ส้มร้อนเร่า “ซ้ายเก่า” ขยับเกมนอกสภา

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/372900?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ส้มร้อนเร่า “ซ้ายเก่า” ขยับเกมนอกสภา

24 พฤษภาคม 2562 – 09:35 น.
พรรคอนาคตใหม่,พรรคส้มหวาน,ธนาธร,ธนาธร จึงรุ่งรืองกิจ,เอก ธนาธร,ุตุลาการศาลรัฐธรรมนู
เปิดอ่าน 5,899 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันที่ 24 พ.ค.2562

*********************

พลันที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มีมติเอกฉันท์รับคำร้องของกกต.ไว้พิจารณา กรณีถือครองหุ้นในธุรกิจสื่อ และสั่งให้ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หยุดปฏิบัติหน้าที่ ส.ส. ทำเอาอุณหภูมิภายในใจของกองเชียร์ส้มหวาน และกลุ่มแดงอิสระร้อนรุ่ม

แกนนำแดงอิสระรายหนึ่งถึงโพสต์เฟซบุ๊กว่า “เสื้อแดงแกล้งตายมา​นานเกินพอแล้ว” หมายถึงพวกเขารู้สึกอึดอัดคับข้องใจ ภายใต้ระบอบท็อปบู๊ท ถึงเวลาที่ฝ่ายประชาธิปไตยจะต้องทำอะไรบ้าง ไม่ใช่นั่งรอนอนรออยู่อย่างนี้

แหล่งข่าวเปิดเผยว่า สมาชิกพรรคส้มหวานปีกซ้ายเก่า และแดงอิสระ ได้วางแผนทำกิจกรรมต้านการสืบทอดอำนาจของ คสช.นอกสภาเคียงคู่การทำงานในสภาของ ส.ส.อนาคตใหม่ เหมือนย้อนรอยยุทธศาสตร์คู่ขนาน “เพื่อไทย-นปช.”

อนาคตใหม่ของซ้ายเก่า

แม้ว่าคนเสื้อแดง (กองเชียร์พรรคเพื่อไทย) จะไม่ค่อยพอใจพรรคอนาคตใหม่ ที่ตัดคะแนนผู้สมัครส.ส.เพื่อไทย ในการเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 แต่บรรดากลุ่มแดงอิสระจำนวนไม่น้อยก็หันมาสนับสนุน “ธนาธร-ปิยบุตร”

อย่างเช่น อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล” หรือ “เจี๊ยบ นครปฐม” ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ได้เข้าร่วมเคลื่อนไหวกับกลุ่มแดงอิสระมาตั้งแต่ปี 2553 โดยเฉพาะกลุ่มสุรชัย แซ่ด่าน และปี 2557 อมรัตน์ ตั้ง “กลุ่มสันติภาพนครปฐม” ออกมาเคลื่อนไหวต้านการชุมนุมของ กปปส.

เจี๊ยบ นครปฐม และ อำนาจ สถาวรฤทธิ์

นอกจากกลุ่มแดงอิสระ ก็มี “คนเดือนตุลา” อีกจำนวนหนึ่งเข้ามาทำงานเบื้องหลังพรรคอนาคตใหม่ อาทิ อำนาจ สถาวรฤทธิ์” ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค ฝ่ายการเมือง อำนาจเคยช่วยงานพรรคไทยรักไทยมาก่อน และ “พลากร จิรโสภณ” เจ้าของธุรกิจตุ๊กตาหมี Four Bears พลากรไม่เคยเล่นการเมือง แต่ก็อาสามาช่วยงานเต็มกำลัง

           ยุทธศาสตร์ ขา ฉบับอนาคตใหม่ อาจมีการปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับคนรุ่นเจนวาย เจนเอ็กซ์

กุนซือนามสกุล “พืชมงคล”

กุนซือหลังม่านของค่ายส้มหวานอีกรายคือ พิชัย พืชมงคล” ที่ปรึกษาคณะกรรมการจัดการบริษัท ธรรมนิติ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นน้องชายของไพศาล พืชมงคล

          หลายคนรู้แปลกใจที่ “ไพศาล” ที่ปรึกษา “ลุงป้อม” จึงรู้เรื่องลึกๆ ของพรรคอนาคตใหม่ และบางคราวก็แอบเขียนเชียร์ธนาธร จนแฟนคลับยุคเสื้อเหลืองรู้สึกไม่พอใจ แต่เมื่อรู้ว่าน้องชายอยู่ค่ายส้มหวาน ก็ถึงบางอ้อ

มีรายงานข่าวว่า พิชัยได้เข้ามาช่วยพรรคส้มหวานตั้งแต่ก่อนวันก่อตั้งพรรค พร้อมกับชักชวนของเพื่อนๆ ในนาม “คนรุ่น 6 ตุลา” สายยุวชนสยาม หรือสายศูนย์กลางนักเรียนแห่งประเทศไทย เข้ามาสานต่อความฝันแต่วัยเยาว์

กลุ่มยุวชน ส้มหวาน นัดแต่งดำวันศุกร์นี้

“คนรุ่น 6 ตุลา” มีความมั่นคงในอุดมการณ์เดือนตุลา สังเกตได้ว่าคนเหล่านี้จะยกย่องทักษิณ ชินวัตร เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง แต่มาถึงวันนี้ทักษิณติดบ่วงคดีจนดิ้นไม่หลุด พวกเขาเลยหันมาปั้นธนาธรแทน

          คนรุ่นนี้อายุ 60 ปีโดยเฉลี่ย แต่ก็หวังอยากให้บ้านเมืองเกิดการเปลี่ยนแปลง และเป็นประชาธิปไตยสมบูรณ์

รวมดาวแดงอุดมการณ์

เมืิ่อปลายเดือนกันยายน 2561 ไพศาล พืชมงคล ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า มีข่าวว่าสหายธง แจ่มศรี อดีตเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยเข้าเป็นกุนซือพรรคแล้ว จึงเป็นพรรคที่มีหลักทฤษฎี ว่าด้วยการสร้างพรรคการเมืองของประชาชนที่ชัดเจนที่สุด

ตอนนั้นบรรดากองเชียร์ส้มหวานไล่ถล่มกุนซือลุงป้อมเสียยับเยิน แต่วันนี้เสียงวิจารณ์เหล่านั้นหายไป เพราะกลุ่มผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย หรืออดีตสหายสาย “ลุงธง” ได้ระดมสรรพกำลังช่วยหาเสียงให้พรรคอนาคตใหม่ แถมมีลูกหลานได้เป็นส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรคนี้ด้วย

วิเชียรชนินทร์ สินธุไพร แกนนำแดงอีสานใหม่

          ในความเป็นจริงลุงธงไม่ได้มาเป็นที่ปรึกษาพรรค แต่ ผรท.สายลุงธง ต่างหากที่เป็นกองหนุนอนาคตใหม่ พวกเขาชื่นชอบทักษิณ และพรรคเพื่อไทยเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

ด้านปีกแดงอุดมการณ์ วิเชียรชนินทร์ สินธุไพร” ประธาน นปช.ภาคอีสาน น้องชายนิสิต สินธุไพร อดีตส.ส.ร้อยเอ็ด ก็เป็นแม่ทัพอีสานและได้เป็นส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่

วิเชียรชนินทร์เคลื่อนไหวงานการเมืองภาคประชาชน สนิทชิดเชื้อกับ พิชิต พิทักษ์” นักกิจกรรมมวลชน และที่ปรึกษากลุ่มเสื้อแดงอีสาน สายผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย โดยพิชิตเข้ามาเป็นที่ปรึกษาให้กลุ่มผู้สมัคร ส.ส.อนาคตใหม่ ในภาคอีสาน

          ฝ่ายความมั่นคงจึงจับตามอง “อนาคตใหม่” สายอีสานมากเป็นพิเศษ เพราะเคยเห็นฝีมือจัดตั้งมวลชนของจอมยุทธ์แดงใหม่มาแล้ว

ห้ามรถพยาบาลวิ่งไม่เกิน80 กม./ชม.มาตรการส่งผู้ป่วยโดยปลอดภัย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/372794?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ห้ามรถพยาบาลวิ่งไม่เกิน80 กม./ชม.มาตรการส่งผู้ป่วยโดยปลอดภัย

24 พฤษภาคม 2562 – 08:40 น.
อ๊อด เทอร์โบ,ดับเครื่องชน,ห้ามรถพยาบาลวิ่งไม่เกิน80 กมชม,ความปลอดภัย,กระทรวงสาธารณสุข
เปิดอ่าน 728 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

กรณีกระทรวงสาธารณสุขสั่งรถพยาบาลห้ามใช้ความเร็วเกิน 80 กม./ชม. และห้ามฝ่าไฟแดง ทำให้สังคมเกิดข้อสงสัยและเป็นห่วงว่าผู้ป่วยอาจได้รับการรักษาที่ล่าช้า ซึ่งทำให้มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์มากมาย

อธิบายได้ว่าจากสถิติการเกิดอุบัติเหตุของรถพยาบาลกระทรวงสาธารณสุขปี 2559-2562 มีอุบัติเหตุเกิดขึ้น 110 ครั้ง มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต 318 ราย เป็นพยาบาลและบุคลากรในระบบการแพทย์ฉุกเฉิน 129 ราย เสียชีวิต 4 รายพิการ 2 ราย ผู้ป่วยบาดเจ็บ 58 รายเสียชีวิต 3 ราย คู่กรณีเสียชีวิต 14 ราย ส่วนใหญ่เกิดขึ้นขณะส่งต่อผู้ป่วยระหว่างสถานพยาบาลถึงร้อยละ 80

