“งูเห่า”ส่งผลรบ.อายุสั้น หรือว่า..แค่”ชิลๆ”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/373680?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

 “งูเห่า”ส่งผลรบ.อายุสั้น หรือว่า..แค่”ชิลๆ”

30 พฤษภาคม 2562 – 10:05 น.
พรรคประชาธิปัตย์,งูเห่า,อนุทิน ชาญวีรกูล,พรรคภูมิใจไทย,พรรคชาติไทยพัฒนา
เปิดอ่าน 5,190 ครั้ง

คอลัมน์…   กระดานความคิด  โดย…   ร่มเย็น 

สถานการณ์การเมืองยังต้องจับตาชนิดไม่กะพริบ เพราะพร้อมที่จะพลิกผันได้ตลอดเวลา

เมื่อวานซืนที่ประชุมร่วมกรรมการบริหารและส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์ วงแตก เลื่อนการลงมติออกไปก่อนว่าจะร่วมรัฐบาลกับพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่

ว่ากันว่า..มีสาเหตุมาจากหลายเรื่องด้วยกัน ทั้งเรื่องที่พรรคประชาธิปัตย์เสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญแต่ไม่ได้รับการตอบสนองจากพรรคพลังประชารัฐ  พิโธ่…ก็รู้อยู่แล้วว่าเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นของ “ต้องห้าม” ก็ยังอุตส่าห์ไปเสนอ
เรื่องที่ “เทพไท เสนพงศ์ ” ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ออกมาแฉว่า “บิ๊กตู่” เข้ามาล้วงลูกเกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาล แต่พรรคพลังประชารัฐ ออกมายืนยันที่ผ่านมา “บิ๊กตู่” ไม่เคยเข้ามายุ่ง

รวมทั้งเรื่องของเก้าอี้ รมว.เกษตรฯ ที่ยังตกลงกันไม่ได้ระหว่างพรรคพลังประชารัฐกับพรรคประชาธิปัตย์
ขณะที่พรรคชาติไทยพัฒนา ก็ออกมาขู่ไม่ร่วมรัฐบาล เหตุเพราะข้อเสนอที่ทางพรรคเสนอไปไม่ได้รับการตอบสนองจากพรรคพลังประชารัฐ
ส่วนเสี่ยหนู “อนุทิน ชาญวีรกูล” ที่ตอบรับการเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐไปแล้ว  ก็ออกมาประกาศหากพรรคพลังประชารัฐจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย พรรคภูมิใจไทยก็พร้อมถอย ไม่ร่วมด้วย
“คับขัน” ขนาดนี้ พรรคพลังประชารัฐ ก็ยังมั่นใจว่าการจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ล่าช้า ยังอยู่ในกรอบเวลา โดยมองว่าการต่อรองทางการเมืองเป็นเรื่องปกติ ไม่มีปัญหาภายในพรรค ถ้าคุยกันเรียบร้อยก็จัดตั้งรัฐบาลได้

คราวนี้หันมามอง…เกี่ยวกับการเลือกประธานสภาผู้แทนฯ และรองประธานสภาผู้แทนฯ เมื่อวันเสาร์-อาทิตย์ ทีี่ผ่านมา ที่เกิด “งูเห่า” เยอะแยะไปหมด โดยเฉพาะที่เกิดขึ้นจากฝั่งขั้วพรรคพลังประชารัฐ ทั้งการเลือกประธานและรองประธานสภา ทำให้มีการมองว่าหากพรรคพลังประชารัฐสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ  รัฐบาลจะไปรอดหรือไม่

“อย่าไปมองเป็นความวุ่นวาย มันมีเรื่องของการผิดเกม แทงข้างหลัง  เพราะเป็นการโหวตลับ  ไม่รู้ว่าใครลงคะแนนให้ใคร  แต่ก็เป็นเรื่องปกติทางการเมือง ซึ่งก็ต้องมีกันบ้าง ก็ต้องตามแก้กันไปเป็นเปลาะๆ ใช้วิปคุมกันไป เมื่อก่อนเวลาลงคะแนน ถึงขนาดวางตัวประกบคนที่ไม่น่าไว้ใจ ชะโงกดูตอนลงคะแนนกันเลย”  รศ.สุขุม นวลสกุล อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์  มหาวิทยาลัยรามคำแหง เริ่มเปิดมุมมอง และว่า…. แต่ก็ต้องยอมรับว่าพรรคประชาธิปัตย์เดินเกมเก่ง  ทำให้พรรคพลังประชารัฐไม่มีทางเลือกต้องยกเก้าอี้ประธานสภาให้พรรคประชาธิปัตย์
แต่ในส่วนของพรคประชาธิปัตย์เอง ก็ไม่มีทางเลือก ต้องเลือกระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคพลังประชารัฐ ไม่มีหรอกฝ่ายค้านอิสระ ก็เป็นการแลกเกมกันไป.. เพราะถ้าพรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐ ก็ต้องผิดคำพูดที่ว่าจะไม่สืบทอดอำนาจให้ใคร ดังนั้น..คุณ” (พลังประชารัฐ) ต้องยอมยกเก้าอี้ประธานสภาให้ผม (ประชาธิปัตย์) ไม่เช่นนั้นพลังประชารัฐ จะต้องเสียเก้าอี้ให้ “เพื่อไทย” ไป  ส่วน “ประชาธิปัตย์” เอง ก็ตกที่นั่งลำบาก อาจต้อง “กลืนคำพูดของตัวเอง”

ส่วนการที่เกิด “งูเห่า” ในการโหวตประธานสภาและรองประธานสภาซึ่งเกิดขึ้นกับ “ขั้วพลังประชารัฐ” ด้วยนั้น อย่ามองว่าเมื่อถึงตอนตั้งรัฐบาลแล้วรัฐบาลจะไปไม่รอด เพราะว่านักการเมืองมีความพลิ้ว ก็จะกระเสือกกระสน ถูลู่ถูกังไปจนได้
อาจารย์สุขุม บอกว่า ดูตัวอย่างได้จากการเลือกประธานสภา  ที่ต้องโหวตในญัตติว่าจะ “เลื่อน-ไม่เลื่อน” เลือกประธานผู้แทนฯ ออกไป ตามที่นายวีระกร คำประกอบ ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ เสนอญัตติให้เลื่อนการโหวตเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรออกไปก่อน เนื่องจากทางขั้วพรรคพลังประชารัฐยังไม่พร้อม  แต่ขั้วเพื่อไทยค้านไม่ให้เลื่อน โดยยืนยันให้พิจารณาตามระเบียบวาระ พอขั้วพรรคพลังประชารัฐแพ้โหวต ทีี่ประชุมไม่ให้เลื่อน ก็คงมีคนคิดว่าขั้วพรรคพลังประชารัฐแย่แน่ ต้องเสียเก้าอี้ประธานสภาผู้แทนราษฎรให้ขั้วเพื่อไทย  แต่สุดท้ายขั้วพรรรคพลังประชารัฐก็แก้เกมจนได้ โดยทางพรรคพลังประชารัฐเสนอชื่อนายชวน หลีกภัย  เข้าแข่งกับนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ จากพรรคเพื่อไทย  และชนะโหวต ไม่ต้องเสียเก้าอี้ประธานสภาผู้แทนราษฎรให้ขั้วเพื่อไทยไป
“เรื่องเกมในสภาทางพรรคการเมืองจะไปวางมาตรการหรือเป็นสูตรสำเร็จกับส.ส.ของพรรคว่า  ต้องทำอย่างนี้อย่างนั้นเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเดิมขึ้นอีก คงไม่ได้ผลร้อยเปอร์เซ็นต์  เพราะถึงแม้วางมาตรการกับส.ส.ของพรรคไว้ ว่าต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ แต่พอถึงสถานการณ์จริงฝั่งตรงข้ามก็แก้เกมที่วางไว้อีก  มาตรการหรือสูตรของพรรคที่วางไว้ก็แค่เขียนไว้ในเศษกระดาษ  ดังนั้นจึงต้องแก้เกมกันหน้างานเป็นครั้งๆ ไป  ก็ต้องใช้วิปคุมเกม แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้ากันไปและอย่าไปคิดว่าหากพลังประชารัฐตั้งรัฐบาลได้จะเป็นรัฐบาลอายุสั้น เพราะยังมีคำว่า “แก้เกม-พลิ้ว” ซึ่งเป็นธรรมชาติของนักการเมือง อีกทั้งยังมี ส.ว.คอยค้ำจุนและยังมีกองเชียร์ “บิ๊กตู่” คอยหนุนอีก ซึ่งคะแนนที่โหวตให้พรรคพลังประชารัฐในการเลือกตั้งที่ผ่านมา มีมากถึงกว่า 8 ล้านเสียง เป็นการเชียร์ตรง พล.อ.ประยุทธ์ เลย และยังมีที่เชียร์อ้อมอีก”

ปรมาจารย์ทางการเมือง ว่าไว้อย่างนี้ก็ต้องเงี่ยหูฟัง

อย่าติดหล่มนานเกินไป

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/373686?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อย่าติดหล่มนานเกินไป

30 พฤษภาคม 2562 – 09:48 น.
พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,ตั้งรัฐบาล
เปิดอ่าน 2,557 ครั้ง

