กรี๊ดลั่นสนั่นเวที กองประกวด มิสแกรนด์ 2 จังหวัด ศรีสะเกษ – อุบลราชธานี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

กรี๊ดลั่นสนั่นเวที กองประกวด มิสแกรนด์ 2 จังหวัด ศรีสะเกษ – อุบลราชธานี

กรี๊ดลั่นสนั่นเวที กองประกวด มิสแกรนด์ 2 จังหวัด ศรีสะเกษ - อุบลราชธานี21 กรกฎาคม 2563 – 09:48 น.

กองเชียร์ทั้งจังหวัดศรีสะเกษ และจังหวัดอุบลราชธานี กรี๊ดสนั่นลั่นกองประกวด มิสแกรนด์ไทยแลนด์ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี ผู้ชนะเลิศทั้ง 2 จังหวัด จะเป็นตัวแทนเข้าประกวดมีสแกรนประเทศไทยเดือนกันยายน นี้

วันที่ 20 กรกฎาคม 2563 ที่ โรงแรมศรีพฤทธาลัยราชภัฏสัมมนาคาร ภายในมหาวิทยาลัยราภัฏศรีสะเกษ ได้มี นายสมชัย คล้ายทับทิม รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ ร่วมกับ นายสถิตย์ ปัทมวัฒน์ ผู้อำนวยการกลุ่มงาน ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดอุบลราชธานี ผู้แทน ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี เป็นประธานในการเปิดการประกวด “มิสแกรนด์ไทยแลนด์ ประจำจังหวัดอุบลราชธานี และจังหวัดศรีสะเกษ ปี 2020” โดยมี นายอวิรุทธ์ อรรคบุตร Provincial Director มิสแกรนด์ศรีสะเกษ และมิสแกรนด์อุบลราชธานี 2563 กรรมการบริหาร บริษัท เซิ้ง โปรดักชั่น แอนด์ ออร์แกไนเซอร์ จำกัด (SERNG PRODUCTION & ORGANIZER CO.,LTD) ผู้ผลิตภาพยนตร์ไทบ้านเดอะซีรีส์ และผลิตสื่อบันเทิงที่เชิดชูวัฒนธรรมความเป็นอีสาน เป็นผู้ดำเนินการประกวด เพื่อคัดเลือกสาวงาม ทั้งจากจังหวัดศรีสะเกษ และจังหวัดอุบลราชธานี เข้าไปประกวด มิสแกรนด์ในระดับประเทศ ในเดือนกันยายน 2563 นี้ ซึ่งวันนี้เป็นรอบตัดสิน หลังจากเก็บตัวมา 1 เดือนเต็ม ในการส่งเสริมด้านวัฒนธรรม ประเพณี และแหล่งท่องเที่ยวของทั้ง 2 จังหวัด โดยมีกองเชียร์สาวงามที่ติดตามมาชม มาเชียร์กันแน่น

การประกวด มีสแกรนด์ไทยแลนด์ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี เริ่มต้นขึ้นท่ามกลางบรรดากองเชียร์ที่ติตามมาชม และเชียร์กันอย่างเนื่องแน่น เริ่มจากการเปิดตัวสาวงามด้วยชุดรับรอง ของสาวงามจากจังหวัดศรีสะเกษ ที่เข้ารอบมา จำนวน 15 คน และสาวงามจากจังหวัดอุบลราชธานีที่เข้ารอบมา จำนวน 12 คน จากนั้นเปิดตัวสาวงามด้วยการแนะนำตนเองให้คณะกรรมการได้รับทราบ พร้อมโชว์หุ่นสาวๆ ด้วยชุดว่ายน้ำ ก่อนที่จะเปลี่ยนไปที่ชุดราตรีที่สายงดงาม สมกับเวทีของ มิสแกรนด์

ก่อนที่คณะกรรมการจะคัดเลือกเลือกสาวงามตัวแทนจากจังหวัดศรีสะเกษ 5 คน จากอุบลราชธานี 5 คน เพื่อมาตอบคำถาม ดูไหวพริบปฎิพาน ความฉลาด มีภูมิ จากนั้นก็ได้ทำการประกาศ รองทั้ง 4 คน และประกาศชื่อสาวงาม ท่ามกลางเสียงกรี๊ดของบรรดากองเชียร์เสียงดังสนั่นห้อง และผู้ที่ได้ครองตำแหน่ง มีสแกรนด์จังหวัดศรีสะเกษ คือ ผู้เข้าประกวดหมายเลข 14 น้อง มิลค์ นางสาว จันทิมา สายยศ ส่วนสาวงามที่ครองตำแหน่งมีส แกรนด์ จังหวัดอุบลราชธานี คือ ผู้เข้าประกวด หมายเลข 5 น้อง พิ้งค์ นางสาว ชุติยา เจียรกุล ซึ่งสาวงามทั้งสองคนก็จะเข้าสู่การเก็บตัว เพื่อเข้าร่วมการประกวด มีสแกรนด์ไทยแลนด์ ในเดือนกันยายน 2563 ที่ กรุงเทพมหานคร โดยจะมีการตัดเย็บชุดประจำจังหวัดเพื่อเข้าร่วมประกวดด้วย โดยจังหวัดศรีสะเกษ ชื่อชุด “ราชินี 4 ชนเผ่า” ส่วนจังหวัดอุบลราชธานี ชื่อชุด “ก๋วยจั๋บอุบล” ที่เป็นชุดไทยทั้งสอง

ภาพ/ข่าว นายพงษ์พัฒน์ ไตรพิพัฒน์ / ศรีสะเกษ

น้ำไม่ไหลทั่วเมือง เทศบาลเมืองโคราชวิกฤตหนักชาวบ้านรวมตัวประท้วง เร่งแจกจ่ายน้ำด่วน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

น้ำไม่ไหลทั่วเมือง เทศบาลเมืองโคราชวิกฤตหนักชาวบ้านรวมตัวประท้วง เร่งแจกจ่ายน้ำด่วน

น้ำไม่ไหลทั่วเมือง เทศบาลเมืองโคราชวิกฤตหนักชาวบ้านรวมตัวประท้วง เร่งแจกจ่ายน้ำด่วน21 กรกฎาคม 2563 – 09:18 น.

