ต่อเติมเพิ่มชั้นของอาคาร-ดัดแปลงที่ต้องได้รับอนุญาตก่อนสร้าง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/373852?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ต่อเติมเพิ่มชั้นของอาคาร-ดัดแปลงที่ต้องได้รับอนุญาตก่อนสร้าง

31 พฤษภาคม 2562 – 10:03 น.
ต่อเติม,อาคาร,ดัดแปลง,เรื่องน่ารู้วันนี้กับคดีปกครอง
เปิดอ่าน 4,612 ครั้ง

คอลัมน์… เรื่องน่ารู้วันนี้..กับคดีปกครอง โดย… นายปกครอง

แม้จะเป็นอาคารบ้านเรือนของเราเอง ก็ใช่ว่าอยากจะปรับปรุงหรือต่อเติมอย่างไรก็ได้ …ทั้งนี้เพราะพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 31 วรรคหนึ่ง กำหนดห้ามมิให้ผู้ใดก่อสร้าง ดัดแปลง รื้อถอน หรือเคลื่อนย้ายอาคารให้ผิดไปจากแบบแปลนที่ได้รับอนุญาตหรือผิดไปจากเงื่อนไขที่เจ้าพนักงานท้องถิ่นกำหนดไว้ในใบอนุญาต กรณีหากมีการฝ่าฝืน เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจดำเนินการกับเจ้าของอาคารตามกฎหมายควบคุมอาคาร

วันนี้นายปกครองมีตัวอย่างการกระทำที่ถือเป็นการดัดแปลงอาคารและเจ้าของจำต้องดำเนินการเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขให้เป็นไปตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ดังกล่าว

เหตุของคดีเกิดจากเจ้าของอาคารได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างอาคาร ที่ตั้งอยู่ริมทางสาธารณะกว้าง 7.50–8.00 เมตร โดยเป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กสูง 5 ชั้น แต่ต่อมาทางสำนักงานเขตได้ตรวจสอบพบว่ามีการต่อเติมเสา คาน พื้นบางส่วน และบันไดคอนกรีตเสริมเหล็กบนชั้นหลังคาของอาคาร 5 ชั้น เป็นอาคาร 6 ชั้น โดยไม่ได้รับอนุญาต ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) โดยผู้อำนวยการเขต (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2) จึงมีคำสั่ง (1) ให้เจ้าของอาคารระงับการดัดแปลงอาคาร (2) ห้ามมิให้ใช้หรือเข้าไปในส่วนที่ดัดแปลง และ (3) ให้รื้อถอนส่วนที่ดัดแปลงโดยไม่ได้รับอนุญาต

เจ้าของอาคารยื่นอุทธรณ์คำสั่งทั้งสามฉบับ แต่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในเขตกรุงเทพมหานคร (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3) ยกอุทธรณ์ เจ้าของอาคารจึงได้นำคดีมาฟ้องเพื่อขอให้ศาลปกครองมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในเขตกรุงเทพมหานคร

โดยโต้แย้งว่า สภาพพื้นชั้นบนสุดของอาคารไม่มีหลังคาปกคลุมและมีบันไดให้บุคคลอื่นขึ้นไปใช้สอยได้ พื้นที่ชั้น 5 ของอาคารจึงถือเป็นดาดฟ้า ไม่ใช่ชั้น 6 ประกอบกับพื้นที่อาคารมีขนาดไม่เกิน 2,000 ตารางเมตร การต่อเติมเสาและคานดังกล่าวเพื่อรองรับถังน้ำและแผงบังแดด จึงเป็นกรณีที่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องได้โดยไม่จำเป็นต้องรื้อถอน

คดีจึงมีประเด็นที่ศาลพิจารณาว่า คำสั่งของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครอันเกี่ยวกับการควบคุมอาคารทั้งสามฉบับดังกล่าว เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ?

ศาลปกครองสูงสุด วินิจฉัยว่า เมื่อปรากฏว่าผู้ฟ้องคดีได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างอาคาร 5 ชั้น เพื่อใช้เป็นอาคารอยู่อาศัยรวม ส่วนบนสุดเป็นคอนกรีตปกคลุมสำหรับป้องกันแดดและฝน อันเป็นโครงสร้างของอาคารหลังนี้ รวมทั้งตามแบบที่ได้รับอนุญาตไม่มีบันไดหรือช่องบันไดขึ้นไปบนหลังคา ดังนั้นบุคคลจึงไม่สามารถขึ้นไปใช้สอยส่วนบนสุดของอาคารได้ และไม่ใช่ดาดฟ้า (พื้นส่วนบนสุดของอาคารที่ไม่มีหลังคาปกคลุมและบุคคลสามารถขึ้นไปใช้สอยได้) ตามข้อ 1 ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 55 (พ.ศ.2543) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 แต่ถือเป็นหลังคา (สิ่งปกคลุมส่วนบนของอาคารสำหรับป้องกันแดดและฝน รวมทั้งโครงสร้างหรือสิ่งใดซึ่งประกอบขึ้นเพื่อยึดเหนี่ยวสิ่งปกคลุมนี้ให้มั่นคงแข็งแรง) ตามข้อ 1 ของกฎกระทรวงฉบับเดียวกัน

การต่อเติมโครงสร้างเสา คาน และติดตั้งโครงเหล็ก พร้อมมุงกระเบื้อง ที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าเป็นแผงบังแดดโดยรอบอาคาร ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพจากหลังคาแบบคอนกรีตเสริมเหล็กของอาคารชั้นที่ 5 มาเป็นพื้นอาคารชั้นที่ 6 แม้ผู้ฟ้องคดีจะไม่ได้มุงกระเบื้องปกคลุมส่วนบนสุดของอาคาร แต่เมื่อมีการก่อสร้างต่อเติมจนแล้วเสร็จ ทำให้บุคคลสามารถเข้าใช้สอยได้และทำให้หลังคาคอนกรีตเสริมเหล็กตามแบบที่ได้รับอนุญาตกลายเป็นพื้นของอาคารชั้นที่ 6

การก่อสร้างดังกล่าวจึงถือเป็นการต่อเติมจากอาคาร 5 ชั้น เป็นอาคาร 6 ชั้น ที่ไม่ใช่เป็นเพียงแค่การเพิ่มโครงสร้างเพื่อรับน้ำหนักถังน้ำและแผงบังแดดตามที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้าง จึงถือเป็นการเปลี่ยนแปลง ต่อเติม เพิ่มซึ่งลักษณะขอบเขต แบบ น้ำหนัก และเนื้อที่ของโครงสร้างอาคาร ซึ่งผิดไปจากแบบแปลนที่ได้รับอนุญาต อันเป็นการดัดแปลงอาคารตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร

เมื่อผู้ฟ้องคดีไม่ได้ยื่นคำขออนุญาตดัดแปลงหรือได้แจ้งการแก้ไขเปลี่ยนแปลงอาคารให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นทราบ จึงเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมายควบคุมอาคาร เจ้าพนักงานท้องถิ่นย่อมมีอำนาจตามมาตรา 40 (1) และ (2) ในการออกคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีระงับการดัดแปลงอาคาร และห้ามใช้หรือเข้าไปในส่วนใดๆ ของอาคารได้ และเมื่ออาคารส่วนที่ดัดแปลงเป็นกรณีที่ไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องได้ การมีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีรื้อถอนอาคารส่วนที่ดัดแปลงตามมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร จึงเป็นการออกคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.1620/2559)

จะเห็นได้ว่ากฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมอาคารมีเจตนารมณ์ในการที่จะควบคุมการก่อสร้างอาคารของเจ้าของ ผู้ครอบครอง หรือผู้ได้รับอนุญาตให้เป็นไปตามกฎหมายและเพื่อให้เกิดความปลอดภัยแก่ผู้อยู่อาศัยและประชาชนทั่วไป ซึ่งถือเป็นเรื่องใกล้ตัวที่เราจำเป็นต้องทราบและตระหนักถึงข้อกฎหมายดังกล่าว

หากจะต้องดำเนินการใดๆ อันเกี่ยวข้องกับตัวอาคาร ไม่ว่าจะเป็นการก่อสร้าง ดัดแปลง ต่อเติม หรือรื้อถอนอาคารให้แตกต่างไปจากแบบแปลนที่ได้รับอนุญาตไว้ จะต้องดำเนินการขออนุญาตและได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นก่อน เพราะถ้ามีการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมาย นอกจากจะถูกคำสั่งให้รื้อถอนดังเช่นผู้ฟ้องคดีในคดีนี้แล้ว ยังอาจต้องรับโทษทั้งในทางอาญาและทางปกครองด้วยครับ…

(ปรึกษาคดีปกครองได้ที่สายด่วนศาลปกครอง 1355 และสืบค้นเรื่องอื่นๆได้จาก http://www.admincourt.go.th เมนูวิชาการ เมนูย่อยอุทาหรณ์จากคดีปกครอง)

ส่องลึก “สมศักดิ์” ประมุขวังน้ำยม (ภาค 2)

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/373851?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ส่องลึก “สมศักดิ์” ประมุขวังน้ำยม (ภาค 2)

31 พฤษภาคม 2562 – 09:55 น.
ซุ้มวังน้ำยม,แกนนำกลุ่มวังน้ำยม,สมศักดิ์ เทพสุทิน,พรรคพลังประชารัฐ,อนุชา นาคาสัย,กลุ่มสามมิตร
เปิดอ่าน 8,648 ครั้ง

คมลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก 31 พ.ค.2562

*****************

          ปฏิเสธไม่ได้ว่า การจัดตั้งรัฐบาลลุงตู่ ต้องสะดุดเพราะอิทธิฤทธิ์ของ “นักเลือกตั้ง” ภายในพรรคพลังประชารัฐ ไม่ยอมรับ “ดีลพี่ใหญ่” ซึ่งทำให้กระทรวงเกรดเอ ตกไปอยู่ฟากประชาธิปัตย์และภูมิใจไทย 

          นัยว่า “กลุ่มสามมิตร” นำโดย “สมศักดิ์ เทพสุทิน” และ “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” ที่มีขุมกำลังพอประมาณสำแดงกำลังค้านดีลพี่ใหญ่สุดลิ่มทิ่มประตู

ซุ้มวังน้ำยม ภาค 2

          สมัยรัฐบาลไทยรักไทย มีซุ้มการเมืองอยู่มากมาย แต่ที่ใหญ่พอๆ กับ “ซุ้มวังบัวบาน” ของ เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ก็คือ “ซุ้มวังน้ำยม” ที่มี “สมศักดิ์สุริยะ” เป็นหัวเรือใหญ่ และมี “อนุชา นาคาศัย” เป็นแม่บ้าน คอยดูแลบรรดา ส..ในซุ้มประมาณ 80 คน

สมศักดิ์ และ อนุชา แม่ทัพภาคกลาง

          จากซุ้มวังน้ำยม ได้แปรสภาพเป็น “กลุ่มสามมิตร” โดยตัวละครคนหน้าเดิม เพียงแต่ไพร่พลลดเหลือจริงๆ แค่ 20 คน รวมทั้ง ส..เขต และบัญชีรายชื่อ  

          สำหรับการเลือกตั้งเที่ยวนี้ สมรภูมิสุโขทัย พรรคพลังประชารัฐชนะไม่ยกจังหวัด ได้แก่เขต 1 “พรรณสิริ กุลนาถศิริ” น้องสาวสมศักดิ์ และเขต 2 “ชูศักดิ์ คีรีมาศทอง” อดีต ส.อบจ.สุโขทัย และอดีตนายกเทศมนตรีตำบลบ้านโตนด อ.คีรีมาศ จ.สุโขทัย 

