ผู้มีบารมีนอกพรรค ทำ ปชป.-พปชร.ป่วน !

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/373211?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ผู้มีบารมีนอกพรรค ทำ ปชป.-พปชร.ป่วน !

27 พฤษภาคม 2562 – 11:05 น.
ประธานสภาผู้แทนราษฎร,พรรคพลังประชารัฐ,พรรคประชาธิปัตย์,ชวน หลีกภัย,ประชุมสภา,ผู้มีบารมีนอกพรรค,จอมบงการ
เปิดอ่าน 21,432 ครั้ง

คอลัมน์…  กวาดบ้านกวาดเมือง   โดย…  ลมใต้ปีก

ความอลหม่านในการจัดตั้งรัฐบาล จนนำไปสู่การเล่นเกมแรกของการประชุมสภาปริ่มน้ำนัดแรก ต่อศึกชิงประธานสภาผู้แทนราษฎร แม้ท้ายสุดจะลงเอยด้วย ชวน หลีกภัย แต่เป็นการลงเลยโดยมีร่องรอยแห่งความขัดแย้งทั้งในพรรคประชาธิปัตย์และพลังประชารัฐ

ความไม่ลงตัวในช่วงก่อนและระหว่างการประชุมมาจาก การแทรกแซงของ “ผู้มีบารมีนอกพรรค” ของทั้งพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคพลังประชารัฐ โดยเฉพาะเรื่องการจัดแบ่งกระทรวงให้แต่ละพรรคที่กระทบต่อ “ความต้องการ”ของคนในพรรคและนอกพรรค

เริ่มต้นด้วย เมื่อมี “ผู้มีบารมีนอกพรรค”พลังประชารัฐ อาชา เข้ามาจัดแบ่งกระทรวงให้ ประชาธิปัตย์และภูมิใจไทย เมื่อคืนวันที่ 23 พฤษภาคม ที่ผ่านมา หลังจากที่ พรรคประชาธิปัตย์ และภูมิใจไทย ตั้งเงื่อนไขร่วมรัฐบาล “แย่งของรักของหวง” ของผู้มีบารมีสีเขียว คือ กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงคมนาคม ที่ “ผู้มีบารมีสีเขียว” ไม่ยอมให้โควต้านี้ไปตกไปอยู่ในมือ “นักการเมือง” แม้จะเป็นภายในพรรรพลังประชารัฐเองก็ตาม จึงไม่ต้องพูดถึงว่าจะยอมให้พรรคร่วมรัฐบาลอื่น

โผการแบ่งเค้กจึงถูกจัดสรรใหม่ โดยให้กระทรวง พาณิชย์-พลังงาน -ศึกษา-พัฒานาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ แก่ประชาธิปัตย์ และให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์-สาธารณสุข-ท่องเที่ยวและกีฬาแก่ภูมิใจไทย ซึ่งเหมือนจะลงตัว แต่ทันทีที่คนในพลังประชารัฐรับรู้ว่ามีการแบ่งเค้กเช่นนี้และกระทบกับ “ความฝัน”นักเลือกตั้งในพรรคที่หมายมั่นจะจองเก้าอี้เสนาบดีใหญ่ จึงเกิดอาการ  “รวน” ขนานใหญ่ที่ใช้อิทธิพลนอกพรรคปั่นป่วนพรรคจนต้อง “ล้ม”การเจรจานั้นไป

เก้าอี้รัฐมนตรีพลังงาน กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการเจรจา เพราะกลายเป็นเก้าอี้จ่องหมายปองของณัฐพล ทีปสุวรรณ ขุนพล กปปส. ที่มาเป็นหมายเลข1 ปาร์ตี้ลิสต์พลังประชารัฐ ซึ่งเกิดกำลังภายในนอกพรรคที่จะ “ล็อก”เก้าอี้นี้ให้ ณัฐพล ทีปสุวรรณ จึงไม่ยอมให้เป็นโควต้าของประชาธิปัตย์

ผู้มีบารมี “ส”จึงใช้เส้นสายในทั้งประชาธิปัตย์ และพลังประชารัฐก่อหวอดจนต้องล้ม “ดีล” จึงเป็นที่มาที่พรรคประชาธิปัตย์ ไม่ยอมมีมติเข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วมรัฐบาลในการประชุมวันที่ 23 และ 24 พฤษภาคม เพราะความไม่ชัดเจนของการ “แบ่งกระทรวง” และเป็นต้นเหตุต่อ “ความขัดแย้ง”การเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรที่ประชาธิปัตย์ เข็น ชวน หลีกภัย ลงสู้สุชาติ ตันเจริญ จากพลังประชารัฐ ก่อนจะตกลงกันวินาทีสุดท้ายหลีกทางให้ ชวน หลีกภัย ไม่งั้นแพ้ สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ จากฝั่งเพื่อไทย ที่จะหนักหนากว่า

ปรากฎการณ์ “ผู้มีบารมีนอกพรรค”แทรกพรรคการเมือง สอดคล้องกับที่ชวน หลีกภัย ระบุว่า มี “คนนอกพรรค”แทรกแซงการเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่เป็นการสู้ระหว่าง จุรินทร์ ลักษณะวิศิษฐ์ กับพีระพันธุ์  สาลีรัฐวิภาค มาแล้ว

นั่นย่อมแสดงให้เห็นว่า การเมืองไทยที่วุ่นวายอยู่ทั้งการเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และการตั้งรัฐบาล มาจาก  “ผู้มีบารมีนอกพรรค” ทั้งประชาธิปัตย์และพลังประชารัฐ  และเอาเข้าจริงอีกฝากหนึ่งคือขั้วเพื่อไทยก็วุ่นวาย เพราะการ “บงการ”ของผู้มีบารมี “แดนไกล” ที่บงการ หลายพรรคจน ดำรงความเป็น “ขั่ว”ขัดแย้งทางการเมืองอยู่

อนิจาการเมืองไทยสุดท้าย …วุ่นวายเพราะ “จอมบงการ”

8 ปี 5 เดือน ‘ป๋าเปรม’ บนถนนสายการเมือง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/373204?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

8 ปี 5 เดือน ‘ป๋าเปรม’ บนถนนสายการเมือง

27 พฤษภาคม 2562 – 08:02 น.
พลอเปรม ติณสูลานนท์,ป๋าเปรม,บ้านสี่เสาเทเวศร์
เปิดอ่าน 3,191 ครั้ง

รายงาน…

ชีวิตของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ก้าวและเปลี่ยนไปทุกครั้ง มักจะเป็นไปตามฟันเฟืองตัวจักรแห่งสถานการณ์ให้หมุนไปข้างหน้า

          ต้นเดือนตุลาคม 2520 พล.อ.เปรม ได้เลื่อนตำแหน่งจากแม่ทัพภาคที่ 2 ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก และเริ่มมีบทบาททางการเมือง 

20 ตุลาคม 2520 พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ นำคณะทำการรัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาลธานินทร์ กรัยวิเชียร พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 15 โดย พล.อ.เปรม เป็นรัฐมนตรีช่วยมหาดไทย

1 ตุลาคม 2521 ก้าวขึ้นเป็นผู้บัญชาการทหารบก และปีถัดมา เป็นรัฐมนตรีกลาโหม ซึ่งตอนนัั้น คนไทยเริ่มรู้จักนายทหารบ้านนอกบ้างแล้ว

++

 รัฐบาลใต้ร่มพระบารมี
พลันที่ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ประกาศลาออกกลางสภา เมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2523 เมื่อมีการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ พล.อ.เปรม ได้รับเลือกด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น นับเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 16 ของประเทศไทย

พล.อ.เปรม ได้กล่าวย้ำกับคณะรัฐมนตรีในการประชุมคณะรัฐมนตรีนัดแรกว่า “รัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลเหนือพรรค เหนือพวก เหนือผลประโยชน์ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง” 

รัฐบาลเปรม สมัยที่สอง (2526-2529) พล.อ.เปรม ได้รับการสนับสนุนจาก 4 พรรคการเมืองคือ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคกิจสังคม พรรคประชากรไทย และพรรคชาติประชาธิปไตย ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 30 เมษายน 2526

รัฐบาลเปรม สมัยที่สาม (2529-2531) พรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล สนับสนุน พล.อ.เปรม เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2529

เนื่องจากความขัดแย้งของพรรคประชาธิปัตย์ พล.อ.เปรมจึงได้ตัดสินใจยุบสภาเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2531 และได้จัดให้เลือกตั้งใหม่ในวันที่ 24 กรกฎาคม 2531

ผลการเลือกตั้ง ส.ส.ปี 2531 ปรากฏว่า พรรคชาติไทย ได้รับเลือกมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง ตอนค่ำวันที่ 17 กรกฎาคม 2531 หัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรค 5 พรรค อันประกอบด้วย พรรคชาติไทย พรรคกิจสังคม พรรคประชาธิปัตย์ พรรคราษฎร และพรรคสหประชาธิปไตย ได้เข้าพบ พล.อ.เปรม เพื่อเชิญให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พล.อ.เปรมได้กล่าวขอบคุณพร้อมกับพูดว่า “ผมขอพอ” ส่งผลให้ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่

มีข้อสังเกตว่า ตั้งแต่รัฐบาลเปรม 1 ถึงเปรม 5 พล.อ.เปรม ได้ยึดตำแหน่งในกระทรวงสำคัญ ทั้งด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจมหภาค โดยเฉพาะกระทรวงเศรษฐกิจนั้น บรรดาเทคโนแครตจากสภาพัฒน์ และธนาคารแห่งประเทศไทยได้จับจองไว้ ที่เหลือให้พรรคการเมืองไปแบ่งกัน ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า นโยบายเศรษฐกิจในยุค พล.อ.เปรม ถูกขับเคลื่อนด้วย “พลังเทคโนแครต”

++

      การเมืองนำการทหาร
ผลงานชิ้นโบแดงของรัฐบาลเปรม สมัยแรก คือ พล.อ.เปรมได้ออกคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 66/2523 ในวันที่ 23 เมษายน 2523 ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญในการต่อสู้เอาชนะคอมมิวนิสต์ โดยใช้การรุกทางการเมือง ควบคู่กับการดำเนินกลยุทธ์ทางทหาร ส่งผลให้ฝ่ายคอมมิวนิสต์ประสบความพ่ายแพ้ นักรบและมวลชนได้ออกมามอบตัวต่อทางการ อันนำไปสู่การยุติสงครามกลางเมือง ระหว่างกองทัพแห่งชาติ กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) อย่างเด็ดขาดเมื่อปี 2530

