ตามหาหมูหาย แม้แต่รมต.ยังไม่รู้ ชาวบ้านจะพึ่งอะไรได้ โดยขุนเกษตรพิเรน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/501207

ขุนเกษตรพิเรน

14 ม.ค. 2565 |18:04 น.

ตามหาหมูหาย แม้แต่รมต.ยังไม่รู้ ชาวบ้านจะพึ่งอะไรได้ โดยขุนเกษตรพิเรน

ประภัตรถาม…พาณิชย์ยังไม่ตอบจาก..โยนหินถามทางนำเข้าหมูจากประเทศเพื่อนบ้านนำไปสู่ไม่รู้หมูหายไปไหน  เจาะประเด็นร้อน โดย ขุนเกษตรพิเรน 



เป็นข่าวในกระแสมาหลายวันกับการแก้ปัญหาราคาหมูแพงของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายประภัตร โพธสุธน ที่กำกับดูแลกรมปศุสัตว์โดยตรง 
 

เป็นรัฐมนตรีที่ยืนหนึ่งเรื่องโรคระบาด ประภัตรผ่านมาแล้วทั้งโรคระบาดม้า โรคลัมปีสกินในโคกระบือ และล่าสุดผจญโรค ASF ในสุกร

ขุนพลใหญ่จากเมืองสุพรรณบุรี มีวิธีการแก้ปัญหาที่เป็นที่จดจำหลายอย่าง โดยเฉพาะเรื่องของลัมปีสกิน ที่เคยสัญญากับเกษตรกรเรื่องเงินชดเชยเยียวยาจนชาวบ้านถามกันให้แซด เงินวัวควายอยู่ไหน เมื่อไหร่จะจ่าย ป่านนี้ยังไม่ได้รับเงินชดเชย
 

ล่าสุดที่กระแสพุ่งตรงไปที่รัฐมนตรีประภัตรคือเรื่องการนำเข้าสุกรจากประเทศเพื่อนบ้าน รมช.ประภัตร เสนอกระทรวงพาณิชย์ให้มีการนำเข้าหมูมาบริโภคภายในประเทศก่อน หลังจากที่ หมูไทยหายจากระบบ

เบื้องต้น สามารถนำเข้าหมูจากเพื่อนบ้านในราคาถูกได้ภายใน 3 วัน ขอเพียงแต่กระทรวงพาณิชย์อนุมัติการนำเข้าเท่านั้น ส่วนที่พบ ASF ในไทย เบื้องต้นคงไม่กระทบการส่งออกเพราะ ขณะนี้หมูไทยไม่เพียงพอสำหรับการบริโภคในประเทศ ไม่มีให้ส่งออกแล้ว 

โยนหินทีเดียวน้ำกระจายเต็มพรรคประชาธิปัตย์ ที่คุมทั้งกระทรวงเกษตรฯและกระทรวงพาณิชย์ ฤๅนโยบาย  “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” จะเดินมาถึงทางตัน กลายเป็น “เกษตรผิดพลาด การตลาดฉิบหาย”

และที่กลายเป็นข่าวคราวที่โด่งดังในโลกออนไลน์ชั่วข้ามคืน เมื่อ รมช.ประภัตร ให้สัมภาษณ์รายการดังอย่างโหนกระแส ถึงนโยบายการแก้ปัญหาหมูแพง “ขุนเกษตรพิเรน” ฟังแล้วถึงกับอึ้ง

“ถ้าพูดถึงตัวเลขแล้ว ทั้งหมูเข้าหมูออกที่เอาไปเชือดกัน ก็ไม่น่ามีหมูขาด แต่มันเกิดอะไรขึ้นก็ไม่รู้ เดือนพ.ย.-ธ.ค. นี้หมูกลับขึ้นพรวดไปเลย”
 

เอ่อท่านครับ  ขนาดรัฐมนตรีช่วยที่กำกับดูแลโดยตรงท่านยังไม่รู้ ประชาชนเขาจะพึ่งอะไรได้บ้างหละครับ 


พูดก็พูดเถอะครับท่าน ทั้งโยนหินถามทางนำเข้าหมูจากประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งไม่รู้หมูหายไปไหน ท่านคิดดีแล้วใช่มั้ยครับ


“ขุนเกษตรพิเรน”  ขอกราบเรียนท่านว่า…ท่านเช็คสต็อกหรือยัง มีหมูในระบบตอนนี้เท่าไหร่ หมูหายไปไหน ทำไมท่านไม่รู้ ใครได้ประโยชน์จากหมูแพง มีไอ้โม่งที่อยู่เบื้องหลังหมูแพงหรือเปล่า ข้อมูลของกรมปศุสัตว์ก็ชัดเจนนะครับหมูเข้าโรงเชือดเท่าไหร่ มีการเก็บสถิติชัดเจน หรือ ข้อมูลท่านไม่มี


 
ส่วนที่ “ขุนเกษตรพิเรน” ถามว่าท่านอยู่ไหน ดูกำหนดการท่านแล้ว ท่านไปทำงานที่อุดร หนองคาย และท่านก็ชี้แจงกับสื่อ ไม่ได้ตีกรรเชียง หรือหนีหายไปไหน


เอ้า!รับทราบโดยทั่วกัน

ตัวละครลับ “ถาวร เสนเนียม” ชี้ขาด ส.ส.สงขลาคนใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/501178

14 ม.ค. 2565 |15:48 น.

ตัวละครลับ "ถาวร เสนเนียม" ชี้ขาด ส.ส.สงขลาคนใหม่

สังเวียนสงขลาสุดสูสี “ถาวร เสนเนียม” ขอวางตัวเป็นกลาง แต่อดีต ส.ส.สงขลา 7 สมัย ถูกจับจ้องว่าแอบช่วยลูกชายหัวคะแนน ด้านแกนนำพลังลุงป้อมมั่นใจชนะเหนือ ปชป. 5 พันแต้ม คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

สนามสงขลาสูสีที่สุด “ถาวร เสนเนียม” เจ้าของพื้นที่เก่า ย้ำแล้วย้ำอีก ขอวางตัวเป็นกลาง เพราะฝ่ายหนึ่งก็น้องสาว และอีกฝ่ายหนึ่งก็หลานชาย

อนาคตทางการเมือง “ถาวร เสนเนียม” คงไม่ได้กลับมาที่ ปชป. แต่จะไปต่อที่พรรคไหน ก็เดาได้ไม่ยาก เขต 6 สงขลา ถาวรจะให้ใครดูแลฐานเสียง

สังเวียนตั้งซ่อมสงขลา “ถาวร เสนเนียม” อาจรู้อยู่ในใจว่า ใครจะชนะ และอาจมองทะลุไปถึงเลือกตั้งสมัยหน้า ต้องหาทายาททางการเมือง

ช่วงใกล้ถึงวันที่ 16 ม.ค.2564 ถาวร เสนเนียม อดีต ส.ส.สงขลา 7 สมัย ต้องให้สัมภาษณ์สื่อทีวีหลายช่อง ในฐานะเจ้าของพื้นที่เก่า เพราะหลายคนอยากฟังจากปากของถาวรว่า สนับสนุนใครกันแน่ ระหว่างสุภาพร กำเนิดผล พรรค ปชป.ผู้สมัครเบอร์ 1 หรืออนุกูล พฤกษานุศักดิ์ ผู้สมัครเบอร์ 3 พรรคพลังประชารัฐ

ถาวร เสนเนียม บอกชัดๆว่า ขอวางตัวเป็นกลาง ไม่สนับสนุนทั้งสุภาพร และอนุกูล ก่อนหน้านั้น ถาวรเคยเปิดบ้านให้สุภาพรและอนุกูลเข้าไปพบ และอวยชัยให้พรทั้งสองคนประสบความสำเร็จ

อย่างไรก็ตาม แถวร้านน้ำชากาแฟแถวหาดใหญ่ ก็มีคนซุบซิบว่า ทีมงานถาวรแอบไปช่วยฝ่ายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์

วันนี้ สถานะทางการเมืองของถาวร เสนเนียม ไม่ใช่สมาชิกพรรค ปชป. และกำลังรอเปิดตัวที่จะเข้าร่วมทำงานกับพรรคการเมืองใหม่ป้ายแดง

‘ตัวละครลับ’

ปี 2538 “ถาวร เสนเนียม” ลงสมัคร ส.ส.ครั้งแรก สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ตอนนั้น ถาวรได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.สงขลา เขต 2 (หาดใหญ่,นาหม่อม,บางกล่ำ,รัตภูมิ,ควนเนียง และคลองหอยโข่ง)

นับแต่ปี 2544 เป็นการเลือกตั้งเขตเดียวเบอร์เดียว ถาวรก็เป็น ส.ส.เขต 6 มาโดยตลอด ซึ่งพื้นที่ประกอบด้วย อ.คลองหอยโข่ง, อ.หาดใหญ่ (เฉพาะ ต.บ้านพรุและ ต.พะตง) และ อ.สะเดา (ยกเว้น ต.สำนักแต้วและ ต.สำนักขาม)

ถาวร เสนเนียม มีหัวคะแนนคนสำคัญอยู่ใน อ.สะเดา คือ อนันต์ พฤกษานุศักดิ์ อดีตนายกเทศมนตรีเมืองสะเดา และพิทักษ์ พฤกษานุศักดิ์ ส.อบจ.สงขลา เขต อ.สะเดา ซึ่งเป็นน้องชายของอนันต์

เมื่ออนุกูล พฤกษานุศักดิ์ ลูกชายของอนันต์ ลงสมัคร ส.ส. คนในตระกูลพฤกษานุศักดิ์ ต่างทุ่มกำลังช่วยอนุกูล รวมถึง สจ.พิทักษ์ พฤกษานุศักดิ์ ผู้มีศักดิ์เป็นอาของอนุกูล

ถามว่าระหว่างเดชอิศม์ ขาวทอง สามีของสุภาพร กับอนันต์ พฤกษานุศักดิ์ อดีต ส.ส.สงขลา 7 สมัยอย่างถาวร มีความสัมพันธ์ล้ำลึกกับใครมากที่สุด คำตอบคือ อนันต์ บ้านใหญ่เมืองสะเดา

