“ชทพ.”ขอปักธง”เพชรบูรณ์”ชูสร้างประวัติศาสตร์”ส.ส.แชมป์มวยโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/359419?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ชทพ.”ขอปักธง”เพชรบูรณ์”ชูสร้างประวัติศาสตร์”ส.ส.แชมป์มวยโลก

วันที่ 18 มกราคม 2562 – 14:00 น.
พรรคชาติไทยพัฒนา,เขาทราย,เขาค้อ,เพชรบูรณ์,กัญจนา,วราวุธ,ศิลปอาชา
เปิดอ่าน 649 ครั้ง

โดย…  ขนิษฐา เทพจร สำนักข่าวเนชั่น

พรรคชาติไทยพัฒนา ใช้ฤกษ์วันที่ 11 มกราคม เปิดที่ทำการสาขาพรรคลำดับที่ 2 ในพื้นที่อำเภอเมือง จ.เพชรบูรณ์ พร้อมเปิดตัว “กัญจนา ศิลปอาชา” หัวหน้าพรรคและ “วราวุธ ศิลปอาชา” ประธานคณะกรรมการนโยบายและยุทธศาสตร์พรรค แกนนำสายเลือดแท้ของพรรคมังกรสุพรรณบุรี ที่พื้นที่เมืองมะขามหวาน

จากเดิมที่ก่อนหน้านั้นพื้นที่ จ.เพชรบูรณ์ มีเพียง “ชุมพล ศิลปอาชา” อดีตหัวหน้าพรรคที่ล่วงลับ และ “พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์” อดีตแกนนำพรรคที่ลาจากไปตลอดกาลเท่านั้น ที่ลงพบปะประชาชน ช่วงช่วย “วิจิตร พรพฤฒิพันธุ์” หาเสียงในพื้นที่เมื่อหลายปีก่อน

ดังนั้นรอบนี้จึงเป็นการ “บุกถิ่นมะขามหวาน” เป็นครั้งแรก ของ “กัญจนา-วราวุธ” และในครั้งแรกนี้ทั้ง 2 คน หยอดคำหวานยิ่งกว่ารสมะขาม ผ่านการขอเป็น “ลูก-หลาน คนเมืองเพชรบูรณ์” และพร้อมทำนโยบายเพื่อคนเพชรบูรณ์ หากว่าที่ผู้สมัครส.ส.ของพรรคได้รับเลือกเข้าไปมีบทบาทในสภาผู้แทนราษฎร
กิจกรรมที่เป็น “ครั้งแรก” เริ่มต้นตั้งแต่เช้าตรู่ในพื้นที่เขตเมือง แกนนำพรรคทั้ง “กัญจนา-วราวุธ” พ่วงด้วยผู้ใหญ่ของพรรค อย่าง “ประภัตร โพธสุธน” เลขาธิการพรรค”-“นิกร จำนง” ผู้อำนวยการพรรค” นำขบวนว่าที่ผู้สมัครส.ส. ในพื้นที่ จ.เพชรบูรณ์ ทั้ง 4 คนที่เตรียมส่งลงชิงชัยใน 4 จาก 5 เขตเลือกตั้ง ประกอบด้วย เขต 1 ส่ง วิจิตร, เขต 2 ส่ง สนม มาระวัง, เขต 3 ส่ง สุระ หรือ เขาทราย-กาแล็คซี่ แสนคำ, เขต 4 ส่ง พีระชัย หรือ เขาค้อ-กาแล็คซี่ แสนคำ แนะนำตัวต่อชาวบ้านในตลาดสดเทศบาล 2

แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่ได้รับความสนใจจากประชาชน-ผู้ค้าในพื้นที่ไม่น้อย เห็นได้จากที่เข้ามาขอถ่ายรูปบ้างประปราย และเดินเข้ามาให้เห็นตัวเป็นๆ ใกล้ๆ

และนอกจาก 2 พี่น้องที่ถูกส่งให้เป็น “ตัวเด่น” ในรอบนี้ แต่ “เขาทราย-เขาค้อ” พี่น้องมวยดีกรีแชมป์โลก ก็ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน และเห็นได้ชัดว่าฝาแฝดแชมป์โลกยังเป็นที่รู้จักมากกว่า 2 พี่น้องการเมือง
แม้ 2 พี่น้องที่เดินนำขบวนจะยังไม่เป็นที่รู้จักของชาวบ้านในถิ่นมะขามหวานเขตเมือง แต่ด้วยบุคลิกที่นอบน้อม นั่งลงพูดคุยกับผู้ค้าถึงกิจการและสารทุกข์สุกดิบแบบเป็นกันเอง และอ้อนขอเสียงสนับสนุน 4 ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. ทำให้การเข้าถึงชาวบ้าน-ผู้ค้าในตลาด เป็นไปด้วยความชื่นมื่น

เหมือนว่าประชาชนจะตอบรับมากกว่าแสดงท่าทีรังเกียจความเป็น “นักการเมืองต่างถิ่น” ที่คนพื้นที่มักปรามาสว่า มาเจอหน้า ก็แค่ตอนจะเลือกตั้ง
พร้อมยังฝากความทุกข์ร้อนไปให้แก้ไขทั้งจาก “เฮียอ่อน ผู้ค้าเขียงหมู” นายสมบูรณ์ คุ้ยต่วน วัย 66 ปี ที่ดูเหมือนเป็นคู่ปรับของ “เสี่ยแห้ง-วิจิตร” ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เพชรบูรณ์ เขต 1 ของพรรค ตั้งแต่ลงชิงชัยสนามการเมืองท้องถิ่น
“ผมรู้จักพ่อของคุณกัญจนา คือ ท่านบรรหาร ผมจึงฝากเขาว่าขอให้ช่วยพัฒนาเมืองเพชรบูรณ์ให้เจริญเหมือนเมืองสุพรรณบุรี คือสร้างก็สร้างให้เสร็จไปเป็นครั้งๆ ไม่ใช่การของบเพื่อสร้าง เพื่อทุบ และสร้างใหม่อีกซ้ำๆ ดูอย่างพื้นที่ตลาด ที่เขามาทำรางระบายน้ำ เป็นท่อขนาดเล็ก ทั้งที่ผมเคยบอกเขาไปแล้วว่าต้องทำให้ใหญ่เพื่อกำจัดเศษสกปรกในตลาดได้ โดยท่อน้ำไม่อุดตัน แต่เขาก็ไม่ฟัง เขาบอกว่าผมจะไปรู้เรื่องอะไร” เฮียอ่อน สะท้อนปัญหา

ทั้งนี้ต้องยอมรับว่าพื้นที่การเมืองปัจจุบันของเพชรบูรณ์ “พรรคชาติไทยพัฒนา” ไม่ใช่เบอร์หนึ่งของพื้นที่ แต่สิ่งที่ “เฮียอ่อน” สะท้อนคือสิ่งที่อยากบอกไปถึงนักการเมืองทุกๆ พรรคว่า ขอให้เข้ามาพัฒนาบ้านเมืองได้จริงอย่างที่มาหาเสียงและมาขอคะแนน เพราะหากสามารถพัฒนาได้จริง ประโยชน์จะตกอยู่ที่ประชาชนและบ้านเมืองอย่างยั่งยืน และนักการเมืองคนนั้นจะได้ใจประชาชนอย่างแท้จริง

แน่นอนว่าในวันนี้ไม่ได้มีแค่งานโชว์ตัว “2 พี่น้องตระกูล ศิลปอาชา” และว่าที่ผู้สมัครส.ส.เท่านั้น เพราะหากมองในสัญลักษณ์ทางการเมือง คือ พื้นที่เขต 1 “พรรคเพื่อไทย” ครองมาแล้วในสมัยการเมืองปี 2554 ขณะที่ “วิจิตร” เป็นเพียงอดีตเจ้าของพื้นที่ในปี 2550
ขณะที่ในการเลือกตั้งปี 2562 “พรรคเพื่อไทย” ยังคงยืนยันจะส่งเจ้าของพื้นที่ “สุทัศน์ จันทร์แสงสี” ลงป้องกันแชมป์ และยังมีคู่แข่งที่มีพลังอีก 2 พรรค นั่นคือ พรรคพลังประชารัฐ ที่ส่ง “พิมพ์พร พรพฤฒิพันธุ์” หลานสาว “วิจิตร” ภายใต้การสนับสนุนของ “สันติ พร้อมพัฒน์” ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ ส่ง “หมอชัยณรงค์ สือสุรีย์กุล” ผู้คร่ำหวอดในพื้นที่เขตเมือง
แต่งานนี้ “พรรคชาติไทยพัฒนา” ลั่นจะปักธงสีชมพู และคาดว่าจะได้ “ส.ส.ในพื้นที่เขต 1 เพชรบูรณ์” ให้ได้

เหตุผลที่มั่นใจเพราะการแบ่งพื้นที่เลือกตั้งสร้างความได้เปรียบให้แก่ “วิจิตร” พอสมควร

โดยเขต 1 จ.เพชรบูรณ์ มีพื้นที่เลือกตั้งประกอบด้วย อ.เมืองเพชรบูรณ์ (เฉพาะเทศบาลเมืองเพชร, เทศบาล ตำบลนางั่ว, เทศบาลตำบลท่าผล, ต.ท่าผล, ต.สะเดียง, ต.ป่าเล่า) ต.ดงมูลเหล็ก, ต.บ้านโคก และต.ห้วยใหญ่, อ.เขาค้อ, อ.หล่มสัก (เฉพาะต.น้ำงุ้น, ต.หนองไขว้, ต.น้ำก้อ และต.บุงคล้า)

แม้เขตเมืองจะถูกหั่นไปรวมกับพื้นที่รอบนอกแต่สำหรับ “วิจิตร” บอกว่าเป็นงานสบาย เพราะสมัยที่เขาเข้าสังกัด “พรรคเพื่อไทย” ในสมัยการเมืองที่แล้ว เขาเคยลุยงานในพื้นที่เขตรอบนอกเมืองซึ่งเป็นพื้นที่ที่ถูกหั่นไปรวมกับพื้นที่เมืองในปัจจุบัน
“ผมมีฐานเสียงพอสมควรในพื้นที่รอบนอก ดังนั้นหากจะเข้าไปฟื้นความนิยมเชื่อว่าไม่ใช่เรื่องยากเกินไป แต่ยอมรับว่าพื้นที่เขตเมืองเพชรบูรณ์อาจต้องทำงานให้หนักขึ้นเพราะหลานสาวผม พิมพ์พร ที่ไปสังกัดพรรคพลังประชารัฐ จะเป็นตัวหารคะแนนของผม แต่พื้นที่รอบนอกเขาไม่ได้เช่นเดียวกับผู้สมัครของพรรคอื่นที่ยังไม่ได้แนะนำตัวไปถึงพื้นที่รอบนอก ดังนั้นเลือกตั้งครั้งนี้ผมเรียกว่าได้เปรียบกว่าใครเพื่อน” ว่าที่ผู้สมัครส.ส.-วิจิตร เฉลยความได้เปรียบ

