เพื่อไทยรุกต่อปม “หมูแพง” ทำรัฐบาลคอพาดเขียง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/500794

12 ม.ค. 2565 |11:49 น.

เพื่อไทยรุกต่อปม "หมูแพง"  ทำรัฐบาลคอพาดเขียง

ระวังหมูหก เพื่อไทยรุกต่อปม “หมูแพง” จับรัฐบาลคอพาดเขียง ทั้งอภิปรายไม่ไว้วางใจ และดาบสุดท้ายยื่นให้ปปช.ดำเนินคดี

การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสอหิวาต์แอฟริกาในสุกร  น่าจะเกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2563 ตามข้อมูลที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ขออนุมัติงบกลางจากนายกรัฐมนตรี เป็นค่าใช้จ่ายในการกำจัดและชดใช้ราคาสุกรให้แก่เกษตรกรที่สุกรได้ล้มตายและถูกทำลายที่อ้างว่าเพื่อการป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร ถูกพรรคเพื่อไทยตั้งข้อสังเกตว่าขัดแย้งกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น สุกรป่วยตายต้องถูกทำลายจำนวนมาก แสดงว่าต้องเกิดการระบาดของโรค แต่รัฐบาลกลับปกปิดข้อมูลมาโดยตลอด แม้ภาคีคณบดีคณะสัตวแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทยได้มีหนังสือถึงอธิบดีกรมปศุสัตว์ แจ้งว่าได้มีการตรวจพบเชื้ออหิวาต์แอฟริกาในซากสุกร แต่กรมปศุสัตว์ก็ปฏิเสธตลอดมา

เพื่อไทยรุกต่อปม "หมูแพง"  ทำรัฐบาลคอพาดเขียง

การออกมายอมรับว่ามีการตรวจพบเชื้ออหิวาห์แอฟริกาโดยอธิบดีกรมปศุสัตว์เมื่อวานนี้ทำให้พรรคเพื่อไทยออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลรีบดำเนินการตรวจสอบและประกาศข้อเท็จจริงให้ประชาชนทราบโดยเร็ว เพื่อให้การควบคุม ป้องกันโรคสามารถทำได้อย่างรวดเร็วและไม่ขยายวงกว้างไปมากกว่านี้ ขณะเดียวกันต้องมีมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรรายย่อยให้เหมาะสมและสามารถประกอบอาชีพต่อไปได้ นี่แสดงให้เห็นว่า การประกาศวาระแห่งชาติเรื่องแผนรับมือโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรตั้งแต่ปี 2562 ล้มเหลว อย่างสิ้นท่า แต่ก็น่าแปลกใจว่า แม้หลักฐานต่างๆจะบ่งชี้ แต่นายกรัฐมนตรี ก็ยังให้โอกาศอธิบดีกรมปศุสัตว์ 

คำถามที่พุ่งตรงไปยังเจ้ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์  และกรมปศุสัตว์ คือปกปิดข้อเท็จจริงการระบาดด้วยเหตุผลใด ใช่การเอื้อประโยชน์ให้ผู้ส่งออกสุกรรายใหญ่หรือไม่ 

เพื่อไทยรุกต่อปม "หมูแพง"  ทำรัฐบาลคอพาดเขียง
ทั้งหมดนี้พรรคเพื่อไทยวางหมุดหมายตรวจสอบไว้ เริ่มตั้งแต่สัปดาห์หน้า ประเดิมด้วยการยื่นกระทู้ถามในสภา ตามด้วยการอภิปรายโดยไมมีการลงมติ  ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจในสมัยประชุมหน้า  ปิดท้ายด้วยการยื่นต่อปปช.เพื่อดำเนินคดี  เป็นไทม์ไลน์ที่น่าลุ้น ก่อนถึงเวลาต้องพิจารณาวาระ8 ปีการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในเดือนสิงหา และต้องไม่ลืมว่ากฎหมายลูกว่าด้วยเลือกตั้งใหม่จะผ่านการพิจารณาจากรัฐสภาปลายเดือนนี้

จากหมูแพงมาถึงหมูติดโรคASF ขอบอกงานนี้ เก้าอี้อธิบดีปศุสัตว์ยังเหนียว  

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/500730

ขุนเกษตรพิเรน

11 ม.ค. 2565 |21:00 น.

จากหมูแพงมาถึงหมูติดโรคASF ขอบอกงานนี้ เก้าอี้อธิบดีปศุสัตว์ยังเหนียว  

การที่อธิบดีปศุสัตว์ ยกคณะ นักวิชาการ ยอมรับวันนี้ว่ามีหมูติดเชื้อ โรคASF คือ การเดินทางมาถึงทางตัน ไปต่อไม่ได้ หมูตายแทบทั้งระบบ เจอวิกฤตอาหารแพงมากระทืบซ้ำ บอกได้เลยว่า…แค่หาทางลงเพื่อเตรียมเซ็ท ระบบใหม่ ติดตามในเจาะประเด็นร้อน โดย ขุนเกษตรพิเรน

เลียบเลาะถนนพญาไท ตามหาของดีที่กรมปศุสัตว์ ด้วยความอยากรู้
อธิบดีกรมปศุสัตว์ นส.พ.สรวิศ ธานีโต หรืออธิบดีไก่ ที่หลายคนคาดหมาย วันนี้อาจจะไม่รอดจากกรณีโรคระบาดอหิวาต์แอฟริกาในสุกร สื่อหลายสำนักฟันธงอธิบดีไก่จะไปพร้อมกับหมู

สุดท้ายครม.วันนี้เงียบสงบ มีเพียงนายกฯที่บอกว่ากำลังตรวจสอบเรื่องนี้กันอยู่ 


หลายคนถามกันให้แซดอธิบดีปศุสัตว์ห้อยหลวงพ่ออะไร

คาดเดากันต่างๆนานา อธิบดีหนุ่มโสด ห้อยหลวงพ่อเฉลิมชัยหรือไม่

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ ในฐานะประธานคณะทำงานด้านวิชาการป้องกัน ควบคุม และกำจัดโรค ASF ในสุกรแถลงข่าว นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ ในฐานะประธานคณะทำงานด้านวิชาการป้องกัน ควบคุม และกำจัดโรค ASF ในสุกรแถลงข่าว

“ขุนเกษตรพิเรน” บอกได้เลย  เหนียวจริง เอากันแบบชัดๆทุกครั้งที่มีการลืออธิบดีไก่จะโดนเด้ง มีหลวงพ่อดีเป่าออกจากครม.ให้ทุกครั้ง ระดับนี้ไม่ใช่แค่พระรอดรางปืนหรือขุนแผนแสนสะท้าน แต่ว่ากันว่าระดับพระนางพญา

ก่อนอื่นลองย้อนดูประวัติรับราชการก่อนจะมาเป็นอธิบดีกรมปศุสัตว์ ผ่านการเป็นปศุสัตว์จังหวัดราชบุรีและนครปฐมมาแล้ว ธรรมดาที่ไหน คุมเมืองหลวงของหมูจะมาเด้งเพราะเรื่องหมูๆก็ให้มันรู้ไป

คณะทำงานด้านวิชาการฯ แถลงพบ ASF ในสุกรจากโรงฆ่าจังหวัดนครปฐมคณะทำงานด้านวิชาการฯ แถลงพบ ASF ในสุกรจากโรงฆ่าจังหวัดนครปฐม

คนอื่นรอเสียบ รอลุ้น อธิบดีจะเด้งหรือไม่ แต่อธิบดีกรมปศุสัตว์ควงนักวิชาการด้านสัตวแพทย์ เรียงหน้าแถลงข่าวใหญ่ ตรวจพบเชื้ออหิวาต์แอฟริกาในสุกร หรือ ASF จากผลการวิเคราะห์ตัวอย่างในเบื้องต้นจากจำนวนทั้งหมด 309 ตัวอย่าง พบผลวิเคราะห์เป็นลบจำนวน 308 ตัวอย่าง และพบผลบวกเชื้อ ASF เพียง 1 ตัวอย่างเท่านั้น จากตัวอย่างพื้นผิวสัมผัสบริเวณโรงฆ่าสัตว์แห่งหนึ่งที่มาจากจังหวัดนครปฐม

เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเกินความคาดหมาย คนรู้กันทั้งบ้านทั้งเมือง การแถลงข่าววันนี้อธิบดีกรมปศุสัตว์หนีบเอาอาจารย์มหาวิทยาลัยชื่อดัง ภาคีต่างๆ รวมไปถึงสัตวแพทยสภาเข้าร่วมเฟรม

เมื่อวันที่ 11 ม.ค.65 คณะทำงานด้านวิชาการฯนำโดยอธิบดีกรมปศุสัตว์  แถลงพบ ASF ในสุกรจากโรงฆ่าจังหวัดนครปฐมเมื่อวันที่ 11 ม.ค.65 คณะทำงานด้านวิชาการฯนำโดยอธิบดีกรมปศุสัตว์ แถลงพบ ASF ในสุกรจากโรงฆ่าจังหวัดนครปฐม

ถ้าจะให้เจาะทะลวงประตูกรมปศุสัตว์  เรื่องนี้ขอบอก   รู้กันทั้งบาง คนเลี้ยงก็รู้ นักวิชาการก็รู้ มีหรือภาครัฐจะไม่รู้ การยอมรับวันนี้ว่ามี ASF คือ การเดินทางมาถึงทางตัน ไปต่อไม่ได้ หมูตายแทบทั้งระบบ เจอวิกฤตอาหารแพงมากระทืบซ้ำ ไล่เลียงกันตามตรง “ขุนเกษตรพิเรน” บอกได้เลยว่า…แค่หาทางลง งบประมาณไม่มีจ่าย นี่คือ การเซ็ตระบบการเลี้ยงหมูของไทยใหม่ทั้งหมด รายย่อยตาย รายใหญ่บางรายพังพินาศ รอดได้แค่ระดับบิ๊กเท่านั้น

ใครได้ประโยชน์จากการประกาศ ASF ดูไม่ยาก แต่คนเสียประโยชน์ก็ชัดยิ่งกว่าชัด ทุกวิกฤตของเกษตรกรคือโอกาสของภาครัฐและการเมืองเสมอ

“ขุนเกษตรพิเรน” บอกเลยเรื่องนี้ห้ามกระพริบตา

ศึกสะพานสูง “นาถยา เบ็ญจศิริวรรณ” กลับมาท้าชิงแชมป์ค่ายธรรมนัส

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/500722

11 ม.ค. 2565 |20:04 น.

