ขอรัฐบาลให้ใช้กฎเหล็กจัดระเบียบราชการ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/373505?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ขอรัฐบาลให้ใช้กฎเหล็กจัดระเบียบราชการ

29 พฤษภาคม 2562 – 09:07 น.
สี จิ้น ผิง,อ๊อด เทอร์โบ,ข้าราชการ
เปิดอ่าน 7,983 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

‘ดับเครื่องชน’ มีจดหมายจากคุณ ‘ภิญโญ’ ราชครูเกี่ยวกับ ‘กฎเหล็ก 11 ประการ’ ที่ประธานาธิบดี ‘สี จิ้น ผิง’ ได้กำหนดไว้ให้ปฏิบัติตามโดยเคร่งครัด และรัฐบาลจีนได้ปราบปรามผู้ทุจริตคิดโกงโดยใช้กฎหมายลงโทษอย่างหนักถึงประหารชีวิต ยึดทรัพย์ จำคุก ปลดออกจากราชการ ฯลฯ

จึงขอให้รัฐบาลใหม่ของเราพิจารณาวางกฎเหล็กเช่นนี้บ้าง จะทำให้ทุกอย่างดีขึ้น
อ๊อด เทอร์โบ


 กฎเหล็ก 11 ประการของจีน
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ผมสนใจความเจริญของจีน ซึ่งเหลือเชื่อว่าพัฒนาได้รวดเร็วขนาดนี้ จนกลายเป็นมหาอำนาจโลกจากประเทศที่เคยถูกดูหมิ่นว่าคนป่วยแห่งเอเชีย โดนญี่ปุ่น โดนฝรั่งชาติตะวันตกรุกราน ฆ่าคนจีนตายหลายล้านคน

วันก่อนมีผู้ส่งไลน์แจ้งให้ทราบว่าที่จีนแข็งแรงขนาดนี้เพราะการเมืองมั่นคงเป็นรากฐานสำคัญให้ทุกอย่างเข็มแข็ง โดยเฉพาะภายใต้การนำของประธานาธิบดี ‘สี จิ้น ผิง’ ซึ่งเวลานี้เป็นผู้นำที่มีอำนาจมากสุดและจะมีไปอีกนาน

ประธานาธิบดี ‘สี จิ้น ผิง’ ได้นำเสนอข้อปฏิบัติ 11 ประการ และได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลาง เพื่อให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ นายทหารทุกระดับชั้น และภาคธุรกิจเอกชนของจีนได้ปฏิบัติอย่างเข้มข้น ดังนี้

1.ห้ามขึ้นป้าย ปูพรมแดง หรือมอบช่อดอกไม้แก่คนในรัฐบาล ข้าราชการ และนายทหารระดับสูง ไม่ว่าจะในโอกาสใด

2.ห้ามใช้จ่ายเงินหลวงอย่างฟุ่มเฟือย โดยเฉพาะในระหว่างไปตรวจราชการ ต้องไม่พักโรงแรมหรู 3.ห้ามจัดเลี้ยงด้วยอาหารราคาแพงหรือสั่งอาหารจนล้นโต๊ะแม้จะปฏิบัติจนเป็นธรรมเนียมก็ตาม 4.ห้ามมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในทุกงานเลี้ยง 5.ห้ามคนในรัฐบาล เจ้าหน้าที่ของกรมการเมือง ข้าราชการ และนายทหารระดับสูงใช้สัญญาณไซเรนเพื่อขอทางสะดวกแก่ตน

6.ให้เจ้าหน้าที่ ข้าราชการ และนายทหารระดับสูงทุกคน อบรมสั่งสอนภรรยาและลูกให้กระทำตนเป็นเยี่ยงอย่างในการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ห้ามรับสินบนทั้งหน้าบ้าน ในบ้าน และหลังบ้าน ด้วยเหตุแห่งหน้าที่ของตนเป็นอันขาด 7.ทุกคนที่กินเงินเดือนหลวงต้องใช้ชุดที่ราชการตัดให้ 8.ห้ามเจ้าหน้าที่ ข้าราชการ และนายทหารระดับสูง เดินทางไปต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต 9.ให้เวลาหาหลักฐานพิสูจน์ว่ารถหรูราคาแพงกับนาฬิกาแบรนด์ดังที่ใช้อยู่ได้มาจากไหน? เพราะเหตุใด? 10.บัญชีเงินฝากในต่างประเทศให้เอากลับมาฝากในประเทศ และ 11.บุตรหลานที่เรียนอยู่ต่างประเทศ ต้องกลับมาเรียนในประเทศให้หมด

กฎเหล็กข้อ 9, 10 และ 11 ให้ใช้กับผู้มีตำแหน่งระดับสูงของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีนอย่างเข้มข้น และแม้แต่นายสีจิ้น ผิง เองก็จะไม่มีอภิสิทธิ์หรือขอรับการยกเว้นในการปฏิบัติใดๆ

ทันทีที่คณะกรรมการกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลาง พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีน ประกาศใช้กฎเหล็กทั้ง 11 ข้อนี้แล้ว ประธานาธิบดี ‘สี จิ้น ผิง’ ก็สั่งให้บุตรีที่เรียนอยู่ในต่างประเทศเดินทางกลับมาศึกษาในประเทศทันที

นี่คือตัวอย่างของผู้นำที่แท้จริง ที่ต้องทำเป็นตัวอย่างแก่ผู้ใต้บังคับบัญชา และอยากจะถามว่าประเทศไทยของเราจะมีผู้นำอย่างนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรี หรือข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ทำเช่นนี้ได้หรือไม่

แล้วถ้าใช้กฎเหล็กแบบจีนจะเหลือข้าราชการดีๆ สักเท่าไหร่?
ภิญโญ (ราชครู)


 บัตรประชารัฐมีปัญหา
 คนจนไม่จริงเอาเปรียบ

นโยบายให้บัตรประชารัฐแก่คนไทยรายได้น้อย หรือเรียกว่า คนจนนั้น มีประเด็นก็คือคนที่ถือบัตรนี้บางคนไม่ได้จนจริง และบางครัวเรือนมีสมาชิกหลายคนก็ได้หลายใบ รัฐไม่ได้กำหนดบัตรต่อครัวเรือน ทำให้บางครัวเรือนส่วนใหญ่มีสมาชิกหลายคนก็ได้บัตรหลายใบ และเงินที่รัฐบาลให้ทุกเดือนเข้าบัตรไปซื้อของตามร้านชำต่างๆ ชาวบ้านทุกคนก็ต้องรีบใช้ให้หมด มิฉะนั้นจะเสียสิทธิ์

ทุกต้นเดือนชาวบ้านจะไปเข้าคิวซื้อของใช้ประจำวันตามร้านชำหมู่บ้าน ร้านชำใหญ่ๆ ในอำเภอ เพราะกลัวสินค้าจะหมด หรือเสียสิทธิ์ หลังๆ ของใช้ประจำวัน เช่น น้ำปลา น้ำตาล น้ำมัน ที่ใช้บัตรประชารัฐรูด เริ่มเยอะเต็มบ้าน ชาวบ้านใช้ไม่ทัน

ก็มีการเอาสินค้าที่ได้มาวางขายหน้าบ้านในราคาต่ำกว่าทุน ขอให้ได้เอาเงินมาใช้ ดีกว่าเก็บของไว้ล้นบ้าน ขายแลกเงินไปซื้อเหล้าดีกว่า

ต่อมาหลังๆ ชาวบ้านเริ่มไม่ทำงาน ไม่สนใจปลูกข้าว งานการไม่ต้องทำ รอต้นเดือนก็มีเงินเข้าบัตรไปรูดเอาสินค้า หนักกว่านั้นคือเอาบัตรไปรูดที่ร้านค้าแล้วไม่เอาสินค้า แต่ขอเงินสด เอาไปใช้จ่ายในสิ่งที่ไม่จำเป็น เช่น ซื้อเหล้า บุหรี่ เอาไปแต่งรถมอเตอร์ไซค์แว้น เติมเงินมือถือให้ลูกหลานเล่นเกม ส่วนร้านค้าจะคิดค่าธรรมเนียมรูดบัตรประชารัฐเท่าไหร่ ก็แล้วแต่จะตกลงกัน

ยิ่งไปกว่านั้นส่วนมากฝากบัตรประชารัฐไว้ที่ร้านชำ เอาเงินไปใช้ล่วงหน้าก่อน ต้นเดือนร้านชำก็มีหน้าที่รูดบัตรที่ฝากไว้ที่ร้านชำ บางหมู่บ้านบัตรประชารัฐแทบทั้งหมดไม่ได้อยู่ที่ชาวบ้านที่รัฐบอกว่าจน แต่บัตรกองไว้ที่ร้านชำรอรูดการ์ดต้นเดือน แต่เอาเงินไปใช้ก่อนล่วงหน้า

ขนาดเงินที่รัฐบาลคิดว่าจะช่วยเหลือคนจน เขากลับเอาไปรูดเอาเงินสด ไปใช้จ่ายในสิ่งที่ไม่จำเป็น แถมยังเป็นหนี้ขอเงินร้านชำก่อนรูดการ์ดทีหลัง เป็นหนี้ล่วงหน้ากับเงินที่ได้มาฟรีๆ อนาคตประเทศชาติจะเป็นอย่างไร? เมื่อไหร่ชาวบ้านจะเลี้ยงดูตนเอง ทำงาน ทำมาหากินเองได้ ไม่ใช่รอแต่เงินอุดหนุน ไม่งั้นก็อยู่ไม่ได้

เวลานี้เห็นแต่คนไม่ทำงาน งานการที่ทำก็ไม่มีประสิทธิภาพแข่งขันไม่ได้ รัฐบาลควรแก้ปัญหาให้ตรงจุด นำพาประเทศเดินไปข้างหน้า มากกว่าแจกเงินคนไม่ทำงาน แต่มีสิทธิ์พิเศษเพราะความจน ไม่ได้อะไร

คนถือบัตรคนจน อีกสิบปีก็ยังจนอยู่วันยังค่ำ พึ่งพาตัวเองยังไม่ได้ เมื่อไหร่จะเป็นคนทำงาน เมื่อไหร่คนจนเหล่านี้จะทำงานมีประสิทธิภาพ แล้วหลุดจากความจนได้ด้วยตนเอง เหมือนกับประเทศนี้ยังมองไม่เห็นอนาคต เมื่อรัฐบาลไม่สนใจพัฒนาคุณภาพคน คุณภาพงาน ทำเป็นแต่แจกเงินเพราะง่ายดี

พปชร.ต้องระวัง”งูเห่า”ใน”พรรคร่วม”มากกว่าพรรคตัวเอง!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/373350?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

พปชร.ต้องระวัง”งูเห่า”ใน”พรรคร่วม”มากกว่าพรรคตัวเอง!