เทศบาลเมืองโคราชวิกฤตใหญ่น้ำไม่ไหลทั่วเมืองชาวบ้านรวมตัวประท้วงขอเร่งแจกจ่ายทางด่วน หลังต้องซื้อน้ำใช้คันละ 800 บาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่หน้าสำนักงานประปาเทศบาลนครราชสีมา นางละอองแก้ว ธรรมจักร อายุ 58 ปี พร้อมด้วยชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนกรณีน้ำประปาไม่ไหลนานนับเดือน ต้องซื้อน้ำใช้ บริเวณชุมชนโพธิ์ทอง หลังโรงพยาบาลเซนต์เมรี่ ซอย 15 กว่า 300 ครัวเรือน สร้างความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก โดยมีนายทวีศักดิ์ พันธ์วิเศษศักดิ์ ปลัดเทศบาลนครนครราชสีมา เป็นผู้รับเรื่องราวร้องทุกข์ดังกล่าว

นางละอองแก้ว ชาวบ้านผู้ได้รับความเดือดร้อน เปิดเผยว่า ตนพร้อมด้วยเพื่อนบ้านหลายร้อยครัวเรือนได้รับความเดือดร้อนน้ำประปาไม่ไหลนานนับเดือน ต้องซื้อน้ำไว้ใช้ในการอุปโภคบริโภค เฉลี่ยคันละ 800 บาท เพื่อมาใช้ในยามวิกฤตภัยแล้ง โดยทางประปาเทศบาลนครนครราชสีมา ไม่ได้มีความห่วงใยพี่น้องประชาชน แจกจ่ายน้ำก็ไม่ทั่วถึง อ้างเพียงแต่ว่ารถบรรทุกน้ำ ไม่มีงบประมาณในการซ่อมบำรุง ต้องรอผู้บริหารอนุมัติในการซ่อมรถ เหลือรถบรรทุกน้ำเพียง 1 คัน ในการกระจายช่วยเหลือบรรเทาทุกพี่น้องประชาชน ส่วนอีก 6 คันนั้นจอดอยู่ที่สำนักงานไม่สามารถดำเนินการใดๆ ได้ จึงสร้างความไม่พอใจให้กับผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน เกี่ยวกับการแก้ปัญหาของคณะผู้บริหาร อีกครั้งโทรไปแจ้งข้อมูลสายตรงกับทางหน่วยงานเทศบาลก็ไม่มีใครรับโทรศัพท์จึงทำให้ชาวบ้านไม่มีที่พึ่ง แต่พอเวลาเก็บค่าน้ำ จะมีเจ้าหน้าที่มาตรงตามเวลาทุกเดือน ทั้งที่น้ำไม่ไหล จึงรู้สึกถึงความไม่เป็นธรรมและความต้องการที่จะช่วยเหลือชาวบ้านอย่างแท้จริง จึงต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการในการช่วยเหลือบรรเทาทุกพี่น้องประชาชนอย่างเร่งด่วน

นายทวีศักดิ์ พันธ์วิเศษศักดิ์ ปลัดเทศบาลนครนครราชสีมา เปิดเผยว่า ในช่วงนี้เทศบาลประสบปัญหาวิกฤตภัยแล้งอย่างหนัก อีกทั้งยังพบว่ามีการขยายตัวของบ้านเมืองประชาชนเป็นจำนวนมาก จึงทำให้ขนาดของท่อน้ำที่จะจ่ายแจกไปให้ชาวบ้านไม่เพียงพอ แนวทางการแก้ไขปัญหาในเบื้องต้น ให้ระดมรถน้ำจำนวน 7 คัน เร่งจ่ายแจกน้ำตามบ้านเรือนประชาชนเพื่อบรรเทาทุกข์ ส่วนโครงการระยะยาว ได้มีการงบประมาณจำนวน 8 ล้านบาท ขยายท่อเพิ่ม เพื่อเป็นการเพิ่มจำนวนน้ำให้เพียงพอกับพี่น้องประชาชน ในส่วนของการซื้อน้ำใช้ของประชาชนในช่วงนี้ ตนก็รู้สึกเป็นห่วงเป็นใย เพราะประชาชนเดือดร้อนเป็นบริเวณกว้าง แต่รถส่งน้ำมีจำนวนแค่ 7 คันไม่เพียงพอต่อความต้องการอย่างแน่นอน แต่ทางเทศบาลก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ พยายามหาน้ำเข้ามาช่วยเหลือในช่วงวิกฤตแบบนี้

ภาพ/ข่าว ณัฐพงศ์ อรชร ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จังหวัดนครราชสีมา

ผวจ.นครพนม สั่งสอบกองทุน อบต.นาหว้า แจ้งความดำเนินคดีกรรมการยกชุด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ผวจ.นครพนม สั่งสอบกองทุน อบต.นาหว้า แจ้งความดำเนินคดีกรรมการยกชุด

21 กรกฎาคม 2563 – 09:12 น.