ศึกสะพานสูง "นาถยา เบ็ญจศิริวรรณ" กลับมาท้าชิงแชมป์ค่ายธรรมนัส

เลือดไหลออกนานแล้ว “นาถยา เบ็ญจศิริวรรณ” เลือกสวมเสื้อไทยสร้างไทยทวงเก้าอี้คืน ขอพึ่งคุณหญิงหน่อย สู้ประสิทธิ์ มะหะหมัด ค่ายธรรมนัส คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

เลือกทางสายใหม่ “นาถยา เบ็ญจศิริวรรณ” อดีต ส.ส.กทม. 2 สมัย ลาค่าย ปชป. ซบค่ายไทยสร้างไทย หลังประเมินกระแสแล้ว อยู่ค่ายเก่าหาเสียงลำบากแน่

สังเวียนสะพานสูง “นาถยา เบ็ญจศิริวรรณ” ต้องเจอ ส.ส.รุ่นใหญ่ ประสิทธิ์ มะหะหมัด สายตรงธรรมนัส มินับทีมงานคนรุ่นใหม่เพื่อไทย

พายุลุงตู่สงบแล้ว “นาถยา เบ็ญจศิริวรรณ” วาดหวังในบารมีเจ้าแม่เมืองหลวง ที่มีฐานเดิมอยู่ฝั่งตะวันออก จะพาเข้าสภาฯอีกสมัย

เป็นข่าวมานานนับสัปดาห์แล้ว กรณี นาถยา เบ็ญจศิริวรรณ หรือ นาถยา แดงบุหงา อดีตส.ส.กทม. เขตสะพานสูง ได้ยื่นใบลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ และมาเปิดตัวเป็นสมาชิกพรรคไทยสร้างไทย เมื่อเช้าวันที่ 11 ม.ค.2565

นาถยา เบ็ญจศิริวรรณ เปิดตัวสวมเสื้อ ปชป.ลงสนามการเมืองปี 2548 สมัคร ส.ส.เขตสะพานสูง แต่ได้ได้รับเลือกตั้ง ต่อมา ปี 2550 ลงสนามอีก โดยเลือกตั้งแบบพวงใหญ่ นาถยาได้เป็น ส.ส.กทม.สมัยแรก ที่เขต 7 (ลาดพร้าว วังทองหลาง บางกะปิ บึงกุ่ม สะพานสูง)

ปี 2554 กลับมาเลือกแบบเขตเดียวเบอร์เดียว นาถยาลงสมัคร ส.ส.กทม.เขต 21 (สะพานสูง-ประเวศ) ได้รับเลือกเป็น ส.ส.กทม.สมัยที่ 2

เลือกตั้งสมัยที่แล้ว นาถยา เบ็ญจศิริวรรณ เกือบย้ายพรรค ดีแต่เจ๊นัน หรือ นันทพร วีรกุลสุนทร อดีต ส.ส.กทม.พรรคเดียวกัน โทรตามกลับมาได้ทันเวลาไปสมัคร ส.ส.

‘นาทีสุดท้าย’

มีเรื่องเล่าของ “นาถยา เบ็ญจศิริวรรณ” อดีต ส.ส.กทม. เมื่อการเลือกตั้งสมัยที่แล้ว เธอไปเจรจากับผู้ใหญ่พรรคภูมิใจไทยเรียบร้อยแล้ว ตกลงว่า จะไปเป็นแม่ทัพเมืองหลวงให้ค่ายสีน้ำเงิน แต่ก่อนถึงเส้นตายย้ายพรรค 26 พ.ย.2561 นาถยาก็เปลี่ยนใจกลับมาอยู่ ปชป. ตามคำร้องขอของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคสมัยนั้น

นัยว่า ภูมิใจไทยแจกข่าวไปแล้ว เตรียมเปิดตัวนาถยาในสีเสื้อใหม่ แต่นันทพร วีรกุลสุนทร อดีต ส.ส.กทม. พรรค ปชป.โทรศัพท์ไปตามเธอกลับมาคุยกับอภิสิทธิ์ จนได้ข้อสรุป เธอจึงแจ้งยกเลิกการแถลงข่าวกับภูมิใจไทย

อย่างไรก็ตาม ผลการเลือกตั้ง ส.ส.กทม.เขต 19 (สะพานสูง และประเวศ เฉพาะ 2 แขวง) สร้างความเจ็บปวดให้แก่ นาถยา เบ็ญจศิริวรรณ เป็นอย่างมาก เพราะเธอพ่ายผู้สมัคร ส.ส.ที่เพิ่งลงสนามใหญ่ และมีคะแนนเป็นรองผู้สมัครโนเนมจากพรรคอนาคตใหม่ และพรรคเพื่อไทย

ลองย้อนดูคะแนนเก่า ประสิทธิ์ มะหะหมัด พลังประชารัฐ ได้ 28,203 คะแนน, สุรกฤณ ลิมปรัทกาญจนา อนาคตใหม่ ได้ 23,554 คะแนน, วิตต์ ก้องธรนินทร์ เพื่อไทย ได้ 21,839 คะแนน และนาถยา แดงบุหงา หรือ “นาถยา เบ็ญจศิริวรรณ” ปชป. ได้ 16,284 คะแนน

เนื่องจากกระแสความสงบจบที่ลุงตู่ และกระแสพ่อฟ้า จึงทำให้พรรค ปชป. ประสบความล้มเหลวในเมืองหลวง ไม่ได้ ส.ส.แม้แต่คนเดียว

พลันที่คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แยกตัวออกจากเพื่อไทย มาตั้งพรรคไทยสร้างไทย นาถยาก็ให้ความสนใจ เนื่องจากชื่อเสียงคุณหญิงหน่อยในฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ ยังได้รับความนิยมจากประชาชน

ประกอบกับวันนี้ ปชป.ไม่ได้บริหารโดยอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ดังนั้น นาถยาจึงไม่มีอะไรค้างคาใจกับพรรคเก่า และขอเริ่มทำงานกับพรรคใหม่ในเขตสะพานสูง

‘เจอทีมธรรมนัส’

สำหรับการเลือกตั้งสมัยหน้า “นาถยา เบ็ญจศิริวรรณ” เลือกที่จะลงสมัคร ส.ส.เขตสะพานสูง ซึ่งเธอก็ต้องเจอคู่ปรับเก่า ประสิทธิ์ มะหะหมัด ส.ส.กทม.เขต 19 พรรคพลังประชารัฐ

ประสิทธิ์ มะหะหมัด เคยเป็น ส.ก.เขตสะพานสูง มาหลายสมัยในสีเสื้อไทยรักไทย และเพื่อไทย สมัยที่แล้ว ประสิทธิ์ตัดสินใจทิ้งเพื่อไทยมาสังกัดพลังประชารัฐ และได้เป็น ส.ส.สมัยแรก

ปัจจุบัน ประสิทธิ์ มะหะหมัด เป็นกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ ร่วมกับจักรพันธุ์ พรนิมิตร ที่ได้ชื่อว่าเป็นสายตรง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรค

ส่วนพรรคเพื่อไทย ปี 2562 คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ในฐานะประธานยุทธศาสตร์พรรคได้ส่ง วิตต์ ก้องธรนินทร์ ลงสมัคร ส.ส.เขตสะพานสูง และวิตต์ได้คะแนนมาเป็นอันดับ 3

คุณหญิงสุดารัตน์ และนาถยา ลงพื้นที่เขตสะพานสูงคุณหญิงสุดารัตน์ และนาถยา ลงพื้นที่เขตสะพานสูง

ตอนนี้ เพื่อไทยได้มอบให้ พลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ ส.ส.กทม. ในฐานะหัวหน้าทีมพลภูมิ ดูแลทีมการเมืองท้องถิ่น 3 เขตคือ คันนายาว,บึงกุ่ม และสะพานสูง โดยวางตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ก.ไว้แล้ว ด้านว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เขตสะพานสูง ของเพื่อไทย ยังไม่มีการเปิดตัว

ฝ่ายพรรคก้าวไกล ได้เปิดตัว ณัฐพงศ์ เปรมพูลสวัสดิ์ เป็นว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.กรุงเทพฯ เขตสะพานสูงเรียบร้อยแล้ว โดยพรรคสีส้มมีฐานคะแนนอนาคตใหม่ 2 หมื่นกว่าคะแนนจากเลือกตั้งหนที่แล้ว

หากมองใบหน้าคู่แข่งในการเลือกตั้งสมัยหน้า นาถยา เบ็ญจศิริวรรณ ในสีเสื้อไทยสร้างไทย ก็ไม่ได้ราบรื่นอย่างแน่นอน

เดือดทะลวงใต้ “เลือกตั้งซ่อมชุมพร-สงขลา” พรรคร่วมรัฐบาลร้าวลึก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/500690

11 ม.ค. 2565 |16:19 น.

เดือดทะลวงใต้ "เลือกตั้งซ่อมชุมพร-สงขลา" พรรคร่วมรัฐบาลร้าวลึก

สงครามศักดิ์ศรี “เลือกตั้งซ่อมชุมพร-สงขลา” พปชร.กางแผนที่ยึดใต้ตอนบน ส่วน ปชป.หวังปลุกศรัทธาคืนสู่ความยิ่งใหญ่ ต่างฝ่ายต่างแพ้ไม่ได้แม้แต่เขตเดียว คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

สมรภูมิเดือด “เลือกตั้งซ่อมชุมพร-สงขลา” สองพรรคร่วมรัฐบาล พลังประชารัฐและประชาธิปัตย์ จัดทัพหาเสียงราวเลือกตั้งทั่วไป

ต่างฝ่ายต่างแพ้ไม่ได้ “เลือกตั้งซ่อมชุมพร-สงขลา” เพราะผู้กองธรรมนัส มีแผนยึดปักษ์ใต้สมัยหน้า ส่วนเดชอิศม์ ขาวทอง ก็หวังรักษาฐาน ปชป.