28 พฤษภาคม 2562 – 12:20 น.
พรรคประชาธิปัตย์,พรรคภูมิใจไทย,พรรคพลังประชารัฐ,ชวน หลีกภัย,งูเห่า,พรรคเพื่อไทย,พรรคอนาคตใหม่,บิ๊กตู่,สุชาติ ตันเจริญ,สมพงษ์ อมรวิวัฒน์,ประธานสภา
เปิดอ่าน 4,117 ครั้ง

รายงาน…

การโหวตเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร และรองประธานสภา ถึงแม้ว่า จะเป็นไปตามเป้าที่ “พรรคพลังประชารัฐ” ได้ตกลงกับบรรดาพรรคร่วมไว้ก็ตาม

แต่ขั้นตอนระหว่างที่เดินหน้าโหวตนั้น ดันเกิดอาการสะดุดจากคนในกันเอง ด้วยเหตุผลต่อรองตำแหน่งรัฐมนตรี ที่บางกระทรวงถูกประเคนให้ “พรรคประชาธิปัตย์” และ “ภูมิใจไทย” แบบไม่ปรึกษากันก่อน

แต่สุดท้าย การจัดการภายในของ “พลังประชารัฐ” ก็ได้ข้อยุติ เมื่อมีคนบางคนถูกส่งมาเพื่อภารกิจพิเศษ ให้กำราบศึกในจนได้ข้อยุติ

ผลการโหวต นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร ชนะนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ จากพรรคเพื่อไทย ด้วยคะแนน 258 ต่อ 235

ขณะที่ การโหวตเลือกรองประธานสภา คนที่ 1 นายสุชาติ ตันเจริญ ส.ส.ฉะเชิงเทรา พรรคพลังประชารัฐ ชนะ น.ส.เยาวลักษณ์ วงษ์ประภารัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ด้วยคะแนน 248 ต่อ 246

ส่วนการโหวตรองประธานสภา คนที่ 2 นายศุภชัย โพธิ์สุ ส.ส.นครพนม พรรคภูมิใจไทย ชนะ นพ.ประสงค์ บูรณ์พงศ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย ด้วยคะแนนที่ทิ้งห่างมากกว่าการโหวตประธานและรองประธานสภา คนที่ 1 ด้วยคะแนน 256 ต่อ 239

หากดูจากการรวมเสียงของ “พลังประชารัฐ” และบรรดาพรรคร่วมก่อนหน้านี้มีรวม 253 เสียง ส่วนอีกฟากฝั่งที่นำโดย “พรรคเพื่อไทย” รวมเสียงได้ 245 เสียง

ดังนั้น หลายคนจึงปักใจเชื่อว่า การโหวตเลือกประมุขและรองประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ มี “งูเห่า” จากทั้งขั้ว “เพื่อไทย” และ “พลังประชารัฐ” เรียกว่าเสียงไม่นิ่งสวิงไปมา จนหลายคนสับสน ไม่รู้ว่าเป็นแท็กติกให้จับงูเห่าไม่ได้หรือไม่

อย่างไรก็ตาม หากดูกันดีๆ “งูเห่า” จากขั้ว “พลังประชารัฐ” รวมถึงพรรคต่างๆ นั้นมีอยู่จริง แม้แกนนำ “พลังประชารัฐ” บางคนจะออกมาเปิดเผยหลังการโหวตว่า ไม่กังวล แม้การโหวตนายสุชาติ เป็นรองประธานสภา คนที่ 1 ชนะด้วยคะแนนเฉียดฉิวเพียง 2 เสียงเท่านั้น

ด่านต่อไปจากนี้คือ การฟอร์มเสียง พรรคที่คาดว่าจะจัดตั้งรัฐบาลร่วมกัน ทั้งกับพรรคภูมิใจไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคชาติพัฒนา พรรคพลังท้องถิ่นไท พรรครวมพลังประชาชาติไทย และพรรคเล็กๆ คือ เกมที่ต้องชิงไหวพริบ และฝ่าด่านสุดเขี้ยวจากบรรดาพรรคการเมืองต่างๆ ที่ร่วมรัฐบาลให้ได้

สำหรับทางป้องกันในอนาคต  หนึ่งในแกนนำพรรคพลังประชารัฐ บอกว่า ต่อไปการลงมติต่างๆ ต้องวางแผนให้เข้มข้นว่าจะวางหมากแก้เกมอย่างไร เพื่อไม่ให้เพลี่ยงพล้ำ ต้องแก้เกมนาทีต่อนาที และเชื่อว่าปัญหาเหล่านี้สามารถทำให้อยู่ในระบบได้ด้วยการพูดคุยกับพรรคร่วมให้มากขึ้น

ส่วนการยุบสภา ที่มองกันว่าเป็นการแก้เผ็ดนักการเมืองพรรคร่วมที่เริ่มฮึดฮัด แม้จะมีการระบุกันว่าเป็นตัวเลือกสุดท้ายที่จะใช้ แต่หากสถานการณ์บีบคั้นมากๆ “บิ๊กตู่” อาจดัดหลัง “พวกเขี้ยวลากดิน” ด้วยการยุบสภาเป็นทางเลือกแรกก็ได้ หรือมีใครอยากให้มีปฏิวัติอีก !!!

ทั้งนี้ มีรายงานเปิดเผยว่า ในการโหวตประธานและรองประธานสภานั้น มีความพยายามจากทั้ง 2 ฝ่ายในการดึงเสียงสนับสนุนจากขั้วตรงข้ามให้มาโหวตหนุนแคนดิเดตของฝั่งตัวเอง และเป็นที่ชัดเจนว่า คะแนนของ “ชวน” ที่ได้ 258 นั้น มี “งูเห่า” จากขั้วที่จับกับ “เพื่อไทย” ถูกกระชากมาได้จากตัวเลขอย่างที่เห็น

ส่วนการโหวต “สุชาติ” มีรายงานข่าวระบุว่า มีคนในประชาธิปัตย์บางส่วนที่ไม่โหวตให้ “สุชาติ” ด้วยเหตุผลจากเรื่องเก่า อย่างการอภิปรายไม่ไว้วางใจ “ส.ป.ก.4-01” เมื่อครั้งรัฐบาลชวน หลีกภัย โดย “สุชาติ” ในขณะนั้น เป็นหนึ่งในสมาชิกกลุ่ม 16 ที่ซักฟอกรัฐบาล มีการนำหลักฐานต่างๆ นานาออกมาประกอบ โดยหลักฐานเด็ดคือภาพกระจงในพื้นที่ป่า จนทำให้รัฐมนตรีและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในขณะนั้นต้องลาออก ก่อนจะยุบสภาในเวลาต่อมา การโหวตครั้งนี้ เหมือนเป็นการถอนแค้น “สุชาติ” อย่างไรอย่างนั้น

นอกจากนั้น เสียงบางส่วนที่หายไปอยู่กับคู่แข่งของ “สุชาติ” ก็มีเสียงเล่าอ้างกันมาว่า เป็นเพราะ ส.ส.ส่วนหนึ่งของพรรคร่วมอีกพรรค ที่ตัดสินใจโหวตสวน “พลังประชารัฐ” ด้วยเหตุและปัจจัยบางอย่าง จนฝ่าย “พลังประชารัฐ” เกือบเอาตัวไม่รอด ยังดีที่ทีมงานหูตาไว สามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไว้ได้

ดังนั้น หากมีการจับมือตั้ง “รัฐบาลร่วมประยุทธ์ 1” ได้แล้ว สิ่งที่ต้องระวัง ไม่เฉพาะ “งูเห่า” ใน “พลังประชารัฐ” แต่ต้องระวัง “งูเห่า” ในพรรคร่วมรัฐบาลมากกว่าด้วยซ้ำ

ยิ่งในสถานการณ์แบบนี้ “ประชาธิปัตย์-ภูมิใจไทย” เชี่ยวชาญนัก โดยเฉพาะ “ประชาธิปัตย์” ที่ทะนงใน “ความเขี้ยว” มานานหลายชั่วอายุคน ที่แม้จะเป็นขาลงคว้ามาได้เพียง 52 ที่นั่งจากการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา แต่ความเก๋าเกมสามารถพลิกวิกฤติเป็นโอกาส บริหารจัดการเสียงในมืออย่างมีประสิทธิภาพ จนได้ในสิ่งที่ต้องการ ประเดิมด้วยตำแหน่ง “ประธานสภา” และถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด เก้าอี้กระทรวงสำคัญ ก็จะได้ตามมา

ดูอย่างวันนี้ที่ นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ อุตส่าห์ให้เกียรติขนคณะไปส่งเทียบเชิญพรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วมรัฐบาลถึงที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ และก่อนหน้านี้ทางพรรคพลังประชารัฐก็ยอมยกเก้าอี้ประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นเก้าอี้สำคัญให้แก่พรรคประชาธิปัตย์ไปแล้ว ใครๆ ก็นึกว่าวันนี้พรรคประชาธิปัตย์คงตกลงเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐแน่

แต่เอาเข้าจริงพรรคประชาธิปัตย์ก็ยัง “แทงกั๊ก” ไม่ยอมตกลงเข้าร่วมรัฐบาลง่ายๆ โดยบอกว่า การร่วมหรือไม่ร่วมรัฐบาล ยังต้องรอเสนอเรื่องเข้าที่ประชุมร่วมคณะกรรมการบริหารพรรคที่จะมีมติต่อไป

“ต้องตอบสมาชิกพรรคกับคนทั้งหมดได้ว่า หากเราจะร่วมรัฐบาลเพราะอะไร หรือถ้าจะไม่ร่วมเพราะอะไร ดังนั้นขอให้รอหน่อย รอให้รอบคอบ” เฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์

นอกจากนี้ประชาธิปัตย์ยังเสนอต่อพรรคพลังประชารัฐ ให้แก้ไขรัฐธรรมนูญด้วย

ส่วนตำแหน่งรัฐมนตรี หากร่วมรัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์ก็ต้องการตำแหน่ง รมว.เกษตรและสหกรณ์ รวมทั้งกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งทางพรรคพลังประชารัฐ เองไม่ต้องการยกให้ เพราะเป็นกระทรวงที่ทางพรรคพลังประชารัฐต้องการใช้ขับเคลื่อนนโยบายสำคัญ อีกทั้งเห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์ได้เก้าอี้สำคัญไปแล้วคือ ประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยแกนนำพรรคพลังประชารัฐยืนยันว่ากระทรวงด้านเศรษฐกิจควรอยู่ในการดูแลของพรรคพลังประชารัฐ จึงเสนอเก้าอี้ รมว.ศึกษาธิการ แก่พรรคประชาธิปัตย์ เพื่อแลกเก้าอี้ รมว.เกษตรฯ กลับคืน เป็นการพบกันครึ่งทาง

วันนี้หลังการส่งเทียบเชิญพรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วมรัฐบาลเสร็จสิ้นลง ยังมี “วัชระ เพชรทอง”  อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ถือกระดาษขนาด A4 พิมพ์ข้อความ “ไม่เอาประยุทธ์ เป็นนายก” มายืนบริเวณหน้าพระแม่ธรณีบีบมวยผม หน้าทางเข้าอาคารพรรคประชาธิปัตย์ โดย “วัชระ” บอกว่า สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์จำนวนมากทั่วประเทศให้ตนมาส่งสาร แสดงเจตจำนงของสมาชิกพรรคที่ไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ

อาจเป็นเพราะ “ประชาธิปัตย์” ไม่มีอะไรจะเสีย ไม่เคยหวั่นต้องเป็นฝ่ายค้าน ดังนั้น เมื่อมีจังหวะเหมาะๆ เลยเรียกอะไรไปเกินตัว แล้วก็มักจะได้ตามนั้น

และถ้าต่อไป “พรรคภูมิใจไทย” ซึ่งวันนี้ได้ตอบตกลงเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐแล้ว  และที่ผ่านมากว่าจะตอบรับเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐ  ก็ดึงเกมอยู่นานเหมือนกัน โดยอ้างว่า ต้องรอฟังเสียงประชาชนก่อน  ดังนั้นดูเหมือน “ภูมิใจไทย” ก็กำลังจะเดินตามรอยนั้นให้เห็น

ต่อไปหาก “พลังประชารัฐ” ไม่ตามใจ “ประชาธิปัตย์-ภูมิใจไทย” อย่างที่เป็นมา ก็อาจจะได้เห็นมุกเก่าเรื่อง “ขั้วที่ 3” ถูกงัดออกมาขู่จะย้ายฝั่งสลับขั้วอีกก็ไม่แน่

แต่ที่แน่ๆ ถ้า “พลังประชารัฐ” โดนหักหลัง คงจะเจ็บใจน่าดู และคงดูไม่จืดในสายตาคอการเมือง ไม่รู้ว่าตอนนี้ “บิ๊กตู่” และพ้องพวก หาเซรุ่มแก้พิษงูติดกระเป๋าเอาไว้หรือยัง

ส.ส.อายุสั้น “พรรคจิ๋ว” คือใครกันแน่?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/373354?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ส.ส.อายุสั้น “พรรคจิ๋ว” คือใครกันแน่?