ถาวร เสนเนียม ประกาศเป็นกลาง แต่คนในพื้นที่ไม่เชื่อถาวร เสนเนียม ประกาศเป็นกลาง แต่คนในพื้นที่ไม่เชื่อ

‘คนละครึ่ง’

นักวิเคราะห์การเมืองในหาดใหญ่ มองการเคลื่อนไหวลับๆของทีมงาน “ถาวร เสนเนียม” ที่ส่งผลให้อนุกูล ค่ายพลังประชารัฐ ทำคะแนนตีตื้นเบียดสุภาพร ค่าย ปชป.ขึ้นมา และมีแนวโน้มจะคว้าชัยเสียด้วยซ้ำไป

สำหรับ เดชอิศม์ ขาวทอง รองหัวหน้าพรรค ปชป.ดูแลภาคใต้ มีจุดอ่อนคือ เขต 6 ไม่ใช่ที่มั่นการเมืองของเดชอิศม์ หากทีมงานถาวรไม่ช่วยก็เหนื่อย

ลองกางแผนที่เลือกตั้ง ส.ส.สงขลา เขต 6 วิเคราะห์ความได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างสุภาพร-อนุกูล ไล่เรียงมาแต่ละอำเภอ

อ.คลองหอยโข่ง 4 ตำบล สุภาพรได้เปรียบ เพราะมีแฟนคลับ ปชป.เยอะ แต่อนุกูลจัดเวทีปราศรัยใหญ่ทำคะแนนไล่ตามมาโค้งสุดท้าย ตอนนี้สองฝ่ายสูสีกันมาก

อ.หาดใหญ่ (เฉพาะ ต.บ้านพรุ และต.พะตง) ประเมินว่า สุภาพร-อนุกูล แบ่งแต้มกันไปคนละครึ่ง

อ.สะเดา (ยกเว้น ต.สำนักแต้วและ ต.สำนักขาม) เป็นฐานเสียงของอนุกูล แต่ฝ่ายสุภาพร ก็พยายามเข้ายึด ต.ปาดังเบซาร์ ซึ่งเป็นตำบลใหญ่เป็นอันดับสองของ อ.สะเดา

ล่าสุด ก่อนปราศรัยใหญ่ส่งท้ายที่ อ.สะเดา สุชาติ ชมกลิ่น ในฐานะผู้อำนวยการเลือกตั้งเขต 6 ให้สัมภาษณ์สื่อว่า อนุกูลชนะแน่ คาดทำแต้มรวมเหนือคู่แข่ง 5 พันคะแนน

42 ปีเสือซุ่ม “สมศักดิ์ เทพสุทิน” จะเดินไปสู่หนไหน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/501059

13 ม.ค. 2565 |20:18 น.

42 ปีเสือซุ่ม "สมศักดิ์ เทพสุทิน" จะเดินไปสู่หนไหน

หลบกระแสร้อน “สมศักดิ์ เทพสุทิน” ฉลองเงียบ ย่างก้าวบนถนนการเมือง 42 ปี ผ่านร้อนผ่านหนาวมา 6 พรรค อนาคตกลุ่มสามมิตรขึ้นอยู่กับสถานการณ์พลังประชารัฐในวันข้างหน้า คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

42 ปี บนถนนการเมือง “สมศักดิ์ เทพสุทิน” ฉลองวันเกิดครบ 66 ปีแบบเงียบๆ ในห้วงยามที่กลุ่มสามมิตรลดเพดานบิน จะร่อนลงที่ไหน ต้องติดตามกันต่อไป

ประสบการณ์เพียบ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” เลือกที่หลบพายุ ยามที่มีการเปลี่ยนแปลงในพลังประชารัฐ การเมืองมีขึ้น มีลง

สามมิตรหรือวังน้ำยม “สมศักดิ์ เทพสุทิน” คือผู้นำที่คอยกำหนดเกม การตัดสินใจจะอยู่ที่เดิมหรือไปหาบ้านใหม่ ยังไม่มีคำตอบในช่วงนี้

วันที่ 13 ม.ค.2565 สมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรียุติธรรม และที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ จัดงานวันเกิดครบ 66 ปีที่บ้านพัก อ.ศรีสำโรง จ.สุโขทัย บรรยากาศเป็นไปอย่างเรียบง่าย จัดที่บ้านพัก จ.สุโขทัย โดยมีอนงค์วรรณ เทพสุทิน ภรรยา และครอบครัว พร้อมคนสนิทเท่านั้นที่เข้าร่วมอวยพร

สมศักดิ์กล่าวว่า วันคล้ายวันเกิดปีนี้ ตนเล่นการเมืองมา 42 ปีเริ่มตั้งปี 2523 ตนขอพรอธิษฐาน อยากให้โควิดหายไป ขอให้เราผ่านพ้นจากสถานการณ์โควิด-19 และพิษจากเศรษฐกิจที่เป็นผลพวงกันมา

“42 ปีทางการเมือง ผมยังมีไฟแก้ปัญหา อาจทำได้ไม่ทั้งหมด แต่จะพยายามทำให้ดีที่สุด” สมศักดิ์กล่าวทิ้งท้าย เนื่องในวันเกิดปีที่ยังเผชิญสถานการณ์โควิดระบาด

‘42 ปี 6 พรรค’

“สมศักดิ์ เทพสุทิน” บุตรชายประเสริฐ เทพสุทิน ผู้รับเหมาก่อสร้างรายใหญ่ อ.ศรีสำโรง จ.สุโขทัย ก้าวสู่ถนนการเมืองท้องถิ่นปี 2523 เป็น สจ.สุโขทัย และปี 2526 สมศักดิ์ลงสมัคร ส.ส.สุโขทัย สังกัดพรรคกิจสังคม ได้เป็น ส.ส.สมัยแรก

ตั้งแต่ปี 2526-2539 สมศักดิ์เป็น ส.ส.สุโขทัย ไม่เคยสอบตกในสีเสื้อพรรคกิจสังคม ก่อนจะย้ายมาสังกัดพรรคไทยรักไทย หลังรัฐประหาร 2549 สมศักดิ์นำทีมอดีต ส.ส.กลุ่มวังน้ำยม ตั้งพรรคมัชฌิมาธิปไตย โดยอนงค์วรรณ เทพสุทิน ภรรยาของสมศักดิ์เข้ารับตำแหน่งหัวหน้าพรรค

ปี 2552 อนงค์วรรณต้องพ้นจากตำแหน่ง เนื่องจากถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี ในคดียุบพรรคมัชฌิมาธิปไตย กลุ่มสมศักดิ์จึงย้ายไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย

ปี 2556 สมศักดิ์พาพลพรรคกลุ่มมัชฌิมากลับพรรคเพื่อไทย และส่งทีมลงสมัคร ส.ส. แต่การเลือกตั้งครั้งนั้นเป็นโมฆะ

ปี 2561 สมศักดิ์ เทพสุทิน และสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ก่อตั้งกลุ่มสามมิตร รวบรวมอดีต ส.ส.มาอยู่ในสังกัด ก่อนจะเข้าพรรคพลังประชารัฐ

‘สามมิตรขาจร’

สถานการณ์ของกลุ่มสามมิตรในวันนี้ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” ให้สัมภาษณ์สื่อหลายครั้ง ยืนยันว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น พวกเขายังสังกัดพรรคพลังประชารัฐ และยังสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

สมศักดิ์ ชื่นชอบฟุตบอลและไก่ชนเป็นชีวิตจิตใจสมศักดิ์ ชื่นชอบฟุตบอลและไก่ชนเป็นชีวิตจิตใจ

ตอนที่สมศักดิ์ ถูกปลดออกจากตำแหน่งประธานยุทธศาสตร์พรรคพลังประชารัฐไม่รู้เนื้อรู้ตัว แต่ด้วยความเก๋าเกม สมศักดิ์จึงพูดในที่ประชุม ส.ส.พลังประชารัฐว่า “ก่อนหน้านี้ มีข่าวท่านหัวหน้าพรรคจะให้ผมเป็น ผมไม่น้อยใจ ความสำคัญของผม เทียบไม่ได้กับความมั่นคงของพรรค ผมไม่ติดใจ น้อมรับ..”

สมศักดิ์รู้ดีว่า ดุลกำลังในพลังประชารัฐเปลี่ยนไปแล้ว กลุ่มสามมิตรมีกำลังพลเหลืออยู่เท่าไหร่ก็รู้กันอยู่ ซึ่งเนื้อแท้กลุ่มสามมิตรของสมศักดิ์ มีอยู่ 4 ตระกูลคือเทพสุทิน, จึงรุ่งเรืองกิจ,นาคาศัย และนิติกาญจนา

ส่วนที่มั่นการเมืองสุโขทัย กลุ่มสามมิตร มี ส.ส. 2 คน คือ พรรณสิริ กุลนาถศิริ น้องสาวสมศักดิ์ และชูศักดิ์ คีรีมาศทอง

อย่างไรก็ตาม กลุ่มสามมิตรก็เป็นแนวร่วมกับกลุ่มกำแพงเพชรสามัคคีของวราเทพ รัตนากร ซึ่งกลุ่มกำแพงเพชร ก็มีข่าวเยอะ ทั้งจะกลับไปเพื่อไทย และไปร่วมตั้งพรรคใหม่กับกลุ่ม 2 กุมาร

การที่สมศักดิ์ประกาศว่า อยู่ในถนนการเมืองมา 42 ปี ก็เพื่อจะส่งสัญญาณบางอย่างให้รู้ถึงความเก๋า และมากประสบการณ์ การจะเลือกเดินแบบไหนในการเลือกตั้งสมัยหน้า ย่อมต้องคิดกันให้ถี่ถ้วน

ไม่ผิดไม่ลาออก อธิบดีปศุสัตว์ เปิดใจที่แรก ปมหมูพบเชื้อโรคASF ปกปิดหรือไม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/501052

ขุนเกษตรพิเรน

13 ม.ค. 2565 |19:50 น.