ที่มาของ “การเมืองนำการทหาร” เริ่มจากปี 2516 สมัยที่ พล.อ.เปรม ดำรงตำแหน่งรองแม่ทัพภาคที่ 2 ได้เข้าประจำการที่กองทัพภาคที่ 2 ส่วนหน้า(สกลนคร) จึงเรียนรู้ปัญหาสงครามประชาชนอย่างถ่องแท้ เมื่อ พล.อ.เปรม ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นแม่ทัพภาคที่ 2 จึงได้นำแนวคิดการเมืองนำการทหาร หรือ “ยุทธศาสตร์มวลชน” สู่การปฏิบัติที่เป็นจริง

ชัยชนะของกองทัพแห่งชาติต่อ พคท. นำไปสู่การปรองดองชาติ ดับไฟสงครามประชาชน ทำให้คำสั่ง 66/2523 ได้รับการอ้างถึงในช่วงหลังๆ อยู่บ่อยครั้ง

++

    ต้านยุทธการยึดเมือง
พล.อ.เปรม ก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีจากการสนับสนุนของกองทัพ โดยเฉพาะกลุ่มยังเติร์ก แต่ พล.อ.เปรมก็ไม่ไว้ใจผู้นำ “กลุ่มยังเติร์ก” พล.อ.เปรมจึงต่ออายุราชการในตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกของตนเอง เพื่อให้มั่นใจว่าปีแรกของการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ขาจะไม่ลอยจากกองทัพ

ด้วยเหตุนี้ กลุ่มยังเติร์กจึงไม่พอใจ วันที่ 1-3 เมษายน 2524  จึงก่อการยึดอำนาจ ในชั้นแรกจะให้ พล.อ.เปรมเป็นหัวหน้าคณะปฏิวัติ แต่ พล.อ.เปรมปฏิเสธ กลุ่มยังเติร์กจึงให้ พล.อ.สัณห์ จิตรปฏิมา รองผู้บัญชาการทหารบก เป็นหัวหน้าคณะปฏิวัติแต่การยึดอำนาจไม่ประสบความสำเร็จ

          การยึดอำนาจที่ไม่ประสบความสำเร็จ ทำให้กลุ่มยังเติร์กหรือทหารหนุ่ม จปร.7 ต้องหมดบทบาททางการเมือง และ พล.อ.เปรม มีอำนาจในการคุมกองทัพที่เข้มแข็งมากขึ้น

วันที่ 9 กันยายน 2528 ได้มีความพยายามยึดอำนาจอีกครั้ง ในระหว่างที่ พล.อ.เปรมเดินทางเยือนอินโดนีเซีย นำโดย พ.อ.มนูญ รูปขจร (ชื่อและยศในเวลานั้น) และนายทหารนอกราชการ แต่การยึดอำนาจไม่ประสบความสำเร็จ

++

  ลอบสังหารป๋าเปรม
บนถนนการเมืองของ พล.อ.เปรม ต้องเผชิญหน้ากับการทำรัฐประหาร 2 ครั้ง และมีแผนการลอบสังหารผู้นำการเมือง และบุคคลสำคัญเกือบ 10 ครั้ง อันเป็นผลมาจากการรัฐประหารที่ล้มเหลวในเดือนเมษายน 2524

จากข้อมูลการลอบสังหารผู้นำการเมือง ที่มีการบันทึกไว้ 9 ครั้ง แต่มีอยู่ 2 ครั้ง ที่เป็นความพยายามลอบสังหาร พล.อ.เปรม

ครั้งที่ 1 วันที่ 14-16 กรกฎาคม 2525 มีการลอบสังหาร พล.อ.เปรม ขณะเดินทางไปเป็นประธานเปิดอนุสาวรีย์จอมพล ป.พิบูลสงคราม ที่ศูนย์การทหารปืนใหญ่ อ.เมือง จ.ลพบุรี แต่กระสุนจรวดขนาด 66 มม. เอ็ม 72 พลาดเป้าหมายไปเพียงเล็กน้อย

ครั้งที่ 2 วันที่ 20 ตุลาคม 2525 มีการลอบสังหาร พล.อ.อาทิตย์, พล.อ.เปรม และตระเตรียมการลอบปลงพระชนม์พระบรมวงศานุวงศ์ ในพิธีปิดการแข่งขันฟุตบอลควีนส์คัพ ที่สนามกีฬาแห่งชาติ กทม.

ห้วงเวลานั้น พล.อ.เปรม ได้ฉายา “นักฆ่าแห่งลุ่มน้ำเจ้าพระยา” เนื่องจากมีกระบวนท่าทางการเมืองที่พลิกแพลง แม้บุคลิกส่วนตัวดูอ่อนน้อม แต่ก็เฉียบขาด

จากสมรภูมิภาคอีสาน สู่ทำเนียบรัฐบาล ตลอดระยะเวลา 8 ปี 5 เดือนในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พล.อ.เปรม ให้ความสำคัญกับการจัดสมดุลทางอำนาจ จึงประคองตัวให้รอดพ้นจากเกมอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภา ความพยายามยึดอำนาจ และการลอบสังหาร

         พล.อ.เปรม เป็นนักการเมืองที่เก่งกาจ ยากที่จะมีนายทหารคนใดทำได้ มีทักษะในการประเมินสถานการณ์อย่างรอบด้าน ยอมถอยเมื่อเสียเปรียบ และพร้อมเผด็จศึกเมื่อโอกาสมาถึง

วาสนาชะตาคน “พ่อมดดำ” ฝัน(ยัง)ไม่เป็นจริง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/373142?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

วาสนาชะตาคน “พ่อมดดำ” ฝัน(ยัง)ไม่เป็นจริง

26 พฤษภาคม 2562 – 12:55 น.
สุชาติ ตันเจริญ,มดดำ,มดดำ คชาภา ตันเจริญ,พรรคพลังประชารัฐ,ประธานรัฐสภา,สส,เลือกประธานรัฐสภา
เปิดอ่าน 16,371 ครั้ง

ข่าวเนชั่นสุดสัปดาห์ หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 26 พ.ค. 2562

********************

การเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร และรองประธานสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 25 พ.ค.2562 โดยที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งจะใช้หอประชุมทีโอที ถนนแจ้งวัฒนะแกนนำพรรคพลังประชารัฐ ยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่าจะเสนอชื่อ“สุชาติ ตันเจริญ”ส.ส.ฉะเชิงเทรา เพียงคนเดียว ไม่สนับสนุน ส.ส.จากพรรคอื่น

“สุชาติ” เคยดำรงแหน่งฝ่ายนิติบัญญัติมาสองหนแล้วคือ สมัยที่พรรคความหวังใหม่ยุบรวมพรรคไทยรักไทย สุชาติ เป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 (9 ก.พ.2545 – 5 ม.ค.2548)

หลังเลือกตั้งปี 2548 พรรคไทยรักไทย ได้รับการเลือกตั้งเกินครึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนฯสุชาติขยับเป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 (7 มี.ค.2548 – 24 ก.พ.2549) แต่บังเอิญเกมต่อรองเรื่องตั้งรัฐบาล มีการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน พรรคพลังประชารัฐ ต้องสนับสนุน “ชวน หลีกภัย” เป็นประธาน สุชาติจึงถอยทัพ

ขาใหญ่ไทย-จีน

หลายคนอาจไม่ทราบว่า สุชาติ ตันเจริญ มีบทบาทสำคัญในสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทยจีน ตลอดช่วงเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา จึงมีนักธุรกิจจีนเดินเข้าออกบ้านริมน้ำเป็นว่าเล่น

เมื่อ 8 พ.ค.2562สมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทยจีน จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี ที่อาคารธรรมนิติโดยมี โภคิน พลกุล นายกสมาคมเป็นประธานที่ประชุม โดยที่ประชุมมีมติให้คณะกรรมการชุดเดิมกลับเข้าดำรงตำแหน่ง และโภคิน พลกุล ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมต่ออีกสมัย

ทั้งโภคิน และสุชาติ ต่างก็เป็นคนบ้านเดียวกัน โภคินอยู่ อ.บ้านสร้าง สุชาติอยู่ อ.พนมสารคาม ซึ่งนายกสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทยจีนคนที่ 4 ก็ชื่อ พินิจ จารุสมบัติ ก็เป็นชาวแปดริ้วเช่นเดียวกัน

สำหรับคณะกรรมการสมาคมไทยจีนชุดใหม่ สุชาติ ตันเจริญ ได้นั่งเก้าอี้อุปนายกสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทยจีนด้วย

วันก่อนสุชาติเปิดเผยว่าเตรียมจัดตั้งอนุกรรมการประสานงานการถ่ายทำภาพยนตร์ไทย-จีน เพื่อประสานการลงทุนถ่ายทำภาพยนตร์ของจีนมาถ่ายทำในประเทศไทย คาดว่าจะเชิญปองพล อดิเรกสาร, ฟิล์ม รัฐภูมิและมดดำ-คชาภา ตันเจริญ เข้าร่วมด้วย

พ่อลูกผูกพัน

ชื่อมดดำต้องอยู่ในรายชื่ออนุกรรมการประสานงานการถ่ายหนังฯ แน่นอน เพราะสายใยรักและความผูกพันในครอบครัวของพ่อลูกคู่นี้ ยังมั่นคงแม้ “มดดำ คชาภา” จะเป็นเพื่อนรักโอ๊ค พานทองแท้ ชินวัตร และช่วงเลือกตั้ง มดดำเป็นสมาชิกพรรคไทยรักษาชาติ

ด้วยการมีลูกชายคนโต “มดดำ” เป็นพิธีกรรายการวิทยุและทีวีชื่อดัง คนทั้งบ้านทั้งเมืองรู้จัก “มดดำ แฉแต่เช้า” ด้วยเหตุนี้ สื่อมวลชนจึงเรียกสุชาติ ว่า “พ่อมดดำ” แทน “ตี๋กร่าง” ที่เป็นภาพลบ

เลือกตั้ง ส.ส.เที่ยวนี้ มีเดิมพันสูง สุชาติ ตันเจริญ จะแพ้ไม่ได้ ซึ่งในเขต 3อ.ท่าตะเกียบ,อ.สนามชัยเขตและอ.พนมสารคาม จุดบอดของสุชาติอยู่ที่ อ.สนามชัยเขต ที่มีคนอีสานพลัดถิ่นอาศัยอยู่เยอะ และเป็นฐานเสียงสำคัญของพรรคเพื่อไทย

สุชาติสวมเสื้อพลังประชารัฐ จึงหาเสียงลำบาก ฉะนั้นในวันปราศรัยใหญ่ที่สนามชัยเขต “มดดำ” จึงไปขึ้นเวทีพลังประชารัฐ อ้อนคนเสื้อแดงให้เลือก “พ่อของมดดำ” และคืนนั้น ลูกหลานของสุชาติยกขบวนไปให้กำลังใจแน่นเวที