28 พฤษภาคม 2562 – 11:38 น.
ผลการเลือกตั้งซ่อม,จเชียงใหม่,ผลเลือกตั้งซ่อม,สสเขต 8 จเชียงใหม่,พรรคไทรักธรรม,พีระวิทย์ เรื่องลือดลภาค,ศรีนวล บุญลือ
เปิดอ่าน 26,682 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 28 พ.ค.2562

****************

เป็นเรื่องโจษขานในโลกโซเชียล เมื่อผลการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 8 จ.เชียงใหม่ ผู้สมัคร ส.ส.จากพรรคอนาคตใหม่ชนะ แต่คะแนนของผู้สมัคร ส.ส.ทุกพรรค ยังจะถูกนำมาคิด ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อด้วย

ก่อนหน้านี้ กกต.ได้ประกาศรับรอง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อไปแล้ว 149 คน แต่จากคะแนนเลือกตั้งซ่อมเชียงใหม่ คาดว่า พรรคพลังประชารัฐ และพรรคประชาธิปัตย์ จะได้ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อเพิ่มอีกพรรคละ 1 คน ขณะที่พรรคไทรักธรรม จากเดิมได้ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ 1 คน อาจจะไม่ได้แล้ว

ได้ฐานเสียงเพื่อไทย

สำหรับการเลือกตั้งซ่อมเขต 8 เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม ที่ผ่านมา เหตุมาจาก กกต.มีมติแจกใบส้มตัดสิทธิ์ สุรพล เกียรติไชยากร” ผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย

เดิมมีผลคะแนนดังนี้ สุรพลชนะเลือกตั้ง ด้วยคะแนน 52,165 คะแนน ตามมาด้วย นเรศ ธำรงค์ทิพยกุล พรรคพลังประชารัฐ ได้ 39,221 คะแนน และ ศรีนวล บุญลือ พรรคอนาคตใหม่ ได้ 29,556 คะแนน

ศรีนวล บุญลือ พรรคอนาคตใหม่

เขต 8 ประกอบไปด้วย 4 อำเภอคือ อ.จอมทอง อ.สันป่าตอง อ.แม่วาง และ อ.ดอยหล่อ ซึ่ง กกต.เชียงใหม่ ได้ประกาศผลคะแนน ปรากฏว่า ศรีนวล บุญลือ ได้ 75,891 คะแนน ลำดับที่ 2 นเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ ได้ 27,861 คะแนน

อนึ่ง ศรีนวล บุญลือ” ที่มี 75,891 คะแนน มีคะแนนเพิ่มขึ้น 46,335 คะแนน จากการเลือกตั้งครั้งที่แล้วได้ 29,556 คะแนน ก็น่าจะมาจากฐานเสียงเดิมของพรรคเพื่อไทย เนื่องจากวันที่ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ไปหาเสียงที่ อ.จอมทอง ก็ได้พบกับ สุรพล เกียรติไชยากร อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย

สุรพล เกียรติไชยากร และธนาธร

สำหรับ “ศรีนวล” เป็น ส.อบจ.เชียงใหม่ เขต อ.แม่วาง และเป็นขวัญใจชาวบ้าน โดยเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์รอบดอยอินทนนท์

เลือกตั้งสมัยหน้า คงจะได้พิสูจน์อีกครั้งระหว่างเพื่อไทยกับอนาคตใหม่ ใครจะเข้าวิน ?

เสียดายแต่ก็สู้ต่อไป

ดังที่เป็นข่าวสะพัดว่า ผลการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขตเชียงใหม่ มีเอฟเฟกต์ไปถึง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ โดยพรรคไทรักธรรม อาจถูกริบเก้าอี้ ส.ส. หลังเข้าทำหน้าที่ในสภาผู้แทนฯ เพียง 3 วัน

“พีระวิทย์ เรื่องลือดลภาค” ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคไทรักธรรม ได้ให้สัมภาษณ์ทีมไทยรัฐออนไลน์ว่า หาก กกต.มีคำสั่งออกมาเช่นใด ก็พร้อมยอมรับ จะเดินหน้าทำงานการเมืองต่อไป และจะพยายามประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรู้จักพรรคของตนให้มากยิ่งขึ้น

พีระวิทย์ เรื่องลือดลภาค ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทรักธรรม

ความรู้สึกของพีระวิทย์ รู้สึกเสียดาย “ตอนนี้ก็ทำใจโล่งๆ ไว้ เพื่อรอคำสั่งจาก กกต.อย่างเดียว หาก กกต.มีคำสั่งให้ผมต้องพ้นจากสภาพ ผมก็ต้องยอมรับ” (ไทยรัฐออนไลน์)

พีระวิทย์ได้ขอบคุณตัวแทนพรรคพลังประชารัฐ ที่เห็นคุณค่าของพรรคเล็ก ตรงกันข้าม พรรคเพื่อไทย ไม่ได้ให้ความสำคัญกับพวกเขาเลย

ด้วยกติกาเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วน จึงทำให้พรรคเล็กได้รับโอกาส

พีระวิทย์คือใคร ?

พรรคไทรักธรรม ไม่ใช่พรรคใหม่เอี่ยม ได้จดทะเบียนก่อตั้งพรรคมาแต่ปี 2556 ชื่อเดิมคือ “พรรคไทยรักธรรม” โดยมีหัวหน้าพรรคคือ นราวิชญ์ ซะยะ ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น พีระวิทย์ เรื่องลือดลภาค

กลางปี 2556 พรรคเล็กประมาณ 30 พรรค ได้รวมตัวกันเป็นกลุ่มสหประชาธิปไตย เคลื่อนไหวเรียกร้องให้อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ยุบสภาเลือกตั้งใหม่

เมื่อเลือกตั้ง 2 กุมภาพันธ์ 2557 พรรคไทยรักธรรม ได้ส่งผู้สมัคร ส.ส.ทั่วประเทศ แต่การเลือกตั้งเป็นโมฆะ หลังจากนั้น พรรคนี้ก็เปลี่ยนชื่อเป็นพรรคไทรักธรรม

คำขวัญตอนหาเสียงของพรรคไทรักธรรม

19 ตุลาคม 2561 พรรคไทรักธรรมได้จัดการประชุมใหญ่วิสามัญ เพื่อเลือกหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค และคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ซึ่งที่ประชุมมีมติเลือกพีระวิทย์ ให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคต่อไป

ระหว่างหาเสียง พรรคไทรักธรรม ได้นำ ชิษณุพงศ์ ไตรรัตน์รังษี รองหัวหน้าพรรค และ เดซี่ สมชาย เล็กน้อย” สาวข้ามเพศ อดีตบรรณาธิการบริหารนิตยสาร Gossip star รองโฆษกพรรค มาขายฝันสร้างเมืองไทย เป็นเมืองหลวงเกย์โลก ทางด้านการท่องเที่ยวและบันเทิง

ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา พรรคไทรักธรรมได้คะแนนโหวตทั่วประเทศทั้งสิ้น 33,754 เสียง จึงส่งผลให้ พีระวิทย์ เรื่องลือดลภาค ได้เป็น ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ

ต้องลุ้นกันจนถึงสมัยหน้า ยังจะมีพรรคชื่อนี้อยู่บนเวทีเลือกตั้งหรือไม่ ?

“เสือคาบดาบ” ประดับหน้าอก…กว่าจะได้เป็นนักรบจู่โจม

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/373353?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“เสือคาบดาบ” ประดับหน้าอก…กว่าจะได้เป็นนักรบจู่โจม

28 พฤษภาคม 2562 – 10:50 น.
เสือคาบดาบ,จปร,เรนเจอร์,นักรบจู่โจม
เปิดอ่าน 8,050 ครั้ง

โดย…  อัญชลี อริยกิจเจริญ

ชายชาญทหารกล้าส่วนใหญ่ มักมีเครื่องหมายประดับหน้าอกเสื้อให้เห็นเด่นชัด โดยเฉพาะคนที่ชื่นชอบการฝึกหลักสูตรต่างๆ ก็จะมีสารพัดเข็มสัญลักษณ์ของหลักสูตรนั้นๆ เต็มหน้าอกไปหมด

แต่สำหรับทหารบก หลักสูตรสำคัญของการเป็นผู้นำหน่วยทหารขนาดเล็กที่นักเรียน จปร.ปีสุดท้าย และกำลังพลที่รักความท้าทายต้องการฝ่าด่านเพื่อพิสูจน์ความสามารถของตนเอง ทั้งเพื่อให้ได้เครื่องหมาย “เสือคาบดาบ” มาประดับหน้าอก ก็คือหลักสูตรการรบแบบจู่โจม หรือ เรนเจอร์ (Ranger)

ปัจจุบันมีศูนย์ฝึกอยู่ 3 แห่ง คือ ศูนย์สงครามพิเศษ หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ จังหวัดลพบุรี, ศูนย์การทหารม้า จังหวัดสระบุรี และศูนย์การทหารราบ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

หลักสูตรนี้ถือว่าลำบากและเหนื่อยยากที่สุดของกองทัพบก มีความคล้ายคลึงกับหลักสูตร Ranger ของกองทัพสหรัฐที่ทำการฝึกโดยโรงเรียนทหารราบ ฟอร์ตเบนนิ่ง

การฝึกหลักสูตรนี้ก็เพื่อพัฒนาทักษะ เพิ่มประสิทธิภาพให้เป็นผู้นำหน่วยทหารขนาดเล็ก มีความรู้ความสามารถในการรบแบบจู่โจม และนำมาประยุกต์ใช้ รวมถึงนำความรู้ที่ได้รับไปพัฒนาการฝึกทางยุทธวิธีขั้นสูงต่อไป ที่สำคัญผู้ที่ผ่านการฝึกจะทรหดอดทนทั้งร่างกายและจิตใจ ดำรงภารกิจได้ทุกสภาพภูมิประเทศ

แต่ก่อนที่จะเข้ารับการฝึก ต้องเตรียมร่างกาย เตรียมใจมาให้พร้อม เพราะต้องทดสอบร่างกาย ทั้งการวิ่งแบบปกติ, วิ่งประกอบเครื่องสนาม, ทดสอบว่ายน้ำ, การเอาตัวรอดทางน้ำ, ทดสอบกำลังใจ, ทดสอบภาควิชาการในห้องเรียน คือ ทดสอบการเป็นผู้นำหน่วยในการฝึกภาคสนาม 1,000 คะแนน มีผู้ผ่านการทดสอบ 180 นาย

ระยะเวลาการฝึกประมาณ 10 สัปดาห์ หรือ 2 เดือนครึ่ง โดยรุ่นที่ 131 ที่ฝึกโดยศูนย์สงครามพิเศษ จังหวัดลพบุรี เริ่มฝึกตั้งแต่วันที่ 11 มีนาคมถึง 19 พฤษภาคม แบ่งเป็น 5 ภาคการฝึก ซึ่งจริงๆ แล้วแต่ละศูนย์ฝึกจะเรียงลำดับต่างกัน แต่โดยรวมจะต้องมีรายละเอียดคือ

ภาคที่ตั้ง – จะฝึกหลักการลาดตระเวน บุคคลทำการรบในเวลากลางวันและกลางคืน การติดต่อสื่อสาร การปฐมพยาบาล การดำรงชีพในป่า การระเบิดทำลาย อาวุธศึกษา แผนที่เข็มทิศ การปรับอาวุธยิงสนับสนุน การใช้เชือก การยุทธวิธีเคลื่อนที่ทางอากาศ การรับของทางอากาศ การชี้เป้าให้เครื่องบินโจมตี

ภาคการรบในเมืองและสิ่งปลูกสร้าง – ฝึกลาดตระเวนหาข่าว ปิดล้อมตรวจค้น ตั้งจุดตรวจจุดสกัด และการเข้าตีกวาดล้างพื้นที่สิ่งปลูกสร้าง

ภาคป่าที่ราบ – ทำการฝึกซุ่มโจมตี ตีโฉบฉวย ตีที่มั่นแข็งแรง ปัญหาเชลยศึก และการเล็ดลอดหลบหนี

ภาคป่าภูเขา – ฝึกกวาดล้างไล่ติดตาม การซุ่มโจมตี ปิดล้อมตรวจค้น และการดำรงชีพในป่า

ภาคทะเลที่ลุ่ม – ฝึกว่ายน้ำในทะเลเบื้องต้น การลาดตระเวนชายฝั่ง การใช้และบำรุงรักษาเรือยาง การฏิบัติการทางยุทธวิธี การสละเรือใหญ่ การดำรงชีพในทะเล ลาดตระเวนหาข่าว การแทรกซึมขึ้นหาดชายเลน และการเข้าตีที่มั่นแข็งแรง

