‘ภูมิธรรม’ แจง ‘อุ๊งอิ๊ง’ ลุยพื้นที่ประกบ ‘เศรษฐา’ ดูงานซอฟต์พาวเวอร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/564168

26 พ.ย. 2566

'ภูมิธรรม' แจง 'อุ๊งอิ๊ง' ลุยพื้นที่ประกบ 'เศรษฐา' ดูงานซอฟต์พาวเวอร์

‘ภูมิธรรม’ รองนายกฯ ชี้ เศรษฐา ทวีสิน นายกฯ ลงพื้นที่ต่อเนื่อง 2 สัปดาห์เพื่อรับฟังปัญหาด้วยตัวเอง ไม่มีนัยทางการเมือง ส่วน ‘อุ๊งอิ๊ง’ ลงคู่ขนานดูซอฟต์พาวเวอร์ ไม่ตอบปูทางนายกฯ คนต่อไป ย้ำรัฐบาลมีเวลาอีกนาน 3 ปีกว่า ยังไม่รีบร้อน

นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงกำหนดการลงพื้นที่ของ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ตลอด 2 สัปดาห์ว่า ไม่มีนัยทางการเมือง แต่เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ดีที่ควรทำ และนายกรัฐมนตรียังถือว่ารู้จักพื้นที่ไม่มากพอ จึงอยากมีโอกาสได้สัมผัสกับประชาชนด้วยตัวเอง ไปรับฟังความรู้สึก ปัญหาต่างๆในพื้นที่ด้วยตัวเอง

เมื่อถามว่า การลงพื้นที่คู่ขนานกับ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เป็นการปูทางเพื่อเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปหรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า น.ส.แพทองธาร ลงพื้นที่พร้อมนายกรัฐมนตรีแค่บางครั้ง ซึ่งภารกิจของน.ส.แพทองธาร คือเน้นในเรื่องของ ซอฟต์พาวเวอร์ ซึ่งหากจะทำได้ดีต้องลงพื้นที่ไปดูด้วยตัวเอง

“นอกจากนี้ น.ส.แพทองธาร มีหน้าที่เป็นหัวหน้าพรรค ดูแลเรื่องของพรรคและประกาศชัดเจนไปแล้วว่าจะพัฒนาพรรคเพื่อไทย ปรับระบบพรรคและทำให้พรรคสามารถทำประโยชน์ให้กับประชาชนได้มากที่สุด และจะเป็นสะพานเชื่อมในการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน นำไปถ่ายทอดให้กับรัฐบาล” นายภูมิธรรม ระบุ

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทยนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย

ไม่รีบร้อนรัฐบาลมีเวลากว่า 3 ปี

นายภูมิธรรม กล่าวอีกว่า รัฐบาลมีเวลาอีกนาน 3 ปีกว่า ยังไม่รีบร้อน และขณะนี้น.ส.แพทองธาร ได้เข้ามาประชุมร่วมกับรัฐบาลในคณะต่างๆ ก็ได้รับรู้ ได้มีส่วนช่วยสนับสนุนมากอยู่แล้ว ซึ่งการได้มาทำงานโดยมีเป้าหมายในการทำงานให้กับประชาชน ถือเป็นการเรียนรู้ที่ดีอยู่แล้ว และที่ผ่านมา น.ส.แพทองธารได้ลงพื้นที่เกือบทุกที่ตอนหาเสียงเลือกตั้งอยู่แล้ว

นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

‘มาดามเดียร์’ มั่นใจ 9 ธันวา ทุกอย่างจบ ได้ ‘หัวหน้า ปชป.คนใหม่’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/564162

26 พ.ย. 2566

‘มาดามเดียร์’ มั่นใจ 9 ธันวา ทุกอย่างจบ ได้ ‘หัวหน้า ปชป.คนใหม่'

‘มาดามเดียร์’ ร่วมเวทีถอดรหัสประเทศไทย อดีต ปัจจุบัน และอนาคต ชวนตระหนักทำอย่างไรให้การเมืองไทยหลุดวังวนรัฐประหาร ย้ำ ปชป.ไร้หัวหน้าสะท้อนการไม่มีเจ้าของ มั่นใจ 9 ธันวา ทุกอย่างจบ ได้ ‘หัวหน้า ปชป.คนใหม่’

น.ส.วทันยา บุนนาค ประธานคณะทำงานนวัตกรรมการเมืองกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ร่วมเวทีทอร์ค “ถอดรหัสประเทศไทย อดีต ปัจจุบัน และอนาคต” ซึ่งจัดโดยชมรมนิสิตเก่ารุ่นเยาว์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยระบุว่า เราต้องเรียนรู้กับบทเรียนที่เกิดขึ้นในอดีต และไม่ทำให้เกิดขึ้นอีกในอนาคต ซึ่งมองว่าทุกเหตุการณ์ทางการเมืองล้วนมีความสำคัญ จะมากหรือน้อยอย่างไรก็จะทำให้เกิดพลวัตขับเคลื่อนสังคมและนำมาสู่เหตุการณ์สำคัญครั้งอื่นถัดมา

‘มาดามเดียร์’ มั่นใจ 9 ธันวา ทุกอย่างจบ ได้ ‘หัวหน้า ปชป.คนใหม่'
‘มาดามเดียร์’ มั่นใจ 9 ธันวา ทุกอย่างจบ ได้ ‘หัวหน้า ปชป.คนใหม่'

โดยเฉพาะเหตุการณ์ 14 ตุลา และ 6 ตุลา ที่เป็นการประท้วงที่มาจากภาคประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มที่เป็นนิสิต นักศึกษา ที่แสดงให้เห็นถึงเป็นพลังที่บริสุทธิ์ ที่ไม่ยอมรับกับกระบวนการรัฐประหาร ความไม่เป็นธรรมในสังคม ความไม่ถูกต้อง และจะเห็นว่าหลังเหตุการณ์นี้จะมีการชุมนุมประท้วงของภาคประชาชนในครั้งถัดมา โดยเฉพาะภายหลังมีการรัฐประหาร คิดว่าเป็นเหมือนเหตุการณ์จุดเปลี่ยนและเป็นเหตุการณ์ตัวอย่างที่สำคัญ แต่มากกว่าการจะมาพูดว่าเหตุการณ์ไหนสำคัญกว่ากัน 