ด้านลูกชายคนเล็ก “มดเล็ก-ศักดิ์ชาย ตันเจริญ” เดินตามรอยพ่อสุชาติ เล่นการเมืองท้องถิ่น และเป็นรองประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดฉะเชิงเทรา

มดดำไปช่วยพ่อสุชาติหาเสียง ถ่ายภาพร่วมกับมดเล็ก

ก่อนวันเลือกตั้ง 3 วัน สุชาติ นักการเมืองใหญ่ไปออกทีวีร่วมกับลูกชาย-มดดำ เป็นครั้งแรกในรายการวาไรตี้ทางทีวีดิจิตอลช่องหนึ่ง

สุชาติบอกว่า “รู้สึกปลื้มใจ ไปไหนมาไหน คนเรียกพ่อมดดำ เพราะเราก็ห่างเหินการเมืองไปนานหลายปี อยู่บ้าน 111 มีปฏิวัติ คนก็ลืมๆไปบ้าง พอไปปราศรัย ชาวบ้านก็เรียก พ่อมดดำ แฉแต่เช้า”

หลังประกาศผลเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ “มดดำ” โพสต์ไอจี แสดงความยินดีกับ “พ่อสุชาติ” ที่ชนะเลือกตั้ง “ถึงแม้คิดต่างทางการเมือง ถึงแม้จะมีอุดมการทางการเมืองที่แตกต่างกันออกไป แต่สายใยรักและความผูกพันของครอบครัวถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่สุด”

อย่างไรก็ตามเลือกตั้ง 2562 ผู้สมัคร ส.ส.ในสังกัดบ้านริมน้ำ ประมาณ 20 คน ส่วนใหญ่จะสอบตก แต่ก็ทำแต้มได้หลักหมื่นขึ้นไป และการช่วยให้ได้ 2 ที่นั่งในสนามแปดริ้ว และชนะยกจังหวัดสระแก้ว ย่อมทำให้ประมุข “บ้านริมน้ำ” มีสิทธิ์ฝัน

          สุชาติฝันอยากเป็นประธานสภาผู้แทนฯ มานานแล้ว แต่ฝันนั้นพลันสะดุด ต้องเป็นรองประธานสภาผู้แทนฯ อีกครั้ง

ธนาธร คุณพ่อสายเปย์

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/373071?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ธนาธร คุณพ่อสายเปย์

25 พฤษภาคม 2562 – 12:26 น.
ธนาธร,ศรีสุวรรณร้อง,เจาะประเด็นร้อน,พ่อของฟ้า,พ่อฟ้า,พรรคอนาคตใหม่,ศรีสุวรรณ จรรยา
เปิดอ่าน 5,563 ครั้ง

ข่าวจากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 25-26 พ.ค.2562

***************

อีกคดีที่คนไทยเชื่อว่าโดนแน่ แล้วก็โดนจริงๆ คือโดนศรีสุวรรณนักร้องแห่งชาติเจ้าเก่าส่งเรื่องให้กกต.พิจารณาสอบสวนจนได้

กับกรณี ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ให้พรรคอนาคตใหม่กู้ยืมเงินส่วนตัว 110 ล้านบาท เพื่อทำกิจกรรมการเมืองในช่วงก่อนการเลือกตั้ง

โดยเรื่องนี้อาจผิดกฎหมายพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 โดยเฉพาะเรื่องรายได้ของพรรคการเมืองตาม ม.62 ไม่ได้ระบุให้บุคคลใดหรือให้พรรคการเมืองใดกู้ยืมเงินมาใช้ในกิจกรรมของพรรคการเมืองได้

          และถ้าหากผิดจริงก็อาจถึงขั้นจำคุก ปรับ หรือทั้งจําทั้งปรับ แถมยังอาจโดนเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ปี รวมถึงพรรคที่จะเจอบทลงโทษปรับและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค ปี อีกด้วย

แน่นอนเรื่องนี้โฆษกพรรคมือดีอย่าง พรรณิการ์ วานิช ออกมาแจงยาวว่า พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 ระบุเฉพาะที่มารายได้ของพรรคการเมือง ไม่ได้ระบุรายจ่าย

แต่นี่คือ “การกู้เงิน” ซึ่งในการเป็นหนี้ของพรรคถือเป็น “รายจ่าย” ไม่ใช่รายได้ และพรรคจะทยอยใช้คืนแน่นอน โดยธนาธรคิดดอกเบี้ยต่ำ จ่ายคืนระยะยาว

ส่วนที่บอกกันว่าธนาธรเป็นหัวหน้าพรรคจะเข้าข่ายครอบงำพรรคก็ไม่เกี่ยวกัน เพราะเป็นการให้กู้เงิน ไม่ได้อยู่ในเกณฑ์ของกฎหมาย

และยังมีในส่วนที่มีการระบุว่าธนาธรบริจาคเงินให้พรรคเกินกำหนด ก็ยืนยันว่านี่ไม่ใช่เงินบริจาค แต่เป็นเงินกู้ ขณะที่ในส่วนของเงินบริจาค ธนาธรก็บริจาคให้พรรค 10 ล้านตามที่กฎหมายกำหนด

หรือก่อนหน้านั้น ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคก็ได้แจงไว้ว่า

 “การกู้ยืมเงิน 110 ล้านบาทมีเอกสารกู้ยืมเงินที่ชัดเจน จากนายธนาธร ที่เป็นผู้ที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดี และมีเอกสารกู้ยืมที่กำหนดเงินคืนภายใน 3 ปีทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยร้อยละ 7.5  ทั้งนี้ผมยืนยันว่าพรรคการเมืองสามารถกู้ยืมเงินได้ เพราะกฎหมายไม่ได้ห้าม ทั้งนี้ศักดิ์ของกฎหมายที่บังคับ สิ่งที่จะห้ามให้พรรคกระทำสิ่งใดต้องเขียนไว้อย่างชัดเจนและต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด แต่ในกฎหมายว่าด้วยพรรคการเมืองไม่ได้เขียนห้ามไว้ แม้เจตนารมณ์ของกฎหมายของผู้ยกร่างกฎหมายจะระบุไว้ กรณีการรับเงินบุคคลจำนวนมากห้ามกระทำเพราะป้องกันการครอบงำกิจการของพรรคการเมือง ดังนั้นการพิจารณากฎหมายต้องดูเนื้อหาไม่ใช่พิจารณาตามจิตนาการ ดังนั้นหากจะห้ามพรรคการเมืองกู้ยืมเงินต้องเขียนไว้ให้ชัดเจน แต่เมื่อไม่ได้เขียนพรรคจึงสามารถทำได้”

เงินกู้ยืมจากนายธนาธรนั้นไม่ใช่เพื่อใช้ในการหาเสียงตามที่กฎหมายระบุว่าพรรคการเมืองห้ามใช้งบเกิน 35 ล้านบาท แต่เงินที่กู้ยืมมานั้นใช้เพื่อการบริหารจัดการภายในพรรค อาทิ ค่าเดินทางเป็นต้น ทั้งนี้ยืนยันว่าการใช้งบของพรรคเป็นไปอย่างโปร่งใสและพร้อมจะยื่นรายงานต่อกกต. เมื่อถึงกำหนดเวลาให้รายงาน

อ่านไปอ่านมา หลายคนบอก มุมนี้มันมีตรงไหนต้องเถียง ต้องสู้กันอีก! แต่หลายคนก็บอก มีแน่..

โดยเฉพาะ หลายฝ่ายคาดว่าในมุมที่ศรีสุวรรณ จะร้องน่าพยายามเน้น ก็คือ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมืองพ.ศ.2560  หมวด 5 รายได้ของพรรคการเมือง นั่นแหละ ที่ในส่วนของ มาตรา 62 ระบุ พรรคการเมืองอาจมีรายได้ ดังต่อไปนี้

1. เงินทุนประเดิมตามมาตรา 9 วรรคสอง
2. เงินค่าธรรมเนียมและค่าบำรุงพรรคการเมืองตามที่กำหนดในข้อบังคับ
3. เงินที่ได้จากการจำหน่ายสินค้าหรือบริการของพรรคการเมือง
4. เงิน ทรัพย์สิน และประโยชน์อื่นใดที่ได้จากการจัดกิจกรรมระดมทุนของพรรคการเมือง
5. เงิน ทรัพย์สิน และประโยชน์อื่นใดที่ได้จากการรับบริจาค
6. เงินอุดหนุนจากกองทุน
7. ดอกผลและรายได้ที่เกิดจากเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดของพรรคการเมือง

การได้มาซึ่งรายได้ตาม (2) (3) (4) และ (5) ต้องมีใบเสร็จรับเงิน หรือหลักฐานการได้มาซึ่งรายได้นั้นเป็นหนังสือ ทั้งนี้ ตามแบบที่คณะกรรมการกำหนด

การจำหน่ายสินค้าหรือบริการตาม (3) และการจัดกิจกรรมระดมทุนของพรรคการเมืองตาม (4) ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด

รายได้ของพรรคการเมืองจะนำไปใช้เพื่อการอื่นใด นอกจากการดำเนินงานของพรรคการเมืองมิได้

จากข้างต้น ไม่มีข้อใดที่ระบุถึง “การกู้ยืมเงิน” เลย งานนี้หลายคนจึงคาดว่าในเมื่อรูปการณ์มาขนาดนี้ ฝ่ายส้มหวาน และคุณพ่อสายเปย์ คงต้องลุ้นต่อไปอีกสักพักเหมือนกัน

“เอก ไทยซัมมิท” ผู้แทนนอกสภา

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/373065?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“เอก ไทยซัมมิท” ผู้แทนนอกสภา

25 พฤษภาคม 2562 – 10:20 น.
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,พรรคอนาคตใหม่,หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่,พรรคส้มหวาน,รัฐพิธี,สส,เจาะประเด็นร้อน
เปิดอ่าน 6,176 ครั้ง

ถนนการเมืองของไทคูนหมื่นล้าน “ธนาธร” นับวันจะคล้ายไทคูนโทรคมนาคม “ทักษิณ” ล้านคนชอบ แต่ก็มีล้านคนชัง จังหวะก้าวของทายาท “ไทยซัมมิท” นับจากนี้ไปสำคัญยิ่ง

***************

สาวกชาวฟ้าถึงกับร้อง โอว์มายก๊อด การเมืองไทย!!” เมื่อพบว่า ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ส.ส. ที่คนไทยเทใจให้ อาจมีเหตุที่ต้องถึงฆาตทางการเมือง

