‘สุธรรม แสงประทุม’ภารกิจทษช.คือนำกติกาที่ถูกต้องสู่บ้านเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/359622?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘สุธรรม แสงประทุม’ภารกิจทษช.คือนำกติกาที่ถูกต้องสู่บ้านเมือง

วันที่ 21 มกราคม 2562 – 09:21 น.
สุธรรม แสงประทุม,ทษช,ไทยรักษาชาติ
เปิดอ่าน 388 ครั้ง

โดย…  สมัชชา หุ่นสาระ 

“ผลสำรวจที่พรรคทำไว้พบว่าชาวบ้านทุกข์กับปัญหาเศรษฐกิจ เรานำภารกิจนี้มาตั้งไว้และเดินหน้าเช่นเสนออาชีพใหม่ๆ ให้คนไทยที่ต้องสู้กับโลกวันนี้”

ไทยรักษาชาติคือพรรคที่สังคมรู้ว่าเป็นสาขาของพรรคเพื่อไทยที่แตกตัวมาเก็บแต้มตามกติกา

คนการเมืองบางส่วนแตกเซลล์จาก OAI Tower มาทำงานที่แจ้งวัฒนะ และออกเดินในพื้นที่ที่ทราบว่าร่วมกันเดิน แยกกันตี หวังโกยแต้มสะสมเพื่อให้มีโอกาสเข้าสภาผู้แทนฯมากที่สุด

ฉะนั้นคนหน้าใหม่และรุ่นเก๋าการเมืองที่มีราคาต้องมาขับเคลื่อนทษช.ให้แจ้งเกิดให้ได้ แม้วันนี้โพลล์บางสำนักยังแจ้งว่า ทษช.ยังไม่ติดหูติดตาสังคมส่วนใหญ่

การบ้านข้อนี้ ทษช.ต้องเร่งแก้เพื่อคว้าโอกาสให้ไวที่สุด

สุธรรม แสงประทุม หนึ่งในคนเดือนตุลาที่ผันตัวมาลงสนามการเมืองตั้งแต่สมัยพรรคพลังธรรม, ไทยรักไทย และวันนี้สังกัดไทยรักษาชาติที่พร้อมจะเรียกคืนประชาธิปไตยกลับมา

สุธรรมอยู่กับนายใหญ่มาหลายสิบปีและวันนี้เกมที่นายใหญ่วางไว้มันต้องเดินหน้าไปตามกติกา และมุ่งแก้โจทย์ที่ คสช.วางหมากให้หมดทุกข้อ แม้จะยากมากก็ตาม

“เรามาอาสาแก้ปัญหาชาติ หรือสังคมจะเลือกคนที่สร้างปัญหาให้บ้านเมือง วันนี้ชาวบ้านลำบาก พวกเราต้องไปอาสา พวกเราในพรรคทำงานเป็นทีม วันนี้ คสช.ทำอะไรนอกจากแจกบัตร 500 บาท คสช.ทำลายวงจรชีวิตชาวบ้านไหม ขอถามแบบนี้”

ทษช.คือพรรคที่แยกจากเพื่อไทยตามยุทธศาสตร์และเล่นตามกติกาที่ผู้มีอำนาจระบุไว้ แต่สุธรรมเชื่อว่า ชาวบ้านชาวเมืองรับรู้ความเดือดร้อนและอยากเปลี่ยนแปลงโอกาสชีวิต ทษช.คือพรรคตระกูลเดียวกับเพื่อไทยที่จะให้โอกาสแก่ชาวบ้าน เราจะไม่ให้ชิ้นปลากับชาวบ้านครั้งเดียวแล้วขุดหลุมฝังเลย”

“วันนี้ ทษช.เดินหน้าด้วยดีตั้งแต่ช่วงปลายปีที่แล้ว ย้ำว่าพรรคนี้คือพรรคภารกิจ มิใช่พรรคเฉพาะกิจ

บางพรรคลอกหน้าปกสิ่งที่อดีตนายกฯ สร้างไว้ไปใช้แบบไม่ดูเนื้อใน บางพรรคที่จะลอกหน้าปกเอาไปก็ไม่เหมือน

ทษช.จะใช้วิธีจรยุทธ์โจมตีจุดอ่อนของคู่แข่งและขายจุดแข็งของเรา ทษช.ปรับตัวให้เข้าสถานการณ์และขยายพื้นที่ของตัวเอง แม้ ทษช.จะอยู่มุมเสียเปรียบ ผมเป็นนักการเมืองมองว่าวันนี้ ทษช.โอกาสดีขึ้นเหมือนการลงทุนที่คุ้มค่า ตอนนี้รอดูว่าพวกเราจะนำแต้มออกจากคูหาได้แบบใด

ผลสำรวจที่พรรคทำไว้พบว่าชาวบ้านทุกข์กับปัญหาเศรษฐกิจ เรานำภารกิจนี้มาตั้งไว้และเดินหน้าเช่นเสนออาชีพใหม่ๆ ให้คนไทยที่ต้องสู้กับโลกวันนี้ แม้แต่ระบบสุขภาพวันนี้ต้องใช้ไอทีช่วยดูแล

ภารกิจของ ทษช.คือ นำการปกครองที่ถูกกติกากลับคืนสู่บ้านเมืองให้สังคมโลกยอมรับ วันนี้อดีตนายกฯ ทั้งสองท่าน (ทักษิณและยิ่งลักษณ์ ชินวัตร) เดินสายประสานงานทั่วโลกเพื่อให้สินค้าของไทยไปขายได้ เราทำงานแบบไม่เลี้ยงไข้เหมือนบางคนที่ทำอยู่ในวันนี้ เศรษฐกิจทั่วไทยมันแย่มาก แนวทางที่พวกเราต้องเดินให้ทันโลกคือกำจัดขยะ แต่วันนี้ผู้ปกครองบางคนทำเหมือนซุกขยะไว้

คสช.วันนี้ไม่รู้จักตัวเอง ไม่ประมาณตน ทำตัวคร่อมเลน ทำลายประชาธิปไตย ทำลายองค์กรอิสระ บางครั้งมีการอ้างว่าอดีตนายกฯ ทำลายบ้านเมือง แต่ผมขอถามว่าวันนี้คสช.ทำลายมากกว่า

การบอกเลื่อนเลือกตั้ง บอกแบบนี้มากี่หน บอกกับผู้นำโลกมากี่ครั้งว่าจะมีเลือกตั้ง แต่สุดท้ายก็เลื่อน แบบนี้จะชัดเจนอย่างไร บ้านเมืองวันนี้ล้าหลังมาก คสช.สร้างระบบมาทำลายชาติ บ้านเมืองเจ็บป่วยมาหลายปีแล้ว ขอให้ คสช.ยุติบทบาทเถอะ

“เรายืนฝั่งประชาธิปไตย การเมืองวันนี้ที่ คสช.ยืดเวลามันน่าเกลียด บางพรรคที่คสช.หนุนหลังก็ใช้วิธีน่าเกลียด คสช.ไปกระทำบางอย่างกับบางพรรคมันก็น่าเกลียด วันนี้ควรใช้หลักสากล”

คนบางคนในบางพรรคใช้วิธีแก๊งสเตอร์ หาเสียงกันแบบปลอมๆ หลอกสังคมแบบนี้ สังคมรับรู้หมด

หาเสียงปลอมๆ แบบใดที่กล่าวถึง

“อาทิ จะให้ ส.ป.ก.เป็นโฉนด คนที่ออกมาพูดเรื่องนี้ สังคมรับรู้ว่าที่ผ่านมาเกี่ยวข้องอะไรกับวิกฤติต้มยำกุ้ง คนแบบนี้ คสช.ไปเอามาร่วมงานได้เช่นใด”

การลงสนามต้องชนกับเพื่อไทย จะทำแบบใด

“เราต้องทำให้ฝ่ายประชาธิปไตยได้ประโยชน์ที่สุด เรามาจากครอบครัวเดียวกันก็ต้องสู้ การเลือกตั้งคราวนี้คือภารกิจพิเศษ เราไม่ใช่พรรคเฉพาะกิจแต่มีภารกิจ”

ประเมินแล้วจะได้กี่เสียง

“ยังไม่ทำเพราะกติกาวันเลือกตั้งยังไม่ออกมา วันนี้คู่แข่งยังปกครอง เราทำอะไรก็อาจโดน แต่วันนี้สังคมรู้แล้วว่าพวกเรามาช่วยไม่ให้ทุกอาชีพพัง ไม่ให้ประชาธิปไตยถอยหลัง

พรรคใหม่เกิดเยอะ วันนี้ ทษช.ก็เป็นทางเลือกหนึ่ง

มุมมองส่วนตัว คสช.กำลังจะเข้าวงจร รสช. ชาวบ้านไม่ยอมรับ เพราะการกระทำที่ผ่านมาของ คสช.และบางพรรคที่ทำในวันนี้”

การบอกว่าชาวบ้านไม่ยอมรับคนการเมืองที่ไปสังกัดพรรคที่ คสช.หนุนนั้น บางคนเคยอยู่กับพรรคไทยรักไทยจนถึงเพื่อไทย ทำไมวันนั้นรับคนการเมืองพวกนี้มาสังกัด

“บอกว่าคนพวกนี้เคยมาขออาศัยพวกเรา ตอนนั้นหวังว่าคนบางคนจะกลับใจและมีกติกาคุมความประพฤติ เราให้โอกาสพวกเขาเพราะมองว่าบางเรื่องคนพวกนี้ทำงานได้ มันเหมือนเชื้อโรคที่ต้องมีวัคซีนคุมไว้ วันนี้เชื้อโรคไม่ตาย พวกเราหวังว่าชาวบ้านจะกักเชื้อโรคแบบนี้ไม่ให้กระจาย
ทษช.จะช่วยชาวบ้านสร้างวัคซีน พวกเราฟังทุกคนแล้วนำมาเสนอเป็นทางออกเพราะคนคิดและหวังดีกับบ้านเมืองมีเยอะ”