บทบรรณาธิการ นสพ.คมชัดลึก ฉบับวัน

สถานการณ์การเมืองยังฝุ่นตลบพลิกไปพลิกมาและการจัดตั้งรัฐบาลยังไม่สามารถหาข้อยุติได้เนื่องจากเกมการต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรีและพรรคขนาดกลางยังไม่มีข้อสรุปเข้าร่วมเพราะภายในพรรคเสียงยังแตกกันอยู่ไม่เป็นเอกฉันท์ ประกอบกับท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่จะขอตรวจสอบคัดกรองรายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ของพรรคผสมโดยรอให้เสนอขึ้นมานั้นยิ่งสร้างแรงกระเพื่อมในเกมจัดตั้งรัฐบาลเพราะบางพรรคมองว่าเป็นการกดหัวไม่ให้เกียรติพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลและมองว่าเป็นการที่เข้าล้วงลูกในขณะที่เป็นแค่เพียงการเริ่มต้นยังไม่ทันทำงานร่วมกันด้วยซ้ำ และบางส่วนก็มองไปถึงข้างหน้าว่าถ้ายังไม่ปรับเปลี่ยนท่าทีและคิดว่าคนอื่นเป็นลูกน้องหรือผู้ใต้บังคับบัญชาน่าจะเป็นอุปสรรคในการทำงานบริหารร่วมกันแน่ ซึ่งทำให้สถานการณ์การเมืองยากลำบากและอ่อนไหวมากขึ้น

แกนนำพรรคพลังประชารัฐยืนยันว่าการเสนอรายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ให้ พล.อ.ประยุทธ์ พิจารณาในรายละเอียด เพราะพล.อ.ประยุทธ์ เป็นผู้นำในการสร้างผลงานของทุกพรรคการเมืองที่ได้หาเสียงกับประชาชนไว้และเชื่อว่าพรรคร่วมจะเข้าใจในการทำงานในรูปแบบที่มี พล.อ.ประยุทธ์ เป็นผู้นำ และยังมั่นใจว่าระยะเวลาที่เหลือก่อนเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่น่าจะตกลงกันได้ ขณะเดียวกันแกนนำพลังประชารัฐก็ได้ทิ้งไพ่ว่าถ้าประชาธิปัตย์ไม่เข้าร่วมก็จะยืนยันการเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยโดยเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ที่มีเสียงสนับสนุนจาก ส.ว. 250 เสียง พร้อมทั้งกดดันว่าหากมีความจำเป็นในการยุบสภาก็เป็นอำนาจการตัดสินใจของพล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งการยุบสภาเป็นทางเลือกหนึ่งและเป็นทางเลือกสุดท้าย อย่างไรก็ตามมองโอกาสแล้วยังเชื่อว่าไม่น่าไปถึงจุดนั้น น่าจะเดินหน้าไปได้

มุมมองจากซีกนักวิชาการชี้ว่าการเจรจาในการจัดตั้งรัฐบาลหนทางร่วมมือกันดูริบหรี่ลงเรื่อยๆ และถึงแม้จะจัดตั้งรัฐบาลผสมได้ก็จะเป็นรัฐบาลที่ขาดเสถียรภาพ เนื่องจากเสียงในสภาที่สนับสนุนอยู่ในสภาพปริ่มน้ำ อีกทั้งพรรคร่วมนับสิบพรรคจะยิ่งมีแรงเสียดทานในการต่อรองผลประโยชน์ไม่จบสิ้น สุดท้ายโอกาสอยู่ครบเทอมยากมาก อย่าว่าแต่อยู่ครบเทอมแค่บริหารได้สัก 2 ปีก็ถือว่าเก่งแล้ว ที่สำคัญห่วงว่าปัญหาหลักของประเทศและปัญหาเศรษฐกิจที่ภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวและสงครามการค้าสหรัฐและจีนที่กำลังรอให้รัฐบาลใหม่เข้ามาแก้ไขจะสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ก็ยังไม่สามารถคาดการณ์สิ่งใดได้ แต่แค่ตั้งไข่รัฐบาลผสมก็เห็นถึงเกมต่อรองผลประโยชน์และลีลางูเห่าในสภาที่ย้อนกลับสู่วังวนการเมืองแบบเดิมๆ จึงต้องระวังว่าจะมาฉุดรั้งความเชื่อมั่นศรัทธาของประชาชน

กระแสข่าวลือข่าวปล่อยยังมีออกมาตลอดจากทุกฝ่ายที่หวังประโยชน์ให้เกิดแก่ฝ่ายตนเองท่ามกลางการจัดตั้งรัฐบาลที่ยังไม่ชัดว่า “จะไปต่อได้หรือไปต่อไม่ได้” มีการปล่อยข่าว “รถถังจะออกจากกรม” ถ้าเดินหน้าต่อไปไม่ได้ ขณะเดียวกันก็มีข่าวว่าบางฝ่ายก็ตระเตรียมไว้แล้วถ้ารถถังมาจริงมีหวังได้เจอพลังมวลชนแน่เพราะสถานการณ์ปัจจุบันไม่เหมือนเมื่อ 5 ปีก่อน จนดูเสมือนว่าตอนนี้เป็นช่วงอันตราย “ไปต่อได้-ไม่ได้” อีกทั้งยังส่งผลต่อภาพรวมและเศรษฐกิจรวมทั้งนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศแม้จะมีรัฐบาลคสช.อยู่ก็ตาม ดังนั้นสถานการณ์อึมครึมติดหล่มไม่ควรอยู่นานไปจนเกิดความสับสน ยิ่งข่าวไม่จริงท่วมท้นยิ่งซ้ำเติมโดยทุกฝ่ายต้องรับผิดชอบต่อบ้านเมืองเป็นหลักมากกว่าผลประโยชน์ฝ่ายตน ใช้กลไกขั้นตอนประชาธิปไตยเข้ามากำกับแก้ไขเพื่อให้ประเทศเดินหน้าโดยมุ่งประโยชน์ส่วนรวม

ประชาธิปัตย์ บนบ่า “จุรินทร์”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/373676?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ประชาธิปัตย์ บนบ่า “จุรินทร์”

30 พฤษภาคม 2562 – 09:40 น.
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ,พรรคประชาธิปัตย์,บัญญัติ บรรทัดฐาน,ชวน หลีกภัย,จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์
เปิดอ่าน 7,479 ครั้ง

คอลัมน์…  รักแผ่นดิน  โดย…  ฅนไท  ที่มา นสพ.กรุงเทพธุรกิจ 

ความแตกแยกในพรรคประชาธิปัตย์ มีความชัดเจนขึ้น หลังอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นำทัพพระแม่ธรณีบีบมวยผม พ่ายแพ้ศึกเลือกตั้งอย่างยับเยิน ตามมาด้วยศึกชิงหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คนที่ 8 แม้ว่า จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ คว้าชัย แต่เป็นหัวหน้าพรรคท่ามกลางความขัดแย้งอย่างรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งของประชาธิปัตย์

ประชาธิปัตย์เคยผ่านการขัดแย้งใหญ่ในเหตุการณ์ “10 มกรา” ความขัดแย้งใหญ่สุดในพรรคประชาธิปัตย์ ต่อการแย่งชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระหว่าง พิชัย รัตตกุล กับ เฉลิมพันธ์ ศรีวิกรม์ (พ่อตา ณัฐพล ทีปสุวรรณ ปาร์ตี้ลิสต์ หมายเลข 1 พรรคพลังประชารัฐ) เมื่อ วันที่ 10 มกราคม 2530 หรือ 32 ปีก่อน ที่จบด้วยความพ่ายแพ้ของนายเฉลิมพันธ์

ตามมาด้วยความขัดแย้งที่กลุ่ม 10 มกรา ของเฉลิมพันธ์ ศรีวิกรม์ และ วีระ มุสิกพงศ์ นำ ส.ส.37 คน โหวตสวนร่างพระราชบัญญัติ ลิขสิทธิ์และสิทธิบัตร ส่งผลให้ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ต้องยุบสภาในปี 2531 และ กลุ่ม 10 มกรา ได้แยกไปตั้งพรรคประชาชน

32 ปีให้หลัง เกิดความขัดแย้งภายในพรรคประชาธิปัตย์ ที่สั่งสมมาตั้งแต่ความขัดแย้งที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่ยอมเสนอชื่อ สุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นเลขาธิการพรรคต่อ เมื่อปี 2553 และได้สั่งสมความขัดแย้งจนถึงจุดวิกฤติ ในยุคที่ จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ มารับช่วงเป็นหัวหน้าพรรค

ประเด็น ร่วมหรือไม่ร่วมรัฐบาล เป็นเพียงปลายเหตุความขัดแย้งในพรรคประชาธิปัตย์ แต่ต้นเหตุมาจากฝั่งหนึ่ง มองว่าพรรคถูกยึดจากผู้กุมบังเหียนหลัก 3 คน คือ ชวน หลีกภัย บัญญัติ บรรทัดฐาน และอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ไม่ยอมให้ “คนอื่น” ก้าวขึ้นมาบริหารพรรค หากไม่ใช่ทายาททางการเมืองของ “ผู้มีบารมีในพรรค”

ขณะที่ “ผู้มีบารมีในพรรค” เชื่อว่า มี “ผู้มีบารมีนอกพรรค” เข้ามาแทรกแซงทั้งการเลือกหัวหน้าพรรคและการตัดสินใจร่วมหรือไม่ร่วมรัฐบาล “ผู้มีบารมีนอกพรรค”นี้ ถูกจับตาว่า เป็น “บิ๊ก”สีเขียว กับ “ส” จอมบงการนอกสภา

การเลื่อนตัดสินใจ ว่าจะเข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วมรัฐบาล จึงไม่ใช่สิ่งที่น่าแปลกใจ เพราะประชาธิปัตย์กำลังซื้อเวลา รักษา “ฝี”ที่ใกล้แตก อันเป็นปัญหาความขัดแย้งภายใน แต่เอาประเด็นเงื่อนไขการร่วมรัฐบาลกับพลังประชารัฐ เป็นเหตุแห่งการ “ซื้อเวลา” เพื่อแก้ปัญหาภายในของตัวเองเท่านั้น