ขณะที่ในเขตเลือกตั้งอีก 3 แห่ง ยกเว้นเขต 5 ที่พรรคชาติไทยพัฒนาเลือกจะไม่ส่งคนเก็บคะแนนนั้น อย่างที่บอกไปคือ ส่ง “ครูสนม” ลงเขต 2 ส่ง “เขาทราย” ลงเขต 3 และส่ง “เขาค้อ” ลงเขต 4 แต่ทั้งหมดคือ “ตัวประดับ” เป็นคนเก็บแต้มให้ “พรรคชาติไทยพัฒนา” ไปคำนวณเพื่อให้ได้ “ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ”

แม้ “ครูสนม-เขาค้อ” จะยอมรับในความจริงข้อนี้ แต่สำหรับ “เขาทราย” ที่เคยผ่านสมรภูมิเลือกตั้งมาแล้ว 1 รอบ ไม่ได้คิดเช่นนั้น
ซึ่งตอนหนึ่งของ “เขาทราย กาแล็คซี่” ปราศรัยกับชาวบ้านในงานเปิดสาขาพรรคลำดับที่ 2 เขาเปรียบการขึ้นสังเวียนการเมืองเป็นเหมือนสังเวียนนักสู้

“ผมเป็นนักมวยที่ฉลาดที่สุดในโลก เพราะแขวนนวม ก่อนที่จะแพ้ใครผมป้องกันแชมป์ได้ถึง 19 ครั้ง เพราะเสียงพี่น้องชาวไทยบอกให้ผมสู้ ผมคิดถึงคนไทยที่ให้กำลังใจและกำลังใจจากคนเพชรบูรณ์ ดังนั้นรื่องอะไรที่ผมจะยอมแพ้ หากผมโดนต่อยล้มจะรีบลุกขึ้นมาใหม่ ซึ่งงานนี้เช่นกันที่หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนามอบของขวัญชิ้นใหญ่ให้ ทั้งส่งผมสมัครรับเลือกตั้ง ดังนั้นผมจะสู้ศึกเลือกตั้งให้เต็มที่”
และด้วยที่ดีกรีนักสู้เป็นแชมป์ระดับโลกและลงเลือกตั้งมาแล้วรอบนี้เป็นครั้งที่ 2 เขาหมายมั่นที่จะคว้าแชมป์ ขณะเดียวกันแกนนำพรรคอย่าง “ประภัตร” ประกาศก้องไว้ว่าอยากได้นักมวยแชมป์โลกเข้าไปเป็นผู้แทนในสภาผู้แทนราษฎรเพื่อสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ให้คนไทย
อย่างไรก็ดีในศึกทางการเมืองหากจะเปรียบกับการสู้บนสังเวียน มีกติกา มีกรรมการที่ทำหน้าที่เถรตรง คงเทียบเคียงกันไม่ได้ เพราะ “การเมือง” เป็นสนามที่ทดสอบ “คนมีสิทธิเลือกตั้ง” ที่แสนจะเดาใจได้ยาก และยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่เหนือกว่าความมีชื่อเสียง-การสร้างคุณความดีให้ประเทศและได้รับการยอมรับจากสากล
ดังนั้นสนามการเมือง “เพชรบูรณ์” อาจเรียกได้ว่าเป็นสนามการเมืองแห่งสีสัน ที่ต่อให้ใครจะแพ้หรือชนะเลือกตั้งสุดท้าย 5 เสียงจากส.ส.ก็เป็นเพียงเสียงเพื่อต่อรองเกมทางการเมืองอยู่ดี

ศึกไทยไฟท์ “เศรษฐีหมื่นล้าน” สะท้านมีนบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/359401?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ศึกไทยไฟท์ “เศรษฐีหมื่นล้าน” สะท้านมีนบุรี

วันที่ 18 มกราคม 2562 – 13:11 น.
วิชาญ มีนชัยนันท์,ธนัตถ์ ธนากิจอำนวย,ศึกไทยไฟท์,พรรคเพื่อไทย,พลังประชารัฐ
เปิดอ่าน 5,710 ครั้ง

คอลัมน์…  สังเวียนเลือกตั้ง…ช้างชนช้าง 

สนามเลือกตั้งขอบกรุงตะวันออก เขต 15 มีนบุรีและคันนายาว (เฉพาะแขวงคันนายาว) กลายเป็นสนามประลองกำลังของทายาทมหาเศรษฐี และผู้แทนเก่ามากประสบการณ์

เมื่อ “ชาญวิทย์ วิภูศิริ” ลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ มาสวมเสื้อพรรคพลังประชารัฐ ลงเขตมีนบุรี หวังล้างตา “วิชาญ มีนชัยนันท์” แชมป์เก่า พรรคเพื่อไทย หนที่แล้ว ชาญวิทย์แพ้วิชาญแค่ 3 พันคะแนน

“ชาญวิทย์” เป็นลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของ “อัศวิน วิภูศิริ” อดีตคนสนิทของ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ หลังจาก “เสธ.หนั่น” จากไป อัศวินก็กลับมาเป็นผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการให้ ปชป.

อัศวินยังปักหลักเป็น “กระเป๋า” ให้ ปชป. ไม่ได้ย้ายตามลูกชายไปพรรคพลังประชารัฐ

สำหรับชาญวิทย์นั้น ดีกรีปริญญาตรีวิศวกรรมศาสตร์ไฟฟ้า จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ปริญญาโทวิศวกรรมศาสตร์คอมพิวเตอร์ จาก The Pennsylvania State University, USA เคยทำงานเป็นวิศวกรซอฟต์แวร์ ที่บริษัท Neoforma PCL Silicon Valley สหรัฐอเมริกา

ปัจจุบัน ชาญวิทย์ลุยธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และเป็นกรรมการผู้จัดการ บมจ.ภัทร เฮ้าส์ แอนด์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) และยังเดินหน้าทำงานการเมืองควบคู่กัน

เลือกตั้งปี 62 ชาญวิทย์ยังไม่ชัดว่า จะลง ส.ส.เขต หรือไม่ แต่ก็ทำกิจกรรมในพื้นที่ ร่วมกับขุนพลคู่ใจ “ทินกร ปลอดภัย” นายกสโมสรกีฬามีนบุรี และทีมงานกลุ่มเพื่อนชาญวิทย์

ทินกรนั้นเป็น “เด็กปั้น” ของถาวร เสนเนียม ช่วยเหลือชาญวิทย์มาตั้งแต่เริ่มแรก และเมื่อชาญวิทย์เลือกที่จะทำงานการเมืองกับเพื่อนเก่า “สามทหารเสือ กปปส.” ทินกรก็ยืนเคียงข้าง พร้อมลุยศึกเลือกตั้งครั้งใหม่

หลัง ปชป.สูญเสียชาญวิทย์ไป ก็ส่ง “ธนัตถ์ ธนากิจอำนวย” ที่โด่งดังมาจากม็อบ กปปส. ลงสมัคร ส.ส.เขตมีนบุรีทันที

“ลูกนัท” หรือ ธนัตถ์ ธนากิจอำนวย ลูกชายของกิตติ ธนากิจอำนวย มหาเศรษฐีหมื่นล้านแห่งบริษัท โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด หลานรักของอำนวย วีรวรรณ อดีตหัวหน้าพรรคนำไทย และอดีตรองนายกรัฐมนตรี

ในเฟซบุ๊กของลูกนัท ได้เล่าตอนที่เข้าไปพบ “คุณตาอำนวย” ว่า “หลังจากคุณตาทราบว่า ผมได้รับอนุมัติให้ลงสมัครรับเลือกตั้งแล้ว ท่านเรียกผมไปให้โอวาท โดยกล่าวว่า เมื่อเลือกจะเดินเข้ามาเส้นทางนี้แล้ว ต้องเรียนรู้การทำเพื่อประโยชน์ส่วนร่วมให้มากยิ่งขึ้นกว่าเดิม และต่อจากนี้ไปตลอดชีวิต สิ่งที่จะต้องยึดถือให้มั่น และอย่าได้ปล่อยให้ลดน้อยลงเด็ดขาด คือ ความคิดที่จะเสียสละเพื่อผู้อื่น”

แม้จะร่วมขบวน กปปส. แต่ “ลูกนัท” กลับเลือก ปชป. เพราะ “พรรคนี้ไม่เคยหลอกล่อประชาชน” และมีความตั้งใจอยากจะเป็นนักการเมืองมืออาชีพ

สำหรับแชมป์เก่า “วิชาญ มีนชัยนันท์” ยังอยู่พรรคเดิม และชูคำขวัญ “คนพื้นที่ มีประสบการณ์ มากผลงาน”

เมื่อปลายปี 2561 วิชาญได้ทำบุญเปิดศูนย์อำนวยการเลือกตั้งที่เขต 15 มีนบุรี คันนายาว เฉพาะแขวงคันนายาว และต้นปีที่ผ่านมา คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ พร้อมทีมงาน มาเดินหาเสียงช่วยวิชาญ

มองแบบเซียน เสือเก่า “วิชาญ” ยังเป็นต่อ 2 หนุ่มทายาทมหาเศรษฐี แต่ก็ต้องวัดที่ “กระแสพรรค” ในช่วงโค้งสุดท้าย

“ยิ่งลักษณ์” โผล่ ชายแดนเมืองช้าง “จ่าประสิทธิ์” การันตี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/359368?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ยิ่งลักษณ์” โผล่ ชายแดนเมืองช้าง “จ่าประสิทธิ์” การันตี

วันที่ 18 มกราคม 2562 – 10:27 น.
จ่าประสิทธิ์,ยิ่งลักษณ์,หาเสียง,หาเสียงเลือกตั้ง,เลือกตั้ง 2562,พรรคภูมิใจไทย,เนวิน ชิดชอบ,อนุทิน,เสี่ยหนู
เปิดอ่าน 23,986 ครั้ง