ไม่ผิดไม่ลาออก อธิบดีปศุสัตว์ เปิดใจที่แรก ปมหมูพบเชื้อโรคASF ปกปิดหรือไม่

จัดหนักจัดเต็ม ยิงคำถามที่หลายคนอยากรู้ ตกลง ไทยมีอหิวาต์แอฟริกาในสุกรตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมรัฐบาลของบประมาณตั้งแต่ปี 2562  ทุกคำถามมีคำตอบจากการเปิดใจครั้งแรกของ อธิบดีปศุสัตว์ ในเจาะประเด็นร้อน โดย ขุนเกษตรพิเรน

รายการคมชัดลึกเดือดสุดสุด วราวิทย์ ฉิมมณี สัมภาษณ์เปิดใจอธิบดีกรมปศุสัตว์ ฝ่าวิกฤติ โรคระบาดแรง หมูแพงทั้งแผ่นดิน โดย “ขุนเกษตรพิเรน”

ร้อนระอุบนจอทีวีวันนี้ เมื่อ น.สพ.สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ มาเปิดใจครั้งแรก หลังจากแถลงข่าวยอมรับพบอหิวาต์แอฟริกาในสุกร ที่จังหวัดนครปฐม ซึ่งวราวิทย์  ฉิมมณี จัดหนักจัดเต็ม ยิงคำถามที่หลายคนอยากรู้ ตกลง ไทยมีอหิวาต์อแฟริกาในสุกรตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมรัฐบาลของบประมาณตั้งแต่ปี 2562 

ไม่ผิดไม่ลาออก อธิบดีปศุสัตว์ เปิดใจที่แรก ปมหมูพบเชื้อโรคASF ปกปิดหรือไม่

อธิบดีกรมปศุสัตว์ ชี้แจงว่า ปี 2562 รัฐบาลได้กำหนดให้การป้องกัน ASF เป็นวาระแห่งชาติ มีคณะกรรมการมาจากทุกภาคส่วนทั้งรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ปลัดกระทรวงหลายกระทรวง สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ ภาคีเครือข่ายคณบดีสัตวแพทย์ นายกสภาสัตวแพทยสภา มีปลัดกระทรวงเกษตรเป็นเลขานุการ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นผู้ช่วยเลขานุการ มีการประชุมและรับรู้กันทุกฝ่าย ยืนยันไม่มีการปกปิดข้อมูลเรื่อง ASF ไม่รู้จะปิดทำไม ที่สำคัญคณะกรรมการก็มีทุกฝ่าย เรื่องนี้ปิดไม่ได้อยู่แล้ว 

“ส่วนการของบประมาณก็ใช้ในการป้องกันอหิวาต์แอฟริกาในสุกร หรือ ASF เรื่องนี้เราดำเนินการป้องกัน ฟาร์มไหนที่มีข้อบ่งชี้เราก็ดำเนินการกำจัดทันทีไม่ต้องรอให้เป็น ASF งบประมาณที่ขอไม่ใช่ชดเชยสุกรที่เป็นโรค ASF นะครับ ใช้ในการป้องกันโรค”

เมื่อวราวิทย์ยิงคำถามที่สังคมกำลังตั้งคำถามแบบตรงไปตรงมาเสียหายขนาดนี้อธิบดีต้องลาออกหรือแสดงความรับผิดชอบไหม ท่านอธิบดีคิดอย่างไร 

“ผมคิดว่าผมทำทุกอย่างเพื่อประโยชน์ประเทศชาติเป็นส่วนรวมแล้วก็คนเห็นนะครับ เพราะฉะนั้นเนี่ยนะครับตรงนี้เนี่ยไม่ลาออกนะครับ เดินหน้าต่อไปเพื่อจะได้ให้เกษตรกรได้อยู่ได้ดีกว่าครับ ผมทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริตมาโดยตลอด และมีผลงานชัดเจน ที่ผ่านผมเจอโรคทุกปีทั้งโรคระบาดม้า โรคลัมปีสกินจนทุกวันนี้คุมโรคได้ อีก 8 เดือนก่อนเกษียณ ผมมีความตั้งใจที่จะแก้ปัญหาให้พี่น้องผู้เลี้ยงสุกร ผมไม่ได้ทุจริตอะไร ยืนยันไม่ลาออกครับ”

นส.พ.สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ นส.พ.สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์

เมื่อถามว่า…ตกลงที่ผ่านมามีข้อกล่าวหาว่าอธิบดีปกปิดข่าวเรื่องโรคระบาดในหมูไม่ต่ำกว่า 2-3 ปี นี้ เป็นความจงใจหรือเราไม่รู้จริงๆว่ามันมีโรคนี้ระบาด

“ไม่จริงครับเพราะว่าตรงนี้ เรามีคณะกรรมการระดับชาติ ระดับวิชาการและมีการประชุมกันทุกเดือน แล้วก็มีสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติเพราะฉะนั้นตรงนี้ ไม่สามารถจะปกปิดได้ ถ้า 3 ปีที่แล้วผมปิดนะครับ ป่านนี้ผมอยู่ไม่ได้ทุกวันนี้ครับ”

เมื่อถามว่า…ทำไมถึงเบิกงบกลางไป พบเห็นได้ในเอกสารอย่างน้อยพันกว่าล้านเพื่อไปทำลายสุกรไปป้องกันโรค เบิกไปแล้ว ไม่รู้ได้ไงว่าโรคนี้กำลังระบาด

อธิบดีกรมปศุสัตว์ ชี้แจงว่า….ไม่ใช่ครับ ต้องทำความเข้าใจใหม่นะครับการเบิกงบป้องกันครับ ที่ตามหลักการของระบาดวิทยาทางสัตวแพทย์ทั่วโลกนะครับว่าโรคในสัตว์ทุกอย่างที่มีเหตุสงสัยเราไม่ปล่อยให้ตายก่อนแล้วก็ตามโรคไม่ทัน เรามีสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติในการดำเนินการลดความเสี่ยงตรงนี้  โดยรัฐบาลให้เงินอุดหนุน ในรายย่อยเท่านั้น ข้อนี้เป็นหลักสากล

ส่วนประเด็นที่สังคมกำลังถกเถียงกัน คือ ปศุสัตวเอื้อผู้ส่งออกรายใหญ่ อธิบดีกรมปศุสัตว์ชี้แจงว่า การส่งออกมีข้อมูลชัดเจนไม่มีการปกปิดใครส่งออกเท่าไหร่อย่างไร ที่ผ่านมามีรายกลางและรายย่อยที่ส่งออก ไม่มีรายใหญ่ส่งออกด้วยซ้ำ  ส่วนประเด็นที่เขาเสียหายน้อยกว่าเป็นเพราะลงทุนในระบบการเลี้ยงทำให้เสี่ยงน้อยกว่า 

เรื่องทางออกของปัญหาฝ่าวิกฤติ โรคระบาดแรง หมูแพงทั้งแผ่นดิน อธิบดีกรมปศุสัตว์เน้นย้ำว่า ต้องการฟื้นฟูเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรรายย่อยให้เร็วที่สุด การแก้ปัญหาเรื่อง ASF นั้น เราได้ประชุมกับนักวิชาการสิ่งที่เราจะขับเคลื่อนต่อไปคือ อยากให้ผู้เลี้ยงสุกรที่ยังเหลืออยู่ อยู่ได้ ถ้าคุมดี รู้โรคเร็ว สงบเร็ว หลังจากที่เราประกาศโรคระบาด ในเรื่องการเคลื่อนย้าย เราจำเป็นต้องให้เจ้าหน้าที่เข้าไปวิเคราะห์ข้อมูลช่วยเกษตรกร เช่นถ้าหนาแน่นเราตรวจก่อนเคลื่อนย้าย ที่สำคัญเราจะสุ่มตรวจให้มากขึ้น ตอนนี้เรามีวอร์รูมให้แจ้งผ่านแอป ขอให้มีการแจ้ง เราสามารถเข้าไปช่วยเหลือควบคุมได้ 

ไม่ผิดไม่ลาออก อธิบดีปศุสัตว์ เปิดใจที่แรก ปมหมูพบเชื้อโรคASF ปกปิดหรือไม่

นอกจากนั้น กรมปศุสัตว์มีแผนระยะสั้น หรือ ระยะเร่งด่วนและระยะยาว เร่งด่วนคือควบคุมโรคให้เร็วที่สุด หลังจากนั้นสร้างความมั่นใจให้กับคนเลี้ยงใหม่ ส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยงแบบ GSM คือ มีระบบการเลี้ยงที่ป้องกันพาหะหรือระบบการตรวจสอบย้อนกลับได้และมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค ฟาร์มที่เลี้ยงใหม่จะส่งเสริมให้นำระบบการประกันภัยเพื่อป้องกันความเสี่ยง 

ก่อนจบรายการวราวิทย์ ถามอธิบดีแบบชัดๆว่า…ใช้เวลาอีกนานแค่ไหนราคาหมูแพงถึงจะจบ

อธิบดีกรมปศุสัตว์ฟันธงชัด 8-12 เดือน

ซินแสเข่ง ผ่าดวง “สรวิศ ธานีโต” เจอหมูพ่นพิษก่อนเกษียณ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/501051

13 ม.ค. 2565 |19:46 น.