เมื่อจบหลักสูตรแล้ว เหลือนักเรียน 172 นายที่ได้รับ “เสือคาบดาบ” เป็นเครื่องหมายประดับหน้าอก แสดงว่าผู้นั้นมีความสามารถ มีความเป็นผู้นำหน่วย และทรหดอดทน เพราะกว่าจะได้มา ต้องแลกด้วยเลือดเนื้อ เหงื่อ และน้ำตา ที่สำคัญยังได้เพื่อนร่วมรบจากร้อยพ่อพันแม่อีกด้วย

สำหรับสัญลักษณ์เสือคาบดาบ มีความหมายคือ

หัวเสือ : แสดงถึงอำนาจ ความเป็นเจ้าป่า เหี้ยมโหดต่อศัตรู

ดาบ : คือสัญลักษณ์การต่อสู้ หมายถึงสติปัญญาอันเฉียบแหลมของทหารจู่โจมที่จะสังหารข้าศึกได้อย่างเงียบกริบ รวดเร็ว และฉับพลัน

ช่อชัยพฤกษ์ : เป็นสัญลักษณ์ความเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้า เป็นตัวอย่างและผู้นำที่ดี

พล.ท.สุนัย ประภูชะเนย์ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ บอกกับผู้จบหลักสูตรครั้งนี้ว่า หลักสูตรการรบแบบจู่โจม เป็นเพียงหลักสูตรที่เพิ่มพูนขีดความสามารถทางยุทธวิธีและทักษะการปฏิบัติขั้นพื้นฐานเท่านั้น ขอให้นำความรู้ประสบการณ์ที่ได้รับไปเป็นพื้นฐานในการต่อยอดสู่การฝึกที่มีเทคนิคทางยุทธวิธีที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น เพื่อเป็นกำลังพลที่มีประสิทธิภาพ มีขีดความสามารถสูงของกองทัพบก และเพื่อดำรงไว้ซึ่งเสาหลักของชาติ เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป โดยจู่โจมจะอยู่ที่ไหนย่อมเป็นผู้นำที่ดี และเป็นตัวอย่างที่ดีอยู่เสมอ

ล่าสุดมีรายงานว่า กองทัพบกมีนโยบายที่จะปรับปรุงหลักสูตรจู่โจม เพราะปัจจุบันมีหน่วยฝึกถึง 3 แห่ง การฝึกอาจมีความแตกต่างกัน โดยจะยุบให้เหลือเพียงแห่งเดียว เพื่อให้ทุกคนเป็นมาตรฐานเดียวกัน

คำสั่ง 66/2523 “ป๋าเปรม” คิด “จิ๋ว” ทำ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/373348?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คำสั่ง 66/2523 “ป๋าเปรม” คิด “จิ๋ว” ทำ

28 พฤษภาคม 2562 – 10:25 น.
รัฐบุรุษสองแผ่นดิน,พลอเปรม ติณสูลานนท์,กระดานความคิด,บางนา บางปะกง,พลอชวลิต ยงใจยุทธ,บิ๊กจิ๋ว,ป๋าเปรม
เปิดอ่าน 6,596 ครั้ง

คอลัมน์… กระดานความคิด  โดย…  บางนา บางปะกง 

การจากไปของรัฐบุรุษสองแผ่นดิน ในห้วงเวลาที่สังคมไทยยังแตกแยกทางความคิด จึงมีคนไทยบางกลุ่มฉวยโอกาสใส่ร้ายป้ายสีผู้ใหญ่ของบ้านเมืองที่ล่วงลับ โดยมิได้คำนึงถึง “พื้นที่ความเป็นมนุษย์” เหมือนดังคำพูดของ จตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช.

อย่างกรณี “คำสั่งที่ 66/2523” หรือนโยบายการเมืองนำการทหาร ของอดีตนายกรัฐมนตรี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ก็มีบางคนพยายามบิดเบือนว่าเป็นผลงานของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ โดย พล.อ.เปรม ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ เหมือนจะโจมตีว่า ป๋าเปรมฉวยโอกาส

อันที่จริง การใช้นโยบายป้องกันและปราบปรามคอมมิวนิสต์ โดยใช้นโยบายทางการเมืองแทนการทหารนั้น มีนายทหารบางกลุ่มเสนอต่อจอมพลถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรี มาตั้งแต่ปี 2512 และได้มีการออกคำสั่งฉบับหนึ่งไปแล้ว แต่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานมีความเข้าใจผิด หรือมีการตีความทางการเมืองที่แคบเกินไป คิดว่าการเมืองคือ วิถีทางรัฐสภาเท่านั้น

กระทั่ง ยุคสมัยของ “พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์” เป็นนายกรัฐมนตรี ได้มีเงื่อนไขภายนอกและภายใน เอื้อต่อการรุกทางการเมืองอย่างเป็นเอกภาพ จึงได้มีคำสั่งที่ 66/2523 ว่าด้วยการต่อสู้เอาชนะคอมมิวนิสต์ โดยใช้การรุกทางการเมือง เมื่อ 23 เมษายน 2523

กว่าจะมาถึงวันที่ออกคำสั่งดังกล่าว ต้องย้อนไปดูจุดเปลี่ยนในชีวิตทหารของ “พล.ต.เปรม ติณสูลานนท์” ผู้บัญชาการศูนย์การทหารม้า (ยศและตำแหน่งขณะนั้น) เมื่อได้ไปดำรงตำแหน่งรองแม่ทัพภาคที่ 2 เมื่อ 1 ตุลาคม 2516

ถัดจากนั้นสิบกว่าวัน เกิดเหตุการณ์มหาวิปโยค 14 ตุลาคม 2516 บ้านเมืองมีความเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง สถานการณ์การเมืองในยุคประชาธิปไตยเบ่งบาน ส่งผลให้การต่อสู้ในเขตป่าเขาของพรรคคอมมิิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) เติบใหญ่ขยายตัว

ไฟสงครามลามไหม้ไปทั่วประเทศ “พล.ต.เปรม” ในฐานะรองแม่ทัพภาคที่ 2 ตัดสินใจไปปักหลักบัญชาการรบที่กองทัพภาคที่ 2 (ส่วนหน้า) จ.สกลนคร

          “รองแม่ทัพเปรม” ได้เรียนรู้ปัญหาสงครามประชาชนอย่างถ่องแท้ จึงพบว่า ความยากจน ความเหลื่อมล้ำ และการถูกกดขี่ข่มเหงจากข้าราชการ เป็นต้นตอที่ทำให้ชาวอีสานเข้าป่าจับปืนต่อต้านรัฐ

ประกอบกับคณะเสนาธิการกองทัพภาคที่ 2 ได้นำเสนอยุทธศาสตร์ “บ้านล้อมป่า” ต่อรองแม่ทัพเปรม โดยเน้นการพัฒนาที่หมู่บ้าน และส่งเสริมการจัดตั้งองค์กรมวลชนคือ “ไทยอาสาป้องกันชาติ” (ทสปช.)

เมื่อได้เลื่อนตำแหน่งเป็นแม่ทัพภาคที่ 2 จึงได้นำแนวคิดดังกล่าวไปปรับใช้เป็น “ยุทธศาสตร์มวลชน” หรือ “การเมืองนำการทหาร” และนำไปสู่การปฏิบัติที่เป็นจริง เมื่อต้นปี 2518

ยุทธศาสตร์มวลชนของ พล.อ.เปรม ทำให้กองทัพภาคที่ 2 ยึดครองฐานมวลชนในหมู่บ้าน ที่เป็นเขตอิทธิพลของ พคท.อีสานได้ ขณะเดียวกัน ก็ดำเนินยุทธการทางทหารในเขตป่าเขา กดดันให้นักรบและมวลชนของ พคท.ออกมามอบตัวจำนวนหนึ่ง

ปี 2523 พล.อ.เปรม ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จึงออกคำสั่งที่ 66/2523 เรื่องนโยบายต่อสู้เพื่อเอาชนะคอมมิวนิสต์ โดยการรุกทางการเมือง มีผลบังคับใช้ทั่วประเทศ

เวลานั้น “พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ” ดำรงตำแหน่งเจ้ากรมยุทธการทหารบก แต่มีภารกิจ “ลับเฉพาะ” ในการเดินทางไปปฏิบัติภารกิจ “การทูตใต้ดิน” มาตั้งแต่สมัยรัฐบาลเกรียงศักดิ์ ซึ่งการทำงานลับของ “บิ๊กจิ๋ว” ก็เป็นเงื่อนไขหนึ่งในการยุติการสู้รบในประเทศไทย

ต่อมา “บิ๊กจิ๋ว” ได้ควบตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายธุรการ กองอำนวยการรักษาความสงบแห่งชาติ(กอ.รมน.) เพื่อความคล่องตัวในการทำงานตามคำสั่งที่ 66/2523 ให้บรรลุผล

          ผลงานโบแดงของ “บิ๊กจิ๋ว” คือ ภารกิจการทูตใต้ดิน เปิดการเจรจากับผู้นำกลุ่มสหายเขตงาน 444 อีสานเหนือ จนเกิดวันสันติภาพ 1 ธันวาคม 2525 มีสหาย 400 คน แบกปืนมามอบตัวต่อหน้า พล.อ.อาทิตย์ กำลังเอก ผบ.ทบ.สมัยโน้น

รูปธรรมของการมอบตัวครั้งใหญ่ ได้ส่งผลสะเทือนไปทั่วประเทศ นี่คือชัยชนะของกองทัพแห่งชาติต่อ พคท. โดยชูยุทธศาสตร์การเมืองนำการทหาร ได้นำประเทศไทยไปสู่การปรองดองชาติ และดับไฟสงครามประชาชน

อาลัย ‘ป๋าเปรม’เสาหลักของแผ่นดิน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/373347?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อาลัย ‘ป๋าเปรม’เสาหลักของแผ่นดิน

28 พฤษภาคม 2562 – 09:30 น.
อ๊อด เทอร์โบ,อาลัย,พลอเปรม ติณสูลานนท์,ป๋าเปรม
เปิดอ่าน 3,266 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

ขอไว้อาลัยต่อการถึงแก่อสัญกรรมของ “พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์” ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ผู้ซึ่งสร้างคุณงามความดีและคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติมากมายเหลือคณานับ ถือได้ว่าเป็นต้นแบบของคนไทยในทุกวิถีทาง

‘พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์’ ซึ่งคนไทยเรียกอย่างให้เกียรติว่า ‘ป๋าเปรม’ ดำรงตำแหน่งสูงสุดในชีวิตราชการและการเมืองแบบจะไม่มีผู้ใดทำได้ในอนาคต

เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ‘ป๋าเปรม’ ได้รับการเคารพนับถือจากประชาชน ทหาร ข้าราชการ นักการเมือง

ชีวประวัติและผลงานนั้น เป็นที่ทราบอยู่ในหัวใจและนับเป็นโชควาสนาของชีวิตที่ ‘อ๊อด เทอร์โบ’ ได้เคยเข้าคารวะ ‘ป๋าเปรม’ สมัยเป็นนิสิตฝึกงาน ซึ่งเวลานั้นท่านเป็นแม่ทัพภาค 2 อยู่สกลนคร เรียกกันว่า ทัพภาค2 (ส่วนหน้า) เพราะต้องบัญชาการรบกับ ผกค.ในสมรภูมิภาคอีสาน ซึ่งเป็นพื้นที่สีแดง ส่วนกองบัญชาการทัพภาค 2 นั้นอยู่โคราช

ขณะนั้น ‘แม่ทัพเปรม’ หรือ ‘ป๋าเปรม’ มีขุนพลข้างกายที่มาเติบโตในชีวิตราชการที่ต้องขออนุญาตเอ่ยนาม เช่น พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ยังเป็นสวญ. อ.นาแก ครองยศ พ.ต.ท.เสรี เตมียเวส และ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ยังเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจฝึกงานอยู่ สภ.นาแก โดยมีนายพิศาล มูลศาสตรสาทร เป็นผู้ว่าฯ นครพนม และนายสมพร กลิ่นพงษา เป็นผู้ว่าฯ สกลนคร

‘พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์’ สั่งสอนว่าเกิดเป็นคนไทยต้องตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน ซึ่งท่านได้ทำเป็นตัวอย่างให้เห็นแล้วในตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก, นายกรัฐมนตรี, ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ, ผู้สำเร็จราชการ

ขอดวงวิญญาณของ “พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์” จงสู่สุคติและจะอยู่ในความทรงจำตลอดไป
‘อ๊อด เทอร์โบ’


จดหมายจากคุณ ‘ไพศาล’ แม่สอด ต่อไปนี้เรียกร้องไปยังรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขในรัฐบาลใหม่ ขอให้ช่วยปรับปรุงโรงพยาบาลต่างจังหวัด โดยเฉพาะแผนกโรคหัวใจ ซึ่งยังขาดแคลนเครื่องมือแพทย์อยู่มาก

ขอให้รัฐบาลพิจารณา เพื่อให้ความเท่าเทียมกัน เพราะคนไทยในชนบทหรือต่างจังหวัดจะได้ไม่ต้องเสี่ยงชีวิตและยากลำบากมาโรงพยาบาลในเมืองใหญ่ หรือ กทม.