อะไรยังไง ทำไมยิ่งลักษณ์ไปโผล่แถวชายแดนเมืองช้าง เพื่อสู้ศึกเลือกตั้ง เปิดข่าวดูแล้วจะรู้ว่า โลกนี้ยากที่จะจำแนก “ข่าวจริง” และ “ข่าวเท็จ” จริงๆ

000 การศึกมิหน่ายเล่ห์ฉันใด นักเลือกตั้ง “จอมเก๋า” มากประสบการณ์ ก็ไม่เคยหมดลูกเล่น ลูกล่อ ลูกชน ยิ่งในยุคสื่อดิจิทัล ยิ่งมีช่องทางการสื่อสารถึงประชาชนมากขึ้น เร็วขึ้น แต่ขณะเดียวกันความโกลาหลของ “ข้อมูลข่าวสาร” พลันบังเกิด ยากที่จะจำแนก “ข่าวจริง” และ “ข่าวเท็จ”

          000 เปิดตัวไปแล้วยิ่งใหญ่อลังการสมราคา “เนวิน” และการเข้ามาเป็นหัวหน้าพรรคของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” ทำให้ “พรรคภูมิใจไทย” มีความแตกต่างจากเลือกตั้งปี 2554 อย่างเห็นได้ชัด ภาพลักษณ์สมัยแรกของภูมิใจไทยคือ “ตระกูลชิดชอบ” ที่มีจุดยืนอยู่คนละขั้วกับเครือข่ายชินวัตร

          000 พายุปูแดงพัดกวาดผู้สมัคร ส.ส.ภูมิใจไทยตกเวทีในครั้งก่อน กลายเป็นบทเรียนที่เจ็บแสบของ “เนวิน” สำหรับการเลือกตั้งครั้งใหม่ “เสี่ยหนู” พยายามพาค่ายสีน้ำเงินออกจากความขัดแย้ง “ไม่มีขั้ว ไม่มีข้าง” รูปธรรมเล็กๆ แต่มีนัยทางการเมือง เมื่อสำนักข่าวออนไลน์ “คมข่าว” ของเครือข่ายชินวัตร ได้นำเสนอข่าวสารการเคลื่อนไหวของพรรคภูมิใจไทยเป็นระยะๆ มินับทีมงานสื่อของเสี่ยหนู ที่พูดได้ว่าเคยเป็น “พิธีกรจอแดง” มาก่อน

 

          000 อย่างว่า “เสี่ยหนู อนุทิน” นั้นสนิทคุ้นเคยกับ “ทักษิณ ชินวัตร” และ “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” มายาวนาน ทุกครั้งที่ให้สัมภาษณ์สื่อ เสี่ยหนูก็ยังยืนว่าโดยส่วนตัวเคารพรักอดีตนายกฯ ทักษิณ เหมือนเดิม 

          000 เมื่อวันสิ้นปีที่แล้วผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊ก Duangrutai Faromform ซึ่งเป็นลูกสาว “จ่าประสิทธิ์ ไชยศรีษะ” ได้โพสต์ภาพจ่าประสิทธิ์ อดีต ส.ส.สุรินทร์ พาภรรยา “ยิ่งลักษณ์ ไชยศรีษะ” ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.สุรินทร์ ไปงานฌาปนกิชาวบ้านรายหนึ่ง โดยก่อนหน้านั้นจ่าประสิทธิ์ได้ขึ้นป้ายขนาดใหญ่ริมถนนแถว อ.สังขะ จ.สุรินทร์ เปิดตัว “ยิ่งลักษณ์” ทำเอาชาวบ้านตกอกตกใจกันใหญ่

จ่าประสิทธิ์ เปิดตัว ยิ่งลักษณ์ ไชยศรีษะ

          000 ทุกวันนี้ “จ่าประสิทธิ์” ยังเดินตามเพื่อนแกนนำ นปช.ไปหาเสียงในนาม “พรรคเพื่อชาติ” เจ้าตัวลงสมัคร ส.ส.ไม่ได้ เพราะมีปัญหาคดีความ ส่วนในพื้นที่เมืองช้าง จ่าประสิทธิ์ก็ไม่ได้บอกหัวคะแนนเขต 6 สุรินทร์ ว่าจะให้ภรรยาใส่สีเสื้อพรรคเพื่อไทย หรือไม่? ปี 2559 จ่าประสิทธิ์เคยขึ้นป้ายตามเสาไฟฟ้าใน อ.สังขะ เชิญชวนเกษตรกร หากใครมีปัญหาไม่มีเงินลงทุนทำการเกษตร ให้โทรหาจ่าประสิทธิ์ และภรรยา “นิภาพร ไชยศรีษะ” คนสุรินทร์ก็เลยงงๆ กับชื่อยิ่งลักษณ์

ยิ่งลักษณ์ ภรรยาจ่าประสิทธิ์ ออกหาเสียงในเขต อ.สังขะ สุรินทร์
          000 ส่วนคู่ปรับเก่าของจ่าประสิทธิ์ อย่าง “ฟาริดา สุไลมาน” อดีต ส.ส.สุรินทร์หลายสมัย ที่สวมเสื้อภูมิใจไทยลงสนามแล้วพ่ายจ่าเสื้อแดงอย่างพลิกความคาดหมาย หลังสอบตก ฟาริดาก็อยู่ในอาการ “โรคเสื้อแดงหลอน”อยู่หลายปี มาถึงวันนี้ ฟาริดาได้ลาออกจากภูมิใจไทยไปสมัครเป็นสมาชิก “พรรคไทยรักษาชาติ” สาขาพรรคเพื่อไทย

ฟาริดา สุไลมาน” อดีตส.ส.สุรินทร์ พรรคไทยรักษาชาติ

          000 กรณีความปราชัยของ “ฟาริดา” กลายเป็นเรื่องโจษขานไปทั่วภาคอีสาน จากครอบครัวมุสลิมปาทานใน ต.ระแงง อ.ศรีขรภูมิ จ.สุรินทร์ ฟาริดาก้าวสู่การเมืองท้องถิ่นก่อน เป็นประธานสุขาภิบาลระแงง ก่อนจะก้าวเป็นนายกเทศมนตรีเทศบาลระแงง และเป็น ส.ส.สมัยแรก พรรคไทยรักไทย หากฟาริดาจะลงสนามอีกก็คงเป็นเขต 5 เพราะ อ.ศรีขรภูมิ อยู่ในเขตนี้

กฤศกร จิตดนัย

          000 ค่ายปชป.ยกทัพใหญ่ไปโคราช เปิดตัวผู้สมัครส.ส.กลับมีแต่คนส่ายหน้า ผิดกับพรรครวมพลังประชาชาติไทย ที่มี “ศุภผล เอี่ยมเมธาวี” อดีตแกนนำเสื้อเหลืองโคราช เป็นประธานยุทธศาสตร์พรรค เพิ่งเปิดตัว “กฤศกร จิตดนัย” นักธุรกิจเจ้าของร้านค้าวัสดุก่อสร้างรายใหญ่ของ จ.นครราชสีมา เป็นว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เขต 1

          000 วันอาทิตย์นี้ที่บ้านริมคลอง ถนนเอกชัย–บางบอน คงเนืองแน่นไปด้วยเอฟซีใจถึงพึ่งได้ เมื่อ “ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง” จะจัดเวทีปราศรัยใหญ่ให้ลูกชาย “วัน อยู่บำรุง” โดยมีนักพูดขวัญใจไทอีสาน “อดิศร เพียงเกษ”มาช่วยด้วยอีกแรง ศึกนี้เดิมพันชีวิตการเมือง “เหลิม บางบอน” หากลูกชายพ่ายอีกรอบ ก็คงวางมือไม่ได้ 

ประกาศ กกต. ปิดช่อง “ปฏิรูปการเมือง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/359264?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ประกาศ กกต. ปิดช่อง “ปฏิรูปการเมือง”

วันที่ 17 มกราคม 2562 – 14:31 น.
กกต,ปฏิรูปการเมือง
เปิดอ่าน 728 ครั้ง

คอลัมน์…  กระดานความคิด  โดย…  ร่มเย็น

เมื่อวาน (16 ม.ค.)  พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการ กกต. ออกมาชี้แจงเกี่ยวกับระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง ส.ส.และประกาศของกกต. จำนวน 9 ฉบับ ที่เกี่ยวข้องกับวิธีการหาเสียงและลักษณะต้องห้ามในการเลือกตั้ง โดยระเบียบดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้เมื่อ พ.ร.ฎ.ให้มีการเลือกตั้งมีผลใช้บังคับ

ทั้งนี้การออกระเบียบดังกล่าว  กกต.บอกว่า คำนึงถึงเรื่องการที่กฎหมายกำหนดให้การหาเสียงของผู้สมัครและพรรคการเมืองต้องเป็นไปอย่างเท่าเทียมกัน อีกทั้งกฎหมายยังกำหนดให้รัฐสนับสนุนการหาเสียงให้พรรคการเมือง
แต่เมื่อมาพลิกดูประกาศฉบับหนึ่งของ กกต.ในจำนวน 9 ฉบับ คือประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้งเรื่อง “กำหนดจำนวนเงินค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561”
ในข้อ 4 บัญญัติว่า ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งแต่ละคนต้องใช้จ่ายในการเลือกตั้งไม่เกินจำนวน 1,500,000 บาท
และข้อ 5 บัญญัติว่า  พรรคการเมืองต้องใช้จ่ายในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่เกินจำนวน 35,000,000 ล้านบาท
มองยังไง..ก็ไม่เห็นว่าประกาศฉบับนี้จะมีอะไรใหม่   การหาเสียงก็ยังเป็นแบบเดิม คือ “มือใครยาวสาวได้สาวเอา”
เพราะว่าแค่เปิดให้คนสมัครเข้าสู่การดำรงตำแหน่งทางการเมือง ยังเปิดให้ใช้เงินได้มากถึง 1.5 ล้านบาท ซึ่งก็ถือว่าเป็น “การลงทุน” ซึ่งถ้าเขาได้รับเลือกตั้งไป คนคนนั้นก็มีต้นทุนถึง 1.5 ล้านบาท ก็ทำให้ “กลุ่มทุน” เข้ามามีบทบาทเหมือนเดิม แทนที่รัฐจะเป็นคนจัดการเรื่องโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้ เพื่อที่ว่าคนดีๆ ที่เขาไม่ได้หวังพึ่งพา “นายทุนพรรค”  จะได้เสนอตัวมาลงสมัครได้
เพราะปกติคนที่สมัครส.ส. ต้องถูกเก็บค่าสมัครอยู่แล้วจำนวน 10,000 บาท  นอกจากนั้นรัฐก็ควรออกค่าใช้จ่ายในการโฆษณาหาเสียงให้ หรืออย่างมากก็แค่ให้ผู้สมัครส.ส.ออกเงินแบบเหมาจ่ายประมาณ 50,000-100,000 บาท เพื่อให้รัฐไปดำเนินการเรื่องโฆษณาหาเสียงให้เพื่อให้เกิดความเท่าเทียม  ซึ่งคนทั่วไปที่ไปสมัครส.ส.แล้วต้องจ่ายเงินจำนวน 100,000 บาท ทั้งที่ยังไม่รู้ว่าตนเองจะได้รับเลือกตั้งหรือไม่ก็ถือว่าเป็นเรื่องพอสมควรแล้วที่เหลือรัฐก็ควรออกค่าใช้จ่ายให้   เพราะดูจากระเบียบของกกต. ยังไม่เห็นว่ามีการทำอะไรที่แตกต่างจากการเลือกตั้งปี 2554 ซึ่งเป็นการเลือกตั้งครั้งหลังสุด