สาเหตุส่วนใหญ่มาจากการขับรถเร็ว ฝ่าสัญญาณไฟจราจร และไม่คาดเข็มขัดนิรภัย

กระทรวงสาธารณสุขจึงได้เน้นย้ำมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาการเกิดอุบัติเหตุของรถพยาบาล กรณีนำผู้ป่วยส่งสถานพยาบาลจะต้องใช้ความเร็วไม่เกิน 80 กม./ชม.ตามประกาศของกระทรวง ซึ่งเริ่มใช้มาตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2558

หลายคนอาจคิดว่ายิ่งส่งผู้ป่วยถึงมือแพทย์เร็วเท่าใดก็ยิ่งเพิ่มโอกาสรอดชีวิตมากเท่านั้น แถมกฎหมายจราจรก็ยกเว้นให้รถพยาบาลสามารถใช้ความเร็วเกินกว่าที่กำหนดได้ ซึ่งความจริงก็เป็นเช่นนั้น แต่ความปลอดภัยในการเดินทางก็สำคัญไม่แพ้กัน

จึงถือเป็นการเพิ่มความคุ้มครองสวัสดิภาพการทำงานของบุคลากรสาธารณสุขและผู้ป่วย โดยประชาชนไม่ต้องกังวลว่าจะเกิดความเสี่ยงหากรถพยาบาลวิ่งช้า เนื่องจากอุปกรณ์กู้ชีพภายในรถพยาบาลมีเพียงพอ และรถพยาบาลเองยังสามารถเปิดไซเรนหรือไฟฉุกเฉินเพื่อแจ้งให้ผู้ใช้รถใช้ถนนรู้ว่าภายในรถมีผู้ป่วย เป็นการขอความร่วมมือในการเปิดทางให้รถพยาบาล

มาตรการนี้ใช้เฉพาะกับรถพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ไม่รวมถึงรถกู้ภัย กู้ชีพ หรือสังกัดอื่นๆ และหากจำเป็นต้องส่งต่อผู้ป่วยไปยังสถานพยาบาลอื่น แพทย์เจ้าของไข้จะประเมินแล้วว่าผู้ป่วยมีสัญญาณชีพคงที่ ไม่อยู่ในภาวะวิกฤติ และคาดว่าจะไม่ทรุดลงรุนแรงในขณะเดินทาง ไม่เพียงเท่านั้น กระทรวงสาธารณสุขยังมีมาตรการคุ้มครองความปลอดภัยอื่นๆ อีก ได้แก่

โรงพยาบาลทุกแห่งต้องทำประกันภัยรถพยาบาลชั้น 1 ภาคสมัครใจ และเพิ่มวงเงินประกันภัยคุ้มครองผู้โดยสารหากเสียชีวิตหรือทุพพลภาพถาวร เป็นคนละ 2 ล้านบาท, ในรถต้องมีผู้โดยสารรวมพนักงานขับทั้งหมดไม่เกิน 7 คน, พนักงานขับรถพยาบาลต้องผ่านการอบรมหลักสูตรฝึกอบรมของกระทรวงสาธารณสุข และตรวจสุขภาพอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

ทุกคนต้องคาดเข็มขัดนิรภัย, รถพยาบาลทุกคันต้องติดตั้งอุปกรณ์จีพีเอสควบคุมความเร็ว และกล้องวงจรปิดบันทึกภาพ และห้ามขับรถฝ่าสัญญาณไฟแดงทุกกรณี

ไม่ทำหัตถการขณะรถเคลื่อนที่ เพื่อความปลอดภัยของทุกคนในรถพยาบาล หากเกิดการร้องขอจากพยาบาลต้องรีบหาที่จอดที่เหมาะสมและปลอดภัยทันทีเพื่อให้การช่วยเหลือบนรถพยาบาลขณะนำส่ง อย่างไรก็ตามแม้จะมีมาตรการที่เข้มงวดกับรถพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุขแล้ว แต่ประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนก็ควรให้ความร่วมมือในการขับขี่รถหรือเดินเท้า เมื่อเจอรถพยาบาลฉุกเฉิน

โดยคนเดินเท้าต้องหยุดหรือหลบชิดขอบทาง หรือไหล่ทางที่ใกล้ที่สุด ส่วนผู้ขับขี่รถต้องหยุดรถชิดขอบทางด้านซ้าย หรืออาจขึ้นอยู่กับสถานการณ์ เช่น ชะลอความเร็ว แล้วเบี่ยงซ้ายหรือขวา เพื่อให้รถพยาบาลแซงผ่านไปได้สะดวก และต้องไม่ขับไปเรื่อยๆ หรือไม่ขับตามรถพยาบาลฉุกเฉินโดยเด็ดขาด

เพียงเท่านี้ก็ช่วยให้รถพยาบาลเดินทางถึงที่หมายอย่างปลอดภัย และลดการเกิดอุบัติเหตุได้เป็นอย่างดี


จดหมายจากคุณ ‘บรรพต’ กทม. ต่อไปนี้ ร้องเรียนขอความเป็นธรรมมายังสำนักงานประกันสังคม เพราะรู้สึกว่าผู้สูงอายุถูกเอาเปรียบ ทำให้เดือดร้อนด้านการเงินอย่างหนัก

จึงขอให้พิจารณาและถ้าติดขัดต่อกฎหมายหรือกฎระเบียบอย่างไร โปรดแจ้งให้ทราบด้วย
อ๊อด เทอร์โบ


 ขอความเป็นธรรม
 สนง.ประกันสังคมพิจารณาด่วน
ผมเกษียณอายุจากการทำงานเมื่อ 31 ธันวาคม 2561 ระหว่างผมทำงานเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ส่งเงินสมทบเดือนละ 750 บาท มาตั้งแต่ 1 เมษายน 2545 จนถึง ณ วันเกษียณ ผมได้ส่งเงินสมทบมาแล้ว 16 ปีเศษ ไม่เคยขาดส่ง

ก่อนวันเกษียณผมได้ไปติดต่อสำนักงานประกันสังคมเพื่อทำเรื่องขอรับเงินบำนาญชราภาพ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้คำนวณแล้ว ผมจะได้รับเงินบำนาญชราภาพเดือนละ 3,225 บาท ไปตลอดชีวิต โดยเงินบำนาญชราภาพ สำนักงานประกันสังคมจะโอนเข้าบัญชีธนาคารของผมเดือนแรกภายในไม่เกินวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2562

ผมอยากเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ต่อ จึงไปติดต่อ สำนักงานประกันสังคมอีกครั้งเพื่อสอบถามรายละเอียด เจ้าหน้าที่บอกว่าจะต้องรีบตัดสินใจภายใน 180 วัน นับตั้งแต่วันเกษียณ คือไม่เกิน 30 มิถุนายน 2562 ที่จะถึงนี้ ว่าจะเลือกรับเงินบำนาญชราภาพแล้วเข้าระบบบัตรทอง 30 บาท หรือจะเลือกเป็นผู้ประกันตนตามาตรา 39 ต่อ โดยต้องส่งเงินสมทบเดือนละ 432 บาท แต่จะไม่ได้รับเงินบำนาญชราภาพ

ถ้าส่งเงินสมทบเดือนละ 432 บาท ไปเรื่อยๆ แล้วหยุดส่ง ก็จะได้รับเงินบำนาญเช่นกัน แต่จะใช้ฐานเงินเดือน 4,800 บาทมาคำนวณ ไม่ใช่ 15,000 บาทเหมือนเดิม ซึ่งเงินบำนาญชราภาพจะลดลงไป 3 เท่ากว่าๆ หรือได้รับเดือนละ 960 บาท

ทำไมสำนักงานประกันสังคมถึงเอาเปรียบผู้สูงอายุแบบนี้ เงินบำนาญชราภาพควรได้รับตามปกติเพราะเปรียบเสมือนเงินออมที่ส่งมา 16 ปีเศษ

ถ้าผมสมัครตามมาตรา 39 ผมต้องสูญรายได้รายเดือนไป 3,225 บาท และต้องส่งเงินสมทบอีกเดือนละ 432 บาท เท่ากับว่าผมต้องสูญเสียรายได้ไป 3,225+432 = 3,657 บาทต่อเดือน ผมว่ามันไม่ยุติธรรม
บรรพต (กทม.)

แปลงเพศแล้วขอแก้ไขคำนำหน้านามและเพศในทะเบียนราษฎรได้หรือไม่?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/372897?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แปลงเพศแล้วขอแก้ไขคำนำหน้านามและเพศในทะเบียนราษฎรได้หรือไม่?

24 พฤษภาคม 2562 – 08:27 น.
แปลงเพศ,คำนำหน้านาม,ทะเบียนราษฎร,นายปกครอง
เปิดอ่าน 3,558 ครั้ง

โดย… นายปกครอง

เรื่องน่ารู้วันนี้ …มีคดีปกครองที่น่าสนใจ กรณีบุคคลผู้ได้รับการผ่าตัดแปลงเพศเรียบร้อยแล้ว ได้ยื่นคำร้องขอต่อนายทะเบียนอำเภอเพื่อขอแก้ไขข้อมูลประวัติในเอกสารทะเบียนราษฎรให้เป็นปัจจุบัน เข้ากับเพศสรีระของตน โดยได้ขอเปลี่ยนคำนำหน้านามจาก “นาย” เป็น “นางสาว” และแก้ไขเพศจาก “เพศชาย” เป็น “เพศหญิง”

แต่เหตุการณ์ไม่เป็นไปตามที่ผู้ยื่นคำขอคาดหวังไว้ เพราะนายทะเบียนอำเภอไม่รับคำขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงรายการในเอกสารทะเบียนราษฎรของผู้ยื่นคำขอ ด้วยเหตุผลที่ว่า การลงรายการในเอกสารทะเบียนราษฎร ที่ระบุเพศว่าเป็นเพศชาย ถูกต้องตามข้อเท็จจริงในขณะเกิดแล้ว

แม้ผู้ยื่นคำขอจะเข้ารับการผ่าตัดแปลงเพศจากเพศชายเป็นเพศหญิง ก็ไม่ทำให้สถานะทางกฎหมายเปลี่ยนแปลงไปเป็นเพศหญิงได้แต่อย่างใด การร้องขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงรายการในเอกสารทะเบียนราษฎรดังกล่าวจึงไม่อาจทำได้ !!