น.ส.วทันยา บุนนาค ประธานคณะทำงานนวัตกรรมการเมืองกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ น.ส.วทันยา บุนนาค ประธานคณะทำงานนวัตกรรมการเมืองกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์

ตนอยากชวนทุกคนคิดร่วมกันว่าสุดท้ายแล้วทำไมการเมืองไทยยังวนเวียนอยู่ระหว่างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งและการรัฐประหาร เราต้องเลิกมีความคิดผิดๆที่ว่า เมื่อนักการเมืองเลว แล้วต้องแก้ปัญหาด้วยการรัฐประหาร เพราะการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นเรื่องสำคัญมาก โดยเฉพาะการเลือกตั้งในแต่ละครั้ง เพราะผลการเลือกตั้งถือเป็นบทเรียนที่ดีที่สุดของนักการเมือง

ส่วนการเมืองอนาคตจะทำอย่างไรให้สามารถยึดโยงกับประชาชนนั้น น.ส.วทันยา ระบุว่า การเลือกตั้งเมื่อผ่านระบบพรรคการเมือง ก็จะมีการยึดโยงกับประชาชนไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แต่คำถามคือ จะยึดโยงกับประชาชนอย่างไรมากกว่า ขอตั้งคำถามว่าในการเลือกตั้งครั้งหน้าระหว่างกระสุนกับกระแสจะแข่งกันตรงไหน แล้วใครจะเป็นผู้ชนะ ซึ่งกระสุนนั้นมีทั้งกระสุนทางตรงในรูปแบบของเม็ดเงิน และกระสุนผ่านนโยบายที่เป็นประชานิยมที่สัญญาว่าจะให้ เพราะเป็นสิ่งที่บั่นทอนระบบประชาธิปไตยแทนที่จะพัฒนาและก้าวไปข้างหน้า

น.ส.วทันยา ยังได้กล่าวถึงการพรรคประชาธิปัตย์ในปัจจุบัน ว่า แน่นอนวันนี้เรายังไม่มีหัวหน้าพรรค และในฐานะสมาชิกคนหนึ่งก็ไม่ได้อยากให้เกิดขึ้น แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็เป็นเครื่องตอกย้ำและสะท้อนให้เห็นว่าเราเป็นพรรคที่ไม่มีเจ้าของจริงๆ จะเห็นว่าการเลือกตั้งหัวหน้าพรรควันนี้มีความเห็นต่างในเรื่องความคิดในพรรค แต่นั่นก็พิสูจน์ให้เห็นว่าเราเป็นเพียงพรรคการเมืองเดียวจริงๆ ที่เมื่อใครเห็นต่างก็มีสิทธิในการแสดงออกการเห็นต่างด้วยวิธีการต่างๆ 

เพราะถ้าพรรคมีเจ้าของแน่นอนสิ่งที่เกิดขึ้นเวลาเรามององค์กรธุรกิจ ที่มีเจ้าของ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นระบบกงสี บริษัทจำกัด มีผู้ถือหุ้นที่ชัดเจน แปลว่าเรามีเจ้านาย ถ้าเจ้านายสั่งอะไรในฐานะผู้ใต้บังคับบัญชาเราอาจจะให้ึวามเป็นได้บ้าง แต่สุดท้ายเราก็ปฏิเสธไม่ได้ แต่ถ้าจะเห็นต่างจริงๆยอมรับไม่ได้ นั่นแปลว่ามีอยู่ 2 ทาง คือ ไม่ลาออกเอง ก็คือถูกบริษัทเชิญออก ในขณะที่พรรคประชาธิปัตย์พอเราไม่มีระบบนี้ คนทุกคนคือเราทำงานในฐานะเพื่อนสมาชิกที่ทำงานร่วมกัน ให้เกียรติซึ่งกันและกัน แต่แน่นอนว่าในการทำงานคนหมู่มากมันก็จะต้องมีคนที่เป็นหัวหน้าในการที่จะนำกลุ่มคนหรือสมาชิกในการขับเคลื่อน แต่ทั้งหมดเราทำงานในฐานะเพื่อสมาชิกด้วยกัน ไม่ได้มีเจ้านายที่จะมากดปุ่มสั่งการ อันนี้คือสิ่งสำคัญที่เป็นเหมือนกลไกในการทำงานของพรรคประชาธิปัตย์ในการขับเคลื่อนสิ่งต่างๆ

‘มาดามเดียร์’ มั่นใจ 9 ธันวา ทุกอย่างจบ ได้ ‘หัวหน้า ปชป.คนใหม่'
“การเลือกตั้งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้เป็นเพียงพิธีกรรมที่
เกิดขึ้น แต่การเลือกตั้งของเราคือสมาชิกทุกคนเป็นความศักดิ์สิทธิ มันเกิดระบบการแข่งขันขึ้นอย่างจริงจัง และเดียร์คิดว่าเป็นสิ่งสำคัญที่พรรคปราธิปัตย์มี และเป็นสิ่งสำคัญ เพราะจริงๆแล้วเจตนารมณ์ในการจัดตั้งพรรคการเมืองในระบบการเมือง คือ การเป็นองค์กรที่ให้คนที่มีแนวคิด อุดมการร์ความคิดทางการเมืองเดียวกันเข้ามาทำงานร่วมกัน เพื่อขับเคลื่อนอุดมการณ์การเมือง แต่หลักประกันแรกที่ต้องมีคือพรรคการเมืองนั้นต้องไม่มีเจ้าของ” น.ส.วทันยา กล่าว

‘กระทรวงยุติธรรม’ สั่งตรวจสอบคลิป ‘เสี่ยแป้ง’ ตัวจริงหรือไม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/564136