ซินแสเข่ง ผ่าดวง "สรวิศ ธานีโต" เจอหมูพ่นพิษก่อนเกษียณ

ซินแสเข่ง ผ่าดวง “สรวิศ ธานีโต” เจอหมูพ่นพิษ เกิดเชื้อโรคอหิวาห์ระบาดในสุกร ประกอบดาวราหู บริวารเบียดเบียนทำให้เดือดเนื้อร้อนใจ เรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง ทำให้เสียชื่อเสียง ส่งท้ายปีก่อนเกษียณ

ซินแสเข่ง ผ่าดวงวิกฤติวิเคราะห์ดวง “สรวิศ ธานีโต” อธิบดีกรมปศุสัตว์ เซ่นหมูพ่นพิษ หมูแพงรับตรุษจีน นายสัตวแพทย์ สรวิศ ธานีโต วัน 59 ปี หนีไม่พ้นปัญหาความแตกแยก สังเวยเดือนเกิดเป็นปฏิปักษ์ ก่อให้เกิดความไม่สมหวัง โรมรันสาดซัด 

นสพ.สรวิศ ธานีโต เกิดวันพฤหัสที่ 26 เดือนกรกฏาคม 2505 ปีขาลธาตุน้ำ เวียนมาบรรจบครบรอบอายุ กลายเป็น เสือ 3 ตัวในดวงชะตาปีเกิด ปีพศ. และปีดวงเมือง 2325 ที่จะต้องเตือนให้ระวังแรงปะทะในการทำงาน ในตำแหน่งหน้าที่การงานที่จะก่อให้เกิดความรุนแรงเกิดขึ้น 

ซึ่งความจริงแล้วในดวงชะตานั้น “สรวิศ ธานีโต” มีผลต่อเนื่อง ตั้งแต่ ปี 2563 และ 2564 ปีที่จากผู้ไม่หวังดี อิจฉาริษยา ไม่หวังดี ก่อให้เกิดปัญหาความขัดแย้ง ไม่ไว้วางใจ ทำดีกลับเป็นผลร้ายตอบกลับ

ซินแสเข่ง ผ่าดวง "สรวิศ ธานีโต" เจอหมูพ่นพิษก่อนเกษียณ

จากอิทธิฤทธิ์ ดาวพิฆาต ทะลุทะลวง ให้เกิดความไม่เข้าใจ และดาวราหู เป็นดาวอิทธิฤทธิ์ อำนาจของดาวราหู ที่ทำให้ต้องเหตุคดีความ กลั่นแกล้งเบียดเบียน แอบอ้างที่ทำให้เสียชื่อเสียง

ในดวงชะตาของท่าน “สรวิศ ธานีโต” เป็นบุคคลที่มีความเป็นผู้นำ สามารถปรับตนเองได้ทุกสถานการณ์ แต่มากด้วยความเป็นเจ้าทุกข์ ชอบที่จะวุ่นวายช่วยเหลือผู้อื่น แต่เป็นคนที่ดื้อเงียบ และใช้ความคิดของตนเองเป็นที่ตั้ง มีโอกาศสำเร็จในตำแหน่งหน้าที่การงานสูง ด้วยกำลังธาตุของตนเอง ระวังเรื่องบริวารที่จะทำให้เกิดปัญหาแตกแยกไม่หวังดี ให้ได้รับความเดือดร้อน

ซินแสเข่ง สรุปเหตุในดวงชะตา “สรวิศ ธานีโต” ว่าเดือนมกราคม เป็นเดือนสุดท้ายของปี 2564 ที่ยังมีผลกระทบจากเดือนธันวาคม ถึงเดือนมกราคม ซึ่งอาจมีผลกระทบถึงเศรษฐกิจ รายได้และผลประโยชน์ ที่จะต้องระวังในสิ่งที่จะเกิดขึ้นให้ได้รับความเดือดร้อนทั้งในหน้าที่ตำแหน่ง และการงาน ในรอบสุดท้ายของปีเกษียณอายุราชการ

ต้านพลังธรรมนัส “ชุมพล จุลใส” ผนึกลูกช้างทิ้งไพ่ กปปส.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/501016

13 ม.ค. 2565 |16:29 น.

ต้านพลังธรรมนัส "ชุมพล จุลใส" ผนึกลูกช้างทิ้งไพ่ กปปส.

ผู้กองเมืองพะเยาฝังตัวชุมพร เป้าหมายโค่นหลานชาย “ชุมพล จุลใส” บ้านใหญ่จุลใสทิ้งไพ่ กปปส. ปลุกกระแสท้องถิ่นนิยม ต้านพลังธรรมนัสสุดกำลัง คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

กลยุทธ์สุดท้าย “ชุมพล จุลใส” ปลุก กปปส. สู้พลังธรรมนัส ทิ้งไพ่อนาคตตระกูลจุลใส อยู่ที่อิสรพงษ์ มากอำไพ จะแพ้หรือชนะ

15 ปีมานี้ “ชุมพล จุลใส” พร้อมพี่ชาย สุพล จุลใส สร้างเครือข่ายทั้งกว้างและลึกทั่วชุมพร มิตรก็มาก ศัตรูก็มี เลือกตั้งซ่อมเที่ยวนี้จึงมีเดิมพัน

ถ้าพลาดท่าปราชัย “ชุมพล จุลใส” คงถูกรุกกลับจากพลังธรรมนัส สุพล จุลใหญ่ พี่ใหญ่จึงออกแรงสุดกำลัง ปกป้องที่มั่นจุลใสแฟมิลี่ไว้ให้ได้

กลางดึกวันที่ 12 ม.ค.2565 ชุมพล จุลใส อดีต ส.ส.ชุมพร พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊ค ส่วนตัวว่า “โดนศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 9 ปี 24 เดือน นอนเรือนจำ 3 วัน 2 คืน กกต.ฟ้องแพ่งเรียกค่าเสียหาย 3,200 ล้าน ถูกเพิกถอนสิทธิ เลือกตั้ง 5 ปี นี้คือผลทื่ได้รับจากการต่อสู้กับรัฐบาลที่เป็นเผด็จการเสียงข้างมาก ออก พรบ.นิรโทษกรรมให้กับพรรคพวกตัวเอง อนาคตของผมข้าง หน้าจะอยู่หรือไป อยู่ในมือของพี่น้องชาวชุมพรครับ”

อดีต ส.ส.ลูกหมี ยังโพสต์ภาพตัวเองอยู่ในห้องคุมขังชั่วคราวในสเตตัสนี้ นี่เป็นความเคลื่อนไหวล่าสุดของเขา

เมื่อ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ มาตั้งกองบัญชาการเลือกตั้งซ่อมส่วนหน้าที่ อ.ดอนสัก จ.สุราษฏร์ธานี ถิ่นของกำนันศักดิ์ หรือพงษ์ศักดิ์ จ่าแก้ว นายก อบจ.สุราษฏร์ฯ การศึกที่ชุมพรครั้งนี้จึงไม่ธรรมดา

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค เดินทางมาปราศรัยใหญ่ 2 ครั้งที่ อ.สวี และ อ.เมืองชุมพร ทำให้ทนายแดงหรือชวลิต อาจหาญ มีลุ้นกว่าตอนแรกเยอะ

‘ศึกบ้านใหญ่’

อย่างที่รู้กัน เลือกตั้งซ่อมชุมพรเป็นสนามประลองกำลัง ระหว่าง “ชุมพล จุลใส” กับธรรมนัส ซึ่งมีแผนยึดภาคใต้ตอนบน โดยขั้นแรกหวังจะปักธงที่ชุมพร ประตูสู่ภาคใต้

นับแต่การเลือกตั้งปี 2550 ชุมพล จุลใส ได้เป็น ส.ส.สมัยแรก ก็ทำให้ ปชป.เมืองชุมพร แยกเป็น 2 ปีกคือ จุลใสแฟมิลี่ กับศิริศักดิ์ อ่อนละมัย

เมื่อลูกช้างหรือสุพล จุลใส เอาชนะศิริศักดิ์ อ่อนละมัย ได้เป็นนายก อบจ.ชุมพร ทำให้จุลใสแฟมิลี่บารมีเบ่งบาน และขยายฐานไปทุกอำเภอ ไม่มีกลุ่มไหนจะหาญกล้ามาต่อกร

หลังเลือกตั้ง 2562 ลูกช้างและลูกหมี ได้เป็น ส.ส.ชุมพร แต่ต่างพรรค คนชุมพรก็มองว่าทั้งสองคนนี้อยู่พรรคเดียวกันคือ พรรคจุลใส

พรรคจุลใสใหญ่โตขึ้นทุกวัน ย่อมมีคนอยากลองของ เมื่อศิริศักดิ์ อ่อนละมัย สบช่องล้างแค้นก็อาสามารับงานพี่เลี้ยงทนายแดง

สกลธี ภัททิยกุล อดีตทหารเสือ กปปส.ให้กำลังลูกหมีสกลธี ภัททิยกุล อดีตทหารเสือ กปปส.ให้กำลังลูกหมี

จริงๆแล้ว ในชุมพร ยังมี ส.ว.คนดังอีก 2 คนคือ เสธ.แอ๊ดหรือ พล.ต.กลชัย สุวรรณบูรณ์ และนายกเกี๊ยะหรือไพฑูรย์ หลิมวัฒนา ซึ่งหนนี้น่าจับตา เสธ.แอ๊ดและนายกเกี๊ยะ จะช่วยฝั่งไหน ระหว่างพลังจุลใส กับพลังธรรมนัส

‘พลังธรรมนัส’

ลำพังทนายแดงและศิริศักดิ์ อ่อนละมัย อดีต ส.ส.ชุมพร “ชุมพล จุลใส” และพี่ชายลูกช้าง สู้ได้เพราะเหนือชั้นกว่าเยอะ แต่งานนี้ ร.อ.ธรรมนัส ออกมาลุยเป็นแม่ทัพเอง จึงทำให้จุลใสแฟมิลี่หวั่นไหว

ถ้าทนายแดงเอาชนะอิสรพงษ์ มากอำไพ หลานภรรยาของชุมพล จุลใส ก็เท่ากับว่าบ้านใหญ่จุลใส พ่ายพลังธรรมนัส และพลังประชารัฐยึดประตูสู่ทักษิณได้สำเร็จ

อย่าลืมว่า ปลายปีที่แล้ว ทีมนายก อบจ.ของธรรมนัส ชนะเลือกตั้ง 2 จังหวัดคือ กำนันศักดิ์หรือพงษ์ศักดิ์ จ่าแก้ว นายก อบจ.สุราษฏร์ธานี และ ธนกร บริสุทธิญาณี นายก อบจ.ระนอง

ร.อ.ธรรมนัส เพิ่งเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.สุราษฎร์ธานี 6 เขต ส่วนใหญ่เป็นทีมงานของ พงษ์ศักดิ์ จ่าแก้ว โดยหมายมั่นปั้นมือจะยึดเมืองหอยใหญ่ให้ได้ในการเลือกตั้งสมัยหน้า

ด้วยเหตุนี้ ธรรมนัสจึงอาศัยที่มั่นของกำนันศักดิ์ เมืองสุราษฏร์ เป็นกองบัญชาการล้มตระกูลจุลใส เพราะลำพังจะพึ่งพาศิริศักดิ์ อ่อนละมัย คนเดียวคงไม่ไหว

ชั่วโมงนี้ สภากาแฟแถวชุมพร ยังให้จุลใสแฟมิลี่ เหนือกว่าพลังธรรมนัส คงต้องลุ้นคืนสุดท้าย ศึกนี้สู้กันด้วยเครือข่ายและการจัดตั้ง

จับตาร่างกฎหมายคุมจริยธรรมสื่อ.. ได้มากกว่าเสีย!