ผู้ยื่นคำขอดังกล่าวเห็นว่าตนถูกเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมเพราะเหตุแห่งเพศสภาพในปัจจุบันไม่ตรงกับเพศกำเนิดในเอกสารทางกฎหมาย ทำให้ต้องเสียสิทธิต่างๆ ที่ผู้หญิงพึงได้รับตามกฎหมาย จึงยื่นฟ้องนายอำเภอ (ผู้ถูกฟ้องคดี) ต่อศาลปกครอง ขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งไม่รับคำร้องขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงรายการในเอกสารทะเบียนราษฎรและดำเนินการแก้ไขข้อมูลทางทะเบียนให้เป็นไปตามคำขอ

ถึงตรงนี้ …ท่านผู้อ่านคงอยากทราบแล้วใช่ไหมครับ ! ว่า… การที่ผู้ฟ้องคดีผ่าตัดแปลงเพศแล้ว จะสามารถร้องขอให้นายทะเบียนอำเภอแก้ไขข้อมูลสถานะทางกฎหมายในเอกสารทะเบียนราษฎรได้หรือไม่…?

ศาลปกครองสูงสุด วินิจฉัยว่า เมื่อพิจารณาข้อมูลใบรับรองแพทย์ซึ่งระบุว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นโรคความผิดปกติของเอกลักษณ์ทางเพศ ซึ่งเป็นสภาวะทางจิตใจไม่ตรงกับเพศที่ถือกำเนิด การรักษาโดยวิธีผ่าตัดแปลงเพศก็เพื่อแก้ไขความผิดปกติดังกล่าว และเพื่อให้ผู้ฟ้องคดีใช้ชีวิตได้สอดคล้องกับสภาพจิตใจที่เป็นหญิงของผู้ฟ้องคดีเท่านั้น หาใช่เป็นการแก้ไขความบกพร่องของร่างกายกรณีเพศกำกวมแต่อย่างใด

ฉะนั้นแม้ว่าผู้ฟ้องคดีจะได้รับการผ่าตัดโดยแก้ไขให้มีอวัยวะเพศเป็นหญิงแล้วก็ตาม แต่ก็ไม่ทำให้สถานะทางกฎหมายของผู้ฟ้องคดีเปลี่ยนแปลงจากเพศชายเป็นเพศหญิงได้ เนื่องจากสถานะทางกฎหมายของผู้ฟ้องคดีย่อมขึ้นอยู่กับเพศกำเนิด และไม่มีกฎหมายรับรองไว้เช่นนั้น

เมื่อยังไม่มีกฎหมายใดรับรองสิทธิที่ผู้ฟ้องคดี จะสามารถยื่นคำร้องขอเปลี่ยนแปลงแก้ไขเพศที่ถือกำเนิด และเปลี่ยนคำนำหน้านามจาก นาย เป็น นางสาว ได้ นายอำเภอจึงไม่อาจแก้ไขเปลี่ยนแปลงรายการในเอกสารทะเบียนราษฎรตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้ คำสั่งของนายอำเภอที่ยืนยันไม่แก้ไขเปลี่ยนแปลงรายการในเอกสารทะเบียนราษฎรตามที่ผู้ฟ้องคดีร้องขอ จึงชอบแล้ว (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.203/2562)

คำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุดดังกล่าวได้วางหลักว่า เมื่อกฎหมายรับรองสถานะทางเพศโดยให้ถือเอาเพศตามที่กำเนิดมาโดยธรรมชาติ และยังไม่มีกฎหมายหรือระเบียบรับรองที่จะให้สิทธิแก่บุคคลที่แปลงเพศมาแล้วสามารถที่จะขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อมูลในเอกสารทะเบียนราษฎรได้ นายอำเภอจึงไม่อาจดำเนินการให้ตามที่ผู้ฟ้องคดีร้องขอได้ โดยสรุปก็คือ ไม่มีสิทธิ เพราะไม่มีกฎหมายบัญญัติรับรองให้กระทำได้นั่นเองครับ !!

(ปรึกษาคดีปกครองได้ที่ สายด่วนศาลปกครอง 1355)

ปากพาจนกับเทวดาตกสวรรค์

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/372896?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ปากพาจนกับเทวดาตกสวรรค์

24 พฤษภาคม 2562 – 08:23 น.
คติพจน์,คำสั่งสอน,สุภาษิต,ปากพาจนกับเทวดาตกสวรรค์
เปิดอ่าน 1,544 ครั้ง

บทบรรณาธิการ นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันศุกร์ที่ 24 พฤษภาคม 2562

คำสั่งสอน คติพจน์ หรือสุภาษิตสอนใจที่มีมาแต่โบราณกาลยังคงนำมาใช้เป็นข้อคิดสอนใจเพื่อให้คนเราประคับประคองชีวิตให้ดำเนินไปในทางที่ถูกที่ควร แต่ถ้าเมื่อใดเรานำพาชีวิตด้วยอาการไร้สติ ปราศจากความรับผิดชอบต่อสิ่งที่พูดและการกระทำ…ความเสียหายก็อาจมาเคาะประตูรออยู่หน้าบ้านแบบไม่ทันตั้งตัว ดังเช่นนักการเมืองหลายคนที่ต้องตกระกำลำบากด้วยคำพูดที่ออกมาจาก “ปาก” ของตัวเอง…พูดง่ายๆ คือ “ปากพาจน” ดังนั้นหากคนใดไม่ต้องการนำชีวิตไปสู่ความตกอับหรือเสียหาย ก็ควรท่องจำให้มั่นว่า “ก่อนพูดเราเป็นนาย…พูดไปแล้วคำพูดเป็นนายเรา”

หากยกตัวอย่างให้เห็นชัดๆ ความพลาดพลั้งที่เกิดจาก “ปาก” คงหนีไม่พ้น นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ที่กำลังตกอยู่อาการ “ปลาหมอตายเพราะปาก” หลังจากนำพาตัวเองเข้าสู่ตาจน เพราะอยู่ดีไม่ว่าดีดันไปพูดบนเวทีสัมมนาสื่อนอกด้วยอาการมันปากในประเด็นให้พรรคตนเองกู้ยืมเงินจำนวน 110 ล้านบาท จนกลายเป็นประเด็นใหญ่นำไปสู่การยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง ให้ตรวจสอบว่าการกู้ยืมเงินดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง หรือไม่ เนื่องจากกฎหมายไม่ได้มีบทบัญญัติในส่วนใดที่ให้อำนาจพรรคการเมืองกู้ยืมเงินจากบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นใดได้…

น่าห่วงยิ่งนัก แม้ฝ่ายกฎหมายของนายธนาธรจะอ้างว่า เรื่องดังกล่าวไม่มีกฎหมายกำหนดไว้ว่า การให้กู้ยืมเงินพรรคการเมืองเป็นสิ่งต้องห้าม ดังนั้นนายธนาธรสามารถกระทำได้ แต่อาจไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะบรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายต่างชี้ชัดตรงกันว่างานนี้ “ไม่น่ารอด” เพราะเจตนาของการมีพรรคการเมืองเป็นการรวบรวมคนที่มีจุดยืนและนโยบายเดียวกัน เพื่อทำกิจกรรมทางการเมืองร่วมกัน ดังนั้นแหล่งเงินหลักจึงควรจะมาจากผู้ที่เข้ามาร่วมกัน เพราะฉะนั้น การที่อนาคตใหม่กู้เงินจากนายธนาธร จึงเป็นการกระทำที่ผิดหลักการ และผิดเจตนารมณ์ของกฎหมาย ไม่ตรงไปตรงมา ซึ่งเรื่องนี้อาจส่งผลเสียหายอย่างหนักจนถึงขั้นยุบพรรคอนาคตใหม่ก็เป็นไปได้

อาการพลาดพลั้งอย่างไม่น่าให้อภัยจนต้องแทบตบปากตัวเองให้หลาบจำครั้งนี้ น่าจะเป็นบทเรียนสำคัญที่สอนให้นายธนาธรรู้จักสงวนท่าทีต่างๆ ไว้บ้าง…สิ่งใดที่พูดแล้วเป็นคุณก็ไม่ควรลังเลที่จะนำเสนอต่อสาธารณชนในทันที แต่สิ่งใดถ้าส่งสัญญาณออกไปแล้วจะส่งผลร้ายก็ควรเลือกที่จะเก็บงำไว้ให้มิด…แต่ดูเหมือนจะสายเกินแก้ เพราะล่าสุดศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์รับคำร้องของ กกต. ไว้พิจารณาเพื่อวินิจฉัยปมร้อนในการถือครองหุ้นบริษัท วี-ลัค มีเดีย ซึ่งประกอบธุรกิจสื่อของนายธนาธร

ซ้ำร้ายไปกว่านั้น ศาลรัฐธรรมนูญยังมีมติ 8 ต่อ 1 เสียง ให้นายธนาธรหยุดปฏิบัติหน้าที่ตามที่ กกต.ร้องขอ ตามมาตรา 82 วรรคสอง ด้วย ซึ่งตรงนี้เท่ากับว่าหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่จะหมดสิทธิเข้าสภาในฐานะ ส.ส.โดยอัตโนมัติ จนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัยในเรื่องดังกล่าว และที่สาหัสสากรรจ์ยิ่งกว่าคือ นายธนาธรจะหมดสิทธิสวมชุดขาวอันทรงเกียรติเพื่อเข้าร่วม “รัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา” ในวันที่ 25 พฤษภาคม …ทั้งที่เหลือแค่เพียงวันเดียว…ถือเป็นเคราะห์ซ้ำกรรมซัด และน่าเห็นใจยิ่งนัก เมื่อพ่อของฟ้าดันมาตกสวรรค์ทั้งที่ยังไม่ทันได้เริ่มอะไร…!