วันนี้การที่เราต้องมานั่งโล่งใจที่ได้เห็น “พ่อฟ้า” ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ภายใต้เครื่องแบบชุดขาวปกติ ในฐานะส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับ 1 พรรคอนาคตใหม่ ตบเท้าเข้าร่วมงานรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา วันที่ 24 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ที่กระทรวงการต่างประเทศ เพราะยังมีสถานะเป็นส.ส. เนื่องจากยังไม่ได้กล่าวคำปฏิญาณตน ตามรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ว่า ส.ส.จะปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการต้องกล่าวคำปฏิญาณตนต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรก่อน

ทั้งหมดที่มาจนถึงจุดนี้ก็เพราะสิ่งที่บางคนเรียก ความกล้า” แต่บางคนเรียก “ความสด” ที่นำพาจนมาติดหล่มต้นส้มของตนเอง ต้องดิ้นรนต่อสู้กับบางสิ่งที่ทำร้ายจิตใจลูกฟ้าเป็นอันมากตอนนี้

ขอเป็นนายกฯ

ย้อนไปตั้งต้นช่วง 16 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ฉากหน้าของข่าวที่พาดหัวว่า นายแน่มาก” เมื่อธนาธรลุกขึ้นมาป่าวร้องขอเป็นแกนนำในการจั้ดตั้งรัฐบาลเสียเอง

หากแต่ฉากหลังกลับมาจากการที่ก่อนหน้านั้นไม่กี่ชั่วโมง ธนาธรเจอลูกต่อเนื่องจากเรื่องหุ้นสื่อ เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้พิจารณาวินิจฉัยสมาชิกภาพส.ส.สิ้นสุดลง กรณีที่อาจเป็นผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใด อันเป็นลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส.

ช่วงบ่ายพ่อของฟ้าจึงเปิดแถลงข่าวระบุทำนองว่าถ้าดูรูปการณ์แล้วสังคมไทยยังคงอยู่ในความคลุมเครือมีแต่ความสิ้นหวัง แถมวี่แววเราจะได้นายกฯ คนเดิมที่เราไม่อยากได้ พรรคอนาคตใหม่ก็จะขอเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลเอง และตนก็พร้อมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี

มองในแง่ความกล้านี่คือการประกาศว่าเขาจะไม่มีวันทิ้งสัญญาประชาคมที่ว่าจะแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ หยุดยั้งการสืบทอดอำนาจ และปักหมุดประชาธิปไตย

มองในแง่ความบ้า ความสด นี่คือการประกาศว่าต่อให้ไล่จนสุดมุม เขาก็จะเอาหลังชนกำแพงและดันตัวเองขึ้นไปจนได้

ก้าวเดียวก็ไม่ถอย

แน่นอน แม้บรรยากาศหลังจากนั้นหลายพรรคในฝ่ายที่ประกาศกร้าวจะเคียงข้างพระเอกสีส้ม กลับแค่หืออือเบาๆ คือไม่แย้ง แต่ก็ไม่ย้วยตาม เพราะสุ่มเสี่ยงจะยวบไปทั้งพรรค

แต่ลองธนาธรลั่นวาจาแล้วถ้าจะเดินคนเดียวก็ต้องไปต่อให้สุด หลังจากนั้นวันรุ่งขึ้น 17 พฤษภาคม 2562 ธนาธรพุ่งไปที่สโมสรนักข่าวต่างประเทศประจำประเทศไทย หลังรับเชิญไปร่วมเสวนาเกี่ยวกับที่มาและอนาคตของพรรคอนาคตใหม่

วันนั้นเขาสวมบทนักการเมืองไทยจอมแฉ ฟุตฟิตว่ามีคนโตจากพรรคใหญ่ได้โทรมาล็อบบี้มารดาของตน ให้แบ่ง ส.ส. 20 ที่นั่งเพื่อแลกกับการยกเลิกการดำเนินคดีทั้งหมด หรือแม้แต่ตนเองก็ยังได้รับโทรศัพท์แบบนี้เช่นกัน

ปรากฏว่างานนี้ไม่จบเพราะกลายเป็นว่าธนาธรได้เปิดแผลใหม่เพิ่มเข้ามาอีกจนได้อีกถึง 2 เรื่อง

เรื่องแรกคือพรรคพลังประชารัฐเตรียมฟ้องดำเนินคดีธนาธร ฐานที่ทำให้พรรคเสียชื่อเสียง อ้างว่าพรรคไม่เคยมีการกระทำเช่นนั้น

ตามมาด้วยเรื่องที่ ศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ลุกขึ้นมายื่นเรื่องสอบกรณีที่ธนาธรได้ให้พรรคอนาคตใหม่ยืมเงินในช่วงก่อนการเลือกตั้งเพื่อทำกิจกรรมทางการเมืองจำนวน 110 ล้านบาท ว่าเข้าขายผิดกฎหมายหรือไม่

ทั้งหมดนี้จึงเหมือนประเดประดังเข้าใส่พรรคส้มหวานและธนาธร ในช่วงที่การเมืองยิ่งงวดเข้ามาทุกขณะพอดี

สุดกว่านี้ได้อีก

ถามว่าสุดทางแล้วหรือยัง เมื่อที่สุดแล้วช่วงวันที่ 23 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ภายหลังจากที่ กกต.ได้ยื่นคำร้องไว้ ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีมติเอกฉันท์ 9:0 รับพิจารณาคุณสมบัติของธนาธร เรื่องการถือหุ้นสื่อในบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด

แถมยังมีมติอีก 8:1 สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ส.ส.ทันที จนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัย เนื่องจากเห็นว่าถ้ายังทำหน้าที่ส.ส.อยู่ อาจก่อให้เกิดปัญหาข้อกฎหมายและเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินงานของที่ประชุม ส.ส.ได้

แต่จากคำถามนี้ดูลีลาธนาธรแล้วน่าจะยังไม่สุด เพราะวันเดียวกันธนาธรก็เปิดแถลงข่าวอีกครั้งด้วยรอยยิ้มเหมือนเดิม แต่บางคนแอบเห็นควันออกหู!

นั่นคือการประกาศแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับมติของศาลรัฐธรรมนูญครั้งนี้ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าการพิจารณาคำร้องของ กกต.ดูรีบร้อนหรือมีมูลเหตุทางการเมืองหรือไม่ ถามว่าเป็นธรรมกับตนหรือไม่

จากนั้นก็ยังคงประกาศเจตนารมณ์เดิมที่จะเดินหน้ารวมเสียงพรรคการเมืองที่ต่อต้านเผด็จการเพื่อผลักดันให้ตนเองเป็นนายกรัฐมนตรี

และย้ำไปยังชาวส้มหวานว่าตัวเขายังเป็นแคนดิเดตนายกฯ ยังพร้อมเป็นนายกฯ ยังมีศักดิ์และสิทธิ์เป็นนายกฯ ทุกประการ เพื่อหยุดยั้ง คสช. และอำนาจเผด็จการต่อไป

พร้อมเรียกน้ำย่อยกองเชียร์ได้อีกว่า “ในเมื่อพวกเขาไม่ให้ผมเข้าสภา ผมก็จะอยู่กับประชาชน”

แน่นอนจากวันนั้นจนถึงวันรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา ศุกร์ที่ 24 พฤษภาคม ที่ผ่านมา อาจพอจะทำให้กองเชียร์ธนาธรพอใจชื้นอยู่บ้าง ที่อย่างน้อยๆ พ่อของฟ้าก็ยังได้สวมชุดขาวเข้าพิธีการอันสำคัญพร้อมเพื่อน ส.ส.คนอื่นๆ

แต่เชื่อว่าหลังจากนี้การขึ้นชกระหว่างฝ่ายส้มกับฝ่ายเขียวน่าจะสวนหมัดกันนัวขึ้นเรื่อยๆ และน่าจะส่งผลให้เส้นทางการเป็นนายกฯ ของธนาธร ริบหรี่ลง นอกจากจะเกิดปาฏิหาริย์ทางการเมืองเท่านั้น!

“ก้าว” ซีซั่น 2 ดราม่าเยอะ ตูน (ไม่) ยับ?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/373039?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ก้าว” ซีซั่น 2  ดราม่าเยอะ ตูน (ไม่) ยับ?

25 พฤษภาคม 2562 – 08:55 น.
ตูน,ตูน บอดี้สแลม,อาทิวราห์ คงมาลัย,ก้อย รัชวิน,โครงการก้าวคนละก้าว
เปิดอ่าน 3,520 ครั้ง

ข่าวเนชั่นสุดสัปดาห์ หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 25-26 พ.ค.2562

*******************

          โลกมีขั้วบวกลบเหรียญมีสองด้าน, 13 หมูป่าอาจเป็นเด็กหัวใจแกร่ง หรือเด็กโชคดีเกินไป?, แรงเงา ยังพังมากกว่าปัง แล้ว “พี่ตูน” เป็นใครที่จะไม่โดนกับเขาบ้าง

          เขาก็คือ “พี่ตูน” อาทิวราห์ คงมาลัย จากวงบอดี้สแลม นักร้อง นักวิ่งวัยย่าง 40 คนที่วิ่งเพื่อระดมทุนซื้อเครื่องมือแพทย์ให้โรงพยาบาลนั่นแหละ

          ปลายปี 2559 ตูนวิ่งจากกทม.ถึงประจวบคีรีขันธ์ 400 กิโลเมตร ช่วยโรงพยาบาลบางสะพาน ได้เงินถึง 85 ล้านบาท

          ปลายปี 2560  ตูนเปิดแคมเปญ “ก้าวคนละก้าว เพื่อ 11 โรงพยาบาลทั่วประเทศ” วิ่ง 2,100 กิโลเมตร จากเบตงถึงแม่สาย ได้เงินบริจาคมาพันกว่าล้าน เกินเป้าจนขนลุก

          แต่วันนี้เมื่อเขากำลังจะก้าวไปในการวิ่งอีกครั้ง แต่ทำไมยังหนีไม่พ้นดราม่า!