25 พ.ย. 2566

'กระทรวงยุติธรรม' สั่งตรวจสอบคลิป 'เสี่ยแป้ง'   ตัวจริงหรือไม่

ถูกพาดพิงว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ‘กระทรวงยุติธรรม’ สั่งกรมราชทัณฑ์ตรวจสอบ บุคคลในคลิปต์ ใช่ _’เสี่ยแป้ง’ จริงหรือไม่

นายวัลลภ นาคบัว ฐานะโฆษกกระทรวงยุติธรรม ชี้แจงกรณี นายเชาวลิต ทองด้วง หรือเสี่ยแป้ง เผยแพร่คลิปร้องขอความเป็นธรรมในการถูกดำเนินคดี โดยมีการพาดพิงกระทรวงยุติธรรมและบุคคลในกระบวนการยุติธรรม ว่าพันตำรวจเอกทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมได้มอบหมายให้กรมราชทัณฑ์ตรวจสอบบุคคลในคลิป ว่าเป็นนายเชาวลิตฯ จริงหรือไม่

ส่วนประเด็นที่นายเชาวลิตฯ หรือเสี่ยแป้ง อ้างว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมในการดำเนินคดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมได้สั่งการให้ปลัดกระทรวงยุติธรรม อธิบดีกรมราชทัณฑ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และเลขาธิการ ป.ป.ส. เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงในทุกมิติ

ซึ่งข้อมูลเบื้องต้นในคดีเดิม พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหา นายเชาวลิตฯ และผู้ร่วมกระทำผิดซึ่งมีทั้งพลเรือน ตำรวจ ทหาร และบุคคลในกระบวนการยุติธรรมรวมหลายคน แต่จากคำพิพากษานายเชาวลิตฯ​ ถูกฟ้องเพียงคนเดียว และมีการแยกสำนวนฟ้องอีกบางคน

ขณะที่ผู้ร่วมกระทำผิดคนอื่นโดยเฉพาะตำรวจ ทหาร และบุคคลในกระบวนการยุติธรรม ที่ยังไม่มีการฟ้องคดี หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันตรวจสอบและมีพยานหลักฐานใหม่อันสำคัญแก่คดีก็สามารถฟ้องคดีได้

โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษจะได้ประสานงานกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติในการดำเนินคดีอย่างใกล้ชิดต่อไป

‘นายกรัฐมนตรี’ ไม่ปล่อยผ่านนักการเมืองเอี่ยว’หมูเถื่อน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/564123

25 พ.ย. 2566

'นายกรัฐมนตรี' ไม่ปล่อยผ่านนักการเมืองเอี่ยว'หมูเถื่อน'

ให้กระบวนการยุติธรรม ทำงานก่อน นายกรัฐมนตรี ยืนยัน ไม่ปล่อยนักการเมือง เอี่ยวหมูเถื่อนลอยนวล หากพบว่ามีความผิด

เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยืนยันว่ารัฐบาลให้ความสำคัญและติดตามอย่างใกล้ชิด เรื่องปัญหาหมูเถื่อน หลังจากที่ ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษได้แถลงข่าวชี้แจงไปแล้ว

ส่วนข้อมูลที่ระบุว่ามีอดีตนักการเมืองใหญ่เกี่ยวข้องนั้น ยืนยันจะไม่ปล่อยไป และเป็นหน้าที่ของกระบวนการยุติธรรมที่จะต้องดำเนินการ แต่ยืนยันว่าไม่มีรัฐมนตรีใน ครม.ชุดปัจจุบันเกี่ยวข้อง หากถึงเวลาต้องเปิดเผยรายชื่อนักการเมืองที่เกี่ยวข้องก็พร้อมที่จะเปิดเผยชื่อ ซึ่งต้องให้ความเป็นธรรมกับผู้ที่เกี่ยวข้องและเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมขั้นตอนของกฎหมาย

ขณะที่การประชุมกับกระทรวงดิจิทัลฯ ที่ดูแลเรื่องแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่มีการไปปรากฏตัวอยู่ตามชาติแดน ซึ่งก็มีมาตรการออกไปแล้ว ก็ให้ความสำคัญสูงสุด ประชาชนควรทำตามที่กระทรวง ดิจิทัลฯ แนะนำ และต้องขอความร่วมมือกับทุกๆฝ่าย ทั้งกระทรวงการคลัง และ ธนาคารเอง ร่วมถึงถึงกสทช.และเครือข่ายโทรศัพท์ทั้งหลาย ให้ตรวจดูอย่างเข้มงวด ด้วย

‘สมศักดิ์’ ลุยแก้หนี้ชายแดนภาคใต้ หลัง กพต.ไฟเขียว แผนขจัดความยากจน 4 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/564090

24 พ.ย. 2566

'สมศักดิ์' ลุยแก้หนี้ชายแดนภาคใต้ หลัง กพต.ไฟเขียว แผนขจัดความยากจน 4 ปี

‘สมศักดิ์’ แนะ ชาวบ้านชายแดนภาคใต้ปลูกทุเรียน-เลี้ยงโค-ไก่-แพะ-ปูทะเล แก้หนี้ภายใน 2570 พบข้อมูลยากจน 107,356 คน

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความคืบหน้าการแก้ปัญหาความยากจนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า คณะกรรมการยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (กพต.) ได้ให้ความเห็นชอบ “กรอบแนวทางการบูรณาการขจัดความยากจนและพัฒนาคนทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงจังหวัดชายแดนใต้ ระยะ 4 ปี 2567-2570” แล้ว 

นายสมศักดิ์ เทพสุทินนายสมศักดิ์ เทพสุทิน

จากข้อมูลที่นายสมศักดิ์ได้มอบหมายให้ไปสำรวจความยากจนในพื้นที่ พบว่า มีครัวเรือนยากจนถึง 52,117 ครัวเรือน เป็นจำนวนคนกว่า 107,356 คน ดังนั้น จะมีการช่วยแก้ปัญหานำร่องก่อนจำนวน 14,500 ครัวเรือน เป็นจำนวนคนกว่า 30,000 คน และจะมีการดำเนินการช่วยเหลือทั้งหมดในปี 2570 