ปรับเปลี่ยนการคมนาคม แก้ฝุ่นพีเอ็ม 2.5

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/359619?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ปรับเปลี่ยนการคมนาคม แก้ฝุ่นพีเอ็ม 2.5

วันที่ 21 มกราคม 2562 – 08:36 น.
พีเอ็ม 25,ฝุ่นละอองขนาดเล็ก
เปิดอ่าน 1,279 ครั้ง

คอลัมน์… รู้ลึกกับจุฬาฯ

สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก พีเอ็ม 2.5 ในกรุงเทพมหานครและเขตเมืองใหญ่ของประเทศไทยในขณะนี้สร้างความตื่นกลัวเรื่องอันตรายและความตื่นตัวเกี่ยวกับวิธีการรับมือป้องกันภัย ไม่ว่าจะเป็นการหาซื้อหน้ากากและผ้าปิดหน้าจนขาดตลาด ไปจนถึงการเรียกร้องให้รัฐบาลมีมาตรการจัดการปัญหาอย่างเร่งด่วน

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจึงได้จัดเวทีแสดงทัศนะโดยคณาจารย์และนักวิชาการในหัวข้อ “จุฬาฯ ฝ่าวิกฤติรับมือฝุ่น PM 2.5” เพื่อไขข้องใจในเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับฝุ่นละอองขนาดเล็ก โดยระบุปัจจัยที่ก่อให้เกิดปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กพีเอ็ม 2.5 ขึ้นในขณะนี้ว่ามาจากหลายสาเหตุ ทั้งจากสภาพอากาศในช่วงเปลี่ยนฤดู ไม่มีลมพัด ฝุ่นจึงไม่ระบายออกเหมือนในช่วงเวลาอื่นๆ รวมถึงการปล่อยควันจากโรงงานอุตสาหกรรม การก่อสร้างที่ก่อให้เกิดฝุ่นคลุ้ง แต่ต้นตอหลักของปัญหามาจากการคมนาคมและการขนส่ง

รศ.ดร.มาโนช โลหเตปานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันขนส่ง จุฬาฯ หนึ่งในผู้ร่วมเสวนา กล่าวว่า จากข้อมูลที่มีการสำรวจพบว่าสาเหตุหลักของฝุ่นใน กทม. มาจากการจราจรในเมือง โดยฝุ่นจะเกิดจากการเผาผลาญไม่สมบูรณ์ของเครื่องยนต์รถ พบมากสุดในเครื่องยนต์ดีเซล โดยเฉพาะรถยนต์เก่าที่ขาดการบำรุงรักษาและปล่อยควันดำ

“การบำรุงรักษาเครื่องให้อยู่ในสภาพดี ติดตั้งตัวกรองท่อไอเสียช่วยลดมลพิษได้ เพราะนอกจากฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ยังมีพวกแก๊สอื่นๆ ที่รถยนต์ควันดำปล่อย ดังนั้นผมจึงอยากให้ไปดูดัชนีคุณภาพอากาศด้วยว่ามีระดับความรุนแรงแค่ไหน มากกว่าจะห่วงเฉพาะฝุ่นพีเอ็ม 2.5 เพียงอย่างเดียว”

อาจารย์มาโนชมีข้อเสนอแนะว่า การแก้ปัญหาในระยะสั้น คือการลดการเดินทางของคนในเมืองและการขนส่งสินค้าที่ไม่จำเป็น เช่น ลดการใช้รถยนต์เครื่องยนต์ดีเซลในช่วงอากาศวิกฤติ หรือ เปลี่ยนมาเดินทางด้วยขนส่งสาธารณะ เพื่อลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาที่เร่งด่วนในระยะถัดมา คือความเข้มงวดในการตรวจสภาพรถยนต์ และการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล รวมทั้งการปฏิรูประบบขนส่งสาธารณะเพื่อส่งเสริมการใช้ยานยนต์เพื่อสาธารณะอย่างเป็นระบบ

“การสร้างระบบขนส่งที่เป็นระบบแก้ปัญหาได้ถึง 2 อย่าง ทั้งเรื่องการลดมลพิษและการแก้ไขปัญหาการจราจรติดขัด แต่ทุกวันนี้ปัญหาขนส่งสาธารณะที่เห็นได้ชัดคือรถเมล์ไทยเก่ามากและปล่อยควันดำเยอะมาก แต่แทบไม่ได้รับความสนใจแก้ปัญหาอย่างจริงจัง เมื่อเทียบกับกรณีปัญหาของแท็กซี่ มอเตอร์ไซค์ และรถตู้”

อาจารย์มาโนชชี้ว่า รัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงระบบขนส่งมวลชนหลากหลายรูปแบบในกรุงเทพฯ ตั้งแต่ก้าวแรกที่ออกจากบ้านจนถึงก้าวสุดท้ายที่จุดหมายปลายทาง โดยเฉพาะการพัฒนารถโดยสารประจำทางซึ่งเป็นระบบขนส่งที่เป็นกลไกหลักในการเชื่อมผู้โดยสารจากบ้าน สู่ระบบขนส่งมวลชนรูปแบบอื่นๆ

“แต่ปัญหาคือรถเมล์ไทยไม่น่าใช้ คนเลยไปขับรถยนต์แทน รถ ขสมก.เก่ามาก มีปัญหาจัดซื้อจัดจ้าง ติดกฎระเบียบทำให้เดินต่อไม่ได้ ส่วนรถร่วมก็ถูกรัฐควบคุมราคาค่าขนส่ง ไม่ยอมให้ขึ้นค่าโดยสารขณะที่ต้นทุนสูงขึ้นเรื่อยๆ เลยไม่มีเงินมาปรับปรุงรถ รถก็เน้นวิ่งเร็วเพื่อทำรอบหาลูกค้า เห็นแบบนี้คนส่วนใหญ่ก็ไม่อยากใช้”

อาจารย์มาโนชชี้ว่าขณะนี้ปัญหาฝุ่นละอองพีเอ็ม 2.5 ยังเป็นสถานการณ์ที่รอการคลี่คลาย เช่น รออากาศเปิด มีลมพัดฝุ่นออก หรือมีฝนช่วยลดปริมาณฝุ่นในอากาศ แต่ถ้าหากรัฐบาลและประชาชนไม่ลุกขึ้นมาร่วมแก้ไขปัญหาในระยะยาว ปัญหานี้ก็จะกลับมาปรากฏเช่นเดิมเรื่อยๆ ในช่วงเวลาเดิมของทุกปี

การแก้ปัญหาระยะยาว จำเป็นต้องสร้างการมีส่วนร่วมของคนในสังคม ต้องตระหนักว่าปัญหาฝุ่นเป็นปัญหาของทุกคน ต้องปรับพฤติกรรมใหม่ เช่น การส่งเสริมการพัฒนาเมืองให้เดินทางโดยไม่ใช้เครื่องยนต์ ลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล เดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะ หรือใช้รถจักรยาน การเดินเท้า ซึ่งต้องอาศัยการพัฒนาเมืองให้เอื้อต่อการเดินบนทางเท้าที่ดีกว่านี้

นอกจากนี้ ยังต้องยกระดับมาตรฐานเครื่องยนต์และเชื้อเพลิง เช่น การส่งเสริมให้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเองก็มีการนำนวัตกรรมอย่างรถยนต์ไฟฟ้าหลายรูปแบบมาใช้สัญจรในมหาวิทยาลัยแล้ว เพื่อเป็นแนวทางการเดินทางที่ประหยัดพลังงานและไม่สร้างมลภาะแก่สิ่งแวดล้อม

“มองในเชิงสิ่งแวดล้อม รถไฟฟ้าสร้างมลพิษน้อยกว่ารถสันดาปหรือรถยนต์ทั่วไปอยู่แล้ว แต่ก็พูดยากเพราะไทยเองก็เป็นผู้ผลิตรายใหญ่ของรถสันดาป เรามีรถยนต์สันดาปเยอะ เรื่องนี้เลยต้องชั่งน้ำหนัก แต่การเลือกใช้รถยนต์ไฟฟ้าก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งในการลดการปล่อยฝุ่นควันบนท้องถนน”

เตรียมดันสารพัดปัญหา’เกาะเสม็ด’เป็นวาระแห่งชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/359618?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เตรียมดันสารพัดปัญหา’เกาะเสม็ด’เป็นวาระแห่งชาติ

วันที่ 21 มกราคม 2562 – 08:35 น.
เกาะเสม็ด,วาระแห่งชาติ
เปิดอ่าน 246 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย  โดย…  ทีมข่าวอาชญากรรม

สารพัดปัญหาบนเกาะสวาทหาดสวรรค์ อย่าง“เกาะเสม็ด” เป็นแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังติดอันดับโลกของ จ.ระยอง แต่มีปัญหาหลายอย่างที่รอการแก้ไข ซึ่งยืดเยื้อยาวนานมากว่า 30 ปี ไม่ว่าจะเป็นปัญหาแนวเขตของอุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า-หมู่เกาะเสม็ด ซึ่งทับซ้อนกับที่ดินของชาวบ้านและผู้ประกอบการ รวมถึงปัญหาค่าน้ำประปาที่แพงหูฉี่ เนื่องจากโครงการวางท่อน้ำประปาใต้ทะเลไปสู่เกาะถูกคัดค้าน โดยให้เหตุผลว่าเกรงจะทำให้ทรัพยากรใต้ทะเลเสียหาย ทำให้ สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ต้องลงพื้นที่เพื่อสะสางทุกปัญหา พร้อมเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมกันเสนอและรับฟังความเห็นแนวทางแก้ไขปัญหา อาทิ ตัวแทนจาก จ.ระยอง ตัวแทนจากกรมธนารักษ์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเกาะเสม็ด-เขาแหลมหญ้า ตัวแทนจากกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งจังหวัดระยอง องค์การบริหารส่วนจังหวัดระยอง และหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่น เข้าร่วมประชุมหารือ

เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว นายอธิ อนันตศิลป์ เจ้าหน้าที่สอบสวนอาวุโสระดับสูง สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน อธิบายว่า การเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับปัญหาบนเกาะเสม็ดที่ยืดเยื้อมาตลอดหลายปีมาพูดคุยกัน เพื่อหาแนวทางร่วมกันยุติข้อพิพาทที่เกิดขึ้น ซึ่งไม่ได้มาหาว่าใครเป็นฝ่ายผิด แต่ต้องการข้อมูลจากหน่วยงาน เพื่อนำข้อเสนอไปพิจารณาแก้ไขทั้งปัญหาแนวเขตที่ดินทับซ้อนและปัญหาน้ำประปาราคาแพง และจะนำข้อมูลทั้งหมดที่ได้จากการลงพื้นที่คราวนี้นำเสนอต่อประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน โดยจะลงพื้นที่อีกครั้งในวันที่ 29 มกราคมนี้ และจะพยายามยุติมหากาพย์ปัญหารอบด้านบนเกาะแห่งนี้ให้ได้

ด้าน นายธีรวัฒน์ สุดสุข รองผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง บอกว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นบนเกาะเสม็ดนั้น เกิดขึ้นจากความไม่ชัดเจนในการกำหนดเขตพื้นที่ให้ชัด ว่าเป็นของหน่วยงานใดกันแน่ เพราะส่วนหนึ่งเป็นของกรมธนารักษ์ และอีกส่วนเป็นของกรมอุทยานฯ ซึ่งต้องการอนุรักษ์ธรรมชาติบนเกาะบางส่วนไว้ จึงทำให้เกิดปัญหาติดขัดในส่วนของอำนาจของเจ้าหน้าที่

“ปัญหาเกาะเสม็ดที่เกิดขึ้นมานาน อาจจะเกินอำนาจของจังหวัดระยองในการเข้าไปแก้ไขแล้ว จึงต้องให้หน่วยงานระดับกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงการคลัง และกระทรวงมหาดไทย ซึ่งทางจังหวัดอยู่ภายใต้สังกัด มาร่วมพูดคุยกันเพื่อหาทางออกในการพัฒนาเกาะเสม็ดให้ไปในทิศทางที่ดีขึ้น เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา เกาะเสม็ดเสียโอกาสในการพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมมากกว่าเดิม สำหรับโครงการวางท่อน้ำประปาไปยังเกาะ ซึ่งทางจังหวัดระยองเองก็มีความพร้อมในการเดินหน้าโครงการนี้เต็มที่ แต่สุดท้ายก็ต้องมาติดกับข้อกำหนดของบางหน่วยงาน” รองผู้ว่าฯ ระยอง ระบุ

ขณะที่ นายประยูร พงษ์พันธ์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเกาะเสม็ด-เขาแหลมหญ้า ยืนยันว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นและแนวทางการแก้ไข หากเป็นไปตามบทกฎหมายพระราชกฤษฎีกา ปี 2524 ก็คงจะไม่เกิดปัญหาขึ้น ทั้งปัญหาแนวเขตที่ดินทับซ้อน และปัญหาการเดินหน้าโครงการวางท่อน้ำประปา ซึ่งเราต้องว่ากันตามกฎหมายที่กำหนดไว้อย่างชัดเจน

ดูเหมือนว่าปัญหาที่คาราคาซังบนเกาะเสม็ดที่สะสมมานาน โดยเฉพาะปัญหาระหว่างหน่วยงานรัฐด้วยกันเอง ต้องถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นวาระแห่งชาติ เมื่อปัญหาถูกหยิบยกมาถกกันแบบจริงจังระดับชาติก็อาจจะได้เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ เกาะเสม็ดน่าจะปลดล็อกปัญหาและเดินหน้าพัฒนาให้ดีขึ้นในอนาคตอันไม่ไกลนัก..!!

ทักษิณครอบงำพรรค? กกต.ต้องชัดยุบไม่ยุบ!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/359616?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ทักษิณครอบงำพรรค? กกต.ต้องชัดยุบไม่ยุบ!

วันที่ 21 มกราคม 2562 – 08:02 น.
กวาดบ้านกวาดเมือง,ทักษิณ ชินวัตร
เปิดอ่าน 1,350 ครั้ง

คอลัมน์…  กวาดบ้านกวาดเมือง  โดย… ลมใต้ปีก

ข่าวการครอบงำพรรคการเมืองที่อาจจะส่อไปในทางขัดต่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง กลับมาอีกครั้ง เมื่อ วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล แกนนำพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช. = ทักษิณ ชินวัตร) เปิดประเด็นว่า ถูกเจ้าหน้าที่จาก กกต. เรียกสอบถามข้อมูลที่เขาเดินทางไปพบทักษิณ ชินวัตร ในต่างแดน กกต.กำลังตั้งประเด็นการที่บุคคลภายนอกเข้ามาครอบงำหรือบงการพรรคการเมือง ซึ่งจะเข้าข่ายขัดพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 29 ที่ระบุว่า “ห้ามมิให้ผู้ใด ซึ่งมิใช่สมาชิกกระทำการใด อันเป็นการควบคุม ครอบงำหรือชี้นำกิจกรรมของพรรคการเมืองในลักษณะที่ทำให้พรรคการเมืองหรือสมาชิกขาดความอิสระ ทั้งนี้ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม” และหากกระทำตามมาตรา 29 ดังกล่าว อาจมีโทษยุบพรรคการเมือง ตามมาตรา 92 ในกฎหมายเดียวกัน

ประเด็นการสอบข้อเท็จจริงการครอบงำพรรคการเมืองนั้น กกต.ตั้งคณะทำงานสอบสวนตั้งแต่ ทักษิณ ชินวัตร โฟนอินไล่ส่งสมาชิกพรรคเพื่อไทยที่กำลังจะย้ายพรรคออกไปเมื่อกลางปีที่ผ่าน พร้อมระบุว่า มีคนใหม่ๆ รอลงเลือกตั้งแทนและขออวยพรให้คนที่ออกไป “ไปดีเถอะนะ…”

คณะทำงานดังกล่าวยังไม่ได้ยุติเรื่อง และมีเรื่องใหม่มาสมทบ รวมทั้งประเด็นการเรียกร้องของพรรคไทยรักษาชาติ ที่จะ “เอาทักษิณกลับบ้าน” เช่นเดียวกับที่ ยงยุทธ ติยะไพรัช กองเชียร์พรรคเพื่อชาติ ที่รณรงค์ในการปราศรัยว่า “เลือกเพื่อชาติ เพื่อเอาทักษิณ กลับบ้าน”

พฤติกรรมที่ต่อเนื่องของพรรคการเมืองเครือข่ายทักษิณ ชินวัตร มีร่องรอยบ่งชี้ทั้งวัตถุประสงค์และการดำเนินการของพรรค ที่ “เพื่อทักษิณ” ก็น่าจะเพียงพอในการเป็นเหตุจูงใจในการก่อตั้งและครอบงำพรรคการเมืองที่ส่อไปในการขัดต่อพระราชบัญญัติพรรคการเมือง

ดังนั้น กกต.ซึ่งเป็นองค์กรที่ควบคุมและกำกับพรรคการเมืองให้ดำเนินกิจกรรมไม่ให้ขัดต่อกฎหมาย ต้องมีความกล้าและความชัดเจนในการสอบสวนและชี้มูล เพื่อส่งหรือไม่ส่งศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยว่าสมควรยุบพรรคในเครือข่ายทักษิณ ชินวัตร หรือไม่

ยิ่งการเปิดเกมรุกครั้งใหม่ด้วยการจัดรายการ Good Monday ของทักษิณ ชินวัตร ที่เริ่มต้นเมื่อจันทร์ที่ 14 มกราคม ที่ผ่านมา เจตนาเป็นอื่นไปไม่ได้นอกจากการช่วยเหลือพรรคในเครือข่ายต่อการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงอย่างมิต้องสงสัย ยิ่งสะท้อนได้ชัดว่า ทักษิณ ชินวัตร อยู่เบื้องหลังพรรคการเมืองเหล่านี้

กกต.จะปล่อยให้ทั้งพรรคการเมืองในเครือข่ายและคนอยู่เบื้องหลัง ทำผิดกฎหมายแล้วลอยนวล สร้างความเสียหายให้แก่ประเทศไม่ได้ หาก กกต.ทั้ง 7 เพิกเฉย จงระวัง! จะมีคนไปร้องว่า กกต.จงใจปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติหน้าที่ ตามมาตรา 157 แห่งประมวลกฎหมายอาญา

จำได้หรือไม่ว่า กกต.ชุด พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ และคณะ ถูกจำคุกในความผิดตามกฎหมายนี้มาแล้ว จงดูบทเรียนให้ดี…

หอมกลิ่น ‘มาลีฮวนน่า’ สายเขียว”มาแรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/359507?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

หอมกลิ่น ‘มาลีฮวนน่า’ สายเขียว”มาแรง

วันที่ 19 มกราคม 2562 – 10:55 น.
กัญชา,หาเสียง,เลือกตั้ง 2562
เปิดอ่าน 2,378 ครั้ง

ตอนแรกหลายพรรคเงียบๆ ด้วยอาจติดล็อกทางการเมืองไม่เปิดทางให้มากนัก  มาวันนี้เมื่อทางภาครัฐได้ปลดล็อกกัญชา และปลดล็อคหาเสียง ก็ได้เวลาลุยไม่ยั้ง เมากันยังพี่น้อง!

