‘เลขาฯกกต.’ ยืนยัน กกต. พร้อมทำประชามติ ‘แก้รัฐธรรมนูญ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/562928

08 พ.ย. 2566

‘เลขาฯกกต.’ ยืนยัน กกต. พร้อมทำประชามติ ‘แก้รัฐธรรมนูญ’

เลขาฯกกต. ยืนยัน กกต. พร้อมทำประชามติ ‘แก้รัฐธรรมนูญ’ ส่วนจะกี่ครั้งขึ้นอยู่กับรัฐบาล ไม่ติดเงื่อนไข ทำผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ แต่ต้องดูความพร้อม

ทำเนียบรัฐบาล 8 พ.ย.2566 นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ชี้แจงหลังหารือกับคณะอนุกรรมการศึกษาแนวทางทำประชามติให้สอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เกี่ยวกับการทำประชามติ ว่า กกต. ไม่มีอำนาจที่จะตัดสินว่าต้องทำประชามติกี่ครั้ง ขึ้นอยู่กับทางรัฐบาล แต่ยืนยันกกต.มีความพร้อม ส่วนงบประมาณ ยังไม่ได้พูดคุยกัน ว่าจะต้องใช้เท่าใดและจะอนุมัติช่วงไหน ซึ่งกกต.จะต้องส่งเรื่องมาของบประมาณจากรัฐบาล

ส่วนการจัดทำประชามติผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ เลขาฯกกต. กล่าวว่า ต้องรอดูรายละเอียดเพราะมีเงื่อนไข ทางเทคนิคบางส่วน ซึ่งสามารถทำได้ แต่กว่าจะถึงตรงนั้นก็ยังมีเรื่องอื่นให้พิจารณา โดยเฉพาะเรื่องความพร้อม ที่ไม่ใช่ความพร้อมของกกต. ซึ่งได้ชี้แจงรายละเอียดทั้งหมดให้คณะอนุกรรมการฯ ทราบแล้ว

นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้งนายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง

เลขาฯกกต. ย้ำ 2 สส.ก้าวไกล ‘แจ้-ปูอัด’ ต้องหาพรรคสังกัดภายใน 30 วัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/562926

08 พ.ย. 2566

เลขาฯกกต. ย้ำ 2 สส.ก้าวไกล ‘แจ้-ปูอัด’ ต้องหาพรรคสังกัดภายใน 30 วัน

แสวง บุญมี เลขาฯกกต. ย้ำ 2 สส.ก้าวไกล “แจ้-ปูอัด’ ต้องหาพรรคการเมืองสังกัด ภายใน 30 วัน ถ้าไม่มีพรรคการเมืองไหนรับต้องพ้นสภาพการเป็น สส. และจัดเลือกตั้งใหม่

เมื่อวันที่ 8 พ.ย. 2566 นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง(เลขาฯกกต.) เปิดเผยถึงกรณีที่พรรคก้าวไกลมีมติขับ 2 สส. แจ้ นายวุฒิพงศ์ ทองเหลา สส.ปราจีนบุรี และ ปูอัด ไชยามพวาน มั่นเพียรจิตต์ สส.กรุงเทพมหานคร ออกจากพรรคก้าวไกล เนื่องจากปัญหาคุกคามทางเพศ ว่า จะต้องหาพรรคสังกัดใหม่ภายใน 30 วัน ซึ่งพรรคการเมืองที่ไม่มีสส. ในปัจจุบันก็สามารถรับเข้าสังกัดได้ แต่หากไม่สามารถหาพรรคได้ จะต้องพ้นสภาพการเป็น สส. และต้องมีการจัดการเลือกตั้งใหม่ โดยเรื่องการขับเป็นเรื่องภายในพรรค ที่ต้องชอบด้วยข้อกฎหมายและข้อบังคับพรรค

ส่วนกรณีที่นายศุภชัย ใจสมุทร นายทะเบียนพรรคภูมิใจไทยไปยื่นกกต. ขอให้ยุบพรรคก้าวไกลจากกรณีที่ขับ 2 สส. ต่างจากกรณีของนายปดิพัทธ์ สันติภาดา ที่ เหมือน 2 มาตรฐานอาจเป็นการสมรู้ร่วมคิดและ สมประโยชน์เพื่อตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านนั้น นายแสวงกล่าวว่า ถือเป็นสิทธิ์ของผู้ที่ไปยื่นเรื่อง กกต. 