          แม้จะเสียหน้าไปบ้าง แต่สมศักดิ์ก็มีกำลังเสริมจากภาคกลาง ที่อยู่ในการดูแลของ “เสี่ยแฮงก์ อนุชา” ซึ่งกวาดหลายสิบคน ทั้งชัยนาทราชบุรีกาญจนบุรี และสระบุรี 

          แถมแม่ทัพสมศักดิ์ยังโชคดี ที่กวาด ส..แถบภาคเหนือตอนล่างมาได้เป็นกอบเป็นกำ 

ยึดพิจิตรพิษณุโลก

          ผลการเลือกตั้งในโซนภาคเหนือตอนล่าง หากไม่ได้ ส..ป้ายแดงจากพิจิตรและพิษณุโลกมาช่วย เสี่ยไก่ชนแห่งสุโขทัย คงต่อรองยากเหมือนกัน

          รวมแล้ว สมาชิกวังน้ำยม ภาค สายสุโขทัย พิจิตร และพิษณุโลก มี ส..เขต คน ที่เป็นหน่อเนื้อเชื้อไขของเสี่ยสมศักดิ์

สมศักดิ์ กลับกลุ่ม ส.ส. สุโขทัย พิจิตร และ พิษณุโลก

          นอกจากสุโขทัย ที่นั่ง ก็ไล่ดูจาก ที่นั่ง สนามพิจิตร เขต พรชัย อินทรสุข อดีตผู้อำนวยการสำนักกิจการนักศึกษา มหาวิทยาลัยพิษณุโลกเขต ภูดิท อินสุวรรณ์ อดีต ส.อบจ.พิจิตร เขต อ.ทับคล้อ และสุรชาติ ศรีบุศกร อดีตประธานสภา อบจ.พิจิตร

          เดิมที สมศักดิ์ เทพสุทิน คาดหวังไว้ที่ “ส..ไก่ สุรชาติ” เป็นอดีต ส.อบจ.พิจิตร เขต อ.โพทะเล ที่มีฐานคะแนนหนาแน่นใน อำเภอใหญ่ อย่างบางมูลนากและโพทะเล แต่ดันกวาดยกจังหวัด

          อีก ที่นั่งจากสนามพิษณุโลก เดิมมีเพื่อไทยและประชาธิปัตย์ เป็นแชมป์เก่า สมศักดิ์จัดทัพนักการเมืองท้องถิ่นสวมเสื้อพลังประชารัฐ เซียนมวยบอกว่า จบเห่ แต่เด็กเสี่ยสมศักดิ์ ก็เบียดเข้าป้ายที่เขต อนุชา น้อยวงศ์ อดีต ส.อบจ.พิษณุโลก เขต อ.เนินมะปราง เจ้าของฟาร์มโคกระบือรายใหญ่ของภาคเหนือ และเขต มานัส อ่อนอ้าย อดีต ส.อบจ.พิษณุโลก เขต อ.นครไทย

          นี่คือโฉมหน้านักเลือกตั้งป้ายแดง ที่เรียกขานสมศักดิ์ “ท่านรัฐมนตรีเกษตรฯ” ไว้ล่วงหน้าแล้ว

แนวร่วม “วราเทพสันติ”

          นอกจากกลุ่มสามมิตร หรือวังน้ำยม ภาค ก็ยังมีแนวร่วมของสมศักดิ์สุริยะ ได้แก่กลุ่มกำแพงของ วราเทพ รัตนากร” กุนซือหลังม่านของ พปชรก็สามารถกวาดเก้าอี้ ส..มายกจังหวัด ทั้ง ไผ่ ลิกค์...ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์อนันต์ ผลอำนวย และปริญญา ฤกษ์หร่าย

ไผ่ ลิกค์ และไวพจน์ ทีมกำแพงเพชร

          ตามด้วยซุ้มนครสวรรค์ นั่นคือ ภิญโญ นิโรจน์ อดีตเจ้าพ่อรถทัวร์สายเหนือวีระกร คำประกอบ จอมเก๋าแห่งปากน้ำโพ และ นิโรธ สุนทรเลขา คนดังอำเภอลาดยาว พร้อมกับคนหน้าใหม่ สัญญา นิลสุพรรณ

          ข้ามเทือกเขาไปฝั่งเพชรบูรณ์ “สันติ พร้อมพัฒน์” เดิมพันสุดตัว ยกทีมอดีต ส..เมืองมะขาม พรรคเพื่อไทย ไปอยู่พลังประชารัฐ แต่ก็แสดงแสนยานุภาพกวาด ที่นั่งยกจังหวัด ได้แก่ เอี่ยม ทองใจสด (.วิเชียรบุรี), วันเพ็ญ พร้อมพัฒน์ (.ชนแดน), จักรัตน์ พั้วช่วย (.หล่มสักและสุรศักดิ์ อนรรฆพันธ์ (.หนองไผ่)

จักรัตน์- วันเพ็ญ และพิมพืพร ทีมเพชรบูรณ์

          มีรายเดียวที่ไม่ได้เป็น ส..มาก่อน คือ พิมพ์พร พรพฤฒิพันธุ์ รองประธานสภา อบจ.เพชรบูรณ์ ซึ่งตระกูล “พรพฤฒิพันธุ์” นั้น ยึดเทศบาลนครเพชรบูรณ์ และ ส.อบจ.เขตเมืองเพชรบูรณ์ เป็นฐานที่มั่นมายาวนาน

          ยังไง เสี่ยสันติและวราเทพ ก็น่าจะยืนเคียงข้าง .สามมิตร 

อย่าให้เสียโอกาส

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/373847?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อย่าให้เสียโอกาส

31 พฤษภาคม 2562 – 08:51 น.
อย่าให้เสียโอกาส,สงครามการค้าโลก,จีน,สหรัฐ
เปิดอ่าน 3,932 ครั้ง

บทบรรณาธิการ นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันศุกร์ที่ 31 พฤษภาคม 2562

ท่ามกลางความวุ่นวายในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่ดูเหมือนจะเข้ารูปเข้ารอย แต่ก็ยังติดๆ ขัดๆ จนกลายเป็นปัญหาให้ผู้เกี่ยวข้องต้องรีบดำเนินการแก้ไข ความคาราคาซังของปัญหาฉุดรั้งการบริหารประเทศในลักษณะเดินไม่เต็มสูบ ทำให้ประเทศและคนไทยเสียโอกาสในหลายด้าน โดยเฉพาะในเรื่องเศรษฐกิจโลกซึ่งส่งผลกระทบต่อทุกประเทศที่ต้องปรับตัวรับกับสถานการณ์ในอนาคต และแน่นอนประเทศเล็กๆ อย่างเราปัญหาต่างๆ ก็ต้องเพิ่มทวีคูณ ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. ได้ตระหนักและคาดหวังให้บ้านเมืองเดินต่อไปข้างหน้าได้อย่างต่อเนื่อง โดยให้มองเรื่องของผลประโยชน์ประเทศชาติเป็นหลักด้วยความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เพราะขณะนี้เรากำลังเผชิญกับปัญหาท้าทายหลายอย่าง ทั้งเรื่องของเศรษฐกิจโลก การแข่งขันในภูมิภาค และชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน

ขณะที่ความตึงเครียดในสงครามการค้าระหว่างจีน-สหรัฐ ดูทีท่าจะยืดยาวไม่จบลงง่ายๆ และเริ่มส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกเป็นวงกว้าง ซึ่งไทยก็ไม่อยู่นอกเหนือทั้งด้านการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว ผลกระทบจะมีทั้งด้านบวกและด้านลบในแต่ละอุตสาหกรรม มีการปรับตัวเลขเศรษฐกิจกันเป็นระลอก ทุกภาคส่วนเดินหน้าแก้ไขและรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้น ที่สำคัญยังรอความชัดเจนจากรัฐบาลใหม่ที่จะเกิดขึ้น ซึ่งแน่นอนภารกิจการฟื้นความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศจึงเป็นเรื่องสำคัญ ที่ต้องประกาศอย่างชัดเจนว่านโยบายขับเคลื่อนประเทศของรัฐบาลนั้นจะไปในทิศทางใดและต้องปฏิบัติได้จริง นอกเหนือจากนี้จะต้องสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนเห็นถึงเสถียรภาพของรัฐบาลที่มั่นคงแข็งแกร่งสามารถบริหารประเทศไปได้อีกยาวนานด้วย

บนความน่าสะพรึงกลัวของสงครามการค้าโลก ก็ยังมีข่าวดีและเป็นโอกาสของประเทศไทย เมื่อผลการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศจาก World Competitiveness Center ของ International Institute for Management Development (ไอเอ็มดี) สวิตเซอร์แลนด์ ประจำปี 2562 ทำการสำรวจและจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันทั้งหมด 63 เขตเศรษฐกิจทั่วโลก ช่วงต้นปี 2562 พบว่าประเทศไทยมีอันดับความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้นจากอันดับ 30 เป็นอันดับ 25 ซึ่งเป็นอันดับที่สูงสุดในรอบ 15 ปี ส่วนการจัดอันดับเขตเศรษฐกิจที่มีอันดับสูงสุด 5 อันดับแรกคือ สิงคโปร์เลื่อนขึ้นมาอยู่อันดับที่ 1 แทนที่สหรัฐ ซึ่งลดอันดับลงไปเป็นที่ 3 รองลงมาคือ ฮ่องกง สวิตเซอร์แลนด์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ตามลำดับ

ผลการจัดอันดับของไทยดีขึ้นใน 3 ด้าน ได้แก่ ภาวะเศรษฐกิจ ประสิทธิภาพของภาครัฐ และโครงสร้างพื้นฐานขณะที่การเติบโตในด้านการลงทุนต่างประเทศ ไทยมีอันดับที่ดีขึ้นเช่นกัน แสดงให้เห็นว่าที่ผ่านมารัฐบาลมีแนวทางที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องในการปรับกฎระเบียบให้ทันสมัย คล่องตัว และส่งเสริมการใช้ดิจิทัลในการให้บริการให้รวดเร็วมีประสิทธิภาพ รวมทั้งการแก้ปัญหาปัจจัยพื้นฐานเชิงโครงสร้างในทุกด้าน และกำลังผลักดันต่อไปให้เกิดผลอย่างต่อเนื่องและในวงที่กว้างขวางมากขึ้น ซึ่งเราเชื่อว่าหากมีรัฐบาลชุดใหม่มาบริหารประเทศโดยเร็ว การขับเคลื่อนประเทศก็จะมีประสิทธิภาพขึ้น ส่งผลต่อเศรษฐกิจในระดังรากหญ้า  ที่สำคัญต้องไม่ลืมที่จะลดความแตกต่างด้านรายได้ระหว่างคนในเมืองกับคนชนบท ดูแลรายได้ของภาคการเกษตร เพื่อให้โครงการต่างๆ ลงไปสู่ฐานราก สู่ภาคเกษตร และกระจายความเจริญไปสู่ท้องถิ่นด้วย

เหตุใด “เหวง” จึงซูฮก “ป๋าเปรม”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/373845?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เหตุใด “เหวง” จึงซูฮก “ป๋าเปรม”

31 พฤษภาคม 2562 – 08:27 น.
พลอเปรม ติณสูลานนท์,นพเหวง โตจิราการ,นปช
เปิดอ่าน 27,560 ครั้ง