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/500937

13 ม.ค. 2565 |09:33 น.

จับตาร่างกฎหมายคุมจริยธรรมสื่อ.. ได้มากกว่าเสีย!

เกาะติดร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ… หลังครม.เคาะผ่านและให้สภาฯ พิจารณาต่อไป ร่างกม.ฉบับนี้จะช่วยส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชนได้มากน้อยเพียงใด ไม่ได้ปิดกั้นเสรีภาพสื่อ หรือปิดปากสื่อจริงหรือไม่ ชวนให้ต้องค้นหาคำตอบ

ทันทีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ผ่าน ร่างพ.ร.บ.ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. … เมื่อวันที่ 11 มกราคม ที่ผ่านมา กระแสการจับจ้องไปถึงท่าทีของ สื่อมวลชน จะมีปฏิกิริยาต่อต้าน หรือเห็นด้วยกับร่างกฎหมายฉบับนี้อย่างไร เพราะก่อนหน้านี้มีการคัดค้านร่างกฎหมายฉบับนี้หลายครั้งหลายคราว และได้ปรับปรุงแก้ไขกันอย่างต่อเนื่อง 

จับตาร่างกฎหมายคุมจริยธรรมสื่อ.. ได้มากกว่าเสีย!

ด้วยเหตุที่เกรงว่ากฎหมายฉบับนี้ อาจมีการจำกัดสิทธิและเสรีภาพการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน การประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ซึ่งในข้อสังเกตของ คณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรและคณะอนุกรรมการกลั่นกรองร่างกฎหมายในกระบวนการนิติบัญญัติ ได้ตั้งข้อสังเกตเอาไว้ในประเด็นนี้ว่าร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. …. มีบทบัญญัติใดกระทบสิทธิและเสรีภาพของบุคคลหรือไม่ หากมีต้องกำหนดไว้ในเหตุผล ความจำเป็นของร่างพระราชบัญญัติ หรือไม่ 

พบว่า ความเห็นจากการประชุมผู้เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาทบทวนร่างกฎหมายฉบับนี้ ได้ให้ความเห็นไว้ว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้จำกัดสิทธิและเสรีภาพ การประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ดังนั้น กรณีจึงไม่มีบทบัญญัติใดที่กระทบสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ทั้งนี้ สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติเป็นการคุ้มครองเสรีภาพผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน การส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน โดยให้รวมกลุ่มจัดตั้งองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน เพื่อกำกับดูแลกันเอง โดยมีจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชนที่จะร่วมกันกำหนด รวมทั้งการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบสื่อมวลชนและการรู้เท่าทันสื่อ
 

นายชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี ประธานสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ  เปิดเผยกับ “คมชัดลึก” ถึงมุมมอง แนวคิดและทัศนคติ ต่อประโยชน์ที่จะเกิดขึ้น หรือประโยชน์ที่จะได้รับ มากกว่าโทษที่จะเกิดขึ้นกับสื่อมวลชน ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน หรือองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน เกี่ยวกับร่างพ.ร.บ.ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. … ที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนรี (ครม.) ไว้อย่างน่าสนใจมากทีเดียว

จับตาร่างกฎหมายคุมจริยธรรมสื่อ.. ได้มากกว่าเสีย!

ประธานสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ ชี้ให้เห็นว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้สื่อมวลชนจะได้รับประโยชน์อย่างแน่นอน โดยเฉพาะประโยชน์ที่จะทำให้การกำกับดูแลกันเองของสื่อมวลชนมีความเข้มแข็งมากขึ้น มีองค์กรกำกับดูแลด้านจริยธรรม และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพราะกฎหมายก็บอกว่าเป็นกฎหมายส่งเสริมจริยธรรม อันนี้เป็นหลักอันหนึ่ง และอีกอันก็คือการคุ้มครองผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนในการนำเสนอข่าวและแสงความคิดเห็น เพราะในรัฐธรรมนูญ (รธน.) ฉบับปี 2540, รธน. ปี 2550 และ รธน.ปี 2560 ไม่ได้มีกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญมารองรับไว้ ดังนั้น ร่างกฎหมายฉบับนี้ทำให้การคุ้มครองเสรีภาพผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนเป็นรูปธรรม ก็ถือเป็นหลักและประโยชน์จากกฎหมายฉบับนี้

นายชวรงค์ ได้บอกเล่าถึงการต่อสู้เพื่อให้เกิดร่างกฎหมายฉบับนี้ว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้มีการผลักดันกันมาตั้งแต่ยุค สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) จนมาถึงยุค สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) แต่เนื้อหาของร่างกฎหมายยังเป็น แบบควบคุมสื่อ ซึ่งเราก็คัดค้านมาโดยตลอด เมื่อรัฐบาลให้คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายเร่งด่วนให้องค์กรวิชาชีพสื่อเข้าไปมีส่วนร่วมร่างกฎหมายฉบับนี้ ก็ช่วยกันทำมานาน โดยกรมประชาสัมพันธ์เป็นธุรการในการสนับสนุน และรับฟังความคิดเห็นทั้งจากสื่อในส่วนภูมิภาคและสื่อส่วนกลาง

จับตาร่างกฎหมายคุมจริยธรรมสื่อ.. ได้มากกว่าเสีย!

เมื่อกฎหมายนี้ผ่านครม. ตั้งแต่ปลายปี 2561 มาถึงปี 2562 และก็มีการพิจารณาในส่วนของคณะกรรมการกฤษฎีกา เมื่อพิจารณาเสร็จก็ส่งให้รัฐบาลในปี 2563 และครม.ก็รับกลับมาพิจารณาและส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร (ปสส.) พิจารณา แล้วก็ส่งกลับมาที่ครม.และให้กรมประชาสัมพันธ์ไปสอบถามองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนว่าจะแก้ไขอะไรไหม แต่กฎหมายก็ดีอยู่แล้ว จึงไม่ได้แก้ไขอะไร ซึ่งในชั้นกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎร สื่อมวลชนก็ต้องร่วมชี้แจงถึงบทบาท หน้าที่และสิทธิเสรีภาพของสื่อในการทำหน้าที่เพื่อประชาชนและมวลชน 

“เรามีจุดยืนมาโดยตลอดว่าจะต้องไม่มีการกำกับเสรีภาพในการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน และถ้ามีกฎหมายเหล่านี้ ก็ต้องไม่กำกับการทำหน้าที่สื่อ ก็เป็นการส่งเสริมล้วน ๆ คนที่จะให้เอากฎหมายมาจัดการกับสื่อ ปิดปากสื่อนั้นไม่ใช่ และที่ร่างกฎหมายออกมาล่าช้า ก็เพราะรัฐบาลก็คงลังเล ถ้าออกมาแล้วก็เกรงจะควบคุมสื่อไม่ได้ แต่เราก็ยืนยันว่าร่างกฎหมายฉบับนี้เป็นประโยชน์มากกว่าโทษ และน่าจะได้รับสนับสนุนจากทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล เพราะจะช่วยให้การกำกับดูแลสื่อด้านจริยธรรมมีประสิทธิภาพมากขึ้น และได้ทำหน้าที่เข้มแข็งมากขึ้น เราก็หวังอย่างนั้น” ประธานสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ ระบุ

จับตาร่างกฎหมายคุมจริยธรรมสื่อ.. ได้มากกว่าเสีย!

นายชวรงค์ ย้ำด้วยว่า ถ้าร่างกฎหมายฉบับนี้ รัฐบาลเสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ ก็มีกลไกของคณะกรรมาธิการที่จะพิจารณาแก้ไขข้อกฎหมาย เราก็คงจะพยายามอธิบาย ตัวแทนวิชาชีพสื่อก็จะเข้าไปอธิบายหลักการกฎหมาย และไม่ควรมีการแก้ไขในส่วนที่หลายฝ่ายอยากแก้ไข เช่น ให้มีการลงโทษทางกฎหมายกับสื่อที่ละเมิดทางจริยธรรม ซึ่งเรายืนยันว่าทำไม่ได้

“ต้องไปดูเนื้อหาข้อกฎหมายให้ดี และสื่อมีส่วนร่วมในร่างกฎหมายฉบับนี้ตั้งแต่แรก และร่างก็ออกจากครม. ก็ยังคงหลักการเดิม ยืนยันว่าเราก็ดูแล้วว่ากฎหมายนี้จะไม่มีส่วนใดส่วนหนึ่งจำกัดเสรีภาพสื่อ คุมสื่อไม่มี” ประธานสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ กล่าวย้ำ

จับตาร่างกฎหมายคุมจริยธรรมสื่อ.. ได้มากกว่าเสีย!