ช่วยกันอุดหนุนผลไม้ไทยอร่อยที่สุดในโลก

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/373565?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ช่วยกันอุดหนุนผลไม้ไทยอร่อยที่สุดในโลก

30 พฤษภาคม 2562 – 00:00 น.
อ๊อด เทอร์โบ,อุดหนุน,ผลไม้ไทย
เปิดอ่าน 2,994 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

ณ เวลานี้ถึงฤดูผลไม้ไทยแล้ว ‘อ๊อด เทอร์โบ’ ขอเชิญชวนช่วยกันอุดหนุนผลไม้ไทย เพราะมีมากมายหลายอย่างจนเรียกได้ว่าครบทุกอย่าง และนอกจากรับประทานแล้วยังสามารถส่งเป็นของขวัญหรือของฝากได้อย่างดี

ผลไม้ไทยนั้นอร่อยที่สุดในโลก เป็นที่ยอมรับทั่วไป แต่ทุกปีจะมีปัญหาเรื่องผลิตผลล้นตลาดทำให้ราคาตกต่ำ ชาวสวนผลไม้ถูกกดราคาจนขาดทุนเดือดร้อน

รัฐบาลต้องแก้ปัญหานี้ในระยะยาวและมอบให้กระทรวงพาณิชย์ขยายตลาดส่งออกทั่วโลกอย่านิ่งเฉยให้ประเทศอื่นแซงหน้าเราเป็นอันขาด
อ๊อด เทอร์โบ


 ผลไม้ไทยอร่อยที่สุดในโลก
 เรียนคุณอ๊อด เทอร์โบ

ผมเป็นคนชอบกินผลไม้ทุกชนิด และเวลานี้มีผลไม้วางขายมากมายและอาจจะล้นตลาดจึงขอเชิญชวนอุดหนุนและขอให้กระทรวงพาณิชย์ช่วยกัน ซึ่งเห็นข่าวล่าสุดว่า ภารกิจในการส่งเสริมขยายตลาดผลไม้ไทยในต่างประเทศ โดยมุ่งเน้นตลาดญี่ปุ่น จีน ฮ่องกง และในอาเซียน โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศจะเป็นผู้ดำเนินกิจกรรมต่างๆ เพื่อกระจายสินค้าสู่ช่องทางการตลาดผ่านทางเว็บไซต์

ผลไม้ที่มุ่งเน้นในการขยายตลาดครั้งนี้คือ ทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง ก็ถือเป็นข่าวดีต่อเกษตรกรชาวสวนผลไม้ของไทย ก็จะมีช่องทางในการขายผลไม้ได้มากขึ้น อาจขายได้ราคาดีด้วย

ชาวสวนผลไม้หันมาให้ความสนใจปลูกทุเรียนกันมากขึ้น เพราะคิดว่าขายได้ราคาดี แต่เมื่อปลูกกันมากขึ้นทุเรียนออกมามากล้นตลาดจึงทำให้ราคาในตอนนี้ตกลงมามาก ชาวสวนทุเรียนขายทุเรียนได้ราคาไม่ดี กระทบต่อรายได้ที่วางแผนไว้ และชาวสวนทุเรียนที่เริ่มปลูกมา 2-3 ปี คาดว่าจะออกผลไม้ได้ในอีก 4-5 ปีข้างหน้า และคิดว่าคงจะมีปริมาณมากที่จะออกสู่ตลาด เพราะมีเกษตรกรที่หันมาปลูกทุเรียนเพิ่มมากขึ้นในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา โดยมิได้มีการควบคุมพื้นที่ในการปลูก

และปริมาณที่จะออกสู่ตลาดอาจจะส่งผลให้เกิดปัญหากับราคาของทุเรียนคือ ทุเรียนราคาตก และปัญหาของตลาดที่จะรองรับ ซึ่งเท่าที่กระทรวงพาณิชย์แถลงข่าวก็จะเป็นตลาดหลักในเอเชีย และมีอเมริกา

แค่นี้ยังไม่พอควรจะมองหาตลาดใหญ่ๆ เช่น ในแถบตะวันออกกลาง ในยุโรป (อาจยากเพราะต้องผ่านตลาดกลางของกลุ่มอียู) รัสเซีย ควรเจาะทุกกลุ่มตลาด ไปเจรจา ประสานงานเพื่อเปิดช่องทางจะที่เข้าไปจัดงานแสดงผลไม้ไทย เพื่อเปิดผลไม้ไทย ทว่าที่เห็นชาวตะวันออกกลางที่มาเที่ยวเมืองไทยชอบกินทุเรียน มังคุด มะม่วง และสับปะรดของไทยมาก

ก็เห็นชอบกินกันแบบปลอกเปลือกแล้วเป็นแพ็กวางขายที่แผงผลไม้ข้างโรงแรม

เราต้องหาตลาดให้มาก ขยายตลาดให้มากกว่าที่จะมีแค่ญี่ปุ่น จีน ฮ่องกง อย่ายึดตลาดเพียงแค่นี้หรือแค่ตลาดอเมริกา ถ้าประเทศพวกนี้เล่นงานเราในเรื่องผลไม้ เราจะเกิดปัญหา เกิดผลกระทบมาก จึงควรมีตลาดรองรับเยอะๆ หลากหลาย ตลาดอินเดียก็น่าลอง ถ้าไทยจะเป็นตลาดผลไม้โลกก็ต้องรุกทุกตลาด และต้องเพิ่มประเภทของผลไม้ไทยให้มากขึ้นด้วย

เราจะนิ่งนอนใจไม่ได้ จีน เวียดนาม มาเลเซีย ก็พยายามปลูกทุเรียนแข่งกับไทยอยู่ในขณะนี้

ผมเห็นนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ร่วมงานผลไม้ไทยอร่อยที่สุดในโลกแล้วปลื้มใจครับ มีพรีเซ็นเตอร์หรือนายแบบระดับนี้ขายดี 100% ครับ
ชัยยุทธ (เมืองตราด)


 เรื่องน่ารู้จากสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย
 อย่ากังวลเรื่องนอนไม่หลับ

1.การผ่อนคลาย สำคัญกว่าการพยายามนอนหลับ 2.การพักผ่อน กับการผ่อนคลายไม่เหมือนกัน เพราะการพักผ่อนบางอย่างไม่ใช่การผ่อนคลาย แต่อาจเพิ่มความคิด ความเครียด และ ความกดดันด้วยซ้ำ เช่น การพักผ่อนโดยการเล่นไลน์ หรือโซเชียลมีเดีย เช่น เฟซบุ๊ก หลายครั้ง เล่นไปเล่นมากลับเครียด หรือใจคอไม่สงบ เพราะเกิดดราม่าขึ้นในใจอย่างมากมาย

3.หลับ หรือไม่หลับไม่สำคัญ สิ่งสำคัญคือการผ่อนคลาย เมื่อผ่อนคลายทั้งร่างกายและจิตใจนอนหลับได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ตอนเช้าสามารถสดชื่นได้ 4.การนอนหลับ หรือไม่หลับเป็น เรื่องธรรมชาติ (บังคับไม่ได้) แต่การผ่อนคลาย ร่างกาย และจิตใจเป็นสิ่งที่เราเลือกได้และการผ่อนคลายเป็นสิ่งสำคัญต่อสุขภาพกาย และสุขภาพใจมากกว่า

5.สิ่งที่เป็นอุปสรรคในการนอน คือ “ความคาดหวัง” ที่จะหลับฝึกรู้ทันและวางมันลง คือเคล็ดลับของความสุขในยามค่ำคืน รวมทั้งเรื่องอื่นๆ ในชีวิตด้วย 6.การนอนไม่หลับไม่ใช่หายนะ การตื่นกลางดึกก็ไม่ใช่หายนะเช่นกัน การไม่ผ่อนคลายความกดดัน และการบังคับตัวเองให้หลับต่างหากที่เป็น เมื่อใจและกายผ่อนคลาย ตอนเช้าก็สดชื่นได้แม้ไม่ได้นอน

7.การนอนหลับไม่ใช่หนทางเดียวที่จะช่วยเยียวยาร่างกายตอนกลางคืน การผ่อนคลาย การปล่อยวางต่างหากที่ช่วย เมื่อไม่ตั้งใจจะหลับ การหลับที่เป็นธรรมชาติเกิดขึ้นเอง 8.เมื่อไม่กลัว “การนอนไม่หลับ” ชีวิตก็ง่ายขึ้นเยอะ นอนหลับหรือไม่หลับจึงไม่เป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้เครียด กังวลอีกต่อไป

9.สรุปปัญหา “การนอนไม่หลับ” ไม่ใช่ปัญหา แต่วิธี “การคิด” และ “การพยายามที่จะหลับให้ได้” ต่างหากที่เป็นปัญหา
สมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย


 ลูกจ้าง กทม. เดือดร้อน
 เรียนคุณอ๊อด เทอร์โบ (ผ่านไปยังผู้ว่าฯ กทม.)

