เครือ ซีพี ชูโครงการ We Grow ปลูกต้นไม้ต้นน้ำวัง-ปิง-น่าน แสนต้น เพื่อความยั่งยืน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

เครือ ซีพี ชูโครงการ We Grow ปลูกต้นไม้ต้นน้ำวัง-ปิง-น่าน แสนต้น เพื่อความยั่งยืน

เครือ ซีพี ชูโครงการ We Grow ปลูกต้นไม้ต้นน้ำวัง-ปิง-น่าน แสนต้น เพื่อความยั่งยืน27 สิงหาคม 2563 – 09:30 น.

เครือเจริญโภคภัณฑ์ ปลูกต้นไม้ต้นน้ำวัง จ.ลำปาง ชูโครงการ We Grow ปลูกเพื่อความยั่งยืน ปลูกต้นไม้พื้นที่ต้นน้ำ ปิง – วัง – ยม – น่าน ต่อเนื่อง 100,000 ต้น

วันที่ 26 สค.2563 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เครือเจริญโภคภัณฑ์ ร่วมกับภาคีเครือข่าย กรมการปกครอง กรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ อุทยานแห่งชาติถ้ำผาไท อ.บ.ต.ปงดอน องค์การบริการส่วนตำบลปงดอน โรงเรียนบ้านเลาสู สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดลำปาง สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 3 (ลำปาง) สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 13 สาขาลำปาง หน่วยจัดการต้นน้ำเเม่เเจ้ฟ้า สำนักสิ่งแวดล้อมภาคที่ 2 ลำปาง และอุทยานเเห่งชาติถ้ำผาไท จัดกิจกรรม We Grow ปลูกเพื่อความยั่งยืน ในพื้นที่ลุ่มน้ำวัง บ้านเลาสู ต.ปงดอน อ.แจ้ห่ม จ.ลำปาง โดยภายในงานมีการปลูกต้นไม้ จำนวนทั้งสิ้น 1,000 ต้น ส่งเสริมเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ต้นน้ำวัง และเพื่อลดภาวะการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ในพื้นต้นน้ำ ปิง วัง ยม น่าน ตั้งเป้าหมายปลูกต้นไม้ 100,000 ต้น ในปีนี้

นายยุทธพงศ์ ไชยศร ประธานพิธี กล่าวว่า การปลูกต้นไม้ในพื้นที่ต้นน้ำวัง อันเป็นแหล่งกำเนิดสายน้ำแห่งวิถีชีวิตอายรธรรมหล่อเลี้ยงเกษตรกรรมอย่างยาวนานเกิดความอุดมสมบูรณ์ ที่แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจการใช้สถานที่และคำนึงถึงประโยชน์ต่อชุนชนภายในพื้นที่ รวมถึงสร้างการตื่นตัวให้กับบุคคลทั่วไป ให้ตระหนักใส่ใจกับสภาพปัญหาของโลกในปัจจุบันที่เข้าสู่ขั้นวิกฤติ ถึงเวลาแล้วที่พวกเราทุกคนต้องช่วยกัน และหันมาให้ความสนใจ ปลูกต้นไม้ เพื่อลดปัญหาโลกร้อน เราทุกคนสามารถเริ่มได้ตั้งแต่วันนี้ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็สามารถปลูกต้นไม้ได้ ส่วนตัวมีความรู้สึกดีใจที่เห็น ทุกภาคส่วนร่วมมือกัน ทั้งภาคเอกชน ภาครัฐ ภาคประชาสังคม โดยเฉพาะ กลุ่มเยาวชนที่ถือเป็นอนาคตของชาติ ร่วมกันปกป้องรักษาฟื้นฟูผืนป่าของเราทุกคนไว้ให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ เพื่อสืบถอดไว้ให้คนรุ่นหลังได้อนุรักษ์และหวงแหนธรรมชาติที่ล้ำค่าและการกลับมาของระบบนิเวศที่ยั่งยืน

นายนนท์ นาคะเสถียร ผู้จัดการทั่วไป หน่วยงานด้านพัฒนาความยั่งยืนภาครัฐ สำนักบริหารความยั่งยืนธรรมาภิบาลและสื่อสารองค์กร บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด เผยว่า โครงการ We Grow ปลูกเพื่อความยั่งยืน เครือเจริญโภคภัณฑ์ เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อน ให้ผู้คนรับรู้เข้าใจความสำคัญของระบบนิเวศโดยการเพิ่มพื้นที่ป่าสีเขียว ซึ่งเยาวชนคนรุ่นใหม่เป็นกำลังสำคัญที่จะช่วยผลักดันให้เกิดการลงมือทำสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่ในพื้นที่อยู่อาศัย เติมความเข้าใจ สร้างความสมดุลให้คืนสู่โลก ลดภาวะการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ตลอดจนทำให้ชุมชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการฟื้นฟูป่าและเป็นที่มาของการสร้างรายได้กับชุมชน หวงแหนผืนป่ารักษาธรรมชาติไว้ให้คู่กับคนรุ่นหลัง ทั้งนี้ยังมีกลุ่มนักเรียนเยาวชนจิตอาสาบ้านเลาสูเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการปลูกต้นไม้เพื่อฟื้นฟูป่าซึ่งเป็นแสดงออกถึงความกล้าของกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ ที่ใส่ใจตระหนักถึงปัญหาสภาพแวดล้อมในปัจจุบัน เห็นคุณค่าของป่าและทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อให้คนและป่าสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุขเกิดความอุดมสมบูรณ์ ในเครือฯ ได้เข้ามาดำเนินงานในพื้นที่บ้านเลาสู ตั้งแต่ปี 2562 ได้รับการสนับสนุนส่งเสริมให้ปลูกกาแฟเป็นพืชสร้างรายควบคู่กับพืชหมุ่นเวียนทางการเกษตรให้กับเกษตรกรมีการก่อตั้งโรงแปรรูปกาแฟ ดูแลโดยกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านเลาสู โดยในปี 2563 มีกลุ่มเกษตรกรเข้าร่วมโครงการจำนวนทั้งสิ้นรวม 28 ราย ซึ่งคาดการว่าจะสามารถเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับพื้นที่บ้านเลาสูได้ เพื่อให้พร้อมเป็นหมู่บ้านต้นแบบกับชุนชนพื้นที่ใกล้เคียงในอนาคต

ฟงหวิน  ศักดิ์อัศวิน ผุ้สื่อข่าวภูมิภาค จ.เชียงใหม่

ชาวบ้านมีเฮ ฝนตกต่อเนื่องเก็บเห็ดป่าขาย รายได้งาม บางรายขายได้พันบาทต่อวัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ชาวบ้านมีเฮ ฝนตกต่อเนื่องเก็บเห็ดป่าขาย รายได้งาม บางรายขายได้พันบาทต่อวัน

ชาวบ้านมีเฮ ฝนตกต่อเนื่องเก็บเห็ดป่าขาย รายได้งาม บางรายขายได้พันบาทต่อวัน

26 สิงหาคม 2563 – 10:07 น.