ทั้งนี้การขับนายปดิพัทธ์จะผิดข้อบังคับพรรคก้าวไกลหรือไม่ อยู่ที่กฎหมายและข้อเท็จจริง ซึ่งต้องดู เพราะทุกพรรคการเมือง ต้องทำตามกฎหมาย และข้อบังคับพรรคถ้าชอบด้วยกฎหมาย ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะความเห็นคนมีอยู่มากมาย ในเรื่องเดียวกัน ซึ่งต้องพิจารณาว่าเป็นอย่างไร

สำหรับ การขับ หมออ่อง นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 จากพรรคก้าวไกล จะถือเป็นการสมคบคิดหรือไม่นั้นกกต.ยังไม่ได้พิจารณา แต่จะพิจารณาจากข้อเท็จจริง และ กฎหมายที่เกี่ยวข้องเท่านั้น

‘กระทรวงต่างประเทศ’ ยันไม่มี ‘แรงงานไทย’ เป็น ‘ทหาร’ ใน ‘อิสราเอล’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/562913

08 พ.ย. 2566

'กระทรวงต่างประเทศ' ยันไม่มี 'แรงงานไทย' เป็น 'ทหาร' ใน 'อิสราเอล'

‘แรงงานไทย’ ไม่รับจ้างเป็น ‘ทหาร’ ไปสู้รบใน ‘อิสราเอล’ อย่างแน่นอน ‘กระทรวงต่างประเทศ’ ชี้แจง ยกเว้นเป็นลูกครึ่งต้องถูกเกณฑ์เป็นกองหนุน

ปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ปฏิเสธกระแสข่าวในโลกโซเชียล มีแรงงานไทยไปเป็นทหารให้แก่ฝ่ายอิสราเอลในช่วงสถานการณ์อิสราเอล-กาซาว่า กระทรวงการต่างประเทศได้รับรายงานจากสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟว่า มีคนไทย ที่เป็นลูกครึ่งไทย-อิสราเอล ไปเป็นทหารกองหนุนให้อิสราเอลจริง แต่ไม่ใช่แรงงานไทยแต่อย่างใด

นอกเหนือจากแรงงานไทยในภาคเกษตรกรรมในอิสราเอลแล้ว ยังมีหญิงไทยจำนวนหนึ่ง ประมาณ 400 – 500 คน ที่แต่งงานกับคนอิสราเอล และมีบุตรซึ่งถือ 2 สัญชาติ คือทั้งสัญชาติไทย และอิสราเอล ซึ่งตามกฎหมายอิสราเอล บุคคลสัญชาติอิสราเอลทุกคนทั้งหญิงและชาย จะต้องเข้ารับการเกณฑ์ทหาร เมื่ออายุครบ 18 ปี

โดยผู้ชายมีระยะเวลารับราชการทหาร 32 เดือน และผู้หญิงมีระยะเวลารับราชการทหาร 24 เดือน และเมื่อเสร็จสิ้นระยะเวลาเกณฑ์ทหารดังกล่าวแล้ว ทุกคนจะถูกบรรจุเข้าเป็นทหารกองหนุน ซึ่งจะต้องปฏิบัติหน้าที่ทหารหากถูกเรียกจากกองทัพอิสราเอล

ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2566 กองทัพอิสราเอล ได้เรียกทหารกองหนุนจำนวนกว่า 350,000 คน หรือประมาณร้อยละ 4 ของประชากรอิสราเอลทั้งหมด เข้าปฏิบัติหน้าที่ถือได้ว่า

เป็นการเรียกทหารกองหนุนครั้งใหญ่ที่สุดของอิสราเอล จึงย่อมมีลูกครึ่งไทย-อิสราเอล ที่เข้าไปปฏิบัติหน้าที่ทหารกองหนุนตามกฎหมายอิสราเอล มิใช่แรงงานไทยที่แฝงตัวไปเป็นทหารรับจ้างให้แก่อิสราเอลตามที่มีการกล่าวอ้างแต่อย่างใด

ภูมิใจไทย จี้ กกต.ตรวจสอบปมขับสส. ‘ก้าวไกล’ อาจเข้าข่าย ‘ยุบพรรค’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/562907

08 พ.ย. 2566

ภูมิใจไทย จี้ กกต.ตรวจสอบปมขับสส. 'ก้าวไกล' อาจเข้าข่าย 'ยุบพรรค'