พวกเราเป็นลูกจ้างชั่วคราวของ กทม. ในตำแหน่งคนเลี้ยงเด็ก มาคนละ 10 กว่าปี ยังไม่ได้บรรจุ เงินเดือนก็ไม่ขึ้นให้เรามา 4-5 ปีแล้ว เบิกอะไรก็ไม่ได้ พวกเราต้องกินต้องใช้ ต้องจ่ายค่าเช่าบ้าน ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเดินทาง ซึ่งได้ขึ้นราคาแล้ว ค่าเรียนของลูกที่เราเบิกไม่ได้

ไม่ทราบผู้ใหญ่ใช้เกณฑ์อะไรในการบรรจุตำแหน่งอื่นบรรจุกันทุกปี แต่ตำแหน่งนี้บรรจุทีละคน บอกงบไม่มี พวกเรากินเงินเดือน 8,690 บาท มีค่าครองชีพชั่วคราว 3,000 บาท เดือนหนึ่งได้ประมาณ 11,000 บาท หลังจากหักค่าประกันสังคมเดือนละ 650 บาท จะไปกู้ในระบบฐานเงินเดือนก็ต่ำ ต้องกู้นอกระบบร้อยละ 20-40 บาทมาให้ บอกให้พวกเราอยู่อย่างพอเพียงได้อย่างไร

ทุกอย่างขึ้นราคาหมด ข้าราชการบรรจุเงินเดือน 3-40,000 บาท ยังไม่พอใช้ทั้งๆ ที่มีค่าประจำตำแหน่ง แล้วพวกเราหละ ไม่มีค่าอะไรเลย พม่า แรงงานต่างด้าวยังเงินค่าแรงเยอะกว่าพวกเราอีก

ขอรบกวนคุณอ๊อด ช่วยเป็นสื่อกลางถึงท่านผู้ว่าฯ ช่วยพิจารณาและมองต่ำลงมาเห็นพวกเราด้วย
บุญส่ง (ดินแดง)


ดูกร…ท่านผู้มาใหม่”อย่าร้อนวิชา”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/373510?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ดูกร…ท่านผู้มาใหม่”อย่าร้อนวิชา”

29 พฤษภาคม 2562 – 12:25 น.
สส,ผู้แทนราษฎร
เปิดอ่าน 10,380 ครั้ง

คอลัมน์…  จี้จุดตายคลายจุดเป็น   โดย…เร้นกาย ไร้เงา

ปรากฏการณ์ทางกฎหมายที่ทำให้ผู้แทนราษฎรระบบบัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคสามารถแจ้งเกิดและดับสูญได้เสมอหากมีการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.บังเกิด เพราะตัวเลขขึ้นๆ ลงๆ ของ ส.ส.ทุกพรรคที่สามารถเดินเข้ารัฐสภาได้นั้น มันแปรผันได้และกระทบกับการวางจำนวน ส.ส.ของฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลได้ทุกเมื่อ

บางพรรคได้ประโยชน์ บางพรรคเสียประโยชน์จากการคำนวณแต้ม ที่มิสามารถคาดเดาได้หากต้องมีการหย่อนบัตร

หลายพรรคกลัวแล้วว่าหากต้องเลือกตั้งซ่อมในหนหน้า แกนนำหลายพรรคภาวนาว่าอย่ามีเลย เพราะบางกระแสที่เกิดขึ้นนั้นมันบอกแล้วว่า พรรคใดและผู้สมัคร ส.ส.คนไหนควรที่จะได้รับฉันทานุมัติจากเขตเลือกตั้งนั้นๆ

จำนวนผู้แทนฯ ที่แต่ละพรรคมีอยู่ บางพรรคมีสองระบบ บางพรรคมีระบบเดียว หากใบสารพัดสีผลิเมื่อใด ย่อมมิใช่สิ่งที่หลายพรรคเคยหวังแล้วในยามนี้

แต่สาระหลักของจำนวนผู้แทนฯ ในคราวนี้แม้จะมีผลในเรื่องเสถียรภาพการทำงานของรัฐบาลหรือฝ่ายค้านที่หนึ่งเสียงก็มีความหมายยิ่งสำหรับการเมืองวันนี้ แต่สิ่งที่น่าพินิจไปมากกว่านั้นคือการทำหน้าที่ผู้แทนปวงชนชาวไทย

คำปฏิญาณตนของ ส.ส.ทุกคนทุกพรรคนั้น ต้องปกป้องชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชน แต่วาระแรกของคนการเมืองเมื่อวันเสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมาก็พบแล้วว่า ส.ส.ที่ดีนั้น มีพฤติกรรมและทัศนคติเช่นใด

ภาพข่าวที่บังเกิดขึ้นในการลงมติเลือกประธานและรองประธานผู้แทนราษฎรคราวนี้ มันเริ่มด้วยความน้ำเน่าจากวิธีการเดิมๆ ที่ยังมิจางหายไปจากคนการเมืองบางคนทั้งรุ่นเก่าและหน้าใหม่ที่ยังจงใจป่วนการทำหน้าที่ เพียงเพื่อบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ แต่มิมองความเสียหายในภาพรวมที่เสียไป

แน่นอนว่าสังคมจดจำลีลาของคนการเมืองเหล่านี้ไว้แล้วตั้งแต่แรกพบ ดังนั้นโอกาสหน้าที่จะเข้ามาทำหน้าที่ในรัฐสภาคงจะตีบตัน เพราะมองลีลาก็รู้แล้วว่ามาทำหน้าที่ ส.ส.เพื่อสิ่งใด ขณะเดียวกันสังคมก็รู้แล้วว่าคนการเมืองที่ทำหน้าที่ได้ดีทั้งที่เป็น ส.ส.สมัยแรกและผู้แทนฯ หลายสมัยในคราวนี้ก็มีหลายคนที่สังคมพอจะอาศัยได้ว่ามาทำหน้าที่เพื่อราษฎรที่แท้จริงสมควรชมเชย

อย่าลืมว่าประวัติศาสตร์จารึกด้านบวกและลบไว้ทุกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงการประชุมรัฐสภา เพราะสังคมรับรู้การสาดน้ำลายและลีลาแปลกๆ ของสมาชิกรัฐสภาที่มีมากมาย

คนหน้าใหม่การเมืองหลายคนประกาศไว้ก่อนหย่อนบัตรว่าจะมารังสรรค์การเมืองใหม่และจะหยุดสิ่งไม่ดีในห้องประชุม แต่ความจริงครั้งนี้สังคมคงพบแล้วว่า ใครบางคนร้อนวิชาเพราะแสดงออกไปด้วยความอยากโด่งดังแบบชั่วลัดนิ้วมือ จนลืมคำปฏิญาณตนไปแล้ว

การร้อนวิชาในยุคออนไลน์นั้น เจ้าตัวคงรู้แล้วว่าสังคมให้ราคาคราวนี้อย่างไรบ้าง…ดังนั้นสติเป็นสิ่งจำเป็นยิ่งยวดยามที่จะต้องแสดงพฤติการณ์ต่างๆ ออกมา

ดังนั้นคนหน้าใหม่ที่มาทำงานการเมืองคราวนี้ ลีลาที่มิจำเป็นก็ไม่ควรนำมาใช้ เพราะมันเสียเวลาอันมีค่าของประเทศแบบไร้สาระ และยังเป็นการกระตุ้นอารมณ์ของอีกฝ่ายหนึ่งในห้องประชุมที่พร้อมจะตอกกลับในทุกขณะจิต และดีไม่ดีจะลามปามจนภาพลักษณ์ของฝ่ายนิติบัญญัติเสียหายไปมากกว่าที่เคยปรากฏ

ขอวิงวอน ส.ส.ทุกคนว่า เงินเดือนและสวัสดิการที่ได้รับนั้นคือภาษีของประชาชนที่ต้องจ่ายไป ดังนั้นการทำหน้าที่ผู้แทนราษฎรในครั้งนี้ควรดำเนินการสุดความสามารถ ด้วยจิตปรารถนาที่ดีต่อสังคม

ยามนี้มีกระแสข่าวงูเห่าและการจ่ายค่าหัว ส.ส. ให้กระทำหรืองดกระทำการบางอย่างออกมาตามหน้าสื่อเป็นระยะ อามิสสินจ้างอันมิควรได้นั้น หากความปรากฏชัดการลงโทษตามกฎหมายและการประณามจากสังคมจะเกิดขึ้นทันที

อนาคตของคนเหล่านี้จะดับพลันและหมดโอกาสในเวทีการเมืองไปอีกนาน…ดังนั้นการร้อนวิชากับเรื่องไร้สาระนั้น จากนี้ไปควรยุติได้แล้ว

อนค.โต้ “ไกลก้อง”ไม่ใช่หัวเรือใหญ่

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/373511?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อนค.โต้ “ไกลก้อง”ไม่ใช่หัวเรือใหญ่

29 พฤษภาคม 2562 – 12:20 น.
ไกลก้อง ไวทยากร,ไซเบอร์,พรรคอนาคตใหม่
เปิดอ่าน 4,103 ครั้ง

รายงาน…

จากการสอบถามข้อมูลไปยังแกนนำพรรคอนาคตใหม่ ได้รับการยืนยันว่า จริงๆ แล้ว ไกลก้อง ไวทยากร ไม่ใช่ผู้ที่ดูแลภาพรวมยุทธศาสตร์ด้านไซเบอร์ เพราะเขารับผิดชอบสนับสนุนด้านอุปกรณ์ไอที ส่วนทีมที่ดูแลความเคลื่อนไหวบนหน้าเพจ และการสร้างกิจกรรมต่างๆ มีทีมงานของพรรคคอยดำเนินการ เป็นทีมงานคนรุ่นใหม่ไฟแรง ผสานกับทีมสื่อของพรรค

ขณะที่ พันธ์ศักดิ์ อาภาขจร ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการสื่อสาร อธิบายปรากฏการณ์ของโซเชียลมีเดียที่เชื่อมโยงกับการเมืองไทยว่า ช่วงก่อนการเลือกตั้ง ระหว่างเลือกตั้ง หรือช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อทางการเมือง เช่น การจัดตั้งรัฐบาล การถูกห้ามปฏิบัติหน้าที่ของ ส.ส.บางคน มักเกิดปรากฏการณ์ที่น่าสนใจอยู่ 3 อย่างคือ