ชาวบ้านเก็บเห็ดป่าขายได้วันละ500-600บาท บางรายได้ถึงพัน หลายๆคนซื้อส่งไปฝากลูกหลานญาติพี่น้องอยู่กรุงเทพและต่างจังหวัด ส่งภาพถ่ายเห็ดป่าไปทางเฟสทางไลน์ มีออเดอร์สั่งซื้อจำนวนมาก มีเท่าไรซื้อไม่อั้น

วันนี้ (26 ส.ค.2563) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชาวบ้านมีเฮ ฝนตกต่อเนื่อง เห็ดป่าออกดอกจำนวนมาก ชาวบ้านเก็บเห็ดป่าขายได้วันละ 500-600 บาท บางรายได้ถึง 1,000บาท หลายๆคนซื้อส่งไปฝากลูกหลานญาติพี่น้องอยู่กรุงเทพและต่างจังหวัด ส่งภาพถ่ายเห็ดป่าไปทางสื่อโซเชียล มีออเดอร์สั่งซื้อจำนวนมาก มีเท่าไรซื้อไม่อั้น และชาวบ้านที่ซื้อเห็ดป่าไว้ เตรียมนึ่งเห็ดป่าส่งญาติพี่น้องที่กรุงเทพและต่างจังหวัด

ผู้สื่อข่าวได้พบกับชาวบ้านในเขต อ.จอมพระ จ.สุรินทร์ หลายหมู่บ้าน ชาวบ้านออกหาเห็ดป่า สารพัดเห็ดที่กินได้ ชาวบ้านเขารู้กัน เห็ดไหนกินได้ เห็ดตัวไหนชนิดไหนกินไม่ได้ บางคนก็ไปส่องเห็ดป่าตอนกลางคืน บางคนก็ไปหากลางวัน ได้มาคนละตะกร้า ช่วงนี้เห็ดป่าออกเยอะ หลายชนิดมาก ช่วงฝนตกต่อเนื่อง เห็ดป่าหลายชนิด งอกออกดอกกันเยอะ ก็พลอยทำให้ชาวบ้านในพื้นที่ช่วงนี้มีรายได้จากการขายเห็ดป่าเป็นรายได้เสริม เห็ดบางชนิดจะขายในพื้นที่กิโลกรัมละ 200 บาท ถ้าออกนอกพื้นที่จะมีราคาถึง 300-400 บาทต่อกิโลกรัม

สำหรับเห็ดไคหอม เป็นที่ต้องการของคนซื้อมาก ราคาจะสูงกว่าเห็ดป่าชนิดอื่น เพราะมีความหอมในตัว และสามารถเอาไปทำเมนูได้สารพัด และเอามาหมกมาย่างตำน้ำพริกก็แซ่บ และรองลงมาคือเห็ดละโงก 2 ประเภทนี้จะชั่งกิโลขาย มีชาวบ้านแย่งกันซื้อเอาไปฝากลูกฝากหลานญาติพี่น้องอยู่ต่างถิ่น กรุงเทพ ชลบุรี ระยอง คนที่ทำงานอยู่เมืองกรุง และต่างจังหวัดสั่งไม่อั้น เพราะเห็ดป่าธรรมชาติ ญาติพี่น้องชอบมาก และวันนี้เมียฝรั่งก็มาทำเมนูผัดเห็ดรวมมิตรให้ดูให้ชมกันด้วย พร้อมเสริฟรับประทานกันในครอบครัว

นายสุริยา แซ่จึง ชาวบ้านในเขตอ.จอมพระ เล่าให้ฟังว่า ตนเองออกหาเห็ดป่าทั้งกลางวันและกลางคืน ได้เห็ดมาจำนวนมาก ขายได้600บาท มีชาวบ้านแย่งกันซื้อไปฝากลูกหลานญาติพี่น้องที่กรุงเทพและต่างจังหวัด มีเท่าไรเขาเหมาหมด และก็มีชาวบ้านที่ออกไปหาเห็ดป่าด้วยกัน ช่วงนี้ใครไปก็หาได้ทุกคน เห็ดป่าหลายชนิดออกเยอะมาก บางวันขายได้ 400-500 บาท บางวันได้เยอะมากก็ขายได้เป็นพันบาท ก็ทำให้พอมีรายได้ช่วงนี้ ช่วงฝนตกต่อเนื่องและเก็บเห็ดป่าได้จำนวนมาก นายสุริยา กล่าว

ภาพ: มนตรี เจริญศิริ

ข่าว: รมิตา สิงหเสรี ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จังหวัดสุรินทร์

https://embed.komchadluek.net/api/embeded/441479/44507/news

https://embed.komchadluek.net/api/embeded/441479/44508/news

ชาวอำเภอจุน ทำกิจกรรม “จิตอาสาฮักเมืองจุน อุ่นใจปวงประชา รักษ์ป่ารักษ์นกยูง สร้างฝายชะลอน้ำ” 1,750 แห่ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ชาวอำเภอจุน ทำกิจกรรม “จิตอาสาฮักเมืองจุน อุ่นใจปวงประชา รักษ์ป่ารักษ์นกยูง สร้างฝายชะลอน้ำ” 1,750 แห่ง

ชาวอำเภอจุน ทำกิจกรรม "จิตอาสาฮักเมืองจุน อุ่นใจปวงประชา รักษ์ป่ารักษ์นกยูง สร้างฝายชะลอน้ำ" 1,750 แห่ง

25 สิงหาคม 2563 – 16:23 น.

ชาวจุนสร้าง 1,750 ลูก เฉลิมพระเกียรติฯ นายอำเภอจุนนำชาวบ้าน ทำกิจกรรม “จิตอาสาฮักเมืองจุน อุ่นใจปวงประชา รักษ์ป่ารักษ์นกยูง สร้างฝายชะลอน้ำ” 1,750 แห่ง

วันนี้ (25 สิงหาคม 2563) เรืออากาศตรี อดุลย์ พรหมวาทย์ นายอำเภอจุน จ.พะเยา ได้นำประชาชน พร้อมส่วนราการต่างๆ จิตอาสาจากทุกตำบล จำนวนประมาณ 100 คน ร่วมกันทำกิจกรรม “จิตอาสาฮักเมืองจุน อุ่นใจปวงประชา รักษ์ป่ารักษ์นกยูง สร้างฝายชะลอน้ำ” เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 12 สิงหาคม 2563 ในโครงการจิตอาสาพระราชทาน “เราทำความดี เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์

นายกฤตภาส ขันทะธงสกุลดี หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเวียงลอ เปิดเผยว่าโครงการจิตอาสาฮักเมืองจุนฯ พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรเอกชน กำนัน ผู้ใหญ่บ้านและจิตอาสาพระราชทาน ได้ตระหนักถึงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติต่างๆขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและการดำรงชีวิตของมนุษย์เป็นอย่างมาก ได้แก่ ปัญหาภัยแล้ง การขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค เกิดไฟไหม้ป่า หมอกควัน ฝุ่นละอองขนาดเล็ก มีน้ำป่าไหลหลากรุนแรง ท่วมขัง ดินโคลนถล่ม สร้างความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน และสุขภาพอนามัยของพี่น้องประชาชนเป็นประจำทุกปี