ไม่ปล่อยผ่าน “อย่าปล่อยให้ลอยนวล” ผวจ.นครพนม สั่งสอบกองทุน อบต.นาหว้า แจ้งความดำเนินคดีกรรมการยกชุด หากพบข้าราชการรู้เห็นเป็นใจเจอ 157

จากกรณี ประชาชนชาวบ้านตาล หมู่ 9 ต.นาหว้า อ.นาหว้า จ.นครพนม ร้องเรียนผ่านสื่อ ว่า องค์การบริหารส่วนตำบลนาหว้า (อบต.นาหว้า) แจ้งยุบกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลนาหว้าอย่างกะทันหัน โดยอ้างว่าขาดทุนไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้ ทำให้ชาวบ้านจำนวน 1,700 คน ที่ส่งเงินสะสมวันละบาท ในนามชื่อ “กองบุญเพื่อสวัสดิการฯ” ได้รับความเดือดร้อน เช่น บางรายส่งเงินเข้ากองทุนมานานถึง 12 ปี เพราะได้เงินคืนเพียง 612 บาท  บางคนเพิ่งส่งไม่กี่ปีก็ได้เงินคืนแค่ 9 บาท เป็นต้น

โครงการดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อปี 2551 โดยมีสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) จัดสรรเป็นเงินอุดหนุนตามนโยบายของรัฐบาล นำมาให้แต่ละชุมชนบริหารจัดการกันเอง อบต.นาหว้าในขณะนั้นมี นายสนั่น บุตรจันทร์ เป็นนายก อบต. ได้เชิญชวนชาวบ้านในเขตรับผิดชอบของ อบต.ฯ จำนวน 15 หมู่บ้าน มาร่วมกันสะสมเงินวันละ 1 บาท มีระเบียบดังนี้หากสมาชิกเสียชีวิตจะได้รับเงินฌาปนกิจศพตามขั้นบันได เช่น เป็นสมาชิกน้อยกว่า 3 เดือน ได้รับเงินช่วยเหลือ 300 บาท เป็นสมาชิกครบ 8  ปี ได้รับเงิน 20,000 บาท แต่ถ้าเป็นสมาชิกตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไป จะได้รับเงินถึง 30,000 บาท เป็นต้น หรือถ้าเจ็บป่วยต้องนอนโรงพยาบาล ก็จะได้เงินตอบแทนวันละ 100 บาท แต่ไม่เกิน 1,000 บาท ในทุกๆ เดือนจะมีเจ้าหน้าที่มาเก็บเงินถึงบ้าน ปัจจุบันมีสมาชิกรวมทั้งสิ้น 1,700 คน ตามที่เสนอข่าวไปแล้ว

ล่าสุด วันที่ 20 กรกฎาคม 2563 นายสยาม ศิริมงคล ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม เป็นประธานประชุมศูนย์ปฏิบัติการจังหวัดฯ (ศปก.นพ.) ในวาระการประชุมได้มีเรื่องกรณีประชาชนชาวบ้านตาลร้องเรียนผ่านสื่อรวมอยู่ด้วย จึงสั่งการให้ น.ส.แสงดาว อารีย์ พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดนครพนม (พมจ.ฯ) หารายละเอียดในการจัดตั้งกองทุนดังกล่าวมาชี้แจงอย่างเร่งด่วน เนื่องจากมีประชาชนได้รับความเดือดร้อนเป็นจำนวนมาก และต้องหาตัวคนผิดมาลงโทษโดยเร็วที่สุด อย่าปล่อยให้คนเหล่านี้ลอยนวล

ขณะเดียวกัน นายพศิน เฉลียวไว เลขานุการร่วมสวัสดิการชุมชนจังหวัดนครพนม ได้นำเอกสารหลักฐานต่างๆ เข้าพบกับ น.ส.แสงดาวฯ พมจ.ฯ ในห้องทำงาน พร้อมเปิดเผยว่าเงินอุดหนุนดังกล่าว ทางรัฐบาลจัดสรรให้ทั้งหมด 3 งวด โดยงวดแรกปี 2553 (หลังจัดตั้งกองทุน) ส่งสมทบให้ 64,400 บาท งวดที่ 2 ปี 2554 จำนวน 320,720 บาท และงวดสุดท้ายปี 2556 จำนวน 529,200 บาท รวมเป็นเงิน 914,320 บาท

นายพศินกล่าวต่อว่ากองทุนนี้ มีนายสนั่น บุตรจันทร์ นายก อบต.นาหว้า เป็นประธาน และมีกำนัน ผู้ใหญ่บ้านทั้ง 15 หมู่ รวมทั้งสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลนาหว้าร่วมเป็นกรรมการ ประมาณปี 2557 คณะทำงานมาตรวจสอบใช้จ่ายเงิน เห็นปัญหาในบัญชีว่าไม่เป็นปกติ จึงให้เหรัญญิกทำรายงานชี้แจง ทราบเบื้องต้นว่ามีการนำเงินออกจากบัญชีไปให้นายสนั่น จึงตั้งกรรมการสอบสวนหาข้อเท็จจริง และได้ให้คณะกรรมการชุดนั้นหยุดปฏิบัติหน้าที่ พร้อมกับตั้งชุดใหม่เข้ามาบริหาร ซึ่งกรรมการชุดปัจจุบันได้ขอเงินอุดหนุนเพิ่ม แต่ไม่สามารถจัดสรรให้ได้ตามคำขอ เนื่องจากบัญชีเก่ายังเคลียร์ไม่ได้ ตนได้ทำรายงานชี้แจงให้ผู้บังคับบัญชาทราบอย่างสม่ำเสมอ

ด้าน น.ส.แสงดาว อารีย์ พมจ.นครพนม กล่าวว่า หลัง ผวจ.นครพนม สั่งการก็ไม่นิ่งนอนใจ ได้ประสานไปยัง อบต.นาหว้า เชิญประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนมาพบกันที่ศาลาประชาคมใน อบต.นาหว้า เวลา 14.00 น. ของวันพรุ่งนี้ (21 ก.ค.) จากนั้นจะพากันไปแจ้งความดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้อง คือคณะกรรมการชุดเก่ายกชุด ในคดีอาญากับอดีตนายกและพวกที่โกงเงินไป คือการร่วมกันยักยอกทรัพย์ และอาจเข้าข่ายฉ้อโกงประชาชนอีกหนึ่งข้อหา และ น.ส.แสงดาวฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ถ้าพบว่ามีข้าราชการที่รับทราบปัญหาแต่ไม่ดำเนินการใดๆ เช่น ไปแจ้งความดำเนินคดี จะเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ (ม.157) ต้องถูกดำเนินคดีด้วยเช่นกัน

ข่าว/ภาพ ทวี อภิสกุลชาติ ผู้สื่อข่าวจังหวัดนครพนม

ตำรวจภูธรเมืองสามหมอกให้ความรู้ในบทบาทของประชาชน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ตำรวจภูธรเมืองสามหมอกให้ความรู้ในบทบาทของประชาชน

ตำรวจภูธรเมืองสามหมอกให้ความรู้ในบทบาทของประชาชน21 กรกฎาคม 2563 – 09:01 น.