1.มีการเผยแพร่ข่าวการเมืองมากกว่าปกติ ทั้งจากพรรคการเมืองที่นิยมใช้สื่อสังคมออนไลน์เพื่อการติดต่อสื่อสาร และจากบุคคลที่สนับสนุนกลุ่มการเมืองใดกลุ่มการเมืองหนึ่ง

2.ความรู้สึกและอารมณ์บนสื่อสังคมออนไลน์ มักเกิดปฏิกิริยาห้องเสียงสะท้อน หรือ Echo chamber effect ซึ่งเกิดจากการนำข้อความในสื่อสังคมออนไลน์ไปเผยแพร่ซ้ำขยายความต่อในกลุ่มของตนเอง ปิดประตูการรับฟังความเห็นต่าง จนกระทั่งกลายเป็นความเชื่อฝังใจในกลุ่มจนยากที่จะหาเหตุผลใดๆ มาลบล้างความเชื่อนั้นได้ ปฏิกิริยาห้องเสียงสะท้อนบนสื่อสังคมออนไลน์สามารถนำไปสู่ความพึงพอใจต่อพรรคการเมืองในแบบแบ่งขั้วทางการเมืองและความเชื่ออย่างสุดโต่งทางการเมืองของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ไม่ยาก

3.การใช้อุปกรณ์ Gadget สำหรับต่อเชื่อมกับสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ทำให้ผู้เสพสื่อเกิดพฤติกรรมการเสพติดและนำไปสู่ปฏิกิริยาตอบสนองเชิงก้าวร้าวรุนแรง

ส่วนกรณีที่พรรคการเมืองที่นิยมชมชอบการใช้สื่อโซเชียลในการเผยแพร่ข่าวนั้น มีข้อสังเกตที่น่าสนใจ คือ
1.ข้อความที่ใช้สื่อสารเป็นข้อความสั้นๆ ที่หยิบมาไม่ครบถ้วน ทำให้ความจริงส่วนหนึ่งหายไป อาจสร้างความเข้าใจผิดแก่ผู้เสพสื่อ 2.มีการออกแบบวิธีเลือกข้อมูลข่าวสาร เพื่อให้ผู้ใช้สื่อได้ทราบเฉพาะบางสถานการณ์ เพื่อให้มีการโต้ตอบจากฝ่ายกองเชียร์ของตน หรือหวังผลในทางมวลชน ซึ่งอาจไม่ใช่ความจริงทั้งหมด และ 3.มีการนำสถานการณ์บางช่วงบางตอนที่เรียกร้องความสนใจได้ ไปเผยแพร่ต่อ ยิ่งเป็นการตอกย้ำความเชื่อภายในกลุ่มซึ่งมีความโน้มเอียงที่จะเชื่ออยู่ จนอาจนำไปสู่ปฏิกิริยาห้องสะท้อน จนกลายเป็นความเชื่อที่ฝังใจ หากผู้เสพสื่อไม่ได้กลั่นกรองข้อมูลด้วยวิจารณญาณที่มากพอ

นี่คืออันตรายที่ดูเหมือนจะยังไม่ค่อยมีใครตระหนักหรือรู้เท่าทัน !

“ตั๊น” ยิ้มร่า “พ่อใหญ่สุทัศน์” ยังยิ้มรอ?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/373500?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ตั๊น” ยิ้มร่า “พ่อใหญ่สุทัศน์” ยังยิ้มรอ?

29 พฤษภาคม 2562 – 10:55 น.
ตั๊น,ตั๊น-จิตภัสร์ กฤษดาก,พรรคประชาธิปัตย์,เลือกตั้งซ่อม สสเขต,สุทัศน์ เงินหมื่น,อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ,ดะนัย มะหิพันธ์,ตั๊น จิตภัสร์ กฤดากร,จิตภัสร์ กฤดากร,สสบัญชีรายชื่อ
เปิดอ่าน 8,072 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์คมชัดลึก 29 พ.ค.62

**********************

หลังขบวนขันหมากพลังประชารัฐ ออกไปจากพรรคประชาธิปัตย์ ก็มีข่าวสะพัดว่า อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” อดีตหัวหน้าพรรค ปชป. ได้ร่างหนังสือเตรียมที่จะลาออกจาก ส.ส.บัญชีรายชื่อ หากพรรคตัดสินใจร่วมกับพรรคพลังประชารัฐจัดตั้งรัฐบาลสนับสนุน “ลุงตู่” เป็นนายกรัฐมนตรี เพราะลั่นคำไปแล้วช่วงหาเสียงว่า “ไม่เอาลุงตู่”

ตกเย็นวันอังคาร 28 พฤษภาคม 2562 ปชป.เลื่อนประชุมออกอย่างไม่มีกำหนด เนื่องจากมีปัญหาภายในฝั่งพลังประชารัฐ เรื่องจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรี ยังไม่ลงตัว ทำให้ผู้ที่รอส้มหล่นเป็น “ผู้แทน” คนใหม่ ถ้า “เดอะมาร์ค” ลาออก ก็ต้องร้องเพลงรอต่อไป

เปิดตัว ส.ส.คนที่ 53

ในที่สุด พรรคประชาธิปัตย์ ก็ได้ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ เพิ่มมา 1 คน นั่นคือ ตั๊น” จิตภัสร์ กฤดากร ลำดับที่ 20 ซึ่งจะว่าไปแล้ว “ตั๊น” ควรได้เป็น ส.ส.ไปพร้อมคนอื่น บังเอิญ กกต.แจกใบส้มผู้สมัคร ส.ส.พรรคเพื่อไทย เลยเว้นไว้ 1 ที่นั่งสำหรับการประกาศรับรอง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ

ประจวบกับเมื่อมีการนับคะแนนใหม่ หลังการเลือกตั้งซ่อมเขต 8 เชียงใหม่ เป็นผลให้ พีระวิทย์ เรื่องลือดลภาค หัวหน้าพรรคไทรักธรรม ที่ได้คะแนนน้อยที่สุด ต้องพ้นจากการเป็น สส.บัญชีรายชื่อ ทำให้พรรคพลังประชารัฐ ได้เก้าอี้ ส.ส.ไปอีก 1 คนเช่นกัน

ตั๊น ส.ส. ลำดับที่ 53

เท่ากับว่า ในชั่วโมงนี้ พรรคประชาธิปัตย์ มี ส.ส.บัญชีรายชื่อ 20 คน ประกอบด้วย 1.อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 2.ชวน หลีกภัย 3.บัญญัติ บรรทัดฐาน 4.เทอดพงษ์ ไชยนันทน์ 5.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช 6.จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์

7.กรณ์ จาติกวณิช 8.จุติ ไกรฤกษ์ 9.องอาจ คล้ามไพบูลย์ 10.ศิริวรรณ ปราศจากศัตรู 11.อิสสระ สมชัย 12.อัศวิน วิภูศิริ 13.เกียรติ สิทธีอมร 14.กนก วงษ์ตระหง่าน 15.ศรีสมร รัศมีฤกษ์เศรษฐ์ 16.พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค 17.พนิต วิกิตเศรษฐ์ 18.อภิชัย เตชะอุบล 19.วีระชัย วีระเมธากุล 20.จิตภัสร์ กฤดากร

          ส่วนลำดับที่ 21 คือ สุทัศน์ เงินหมื่น นักการเมืองอาวุโส ที่คงต้องรอไปอีกสักพัก หากว่า มีคนลาออกจาก ส.ส.จริง ดั่งที่ได้ลั่นวาจาไว้

บ้าน “เงินหมื่น”

เมื่อ 18 พฤษภาคม ที่ผ่านมา “สุทัศน์ เงินหมื่น” ได้อัพสเตตัสผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า “วันนี้ทำบุญตักบาตรเช้า ที่หน้าบ้าน เนื่องในวันครบรอบวันเกิด 74 ปี ขอขอบคุณทุกคำอวยพรที่ได้มอบให้ผมในวันนี้ครับ”

“สุทัศน์” ในวัยหนุ่ม เป็นทนายหัวก้าวหน้า จึงลงสมัคร ส.ส.ครั้งแรก ในนามพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย และเป็น ส.ส.อุบลราชธานี ตั้งแต่ปี 2518 (สมัยโน้น อ.อำนาจเจริญยังขึ้นต่อ จ.อุบลฯ) จากนั้นได้ย้ายมาสังกัดพรรคประชาธิปัตย์

สุทัศน์ เงินหมื่น ทำบุญวันเกิด

          เมื่อมาอยู่พรรค ปชป. อนาคตการเมืองก็รุ่งโรจน์ ในฐานะแม่ทัพอีสาน “พ่อใหญ่สุทัศน์” เคยดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีในหลายกระทรวง

การเลือกตั้งหัวหน้าพรรค ปชป.ครั้งล่าสุด พ่อใหญ่สุทัศน์จับมือ “อิสสระ สมชัย” สนับสนุนพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เป็นหัวหน้าพรรค ส่วน “วิฑูรย์ นามบุตร” หนุนจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์

เมื่อ “อู๊ดด้า” เป็นหัวหน้าพรรค จึงตั้ง “ไชยยศ จิรเมธากร” เสี่ยใหญ่ อ.บ้านดุง จ.อุดรธานี ขึ้นมาเป็นแม่ทัพอีสาน

          ว่ากันว่า เหตุผลที่สองพ่อใหญ่ เลือกพีระพันธุ์ เพราะเห็นแก่ความสงบของชาติบ้านเมือง