คงจำกันได้ ตอนที่ “พรรคกัญชากู้ชาติ” ตั้งขึ้นมาเป็นสัญลักษณ์ว่าประชาชนคนสายเขียวนั้น ต้องการให้มีพรรคการเมืองหยิบยกเอาเรื่องกัญชาเสรีมาทำเป็นนโยบายจริงจังเสียที

ตอนแรกหลายพรรคก็ยังเงียบๆ ด้วยอาจติดล็อกทางการเมืองที่มาตรา 44 ยังไม่เปิดทางให้ทำอะไรได้มากนัก

มาวันนี้เมื่อทางภาครัฐได้ปลดล็อกกัญชา โดยให้กัญชาและกระท่อมออกจากการเป็นยาเสพติดประเภท 5 สามารถนำไปศึกษาวิจัยเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ และสามารถนำไปใช้รักษาโรคภายใต้การควบคุมและดูแลทางการแพทย์ได้

ไล่ๆ กับที่ได้ปลดล็อกการเมืองให้เริ่มหาเสียงได้ บรรดานักการเมืองที่กำลังอยู่ในช่วงทำคะแนน ก็นำเรื่องกัญชาเสรีมาพูดกันฟุ้งหลายต่อหลายพรรค

โดยนอกจาก “พรรคภูมิใจไทย” ที่เปิดตัวยิ่งใหญ่ไปแล้ว หรือ “พรรคสร้างชาติ” ที่มี ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ ตัวจริงสายเขียวอีกคนเป็นกองหนุนอยู่ พรรคที่เหลือก็มีการพูดเรื่องนี้เช่นกัน

อย่างกลุ่ม New Dem พรรคประชาธิปัตย์ ช่วงเปิดตัวใหม่ๆ ปีก่อน หมอเอ้ก “นพ.คณวัฒน์ จันทรลาวัณย์” ได้เสนอแนวคิดการเปิดการค้ากัญชาเพื่อบรรเทาความเจ็บปวด และเสนอให้รัฐเปิดโอกาสให้ประชาชนผลิตและสกัดสารของกัญชาออกมา โดยรัฐควบคุมมาตรฐานและความปลอดภัย ส่งเสริมสายพันธุ์กัญชาใหม่ๆ ปกป้องสิทธิบัตร และเปิดตลาดกัญชาโลกให้ไทยมีมาตรฐานทัดเทียม

ล่าสุดผู้ใหญ่ในพรรคอย่างหัวหน้ามาร์ค “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ก็เพิ่งออกมาพูดบ้างในท่วงทำนอง สนับสนุนให้มีการใช้ในทางการแพทย์ แต่ต้องไม่มีการผูกขาดด้วยการให้สัมปทานหรือให้สิทธิบัตร จนเป็นการตัดโอกาสของประชาชน แต่ผู้ปลูกต้องควบคุมด้วยว่าใช้ทางการแพทย์หรือเพื่อส่งออกเท่านั้น ซึ่งหากนำกัญชามาใช้ในทางการแพทย์อย่างเดียวก็คงไม่สามารถพูดได้ว่าเป็นการใช้โดยเสรี เพราะผู้ปลูกต้องป้อนให้แก่การแพทย์ หรือส่งออก

หรือ พรรคอนาคตใหม่ โดย คริส โปตระนันทน์ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เขต 6 กทม. โพสต์เฟซบุ๊ก Chris Potranandana ระบุว่า กัญชาเพื่อการส่งออกคือทางรอดของเกษตรกรไทย ช่วงปลายปีก่อน

“ในประเทศไทยกัญชายังผิดกฎหมายในทุกๆ แง่ ไม่ว่า การนำเข้า ส่งออก การใช้ การบริโภค การครอบครอง หรือแม้แต่การใช้เพื่อการแพทย์ กฎหมายที่ล้าหลังเหล่านี้จะทำให้เราพลาดกับกระแสโลกครั้งนี้อีกครั้ง หากเราแก้กฎหมายนี้สำเร็จอีก 10 ปีถัดไป ประเทศต่างๆ ก็อาจจะชิงลงทุน ชิงวิจัย ชิงตลาดไปหมดแล้ว”

ขณะที่ พรรคกรีน โดย “พงศา ชูแนม” หัวหน้าพรรคที่ออกมาแสดงจุดยืนว่า “กัญชา-กระท่อม” รวมทั้งพืชอื่นๆ ต้องได้สิทธิ และไม่โดนยัดเยียดข้อหาให้เป็นพืชผิดกฎหมายไม่ว่ากรณีใดๆ

โดยรายนี้ยังอ้างว่าได้หารือกับ “ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์” อธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต ในประเด็นนี้ ช่วง 9 มกราคมที่ผ่านมาอีกด้วย

นอกจากนี้ยังมีพรรคอื่นๆ อีกหลายพรรค เช่น พรรคเสรีรวมไทย “ธีรวิทย์ จารุวัฒน์” กรรมการบริหารพรรค ก็พูดแตะเรื่องกัญชาไว้ว่าต้องทำให้เสรีจริง

          พรรคพลังธรรมใหม่ ที่หัวหน้าพรรค “นพ.ระวี มาศฉมาดล” ก็ได้พูดเรื่องการเสนอให้ปลดล็อกกัญชาเพื่อใช้ในการแพทย์มาตั้งแต่ช่วงปลายปีก่อน

และยังมี “ธนพร ศรียากูล” หัวหน้าพรรคคนธรรมดาแห่งประเทศไทย ที่กล่าวในงานประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2561 ชูนโยบายให้เกษตรกรปลูกกัญชาแทนพืชเศรษฐกิจอย่างอ้อยและยางพารา

เท่าที่มีในหน้าข่าวก็จะประมาณนี้ หากแต่ที่เห็นพูดดังฟังชัดที่สุด หนีไม่พ้นพรรคใหญ่ค่ายสีน้ำเงิน ที่เอาเรื่องกัญชาขึ้นจอใหญ่เท่าบ้านขนาดนั้นเป็นหลักฐาน พยานเห็นกันหมด

ที่แน่ๆ ไม่ว่าสายลมแห่งพืชพันธุ์สีเขียวชนิดนี้จะพัดกระหน่ำอยู่ในพายุน้ำลายของนักการเมืองไทยรุนแรงขนาดไหน ในทางปฏิบัติจะเกิดได้จริงหรือไม่ น่าจะว่ากันใหม่อีกที

‘นพ.เรวัต วิศรุตเวช’สมบัติของคนไทยชิ้นสุดท้ายที่ต้องรักษาไว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/359510?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘นพ.เรวัต วิศรุตเวช’สมบัติของคนไทยชิ้นสุดท้ายที่ต้องรักษาไว

วันที่ 19 มกราคม 2562 – 10:40 น.
นพเรวัต วิศรุตเวช,พรรคเสรีรวมไทย,โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค,โครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า,บัตรทอง
เปิดอ่าน 2,472 ครั้ง

โดย… สมัชชา หุ่นสาระ

“สิ่งที่จะทำให้โครงการนี้ (30 บาท) ยั่งยืนคือใช้งบประมาณปกติ โดยไม่ต้องอิงภาษีบาป รัฐบาลต้องทำให้โครงการยั่งยืนและเดินหน้า โดยจัดสรรงบปกติจากกระทรวงอื่นที่ไม่จำเป็นมากนักมาใช้ เช่น งบกระทรวงกลาโหมบางส่วน”

โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค หรือ “โครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า” (บัตรทอง) คือโครงการที่ครองใจชาวบ้านในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา หลังเริ่มดำเนินโครงการเมื่อปี 2545 เนื่องจากเป็นโครงการที่ทำประโยชน์ให้ประชาชนโดยตรง ทำให้ประชาชน 48 ล้านคนทั่วประเทศมีระบบหลักประกันสุขภาพรองรับ เข้าถึงการรักษาพยาบาลได้อย่างทั่วถึง จากแต่เดิมมีประชาชนจำนวนไม่น้อยที่เข้าไม่ถึงการรักษา รวมถึงมีประชาชนจำนวนไม่น้อยที่ต้องประสบภาวะล้มละลายจากภาระค่ารักษาพยาบาลนี้

“นพ.เรวัต วิศรุตเวช” อดีตรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กลุ่มภารกิจด้านสนับสนุนบริการสุขภาพ ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข อธิบดีกรมการแพทย์ และเคยผ่านการคัดเลือกของคณะกรรมการสรรหาผู้ตรวจการแผ่นดินให้เป็นผู้ได้รับเสนอชื่อให้เป็นผู้ตรวจการแผ่นดินมาแล้ว แต่ต้องวืดจากเก้าอี้นี้เพราะบางเหตุผลทางการเมืองที่เจ้าตัวมิอยากเอ่ยถึง

วันนี้ นพ.เรวัต สวมเสื้อ “พรรคเสรีรวมไทย” ลงทำหน้าที่รองหัวหน้าพรรคดูแลงานด้านสาธารณสุขและสังคมให้พรรคในการเลือกตั้งครั้งนี้ไว้อย่างไร

“ผมรับราชการในกระทรวงสาธารณสุข รักษาคนไข้มาเยอะ คำหนึ่งที่แสลงใจผมมากในตอนนั้นคือ คนไข้หรือผู้ป่วยอนาถา เพราะคนจนที่ยากไร้เวลารับการรักษาพยาบาลไม่มีเงินชำระ โรงพยาบาลนั้นๆ ต้องรักษาฟรี