สิ่งท้าทาย ส.ว.แต่งตั้ง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/372745?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สิ่งท้าทาย ส.ว.แต่งตั้ง

23 พฤษภาคม 2562 – 13:35 น.
สิ่งท้าทาย สวแต่งตั้ง,รัฐธรรมนูญ,สว
เปิดอ่าน 864 ครั้ง

คอลัมน์…  กระดานความคิด   โดย…  ร่มเย็น 

หลังจากสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว) 250 คน คลอดออกมา ปรากฏว่า มีคนที่เคยได้รับตำแหน่งในยุค คสช. เป็น สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.), สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.), สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.), คสช., ครม., กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ, คณะกรรมการปฏิรูปประเทศ, คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ  ถึง 157 คน

นอกจากนั้นในจำนวน 250 คน  หากแบ่งเป็นอาชีพ  มี “อดีตข้าราชการ” รวมกันอย่างน้อย 143 คน แบ่งเป็นทหาร 89 คน ข้าราชการ 40 คน และตำรวจ 14 คน ซึ่งถ้านับเฉพาะนายทหารและตำรวจ ยศนายพล จะเท่ากับ 103 คน
จึงทำให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า ส.ว.ชุดนี้ ล้วนแต่เป็นคนใกล้ชิด คสช. และเป็น ทหาร ตำรวจ ตั้งขึ้นมาเพื่อค้ำยัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้ได้เป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัยและสืบทอดอำนาจของ คสช.

เป็นการมองจากภายนอก ดูหน้าตา องค์ประกอบ  ซึ่งอาจเข้าทำนอง “ติเรือทั้งโกลน” โดยที่ ส.ว. เหล่านี้ยังไม่ได้เริ่มทำงานด้วยซ้ำ

สำหรับ ส.ว.ชุดนี้ มีอายุ 5 ปี  ดังนั้น จึงควรรอดูว่า ตลอดระยะเวลา 5 ปี ของ ส.ว.ชุดนี้ มีผลงานอะไรบ้างและมีพฤติกรรมอย่างไร  จะเป็นไปอย่างที่คนเขาวิจารณ์และหวั่นเกรงหรือไม่

และต้องช่วยกันจับตาการทำงานของ ส.ว.ในสภา เพราะหากพลิกรัฐธรรมนูญู ก็จะพบว่า ส.ว.มีอำนาจและบทบาทอย่างมากเลยทีเดียว

– อำนาจในการพิจารณาและยับยัั้งร่างกฎหมาย กล่าวคือ เมื่อสภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติและลงมติเห็นชอบแล้ว ให้สภาผู้แทนราษฎรเสนอร่างพระราชบัญญัตินั้นต่อวุฒิสภา (ม.136) และถ้าวุฒิสภาไม่เห็นชอบด้วยกับสภาผู้แทนราษฎร ให้ยับยั้งร่างพระราชบัญญัตินั้นไว้ก่อนและส่งร่างพระราชบัญญัตินั้นคืนไปยังสภาผู้แทนราษฎร มาตรา 137 (2)

จึงต้องรอดูกันว่า หากเป็นร่างกฎหมายที่เสนอโดยรัฐบาล ส.ว.จะทำหน้าที่อย่างขมีขมัน เข้มแข็งในการตรวจสอบ กลั่นกรอง แค่ไหน หรือว่าแค่ทำหน้าที่ “ตรายาง” ปล่อยผ่านอย่างเดียว

– เร่งรัดการปฏิรูปประเทศ ส.ว.ชุดนี้ มีหน้าที่เพิ่มขึ้นมาตามบทเฉพาะกาล คือ ดูเรื่องการขับเคลื่อนประเทศตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี โดยบทเฉพาะกาล มาตรา 270 บัญญัติว่า ให้วุฒิสภา มีหน้าที่และอำนาจติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการปฏิรูปประเทศ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการปฏิรูปประเทศ  ตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี, พิจารณาร่าง พ.ร.บ. ที่จะตราขึ้นเพื่อการปฏิรูปประเทศ, ส.ว. จำนวน 1 ใน 5 เข้าชื่อกันร้องขอต่อประธานรัฐสภาให้วินิจฉัยกรณีคณะรัฐมนตรีไม่แจ้งประธานรัฐสภาว่าเป็นร่างพระราชบัญญัติ ที่ตราขึ้นเพืื่อการปฏิรูปประเทศ

คำถามคือว่า ส.ว.ชุดนี้ มีความสามารถพอที่จะขับเคลื่อนงานปฏิรูปประเทศหรือไม่ เพราะส่วนมากมาจากอดีตข้าราชการ ยังไม่หลุดพ้นจากกรอบเดิมๆ คือ ระบอบอำมาตยาธิปไตย

– ให้ความเห็นชอบผู้ดำรงตำแหน่งองค์กรอิสระและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

– เปิดอภิปรายทั่วไปรัฐบาล   ส.ว.จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 3  ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา มีสิทธิเข้าชื่อขอเปิดอภิปรายทั่วไปในวุฒิสภา เพื่อให้คณะรัฐมนตรีแถลงข้อเท็จจริงหรือชี้แจงปัญหาสำคัญเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินโดยไม่มีการลงมติ

ก็ต้องวัดใจ ส.ว.ชุดนี้ ว่าจะเปิดอภิปรายทั่วไปรัฐบาลหรือไม่ หากรัฐบาลทำในสิ่งที่ไม่ถูกไม่ควร

– แก้ไขรัฐธรรมนูญ โดย ส.ส. และ ส.ว. เข้าชื่อกันจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา

คำถาม คือ ส.ว.ชุดนี้ จะแก้ไขกลไกของรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่ถูกมองว่าสร้างปัญหาหรือไม่ เช่น ระบบเลือกตั้งจัดสรรปันส่วนผสม ที่ทำให้เกิดรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ ไม่มีเสถียรภาพ หรือเกือบทำให้เกิด “เดดล็อก” ทางการเมือง

สำหรับ ส.ว.นั้น นอกจากรัฐต้องมีภาระในการจ่ายเงินเดือนให้คนละแสนกว่าบาทแล้ว ยังมีภาระงบประมาณอันเกี่ยวเนื่องกับการปฏิบัติหน้าที่ เพราะมีสิทธิตั้งผู้ช่วย ส.ว. ซึ่งรัฐต้องจ่ายเงินเดือนให้, มีการลงพื้นที่พบปะผู้คน สามารถเบิกค่าใช้จ่าย 1.5 ล้านบาท/คน/ปี บางคนสูงถึง 3 ล้านบาท/ปี รวมทั้งยังมีสวัสดิการรักษาพยาบาล มีเบี้ยประชุมกรรมาธิการ เมื่อรวมทั้งหมดแล้ว ตกประมาณ 5,538.75 ล้านบาท/ปี

ดังนั้น ส.ว.จะต้องพิสูจน์ฝีมือให้เห็นว่า เป็นสภาที่ทำงานสมกับเงินภาษีของประชาชนและเป็นสภาผู้ทรงคุณวุฒิ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี จริงๆ ไม่ใช่เป็นเพียงเครื่องมือของใคร

อีกทั้ง รัฐธรรมนูญมาตรา 113 บัญญัติว่า สมาชิกวุฒิสภาต้องไม่ฝักใฝ่หรือยอมตนอยู่ใต้อาณัติของพรรคการเมืองใดๆ

และมาตรา 114 บัญญัติว่า สมาชิกวุฒิสภาย่อมเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย ไม่อยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติมอบหมาย หรือความครอบงำใดๆ และต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติและความผาสุกของประชาชนโดยรวม โดยปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์

เมื่อรัฐธรรมนูญบัญญัติชัดเจนเช่นนี้ หาก ส.ว. ไปทำตาม “ใบสั่ง” ของฝ่ายการเมืองหรือของใคร ในการโหวตลงมติใดๆ ก็เท่ากับว่า จงใจฝ่าฝืนบทบัญญัติกฎหมายข้างต้น ซึ่งนอกจากจะต้องพ้นตำแหน่งแล้ว ยังต้องถูกดำเนินคดีอีกด้วย

ตั้งรัฐบาลใหม่ “พปชร.” แข็ง “พรรคตัวแปร” เขี้ยว!!!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/372744?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ตั้งรัฐบาลใหม่ “พปชร.” แข็ง “พรรคตัวแปร” เขี้ยว!!!