ช่วงเลือกตั้ง สุทัศน์เดินหาเสียงทั่วอีสาน

อำนาจที่เปลี่ยนไป

เลือกตั้งในอำนาจเจริญครั้งที่ผ่านมา พ่อใหญ่สุทัศน์ เจอศึกหนักไม่แพ้ปี 2548 ในเขตเลือกตั้งที่ 2 ประกอบด้วย อ.ลืออำนาจ, อ.พนา, อ.ปทุมราชวงศา ,อ.ชานุมาน และ อ.เสนางคนิคม

จะว่าไปแล้ว เขต 2 เป็นฐานเสียงหลักของสุทัศน์มาตั้งแต่ปี 2518 แต่ในการเลือกตั้ง 2550 และ 2554 พ่อใหญ่สุทัศน์ลงสมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ และส่งลูกชายชื่อ “อภิวัฒน์ เงินหมื่น” ลงสนามเขต 2 สู้ทั้งกระแสทักษิณ กระแสยิ่งลักษณ์ แต่ก็เอาตัวรอดมาได้

อภิวัฒน์ เงินหมื่น

เลือกตั้ง 2562 พ่อใหญ่สุทัศน์เจอโจทย์เก่าคือ พรรคเพื่อไทยส่งคนหน้าใหม่ “ดะนัย มะหิพันธ์” อดีตรองเลขาธิการ สกสค. ซึ่งเป็นคนบ้านเดียวกันกับพ่อใหญ่สุทัศน์

ดะนัย มะหิพันธ์ ส.ส.อำนาจเจริญ เพื่อไทย

ขณะเดียวกัน “กลุ่มทุนท้องถิ่น” กระโจนออกมาหนุน ญาณีนาถ เข็มนาค อดีต ส.ว.อำนาจเจริญ แถมทุนสีเขียวส่ง จันทร์เพ็ญ เจริญรัตน์ มาลงสนามอีกคน

          เที่ยวนี้กระแสพายุลมแรงจัด เกินกำลังพ่อใหญ่สุทัศน์ที่จะอุ้มลูกชายเข้าสภาได้

เจาะทีมไซเบอร์อนาคตใหม่…ความสำเร็จที่ “ล็อกผลได้” ของธนาธร

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/373514?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เจาะทีมไซเบอร์อนาคตใหม่…ความสำเร็จที่ “ล็อกผลได้” ของธนาธร

29 พฤษภาคม 2562 – 10:35 น.
ทีมไซเบอร์,พรรคอนาคตใหม่,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
เปิดอ่าน 72,782 ครั้ง

โดย…  ภคนันท์ มุมาน / อนุรักษ์ เพ็ญสวัสดิ์ 

หลายคนคงเคยสงสัยเหมือนๆ กันว่า พรรคอนาคตใหม่มีดีอะไร ทำไมถึงได้ ส.ส.เข้าสภาเกือบ 100 คน ทั้งๆ ที่มีแต่ผู้สมัครหน้าใหม่ โนเนม และทำไมเวลามีความเคลื่อนไหวใหญ่ๆ ที่กระทบต่อพรรคจึงมีผู้คนในโลกออนไลน์ให้ความสนใจมากเป็นพิเศษ ทั้งแฮชแท็กยอดนิยม และยอดไลค์ ยอดแชร์พุ่งกระฉูด

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มาจากการบริหารจัดการอย่างมืออาชีพโดยทีมงานด้านไซเบอร์ทีมใหญ่ที่รวมสุดยอดระดับ “จอมยุทธ์” ในวงการมาทำงานร่วมกันเป็นเครือข่าย “อนาคตใหม่” และส่งรับข้อมูลกันจนสามารถสร้าง “ชุดความคิด” ให้คนจำนวนมากได้

หัวหอกที่จัดการงานด้านไซเบอร์ให้พรรคคือ ไกลก้อง ไวทยากร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อของพรรค ประวัติของเขามีความเชี่ยวชาญอย่างสูงด้านการจัดทำข้อมูล บิ๊กดาต้า และสื่อออนไลน์

การทำงานต้องบอกว่าขับเคลื่อนไปอย่างมียุทธศาสตร์ สร้างกิจกรรมการมีส่วนร่วมทางไซเบอร์ตลอดเวลา แม้แต่การให้ช่วยตั้งชื่อพรรค คิดชื่อพรรค คิดนโยบาย ยังกลายเป็นแฮชแท็กยอดนิยมทุกครั้ง

ช่วงพรรคเริ่มตั้งไข่และยังไม่มีใครให้ความสนใจพรรคใหม่พรรคนี้ แกนนำพรรคและทีมไซเบอร์ได้จัดสัมมนาในลักษณะแข่งขันให้ผู้ที่มีความสามารถด้านไอที ระดมความคิด ไอเดีย และร่วมมือกันแก้โจทย์ที่ทางพรรคอนาคตใหม่ตั้งขึ้น ด้านหนึ่งทำให้พรรคสร้างการมีส่วนร่วมจากผู้คนผ่านโลกออนไลน์ได้อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ตามรั้วมหาวิทยาลัยและคนวัยทำงาน ทั้งยังมีโอกาสคัดเลือกบุคคลที่มีความสามารถเข้ารวมทีมไซเบอร์ของพรรคได้ด้วย

การขับเคลื่อนงานด้านไอทีของพรรคไม่ได้ทำอย่างกะโหลกกะลา แค่จ้างบริษัททำเว็บเปิดเว็บแล้วใส่ข้อมูลลงไปเหมือนพรรคการเมืองอื่น แต่อนาคตใหม่จับมือกับบริษัทเอกชนที่มีความสามารถในการจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ หรือ บิ๊กดาต้า มีการตั้งทีมงานรวบรวมข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้งานเว็บไซต์ที่นำเสนอข่าวเกี่ยวกับการเมือง เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในการออกแบบนโยบายและแนวทางการหาเสียงให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่นและคนทำงาน

บริษัทใหญ่ด้านไอทีแห่งนี้ยังเคยทำธุรกิจเกี่ยวกับการจัดการและวิเคราะห์ข้อมูลออนไลน์ (คล้ายๆ กับที่ “อาลีบาบา” มีกระบวนการวิเคราะห์ข้อมูลความสนใจและการจับจ่ายซื้อสินค้าของผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ต ซึ่งภายหลังต่อยอดพัฒนาเป็นการใช้ AI หรือปัญญาประดิษฐ์ เพื่อกุมข้อมูลและรสนิยมของผู้คน จะได้เสนอขายสินค้าได้ตรงกลุ่มเป้าหมาย) และยังเคยจัดทำฐานข้อมูลให้แก่ภาครัฐ ทำให้มีข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนจำนวนมาก เช่น ไอพี แอดเดรส / เบราเซอร์ที่ใช้ / ระบบปฏิบัติการที่ใช้ / ทำให้บริษัทแห่งนี้มีฐานข้อมูลประชาชนที่ใช้งานอินเทอร์เน็ตอยู่แล้วเป็นจำนวนมาก เมื่อมาจับมือกับพรรคอนาคตใหม่ และนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ จึงทำให้สามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลเหล่านั้นในทางการเมืองได้ไร้ขีดจำกัด

ในขณะเดียวกันก็สามารถหยิบปรากฏการณ์ที่กำลังเป็นกระแสมาเชื่อมโยงกับความเคลื่อนไหวทางการเมืองของพรรค หรือเป็นชื่อกิจกรรมได้อย่างโดนใจ ทำให้พรรคการเมืองนี้ใกล้ชิดคนกลุ่มใหญ่ที่ใช้เวลากับอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียเกือบทั้งหมดในชีวิตประจำวัน

เช่น การจัดกิจกรรม “อนาคตใหม่ไฟแรงเฟร่อ” ที่มาจากภาพยนตร์เรื่อง “เมย์ไหน ไฟแรงเฟร่อ” ที่ได้รับความนิยมในหมู่วัยรุ่น หรือการสร้าง “จุดร่วม” ของบรรดาแฟนคลับหรือสาวกว่า “ฟ้ารักพ่อ” ซึ่งหยิบมาจากละครโทรทัศน์ยอดนิยมเรื่อง “ดอกส้มสีทอง”

คำกล่าวที่ว่า “ผู้ใดครองสื่อและข้อมูลข่าวสาร ผู้นั้นครองโลก” คือวลีที่สามารถอธิบายความสำเร็จแบบ “ก้าวกระโดด” ของพรรคอนาคตใหม่และนายธนาธร

จากการตรวจสอบเชิงลึกยังพบว่านอกจากปฏิบัติการทางไซเบอร์เพื่อสร้างความนิยม ซึ่งไม่ใช่แค่พื้นๆ ในรูปแบบปั่นไลค์ปั่นแชร์เท่านั้น แต่เป็นการนำข้อมูล ความคิด และรสนิยมของประชาชนมาสร้างนโยบายและกำหนดทิศทางทางการเมืองแล้ว พรรคอนาคตใหม่และทีมไซเบอร์ยังสร้างเครือข่ายกับเว็บไซต์บางแห่งเพื่อขยายผลหรือตอกย้ำ “ชุดความคิด” ที่ตนสร้างขึ้น เพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือในระดับ “ปฏิเสธไม่ได้” จากผู้รับข้อมูลข่าวสาร

เว็บไซต์ที่เป็นเครือข่ายของอนาคตใหม่ก็เช่น เว็บไซต์เกี่ยวกับกฎหมายที่ประกาศตัวอยู่ฝ่ายตรงข้าม คสช. คอยตรวจสอบการใช้อำนาจและการตรากฎหมายในยุค คสช.อย่างเข้มข้น