นายสมศักดิ์ กล่าวอีกว่า จากการสำรวจครัวเรือนยากจน ที่ต้องการให้รัฐบาลช่วยเหลือด้านอาชีพและพัฒนาทักษะด้านต่างๆ โดยพบว่า อันดับแรกคือ รับจ้างทั่วไปนอกภาคการเกษตร จำนวน 10,136 คน อันดับสอง รับจ้างภาคการเกษตร จำนวน 4,603 คน แบ่งเป็น พืชเกษตร จำนวน 3,770 คน ประมง 316 คน และปศุสัตว์ 517 คน ส่วนอันดับสามคือ ช่างก่อสร้าง ช่างไฟฟ้า ช่างเสริมสวย จำนวน 3,843 คน

นอกจากนี้จากการสำรวจยังพบ กลุ่มครัวเรือนเป้าหมายว่างงานอีกจำนวน 3,675 คน และพบกลุ่มเปราะบาง ที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนในปัจจัยพื้นฐาน อาทิ บ้านทรุดโทรม ไม่มีห้องส้วมสะอาด ไม่มีประปา ไม่มีไฟฟ้า จำนวน 38,875 คน 

นายสมศักดิ์ กล่าวต่อว่า สำหรับการบูรณาการขจัดความยากจนในปีนี้ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเน้นการช่วยเหลือในการสร้างงาน สร้างอาชีพ เพื่อให้มีรายได้ เช่น ส่งเสริมการประกอบอาชีพด้านการเกษตร โดยให้ปลูกทุเรียนคุณภาพและมังคุด จำนวน 250 ครัวเรือน ปลูกพืชระยะสั้นและพืชเศรษฐกิจในพื้นที่ว่างเปล่าของการรถไฟแห่งประเทศไทย จำนวน 1,850 ครัวเรือน ปลูกพืชพลังงานและพืชอาหารสัตว์ จำนวน 400 ครัวเรือน 

ขณะที่ด้านปศุสัตว์ สร้างอาชีพด้วยการเลี้ยงโค ไก่ แพะ จำนวน 800 ครัวเรือน และด้านประมง สร้างอาชีพด้วยการเลี้ยงปูทะเล และประมงพื้นบ้าน จำนวน 500 ครัวเรือน รวมถึงพัฒนาทักษะฝีมือ เพื่อประกอบอาชีพตามถนัด เช่น การทำอาหาร มัคคุเทศน์ ท่องเที่ยวชุมชน จำนวน 1,060 ครัวเรือน และจัดส่งไปทำงานในโรงงานทั้งในพื้นที่และนอกพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จำนวน 430 คน 

ที่ผ่านมานำร่องเลี้ยงโค 200 ครอบครัว ให้ครอบครัวละ 2 ตัว ซึ่งผ่านมา 4 ปี กลายเป็นมีโคครอบครัวละ 10 ตัวแล้ว จากนั้น ก็ได้นำร่องเลี้ยงโค ผ่านกองทุนหมู่บ้านฯ จำนวน 1,000 ครอบครัว ได้วัว 2,000 ตัว ผ่านมา 1 ปี 2 เดือน โคมีลูกแล้ว 1,900 ตัว สามารถทำตัวชี้วัดได้อย่างชัดเจน เพราะโคออกลูกทุกปี ดังนั้นจะผลักดันในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อ รวมถึงจะส่งเสริมการเลี้ยงปูไข่ด้วย เพราะมีราคาสูง 2 ตัว จะหนัก 1 กิโลกรัม ซึ่งมีราคากิโลกรัมละ 600 บาท 

“การแก้ปัญหาความยากจน ผมพยายามผลักดันมาโดยตลอด เพราะเข้าใจความเดือดร้อนเป็นอย่างดี จึงได้เสนอโครงการโคล้านตัว เมื่อ 20 ปีที่ผ่านมา ซึ่งขณะนั้น พยายามพูดให้คนในเมืองเข้าใจ แต่ก็ไม่เข้าใจ จนถูกมองไม่ดี แต่ผมก็ไม่ท้อ จึงหาเอกชนมาช่วยกันส่งเสริมอาชีพ” รองนายกรัฐมนตรีกล่าว

รองเลขาธิการ ‘ก้าวไกล’ ลั่นเปิดกว้าง ให้ตรวจสอบ พรรคฯไม่มีปกป้อง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/564083

24 พ.ย. 2566

รองเลขาธิการ 'ก้าวไกล'  ลั่นเปิดกว้าง  ให้ตรวจสอบ พรรคฯไม่มีปกป้อง

รองเลขาธิการพรรคก้าวไกล มองการตรวจสอบพรรค โดยเพจ” วันนี้ก้าวไกลโกหกอะไร” ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เป็นเรื่องที่พรรคต้องพร้อมชี้แจงในทุกๆด้านที่เกิดคำถาม ผิดก็ว่ากันไป ไม่มีปกป้อง ส่วนการตั้งผู้ช่วย สส. , ผู้ติดตามสส. หากมีประเด็น ก็สามารถร้องเรียนมาได้เช่นกัน

นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ รองเลขาธิการพรรคก้าวไกล  เปิดเผยว่า   การวิพากษ์วิจารณ์เชิงโจมตีพรรคก้าวไกล ของเพจ “วันนี้ก้าวไกลโกหกอะไร”    ในส่วนของพรรคก้าวไกลเปิดกว้าง ไม่ว่าจะมีข้อมูลอะไรที่เปิดเผยออกมา ในข้อมูลที่ถูกต้องเป็นจริง   คนในพรรคก้าวไกลก็ออกมาชี้แจง ออกมายอมรับและรับที่จะปรับปรุงแก้ไข    พรรคก้าวไกล ชนะการเลือกตั้ง 151 ที่นั่ง   ด้วยจำนวนสส. และผู้ช่วยสส. ก็ 1,200  คน  ผู้ติดตามอีกคนละ 4 คน ก็  600   คน ฉะนั้นคน 1,800   คน แน่นอนว่าอาจจะมีคนที่ไม่ตรงตามความต้องการของประชาชน หากเห็นว่านอกลู่นอกทาง หรือนอกกรอบไปก็ส่งข้อมูลเข้ามาได้เลย 