23 พฤษภาคม 2562 – 12:30 น.
ตั้งรัฐบาลใหม่,พรรคภูมิใจไทย,พรรคประชาธิปัตย์,อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ,พรรคพลังประชารัฐ,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 3,884 ครั้ง

โดย…   ณัฐภัทร พรหมแก้ว

ธรรมชาติของการเลือกตั้งที่ไม่มีพรรคการเมืองใดได้เสียงเกินครึ่งของสภา หรือการที่แต่ละพรรคได้ส.ส.ในจำนวนไม่ทิ้งห่างกันมาก อย่างการเลือกตั้งครั้งนี้ดุลต่อรองจึงอยู่ที่พรรคตัวแปรขนาดกลางอย่าง “ประชาธิปัตย์” และ “ภูมิใจไทย”

ที่ผ่านมาพรรคตัวแปรมีอำนาจต่อรองมหาศาล เห็นได้จากครั้ง “รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” พรรคภูมิใจไทยถือว่าสมดังอารมณ์หมาย เมื่อได้คุมกระทรวงเกรดเออย่าง “คมนาคม” และ “มหาดไทย” เที่ยวนี้ความเขี้ยวแบบนั้นอาจใช้ต่อรองกับ “พลังประชารัฐ” ลำบาก

เมื่อ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ตัวเต็งที่จะเป็นนายกฯ คนต่อไป ของ “พลังประชารัฐ” ออกตัวแล้วว่า กระทรวงเกรดพรีเมียมทั้ง กระทรวงกลาโหม มหาดไทย คมนาคม และ คลัง ต้องอยู่กับทีมบริหารชุดเดิม

สัญญาณความไม่พอใจของพรรคที่คาดว่าจะมาร่วมตั้งรัฐบาลกับ “พลังประชารัฐ” ทั้ง “ภูมิใจไทย” และ “ประชาธิปัตย์” มีเล็ดลอดออกมาตลอด

มีรายงานว่า “ภูมิใจไทย” จ้องตาเป็นมันว่าต้องการ 3 เก้าอี้ว่าการสำคัญอย่าง “คมนาคม” ที่นอกจากจะมีอำนาจบริหารโครงการที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่แล้ว ยังมีการคาดกันว่าอยากจะเข้ามาผลักดันการประมูลพื้นที่เชิงพาณิชย์ปลอดอากร หรือดิวตี้ฟรี รวมถึงเก้าอี้กระทรวงหมอ “สาธารณสุข” ที่ภูมิใจไทยต้องการปลดล็อกในเรื่องกัญชา และเก้าอี้ “การท่องการเที่ยวและกีฬา” ที่อาจมีส่วนสนับสนุนต่อยอดกิจกรรมด้านกีฬาเพื่อยกระดับบางจังหวัดขึ้นแท่นท็อปคลาส

ทว่ามีรายงานอีกเช่นเดียวกันว่า ข้อเสนอที่ “ภูมิใจไทย” ได้รับจาก “พลังประชารัฐ” ประมาณ 7 ที่นั่ง โดยได้ 1-2 เก้าอี้ว่าการ ส่วนที่เหลือเป็นรัฐมนตรีช่วยทั้งสิ้น เช่นเดียวกับ “พรรคประชาธิปัตย์” ที่มีบางกระแสระบุว่า หมายปอง มหาดไทย ศึกษาธิการ พาณิชย์ พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ คลัง แถมอาจจะได้ประธานสภาผู้แทนราษฎรไปด้วย

ดังนั้นเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองกับ “พลังประชารัฐ” จึงเห็นภาพ “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และ “เฉลิมชัย ศรีอ่อน” เลขาฯ พรรคประชาธิปัตย์ ตั้งวงกินข้าว คุยการเมือง

แต่การตั้งวงต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรีกับ “พลังประชารัฐ” นั้นไม่ง่าย เพราะ “พลังประชารัฐ” รู้ดีว่าพรรคร่วมต่างหวังสูง แต่ “พลังประชารัฐ” ก็ไม่ยอมปล่อยง่ายๆ เลยได้เห็นเกมปล่อยข่าว ขย่มเช้าขย่มเย็น ให้ผู้จัดการรัฐบาลคายกระทรวงเศรษฐกิจ และกระทรวงเกรดเอออกมาบ้าง

เพราะตาม “โผครม.ล่าสุด” มีชื่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ควบรมว.กลาโหม นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เป็นรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ส.ส.บัญชีรายชื่อ อาจได้นั่งรองนายกฯ หรือกระทรวงพลังงาน หรืออุตสาหกรรม พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.มหาดไทย นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรค รมว.คลัง นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค เป็นรมว.พาณิชย์ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ส.ส.บัญชีรายชื่อ เป็นรมว.เกษตรและสหกรณ์

นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ เป็นรมว.คมนาคม นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ ส.ส.นครราชสีมา เป็นรมช.คมนาคม นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ เป็นรมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายสุชาติ ชมกลิ่น ส.ส.ชลบุรี เป็นรมช.อุตสาหกรรม นายอิทธิพล คุณปลื้ม รองหัวหน้าพรรค เป็นรมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ขณะที่นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล โฆษกพรรคมีชื่อเป็นรมต.ประจำสำนักนายกฯ เช่นเดียวกับนายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รองหัวหน้าพรรค หรืออาจเป็นรมว.ศึกษาธิการ ขณะที่ นายอนุชา นาคาศัย ส.ส.ชัยนาท ก็เป็นอีกคนที่อยู่ในข่ายถูกวางตัวนั่งรัฐมนตรีเช่นเดียวกัน ซึ่งยังต้องรอความชัดเจน เช่นเดียวกับ นายสันติ พร้อมพัฒน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ

โดยโควตาของประชาธิปัตย์ตามโผอาจได้ รมว.อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, ยุติธรรม, แรงงาน, รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และรมช.มหาดไทย หรือ รมช.คลัง หรือ รมช.ศึกษาธิการ

ขณะที่โควตาในส่วนของพรรคภูมิใจไทยจะได้ รมว.สาธารณสุข, รมช.สาธารณสุข, รมช.คมนาคม, รมช.มหาดไทย, รมช.เกษตรและสหกรณ์, รมช.คลัง, รมช.พาณิชย์ ซึ่งนอกจาก อนุทิน ชาญวีรกูล ที่มีชื่อนั่งรัฐมนตรีแล้ว ยังมีชื่อ ชาดา ไทยเศรษฐ์ ส.ส.อุทัยธานี มีชื่อคั่วเก้าอี้รัฐมนตรีด้วย

ส่วน “พรรคชาติไทยพัฒนา” รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และอีก 1 เก้าอี้ รมช.กระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง ส่วนพรรคอื่นๆ ที่เหลือยังไม่มีความชัดเจน

ทั้งนี้ในเมื่ออะไรๆ ยังไม่ลงตัว เกมตั้งรัฐบาลจึงออกลูกยื้อกันถึงนาทีสุดท้าย เรียกว่าต่างฝ่ายต่างแข็ง ยืนยันในจุดที่ตัวเองต้องการ ฝ่ายหนึ่งกันท่า ต้องการกระทรวงเกรดเอ ขณะที่พรรคร่วมก็ต้องการเช่นเดียวกัน

จึงต้องดูฝีมือผู้จัดการรัฐบาลตัวจริงว่าจะแข็งหรืออ่อนให้พรรคร่วมได้มากน้อยแค่ไหนเพื่อพยุงนาวาที่กำลังจะมีชื่อ “ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นั่งเป็นหัวเรือใหญ่

ระวัง!ชนตบทรัพย์ ดราม่าวิชามารบนทางหลวง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/372746?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ระวัง!ชนตบทรัพย์ ดราม่าวิชามารบนทางหลวง

23 พฤษภาคม 2562 – 12:25 น.
ชนตบทรัพย์,ทาวหลวง
เปิดอ่าน 2,316 ครั้ง

รายงาน…

มีข่าวเตือนภัยแจ้งถึงคนใช้รถใช้ถนน

ตอนนี้แก๊งขับรถชนแล้วตบทรัพย์กลับมาอาละวาดบนท้องถนนอีกแล้ว

พฤติกรรมของมิจฉาชีพกลุ่มนี้จะใช้วิธีแกล้งขับรถเข้าไปเบียดรถเหยื่อที่ขับอยู่บนถนน แล้วทำทีว่าเกิดการเฉี่ยวชนกัน ก่อนจะเรียกให้เหยื่อจอดรถลงมาเจรจาจ่ายค่าเสียหาย

เหยื่อรายล่าสุดคือคุณลุงทหารวัยเกษียณยศร้อยตรี

เหตุการณ์เกิดขึ้นที่ อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ เมื่อวันเสาร์ที่ 11 พฤษภาคม ที่ผ่านมา

ลุงทหารท่านนี้คือ ร.ต.ณัฐกรณ์ ภิรมย์สุข ถูกแก๊งมิจฉาชีพจัดฉากตามประกบตั้งแต่ออกจาก อ.นางรอง จ.บุรีรัย์ ขณะขับรถกระบะไปทำธุระในตัวเมือง

ร.ต.ณัฐกรณ์ เล่าให้ฟังว่า ขณะขับรถมาถึง ต.หนองโสน ก็มีรถเก๋งฮอนด้า ซิตี้ ทะเบียน กรุงเทพมหานคร ขับแซงขึ้นไปแล้วชะลอความเร็วลงจนรถของ ร.ต.ณัฐกรณ์ ตามมาทันอีกครั้ง แต่รถเก๋งฮอนด้า ก็ยังคงขับช้าๆ ขวางหน้าอยู่

ปกติ ร.ต.ณัฐกรณ์ เป็นคนขับรถไม่เร็ว แต่รถเก๋งฮอนด้าที่อยู่ข้างหน้าก็ขับช้าเกินจะตามไหว จึงตัดสินใจเร่งเครื่องแซงให้พ้นๆ ไป ทว่าเมื่อแซงขึ้นไปได้ไม่นานกลับถูกรถเก๋งคันเดิมขับเข้ามาจี้ท้ายแล้วก็แซงกลับขึ้นไปอีก เป็นแบบนี้ตลอดระยะทางประมาณ 2-3 กม.

ถึงตอนนี้ ร.ต.ณัฐกรณ์ เริ่มรู้สึกผิดสังเกตแต่ก็ยังไม่ได้เฉลียวใจและยังขับรถต่อไปตามปกติ

ทันใดนั้นตัวละครในทีมงานของแก๊งมิจฉาชีพอีกคนก็ขับรถกระบะสีน้ำเงินมาเข้าฉาก ด้วยการขับตามจี้ท้ายเพื่อบีบให้รถของ ร.ต.ณัฐกรณ์ ซึ่งกำลังจะแซงรถเก๋งฮอนด้า ต้องรีบหักเข้าเลนซ้ายโดยเร็ว

เมื่อรถของ ร.ต.ณัฐกรณ์ หลบเข้าช่องทางซ้ายแล้ว จังหวะนั้นเองคนขับรถกระบะสีน้ำเงินก็โบกมือเรียกให้ ร.ต.ณัฐกรณ์ จอดรถ แล้วบอกว่าลุงขับรถปาดหน้าเฉี่ยวรถเก๋งจนรถได้รับความเสียหาย

ตอนนั้น ร.ต.ณัฐกรณ์ งงอยู่ว่าไปเฉี่ยวรถเก๋งตอนไหน แต่ปรากฏว่าผู้หญิงที่ขับรถเก๋งได้ลงมาเจรจาแล้วพยายามเร่งให้ ร.ต.ณัฐกรณ์ จ่ายค่าเสียหาย 4 พันบาท เพื่อที่เรื่องจะได้ไม่ต้องถึงตำรวจ

แต่ลุงบอกว่าไม่มีเงินมากขนาดนั้น  ก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายรูปหญิงสาวไว้ จนทำให้หญิงสาวคู่กรณีไม่พอใจแล้วบอกให้ลบรูปทิ้งซะ!