ที่สำคัญคนไทยทุกคนจะต้องได้รับการดูแลจากรัฐบาลเท่าเทียมกันและคนไทยในชนบทไม่ใช่เป็นพลเมืองชั้น 2
‘อ๊อด เทอร์โบ’


 ปรับปรุง รพ.ตจว.มีแผนกโรคหัวใจ
 รพ.เอกชนค่ารักษาแพง

นาทีนี้ผมยังไม่รู้ว่าใครจะมาเป็นรัฐมนตรีสาธารณสุข ซึ่งปกติจะเป็นหมอ แต่เวลานี้เห็นมีการจับจองกระทรวงนี้กันบ้างแล้ว และอยากจะฝากเรื่องสำคัญให้รัฐบาลและรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข โปรดทราบถึงความเดือดร้อนของคนต่างจังหวัดและเพื่อให้ประชาชนได้รับการดูแลสุขภาพเวลาเจ็บป่วย เพราะคนบ้านนอกก็เป็นคนไทยไม่ใช่พลเมืองชั้น 2

ขอเรียกร้องพิจารณาให้โรงพยาบาลในต่างจังหวัดมีแผนกโรคหัวใจ หลอดเลือดและจัดหาแพทย์และเครื่องมือเครื่องใช้ที่เกี่ยวข้องกับทางโรคหัวใจให้พร้อมกว่าปัจจุบันและดำเนินการได้อย่างเต็มที่ไม่ว่าจะเป็นการสวนหัวใจหรือการผ่าตัดหัวใจ โดยกำหนดเป็นเงื่อนไขของผู้ที่จะเรียนแพทย์ในอนาคตว่าต้องมาทางนี้บ้างกี่เปอร์เซ็นต์ และต้องกระจายไปต่างจังหวัด

จัดหาเครื่องมือแพทย์ อุปกรณ์ที่จำเป็นมาใช้ เพราะบางแห่งไม่มีแพทย์และไม่มีเครื่องมือที่จะรักษาผู้ป่วยได้ทันที และจะต้องส่งตัวไปยังโรงพยาบาลอื่นในจังหวัดอื่นๆ ซึ่งต้องใช้เวลาในการเดินทางและค่าใช้จ่ายของผู้ยากไร้ในชนบทมากขึ้น

โรคหัวใจ เวลาทุกนาทีและวินาทีมีค่าและจำเป็นเร่งด่วนในการรักษาชีวิตของคนไข้ อาทิ หากเจ็บป่วยที่ จ.น่าน หรือที่ อ.แม่สอด จ.ตาก ทางรพ.น่าน หรือ รพ.แม่สอด จ.ตาก ก็จำเป็นต้องส่งตัวมารักษาที่จังหวัดอื่น เพราะโรงพยาบาลของรัฐตรงนั้นยังขาดแพทย์เฉพาะทางของโรคนี้ และขาดอุปกรณ์ที่จะรักษาได้อย่างเต็มที่

ดังนั้นจึงจำเป็นต้องส่งไปยังโรงพยาบาลอื่นๆ ที่พร้อมกว่า ซึ่งเป็นการเสี่ยงต่อชีวิตราษฎร นอกจากนี้โรคมะเร็งก็เช่นกันที่คนไทยเป็นกันมาก ควรกำหนดไปเลยว่าทุกโรงพยาบาลจะต้องมีความพร้อมทั้งแพทย์พยาบาลและอุปกรณ์ในการรักษา ผ่าตัดและดำเนินการได้เลย ณ สถานที่นั้นๆ ไม่ต้องส่งต่อ

เชื่อว่าสามารถกระทำได้ จากงบประมาณหรือการขอรับบริจาคมาดำเนินการ ดีกว่าใช้งบประมาณไปซื้อยุทธภัณฑ์ต่างๆ เนื่องจากลำดับความจำเป็นน้อยกว่า

ไทยเป็นสังคมผู้สูงอายุแล้ว โรคหัวใจและโรคมะเร็งจึงเป็นสิ่งที่พบเห็นกันบ่อยขึ้นยิ่งในปัจจุบัน และจะช่วยลดช่องว่างระหว่างผู้ที่มีอันจะกินกับชาวชนบทที่ยากไร้ จะได้รับการดูแลด้านสุขภาพอนามัยที่เท่าเทียมกัน และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นจากการช่วยเหลือของภาครัฐ นักการเมืองและรัฐบาล ดีกว่าแจกเงินที่ไร้สาระ เพราะแจกเท่าไรก็คงไม่พอในการรักษาชีวิต เมื่อเจอโรคเหล่านี้กับตัวเอง

กระทรวงสาธารณสุขควรพิจารณาและตัดสินใจเกี่ยวกับค่ารักษาพยาบาลของโรงพยาบาลเอกชนให้แล้วเสร็จและเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย เพื่อจะได้ช่วยแบ่งเบาภาระของโรงพยาบาลของรัฐ อย่าทำข่าวแบบไฟไหม้ฟางและก็หายเงียบไปโดยประชาชนไม่ทราบความคืบหน้า ว่าเรื่องนี้ไปถึงไหนแล้ว

ควรตัดสินใจอย่างรวดเร็ว นำผลที่ได้มาใช้บังคับโดยเร็ว อย่าปล่อยให้ประชาชนถูกเอาเปรียบและไม่ได้รับความยุติธรรม ซึ่งมีมานานแล้วและปล่อยไว้จะมีอยู่ต่อไป
ไพศาล (แม่สอด)

งูเห่ายั้วเยี้ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/373349?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

งูเห่ายั้วเยี้ย

28 พฤษภาคม 2562 – 08:35 น.
งูเห่ายั้วเยี้ย,พลังประชารัฐ,งูเห่า,สส
เปิดอ่าน 734 ครั้ง

บทบรรณาธิการ นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันอังคารที่ 28 พฤษภาคม 2562

มีเสียงบ่นกันมากพอสมควรถึงบรรยากาศทางการเมืองที่ดำเนินไปเหมือนย่ำรอยเดิม จากการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อลงมติเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่ใช้เวลายาวนานเกือบทั้งวัน เพราะนอกจากแสดงออกชั้นเชิงลีลาที่สั่งสมมาแต่อดีตแล้ว ยังแฝงไว้ด้วยการต่อรองกันจนถึงวินาทีสุดท้ายของการลงคะแนน อย่างที่ปรากฏเหตุการณ์พรรคพลังประชารัฐ ที่หมายมั่นว่าจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลซึ่งก็ต้องการตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรไว้ในฝ่ายของรัฐบาลด้วย ได้ขอให้เลื่อนญัตตินี้ออกไป แต่สุดท้ายก็แพ้มติของเสียงข้างมากที่สนับสนุนให้เดินหน้าลงคะแนนเสียงด้วยมติ 248 ต่อ 246 เสียง โดยฝ่ายพลังประชารัฐลงมติผิด 5 เสียง เกมการเมืองครั้งนี้ถูกมองว่า มีการต่อรองกันอย่างหนัก สุดท้ายพรรคพลังประชารัฐที่เสนอชื่อนายชวน หลีกภัย พลิกกลับมาชนะได้ด้วยคะแนนเสียง 258 ต่อ 235 เสียง ซึ่งฝ่ายพ่ายแพ้มติ 235 เสียงนั้น คะแนนหายไปประมาณ 7 เสียง จนลือกันว่า เกิดงูเห่าออกจากฝ่าย 7 พรรคตรงข้ามพลังประชารัฐ

การบวกลบทางคณิตศาสตร์ คงจะเป็นเกมที่ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านในอนาคต นั่งกดเครื่องคิดเลขกันเป็นกิจวัตรทุกครั้งที่มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ดังที่มีข้อสังเกตว่า เสียงจากฟากหนึ่งไปเพิ่มให้อีกฝ่ายหนึ่ง หรือที่เรียกว่างูเห่า ขณะเดียวกัน ในอนาคตก็ใช่ว่าจะไม่มีงูเห่าในฝ่ายของรัฐบาล เพราะในสภาพที่เป็นรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำนั้น การต่อรองย่อมมีสูงยิ่ง เช่นเดียวกับฝ่ายค้าน ที่อาจแพ้มติในเรื่องสำคัญๆ เพราะงูเห่าก็ได้ อย่างเช่น การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี การลงมติในญัตติอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาล ฯลฯ ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลเองก็ต้องควบคุม ส.ส.ในสังกัดไม่ให้เป็นงูเห่าแตกแถว และยังอาจต้องพึ่งพิงเสียงสนับสนุนจากอีกฟากหนึ่งเหมือนเช่นที่เกิดขึ้นแล้วก็เป็นได้ นั่นก็เท่ากับว่า รัฐบาลนับจากนี้ไป จะต้องบริหารบ้านเมืองแบบห่วงหน้าพะวงหลังอยู่ตลอดเวลา เสถียรภาพแขวนไว้บนเส้นด้ายภายใต้การเจรจาต่อรองตลอดสมัยการประชุม

ถึงแม้ว่า การประชุมรัฐสภา อันประกอบด้วย ส.ว.250 คน ร่วมกับ ส.ส. 497 เสียง เพื่อโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี จะดำเนินไปตามโผของพรรคพลังประชารัฐ เพราะเสียงเกินกึ่งหนึ่งคือ 376 เสียงนั้้น ต้องการเสียงสนับสนุนจากส.ส.อย่างน้อยที่สุด 126 เสียงเท่านั้น แต่หลังจากได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี และเข้าสู่ช่วงการแต่งตั้งรัฐมนตรี คะแนนเสียงสนับสนุนรัฐบาลจะต้องไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งคือ 250 เสียง เพราะนับจากนี้การลงมติต่างๆ จะไม่มี ส.ว.ร่วมลงคะแนนด้วยแต่อย่างใด นั่นหมายความว่า แกนนำพรรครัฐบาลต้องเจรจากับพรรคร่วมที่เหลือให้ลงตัว การต่อรองกระทรวงสำคัญย่อมเกิดขึ้นเหมือนเช่นที่เป็นข่าวมาตลอด ถ้าหากยังไม่สมประโยชน์ก็จะทำให้การจัดตั้้งรัฐบาลสะดุด ซึ่งก็ขึ้นกับว่า นายกรัฐมนตรีที่คาดกันว่าจะเป็น พล.อ.ประยุทธฺ์ จันทร์โอชา ต้องตัดสินใจทางใดทางหนึ่ง

ทุกพรรคการเมือง ยืนยันตรงกันว่า จะทำงานเพื่อชาติบ้านเมือง โดยเฉพาะพรรคที่เข้าร่วมรัฐบาล หน้าฉากมักบอกว่า ไม่มีเงื่อนไขอะไร แต่ก็มีข่าวออกมาแทบไม่เว้นวันว่า การเจรจาที่ปิดลับอยู่หลังฉากนั้น ได้ต่อรองขอกระทรวงสำคัญแทบจะไม่ลดราวาศอก จากเหตุการณ์ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เพิ่งผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลชุดใหม่จะต้องเผชิญวิบากกรรม จากทั้งฝ่ายค้านที่มีคะแนนเสียงใกล้เคียงกับรัฐบาล และ ส.ส.บางคนบางพรรคในปีกของรัฐบาลเองที่พร้อมจะแตกแถวเพียงเพราะผลประโยชน์ไม่ลงตัว  นี่ก็เป็นเหตุผลสำคัญหนึ่งที่สังคมเรียกร้องเสมอมาให้ปฏิรูปการเมือง  เพื่อนำชาติหลุดพ้นจากวังวนของผลประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง

โพสต์เตือนภัยยังมี’โจรออนไลน์’โกงเงิน!!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/373220?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

โพสต์เตือนภัยยังมี’โจรออนไลน์’โกงเงิน!!