นอกจากนั้้นยังมีเว็บไซต์ข่าวการเมืองที่คนรุ่นใหม่นิยมติดตาม มีการออกแบบหน้าเว็บที่ทันสมัย เน้นการนำเสนอข้อมูลโดยใช้ “อินโฟกราฟฟิก” เพื่อให้เข้าใจง่ายๆ ในระยะเวลาสั้นๆ

ขณะเดียวกันก็มีแอดมินเพจที่มีผู้ติดตามมากกว่า 3 แสนคน คอยสร้างประเด็นหรือส่งต่อข้อมูลที่เกี่ยวกับพรรคอนาคตใหม่และนายธนาธร รวมทั้งปั่นกระแสต่างๆ ในโลกออนไลน์ โดยแอดมินเพจรายนี้เป็นอดีตนักเรียนทุนมูลนิธิไทยคม ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับนายทักษิณ ชินวัตร

ทีมงานระดับพระกาฬยังมีทีมออกแบบกราฟฟิกที่ใช้ในสื่อออนไลน์และป้ายหาเสียง ทีมกราฟฟิกดีไซน์ เชี่ยวชาญการออกแบบโลโก้ ฟอนท์ตัวหนังสือ ภาพไดอะแกรม และอินโฟกราฟฟิก ทีมดีไซน์หน้าเว็บ ทีมงานที่ทำนิตยสารแนวสาระที่วัยรุ่นและคนรุ่นใหม่นิยมอ่าน ทีมโปรแกรมเมอร์และวิเคราะห์ข้อมูล รวมไปถึงทีมผู้เชี่ยวชาญการแสดงข้อมูลด้วยภาพ ซึ่งทำงานอยู่ในโซเชียลชื่อดังอย่างทวิตเตอร์

ทั้งยังมีบริษัทที่ทำงานด้านโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ไอที หรือเทคโนโลยีสารสนเทศอีกหลายแห่ง บางแห่งอยู่ในระดับยักษ์ใหญ่ในวงการ ซึ่งผู้บริหารและกรรมการบริษัทเหล่านี้บางคนได้กลายมาเป็นผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคอนาคตใหม่ด้วย หนำซ้ำบางรายยังทำธุรกิจเกี่ยวกับการลงทุนบิตคอยน์

กล่าวสำหรับการปั่นไลค์สร้างกระแส (หมายถึงกรณีทั่วๆ ไป ไม่ได้เจาะจงว่าพรรคอนาคตใหม่ทำ) มีผล 2 อย่าง คือ “ผลลวง” ให้ดูเหมือนมีผู้สนับสนุนจำนวนมาก มีคนสนใจมาก เรียกว่าการสร้างภาพลวงหรือภาพลักษณ์ดีเกินจริงในโลกออนไลน์ แต่ต้องไม่ลืมว่าผลลวงลักษณะนี้มีโอกาสสร้างกระแสจริงๆ ได้ด้วย ถ้าผู้รับสารกลายเป็นสาวกของ “นักปั่น” ไปแล้วจริงๆ ท่ามกลางสถานการณ์เลือกข้างและสร้างความเกลียดชังอย่างที่เป็นอยู่

เหมือนกับปรากฏการณ์ “อาหรับสปริง” ในตะวันออกกลางที่สร้างกระแสล้มรัฐบาล ลบล้างขนบดั้งเดิม หรือทำให้เกิดสงครามกลางเมืองได้เลยทีเดียว

แต่สำหรับรูปแบบการทำงานด้านไซเบอร์ของพรรคอนาคตใหม่ไปไกลกว่านั้นมาก ทำให้สามารถขีดเส้นทางความสำเร็จแบบข้ามคืนที่ “ล็อกผลล่วงหน้าได้” ของทั้งพรรคและตัวนายธนาธร

น่าคิดว่าการต่อสู้ของฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับเขาซึ่งยังใช้ขนบดั้งเดิมและเทคนิคกฎหมายลายลักษณ์อักษร กำลังทำให้เกิดการปะทะกันระหว่าง “ดิจิทัล” กับ “อนาล็อก” อีกครั้งในการเมืองไทย และใครจะเป็นฝ่ายชนะ

มาถึงจุดนี้ได้ไง…บุกทำร้ายไม่เว้นโรงหมอ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/373508?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

มาถึงจุดนี้ได้ไง…บุกทำร้ายไม่เว้นโรงหมอ

29 พฤษภาคม 2562 – 09:16 น.
มงคลกิตติ์,ล่าความจริง,โรงพยาบาล,หมอ,สืบพงษ์ ม่วงชู
เปิดอ่าน 3,575 ครั้ง

คอลัมน์… ล่าความจริง..พิกัดข่าว โดย… อนุรักษ์ เพ็ญสวัสวดิ์

ประเด็นทางสังคมที่ไม่ควรปล่อยผ่านหรือถูกกลบด้วยสถานการณ์ทางการเมือง ก็คือปัญหาการใช้ความรุนแรง ทะเลาะวิวาท หรือตามเช็กบิลกันในโรงพยาบาลของกลุ่มอันธพาล ทั้งวัยโจ๋และวัยดึก ซึ่งระยะหลังเกิดขึ้นบ่อยมาก ทั้งโรงพยาบาลตามต่างจังหวัด หรือแม้แต่ในกรุงเทพฯ ก็ไม่เว้น

หลังเกิดเรื่องร้าย 2 เหตุการณ์ในคืนเดียวกันที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเลิงนกทา จ.ยโสธร และโรงพยาบาลเหล่าเสือโก้ก จ.อุบลราชธานี ทำให้กระทรวงสาธารณสุขออกมาตรการป้องกัน หรือจะเรียกว่า “ล้อมคอก” ก็ไม่ผิด จำนวน 7 ข้อ 7 มาตรการ ซึ่งแต่ละมาตรการต้องใช้เวลาและงบประมาณ จึงไม่ใช่ว่าจะสามารถแก้ปัญหาได้อย่างทันท่วงที

“ล่าความจริง” ส่งทีมข่าวไปพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ภายในโรงพยาบาลที่อยู่ในต่างจังหวัด พวกเขาบอกเล่าถึงความรู้สึกหวาดผวาในแต่ละวัน เพราะต้องทำงานบนความเสี่ยง ไม่รู้จะถููกอันธพาลบุกเมื่อไร โดยเฉพาะคนทำงานในหน้าที่ รปภ. เวรเปล และห้องฉุกเฉิน ซึ่งเป็นเสมือนด่านหน้าของสถานพยาบาล

พฤติกรรมย่ามใจก่อเหตุได้ไม่เว้นในโรงหมอนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ถือเป็นประเด็นที่น่าสนใจค้นหา

“ล่าความจริง” ส่งทีมข่าวไปพูดคุยกับมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ หัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ ส.ส.เพียงหนึ่งเดียวของพรรคที่ได้โอกาสเดินเข้าสภา หลังจากเขาแสดงตัวว่ามีความช่ำชองในแวดวงนักเลง จากวลีที่ว่า “พี่ไม่ใช่คนติ๋มนะ” และ “พี่เปิดเองทั้งหมด”

มงคลกิตติ์ บอกว่า กลุ่มที่ยกพวกตีกันในโรงพยาบาลนั้นเป็นพวกจริยธรรมและคุณธรรมบกพร่อง เพราะในภาวะศึกสงครามยังมีกฎยกเว้นสถานพยาบาล และไม่มีการแย่งศพข้าศึกกัน ฉะนั้นควรเรียกคนกลุ่มนี้เข้าไปฝึกเป็นกำลังพลสำรอง ระยะเวลา 3 เดือน โดยออกเป็นระเบียบบังคับเพิ่มเติม แล้วส่งไปลาดตระเวนตามแนวชายแดนที่มีกับระเบิดเยอะๆ เลย เชื่อว่าการใช้ไม้แข็งแบบนี้จะช่วยสร้างความเป็นระเบียบวินัยให้คนกลุ่มนี้ได้อย่างมาก

“ปัญหาเด็กตีกันเกิดขึ้นตั้งแต่ระดับมัธยม อาชีวะ หรือแม้แต่อายุอานามมากแล้วก็ยังมีปัญหาเกิดขึ้น สะท้อนว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างกระทรวงศึกษาธิการที่มีหน้าที่ดูแลเยาวชน กระทรวงมหาดไทยที่มีหน้าที่บำบัดทุกข์บำรุงสุข ไม่บูรณาการการทำงานร่วมกัน ฉะนั้นการแก้ปัญหาต้องใช้มิติใหม่ สร้างการเชื่อมต่อไปยังกระทรวงกลาโหม เพื่อขอให้มีการธำรงวินัยกับผู้ที่ใช้ความรุนแรง รวมถึงการเรียกเข้าไปรับการฝึกกำลังพลสำรองด้วย” หัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ กล่าว

มงคลกิตติ์ บอกด้วยว่า การที่ตนเคยให้สัมภาษณ์ถึงประสบการณ์เรื่องการชกต่อยทะเลาะวิวาทในอดีตนั้น เพราะเห็นว่าสังคมควรจะต้องพูดความจริงและยอมรับความจริงกับปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อที่จะได้นำไปสู่การแก้ไขได้เสียที

ด้านอาจารย์สืบพงษ์ ม่วงชู รองอธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน และอดีตรองอธิการบดีมหาวิทลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย ให้ข้อคิดที่น่าสนใจว่า สิ่งที่ทำให้วัยรุ่นก่อเหตุร้ายแรงโดยไม่เคารพสถานที่ มีหลายสาเหตุด้วยกัน ทั้งการอบรมดูแลของผู้ปกครอง โดยเฉพาะในยุคที่สภาพเศรษฐกิจฝืดเคือง ทำให้แข่งขันกันหาเลี้ยงชีพจนไม่มีเวลาอบรมลูกหลาน หากบ้านไหนมีฐานะดีก็จะจ้างพี่เลี้ยงเด็กมาคอยดูแล แต่ถ้าฐานะไม่ดีก็ต้องขึ้นกับสภาพแวดล้อมที่อยู่รอบๆ ตัวเด็ก รวมถึงการสั่งสอนของอาจารย์ในรั้วโรงเรียน