ตำรวจภูธรเมืองสามหมอกให้ความรู้ในบทบาทของประชาชน เพื่อป้องกันการเกิดอาชญากรรมในพื้นที่

วันจันทร์​ที่​ 20 กรกฎาคม 2563​ เวลา 09.30​น. พล.ต.ต.ธีรพล อินทรลิบ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นประธานพิธีเปิดการฝึกอบรมโครงการสร้างเครือข่ายการมีส่วนร่วมของประชาชนในการป้องกันอาชญากรรมระดับตำบลโดยมี ว่าที่ร้อยตรีนพรัตน์ ศุภกิจโกศล นายอำเภอปายร่วมพิธี

วัตถุประสงค์ เพื่อเป็นการแสวงหาความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ตั้งแต่ผู้นำระดับชุมชน /หมู่บ้าน อาสาสมัครประจำหมู่บ้าน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนในระดับท้องถิ่น ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมในพื้นที่อำเภอปาย ในการอบรมครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมทั้งสิ้น 150 คน

ต่อมา พล.ต.ต.ธีรพล อินทรลิบ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดได้เป็นวิทยากรให้ความรู้แก่ผู้เข้าร่วมอบรมในหัวข้อเรื่อง บทบาทของประชาชนในฐานะเครือข่ายพลังแผ่นดินแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของบ้านเมืองและสนับสนุนกิจการตำรวจ (การก่อเกิด, การพัฒนา, การรักษา, การคงอยู่) โดยมีหน่วยงานราชการ สถานีตำรวจภูธรจังหวัดแม่ฮ่องสอน สถานีตำรวจภูธรปาย กองพันทหารราบที่ 5 กรมทหาราบที่ 7 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน กองร้อยอาสารักษาดินแดนอำเภอปายที่ 4 อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อ.ส.ม.) และประชาชนจิตอาสา เข้าร่วมพิธีเปิดครั้งนี้อย่างพร้อมเพรียง

เกียรติศักดิ์  รักสัตย์ ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จังหวัดแม่ฮ่องสอน

แม่ชาวลาวใจเด็ดทำคลอดเอง สุดท้ายกลัวลูกไม่ปลอดภัยโร่ขอความช่วยเหลือ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

แม่ชาวลาวใจเด็ดทำคลอดเอง สุดท้ายกลัวลูกไม่ปลอดภัยโร่ขอความช่วยเหลือ

แม่ชาวลาวใจเด็ดทำคลอดเอง สุดท้ายกลัวลูกไม่ปลอดภัยโร่ขอความช่วยเหลือ20 กรกฎาคม 2563 – 21:59 น.

แม่ชาวลาวใจเด็ดทำคลอดเอง สุดท้ายกลัวลูกไม่ปลอดภัยโร่ขอความช่วยเหลือ ล่าสุดถูกนำส่งต่อไปที่โรงพยาบาลสิรินธร

วันจันทร์ที่ 20 ก.ค. 2563 เวลา19.30น. อาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญูได้รับแจ้งเหตุขอความช่วยเหลือ ที่ซอยรามคำแหง 41 จึงออกไปตรวจสอบ ถึงจุดเกิดเหตุพบมีหญิงชาวลาว อุ้มเด็กทารกแรกคลอดเพศหญิง ยังมีสายสะดือติดอยู่ และยังจูงลูกสาวอีกคนอายุประมาณ 4 ขวบ จึงรีบให้การช่วยเหลือปฐมพยาบาลเด็กและแม่ พร้อมประสานงานรถพยาบาลระดับสูงของสำนักการแพทย์กรุงเทพมหานครมาสนับสนุน

แม่ชาวลาวใจเด็ดทำคลอดเอง สุดท้ายกลัวลูกไม่ปลอดภัยโร่ขอความช่วยเหลือ

จากการสอบถามพลเมืองดีในจุดเกิดเหตุ ทราบว่าหญิงดังกล่าวมีอาชีพรับจ้างทั่วไป และได้คลอดลูกเองในห้องเช่า เมื่อเย็นวานนี้ และด้วยไม่มีพ่อเด็กจึงไม่กล้าบอกใคร และได้ทำการตัดสายสะดือลูกด้วยตัวเอง แต่วันนี้เด็กนั้นร้องตลอด กลัวว่าลูกจะเสียชีวิต ด้วยความเป็นห่วงลูกมากจึงได้อุ้มออกจากห้องเช่า มาขอความช่วยเหลือ พลเมืองดีจึงโทรให้อาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญูมาช่วยเหลือในเบื้องต้น

แม่ชาวลาวใจเด็ดทำคลอดเอง สุดท้ายกลัวลูกไม่ปลอดภัยโร่ขอความช่วยเหลือ

ล่าสุดรถพยาบาลสำนักการเเพทย์กรุงเทพมหานครจุดจอดเทพลีลา ได้มารับเด็กและแม่ต่อจากอาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญู ปฐมพยาบาลและนำส่งต่อไปที่โรงพยาบาลสิรินธรต่อไป

แม่ชาวลาวใจเด็ดทำคลอดเอง สุดท้ายกลัวลูกไม่ปลอดภัยโร่ขอความช่วยเหลือ
แม่ชาวลาวใจเด็ดทำคลอดเอง สุดท้ายกลัวลูกไม่ปลอดภัยโร่ขอความช่วยเหลือ

ขอบคุณ นคร45 ร่วมกตัญญู
นพรัตน์ กรสวัสดิ์  เรียบเรียง

เกิดเหตุแผ่นดินไหว ศูนย์กลางที่ จ.เลย ขนาด 2.8 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

เกิดเหตุแผ่นดินไหว ศูนย์กลางที่ จ.เลย ขนาด 2.8

เกิดเหตุแผ่นดินไหว ศูนย์กลางที่ จ.เลย ขนาด 2.820 กรกฎาคม 2563 – 20:46 น.