ด้วยความที่เป็นคนใจเย็นและไม่อยากให้เรื่องราวลุกลามใหญ่โต ร.ต.ณัฐกรณ์ จึงยอมลบรูปทิ้งแล้วควักเงินที่มีทั้งเนื้อทั้งตัว 800 บาท ส่งให้หญิงสาว ก่อนที่เธอจะรับไปแล้วรีบขับรถหายเข้ากลีบเมฆทันที

หลังเกิดเหตุ ร.ต.ณัฐกรณ์ ไม่ได้แจ้งความกับตำรวจ เพียงแต่นำเรื่องไปเล่าให้ครอบครัวฟังและคุยกันว่าพวกนี้น่าจะเป็นมิจฉาชีพก่อเหตุตบทรัพย์หรือเปล่า เพราะเคยได้ยินมาว่าหลายพื้นที่ก็มีเรื่องทำนองนี้เกิดขึ้นเหมือนกัน

จนกระทั่งลูกสาวของร.ต.ณัฐกรณ์ นำเรื่องราวมาโพสต์ลงบนเฟซบุ๊กเพื่อเตือนภัยผู้ใช้รถใช้ถนนให้ระมัดระวัง และมีคนเข้ามาแสดงความเห็นและให้ข้อมูลมากมาย จึงได้รู้ว่า “ลุงเจอดีเข้าแล้วจริงๆ”

“ไม่ได้แจ้งความอะไร เพราะเสียเงินไปไม่เยอะ แต่อยากจะเตือนคนที่ขับรถไปไหนมาไหนคนเดียวโดยเฉพาะคนสูงอายุให้ระวัง ถ้าเกิดเหตุเฉี่ยวชนกันให้โทรแจ้งตำรวจหรือประกันเลย อย่าจ่ายเงินให้คู่กรณีเด็ดขาด”

เหตุการณ์ที่เกิดกับ ร.ต.ณัฐกรณ์ แม้เจ้าตัวไม่ได้แจ้งความเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ แต่เมื่อดูพฤติการณ์แล้วเชื่อได้ว่าเป็นการจัดฉากเพื่อกรรโชกทรัพย์ของแก๊งแกล้งขับรถชนแล้วตบทรัพย์อย่างแน่นอน เพราะพฤติกรรมการก่อเหตุมีลักษณะเดียวกับกรณีแกล้งขับรถเฉี่ยวชนแล้วตบทรัพย์ที่เคยเกิดขึ้นกับเหยื่อหลายราย ซึ่งส่วนใหญ่เมื่อถูกต้อนแล้วมักไม่ค่อยมีใครรอดไปได้ง่ายๆ

เพราะพวกนี้คือ มืออาชีพ และน่าจะได้รับการถ่ายทอดวิทยายุทธ์มาจากแหล่งเดียวกันคือ หมู่บ้านชนตบทรัพย์!

ย้อนกลับไปราว 5-6 ปี พื้นที่ภาคอีสานพากันกล่าวขานถึงเหตุการณ์ชนแล้วตบทรัพย์อย่างกว้างขวาง

“คม ชัด ลึก” เคยรายงานตีแผ่เบื้องหลังของขบวนการนี้ไว้อย่างละเอียดจนทำให้รู้ว่าจุดกำเนิดวิชามาร “ชนแล้วตบทรัพย์” นี้มาจากคนในหมู่บ้านแห่งหนึ่งใน อ.จังหาร จ.ร้อยเอ็ด

ผู้อาวุโสในหมู่บ้านให้ข้อมูลแก่ “คม ชัด ลึก” ตอนนั้นว่า  เดิมทีวิถีชีวิตของผู้คนในหมู่บ้านนี้ก็เหมือนกับวิถีของชาวบ้านหมู่อื่น ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำไร่ ทำนา

กระทั่งวันหนึ่งมีชาวบ้านที่ไปทำงานกรุงเทพฯ กลับมาเล่าให้พรรคพวกฟังถึงเหตุการณ์ที่ไปขับรถเฉี่ยวชนรถคันอื่นแล้วได้ค่าเสียหายจากคู่กรณีมาจำนวนมาก เมื่อเห็นว่ามีรายได้ดีจึงชักชวนกันไปทำจนมีเครือข่ายกว้างขวางขึ้น จากครอบครัวหนึ่งก็เพิ่มเป็น 20 ครอบครัว จนถูกขนานนามว่า “หมู่บ้านชนตบทรัพย์”

“บางกลุ่มจะทำเป็นขบวนการในกลุ่มเครือญาติ บางรายติดตามไปดูลาดเลากับคนที่ก่อเหตุชำนาญแล้ว เมื่อไปก่อเหตุบ่อยครั้งก็เริ่มจะแยกตัวออกมาทำเองในครอบครัว ทำให้กลุ่มนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ”

อย่างไรก็ดีจากการติดตามข้อมูลทางคดีช่วงเวลาดังกล่าวพบว่าแก๊งมิจฉาชีพที่ว่านี้ได้ออกตระเวนก่อเหตุ “ชนแล้วตบทรัพย์” อย่างต่อเนื่องในพื้นที่ภาคอีสานและลงมาถึงภาคกลาง แต่ภายหลังถูกชุดสืบสวนตำรวจภูธรภาค 4 ออกติดตามกวาดล้างจนเงียบไปพักหนึ่ง

กระทั่ง 1-2 ปีที่ผ่ามนมาข่าวคราวเเกี่ยวกับเหตุการณ์ชนแล้วตบทรัพย์เริ่มกลับมาปรากฏให้เห็นอีกหลายครั้ง แต่ไม่มีการยืนยันว่าเป็นฝีมือของแก๊งตบทรัพย์จากหมู่บ้านเดิมหรือไม่

จนเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2561 ได้เกิดคดีคนร้ายก่อเหตุชนแล้วตบทรัพย์หญิงวัยกลางคนในพื้นที่ อ.หนองสองห้อง จ.ขอนแก่น ขณะขับรถพาสามีกลับจากโรงพยาบาล ซึ่งต่อมาชุดสืบสวน สภ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น สืบทราบว่าแก๊งคนร้ายรายนี้คือ นายวิศรุต หรือ ตื้ด อนันทวัน อายุ 25 ปี ชาว อ.จังหาร จ.ร้อยเอ็ด และน.ส.มาระตี หรือ บุ๋ม บัวระพันธ์ อายุ 38 ปี ชาว อ.โพนทอง จ.ร้อยเอ็ด จึงประสานตำรวจ สภ.จังหาร ร่วมกันติดตามจับตัวนายวิศรุตได้คาบ้านพักใน อ.จังหาร เมื่อช่วงสงกรานต์ปีนี้ ส่วน น.ส.มาระตี ยังหลบหนีลอยนวล

เปิดแฟ้มประวัติอาชญากรรม นายวิศรุตเคยก่อเหตุชิงทรัพย์ กรรโชกทรัพย์มาอย่างโชกโชน เพิ่งพ้นโทษจากเรือนจำมาได้ 2 ปี ก่อนจะกลับมาร่วมกับพรรคพวกตระเวนก่อเหตุลักษณะเดิมอีกหลายครั้งในพื้นที่ภาคอีสานและเป็นบุคคลตามหมายจับในคดีร่วมกันก่อเหตุใช้รถยนต์ตบทรัพย์ก่อนจะทำร้ายเหยื่อจนเสียชีวิตในพื้นที่ จ.นครสวรรค์ ด้วย

พ.ต.อ.สุวัฒน์ สมจิตต์ ผกก.สภ.บ้านไผ่ ให้ข้อมูลว่า แก๊งตบทรัพย์กลุ่มนี้จะตระเวนก่อเหตุไปตามจังหวัดต่างๆ ในพื้นที่ภาคอีสาน มีทั้งทำเป็นขบวนการและลงมือคนเดียว หลังก่อเหตุคนกลุ่มนี้จะกลับเข้าหมู่บ้านใช้ชีวิตปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ประกอบกับเมื่อเกิดเหตุแล้วเหยื่อไม่ไปแจ้งความจึงไม่มีหลักฐานเอาผิดคนกลุ่มนี้ไปดำเนินคดี

ผกก.สภ.บ้านไผ่ ให้ข้อมูลที่ตรงกันว่า เริ่มแรกคนกลุ่มนี้ทำงานกันอยู่ 1-2 ครอบครัว เมื่อเห็นว่ามีรายได้ดีก็จะชักชวนกันไปก่อเหตุ ตำรวจภูธรภาค 4 ได้ติดตามพฤติกรรมของคนร้ายกลุ่มนี้มาโดยตลอดและให้ข้อมูลว่ามีรายชื่อของมิจฉาชีพกลุ่มนี้ทั้งหมดแล้วแต่ยังอยู่ระหว่างติดตามพฤติกรรม

จากข้อมูลการสืบสวนของตำรวจ เป็นไปได้มากทีเดียวว่า แม้นายวิศรุต ผู้ต้องหาระดับหัวโจกแห่งหมู่บ้านชนตบทรัพย์จะถูกซิวไปแล้วแต่ไม่ได้หมายความว่าแก๊งมิจฉาชีพที่ก่อเหตุในลักษณะนี้จะสูญหายไปจากท้องถนน

เพราะความจริงยังพบว่าเครือข่ายของแก๊งนี้ได้แตกแขนงไปตามพื้นที่ต่างๆ อย่างกว้างขวางจนยากที่จะปราบปรามให้สิ้นซากได้

ฉะนั้นเรื่องนี้อ่านจบแล้วต้องแชร์ต่อเพื่อช่วยระแวดระวังกันอีกทาง!!