ก้าว” มาดใหม่

          ก่อนจะพูดเรื่องลบ มาว่ากันที่เรื่องดีๆ ก่อน โครงการก้าวคนละก้าวรอบนี้ (2562-2563) ใช้ชื่อว่า “ก้าวคนละก้าว ก้าวต่อไปด้วยพลังเล็กๆ”

          ครั้งนี้เป็นการช่วยระดมทุนให้โรงพยาบาลขนาดเล็กในต่างจังหวัด เนื่องจากมีเสียงเรียกร้องเข้ามาว่ายังมีโรงพยาบาลน้อยๆ ที่ยังขาดแคลนอุปกรณ์ทางการแพทย์อยู่มาก

          จึงเป็นที่มาว่าครั้งนี้จะเดินหน้าเพื่อโรงพยาบาลเล็กๆ เหล่านี้ทั่วประเทศ โดยจะแบ่งออกไปเป็น ภาคใหญ่ ทั้ง อีสานใต้เหนือตะวันออก และกลาง ตามลำดับ ตั้งจำนวนโรงพยาบาลที่ช่วยเหลือไว้ 7-8 โรงต่อการวิ่ง ครั้ง

          กิจกรรมแรกเริ่มที่ภาคอีสานกับการวิ่งเพื่อโรงพยาบาลชุมชน แห่ง คือ โรงพยาบาลบึงกาฬ จ.บึงกาฬ โรงพยาบาลสระใคร จ.หนองคาย โรงพยาบาลสังคม จ.หนองคาย โรงพยาบาลนาวัง จ.หนองบัวลำภู โรงพยาบาลหนองหาน จ.อุดรธานี โรงพยาบาลกุมภวาปี จ.อุดรธานี โรงพยาบาลพล จ.ขอนแก่น และโรงพยาบาลขอนแก่น .ขอนแก่น

          อย่างไรก็ดี หลายคนมองออกว่ากิจกรรมในรอบนี้ดูทรงแล้วน่าจะใช้จุดอ่อนของครั้งที่แล้วมาปรับแก้

          ตั้งแต่การวิ่งที่ปรับเป็น “วิ่งผลัด” พี่ตูนจะไม่เป็นซูเปอร์ตูนคนเดียว แต่จะรวมพลังอเวนเจอร์ สลับกับทีมก้าว หรือบรรดาดารา คนดัง ที่จะมาช่วยวิ่งต่อเนื่องจากจุดเริ่มต้นจนถึงเส้นชัย ผลัดละ 10 กิโลเมตร

          ขณะที่ระยะเวลาการวิ่งก็ใช้เวลา วัน ไม่มากและไม่ล้าจนตรากตรำเกินไป

          สำหรับกิจกรรมนี้จะเกิดขึ้นในวันเสาร์และอาทิตย์ที่ 15-16 มิถุนายนนี้ โดยวิ่งจากหนองคายไปขอนแก่น รวมระยะทางวิ่งทั้งหมด 187 กิโลเมตร

          นอกจากนี้การวิ่งในช่วง 11 กิโลเมตรสุดท้ายจากศาลากลางจังหวัดขอนแก่นไปจนถึงสนามกีฬาขอนแก่นพี่ตูนยังมีกิมมิค เชิญชวนประชนชนทุกคนมาวิ่งด้วยกัน

          นัยหนึ่งก็เพื่อสร้างสถิติ “การวิ่งมินิมาราธอนที่มีนักวิ่งมากที่สุดในภาคอีสาน” แต่อีกทางยังสามารถหารายได้เพิ่มเติมจากการหย่อนลงถุงรายทางจากชาวบ้านอีกด้วย

          เพราะผู้ที่สนใจก็แค่สมัครวิ่งในราคา 200 บาท ที่ http://www.kaokonlakao.com รายได้ไม่หักค่าใช้จ่ายมอบให้แก่ โรงพยาบาลชุมชนในภาคอีสาน

ดราม่าเดิมๆ

          แก้ปัญหาทางเทคนิคคงไม่ยาก แต่แก้ทางฟีลลิ่งนั้นจนปัญญา

          อย่างที่รู้วันนี้ก้าวซีซั่น ยังข้ามไม่พ้นดราม่าปัญหาเดิม ไล่ตั้งแต่เรื่องไม้จิ้มฟันไปถึงแกนโลก หรือจากคนไทยกลุ่มเล็กไปจนถึงกลุ่มปัญญาชน คนเรียนสูงๆ

          กลุ่มชาวบ้านบางคนอาจมองเรื่องหยุมหยิมว่า ตูน ขอทาน ดังนั้นถ้าใครอยากช่วยก็ไปบริจาคยังโรงพยาบาลแต่ละแห่งโดยตรงไม่ต้องผ่านมูลนิธิก้าวคนละก้าวเพื่อความโปร่งใสในกระบวนการระดมทุน

          กลุ่มมีความรู้ก็มองที่ปัญหาโครงสร้างด้านการบริการสาธารณสุข ทำนองว่านี่ไม่ใช่ธุระของร็อกสตาร์ แต่เป็นหน้าที่ของผู้ที่มีอำนาจโดยตรงมากกว่า พูดจบก็หยอดด้วยการป้อชมว่าการวิ่งระดมทุนเป็นสิ่งที่ดี!

          ลามไปถึงคนไทยบางกลุ่มที่โยงการวิ่งของพี่ตูนไปถึงสายสัมพันธ์กับรัฐบาล คสชเพราะ อนุศักดิ์ คงมาลัย ซึ่งมีศักดิ์เป็นอาของตูน ได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภา (..) ชุดนี้

          และนี่ไม่ใช่เพิ่งเกิด ตูนเจอดราม่าตั้งแต่วิ่งรอบก่อนในท่วงทำนองวิ่งกลบข่าวรัฐบาลเพราะข่าวของตูนชิงพื้นที่สื่อไปแทบทั้งหมด

          ช่วงนั้นถึงขนาดมีการวิเคราะห์ว่าตูนออกมาจังหวะเดียวกับที่ผู้นำไทยไปจับมือกับผู้นำสหรัฐท่ามกลางข่าวลือว่ามีดีลซื้ออาวุธอะไรสักอย่างแน่ๆ

          ลามไปถึงผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญ ที่ค่อนขอดการวิ่งของตูนเป็นเรื่องโลกสวย แค่ตอบสนองสลิ่มในทุ่งลาเวนเดอร์

          ยกตัวอย่างนักวิเคราะห์ข่าวคนหนึ่งที่มองว่า 11 โรงพยาบาลที่ตูนช่วย ไม่ได้ขาดแคลนงบประมาณ แต่ที่ขาดทุนอาจเพราะมีบุคลากรเยอะเกินไป หรือบริหารงานไม่เป็น

          ขณะที่ยังมีกระแสข่าวว่ามีการวิจารณ์ไปถึงโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือ ‘บัตรทอง’ ว่าเป็นตัวการทำให้ โรงพยาบาลศูนย์ขาดทุน

          ทั้งหมดนี้เป็นเพียงบางส่วนที่ตูนต้องเจอ แต่คิดอีกมุมก็ถือเป็นความงอกงามทางความคิดทำให้เราคนไทยได้ถกเถียงเพื่อต่อยอดในการแก้ไขปัญหากันมากขึ้น

          เพียงแต่มันได้มีการแก้ไขกันไปบ้างหรือยังแค่นั้นเอง คงไม่ได้รอตูนวิ่งอย่างเดียวใช่มั้ย

พี่ตูนว่าไง ?

          อย่างไรก็ดี มุมหนึ่งก็นับว่าเห็นใจอยู่เพราะคนไทยเจอมาหนัก ถือเป็นการฝึกวิชาว่าด้วย “ทฤษฎีสมคบคิด” ไปโดยปริยาย วันนี้ใครลุกมาทำอะไรต้องมีอเจนด้าไปเสียหมด!

          แต่งานนี้ไม่ต้องถึง “ก้อย รัชวิน” คนรู้ใจตูน คนไทยทั่วไปมองออกว่าตูนจะไม่มีปฏิกิริยาต่อเรื่องนี้ นอกจาก Keep Calm and Run

          เพราะเป้าหมายของเขาคือการวิ่งมาราธอน และที่ผ่านมาตูนก็ไม่เคยพูดอะไรถึงเรื่องนี้สักแอะ

          แต่แน่นอน จะไม่พูดบ้างก็ใช่ที่ ชายชาญ ใบมงคล ครีเอทีฟโครงการก้าวคนละก้าวจึงออกมาแจงแทน ผ่านสื่อมติชนว่า โครงการนี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับนักการเมืองฝ่ายใดข้างไหนทั้งนั้น นอกจากเป้าหมายระดมทุนเพื่อนำไปมอบให้โรงพยาบาลทั่วประเทศเท่านั้น (https://www.matichon.co.th/region/news_1505337)

          อ่านใจตูนภายใต้ใบหน้าเรียบเฉย…เชื่อว่าถ้าถามเรื่องโครงสร้างทางบริการสาธารณสุข พี่ตูนก็คงตอบว่าให้ว่ากันไปตามบทบาทหน้าที่ ตัวเองมีหน้าที่บริการสร้างความสุขให้คนไทยเท่านั้น

          ถ้าถามเรื่องการเมือง พี่ตูนก็คงตอบว่า ใครที่สงสัยในวาระของตนก็คงต้องให้เวลามาพิสูจน์ ไว้ลง ส..เมื่อไหร่ค่อยว่ากัน (ฮา)

          แต่ที่แน่ๆ การเดินหน้าจดทะเบียนเป็น “มูลนิธิก้าวคนละก้าว” แล้วตั้งแต่วันที่ พฤษภาคม 2562 ก็ยืนยันว่าตูนแอนด์เดอะแก๊งไม่ได้มาเล่นๆ

          ย้อนไปดูข่าวพี่ตูนเพิ่งมอบเครื่องมือแพทย์ 60 รายการให้แก่ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า แล้วมีข่าวว่ามีผู้ป่วยได้เปิดซิงใช้เครื่องในการรักษาจนอาการดีขึ้น บางคนก็น้ำตาไหล หรือไม่จริง

ขวานซิ่งสะท้านเกาะคู่โหดล่าระห่ำ รถพยาบาล

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/372908?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ขวานซิ่งสะท้านเกาะคู่โหดล่าระห่ำ รถพยาบาล

24 พฤษภาคม 2562 – 12:55 น.
รถพยาบาล,เดชณรรงค์ ส่งแสง
เปิดอ่าน 647 ครั้ง

รายงาน…

เมืองไทยตอนนี้อากาศเย็นลงมากแล้ว

แต่ที่ภูเก็ตเห็นว่าอุณหภูมิร้อนฉ่า จากอิทธิพล “ขวานซิ่ง”!