ส่วนอีกประเด็น กรณีที่ให้พรรคการเมืองใช้ค่าใช้จ่ายในการหาเสียงได้ถึงจำนวน 35 ล้านบาทบาทนั้น ก็พอสมควรจากเดิมที่เคยให้ใช้ค่าใช้จ่ายได้ถึง 70 ล้านบาท ลดวงเงินค่าใช้จ่ายของพรรคการเมืองลง ซึ่งถ้ามองค่าใช้จ่ายในการหาเสียงทั้งระบบ คือ ผู้สมัคร ส.ส.คนหนึ่งสามารถใช้จ่ายได้ 1.5 ล้านบาทต่อเขต ทั้งหมดมี 350 เขตเลือกตั้ง รวมแล้วจำนวน 525 ล้านบาท นำมาบวกกับค่าใช้จ่ายของพรรคการเมืองในการหาเสียงอีก 35 ล้านบาท  ตัวเลขทั้งหมดตกอยู่ที่จำนวน 560 ล้านบาท
นั่นหมายความว่าทำให้พรรคการเมืองสามารถใช้จ่ายเงินในการหาเสียงเลือกตั้งในส่วนของพรรคการเมืองและส่งเงินไปช่วยเหลือผู้สมัครในการดำเนินการหาเสียงได้ รวมเงินทั้งหมดมากถึงเกือบ 600 ล้านบาท  อย่างกรณีพรรคการเมืองจัดโต๊ะระดมทุน ได้เงินมาหลายร้อยล้านบาท ไม่ใช่ว่าพรรคการเมืองจะสามารถใช้เงินได้แค่ 35 ล้านบาทเท่านั้น แต่สามารถส่งเงินที่ระดมทุนได้นั้นไปให้ผู้สมัครแต่ละเขตใช้ในการหาเสียงได้ด้วย แล้วอย่างนี้จะเกิดการปฏิรูปการเมืองได้อย่างไร เป็นการสร้าง “ธุรกิจการเมือง”  เหมือนเดิม
ถ้าจะปฏิรูปการเมืองต้องไม่ให้ทุนเข้ามามีอิทธิพลใหญ่ในการเสนอตัวเข้าทำงานทางการเมือง ถ้ากลไกของรัฐเปิดโอกาสให้โฆษณาชวนเชื่อกันขนาดนี้ กลายเป็นความล้มเหลว ไม่เกิดประโยชน์อะไร ย้อนยุคเหมือนเดิม
อีกกรณีหนึ่ง คือระเบียบ กกต.ว่าด้วยวิธีการหาเสียงและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ.2561  หมวด 4   ลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้ง
ในข้อ 18   ระบุว่า ห้ามผู้สมัครพรรคการเมืองหรือผู้ใดหาเสียงเลือกตั้งในลักษณะ ดังต่อไปนี้
(4) ช่วยเหลือเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้ให้แก่ผู้ใด ตามประเพณีต่างๆ
แต่ในขณะเดียวกันปรากฏว่าในระเบียบ กกต.ว่าด้วยจำนวนหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขของการให้ตามประเพณีหรือเมื่อมีเหตุอันสมควรและการยื่นคัดค้านเกี่ยวกับการบันทึกค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งต่อไป พ.ศ. 2561 ในข้อ 6  ระบุว่าการให้เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้ ในกรณีดังต่อไปนี้

ถือเป็นการให้ ปกติประเพณี หรือมีเหตุอันสมควร
(1) การให้ในแต่ละโอกาสตามปกติประเพณี โดยมีราคาหรือมูลค่าไม่เกินสามพันบาท
(2) การให้ในแต่ละโอกาสเมื่อมีเหตุอันสมควรและเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้ประสบภัยพิบัติโดยมีราคาหรือมูลค่าที่พรรคการเมืองให้ได้ไม่เกินสามล้านบาท
(3) การให้ในแต่ละโอกาสเมื่อมีเหตุอันสมควรและเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้ประสบภัยพิบัติโดยมีราคาหรือมูลค่าที่ผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง สมาชิกพรรคการเมืองซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองให้ได้ไม่เกิน  3 แสนบาท
และระเบียบฉบับนี้ได้ให้นิยามคำว่า “การให้ตามปกติประเพณี” หมายความว่า การให้ที่นิยมถือประพฤติปฏิบัติสืบต่อกันมาจนเป็นแบบแผน ขนบธรรมเนียมหรือจารีตประเพณี เช่น งานวันเกิด งานบวช งานโกนจุก งานแต่งงาน งานขึ้นบ้านใหม่ งานบุญ งานเทศกาล งานขึ้นปีใหม่ งานศพ
ทั้งสองระเบียบของกกต. ดูเหมือนขัดกันเอง ระเบียบแรก ระบุห้ามผู้สมัคร ช่วยเหลือเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดแก่ผู้ใดตามประเพณีต่างๆ แต่อีกระเบียบหนึ่งกลับยกเว้นให้ทำได้โดยถือเป็นการให้ปกติประเพณี และนิยามคำว่า การให้ตามปกติประเพณี ครอบคลุมไปหมดทั้งงานวันเกิด  งานบวช งานโกนจุก งานศพ งานแต่งงาน งานขึ้นบ้านใหม่ แล้วนี้จะมีอะไรที่ไม่เป็นการให้ตามปกติประเพณีอีก   สุดท้ายก็เท่ากับไม่ได้ห้าม

ประชันนโยบายศึกษาเดินพันอนาคตชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/359242?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ประชันนโยบายศึกษาเดินพันอนาคตชาติ

วันที่ 17 มกราคม 2562 – 13:32 น.
พรรคเพื่อไทย,นโยบายศึกษา
เปิดอ่าน 129 ครั้ง

โดย… พรทิพย์ ทองดี

ในที่สุด “พรรคเพื่อไทย” ก็ได้เสนอนโยบายด้านการศึกษาออกมาฟาดฟันกับพรรคอื่นๆ ในช่วงหาเสียงแล้ว โดยพรรคเพื่อไทยใช้โอกาสในช่วงวันเด็กแห่งชาติที่ผ่านมา จัดการเสวนาเรื่องการศึกษาเพื่อแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ขึ้นในหัวข้อ “นโยบายการศึกษา และเตรียมความพร้อมสำหรับเด็กและเยาวชน” ภายในงานมีสมาชิกของพรรคเพื่อไทย (พท.) ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. และตัวแทนเยาวชน ร่วมรับฟังวิสัยทัศน์และนโยบายของทางพรรค

โหมโรงนโยบายศึกษาของพรรคเพื่อไทย โดยแบ่งออกเป็น 3 พาร์ท คือ “การปรับตัวของประเทศเพื่อรองรับเด็กและเยาวชน Gen Z” “ทิศทางและนโยบายการศึกษาของพรรคเพื่อไทย” และสุดท้ายได้เปิดโอกาสให้เยาวชนและสื่อมวลชนได้แลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์พร้อมตอบข้อซักถาม

ดร.เผ่าภูมิ โรจนสกุล รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ได้นำเสนอแนวคิดในหัวข้อ “การปรับตัวของประเทศไทยเพื่อรองรับเด็กและเยาวชน Gen Z” ว่า ทางพรรคได้มองถึงเด็กและเยาวชนที่กำลังเติบโตขึ้น ทั้งยังเป็นกำลังพัฒนาของประเทศที่สำคัญ พรรคเพื่อไทยจึงคิดว่าเราจะต้องเตรียมความพร้อม เตรียมการรับมือ เพื่อให้เด็กที่กำลังจะเติบโตขึ้นมาในสังคมนี้ พร้อมรับกับการพัฒนา

เด็ก Gen Z หรือ Generation Z  เกิดในช่วงปี 2540 จนถึงปัจจุบัน มีอายุอยู่ในช่วง 0 ถึง 21 ปี และเด็ก Gen Z รุ่นแรกกำลังจะก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงาน

“เด็กและเยาวชนในยุคนี้เกิดมากับพ่อแม่ที่ต้องทำงานนอกบ้าน พวกเขาเติบโตขึ้นมาและได้รับการเลี้ยงดูมาจากเทคโนโลยี ซึ่งแตกต่างจากรุ่นที่ผ่านมาอย่าง Generation Y หรือ Gen Y ที่จะหาจุดสมดุลระหว่างการทำงานกับชีวิตส่วนตัวของพวกเขา แล้วยุคต่อไปจะกลายเป็นยุคแห่งผู้ประกอบการยุคใหม่ เพราะว่าคนกลุ่มนี้มีแนวโน้มที่จะเป็นเจ้านายตัวเอง ไม่ชอบการเป็นลูกน้องใคร สามารถสร้างเงินผ่านความคิดสร้างสรรค์ของตนเองได้โดยใช้เทคโนโลยี หาทางลัดให้ตัวเองสร้างทางพิเศษที่รวดเร็ว ไม่ต้องการที่จะไต่เต้าจากส่วนล่างของสังคมโดยการเป็นพนักงานกินเงินเดือนแล้วค่อยไปสู่ผู้บริหาร พวกเขาต้องการความสำเร็จที่รวดเร็ว และไม่ชอบการถูกบังคับให้อยู่ในกรอบ ไม่ชอบอยู่ในเงื่อนไข แล้วก็ไม่ชอบงานประจำ ชอบองค์กรในแนวราบมากกว่าองค์กรในแนวดิ่ง และนี่ก็คือลักษณะของ Gen Z ที่พรรคเพื่อไทยได้ทำการศึกษามา”