27 พฤษภาคม 2562 – 12:30 น.
สายตรวจระวังภัย,โจรออนไลน์
เปิดอ่าน 3,465 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย   โดย…  ทีมข่าวอาชญากรรม

เรื่องฉ้อโกงที่เกิดขึ้นบนสังคมออนไลน์มีให้เห็นมาอย่างต่อเนื่อง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะ “ตำรวจไซเบอร์” อย่าง กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ก็ออกมาเตือนประชาชนให้ระแวดระวังอยู่เป็นระยะ รวมถึงผู้เสียหายก็โพสต์เรื่องราวเตือนภัยกันเอง แต่ก็ไม่วายมีโจรหน้าใหม่และเหยื่อป้ายแดงเกิดขึ้นตลอด

สัปดาห์ที่ผ่านมามีผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊กชื่อ “Pakpaew Kiattiya Tasee” ซึ่งเป็นของ น.ส.เครือมาศ พรหมสา อดีตนักข่าวสปริงนิวส์ ได้โพสต์เรื่องเพื่อเตือนภัยเนื่องจากถูกมิจฉาชีพออนไลน์ติดต่อขายสินค้าหลอกให้สั่งของ เมื่อโอนเงินให้แล้วกลับเงียบหายไม่ได้รับสินค้าตามที่สั่งไว้ ซึ่งอาจทำเป็นขบวนการและสร้างความเดือดร้อนแก่คนทั่วไปได้ จึงโพสต์เรื่องราวแจ้งเตือนเพื่อไม่ให้คนอื่นหลงเชื่อตกเป็นเหยื่อ

สำหรับเรื่องราวที่โพสต์เตือนภัยครั้งนี้ น.ส.เครือมาศ บอกว่า เรื่องเกิดเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ผู้เสียหายเป็นแฟนหนุ่มชื่อ นายเอกราช ทาสี เป็นผู้สั่งซื้อสินค้า โดยเริ่มจากมีมิจฉาชีพ ชื่อว่า “เจี๊ยบ” หรือ นายนิทัศน์ แซ่ตั้ง โทรมาเสนอสินค้าจำพวกวัตถุดิบทำน้ำหวาน ชา กาแฟ ซึ่งบอกว่าได้เบอร์มาจากเพจ เห็นขายของพวกนี้อยู่ เผื่อสนใจสินค้าของเขา เมื่อคุยกันไปสักพักรู้สึกว่านายเจี๊ยบดูรู้จักสินค้าดี พอโทรต่อรองราคากันเสร็จจึงตัดสินใจสั่งของกันผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์ โดยมิจฉาชีพรายนี้ใช้ชื่อไลน์ว่า “jeab”

“หลังสั่งของเสร็จ นายเจี๊ยบก็รวมยอดให้เป็นเงิน 50,600 บาท และแจ้งว่าจะต้องโอนเงินก่อนรับสินค้า แฟนของหนูจึงโอนเงินตามยอดที่แจ้งเข้าบัญชีธนาคารกสิกรไทย ของนายเจี๊ยบ ชื่อบัญชี นายนิทัศน์ แซ่ตั้ง ซึ่งโดยปกติที่ร้านเคยสั่งของมาขายแบบนี้ ก็จำเป็นต้องโอนเงินก่อนของมาส่ง เลยไม่ได้เอะใจอะไร จนลืมขอดูใบตัวแทนการค้า หรือชื่อบริษัท อันนี้ถือว่าพลาดเองจริงๆ พอโอนเงินเสร็จแล้ว ก็คุยเรื่องจัดส่งสินค้า ขอที่อยู่ โดยนายเจี๊ยบแจ้งว่าจะจัดส่งสินค้าในวันถัดไป พอถึงวันที่ต้องจัดส่งสินค้าผู้เสียหายโทรไปขอรายละเอียดการจัดส่ง แต่นายเจี๊ยบอ้างว่าจำชื่อขนส่งไม่ได้ และใบหลักฐานการส่งสินค้าอยู่ที่คนขับรถไม่ได้อยู่กับตน ก่อนจะเงียบหายบ่ายเบี่ยง โทรไปก็ไม่ยอมรับสาย ตัดสายและปิดเครื่อง ถามไถ่ไปทางไลน์ เปิดอ่านแต่ไม่ตอบกันเลย จึงเชื่อว่านายเจี๊ยบหลอกลวงให้โอนเงิน ส่อเป็นมิจฉาชีพ จึงไปแจ้งความที่ สภ.เซกา จ.บึงกาฬ เพื่อดำเนินคดีเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม” น.ส.เครือมาศ กล่าว

ทว่าการไปแจ้งความครั้งนี้ตำรวจทำแค่ลงบันทึกประจำวันไว้ แล้วบอกว่าค่อยนัดมาสอบปากคำทีหลัง เมื่อไปขอความช่วยเหลือกับทางธนาคารเพื่ออายัดบัญชีของมิจฉาชีพกลับทำอะไรไม่ได้เพราะต้องเป็นใบแจ้งความดำเนินคดีไม่ใช่แค่บันทึกประจำวันธรรมดา จึงทำให้ผู้เสียหายต้องย้อนกลับมาโรงพักเพื่อแจ้งความใหม่ในวันถัดมา แต่คำพูดของพนักงานสอบสวนกลับทำให้ผู้เสียหายที่ประสบเรื่องทุกข์ร้อนเสียความรู้สึก แม้สุดท้ายตำรวจจะโทรเรียกให้มาสอบปากคำและออกใบแจ้งความที่ไม่ใช่แค่การลงบันทึกประจำวันให้ก็ตาม

ทั้งนี้ผู้เสียหายระบายว่าพอไปขอแจ้งความใหม่ตำรวจก็ออกลูกหงุดหงิด ชักสีหน้า บอกให้รอ เพราะลงบันทึกประจำวันให้แล้ว ขั้นตอนเยอะ คดีมีเป็นร้อยเป็นพัน และผู้ที่ถูกกล่าวหาเขายังเป็นผู้บริสุทธิ์ หรือเขาอาจถูกคนอื่นสวมรอย ต้องตรวจสอบอีกเยอะ เงินที่โอนไปคงไม่ได้คืน ขณะเดียวกันก็เต็มใจโอนให้เขา เรื่องสั่งของออนไลน์ถูกโกงกันเยอะ ยังจะสั่งกันอีกควรเลิกสั่งกันได้แล้ว สุดท้ายก็ต้องมาเดือดร้อนตำรวจ โดยคำพูดเหล่านี้ทำให้เสียความรู้สึกของผู้มีเรื่องทุกข์ร้อนหวังจะมาพึ่งเย็น เพราะคิดว่าตำรวจเป็นที่พึ่งของประชาชน แม้ไม่ได้เงินคืนแต่อยากให้เร่งดำเนินการเอาคนผิดมาลงโทษ ตัดวงจรมิจฉาชีพไม่ให้ไปสร้างความเดือดร้อนเสียหายแก่คนอื่นอีก และหวังว่าบทสรุปจะเป็นเช่นนั้น

เชื่อว่าคดีฉ้อโกงจากโจรออนไลน์ที่เกิดขึ้นบนสังคมยุคโซเชียลมีเดียจะยังไม่ใช่คดีสุดท้าย ยิ่งทำธุรกิจซื้อขายแลกเปลี่ยนผ่านช่องทางนี้ต้องเพิ่มความระมัดระวังตรวจสอบให้ถ้วนถี่ ถ้าเกิดเรื่องแล้วหวังพึ่งตำรวจฝ่ายเดียวคงต้องทำใจ เพราะบางทีอาจเจอตำรวจ(บางคน) ที่มักจะใส่เกียร์ว่าง..!!

แรงปะทะยกแรก..หวิดม้วยพปชร.และลุงตู่จะแก้เชิงเช่นใด

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/373209?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แรงปะทะยกแรก..หวิดม้วยพปชร.และลุงตู่จะแก้เชิงเช่นใด

27 พฤษภาคม 2562 – 12:30 น.
พลังประชารัฐ,ลุงตู่,พลออประยุทธ์ จันทร์โอชา,งูเห่า,ชวน หลีกภัย
เปิดอ่าน 3,640 ครั้ง

โดย…   สมัชชา หุ่นสาระ

ยกแรกเริ่มแบบนี้ ชาวบ้านร้านตลาดจะอุ่นใจได้หรือว่า ว่าที่ครม.ชุดใหม่ที่มีพลังประชารัฐรวมทั้งลุงตู่และพรรคร่วมจะนำทัพและเดินได้สะดวกโยธิน…เพราะเกมการเมืองที่บังเกิดในอาคารทีโอที ถนนแจ้งวัฒนะ ล่าสุดนั้น สะท้อนเบื้องต้นแล้วว่า “เหนื่อย”

อย่าลืมว่าภาวะการเมืองยามนี้แตกต่างกับช่วงห้าปีที่แล้วยิ่งนักสำหรับลุงตู่ เพราะคนการเมืองเจนจัดกว่าแม่ทัพนายกองในยามที่เล่นการเมืองแบบปลอดอำนาจท็อปบู๊ท และยิ่งเจอลูกล่อลูกชนของคนการเมืองนั้น คนหนุนลุงตู่รู้แล้วว่ายากเพียงใด ยิ่งต้องอาศัยงูเห่าภาคสามที่บางครั้งใช้ได้ผล บางหนก็เสียวสันหลังเช่นนี้…มันคงมิสนุกนัก

งานนี้กว่าจะสร้างตำนานครั้งล่าสุดได้…แว่วว่าเล่นเอาคนการเมืองหลายขั้วเหนื่อย เพราะกรรมวิธีคราวนี้แตกต่างจากงูเห่าสองภาคแรกยิ่ง…แม้โครงสร้างจะไม่แตกต่าง แต่รายละเอียดระหว่างบรรทัดนั้นน่ายลยิ่งนัก

ยามหน้าก็เช่นกัน…ใครบางคนควรเตรียมตัวไว้ด้วยว่าการเผยเบื้องหลังการอำนวยการสร้างตำนานงูเห่าภาคสามนั้น…เมื่อราคาค่าตัวของนักแสดงไม่เท่ากัน บางคนที่ไม่พอใจอาจมีการแฉยับออกมา และรอดูว่า “ใครจะรับกรรม”

แต่เบื้องต้นห้วงเวลานี้ “เจ็ดพรรคแนวร่วมต้านลุงตู่” น่าจะรู้ตัวแล้วว่าจะมี สร.1 คนใหม่ที่หน้าตาคล้ายคนเดิมเหมือนห้าปีที่แล้วกลับมาทำงาน โดยเจ็ดพรรคต้านลุงตู่ต้องไปตรวจสอบว่าจะเหลือกำลังพลที่แน่ชัดกี่คน เพราะตอนนี้คล้ายจะทราบกลายๆ แล้วว่า มีใครบางคนย้ายค่ายและให้เหตุผลเยี่ยงใดที่แปรใจไปสวมบทบาทงูเห่าภาคสามกันบ้าง…

แสดงว่างูเห่าภาคสามนั้น “มีจริง” ดั่งคำทำนาย เพราะบังเกิดแล้วในการโหวตเมื่อสองวันที่ผ่านมา และจะบังเกิดอีกแน่ในช่วงลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีในไม่กี่วันข้างหน้านี้ เพราะช่วงไม่กี่อึดใจที่ผ่านมากระแสลือวงในคนการเมืองแทบทุกพรรคยืนยันว่า “ท่อน้ำเลี้ยง” ที่เปิดก๊อกแบบไหลไม่ยั้ง เพื่อหวัง “สี่สิบชีวิต” จากทุกพรรคแปรผันย้ายพรรคในการโหวตเมื่อวันเสาร์และวันอาทิตย์ที่ผ่านมารวมทั้งในอีกไม่กี่วันข้างหน้าด้วยนั้น จำนวนอักโขที่แปรเปลี่ยนชีวิตจากลบเป็นบวกได้ในคราวเดียว แต่จะเป็นใครและสังกัดพรรคใด? เร็วๆ นี้คำตอบชัดแจ้งจากย่านถนนแจ้งวัฒนะจะเผยออกมา