เดชณรรงค์ ส่งแสง อาชีพหลักเป็นทนายความ ยามว่างอาสาช่วยงานมูลนิธิกุศลธรรมภูเก็ต เจออิทธิฤทธิ์ขวานซิ่งเข้าไปเต็มๆ เลยเอาเรื่องมาโพสต์เฟซบุ๊กตามหาสองเกลอเจ้าของขวาน

เรื่องมีอยู่ว่า เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2562 ตอนสี่โมงเย็น ทนายเดชณรงค์ ถูกสองหนุ่มหัวร้อนควบมอเตอร์ไซค์เอาขวานไล่ฟันรถจนเยินรอบคัน

ที่แย่กว่านั้นคือรถที่ทนายเดชณรงค์ ขับนั้นเป็นรถพยาบาลกู้ชีพ ที่ไม่รู้ว่าครั้งหนึ่งญาติสนิทมิตรสหายของเจ้าพวกนี้เคยได้ใช้บริการยามวิกฤติชีวิตมาเยือนบ้างหรือเปล่า

ทนายเดชณรงค์ เล่านาทีระทึกว่า ขณะกำลังขับรถพยาบาลอาสาสมัคร รหัสเทพกษัตรี 05 จากนาคา มุ่งหน้าแยกเซ็นทรัล  พอขึ้นจากอุโมงค์หน้าห้างเซ็นทรัลเฟสติวัล ภูเก็ต ก็วิ่งอยู่เลนขวาสุด แล้วก็เปลี่ยนเข้าเลนกลาง

เดชณรรงค์ ส่งแสง

เมื่อเข้าเลนกลางแล้วมองกระจกมองข้างด้านซ้ายเห็นจักรยานยนต์จากเลนซ้ายจะแซงรถกระบะสีแดง จึงได้บีบแตรเตือน เพราะรถเกือบจะชนด้านซ้ายของรถพยาบาลแล้ว ปรากฏว่าคนซ้อนท้ายจักรยานยนต์ได้ใช้ของแข็งขว้างใส่กระจกหลังรถพยาบาล

เมื่อถูกโจมตีทนายเดชณรงค์จึงชะลอรถเพื่อจะลงไปเคลียร์ จังหวะนั้นสองเกลอหัวร้อนก็ขี่จักรยานต์มาเทียบข้างพอดีและบอกให้จอด ทนายเดชณรงค์ก็ทำท่าว่าจะจอดเข้าข้างทางอยู่แล้ว แต่เผอิญเหลือบไปเห็นทางกระจกมองข้างว่าคนที่นั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ชักอาวุธสีดำออกมา จึงต้องรีบขับรถต่อไป ไม่จอด

“ผมเห็นคนซ้อนท้ายชักอาวุธสีดำขึ้นมาผมเลยไม่จอด แต่เขาก็ขับตามมาและบอกให้จอด ผมก็ขับไปเรื่อยๆ เพราะถ้าเขาไม่ตามผมจะได้เลี้ยวเข้าโลตัสเพื่อไปซื้อยาใส่รถพยาบาล ปรากฏว่าเขาลงมาจากจักรยานยนต์และวิ่งตามมา ผมจึงได้เร่งขับออกไป แต่เขาก็ขึ้นรถขับตามมาขว้างของแข็งใส่กระจกอีกครั้ง”

ทนายเดชณรงค์ลำดับเหตุการณ์ตอนที่ถูกสองเกลอเลือดร้อนไล่ล่าเป็นช่วงๆ ก่อนมาถึงฉากระทึกตอนที่ถูกผู้ร้ายบิดมอเตอร์ไซค์ขึ้นมาประกบด้านข้างด้วยอาการเกรี้ยวกราดปานว่าจะฆ่าให้ตายคารถ

“หลังจากขว้างกระจกแล้วพวกเขาก็เร่งแซงขึ้นมาทางด้านคนขับ คนซ้อนได้เงื้อมีดจะแทงกระจกฝั่งคนขับ ผมจึงเบี่ยงรถไปหาเขาเพื่อให้เขาหลบออกไป แต่เขาได้เร่งแซงขึ้นหน้ารถและชี้หน้าด้วยมีดในมือ ผมเห็นว่าเขาไม่ปล่อยผมแน่ ผมจึงเบิ้ลเครื่องขู่แต่เขาใช้มีดแทงหน้ารถ ผมจึงเร่งเครื่องเบียดรถจักรยานยนต์เพื่อให้เขากลัว แต่ปรากฏว่าเขาขับไล่ตามมาใช้ขวานฟันกระจกหลังรถและกระจกด้านข้าง ผมจึงเร่งเครื่องหนี และมีตำรวจจราจรขับรถอยู่ด้านหน้าไกลๆ เขาเห็นตำรวจจึงเลี้ยวรถกลับไปทางโลตัส”

ท่ามกลางภาวะวิกฤติทนายจิตอาสายังมี “โชค” เข้าข้าง เมื่อตำรวจจราจรออกมาปรากฏกายให้ผู้ร้ายเกิดความยำเกรงได้ทันท่วงที หาไม่แล้วทนายหนุ่มผู้นี้คงไม่มีชีวิตรอดมาแฉพฤติกรรมสุดป่าเถื่อนของคนพวกนี้ได้อย่างแน่นอน

“ถามว่ากลัวหรือเปล่า บอกเลยว่ากลัว เพราะว่าจากพฤติการณ์นี้ ถ้าเขาทุบกระจกรถผมได้ ถ้าผมจอดรถแล้วปล่อยให้เขาเข้ามาได้ ผมตายแน่นอน และถ้าตอนนั้นเขามีปืน เชื่อว่าเขาคงยิงผมตายแน่นอน ผมคงไม่รอดออกมาให้สัมภาษณ์อย่างนี้หรอก”

ทนายเดชณรงค์บอกถึงความรู้สึกในตอนนั้นยอมรับว่ากลัวกับพฤติกรรมของคนร้าย แต่เมื่อถามว่าทำไมไม่ตัดสินใจขับรถชนเพื่อป้องกันตัว เขากลับตอบอย่างผู้มีจิตอาสาอย่างจริงใจว่า เขาถูกฝึกให้มาช่วยคน ไม่ใช่ทำร้ายคน

“มีคนถามว่าทำไมไม่ชน ผมเป็นรถพยาบาล เราถูกฝึกมาช่วยคนไม่ใช่ทำร้ายคน”

หลังเหตุการณ์ผ่านไป ทนายเดชณรงค์เข้าแจ้งความที่ สภ.วิชิต อ.เมืองภูเก็ต จากนั้น ร.ต.อ.ณัฐธีร์ พิชิตชัยนิธิเมธ รอง สว.(สอบสวน) สภ.วิชิต เจ้าของคดี ได้ประสานเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน สภ.วิชิต และชุดสืบสวนภูธรจังหวัดภูเก็ต ติดตามจับกุมสองหนุ่มเลือดร้อน

ต่อมา   พล.ต.ต.วิศาล พันธ์มณี ผบก.ภ.จว.ภูเก็ต ได้สั่งการให้ พ.ต.อ.ประวิทย์ เอ้งฉ้วน ผกก.สส.ภ.จว.ภูเก็ต พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน สภ.วิชิต ลงพื้นที่สืบหาตัวทันที เพราะถือเป็นการกระทำที่อุกอาจ ไม่เกรงกลัวกฎหมาย

จากนั้นวันที่ 23 พฤษภาคม พ.ต.อ.ประวิทย์ ได้นำกำลังเข้าจับกุมวัยรุ่นทั้งสองคนได้ที่ อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต พร้อมของกลางมีทั้งอาวุธมีด ขวาน ปืน อุปกรณ์เสพยาเสพติด ก่อนหิ้วตัวไปสอบปากคำที่ บก.สส.ภ.จว.ภูเก็ต พร้อมแจ้งข้อกล่าวหา “ทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่าหรือทำให้ไร้ประโยชน์ ซึ่งทรัพย์ของผู้อื่นหรือผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยและทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัว หรือความตกใจ โดยการขู่เข็ญ” ท่ามกลางความชื่นชมยินดีของชาวบ้านและผู้ติดตามข่าว

ขณะที่เว็บข่าว phukethotnews รายงานว่า ตำรวจได้สอบสวนขยายผลว่าเจ้าสองเกลอหัวร้อนคู่นี้เคยก่อคดีในลักษณะดังกล่าว หรือมีคดีอื่นๆ อีกหรือไม่ ขณะที่โลกโซเชียลยังคงแชร์ข้อมูลและให้ข้อมูลเกี่ยวกับผู้กระทำความผิดเข้ามาจำนวนมาก บางรายระบุว่าน่าจะเคยก่อเหตุลักษณะเดียวกันมาก่อน

ทนายเดชณรงค์ ได้แสดงความขอบคุณและชมเชยเจ้าหน้าที่ตำรวจภูเก็ตที่สามารถติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุได้อย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันได้ฝากเตือนไปยังผู้ใช้รถใช้ถนนให้มีน้ำใจ ถ้อยทีถ้อยอาศัย อย่าใจร้อน เวลามีใครบีบแตรใส่อย่าเพิ่งคิดร้ายไปว่าเขาหาเรื่อง แต่จงคิดเสมอว่านั่นเป็นการส่งสัญญาณเตือนเพื่อไม่ให้เกิดอันตราย

คั่ว…จนขั้วแตก

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/372909?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คั่ว…จนขั้วแตก

24 พฤษภาคม 2562 – 10:50 น.
พ่อมดดำ,พรรคเพื่อไทย,พรรคอนาคตใหม่,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์
เปิดอ่าน 12,681 ครั้ง

โดย… ข่าวการเมือง เครือเนชั่น

ชัดแล้วว่า แววของขั้วหนุนลุงตู่น่าจะตั้งรัฐบาลชุดใหม่ได้แน่นอนแล้วเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์

หากไล่เรียงไทม์ไลน์การเมืองและจังหวะที่แต่ละพรรคส่งสารความเคลื่อนไหวออกมาให้สังคมรับรู้ก็อ่านได้เลาๆ แล้วว่า สองเดือนพอดีหลังการหย่อนบัตรเลือกตั้งนั้น จังหวะเวลายามนี้มันคือคำตอบของการไหลเลื่อนทางการเมืองไทยได้แบบเหมาะเจาะ แม้จะมีอะไรมัวๆ ไปบ้างในบางช่วง แต่มันคือลีลาปกติของคนการเมืองที่ต้องดึงช็อตเด็ดไว้เผยตอนท้ายรายการ แต่หลายจังหวะมันบ่งชี้สถานะวันหน้าแล้วว่า บางเก้าอี้นั้น “ใคร..จะเข้ารับปฏิบัติหน้าที่” บ้าง

เริ่มตั้งแต่ประธานสภาผู้แทนราษฎร..ชัดแล้วว่า “พ่อมดดำ” แห่งลุ่มน้ำบางปะกง คือ บุคคลที่พปชร.จะรับหน้าที่ผู้ชิงตำแหน่งประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ หลังแข่งขันในมุ้งกับ “วิรัช รัตนเศรษฐ” มาหลายนาที แต่วันนี้ “สุชาติ ตันเจริญ” คือหนึ่งเดียวของพปชร.ที่ถูกเสนอชื่อในคราวนี้หลังจากที่พ่อมดดำเคยทำหน้าที่ที่ “ท่านรองประธานที่เคารพ” มาสองสมัยแล้ว