0000000

      สร้างทางลัดรับGEN Z
ดร.เผ่าภูมิ บอกว่า พรรคเพื่อไทยได้เสนอการเตรียมความพร้อมประเทศเพื่อรองรับเด็ก Gen Z ไปกับ “เพื่อไทย” คือ

– เปลี่ยนรัฐที่ควบคุมเป็นรัฐที่ให้สนับสนุน “รัฐควรจะใหญ่ในที่ที่ควรจะใหญ่ แล้วก็ควรจะเล็กในที่ที่ควรจะเล็ก อย่างการทำธุรกิจสตาร์ทอัพที่มักจะติดปัญหาอยู่ที่เรื่องการขอใบอนุญาต ซึ่งถือเป็นเรื่องน่าเสียดาย ที่ศักยภาพของพวกเขาถูกจำกัดด้วยใบอนุญาต อันนี้เป็นสิ่งที่พรรคเพื่อไทยจะไม่ยอมให้เกิดขึ้น”

– ต้อนรับเทคโนโลยีอย่างเป็นผู้นำ พรรคเพื่อไทยจะ “ขี่เสือแห่งเทคโนโลยีด้วยแนวคิดที่แตกต่าง”

– สร้างทางลัด สร้างโอกาส สร้างช่องทางให้ Gen Z “Sharing Economy ที่ไม่ใช่แค่แชร์สินทรัพย์” เพราะพรรคเพื่อไทยเชื่อว่า ทักษะของมนุษย์จะสามารถแชร์และใช้งานร่วมกันผ่านทางเทคโนโลยีได้

– ลดการผูกขาดด้านเทคโนโลยี และเอาเทคโนโลยีเหล่านั้นมาใส่มือผู้ประกอบการรุ่นใหม่
– ยกระดับนวัตกรรมของประเทศ ให้ทัดเทียมกับประเทศที่เจริญแล้ว
– พลิกโฉมระบบการทำงาน ลดชั่วโมงการทำงานที่ไม่จำเป็น เพิ่มศักยภาพการทำงานต่อชั่วโมง
– สร้างการศึกษาศักยภาพสูง ลดความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษา ตั้งแต่ช่วงต้นของชีวิต ลงทุนในเด็กและเยาวชน เตรียมความพร้อมประเทศ เพื่อรองรับศักยภาพที่จะเกิดขึ้นเอง

สำหรับแนวคิดนโยบายด้านการศึกษาคือ “มุ่งพัฒนาคนให้ทันโลก ไม่ทิ้งลูกหลานไทยไว้ข้างหลัง” โดยนายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ กล่าวในการเสวนาว่า แนวคิดทำนโยบายการศึกษาของพรรคนั้น จะมุ่งพัฒนาคนให้ทันโลกไม่ทิ้งลูกหลานไทยไว้ข้างหลัง โดยนโยบายจะแก้ปัญหาพื้นฐานสำคัญ 3 เรื่องคือ 1.สร้างโอกาสและลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เด็กไทยไม่ว่าจะยากดีมีจน ถ้าอยากเรียนต้องได้เรียน 2.ยกระดับคุณภาพการศึกษาทุกช่วงชั้น ตั้งแต่เด็กอ่อน จนถึงมหาวิทยาลัย และ 3.เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ การใช้งบประมาณ และกระจายอำนาจการจัดการศึกษาให้โรงเรียน ชุมชน เข้าร่วมจัดการศึกษา

จากแนวคิดดังกล่าวพรรคเพื่อไทยมีเป้าหมายที่จะทำให้คนไทยมีสมรรถนะและทักษะการคิดวิเคราะห์ มีทักษะสูงถึง 3 ภาษา คือ ไทย อังกฤษ จีน เรียนจบแล้วมีงานทำ โดยเฉพาะอาชีวศึกษา ให้คนเรียนมีฝีมือและทักษะตามที่ตลาดต้องการ พรรคเพื่อไทยได้ให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับการศึกษาปฐมวัยหรือเด็กตั้งแต่อยู่ในครรภ์จนถึงอายุ 8 ขวบ เพราะการศึกษาของเด็กเล็กเปรียบเสมือนเสาเข็มแรกของชีวิต

000000

     ปฏิรูปสูตรเพื่อไทย
แนวคิดเชิงนโยบายบางส่วนของพรรคเพื่อไทยเพื่อแก้ปัญหาการศึกษาไทย ประกอบด้วย
1. เรียนฟรี 15 ปีต้องฟรีจริง

2. ไม่ทิ้งเด็กไทยไว้ข้างหลัง เด็กจะยากดีมีจนต้องได้เรียนหนังสือ สนับสนุนให้นักเรียนที่ออกจากโรงเรียนเพราะยากจนให้เรียนจนจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน สนับสนุนให้เด็กเยาวชนนอกระบบการศึกษากลับเข้าสู่ระบบการศึกษาและพัฒนาอาชีพ

3. แปดปีชี้ทางชีวิต เพิ่มงบประมาณ และให้ความสำคัญการศึกษาปฐมวัย มีมาตรการช่วยเหลือตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาถึงอายุแปดขวบ ยกระดับให้มี “ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กอัจฉริยะ” 2 หมื่นแห่ง

4. “เรียนก่อนผ่อนทีหลังเมื่อมีงานทำ” ด้วยกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาที่ผูกพันกับรายได้ในอนาคต ผ่อนคืนเมื่อมีรายได้
5. “โรงเรียนออนไลน์” คนไทยต้องเข้าถึงการศึกษาคุณภาพ ทุกที่ ทุกเวลา ด้วยการเรียนรู้แบบดิจิทัล ผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์ม ด้วยเนื้อหาระดับโลก

6. ปฏิรูปหลักสูตร “หลักสูตรศตวรรษที่ 21 เลิกท่องจำก้าวล้ำคิดสร้างสรรค์” ให้เด็กไทยมีทักษะคิดวิเคราะห์ คิดสร้างสรรค์ สร้างสมรรถนะ เลิกการเรียนแบบท่องจำ คนรุ่นใหม่ต้องคิดเป็น แก้ปัญหาได้

7. สอนน้อยลง แต่เก่งมากขึ้น ลดชั่วโมงเรียนทั้งปีลง แต่ไปเรียนรู้ทักษะและฝึกสมรรถนะอนาคตมากขึ้น
8. “เด็กไทยได้สามภาษา” ไทย อังกฤษ จีน พลิกโฉมการเรียนการสอนภาษาอังกฤษให้สามารถสื่อสารได้ตั้งแต่ชั้น ม.3 ผ่านครูเจ้าของภาษาและแอพพลิเคชั่นฝึกภาษา

9. หนึ่งอำเภอหนึ่งโรงเรียนสองภาษา ไทยและอังกฤษ เพื่อเพิ่มทักษะด้านภาษาและการเรียนรู้ให้นักเรียนทั่วประเทศ
10. สร้างครูพันธุ์ใหม่ และ “คืนครูให้ห้องเรียน” เวลาอย่างน้อย 90% ของครู ต้องใช้เพื่อการเรียนการสอน ไม่ใช่ไปทำงานธุรการ
11. เรียนฟรีสำหรับผู้เรียนอาชีวศึกษาในสาขาที่ขาดแคลน
12. ศูนย์ฝึกทักษะฝีมืออัจฉริยะ ในทุกภูมิภาคเพื่อฝึกทักษะฝีมือครู นักเรียน ประชาชน
13. “กองทุนอาชีวะสตาร์ทอัพ” เพื่อมีเงินทุนตั้งต้นส่งเสริมให้นักเรียนอาชีวะไปเป็นผู้ประกอบการ
14. มหาวิทยาลัยให้บริการเรียนรู้ตลอดชีวิต และรองรับสังคมผู้สูงอายุ ฝึกทักษะใหม่ให้คนทำงาน
15. “โรงเรียนของเรา ชุมชนของเรา” โดยใช้การกระจายอำนาจ เพิ่มการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองและชุมชนท้องถิ่นในการจัดการศึกษาของโรงเรียน

ทั้งหมดล้วนเป็นนโยบายที่ทันสมัย และเปี่ยมด้วยวิสัยทัศน์ แต่จะทำได้จริงมากน้อยแค่ไหน ต้องติดตามชม

คำมั่นจากมาร์ค “คืนครูให้นักเรียน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/359213?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คำมั่นจากมาร์ค “คืนครูให้นักเรียน”

วันที่ 17 มกราคม 2562 – 11:17 น.
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ,ประชาธิปัตย์,ครู,นักเรียน
เปิดอ่าน 139 ครั้ง

ถือฤกษ์วันครู 16 มกราคม 2562 ประกาศนโยบาย 4 ข้อ “ยกระดับครูไทย” ด้วยการคืนครูให้นักเรียน ยกเลิกทำหน้าที่ธุรการ เดินหน้าสอนอย่างเดียว

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงนโยบายด้านการศึกษาว่า พรรคให้ความสำคัญในเรื่องของการศึกษา เรื่องของการพัฒนาคน และอยากจะย้ำว่านโยบายที่พรรคประชาธิปัตย์ได้แถลงไปทั้งหมดท้ายที่สุดแล้วก็จะไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ถ้าหากว่าเราไม่สามารถช่วยกันยกระดับคุณภาพชีวิตของครู หรือช่วยให้ครูสามารถที่จะปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
วันนี้ทุกข์ของครูทั่วประเทศ ประการที่หนึ่ง เรื่องของภาระหน้าที่หลายอย่าง ที่ไม่ได้มีส่วนช่วยให้การดูแลลูกหลานของเรา หรือภารกิจในเรื่องการเรียนการสอนดีขึ้น ครูยังคงมีงานธุรการงานที่เกี่ยวข้องกับการประเมินงานที่จำเป็นจะต้องทำเพื่อความก้าวหน้าในทางวิชาชีพจำนวนมาก ซึ่งใช้เวลาของครูไปแล้วก็ทำให้ครูซึ่งนอกจากจะมีภารกิจ มีทุกข์ ยังเป็นตัวบั่นทอนความสำคัญและเวลาที่ครูจะมีให้แก่ลูกหลานของเราในเรื่องของการเรียนการสอน

ประการที่สอง ระบบของการบริหารจัดการเกี่ยวกับการศึกษากลับกลายเป็นการบริหารที่มีการรวมศูนย์มากขึ้น มีความสลับซับซ้อนมากขึ้น โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ออกคำสั่งนำผู้ว่าราชการจังหวัดทับซ้อนโครงการทางการศึกษาเดิม ยิ่งทำให้การทำงานของครูลำบาก ล่าช้า ในขณะที่ความเปลี่ยนแปลงของโลกเกิดขึ้นรวดเร็ว