ด่วน เกิดเหตุแผ่นดินไหว ศูนย์กลางที่ จ.เลย ขนาด 2.8 ที่ความลึก 3 กม  ความรู้สึกคือ เกิดการสั้นเล็กน้อยผู้คนรู้สึกถึงการสั่นไหวไม่ได้รับความเสียหาย

กองเฝ้าระวังแผนดินไหว กรมอุตุนิยมวิทยา รายงานว่าเมื่อเวลา 12.14 น. วันที่ 20 ก.ค. 2563 สามารถตรวจวัดคลื่นแผ่นดินไหวมีศูนย์กลางที่ ต.ศรีสองรัก อ.เมือง จ.เลย เหตุดังกล่าวมีประชาชนและข้าราชการรายงานว่า ที่ค่ายศรีสองรัก อ.เมืองเลย  บ้านพัก 1 ถึง 2 ชั้น มีเสียงดังและพื้นดินสั่น ส่วนความเสียหายไม่ได้รับรายงาน

กรมอุตุนิยมวิทยา รายงานต่อว่า สาเหตุแผ่นดินไหวครั้งนี้เกิดจากการเคลื่อนตัวของรอยเลื่อนเลยในรูปแบบการเลื่อนตามแนวระนาบเอียงขวาที่วางตัวในแนวทิศเหนือและใต้ต่อยาเข้าไปในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวมีความยาวประมาณ 100 กว่าเมตรซึ่งอยู่ด้านทิศตะวันออกและขนานกับรอยเลื่อนเพชรบูรณ์ ทั้งนี้ในอดีตบริเวณนี้เคยเกิดแผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 62 ขนาด 3.9 เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 62 ขนาด 2.6 วันที่ 8 มีนาคม 61 ขนาด 3.4 วันที่ 31 พฤษภาคม 60 ขนาด 3.3 ศูนย์กลางอยู่ที่ (สปป.ลาว) และวันที่ 25 มิถุนายน 63 ขนาด 3.8 ซึ่งครั้งนั้นประชาชนหลายอำเภอในจังหวัดเลยสามารถรับรู้ได้ถึงแรงสั่นสะเทือนผลกระทบในครั้งนี้ประชาชนตำบลน้ำหมาน ตำบลศรีสองรัก ตำบลเมืองตำบลนาแขม อำเภอเมืองเลย จ.เลย สามารถรับรู้ได้ถึงแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวและไม่มีรายงานความเสียหาย

บุญชู  ศรีไตรภพ ผู้สทื่อข่าวภูมิภาค จ.เลย

รวมพลัง จิตอาสาปลูกป่าแนวใหม่ ด้วยหนังสติ๊ก พร้อมบวชป่ารักษาระบบนิเวศน์ป่าต้นน้ำ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

รวมพลัง จิตอาสาปลูกป่าแนวใหม่ ด้วยหนังสติ๊ก พร้อมบวชป่ารักษาระบบนิเวศน์ป่าต้นน้ำ

20 กรกฎาคม 2563 – 20:46 น.

จ.พะเยารวมพลัง จิตอาสาปลูกป่าแนวใหม่ ด้วยหนังสติ๊ก พร้อมบวชป่ารักษาระบบนิเวศน์ป่าต้นน้ำ ภายใต้โครงการ “เที่ยวชมน้ำตก พกหนังสติ๊ก พลิกฟื้นป่า จิตอาสารักษ์ต้นน้ำ ตามรอยพระราชา ต้นกล้าแห่งความดี”

วันที่19 กรกฎาคม 2563 ที่ป่าบริเวณน้ำตกผาเกล็ดนาค บ้านห้วยหม้อ ต.บ้านตุ่น อ.เมือง จ.พะเยา คณะครูและนักเรียนจิตอาสาจากโรงเรียนฟากกว๊านวิทยาคม จำนวน 130 คน โดยการควบคุมของ นายกฤตภาส ใสคำฟู นายแอ๊ด ชาวน่าน ว่าที่ ร.ต.ยศ สักลอ และพระมหาสุทธิชา สุทธิญาณสมฺปนฺโน (ธานี) พระนิสิตฝึกสอนจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้เดินทางเข้าพื้นที่เพื่อนำเมล็ดพันธ์ไม้พื้นถิ่นยิงเข้าป่าบริเวณต้นน้ำ เพื่อเพิ่มปริมาณต้นไม้พันธ์พื้นถิ่นและสร้างจิตสำนึกรักและหวงแหนป่าต้นน้ำ