เมื่อโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเกิดขึ้นเมื่อปี 2544-2545 โดยนำรูปแบบ “โรงพยาบาลบ้านแพ้ว” มาดำเนินการ ผมเป็นคนหนึ่งที่ร่วมดำเนินการโครงการนี้จนคำว่าคนไข้อนาถาหายไป เพราะสิทธินี้ให้คนไทยทุกคนตั้งแต่ร่ำรวยจนถึงยากไร้ ความเสมอภาคตรงนี้คือสิทธิที่คนไทยต้องได้รับการดูแลจากรัฐบาล หลายคนรอดจากการเสียชีวิตและหายจากโรคร้าย”

นพ.เรวัติ บอกว่า ตอนนั้นสู้กันหนักเพราะงบประมาณน้อย แต่วันนี้ดีขึ้นแต่ต้องดีขึ้นไปเรื่อยๆ เพราะคนไทยส่วนใหญ่ฝากความหวังไว้ที่โครงการนี้ และเป็นเหตุผลที่องค์การอนามัยโลกและธนาคารโลกชี้ว่ามันคือการลดความเหลื่อมล้ำในประเทศและเป็นตัวอย่างที่หลายชาติมาดูงาน โดย นพ.จิม ยองคิม ผอ.ธนาคารโลก บอกว่า บัตรสามสิบบาทลดความยากจนในประเทศ และ พญ.มากาเร็ต ชาน ผอ.องค์การอนามัยโลก ก็ชื่นชมความสำเร็จของโครงการนี้

ดังนั้นบ้านแพ้วโมเดลต้องต่อยอดให้คลุมทั้งประเทศ พรรคมองว่าบัตรสามสิบบาทลดจำนวนครัวเรือนที่ต้องล้มละลายจากการเจ็บป่วยปีละกว่าแปดหมื่นครัวเรือน ถือว่าไม่น้อยเลย เพราะที่ผ่านมาคนยากจนหากเจ็บป่วยหนัก บางคนต้องจำนอง จำนำ ขายสินทรัพย์เพื่อรักษาตัวจนหมดตัวและล้มละลาย แต่เมื่อโครงการนี้เกิดขึ้นชาวบ้านจำนวนมากไม่ต้องทุกข์เลย

“โครงการนี้ผมมองว่าเลิกไม่ได้ และก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวว่าผู้ใหญ่ในรัฐบาลกำลังพิจารณาโครงการนี้ว่าควรดำเนินการต่อหรือไม่ หรือจะมีการแก้ไขบางอย่างไม่ให้เหมือนเดิม จุดยืนของพรรคคือเราให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ต่อสวัสดิการของประชาชนและสังคม โดยเฉพาะการรักษาพยาบาลที่ต้องขยายผลให้มากกว่าและครอบคลุมการรักษาโรคอื่นๆ ที่มาตรการนี้ยังไปไม่ถึง ประสบการณ์ที่ผมติดตัวมาจากการรับราชการที่จะเคลื่อนไหวเรื่องนี้ต่อไปในนามพรรคคือ คำว่าคนไข้อนาถาต้องไม่กลับมาอีก เพราะโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือจะเรียกว่าบัตรทอง หรือบัตรสามสิบบาทรักษาทุกโรคก็ตาม มันคือสมบัติชิ้นสุดท้ายของคนไทย และไม่ใช่สมบัติของพรรคใดๆ”

หมอเรวัติ กล่าวอีกว่า สภาวะในวันนี้ในด้านสาธารณสุขตั้งแต่ คสช.เข้ามาพบว่าการให้บริการด้านนี้ไม่ดีเท่าที่ควร สิ่งที่พรรคและตนจะผลักดันหากได้โอกาสเข้าไปทำหน้าที่หลังการเลือกตั้งคือ ต่อยอดโครงการนี้ให้ดีขึ้น ตอนนี้ตั้งชื่อเล่นไว้ว่า โครงการ 30 บาท+ (30 บาทพลัส) เพราะชาวบ้านได้รับสิทธิประโยชน์มากขึ้น โดยจะครอบคลุมการรักษาโรคอื่นๆ เพิ่มขึ้น ลดความแออัดในสถานประกอบการสาธารณสุข วันนี้หากไปดูโรงพยาบาลต่างๆ คนไข้มาเยอะ หากเรานำระบบไอทีและออนไลน์มาใช้ เช่น จองคิวล่วงหน้าที่จะพบแพทย์ผ่านระบบแอพพลิเคชั่น แทนที่จะมากดบัตรคิวตั้งแต่เช้ามืด ลดความแออัดไปได้เยอะ ประหยัดเงินและเวลาของชาวบ้านที่เสียไป รวมทั้งการติดตามคำวินิจฉัยหรือคำรับรองของแพทย์ที่จะให้คนไข้ก็ให้ใช้วิธีแจ้งผ่านระบบออนไลน์ไป ง่าย สะดวก เร็ว ประหยัด ลดขั้นตอน

นอกจากนี้สร้างระบบไกล่เกลี่ยและเยียวยาในความผิดพลาดจากการรักษาพยาบาลที่มีเหตุสุดวิสัย การดูแลบุคลากรในระบบ เพราะวันนี้บุคลากรสาธารณสุขทำงานเยอะมาก ควรปรับระบบสวัสดิการและค่าตอบแทนเพื่อจูงใจให้พวกเขาทำงานด้วยความสุขเพื่อมิให้อัตราสมองและแรงงานไหลออกไปยังเอกชน รวมทั้งให้ภาคประชาชนมีส่วนกำกับการบริหารโรงพยาบาลในพื้นที่ และให้ผู้บริหารโรงพยาบาลมีอิสระในการบริหารงานโรงพยาบาลของตัวเอง โดยยึดรูปแบบโรงพยาบาลบ้านแพ้ว (องค์การมหาชน) ที่ต้องนำรูปแบบโครงการนี้มาดำเนินการใหม่ให้ดีและครอบคลุม

รวมทั้งปรับระบบการจ้างงานในกระทรวงใหม่ให้รองรับการปฏิบัติหน้าที่ของบุคลากรในระบบ ตรงนี้จะสร้างความมั่นใจให้เจ้าหน้าที่ของกระทรวงมีกำลังใจในการทำงานและปรับปรุงระบบห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลทั่วประเทศทั้งของภาคเอกชนและรัฐ โดยให้บริการตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงเพื่อไม่ให้คนไข้ฉุกเฉินรอการรักษาที่ยาวนาน พูดง่ายๆ ระบบต่างๆ ในข้างต้นต้องเดินคู่กันไป

“หากถามว่าเหมือนรื้อระบบกระทรวงและต้องใช้งบเพิ่ม ขอตอบว่าอาจจะเป็นแบบนั้น แต่พรรคมีวิธีในการบริหารจัดการ ผมผ่านงานบริหารระดับสูงในกระทรวงมาหลายปี ขอชี้แจงว่าสิ่งที่จะทำให้โครงการนี้ยั่งยืนคือใช้งบประมาณปกติ โดยไม่ต้องอิงภาษีบาป รัฐบาลต้องทำให้โครงการยั่งยืนและเดินหน้า โดยจัดสรรงบปกติจากกระทรวงอื่นที่ไม่จำเป็นมากนักมาใช้ เช่น งบกระทรวงกลาโหมบางส่วน เป็นต้น หากทำได้โครงการนี้จะช่วยคนไทยได้มากขึ้น”

“เร็วๆ นี้ จะเปิดนโยบายด้านนี้ที่ต้องต่อยอดโครงการนี้ เพราะผมมองว่าสุขภาพของคนไทยคือสิ่งสำคัญในการพัฒนาชาติ คนของเราต้องมีสุขภาพดี ปัญหาอื่นๆ จะลดลงไปตามลำดับ ย้ำว่าจุดยืนของพรรคและผมคือโครงการนี้คือสมบัติของคนไทยชิ้นสุดท้ายและต้องรักษา รวมทั้งต่อยอดให้ดีขึ้นๆ ไป”

งบประมาณกระทรวงสาธารณสุขปี 2561 จำนวน 262,439.60 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 2.72
กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จำนวน 126,533 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.84
เหมาจ่ายรายหัว 3197.32 บาท ประชากร 48.797 ล้านคน

‘อาทิตย์’ หนุน ‘พรรคสร้างชาติ’ ปลดล็อคกัญชา ต้องเสรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/359501?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘อาทิตย์’ หนุน ‘พรรคสร้างชาติ’ ปลดล็อคกัญชา ต้องเสรี

วันที่ 19 มกราคม 2562 – 09:55 น.
ดรอาทิตย์ อุไรรัตน์,กัญชา,เสรีกัญชา,นโยบายพรรคการเมือง,หาเสียง,โฆษณาหาเสียง,เลือกตั้ง 2562
เปิดอ่าน 2,807 ครั้ง

ปมร้อนๆ เรื่องกัญชา ที่เจ้าของเฟซบุ๊ก Arthit Ourairat ระบุว่า “เผด็จการไม่น่ากลัวเท่าไหร่ พวกขายชาติน่ากลัวที่สุด” มันอะไรยังไง

อีกคนที่พูดเรื่องกัญชา และพูดมาพักใหญ่แล้ว คือ ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต คนที่เพิ่งจุดกระแสจะทูลเกล้าฯ ถวายฎีกา เพื่อให้ยุติการเลือกตั้งครั้งนี้ก่อน นั่นแหละ

แล้วรายนี้ ก็แท็กทีม กับ ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ คณบดีสถาบันแพทย์แผนบูรณาการและเวชศาสตร์ชะลอวัย มหาวิทยาลัยรังสิต ร่วมกับภาคนักวิชาการมหาวิทยาลัยรังสิต และภาคประชาชน เกาะติดปมพิรุธต่างชาติย่องจดสิทธิบัตรใช้กัญชาไทยมาตลอด แตกต่างจากที่นักการเมืองเพิ่งหยิบยกมาพูดเอากระแสด้วยซ้ำ

ก่อนหน้านี้ อธิการบดี ม.รังสิต คนนี้ ประกาศชวนประชาชนคว่ำบาตรพรรคพลังประชารัฐ โดยระบุว่า การพิจารณาแก้ไขกฎหมายปลดล็อกกัญชาทางการแพทย์ 2 ฉบับ คือ ร่าง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่…) พ.ศ…. และร่างประมวลกฎหมายยาเสพติด ไม่เป็นไปตามข้อเรียกร้อง แทนที่จะให้ประชาชนได้รับสิทธิ แต่กลับผูกขาดโดยกลุ่มทุน

ล่าสุด ก็ยังคงเกาะติดปมร้อนนี้ โดยออกมาโพสต์เฟซบุ๊ก Arthit Ourairat ระบุว่า “เผด็จการไม่น่ากลัวเท่าไหร่ พวกขายชาติน่ากลัวที่สุด !!”