คอลัมน์… ชูธงทวนกระแส โดย… พรานข่าว

เท่าที่ตรวจสอบดูในสื่อโซเชียล มีคนรุ่นใหม่จำนวนมากไม่เข้าใจบริบทสังคมการเมืองเรื่องคำสั่งที่ 66/2523 ของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี ในช่วงสงครามกลางเมืองกำลังร้อนแรง จึงมองข้ามคุณูปการอันสำคัญยิ่งของท่านรัฐบุรุษ 2 แผ่นดิน ผู้นำความปรองดองกลับคืนสู่ประเทศ

นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำ นปช. ได้เขียนแสดงความอาลัยต่อการจากไปของ พล.อ.เปรม เมื่อ 27 พฤษภาคม 2562 ทางเฟซบุ๊กส่วนตัวน่าสนใจยิ่ง

“พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ มีคุณงามความดีต่อแผ่นดินหลายด้านหลายประการ แต่สำหรับส่วนตัวผมแล้ว คุณงามความดีที่ผมต้องการพูดถึง (ซึ่งอันที่จริงผมได้พูดมาโดยตลอด ไม่ใช่มาพูดในวาระที่ท่านถึงแก่อสัญกรรมไปแล้ว) เพราะว่าเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติบ้านเมือง ไม่ใช่เฉพาะในวาระที่ท่านมีอำนาจดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเท่านั้น แต่เป็นแบบฉบับที่สามารถนำมาใช้ได้โดยตลอดไป…”

ท่าทีของแกนนำ นปช. แสดงถึงวุฒิภาวะของนักการเมืองคนหนึ่ง ที่แยกเรื่องอดีต และปัจจุบันได้ชัดเจน

ผลงานที่ยิ่งใหญ่ของ “ป๋าเปรม” สมัยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หมอเหวงชี้ชัด “นั่นคือการยุติสงครามกลางเมืองที่สู้รบกันมาอย่างยาวนานระหว่าง พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย กับรัฐบาลไทย”

ดังที่รู้กัน พล.อ.เปรม ลงนามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 66/23 ให้ “ยุติสงครามกลางเมืองด้วยการเมืองนำการทหาร” เมื่อ 23 เมษายน 2523

ระหว่างนั้น “เหวง” หรือ “สหายเข้ม” เป็นนายแพทย์ประจำหน่วยหมอ ศูนย์กลางพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) สาขาอีสานเหนือ บริเวณเทือกเขาภูพาน

         ต้นปี 2524 “สหายสยาม” เลขาธิการใหญ่ พคท.อีสาน กับนักศึกษาที่เข้าป่าหลัง 6 ตุลา 19 เกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรง เกี่ยวกับแนวทางการปฏิวัติ นักศึกษาประมาณ 100 คน จึงขอคืนเมือง ยกเว้น “สหายเข้ม” คนเดียวที่ยังยืนหยัดอยู่บนภูพาน

หลังจากขบวนนักศึกษาทิ้งภูพาน สหายสยามก็ปรับทัพครั้งใหญ่ ปลุกขวัญนักรบชาวนาให้ยืนหยัดต่อสู้ตามแนวทาง “ชนบทล้อมเมือง” โดยมีสหายเข้ม ยืนเคียงข้าง

สหายสยาม ปรับยุทธศาสตร์ใหม่ “การทหารนำการเมือง” เพื่อกู้วิกฤติศรัทธา ภายใต้คำขวัญ “ทุกคนเป็นทหาร ทุกหน่วยงานประสานการรบ และหนุนช่วยสงคราม”

ด้วยความเชื่อมั่นว่า ยุทธศาสตร์การทหารนำการเมือง จะเอาชนะ “การเมืองนำการทหาร” ของรัฐบาลเปรมได้

แม้จะมีข่าวสารชัยชนะจากสนามรบ แต่ด้วยความเหนื่อยล้า ความสิ้นหวัง ก็ทำให้ “ทหารป่า” ทยอยออกมอบตัวไม่ขาดสาย และความคาดหวังที่จะเอาชนะยุทธศาสตร์การเมืองนำการทหารของ พล.อ.เปรม ก็ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง

เหตุการณ์สหายเขตงาน 444 (มุกดาหาร-อำนาจเจริญ-ยโสธร) จำนวน 400 คน ยกขบวนมอบตัวครั้งใหญ่ เมื่อ 1 ธันวาคม 2525 ส่งผลให้คำสั่ง 66/23 การเมืองนำการทหาร ของ พล.อ.เปรม โดดเด่นเป็นที่ยอมรับทั่วประเทศ

เบื้องหลังการมอบตัวครั้งใหญ่ คือ มีสหายนำเขตงาน 444 เข้ามาเจรจาสงบศึกกับรัฐบาล พล.อ.เปรม โดยมี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นผู้แทนเจรจาฝ่ายรัฐบาล

          ฝ่ายสหายในป่า ตั้งเงื่อนไข 3 ข้อคือ 1.ไม่เอาโทษทัณฑ์ย้อนหลัง 2.ขอบ้าน 1 หลัง ที่ดิน 15 ไร่ 3.ขอให้เรียกว่า “ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย” แทนคำว่า “ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์กลับใจ”

พล.อ.เปรม ในฐานะนายกรัฐมนตรี และผู้เซ็นคำสั่ง 66/23 รับข้อเสนอของสหายเขตงาน 444 ทุกข้อ และให้กองทัพภาคที่ 2 จัดงานวันสันติภาพ ต้อนรับ “เพื่อนร่วมชาติ” อย่างยิ่งใหญ่ ที่บ้านบาก อ.ดอนตาล จ.มุกดาหาร และมอบหมายให้ พล.อ.อาทิตย์ กำลังเอก ผู้บัญชาการทหารบกขณะนั้น ไปรับพี่น้องร่วมชาติด้วยตัวเอง

ถัดจากนั้นไม่นาน “หมอเหวง” หรือ “สหายเข้ม” ได้เข้าพบกับ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ แสดงความจำนงขอกลับเข้ามาร่วมพัฒนาชาติไทยเช่นกัน และเขียนหนังสือชื่อ “ป่าแตก” วิพากษ์การนำที่ผิดพลาดของ พคท.

ด้วยเหตุนี้ หมอเหวงจึงเขียนถึง พล.อ.เปรม โดยไม่หวั่นกระแสตีกลับจากคนเสื้อแดง เพราะนี่คือเรื่องจริงที่จับต้องได้

          “ถ้าไม่มีนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ จะนำความปรองดองสมานฉันท์ และสันติสุขคืนมาสู่ประเทศไทย และระหว่างประชาชนไทย ได้สงบเรียบร้อยราบรื่นเช่นนี้หรือ” 

ยุทธการ’ไลน์ไล่ล่าตาสับปะรด’

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/373842?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ยุทธการ’ไลน์ไล่ล่าตาสับปะรด’

31 พฤษภาคม 2562 – 08:01 น.
สายตรวจระวังภัย
เปิดอ่าน 4,162 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย  โดย…  ศุภชัย สินธ์ประเสริฐ 

เทคโนโลยีของสมาร์ทโฟนที่ปัจจุบันแพร่หลาย เข้าถึงง่าย ใช้สะดวก จนกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของผู้คนในสังคม หากเรียนรู้นำมาปรับใช้ให้สอดคล้องกับการทำงานด้วย ก็จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพให้ผลรวดเร็ว ฉับไว ทันเหตุการณ์ โดยเฉพาะงานของตำรวจซึ่งปฏิบัติหน้าที่ใกล้ชิด ดูแลทุกข์สุขของประชาชน

ด้วยเหตุนี้ “บิ๊กแซ็ก” พล.ต.ท.อำพล บัวรับพร ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 (ผบช.ภาค 1) จึงดึงศักยภาพของเทคโนโลยีที่ว่านี้มาให้ตำรวจใต้บังคับบัญชาใช้ให้เกิดประโยชน์ โดยได้ริเริ่มโครงการ “ไลน์ไล่ล่าตาสับปะรด” ในพื้นที่รับผิดชอบทุกจัวหวัด ประกอบด้วย สมุทรปราการ นนทบุรี ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา อ่างทอง สิงห์บุรี ชัยนาท ลพบุรี และ สระบุรี รวม 134 โรงพัก

พล.ต.ท.อำพล อธิบายว่า โครงการนี้เกิดขึ้นจากการนำเทคโนโลยีของโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน ที่ปัจจุบันมีแอพพลิเคชั่นไลน์แทบทุกเครื่อง มาใช้ในการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจให้เกิดผลเกิดประสิทธิภาพมากที่สุด โดยเฉพาะเรื่องของการแจ้งข่าวสารซึ่งกันและกัน ระหว่างตำรวจกับตำรวจ และระหว่างตำรวจกับประชาชน ในพื้นที่สำหรับแจ้งเหตุด่วนเหตุร้ายหรือเบาะแสต่างๆ ซึ่งโครงการนี้เป็นโครงการที่ดึงให้ประชาชนในพื้นที่ของแต่ละสถานีตำรวจเข้ามามีส่วนร่วม ร่วมมือกันสอดส่องดูแลเหตุต่างๆ ในพื้นที่ของตนเอง เมื่อพบเหตุต่างๆ ก็สามารถแจ้งเตือนหรือเข้าไปตรวจสอบเหตุต้องสงสัยได้ทันที

“ที่ผ่านมาโครงการไลน์ไล่ล่าตาสับปะรดทำให้การทำงานของตำรวจสามารถติดตามจับกุมคดีอาชญากรรมได้หลายคดี ซึ่งล่าสุดคือ คดีที่คนร้ายก่อตระเวนลักยางอะไหล่รถกระบะหลายคันในพื้นที่คลองหลวง ปทุมธานี ซึ่งตำรวจได้หลักฐานชิ้นสำคัญจากกล้องบันทึกหน้ารถของคนขับแท็กซี่ ที่เป็นสมาชิกในกลุ่มไลน์ไล่ล่าตาสับปะรดของตำรวจภูธรภาค 1 พอดี ทำให้ระบุรูปพรรณสัญฐานของคนร้าย รวมทั้งรถยนต์ที่ใช้ลงมือเหตุ จนนำมาขยายผลและตามไปจับกุมตัวคนร้ายรายนี้ได้ในที่สุด นอกจากนี้ยังมีคดีลักตัดสายไฟฟ้า หรือมิเตอร์น้ำ ที่คนร้ายกำลังลงมือก่อเหตุอยู่ กระทั่งสมาชิกในกลุ่มไลน์ไล่ล่าตาสับปะรดไปพบเห็น จึงถ่ายภาพและแจ้งตำรวจไปตรวจสอบทันที และสามารถจับกุมคนร้ายที่ลงมือก่อเหตุได้พร้อมของกลางแบบทันควัน” พล.ต.ท.อำพล อธิบายประสิทธิภาพที่ใช้ได้ผลจริง

นอกจากนี้ผลการดำเนินการไลน์ไล่ล่าตาสับปะรด ยังถูกดึงนำมาใช้ในการบังคับใช้กฎหมายจราจรอีกด้วย โดยเฉพาะการขับขี่รถทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นการขับฝ่าสัญญานไฟจราจร การขี่รถจักรยานยนต์ไม่สวมหมวกนิรภัย การขับขี่รถย้อนศรหรือขับขี่ขึ้นทางเท้า เมื่อสมาชิกในกลุ่มไปพบเห็นการกระทำผิดเช่นนี้ และถ่ายภาพมาลงแจ้งในไลน์กลุ่มตาสับปะรด เมื่อได้หลักฐานที่ชัดเจนก็จะดำเนินการส่งใบสั่งให้มารับทราบข้อกล่าวหาที่กระทำผิดทันที เพื่อบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ทำให้ประชาชนมีระเบียบวินัยในการใช้รถใช้ถนน ลดความสูญเสียจากอุบัติเหตุ