อะไรก็ไม่น่ากลัวเท่า ม็อบ’วิญญูชน’

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/372747?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อะไรก็ไม่น่ากลัวเท่า ม็อบ’วิญญูชน’

23 พฤษภาคม 2562 – 10:20 น.
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,พรรคอนาคตใหม่,ภูมิธรรม เวชยชัย,พรรคเพื่อไทย,สว,ถอดรหัสลายพราง,รังสิมันต์ โรม,ศาลรัฐธรรมนูญ,เลือกตั้ง
เปิดอ่าน 7,845 ครั้ง

คอลัมน์…  ถอดรหัสลายพราง   โดย…  พลซุ่มยิง          

รู้ว่าเสี่ยงคุกเสี่ยงตะรางที่จะถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้สิ้นสภาพความเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.) ของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ตามคำร้องของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กรณีถือหุ้นสื่อ บริษัท วีลัค-มีเดีย จำกัด อันมีลักษณะต้องห้ามใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. ยังไม่นับคดีเก่า-คดีใหม่ ที่ตามมาเป็นหางว่าว

เช่น ข้อหากระทำความผิดฐานยุยงปลุกปั่น มาตรา 116 ให้ที่พักพิงผู้ต้องหาตามหมายจับ กรณีนำ นายรังสิมันต์ โรม ขึ้นรถตู้หลบหนี เมื่อ 24 มิถุนายน 2558, คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ การนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จกรณีไลฟ์สดวิจารณ์พลังดูด คสช., การกระทำความผิด ป.อาญา มาตรา 84 และมาตรา 86 กรณีรับรองผู้ขาดคุณสมบัติลงเลือกตั้ง และที่สดๆ ร้อนๆ นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ยื่น กกต. กรณี ‘ธนาธร’ ให้พรรคอนาคตใหม่ยืมเงิน 110 ล้านบาท ขัด พ.ร.ป.พรรคการเมือง มาตรา 66 หรือไม่ โดยฐานความผิดคดีทั้งหมด มีตั้งแต่การถอดถอนสิทธิ์เลือกตั้ง จำคุก และยุบพรรค

อะไรทำให้ ‘ธนาธร’ มั่นใจถึงขนาดยอมกลืนน้ำลายตัวเองหลังเคยประกาศจะรักษาวัฒนธรรมประชาธิปไตยที่หวงแหน “นายกรัฐมนตรีต้องมาจากพรรคที่ได้จำนวน ส.ส.มาเป็นอันดับหนึ่งเท่านั้น” มาวันนี้ พรรคอันดับ 3 อย่างอนาคตใหม่ขอเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และ ‘ธนาธร’ ขอนั่งเก้าอี้นายกฯเสียเอง

ที่ ‘เซอร์ไพรส์’ กว่านั้น ภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ออกมาการันตี ‘ธนาธร’ เหมาะสมและเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะ 6 พรรคการเมืองที่เคยลงสัตยาบันหยุดสืบทอดอำนาจเผด็จการสร้างรัฐบาลประชาธิปไตย ประกอบด้วย เสรีรวมไทย ประชาชาติ เพื่อชาติ อนาคตใหม่ พลังปวงชนชาวไทย พรรคเศรษฐกิจใหม่ ก็เห็นพ้องต้องกัน

ทั้งที่รู้ดีอยู่แก่ใจ แคมเปญตั้งรัฐบาลขั้วที่สาม ปิดสวิตช์ ส.ว. (สมาชิกวุฒิสภา) สกัด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นั่งนายกรัฐมนตรี แค่เรื่องเพ้อฝัน เพราะลำพัง ‘อนาคตใหม่’ กำลังตกม้าตายตามรอยพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) ที่ถูกยุบไปก่อนหน้านี้ ส่วนหัวหน้าพรรค ต้องลุ้นกันรายวันจะได้เข้าไปนั่งในสภาหรือไม่ ขณะที่ลูกพรรคก็เริ่มมองหาสังกัดใหม่

เรื่องนี้ ‘ธนาธร’ ก็มองเห็นและไม่ได้หวังผลตั้งแต่แรกอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องการต่อยอดเพื่อนำไปสู่การเรียกพลังคนรุ่นใหม่ 6.2 ล้านเสียง ที่อนาคตใหม่ได้จากการเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 ให้ออกมาบนถนน เพราะเชื่อว่า คนเหล่านี้ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลง และความเปลี่ยนแปลงนี้จะเกิดได้ ต้องยุติการสืบทอดอำนาจ คสช.

โดยในวันที่ 24 พฤษภาคม 2562 จะมีรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภาที่กระทรวงการต่างประเทศ หลังจากนั้นจะมีการเลือกประธานและรองประธานวุฒิสภา ขณะที่วันรุ่งขึ้น 25 พฤษภาคม จะมีการประชุมเลือกประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎรก่อนนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย และหลังโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งลงมา ประธานรัฐสภาจะเรียกประชุม ส.ส.-ส.ว. เพื่อโหวตเลือก ‘นายกรัฐมนตรี’

สิ่งที่ ‘ธนาธร’ จะเล่นต่อจากนี้คือ ‘บทผู้ถูกกระทำ’ โดยในสภา ในฐานะผู้ถูกเสนอชื่อเป็น ‘นายกรัฐมนตรี’ จะถูกปิดทางด้วยอำนาจ 250 เสียง ส.ว. ซึ่งล้วนแล้วแต่มาจาก ‘วงศ์วาน’ พล.อ.ประยุทธ์ ส่วนนอกสภาผลจากคำตัดสินคดีความนับรวมกันแล้วประมาณ 16 คดี จะสามารถปลุกกระแสคนหนุ่ม-สาว ให้เกิดการชุมนุมใหญ่ได้หรือไม่

เนื่องจากพิเคราะห์แล้วว่า ในประเทศไทยไม่มีม็อบใดจะมีพลังและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงประเทศได้เท่ากับ กลุ่มวิญญูชน ที่ถูกบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ เช่น การชุมนุมนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  นำไปสู่เหตุการณ์ 14 ตุลา, การชุมนุมของชนชั้นกลาง เรียกว่า ม็อบรถเก๋ง และม็อบมือถือ ในเหตุการณ์พฤษภา 35 เพราะเป็นกลุ่มมีความรู้และยึดมั่นในความเชื่อ ไม่เช่นนั้น คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย คงไม่ขุดภาพเมื่อ 27 ปีที่แล้ว สมัยเป็น ส.ส.กทม.สังกัดพรรคพลังธรรม ขึ้นเวทีไฮด์ปาร์ค บริเวณสะพานผ่านฟ้า ร่วมประท้วงรัฐบาล พล.อ.สุจินดา คราประยูร และต่อต้านการสืบทอดอำนาจของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) จนประสบความสำเร็จมาแล้ว

แผนลึก “เพื่อนเนวิน” เบื้องหลังขั้ว 103 เสียง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/372748?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แผนลึก “เพื่อนเนวิน” เบื้องหลังขั้ว 103 เสียง

23 พฤษภาคม 2562 – 10:10 น.
เสี่ยต่อ,เฉลิมชัย ศรีอ่อน,เนวิน ชิดชอบ,กลุ่มเพื่อนเนวิน,พรรคประชาธิปัตย์,ตั้งรัฐบาล,รัฐบาลขั้วที่ 3,พรรคภูมิใจไทย,กลุ่มเพื่อนเฉลิมชัย,เสี่ยต่อ เฉลิมชัย,ร่วมรัฐบาล,ดีลลับ
เปิดอ่าน 15,688 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันที่ 23 พ.ค.2562

********************

หลังพบกันที่ร้านทีเฮ้าส์ พระราม 6 “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และ “เสี่ยต่อ” เฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ก็ร่อนข่าวแจก “ชงขั้วที่ 3” (สองพรรค 103 เสียง) ไปให้ทุกสำนักข่าว แถมด้วยภาพชุดนั่งรับประทานอาหารกลางวันร่วมกัน

ก่อนหน้านั้น 30 เมษายน ที่ผ่านมา เสี่ยหนูกับเสี่ยต่อ ก็พบกันมาแล้วที่ร้านเชฟแมน ราชดำริ โดยการพบกันทั้งสองครั้ง เสี่ยต๊ง” มนตรี ปาน้อยนนท์ ส.ส.ประจวบคีรีขันธ์ เป็นฝ่ายประสานงาน

พบกันครั้งแรก เฉลิมชัย อนุทิน และ มนตรี

ขณะเดียวกัน เสี่ยต๊งได้ไปให้สัมภาษณ์สื่อบางสำนักว่า สองพรรค (ปชป.-ภท.) ขอคุมกระทรวงเกรดเอ อาทิ คมนาคม, สาธารณสุข, มหาดไทย, พาณิชย์ และพลังงาน

เสี่ยต๊ง” มือขวา “เสี่ยต่อ”

เกมดึงเช็งตั้งรัฐบาลเที่ยวนี้ คอการเมืองคงจะได้รู้จัก มนตรี ปาน้อยนนท์” ส.ส.ประจวบคีรีขันธ์ 5 สมัย แต่สำหรับคนเมืองสามอ่าว ในเขตเลือกตั้งที่ 1 อ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ อ.กุยบุรี และอ.สามร้อยยอด ต่างรู้จัก “เสี่ยต๊ง” ผู้ล้มช้างผู้แทนผูกขาด “สำเภา ประจวบเหมาะ” เมื่อปี 2554