และต้องรอลุ้นว่า “พรรคเพื่อไทย” จะเคาะใครมาสู้กับพ่อมดดำ เพราะพท.จะเผยชื่อผู้ชิงประมุขฝ่ายนิติบัญญัติในวันศุกร์นี้และรอดูว่า “พรรคสีฟ้า” ที่ยังเล่นเชิงและให้ข่าวไปวันวานว่าพร้อมที่จะเสนอตัวเป็นผู้นำฝ่ายนิติบัญญัติโดยอ้างสารพัดเหตุในอดีตที่ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติขัดขากันเองแต่ยังอุบชื่อว่า “ใครควรจะเข้าไปชิง”

ส่วนการจะร่วมหรือไม่ร่วมรัฐบาลนั้น พรรคสีฟ้ายังเด้งเชือกโดยอ้างว่ารอคุยกันอีกครั้ง แต่เซียนการเมืองไม่รับแทงแล้วว่าปชป.และภท.จะย้ายขั้วไปแตะมือกับขั้วต้านลุงตู่ แม้ยามนี้เพื่อไทยจะยังไม่ปิดประตูต้อนรับพรรคสีฟ้าและพรรคสีน้ำเงิน…แต่ในใจคีย์แมนพท.คงรู้และรับสภาพแล้วว่าไม่กี่วันข้างหน้าจะต้องทำหน้าที่อะไรแม้จะอ้างว่าได้รับการไว้วางใจมาเป็นอันดับหนึ่งจากการหย่อนบัตรก็ตาม

สุดท้ายแล้วพรรคสีฟ้าและพรรคสีน้ำเงินที่มีหนึ่งร้อยสามชีวิต รวมทั้งชาติไทยพัฒนาและชาติพัฒนาจนป่านนี้ก็ไม่มีข่าวแพลมออกมาว่า ใครบางคนของพรรคเหล่านี้ได้ไปเจรจาต้าอ้วยกับแกนนำย่านถนนเพชรบุรีตัดใหม่ตามเทียบเชิญเลย…

และที่ผ่านมาอย่าลืมว่ากระแสข่าวหลากระลอกลอยมาทำนองว่า “สัญญาณเชิงบวกของขั้วต้านลุงตู่” นั้น โอกาสน้อยยิ่งที่รวมเสียงเป็นแกนนำตั้งรัฐบาลแม้จะมี 7 พรรคที่ลงสัตยาบัน แต่อย่าลืมว่าช่วงนั้นก็มีข่าวแพลมๆ มาเสมอว่า งูเห่าภาคสามจะเกิดจากขั้วนี้มากที่สุดและยามนี้เริ่มฉายแววดังกล่าวแล้ว

เริ่มตั้งแต่การที่ “มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์” ลาออกจากหัวหน้าพรรคเศรษฐกิจใหม่ที่มีเรื่องร้องเรียนในพรรคเกี่ยวกับเงินๆทองๆ แต่คนวงในที่เกาะติดนั้นรับรู้มาหลายวันท่ามกลางกระแสข่าวว่า พลพรรคเศรษฐกิจใหม่บางชีวิตจะไหลเลื้อยไปยังขั้วหนุนลุงตู่มานานแล้ว แม้เพื่อไทยจะอ้างว่า “ลุงมิ่ง” ยังอยู่ขั้วนี้ แต่ไม่รู้ว่าวันลงมติในรัฐสภาคนของพรรคนี้จะเป็นเอกภาพตามที่บางคนในพท.หวังไว้หรือไม่ และยังต้องส่องว่าจะมีบางคนในบางพรรคจากขั้วต้านลุงตู่เตรียมสละการค้านแปรไปเป็นการหนุนลุงตู่แทนด้วยการอ้างสารพัดเหตุผลหรือไม่…

ขณะที่ประมุขพรรคสีส้มก็หมดหวังไปเบื้องต้นที่จะเข้าไปประชุมในฐานะผู้แทนปวงชนชาวไทยแล้ว…เพราะศาลรัฐธรรมนูญสั่ง “เสี่ยเอก แห่งพรรคอนาคตใหม่” หยุดปฏิบัติการทำหน้าที่ส.ส.ไปแล้วจนกว่าจะชี้แจงการถือหุ้นสื่อเสร็จสิ้น เท่ากับว่า “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หมดสิทธิถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีและยังไม่มีโอกาสลงมติ “เลือกประมุขฝ่ายนิติบัญญัติและประมุขฝ่ายบริหาร” ฉะนั้นต้องจับตาแเนวโน้ม “เจ็ดสิบเก้าชีวิต” ของ ”อนค.” ว่า “งูเห่าสีส้ม” ที่เคยทำนายทายทักไว้ว่าจะมีหลายชีวิตแปรพักตร์นั้น…จะบังเกิดจริงหรือไม่ เพราะแกนนำอนาคตใหม่หลายคนเคยยอมรับหลังม่านแล้วว่า การเสนอเงื่อนไขย้ายค่ายเบอร์เดิมนั้น มาแรงยิ่งด้วยปัจจัยแปดหลักต่อหนึ่งชีวิต

วันนี้เกมการเมืองง่ายขึ้นหลายขีดสำหรับขั้วหนุนลุงตู่เพราะหลายวันมานี้ข่าวความเคลื่อนไหวของแต่ละพรรคพลิกมาพลิกไปหลายคราว..แต่อย่าลืมว่ามันคือเชิงของคนการเมืองที่ต้องเคาะค่าตัวให้ขึ้นสูงสุดจนนาทีสุดท้าย

เกมการเมืองที่มีการคั่วกันจนเกือบนาทีสุดท้ายจนบางขั้วต้องแตกลงในกาลนี้นั้น ต้องติดตามกันอีกหลายช็อต เพราะไม่รู้ว่าหลายขั้วที่เริ่มไปแตะมือหนุนลุงตู่จะมีการคั่วกันเองจนขั้วจะเหลวลงเมื่อใด

เพราะแต่ละขั้วที่จะไปแตะมือหนุนลุงตู่นั้น ชั่วโมงบินที่หิ้วติดตัวไประดับเขี้ยวรากดินในเชิงการเมืองทั้งนั้น

ส่องชีวิต “สุนัย” 5 ปี ที่เร่ร่อนหลบภัย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/372898?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ส่องชีวิต “สุนัย” 5 ปี ที่เร่ร่อนหลบภัย

24 พฤษภาคม 2562 – 10:10 น.
กลุ่มวงดนตรีไฟเย็น,สุนัย จุลพงศธร,เสื้อแดง
เปิดอ่าน 21,028 ครั้ง

คอลัมน์…  ชูธงทวนกระแส   โดย…  พรานข่าว

ครบรอบ 5 ปี แห่งการรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 มีความเคลื่อนไหวของนักการเมือง และกลุ่มคนเสื้อแดงในต่างแดน ที่พอจะนำมาบอกเล่ากันได้ในบางเรื่อง

กลุ่มวงดนตรีไฟเย็น 4 คนที่หลบภัยใน สปป.ลาว ออกมาตีฆ้องร้องป่าวว่า ถูกหน่วยล่าสังหารไล่ล่า ชีวิตไม่ปลอดภัย เรียกร้องให้เพื่อนพ้องน้องพี่ในเมืองไทยช่วยกันกระจายข่าว

ขณะเดียวกัน กลุ่มคนไทยในยุโรป ได้ส่งหนังสือถึงผู้นำหลายประเทศ เพื่อให้ช่วยเหลือสมาชิกวงไฟเย็น 4 คนได้มีโอกาสลี้ภัยในประเทศฝรั่งเศส

ที่น่าเจ็บปวด พวกเขาพยายามส่งสารไปถึงบรรดา “เซเลบแดง” ในไทยให้ช่วย “เซฟ” ผู้หลบภัยทางการเมืองในลาว แต่กลับไม่มีเสียงตอบรับใดๆ เหมือนจงใจลอยแพแดงพลัดบ้าน

“แอนตี้” หรือพิษณุ พรหมสร แดงอิสระที่หลบภัยในกัมพูชา และจัดรายการวิทยุใต้ดิน ร่วมกับ “หนิง ดีเค” แดงตัวแม่ที่อยู่ในยุโรป แต่สัปดาห์ที่แล้ว แอนตี้เพิ่งแจ้งข่าวว่า ขอเลิกจัดวิทยุใต้ดิน เนื่องจากเจ้าบ้าน ไม่ยอมให้ใช้เขมรเป็นฐานโจมตี คสช.

ข้ามไปอีกฟากหนึ่งของโลก สำนักข่าว VOA Thai ได้จัดทำสารคดีพิเศษเกี่ยวกับการใช้ชีวิตผู้ลี้ภัยทางการเมืองชาวไทยในสหรัฐ  และที่น่าสนใจคือเรื่องราวของ “สุนัย จุลพงศธร” อดีต ส.ส.พรรคไทยรักไทย ที่เคยเคลื่อนไหวในนามกลุ่ม “3 ส.ตาสว่าง” ร่วมกับสมยศ พฤกษาเกษมสุข และสุรชัย แซ่ด่าน

“สุนัย” บอกว่า ตลอด 5 ปี ได้ตระเวนขอพักอาศัยตามบ้านของชาวชุมชนไทยในสหรัฐอเมริกาที่ให้การสนับสนุน หมุนเวียนไปตามรัฐต่างๆ

          “เวลาพักก็พักง่ายๆ บ้านไหนมีห้องก็นอนห้อง ถ้าไม่มีก็นอนโซฟา นอนตามพื้น เราอยู่ต้องไม่รบกวนเขามาก มีอาหารการกินอะไรก็กินกับเขา ทำให้เราไม่ประมาทนะครับ เพราะทำให้ คสช.ไม่รู้ว่าผมอยู่ที่ไหน”

ภาพที่สุนัยเล่า ช่างต่างจากวันที่ จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ประกาศก่อตั้ง “องค์การเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย” ตามยุทธศาสตร์โลกล้อมไทย

          ยังจำได้ พวกแดงในลาว สมัยที่ยังจัดวิทยุใต้ดิน ได้ออกมาเหน็บแนมแกนนำองค์การเสรีไทย ว่าอยู่ดีกินดี มีชีวิตสุขสบาย จึงไม่ช่วยพวกเขาให้ได้ไปอยู่ประเทศที่สาม แต่เมื่อฟังสุนัยเล่า ก็เลยรู้ว่าชีวิตอดีต ส.ส.ก็ไม่ต่างจากแดงพลัดบ้านในเขมรและลาว

