหรือยัง? ที่เป็นคำถามสำคัญที่สะท้อนคำตอบได้สองทาง คือ ถ้ายังไม่อ่าน หรืออ่านไม่จบ คนไทยเข้าใจดราม่าได้ไม่ยาก

จอร์จ ออร์เวลล์

แต่อีกทางคือนายกฯ ของเราน่าจะอ่านจบแล้วมากกว่า ซึ่งนั่นแปลว่า “เมสเสจ” ที่่กำลังสื่อมาถึงคนไทย ต้องลึกล้ำกว่าดราม่าสามบรรทัดในโลกออนไลน์แน่ๆ

Animal Farm เขียนโดย จอร์จ ออร์เวลล์ นักเขียนชื่อก้องโลก โดยชื่อเต็มคือ  Animal Farm: A Fairy Story ตีพิมพ์ครั้งแรกในเดือนสิงหาคม พ.ศ.2488

ใครอ่านแล้วเข้าใจได้ทันทีว่า สะท้อน เสียดสี ภาพของสังคมรัสเซียหลังการปฏิวัติและการครองอำนาจของ โจเซฟ สตาลิน“ (ที่มาแทน วลาดิมีร์ เลนิน) หลังพรรคบอลเชวิคของพวกเขาทำการโค่นระบอบกษัตริย์ได้สำเร็จ แต่ใน Animal Farm ใช้ตัวละครเป็นสัตว์ในฟาร์มแห่งหนึ่ง มีมนุษย์คนเดียวคือเจ้าของฟาร์มแห่งนั้น

ปกพิมพ์แรก ปี 2488

              

Animal Farm เวอร์ชั่นต่างๆ

เสน่ห์สนุก

ความสนุกมันก็อยู่ที่การ “จับคู่” คนและสัตว์ว่าใครเป็นใครกันแน่ !

เจ้าของฟาร์มผู้ซึ่งมีนิสัยปล่อยปละละเลยสัตว์ คือ “พระเจ้าซาร์นิโคลัส” กษัตริย์องค์สุดท้ายของรัสเซีย

หมูแก่ เมเจอร์” ที่เปรียบเป็น คาร์ล มากซ์” ผู้วางรากฐานแนวคิดแบบคอมมิวนิสต์ โดยหมูแก่ได้ทิ้งทุ่นก่อนตายไว้ทำนองว่า “เสรีภาพและความเท่าเทียมคือคำตอบ”

เมื่อหมูขาว สโนว์บอล” ที่เปรียบเป็น วลาดิมีร์ เลนิน ผู้นำปฏิวัติที่สามารถขับไล่เจ้าของฟาร์มไปได้ แต่ภายหลังเขาก็โดนหมูดำ นโปเลียน” ที่เปรียบเป็น โจเซฟ สตาลิน” ซึ่งเด็ดขาดรุนแรงกว่า ยึดอำนาจมาไว้ที่ตนเองได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดอีกที

เวอร์ชั้นภาพนตร์ทั้งแบบแอนิเมชั่น ปี 2497 และนักแสดงสัตว์และคนจริง ปี 2542

จากนั้น พวกสัตว์ในฟาร์ม ทั้ง หมู ม้า ไก่ เป็ด ฯลฯ ก็ทำการปกครองกันเอง แล้วตั้งกฎ 7 ข้อใช้ร่วมกัน เช่น อะไรที่เดินสองขาถือว่าเป็นศัตรูสัตว์จะต้องไม่นอนบนเตียงสัตว์ทุกตัวเท่าเทียมกัน ฯลฯ

แต่ผลสุดท้ายไม่เหมือนที่คุยกันไว้ เพราะสัตว์ที่ถูกปกครองยังคงทำหน้าที่ผู้ผลิต เหนื่อยเหมือนเดิม หิวเหมือนเดิม ทุกอย่างวนกลับลูปเดิม

ขณะที่หมูผู้นำปฏิวัติ ก็เป็นแค่เจ้าปกครองคนใหม่ แถมยังไปเออออ ทำข้อตกลง ยืนสองขากับมนุษย์ แล้วแก้กฎจาก “สัตว์ทุกตัวเท่าเทียมกัน” เป็น “สัตว์ทุกตัวเท่าเทียมกัน…แต่สัตว์บางตัวเเท่าเทียมกว่าสัตว์อื่นๆ” ซะอย่างนั้น