ถอยไม่ได้อีกแล้ว “เลือกตั้งซ่อมชุมพร-สงขลา” พรรคเก่าแก่ผูกขาดสนามนี้มานานกว่า 20 ปี จับตาปราศรัยใหญ่ อุ้มชวน หลีกภัย ขึ้นเวทีอีกครั้ง

ค่ำวันที่ 10 ม.ค.2565 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ นำคณะ ส.ส.พลังประชารัฐ ขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่หาเสียงช่วยอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ ผู้สมัคร ส.ส.สงขลา เขต 6 ที่วัดเทพชุมนุม บ้านพรุ ต.บ้านพรุ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

ถ้อยวลี “ใจถึงพึ่งได้ รักคนใต้มากที่สุด” จากปากลุงป้อม กลายเป็นข่าวพาดหัวข่าวของสำนักข่าวออนไลน์ พร้อมประเด็นที่ว่า “เราไม่ใช่พรรคเฉพาะกิจ เราเป็นพรรคมาจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก และเราจะเป็นพรรคจัดตั้งรัฐบาลต่อไป..”

ก่อนหน้านั้น 1 วัน จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ยกทีมไปหาเสียงที่สงขลาเช่นกัน ตอนหนึ่งในการปราศรัยช่วยสุภาพร กำเนิดผล ผู้สมัคร ส.ส.สงขลา เขต 6 หัวหน้าพรรค ปชป.บอกว่า “อยากให้พี่น้องปลุกจิตวิญญาณพรรคประชาธิปัตย์กลับคืนมา ด้วยการลงคะแนนสนับสนุนผู้สมัครของพรรค ให้ประชาธิปัตย์ได้รับชัยชนะ”

เวทีปราศรัยของ ปชป.ที่สงขลาเวทีปราศรัยของ ปชป.ที่สงขลา

ดังที่ทราบ นักวิเคราะห์การเมืองมองว่า สนามเลือกตั้งภาคใต้ในสมัยหน้า จะมีการแข่งขันกันอยู่แค่ 3 พรรคคือ ประชาธิปัตย์, พลังประชารัฐ และภูมิใจไทย ฉะนั้น เลือกตั้งซ่อมหนนี้ จึงเสมือนการทดสอบกระแส และต่างก็แพ้ไม่ได้

‘ยึดประตูสู่ทักษิณ’

สังเวียน “เลือกตั้งซ่อมชุมพร-สงขลา” เฉพาะเขต 1 ชุมพร ตอนแรกๆ ดูเหมือนจะมีความไม่แน่ของฝ่ายพลังประชารัฐ เมื่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ยกทีมมาเปิดปราศรัยใหญ่ที่ อ.สวี ก็ทำให้ ชวลิต อาจหาญ ผู้สมัคร ส.ส.ของพรรค ถูกสภาน้ำชากาแฟกล่าวขวัญถึงมากขึ้น

ทนายแดงหรือ ชวลิต อาจหาญ มีประสบการณ์ทางการเมืองท้องถิ่นพอควร เคยเป็นนายก อบต.วิสัยใต้ อ.สวี ก่อนจะลงสมัคร ส.ส.ชุมพร เขต 1 พลังประชารัฐ ในปี 2562 แต่สอบตก

พล.อ.ประวิตร ขึ้นเวทีบอกรักคนใต้มากที่สุดพล.อ.ประวิตร ขึ้นเวทีบอกรักคนใต้มากที่สุด

เลือกตั้งซ่อมหนนี้ ทนายแดงได้อดีต ส.ส.ชุมพร 8 สมัยอย่าง ศิริศักดิ์ อ่อนละมัย ที่ลาออกจาก ปชป.มาช่วยเป็นพี่เลี้ยง และได้รับการสนับสนุนจากผู้กองธรรมนัสเต็มที่

ส่วน อิสรพงษ์ มากอำไพ อดีตเลขานุการนายก อบจ.ชุมพร เป็นหลานชายภรรยาของชุมพล จุลใส อดีต ส.ส.ชุมพร ซึ่งอิสรพงษ์ถูกวางตัวให้เป็นทายาททางการเมืองอดีต ส.ส.ลูกหมี

ทีมหาเสียง ปชป.จึงชูคำขวัญ รักลูกหมี เลือกอิสรพงษ์ หากบ้านใหญ่จุลใสพ่ายแก่ผู้กองธรรมนัส ก็เท่ากับว่าพลังประชารัฐ ยึดประตูสู่ทักษิณได้สำเร็จ

จากนั้น ผู้กองธรรมนัสก็คงกางแผนที่ยึดชุมพร, ระนอง, สุราษฏร์ธานี และนครศรีธรรมราช แทบจะไม่เหลือที่ยืนให้ ปชป.

‘ศึกบ้านใหญ่สงขลา’

สมรภูมิ “เลือกตั้งซ่อมชุมพร-สงขลา” เฉพาะเขต 6 สงขลา เป็นเกมวัดฝีมือแม่ทัพภาคใต้คนใหม่ของ ปชป. อย่างเดชอิศม์ ขาวทอง รองหัวหน้าพรรค และ ส.ส.สงขลา หากสอบผ่านคงเรียกศรัทธาแฟนคลับได้

ส่วน อนุกูล พฤกษานุศักดิ์ ผู้สมัคร ส.ส.ค่ายพลังประชารัฐนั้น เป็นนักธุรกิจรุ่นใหม่ ที่มีบิดาอนันต์ พฤกษานุศักดิ์ อดีตนายกเทศมนตรีเมืองสะเดา และอา พิทักษ์ พฤกษานุศักดิ์ ส.อบจ.สงขลา เขต อ.สะเดา เป็นลมใต้ปีก

อนันต์และพิทักษ์ ล้วนเป็นหัวคะแนนของ ถาวร เสนเนียม อดีต ส.ส.สงขลา เจ้าของพื้นที่เขต 6 และอนันต์ก็เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของศรีตรังโกลฟส์ และเจ้าของโรงรับจำนำหลายสิบแห่ง

ด้วยความพร้อมเช่นนี้ โบ๊ตหรืออนุกูล พฤกษานุศักดิ์ จึงหาเสียงชูความเป็นคนบ้านเรา คนพื้นที่ ไม่ได้ชูภาพประยุทธ์-ประวิตร และไม่ได้พูดถึงเรื่องนโยบายคนละครึ่ง และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

ขณะที่เดชอิศม์ ขาวทอง ที่ส่งภรรยา น้ำหอมหรือสุภาพร กำเนิดผล ลงสนามก็เน้นความเป็นผู้หญิงแกร่ง และจะสร้างประวัติศาสตร์การเมือง ด้วยการเป็น ส.ส.หญิงคนแรกของสงขลา

ด้านหนึ่ง สนามเลือกตั้งซ่อมเขต 6 สงขลา จะเป็นการวัดบารมีของบ้านใหญ่สะเดา คนพื้นที่ กับบ้านใหญ่รัตนภูมิ คนนอกพื้นที่ ซึ่งปัจจัยชี้ขาดแพ้ชนะน่าจะอยู่ที่เกมลับ 2 วันสุดท้ายก่อนการหย่อนบัตร 16 ม.ค.2565

โค้งสุดท้ายเลือกตั้งซ่อม “ชุมพร-สงขลา”วัดพลัง บารมี สองพรรคใหญ่แพ้ไม่ได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/500580

10 ม.ค. 2565 |21:09 น.

โค้งสุดท้ายเลือกตั้งซ่อม “ชุมพร-สงขลา”วัดพลัง บารมี สองพรรคใหญ่แพ้ไม่ได้

เข้าสู่โค้งสุดท้ายศึกเลือกตั้งซ่อมส.ส.เขต 1 ชุมพร และ เขต 6 สงขลา ถือเป็นสนามช้างชนช้าง ขณะที่ พรรคการเมืองเล็ก กลาง ใหญ่ หวังใช้สนามแดนใต้วัดกำลัง อิทธิพล บารมี เหลืออีกไม่กี่วันถึงวันที่ 16 ม.ค. ประชาชนในพื้นที่จะเป็นผู้ตัดสินเลือกคนในดวงใจเข้าสภา โดย เจาะประเด็นร้อน

การเลือกตั้งส.ส.ในพื้นที่จังหวัดสงขลาและชุมพร ที่จะมีขึ้นในวันที่ 16 มกราคมนี้ มีผู้สมัครส.ส.ในส่วนของพรรคการเมืองขนาดใหญ่ ขนาดกลางและขนาดเล็กลงสนามชิงพื้นที่ส.ส.กันอย่างพร้อมหน้า และเป็นศึก “ช้างชนช้าง” ระหว่างประชาธิปัตย์-พลังประชารัฐ-ก้าวไกล 

โค้งสุดท้ายเลือกตั้งซ่อม “ชุมพร-สงขลา”วัดพลัง บารมี สองพรรคใหญ่แพ้ไม่ได้
“คมชัดลึก” โฟกัสสนามเลือกตั้งพื้นที่จังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ส่งคุณน้ำหอม-น.ส.สุภาพร กำเนิดผล หมายเลข 1 พรรคก้าวไกล ส่ง นายธิวัชร์ ดำแก้ว หมายเลข 2 พรรคพลังประชารัฐ ส่ง นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ หมายเลข 3  และ พรรคกล้า ส่ง นายพงศธร สุวรรณรักษา หมายเลข 4 

หากพิจารณาในส่วนของพื้นที่จังหวัดสงขลา ถือเป็นพื้นที่การแข่งขันของ 2 พรรคการเมืองใหญ่คือประชาธิปัตย์ ที่มีคุณ “น้ำหอม” กับ “อนุกูล” จากพรรคพลังประชารัฐ  เพราะผู้สมัครจากพรรคการเมืองอื่นนั้น ไม่น่าจะมีโอกาสผงาดขึ้นมาสู้กับ 2 คนนี้ได้ 