ไม่น่าแปลกใจที่องค์การเสรีไทย ตีปี๊บเสียงดังผ่านเครือข่ายวิทยุใต้ดิน ทั้งในสหรัฐ, ออสเตรเลีย, ยุโรป และลาว ให้มีการทำกิจกรรม “ไล่ประยุทธ์” ทั่วโลก เมื่อต้นปี 2561 เมื่อถึงเวลาจริง มีคนไทยในสหรัฐไม่ถึง 20 คนมารวมตัวที่ร้านอาหารคนไทยในย่านเบลฟลาวเวอร์ลอสแองเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย

สุนัยรู้ดีว่า องค์การเสรีไทยไปไหนไม่ได้ไกลแน่ๆ จึงเลือกวิธีการต่อสู้ผ่านสื่อเฟซบุ๊ก โดยจัดรายการวิเคราะห์การเมือง

ทีมงาน VOA Thai บรรยายเบื้องหลังฉากการจัดรายการของอดีต ส.ส.คนดังว่า สุนัยแต่งหน้าเอง ติดตั้งฉากสตูดิโอชั่วคราว ไปจนถึงเปิดประเด็นสนทนาการเมืองผ่านกล้องโทรศัพท์ กับผู้ติดตามบนโลกออนไลน์หลายหมื่นคนเป็นประจำ หลายวันต่อสัปดาห์

“…เงื่อนไข ภาวะวิสัย อุณหภูมิตอนนี้ ยังไม่พร้อมที่จะให้ไปสู้ในประเทศ (แม้จะผ่านการเลือกตั้งครั้งนี้แล้ว?) ก็ยังไม่ไปครับ ยังต้องดูสถานการณ์ก่อน จนกระทั่งสังคมเริ่มเข้าสู่กฎเกณฑ์ เราก็จะเข้าไปสู่การต่อสู้ต่อไป…”

สุนัยยังหวังที่จะได้กลับบ้านเกิด เพราะรู้ดีว่า การยื่นขอเป็นผู้ลี้ภัยอย่างถูกต้องตามกฎหมายไม่ใช่เรื่องง่าย บางประเทศอาจจะให้การรับรองสถานะให้ผู้ลี้ภัยพำนักได้ แต่หลายประเทศไม่อาจรับรองสถานะใดๆ ให้ผู้ลี้ภัยที่เห็นต่างทางการเมืองจากไทยได้

          ด้วยเหตุนี้ สุนัยจึงต้องร่อนเร่ไปตามมลรัฐต่างๆ ทั่วแผ่นดินลุงแซม สลับกับการจัดรายการวิทยุใต้ดิน(ไลฟ์เฟซบุ๊ก) เพื่อหารายได้จากพ่อยกแม่ยกฝ่ายประชาธิปไตย 

‘บัตรรูดปรื๊ด’ป้องกันแบบไหน..ให้ปลอดภัยจากโจร

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/372750?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘บัตรรูดปรื๊ด’ป้องกันแบบไหน..ให้ปลอดภัยจากโจร

24 พฤษภาคม 2562 – 10:00 น.
สายตรวจระวังภัย,พลตตไมตรี ฉิมเฉิด,บัตรรูดปรื๊ด,บัตรเคดิต,เดบิต
เปิดอ่าน 1,065 ครั้ง

คอลัมน์…   สายตรวจระวังภัย   โดย…  ทีมข่าวอาชญากรรม

จะว่าไปแล้วยุคนี้ผู้คนจำนวนมากจับจ่ายใช้สอยด้วยบัตรเคดิต หรือเดบิต ซึ่งเรียกได้ว่าเป็น “บัตรรูดปรื๊ด” เพราะมีความสะดวกสบาย ไม่ต้องพกเงินสดจำนวนมากๆ ไปซื้อสินค้า รูดปุ๊บ รับของปั๊บ แต่ก็ไม่วายมีมิจฉาชีพตามหลอกหลอนขโมยบัตรไปใช้ หรือเนียนหน่อยก็ขโมยข้อมูลไปทำบัตรปลอมกดทั้งเงินสด และรูดซื้อของแบรนด์เนมไปเปลี่ยนเป็นเงินภายหลัง สร้างความเดือดร้อน ก่อความเสียหายอยู่เป็นระยะ

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมามีผลงานการจับกุมคนร้ายซึ่งเป็นการประสานงานระหว่างตำรวจสองหน่วยงานระหว่าง กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) กับ กองบังคับการตำรวจทางหลวง (บก.ทล.) โดยสามารถจับกุม นายอำพล อนันมา อายุ 42 ปี ผู้ต้องหาคดี “ปลอมและใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ปลอม” ที่หลบหนีการจับกุมมานานถึง 10 ปี

เกี่ยวกับคดีลักษณะนี้ พล.ต.ต.ไมตรี ฉิมเฉิด ผบก.ปอศ. บอกว่า ก่อให้เกิดความเสียหายต่อความน่าเชื่อถือของธนาคารพาณิชย์และอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง เนื่องจากประชาชนอาจขาดความมั่นใจในการใช้บัตรเครดิต

ด้วยเหตุนี้ทางเพจเฟซบุ๊ก “กองปราบปราม” จึงได้เผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับวิธีป้องกันบัตรเครดิต-เดบิต ที่ถูกขโมยไปใช้ ให้ปลอดภัยจากมิจฉาชีพ โดยมีอยู่ 10 วิธี คือ 1.อย่าปล่อยให้บัตรคลาดสายตา เพื่อป้องกันการถูกขโมยข้อมูลบนบัตร หรือถูกนำบัตรไปรูดซื้อสินค้าอื่นๆ จึงควรสังเกตบัตรของตนเองอยู่เสมอเวลายื่นให้พนักงานตอนจ่ายเงิน 2.ตั้งรหัสให้เดายาก แนะนำว่าไม่ควรตั้งรหัสเป็นเลขซ้ำกัน เช่น 1111 หรือเลขเรียงกัน เช่น 1234, 6789 หรือเป็นเลขที่เกี่ยวข้องกับตัวเองจนคนร้ายเดาได้ง่าย เช่น เลขวันเกิด หรือบัตรประชาชน เป็นต้น 3.ใช้บัตรกับร้านค้าที่น่าเชื่อถือเท่านั้น การซื้อของผ่านบัตรสิ่งสำคัญเลยคือต้องเลือกร้านที่น่าเชื่อถือมากกว่าปกติ เพราะมีโอกาสถูกโกงได้ง่ายๆ โดยเฉพาะถ้าเป็นการซื้อของออนไลน์ยิ่งควรเลือกร้านที่น่าเชื่อถือไว้ใจได้เท่านั้น หรือเป็นร้านที่มีหน้าร้านชัดเจนก็จะปลอดภัยมากกว่า 4.เปิดใช้งานแจ้งเตือนผ่าน SMS เพื่อให้เรารู้ถึงความเคลื่อนไหวเมื่อมีการใช้บัตรและจะทำให้เรารู้ด้วยหากมีคนแอบนำบัตรของเราไปใช้

5.ตรวจสอบยอดใช้จ่ายอยู่เสมอ ต้องคอยเช็กการใช้จ่ายอยู่เสมอว่าตรงกับราคาสินค้าที่เราจ่ายไปจริงๆ ไหม ทั้งก่อนเซ็นเซลล์สลิป และหลังจากใช้จ่ายไปแล้วในใบแจ้งบัญชีประจำเดือน 6.ปิดรหัสเลข 3 หลัก CVV ไว้ ซึ่งรหัส CVV คือเลข 3 หลักที่อยู่หลังบัตร ซึ่งเป็นรหัสเพื่อการยืนยันตัวตนในการชำระเงินออนไลน์ และหากมิจฉาชีพได้รหัสนี้ไป ก็มีโอกาสที่จะนำไปซื้อสินค้าได้ง่ายๆ โดยเราสามารถป้องกันได้ด้วยการจดจำตัวเลขหรือจดบันทึกรหัสไว้ในที่ปลอดภัย แล้วขูดรหัส CVV ด้านหลังบัตรทิ้ง หรืออาจจะใช้วิธีติดสติกเกอร์ปิดรหัส CVV ไว้ ก็ได้เช่นกัน 7.ใช้กระเป๋าป้องกัน RFID ลองสังเกตบัตรเดบิต-บัตรเครดิตของตัวเองดูดีๆ ว่าเป็นบัตรประเภท Visa Paywave ที่ใช้แตะจ่ายผ่านเครื่องได้หรือเปล่า เพราะหากเป็นแบบนั้นแล้ว ก็มีโอกาสที่เหล่ามิจฉาชีพจะนำเครื่องที่ชื่อว่า RFID Scanners แอบมาแตะบัตรของเราเพื่อขโมยข้อมูลไปอย่างรวดเร็ว แต่อย่างไรก็ดีเราสามารถป้องกันได้ด้วยการหาซื้อกระเป๋าป้องกัน RFID มาใช้งาน ซึ่งมีหน้าตาเหมือนกับกระเป๋าสตางค์ทั่วๆ ไปเลย

8.อย่าบอกข้อมูลบัตรกับคนอื่น เพราะเป็นเหมือนการเปิดช่องโหว่ให้มิจฉาชีพเข้ามาขโมยบัตรของเราไปใช้ได้ง่ายๆ เลย ซึ่งรวมถึงการกรอกข้อมูลต่างๆ บนเว็บไซต์ด้วย 9.หากพบความผิดปกติติดต่อธนาคารทันที

ถ้าบัตรของเราสูญหาย หรือมียอดใช้จ่ายที่ผิดปกติ สิ่งแรกที่ต้องทำเลยก็คือการแจ้งธนาคารผู้ออกบัตรทันทีเพื่อทำการอายัดบัตร หลังจากนั้นควรรีบไปแจ้งความที่สถานีตำรวจด้วย เพื่อจะได้ติดตามและป้องกันความเสียหายได้ทันท่วงที และ 10.สมัคร Verified by Visa, MasterCard Secure Code หรือ JCB J/Secure โดยเป็นบริการที่ผู้ออกบัตรร่วมกับ Visa, MasterCard และ JCB พัฒนาขึ้น เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการชำระค่าสินค้าด้วยบัตรเครดิต โดยจะให้เราใช้งานบัตรด้วยรหัสผ่าน (Password) และข้อความยืนยันส่วนตัว (Personal Assurance Message: PAM) เท่านั้น ซึ่งหมายความว่า แม้จะมีคนขโมยบัตร หรือจำเลขบัตรของเราไป ก็จะไม่สามารถนำไปใช้จ่ายออนไลน์ได้นั่นเอง