ครื้นเครงดราม่า

พอคนไทยรู้เนื้อเรื่องแล้ว ความสนุกเลยยกระดับขึ้นมาอีกชั้น คือการจับคู่บรรยากาศเมืองไทยกับบรรยากาศในเรื่องราว หัวเสรีนิยมครางฮือว่าเหมือนเด๊ะ อ่านท่าไหน ภาษาใด กลับหัวอ่านยังไงก็ชี้ไปทางคนแนะนำนั่นแหละ (ฮา)

หนักเข้าก็ประชดว่าน่าจะแนะอ่าน “1984” ซะเลย ซึ่งเล่มนี้ก็มาจากปากกาด้ามเดิมของนักเขียนคนเดิม คือถ้า “Animal Farm” เป็นแบบเรียนปฏิวัติฉบับเบาๆ “1984” ก็คือแบบศึกษา “เผด็จการวิทยา” ฉบับเข้มข้น!

แต่พอดราม่าเริ่มเลอะเทอะ พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ก็แจงรัวว่า อย่าเชื่อมโยงทุกอย่างเป็นการเมือง และอย่าตีความว่าการแนะนำให้อ่านหนังสือเป็นการดูถูก เพราะการอ่านจะช่วยสร้างหลักคิด สร้างปัญญาไม่ใช่ปัญหา และมนุษย์ควรดูแลใส่ใจสิ่งที่อยู่รอบตัวให้ดี รวมถึงสัตว์เลี้ยงในฟาร์ม ทุกชีวิตต้องช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน

อีกมุมหนึ่ง ถ้าไม่อคติ ที่ผ่านมาบิ๊กตู่ก็เป็นนายกฯ ไทยอีกคน (นอกเหนือจากอดีตนายกฯ ทักษิณ) ที่ชอบออกมาแนะนำหนังสือดีๆ อยู่เสมอ

ก่อนหน้านี้ เช่นปี 2559 แนะนำให้อ่าน “The Governance of China” เขียนโดย สี จิ้นผิง ผู้นำจีน, ช่วงปลายปี 2559 แนะนำ ชีวิตของประเทศ” ของวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ

จากนั้นปี 2560 แนะนำ พูดอย่างไรไม่ให้พัง” ของเดอะนิวยอร์กไทมส์ และที่เป็นไวรัลช่วงปีที่แล้ว ที่ลุงตู่แนะนำ จินดามณี” แต่โป๊ะแตกโชว์ความจำผิดเล่ม ไปท่องตอนหนึ่งจาก “นิราศภูเขาทอง” ของสุนทรภู่แทน

ลึกในลึก จากลุง

ที่จริงยังมีอีกหลายเล่มที่ลุงตู่กรุณาแนะนำให้คนไทยอ่านกันมากขึ้นกว่า 8 บรรทัด แต่ไม่มีเล่มไหนที่ปังเท่ากับ “Animal Farm”

แต่ถ้าใครยังไม่เก็ตสารของลุงตู่ ลองดูมุมมองของ ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต จากนิด้า ที่ได้ให้สัมภาษณ์ไว้อย่างน่าคิด ในรายการเจาะลึกทั่วไทยทางช่องสปริงนิวส์ ว่าลุงตู่อาจต้องการบอกเราสองเรื่อง

ส่วนแรกคาดว่าจะเป็นกลุ่มคนที่เลือกพรรคอนาคตใหม่ ที่มีอุดมการณ์ในเชิงเสรีนิยมแบบเข้มข้น และบางอย่างเน้นเรื่องรัฐสวัสดิการ การสร้างความเท่าเทียมให้กับคน

“คนรุ่นใหม่ที่เข้าไปสนับสนุนพรรคอนาคตใหม่ ถ้าเข้าไปอ่านหนังสือเล่มนี้ก็จะเห็นภาพว่าตอนแรกที่เสนอมา กับท้ายที่สุดมันเป็นยังไง สื่อถึงคนรุ่นใหม่ที่ต้องการ เลือกพรรคใหม่”