โค้งสุดท้ายเลือกตั้งซ่อม “ชุมพร-สงขลา”วัดพลัง บารมี สองพรรคใหญ่แพ้ไม่ได้

ว่ากันแบบตรงไปตรงมา  ในส่วนของคุณ “น้ำหอม” ซึ่งเป็นอดีตรองนายก อบจ.สงขลา และยังเป็นภรรยาของ “นายกชาย”- นายเดชอิศม์ ขาวทอง รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ป้ายแดง และรั้งตำแหน่ง ผอ.คุมเลือกตั้งพื้นที่ภาคใต้ด้วย งานนี้ “นายกชาย” อดีตนายกอบจ.สงขลา ต้องทุ่มหมดหน้าตักเพื่อให้ภรรยาคนสวยชนะเลือกตั้งส.ส.ครั้งนี้ให้จงได้ เรียกว่าเป็นการรักษาฐานที่มั่นเดิมของพรรคประชาธิปัตย์เอาไว้ให้ถึงที่สุด จากเดิมที่พื้นที่ภาคใต้นั้นถือเป็นพื้นที่หลักของพรรคประชาธิปัตย์มาในทุกยุคทุกสมัย และน้อยมากที่จะโดนตีกินพื้นที่ได้ แต่แล้วในการเลือกตั้งปี 2562 พรรคประชาธิปัตย์ก็กลายเป็นพื้นที่ฟันหลอไปเพราะถูกพรรคพลังประชารัฐ พรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาชาติ เข้ายึดพื้นที่ฐานที่มั่นในบางพื้นที่ได้ ดังนั้น ศึกครั้งนี้ที่สงขลา พรรคประชาธิปัตย์จึงแพ้ไม่ได้ ผนวกกับการลงพื้นที่อย่างต่อเนื่องและทำมาหลายปีของนายกชายและคุณน้ำหอม ก็อาจมีส่วนช่วยให้มีโอกาสได้รับเลือกตั้งสูง

นอกจากนี้ จังหวัดสงขลานั้น เป็นพื้นที่ที่มีโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ “เมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต” ซึ่งชุมชนชาวจะนะรักษ์ถิ่น ได้ต่อต้านโครงการนี้ของรัฐบาล และต้องยอมรับว่าเมื่อครั้งที่รัฐบาลกลับลำ โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เมิน MOU ข้อตกลงที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ เคยรับปากจะช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะให้ชาวจะนะ แต่เมื่อทุกอย่างได้เปลี่ยนกติกาและเปลี่ยนข้อตกลงไปแล้ว ฐานคะแนนเสียงของชาวจะนะ ที่จะเทให้กับพรรคพลังประชารัฐ คงมีไม่มาก และเสียงของชาวจะนะนี่เอง อาจจะเป็นเสียงสำคัญในการชี้ขาดว่าผู้สมัครรับเลือกตั้งจากพรรคประชาธิปัตย์ “คุณน้ำหอม” อาจได้นั่งเก้าอี้ส.ส.สงขลาไปครอบครอง 

หันมองพื้นที่เลือกตั้งในจังหวัดชุมพรบ้าง พรรคประชาธิปัตย์ ส่งหลานภรรยานายชุมพล จุลใส (ลูกหมี) แชมป์เก่า คือนายอิสรพงษ์ มากอำไพ หรือ “ตาร์ท” หมายเลข 1 วัย 33 ปี และเป็นอดีตเลขานุการของ นายนพพร อุสิทธิ์ นายก อบจ.ชุมพร (พี่เขยของนายชุมพล) ลงสมัครรับเลือกตั้งส.ส. / พรรคไทยศรีวิไลย์ ส่ง ร.ต.ท.สมชาย แพ่งยงยุทธ หรือ “หมวดสมชาย” หมายเลข 2 ข้าราชการตำรวจบำนาญ อายุ 65 ปี / พรรคก้าวไกล ส่ง นายวรพล อนันตศักดิ์ หรือ “โอ๊ต” หมายเลข 3 วัย 25 ปี อาชีพไรเดอร์ 

พรรคพลังประชารัฐ ส่ง นายชวลิต อาจหาญ หรือ “ทนายแดง” หมายเลข 4 วัย 46 ปี อดีต ส.อบต.วิสัยใต้, ส.อบจ.ชุมพร เขต อ.สวี, นายก อบต.วิสัยใต้ อ.สวี และยังเป็นอดีตผู้สมัคร ส.ส.ชุมพร เขต 1 สังกัดพรรค พปชร. ในการเลือกตั้งครั้งที่แล้วได้รับคะแนนเลือกตั้งมาเป็นอันดับ 2 รองจาก นายชุมพล จุลใส จากพรรค ปชป.ทั้งที่เพิ่งลงสนามใหญ่เป็นครั้งแรก / พรรคกล้า ส่ง พ.ต.อ.ทศพล โชติคุตร์ หรือ “ผู้กำกับหนุ่ย” หมายเลข 5 อายุ 48 ปี ซึ่งเป็นอดีตตำรวจติดตาม นายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรค ในช่วงที่นายกรณ์เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง 

ประเมินจากคุณสมบัติของผู้สมัครจากทุกพรรค มีโอกาสสูงมากที่พรรคประชาธิปัตย์อาจจะเสียพื้นที่ชุมพรที่ครองมาอย่างยาวนานให้กับพรรคพลังประชารัฐ เพราะคราวนี้ไม่แน่ว่า “ทนายแดง” อาจพลิกกลับมาชนะเป็นอันดับหนึ่งได้ หรือไม่ก็อาจมี “ตาอยู่” อย่างพรรคก้าวไกล ที่ได้เยาวชนคนรุ่นใหม่เมืองชุมพร มาคว้าเก้าอี้ส.ส.ไปครอง ส่วนผู้สมัครจากพรรคกล้า และพรรคไทยศรีวิไลย์นั้น อาจจะเป็นการชิมลางและทดสอบคะแนนเสียงในพื้นที่ภาคใต้ว่าให้ผลตอบรับในทิศทางที่ดีขึ้นกับพรรคมากน้อยเพียงใด

โค้งสุดท้ายเลือกตั้งซ่อม “ชุมพร-สงขลา”วัดพลัง บารมี สองพรรคใหญ่แพ้ไม่ได้

ฉะนั้น ถ้าให้ฟันธงโค้งสุดท้าย ส.ส.ชุมพรกับสงขลาว่าใครจะได้รับเลือกตั้งนั้น มั่นใจว่าพื้นที่สงขลา จะตกเป็นของพรรคประชาธิปัตย์ คุณ “น้ำหอม” สุภาพร กำเนิดผล น่าจะได้รับเลือกตั้งเป็นส.ส.เขต 6 ส่วนพื้นที่ชุมพร เขต 1 เก้าอี้ส.ส.น่าจะเป็นของ “ทนายแดง” นายชวลิต อาจหาญ จากพรรคพลังประชารัฐได้รับชัยชนะในศึกเลือกตั้งครั้งนี้ 

รถไฟด่วนล้านช้าง “รถไฟจีน-ลาว” ดันท่าบกท่านาแล้งเชื่อมรถไฟไทยฟจีน-ลาว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/500575

10 ม.ค. 2565 |20:22 น.

รถไฟด่วนล้านช้าง "รถไฟจีน-ลาว" ดันท่าบกท่านาแล้งเชื่อมรถไฟไทยฟจีน-ลาว

ไทยไม่ตกขบวน “รถไฟจีน-ลาว” เปิดตัวรถไฟสินค้าชื่อด่วนล้านช้าง จากคุนหมิงถึงนครหลวงเวียงจันทน์ เชื่อมต่อรถไฟไทย ผ่านท่าบกท่านาแล้งริมฝั่งโขง คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

เปิดตัวขบวนแรก “รถไฟจีน-ลาว” ชื่อด่วนล้านช้าง วิ่งความเร็ว 120 ก.ม.ต่อชั่วโมง ขนส่งสินค้าสากล จากคุนหมิงถึงนครหลวงเวียงจันทน์

ไทยเตรียมเชื่อม “รถไฟจีน-ลาว” ส่งสินค้าออก ผ่านท่าบก-ท่านาแล้ง และสถานีเวียงจันทน์ใต้ ดีเดย์เดือน ก.พ.2565

ครบ 1 เดือน “รถไฟจีน-ลาว” ศุลกากรคุนหมิงแจงมีรถไฟขนส่งสินค้าทั้งสิ้น 116 ขบวน และมีปริมาณการนำเข้าและส่งออกสินค้ามากถึง 49,800 ตัน

วันที่ 10 ม.ค.2565 สำนักข่าว CRI วิทยุสากลจีน รายงานว่า รถไฟขนส่งสินค้าชื่อขบวนด่วนล้านช้าง จากนครคุนหมิง มณฑลยูนนาน มุ่งหน้านครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว เป็นขบวนขนส่งสินค้าสากลขบวนแรกที่วิ่งด้วยความเร็ว 120 ก.ม.ต่อชั่วโมง บนเส้นทางรถไฟลาว-จีน โดยระยะแรก จะวิ่งวันละ 2 เที่ยว ใช้เวลาประมาณ 20 ชั่วโมง

วันเดียวกัน จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีพาณิชย์ ได้เดินทางลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์การค้าชายแดน บริเวณด่านศุลกากรสะพานมิตรภาพไทย-ลาว จ.หนองคาย พร้อมเตรียมเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนหอการค้าภาคอีสาน เข้าร่วมประชุมหารือ ในประชุม กรอ.พาณิชย์อีสาน เพื่อร่วมหาแนวทางร่วมกันในการใช้โอกาสเส้นทางรถไฟจีน-ลาว ในการส่งออกสินค้าไทย

ปัจจุบัน ทางรถไฟจีน-ลาว มาถึงสถานีเวียงจันทน์ใต้ ซึ่งจะมีการจัดตั้งท่าเรือบก (Dry Port)ขึ้นมา เป็นท่าทำการบริหารจัดการทุกอย่างทั้งวิธีการศุลกากร การขนถ่ายตู้สินค้าต่างๆ เพื่อขึ้นรถไฟลาว-จีน คาดว่าเดือน ก.พ.2565 จะแล้วเสร็จ

ไทยสามารถใช้ประโยชน์ได้โดยการขนสินค้าข้ามผ่านสะพานหนองคายและไปลงที่ฝั่งลาว ผ่านจุดท่าเรือบก (Dry Port) เปลี่ยนถ่ายตู้สินค้าขึ้นรถไฟไปจีนได้ต่อไป