หรือที่เพิ่งโพสต์เรื่องที่ว่า เอาเข้าจริงๆ รัฐมิได้มีความจริงใจในการร่วมหาทางออกกับปัญหาสิทธิบัตรกัญชาที่กระทรวงพาณิชย์กำลังเผชิญอยู่

เพราะในการประชุมกับภาคประชาชนกลับไม่มีฝ่ายนโยบายในระดับรัฐมนตรี หรือผู้มีอำนาจตัดสินใจในระดับกรมมาเข้าร่วมประชุมแต่อย่างใด ซึ่งชัดเจนว่ากรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ มีเจตนาไม่ต้องการยกเลิกคำขอสิทธิบัตร ที่ขัดมาตรา 9 ที่ว่าด้วยสิ่งประดิษฐ์ที่ไม่ได้รับความคุ้มครอง หรือขอสิทธิบัตรไม่ได้

          และอีกหลายๆ ข้อ ที่ ดร.อาทิตย์ถึงกับระบุในตอนท้ายว่า ภาคประชาสังคมกัญชาเพื่อการแพทย์จะฟ้องศาล พร้อมกับการหารือกับประชาชนทุกภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินงานของกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ และผู้มีอำนาจ เพื่อเคลื่อนไหวทั้งทางสังคมและการเมืองให้มีการยกเลิกคำขอสิทธิบัตรดังกล่าวโดยเร็ว

ใครเห็นลีลา ดร.อาทิตย์ ต้องบอกว่าร้อนแรงไม่เบา จนอดคิดไม่ได้ว่าหรือจะกลับมาลงการเมืองอีกครั้ง แต่ตลอดมาก็เหมือนๆ ว่ายังปฏิเสธ

แต่ลีลาที่เคยโพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า หากได้เป็นรัฐบาลจะยกเลิกกัญชาเป็นยาเสพติด จากนั้นจะทำให้เป็นพืชเศรษฐกิจเสรี ไม่ให้ใครมีสิทธิ์ผูกขาด พร้อมปล่อยภาพชุดเสื้อฮู้ดลายใบกัญชาเขียวพร้อยทั้งตัว เรียกเสียงฮือฮา

หรือมาวันนี้ ที่ ดร.อาทิตย์ ออกโรงสนับสนุนพรรคใหม่อย่าง “พรรคสร้างชาติ” โดยบอกว่า “พรรคสร้างชาติ สนับสนุนปลดล็อกกัญชาเพื่อการแพทย์สำหรับประชาชนโดยไม่ให้ผูกขาด” ก็ทำเอาหลายคนฟันธงว่างานนี้ ดร.อาทิตย์ เอาแน่

เพราะเดิมที พรรคนี้เขาออกตัวว่าเน้นนโยบายพลังงาน โดยผู้ก่อตั้งก็ไม่ใช่ใครที่ไหน คือ ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี เป็นเลขาธิการพรรค

และมีหัวหน้าพรรคเป็นผู้หญิงรุ่นใหญ่ คือ ดร.รัตนาพร ธรรมโกศล ที่เคยขึ้นเวทีพันธมิตรฯ พูดเรื่องพลังงานมาแล้ว โดยมีการเปิดตัวพรรคที่โรงแรมอมารี แอร์พอร์ต ช่วงบ่ายวันเสาร์ที่ 19 มกราคม ซึ่งผู้ก่อตั้งพรรคจะปาฐกถาพิเศษเรื่องพลังงานไทย รวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทยอีกด้วย

          งานนี้เลยอาจตีความได้ว่า ถ้าเล่นเรื่องพลังงานอย่างเดียวจะไม่ได้คะแนน กุนซือดีอย่าง ดร.อาทิตย์ แนะให้หันมาจับเรื่องกัญชาเข้าไปด้วยหรือเปล่า ?

ก็ทางหนึ่ง ม.ล.กรกสิวัฒน์ กับ ดร.อาทิตย์ (และปานเทพ) แท็กทีมกันมานานเรื่องพลังงาน และทางวิชาการ ม.ล.กรกสิวัฒน์ ก็เป็นผู้อํานวยการศูนย์วิจัยนโยบายพลังงานและทรัพยากร มหาวิทยาลัยรังสิต 2 ปีก่อนเคยร่วมกันลงชื่อเสนอกฎหมายปิโตรเลียมของภาคประชาชน

          ว่ากันว่าพรรคนี้ถึงจะเปิดตัวช้าลงสนามครั้งนี้ไม่ทัน แต่เอาแน่ว่ามาทางนโยบายน้ำมันและกัญชาแน่ๆ

ส่องพรรค ‘ลุงเนวิน’ กัญชาเพื่อปากท้อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/359498?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ส่องพรรค ‘ลุงเนวิน’ กัญชาเพื่อปากท้อง

วันที่ 19 มกราคม 2562 – 09:15 น.
พรรคภูมิใจไทย,เนวิน ชิดชอบ,เสี่ยหนู อนุทิน ชา,เสี่ยหนู,อนุทิน ชาญวีรกูล
เปิดอ่าน 926 ครั้ง

ระดับค่ายสีน้ำเงิน ทำ “ประชานิยม” ทั้งที ก็ต้องปัง ต้องดังที่สุด ! วันนี้นโยบาย “กัญชาเสรี” กู้จน เพื่อปากท้องประชาชน

เป็นอันว่า “กัญชา” ไม่ใช่ชานมไข่มุกขำๆ แล้ว เมื่อนาทีนี้พรรคการเมืองต่างหยิบยก “นโยบายกัญชาเสรี” มาหาเสียงกันคึกคัก

ยิ่งกับ “พรรคภูมิใจไทย” ที่แม้จะเพิ่งมาพูดเอาหลังจากที่บางพรรคพูดมาก่อนบ้างแล้ว แต่ของค่ายสีน้ำเงินทำแล้วต้องปัง ต้องดังที่สุด !

โดยในงานปราศรัยใหญ่ในการเปิดตัวผู้สมัคร ส.ส.ทั่วประเทศ ที่ลานด้านหน้าสนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 18 มกราคม ที่ผ่านมา ท่ามกลางมวลชนเรือนหมื่น !

          อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ขึ้นปราศรัยนำเสนอนโยบายของพรรคที่เป็นใจผักเลย คือ เรื่องการอยู่ดีกินดีของประชาชน ตามสโลแกน “ลดอำนาจรัฐ เพื่อปากท้องประชาชน”

“พรรคภูมิใจไทยขอประกาศตัวเป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งของความเอารัดเอาเปรียบ ความเหลื่อมล้ำ ขออาสาเป็นผู้ทลายทุกข้อจำกัด ทุกความเหลื่อมล้ำเพื่อปากท้องของประชาชน”

และแน่นอนหนึ่งในเรื่องของการทำเพื่อเป้าหมายนี้ก็คือ “นโยบายกัญชาเสรี” งานนี้ได้ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ขึ้นมาร่ายยาว

          น้ำเสียงแข็งขัน คล้ายพี่ชายอย่างเสี่ยเนวิน ฟังศักดิ์สยามแทบจะกลั่นใจพูดเรื่องปัญหาด้านการเกษตรกับพี่น้องชาวนาไทย

พร้อมให้ชมวิดีโอสั้นที่ทำมาสะท้อนภาพปัญหาที่พูดง่ายๆ ว่าซื้อกินแสนแพง ปลูกขายเองแสนถูก หากคนที่รวยไม่เคยเป็นชาวนา นี่จึงเป็นบนสรุปว่า พรรคจะต้องตั้ง “กองทุนข้าว” เพื่อชาวนาให้ได้

จากนั้นก็มาถึง ปาล์ม อ้อย มันสำปะหลัง ฯลฯ จนมาถึงเรื่องสำคัญอย่าง “กัญชาเสรี” ที่เจ้าตัวบอกว่าเป็นทั้งปัญหาและโอกาส

โดยว่า​พรรคต้องการใช้โมเดลของแคลิฟอร์เนีย ที่เรียกว่า “แคลิฟอร์เนียโมเดล” ​ซึ่งทำให้กัญชากลายเป็นพืชเศรษฐกิจ​ โดยหลังจากแคลิฟอร์เนีย​เปิดเสรีกัญชา​ ก็ทำให้เป็นตลาดกัญชาที่ใหญ่ที่สุดในโลก​ มีมูล​ค่าราว​ 5 แสนล้านบาท ​และเมื่อเปิดให้ประชาชนสามารถซื้อขายได้อย่างเสรี​ ทำให้เก็บภาษีได้​ 1 แสนล้านบาท