ดังนั้น เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ภาคส่วนต่างๆและประชาชนทุกหมู่เหล่า ได้เกิดความตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้น แล้วหันมาร่วมกันอนุรักษ์ ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้มีความอุดมสมบูรณ์ ช่วยบรรเทาความรุนแรงของภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้น อำเภอจุน โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่ง กำนัน ผู้ใหญ่บ้านทุกตำบล รวมถึงหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ ทุกภาคส่วน จึงได้ร่วมกันจัดทำโครงการ “จิตอาสา ฮักเมืองจุน อุ่นใจ ปวงประชา รักษ์ป่ารักษ์นกยูง สร้างฝายชะลอน้ำ” เพื่อสร้างฝายชะลอน้ำแบบผสมผสาน จำนวน 750 แห่ง ในท้องที่ 19 หมู่บ้าน ของอำเภอจุนและวางจำนวนฝายไว้ที่ 1,750 แห่ง ซึ่งอยู่ในพื้นที่ป่าต้นน้ำลำธารของเขตรักษาพันธุ์สัตว์เวียงลอ ทั้งเพื่อ เฉลิมพระเกียรติสมเด็จและถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ  พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2563 และเพื่อสร้างจิตสำนึกและการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน ประกอบด้วย บ้าน วัด โรงเรียน ในการร่วมกันดูแลรักษาพื้นที่ป่าที่เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของนกยูงไทย และเป็นแหล่งอาหารตามธรรมชาติของพี่น้องประชาชนให้มีความอุดมสมบูรณ์อย่างยั่งยืนสืบต่อไป 

นพพร ทาทาน ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ.พะเยา

Baked by win คาเฟ่ไร้เสียง แห่งเดียวในเชียงใหม่ ที่ลูกค้าต้องเรียนรู้ภาษามือในการสั่ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

Baked by win คาเฟ่ไร้เสียง แห่งเดียวในเชียงใหม่ ที่ลูกค้าต้องเรียนรู้ภาษามือในการสั่ง

Baked by win คาเฟ่ไร้เสียง แห่งเดียวในเชียงใหม่ ที่ลูกค้าต้องเรียนรู้ภาษามือในการสั่ง

25 สิงหาคม 2563 – 14:49 น.

Baked by win คาเฟ่ไร้เสียงแห่งเดียวในเชียงใหม่ ของหนุ่มน้อยวัย 22 ปี ผู้บกพร่องทางการได้ยิน หลังเลือกเรียนเซฟเบเกอรี่สไตส์ฝรั่งเศล-ญี่ปุ่น หวังทำตามฝันเปิดร้านกาแฟ-เบเกอรี่

Baked by win คาเฟ่น้องใหม่และเป็นคาเฟ่เพียงแห่งเดียวในเชียงใหม่ ที่ลูกค้าต้องเรียนรู้ภาษามือ จากป้ายเมนูภาษามือที่ติดตั้งไว้หน้าเคาน์เตอร์ ก่อนสั่งเมนูเครื่องดื่มกับบาริสต้า และพนักงานซึ่งเป็นผู้มีความบกพร่องทางการได้ยินเกือบทั้งหมด ร้านนี้มีนายวิน กระแสเวส หรือน้องวิน หนุ่มน้อยวัย 22 ปี ผู้พิการทางการได้ยิน เป็นเจ้าของร้าน และมีรุ่นพี่-รุ่นน้องที่เป็นคนหูหนวกเป็นบาริสต้าและพนักงาน โดยมีนางศิรินันทา กระแสเวส อายุ 57 ปี แม่ของน้องวิน เป็นล่ามแปลภาษามือที่คอยช่วยเหลือน้องวิน และพนักงานในร้านอยู่ไม่ห่าง นอกจากเป็นบาริสต้า น้องวินยังเป็นเซฟทำขนม ทั้งคุกกี้ เบเกอรี่ สไตส์ฝรั่งเศลและญี่ปุ่น ซึ่งคุกกี้ และเบเกอรี่ที่วางขายในร้านล้วนเป็นฝีมือของน้องวิน หนุ่มน้อยที่มีความบกพร่องทางการได้ยินมาตั้งแต่กำเนิด โดยเฉพาะซิกเนอเจอร์ของร้าน Saint Honore แซงต์-ออนอเร  ขนมอบโบราณของฝรั่งเศสที่หาทานยาก ที่น้องวินทำออกมาในรสมะม่วง และเสาวรส ได้อย่างสวยงามและอร่อยไม่แพ้ร้านเบเกอรี่ชื่อดัง

น้องวิน ให้สัมภาษณ์โดยมีแม่ช่วยแปลภาษามือ ว่า หลังเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ได้ปรึกษาแม่ว่าอยากเรียนเป็นเซฟ ทำคุกกี้ และเบเกอรี่ เพราะฝันอยากมีร้านกาแฟและเบเกอร์รี่เป็นของตัวเอง ซึ่งแม่ก็ให้การสนับสนุนและส่งน้องวินไปเรียนที่กรุงเทพฯ โดยช่วงแรกที่ไปเรียนมีแม่คอยช่วยเป็นล่ามให้ แต่ระยะหลังแม่มีปัญหาด้านสุขภาพ น้องวินจึงต้องไปเรียนเอง ซึ่งน้องวินก็ใช้ความพยายามและความมานะเรียนอยู่นานกว่า 4 ปีจนเรียนจบ จึงกลับมาบอกแม่ว่า พร้อมจะเปิดร้านแล้ว น้องวิน บอกว่า รู้สึกดีใจและอิ่มใจที่เห็นลูกค้ามาอุดหนุนกันไม่ขาดสาย พร้อมฝากบอกให้คนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน หรือผู้พิการด้านอื่นต่อสู้เช่นเดียวกันตนเองที่ต่อสู้จนมีร้านเป็นของตนเอง และหากผู้พิการคนอื่นๆอยากจะเรียนทำขนมก็พร้อมจะสอนให้เช่นกัน น้องวินยังกล่าวขอบคุณแม่ที่ช่วยสนับสนุนและผลักดันให้น้องวินได้ทำตามฝัน จนมีร้านเป็นของตัวเอง พร้อมบอกว่า รักแม่ที่สุดในโลก และหลังจากนี้จะตั้งใจเก็บเงินมาคืนให้แม่ด้วย

ด้านนางศิรินันทา แม่ของน้องวิน กล่าวว่า หลังรู้ว่าน้องวินมีความบกพร่องทางการได้ยินตั้งแต่กำเนิด ครอบครัวเสียใจมาก แต่ก็พยายามต่อสู้เพื่อจะสื่อสารกับลูกให้ได้ โดยจ้างครูภาษามือมาสอนให้ที่บ้าน จนสามารถสื่อสารกับน้องวินได้ กระทั่งน้องวินอายุประมาณ 7 ปี จึงพาน้องวินไปผ่าตัดใส่หูเทียมที่โรงพยาบาลราชวิถี เพื่อช่วยให้น้องวินได้ยินเสียงต่างๆ แม้จะไม่สามารถได้ยินเสียงและเข้าใจได้ทั้งหมด แต่ก็ทำให้น้องวินได้ยินเสียงต่างๆ รอบข้าง และเอาตัวรอดได้หากเกิดอันตราย ส่วนสาเหตุที่สนับสนุนให้น้องวินเบนเข็มมาเรียนเป็นเซฟด้านขนมหวานและเบเกอรี่ เพราะมองเห็นว่า หลังน้องวินเริ่มโตขึ้น การเรียนกับเพื่อนๆ ในวัยเดียวกันที่เป็นเด็กปกติ น้องวินไม่สามารถสื่อสารกับเพื่อนๆ ได้จนกลายเป็นอุปสรรค และหากเรียนตามระบบจนถึงระดับมหาวิทยาลัย ก็มีไม่กี่แห่งหรือกี่คณะที่รับเด็กที่มีความพิการทางการได้ยินเข้าเรียน 