ในตอนท้าย นายชวรงค์ กล่าวฝากถึงเพื่อนสื่อมวลชนในทุกแขนงว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้ อยากให้ดูกันให้ละเอียด อ่านก่อนจะวิพากษ์วิจารณ์ จะเข้าใจว่าเนื้อหาสาระ และฝากพวกเราช่วยดูว่าหากร่างกฎหมายฉบับนี้เข้าสู่กระบวนการรัฐสภาแล้ว อย่าให้มีการผิดเพี้ยนจากร่างที่เป็นส่วนใดส่วนหนึ่งไปถูกแก้ไขเพื่อให้มาคุมสื่ออย่างที่พวกเรากังวล อันนี้เป็นเรื่องสำคัญ ตั้งสติและคิดว่ามันมีประโยชน์มากกว่ามีโทษ ต้องดูแลให้เป็นประโยชน์กับพวกเราให้ได้ 

นายชวรงค์ ตั้งข้อสังเกตฝากเอาไว้ด้วยว่า มีประเด็นหนึ่งที่เป็นข้อสังเกตของครม. คือพูดถึงว่าปัจจุบัน สื่อไม่มีสภาวิชาชีพ หรือใบประกอบวิชาชีพเหมือน สภาทนายความ หรือ สภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งในประเด็นนี้วิชาชีพสื่อไม่เหมือนกับวิชาชีพทนายความ หรือ วิชาชีพบัญชีฯ ที่มีการควบคุมที่ตัวบุคคลว่าจะต้องเรียนจบด้านนั้นมาโดยตรง ต้องมีใบประกอบวิชาชีพนั้นด้วย แต่สำหรับวิชาชีพสื่อ องค์กรสื่อจะมีเนื้อหาที่แตกต่างกัน เรามีลักษณะเป็นองค์กร ไม่ได้เป็นตัวบุคคล และ ผู้ที่เป็นสื่อมวลชนไม่จำเป็นต้องเรียนจบด้านนิเทศศาสตร์ หรือสื่อสารมวลชนมาเท่านั้น แต่เรียนจบด้านไหนมาก็สามารถเป็นสื่อมวลชนได้ 

จับตาร่างกฎหมายคุมจริยธรรมสื่อ.. ได้มากกว่าเสีย!

สำหรับความคิดเห็นและมุมมองของนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน ที่เสนอมุมมองเกี่ยวกับร่างกฎหมายฉบับนี้ ศ.ดร.วรัชญ์ ครุจิต รองคณบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนา คณะนิเทศศาสตร์และนวัตกรรมการจัดการ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) และที่ปรึกษาด้านการสื่อสาร ศบค. ได้โพสต์ข้อความแสดงความคิดเห็นไว้ในเฟซบุ๊ก Warat Karuchit ระบุว่า วันนี้ 11 ม.ค. 65 พระราชบัญญัติส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. …. หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า พรบ.สื่อ ผ่านครม. เพื่อไปพิจารณาต่อในสภาแล้ว คอยจับตาดูท่าทีของสื่อให้ดีครับ ว่าจะออกมาแอนตี้อีกหรือไม่ 

พ.ร.บ.นี้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2561 แต่ไม่สำเร็จเสียที เนื่องจากสื่อต่อต้านอย่างหนัก มีการกล่าวหาว่าจะเป็นกฎหมายปิดปากสื่อ จนทำให้มีการแก้ไข ร่างแล้วร่างอีก หลายเวอร์ชั่นมาก ตั้งแต่ สปช. มา สปท. แล้วก็สภาปฏิรูป (ซึ่งผมมีส่วนร่วมเป็นอนุกรรมการใน 2 เวอร์ชั่นแรก ส่วนเวอร์ชั่นที่ 3 ก็ทำหน้าที่ช่วยระดมความเห็นเช่นกัน) แต่แปลกที่ว่ารับฟังความคิดเห็นประชาชนทีไร ก็มีแต่คนเห็นด้วย หลายคนอยากให้ควบคุมให้เข้มงวดหรือมีบทลงโทษให้หนัก ๆ ด้วยซ้ำไป 

จนร่างล่าสุด เหลือแค่ การส่งเสริมให้สื่อทำตามจรรยาบรรณวิชาชีพ บทลงโทษมีเพียงการว่ากล่าวตักเตือน ภาคทัณฑ์ และตำหนิโดยเปิดเผยต่อสาธารณชน ซึ่งจะดำเนินการโดย “สภาวิชาชีพสื่อมวลชน” ที่จะจัดตั้งขึ้นเพื่อกำกับและส่งเสริมมาตรฐานทางจริยธรรมของสื่อ และรับจดแจ้งการเป็นสมาชิกองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน คือเรียกว่าอ่อนมาก หวังพึ่งการดูแลกันเองของสื่อ การสร้างจิตสำนึก และ social sanction ของประชาชน (ซึ่งที่ผ่านมามีแต่ข้อสุดท้ายที่พอจะหวังได้ แต่ก็ยังไม่มีพลังพอจะเกิดความเปลี่ยนแปลงเป็นรูปธรรม) ซึ่งกว่าจะแก้ไขได้ ก็ไม่ทันเข้าพิจารณาในยุค คสช. ต้องกลับมาตั้งหลักกันใหม่จนถึงวันนี้ 

แต่ทั้งหมดทั้งปวง ผมคิดว่าก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรเลย เพราะ ณ ตอนนี้ แทบจะไม่มีกลไกอะไรในการควบคุมจริยธรรมสื่อมวลชนเลย องค์กรวิชาชีพไม่ function กสทช. ถ้าไม่มีใครร้องก็ไม่ monitor เชิงรุกเอง (นี่คือเหตุผลที่ผมต้องดำเนินการร้องเรียนเอง เพราะถ้าผมไม่ทำ ก็ไม่มีใครทำ ใครจะมาช่วยผม มาแบ่ง ๆ รถทัวร์กันไปบ้าง ก็ยินดีนะครับ) 


ผมจึงอยากขอให้เพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ ทุกท่าน ที่อยากเห็นความเปลี่ยนแปลงของสื่อไทย แม้อาจจะคาดหวังความเปลี่ยนแปลงไม่ได้มาก แต่ก็ยังดีกว่าไม่เริ่มต้นเลย นี่อาจจะเป็นก้าวที่ 1 ขอให้ทุกท่านช่วยกันจับตามองท่าทีของสื่อ ว่าจะออกอาการต่อต้านกฎหมายนี้อีกหรือไม่ กฎหมายนี้จะเกิดขึ้นได้หรือไม่ ต้องขึ้นอยู่กับเสียงของประชาชนที่ช่วยกันผลักดันให้ไปถึงสมาชิกผู้ทรงเกียรติในสภาแล้วครับ

ถึงวันนี้ร่างกฎหมายฉบับนี้ได้ผ่าน ครม.แล้ว ช่วงเวลานับจากนี้คือการเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งจะมีการแก้ไขข้อกฎหมายเพิ่มเติมหรือไม่นั้น คงต้องติดตามดูกันต่อไป แต่เชื่อได้ว่ากฎหมายฉบับนี้ส่งผลดีต่อสื่อมวลชนอย่างแน่นอน โดยเฉพาะในด้านของการคุ้มครองเสรีภาพผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนให้เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น

“ประภัตร”อยู่ไหน เพราะนับตั้งแต่ หมูแพง จนหมูติดโรคASF โปรดทราบคิดถึงมาก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/500894

ขุนเกษตรพิเรน

12 ม.ค. 2565 |22:01 น.

"ประภัตร"อยู่ไหน เพราะนับตั้งแต่ หมูแพง จนหมูติดโรคASF โปรดทราบคิดถึงมาก

เป็นรัฐมนตรีที่กำกับดูแลกรมปศุสัตว์โดยตรง แต่ม้าตาย วัวควายเป็นโรค หมูเป็นโรคระบาดแต่รัฐมนตรีเมืองสุพรรณนิ่งสนิท โดย…ขุนเกษตรพิเรน

ตามติดข่าวหมูแพงหมูตายมาหลายวัน แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่ปรากฎในข่าวคือ รัฐมนตรีที่รับผิดชอบกรมปศุสัตว์โดยตรง อย่างรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายประภัตร โพธสุธนที่กำกับดูแล กรมปศุสัตว์ กรมการข้าว มกอช. และ องค์การสะพานปลา

ชื่อชั้นลุงประภัตรในทางการเมืองหรือในกระทรวงเกษตรฯไม่ใช่คนใหม่ แต่นี่คืออดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ พรรษาแก่กล้า แต่สุดท้ายหลังจากสิ้นบิ๊กเติ้งมังกรเมืองสุพรรณ พลังและบารมีในกระทรวงเกษตรลดน้อยถอยลงไป และที่คนสุพรรณมองว่าที่สุดแล้วคือ ปีนี้น้ำท่วมเมืองสุพรรณ มกราคมหลายพื้นที่น้ำยังไม่ลด

“ขุนเกษตรพิเรน” ฟันตรงๆงานเชิงรุกยังไม่มี งานตีกรรเชียงหนียกให้ลุงประภัตร สำรวจตรวจสอบงานได้แต่ยิ้มอ่อนๆ โดยเฉพาะเรื่องการรับมือโรคระบาดเป็นงานที่รมช.ประภัตรไม่ถนัด

สังเกตุจากการรับมือกาฬโรคแอฟริกาในม้า ต่อด้วยลัมปีสกินในโค-กระบือ และ ล่าสุดเรื่องของอหิวาต์แอฟริกาในสุกร

เวลาข่าวกำลังเดือดๆ เราจะตามหา รมช.ประภัตรไม่เจอ 

ประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ผู้กำกับดูแลกรมปศุสัตว์ ประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ผู้กำกับดูแลกรมปศุสัตว์

ยิ่งในงานที่กำกับดูแลแล้ว ภาพจำที่หลายคนเห็นคือ นอกจากการใส่เสื้อเรารักลุงตู่หรือป้ายงานที่จะมีรูปคู่กับนายก ลุงประภัตรจะมีประโยคเด็ด “ฯพณฯพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีมีความห่วงใยพี่น้องเกษตรกรจึงมอบหมายให้ผม….”