ปมขับสส. ‘ก้าวไกล’ ลามไม่หยุด ภูมิใจไทย จี้ กกต. ตรวจสอบปมขับสส.ก้าวไกล ไม่มีมาตรฐาน จนอาจนำไปสู่การ ‘ยุบพรรค’ ได้

ศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกพรรคภูมิใจไทย สงสัยว่ากรณีพรรคก้าวไกลขับ 2 สส. คือ นายไชยามพวาน มั่นเพียรจิตต์ สส.กทม. และนายวุฒิพงศ์ ทองเหลา สส.ปราจีนบุรี จากปมคุกคามทางเพศ ออกจากพรรค ซึ่งมีการดำเนินการเป็นขั้นตอนตามข้อบังคับพรรคและกฎหมาย เปิดเผยทุกกระบวนการ แตกต่างจากกรณีการขับ นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร หรือไม่

ศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกพรรคภูมิใจไทยศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกพรรคภูมิใจไทย

ศุภชัย บอกว่าได้ยื่นเรื่องให้นายทะเบียนพรรคการเมือง สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตรวจสอบการพ้นจากการเป็นสมาชิกพรรคก้าวไกล ของนายปดิพัทธ์  แล้ว โดยขอให้นายทะเบียนพรรคการเมืองตรวจสอบว่า

พรรคก้าวไกลได้ดําเนินกระบวนการ ทางวินัยกับนายปดิพัทธ์  ตามข้อบังคับพรรคก้าวไกลข้อที่ 119 และตามกฎหมายถูกต้อง ครบถ้วนหรือไม่ โดยส่งแถลงการณ์พรรคก้าวไกล ลงวันที่ 28 กันยายน 2566  ซึ่งไม่ได้ระบุความผิดวินัยข้อร้ายแรงและการดำเนินการทางวินัย ประกอบ

หากพรรคก้าวไกล ไม่ได้ดําเนินการตามข้อบังคับพรรคก้าวไกล และกฎหมาย การกระทําดังกล่าวเป็นการสมคบคิดหรือ แสดงเจตนาลวง ระหว่างพรรคก้าวไกลกับนายปดิพัทธ์ อันเข้าข่ายกระทําการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การกระทําอันอาจเป็นปฏิปักษ์หรือไม่

หากนายทะเบียนพรรคการเมืองตรวจสอบแล้ว พรรคก้าวไกลมิได้ ดําเนินการให้ถูกต้องตามข้อบังคับพรรคก้าวไกล และกฎหมาย และเป็นการสมคบคิดหรือแสดงเจตนาลวง โดยหวังผลเพื่อให้หัวหน้าพรรคก้าวไกลได้รับตําแหน่งผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และ นายปดิพัทธ์ ยังคงดํารงตําแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎรต่อไป

เรื่องดังกล่าวถือเป็นการสมประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ซึ่งเป็นการกระทําอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และกรณีเป็นความปรากฏต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองแล้ว ขอให้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญเพื่อ สั่งยุบพรรคก้าวไกลตามบรรทัดฐานของศาลรัฐธรรมนูญ ต่อไป

นายกฯนัดถก ‘พรรคร่วม’ ก่อนแถลง ‘ผลงานรัฐบาล’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/562897

08 พ.ย. 2566

นายกฯนัดถก 'พรรคร่วม' ก่อนแถลง 'ผลงานรัฐบาล'

นัดถก ‘พรรคร่วม’ ค่ำนี้ ไม่เกี่ยวกับการแถลง ‘ผลงานรัฐบาล’ 2 เดือน นายกฯ หวังลดช่องว่างระหว่างกัน ไม่ให้สื่อเข้าไปสังเกตการณ์

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง  ยอมรับว่าในช่วงเวลา 19:00 น. วันนี้ ได้นัดแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลรับประทานอาหารค่ำร่วมกัน  และแสดงความประหลากใจที่สื่อมวลชนรับรู้การนัดหมายดังกล่าว แม้ไม่อนุญาตให้สื่อตามไปทำข่าว แต่จะมาเล่าให้ฟังวันพรุ่งนี้

นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่าความสัมพันธ์ของพรรคร่วมรัฐบาล  เป็นไปด้วยดีไม่มีปัญหา  เข้าใจว่า รัฐบาลก่อนไม่ค่อยมี จึงอยากจัดขึ้น เดือนละครั้ง หรือสองเดือนครั้ง เป็นการรับประทานอาหารแบบสบายๆ พบปะ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ไม่เกี่ยวกับการแถลงผลงานรัฐบาล

รวมเองถือเป็นภาคส่วนที่สำคัญในการบริหารขับเคลื่อนนโยบายของรัฐ มีอะไรติชมหรือมีอะไรก็พูดคุยกันได้ โดยการรับประทานอาหารครั้งนี้จะเป็นวงเล็ก ไม่ต้องถึง 40 ถึง 50 คน  แค่ 10 คนก็พอแล้ว

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ยอมรับว่าการรับประทานอาหารเย็น  นายกฯจะพบกับหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาล เพราะทำงานเป็นรัฐบาลมา 2 เดือน ยังไม่มีเวลาเจอกัน  เป็นการนัดทานข้าวกัน พูดคุยทั่วไป ไม่ได้คุยอะไรพิเศษ

มีรายงานว่าการรับประทานอาหารเย็นใน เวลา 19.00 -20.00 น.จัดที่ร้าน Spider Collection NW303 อาคารโครนอส ชั้น 26 ถ.สาทรเหนือ ก่อนช นายกรัฐมนตรีก็จะมีการแถลงผลงาน 2 เดือนของรัฐบาล ช่วงค่ำวันที่ 9 พ.ย. 2566

‘เงินดิจิทัล’ งบประมาณผูกพัน ‘เงินกู้’ แสนล้านต่อปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/562889

08 พ.ย. 2566

'เงินดิจิทัล' งบประมาณผูกพัน 'เงินกู้' แสนล้านต่อปี

สมชัย ปรามาส คิดใหญ่ทำเป็น ทำได้แค่ใช้ ‘เงินกู้’ มาแจก ‘เงินดิจิทัล’ พรรคเพื่อไทยเตรียมชี้แจงวันที่ 10 พ.ย. 2566 นี้

สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมาธิการงบประมาณฯ 2566 เปิดข้อมูล ประมณการ งบประมาณแผ่นดิน ที่ครม.อนุมัติ ตามแผนการคลังระยะปานกลาง ชี้ชัดว่าต้องใช้เงิน 130,000 ล้านบาท แจกเป็นเงินดิจิทัลปี 67 เป็นเงินกู้ 100,000 ล้าน และจากประมาณการรายได้เพิ่ม อีก 30,000 ล้านบาท

สมชัยอธิบายว่า เงินดิจิทัล 560,000 ล้าน ที่มีข่าวว่าจะตั้งเป็นงบประมาณแผ่นดินแบบผูกพัน 4 ปี  หารสี่ ก็จะเท่ากับ 140,000 ล้าน ปรับลดจำนวนคนเล็กน้อย อาจตกอยู่ที่ปีละ 130,000 ล้านบาท ตัวเลขนี้ ตรงกับยอดที่ ครม. เศรษฐาอนุมัติตามแผนการคลังระยะปานกลาง ที่เข้าที่ประชุม ครม. เมื่อ 13 กันยายน 2566 พอดี


ในแผนดังกล่าวที่จะใช้เป็นกรอบในการตั้งงบประมาณประจำปี 3-4 ปีจากนี้  มีการเพิ่มวงเงินงบประมาณ ปี 67 จาก 3.35 ล้านล้านบาท เป็น 3.48 ล้านล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 130,000 ล้านบาท เป็นเงินกู้เพิ่ม 100,000 ล้าน และจากประมาณการรายได้เพิ่ม 30,000 ล้านบาท 

ข้อมูลดังกล่าวเท่ากับว่า ความพยายามหาเงินโดยให้ทบทวนรายการใช้จ่ายงบประมาณของทุกส่วนราชการ เช่น จะรีดไขมันส่วนเกิน จะซื้ออาวุธเท่าที่จำเป็น จะประหยัดรายจ่ายฟุ่มเฟือยนั้น ได้เงินเพิ่มแม้แต่บาทเดียว  เพราะไม่มีใครยอมให้