เมื่อน้องวินมาปรึกษาว่าอยากเรียนเป็นเซฟทำขนม จึงให้การสนับสนุนเต็มที่ เพราะอยากให้น้องวินมีความรู้และอาชีพติดตัว สามารถเลี้ยงดูตัวเองต่อไปได้ในอนาคต ด้านลูกค้า บอกว่าทราบว่าร้านกาแฟแห่งนี้เปิดมาเกือบหนึ่งเดือนแล้วเห็นข่าวของน้องวิน จึงอยากมาอุดหนุน  ถือเป็นเรื่องแปลกใหม่ที่ต้องเรียนรู้การใช้ภาษามือ  ยอมรับว่าการใช้ภาษามือเป็นเรื่องค่อนข้างยาก แต่ก็พยายามจะเรียนรู้ และอยากมาเพื่อให้กำลังใจน้องวิน  ซึ่งร้านก็ตกแต่งได้อย่างสวยงามและร่มรื่นดี สำหรับร้าน Baked by win นั้นตั้งอยู่ในหมู่บ้านริมน้ำ บนถนนสายเชียงใหม่-พร้าว ตำบลสันผีเสื้อ อำเภอเมืองเชียงใหม่ ภายในร้านตกแต่งอย่างสวยงาม มีภาพวาดสีน้ำมันรูปดอกไม้ ฝีมือของบาริสต้าที่เป็นผู้บกพร่องทางการได้ยินจัดแสดงไว้ด้วย   และร้านยังมีทั้งโซนห้องแอร์ และโอเพ่นแอร์ในบรรยากาศร่มรื่นของป่าธรรมชาติในเมือง ติดลำน้ำคาว ร้านเปิดตั้งแต่เวลา 10.00 น.ถึง 17.30 น. หยุดเฉพาะวันพุธ

Baked by win คาเฟ่ไร้เสียง แห่งเดียวในเชียงใหม่ ที่ลูกค้าต้องเรียนรู้ภาษามือในการสั่ง

ฟงหวิน ศักดิ์อัศวิน ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ.เชียงใหม่ 

https://embed.komchadluek.net/api/embeded/441405/44338/news

https://embed.komchadluek.net/api/embeded/441405/44339/news

ผช.รมต.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อุทกภัย จ.สุโขทัย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ผช.รมต.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อุทกภัย จ.สุโขทัย

ผช.รมต.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อุทกภัย จ.สุโขทัย25 สิงหาคม 2563 – 13:23 น.

ผช.รมต.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อุทกภัย จ.สุโขทัย ซึ่งหลังจากนี้จะได้เร่งสำรวจพื้นที่ประสบภัย เพื่อให้การช่วยเหลือเกษตรกรตามระเบียบของทางราชการต่อไป

นายนราพัฒน์ แก้วทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ ลงพื้นที่ตรวจราชการและติดตามสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่จังหวัดสุโขทัย โดยจุดแรกรับฟังการบรรยายสรุปสถานการณ์น้ำ ที่สำนักงานโครงการชลประทานจังหวัดสุโขทัย ช่วงบ่ายลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์บริเวณโครงการประตูระบายน้ำแม่น้ำยม (บ้านหาดสะพานจันทร์) ต.ป่ากุมเกาะ อ.สวรรคโลก

โดยนายชวนินทร์ สุภาษา หัวหน้าฝ่ายจัดสรรน้ำและปรับปรุงระบบชลประทาน บรรยายเรื่องการบริหารจัดการน้ำหลากในครั้งนี้ว่า จะต้องมีการผันระบายน้ำเข้าคลองหกบาท คลองแม่น้ำยมฝั่งขวา (คลองน้ำโจน) และระบายลงสู่ด้านท้ายผ่านประตูระบายน้ำแม่น้ำยม (บ้านหาดสะพานจันทร์) ลงสู่แม่น้ำยมสายหลัก ซึ่งจะต้องมีการระบายน้ำออกตามคลองเชื่อมแม่น้ำยม ตั้งแต่อำเภอสวรรคโลกถึงอำเภอเมืองสุโขทัย โดยจะมีการปรับแผนให้เหมาะสมและสอดคล้องกับปริมาณน้ำ

จากนั้นลงพื้นที่ตำบลวัดเกาะ อำเภอศรีสำโรง ตำบลปากพระ และตำบลปากแคว อำเภอเมืองสุโขทัย โดยนายเนตร  สมบัติ เกษตรจังหวัดสุโขทัยได้ร่วมลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ และได้รายงานข้อมูลพื้นที่การเกษตรที่ได้รับผลกระทบจากน้ำหลาก ที่ได้รับความเสียหายเบื้องต้นต่อคณะติดตาม ซึ่งหลังจากนี้จะได้เร่งสำรวจพื้นที่ประสบภัย เพื่อให้การช่วยเหลือเกษตรกรตามระเบียบของทางราชการต่อไป

ภูเบศวร์  ฝ้ายเทศ ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ.สุโขทัย

โซเชียลฯ แห่แชร์รับบริจาค เสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม อุปกรณ์การเรียนให้นักเรียนบนดอย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

โซเชียลฯ แห่แชร์รับบริจาค เสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม อุปกรณ์การเรียนให้นักเรียนบนดอย

โซเชียลฯ แห่แชร์รับบริจาค เสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม อุปกรณ์การเรียนให้นักเรียนบนดอย24 สิงหาคม 2563 – 22:43 น.

โซเชียลฯ แห่แชร์รับบริจาค เสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม อุปกรณ์การเรียนให้นักเรียนบนดอย

วันที่ 24 ส.ค. 2563 เวลา 10.30น. จากที่มีการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับครูและนักเรียนโรงเรียนผาขวางวิทยา ต.แม่ยาว อ.เมือง จ.เชียงราย ก็ได้มีกลุ่มจิตอาสาภาคประชาชน แม่สาย เชียงราย, มูลนิธิสยามรวมใจปู่อินทร์แม่สายเชียงราย, มูลนิธิบ้านนานาฯลฯ ได้นำสิ่งของ ข้าวสารอาหารแห้ง อุปกรณ์กีฬา เสื้อผ้า รองเท้า ถุงเท้า ข้าวสาร ฯลฯ เพื่อไปมอบให้กับโรงเรียนผาขวาง ซึ่งถนนเส้นที่ขึ้นไปถึงโรงเรียนค่อนข้างจะยากลำบาก โดยเฉพาะโรงเรียนสาขาบ้านลอบือซึ่งเป็นโรงเรียนลูกของโรงเรียนผาขวางเราไม่สามารถไปถึงได้เนื่องจากช่วงนี้ อยู่ในช่วงฤดู ถนนขาด ถ้าจะไปต่อต้องใช้วิธีเดินเท้าเข้าไปเกือบ 8 กิโลเมตร

โรงเรียนผาขวางวิทยา ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 13 ตำบลแม่ยาว อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ซึ่งมีนักเรียนทั้งหมด 300 กว่าคน และมีโรงเรียนลูกอีก 2 สาขา คือ สาขาบ้านแคววัวดำ และสาขาบ้านลอบือ นักเรียนส่วนใหญ่ เป็นชาวเขาเผ่ามูเซอ  อาข่า และกะเหรี่ยง ตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3โรงเรียนผาขวางวิทยา มีเขตบริการ 13 หย่อมบ้านได้แก่ บ้านพนาสวรรค์ , บ้านห้วยหลุ , บ้านสามเส้า , บ้านอาดี่ , บ้านอาเกอะ , บ้านป่าแล , บ้านลอบือ , บ้านจะสอป่า , บ้านห้วยสักกอง ,  บ้านออบเสือแหวน , บ้านหมอผี , บ้านแคววัวดำ  และบ้านลอซา สภาพชุมชนมีลักษณะเป็นชุมชนแบบชนเผ่า  คนในชุมชนให้การสนับสนุนและให้ความร่วมมือกับการจัดกิจกรรมและให้ความร่วมมือในด้านอื่น ๆ เป็นอย่างดี  เช่น  การสร้างโรงอาหาร  และการสร้างรั้วโรงเรียนซึ่งเป็นรั้วลวดหนามที่มีอยู่ในปัจจุบัน