พระมหาสุทธิชา เปิดเผยว่า โครงการ “ เที่ยวชมน้ำตก พกหนังสติ๊ก พลิกฟื้นป่า จิตอาสารักษ์ต้นน้ำ ตามรอยพระราชา ต้นกล้าแห่งความดี “ และการบวชป่า เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอนวิชาสังคมศึกษา เรื่องหน้าที่พลเมือง ซึ่งตนเองได้รับมอบหมายให้เป็นในฐานะนักศึกษาฝึกสอน จึงคิดชักชวนนักเรียนทำกิจกรรมที่เป็นสาธารณะประโยชน์ที่เป็นวงกว้าง ซึ่งคิดว่าถ้าทำเฉพาะในโรงเรียนฯ ประโยชน์จะอยู่แค่ภายในโรงเรียน จึงมีมติร่วมกันพานักเรียนทั้งหมดซึ่งเรียนในรายวิชา “หน้าที่พลเมือง” และ นักเรียนจิตอาสาทำโครงการฯนี้ขึ้นเพื่อเป็นการต่อยอดที่ทำเมื่อประมาณปี 2560 เพราะเมื่อ 2 ปี ก่อนเคยพาคณะนักเรียนได้ยิงต้นพันธุ์ไว้ จึงมีการติดตามผล พบว่าต้นไม้ที่ยิงเข้าไปในป่าในครั้งนั้นทั้งหมดเจริญงอกงาม แข็งแรง ทำให้ป่ามีความชุ่มชื้นขึ้น ป่าหนาแน่นขึ้น จึงได้ทำโครงการฯนี้อีกครั้งเป็นครั้งที่ 3 เพราะทำแล้วได้ผล สร้างประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม เนื่องจากบริเวณป่าน้ำตกผาเกล็ดนาค เป็นป่าต้นน้ำที่ชาวตำบลบ้านตุ่น  ซึ่งได้ใช้อุปโภค บริโภค มาช้านานและที่สำคัญทางโรงเรียนฯก็ได้ใช้ประปาภูเขาจากแหล่งนี้อุปโภคเช่นเดียวกัน

สำหรับต้นไม้ที่ใช้ในการยิงเมล็ดจะเป็นไม้พื้นถิ่น โดยให้ นร.ยิงเมล็ดเข้าไปในป่าอย่างละคนละ 20ต้น รวมเป็น 2,600 เมล็ด และเมล้ดพันธุ์ที่ยิงเข้าป่าจะเป็นต้นไม้ที่ทนต่อสภาพดินฟ้าอากาศในพื้นที่สูง ลาดชัน และหาได้ง่าย  เช่น มะม่วง มะค่า ขนุนลำไย  มะขาม จามจุรี  ลูกหว้า เป็นต้น และต้นไม้เดิมที่ยิงเมล็ดพันธุ์ไว้เมื่อสองปีก่อนปัจจุบันเติบโต แข็งแรง กระจัดกระจายทั่วบริเวณในรัศมีที่หนังสติ๊กจะยิงถึงและเชื่อว่าอีก 10-20 ปี ข้างหน้าต้นไม้เหล่านี้จะสามารถเติบใหญ่ออกจาก ออกผล และแพร่กระจายพันธุ์ตามธรรมชาติไปทั่วบริเวณป่า ให้คนรุ่นหลังได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ คุ้มค่าและร่วมกันอนุรักษ์ผืนป่าแห่งนี้ให้เป็นมรดกของชุมชนต่อไป

นพพร ทาทาน ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ.พะเยา

รมช. มนัญญา ปล่อยคาราวานลำไยคุณภาพสหกรณ์ลำพูน สู่ผู้บริโภคทั่วประเทศ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

รมช. มนัญญา ปล่อยคาราวานลำไยคุณภาพสหกรณ์ลำพูน สู่ผู้บริโภคทั่วประเทศ

รมช. มนัญญา ปล่อยคาราวานลำไยคุณภาพสหกรณ์ลำพูน สู่ผู้บริโภคทั่วประเทศ 20 กรกฎาคม 2563 – 10:47 น.

รมช. มนัญญา ปล่อยคาราวานลำไยคุณภาพสหกรณ์ลำพูน สู่ผู้บริโภคทั่วประเทศ ช่วยเกษตรกรชาวสวนสู้ภัยโควิด -19

วันที่ 19 กรกฎาคม 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ และคณะ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ลำไยในพื้นที่ภาคเหนือ  ณ สหกรณ์การเกษตรประตูป่า จำกัด อำเภอเมือง  จังหวัดลำพูน ที่เข้าร่วมโครงการสนับสนุนการกระจายผลไม้ของสถาบันเกษตรกรเพื่อรองรับผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยมีนายพงศ์รัตน์ ภิรมย์รัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูนหัวหน้าส่วนราชการ และ นางสุมิตรา  อภิชัยสหกรณ์จังหวัดลำพูน  พร้อม สมาชิกสหกรณ์ ให้การต้อนรับ โดยรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เยี่ยมชมจุดรับซื้อลำไยสด  และปล่อยคาราวานผลผลิตลำไยคุณภาพของสหกรณ์ลำพูนกระจายสู่ผู้บริโภคทั่วประเทศ ผ่านเครือข่ายสหกรณ์ในภาคต่างๆ และบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด

ต่อมารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้สั่งจองลำไยจากสหกรณ์การเกษตรประตูป่า จำกัด เพื่อส่งผ่านทางไปรษณีย์ไปที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และปล่อยคาราวานรถขนลำไย จำนวน 4 คันรถ  เพื่อเป็นการเริ่มต้นการกระจายผลผลิตลำไยคุณภาพจากสหกรณ์ในลำพูนสู่ตลาดในประเทศ จากนั้นได้มอบตะกร้าบรรจุลำไยให้แก่สหกรณ์การเกษตรประตูป่า จำกัด และสหกรณ์ส่งเสริมเกษตรกรป่าซาง จำกัด จำนวน 16,000 ใบและผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูนได้มอบเงินกู้จากกองทุนพัฒนาสหกรณ์ให้กับสหกรณ์ใช้เป็นทุนหมุนเวียนในการรวบรวมผลผลิตจากสมาชิก และกล่าวให้กำลังใจแก่สมาชิกและคณะกรรมการสหกรณ์ที่มาต้อนรับ