พล.ต.ท.อำพล บอกอีกว่า โครงการนี้เป็นการดึงประชาชนและผู้นำท้องถิ่นในพื้นที่ของแต่ละโรงพักเข้ามามีส่วนร่วมในการทำงานร่วมตำรวจ ซึ่งมีทั้งสายป้องกันและปราบปราม สายสืบสวน งานจราจร และศูนย์วิทยุรับแจ้งเหตุ ขณะเดียวกันยังสามารถขยายจำนวนสมาชิกให้ครบ 500 คน ในการร่วมทำงาน แจ้งเบาะแส เป็นหูเป็นตาช่วยเหลืองานตำรวจในพื้นที่นั้น ๆ ซึ่งปัจจุบัน บช.ภ.1 มีสถานีตำรวจที่อยู่ในพื้นที่รับผิดชอบ จำนวน 134 สถานี แต่ละสถานีมีสมาชิกกลุ่มไลน์ไล่ล่าตาสับปะรด 500 คน เมื่อรวมกันแล้วจะมีสมาชิกที่เป็นหูเป็นตาแจ้งข่าวแจ้งเบาะแสต่างๆ ถึง 67,000 คน สำหรับการเฝ้าระวังดูแลเหตุอาชญากรรมในพื้น ส่งผลให้ระงับป้องกันเหตุอาชญากรรมได้เป็นอย่างดี เหมือนว่าทุกชุมชนมีกล้องวงจรปิดไปในตัว

หากทุกคนต้องร่วมมือ ช่วยเป็นหูเป็นตาให้แก่สังคม ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นภาระของตำรวจฝ่ายเดียว จะส่งเสริมให้สังคมสงบสุขน่าอยู่ ปลอดภัยจากเหตุปัญหาอาชญากรรมได้…!!

โรคมือ–เท้า–ปากโทรสายด่วน 1422

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/373841?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

โรคมือ–เท้า–ปากโทรสายด่วน 1422

31 พฤษภาคม 2562 – 07:57 น.
อ๊อดเทอร์โบ,โรคมือ เท้า ปาก
เปิดอ่าน 3,138 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

เข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการ สภาพอากาศเย็นชื้น โปรดระวังการติดเชื้อในเด็กเล็ก ซึ่งเป็นไปได้อย่างมาก จึงขอเป็นสื่อกลางแจ้งข้อมูลที่น่าสนใจจากกรมควบคุมโรคเพื่อเฝ้าระวังป้องกันลูกหลานของท่าน

โดยเฉพาะโรงเรียนเด็กเล็กซึ่งมีเด็กอยู่ร่วมกันเป็นจำนวนมาก จึงขอให้ครูและผู้ปกครองตลอดจนพี่เลี้ยงกำหนดแผนปฏิบัติป้องกันการติดเชื้อไวรัสไว้ด้วยครับ และขอแจ้งให้ทราบว่า

โรคมือ เท้า ปาก เกิดจากเชื้อไวรัส ส่วนใหญ่พบในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ ติดต่อจากการได้รับเชื้อทางปากจากเชื้อไวรัสที่ติดมากับมือ การใช้ช้อน แก้วน้ำร่วมกัน หรือของเล่นที่เปื้อนน้ำมูก น้ำลาย น้ำจากตุ่มพอง แผลในปาก ส่วนใหญ่มักไม่มีอาการ หรือมีอาการเล็กน้อย เช่น ไข้ ปวดศีรษะ คลื่นไส้ ปวดเมื่อย

บางรายอาจมีไข้ร่วมกับตุ่มพองเล็กๆ ที่ผิวหนังบริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้าและภายในช่องปาก ลิ้น และกระพุ้งแก้ม โดยทั่วไปจะหายเองภายใน 7-10 วัน แต่หากอาการรุนแรง เช่น ไข้สูง ซึม อาเจียน หอบ แขนขาอ่อนแรง กินอาหารหรือนมไม่ได้ ให้รีบพาไปรักษาที่โรงพยาบาลทันที

มาตรการป้องกันควบคุมโรคในศูนย์เด็กเล็กและโรงเรียน คือ

1.ตรวจคัดกรองเด็กเป็นประจำทุกวัน 2.ให้เด็กล้างมือบ่อยๆ 3.เด็กป่วยให้แจ้งผู้ปกครองรับกลับ และหยุดพักรักษาตัวอยู่บ้าน 4.ทำความสะอาดอุปกรณ์เครื่องมือ ของใช้ ของเล่นเป็นประจำทุกสัปดาห์ และทุกครั้งที่พบมีเด็กป่วย 5.หากพบเด็กป่วยให้แจ้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขใกล้บ้านทันที และ 6.จัดประชุมอบรมให้ความรู้ผู้ปกครองอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง

เวลานี้เปิดภาคเรียนแล้ว ประกอบกับเข้าสู่ฤดูฝน สภาพอากาศที่เย็นและชื้น เอื้อต่อการเจริญเติบโตของเชื้อโรคต่างๆ ซึ่งโรคที่ควรระวังในเด็กเล็ก คือ โรคมือ เท้า ปาก เนื่องจากมีโอกาสเกิดการแพร่กระจายโรคได้ง่าย

หากมีข้อสงสัยหรือต้องการคำแนะนำ โปรดโทรสายด่วน 1422

จึงขอเรียนมาด้วยความปรารถนาดีและด้วยความห่วงใย
อ๊อด เทอร์โบ


 ป้องกันนักเรียนอันธพาลตีกัน
 วาง 6 มาตรการรับมือ

ผมเป็นครูเด็กอาชีวะ และอยากขอความเข้าใจว่าเด็กๆ ลูกศิษย์ผมเหล่านี้เป็นเด็กดีมากกว่าพวกก่อเรื่อง ซึ่งมีส่วนน้อย และทำให้พลอยเสียชื่อไปหมด แบบคนโบราณบอกว่า ปลาเน่าตัวเดียวในข้อง ทำให้เหม็นไปหมด

ผมจึงขอสนับสนุนมาตรการที่ทางการออกมา 6 อย่างที่จะป้องกันแก้ไขไว้ก่อน และขอแจ้งว่า

ช่วงเปิดภาคเรียนใหม่ของทุกปีมักพบปัญหานักเรียน นักศึกษาอาชีวศึกษาก่อเหตุทะเลาะวิวาทกัน จนเกิดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันและแก้ไขปัญหาดังกล่าว จึงกำหนดมาตรการเฝ้าระวังพฤติกรรมนักเรียน นักศึกษาอาชีวศึกษา ปีการศึกษา 2562 ที่จะก่อให้เกิดปัญหาทะเลาะวิวาท และปัญหาอื่นๆ ตามมาใน 6 มาตรการ คือ

1.มาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทะเลาะวิวาทของนักเรียนอาชีวศึกษา ให้สถานศึกษาจัดทำแผนเฝ้าระวังเหตุและปฏิทินการดำเนินงาน และวิธีป้องกันการทะเลาะวิวาทของแต่ละสถานศึกษาให้ชัดเจน พร้อมทั้งประสานเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมเฝ้าระวังจุดเสี่ยงต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะ 47 สถานศึกษาที่อยู่ในกรุงเทพฯ และจังหวัดใกล้เคียง ที่เป็นกลุ่มเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ

2.ห้ามจัดกิจกรรมรับน้องใหม่ ห้ามมิให้สถานศึกษาจัดกิจกรรมรับน้องใหม่อย่างเด็ดขาดทั้งภายในและภายนอกสถาบัน รวมถึงห้ามมิให้นำเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือของมึนเมาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการจัดกิจกรรม

3.ป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในสถานศึกษา  4.มาตรการป้องกันการเล่นพนันภายในสถานศึกษา 5.มาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาแข่งขันรถยนต์ รถจักรยานยนต์ในทาง และความปลอดภัยทางถนน โดยในกรณีพบนักเรียน นักศึกษารวมกลุ่มมั่วสุม ให้ถือเป็นความผิดของผู้ปกครองแล้วแต่กรณี

6.ป้องกันและแนวปฏิบัติการใช้สื่อออนไลน์ภายในและภายนอกสถานศึกษา โดยผู้บริหาร ครู และบุคลากรทางการศึกษา นักเรียนและนักศึกษาต้องไม่โพสต์ข้อความใดๆ ที่เป็นเท็จ หรือก่อให้เกิดความเข้าใจผิด และระบุที่มาของข้อมูล

เวลานี้มีนักเรียน นักศึกษาอาชีวศึกษาในบางสถาบันได้ใช้โซเชียลมีเดียเป็นช่องทางในการโพสต์ข้อความยั่วยุ หรือท้าทายคู่อริต่างสถาบันกันอย่างแพร่หลาย สร้างความเกลียดชังระหว่างสถาบันเกิดขึ้น เช่น มีการนำเสื้อช็อปของสถาบันคู่อริมาเหยียบแล้วเขียนข้อความท้าทาย ก่อนจะถ่ายภาพแล้วนำไปโพสต์ผ่านโซเชียลมีเดีย

ผู้บริหารสถานศึกษา และครูในแต่ละวิทยาลัยต้องติดตามเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด หากพบการท้าทายผ่านโซเชียลมีเดียต้องเรียกเด็กคนที่โพสต์มาพบโดยด่วน เพราะถือเป็นต้นเหตุ และหลังจากเปิดภาคเรียนไม่นาน มีเหตุการณ์ตีกันหลายแห่ง ซึ่งต้องขอให้ป้องกันโดยเร็ว และอย่าลืมว่าทั้งพ่อแม่ ผู้ปกครอง ครู อาจารย์ ต้องร่วมมือกัน เพราะอาจจะมีความผิดด้วย อย่าให้ตำรวจคอยดูแลฝ่ายเดียว ซึ่งหมายความว่าเกิดเรื่องไปแล้วกลายเป็นคดีความไปแล้วทำให้เสียอนาคตทันที
ครูชาติชาย


ตอบ ‘ครูชาติชาย’
ก่อนอื่นผมขอชื่นชมในจิตวิญญาณความเป็นครูของท่านที่มีความห่วงใขต่อลูกศิษย์ และแจ้งถึงมาตรการต่างๆ ที่ทางกระทรวงได้ออกกฎระเบียบมา เพื่อป้องกันเด็กนักเรียนตีกัน ซึ่งไม่ใช่เป็นปัญหาโลกแตกเพราะสามารถแก้ไขได้

ข้อสำคัญคือทุกฝ่ายต้องร่วมมือร่วมใจกันทั้งตัวเด็กนักเรียน พ่อแม่ ผู้ปกครอง ครู อาจารย์ โดยเฉพาะรุ่นพี่บางคนที่พยายามปลูกฝังการล้างแค้นหรือรักศักดิ์ศรีตามล่าตามล้างแค้นเหมือนแก๊งอันธพาลกวนเมือง

ผมก็มีความเชื่ออยู่ตลอดมาว่า เด็กนักเรียนส่วนมากเป็นคนดีมีอนาคต อยากเรียนจบเพื่ออนาคตที่สดใสไปประกอบอาชีพ เป็นพลเมืองที่ดี และเลี้ยงดูพ่อแม่ในอนาคต