ส่วนที่ 2 อาจจะเป็นการพูดในเชิงประชดประชันถึงสภาพการเมืองในปัจจุบัน ที่อาจกำลังมีการแก่งแย่งอำนาจกันตอนนี้

พร้อมทิ้งท้ายว่า ไม่ว่าจะอย่างไร หนังสือเรื่องนี้เราทุกคนควรอ่าน เพราะมันชี้ถึงคำสัญญาในช่วงเริ่มต้นของการเข้าสู่อำนาจ ที่จะมีแต่คำหวานทั้งสิ้น

คนไทยฟังแล้วเข้าใจไม่ยาก ว่าที่สุดแล้วไม่ว่าคนเอ่ยคำหวานจะเป็นใคร ฝ่ายไหน คำสัญญานั้นก็จะกลายกลับ เหมือนใน “Animal Farm” ที่พอมีอำนาจก็เขียนกฎใหม่ให้เข้าทางตน

“ลุงตู่” ยังถือแต้มต่อ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/373855?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ลุงตู่” ยังถือแต้มต่อ

31 พฤษภาคม 2562 – 10:35 น.
พรรคพลังประชารัฐ,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,อนุทิน ชาญวีรกูล,พรรคเพื่อไทย,พรรคภูมิใจไทย,คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์,ชัชชาติ สิทธิพันธุ์,พรรคอนาคตใหม่,ธนากร จึงรุ่งเรืองกิจ
เปิดอ่าน 7,997 ครั้ง

โดย…   โอภาส บุญล้อม

พรรคพลังประชารัฐยังเดินหน้าต่อในการจัดตั้งรัฐบาลและยืนยันเสนอชื่อ “ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีเหมือนเดิม แม้จะขลุกขลักไปบ้างจากกรณีที่ประชุมพรรคประชาธิปัตย์วงแตก ยกเลิกการประชุมร่วมระหว่างกรรมการบริหารพรรคกับส.ส. เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม ที่ผ่านมา เพื่อตัดสินใจทางการเมืองของพรรคว่าจะร่วมหรือไม่ร่วมรัฐบาลที่มีพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ออกไปอย่างไม่มีกำหนด

เมื่อวาน (30 พ.ค) พรรคพลังประชารัฐ นำโดย นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรค และนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค ก็ยกคณะไปเทียบเชิญพรรคพชาติไทยพัฒนา  ที่มีส.ส.10 ที่นั่ง เข้าร่วมรัฐบาล แม้จะเดินทางมาเทียบเชิญช้าไปหน่อย และก่อนหน้านี้ถูกนายวราวุธ ศิลปอาชา  แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา ออกมาขู่ว่าพรรคชาติไทยพัฒนาเป็นฝ่ายค้านอิสระก็ได้ เพราะเมื่อเสนอไปแล้วไม่ได้รับการตอบสนอง ซึ่งบรรยากาศก็เป็นไปโดยราบรื่น  และพรรคพลังประชารัฐก็จะเดินทางไปเชิญพรรคชาติพัฒนาเข้าร่วมรัฐบาลต่อ

       การเดินหน้าต่อของพรรคพลังประชารัฐในครั้งนี้สอดคล้องกับข่าวที่ว่ามีการส่งสัญญาณจาก “ผู้ใหญ่” ในรัฐบาลปัจจุบัน  ให้ฝ่ายการเมืองเป็นผู้ดำเนินการอย่างเต็มที่เพื่อให้เป็นรูปแบบของการเมืองมากขึ้น โดยมีนายอุตตม และนายสนธิรัตน์ เป็นผู้ดำเนินการ และสอดคล้องกับที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ระบุเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม ที่ผ่านมาว่า การตั้งรัฐบาลเป็นเรื่องของพรรคการเมือง  อีกทั้งยังเป็นไปในทิศทางเดียวกับที่นายอุตตม  แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนว่า การดำเนินการและตัดสินใจทางการเมืองในการจัดตั้งรัฐบาลเป็นไปตามระบบของพรรคพลังประชารัฐโดยมีคณะกรรมการบริหารพรรคเป็นผู้ตัดสินใจ ส่วนเมื่อได้ตัวนายกรัฐมนตรีตามกฎหมายแล้ว นายกรัฐมนตรีจะเข้ามาพิจารณาในส่วนของคณะรัฐมนตรี  

สำหรับการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีซึ่งคาดว่าจะมีขึ้นในต้นเดือนมิถุนายนนี้  จะมีใครบ้างที่มีสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งหากว่ากันตามรัฐธรรมนูญก็ต้องดูจากบัญชีชื่อนายกรัฐมนตรีของพรรคการเมืองที่แจ้งไว้ต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และพรรคการเมืองนั้นจะต้องได้จำนวนส.ส.จากการเลือกตั้งคิดเป็น 5% ของจำนวน ส.ส. ซึ่งมีทั้งหมดจำนวน 500 คน ซึ่งก็คือ 25 ที่นั่ง

ดังนั้นก็จะมีพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเสนอชื่อ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา, พรรคประชาธิปัตย์ ก็คือนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, พรรคภูมิใจไทย คือนายอนุทิน ชาญวีรกูล, พรรคเพื่อไทยมี 3 คน คือ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์  นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ และนายชัยเกษม นิติสิริ   และพรรคอนาคตใหม่ ก็คือ นายธนากร จึงรุ่งเรืองกิจ  แม้จะถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ส.ส. จากกรณีถูกกล่าวหาว่าถือหุ้นสื่อ แต่ก็ยังมีสิทธิเป็นนายกฯ ได้

เมื่อดูจากรายชื่อแคนดิเดตนายกฯ ทั้งหมดแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ มีโอกาสได้รับการโหวตจากรัฐสภาให้เป็นนายกรัฐมนตรีมากกว่าใครเพื่อน   เพราะว่าหากแบ่งออกเป็น 2 ขั้ว  ขณะนี้ “ขั้วพรรคพลังประชารัฐ” มีอยู่ประมาณ   254 เสียง ส่วน “ขั้วเพื่อไทย” มีประมาณ 245 เสียง ห่างกันอยู่แค่ประมาณ 9 เสียง ซึ่งอาจมองว่ามากกว่ากันเล็กน้อย แต่เมื่อนำเสียงของ “ขั้วพรรคพลังประชารัฐ” ไปรวมกับส.ว. ซึ่งมีถึง 250 เสียง  ซึ่ง ส.ว. สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์  เป็นนายกฯ อยู่แล้ว เพราะพล.อ.ประยุทธ์  เลือกมากับมือ  พล.อ.ประยุทธ์ จึงได้เป็นนายกรัฐมนตรีแน่นอน

          อย่างไรก็ตามพรรคพลังประชารัฐจะใช้แนวทางเลือกโหวตนายกรัฐมนตรีไปก่อน แล้วค่อยจัดตั้งรัฐบาลภายหลัง ก็ต่อเมื่อไม่สามารถหาข้อสรุปที่ลงตัวกับ “พรรคตัวแปร” อย่างพรรคประชาธิปัตย์และภูมิใจไทย โดยโหวตนายกฯ ก่อน แล้วค่อยคุยกับสองพรรคดังกล่าวเพื่อจัดตั้งรัฐบาลต่อในภายหลัง

และเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ได้รับการโหวตจากสมาชิกรัฐสภาให้เป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว ถึงแม้ว่าจะยังตั้งรัฐบาลใหม่ไม่ได้ รัฐธรรมนูญก็ไม่ได้ล็อกเวลาว่าจะต้องจัดตั้งคณะรัฐมนตรีให้เสร็จสิ้นเมื่อใด พล.อ.ประยุทธ์ ก็ยังเป็นนายกฯ เต็มตัว “รัฐบาล คสช.” ยังมีอำนาจบริหารเต็มและไม่ใช่ “รักษาการ”  เพราะในบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน มาตรา 264 บัญญัติว่า ให้คณะรัฐมนตรีที่บริหารราชการแผ่นดินอยู่ก่อน เป็นคณะรัฐมนตรีต่อไป จนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญนี้จะเข้ารับหน้าที่ และอำนาจคสช. ก็ยังอยู่ เนื่องจากมาตรา 265 บัญญัติว่า ให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยังคงอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกจะเข้ารับหน้าที่