‘ท่าเรือบก’

หลายคนอาจคิดว่าไทยตกขบวน “รถไฟจีน-ลาว” แต่การเปิดใช้ท่าบก-ท่านาแล้ง เป็นท่าเรือบก(Dry Port) ก็สามารถขนส่งสินค้า ด้วยตู้คอนเทนเนอร์จากไทย-ลาว-จีน และจากจีน-ลาว-ไทย ได้ รวมถึงการส่งต่อไปยังประเทศที่สี่ผ่านประเทศไทยด้วย

โครงการท่าบก-ท่านาแล้ง และเขตโลจิสติกส์นครหลวงเวียงจันทน์ ที่บ้านดงโพสี เมืองหาดซายฟอง นครหลวงเวียงจันทน์ เป็นส่วนหนึ่งในความพยายามของรัฐบาลลาว เพื่อเปลี่ยน สปป.ลาว จากประเทศไม่มีทางออกทะเลสู่ประเทศเชื่อมโยงภูมิภาค

ท่าบก-ท่านาแล้ง มีที่ตั้งติดกับสถานีรถไฟลาว-ไทย และสะพานมิตรภาพลาว-ไทย แห่งที่ 1 ซึ่งจะสามารถเชื่อมต่อไปยังเส้นทางรถไฟจีน-ลาว จุดนี้แหละที่จะเอื้อต่อการส่งออกสินค้าไทยไปยังจีน

เมื่อเร็วๆนี้ จันทอน สิดทิไซ ประธานบริษัทเวียงจันทร์โลจิสติกส์ กล่าวว่า เดิมทีการขนส่งสินค้าจากลาวไปยังจีนนั้น ต้องผ่านท่าเรือไทยก่อนจะส่งไปจีน ซึ่งใช้ระยะเวลาเกือบ 30 วัน ทว่านับตั้งแต่เปิดรถไฟจีน-ลาว ทำให้ใช้เวลาขนส่งเพียง 1 วันเท่านั้น

‘สินค้าจีนทะลัก’

ครบ 1 เดือน การเปิดใช้เส้นทาง “รถไฟจีน-ลาว” สำนักข่าวยูนนานเดลี่ ได้อ้างข้อมูลจากศุลกากรคุนหมิงว่า นับตั้งแต่รถไฟจีน-ลาวเปิดให้บริการมาแล้วเป็นเวลา 1 เดือน ได้มีการตรวจเช็คและอนุมัติให้รถไฟขนส่งสินค้าผ่านแล้วทั้งสิ้น 116 ขบวน โดยมีปริมาณการนำเข้าและส่งออกสินค้ามากถึง 49,800 ตัน คิดเป็นมูลค่าราว 676 ล้านหยวน (ราว 3,380 ล้านบาท)

รถไฟไทยขนส่งสินค้าผ่านท่าบก-ท่านาแล้ง เชื่อมรถไฟจีน-ลาวรถไฟไทยขนส่งสินค้าผ่านท่าบก-ท่านาแล้ง เชื่อมรถไฟจีน-ลาว

กรมศุลกากรคุนหมิงระบุว่า สินค้านำเข้าส่งออกผ่านเส้นทางรถไฟจีน-ลาวมีมากถึงร้อยกว่าชนิด แบ่งเป็นสินค้านำเข้าหลัก ได้แก่ ยางพารา แร่เหล็ก ถ่านหิน เป็นต้น ส่วนสินค้าส่งออกหลัก ได้แก่ ผักสด ของใช้ในชีวิตประจำวัน ผลิตภัณฑ์เครื่องกลไฟฟ้า เป็นต้น

สินค้าเหล่านี้มาจาก 7 มณฑลในจีน เช่น เหอเป่ย,ซานตง,เจียงซู,เจ้อเจียง,กว่างตง,เสฉวน, ฉงชิ่ง ฯลฯ และขนส่งไปยังประเทศลาวผ่านรถไฟจีน-ลาว โดยสินค้าบางส่วนได้ส่งต่อไปยังประเทศต่างๆ เช่นเมียนมา, ไทย และสิงคโปร์

ทั้งหมดนี้เป็นประมวลภาพรวมของ “รถไฟจีน-ลาว” ที่ไม่เพียง สปป.ลาว ได้ประโยชน์เท่านั้น ไทยและประเทศในอาเซียน ก็ได้อานิสงส์จากการขนส่งทางรางเช่นกัน

หมูแพง พ่นพิษ เปิดวาร์ป สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ ฝ่าสมรภูมิโรคASFในหมู

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/500570

ขุนเกษตรพิเรน

10 ม.ค. 2565 |19:42 น.

หมูแพง พ่นพิษ เปิดวาร์ป  สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ ฝ่าสมรภูมิโรคASFในหมู

โรค ASF ลาม”หมูแพง” ดูท่าไม่จบง่าย สมรภูมินี้ชี้ชะตาคนแก้ปัญหา มาทำความรู้จัก นายสัตวแพทย์ สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ สัตวแพทย์ดีเด่นที่กำลังถูกตั้งคำถามปกปิดโรคระบาด ASF หรือไม่ ในเจาะประเด็นร้อน โดย ขุนเกษตรพิเรน

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์  ชื่อนี้ตำแหน่งนี้ กำลังตกเป็นที่จับตามอง หลังจากสถานการณ์ราคาหมูแพงพ่นพิษ ไปถึง กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ด้วยการถูกตั้งคำถามจากสังคมต้นเหตุสำคัญมาจากกรณี หมูติดเชื้อไวรัสอหิวาต์แอฟริกา หรือ โรค ASF จริงหรือไม่ 

  
มาทำความรู้จัก นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ สถานะโสด อายุ 59 ปี สำเร็จการศึกษา ปริญญาสัตวแพทยศาสตรบัณฑิต  จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 
ถือเป็นลูกหม้อกรมปศุสัตว์

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ 

ผ่านงานอย่างโลดโผน เคยดำรงตำแหน่งปศุสัตว์จังหวัดราชบุรี นครปฐม หลายวาระ รู้ทุกซอกทุกมุมของเมืองหลวงหมู จนก้าวสู่ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ 


ปี 2557 เป็นรองอธิบดีกรมปศุสัตว์

ปี 2560 เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

และ 7 พฤษภาคม 2561 เป็นอธิบดีกรมปศุสัตว์
เหลืออายุราชการ 1 ปี 

ส่องผลผลงานดีเด่น  บริหารงานเยี่ยมนำกรมปศุสัตว์รับรางวัลเลิศรัฐระดับดีเยี่ยม ปี 2561 และ ปี 2564 , รางวัลเลิศรัฐ ประจำปี 2560 ระดับดีเด่น 


ส่วนงานสังคมสัตวแพทย์ก็ไม่น้อยหน้า ปี 2559 ได้รับการคัดเลือกเป็นสัตวแพทย์ตัวอย่าง สายงานเผยแพร่วิชาชีพและบริการสังคม จากสัตวแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์

และที่ถือเป็นที่สุดคือ ได้รับการเลือกตั้งเป็น นายกสัตวแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ วาระประจำปี 2557-2558 และวาระประจำปี 2559-2560 ซึ่งเป็นการเลือกตั้งจากสมาชิกสัตวแพทย์ทั่วประเทศ

วันนี้กำลังโดนกระแสสังคมสัตวแพทย์โถมกระหน่ำ 

อดีตสัตวแพทย์ตัวอย่าง อดีตนายกสัตวแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย กำลังถูกตั้งคำถามกับการระบาดของอหิวาต์แอฟริกาในสุกร

“ขุนเกษตรพิเรน”  จับยามสามตา เก้าอี้ร้อนๆของอธิบดีกรมปศุสัตว์ 20 ปีย้อนหลัง มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่อยู่ครบวาระ 4 ปี  ส่วนอธิบดีไก่จะไปกับหมูASF หรือไม่ วัดกันที่หัวใจของเฉลิมชัย ศรีอ่อน ลูกพี่ต่อยังจะคำไหนคำนั้น บ้านดาวล้อมเดือนยังจะโอบอุ้มต่อหรือเปล่า

หมูแพง พ่นพิษ เปิดวาร์ป  สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ ฝ่าสมรภูมิโรคASFในหมู

แต่เรื่องนี้ อย่างไรเสียต้องมีคนรับผิดชอบ

ท้ายสุด ขุนเกษตรพิเรน ชวนแฟนๆทำนายทายทัก การประชุมครม.จะมีวาระจร ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงโยกย้ายตำแหน่งสำคัญในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์หรือไม่ 

หรือมีถ้อยแถลงชี้แจงสาเหตุของโรคระบาดอหิวาต์แอฟริกาในสุกร อันไหนจะมาก่อนกัน 

จับตาอย่ากระพริบ 

มาแรงแซงโค้ง “อนุกูล พฤกษานุศักดิ์” บ้านใหญ่สะเดาเขย่าขวัญ ปชป.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/500527

10 ม.ค. 2565 |16:07 น.

มาแรงแซงโค้ง "อนุกูล พฤกษานุศักดิ์" บ้านใหญ่สะเดาเขย่าขวัญ ปชป.