อย่าให้อนาคตจบสิ้นเพราะอารมณ์ชั่ววูบเลย
อ๊อด เทอร์โบ


“ประยุทธ์” เคว้ง บ้านสี่เสาไร้ ‘ป๋าเปรม’ แต่เวทีนี้ยังมีพี่เลี้ยง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/373685?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ประยุทธ์” เคว้ง บ้านสี่เสาไร้ ‘ป๋าเปรม’ แต่เวทีนี้ยังมีพี่เ

30 พฤษภาคม 2562 – 12:45 น.
พลอประวิตร วงษ์สุวรรณ,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,บิ๊กตู่,ป๋าเปรม,พลออนุพงษ์ เผ่าจินดา,พลอเปรม ติณสูลานนท์
เปิดอ่าน 7,838 ครั้ง

คอลัมน์… ถอดรหัสลายพราง โดย… พลซุ่มยิง

   เดี๋ยวนี้ มูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด ไม่ได้เข้า-ออกกันง่ายๆ เหมือนสมัยก่อน เพราะ พล.อ.ณัฐ อินทรเจริญ ปลัดกระทรวงกลาโหม น้องรัก “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ได้เข้าไปวางระบบรักษาความปลอดภัยอย่างแน่นหนา ใครจะไปจะมา ต้องมีบัตรแตะผ่านประตูอัตโนมัติ พร้อมให้เจ้าหน้าที่มารอรับ ถึงจะมีสิทธิ์เดินเข้าไปภายในได้

          เพราะนี่คือ ‘วอร์รูม’ ของ “บิ๊กป้อม” ใช้เป็นสถานที่ติดตามสถานการณ์บ้านเมือง ทั้งเรื่องความมั่นคงและงานด้านการเมือง ในทุกๆ เช้าจะมีคนใกล้ชิดทั้งในและนอกราชการแวะเวียนเข้ามาแลกเปลี่ยนข้อมูลกันเป็นประจำ เผลอๆ นักการเมืองหลายคนเคยเข้ามานั่งจิบน้ำชา กาแฟ ถกปัญหาบ้านเมืองกันมาหลายครั้งแล้ว

ว่ากันว่าห้วงวันเสาร์ที่ผ่านมา บรรยากาศในมูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อฯ คับคั่งไปด้วยเหล่าบรรดาขุนศึก และ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ฟาก “บิ๊กป้อม” เข้ามาร่วมติดตามการประชุมรัฐสภา เลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร ผ่านจอแอลอีดีขนาดใหญ่ตั้งแต่เช้า จนกระทั่งได้ข้อสรุปว่า นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.)ได้เก้าอี้นี้ไปครอบครอง

ส่วนวันอาทิตย์ค่อนข้างชุลมุน เพราะ 3 ป. “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร และ “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.1) ให้เจ้าหน้าที่ช่วยกันตรวจสอบติดตาม กรณี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ หมดสติที่บ้านพักสี่เสาเทเวศร์ และถึงแก่อสัญกรรมที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า

พล.อ.เปรม นับเป็นต้นแบบของทหารในกองทัพทุกมิติ ทั้งการเป็นผู้นำที่ดี การรักษาระเบียบวินัย และใส่ใจผู้บังคับบัญชาตั้งแต่ระดับชั้นผู้น้อย จนเป็นที่เคารพรัก ส่วนด้านการเมือง ‘ซื่อสัตย์ สุจริต เสียสละ และ จงรักภักดี’ คือ ‘มอตโต้’ ประจำใจ ที่ใช้ในการบริหารราชการแผ่นดิน จนเป็นที่ยอมรับของประชาชน และสามารถดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 3 สมัย 8 ปี ติดต่อกัน

          และ ‘มอตโต้’ เดียวกันนี้ที่ “บิ๊กตู่” ยึดเป็นแนวทางการปฏิบัติงานและเป็นจุดแข็งที่กำลังนำส่งให้ดำรงตำแหน่ง ‘นายกรัฐมนตรี’ เป็นสมัยที่สอง แต่การจากไปอย่างกะทันหันของบุคคลต้นแบบ ไม่เพียงบั่นทอนขวัญและกำลังใจ แต่ยังขาด ‘กองหนุน’ คนสำคัญที่คอยให้คำแนะนำเพื่อนำพาบ้านเมืองก้าวสู่ประชาธิปไตยสากล ให้มีธรรมาภิบาล โปร่งใส เป็นธรรม อย่างที่ตั้งใจไว้

“ทันทีทราบข่าวแม้ พล.อ.ประยุทธ์ จะไม่แสดงอาการอะไรออกมา แต่ลึกๆ แล้วท่านเสียใจมาก เพราะ พล.อ.เปรม เป็นบุคคลท่านเคารพนับถือมาตั้งแต่รับราชการทหาร และยึดเป็นแบบอย่างในการปฏิบัติงานมาโดยตลอด และเมื่อก้าวมาสู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ท่านเคยระบุ ขอยึดแบบอย่างของ พล.อ.เปรม นำมาปรับใช้ทำให้ประเทศเกิดความสงบเรียบร้อย” แหล่งข่าวจากกองทัพ ระบุ

ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมา พล.อ.เปรม มีบทบาท อิทธิพลในกองทัพ และการเมือง ดูได้จากอดีตนายกรัฐมนตรีหลายคน ก็เคยเดินเข้าบ้านสี่เสาเทเวศร์เพื่อขอคำปรึกษาในห้วงบ้านเมืองมีปัญหา เช่น นายบรรหาร ศิลปอาชา หลังถูกฝ่ายค้านอภิปรายไม่ไว้วางใจโจมตีการบริหารประเทศไร้ประสิทธิภาพ รวมถึง ที่มาของสัญชาติ  พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ในช่วงประเทศประสบปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 เรื่อง ลอยค่าเงินบาท หรือแม้แต่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

ทั้งนี้ “พล.อ.เปรม” ถูกโจมตีอย่างหนักจากฝ่ายการเมือง เพราะเชื่อว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังทำให้เกิดเหตุการรัฐประหาร นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เมื่อปี 2549 หลังเดินสายแสดง ‘ปาฐกถา’ เรื่องการปลูกฝังอุดมการณ์รักชาติ และสถาบันพระมหากษัตริย์ ใน 3 เหล่าทัพ และถูกกล่าวหาเป็นสาเหตุวิกฤติการเมือง

จากนั้น พล.อ.เปรมเริ่มถอยห่างจากความขัดแย้งอย่างเห็นได้ชัด จนเกิดรัฐประหารปี 2557 ภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ในขณะนั้น ก็ทำหน้าที่เพียงผู้ให้คำปรึกษาและกองเชียร์ เพราะเชื่อมั่นว่า นายทหารรุ่นน้องคนนี้ จะเป็นนายกรัฐมนตรี ที่ประสบความสำเร็จในการบริหารประเทศ และนำความสงบสุขกลับมาให้คนไทย

ข่าวการจากไป พล.อ.เปรม ทำให้บรรยากาศภายในมูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อฯ ไม่ครึกครื้นเหมือนวันก่อน ทหารใน-นอกราชการ หันเหความสนใจจากการเลือกประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร มานั่งจับเข่าคุยถึงผลงานของบุคคลที่เป็นต้นแบบ รวมทั้งแสดงความเป็นห่วงอนาคตของกองทัพ ที่ขาดสิ่งยึดเหนี่ยวสำคัญไป

          ส่วน ‘บิ๊กตู่’ ก็ได้กำลังใจจาก “บิ๊กป้อม” เพราะคนที่ยังอยู่ก็ต้องสู้และทำงานให้ชาติบ้านเมืองอย่างเข้มแข็งในบทบาทที่ควรจะเป็นต่อไป

ฤา..จะไปไม่ถึงฝั่งฝันกันแล้ว

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/373683?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ฤา..จะไปไม่ถึงฝั่งฝันกันแล้ว

30 พฤษภาคม 2562 – 12:30 น.
พลังประชารัฐ,พรรคภูมิใจไทย,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ,อุตตม สาวนายน,พรรคประชาธิปัตย์,ชาติไทยพัฒนา,พรรคชาติพัฒนา
เปิดอ่าน 7,708 ครั้ง

โดย… ทีมข่าวการเมือง เครือเนชั่น

“พระศุกร์เข้า พระเสาร์แทรก” หรือไม่นั้นก็ไม่ทราบ…สำหรับการส่งเทียบเชิญพรรคต่างๆ ให้ไปฟอร์มรัฐบาลใหม่ตามที่พลังประชารัฐอาสาเป็นพรรคแกนนำที่วันนี้เกมการเมือง “พลิกไป พลิกมา” แบบจับต้นชนปลายไม่ถูก

เพราะเงื่อนไขการต่อรองโควตาครม.ของพรรคร่วมรัฐบาลและพปชร.ที่ยามนี้ยังไม่ลงตัวและมีการจ้องไปยัง “คมนาคม เกษตรและสหกรณ์ พลังงาน” ที่ใครหลายคนได้ยินมาแว่วๆ ว่า “ต้องว่ากันใหม่หมด” รวมทั้งบางเก้าอี้ของว่าที่พรรคร่วมรัฐบาล เช่น ชาติไทยพัฒนา ที่ออกมาขู่บอยคอต พปชร.ร่วมกับพรรคสีฟ้า และพรรคสีน้ำเงิน ด้วยนั้น….

แปลความว่า “คนการเมืองจากพรรคต่างๆ” ที่เคยพร้อมพิจารณาเทียบเชิญของ “พลังประชารัฐ” เมื่อหลายนาทีก่อน ยามนี้ปัดข้อเสนอไปแล้วหลังจากได้ยินวาทะเกี่ยวกับแนวทางของว่าที่รัฐบาลใหม่จาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รวมทั้งบางมุมมองจาก “ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ” ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ลำดับที่ 1 ของพปชร.ที่แสดงความเห็นไว้ว่า

“การเจรจากับพรรคประชาธิปัตย์ยังต้องใช้เวลาในการเจรจาเพื่อทำสมการในการร่วมรัฐบาลให้ลงตัว ไม่ใช่เพียงเก้าอี้ รมว.เกษตรและสหกรณ์อย่างที่มีกระแสข่าวว่ายังตกลงกันไม่ได้ แต่มีหลายปัจจัย ทั้งกระทรวงที่กล่าวถึง และอีกหลายกระทรวง ซึ่งปัจจัยหลายกระทรวงนั้นเป็นเพราะทั้งสองพรรคต้องการทำประโยชน์ให้ประชาชน อยู่ที่ว่าใครจะเป็นแกนนำ

ขอเวลานิดเราไม่ได้กังวลเรื่องเสถียรภาพ แต่ต้องพูดคุยเพื่อให้เหมาะสมกับทั้งสองพรรค ไม่ต้องการนำไปเสนอ ส.ส.แล้ว ไม่มีเสถียรภาพ และไม่เหมาะสมกับทั้งสองพรรค เชื่อมั่นว่าระยะเวลาที่เหลือก่อนเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ก็น่าจะตกลงกันได้ แต่พรรคพปชร.ยืนยันว่าจะโหวตนายกรัฐมนตรีก่อน ส่วนพรรคอื่นๆ ก็ขึ้นกับมติแต่ละพรรคว่ามีความมั่นใจหรือไม่ในการเป็นรัฐมนตรี เพราะต้องเลือกนายกรัฐมนตรีก่อนที่จะมีรัฐมนตรี และพรรคพปชร.มั่นใจว่าจะสามารถบริหารจัดการตรงนี้ได้สามารถทำสมการให้ลงตัวได้”