ส่วนเพจที่ตรวจสอบ     “วันนี้ก้าวไกลโกหกอะไร” ก็ถือว่าดี  เป็นหน่วยงานเสริมที่ช่วยกันตรวจสอบ เพราะพรรคเองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ในเรื่องราวที่ไม่ชอบมาพากลหรือไม่ถูกต้อง  หากคนไหนทำความผิดก็ต้องดำเนินการกันไป ไม่ว่าจะให้ออก หรือดำเนินการลงโทษต่อไป นี่คือกระบวนการของพรรค ฉะนั้นไม่ว่าจะตรวจสอบแล้วพบอะไรยินดี  ไม่ได้ปกป้องว่าคนของพรรคถูกทั้งหมด ดีทั้งหมดคงไม่ใช่ สิ่งใดที่ถูกต้องก็ว่าไป สิ่งใดที่ไม่ถูกต้องก็แก้ไข  น้อมรับคำติชม

“ผมไม่ได้กังวล และไม่ได้ซีเรียสว่าจะมีเพจนี้มาโจมตี ความจริงแล้วก่อนหน้านี้เราเจอมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นเพจของทหาร  เจอมาหลายรูปแบบ เพราะฉะนั้นค่อนข้างมีภูมิคุ้มกันแล้ว พอเจอเรื่องราวเหล่านี้ ก็ทยอยแก้ไขกันไปและชี้แจงเพิ่มความมั่นใจ ให้กับประชาชนให้ได้” นายณัฐชา กล่าว

ส่วนเรื่องกรณีที่มีการแต่งตั้งสามีมาเป็นผู้ช่วยสส.ทั้งๆ ที่พรรคก้าวไกล ก็เคยโจมตีพรรคอื่นรวมถึงสว. ในการแต่งตั้งคนในครอบครัวมาเป็นผู้ช่วยด้วย โดยใช้คำว่า  “สภาผัว-เมีย” นั้น คำว่าสภาผัว-เมีย คือตั้งญาติพี่น้องหรือคนสนิท มารับเงินเดือนโดยไม่ได้ทำงาน ซึ่งนี่เป็นข้อวิจารณ์ที่หยิบยกขึ้นมาพูดคุยในสังคม  ฉะนั้นวันนี้สังคมตรวจสอบกลับมาก็เป็นเรื่องที่ดี ก็ทำให้ประชาชนได้เห็นด้วยว่าก้าวไกลทำอย่างไร

อยากให้มองลึกลงไปกว่านั้นว่า สาเหตุที่ตั้งมาเพราะอะไร มีการช่วยงานจริงหรือไม่ มีการทำงานจริงหรือไม่ เพราะในการแต่งตั้งผู้ช่วยสส.แต่ละคน   ทาง สส. ก็ใช้อำนาจหน้าที่ของตัวเองในการแต่งตั้ง คนไหนเหมาะสมกับงานด้านไหน ส่วนประชาชนวิพากษ์วิจารณ์อย่างไรว่าเหมาะสมหรือไม่ ก็สามารถแสดงความคิดเห็นได้   พร้อมที่จะรับฟังและแก้ไขปรับปรุง  รองเลขาธิการพรรคก้าวไกล  ระบุ 

ย้ายเงียบ รูปปั้น ‘องค์นรสิงห์’ บนตึกไทยฯ ยุค ‘ลุงตู่’ ถูกอัญเชิญไว้อีกตึก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/564061

24 พ.ย. 2566

ย้ายเงียบ รูปปั้น ‘องค์นรสิงห์’ บนตึกไทยฯ ยุค 'ลุงตู่'  ถูกอัญเชิญไว้อีกตึก

ทำเนียบรัฐบาล ย้าย ‘องค์นครสิงห์’ ที่ชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า สมัยรัฐบาล ‘ลุงตู่’ ไปตั้งสักการะไว้ที่ตึกแสงอาทิตย์แล้ว แบบเงียบๆ ด้านกองสถานที่ทำเนียบฯ เตรียมพร้อมให้ ‘เศรษฐา’นายกฯ พักค้างคืนบนตึกไทยแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 24 พ.ย. 2566 ว่า วันเดียวกันนี้ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เดินทางเข้าปฎิบัติภารกิจที่ทำเนียบรัฐบาลตามปกติ โดยได้มีการเรียกและหารือกับหน่วยงานราชการเพื่อติดตามงานต่างๆอย่างไรก็ตาม วันเดียวกันนี้ นายกรัฐมนตรี เดินทางถึงเข้าทำเนียบฯเมื่อเวลา 10.05 น. ซึ่งสายกว่าปกติ

ทำเนียบรัฐบาลทำเนียบรัฐบาล

ย้ายเงียบ รูปปั้น ‘องค์นรสิงห์’ บนตึกไทยฯ ยุค 'ลุงตู่'  ถูกอัญเชิญไว้อีกตึก

ทั้งนี้ มีรายงานว่าภายหลังจากที่นายกรัฐมนตรี มีดำริล่าสุดว่าจะนอนพักค้างคืนที่ทำเนียบรัฐบาลหลังช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ มีรายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลว่า กองสถานที่ยานพาหนะและรักษาความปลอด ทำเนียบรัฐบาล ได้จัดเตรียมห้องพักรับรองบนตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาลไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้วโดยได้มีการนำเตียงนอนขนาดใหญ่พร้อมอุปกรณ์เครื่องนอนเข้าไปจัดเตรียมพร้อมเรียบร้อยแล้ว ขณะที่ในส่วนของระบบน้ำทางบริษัทเอกชนได้เข้ามาดำเนินการเป็นที่เรียบร้อยแล้วเช่นกันจึงคาดว่านายกรัฐมนตรีจะเข้าพักค้างคืนได้ตามที่แสดงเจตจำนงไว้