โดยครูที่ไปสอนโรงเรียนสาขาลอบือ บางครั้งหากฝนตกหนักรถไม่สามารถไปต่อได้ ก็ต้องใช้วิธีเดินไปบางครั้งผู้ปกครองของเด็กนักเรียนก็นำรถไปส่ง โดยรถของผู้ปกครองเป็นรถกระบะโฟลวิลไดร์ ถึงสามารถไปถึงโรงเรียนได้ ครูสมพรและครูประจักษ์ ทุกวันจะต้องขับรถจักรยานยนต์เพื่อไปสอนเด็กๆ ไม่ว่าฝนจะตกถนนจะลื่น ก็ต้องเสี่ยงขับรถจักรยานยนต์ฝ่าถนนที่มีแต่โคลน ไปสอนเด็กๆ เพราะมีนักเรียนรอเรียนกับเราอยู่โรงเรียนผาขวางวิทยาอยู่ห่างจากอำเภอเมืองเชียงราย 45 กม.ส่วนโรงเรียนลอบืออยู่ห่างจากโรงเรียนผาขวาง 9 กิโลเมตร โรงเรียนผาขวางวิทยา เป็นโรงเรียนแม่มีครูและบุคลากรทางการศึกษา 28 คน ส่วนสาขาบ้านแคววัวดำ มีครูและบุคลากรทางการศึกษา 3 คน สาขาบ้านลอบือ มีครูและบุคลาการทางการศึกษา 2 คนและยังไม่มีไฟฟ้าใช้ ส่วนชีวิตการเป็นอยู่ของนักเรียนที่ไม่สามารถเดินทางไป-กลับ ระหว่าง โรงเรียนกับบ้านได้เนื่องจากบ้านอยู่ห่างไกลจากโรงเรียนและการเดินทางลำบากก็จะต้องพักที่โรงเรียน ซึ่งปัจจุบันนักเรียนยังขาดแคลนอาหารต้องขอรับบริจาคข้าวสารจากวัด ได้เดือนละ 4 กระสอบแต่เด็กๆใช้ 2 กระสอบต่อสัปดาห์จึงไม่เพียงพอต่อจำนวนเด็กที่นอนประจำที่โรงเรียน

บัณฑิตย์  พันธ์พลากร ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ.เชียงราย

เจ้าอาวาสวัดดัง ไอเดียเจ๋ง ใช้พื้นที่ว่างในวัดปลูกพืชผักสวนครัว แจกชาวบ้านฟรี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

เจ้าอาวาสวัดดัง ไอเดียเจ๋ง ใช้พื้นที่ว่างในวัดปลูกพืชผักสวนครัว แจกชาวบ้านฟรี

เจ้าอาวาสวัดดัง ไอเดียเจ๋ง ใช้พื้นที่ว่างในวัดปลูกพืชผักสวนครัว แจกชาวบ้านฟรี24 สิงหาคม 2563 – 16:59 น.

เจ้าอาวาสวัดดังใช้พื้นที่รอบวัดกว่า35ไร่ปลูกพืชผักสวนครัวแจกชาวบ้านฟรี เผยสโลแกนดีกว่านั่งรอรับกิจนิมนต์ ลงมือร่วมกับชาวบ้านในชุมชนช่วยกันปลูกแจกจ่ายในพื้นที่ หากจะซื้อขายเป็นรายได้ชำระหนี้สงฆ์ สร้างความสัมพันธ์ระหว่างวัดและชุมชน

วันที่ 24 ส.ค. 63  ผู้สื่อข่าวรายงานที่บริเวณวัดเยื้องคงคารม หมู่ที่ 1 ตำบลเทวราช  อำเภอไชโย จังหวัดอ่างทอง พบว่าบริเวณรอบเขตของวัดที่รกร้างว่างเปล่าดูแล้วไม่เกิดประโยชน์ ทาง พระครูสังฆรักษ์สมพงษ์ จตฺตมโล เจ้าอาวาสวัดเยื้อง มีแนวคิดที่จะใช้พื้นที่รกร้างว่างเปล่าทิ้งไว้ไม่เกิดประโยชน์ในเขตบริเวณวัด จึงลงมือทำการเกษตรปลูกผักสวนครัวร่วมกับลูกศิษย์ อาทิ พริก มะเขือ บวบ  มะระ ตะไคร้ มะกรูด คะน้า มะละกอ และอื่นๆ  เพื่อทำการแจกจ่ายให้ชาวบ้านในพื้นที่มาเป็นเวลากว่า 30 ปี แล้ว ในช่วงที่มีเชื้อโควิด 19 ระบาด จึงได้สนองพระราชดำริของสมเด็จพระสังฆราช ตามโครงการปลูกผักสวนครัวจากวัดสู่ชุมชนตามหลักบวร โดยได้ขยายพื้นที่ของวัดที่มีอยู่ประมาณ 35 ไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่ว่างเปล่าไม่เกิดประโยชน์  ทำการปรับหน้าดินร่วมกันเพาะปลูกพืชผักสวนครัวแจกจ่ายให้กับชาวบ้าน โดยมีความคิดว่า ไม่นั่งรอกิจนิมนต์  พระปลูกโยมเก็บเอาไปกินได้ ซึ่งได้ผลตอบรับจากชาวบ้านในพื้นที่เป็นจำนวนมาก

จากการสอบถาม พระครูสังฆรักษ์สมพงษ์  เจ้าอาวาส  เล่าให้ฟังว่า  ทางวัดเยื้องคงคาราม  ได้สนองพระราชดำริของสมเด็จพระสังฆราช  ในช่วงของการแพร่ระบาดของเชื้อควิด 19  ตามโครงการปลูกผักสวนครัวจากวัดสู่ชุมชนตามหลักบวร  โดยการปลูกผักสวนครัวเพื่อแจกจ่ายให้ชาวบ้านในพื้นที่ที่ได้รับความเดือดร้อน  แต่ก่อนหน้านี้ทางวัดได้ทำการปลูกผักสวนครัวแปลงเกษตรวิถีพุทธแจกจ่ายให้กับชาวบ้านอยู่แล้วมากว่า 30 ปี  ในตอนแรกได้มีความคิดริเริ่มจากลูกศิษย์เพียงไม่กี่คน  ร่วมกันลงมือใช้พื้นที่รกร้างว่างเปล่ารอบบริเวณวัด  ปลูกพืชผักสวนครัวแจกจ่ายให้กับชาวบ้านและโรงเรียน  ในช่วงหลังได้รับการตอบรับมีชาวบ้านและเด็กนักเรียนในพื้นที่  และชาวบ้านที่ทราบข่าว  เข้ามาร่วมมือร่วมใจกันปลูกพืชผักสวนครัวเพิ่ม  หลังจากมีโครงการของสมเด็จพระสังฆราช  ทางอาตมาจึงได้ปรึกษากับลูกศิษย์  ทำการลงมือปรับพื้นที่รอบบริเวณวัด  โดยการขุดบ่อเพื่อเก็บกักน้ำ  และทำการปลูกพืชผักสวนครัวเพิ่ม  ซึ่งทางวัดมีโรงเรือนเพาะชำเอาไว้ใช้เพาะขยายพันธุ์พืชเอง