“มนตรี” มีฐานธุรกิจอยู่ที่ ต.ไร่ใหม่ อ.สามร้อยยอด จ.ประจวบคีรีขันธ์ ไต่เต้าจาก ส.อบจ.เขต อ.สามร้อยยอด และขยับขึ้นเป็นรองประธานสภา อบจ.ประจวบคีรีขันธ์

พบกันครั้งที่ 2 มนตรี อนุทิน เฉลิมชัย

          เวลานั้นนักการเมืองหนุ่มในนาม “กลุ่ม 16” เฉลิมชัย ศรีอ่อนมนตรี ปาน้อยนนท์ และประมวล พงศ์ถาวราเดช ได้ยึดสภา อบจ. และอบจ.ประจวบฯ มาตั้งแต่ปี 2537

กลุ่มเพื่อนเฉลิมชัย ประมวล เฉลิมชัย และ มนตรี

หาเสียงเที่ยวนี้ “เสี่ยต๊ง” ออกแรงเหนื่อยหน่อย แต่ก็ชนะ หลังทราบผลคะแนน เสี่ยต๊งให้สัมภาษณ์สื่อท้องถิ่นว่า การเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐครั้งนี้จะเป็นโอกาสได้ทำหน้าที่รัฐมนตรีช่วยคมนาคม หรือรัฐมนตรีเกษตรฯ

          เรียกว่าฝันกันดังๆ และฝันคงใกล้เป็นจริงแล้วล่ะ..เสี่ยใหญ่แห่งสามร้อยยอด

เพื่อนเนวิน-เพื่อนเฉลิมชัย

อันที่จริงความสัมพันธ์ระหว่าง “เนวิน ชิดชอบ” กับ เฉลิมชัย ศรีอ่อน” และพลพรรคเพื่อนเฉลิมชัย เริ่มก่อตัวกันมาตั้งแต่สมัยที่ ชวรัตน์ ชาญวีรกูล เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และศักดิ์สยาม ชิดชอบ เป็นประธานคณะทำงานรัฐมนตรีมหาดไทย

ตอนนั้นกลุ่มนักการเมืองสายประจวบฯ ไม่ได้ตำแหน่งรัฐมนตรี เพราะอยู่กันคนละก๊วนกับ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” จึงน้อยอกน้อยใจ เลยหันเหไปหา “เจ้าพ่อบุรีรัมย์”

         ถ้ายังจำกันได้ 30 พฤษภาคม 2552 “เสี่ยต่อ” เฉลิมชัยมนตรี และประมวล สวมเสื้อสีน้ำเงิน ซึ่งเป็นสีประจำพรรคภูมิใจไทย ต้อนรับ ชวรัตน์ ชาญวีระกูล รมว.มหาดไทย และศักดิ์สยาม ชิดชอบ ที่ไปตรวจราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์

มนตรี ตัวแทนกลุ่มเพื่อนเฉลิมชัย ไปอวยพรวันเกิดเนวิน

จากนั้นก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น กลุ่มเสี่ยต่อยังอยู่พรรค ปชป. และพวกเขาได้พบปะกับศักดิ์สยาม ชิดชอบ อยู่เป็นประจำ

          วันเกิดเนวินปีที่แล้วเสี่ยต๊งนั่งเครื่องบินส่วนตัวของเสี่ยหนูไปอวยพรประมุขค่ายเซราะกราว

ต่อพิฆาต”เครือข่ายสายฟ้า

อย่างที่รู้กันปี 2555 “เสี่ยต่อ เฉลิมชัย” ตัดสินใจเข้ามาพลิกฟื้นสโมสรฟุตบอลประจวบ เอฟซี พร้อมเปลี่ยนสัญลักษณ์ของทีมจาก “ช้างคู่” มาเป็น ต่อพิฆาต” ซึ่งมีที่มาจากชื่อเล่นของเฉลิมชัย และมอบให้ “ทรงเกียรติ ลิ้มอรุณรักษ์” หรือ “นายกเกียร์” นายก อบจ.ประจวบคีรีขันธ์ เป็นผู้บริหาร

เฉลิมชัย และภรรยา ในชุดแข่ง “ต่อพิฆาต” ยุคแรกๆ

          หากเสี่ยต๊ง-มนตรี ปาน้อยนนท์ เป็นมือขวา “นายกเกียร์” ทรงเกียรติ ลิ้มอรุณรักษ์ ก็เป็นมือซ้ายของเสี่ยต่อ

ปี 2561 ประจวบ เอฟซี ได้เลื่อนชั้นจากไทยลีก 2 สู่ไทยลีก 1 ก็มีบริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) เข้ามาเป็นสปอนเซอร์หลัก จึงเปลี่ยนชื่อมาเป็น “พีที ประจวบ เอฟซี”

เนวิน กับ เสี่ยต๊ง คุยกันข้างสนามอ่าวสเตเดี้ยม

พอเห็นชื่อพีทีจี เอ็นเนอยีฯ จึงทำให้คนวงการลูกหนังฟันธงทันทีว่า ทีมต่อพิฆาต ก็เป็นเครือข่ายทีมบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

เนื่องจาก “ปั๊มพีที” นั้นแปลงร่างมาจากบริษัท ภาคใต้เชื้อเพลิง จำกัด ของตระกูล “รัชกิจประการ” โดยผู้บุกเบิกธุรกิจน้ำมันและการประมงคือ “โกเกี๊ยะ” พิพัฒน์ รัชกิจประการ

โกเกี๊ยะเป็นสามีของ เจ๊เปี๊ยะ” นาที รัชกิจประการ เหรัญญิกพรรคภูมิใจไทย และส.ส.บัญชีรายชื่อ

การเลือกตั้งที่ผ่านมา “เจ๊เปี๊ยะ” กับ “โกเกี๊ยะ” เป็นแม่ทัพภาคใต้ของพรรคสีน้ำเงิน และนำ ส.ส.เข้าสภาได้ตามเป้าหมาย

          ทีมลูกหนังต่อพิฆาต จึงเป็น “ทีมพี่ทีมน้อง” กับทีมปราสาทสายฟ้า ด้วยเหตุฉะนี้

ใครคือผู้จัดการรัฐบาลตัวจริง?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/372742?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ใครคือผู้จัดการรัฐบาลตัวจริง?

23 พฤษภาคม 2562 – 09:30 น.
พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,ใครคือผู้จัดการรัฐบาลตัวจริง,อุตตม สาวนายน,สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์,พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ
เปิดอ่าน 15,648 ครั้ง

คอลัมน์… รักแผ่นดิน โดย… ฅนไท ที่มา นสพ.กรุงเทพธุรกิจ

การเจรจาจัดตั้งรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยมีพรรคพลังประชารัฐ กำลังสะดุดลง เพราะคู่เจรจา คือพรรคการเมืองที่จะเข้าร่วมรัฐบาล ทั้งพรรคขนาดกลาง และขนาดเล็ก รวมทั้งขนาดจิ๋ว เกิดคำถามเดียวกันว่า เจรจา “ถูกคนไหม?”

โดยทางการ การเจรจาน่าจะเป็นการเจรจากับ อุตตม สาวนายน ในฐานะหัวหน้าพรรค หรือ สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค แต่ปัญหาที่พรรคซึ่งเจรจาด้วยมีคำถามตลอดคือ ทั้งสองคนมีอำนาจในการตัดสินใจขนาดไหน หรือเป็นเพียงหน้าฉาก ที่ต้องขอความเห็นชอบจากหลังฉาก และหลังฉากคนนั้นคือ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ หรือสุดท้ายต้องมีมากกว่านั้น

ขณะที่มีความพยายามตั้งตัวเป็นทูตเจรจาของอดีตนายทหารที่อ้างตัวว่า เป็นตัวแทน “บิ๊กป้อม” พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ เข้ามาเจรจาอีกฟากหนึ่ง ที่ทำให้บรรดาพรรคการเมืองทั้งหลายเริ่มงงงวยว่า “สรุปต้องเจรจากับใคร ถึงจะเป็น คำตอบสุดท้าย”

ด้วยอำนาจและโครงสร้างที่มาของการก่อกำเนิดพรรคพลังประชารัฐไม่เป็น “อันหนึ่งอันเดียวกัน” การอ้าง “อำนาจ”การเจรจาจึงมีหลากหลาย แต่ท้ายสุด “ไม่รู้ใครมีอำนาจตัดสินใจ”

นี่คือปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นของการเจรจาตั้งรัฐบาล ทั้งการตกลงเรื่องใครคือประธานสภาผู้แทนราษฎร และแต่ละพรรคจะได้กระทรวงอะไร

เวลานี้มีแต่พลังประชารัฐคิดไปเองว่า พรรคการเมืองอื่นจะ “ยอม” กระทรวงที่ตัวเองล็อกไว้

ต้องกลับไปศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองก่อนจัดตั้งรัฐบาลผสม ว่าไม่ง่าย เหมือนการสั่ง “ซ้ายหัน-ขวาหัน” ในกองทัพ หรือการจัดรัฐบาลพรรคเดียวที่จำเป็นต้องใช้ “ศิลปะชั้นสูง” ในการเจรจา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการชนะอีกขั้วหนึ่งแบบ ”ไม่เด็ดขาด” ดังที่เกิดขึ้น

สิ่งที่พรรคพลังประชารัฐต้องมีให้ชัดเจนก่อนในวันนี้คือ “ผู้จัดการรัฐบาล” จะเป็น สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ หรือ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ ก็ต้องให้เกิดความชัดเจน ทั้งการเจรจาร่วมรัฐบาลในขณะนี้ และปัญหาการร่วมรัฐบาลในอนาคต

การไม่มีผู้จัดการรัฐบาล ที่เป็นที่รู้กันเพียงแท้จริงคนเดียว จะทำให้รัฐนาวาที่กำลังก่อกำเนิดขึ้น “ล่มก่อนออกเรือ”