ทางออกที่ดูดี ให้พอเห็นฝีมือคือ ทำเป็นงบประมาณผูกพันแค่ 2 ปี ปี 67 และ 68 ปีละ 260,000 ล้านบาท เท่ากับแจกเงินดิจิทัลเป็น 2 งวด ๆ ละ 5,000 บาท  เพราะเท่ากับมีแหล่งที่มาของเงินที่มาจากการประหยัดรายจ่าย เพิ่มรายได้  ไม่ใช่เอาแต่กู้เป็นหลัก

แจก 2,500 บาท 4 ปี แค่ลมพัดเอื่อย ๆ  แจก 5,000 บาท 2 ปี ยังลมพัดแรงบ้าง แม้ไม่เป็นพายุหมุน เมื่อห้ามไม่แจก เขาไม่ฟัง  ก็ขอให้แจกแบบมีฝีมือบ้างอย่าให้คนพูดว่า คิดใหญ่ทำเป็น ทำได้แค่นี้

การประชุมพรรคเพื่อไทย เมื่อวานนี้ นอกจาก อุ๊งอิ๊ง แพทองธาร จะร่วมประชุมในฐานะหัวหน่าพรรคครั้งแรกแล้ว  เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ยังร่วมปรชุมพรรคและได้กำชับให้สมาชิก ช่วยกันอธิบายเรื่องเงินดิจิทัล ที่จะมีการชี้แจงรายละเอียด หลักการ วันที่ 10 พฤศจิกายนนี้ 

‘สมศักดิ์’ ชง ครม. เพิ่มอำนาจ ป.ป.ท. ตรวจสอบ ขรก. ‘ออกหมายจับ-จับกุม-ชี้มูล’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/562879

07 พ.ย. 2566

'สมศักดิ์' ชง ครม. เพิ่มอำนาจ ป.ป.ท. ตรวจสอบ ขรก. 'ออกหมายจับ-จับกุม-ชี้มูล'

‘รองนายกฯสมศักดิ์’ เสนอแก้กฎหมายเพิ่มอำนาจ ป.ป.ท. ตรวจสอบ ไต่สวน ไม่ต้องรอรับไม้ต่อ ป.ป.ช. สามารถ ‘ออกหมายจับ-จับกุม-ชี้มูล’ ได้เอง

ประชุมคณะรัฐมนตรี นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกรัฐมนตรี เสนอปรับปรุงกฎหมาย ในส่วนของพระราชบัญญัติมาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2551 จากเดิมที่มี 67 มาตรา ซึ่งจะมีการปรับแก้ 29 มาตรา บัญญัติใหม่ 14 มาตรา ยกเลิก 1 มาตรา รวมทั้งสิ้นจะมีเพิ่มขึ้นเป็น 80 มาตรา โดยกฎหมายนี้ มีการใช้มาแล้วถึง 16 ปี

ซึ่งควรจะมีการปรับให้เข้ากับสมัย เพิ่มอำนาจเพิ่มประสิทธิภาพ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือ ป.ป.ท.ทดำเนินการตรวจสอบ การประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐทุกระดับ สามารถไต่สวนชี้มูลได้ด้วยตนเอง เนื่องจากที่ผ่านมา ต้องผ่านคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ส่งมอบให้ก่อนท่านั้น ตนมองว่า การทำในลักษณะนี้ จะเป็นการตัดไฟตั้งแต่ต้นลม เพื่อไม่ให้เกิดการทุจริตได้

นายสมศักดิ์ กล่าวอีกว่า กฎหมาย ป.ป.ท. ปัจจุบัน ไม่มีบทบัญญัติ ในเรื่องของหลักเกณฑ์การเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร แต่ร่างกฎหมายฉบับใหม่ จะมีให้เปิดเผยได้ถึง 3 ขั้นตอน คือ 1.ก่อนการไต่สวน 2.เมื่อได้ดำเนินการไต่สวนแล้ว และ 3.คณะกรรมการ ป.ป.ท.ชี้มูล 

ยังมีอำนาจในเรื่องการออกหมายจับ โดยสามารถขอศาลออกหมายจับได้เอง รวมถึงดำเนินการจับ ปล่อยตัวชั่วคราว หรือ จะมอบพนักงานสอบสวนทำแทน ซึ่งหากยกตัวอย่าง เช่น เราเป็นผู้ประกอบการ จะขอใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน แต่เมื่อผ่านไป 1 เดือน ก็ยังไม่มีการอนุมัติ ป.ป.ท.ก็สามารถเข้าไปดูถึงเหตุผลได้ เพื่อป้องกันการเรียกรับเงิน โดยก็จะทำให้ภาคธุรกิจมีความโปร่งใสมากขึ้น 