วิเคราะห์โค้งสุดท้ายศึกสงขลา “อนุกูล พฤกษานุศักดิ์” ทายาทบ้านใหญ่สะเดา จะดับฝัน เดชอิศม์ ขาวทอง แม่ทัพภาคใต้ ปชป. จับตาถาวร เสนเนียม ตัวแปรเกมนี้ คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

โค้งสุดท้ายเลือกตั้งซ่อมสงขลา “อนุกูล พฤกษานุศักดิ์” ทายาทตระกูลการเมือง อ.สะเดา พร้อมกับ อนุมัติ อาหมัด อดีต ส.ว. ปราศรัยย้ำเบอร์เลือกคนบ้านเรา ไม่เอาคนนอกพื้นที่

ศึกคนกันเอง “อนุกูล พฤกษานุศักดิ์” เติบโตมากับ ปชป. เพราะทั้งพ่อและอา ล้วนเป็นหัวคะแนนของ ถาวร เสนเนียม อดีต ส.ส.สงขลา 7 สมัย


ย่างก้าวของ “อนุกูล พฤกษานุศักดิ์” จึงไม่ธรรมดา และมาแรงจนเขย่าขวัญ เดชอิศม์ ขาวทอง แม่ทัพภาคใต้คนใหม่ ให้ออกแรงสปีด 100 เมตรสุดท้าย

เหลืออีกไม่กี่วัน ก็จะถึงวันเลือกตั้งซ่อม ส.ส.สงขลา เขต 6 ในวันอาทิตย์ที่ 16 ม.ค.2565 ผู้สมัครที่เป็นตัวเต็ง 2 คน 2 ค่าย ต่างเปิดเวทีปราศรัยประชันกันดุเดือด

เย็นวันที่ 10 ม.ค.2565 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ นำทีม ส.ส.กว่า 20 คน ลงพื้นที่ช่วย อนุกูล พฤกษานุศักดิ์ หาเสียง และเปิดปราศรัยใหญ่ที่วัดเทพชุมนุม ต.บ้านพรุ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

ก่อนหน้านี้ วันที่ 9 ม.ค.2565 จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ควง นิพนธ์ บุญญามณี รองหัวหน้าพรรค และบัญญัติ บรรทัดฐาน ส.ส.บัญชีรายชื่อ มาปราศรัยหาเสียงช่วย สุภาพร กำเนิดผล ภรรยาของ เดชอิศม์ ขาวทอง ส.ส.สงขลา

ว่ากันว่า ศึกสงขลา เขต 6 เที่ยวนี้ เดชอิศม์ ขาวทอง ส.ส.สงขลา ในฐานะรองหัวหน้าพรรคภาคใต้ และผู้อำนวยการเลือกตั้ง ต้องเจอคู่แข่งที่ไม่ธรรมดา ทั้งในแง่ตัวผู้สมัคร ส.ส.คนพื้นที่ และมีกองหนุนอย่างลุงป้อม

สาเหตุที่ อนุกูล พฤกษานุศักดิ์ เลือก ต.บ้านพรุ อ.หาดใหญ่ เป็นเวทีปราศรัยใหญ่ เพราะมีวินัย รัตนพันธ์ นายกเทศมนตรีเมืองบ้านพรุ เป็นพันธมิตรทางการเมืองตระกูล

‘บ้านใหญ่สะเดา’

คนหนุ่มรุ่นใหม่อย่าง “อนุกูล พฤกษานุศักดิ์” ไม่ใช่ละอ่อนทางการเมือง เนื่องจากบิดา อนันต์ พฤกษานุศักดิ์ อดีตนายกเทศมนตรีเมืองสะเดา และ พิทักษ์ พฤกษานุศักดิ์ ส.อบจ.สงขลา เขต อ.สะเดา ผู้มีศักดิ์เป็นอา ต่างก็รับบทพี่เลี้ยงมาแต่เริ่มเปิดตัวใหม่ๆ

ทั้งอนันต์ พฤกษานุศักดิ์ และพิทักษ์ พฤกษานุศักดิ์ ก็เป็นหัวคะแนนให้ ถาวร เสนเนียม มาทุกสมัยการเลือกตั้ง ส.ส. จึงรู้จักมักคุ้น ส.ส.สงขลา ค่าย ปชป.ทุกคน

ปลายปี 2563 พิทักษ์ พฤกษานุศักดิ์ อาของอนุกูล ก็ลงสนาม ส.อบจ.สงขลา ในสีเสื้อ ปชป. รับผิดชอบหาเสียงในพื้นที่ อ.สะเดา แต่วันนี้ พิทักษ์พาหลานชายเดินหาเสียง ในสีเสื้อพลังประชารัฐ

นอกจากทีมงาน ปชป.สายถาวร เสนเนียม บางส่วนใน อ.สะเดา ก็ยังมี 4 ส.ส.สงขลา พลังประชารัฐอย่างวันชัย ปริญญาศิริ ,ศาสตรา ศรีปาน ,พยม พรหมเพชร และ ร.ต.อ.อรุณ สวัสดี พร้อมกับอนุมัติ อาหมัด อดีต ส.ว.ที่ร่วมด้วยช่วยกัน

‘ชิงคะแนนถาวร’

เส้นทาง “อนุกูล พฤกษานุศักดิ์” ลูกชายหัวคะแนนถาวร เลือกที่จะสังกัดพลังประชารัฐ เพราะมองการณ์ไกลไปข้างหน้า หากไปดูผลเลือกตั้ง 24 มี.ค.2565 เฉพาะสงขลา เขต 6 สมปอง บริสุทธิ์ ผู้สมัคร พปชร. ได้ 19,317 คะแนน ขณะที่ถาวร เสนเนียม ปชป. ได้ 28,465 คะแนน

สมปอง บริสุทธิ์ อดีตนายก อบต.ทุ่งหมอ อ.สะเดา ลงสนามหนแรก แข่งกับ ส.ส. 7 สมัยได้คะแนนมาเกือบ 2 หมื่น ถือว่าเป็นคะแนนนิยมที่มีต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และพลังประชารัฐ ล้วนๆ ซึ่งไม่แปลกหรอกที่พรรคพลังประชารัฐ จะได้ ส.ส. 4 คนในสนามสงขลา

หากคิดแบบคณิตศาสตร์การเมือง อนุกูลในสีเสื้อพลังประชารัฐ มีอยู่แล้ว 19,317 คะแนน ต้องหาเพิ่มอีกหมื่นกว่าคะแนน จึงจะเป็นผู้กำชัย

นาทีสุดท้ายของสังเวียนสงขลา เขต 6 หลายฝ่าย จับจ้องไปที่ ถาวร เสนเนียม อดีต ส.ส.สงขลา เจ้าของพื้นที่เดิม ที่ประกาศขอวางตัวเป็นกลางนั้น จะเทฝ่ายไหนหรือไม่

เดชอิศม์ ขาวทอง ส.ส.สงขลา ปชป. เจอศึกหนักเดชอิศม์ ขาวทอง ส.ส.สงขลา ปชป. เจอศึกหนัก

สุภาพร กำเนิดผล ภรรยาเดชอิศม์ ขาวทอง ที่เป็นน้องรักของถาวร และ อนุกูล พฤกษานุศักดิ์ ก็ลูกชายหัวคะแนน

ว่ากันตามจริง ทีมงานของถาวร ในเขต อ.สะเดา ก็คือตระกูลพฤกษานุศักดิ์ ที่ต้องอุ้มอนุกูลเข้าสภาฯอยู่แล้ว บวกกับทุนเดิมที่พลังประชารัฐได้สมัยที่แล้ว ก็เป็นตัวเลขที่น่าสนใจ

โอกาสที่นายกชาย หรือ เดชอิศม์ ขาวทอง รองหัวหน้าพรรค ปชป. หรือแม่ทัพภาคใต้ป้ายแดง จะประสบกับความปราชัยในสนามแรกก็เป็นไปได้

จี้ “กรมปศุสัตว์” รับผิดชอบหมูแพง ปกปิดข้อมูลโรคระบาดหมู

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/500495

10 ม.ค. 2565 |14:01 น.

จี้ "กรมปศุสัตว์" รับผิดชอบหมูแพง ปกปิดข้อมูลโรคระบาดหมู

ปกปิดข้อมูล โรคระบาดหมู เอื้อนายทุนส่งออกเนื้อสัตว์ ข้อกล่าวหา เรียกร้อง “กรมปศุสัตว์” รับผิดชอบปัญหาราคาหมู

ภาคีคณบดีสัตวแพทย์ศาสตร์แห่งประเทศไทย 14 สถาบัน ทำหนังสือถึง อธิบดีกรมปศุสัตว์ ตั้งแต่วันที่ 7 ธ.ค. 64 แสดงห่วงใยต่อสถานการณ์โรคระบาดและการควบคุมโรค โดยในหนังสือยืนยันการพบ เชื้อ ASF ในซากสุกรที่ส่งชันสูตรโรค และระบุว่าได้รายงานการตรวจพบโรคต่อกรมปศุสัตว์ตามข้อกำหนดของพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 พร้อมทั้งขอให้กรมปศุสัตว์ควบคุมโรคอย่างเร่งด่วน เพื่อมีให้เกิดความเสียหายที่รุนแรงมากยิ่งขึ้นแก่เกษตรกรและอุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรในประเทศไทยแล้ว

จี้ "กรมปศุสัตว์" รับผิดชอบหมูแพง ปกปิดข้อมูลโรคระบาดหมู

การปกปิดการระบาดของ ASF ในหมู ทำให้ฟาร์มหรือเกษตรกรรายย่อยเลิกเลี้ยงหมู และต้องขายหมูที่รอดออกไปด้วยราคาขาดทุน แต่ทุนใหญ่ไม่เจอปัญหานี้เพราะมีตู้แช่แข็ง สามารถชำแหละหมูแช่เอาไว้เพื่อปล่อยสู่ตลาด เป็นเจ้าหลักเจ้าเดียวในวันที่ไม่มีหมูเจ้าอื่นในตลาด ได้ประโยชน์ทั้งราคาและไม่มีคู่แข่ง อีกทั้งการไม่มีรายงานการติดเชื้อ ASF ในไทยอย่างเป็นทางการตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมาก็ทำให้ยังส่งออกหมูได้โดยไม่มีผลกระทบ

จี้ "กรมปศุสัตว์" รับผิดชอบหมูแพง ปกปิดข้อมูลโรคระบาดหมู

ปดิพัทธิ์ สันติภาดา สส.ก้าวไกลในฐานะ อดีตสัตวแพทย์ ตั้งคำถามว่า ถ้ารัฐบาลยืนยันว่า ไม่มี ASF ระบาด ทำไมจึงมีมติ ครม.อนุมัติให้ใช้งบกลางเพื่อให้ทำลายสุกรและจ่ายเงินชดเชย แต่กลับไม่มีเอกสารชี้ชัดว่าเป็นโรคอะไร  สถานการณ์โรคระบาดในสัตว์เกิดขึ้นมาแล้ว 2-3 ปีแล้ว ตั้งแต่เริ่มพบการตายไม่ปกติของหมูในจังหวัดชายแดน ซึ่งเพื่อนบ้านพบการระบาดของ ASF ทั้งเมียนมา ลาว และกัมพูชา โดยที่เราเองกำลังเจอปัญหาโรคอุบัติบัติใหม่ในสัตว์จากม้า ตามมาด้วยวัว ต่อมาคือหมู ซึ่งเป็นเชื้อในอาฟริกาทั้งสิ้น ทำให้เกิดคำถามถึง มาตรการการนำเข้า กักกันและควบคุมโรคระบาดในสัตว์ของประเทศไทย ทำให้ไทยถูกมองเป็นของโรคระบาดสัตว์จากแอฟฟริกา