ทั้งนี้ สหกรณ์การเกษตรประตูป่า จำกัด ได้ร่วมกับบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด จำหน่ายลำไยคุณภาพผ่านทางไปรษณีย์ ส่งตรงถึงมือผู้บริโภคในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ  เป็นความร่วมมือกันมายาวนานตั้งแต่ปี 2553 เป็นวิธีการจำหน่ายโดยการสั่งซื้อผ่านทางออนไลน์และที่ทำการไปรษณีย์ทั่วประเทศ ซึ่งเป็นช่องทางการจำหน่ายที่ทันกับยุคสมัยปัจจุบัน ทำให้ผู้บริโภคสามารถสั่งซื้อผลผลิตลำไยของสมาชิกสหกรณ์ได้โดยสะดวก และจะช่วยเพิ่มยอดจำหน่ายสินค้าของสหกรณ์ให้เพิ่มมากขึ้น และทางสหกรณ์การเกษตรประตูป่า จำกัด ยังได้รวบรวมลำไยคุณภาพ GAP ส่งให้บริษัทเอกชนส่งออกไปจำหน่ายที่ประเทศจีน โดยขนส่งด้วยรถคอนเทรนเนอร์ใช้เส้นทางผ่านทางจังหวัดนครพนม และวิ่งเข้าทางชายแดนไทยจนไปถึงประเทศจีน ซึ่งได้เริ่มส่งไปแล้วจำนวน 3 ตู้คอนเทรนเนอร์ ซึ่งทางผู้กระจายสินค้าในจีนแจ้งว่าสามารถกระจายลำไยภายในวันเดียว เนื่องจากผู้บริโภคชาวจีนนิยมลำไยจากประเทศไทยเป็นอย่างมาก.

ฟงหวิน  ศักดิ์อัศวิน ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ.เชียงใหม่

ทิดณัฏฐ์ นักธุรกิจสายบุญ ทำดีต่อเนื่องสร้างบ้านมอบผู้ยากไร้อีกหลังที่เพชรบูรณ์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ทิดณัฏฐ์ นักธุรกิจสายบุญ ทำดีต่อเนื่องสร้างบ้านมอบผู้ยากไร้อีกหลังที่เพชรบูรณ์

ทิดณัฏฐ์ นักธุรกิจสายบุญ ทำดีต่อเนื่องสร้างบ้านมอบผู้ยากไร้อีกหลังที่เพชรบูรณ์20 กรกฎาคม 2563 – 09:08 น.

ทิดณัฏฐ์ นักธุรกิจหนุ่มใหญ่ ใจบุญสร้างบ้านให้ ลุงยุทธ์ นักร้องประกวดยอดกตัญญู ที่ ต.ภูน้ำหยด อ.วิเชียรบุรี เป็นบ้านหลังที่ 4 ของ ทิดณัฏฐ์ หลังจากที่ลาสิกขา

วันที่ 19 กรกฎาคม 2563 ผู้สื่อข่าวว่า ทิดณัฏฐ์ หรือ นายณัฏฐวุฒิ งูตูล อายุ 58 ปี กรรมการผู้จัดการบริษัทแห่งหนึ่ง บุคคลที่เคยเป็นข่าวโด่งดัง อดีตพระสร้างบ้านให้กับยาย วัย 70 ปี ที่มาคอยใส่บาตรทุกเช้าเป็นประจำไม่เคยขาด ในช่วงที่ตนบวชเป็นพระ อยู่ที่วัดสามัคคีสโมสร (หนองจิก) จ.ปราจีนบุรี และหลังจากที่ตนได้ลาสิกขา จึงได้กลับไปรวบรวมทุนกลับมาสร้างบ้านให้กับคุณยาย ได้เดินทางมาเยี่ยมบ้านของ นายเบญจพน เดชสำเภา อายุ 53 ปี หรือลุงยุทธ์ อยู่บ้านเลขที่ 131 บ้านพระที่นั่ง หมู่ที่ 7 ต.ภูน้ำหยด อ.วิเชียรบุรี จ.เพชรบูรณ์ เพื่อหาทางช่วยเหลือสร้างบ้านให้คุณลุงยุทธ์ ให้ได้มีบ้านเป็นของตนเองเพื่อเลี้ยงดูพ่อแม่ อย่างที่คุณลุงยุทธ์ ได้ฝันไว้

คุณลุงยุทธ์ ไม่มีบ้านเป็นของตนเอง ต้องอาศัยอยู่ที่บ้านของน้องชาย ซึ่งก่อนหน้านั้นน้องชายออกไปทำงานอยู่ต่างอำเภอ แต่ตอนนี้น้องชาย กลับมาอยู่บ้าน โดยน้องชาย มีนิสัยชอบดื่มเหล้า อันธพาล และได้ไล่ครอบครัวลุงยุทธ์รวมทั้งพ่อแม่ ให้ออกไปอยู่ที่อื่น ชาวบ้านแถวนั้นสงสาร จึงให้ลุงยุทธ์ไปทำเพิงเล็กๆ อยู่อาศัยก่อน

ด้านครอบครัวลุงยุทธ์อาศัยอยู่ด้วยกัน 5 คน ประกอบด้วย นายยูร เดชสำเภา(พ่อ) อายุ 82 ปี ป่วยเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ นางสุรินทร์ เดชสำเภา (แม่) อายุ 72 ปี ป่วยเป็นโรคกระดูกทับเส้นประสาท ทำงานหนักไม่ได้ และลูกชายอีก 2 คน คือ เด็กชายปรเมศ เดชาสำเภา อายุ 5 ขวบ ลูกชายคนโต และเด็กชายปรมี เดชาสำเภา อายุ 3 ขวบ ลูกชายคนเล็ก ซึ่งตัวลุงยุทธ์ เป็นเสาหลักของครอบครัว มีอาชีพรับจ้างทั่วไป ทำทุกอย่างที่มีคนจ้างให้ทำ ได้ค่าแรงวันละ 300 ต่อวัน ถ้าวันไหนมีงานจ้างร้องเพลงก็จะไปร้อง โดยไม่รอช้า เพื่อนำเงินมาจุนเจือครอบครัว วันไหนไม่มีงานจ้าง ลุงยุทธ์ ก็จะออกไปเก็บผัก หาปลา เพื่อนำมาทำอาหารประทังชีวิต ทั้ง 5 ชีวิต