นอกจากนี้ด้านการศึกษา ป.ป.ท. ก็สามารถเข้าไปตรวจสอบพฤติกรรมที่มีข่าวอยู่ในเวลานี้จำนวนมากได้ เช่น พฤติกรรมครูลวนลามอนาจารนักเรียน ซึ่งสามารถเข้าไปตรวจสอบในเรื่องวินัย และเอาผิดในเรื่องเพศอนาจารได้ เพราะเป็นความผิดทางอาญา , สามารถตรวจสอบเจ้าหน้าที่ราชการ เลิกงานไวกว่าเวลาได้ , กรณีการนำรถหลวงไปใช้ส่วนตัวในเวลานอกราชการ 

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกรัฐมนตรีนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกรัฐมนตรี

เรื่องแบบนี้ ป.ป.ท.สามารถที่จะเอาผิดได้ โดยสืบสวนสอบสวนได้ทันที จึงถือเป็นเรื่องการสร้างความโปร่งใสป้องกันการประพฤติมิชอบของส่วนราชการ จะสอดคล้องกับอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต หรือ UNCAC ด้วย

นายสมศักดิ์ กล่าวอีกว่า กฎหมายควรทันสมัย และต้องไม่ถูกนำมาเป็นเครื่องมือในการกลั่นแกล้งกัน ดังนั้นการเสนอกฎหมายนี้ ไม่ได้เป็นการเพิ่มอำนาจ หรือ แย่งอำนาจไป แต่เป็นการทำงานในภาครัฐให้เกิดประโยชน์สูงสุดในเรื่องของการป้องกันการทุจริต ประพฤติมิชอบ 

โดยผ่านรับฟังความเห็นจากทุกภาคส่วนมาแล้วถึง 2 ครั้ง ก่อนที่ตนจะเสนอกฎหมายนี้เข้าครม.และมีมติอนุมัติหลักการแล้ว จากนี้ก็จะส่งเข้าสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาตามขั้นตอนต่อไป

‘ภูมิธรรม’ เผย นายกฯ กำชับครม. เตรียมแถลงผลงานรัฐบาล ครบ 60 วัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/562858

07 พ.ย. 2566

‘ภูมิธรรม’ เผย นายกฯ กำชับครม. เตรียมแถลงผลงานรัฐบาล ครบ 60 วัน

‘ภูมิธรรม’ เผย นายกฯ เศรษฐา ฝากให้รักษาราชการแทน นายกฯ ในช่วงประชุมเอเปค ที่สหรัฐฯ สัปดาห์หน้า สั่ง เร่งปั้มผลงาน จ่อแถลง ครบรอบ 60 วัน รอฟัง 10 พ.ย.นี้ “ดิจิทัลวอลเล็ต” เริ่มอย่างไร

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์  ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทยโดยมีนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลังเรียกประชุมรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทยว่า เนื่องจากสัปดาห์หน้านายกฯจะเดินทางไปประชุมเอเปคที่สหรัฐอเมริกาจึงกำชับให้คณะรัฐมนตรีที่อยู่เมืองไทยทำหน้าที่กันไปและฝากให้ตนรักษาราชการในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

‘ภูมิธรรม’ เผย นายกฯ กำชับครม. เตรียมแถลงผลงานรัฐบาล ครบ 60 วัน

เมื่อถามว่านายกรัฐมนตรี ฝากอะไรเป็นพิเศษหรือไม่นายภูมิธรรมกล่าวว่าให้คณะรัฐมนตรีเร่งผลงานที่เตรียมแถลงการทำงาน60วันแรกว่าทำอะไรไปแล้วบ้างส่วนรูปแบบการแถลงจะเป็นอย่างไรจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง

‘ภูมิธรรม’ เผย นายกฯ กำชับครม. เตรียมแถลงผลงานรัฐบาล ครบ 60 วัน

เมื่อถามว่าโครงการดิจิทัลวอลเล็ตจะอยู่ในการแถลงผลงาน60วันหรือไม่นายภูมิธรรมกล่าวว่าเรื่องนี้นายกฯจะเป็นผู้แถลงวันที่10พ.ย.จะเกิดความชัดเจนว่าจะเริ่มต้นอย่างไร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี พร้อม คณะรัฐมนตรี(ครม.)ได้แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ระหว่างวันที่ 11-12 กันยายน 2566 และวันที่ 13 กันยายน 2566 ถือเป็นวันแรกของการเริ่มปฏิบัติหน้าที่ของรัฐบาลใหม่ต่อจากรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