การเกิดโรคระบาดหมูสะท้อนถึงประสิทธิภาพและการวางมาตรการรองรับที่อาจไม่ดีพอของกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะหน่วยงานหลักในการควบคุมดูแลในเรื่องนี้  ในปีที่ผ่านมาผู้บริหารของกรมปศุสัตว์ได้ให้สัมภาษณ์ว่าประเทศไทยไม่มีโรคอหิวาต์ในหมูอย่างแน่นอน แต่ผลการตรวจสอบของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์กลับพบโรคระบาดในปี 2564 ซึ่งเป็นปีเดียวกัน  คำถามคือมีการปิดข่าว ปกป้องผลประโยชน์ส่งออกเนื้อสัตว์หรือการส่งออกอาหารซึ่งเป็นอุตสาหกรรมใหญ่ของประเทศ หรือไม่   ใครจะต้องรับผิดชอบ ในฐานะที่ทำให้ผู้บริโภคได้รับผลกระทบ

อัปเดตกฎหมายลูกเลือกตั้ง ก่อนชี้ขาดในเวทีสภาฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/500427

10 ม.ค. 2565 |02:46 น.

อัปเดตกฎหมายลูกเลือกตั้ง ก่อนชี้ขาดในเวทีสภาฯ

เกาะติดร่างกฎหมายลูกเลือกตั้ง ก่อนบรรจุเข้าสู่วาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎรในเดือนมกราคมนี้ ทั้งในส่วนของร่างกฎหมายลูกว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. และร่างกฎหมายลูกว่าด้วยพรรคการเมือง ซึ่งทุกพรรคการเมืองต่างมีข้อเสนอในประเด็นสำคัญ ทั้งที่เหมือนกันและแตกต่างกัน

เดือนธันวาคม 2564 ร่างกฎหมายลูกประกอบรัฐธรรมนูญเพื่อใช้ในการเลือกตั้ง 2 ฉบับ คือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ฉบับที่..) พ.ศ. …. และร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง (ฉบับที่..) พ.ศ. …. ทั้งในส่วนของที่เป็นร่างของพรรคร่วมรัฐบาล ร่างของพรรคเพื่อไทย ร่างของพรรคก้าวไกล ได้เสนอร่างกฎหมายลูกแก่ประธานสภาผู้แทนราษฎร นายชวน หลีกภัย แล้ว

ขณะที่ คณะรัฐมนตรี (ครม.) ผ่านร่างกฎหมายลูกทั้ง 2 ฉบับ ในส่วนของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่เสนอให้ครม.พิจารณาแล้วเช่นกัน โดยนายชวน ได้ให้สัมภาษณ์ไว้ว่า ร่างกฎหมายลูก ทั้ง 2 ฉบับจะถูกบรรจุเข้าสู่วาระการประชุมของสภาผู้แทนราษฎร ในช่วงกลางเดือนมกราคมนี้ เพื่อพิจารณาให้เสร็จสิ้นทั้ง 3 วาระภายใน วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2565

อัปเดตกฎหมายลูกเลือกตั้ง ก่อนชี้ขาดในเวทีสภาฯ

ก่อนที่ร่างกฎหมายลูกทุกฉบับจะถูกนำมาพิจารณาในที่ประชุมสภาเพื่อให้มีการบังคับใช้ต่อไปนั้น “คมชัดลึก” ขอนำร่างกฎหมายทั้งหมดมาอัปเดตให้เห็นถึง เนื้อหาสาระของร่างแต่ละฉบับว่ามีความเหมือน หรือแตกต่างกันในประเด็นใดบ้าง

โดยเบื้องต้นคาดว่าที่ประชุมสภาจะยึดร่างกฎหมายลูกจาก กกต.เป็นหลัก จากนั้นจะพิจารณาและแก้ไขเพิ่มเติมเนื้อหาจากร่างฉบับอื่น ๆ ที่ทุกพรรคการเมืองเสนอเข้ามาเพื่อให้ร่างกฎหมายลูกทั้ง 2 ฉบับมีความถูกต้องและสมบูรณ์มากที่สุด 

อัปเดตกฎหมายลูกเลือกตั้ง ก่อนชี้ขาดในเวทีสภาฯ

ทั้งนี้ ครม. ได้มีมติเมื่อวันที่ 28 ธ.ค. 2564 อนุมัติหลักการ ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. (ฉบับที่..) พ.ศ… และร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง (ฉบับที่..) พ.ศ… ตามที่ กกต. เสนอเพื่อให้สอดคล้องตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2564 ที่ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมในมาตรา 83 มาตรา 86 และมาตรา 91 โดยมีรายละเอียดดังนี้

สาระสำคัญของ ร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.


1.ให้ กกต.ดำเนินการจัดให้มีการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง จำนวน 400 คน และการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ จำนวน 100 คน 


2.ให้พรรคการเมืองต้องส่งผู้สมัครแบบแบ่งเขตเลือกตั้งแล้ว จึงมีสิทธิส่งผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อ และต้องกำหนดให้ส่งบัญชีรายชื่อดังกล่าว ก่อนปิดการรับสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง โดยต้องกำหนดวันที่พรรคการเมืองจะส่งบัญชีรายชื่อผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อไม่น้อยกว่า 3 วัน 


3.กำหนดให้มีคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 7 คน มีหน้าที่เกี่ยวกับการออกเสียงลงคะแนนในที่เลือกตั้งและนับคะแนนของหน่วยเลือกตั้งแต่ละแห่ง


4.ให้ใช้บัตรเลือกตั้ง ส.ส. แบบละ 1 ใบ (บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ ส่วนหีบบัตรเลือกตั้งให้มีลักษณะตามที่ กกต. กำหนด)


5.แก้ไขเพิ่มเติมการประกาศผลเลือกตั้ง โดยเมื่อรวมผลเลือกตั้งแล้ว คะแนนทุกหน่วยเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้น รวมทั้งคะแนนที่ได้จากการออกเสียงลงคะแนนก่อนวันเลือกตั้ง และการลงคะแนนเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรแล้ว ให้ กกต. ประจำเขตเลือกตั้ง ดำเนินการประกาศผลรวมคะแนน ส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง คะแนนที่ไม่เลือกผู้สมัครผู้ใด ผลการรวมคะแนนที่แต่ละพรรคการเมืองได้รับจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ และคะแนนที่ไม่เลือกพรรคการเมืองใด แล้วรายงาน กกต. โดยเร็ว

ร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง

1.แก้ไขเพิ่มเติมให้คณะกรรมการสรรหาของแต่ละพรรคการเมืองจัดทำบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อไม่เกิน 100 รายชื่อ

2.แก้ไขเพิ่มเติมให้สมาชิกพรรคการเมืองลงคะแนนเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อได้คนละไม่เกิน 10 รายชื่อ จากเดิม 15 รายชื่อ 

อัปเดตกฎหมายลูกเลือกตั้ง ก่อนชี้ขาดในเวทีสภาฯ

พรรคเพื่อไทย


สาระสำคัญของ ร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. 
1.กำหนดให้ผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อและแบบเเบ่งเขตมีเบอร์เดียวกัน สามารถกระทำได้โดยให้สมัครแบบบัญชีรายชื่อเป็นวันที่สองของระบบเขตและรับสมัครแบบบัญชีรายชื่อไม่น้อยกว่าสามวัน

2.การแบ่งเขตเลือกตั้ง ในเขตเลือกตั้งเดียวกันต้องมีเขตพื้นที่ติดต่อกัน แตกต่างจากกฎหมายเดิม ซึ่งเขตเลือกตั้งเดียวกันแต่พื้นที่มิได้ติดต่อกัน ที่อาจเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

3.ฐานจำนวนประชากรผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ต้องใกล้เคียงกัน เพราะการเลือกตั้งที่ผ่านมา ฐานจำนวนประชากรในเขตเลือกตั้งแต่ละเขตมีจำนวนแตกต่างกันมาก บางเขตแตกต่างกันมากถึง 9 หมื่นคน เป็นต้น

4.การคำนวณ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ให้นำคะแนนแบบบัญชีรายชื่อของทุกพรรคการเมืองหารด้วย 100 แล้วหารด้วยคะแนนแบบบัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคการเมือง จะได้จำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อ ของแต่ละพรรคการเมืองโดยใช้จำนวนเต็มในเบื้องต้น

5. หากคำนวณตามข้อ 2. แล้วได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อรวมกันไม่ครบ 100 คน ให้นำเศษของแต่ละพรรคการเมืองที่มีเศษมากมาเพิ่มให้โดยลำดับ โดยให้คิดเศษมากโดยลำดับให้รวมถึงพรรคที่มีคะแนนไม่ถึงค่าเฉลี่ยต่อส.ส. 1 คนในตอนแรกมาคิดคำนวณด้วย และจะไม่มีการปัดเศษ

ทั้งนี้ ได้แก้ไขรายละเอียดในประเด็นอื่น ๆ เช่น เพิ่มกรรมการประจำหน่วยจาก 5 คนเป็น 7 คน เนื่องจากมีการเพิ่มเขตเลือกตั้ง การแบ่งเขตการเลือกตั้ง นอกจากต้องเป็นเขตติดต่อกันแล้ว ต้องให้ประชากรของทุก ๆ เขตแตกต่างกันไม่เกิน 10% เป็นต้น


ร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง 


1.การส่งบัญชีรายชื่อให้สามารถส่งได้เลย เมื่อมีผู้สมัคร ส.ส.เขตไปสมัครเพียง 1 เขต ไม่ต้องรอให้มีการรับรองคุณสมบัติผู้สมัคร