ทั้งนี้พรรคประชาธิปัตย์ขอย้ำว่า ถ้าเราได้มีโอกาสเข้าไปบริหารงานทางด้านการศึกษา นโยบายที่สำคัญของเราในการที่จะแก้เรื่องเหล่านี้ทั้งหมดก็จะประกอบไปด้วย 1.สานต่อนโยบาย “คืนครูให้นักเรียน” ซึ่งหมายถึงการจ้างบุคลากรมาช่วยแบ่งเบางานธุรการและงานอื่นๆ ของครู รวมถึงเราจะลดภาระเกี่ยวกับการรายงาน ประเมินต่างๆ การทำวิทยฐานะเพื่อความก้าวหน้าทางวิชาชีพ ตรงนี้เป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยปลดปล่อยเวลาที่ครูสูญเสีย เพื่อนำเวลานั้นมาให้ความรู้แก่ลูกหลานของเรา

2.เน้นกระจายอำนาจมากกว่าในอดีต ต้องลงถึงระบบโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นการให้โรงเรียนตัดสินใจบริหารงบประมาณ สร้างทรัพยากรให้สอดคล้องกับความต้องการของพื้นที่มากขึ้น สร้างหลักสูตรที่สามารถปรับให้สอดคล้องกับความต้องการในชุมชนและท้องถิ่นได้มากขั้น ซึ่งการกระจายอำนาจตรงนี้จะเป็นอีกมาตรการที่สำคัญให้ครูได้ทำงานได้เต็มที่มากขึ้น

3.เพิ่มผลตอบแทนและสิทธิประโยชน์ของครู ซึ่งต้องสอดคล้องกับการเป็นวิชาชีพชั้นสูง การมีระบบบัญชีเงินเดือนที่มีความก้าวหน้าโดยผูกโยงกับผลสัมฤทธิ์ในการปฏิบัติหน้าที่ของครู ซึ่งคือการวัดการพัฒนาในตัวเด็กนักเรียน หากระบบนี้เข้ามาพรรคมั่นใจจะทำให้ครูมีแรงจูงใจในการทำหน้าที่ได้ดีขึ้น และยังเป็นตัวกระตุ้นที่สำคัญทำให้เด็กนักเรียนได้รับการพัฒนา

4.ต้องมีครูยุคใหม่ และดึงคนเก่งเข้าสู่วิชาชีพครูมากยิ่งขึ้น จนถึงเปิดช่องทางและแรงจูงใจให้บุคลากรที่มีความรู้ความสามารถสนใจประกอบอาชีพครู ทั้งหมดเป็นนโยบายของพรรคที่อยากนำเสนอในวันครูแห่งชาติ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการศึกษาและการแก้จน สร้างคน สร้างชาติของพรรคที่จะนำเสนอต่อประชาชนในการเลือกตั้งครั้งนี้
นโยบายทั้งสี่ข้อ คือการคืนครูให้นักเรียน คือการกระจายอำนาจ การเพิ่มผลประโยชน์ ผลตอบแทนและสิทธิประโยชน์ และการสร้างครูยุคใหม่ โดยดึงคนเก่งเข้ามาเป็นครู เป็นนโยบายที่พรรคประชาธิปัตย์อยากนำเสนอเนื่องในโอกาสวันครูแห่งชาติ เป็นส่วนสำคัญของนโยบายการศึกษา และเป็นส่วนสำคัญของการแก้จน สร้างคน สร้างชาติ ของพรรคประชาธิปัตย์ ที่จะนำเสนอต่อประชาชนในการเลือกตั้ง

แผนลับ “กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/359205?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

  แผนลับ “กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง”

วันที่ 17 มกราคม 2562 – 10:26 น.
คนเสื้อแดง,ฟอร์ด เส้นทางสีแดง,ไล่ประยุทธ์,คนอยากเลือกคั้ง,แกนนำเสื้อแดง,ทักษิณ ชินวัตร,พตททักษิณ ชินวัตร,Prayut​ Get Out,ไม่เลื่อนเลือกตั้ง,เลือกตั้ง,เลือกตั้ง 2562,สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ,พลังประชารัฐ,การเมืองไทย,พรรคการเมืองไทย
เปิดอ่าน 8,160 ครั้ง

19 ม.ค.นี้ ดีเดย์เกม “ไม่เลื่อนเลือกตั้ง” จะมากันมืดฟ้ามัวดินอย่างที่แกนนำวาดหวังไว้หรือไม่ ต้องรอดู เพราะงานนี้ฝ่ายความมั่นคงก็จับตาดูไม่กะพริบ

000 “และแล้วความเคลื่อนไหวก็ปรากฏ เป็นความงดความงามใช่ความชั่ว มันอาจขุ่นอาจข้นอาจหม่นมัว แต่ก็เริ่มจะเป็นตัวจะเป็นตน” วรรคทองของ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ เคยบันทึกเหตุการณ์ 14 ตุลา ผ่านบทกวี อย่างมีความหมาย แต่วันนี้ “แดงใหม่ไร้เดียงสา” และ “ซ้ายเก่าตกยุค” ยังวาดฝันวันฟ้าสีทอง เพียรปลุกระดมมวลชนหวังให้เกิด “14 ตุลา ภาค 2” มา 4 ปีแล้ว

          000 และแล้วความเคลื่อนไหวก็ปรากฏ กลเกม “ไม่เลื่อนเลือกตั้ง” กลาย “Prayut​ Get Out” โดยกลุ่มแดงอิสระ “ฟอร์ด เส้นทางสีแดง” ประกาศผ่านสื่อโซเชียล 19 มกราคม 2562 ดีเดย์ “ไล่ประยุทธ์” ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย “เตรียมเครื่องแบบ​มาใส่ เตรียมเสียง​มาไล่​ เตรียมโทรศัพท์​มา​ไลฟ์เฟซบุ๊ก​” กิจกรรม​นี้จะจัดทุกสัปดาห์   

          000 สื่อบางสำนักอาจมองข้าม “ฟอร์ด เส้นทางสีแดง” แต่ในข้อเท็จจริง “กำลังคน” ที่มาร่วมทำกิจกรรมกับ “จ่านิว” และ “โบว์” คือคนเสื้อแดงป้าๆ ลุงๆ ที่เกาะเกี่ยวอยู่กับฟอร์ด นอกจากนี้ “กลุ่มแดงตะวันตก” ได้แก่ ราชบุรี นครปฐม สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม ก็ยังหนุนช่วยอยู่ทุกนัดทุกกิจกรรม 

หมอพงษ์ศักดิ์ ไปพบทักษิณที่ลอนดอน

          000 ผู้นำมวลชนคนหนึ่งที่ต้องขยายความ “นพ.พงษ์ศักดิ์ ภูสิทธิ์สกุล” แกนนำแดงตะวันตก ซึ่งจบแพทยศาสตร์ มหิดล รุ่น 90 ปี 2527-28 ช่วงแดงทั้งแผ่นดิน “หมอพงษ์ศักดิ์” รับบท “ประธาน นปช.ราชบุรี” และเหนืออื่นใด หมอพงษ์ศักดิ์ได้รับความไว้วางใจจาก “ทักษิณ ชินวัตร” ให้มาช่วยงาน “พรรคไทยรักษาชาติ” รับผิดชอบแนวรบมวลชนตะวันตก

          000 ฝ่ายการเมืองหลายคนเริ่มกังขา “น้ำเสียง” ของ “พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์”  ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่พูดถึง “คนหน้าเดิม” และ “ชุดความคิดเก่าๆ” ซึ่งเคลื่อนไหวทำกิจกรรมทางการเมือง “มีสัญลักษณ์คล้ายคลึงกันกับสิ่งที่เกิดที่ผ่านมาในอดีต” คำว่า “ในอดีต” นั้นเป็นอย่างไร “บิ๊กแดง” คงอยากให้พิจารณาถึงเหตุการณ์พฤษภาคม 2553 

          000 สุดยอดนักการตลาด “เนวิน ชิดชอบ” ลงทุนจัดอีเวนต์เปิดตัวผู้สมัคร ส.ส.พรรคภูมิใจไทย 350 เขต ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต (สนามแข่งรถ) ทำเอาเมืองบุรีรัมย์คึกคัก เงินสะพัด เพราะผู้สมัคร ส.ส.จากทุกภาค ต่างก็พา “กองเชียร์” หรือ “หัวคะแนน” ติดตามมาด้วย ประเมินว่ามีจำนวนคนหลายหมื่นคนที่เข้ามาพักค้างในแผ่นดินปราสายสายฟ้า พ่อค้าแม่ค้ายิ้มรับทรัพย์ และที่แน่ๆ เสื้อบอลบุรีรัมย์ขายดีราวกับแจกฟรี

          000 งานนี้พิสูจน์บารมีของสองแม่ทัพใหญ่คือ “อนุทิน ชาญวีรกูล“ หัวหน้าพรรค และ “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” เลขาธิการพรรค ที่ชูคำขวัญ “บุรีรัมย์เหมือนเป็นบ้านเกิด” และเป็นแลนด์มาร์คที่อธิบายถึงความสำเร็จของพรรคภูมิใจไทย บรรดากองเชียร์จาก 350 เขต จะได้มาชม “บุรีรัมย์โมเดล” และนำกลับไปบอกเล่าให้คนในพื้นที่ของตนเองได้ฟัง จะว่าไปแล้วค่ายเนวินก็เปรียบเหมือน “พรรคท้องถิ่น” เพราะว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ร้อยละ 80 เป็น ส.จ. หรือ ส.ท.ระดับ “กุมฐานคะแนนหลักหมื่น” ดังนั้นการขายฝันบุรีรัมย์โมเดลนั้น ตรงกับกลุ่มเป้าหมายเป๊ะ

เนวิน ศักดิ์สยาม และอนุทิน สามเสือค่ายสีน้ำเงิน

          00 วันก่อน สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ นำทีมแกนนำพรรคพลังประชารัฐ เปิดตัวผู้สมัครส.ส.เมืองช้าง 7 เขต นำทีมโดย “เสี่ยเกิ๊ด”  ธีระทัศน์ เตียวเจริญโสภา อดีตส.ส.สุรินทร์หลายสมัย ดูหน้าตาทีมพลังประชารัฐ สุรินทร์ ส่วนใหญ่เป็นนักการเมืองท้องถิ่น คงสู้กระแสเพื่อไทยลำบาก แถมพรรคภูมิใจไทยหมายมั่นปั้นมือจะล้างแค้นจากคราวที่แล้ว “พ่ายพลังเสื้อแดง”

ธีระทัศน์ เตียวเจริญโสภา  และทีมงานพลังประชารัฐสุรินทร์

      000 นอกจาก “ธีระทัศน์” สนามเมืองช้าง พรรคพลังประชารัฐ คงแอบลุ้นที่เขต 3 “ผกามาศ เจริญพันธ์” ลูกสาวของ กรรณิการ์ เจริญพันธ์ อดีตส.ส.สุรินทร์ ที่เคยสังกัดพรรคมัชฌิมาประชาธิปไตย แต่พอพรรคถูกยุบ ก็ย้ายไปอยู่พรรคชาติไทยพัฒนา ในโควตา “เสธ.หนั่น”

ผกามาศ เจริญพันธ์ ผู้สมัคร ส.ส.เขต 3 สุรินทร์

           รอบนี้ กรรณิการ์ ตัดสินใจวันสุดท้ายหอบลูกสาวมาเปิดที่พรรค พปชร. ตระกูล “เจริญพันธ์” มีฐานเสียงอยู่ในเขต อ.สนม โดย นุรุทธิ์ หรือ สมศักดิ์ เจริญพันธ์ (สามี–กรรณิการ์) เป็นส.จ.เขตนี้มาหลายสมัย ก่อนจะได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ว.สุรินทร์ ปี 2557 

“ทักษิณ – สุดารัตน์” ลุยเต็มสูบ !!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/359202?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ทักษิณ – สุดารัตน์” ลุยเต็มสูบ !!