ล่าสุดเมื่อวันที่ (16 ก.ค.63) ที่ผ่านมา นายณัฏฐวุฒิ งูตูล ได้เดินทางกลับมาอีกครั้งที่บ้านคุณลุงยุทธ์ พร้อมกับทีมงานและวัสดุก่อสร้าง หลายคันรถ เพื่อมาสร้างบ้านให้กับ นายเบญจพน เดชสำเภา อายุ 53 ปี หรือลุงยุทธ์ ซึ่งสร้างความตื้นตันใจให้กับคุณลุงยุทธ์ และครอบครัวเป็นอย่างมาก

และนอกจากนี้ด้าน นายณัฏฐวุฒิ ยังได้ฝากมาถึงเพื่อนๆ สายบุญ ที่ต้องการร่วมสร้างบ้านให้กับคุณลุงยุทธ์ ครั้งนี้ สามารถทักเข้าไปคุยส่วนตัวได้ที่เฟสบุ๊คส่วนตัวหรือทางเพจ ณัฏฐวุฒิ เราทำด้วยใจ และทางช่องยูทูป “เราทำด้วยใจ nut”

ชัยวัฒน์ ปานนิล ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จังหวัดเพชรบูรณ์

กมธ.บริหารจัดการลุ่มน้ำลงพื้นที่จ.พิจิตร หาแนวทางหนุนสร้างประตูน้ำในแม่น้ำน่าน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

กมธ.บริหารจัดการลุ่มน้ำลงพื้นที่จ.พิจิตร หาแนวทางหนุนสร้างประตูน้ำในแม่น้ำน่าน

20 กรกฎาคม 2563 – 09:08 น.

คณะ กมธ. วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการบริหารจัดการลุ่มน้ำทั้งระบบสภาผู้แทนราษฎร ก็ได้เดินทางไปติดตามความคืบหน้าของการก่อสร้างโครงการประตูระบายน้ำ

วันที่ 19 ก.ค. 2563  นายวีระกร คำประกอบ รองประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษา แนวทางบริหารจัดการลุ่มน้ำทั้งระบบสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยคณะได้เดินทางลงพื้นที่เพื่อรับฟังปัญหาและแนวทางแก้ไขปัญหาน้ำท่วม-ภัยแล้ง ของเขตพื้นที่จังหวัดพิจิตร รวมถึงติดตามงานการใช้งบประมาณของรัฐบาลในการแก้ปัญหาและแนวทางการบริหารจัดการลุ่มน้ำทั้งระบบ โดยได้ร่วมประชุมกับ นายสุรชาติ ศรีบุศกร “ ส.ส.ไก่” สส.พปชร.พิจิตรเขต 3, นายภูดิท อินสุวรรณ์ สส.พปชร.พิจิตรเขต 2, นายพยนต์ อัศวพิชยนต์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร  รวมถึงตัวแทนกลุ่มผู้ใช้น้ำ ได้ประชุมกันที่ ทต.บางไผ่  เพื่อพิจารณาตามคำร้องขอของราษฎรที่ต้องการอยากให้สร้างประตูน้ำในเขตพื้นที่ตำบลบางไผ่เพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้เพื่อการเกษตร โดยในที่ประชุมได้รับข้อเสนอและเห็นชอบในการที่จะก่อสร้าง โดยทั้งนี้จะให้กรมชลประทานส่งนักวิชาการลงพื้นที่และศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลา 2-3 ปี  จึงจะลงมือดำเนินการก่อสร้างได้

จากนั้นคณะ กมธ. วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการบริหารจัดการลุ่มน้ำทั้งระบบสภาผู้แทนราษฎร ก็ได้เดินทางไปติดตามความคืบหน้าของการก่อสร้างโครงการประตูระบายน้ำบ้านวังจิก อ.โพธิ์ประทับช้าง แผนงานก่อสร้างปีงบประมาณ 2559 – 2563 ขยายเป็น 2559 -2565 ที่ขณะนี้ลงมือก่อสร้างแล้ว รวมถึงลงพื้นที่พบปะราษฎรเพื่อทำการชี้แจงโครงการก่อสร้างประตูระบายน้ำโพธิ์ประทับช้าง แผนงานก่อสร้างปีงบประมาณ 2564-2567 ซึ่งโครงการดังกล่าวจะเป็นการแก้ไขปัญหาพื้นที่การเกษตรลุ่มแม่น้ำยมได้ในอนาคตต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า จากการที่ กมธ.ลงพื้นที่ในครั้งนี้ เกิดจากการประสานงานของ นายสุรชาติ ศรีบุศกร “ส.ส.ไก่” สส.พปชร.พิจิตรเขต 3  ที่ต้องการเร่งรัดงบประมาณและการดำเนินการก่อสร้างที่ทุกวันนี้ติดขัดเนื่องจากมีหลายกรม หลายกระทรวง ที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ดังนั้นการที่ กมธ.ลงพื้นที่ก็จะช่วยในการประสานงานในการแก้ปัญหากฏและข้อระเบียบต่างๆ ให้สามารถผ่อนปรนเพื่อให้งานก่อสร้างเดินหน้าไปได้ ทั้งนี้ก็เพื่อประชาชนจะได้ใช้ประโยชน์จากโครงการที่รัฐบาลอนุมัติงบประมาณมาให้ดำเนินการ

สิทธิพจน์  เกบุ้ย ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ.พิจิตร