ในส่วนของผลผลิตที่ได้ก็จะนำออกแจกจ่ายให้กับญาติโยมที่เข้ามาทำบุญในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ส่วนญาติโยมบางรายที่ต้องการซื้อเพราะเห็นว่าปลูกในพื้นที่ธรณีสงฆ์  ทางวัดก็เต็มใจที่จะขายให้ในราคาถูก เงินที่ได้จากการขายพืชผักสวนครัวก็จะเก็บไว้ชำระค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า  ที่เป็นหนี้ของสงฆ์ โดยมีชาวบ้านบางรายรับพืชผักของทางวัดไปขายใขนชุมชนในราคาถูก เพื่อนำเงินที่ได้มาบริจาคให้ทางวัดเพื่อใช้จ่าย  นอกจากนี้ทางวัดยังได้ทดลองนำพันธุ์ต้นไม้ที่ปลูกอยู่แต่ละภาคของประเทศ อาทิ ทุเรียน อะโวคาโด อินทะผาลัม มาปลูกรอบบริเวณวัด โดยได้ทำการศึกษาว่าพันธุ์ไหนเหมาะที่จะนำมาปลูกในพื้นที่ เพื่อให้เกิดประโยชน์กับคนในชุมชนมากที่สุด เพื่อแจกจ่ายให้กับชาวบ้านในชุมชนนำไปบริโภค อยู่ร่วมกันระหว่างวัด โรงเรียน และชุมชนอย่างมีความสุขกันต่อไป

ภาพ/ข่าว : ศุภเสกข์  แสงตระการ  ผู้สื่อข่าวภูมิภาค  จ.อ่างทอง

อ.เฉลิมชัย นำทีม เปิดบ้านศิลปินเชียงราย ฟื้นเศรษฐกิจ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

อ.เฉลิมชัย นำทีม เปิดบ้านศิลปินเชียงราย ฟื้นเศรษฐกิจ

อ.เฉลิมชัย นำทีม เปิดบ้านศิลปินเชียงราย ฟื้นเศรษฐกิจ24 สิงหาคม 2563 – 15:11 น.

 อ.เฉลิมชัย นำทีม เปิดบ้านศิลปินเชียงราย ผลักดันการท่องเที่ยว ฟื้นเศรษฐกิจ

วันที่ 24 ส.ค.63 ที่ห้องประชุมบุษราคัม โรงแรมไดมอนด์ปาร์คอินน์ เชียงราย รีสอร์ท จ.เชียงราย นายประจญ ปรัชญ์สกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นางจิตรา สิทธนานุวัฒน์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินแห่งชาติชาวเชียงราย อาจารย์สุวิทย์ ใจป้อม นายกสมาคมขัวศิลปะเชียงราย ร่วมกันแถลงข่าว “เปิดบ้านศิลปิน” โดยมีศิลปินชาวเชียงราย และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้า ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวทางสมาคมขัวศิลปะเชียงรายได้คัดเลือกบ้านของศิลปินใน จ.เชียงราย ได้จำนวน 10 หลัง ที่จะเปิดให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้เยี่ยมชมเพื่อส่งเสริมผลงานทางศิลปะ วัฒนธรรมประเพณีและการท่องเที่ยว 

กำหนดเปิดเส้นท่องเที่ยวตามบ้านศิลปินตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย.63 โดยมีเส้นทาง ตามถนนสาย อ.ขุนตาล-เทิง เพื่อชมบ้านศิลปินนิติพล เลาย้าง อ.ขุนตาล ศิลปินศัจกร แก้วกุลา อ.เทิง และศิลปินมานิตย์ กันทะสัก ต.ห้วยสัก อ.เมืองเชียงราย ส่วนวันที่ 2 ก.ย.ไปยัง อ.พาน เพื่อชมบ้านศิลปินกำพล มะโนใจ ศิลปินขวัญ กันทะบุตร และศิลปินสราวุฒิ คำมูลชัย ผู้ปั้นอนุสาวรีย์นาวาตรีสมาน กุนัน หรือจ่าแซม วีระบุรุษถ้ำหลวง และวันที่ 3 ก.ย.เริ่มจากที่ อ.เมือง จ.เชียงราย โดยมีการจัดให้ชมบ้านศิลปินแก้วฟ้า เกสรศุกร์ อ.เวียงชัย ศิลปินสุรยัน วงศ์โยธา และศิลปินดิษณ์กร สุทธสม อ.เมืองเชียงราย รวมจำนวนทั้งหมด 10 หลัง

นายประจญ ปรัชญ์สกุล กล่าวว่ากระทรวงวัฒนธรรมได้เลือกให้ จ.เชียงราย เป็นเมืองแห่งศิลปะ 1 ใน 3 จังหวัดทั่วประเทศไทยคือเชียงราย นครราชสีมา และกระบี่  เนื่องจากเชียงราย มีศิลปินกว่า 400 คน ซึ่งคาดว่าน่าจะมากสุดในประเทศ จึงได้มีการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริม โดยนอกจากบ้านศิลปินดังกล่าวที่พยายามเปิดตัวเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ไปเที่ยวชมนอกเหนือจากสถานที่ท่องเที่ยวเดิมที่มีอยู่แล้ว ทางจังหวัดเชียงรายได้รับงบประมาณ 15 ล้านบาท เพื่อสร้างสถาปัตยกรรมทางศิลปะในปี 2564 ออกแบบโดยศิลปินขัวศิละเชียงรายเพื่อให้เป็นอัตลักษณ์ของความเป็นซิตี้ ออฟ อาร์ต หรือเมืองแห่งศิลปะ และจากนี้จะขยายไปยัง 18 อำเภอและส่วนราชการต่างๆ ด้วย

นางจิตรา สิทธนานุวัฒน์ กล่าวว่า จ.เชียงราย ได้เปิดบ้านศิลปินที่ได้รับการคัดเลือกเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชมได้ไปแล้วจำนวน 60 หลัง โดยปี 2562 ได้เปิดจำนวน 30 หลัง สำหรับปี 2563 นี้ได้รับงบประมาณจากทางจังหวัด 1 ล้านบาทเพื่อดำเนินการเปิดเพิ่มเติมอีก 10 หลัง ซึ่งกิจกรรมนั้นนอกจากจะเปิดเส้นทางไปตามบ้านหลังต่างๆ ดังกล่าวแล้ว ยังมีกิจกรรม “ข่วงศิลปินพื้นบ้านล้านนา” ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา เชียงราย วันที่ 5-6 ก.ย.นี้ เพื่อถ่ายทอดและสาธิตภูมิปัญญารวมทั้งมีกิจกรรมการมีส่วนร่วมหรือเวิร์คช็อปอีกด้วย