ย้ายเงียบ รูปปั้น ‘องค์นรสิงห์’ บนตึกไทยฯ ยุค 'ลุงตู่'  ถูกอัญเชิญไว้อีกตึก
ย้ายเงียบ รูปปั้น ‘องค์นรสิงห์’ บนตึกไทยฯ ยุค 'ลุงตู่'  ถูกอัญเชิญไว้อีกตึก

นอกจากนี้ รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยด้วยว่า กองสถานที่ ยานพาหนะและรักษาความปลอด ทำเนียบรัฐบาล ได้ทำการอัญเชิญรูปปั้นองค์นรสิงห์จำลอง ที่ตั้งสักการะบูชา อยู่ที่บริเวณระเบียงด้านหน้าชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า ไปตั้งบูชาไว้ที่ชั้น 3 ตึกแสงอาทิตย์ ซึ่งติดกับตึกนารีสโมสร โดยไม่ได้มีการแจ้งเหตุผลซึ่งการอัญเชิญองค์นรสิงห์จำลองดังกล่าวได้ดำเนินการแบบเงียบๆ มาเมื่อสองสัปดาห์ที่ผ่านมา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับองค์นรสิงห์จำลอง รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้อัญเชิญมาประดิษฐ์ไว้ตั้งแต่ต้นปี 2564 ช่วงที่มีการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 คาดว่าเพื่อปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย โดยเฉพาะเชื้อโควิด-19 ที่คร่าชีวิตคนทั่วโลกเป็นจำนวนมาก โดยองค์นรสิงห์จำลองดังกล่าวมีศิลปินที่เคารพนับถือพลเอกประยุทธ์ ให้โรงหล่อจัดทำขึ้นและนำมามอบให้ เพื่อสักการะบูชา ซึ่งแต่ละวันเจ้าหน้าที่บนตึกไทคู่ฟ้าจะถวายพวงมาลัย เพื่อสักการะ

ย้ายเงียบ รูปปั้น ‘องค์นรสิงห์’ บนตึกไทยฯ ยุค 'ลุงตู่'  ถูกอัญเชิญไว้อีกตึก

ประวัติองค์นรสิงห์ 

สำหรับ องค์นรสิงห์ ซึ่งเป็นของต้นตระกูล พึ่งบุญ ณ อยุธยา นั้น ปัจจุบันอยู่ในการดูแลเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี เพราะถือเป็นสัญลักษณ์ตำนานบ้านนรสิงส์

สำหรับประวัติของบ้านนรสิงส์ หรือทำเนียบรัฐบาลนั้น เดิมเป็นสมบัติของต้นตระกูล พึ่งบุญ ณ อยุธยา โดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงโปรดเกล้าฯให้สร้างบ้านพระราชทานแก่พระยาประสิทธิ์ศุภการ (หม่อมหลวงเฟื้อ พึ่งบุญ) ผู้ที่ต่อมาได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์สูงสุดเป็นเจ้าพระยารามราฆพ ซึ่งหน้าที่ราชการอย่างหนึ่งของเจ้าพระยาราฆพคือบัญชาการกรมมหรสพ หน่วยงานซึ่งมี “นรสิงห์” เป็นตราประจำกรม 

ตามตำนานพราหมณ์เล่าว่า นรสิงห์ เป็นปางหนึ่งที่พระนารายณ์อวตารลงมาปราบอสูรร้าย นรสิงห์มีเศียรเป็นสิงห์ ร่างกายเป็นมนุษย์ จึงสันนิษฐานว่านี่คือที่มาชื่อเดิมของบ้านที่เรียกขานกันว่า “บ้านนรสิงห์” ซึ่งในเอกสารของเหล่าสถาปนิกอิตาลีเรียกบ้านหลังนี้อย่างเก๋ว่า “วิลล่านรสิงห์” (Villa Norasingh)

รูปปั้นองค์นรสิงห์ รูปปั้นองค์นรสิงห์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นรสิงห์ หรือนรสีห์ ในคำสันสกฤต เป็นอวตารร่างที่ 4 ของพระนารายณ์ตามเนื้อเรื่องในคัมภีร์ปุราณะ อุปนิษัท และคัมภีร์อื่นๆ ของศาสนาฮินดู มีร่างกายท่อนล่างเป็นมนุษย์ ส่วนท่อนบนเป็นสิงโต นรสิงห์เป็นผู้สังหารหิรัณยกศิปุ อสูรตนซึ่งได้รับพรจากพระพรหมว่าจะไม่ถูกสังหารโดยมนุษย์หรือสัตว์ นรสิงห์เป็นที่รู้จักและบูชาโดยทั่วไป

เปิดกรุ ‘บิ๊กป้อม’ รวย 89 ล้าน นาฬิกาเรือนเดียว หนี้สินหลักร้อย สถานะโสด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/564034

24 พ.ย. 2566

เปิดกรุ 'บิ๊กป้อม' รวย 89 ล้าน นาฬิกาเรือนเดียว หนี้สินหลักร้อย สถานะโสด

เปิดบัญชีทรัพย์สิน ‘บิ๊กป้อม’ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รอบ 9 ปี หลังพ้นรองนายกฯ รวย 89 ล้านบาท นาฬิกาเรือนเดียว มูลค่า 15,000 บาท หนี้สินหลักร้อย

สำนักงาน ป.ป.ช. เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง รวม 18 ราย โดยบัญชีทรัพย์สินของ ‘บิ๊กป้อม’ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ถือเป็นการเปิดเผยครั้งแรกในรอบ 9 ปี ตั้งแต่เข้าดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีในปี 2557 ซึ่งพบว่ามีทรัพย์สิน 89 ล้านบาท มี นาฬิกา 1 เรือน มูลค่า 15,000 บาท

โดย พล.อ.ประวิตร ไม่มีคู่สมรส ไม่มีบุตร สถานะโสด มีเพียงพี่น้อง 4 คน ขณะที่ทรัพย์​สินหลังพ้นตำแหน่งรวม 89,214,637.10  แบ่งเป็นดังนี้