ส่วนโอกาสที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะใช้อำนาจยุบสภา หากการจัดตั้งรัฐบาลไม่สามารถตกลงกันได้นั้น นายณัฏฐพล กล่าวว่า “ไม่อยากให้ไปถึงตรงนั้นเพราะประชาชนมาลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ส.ส.อย่างท่วมท้น แต่หากเป็นความจำเป็นก็เป็นการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรี”

เรื่องราวเมื่อช่วงหัวค่ำวันอังคารที่ผ่านมาซึ่งเสี่ยตั้นสื่อออกมา ส่งผลให้แกนนำพปชร.และตัวแทนรัฐบาลต้องออกมาแถลงชี้แจงเคลียร์ใจทันควัน…

“พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงกรณีการจัดตั้งรัฐบาลว่าเป็นเรื่องของพรรคการเมือง จึงขอให้รอความชัดเจน ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายและธรรมเนียมปฏิบัติ ส่วนตัวนายกรัฐมนตรีเคารพกฎหมาย คะแนนเสียงของทุกพรรค และความต้องการของประชาชน ไม่ว่าใครจะมาเป็นนายกรัฐมนตรีก็ต้องทำตามนโยบายของรัฐบาลที่มาจากการมีส่วนร่วมของทุกพรรคการเมือง

นอกจากนี้นายกรัฐมนตรีหวังเพียงให้บ้านเมืองเดินต่อไปข้างหน้าได้อย่างต่อเนื่อง จึงอยากให้สังคมมองเรื่องของผลประโยชน์ประเทศชาติเป็นหลักด้วยความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เพราะขณะนี้เรากำลังเผชิญกับปัญหาท้าทายหลายอย่าง ทั้งเรื่องของเศรษฐกิจโลก การแข่งขันในภูมิภาค และชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน โดยไม่อยากให้โยงนายกรัฐมนตรีไปเกี่ยวข้องกับเรื่องการเมืองของพรรค ดังนั้นหากเป็นเรื่องการเมืองให้สอบถามกับพรรคการเมืองจะเหมาะสมกว่า

“วันนี้นายกฯ ยังคงทำงานตามปกติ โดยเฉพาะงานเอกสารที่มีเข้ามาให้พิจารณาทุกวัน และยังฝากแนะนำให้อ่านหนังสือ Animal Farm ฉบับภาษาไทย ซึ่งเป็นหนังสือน่าอ่านที่ให้ข้อคิดเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตได้เป็นอย่างดี”

บางช่วงบางตอนล่าสุดที่ พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยท่าทีของลุงตู่ที่เหน็บคนการเมืองเเบบเเรงๆ เเละสะดุ้งกันทั้งบาง

ส่วน อุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ แถลงว่า “การเดินหน้าเจรจากับพรรคแนวร่วมที่มีอุดมการณ์เดียวกันยังไม่ยุติ โดยมีหลักการใหญ่คือการจับมือร่วมกันขับเคลื่อนนโยบาย และการจัดสรรตำแหน่งตามนโยบายของแต่ละพรรคที่สอดคล้องกับเนื้องาน ยังไม่มีการกำหนดเก้าอี้หรือตำแหน่งรัฐมนตรีให้แก่พรรคการเมืองใด พร้อมปฏิเสธแนวคิดการชิงโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีไปก่อน โดยไม่รอเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อให้นายกรัฐมนตรียุบสภาในอนาคต และไม่อยากให้คาดการณ์ล่วงหน้าว่าพรรคประชาธิปัตย์จะไม่ตอบรับเข้าร่วมรัฐบาล เพราะทุกอย่างยังอยู่ในขั้นตอนของการเจรจา”

“การจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีเป็นกลไกภายในพรรคพลังประชารัฐ และพล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ แต่ยอมรับว่าสุดท้ายแล้วหาก พล.อ.ประยุทธ์ ได้เป็นนายกรัฐมนตรีก็จะต้องเข้ามาดูรายชื่อครม.เพื่อนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลให้ได้ ขณะเดียวกันยังไม่ยืนยันว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ยังเป็นปัญหาความไม่ลงตัว จะยังคงอยู่กับพรรคพลังประชารัฐหรือไม่ และพรรคไม่ได้เสียเปรียบ เพราะการต่อรองเป็นเรื่องปกติของการเมือง พร้อมให้ทุกพรรคยึดมั่นประโยชน์ของประเทศชาติ ไม่ใช่เรื่องการแบ่งผลประโยชน์ระหว่างกัน ยืนยันการจับขั้วจัดตั้งรัฐบาลยังมีเวลา และไม่ได้ล่าช้ากว่ากำหนด แต่ยังไม่สามารถให้ความชัดเจนเรื่องกรอบเวลาได้ โดยหลังจากนี้จะประสานไปยังพรรคแนวร่วมอื่นๆ เพื่อพูดคุยกันอย่างเป็นทางการ อาทิ พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคชาติพัฒนา ซึ่งอยู่ระหว่างการประสานเวลา ทั้งนี้ยังไม่สามารถบอกได้ว่าจะเห็นภาพการแถลงข่าวจับมือจัดตั้งรัฐบาลของพรรคการเมืองแนวร่วม”

คนการเมืองมองกันออกหมดแล้วว่า “หมากการเมืองตอนนี้ที่พปชร.เริ่มมาหลายวันเท่ากับยุติชั่วคราวและเริ่มใหม่หมด มันคงไม่ใช่แต้มต่อที่ดีนักสำหรับพปชร.และลุงตู่”

ใครหลายคนมองว่าพรรคสีฟ้าเล่นตัวที่สุดสำหรับการเจรจาคราวนี้…เพราะใครบางคนในพปชร.โวยกันในบ้าว่า “ประชาธิปัตย์ได้คืบจะเอาศอก” หลังจากที่มีการหักกันกลางวงเมื่อช่วงก่อนลงมติเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรเมื่อหลายวันก่อนแล้ว โดยพปชร.เปิดพื้นที่ให้ “ชวน หลีกภัย” ได้ทำหน้าที่ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติครั้งที่สองแทน “พ่อมดดำ” ท่ามกลางเสียงค้านของบางขั้วในพปชร.ที่รู้ลีลาของพรรคสีฟ้าดีว่าจะมาไม้ไหน…และสุดท้ายก็มองชัดขึ้นเมื่อบางคนในพปชร.บอกว่าปชป.ออกลีลาดึงเกมต่อรองเก้าอี้เสนาบดีเพิ่มเติมอีกหลายตัวจากพลังประชารัฐ

แต่คนจากค่ายพระแม่ธรณีบีบมวยผมก็ให้ข้อมูลว่า ” พปชร.เองนั้น เปลี่ยนไปเปลี่ยนมากับข้อเสนอที่มาส่งเทียบเชิญเมื่อหลายวันก่อนเองเพราะโควตาที่แจ้งไปก็มีการปรับไป-ปรับมาจนสับสน ไม่มีความชัดแจ้งและคงไม่ต้องคุยหากพปชร.ยังเคลียร์เรื่องในบ้านไม่จบ”

เมื่อพรรคสีฟ้ายังไม่แสดงจุดยืนทำให้พรรคอื่นๆ ที่เคยแสดงเจตจำนงว่าพร้อมจะพิจารณาข้อเสนอของพปชร. เช่น ภูมิใจไทยและชาติไทยพัฒนานั้น ยามนี้สองพรรคนี้แสดงตนแล้วว่าหันเหไปแนวไหน…

“พรรคประชาธิปัตย์ไม่เข้าร่วมรัฐบาลพรรคพลังประชารัฐ ผมก็อาจพิจารณาที่จะถอนตัวเนื่องจากเงื่อนไขแรกที่ผมเองตั้งไว้คือไม่ยอมให้ ส.ว.250 คน ซึ่งไม่ได้มาจากการเลือกตั้งจากประชาชน มากำหนดว่าใครจะเป็นนายกรัฐมนตรี

หากพรรคประชาธิปัตย์ไม่มาร่วม พรรคภูมิใจไทยก็ร่วมไม่ได้ เพราะก่อนจะไปโหวตนายกรัฐมนตรีก็ต้องแถลงกันก่อน อันนี้ก็เป็นหนึ่งในเงื่อนไข ก่อนจะไปโหวตนายกฯ พรรคแกนนำจะต้องนำพรรคที่จะเป็นพรรคร่วมรัฐบาลมาแถลงร่วมกันก่อนว่าเราได้พูดคุยกันเรียบร้อยแล้ว มีเสียงจำนวนสมาชิกเพียงพอต่อการจัดตั้งรัฐบาลแล้ว และจะต้องเป็นเสียงข้างมากซึ่งจะทำให้รัฐบาลมีเสถียรภาพ ถ้าอย่างนั้นผมไป แต่ผมก็หวังว่าท่านณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ไม่ได้ให้สัมภาษณ์จริงนะที่บอกว่า พร้อมจะเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยเพราะถ้าไม่รวมประชาธิปัตย์แล้วก็ยังมีเสียง ส.ว.อยู่ อันนั้นต้องลบผมออกไปด้วย

หากผมไปร่วมรัฐบาลเสียงข้างน้อยก็จะถือว่าทำผิดคำพูด ตอนนี้ไม่มีพรรคประชาธิปัตย์ ปีกพรรคพลังประชารัฐจะมี 188 เสียง รวมพรรคผมด้วย ไปรวมกับส.ว.250 เสียง แม้จะสามารถเป็นรัฐบาลได้แต่ก็ถือว่าผิด และหากไม่มีพรรคผมพรรคพลังประชารัฐก็สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ต่ำกว่า 250 ไปไม่ได้ผิดหลักการ เรามีรัฐบาลที่ไม่มีเสถียรภาพไม่ได้ ประเทศไทยไม่เคยมีรัฐบาลเสียงข้างน้อยแม้แต่ครั้งเดียว รัฐบาลต้องเข้าเฝ้าถวายสัตย์ นายกฯ คนไหนจะกล้าพาคณะรัฐมนตรีที่มีเสียงข้างน้อยเข้าไปถวายสัตย์ และสุดท้ายก็ต้องจบด้วยการยุบสภา มันจะมีปัญหาอื่นๆ มากมายเต็มไปหมด” อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าว

และก่อนหน้านี้ก็ไม่ควรละเลย 10 เสียงของพรรคชาติไทยพัฒนาที่แบะท่าเป็นพรรคแรกๆ ที่พร้อมหนุนลุงตู่ แต่เมื่อต้องรอเก้อก็ออกลีลาใหม่…

“ไม่มีความเดือดร้อนที่จะเป็นรัฐบาล ตามที่ผมเคยพูดตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้ง พรรคชาติไทยพัฒนาเราเป็นมาทุกสถานะแล้วทั้งแกนนำรัฐบาล แกนนำฝ่ายค้าน พรรคร่วมรัฐบาล พรรคร่วมฝ่ายค้าน เราเป็นมาหมดแล้วแต่สิ่งหนึ่งที่เรายังไม่เคยเป็นคือฝ่ายกลาง” วราวุธ ศิลปอาชา ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทยพัฒนา กล่าว

คล้ายว่าสิ่งที่เคยพูดจากันมาเมื่อวันก่อน วันนี้ต้องคุยใหม่ เเละที่เเกนนำพปชร.มีกำหนดการไปหมั้นหมายพรรคลูกบรรหารนั้นในวันนี้ก็ต้องดูว่าผลจะมาหน้าไหน….