2.ยกเลิกการเก็บค่าบำรุงพรรค เนื่องจากสร้างปัญหาแก่พรรคการเมืองหลายประการ โดยเฉพาะการเสียค่าบำรุงเป็นรายปี การไม่ชำระค่าบำรุง 2 ปีติดต่อกันทำให้ขาดจากสมาชิก  แต่ถ้าพรรคการเมืองใดเห็นสมควรจะเรียกเก็บก็ให้กำหนดในข้อบังคับพรรค ซึ่งค่าบำรุงพรรคของสมาชิกจากเดิม สมาชิกชั่วคราวต้องจ่ายค่าบำรุงพรรค 100 บาท และสมาชิกถาวร 2,000 บาท พรรคเพื่อไทยเสนอว่าอัตราค่าสมาชิกพรรคให้ไปเขียนไว้ในข้อบังคับพรรคของแต่ละพรรคที่จะเป็นผู้กำหนด

3. ยกเลิกการกำหนดคุณสมบัติความเป็นสมาชิกพรรคการเมือง ให้เป็นเช่นเดียวกันกับคุณสมบัติของผู้สมัคร ส.ส. เพราะการเป็นสมาชิกพรรคการเมือง ควรเป็นสิทธิพื้นฐานของประชาชน

4. กำหนดอำนาจของ กกต. ในการปลดกรรมการบริหารพรรคการเมือง และกำหนดกรณีการครอบงำ ควบคุมพรรคการเมืองโดยบุคคลภายนอกให้รอบคอบรัดกุมมีเหตุมีผลมากขึ้น ไม่ใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเหมือนที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

5. ยกเลิกบทบัญญัติว่าด้วยการจัดทำนโยบายต้องแสดงที่มาของรายได้ ความคุ้มค่า ความเสี่ยง เพราะไม่มีผลในทางปฏิบัติ เห็นได้จากการเสนอนโยบายของพรรคการเมืองที่ผ่านมา

6. การยุบพรรคการเมือง กรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยยุบพรรคการเมือง ต้องมีความชัดเจน  โดยกำหนดให้การเลิกพรรคการเมือง ยุบพรรคการเมือง มีความเหมาะสมรัดกุมขึ้น ยกเลิกเหตุยุบพรรคการเมืองบางกรณี ไม่ใช้การเลิกหรือการยุบพรรคเป็นประโยชน์หรือเป็นเครื่องมือทางการเมืองแบบที่เป็นอยู่ 

7. สำหรับการจัดทำไพรมารี่ ในการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งคงจะยกเลิกการรับฟังความเห็นจากสมาชิกไม่ได้ เพราะอาจขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 45 ที่ให้รับฟังความเห็นจากสมาชิกอย่างกว้างขวาง แต่พรรคเพื่อไทยเห็นว่าโดยหลักการควรใช้เขตจังหวัดเป็นเขตรับฟัง อาจเป็นสาขา หรือตัวแทนพรรคประจำจังหวัด ที่ครอบคลุมเขตจังหวัด และสามารถส่งผู้สมัครได้ทุกเขตทั้งจังหวัด ทั้งนี้ คงจะต้องมีบทเฉพาะกาลเนื่องจากพรรคการเมืองส่วนใหญ่ได้ตั้งตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดตามระบบเดิมไปมากแล้ว และอาจมีปัญหา เช่น จะต้องมีการแบ่งเขตใหม่ อาจทำให้ตัวแทนหรือสมาชิกคลาดเคลื่อน เช่น เหลือสมาชิกไม่ถึง 100 คน หรือเขตใหม่ 50 เขต ไม่ควรตั้งตัวแทนขึ้นมาอีก หากมีการตั้งตัวแทนไว้ในเขตอื่น ๆ แล้ว

8. การจัดสรรเงินสนับสนุนแก่พรรคการเมือง ให้มีตัวแทนพรรคการเมืองทั้งที่มี ส.ส.และไม่มี ส.ส.เข้าร่วมเป็นกรรมการด้วย

อัปเดตกฎหมายลูกเลือกตั้ง ก่อนชี้ขาดในเวทีสภาฯ

พรรคก้าวไกล 


สาระสำคัญ ร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. 

-แก้ไขให้บัตรเลือกตั้งที่มาจากนอกราชอาณาจักร ที่จัดส่งหลังจากนับคะแนนไปแล้ว ไม่ถือเป็นบัตรเสีย 

– การจัดการเลือกตั้งต้องรายงานอย่างต่อเนื่องผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้

– ใช้การคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ระบบ MMM แบบปี 2540

ร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง 

– กองทุนพัฒนาการเมืองควรเป็นแหล่งทุนให้พรรคการเมืองไทยสามารถยืมได้

– การเข้าถึงแหล่งทุนในระบบออนไลน์
 

– การให้ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคการเมืองได้ เป็นสิ่งที่ไม่ควรมีอยู่ในระบบนิเวศน์ของการเมืองไทย

– ยกเลิกโทษการเพิกถอนเลือกตั้งในบทกำหนดโทษ เพราะมีบทลงโทษทางอาญาแล้ว โดยสิทธิในการเลือกตั้งจะต้องเป็นสิทธิพลเมืองขั้นพื้นฐานที่ทุกคนพึงมี 

อัปเดตกฎหมายลูกเลือกตั้ง ก่อนชี้ขาดในเวทีสภาฯ

พรรคร่วมรัฐบาล 
 

สาระสำคัญ ร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. 

– การคำนวณจำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ กำหนดให้มีสัดส่วนสัมพันธ์กันโดยตรง 

ร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรการเมือง 

-การสมัครเป็นสมาชิกพรรค พรรคร่วมรัฐบาลเสนอให้ปรับลดค่าธรรมเนียมการสมัครจากปีละ 100 บาท เป็นปีละ 20 บาท 

-การทำไพรมารี่โหวต กำหนดให้สมาชิกพรรคทำไพรมารี่โหวตโดยลงคะแนน พรรคร่วมรัฐบาลเห็นว่าเป็นกระบวนการที่เกินกว่าหลักการที่รัฐธรรมนูญกำหนด จึงเสนอให้รับฟังความเห็นสมาชิกผ่านตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด หรือตัวแทนสาขา

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาจากร่างกฎหมายลูกเลือกตั้งทุกฉบับที่เสนอต่อประธานสภาฯ นั้น ในส่วนของ ร่างกฎหมายลูกว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. มีเนื้อหาที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยเน้นการเลือกตั้งแบบบัตร 2 ใบ และมีเขตเลือกตั้งแบบส.ส. 400 เขต และ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ 100 คน และการคำนวณส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ เน้นเป็นแบบกำหนดให้มีสัดส่วนสัมพันธ์กันโดยตรง เหมือนการคำนวณส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ เมื่อครั้งประกาศใช้รัฐธรรมนูญปี 2540 ส่วนที่แตกต่างคือพรรคเพื่อไทยเสนอให้ใช้เบอร์เดียวกันในการเลือกตั้ง

ส่วน ร่างกฎหมายลูกว่าด้วยพรรคการเมือง นั้น มีความแตกต่างกันในรายละเอียดของการ ทำไพรมารี่โหวต โดย พรรคเพื่อไทย เสนอหลักการส่งเสริมระบบ ไพรมารีโหวต แต่เปลี่ยนวิธีการจากการมีตัวแทนหรือสาขาพรรคการเมืองประจำจังหวัดทุกเขตเลือกตั้ง มาเป็นมีเพียงสาขาพรรคการเมืองหรือตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดเพียง 1 เขตก็สามารถส่งผู้สมัคร ส.ส.ได้ทุกเขตเลือกตั้งในจังหวัดนั้น ขณะที่ พรรคร่วมรัฐบาล เห็นว่าการกำหนดให้สมาชิกพรรคทำ ไพรมารี่โหวต โดยลงคะแนน เป็นกระบวนการที่เกินกว่าหลักการที่รัฐธรรมนูญกำหนด จึงเสนอให้รับฟังความเห็นสมาชิกผ่านตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด หรือตัวแทนสาขา 

สำหรับประเด็นของ ค่าสมัครสมาชิกพรรค นั้น มีข้อเสนอที่แตกต่างกันไป โดยพรรคเพื่อไทยเสนอว่า อัตราค่าสมาชิกพรรคให้ไปเขียนไว้ในข้อบังคับพรรคของแต่ละพรรคเป็นผู้กำหนด จากเดิมค่าบำรุงพรรค สมาชิกชั่วคราวต้องจ่ายค่าบำรุงพรรค 100 บาท และสมาชิกถาวร 2,000 บาท ขณะที่ พรรคร่วมรัฐบาลเสนอให้ปรับลดค่าธรรมเนียมการสมัครจากปีละ 100 บาท เป็นปีละ 20 บาท 

นอกจากนี้ ในส่วนของ พรรคเพื่อไทยกับพรรคก้าวไกล ยังมีประเด็นเกี่ยวกับเรื่อง การยุบพรรคการเมือง โดยเห็นว่าการยุบพรรคการเมือง โดย ศาลรัฐธรรมนูญ นั้น ควรจะต้องมีความชัดเจน ไม่ใช่ยุบพรรคให้เป็นประโยชน์หรือเป็นเครื่องมือทางการเมือง หรือไม่ควรมีการยุบพรรคการเมืองอีกต่อไป รวมถึงการเสนอให้ยกเลิกโทษการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง เพราะสิทธิในการเลือกตั้ง ต้องเป็นสิทธิพลเมืองขั้นพื้นฐานที่ทุกคนพึงมี และประเด็นสุดท้าย พรรคเพื่อไทยเห็นว่า ควรกำหนดอำนาจของ กกต. ในการปลดกรรมการบริหารพรรคการเมือง และ กำหนดกรณีการครอบงำ ควบคุมพรรคการเมืองโดยบุคคลภายนอกให้รอบคอบรัดกุมมีเหตุมีผลมากขึ้น ไม่ใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเหมือนที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ขณะที่ร่างกฎหมายลูกของ กกต.และของพรรคร่วมรัฐบาลไม่ได้เสนอในประเด็นเหล่านี้