ภาพการทำงานของลุงประภัตรเหมือนเป็นรัฐมนตรีเกษตรอิสระ สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี

วันนี้ เรายังไม่เห็น รมช.ประภัตร ออกมาพูดเรื่องอหิวาต์แอฟริกาในสุกร เรายังไม่เห็นยุทธศาสตร์หรือการวางแผนการรับมือวิกฤติจากคนที่รับผิดชอบโดยตรง

คำถามของ”ขุนเกษตรพิเรน” คือ ลุงประภัตรอยู่ไหน 

รัฐมนตรีประภัตรทำอะไรอยู่

และรัฐมนตรีประภัตรจะไปทำอะไรที่หนองคาย

เมืองหลวงของสุกรอย่างราชบุรีและนครปฐมถูก ASF รบประชิด แต่รัฐมนตรีเลือกไปตามติดหนองคาย เกิดอะไรขึ้นกับแนวทางการทำงานของรัฐมนตรีประภัตร หรือ แค่หนีไปตั้งหลัก

ประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ ขณะลงพื้นที่พบปะประชาชน ประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ ขณะลงพื้นที่พบปะประชาชน

“ขุนเกษตรพิเรน” ได้แค่ยิ้มอ่อนๆอีกครั้ง ภาวนาอย่าไปให้สัญญากับเกษตรกรเหมือนกรณีชดเชยลัมปีสกิน ที่ทุกวันนี้เกษตรกรจำนวนมากยังไม่ได้รับเงินชดเชย คำมั่นสัญญาจากการเมืองจะไม่ต่างจาก สัญญาปากเปล่า

เพราะด้วยรักและคิดถึง หวังว่า “ลุงประภัตร”คงเข้าใจ

ลาบวชกี่ครั้ง “ไวพจน์ เพชรสุพรรณ” ของแท้ 21 มิ.ย.2512

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/500887

12 ม.ค. 2565 |20:23 น.

ลาบวชกี่ครั้ง "ไวพจน์ เพชรสุพรรณ" ของแท้ 21 มิ.ย.2512

แกะรอยเพลงลาบวช “ไวพจน์ เพชรสุพรรณ” ต้นฉบับของแท้ บวช 21 มิ.ย.2512 เผยชีวิตเด็กบ้านนอกสู่นักร้องดัง และเสี้ยวชีวิตหนึ่งเคยเป็นนักการเมืองท้องถิ่น คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

ตำนานเพลงสุดฮิต “ไวพจน์ เพชรสุพรรณ” มีมากมาย แต่ที่คนไทยจดจำได้ไม่ลืมคือ เพลงไวพจน์ลาบวช และวันที่ 21 มิถุนา กลายเป็นวันที่มีการพูดถึงกันทุกปี ประหนึ่งวันสำคัญของชาติ

ครูจิ๋ว พิจิตร เขียนชีวิต “ไวพจน์ เพชรสุพรรณ” ผ่านบทเพลงไวพจน์ลาบวชไว้ครบถ้วน จากถิ่นทุ่งมะขามล้ม บางปลาม้า สู่เวทีไฟแสงสีเป็นดาวลูกทุ่งจรัสฟ้า

เมื่อมีชื่อเสียงโด่งดัง “ไวพจน์ เพชรสุพรรณ” ไม่ลืมบ้านเกิด ได้กลับไปรับใช้พี่น้อง อ.บางปลาม้า ในฐานะสมาชิกสภาจังหวัดสุพรรณบุรี

ในบรรดาสุดยอดเพลงดังของ ไวพจน์ เพชรสุพรรณ ควรบันทึกชื่อเพลง “ไวพจน์ลาบวช” ไว้ด้วย แต่เนื่องจากเพลงนี้กลายเป็นอมตะเพลงดัง ครูจิ๋ว พิจิตร ผู้ประพันธ์เพลง ก็เขียนเพลงแนวไวพจน์ลาบวชออกมาอีกหลายเวอร์ชั่น จนหลายคนกังขาว่า ไวพจน์บวชกี่รอบ

ถ้าไปอ่านประวัติ ไวพจน์ เพชรสุพรรณ ตามสำนักข่าวออนไลน์ในเวลานี้ ก็จะเห็นชื่อผลงานเพลง “21 มิถุนา ขอลาบวช” ซึ่งเหมือนกันทุกสำนัก เพราะลอกมาจากวิกีพีเดีย

จริงๆแล้ว ต้นฉบับของแท้คือเพลง “ไวพจน์ลาบวช” ที่ร้องขึ้นต้นว่า “..ยี่สิบเอ็ดมิถุนา ขอลาบวชแน่ แทนคุณพ่อแม่ที่เลี้ยงดูมา…”

ดังนั้น เพลงไวพจน์ลาบวช 21 มิ.ย. ที่หาฟังได้ยูทูบซึ่งขึ้นต้นว่า “..ยี่สิบเอ็ดมิถุนา ที่ผมลาครั้งก่อน แต่ที่บวชแน่นอน บวชกันตอนปีนี้..” เป็นเพลงใหม่ที่แต่งขึ้นมาทีหลัง และน่าจะเป็นเพลงเดียวกันกับเพลง 21 มิถุนา ขอลาบวช ที่ปรากฏในวิกิพีเดีย

‘21 มิถุนา บวชจริง’

คนรุ่นใหม่อาจตั้งคำถามว่า “ไวพจน์ เพชรสุพรรณ” บวชจริงมั้ย คำตอบคือ ไวพจน์ หรือพาน สกุลณี ในวัย 27 ปี ได้เข้าพิธีอุปสมบทที่วัดวังน้ำเย็น เมื่อ 21 มิ.ย.2512

ปีที่ไวพจน์บวช เป็นช่วงที่มีเพลงดังมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเพลงตามน้อง, สามปีที่ไร้นาง, แบ่งสมบัติ, สาระวันรำวง ฯลฯ และได้มีโอกาสแสดงภาพยนตร์หลายเรื่อง

เป็นชายไทยต้องบวชให้แม่ได้เกาะชายผ้าเหลือง ไวพจน์จึงวางแผนบวชในช่วงวงดนตรีพักวงช่วงหน้าฝน ครูจิ๋ว พิจิตร จึงเขียนเพลงไวพจน์ลาบวช และพาไวพจน์เข้าห้องอัดแผ่นเสียง

“ยี่สิบเอ็ดมิถุนา ขอลาบวชแน่ แทนคุณพ่อแม่ที่เลี้ยงดูมา แฟนเพลงทั้งหมดไวพจน์ต้องลา ช่วยโมทนากุศลผลบุญ..”

ท่อนหนึ่งครูจิ๋วสอดใส่ประวัติของไวพจน์ หรือพาน สกุลณี “…ท่านรู้หรือยังวัดวังน้ำเย็น ผมเคยวิ่งเล่นแต่เล็กจนใหญ่ ชื่อเด็กชายพาน ชาวบ้านทั่วไป เขายังจำได้ รู้จักเจอะเจอ บ้านมะขามล้มพวกผมทำนา ถิ่นบางปลาม้าเป็นชื่ออำเภอ สุพรรณบ้านเกิด กำเนิดเสมอ ผมแผ่แบเบอร์ให้ท่านรู้ดี..”

ไวพจน์ อุปสมบทเมื่อ 21 มิ.ย.2512 ที่วัดวังน้ำเย็นไวพจน์ อุปสมบทเมื่อ 21 มิ.ย.2512 ที่วัดวังน้ำเย็น

วัดวังน้ำเย็น ที่ไวพจน์เข้าพิธีอุปสมบทในปี 2512 เดิมทีขึ้นกับ ต.มะขามล้ม แต่ปี 2519 ได้แยกหลายหมู่บ้านมาตั้งเป็น ต.วังน้ำเย็น อ.บางปลาม้า ตอนหลัง ไวพจน์ได้ไปสร้างบ้านทรงไทยอยู่ข้างๆ วัดวังน้ำเย็น และได้ช่วยทำนุบำรุงวัดแห่งนี้อย่างต่อเนื่อง

พระไวพจน์ เมื่อ 53 ปีที่แล้วพระไวพจน์ เมื่อ 53 ปีที่แล้ว

เพลงดังเพลงแรกที่สร้างชื่อให้ไวพจน์คือ เพลง “ตามน้อง” แต่งโดย ธร เมธา โดยเล่าเรื่องหนุ่มสุพรรณออกตามหาหญิงคนรักที่ถูกหลอกเข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ ซึ่งพอเพลงนี้ดัง ไวพจน์ก็ลาออกจากวงดนตรีรวมดาวกระจาย และตั้งวงดนตรีไวพจน์ เพชรสุพรรณ เช่าตึกเป็นสำนักงานอยู่ปากซอยวัดดงมูลเหล็ก ถ.อิสรภาพ ฝั่งธนบุรี

‘นักการเมืองท้องถิ่น’

อีกบทบาทหนึ่งของ “ไวพจน์ เพชรสุพรรณ” ที่หลายคนอาจไม่รู้ นั่นคือ สมาชิกสภาจังหวัดสุพรรณบุรี หรือ สจ.สุพรรณบุรี เขต อ.บางปลาม้า ช่วงปี 2531-2539 โดยการชักชวนของบรรหาร ศิลปอาชา และประภัตร โพธสุธน

โดยส่วนตัว ไวพจน์เคารพนับถือบรรหาร ในฐานะผู้แทนฯ ที่พัฒนาเมืองสุพรรณจนเป็นที่ประจักษ์ จึงกระโดดลงสนามการเมืองท้องถิ่น

ปี 2559 เมื่อบรรหาร ศิลปอาชา นายกรัฐมนตรีไทยคนที่ 21 ได้ถึงแก่อนิจกรรม ไวพจน์จึงได้เขียนบทกลอนแสดงความอาลัยถึงนักการเมืองอาวุโสชาวสุพรรณฯ

“สุดอาลัยยิ่งนัก รักท่านบรรหาร เป็นเสาหลักปักสุพรรณมานานหลาย ไม่มีแล้วเสาหลักปักกลางใจ ไม่มีแล้วหลักชัยให้เกาะกัน ไม่มีแล้วท่านบรรหาร ในวันนี้ไม่มีแล้วคนดีที่สร้างสรรค์ ไม่มีแล้ว คนดีศรีสุพรรณ..”

นี่คือเสี้ยวชีวิตของไวพจน์ เพชรสุพรรณ ศิลปินสามัญชนที่ยิ่งใหญ่ และผลงานเพลงของเขาจะอยู่ในใจคนไทยไปตลอดกาล

เกมยื้ออำนาจ “มินอ่องหล่าย” ทัพชาติพันธุ์ไร้เอกภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/500851

12 ม.ค. 2565 |16:21 น.