วันที่ 17 มกราคม 2562 – 09:57 น.
ทักษิณ ชินวัตร,คสช,สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์,ชัชชาติ สิทธิพันธุ์,เพื่อไทย,เลือกตั้ง
เปิดอ่าน 688 ครั้ง

คอลัมน์…  อินไซต์การเมือง   โดย…   นกน้อย บางนา

ในขณะที่ฝ่าย คสช.พยายามสกัด “ทักษิณ” ก็พยายามหาทางหนี

จากที่เคยเอา “ทักษิณ” มาหาเสียงชัดๆ แบบ “ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ” เมื่อโดนกติกาของ คสช.สกัด “ทักษิณ” จึงต้องคิดใหม่

ล่าสุด “ทักษิณ” โผล่มาในรูปแบบใหม่ ด้วยการทำ podcast รายการ “Good Monday” สวัสดีวันจันทร์

“ทักษิณ” มาแบบเนียนๆ ว่า “เสียดายเวลา 12 ปีที่อยู่ในต่างประเทศได้เห็นความเจริญและความล้าหลังของหลายประเทศในโลก ได้พูดคุยกับผู้นำประเทศทั้งปัจจุบันและอดีต ผู้นำทางธุรกิจ นักวิชาการ นักเทคโนโลยีทั่วโลก จึงอยากจะมาเล่าสู่พี่น้องคนไทยทุกคน”

ก่อนหน้านี้ฝ่าย คสช.ออกกติกามาสกัด “ทักษิณ” ไม่ให้มายุ่งเกี่ยวกับการเมืองโดยการเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ ทั้งที่เมื่อก่อน “พรรคทักษิณ” ตั้งแต่ยุคพรรคพลังประชาชนมาจนถึงพรรคเพื่อไทย ทักษิณยังเข้ามายุ่งเกี่ยวได้ โดยไม่มีกฎหมายเอาผิด และเมื่อถึงฤดูกาลเลือกตั้งก็สามารถนำทักษิณมาขายได้

รัฐธรรมนูญ มาตรา 45 จึงเขียนข้อห้ามไม่ให้ “บุคคลที่ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรค” เข้ามาครอบงำหรือชี้นำ และมาเขียนล็อกไว้อีกครั้งในกฎหมายพรรคการเมือง

กฎหมายพรรคการเมืองมาตรา 28 ระบุว่า ห้ามมิให้พรรคการเมืองยินยอมหรือกระทําการใดอันทําให้บุคคลอื่นซึ่งมิใช่สมาชิกกระทําการอันเป็นการควบคุม ครอบงํา หรือชี้นํา กิจกรรมของพรรคการเมืองในลักษณะที่ทําให้พรรคการเมืองหรือสมาชิกขาดความอิสระ ทั้งนี้ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือโดยทางอ้อม
มาตรา 29 ห้ามมิให้ผู้ใดซึ่งมิใช่สมาชิกกระทําการใดอันเป็นการควบคุม ครอบงํา หรือชี้นำกิจกรรมของพรรคการเมืองในลักษณะที่ทําให้พรรคการเมืองหรือสมาชิกขาดความอิสระ ทั้งนี้ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือโดยทางอ้อม

เรียกว่าบังคับทั้ง “พรรคการเมือง” และ “บุคคล” คือ ทั้งห้ามไม่ให้พรรคปล่อยให้มีคนมาทำและห้ามคนไม่ให้กระทำการดังกล่าว และมีลงโทษไว้ทั้งสองส่วนเช่นกัน และกำหนดบทลงโทษไว้ทั้งสองส่วน
บทลงโทษในส่วนตัวบุคคลมีโทษจำคุก 5-10 ปี และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสองแสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้น ส่วนบทลงโทษพรรค คือ “ยุบพรรค”
ก่อนหน้านี้ที่มีภาพและข่าวอดีตนายกฯ สองพี่น้อง “ทักษิณ” และ “ยิ่งลักษณ์” พบปะกับบรรดาแกนนำพรรคเพื่อไทย ก็มีปฏิกิริยาออกมาทั้งจาก กกต. และฝ่ายรัฐบาลโดย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ
เป็นกระแสออกมาว่าพรรคเพื่อไทยอาจจะถูกยุบพรรคเพราะทักษิณ ทำให้คนเพื่อไทยขวัญหนีดีฝ่อไปตามๆกัน

การออกมาของทักษิณคราวนี้ ทักษิณพูดถึงมุมมองทางเศรษฐกิจ สถานการณ์เศรษฐกิจโลก ไปจนถึงเรื่องเกี่ยวกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ในการดูแลสุขภาพ

ตามชื่อรายการ “Good Monday” ทักษิณ บอกว่า “ถ้าวันจันทร์ไหนผมว่าง ผมจะมาพูดกับพี่น้องสักครั้งหนึ่ง อาจจะเป็นจันทร์เว้นจันทร์ หรือว่าบางจันทร์ก็อาจจะติดกันแล้วแต่นะครับ จะพยายามเล่าอะไรให้ฟังให้เป็นความรู้ดีกว่านะครับ เรื่องที่ไม่สร้างสรรค์ก็ไม่ค่อยอยากเสียเวลาพูด เราพูดกันแต่เรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อชีวิตพวกเราดีกว่า”

เวลา 12 นาทีเศษที่พูดผ่านรายการ ทักษิณไม่พูดถึงเรื่องการเมืองสักคำ แต่ใครๆ ก็รู้ดีว่า นี่คือ อีกย่างก้าวทางการเมืองครั้งสำคัญของ “ทักษิณ” ที่มีเป้าหมายเรียกคะแนนเสียงให้พรรคเพื่อไทย

ในขณะที่เพื่อไทยกำลังเดินหน้าเต็มสูบไปสู่การเลือกตั้ง ถึงแม้ว่าจนถึงล่าสุดจะยังไม่มีการประกาศวันเลือกตั้งใหม่ออกมาชัดๆ หลังจากที่น่าจะแน่นอน 100 เปอร์เซ็นต์แล้วว่า วันที่ 24 กุมภาพันธ์ จะยังไม่มีการเลือกตั้ง

แม้พรรคเพื่อไทยยังไม่ประกาศนโยบายออกมา แต่ก็เห็นชัดเจนว่า “จุดขาย” ในการเลือกตั้งครั้งนี้ของพรรคเพื่อไทยคือ เรื่องเศรษฐกิจที่เป็น “จุดอ่อน” ของรัฐบาล คสช.

พรรคเพื่อไทยเริ่มต้นปูกระแสมาตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคม โดยแคมเปญที่ตอกย้ำความรู้สึกของประชาชน “ล้าหลัง ถดถอย ยากจน และ สิ้นหวัง”

ปลายเดือนธันวาคม ใช้กระแสความฮอตในโลกโซเชียลของ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” มาช่วยตอกย้ำ ด้วยการให้ “ชัชชาติ” โชว์วิสัยทัศน์ด้านเศรษฐกิจ

หลังปีใหม่เป็นต้นมา การปูพรมลงพื้นที่ของ “สุดารัตน์” เน้นที่เศรษฐกิจเป็นหลัก

“อยู่กับเรากระเป๋าตุง อยู่กับลุงกระเป๋าแฟบ” เป็นวาทกรรมที่สุดารัตน์เปิด และเพื่อไทยก็ตอกย้ำคำนี้ มีการนำขึ้นเป็นฉากบนเวทีหาเสียง จนกลายเป็นคำแสลงหูฝ่ายตรงข้าม ล่าสุด “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” แกนนำพรรคพลังประชารัฐ ถึงกับออกมาตอบโต้จนเกิดวิวาทะกับ “คุณหญิงหน่อย”

ในส่วนของ “คุณหญิงหน่อย” นับวันภาพยิ่งฉายชัดว่า เธอนี่แหละคือ “เบอร์หนึ่ง” ของพรรคเพื่อไทยที่จะไปชิงตำแหน่งนายกฯ

ขณะ “คุณหญิงหน่อย” ลงพื้นที่ ก็มีการปั่นกระแส “นายกฯ หญิง”
แม้ก่อนหน้าจะมีกระแส “รัฐมนตรีที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี” ของชัชชาติโผล่ขึ้นมา แต่ดูจากภาพการลงพื้นที่ ดูจากความหนาแน่นของประชาชนในแต่ละเวทีปราศรัยที่เกิดจากการทำงานของคนในพื้นที่ นาทีนี้ไม่มีที่จะไม่ใช่ “คุณหญิงหน่อย” แล้ว

“คุณหญิงหน่อย” ย้ำในทุกเวทีที่ไป ขอให้เลือกพรรคเพื่อไทยให้เกิน 250 เพื่อเอาชนะฝ่าย คสช.ที่มีเสียง 250 ส.ว.ตุนอยู่ในกระเป๋าแล้ว

เป้าหมายเพื่อไทยครั้งนี้คือ “แลนด์สไลด์”

จะสำเร็จหรือไม่ ต้องรอดูตอนท้าย แต่ตอนนี้ “ทักษิณ-สุดารัตน์” ลุยเต็มสูบแล้ว !!