“ที่แคลิฟอร์เนีย อนุญาตให้ประชาชนปลูกกัญชาไว้ในบ้านได้ครอบครัวละ 6 ต้น โดยเก็บค่าธรรมเนียมการปลูกต้นละ 1 ดอลลาร์ คือ 30 บาทต่อปี ที่ให้ปลูกก็ไว้ให้ใช้เพื่อการพักผ่อน ใช้ผสมอาหาร ไว้รับประทาน และใช้ผสมในผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มต่างๆ”

“ทั้งนี้หากนำโมเดลดังกล่าวมาใช้​กับไทย​ จะทำให้ทุกครอบครัวสามารถปลูกกัญชาได้ โดยไม่ติดข้อจำกัดเรื่องค่าใบอนุญาตการปลูกที่สูงถึง​ 30​ ล้านบาท ตามที่สภานิติบัญญัติ​แห่งชาติ ได้ให้ความเห็นชอบร่างกฎหมายไปก่อนหน้านี้​ เพราะกฎหมายดังกล่าวเอื้อต่อคนรวย​ และทำให้คนไทยและประเทศไทยสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจ​ เนื่องจากผลผลิตกัญชา​ 1 ต้น​จะได้​ 1 กิโลกรัมต่อปี​ ราคากิโลกรัมละ​ 7​ หมื่นบาท​ หากปลูก​ 6 ต้นตามโควตา​ จะทำให้มีรายได้​ 420,000 บาท​ต่อปี​ ซึ่งจะเป็นการแก้ปัญหาปากท้องของประชาชน”

          พร้อมว่า หลังจากนี้​พรรคจะยกร่างกฎหมายก่อนขอการสนับสนุนจากประชาชน​ และเสนอต่อ สนช.ต่อไป​ แต่หาก สนช.ไม่อนุมัติ​ ในวันเลือกตั้ง​ ขอให้ประชาชนช่วยกันเลือกพรรคภูมิใจ​ไทย ​เพื่อเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลและให้ อนุทิน​ ชาญวีรกูล​ หัวหน้าพรรค ได้เป็นนายกรัฐมนตรี​ เพื่อผลักดันนโยบายดังกล่าว

อื้อหือ ชาวบ้านที่นั่งฟังตาปริบๆ หลายคนวาดฝันจะได้หยิบจับกัญชาด้วยสองมือตนเองขึ้นมาทันที แทบจะวิ่งเข้าคูหากากบาทให้เลยทีเดียว ติดแค่วันเลือกตั้งยังไม่มาเท่านั้น

แต่ก็นั่นแหละ ถ้าไม่คิดว่าเป็นช่วงจีบก่อนแต่งที่อะไรก็ดีไปหมด คนไทยจับสัญญาณได้เลยว่า แนวคิดแจ่มๆ บรรยากาศหาเสียงประชานิยมแบบนี้ ต้องมาจากตัวจริงเสียงจริง อย่าง “ลุงเนวิน ชิดชอบ” แน่ๆ

เอาง่ายๆ ในวันปราศรัยที่กล่าวไปข้างต้น หัวหน้าพรรคก็กล่าวถึงลุงเนวิน พอเลขาธิการพรรคขึ้นมาต่อ ก็กล่าวถึงลุงเนวินพี่ชาย

คนแรกบอก “รักพี่ชายสุดหัวใจ ท่านเนวิน ชิดชอบ เป็นคนที่คอยชี้แนะ ให้ผมได้เติบโตทางการเมือง ได้ดิบได้ดี ทุกวันนี้”

คนหลังบอก “ปรบมือให้ลุงเนวินหน่อยครับ วันนี้ไม่มา เพราะกลัวจะถูกกล่าวหาว่ามาครอบงำพรรคภูมิใจไทย แต่วิธีคิดของพี่เนวินเป็นประโยชน์กับคนไทยทั้งประเทศ ทั้งหมดที่พูดไม่ใช่เพราะผมเป็นน้องชายของพี่เนวินครับ แต่ที่ผมพูดคือสิ่งที่พี่เนวินทำ ทำในสิ่งที่คนไม่เชื่อว่าจะเป็นไปได้”

บางคนถาม วันก่อนเห็นลุงแกสวมเสื้อโลโก้ “พรรคผ่อน” ฟังแล้วเหมือนขอพัก หลายคนเลยตีความว่า สงสัยจะวางมือทางการเมืองจริงๆ

แต่เปล่าเลย มาถึงบางอ้อก็ตรงที่เห็นว่า โลโก้นั้นเป็นรูปวงกลมล้อมใบกัญชา 7 แฉก แถมชื่อพรรคยัง “Party Party” ที่ไม่รู้จะแปลว่า “พรรคนี้จะมีแต่ความสุขของคนสายเขียว” ได้หรือเปล่า ?

แต่ที่แน่ๆ โลโก้นี้ออกแบบโดย “หนูแนน” ชิดชนก ชิดชอบ ที่จบออกแบบตกแต่งภายในมาจากอังกฤษ ซึ่งว่ากันว่าออกโรงสนับสนุนเรื่องกัญชาเสรีสุดๆ ประสาคนเห็นโลกมาจากเมืองนอก ฝ่ายคุณพ่อก็สวมใส่ในงานแทนเสื้อบุรีรัมย์เอฟซีหลายครั้งหลายหน

วันนี้เลยต้องบอกว่าไม่ว่าโลกจะอะไรยังไง “ประชานิยม” ยังขายได้อยู่นั่นเอง แถมมีของเล่นใหม่อย่าง “กัญชา” มาช่วยกู้กระแส…ใครๆ ก็ต้องจัดเต็มดังนี้แล

////////

ขอบคุณภาพจากเพจ คนภูมิใจไทย

เพจ ลุงเนวิน

“อนาคตใหม่” ศูนย์รวม “ซ้ายไทย” ทุกรุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/359496?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“อนาคตใหม่” ศูนย์รวม “ซ้ายไทย” ทุกรุ่น

วันที่ 19 มกราคม 2562 – 09:03 น.
พรรคฝ่ายประชาธิปไตย,อนาคตใหม่,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,ทักษิณ ชินวัตร,แดงอุดมการณ์,วิเชียรชนินทร์ สินธุไพร,รังสิมันต์ โรม,โตโต้ ปิยรัฐ
เปิดอ่าน 2,734 ครั้ง

คอลัมน์… ตลาดนัดนักเลือกตั้ง   โดย…  บางนา บางปะกง

คำว่า “พรรคฝ่ายประชาธิปไตย” ไล่มาตั้งแต่พรรคเพื่อไทย พรรคไทยรักษาชาติ พรรคเพื่อชาติ พรรคอนาคตใหม่ พรรคเสรีรวมไทย และพรรคพลังปวงชนไทย ดูแนวทางนโยบาย และส่องเบื้องลึกบุคลากรแล้ว “พรรคอนาคตใหม่” มีความแหลมคมมากเป็นพิเศษ

ความแหลมคมที่ว่านั้น หมายถึงชุดความคิดกลุ่มแกนนำพรรคอนาคตใหม่ ประชาธิปไตยไม่ได้มีแค่การเลือกตั้งอย่างเดียว แต่ต้องต่อสู้ให้ได้ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์

++

      “คนเดือนตุลา” คลาคล่ำ
พลันที่ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ก้าวออกจากอาณาจักรธุรกิจไทยซัมมิท ร่วมกับคนรุ่นใหม่ก่อตั้ง “พรรคอนาคตใหม่” บรรดาอดีตซ้ายไทยต่างปรบมือต้อนรับกันเกรียวกราว เพราะ “เอก ธนาธร” เป็นนายทุนที่มีอุดมการณ์ประชาธิปไตยประชาชน

เหมือนครั้งหนึ่ง “ทักษิณ ชินวัตร” ไทคูนโทรคมนาคม ก่อตั้งพรรคไทยรักไทย “คนเดือนตุลา” หรือ “ซ้ายไทย” ตบเท้าเดินพาเหรดเข้าสู่พรรคของทักษิณ ประหนึ่งว่าฟ้าจะสีทอง ประชาชนจะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน

วันนี้ คนเดือนตุลา และอดีตซ้ายไทยในเขตชนบท มะรุมมะตุ้มรุมรักพรรคอนาคตใหม่

ที่เห็นหน้าชัดๆ ก็มี “อำนาจ สถาวรฤทธิ์” ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ฝ่ายการเมือง อำนาจเข้าเรียนธรรมศาสตร์ปี 2516 จึงได้ร่วมขบวนการเรียกร้องรัฐธรรมนูญ และก่อการปิดมหาวิทยาลัย จัดการชุมนุมขับไล่เผด็จการทหาร

อำนาจมีประสบการณ์ทำงานการเมืองกับ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ สมัยอยู่ ปชป. และพรรคไทยรักไทย

หลังจากคนเดือนตุลา แบ่งแยกเป็น “แดง-เหลือง” อำนาจได้เข้ามาร่วมกลุ่มกับจาตุรนต์ ฉายแสง, เกรียงกมล เลาหะไพโรจน์ และ สมบูรณ์ สิมะแสงยาภรณ์

อีกรายคือ “พลากร จิรโสภณ” เจ้าของธุรกิจตุ๊กตาหมี Four Bears และครั้งหนึ่ง พลากรเคยอยู่สำนัก 54 เขตน่าน ที่มี ส.แผ้ว หรือ จรัล ดิษฐาอภิชัย เป็นเจ้าสำนัก พลากรไม่เคยเล่นการเมือง แต่ครั้งนี้ รู้สึกเป็นห่วงคนรุ่นใหม่ จึงอาสามาช่วยงานพรรคอนาคตใหม่