เกมยื้ออำนาจ "มินอ่องหล่าย" ทัพชาติพันธุ์ไร้เอกภาพ

ขวบปียึดอำนาจ “มินอ่องหล่าย” เล่นเกมซื้อเวลากับฮุนเซน เดินหน้าปราบปรามประชาชน มั่นใจแสนยานุภาพกองทัพเมียนมา 5 แสนนาย ไม่กังวลทัพชาติพันธุ์ เพราะขาดเอกภาพ คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

ใกล้ครบรอบ 1 ปี “มินอ่องหล่าย” ก่อรัฐประหารยึดอำนาจ เมียนมาได้เข้าสู่ภาวะ 2 รัฐบาล 2 กองทัพ ไฟสงครามไหม้ลามทั้งในชนบทและเมืองใหญ่

กองทัพเมียนมา 5 แสนนายค้ำยันเก้าอี้ “มินอ่องหล่าย” ฝ่ายรัฐบาลต่อต้านและกลุ่ม PDF เข้มแข็งขึ้น แต่กลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ กลับไม่เป็นเอกภาพ

จับตาฮุนเซนโมเดล “มินอ่องหล่าย” จะยอมเปิดทางเจรจาฝ่ายต่อต้านหรือไม่ เมื่อความได้เปรียบในสนามรบยังอยู่ในมือจอมเผด็จการ

ช่วงวันที่ 7-8 ม.ค.2565 สมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ในฐานะประธานอาเซียน เดินทางไปพบ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ประธานสภาบริหารแห่งรัฐ(SAC) และผู้บัญชาการทหารสูงสุด เพื่อเจรจาคลี่คลายวิกฤตการณ์สงครามกลางในเมียนมา

ผลการเจรจายกแรก พล.อ.อาวุโส มินอ่องหล่าย ได้แจ้งว่า กองทัพเมียนมา ได้ประกาศขยายช่วงเวลาการระงับปฏิบัติการทางทหาร ที่จะสิ้นสุดในวันที่ 28 ก.พ.2565 ต่อไปจนถึงสิ้นปี 2565 เพื่อส่งเสริมกระบวนการสันติภาพในประเทศ

ภาพรวมการสู้รบในวันนี้ กองทัพเมียนมาหรือตั๊ดมะด่อ ยังเปิดยุทธการล้อมปราบกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ (EAO) ในบางกลุ่มบางพื้น และกวาดล้างกองกำลังพิทักษ์ประชาชน (PDF) ซึ่งเป็นกองทัพของรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (NUG) ฝ่ายสนับสนุนอองซานซูจี

จริงๆแล้ว กลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์(EAO)ทั่วประเทศเมียนมา มีประมาณ 30 กลุ่ม แต่มีกองกำลังของชาติพันธุ์ 20 กลุ่มเท่านั้น ที่มีศักยภาพในการต่อกรกับกองทัพเมียนมา

ส่วนกองกำลังพิทักษ์ประชาชน(PDF) ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดในทุกภูมิภาค แต่ปัญหาของนักรบปฏิวัติเหล่านี้คือ ขาดแคลนอาวุธทันสมัย จึงหันไปรบจรยุทธ์ แต่กองทัพเมียนมาก็ตอบโต้แบบเหวี่ยงแห ประชาชนพลอยเดือดร้อนต้องอพยพหลบหนีข้ามรัฐ หรือออกนอกประเทศ


ดังนั้น พล.อ.อาวุโส มินอ่องหล่าย ประธานสภาบริหารภาครัฐ(SAC) จึงเล่นเกมยื้อซื้อเวลาไปเรื่อยๆ โดยมีกำลังทหาร 5 แสนนาย คอยปกปักรักษาอำนาจตัวเอง ขณะที่กลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์(EAO) รวมทั้งหมดมีกำลังทหารประมาณ 8 หมื่นนาย

‘กองทัพค้ำบัลลังก์’

นับแต่ตัดสินใจยึดอำนาจ “มินอ่องหล่าย” ก็เชื่อมั่นในแสนยานุภาพของกองทัพบก เรือ และอากาศ รวมถึงตำรวจ และกองกำลังอาสาสมัครป้องกันชายแดน ที่จะปราบปรามฝ่ายต่อต้านให้อยู่หมัด

ปัจจุบัน กองทัพบกเมียนมา มีกำลังทหารประจำการประมาณ 5 แสนนาย โดยแบ่งออกเป็นกองทัพภาค จำนวน 6 ภาค กระจายอยู่ในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ

กองทัพภาคที่ 1 รับผิดชอบทางตอนเหนือที่ติดกับอินเดียและจีน และในพื้นที่ภาคกลางบางส่วน ,กองทัพภาคที่ 2 รับผิดชอบพื้นที่ภาคตะวันออกของประเทศ ซึ่งติดกับไทยและลาว

พล.อ.อาวุโส มินอ่องหล่าย มั่นใจในกองทัพ 5 แสนนายพล.อ.อาวุโส มินอ่องหล่าย มั่นใจในกองทัพ 5 แสนนาย

กองทัพภาคที่ 3 รับผิดชอบภาคกลางลุ่มน้ำอิระวดี รัฐยะไข่และรัฐชิน, กองทัพภาคที่ 4 รับผิดชอบอยู่ทางฝั่งทะเลอันดามันและพื้นที่ตอนใต้ที่ติดกับไทย, กองทัพภาคที่ 5 รับผิดชอบพื้นที่เขตย่างกุ้ง

กองทัพภาคที่ 6 มีที่ตั้งอยู่ที่เมืองปินมะนา และกรุงเนปิดอว์ ซึ่งมีการจัดตั้งขึ้นในปี 2548 เป็นกองบัญชาการกองทัพภาค และเป็นศูนย์กลางในการบริหารงานกองทัพเมียนมาทั้งหมด

‘แบ่งแยกแล้วปกครอง’

“มินอ่องหล่าย” ก็ไม่ต่างอดีตนายพลผู้คุมกำลังกองทัพเมียนมาในอดีต ที่วางยุทธศาสตร์ต่อสู้กับกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ คือมีทั้งรบ และเจรจา โดยยื่นผลประโยชน์ให้กลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์บางกลุ่ม แลกกับการหยุดยิง

กลอุบายของขุนศึกเมียนมา ส่งผลให้กลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ ไม่เป็นเอกภาพและหวาดระแวงกันเอง แถมบางชาติพันธุ์ยังสู้รบกันเอง

10 ปีที่แล้ว สมัยรัฐบาลเต็งเส่ง ได้ตั้งคณะทำงานกระบวนการสันติภาพ (PPST มีผู้นำกองกำลังติดอาวุธชาติพันธุ์ 10 กลุ่ม เซ็นสัญญาหยุดยิงทั่วประเทศ (NCA) กับรัฐบาลเมียนมา ประกอบด้วย
 

1.สภากอบกู้รัฐฉาน (RCSS/SSA) หรือกองทัพไทใหญ่ใต้ 2.สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง(KNU) และกองทัพปลดปล่อยแห่งชาติกะเหรี่ยง(KNLA)

3.องค์กรปลดปล่อยชาติปะโอ(PNLO) 4.กองกำลังกะเหรี่ยงประชาธิปไตย หรือกะเหรี่ยงพุทธ (DKBA) 5.แนวร่วมแห่งชาติชิน 6.แนวร่วมประชาธิปไตยของมวลนักศึกษาพม่า (ABSDF)

7.พรรคปลดปล่อยอาระกัน (ALP) อยู่ในรัฐชิน 8.สภาแห่งชาติกะเหรี่ยงสันติภาพ (KNU/KNLA-PC) 9.พรรครัฐมอญใหม่ (NMSP) 10.สหภาพประชาธิปไตยลาหู่(LDU)


หลังรัฐประหาร มีเพียงกองทัพปลดปล่อยแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNLA) ที่ประกาศสนับสนุนขบวนการต้านเผด็จการทหาร และทำการสู้กับกับกองทัพเมียนมา

ส่วนพรรคก้าวหน้าแห่งชาติกะยา(KNPP) และกองกำลังกะเหรี่ยงแดง(KA) ซึ่งมีฐานที่มั่นอยู่บนดอยยามู รัฐกะยาหรือรัฐกะเรนนี ตรงข้าม อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน ไม่เข้าสู่กระบวนการเจรจาหยุดยิง และเป็นกลุ่มชาติพันธุ์เดียวที่ทำการสู้รบกับทหารเมียนมาอย่างไม่ลดละ

อีกด้านหนึ่ง กลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ในภาคเหนือ ในนามคณะกรรมการเจรจาทางการเมือง(FPNCC) ประกอบด้วย

1.กองทัพสหรัฐว้า(UWSA) 2.กองทัพเอกราชคะฉิ่น(KIA) 3.กองทัพเมืองลา (NDAA) 4.กองทัพโกก้าง(MNDAA) 5.กองทัพรัฐฉานก้าวหน้า (SSPP/SSA) หรือไทใหญ่เหนือ 6.กองทัพปลดปล่อยแห่งชาติตะอาง (TNLA) และ 7.กองทัพอาระกัน (AA)

7 กลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ในภาคเหนือ มีกำลังพลรวมกันประมาณ 5-6 หมื่นคน มีศักยภาพในการรบ และมีอาวุธทันสมัยจากจีน แต่ผู้นำชาติพันธุ์เหล่านี้ กลับนิ่งเฉยต่อการรัฐประหาร

ยกเว้นองค์กรเอกราชคะฉิ่น/กองทัพเอกราชคะฉิ่น (KIO/KIA) กลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ ที่มีศักยภาพในการสู้รบมากที่สุด ได้ประกาศหนุนรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติของอองซานซูจี และเปิดการสู้รบกับทหารเมียนมา

นี่คือภาพรวมของกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ ที่ยังขาดเอกภาพ และปฏิเสธข้อเสนอของฝ่ายซูจี ที่อยากให้ทุกกลุ่มรวมตัวเป็นกองทัพสหพันธรัฐ จึงทำให้ พล.อ.อาวุโส มินอ่องหล่าย พร้อมที่จะเล่นละครเรื่องสันติภาพ ยื้อเวลาอยู่ในอำนาจต่อไป