ปากน้ำโพ “ทัวร์ถาวรฟาร์ม” ชน “น้องเบลล์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/359200?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ปากน้ำโพ “ทัวร์ถาวรฟาร์ม” ชน “น้องเบลล์”

วันที่ 17 มกราคม 2562 – 09:46 น.
ภิญโญ นิโรจน์
เปิดอ่าน 7,963 ครั้ง

คอลัมน์… สังเวียนเลือกตั้ง…ช้างชนช้าง

ยังไม่ได้หาเสียงกันเต็มที่แต่สีสันสนามเลือกตั้งนครสวรรค์พลันบังเกิด เมื่อสาวสวยระดับนางแบบประกาศตัวลงสมัคร ส.ส.เขต 1  เรียกเสียงฮือฮาไปทั่วประเทศ ลำพังปี 2554 “ภิญโญ นิโรจน์“ ชนกับ “สงกรานต์ จิตสุทธิภากร” ก็สุดสูสีบี้กันจนวันสุดท้าย

ความน่าสนใจประการหนึ่งของสนามนครสวรรค์คือนักการเมืองรุ่นใหญ่ 2 คน จับมือกันลงสนามในสีเสื้อพรรคพลังประชารัฐ คือ ภิญโญ นิโรจน์ ลงเขต 1 และวีระกร คำประกอบ ตระกูลการเมืองเก่าแก่ของปากน้ำโพ ลงเขต 2

สำหรับพื้นที่เขต 1 ปากน้ำโพ ส่วนใหญ่อยู่ใน อ.เมืองนครสวรรค์ พ่วงบางตำบลของ อ.เก้าเลี้ยว และอ.ลาดยาว

“ภิญโญ นิโรจน์”  ทายาทของ ถาวร นิโรจน์ เจ้าของกิจการรถโดยสายเหนือ “ถาวรฟาร์ม” ซึ่งตระกูล “นิโรจน์” ยึดการเมืองท้องถิ่นมายาวนาน ก่อนที่ภิญโญ จะลงเล่นการเมืองระดับชาติจนได้เป็น ส.ส.นครสวรรค์หลายสมัย และเป็นรัฐมนตรี

แม้จะพ่ายมังกรหนุ่ม “สงกรานต์” มาสองสมัย แต่มังกรเฒ่า “ภิญโญ” ก็ขอสู้อีกครั้ง คราวนี้หอบหิ้วลูกสาวออกมาหาเสียงช่วย เพราะอดีตส.ส.นครสวรรค์ บรรยิน ตั้งภากรณ์ ในฐานะแม่ทัพเพื่อไทยปากน้ำโพ ส่งลูกสาว “เบลล์” บุษญา ตั้งภากรณ์ ลงสนาม

“เบลล์ บุษญา” วัย 29 ปี จบจากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เกี่ยวกับแฟชั่นดีไซเนอร์ มีแบรนด์เสื้อผ้าเป็นของตนเอง รวมถึงเคยผ่านงานด้านธุรกิจออนไลน์อีกด้วย

เบลล์เติบโตมาในครอบครัวผู้แทนฯ  จึงกลายเป็นการปลูกฝังดีเอ็นเอการเมืองโดยไม่รู้ตัว สำหรับวันนี้ เธอพร้อมจะใช้ความรู้ร่วมสมัยเพื่อต่อยอดพัฒนาจากคนรุ่นก่อน

ถ้าส่องเฟซบุ๊กของเบลล์ จะรู้ว่าเธอไม่ปิดบังอำพรางจุดยืนและอุดมการณ์ “ไม่เอาเผด็จการทหาร” ในความเป็นลูกสาวนักการเมืองคนหนึ่ง เบลล์มีเส้นทางเดินที่น่าสนใจมากทีเดียว

ว่ากันตามตรง เขต 1 เมืองนครสวรรค์ ไม่ใช่ฐานเสียงของ “เสี่ยบรรยิน” แต่การส่งลูกสาวลงสนามก็หวังเก็บคะแนนจากคนรุ่นใหม่ที่ไม่ชอบรัฐบาล คสช.

คู่ชนตัวจริงของภิญโญ ค่าย พปชร. คือ “สงกรานต์ จิตสุทธิภากร” ลูกชายเจ้าของโรงหล่อเหล็กในตลาดปากน้ำโพ

ก่อนจะเล่นการเมือง “สงกรานต์” ผู้จัดการบริษัท เดชชัยรับเบอร์ จำกัด ซึ่งทำธุรกิจเกี่ยวกับการผลิตลูกยางสีข้าว สำหรับใช้ในโรงสีข้าวขนาดใหญ่ทั่วประเทศและส่งออกไปต่างประเทศเกือบสิบประเทศทั่วโลก
สงกรานต์สวมเสื้อประชาธิปัตย์ ลงสนามเลือกตั้งแต่ปี 2538 ประสบความพ่ายแพ้ 4 ครั้ง แต่ไม่ท้อขอสู้ต่อจนสมหวังได้เป็น ส.ส.สมัยแรกปี 2550 เนื่องจาก “กระแสพรรค ปชป.” ดีมากในเขตตัวเมือง

เลือกตั้ง 2562 ภิญโญ นิโรจน์ อาจโชคดีที่ได้ 1 ตำบลจาก อ.ลาดยาว มาช่วยเพิ่มแต้มให้จากการแบ่งเขตของ กกต. ซึ่ง วีระกร คำประกอบ อาจช่วยได้ เพราะลาดยาวนั้นเป็นฐานเสียงของตระกูลคำประกอบมาแต่รุ่นพ่อ (สวัสดิ์ คำประกอบ)

ระดับสิงห์เฒ่า-ภิญโญ และวีระกร ต้องลง ส.ส.เขต ถือว่าศึกครั้งนี้มีเดิมพันสูง และเหนืออื่นใดทายาทถาวรฟาร์มต้องทำศึกล้างตามังกรหนุ่มค่ายเสื้อสีฟ้าให้ได้

ทักษิณ กำหนดเกมรุก! รบคสช.ทุกรูปแบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/359197?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ทักษิณ กำหนดเกมรุก! รบคสช.ทุกรูปแบบ

วันที่ 17 มกราคม 2562 – 08:57 น.
รักแผ่นดิน,ฅนไทย,ทักษิณ ชินวัตร,คสช,เลือกตั้ง
เปิดอ่าน 5,402 ครั้ง

คอลัมน์… รักแผ่นดิน โดย… ฅนไท

การประกาศจัดรายการ good monday ทาง social media ของทักษิณ ชินวัตร ผู้บงการพรรคการเมืองในเครือข่ายตรงข้ามกับคสช. และการรุกคืบของ “คนอยากเลือกตั้ง” ที่มีการใช้จังหวะเคลื่อนอันสอดประสานกัน กำลังจะกลายเป็น 2 ชนวนในการจุดการเมืองไทยให้ร้อนแรงที่สุดนับตั้งแต่หลังการยึดอำนาจ เมื่อ 22 พฤษภาคม 2557

คนอยากเลือกตั้ง คือกลุ่มเดิม ที่ตั้งขึ้นมาต่อต้าน คสช. ซึ่งใช้ชื่อ กลุ่ม24 มิถุนา มาก่อน และจากการเคลื่อนไหวที่ไม่มีพลังในนามกลุ่มเดิม ได้เปลี่ยนชื่อใหม่มาเคลื่อนไหวในนาม “คนอยากเลือกตั้ง” ซึ่งมีความเคลื่อนไหวมาเป็นระยะและมีสายสัมพันธ์ที่โยงใยกับพรรคการเมืองบางพรรคที่อยู่ตรงข้ามกับคสช.

เพียงแต่ประเด็นความไม่ชัดเจนในการกำหนดวันเลือกตั้งที่ต้องรับผิดชอบร่วมกันระหว่างรัฐบาลและกกต. ทำให้การเคลื่อนไหวของคนกลุ่มนี้เสียงดังมากขึ้นในสังคม ผสมกับการออกมาตอบโต้ ของทั้งหัวแถวอย่างนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รองนายกรัฐมตรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และผู้บัญชาการทหารบก พลเอกอภิรัชต์ คงสมพงษ์ ทั้งๆ ที่รู้ ว่าเจตนาของกลุ่มต่อต้านเพื่อ “ยั่วยุ” ให้เป็นประเด็นร้อน และเมื่อตอบโต้กันไปกันมา ทั้งที่คนมาร่วมเรียกร้องมีเพียงหยืบมือเดียว แต่ในยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนมวลชน เมื่อผู้มีอำนาจ “กระโจน” ลงมา “วิสาสะ” ด้วยจะทำให้การเคลื่อนไหวของมวลชนจะโตแบบก้าวกระโดด เพื่อสั่งสมกำลังโค่นอำนาจรัฐ

สอดรับกับการจัดรายการ Good Monday ของทักษิณ ชินวัตร ที่เป้าหมายมีอยู่ 2 เรื่องหลัก คือเป็นกลไกในการช่วยหาเสียงให้พรรคเครือข่าย และเสริมพลังมวลชนในการโค่นล้มคสช.

การเตรียมจัดรายการของ ทักษิณ ชินวัตร มิใช่เป็นความบังเอิญ แต่เป็นการเตรียมการและวางแผนไว้ตั่งแต่ก่อนเปิดศักราชใหม่ เลือกวันที่ 21 มกราคม เป็นวันเริ่มต้น เพราะเป็นแผนเดิมที่ทำตาม time line ที่รัฐบาล และ กกต.วางไว้เดิมว่าหากเลือกตั้ง 24 กุมภาพันธ์ 2562 จะมีการรับสมัคร ส.ส. ในระหว่างวันที่ 14-18 มกราคม หลังจากนั้นศึกการหาเสียงจะระเบิดขึ้น ทักษิณ ชินวัตร และทีมงานจึงกำหนดเปิดตัว Good Monday หลังการรับสมัครส.ส.

แต่ถึงแม้ time lineการเลือกตั้งจะเปลี่ยนไป แต่ความพร้อมที่เตรียมไว้ เกิดขึ้นแล้ว จึงต้องเดินหน้าด้วยหวังว่า Good Monday จะเป็นการ “กำหนด “วาระ”หรือประเด็นทางการเมือง ที่ทั้ง รัฐบาล คสช.และสื่อมวลชน ต้องหันมาเล่นเกมที่ทักษิณ กำหนด และนั่นคือโอกาสที่สังคมไทยจะพ่ายแพ้ “ระบอบทักษิณ”อีกครา!