และยังมีข้อมูลลือว่า “การเมืองขั้วที่สาม” นั้นเริ่มมีขึ้นมาใหม่เเละอาจจะมีงูเห่าลวดลายไตรรงค์หลายชีวิตไหลเลื้อยมาจากถนนรัชดาภิเษกด้วย เพราะเงื่อนไขเก้าอี้ที่พปชร.เคาะกันเองไม่ลงตัวในรัง เเละใครบางคนอาจพลาดตำเเหน่ง

ดังนั้นคงจะเหนื่อยไม่น้อยสำหรับพปชร.ที่ต้องไปเปิดดีลใหม่ ฉะนั้น…เกมที่หลายฝ่ายฟันธงไปแล้วว่า “ลุงตู่” จะกลับมาเป็นสร.1 รอบที่สองมาหลายวันแล้วนั้น ตอนนี้คล้ายว่าต้องเปิด เงื่อนไขกันใหม่หมดทุกเรื่องราว

งานนี้พปชร.ต้องบริหารจัดการกิจการในบ้านให้ยุติก่อนที่จะเดินไปส่งเทียบเชิญพรรคต่างๆ ในวันข้างหน้าอีกคราว…เพราะหมากที่วางไว้นั้น พลาดให้ว่าที่พรรคร่วมรัฐบาลหมดกระดาน

ฉะนั้นการกลืนเลือดของฝ่ายพปชร.ต้องเป็นฝ่ายเริ่มต้นใหม่ หากไม่ต้องการการล้มกระดานเพราะการล้มกระดานคราวนี้จะไม่เกิดผลดีต่อฝ่ายใดก็ตาม แต่เมื่อมันเข้าสู่ทางตัน….การล้มกระดานก็อาจจะกลับมาสู่การวางหมากใหม่ที่ลำบากไปกว่าเดิม

แต่มันก็ดีกว่าดันทุรังไปแบบนี้หรือไม่…ลองตรองกันดู

‘วรรณกุล ไสยเขต’ หญิงไทยไร้สิทธิ์ชีวิตสั้นกว่าการรอคอย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/373692?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘วรรณกุล ไสยเขต’ หญิงไทยไร้สิทธิ์ชีวิตสั้นกว่าการรอคอย

30 พฤษภาคม 2562 – 10:19 น.
ป้าวรรณกุล,วรรณกุล ไสยเขต,หญิงไร้สัญชาติ
เปิดอ่าน 3,418 ครั้ง

วรรณกุล ไสยเขต หญิงไร้บ้าน วัย 61 ปี สิ้นลมหายใจลงพร้อมกับความสิ้นหวังที่จะได้รับสิทธิเป็นคนไทยไปตลอดกาล

ตอนมีชีวิตอยู่ ป้าวรรณกุล พยายามยื่นเรื่องขอทำบัตรประชาชนหลายครั้ง แต่ไม่เคยสำเร็จ เพราะติดเงื่อนไขทางราชการหลายอย่าง

 เธอจึงต้องอยู่อย่างคนไม่มีสิทธิ์มาชั่วชีวิต

ข่าวการจากไปของป้าวรรณกุล ได้รับการเปิดเผยจากเครือข่ายคนไร้บ้าน จ.ขอนแก่น ผ่าน วรรณา แก้วชาติ เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานชุมชน มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย (มพศ.) ทำให้รู้ว่า ป้าวรรณกุล ไม่เคยได้รับสิทธิ์ใดที่คนไทยพึงมีเลย หรือแม้แต่สิทธิด้านหลักประกันสุขภาพที่คนต่างด้าวเข้าเมืองถูกกฎหมายได้รับ เธอก็ยังไม่มีสิทธิ์

วรรณา แก้วชาติ

วรรณา บอกว่า เมื่อปลายเดือนเมษายน 2562 ได้รับแจ้งจาก เครือข่ายคนไร้บ้าน จ.ขอนแก่น ว่ามี “คนไทยไร้สิทธิ” เสียชีวิตลงเมื่อปลายเดือนเมษายน ที่ผ่านมา หลังจากเพิ่งได้รับผลการตรวจดีเอ็นเอ เมื่อกุมภาพันธ์ 2562 ยืนยันว่าเป็นคนไทยจริง และอยู่ระหว่างการเตรียมยื่นหลักฐานเพื่อทำบัตรประชาชน ชื่อ น.ส.วรรณกุล ไสยเขต อายุ 61 ปี โดยใช้ที่อยู่ บ้านหนองกุง หมู่ 2 ต.ศิลา อ.เมือง จ.ขอนแก่น

ป้าวรรณกุล มีอาชีพรับจ้างทั่วไปและเก็บของเก่าขาย เธอพยายามทำเรื่องเพื่อยื่นขอทำบัตรประชาชนหลายครั้ง แต่ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากติดขั้นตอนที่ต้องตรวจดีเอ็นเอ เพื่อยืนยันตัวตน ซึ่งมีค่าใช้จ่ายถึง 8,000 บาท

แน่นอนว่า สำหรับกลุ่มคนเหล่านี้ที่เป็นคนยากไร้ ฐานะยากจน เงินจำนวน 8,000 บาท ถือว่าสูงมาก เพราะเพียงแค่ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันก็ไม่เพียงพอแล้ว

วรรณา บอกว่า มพศ.ได้ทำงานประสานความร่วมมือกับเครือข่ายคนไร้บ้าน จ.ขอนแก่น ในการร่วมพัฒนาศูนย์ฟื้นฟู และพัฒนาศักยภาพคนไร้บ้าน จ.ขอนแก่น มานานแล้ว ช่วงปลายเดือนมิถุนายน 2561 ได้มีการสำรวจจำนวนคนไทยไร้สิทธิเพื่อคืนสิทธิความเป็นคนไทยให้แก่กลุ่มคนเหล่านี้ ซึ่งก็มีชื่อ ป้าวรรณกุล รวมอยู่ด้วย

เครือข่ายคนไร้บ้านซึ่งทำงานในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง รู้จัก ป้าวรรณกุล และทราบมานานแล้วว่าไม่มีบัตรประชาชน แต่ยังไม่มีช่องทางช่วยเหลือ

กระทั่งต่อมา หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กระทรวงมหาดไทย (มท.) และกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ได้ลงมาขับเคลื่อนเรื่องนี้ ก็มีกระบวนการช่วยเหลือการพิสูจน์สถานะให้แก่คนไทยที่ไม่มีบัตรประชาชน รวมถึงมีช่องทางการตรวจดีเอ็นเอ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

ทำให้ ป้าวรรณกุล ได้รับการตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอ ในที่สุด

วรรณา บอกว่า กรณีของป้าวรรณกุล ทำได้ไม่ยากเพราะอาศัยอยู่ในพื้นที่มานาน จึงยังมีญาติที่อาศัยอยู่ในพื้นที่นั้น เป็นพี่น้องร่วมพ่อแม่เดียวกันมายืนยันสถานะและเจาะเลือดเพื่อพิสูจน์ดีเอ็นเอ เชื่อมโยงความสัมพันธ์ในครอบครัวได้

แต่กว่าที่เธอจะสามารถพิสูจน์ความเป็นคนไทยได้ ต้องใช้เวลาทั้งชีวิต จนถึงวันนี้แม้ว่าผลดีเอ็นเอได้ยืนยันความเป็นคนไทยแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้รับบัตรประชาชน เพราะอยู่ระหว่างดำเนินการและเสียชีวิตลงก่อน

ที่ผ่านมา ป้าวรรณกุลมีภาวะเจ็บป่วยต้องรับการรักษาต่อเนื่อง แต่เข้าไม่ถึงบริการสุขภาพ เพราะไม่มีสิทธิในหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) รองรับเหมือนคนอื่น ทำให้ต้องจ่ายเงินเองหรือขอความอนุเคราะห์จากโรงพยาบาลบ้าง

เวลาเจ็บป่วย ป้าวรรณกุลต้องจ่ายเงินเองมาตลอด และด้วยความที่ป่วยเป็นวัณโรค ทำให้ต้องกินยาต่อเนื่อง ค่ารักษาค่ายาอยู่ที่ 600-1,000 บาทต่อเดือน อาชีพรับจ้างและเก็บของเก่าขายแค่ลำพังค่ากินค่าอยู่ก็ไม่พอแล้ว เมื่อเจ็บป่วยงานก็ทำได้น้อยลงและต้องมาจ่ายค่ารักษาเองอีก ทำให้มีความเสี่ยงมากในชีวิต

“ป้าวรรณกุลฝันมาตลอดว่าจะได้มีบัตรประชาชน มีสิทธิบัตรทอง เวลาเจ็บป่วยไปหาหมอจะได้ไม่ต้องจ่ายเงิน แต่ก็มาเสียชีวิตลงหลังได้รับผลตรวจดีเอ็นเอเพียง 2 เดือน”

วรรณา บอกว่า จากการทำงานมีหลายกรณีที่เป็นแบบนี้ อย่างกรณีของ ยายไอ๊ วาเส็ง คนไทยไร้สิทธิที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เขตสายไหม กรุงเทพมหานคร ที่กว่าจะพิสูจน์และได้รับสิทธิความเป็นคนไทยก็อายุ 65 ปีแล้ว จนได้รับบัตรประชาชนในปี 2560 แต่ก็เสียชีวิตลงไม่กี่เดือนถัดมา

กรณีของ ป้าวรรณกุล เป็นกรณีหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นว่า ในประเทศยังมีกลุ่มคนไทยที่เกิดในประเทศไทย เป็นคนไทยตั้งแต่กำเนิด แต่ยังไร้สิทธิความเป็นคนไทย ไม่มีเลข 13 หลัก ไม่มีบัตรประชาชนอยู่จำนวนมาก

ปัญหาดังกล่าวเกิดจากสาเหตุที่ต่างกันไป ทั้งกรณีผู้ปกครองไม่ได้แจ้งเกิดให้ เช่นกรณีของ ป้าวรรณกุล และยายไอ๊ ทำให้ไม่สามารถทำบัตรประชาชนได้ เพราะในอดีตมองไม่เห็นความสำคัญของการมีบัตรประชาชน

ขณะที่ปัจจุบันการจะเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการภาครัฐต่างๆ ต้องใช้บัตรประชาชน

“กรณีคนหนีออกจากบ้านแล้วบัตรประชาชนหาย และไม่ได้ต่ออายุบัตรประชาชน ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่ง ขณะที่กระบวนการพิสูจน์สถานะ แม้ว่าจะมีระเบียบหลักเกณฑ์กำหนดอยู่ แต่ความยากง่ายก็ขึ้นอยู่กับเจ้าหน้าที่ทะเบียนในอำเภอและเทศบาลแต่ละแห่ง ซึ่งบางคนกังวลกับการรับรองจึงต้องการหลักฐานเอกสารการตรวจดีเอ็นเอที่เป็นผลพิสูจน์ยืนยัน คนที่ไม่มีเงินก็ต้องรอไปก่อน ทำให้บางคนใช้เวลานับสิบปีอย่างกรณีที่เกิดขึ้นนี้ ดังนั้นภาครัฐควรเร่งดูแลคนกลุ่มนี้ในฐานะคนไทยด้วยกัน”

วรรณา ยังเผยข้อมูลการสำรวจคนไทยไร้สิทธิที่ มพศ. ดำเนินการร่วมกับภาคีเครือข่ายเมื่อเดือนมิถุนายน 2561 ว่า สามารถเก็บข้อมูลได้จำนวน 700 คนทั่วประเทศ ในจำนวนนี้คัดกรองข้อมูลเฉพาะที่เป็นคนไทยจริงๆ ประมาณ 600 คน ตัดในกลุ่มที่เป็นคนต่างด้าวออก