รวมถึง “จุมพิตา จันทรขจร” ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ เขต 5 นครปฐม จุมพิตาเป็นภรรยาของ “วัชรพันธุ์ จันทรขจร” มือทำงานมวลชนของทักษิณ ชินวัตร จึงไม่น่าแปลกใจที่จะมีตำรวจ-ทหารไปเยี่ยมบ้านของจุมพิตา เพราะชื่อของ “โป๊ะ วัชรพันธุ์” นั้นอยู่ในสายตาของฝ่ายความมั่นคงอยู่แล้ว

ยังมีคนเดือนตุลาอีกจำนวนไม่น้อย ที่กระโจนเข้ามาเป็นอาสาสมัครช่วยงานพรรคอนาคตใหม่ ทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค

++

   “แดงอุดมการณ์” เพียบ
มีเสียงวิจารณ์เชิงลบว่า พรรคอนาคตใหม่ก็คือพรรคเสื้อแดง อันที่จริง ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอันใด เพราะคนเสื้อแดงมีหลายกลุ่มหลายชุดความคิด

พวกที่เรียกตัวเองว่า “แดงอุดมการณ์” จะเลือกเข้ามาสังกัดพรรคอนาคตใหม่ ยกตัวอย่าง “คารม พลพรกลาง” ทนายความคนเสื้อแดง เลือกที่จะมาร่วมงานกับพรรคอนาคตใหม่ เพราะเห็นว่ามีนโยบาย อุดมการณ์ใกล้เคียงกับพรรคเพื่อไทย

“วิเชียรชนินทร์ สินธุไพร” ประธาน นปช.ภาคอีสาน น้องชายนิสิต สินธุไพร อดีต ส.ส.ร้อยเอ็ด ได้เป็นผู้สมัคร ส.ส.เขต 7 ร้อยเอ็ด พรรคอนาคตใหม่

วิเชียรชนินทร์เติบโตมาก็เห็นพี่ชาย นิสิต เคลื่อนไหวงานการเมืองภาคประชาชน ร่วมกับนักสู้ครูประชาบาล และทนายทองใบ ทองเปาด์ จึงสนิทชิดเชื้อกับ “พิชิต พิทักษ์” นักกิจกรรมมวลชน และที่ปรึกษากลุ่มเสื้อแดงอีสาน สายผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย โดยพิชิตเข้ามาเป็นที่ปรึกษาให้กลุ่มผู้สมัคร ส.ส.อนาคตใหม่ ในภาคอีสาน

กลุ่มผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยหรืออดีตสหาย ส่วนใหญ่จะชื่นชอบทักษิณ และพรรคเพื่อไทยเป็นทุนเดิม แต่หนนี้ ผรท.อีสานเลือกพรรคอนาคตใหม่

พูดกันตรงๆ อดีตสหายที่จะเลือกพรรคของ “ธนาธร” นั้นคือ สายลุงธง (ธง แจ่มศรี) อดีตเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย พวกเขาเหล่านี้ มีหลักคิดเรื่อง “ทุนก้าวหน้า” ดีกว่าอำมาตย์ล้าหลัง

ทักษิณหรือธนาธร ก็คือทุนก้าวหน้า จึงต้องชูยุทธศาสตร์ “สามัคคีทุนก้าวหน้า” เอาชนะระบอบเก่า

++

          คนรุ่นใหม่ที่เร่าร้อน
แกนนำของ “กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง” ประมาณ 6-7 คน ก็จะมี “รังสิมันต์ โรม” และ “ปิยรัฐ จงเทพ” นักศึกษาธรรมศาสตร์ ที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงมาแต่ขบวนการประชาธิปไตยใหม่

มาวันนี้ “โรม” และ “โตโต้ ปิยรัฐ” เป็นสมาชิกพรรคอนาคตใหม่ ทั้งคู่เห็นว่า พรรคนี้อยู่บนถนนประชาธิปไตย

สำหรับ “โตโต้ ปิยรัฐ” ได้ลงสมัคร ส.ส.เขต 1 กาฬสินธุ์ บ้านเกิด และเพิ่งเปิดตัวกันไปเมื่อไม่นานมานี้ แต่ก็ยากที่จะแย่งคะแนนจากฐานเดิมคือ พรรคเพื่อไทยมาได้

ด้าน อานนท์ นำภา, จ่านิว และโบว์ ก็เป็นส่วนหนึ่งของพรรคอนาคตใหม่ โดยจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม เนื่องจากบรรดาอาจารย์ที่ปรึกษากลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ล้วนแต่เป็นสมาชิก “คณะนิติราษฎร์” มาก่อน และได้เข้ามาเป็นแกนนำก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่

ฝ่ายความมั่นคง จึงตั้งสมมุติฐานว่า กลุ่มคนอยากเลือกตั้งกับพรรคอนาคตใหม่ เหมือนเป็นการเดินยุทธวิธี 2 ขา 2 แนวรบ

พี่คะรอหนูแป๊บ ใกล้ถึงแล้วค่ะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/359421?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

พี่คะรอหนูแป๊บ ใกล้ถึงแล้วค่ะ

วันที่ 18 มกราคม 2562 – 14:04 น.
บุญทรง เตริยาภิรมย์,จำนำข้าว,เด็ดยอด
เปิดอ่าน 57,095 ครั้ง

คอลัมน์…  เด็ดยอด  โดย… รักษ์ ปักธงไทย 

ความเดิมตอนที่แล้ว “บุญทรง” ถูกหามออกจากโรงพยาบาลราชทัณฑ์ไปผ่าตัดหมอนรองกระดูกคอข้างขวาเคลื่อน ที่โรงพยาบาลตำรวจ หลังจากที่เขา “พูด” หมดเปลือกกับเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับคดีข้าวจีทูจีเก๊ไปเรียบร้อย รวมทั้ง “ลูกชาย” ได้อยู่ในที่ซึ่งปลอดภัยดีแล้ว

หลังผ่าตัดเสร็จบุญทรงปลอดภัยดี ระหว่างพักฟื้นอยู่นั้น ต้องถูกควบคุมด้วยเจ้าหน้าที่มากมาย ส่วนหนึ่งคือตำรวจท้องที่ อีกส่วนจากกองปราบฯ และอีกส่วนจากเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์

ทั้งหมดบุญทรงคะเนด้วยสายตาคร่าวๆ ก็น่าจะกว่า 30 นาย

โดยเฉพาะหน้าห้องมีเจ้าหน้าที่ชุดดำกับปืนกล เฝ้าประตู 24 ชม. 4 ผลัด ผลัดละ 2 คน

ถามว่าทำไมคุ้มครองแน่นหนา ไข่ในหิน มดไม่ให้ไต่ ไรไม่ให้ตอมขนาดนี้ ก็ได้คำตอบว่า

1.ป้องกันบุญทรงถูกฆ่าปิดปาก และ 2.ป้องกันบุญทรงหนีเพราะบุญทรงยังมีอีกหลายคดีที่พัวพัน

เอาล่ะที่นี้มีความคืบหน้า อย่าถามเลยว่าใครเล่าให้ฟัง …อ่านเถิดจะเกิดผล…

หลังอยู่โรงพยาบาลตำรวจเกือบ 10 วัน บุญทรงก็ถูกพากลับโรงพยาบาลราชทัณฑ์เพื่อรักษาแผลและทำกายภาพต่อเนื่อง แต่อีกไม่นานบุญทรงจะต้องกลับมาโรงพยาบาลตำรวจอีกรอบ เพื่อผ่ากระดูกหลังตอนล่างที่เคลื่อน

บุญทรงก็ทราบข่าว “เจ๊ ด.” สั่งทนายความลุย “สื่อรุ่นใหญ่” ที่กล้าเขียนโพสต์ในเฟสบุ๊กว่า เจ๊ ด. หนีไปต่างประเทศ และเทขายบ้าน เป็นผลให้เจ๊ ด. ร้อนใจส่งทนายมาร้องศาล แต่เฮียเป๊ปซี่ก็ใช่ย่อย รายนี้น้อยเสียเมื่อไร เฮียมั่นใจในแหล่งข่าวระดับทะลวงไส้ เขียนเฟซอัดไส่กลับเจ๊ ด. ไม่ยั้ง ไม่กังวล ขึ้นศาลเป็นขึ้นศาล ขอเพียงแต่เจ๊มา พี่เป๊ปใจกล้าท้าชน

อยู่มาวันหนึ่ง บุญทรงก็เปิดปากขึ้นมาแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยว่า

“จำได้แม่น…ในเช้าวันนั้นผมได้รับสายของท่านฯ …ท่านฯ บอกกับผมว่า พี่คะรอหนูแป๊บใกล้ถึงแล้วค่ะ”

แต่แล้วบุญทรงก็ถูกปล่อยให้รอเก้อที่หน้าศาล

แต่ก่อนหน้าบุญทรงเล่าว่า “พวกเขายืนยันหนักแน่นว่าเรารอดแน่ และท่านฯ มาแน่นอน ไม่งั้นจะเห็นท่านขึ้นศาลทุกนัดหรือ?” …โกหกบุญทรงจนถึงวันสุดท้ายและนาทีสุดท้าย

เวลานี้บุญทรงถูกทิ้ง คนอื่นๆ ในคดีนี้ก็ถูกทิ้งเช่นกัน ส่วน “ผู้บงการ” สบายไป ไร้โรคาพยาธิ

บุญทรงเจอคำพิพากษาติดคุก 42 ปี รออุทธรณ์ด้วยใจระทึก ร่างกายผ่ายผอม สุขภาพไม่ดี แต่ในใจยังคงนึกถึงวันนั้นเสมอ

วันสุดท้ายที่รับสายอยู่หน้าศาล “พี่คะรอหนูแป๊บ ใกล้ถึงแล้วค่ะ”

ถึงไหนไม่รู้ ที่รู้ๆ คือ ถึงแน่ แต่ที่ชายแดนเขมร ตรงช่องทางธรรมชาติ