แต่ที่แน่ๆ แล้วคือ งูเห่าภาคสามมาจากขั้วต้านลุงตู่ล้านเปอร์เซ็นต์ และอาจมีแหกมาจากขั้วหนุนลุงตู่ด้วย เพราะปรากฏแล้วในช่วงการเลือกพ่อมดดำและครูแก้วเป็นรองประธานสภาคนที่หนึ่งและคนที่สอง เพราะผลคะแนนแปรผันแบบงงๆ และสื่อว่างูเห่าภาคสามแผลงฤทธิ์เป็นรายกรณี

เมื่อเหลียวมองเกมหย่อนแต้มประมุขฝ่ายนิติบัญญัติที่มีผลโยงกับการเลือกนายกรัฐมนตรีนั้น ยามนี้ใครต่อใครรู้แล้วว่าหากจะเจรจาความกับประชาธิปัตย์และภูมิใจไทยนั้น หากมิใช่วินาทีสุดท้ายแล้ว เกมอาจแปรผันและทำให้หลายคนรู้ว่าสองพรรคนี้ใช่ย่อยเสียที่ไหน…ในชั่วโมงนี้

แม้พรรคสีน้ำเงินจะยอมรับเบื้องต้นแล้วว่าไปร่วมงานกับพปชร. หลังจากไม่กี่วันก่อนเสี่ยหนูเพิ่งโชว์ภาพการไปแตะมือพรรคสีฟ้าเพื่อดึงจังหวะเรื่องขั้วที่สามเมื่อหลายวันก่อน แต่สุดท้ายเมื่อภูมิใจไทยสมปรารถนาก็เผยไต๋กันง่ายๆ แต่ประชาธิปัตย์นั้นยามนี้ยังดึงจังหวะ เพราะคล้ายจะเป็นต่อ และในวันข้างหน้าเชื่อขนมกินเลยว่า ปชป.จะยิ่งขี่ พปชร.ไปเรื่อยๆ

เพราะพลันที่ “ชวน หลีกภัย” จากพรรคสีฟ้าหวนมาทำหน้าที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานรัฐสภาอีกคราว หลังชนะ สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ด้วยจำนวน 258 : 235 เสียง ทั้งๆ ที่ความจริงแล้ว เสียงของทั้งสองฝ่ายนั้นขาดๆ เกินๆ ด้วยกันทั้งคู่ และเมื่อ พปชร.เปิดเกมเลื่อนญัตติ การรวนเรจึงเกิดขึ้นทันควัน เพราะคนใน พปชร.ก็ไม่ยอม ขั้ว ปชป.ก็ใช่ว่าจะลดจังหวะให้ง่ายๆ สุดท้ายแล้วเมื่อ พปชร.และคนหลังม่านต้องเล่นบทจำยอมให้พรรคสีฟ้าคว้าเก้าอี้นี้ไปเพราะหลากเหตุผล ไม่เช่นนั้นเรื่องจะยาว…

รวมทั้งเสียงที่หนุนรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคือ สุชาติ ตันเจริญ จาก พปชร. และ ศุภชัย โพธิ์สุ ของภูมิใจไทยนั้น ผู้แทนฯ ของทุกพรรคลงมติให้พ่อมดดำและครูแก้วชนะแบบคะแนนไม่เสถียรเช่นนี้ สะท้อนว่า “สภาวะปริ่มน้ำ” เริ่มฉายแวว “เหนื่อยรายวัน” สำหรับ ครม.ใหม่และผู้แทนฯ ฝ่ายรัฐบาลชุดหน้าแล้ว

เพราะหากเสียงหายไปเพียงนิดเดียว แนวร่วมต้านลุงตู่ที่จะสวมสิทธิฝ่ายค้านขย่มยับแน่นอน…จนมีใครบางคนทายทักในวันข้างหน้าแล้วว่า “สภาล่มจะเป็นข่าวปกติ”

และเมื่อมองจังหวะการเริ่มแตะมือระหว่าง พปชร.กับพรรคสีฟ้าในการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรครั้งนี้ กลับเกิดวาทะ “ยามนี้พปชร.ยังไม่พร้อม” และพบ “ห้าอ.” ของ พปชร. ที่แจ้งสังคมว่าลงมติผิด จริงหรือแสร้งว่า… แต่ที่แน่ๆ เกมนี้ พปชร.เสียแต้มไปโขเพราะเกมการเมืองที่ พปชร.ไปดีลกับพรรคสีฟ้าและสีน้ำเงินนั้น มีการหักมุมในช่วงนาทีท้ายๆ ก่อนการโหวต และคนการเมืองมองออกว่ามันเสมือนเค้าลางที่สามารถล่มรัฐนาวาลำใหม่ได้ตลอดเวลา

พปชร.บางคนมองเงื่อนไขที่มีการไปเจรจากับ ปชป.ในโควตาประมุขฝ่ายนิติบัญญัตินี้ว่า พปชร.มิควรมอบให้ เพราะหากปล่อยให้ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติอยู่ในการดูแลของปชป.แล้วจะคุมจังหวะได้หรือ ทั้งในยามนี้และยามหน้า และเมื่อทราบว่า “นายหัวชวน” จะมารับหน้าที่นี้ เกมก็เปลี่ยนตั้งแต่ค่ำวันศุกร์ทันควัน ความอลหม่านจาก พปชร.บังเกิดพลัน เพราะลีลาของคนการเมืองจากตรังคนนี้ใช่ย่อยที่ไหน และ พปชร.อาจไม่สมหวังกับหลากจังหวะในอนาคตบนเวทีสภา ผนวกกับลีลาของ ปชป.ที่ยอมกลืนน้ำลายมาแตะขั้วลุงตู่

ถามว่า ปชป.จะเป็นหมูในอวยให้ พปชร.เถือได้ง่ายๆ เชียวหรือ…คำตอบคือ เซียนการเมืองที่เซี้ยวสุดในยามนี้ของเมืองไทยคือคนในพรรคสีฟ้า

หากจะมีคำถามต่อมาว่า…เกมนี้ใครได้แต้ม คำตอบนั้น น่าจะเริ่มจากฝ่ายเสียราคาก่อนคือ พปชร. และขุนพลหลังม่านจากคสช. คือสองฝ่ายที่ต้องรับกรรมในยามนี้เป็นลำดับต้นๆ เพราะเชิงมวยทางการเมืองนั้น นับว่าเสียเปรียบ โดนนับแปดและมีแผลแตกในยกแรกแบบกองเชียร์แทบถอดใจตั้งแต่เริ่มขบวนจนถึงยามนี้

คำถามถัดมาคือ วันนี้ความหวั่นใจของ พปชร.ชัดแล้วหรือไม่ คำตอบคือ ควรไปถามใจคนวงใน พปชร.และคนที่หนุนลุงตู่ว่าจะปล่อยให้ ปชป.พลิกกลับมาคุมสภาแทนเช่นนี้หรือ…

เพราะคำตอบที่ชัดกว่าทุกคำตอบคือ “ปชป.” แม้จะเป็นพรรคอันดับสี่ ที่มีห้าสิบสองชีวิต แต่วันนี้กลับคุมเกมการเมืองไว้ได้เกือบหมด จนคีย์แมน พปชร. ขุนพลท็อปบู๊ทที่อยู่หลังม่านการเมือง ต้องถอนหายใจ แต่เมื่อเหตุมันเกิดย่อมมีผลออกมาแบบนี้ และต้องคอยแก้เกมรายวันเพื่อประทังให้อยู่รอดปลอดภัย

สุดท้ายการเมืองวันนี้ก็ยังย่ำรอยเดิม อยู่ในวังวนเก่าๆ แต่แนบเพิ่มด้วยลีลาและเชิงชั้นที่ไม่เคยบังเกิดขึ้นในเวทีการเมืองไทย

จากสงครามการค้า สู่สงครามเทคโนโลยี: สำรวจแนวรบฝั่งตะวันออก

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/373224?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

จากสงครามการค้า สู่สงครามเทคโนโลยี: สำรวจแนวรบฝั่งตะวันออก

27 พฤษภาคม 2562 – 12:25 น.
โดนัลด์ ทรัมป์,สงครามการค้า,เทคโนโลยี
เปิดอ่าน 1,004 ครั้ง

คอลัมน์…  รู้ลึกกับจุฬาฯ  ผศ. ดร.ปิติ ศรีแสงนาม ศูนย์เศรษฐกิจระหว่างประเทศ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เมื่อสัปดาห์ก่อน ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา ได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ห้ามการใช้เทคโนโลยีการสื่อสารจากบริษัทโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่ของจีน และสั่งห้ามธุรกิจอเมริกันทำการค้ากับบริษัทเทคโนโลยีของจีนอย่างน้อย 2 เจ้า นั่นคือ Huawei และ ZTE

แถมยังขู่อีกว่าหากจีนยังไม่มีมาตรการในการนำเข้าสินค้าเพิ่มขึ้นจากสหรัฐ พร้อมกับยกเลิกมาตรการที่เกี่ยวข้องกับการบังคับให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา และการค้าอย่างไม่เป็นธรรมผ่านกิจการที่เป็นวิสาหกิจของรัฐบาลจีน สหรัฐจะปรับขึ้นอัตราภาษีอีกระลอก และเที่ยวนี้จะปรับขึ้นภาษีสำหรับสินค้านำเข้าจากจีนมูลค่ากว่า 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

มาตรการดังกล่าวนับเป็นความเคลื่อนไหวสำคัญในสงครามการค้าระลอกที่ 2 (ระลอกแรกเมื่อกรกฎาคม ปีที่แล้ว) ที่สหรัฐเป็นฝ่ายเริ่มออกอาวุธก่อน เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม ที่ผ่านมา โดยการปรับขึ้นอัตราภาษีศุลกากรในการนำเข้าสินค้าจาก 10% เป็น 25% สำหรับสินค้านำเข้าจากจีนมูลค่ากว่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถูกฝ่ายจีนตอบโต้มาโดยการประกาศว่าจะปรับขึ้นภาษีการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐมูลค่า 6 หมื่นล้านดอลลาร์

แน่นอนว่าทั่วโลกต่างหวั่นวิตก ทั้งในมิติผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อการค้าและการลงทุนของแต่ละประเทศ รวมทั้งผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับผู้บริโภค เพราะภาษีที่ขึ้นในคราวนี้ กว่า 5,000 รายการสินค้าเป็นสินค้าขั้นสุดท้ายที่ผู้บริโภคจะต้องจ่ายซื้อนำเข้าโดยตรงจากจีน นำไปสู่ข้อสงสัยมากมาย

แต่สิ่งที่เราจะมาอธิบายกันวันนี้ก็คือ แล้วกับฝ่ายจีนล่ะ เขามีการเตรียมรับมือเตรียมความพร้อมกับเหตุการณ์เหล่านี้เพียงใด อย่างไร เพราะต้องอย่าลืมว่า สงครามการค้าที่พัฒนาต่อเนื่องเป็นสงครามเทคโนโลยีในคราวนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นเพราะสหรัฐเองที่ต้องการกีดกันและปิดล้อมเพื่อไม่ให้จีนกลายเป็นมหาอำนาจใหม่ที่สามารถขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจไปทั่วโลกได้ภายใต้  ปรากฏการณ์ที่ถูกมองว่าเป็นการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2010

สำหรับจีน ทางการจีนตระหนักถึงภัยคุกคามต่ออธิปไตยของจีนบนโลกไซเบอร์ที่ไร้พรมแดนมาตั้งแต่ ค.ศ.1996 เมื่อระบบอินเทอร์เน็ตกลายมาเป็นครื่องมือสื่อสารใหม่ที่เป็นสากลและเปิดกว้าง ด้วยเหตุนี้ เพื่อรักษาอธิปไตย(ความสามารถในการบริหารจัดการและควบคุมกิจกรรมต่างๆภายในประเทศของตน) บนโลกไซเบอร์ ที่ง่ายต่อการแทรกแซงจากต่างประเทศ รัฐบาลจึงจีนเริ่มพัฒนาโครงการ “Golden Shield Project: GSP” ภายใต้การกำกับดูแลของสำนัก Bureau of Public Information and Network Security Supervision มาตั้งแต่ ค.ศ.1997