ในจำนวนนี้ได้ผ่านการวิเคราะห์ทางกฎหมายแล้วกว่า 300 คน อยู่ระหว่างทำการวิเคราะห์อีกกว่า 200 คน เบื้องต้นได้ประสานกับเครือข่ายและหน่วยงานในพื้นที่ในการช่วยเหลือแล้วประมาณ 110 ราย โดยมีผู้ที่ได้บัตรประชาชนคืนสิทธิคนไทยแล้ว 15 คน

แต่เมื่อย้อนหลังในช่วง 2 ปี ที่มูลนิธิได้ทำงานนี้รวมทุกพื้นที่สามารถผลักดันให้คนไทยไร้สิทธิได้รับบัตรประชาชนแล้วประมาณ 70 คน อย่างไรก็ตามเชื่อว่ายังมีคนไทยไร้สิทธิอยู่อีกจำนวนมาก จึงอยากให้ภาครัฐเปิดลงทะเบียนกับคนกลุ่มนี้

วรรณา ยังขยายความถึงการจัดตั้งกองทุนรักษาพยาบาลคนไทยไร้สิทธิว่า ขณะนี้มีความพยายามผลักดันเพื่อให้คนเหล่านี้เข้าถึงการรักษาพยาบาลและบริการสาธารณสุขที่จำเป็นในช่วงที่รอการพิสูจน์สิทธิ ทั้งในส่วนกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) และ สปสช. โดยให้มีงบประมาณรองรับการเบิกจ่ายค่ารักษาที่ชัดเจน เนื่องจากปัจจุบันทั้งในส่วนของ พม. และโรงพยาบาลต้องแบกรับภาระค่ารักษาปีละนับสิบล้านบาท

“คนเหล่านี้เป็นคนไทยควรได้รับสิทธิ เพราะแม้แต่กลุ่มแรงงานต่างด้าวที่เข้าเมืองถูกกฎหมายยังมีระบบรองรับที่ให้สามารถซื้อประกันสุขภาพได้”
อย่างไรก็ดี วรรณา บอกว่า จากการดำเนินงานเพื่อคืนสิทธิให้กับคนไทยไร้สิทธิในช่วง 2 ปี เรื่องนี้ถูกขยับไปค่อนข้างมาก แม้ว่าจะยังไม่สามารถจัดตั้งกองทุนรักษาพยาบาลคนไทยไร้สิทธิได้ แต่มีหลายหน่วยงานเข้ามาร่วมขับเคลื่อน ขณะที่สังคมเริ่มมองเห็นปัญหาและมีความเข้าใจคนเหล่านี้มากขึ้น ดีกว่าในอดีตค่อนข้างมาก ทำให้รู้สึกว่าสิ่งที่ทำมาไม่ได้สูญเปล่า

ตลาดแตก “ปารีณา” สาวห้าวแห่งโพธาราม

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/373679?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ตลาดแตก “ปารีณา” สาวห้าวแห่งโพธาราม

30 พฤษภาคม 2562 – 10:15 น.
ปารีณา ไกรคุปต์,สส,พรรณิการ์ วานิช,พรรคอนาคตใหม่,ประชุมสภา,สภาผู้แทนราษฎร
เปิดอ่าน 15,714 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิพ์ คมชัดลึก 30 พ.ค. 2562

*******************

สภาเปิดแล้ว แค่ประชุมไปสองนัดก็เรียกเรตติ้งกระฉูด แถมมีรายการนอกจอ เมื่อ ปารีณา ไกรคุปต์” ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ ไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยตอนหนึ่งได้หลุดคำว่าใช้ “อีช่อ” ออกมา

เมื่อวานนี้ “ปารีณา” และบิดา “ทวี ไกรคุปต์” ได้เดินทางเข้าชี้แจงกรณีคำว่า ช่อ ตนไม่ได้ระบุถึงใคร แต่คำว่าอีช่อ แถวบ้านหมายถึงคนที่ไม่รักษากฎระเบียบ เป็นคนที่เรียกกันแถวบ้าน เป็นคำเปรียบเปรยถึงคนที่รักษากฎระเบียบ เราก็จะเรียกกันอย่างนี้

นี่คือลีลาอดีตส.ส.ราชบุรี 4 สมัย และลูกสาวของนักการเมืองอาวุโสแห่งเมืองโพธาราม

ปารีณา กลับสู่สภาฯ สมัยที่ 4 

จอมยุทธ์เมืองโอ่ง

“ทวี ไกรคุปต์” อดีต ส.ส. 7 สมัย ได้ชื่อว่าเป็นจอมพเนจรคนหนึ่ง ทวีได้รับเลือกตั้งเป็นส.ส.ครั้งแรกในปี 2522 โดยไม่สังกัดพรรค หลังจากนั้น ทวีได้รวบรวมส.ส.อิสระ ตั้งพรรคสยามประชาธิปไตย ที่มี พ.อ.พล เริงประเสริฐวิทย์ เป็นหัวหน้าพรรค และทวีเป็นเลขาธิการพรรค

เลือกตั้งปี 2526 ทวีตั้งพรรคประชาไทย ได้เป็น ส.ส.ราชบุรี สมัยที่ 2 จากนั้นทวีก็ยุบพรรคเดิมแล้วย้ายมาอยู่พรรคชาติไทย พรรคกิจสังคม พรรคความหวังใหม่ พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคไทยรักไทย

ทวี ไกรคุปต์ เป็นส.ส.ตัวจริง งานบวช งานบุญ ไปหมดเพื่อรักษาฐานเสียง

          ปี 2544 ทวีย้ายจาก ปชป.ไปสังกัดพรรคของทักษิณ ชินวัตร แต่เจอคนโพธารามสั่งสอนด้วยการเลือกนักการเมืองหน้าใหม่ชื่อ “ประไพพรรณ เส็งประเสริฐ” จากค่ายปชป. เธอเป็นลูกสาวกำนัน และไม่เคยเล่นการเมืองมาก่อน

ทวีได้เขียนบันทึกความเจ็บปวดไว้ว่า “ผมต้องพบความพ่ายแพ้ แพ้ใครมาจากไหน ไม่มีใครรู้จักมาก่อน ค่ำคืนนั้นผมนั่งดูผลการเลือกตั้งอยู่กับภรรยา และปารีณาลูกสาว ที่เดินทางกลับจากสหรัฐอเมริกามาเยี่ยมบ้าน..”

ปี 2548 ทวีจึงส่งปารีณา ลูกสาว ลงสมัครในนามพรรคไทยรักไทย ซึ่งปีนั้นประไพพรรณได้ลาออกจากพรรคปชป. และลงสมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ไทยรักไทย ช่วยหาเสียงให้ปารีณา

          ลูกสาวดีกรีนางงามของทวี จึงได้เป็นผู้แทนสมัยแรกแบบไม่ยากเย็น

ย้อนรอยศึกคนกันเอง

ปี 2562 สมรภูมิเขต 3 อ.จอมบึง และอ.โพธาราม (ยกเว้น ต.บ้านฆ้อง ต.บ้านสิงห์ และต.ดอนทราย) “ปารีณา” แชมป์เก่าลาออกจากพรรคชาติไทยพัฒนา มาสังกัดพรรคพลังประชารัฐ ต้องเจอคู่แข่งหน้าใหม่อย่าง “เสี่ยเส็ง” ชัยทิพย์ กมลพันธ์ทิพย์ อดีต ส.อบจ.ราชบุรี จากค่าย ปชป. และกล้าหาญ เจริญธรรม อดีตนายกเทศบาลตำบลหนองโพ อ.โพธาราม

          ผลเลือกตั้ง ปารีณานำโด่งม้วนเดียวจบ ได้ 46,409 คะแนน ตามด้วย ส.จ.เส็ง ได้ 29,423 คะแนน และอันดับ วรชาติ ภูมิอุไร พรรคอนาคตใหม่ ได้ 15,621 คะแนน

ปารีณาช่วงหาเสียง ได้ชื่อว่า ส.ส. สายแว้น

คะแนนหมื่นกว่าอาจดูไม่เยอะ เมื่อเปรียบเทียบกับ 4 หมื่นกว่า แต่ “วรชาติ” มาแบบคนโนเนม ก็น่าสนใจมากทีเดียว

วรชาติ ภูมิอุไร อนาคตใหม่ พ่ายปารีณา

แม้เลือกตั้งหนนี้ ปารีณาจะลอยลำ แต่การเลือกตั้งปี 2554 สนามเลือกตั้งเขต 3 ราชบุรี ผลคะแนนสูสีกันมาก เมื่อปารีณา ได้ 32,702 คะแนน เอาชนะลูกชายของลุงแท้ๆ สายัณห์ จังพานิช เพื่อไทย ที่ได้ 31,531 คะแนน และอันดับ 3 ปรีชญา ขำเจริญ อดีต ส.ส.ค่าย ปชป.ได้ 30,663 คะแนน

          ทั้งปารีณาและสาวองุ่น ปรีชญา ต่างเคยเป็นส.ส.สมัยเดียวกันมาก่อน และเคยมีวิวาทะกันมาแล้ว

จอมบึง-โพธาราม”ฐานแน่น

ทวี ไกรคุปต์ เป็นชาว อ.โพธาราม มีเครือญาติมากมาย ทั้งในสายตระกูล “ไกรคุปต์” และ จังพานิช”

สวัสดิ์ จังพานิช ผู้เป็นลุงแท้ๆ ของปารีณา เคยเป็น ส.จ.ราชบุรี และนายกเทศมนตรีเมืองโพธาราม จึงเป็นฐานเสียงสำคัญที่ทำให้ทวีได้เป็น ส.ส.มา 7 สมัย

สวัสดิ์ จังพานิช นายกเทศมนตรีเมืองโพธาราม

แต่หลังจากทวีหนุนปารีณา ลูกสาวลงสนามการเมือง ทำให้ “สวัสดิ์” ส่ง สายันต์ จังพานิช อดีต ส.อบจ.ราชบุรี ลงแข่งกับหลานสาวสองครั้ง โดยครั้งแรกปี 2550 สายันต์สวมเสื้อมัชฌิมาธิปไตย และปี 2554 สวมเสื้อเพื่อไทย แต่ก็พ่ายปารีณาทุกครั้ง

ตระกูล จังพานิช หนุน เสี่ยเส็ง (สวมแว่นดำ) ลงสนามแข่งปารีณา เมื่อเลือกตั้งที่ผ่านมา

แม้แต่ในสนามเล็ก ปี 2552 สวัสดิ์ จังพานิช ลงสมัครเลือกตั้งนายกเทศมนตรีเมืองโพธาราม ทวี ไกรคุปต์ ก็ส่ง วารี จันเกษม หัวคะแนนปารีณา ลงชิงชัย ด้วยฐานคะแนนเสียงที่แข็งแกร่งของทวี วารีได้รับเลือกตั้งเป็นนายกเล็กโพธาราม ปี 2555 สวัสดิ์ล้างแค้นทวีสำเร็จ กลับมาชนะเลือกตั้งได้เป็นนายกเทศมนตรีเมืองโพธาราม มาจนถึงปัจจุบัน

           คนโพธารามกำลังเฝ้ามองว่าจะมีนักการเมืองคนใดล้มตระกูลไกรคุปต์ได้ เหมือนปี 2544