‘อนุทิน’ เผย เสียงเยอะแล้ว ไม่ขอรับ ‘สส.แจ้’ เข้าภูมิใจไทยเพิ่ม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/562848

07 พ.ย. 2566

'อนุทิน' เผย เสียงเยอะแล้ว ไม่ขอรับ 'สส.แจ้' เข้าภูมิใจไทยเพิ่ม

‘อนุทิน’ ลั่น ไม่รับ สส.แจ้ วุฒิพงศ์ ซบภูมิใจไทย บอกมีเสียงเยอะแล้ว ไม่จำเป็นต้องหาเพิ่ม ชี้ต้องรักษาน้ำใจอดีต สส.เจ้าถิ่น อยู่มาตั้งแต่ก่อตั้งพรรค เผย พบ พล.อ.ประยุทธ์ ทักทายปกติ

วันที่ 7 พ.ย. 2566 นายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณี นายวุฒิพงศ์ ทองเหลา สส.ปราจีนบุรี ถูกขับออกจากพรรคก้าวไกล เซ่นปมแชตคุกคามทางเพศทีมงานจนกลายเป็นประเด็นร้อน และถูกจับตาว่าจะมาอยู่พรรคภูมิใจไทย

โดย นายอนุทิน ตอบผู้สื่อข่าวชัดว่า “ไม่รับครับ” แม้ จ.ปราจีนบุรี จะเป็นพื้นที่พรรคภูมิใจไทยเคยหาเสียงอย่างหนักเมื่อตอนเลือกตั้ง พร้อมให้เหตุผลว่า วันนี้พรรคภูมิใจไทยไม่ได้มีปัญหาอะไรในทางการเมือง และต้องดูเรื่องความเหมาะสมด้วย 

 นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย

อย่างในวันนี้การเมืองมันเปลี่ยนไปแล้ว รัฐบาลมีความเข้มแข็ง มีเสียงสนับสนุนในสภาเกือบ 300 เสียง และพรรคภูมิใจไทยก็ใหญ่ขึ้น จากที่เคยมี สส. 50 คน วันนี้เพิ่มเป็น 71 คน ก็น่าจะอยู่ตัวแล้ว และในพื้นที่ปราจีนบุรี เขต 2 ก็มีผู้สมัครของพรรคภูมิใจไทย คือ นายชยุต ภุมมะกาญจนะ อยู่ หากไปรับ นายวุฒิพงศ์ มา แล้วคนเก่าจะอยู่อย่างไร ก็ต้องเอาใจเขามาใส่ใจเราด้วย
 

นายวุฒิพงศ์ ทองเหลา สส.ปราจีนบุรี นายวุฒิพงศ์ ทองเหลา สส.ปราจีนบุรี

เมื่อถามว่า เสียงแน่นแล้วไม่จำเป็นจะต้องรับใครให้มาอยู่ในภูมิใจไทยแล้ว นายอนุทิน บอกว่า ก็โอเค แต่เราก็คิดถึงผู้สมัครคนเดิมด้วย เพราะเขาอยู่กับพรรคมา ตั้งแต่เปิดพรรคภูมิใจไทย เที่ยวนี้เขาพลาดไป ไม่ใช่พอพลาดก็ไปเอาคู่แข่งเขาเข้ามา เพื่อมาเติมเสียง สส.พรรคภูมิใจไทย คงไม่ทำงานแบบนี้

นายอนุทิน ยังกล่าวถึงการมีโอกาสได้พบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี ระหว่างไปชมโขนพระราชทานเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ว่า ได้ทักทายและไปกราบ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ห้องพัก และพูดคุยกัน และถามว่าไปเที่ยวญี่ปุ่นสนุกไหม ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ ตอบว่า สนุก และบอกว่าเอาไว้ว่าง นัดรับประทานอาหาร เห็นพล.อ.ประยุทธ์ อารมณ์ดี หน้าตายิ้มแย้ม สดชื่นกว่าตนอีก