1. เงินฝากในบัญชีธนาคาร 9 บัญชี รวมเป็นเงิน 43,505,397.35 บาท 

2. เงินลงทุน 3 รายการ รวม 4,879,739.75 

3. ที่ดิน 3 แปลง มูลค่า 17,000,000 

4. บ้าน 1 หลังที่ เขตคลองสามวา มูลค่า 10 ล้านบาท

5. รถยนต์ 5 คัน รวมมูลค่า 13,600,000 ประกอบด้วย 

  • รถยนต์ ยี่ห้อ Volkswagen  รุ่น beetle 
  • รถยนต์นั่งส่วนบุคคลยี่ห้อ Lexus รุ่น LS 600 h 
  • รถยนต์ส่วนบุคคล ยี่ห้อ Lexus รุ่น LM 300 h  
  • รถยนต์ส่วนบุคคลยี่ห้อ JAGUAR รุ่น I – PACE AWD  HSE 
  • รถยนต์ส่วนบุคคล ยี่ห้อ Mercedes Benz รุ่น V 250 d

ขณะที่ ทรัพย์​สิน อื่นมีเครื่องประดับ รวมมูลค่า 229,500 บาท 

  • แหวน 9 วง 
  • นาฬิกาแจ้งแค่ 1 เรือน ยี่ห้อ tw steel ราคาแค่ 15,000 บาท 
  • มีปืน 3 กระบอก คือ ปืนสั้นชนิดลูกโม่ขนาด .357 ปืนสั้นชนิดกึ่งอัตโนมัติขนาด .45 ยี่ห้อ sig asauer ปืนสั้นชนิดกึ่งอัตโนมัติ ขนาด .45 ยี่ห้อ colt 

ส่วน หนี้สิน มีเพียง 757.26 บาท

ทั้งนี้ เมื่อเทียบกับการชี้แจงบัญชีทรัพย์สินหนี้สินตอนเข้าดำรงตำแหน่ง รองนายกรัฐมนตรี เมื่อปี 2557 พล.อ.ประวิตร มีทรัพย์สินทั้งหมด 87,373,757 บาท แบ่งเป็นเงินฝาก 53,197,562 บาท เงินลงทุน 7,076,195 บาท ที่ดิน 17 ล้านบาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 10 ล้านบาท จึงพบว่ามีทรัพย์​สิน เพิ่มขึ้นประมาณ 1,840,880 บาท 

ไม่ปล่อย นายกฯ ‘ศรีสุวรรณ’ ยื่นสอบ ‘ฝ่าฝืนจริยธรรม’ ร้ายแรง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/563946

24 พ.ย. 2566

ไม่ปล่อย นายกฯ 'ศรีสุวรรณ' ยื่นสอบ 'ฝ่าฝืนจริยธรรม' ร้ายแรง

‘ศรีวรรณ’ ยื่น ‘ป.ป.ช.’ ไต่สวยนายกรัฐมนตรี ‘ฝ่าฝืนจริยธรรม’ ร้ายแรง ปมพูดเรื่องแต่งตั้งผู้กำกับทั่วประเทศแล้ว

นอกจาก พล.ต.อ.เสรีพิศุทธิ์ เตมียเวส อดีต ผบ.ตร. และ รังสิมันต์ โรม สส.ก้าวไกล จะเรียกร้องให้ เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ลาออกเพื่อรับผิดชอบคำพูด เกี่ยวกับการโยกย้ายผู้กำกับทั่วประเทศแล้ว ยังมี ศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ที่ให้ความสนใจกับเรื่องนี้เช่นเดียวกัน

ศรีสุวรรณ  หยิบยกคำที่เศรษฐา พูดในที่ประชุมสส.พรรคเมื่อวันที่ 21พ.ย.ที่ผ่านมาที่ว่า “ผู้กำกับใหม่ ซึ่งผมมั่นใจว่าคงมีผู้ผิดหวังมากกว่าผู้สมหวังในห้องนี้ที่ขอตำแหน่งไป เพราะรู้สึกมันเยอะเหลือเกิน แต่ก็มีไม่น้อยที่ได้สมหวัง แต่ก็เป็นผู้กำกับใหม่ซึ่งเราจะต้องพูดคุยเรื่องนี้กันให้เข้าใจถึงถ่องแท้ และต้องกำจัดปัญหานี้ออกไป ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งซึ่งเราเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญ”

อาจบ่งบอกถึงพฤติการณ์ในการใช้อำนาจของนายกรัฐมนตรีในฐานะประธาน กตร.ที่สามารถเข้าไปก่ายหรือแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐในการแต่งตั้งนายตำรวจระดับ ผกก.ได้เพื่อประโยชน์ของตนเอง ของผู้อื่น หรือของพรรคการเมืองไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมได้

อันถือเป็นข้อห้ามตามรัฐธรรมนูญ 2560 ม.185(3) ประกอบ ม.186 วรรคสอง ซึ่งเข้าข่ายฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง ซึ่งผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไม่ควรเอาเป็นเยี่ยงอย่าง

องค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน จึงได้นำความพร้อมพยานหลักฐานยื่นร้องเรียนต่อ ป.ป.ช.ให้ไต่สวนและมีความเห็นการกล่าว นายกรัฐมนตรีฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรงหรือไม่ เพราะเห็นว่าถ้้อยคำดังกล่าวอาจบ่งบอกถึงพฤติการณ์ในการใช้อำนาจของนายกรัฐมนตรีในฐานะประธาน ก.ตร.