ด้านอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ กล่าวว่า ปัจจุบันเหล่าศิลปินได้มีการพัฒนาผลงานทางศิลปะที่บ้านหรือสตูดิดของตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ และขยายไปยังหลายๆ จังหวัด โดยที่ จ.พะเยา ก็ได้เปิดบ้านศิลปินหลังแรกไปแล้วโดยมี จ.เชียงราย เป็นต้นแบบ ซึ่งบ้านศิลปินดังกล่าวสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยวได้และยิ่งในปัจจุบันส่วนราชการ นักธุรกิจ พ่อค้า ประชาชน  คนทั่วไปต่างสนใจศิลปะกันมากขึ้นจึงมีการนำศิลปะมาพัฒนาเพื่อส่งเสริมด้านเศรษฐกิจ ตัวอย่างล่าสุดที่ จ.พะเยา ได้มีผู้ว่าราชการจังหวัด องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) นักการเมืองที่อยู่เบื้องหลัง ได้ฟื้นโครงการเดิมที่จะสร้างผลงานทางศิลปะบริเวณกว๊านพะเยาเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้ไปพักแทนที่จะเป็นเพียงเมืองผ่าน และได้ขอให้ผมได้ออกแบบผลงานทางศิลปะขนาดใหญ่ไว้บริเวณกว๊านพะเยา ซึ่งก็ออกแบบให้โดยใช้งบประมาณ 500 ล้านบาท ปัจจุบัน จ.พะเยา มีอยู่แล้วจำนวน 100 ล้านบาทจึงอยู่ระหว่างผลักดันและคาดว่าในอนาคต จ.พะเยา จะมีรายได้จากการท่องเที่ยวมากขึ้นแน่นอน

“สำหรับ จ.เชียงราย เรามีผลงานทางศิลปะต่างๆ กระจายทั่วไปจังหวัดมากมาย เช่น วัดร่องขุ่น บ้านดำ ไร่เชิญตะวัน  และยังมีบ้านศิลปินอีกกว่า 60-70 หลัง ดังนั้นจึงมีโครงการจะคัดสรรให้เหลือเพียง 20 หลังเพื่อรับรางวัลจากผู้ว่าราชการจังหวัดให้เป็นสุดยอดบ้านศิลปิน วัตถุประสงค์เพื่อให้หมาะสมกับการส่งเสริมการตลาดกรณีดึงดูดนักท่องเที่ยว ซึ่งจะกระตุ้นให้ศิลปินได้พัฒนาบ้านของตัวเองอยู่เสมอ โดยจะใช้อาคารขัวศิลปะเชียงรายแห่งใหม่ซึ่งจะย้ายไปยังวัดร่องขุ่นในอีก 3 ปีข้างหน้าในการประชาสัมพันธ์บ้านศิลปินแต่ละคน  เพราะวัดร่องขุ่นมีนักท่องเที่ยวไปเยือนจำนวนมากอยู่แล้วจึงสามารถดึงดูดผู้ชื่นชอบให้ไปเยือนบ้านศิลปินตามเส้นทางต่างๆได้สะดวก ซึ่งโครงการจะเริ่มในเดือน พ.ย.2563 นี้และบ้านที่ได้รับการคัดเลือกจะได้รับเข็มกลัดจากผู้ว่าราชการจังหวัด ส่วนในอนาคตก็จะมีการคัดสรรและมอบรางวัลเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ เพื่อให้มีการพัฒนาบ้านศิลปินตลอดไป” อาจารย์เฉลิมชัยกล่าว 

ณัฐวัตร ลาพิงค์ ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ.เชียงราย

บล.บัวหลวง จัดกิจกรรม “เย็บเต้านมเทียม” มอบให้ผู้ป่วยมะเร็งเต้านม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

บล.บัวหลวง จัดกิจกรรม “เย็บเต้านมเทียม” มอบให้ผู้ป่วยมะเร็งเต้านม     

บล.บัวหลวง จัดกิจกรรม "เย็บเต้านมเทียม" มอบให้ผู้ป่วยมะเร็งเต้านม     24 สิงหาคม 2563 – 13:32 น.

บล.บัวหลวง จัดกิจกรรม “เย็บเต้านมเทียม” มอบให้ผู้ป่วยมะเร็งเต้านม ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ โดยเต้านมเทียมถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากสำหรับผู้ป่วยมะเร็งเต้านมหลังการผ่าตัด     

หนึ่งในองค์กรที่ทำเพื่อสังคมมาอย่างต่อเนื่องอย่างหลักทรัพย์บัวหลวง ถือโอกาสในเดือนสิงหาคมที่มีวันสำคัญของคนไทยอย่าง “วันแม่แห่งชาติ” มาจัดกิจกรรมดีๆ “รับเดือนวันแม่ บัวหลวงชวนเย็บเต้านมเทียม” ร่วมกับกลุ่มเพื่อนทอฝัน รพ.พระมงกุฎเกล้า  โดยชวนพนักงานในบริษัท มาร่วมกันทำเต้านมเทียม และส่งมอบให้แก่ผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็งเต้านมที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ โดยเต้านมเทียมถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากสำหรับผู้ป่วยมะเร็งเต้านมหลังการผ่าตัด

บล.บัวหลวง จัดกิจกรรม "เย็บเต้านมเทียม" มอบให้ผู้ป่วยมะเร็งเต้านม     


นายพิเชษฐ สิทธิอำนวย กรรมการผู้อำนวยการ หลักทรัพย์บัวหลวง กล่าวถึงความเป็นมาของการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ว่า “เริ่มต้นจากการที่บริษัทอยากจัดกิจกรรมดีๆ โดยให้พนักงานมีส่วนร่วมในเดือนแห่งวันแม่ ในที่สุดเราเลือกทำกิจกรรมเพื่อช่วยเหลือกลุ่มผู้หญิงที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งเต้านม เนื่องจากเราทราบมาว่าโรคมะเร็งเต้านมเป็นโรคมะเร็งอันดับ 1 ของ   ผู้หญิงไทยและเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ที่สำคัญคือมีแนวโน้มจำนวนผู้ป่วยสูงขึ้นทุกปี โดยหลังการผ่าตัด เต้านมออกก็ใช่ว่าผู้ป่วยจะใช้ชีวิตได้เป็นปกติ เพราะโดยส่วนมากหากไม่ได้สวมใส่เต้านมเทียมก็จะเกิดความไม่สมดุล  ของร่างกายทำให้มีอาการปวดหลัง เสียการทรงตัว ระคายเคืองแผลผ่าตัด รวมถึงอาจขาดความมั่นใจในตัวเอง อีกทั้งเต้านมเทียมไม่ใช่สิ่งที่จะหาซื้อได้ง่าย กิจกรรมการทำเต้านมเทียมจึงเป็นโอกาสดีที่เราจะได้ช่วยเหลือผู้คนกลุ่มนั้น ”

บล.บัวหลวง จัดกิจกรรม "เย็บเต้านมเทียม" มอบให้ผู้ป่วยมะเร็งเต้านม     


กิจกรรม “รับเดือนวันแม่ บัวหลวงชวนเย็บเต้านมเทียม” หลักทรัพย์บัวหลวงยังได้รับความร่วมมือจาก “กลุ่มเพื่อนทอฝัน” ซึ่งเป็นกลุ่มอาสาที่มุ่งเน้นในการแบ่งปันและสร้างความสุขให้แก่ผู้ป่วยโรคมะเร็ง มาช่วยในเรื่องของการจัดหาวัสดุอุปกรณ์และเป็นวิทยากรสอนขั้นตอนการเย็บเต้านมเทียมให้แก่พนักงานจิตอาสาของบริษัท โดยนางพาณี ตรีคุณา หรือ ป้าพา หนึ่งในสมาชิกกลุ่มเพื่อนทอฝัน กล่าวว่า “ป้ารู้สึกดีใจ ที่ทางหลักทรัพย์บัวหลวงให้ความสำคัญกับผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านม และรู้สึกเป็นเกียรติที่ ได้รับเชิญให้มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการทำกิจกรรมครั้งนี้ ต้องขอขอบคุณแทนผู้ป่วยทุกคนที่จะได้รับโอกาสดีๆ จากการแบ่งปันในครั้งนี้ ”