ส่วนที่ไปเป็นตากล้องถ่ายรูปใหักับ พล.อ.ประยุทธ์ นายอนุทิน บอกว่า พี่ๆ ดาราสนิทกันอยู่ ทั้ง อ๊อฟ พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง, แดง ธัญญา โสภณ, ท็อป ดารณีนุช ปสุตนาวิน รู้จักกันอยู่แล้ว เห็นว่ากำลังเซลฟี่กลุ่มใหญ่ ยืดแขนก็ไม่หมด เลยอาสาถ่ายรูปให้ ไม่มีนัยอะไร

‘สว.อุปกิต’ ฟ้องแพ่ง ‘รังสิมันต์ โรม’ เรียก 20 ล้าน ขอศาลคุ้มครอง 3 ข้อ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/562846

07 พ.ย. 2566

‘สว.อุปกิต’ ฟ้องแพ่ง ‘รังสิมันต์ โรม’ เรียก 20 ล้าน ขอศาลคุ้มครอง 3 ข้อ

‘สว.อุปกิต’ ฟ้องแพ่ง ‘รังสิมันต์ โรม’ ละเมิดอีกคดี เรียกค่าเสียหาย 20 ล้านบาท ขอศาลคุ้มครองชั่วคราว 3 ข้อ ห้ามพาดพิงเกี่ยวข้องยาเสพติด ศาลนัดไต่สวน 15 ม.ค. 67

เมื่อวันที่ 7 พ.ย. 2566 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวานนี้ (6 พ.ย.) นายอุปกิต ปาจรียางกูร สมาชิกวุฒิสภา เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้ทนายความส่วนตัวเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล เป็นจำเลยต่อศาลแพ่ง คดีหมายเลขดำที่ พ.5365/2566 ฐานละเมิด เรียกค่าเสียหายเป็นเงิน 20 ล้านบาท และยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราว

โดย 1.ขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามชั่วคราวมิให้ นายรังสิมันต์ จำเลยละเมิดต่อโจทก์ โดยใส่ความต่อบุคคลที่ 3 หรือต่อสาธารณชน ว่า โจทก์เกี่ยวข้องกับยาเสพติด และยุ่งเกี่ยวกับขบวนการค้ายาเสพติด

2. ขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามชั่วคราวมิให้จำเลย เขียน นำเข้าโพสต์ ข้อความอันเป็นละเมิดต่อโจทก์ โดยกล่าวหาว่าโจทก์เกี่ยวข้องกับการค้าขายยาเสพติด ยุ่งเกี่ยวกับขบวนการยาเสพติด ลงบนสื่อสังคมออนไลน์ทุกชนิด

3. ขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามชั่วคราวมิให้จำเลยนำคลิปวิดีโอ ซึ่งมีภาพ เสียง และข้อความละเมิดต่อโจทก์ โดยกล่าวหาว่าโจทก์เกี่ยวข้องกับการค้าขายยาเสพติด ยุ่งเกี่ยวกับขบวนการค้ายาเสพติด เข้าไปเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ทุกชนิด

นายอุปกิต กล่าวอีกว่า ถือเป็นครั้งแรกที่มีการยื่นฟ้องคดี นายรังสิมันต์ ต่อศาล โดยศาลแพ่งนัดไต่สวนคำร้องในวันที่ 15 มกราคม 2567 เวลา 13.30 น. และนัดชี้สองสถานในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 09.00 น.

ทั้งนี้ก่อนหน้าเมื่อวันที่ 17 ก.พ. 2566 นายอุปกิต ได้ยื่นฟ้อง นายรังสิมันต์ ต่อศาลอาญา ฐานหมิ่นประมาท พร้อมเรียกค่าเสียหาย 100 ล้านบาท โดยศาลไต่สวนมูลฟ้อง และเห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้องคดีไว้พิจารณาเมื่อวันที่ 11 ก.ค.ที่ผ่านมา

ต่อมาวันที่ 19 มิ.ย. นายอุปกิต ได้ยื่นฟ้อง นายรังสิมันต์ ต่อศาลอาญา ฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา เพิ่มอีก 1 คดี เรียกค่าเสียหาย 20 ล้านบาท ซึ่งเดิมศาลนัดไต่สวนมูลฟ้องวันที่ 11 ก.ย. แต่ นายรังสิมันต์ ขอเลื่อนนัด ศาลจึงนัดไต่สวนมูลฟ้องใหม่เป็นวันที่ 27 พ.ย. 2566