ที่สามารถเข้าไปก่ายหรือแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐในการแต่งตั้งนายตำรวจระดับ ผกก.ได้เพื่อประโยชน์ของตนเอง ของผู้อื่น หรือของพรรคการเมืองไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมได้ เพราะการสั่งแต่งตั้งผู้กำกับได้นั้นตาม พรบ.ตำรวจแห่งชาติ 2565 ม.56(2) ตามกฎ ก.ตร.เป็นอำนาจของ ผบ.ตร.เท่านั้น

ศรีสุวรรณ ยื่น ป.ป.ช.สอบนายกฯฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรงหรือไม่ศรีสุวรรณ ยื่น ป.ป.ช.สอบนายกฯฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรงหรือไม่

การหลุดปากในที่ประชุม สส.เพื่อไทยถือเป็นหลักฐานที่มัดตัวเองที่ยากจะแก้ตัวได้ อันเป็นข้อห้ามตามรัฐธรรมนูญ 2560 ม.185(3) ประกอบ ม.186 วรรคสอง ซึ่งอาจเข้าข่ายฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามมาตรฐานทางจริยธรรมฯ ข้อ 7 ข้อ 11 ข้อ 12 ข้อ 15 ข้อ 17 ข้อ 21 และข้อ 26 ซึ่งผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไม่ควรเอาเป็นเยี่ยงอย่าง

เปิด บัญชีทรัพย์สิน ‘บิ๊กตู่’ รวย 130 ล้าน มีรถ Porsche 4.5 ล้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/564025

24 พ.ย. 2566

เปิด บัญชีทรัพย์สิน 'บิ๊กตู่' รวย 130 ล้าน มีรถ Porsche 4.5 ล้าน

ป.ป.ช. เปิดกรุสมบัติ ‘บิ๊กตู่’ มี ทรัพย์สิน 130 ล้าน รวยขึ้น 2 ล้าน จากปี 57 พบ ลงทุนตราสารหนี้ 43.5 ล้านบาท พ่วง รถ Porsche Panamera รุ่นปี 2009 มูลค่า 4.5 ล้านบาท

สิ้นสุดการรอคอย สำหรับใครที่อยากรู้ “บัญชีทรัพย์สิน” ของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม หลังพ้นจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 5 ก.ย. 2566 ล่าสุด สำนักงาน ป.ป.ช. เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง รวม 18 ราย ระหว่าง 24 พ.ย.- 23 ธ.ค. 2566 โดย “บิ๊กตู่” มีทรัพย์สินรวม 130,191,162 บาท ไม่มีหนี้สิน

พล.อ.ประยุทธ์-นราพร จันทร์โอชาพล.อ.ประยุทธ์-นราพร จันทร์โอชา

บัญชีทรัพย์สิน “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา”

มีทรัพย์สิน 98,663,683 บาท มีเงินฝาก 7 บัญชี มูลค่า 13,773,881 บาท มีรายละเอียดการประกอบการลงทุน มูลค่า 64, 102,742 บาท เช่น มีรายการ SFFP-A ตราสารหนี้ระยะสั้นพลัส จำนวน 43,530,023 บาท, SFFP-B ตราศาลนี่ระยะสั้นพลัส มูลค่า 6,158,222 บาท , กองทุนเปิดกรุงไทยหุ้นระยะยาว 70/30 LMF มูลค่า 7,360,489 บาท

มีรายการที่ดิน 2 แปลงมูลค่า 3,256,060 บาท ซึ่งเป็นที่ดิน น.ส.4จ. ใน อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี 20 ไร่ มูลค่า 3,073,060 บาท และอีก 1 งาน ซื้อพร้อมกับคู่สมรสมูลค่า 183,000 บาท โดยยังมีบ้านสามชั้น 1 หลัง ที่ซอยร่วมมิตร ถนนพหลโยธิน เขตพญาไท ซื้อร่วม คู่สมรสมูลค่า 3,600,000 บาท

มีรถยนต์ 4 คัน มูลค่า 10,720,000 บาท มีรถยนต์ Porsche Panamera รุ่นปี 2009 มูลค่า 4,500,000 บาท ,รถยนต์ Alphard รุ่นปี 2023 มูลค่า 3,600,000 บาท ,รถยนต์ Mercedes Benz S600L รุ่นปี 2011 มูลค่า 2,500,000 บาท และรถยนต์ Ford Ranger รุ่นปี 2005 มูลค่า 120,000 บาท 

นอกจากนี้ ยังมีรายการทรัพย์สินอื่นมูลค่า 5,011,000 บาท ประกอบด้วย แหวนและกำไลข้อมือ 10 วง มูลค่า 735,000 บาท, นาฬิกา 9 เรือน มูลค่า 3 ล้านบาท, สร้อยคอทองคำพร้อมพระ 6 เส้น มูลค่า 820,000 บาท, อาวุธปืนจำนวน 9 กระบอก มูลค่า 253,000 บาท, และจักรยาน 2 คัน มูลค่า 203,000 บาท

ส่วนคู่สมรส นางนราพร จันทร์โอชา มีทรัพย์สิน 31,527,479 บาท มีเงินฝาก 5 บัญชี มูลค่า 10,415,479 บาท เช่น เงินในบัญชีธนาคารไทยพาณิชย์ สาขารัชโยธิน มีมูลค่า 6,495,720 บาท, ธนาคารไทยพาณิชย์ ที่สาขาสภากาชาดไทย บัญชีมูลค่า 1,719,914 บาท เป็นต้น

โดยมีที่ดิน น.ส.4จ. ในเขตพญาไท กรุงเทพมหานคร 1 งาน มูลค่า 4,876,000 บาท และอีก 24 ตารางวา ที่มีโฉนดที่ดิน มูลค่า 276,000 บาท โดยยังมีที่ดิน ที่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา 5 ไร่ มูลค่า 740,000 บาท, รถยนต์ 1 คัน Toyota Alphard 2012 มูลค่า 1,200,000 บาท

และ มีทรัพย์สินอื่นมูลค่า 12,220,000 บาท ประกอบไปด้วย ชุดเครื่องประดับ แหวน ต่างหู และสร้อย 25 ชุด มูลค่า 10,820,000 บาท และมีนาฬิกา 4 เรือน มูลค่า 1.4 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เคยยื่นบัญชีทรัพย์สินเมื่อปี 2557 มีทรัพย์สินรวม 128.6 ล้านบาท มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้น 2 ล้านบาท