ในสมัยก่อนอาจารย์จะมีจิตวิญญาณในการเป็นผู้สอนวิชาให้ศิษย์เหมือนเป็นลูกหลานตัวเอง แต่ในยุคปัจจุบันหลายสิ่งเปลี่ยนแปลงไป และสิ่งที่เป็นปัจจัยที่ทำให้แนวคิดของอาจารย์เปลี่ยนก็มาจากสภาพเศรษฐกิจอีกเช่นกัน เนื่องจากอาจารย์ส่วนใหญ่เอาเวลาที่เคยทุ่มเทให้ลูกศิษย์ไป “ขายตรง” ซึ่งเป็นอาชีพเสริมที่เหล่าอาจารย์ทำได้ง่ายที่สุดแล้ว

“ผมมองว่าอาจารย์ในยุคนี้มีมากกว่าครึ่งหนึ่งที่เลือกอาชีพขายตรงมาเป็นอาชีพเสริม เพื่อแก้ปัญหาปากท้องของตัวเองและครอบครัว ฉะนั้นเมื่อเด็กได้รับการใส่ใจการให้ความรู้น้อยลง ก็ต้องปรึกษาเพื่อนมากขึ้น หากโชคดีเจอเพื่อนที่ดีก็จะเป็นผลดีแก่ตัวเด็ก แต่ถ้าเจอเพื่อนไม่ดีก็อาจจะทำให้เสียคนได้ เราจึงไม่ควรไปโทษที่ตัวเด็กอย่างเดียวเพราะสิ่งแวดล้อมเหล่านี้ถือเป็นตัวแปรสำคัญต่อเด็กเอง”

“ผมขอฝากไปยังรัฐบาลชุดใหม่ให้พัฒนาสวัสดิการครูและเงินเดือนของอาจารย์ด้วย เพราะเมื่ออาจารย์มีเงินรายได้ที่เพียงพอ มีสวัสดิการที่ดี ก็คงไม่ต้องไปขายตรง หากคุณภาพของครูดีขึ้น คุณภาพเด็กก็จะดีขึ้นแน่นอน” อาจารย์สืบพงษ์ กล่าว

ถือเป็นโจทย์ข้อยากอีกหนึ่งข้อของรัฐบาลชุดใหม่เพราะปัญหานี้ ม.44 ยังแก้ไม่ได้!

ฝนมาอย่าลืมแล้ง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/373506?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ฝนมาอย่าลืมแล้ง

29 พฤษภาคม 2562 – 09:12 น.
กรมอุตุนิยมวิทยา,ฝน,แล้ง
เปิดอ่าน 2,440 ครั้ง

บทบรรณาธิการ นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันพุธที่ 29 พฤษภาคม 2562

กรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศเริ่มต้นเข้าสู่ฤดูฝนเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2562 ที่ผ่านมา ตามด้วยการออกคำเตือนต่อมาในช่วงสุดสัปดาห์นี้ ที่จะมีฝนตกหนักในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ไล่ตั้งแต่ภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ตอนบน โดยสรุปก็คือ จะมีฝนฟ้าคะนองเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ในขณะที่สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ไม่ได้วิตกกังวลว่า ในปีนี้จะเกิดน้ำท่วมใหญ่เพราะปริมาณน้ำฝนจะน้อยกว่าเมื่อปี 2560-2561 หากแต่เรื่องที่น่าห่วงใยก็คือสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำหลายแห่งยังมีปริมาณน้อยกว่า 30% ของความจุเท่านั้น สทนช.จึงได้เน้นย้ำหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอันได้แก่ กรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยติดตามสถานการณ์น้ำฝนอย่างใกล้ชิด หากสุ่มเสี่ยงกับปริมาณน้ำต้นทุนในอนาคตก็ต้องประสานงานเพื่อขอความช่วยเหลือจากกรมฝนหลวง

สำหรับสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำของเขื่อนต่างๆ ในภาคเหนือ มีเขื่อนที่น้ำน้อยกว่า 30% ของความจุอ่าง ได้แก่ เขื่อนแม่กวง กับเขื่อนแควน้อย มีน้ำอยู่เพียง 21% ในภาคอีสาน เขื่อนลำปาวมีน้ำ 26% เขื่อนลำพระเพลิงมีน้ำในอ่าง 15% เขื่อนอุบลรัตน์ที่มีความจุอ่างถึง 2,431 ล้านลูกบาศก์เมตร กลับมีน้ำเหลืออยู่ 24% ถือเป็นวิกฤติของเขื่อนแห่งนี้มาเป็นปีที่ 3 ขณะที่เขื่อนห้วยหลวงมีน้ำเหลืออยู่ในอ่าง 21% ส่วนภาคกลาง มีถึง 3 เขื่อนที่ปริมาณน้ำในอ่างน้อยมากน้อยคือ เขื่อนป่าสักฯ เขื่อนกระเสียว และเขื่อนทับเสลา มีน้ำเหลืออยู่ในอ่างเพียง 13-22-24% ตามลำดับ ส่วนในภาคตะวันออก เขื่อนคลองสียัดมีน้ำอยู่ 20% เขื่อนขุนด่านปราการชลเหลือน้ำขอดก้นอ่างเท่าเขื่อนป่าสักฯ คือ 13% อย่างไรก็ตาม เขื่อนอื่นๆ ที่มีน้ำมากกว่า 30% แต่ก็ไม่ได้มากถึงระดับที่น่าพอใจ โดยภาพรวมแล้ว เขื่อนทั่วประเทศมีน้ำสำรองทั้งหมด 37,816 ล้านลูกบาศก์เมตร จากความจุอ่างรวมกัน 70,926 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็น 53% ของความจุอ่าง ซึ่งถือว่า สุ่มเสี่ยงที่จะประสบภัยแล้งในปี 2562/2563

ตามคาดการณ์สำหรับฤดูฝนปีนี้ ของสทนช.สรุปเอาไว้ว่า แนวโน้มฝนตกในภาพรวมจะมีปริมาณฝนไม่มากนัก และจะตกหนักเพียงบางจุด ปริมาณฝนมากเป็นช่วงๆ โดยตั้งแต่ช่วงปลายเดือนพฤษภาคมถึงกลางเดือนมิถุนายนจะตกหนักบริเวณภาคเหนือ ช่วงกลางเดือนกรกฎาคมถึงเดือนสิงหาคมจะมีฝนที่ภาคอีสานและภาคกลางเล็กน้อย ขณะที่แหล่งน้ำต่างๆ ยังสามารถรองรับน้ำฝนได้อีกมาก โดยปริมาณน้ำในปีนี้น้อยกว่าเมื่อปีที่แล้วถึง 5,000-6,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ส่วนพายุที่จะเข้าคาดการณ์ว่าจะมี 1-2 ลูกในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน จากข้อมูลของ สทนช.ที่ว่านี้ ก็น่าห่วงยิ่งว่า ฝนที่จะตกแบบกระจัดกระจายในทุกภาคจะไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ต้องการให้เติมน้ำในอ่างเก็บน้ำของเขื่อนขนาดใหญ่ที่ยังมีปริมาณกักเก็บไม่มาก ไม่ว่าจะเป็นเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนอุบลรัตน์ เขื่อนวชิราลงกรณ เขื่อนลำปาว ฯลฯ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำมีประสิทธิภาพสูงสุดไม่เป็นปัญหาในปีต่อๆ ไป

กระนั้นก็ตาม ในแต่ละภาคของประเทศ สภาพปัญหาการจัดการน้ำก็มีแตกต่างกันออกไป อย่างเช่น ภาคเหนือ ขาดแคลนน้ำบางพื้นที่ตามฤดูกาล หลายพื้นที่มีปัญหาอุทกภัย ภาคอีสาน ประสบปัญหาภัยแล้งซ้ำซาก เพราะสภาพพื้นที่ไม่อุ้มน้ำ และหน้าฝนก็จะเกิดอุทกภัยตามลุ่มน้ำต่างๆ ส่วนภาคกลาง พื้นที่เกษตรกรรมส่วนใหญ่อยู่ในเขตชลประทาน และต้องการใช้น้ำปริมาณมาก ซึ่งกรมชลประทานต้องประกาศห้ามทำนาปรังแทบทุกปี ขณะที่ภาคตะวันออกนอกจากขาดแคลนน้ำตามชุมชนริมทะเลแล้ว การก่อเกิดของนิคมอุตสาหกรรม และโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ก็ต้องการใช้น้ำปริมาณมหาศาล แต่ตามตัวเลขกักเก็บของเขื่อนต่างๆ 1,515 ล้านลูกบาศก์เมตร มีน้ำในอ่างรวมกันเพียง 29% หรือ 436 ล้านลูกบาศก์เมตร ดังนั้น ทุกฝ่ายจึงต้องบูรณาการแผนงานรับมือให้พร้อมมากที่สุด สำหรับสถานการณ์ขาดแคลนน้ำตั้งแต่หน้าฝนปีนี้ถึงหน้าแล้งปี 2563 อย่าให้เกิดโรคแทรกซ้อนในการตัดสินใจ นำไปสู่อาการตื่นตูม บริหารผิดพลาดเหมือนในอดีต ที่สำคัญคือ ต้องจัดการน้ำให้เป็นธรรมกับทุกกิจกรรม