          หรือถึงที่สุด  พล.อ.ประยุทธ์ เห็นว่าถึงทางตัน ไม่มีหนทางจัดตั้งคณะรัฐมนตรีได้ หรือจัดตั้งได้ก็เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยคงอยู่ได้ไม่นาน ก็ยังมีไพ่ใบสุดท้ายถืออยู่ คืออำนาจนายกรัฐมนตรี  ในการที่พล.อ.ประยุทธ์ สั่งยุบสภา ล้างไพ่เลือกตั้งกันใหม่ได้  เพราะถ้าขืนยอมตาม “พรรคตัวแปร” มากเกินไป ภาพมันจะชัดเลยว่า พล.อ.ประยุทธ์ ยอมทุกอย่างเพียงเพื่อแลกคะแนนเสียงสืบทอดอำนาจ

ส่วนโควตากระทรวงและเก้าอี้รัฐมนตรีที่ “ขั้วพรรคพลังประชารัฐ” คุยกันเอาไว้ หากสามารถจัดตั้งรัฐบาลร่วมกันได้ มีดังนี้

พรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเป็นพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล จะได้ สำนักนายกรัฐมนตรี, กลาโหม, คลัง, ต่างประเทศ, ศึกษาธิการ, มหาดไทย, พลังงาน, กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, อุตสาหกรรม, กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, วัฒนธรรม, ยุติธรรม

ส่วนพรรคประชาธิปัตย์  จะได้รองนายกฯ, เกษตรและสหกรณ์, พาณิชย์, พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์  และรัฐมนตรีช่วยอีก 4 ตำแหน่ง

พรรคภูมิใจไทย จะได้สาธารณสุข, คมนาคม, ท่องเที่ยวและกีฬา

พรรคชาติไทยพัฒนา จะได้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

พรรครวมพลังประชาชาติไทย จะได้กระทรวงแรงงาน

ส่วนที่พรรคประชาธิปัตย์วงแตก ต้องเลื่อนการมีมติว่าจะเข้าร่วมรัฐบาลกับพลังประชารัฐหรือไม่ แท้ที่จริงแล้วก็เป็นเรื่องของโควตากระทรวงนี่เอง เพราะทางพรรคพลังประชารัฐ ต้องการได้กระทรวงเกรดเอ อย่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์คืน โดยขอเอากระทรวงอุตสาหกรรม หรือกระทรวงพลังงาน มาแลกกับพรรคประชาธิปัตย์ แต่พรรคประชาธิปัตย์ปฏิเสธไม่ยอมโดยยืนยันว่าจะต้องได้กระทรวงตามที่ตกลงรับปากกันไว้ ตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้นเท่านั้น

ส่วนทาง “ขั้วพรรคเพื่อไทย” ได้หารือและเห็นร่วมกันว่า แคนดิเดตนายกฯ ที่ทั้ง 7 พรรคร่วมจะเสนอให้รัฐสภาโหวตควรมาจากพรรคเพื่อไทย เพราะถือเป็นพรรคที่มีจำนวนส.ส.มากที่สุด โดยไม่ว่าแพ้หรือชนะในการโหวตเลือกนายกฯ ก็ต้องแสดงจุดยืนเรื่องกติการะบอบประชาธิปไตย ส่วน นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่   ยังมีการถกเถียงกันในประเด็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับการที่นายธนาธรถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งห้ามให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ส.ส.จึงต้องตัดชื่อนายธนาธรทิ้งไป เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาตามมาในภายหลัง

แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย ที่จะเสนอนั้นตอนนี้เหลืออยู่ 2 คน คือ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ และนายชัยเกษม นิติสิริ หากนายชัชชาติไม่รับก็เป็นชื่อของนายชัยเกษม ส่วนคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ุ นั้น เจ้าตัวปฏิเสธทั้งในที่ประชุมและต่อสาธารณะไปแล้ว จึงไม่เสนอชื่อ แม้ว่าจะมีชื่อคุณหญิงสุดารัตน์ อยู่ด้วยในบัญชีชื่อนายกฯ ของพรรคก็ตาม

          สรุปว่าเกมการเมืองก็ยังเดินไปตามรอยเดิมๆ กับการต่อรองเก้าอี้และผลประโยชน์ทางการเมือง  หากจัดสรรกันลงตัวเมื่อไหร่ก็จัดตั้งรัฐบาลได้