รัฐบาลจีนเริ่มควบคุมการเข้าถึงบริการต่างๆ บนโลกออนไลน์ของประชาชนจีนมาตั้งแต่ปี 1998 นั่นทำให้ประชาชนจีนที่ใช้ระบบอินเทอร์เน็ตในประเทศจีนไม่สามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลบางแหล่งจากต่างประเทศได้ ไม่สามารถเข้าถึง website และ application ต่างๆ ในต่างประเทศได้อย่างอิสระ ซึ่งรวมถึงบริการชื่อดังระดับโลก อาทิ Google, Facebook, Twitter, Wikipedia, Youtube ฯลฯ แน่นอนว่าการปิดกั้นระบบเหล่านี้ภายใต้ The Great Firewall (ชื่อเล่นของ GSP ที่ตั้งล้อกับกำแพงเมืองจีน (The Great Wall)) ก็เป็นผลให้ผู้ผลิตและผู้ให้บริการต่างๆ บนโลกออนไลน์ของจีนจำเป็นต้องพัฒนาระบบของตนเองขึ้นมาให้ได้

จากที่ในปี 2000 ผู้คนส่วนใหญ่เปรียบเทียบเสมอๆ ว่าเมื่อทั่วโลกมี Facebook, Amazon และ Google ในจีนก็จะมี application คู่แฝด เช่น Tencent, Alibaba และ Baidu ขึ้นมา แต่นั่นคือการเปรียบเทียบเมื่อ 2 ทศวรรษที่แล้ว

เพราะในปัจจุบันหากคนจีนจะซื้อสินค้าและบริการจากบุคคลต่างๆ (เช่นเดียวกับในโลกมี eBay) ในจีนก็จะมี Taobao.com เป็น platform ในการทำธุรกิจแบบ C2C (Customer-to-Customer); หากคนจีนจะซื้อสินค้าและบริการจากภาคธุรกิจ (Business-to-Customer: B2C) พวกเขาก็สามารถเข้าถึงได้ด้วย Tmall.com

คนจีนสามารถสั่งซื้อของสดออนไลน์ได้จากซูเปอร์มาร์เก็ตออนไลน์ที่มีหน้าร้านจริง (On-line to Off-line: O2O) ที่สามารถสั่งให้ทางร้านต้ม ทอด ปิ้ง ย่างของสดเหล่านั้นแล้วนำมาส่งถึงบ้านด้วย Hema คนจีนสามารถจองตั๋วเครื่องบินและที่พักด้วย Feizhu เหมือนกับที่พวกเราใช้ Agoda, Expedia, และ Traveloka คนจีนดูคลิปวิดีโอออนไลน์ ผ่าน Youku และ Tudou.com เพราะเข้า YouTube ไม่ได้

ในขณะเดียวกัน ภาพยนตร์ Blockbuster ชื่อดังอย่าง Mission Impossible ภาคล่าสุด Fall Out ก็ผลิตโดย Alibaba Pictures พวกเขาเล่นเกมผ่าน 9Apps Gaming Platform ฟังเพลง On-line ผ่าน Ali Music ใช้ Social Media ที่ชื่อ Weibo กู้เงินออนไลน์โดยสถาบันการเงิน Ant Financial Service ซึ่งเป็นเจ้าของระบบการชำระเงินที่ใหญ่ที่สุดในจีนที่พวกเรารู้จักกันในนาม AliPay

ด้านเจ้าของร้านโชห่วยก็ไปซื้อสินค้าจากบริการค้าส่ง LST.1688.com ขณะที่ผู้บริโภคก็เดินเข้าร้านสะดวกซื้อ Bailian แต่ถ้าอยากช็อปปิ้งมากกว่าของร้านสะดวกซื้อ ก็เข้าไปที่ Intime Retail หรือร้านที่เป็นแหล่งรวมสินค้าวัยรุ่นเฟี้ยวๆ ก็ต้อง Koubei หรือ ซื้อของแบรนด์เนมผ่าน Yintai Center และสินค้าทั้งหมดนั้นก็จะถูกจัดส่งไปที่บ้านด้วยบริการโลจิสติกส์ Cai Niao ที่สำคัญคือเขาไม่ได้เข้า website บริการเหล่านี้ด้วย Google Chrome เหมือนที่พวกเราใช้กันในประเทศไทยนะครับ เพราะเขามี Web Browser ของตัวเองที่ชื่อ UCBrower

แต่ความมหัศจรรย์คือ ทั้งหมดที่ผมกล่าวถึงไปแล้วในย่อหน้าที่แล้วคือ สารพัดเครื่องมือของบริษัทเพียงบริษัทเดียวนั่นคือ Alibaba Group

ดังนั้นในปี 2019/2020 Alibaba จึงไม่ใช่คู่ชกที่เปรียบมวยกับ Amazon.com เท่านั้น และต้องอย่าลืมด้วยว่า Tencent, Baidu, JD ฯลฯ ต่างก็มีระบบนิเวศหรือมีจักรวาลของตนเองที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้ Alibaba และนั่นเป็นผลส่วนหนึ่งมาจากการที่จีนสร้าง The Great Firewall ขึ้นมาตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1990 เพราะเมื่อไม่สามารถใช้งานบริการของต่างชาติได้ คนจีนก็พัฒนาเทคโนโลยีของตนขึ้นมาใช้ และเผลอๆ จะแซงหน้าเทคโนโลยีของฝั่งตะวันตกได้ด้วยในบางกรณี

ดังนั้นการที่บริษัทเทคโนโลยีสหรัฐถูกสั่งไม่ให้ค้าขายกับบริษัทอย่าง Huawei ของจีน แน่นอนในระยะสั้นมีผลกระทบ แต่ในระยะต่อๆ ไป จีนก็จะสามารถพัฒนาสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาทดแทนชิ้นส่วนและบริการที่ต้องนำเข้าได้อย่างแน่นอน นอกจากการปิดกั้นแล้ว อีกเหตุผลหนึ่งที่จีนทำเรื่องเหล่านี้ได้ เพราะจีนมีตลาดภายในประเทศที่มีขนาดใหญ่เพียงพอ เพราะต้องอย่าลืมว่าประชาชนจีนกว่า 1.4 พันล้านคน นอกจากจะเป็นตลาดขนาดใหญ่แล้ว นี่ยังเป็นแหล่งรวมของทรัพยากรมนุษย์ที่ใหญ่และหลากหลายที่สุดอีกด้วย

นโยบายของรัฐบาลจีนเองก็มีการเตรียมความพร้อมในเรื่องการค้าและการลดการพึ่งพาสหรัฐและตะวันตกมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหลังปี 2009 ซึ่งเป็นช่วงปลายของผู้นำรุ่นที่ 4 Hu Jintao ก่อนที่จะส่งไม้ต่อให้ผู้นำรุ่นที่ 5 Xi Jinping ช่วงนั้นเป็นช่วงที่จีนได้รับผลกระทบไปเต็มๆ จากวิกฤติเศรษฐกิจ Sub-Prime ในสหรัฐและในยุโรป วิกฤติในสหรัฐและยุโรปทำให้กำลังซื้อตกต่ำ และในเมื่อกว่า 80% ของ GDP ของจีนในขณะนั้นขึ้นกับการส่งออก และตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของจีนก็คือสหรัฐและยุโรป นั่นทำให้จีนเจอภาวะถดถอยในอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการส่งออก จนนำไปสู่การปฏิรูปเศรษฐกิจในปี 2009/2010 ภายใต้นโยบาย New Normal (新常态, Xīn chángtài)

ภายใต้การปฏิรูปเศรษฐกิจดังกล่าว จีนตั้งเป้าหมายไว้ 2 เป้าหมาย นั่นคือ 1) การลดการพึ่งพาการส่งออก และกำหนดเป้าหมายให้มากกว่า 60% ของผลผลิตที่ผลผลิตในจีน (GDP) ต้องถูกบริโภคภายในประเทศ และ 2) จีนต้องหาคู่ค้าใหม่ๆ เพื่อกระจายความเสี่ยงไม่พึ่งพาแต่เฉพาะสหรัฐและยุโรป โดยข้อที่ 2 ทำให้เกิดการเชื่อมโยงภายใต้ยุทธศาสตร์ หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง (One Belt One Road, 一带一路, Yīdài yīlù) เพื่อเชื่อมจีนสู่ตลาดและแหล่งทรัพยากรในเอเซีย แอฟริกา และยุโรป

ในขณะที่ข้อ 1 เพื่อเสริมสร้างให้การบริโภคภายในประเทศกลายเป็นพลังหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ จีนต้องทำ 2 เรื่อง นั่นคือ 1) ต้องทำให้คนจีนรวยขึ้น ซึ่งทำมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2009 (และนั่นทำให้ไทยได้อานิสงส์เพราะนักท่องเที่ยวจีนจำนวนมากเข้ามาท่องเที่ยวในไทย) และ 2) คนจีนที่รวยขึ้นเหล่านั้นจะกินของจีน ใช้ของจีนก็ต่อเมื่อ พวกเขาเห็นว่า สินค้าจากจีนเป็นสินค้าคุณภาพสูง นั่นทำให้เกิดนโยบาย Made in China 2025 (中国制造2025, Zhōngguó zhìzào èrlíng’èrwǔ) ที่ทางการจีนพยายามยกระดับ ล้างภาพลักษณ์ของสินค้าจีน ที่เคยถูกมองว่าเป็นสินค้าคุณภาพต่ำ เป็นสินค้าปลอม ให้สินค้าจีนกลายเป็นสินค้าคุณภาพสูงให้ได้สำเร็จในปี 2025

นโยบาย Made in China 2025 ดำเนินการผ่านการสนับสนุนการลงทุนจากต่างประเทศ โดยทางการจีนให้สิทธิพิเศษทางการลงทุนในเงื่อนไขที่ดีที่สุดกับบริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุนโดยทำตามนโยบายของจีนที่ต้องการการพัฒนาคนและการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับจีน นั่นทำให้เราได้เห็นนวัตกรรมใหม่ๆ หลายๆ อย่างเกิดขึ้นในจีนที่จับตาจับใจผู้บริโภคอย่างยิ่ง อาทิ โทรศัพท์มือถือหัวเว่ย P30Pro ที่ Zoom ได้ 50 เท่า ด้วยอุปกรณ์ของ Sony (ญี่ปุ่น) ผนวกกับเทคโนโลยีของ Laica (เยอรมัน) และในปัจจุบันสินค้าแบรนด์เนม สินค้าคุณภาพสูงจำนวนมากก็ผลิตจากประเทศจีน

อ่านมาถึงตรงนี้คุณผู้อ่านคงเข้าใจแล้วใช่ไหมครับว่าสงครามการค้าที่ขยายผลลุกลามกลายเป็นสงครามเทคโนโลยีไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่นี่คือความจำเป็นเร่งด่วนที่ไม่ว่าใครขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีสหรัฐก็ต้องเร่งควบคุมการขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจของจีน แต่ผู้นำคนไหนจะเลือกใช้วิธีการอย่างไรก็เท่านั้นเอง จะใช้วิธีการเจรจาเพื่อวางกฎระเบียบการค้าการลงทุนในกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างโอบามา หรือจะทำสงครามใช้มาตรการกีดกันทางการค้าอย่างกรณีของทรัมป์ก็เป็นเรื่องที่สหรัฐต้องทำ เพื่อรักษาสถานะมหาอำนาจผู้ควบคุมระเบียบโลกของตน

ในขณะที่จีนเอง คุณผู้อ่านก็คงจะเห็นแล้วว่า การรับมือของจีนก็ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หรือการแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้า หากแต่จีนก็เตรียมตัวมาแล้วนานวันจนมีความพร้อมระดับหนึ่งแล้ว และเป็นที่แน่นอนว่าเวทีความสัมพันธ์ทางภูมิรัฐศาสตร์เศรษฐกิจจะเพิ่มความซับซ้อนและคงขับเคี่ยวกันอย่างดุเดือดต่อไปในอนาคต