บล.บัวหลวง จัดกิจกรรม "เย็บเต้านมเทียม" มอบให้ผู้ป่วยมะเร็งเต้านม     


คุณป้ากิมเน้ย ผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมที่เดินทางมารับเต้านมเทียมที่ รพ.พระมงกุฏเกล้า เล่าว่า “ป้าเป็นมะเร็งเต้านมและต้องตัดเต้านมออกไปหนึ่งข้าง ซึ่งป้าต้องเดินทางมาจากสุพรรณเพื่อติดตามผลการรักษาทุกๆ 3 เดือน จนวันนี้ได้มีโอกาสมาขอรับเต้านมเทียมที่ป้าอยากได้มาก เพราะคนที่เคยใช้กันบอกว่าดีใส่สบาย ใช้แล้วคล้ายของจริง ถอดซักได้ และไม่เสียดสีกับแผล ป้าดีใจและขอขอบคุณบริษัทที่มอบเต้านมเทียมให้ผู้ป่วยอย่างป้า”
 

บล.บัวหลวง จัดกิจกรรม "เย็บเต้านมเทียม" มอบให้ผู้ป่วยมะเร็งเต้านม     

หลักทรัพย์บัวหลวงทราบดีว่า ยังมีผู้ที่ต้องการได้รับการแบ่งปันช่วยเหลือเกื้อกูลอีกเป็นจำนวนมากในหลากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นด้านสุขภาพอย่างที่ทำผ่านกิจกรรมนี้  ด้านการศึกษา ด้านชีวิตความเป็นอยู่ ฯลฯ  จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้มีแนวคิดในการทำกิจกรรมและโครงการแบ่งปันเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง โดยหวังว่าจะร่วมเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยทำให้สังคมของเรามีคุณภาพได้อย่างยั่งยืนในที่สุด 

บล.บัวหลวง จัดกิจกรรม "เย็บเต้านมเทียม" มอบให้ผู้ป่วยมะเร็งเต้านม     

ชาวบ้านกว่า 200 รอบบึงสีไฟ ร้องทุกข์ปัญหาที่ดินอยู่มาหลายสิบปี รัฐไม่ออกเอกสารสิทธิ์ให้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ชาวบ้านกว่า 200 รอบบึงสีไฟ ร้องทุกข์ปัญหาที่ดินอยู่มาหลายสิบปี รัฐไม่ออกเอกสารสิทธิ์ให้

ชาวบ้านกว่า 200 รอบบึงสีไฟ ร้องทุกข์ปัญหาที่ดินอยู่มาหลายสิบปี รัฐไม่ออกเอกสารสิทธิ์ให้

24 สิงหาคม 2563 – 10:09 น.

สืบเนื่องจากชาวบ้านกลุ่มนี้สร้างบ้านเรือนอยู่ที่บริเวณรอบๆ บึงสีไฟมาเป็นระยะเวลาหลายสิบปีแล้ว แต่ปรากฏว่ารัฐบาลและกรมที่ดินไม่ยอมออกเอกสารสิทธิ์ให้เนื่องจากพื้นที่เดิมแห่งนี้ก่อนหน้านั้นเป็นอาณาเขตของบึงสีไฟ

วันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม 2563 นายพรชัย อินทร์สุข  สส.พปชร.พิจิตร เขต 1 โดยสำนักงานตั้งอยู่ที่ บ้านเกาะลาว ถนนพิจิตร-สามง่าม ต.คลองคะเชนทร์ อ.เมือง จ.พิจิตร ได้มีราษฎรจำนวนเกือบ 200 คน ที่นำโดย นายไกรศักดิ์ ดีมั่น อายุ 56 ปี อยู่บ้านเลขที่ 299/6 ถนนบึงสีไฟ อ.เมืองพิจิตร และเป็นประธานชุมชนหน้าบึงสีไฟ ได้เป็นแกนนำพาชาวบ้านที่ทุกคนล้วนมีบ้านเรือนอยู่รอบๆบึงสีไฟ ซึ่งอยู่ในเขตเทศบาลเมืองพิจิตร, ตำบลท่าหลวง, ตำบลเมืองเก่า เข้าร้องทุกข์กับ นายพรชัย อินทร์สุข  สส.พปชร.พิจิตร เขต 1 เพื่อขอให้ดำเนินการช่วยเหลือสอบถามไปยังอธิบดีกรมที่ดิน

ทั้งนี้สืบเนื่องจากชาวบ้านกลุ่มนี้สร้างบ้านเรือนอยู่ที่บริเวณรอบๆ บึงสีไฟมาเป็นระยะเวลาหลายสิบปีแล้ว แต่ปรากฏว่ารัฐบาลและกรมที่ดินไม่ยอมออกเอกสารสิทธิ์ให้เนื่องจากพื้นที่เดิมแห่งนี้ก่อนหน้านั้นเป็นอาณาเขตของบึงสีไฟที่ปัจจุบันหมดสภาพความเป็นบึงแล้วและกลายเป็นที่อยู่อาศัยของราษฎรมาแล้วไม่น้อยกว่า 30 ปี  แต่ปรากฏว่า ไม่สามารถออกโฉนดที่ดินได้ แต่ก็น่าแปลกใจที่ ที่ดินบางแปลงเป็นที่ตั้งของห้างสรรพสินค้า ของส่วนราชการ ของหมู่บ้านจัดสรรของนักธุรกิจ กลับมีเอกสารสิทธิ์เป็นโฉนดหมดแล้ว ทั้งๆ ที่บริเวณดังกล่าวชาวบ้านต่างรู้กันดีว่าบริเวณนั้นก็คืออาณาเขตของบึงสีไฟด้วยเช่นกัน ซึ่งในอดีตบึงสีไฟมีพื้นที่อาณาเขตกว่า 2 หมื่นไร่ แต่ปัจจุบันมีการสร้างถนนรอบบึงสีไฟเพื่อเป็นอาณาเขตที่ชัดเจน จึงทำให้บึงสีไฟปัจจุบันเหลือพื้นที่แค่เพียง 5,300 ไร่เศษ

ในส่วนของ นายพรชัย อินทร์สุข สส.พปชร.พิจิตร เขต 1 กล่าวว่า รับทราบปัญหาความทุกข์ความเดือดร้อนของชาวบ้านรอบๆ บึงสีไฟได้เป็นอย่างดี โดยจะขอรับเรื่องแล้วนำเรื่องดังกล่าวไปปรึกษากับผู้ว่าฯ พิจิตร และหัวหน้าสำนักงานที่ดินจังหวัดพิจิตร เพื่อรวมรวมเป็นข้อมูลและเสนอไปยังอธิบดีกรมที่ดินกระทรวงมหาดไทยอีกครั้ง แต่ถ้าเป็นไปได้ก็จะนำเรื่องดังกล่าวเสนอเข้าสู่วาระหารือในสภาผู้แทนราษฎรเพื่อเป็นช่องทางในการช่วยเหลือชาวบ้านรอบบึงสีไฟให้มีเอกสารสิทธิ์ เพื่อที่จะได้สามารถแปลงทรัพย์สินเป็นทุนได้ต่อไป

สิทธิพจน์ เกบุ้ย จ.พิจิตร