สาเหตุ ‘ส่วยรถบรรทุก’ ไม่เคยหาย ผลประโยชน์มหาศาล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/563021

09 พ.ย. 2566

สาเหตุ 'ส่วยรถบรรทุก' ไม่เคยหาย ผลประโยชน์มหาศาล

‘วิโรจน์’ มอง ‘ส่วยรถบรรทุก’ ไม่ฟื้นคืนชีพ เพราะไม่เคยหาย แม้แฉลากไส้ แต่ผลประโยชน์เป็นทอดๆ จี้ ‘นายกฯ’ ปฏิรูปทั้งระบบ ไม่ใช่ทีละเรื่อง

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ว่าที่ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล  กล่าวถึง “ส่วยรถบรรทุก” ที่กลับมาเป็นประเด็นอีกครั้ง หลังพบสติกเกอร์รูปดาวสีเขียวติดบริเวณหน้ารถที่ถนนทรุดว่า ทราบจากผู้กำกับการ สน.พระโขนงว่า ติดเพื่อเป็นการหารถของบริษัทตัวเองเจอได้ง่าย ซึ่งขอถามกลับไปยังผู้กำกับว่าถ้าเขาเล่ามาเช่นนั้น เขาก็มีสิทธิ์ที่จะเล่า ตำรวจเชื่ออย่างนั้นจริงๆหรือ มองว่าการติดตามรถของบริษัทไม่จำเป็นจะต้องติดสติ๊กเกอร์ดาวมีสีเขียว เพราะส่วนใหญ่ก็จะเป็นชื่อบริษัทเลย และแต่ละคันก็มีเอกลักษณ์ของบริษัทไม่จำเป็นจะต้องติดดาวสีเขียว เพื่อให้หารถตัวเองง่าย


ส่วนการเทดินทิ้งก่อนช่างน้ำหนักจริง นายวิโรจน์ กล่าวว่า คนที่ต้องตอบคำถาม คือ ผู้กำกับการ สน.พระโขนง และผู้บังคับการตำรวจนครบาล 5 เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ ประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งเป็นอาชีพของตำรวจโดยตรงในการปกป้องพยานวัตถุ และกรณีนี้ ดิน เป็นพยานวัตถุที่สำคัญมาก 

ทั้งนี้เป็นการคืนชีพส่วยรถบรรทุกหรือไม่ หลังเงียบมาระยะหนึ่งแล้ว นายวิโรจน์ กล่าวว่า สะท้อนถึงการแก้ปัญหาไม่ได้แก้ที่รากเง้าของปัญหา ซึ่งตนเน้นย้ำมาหลายครั้ง การปราบคือการแก้ปัญหาได้ชั่วคราว แต่การแก้ไขกฎหมายที่เป็นปัญหาเอื้อให้เจ้าหน้าที่บางคนทำตัวไม่ดีรีดไถประชาชนหรือเอากฎหมายไปคุกคามประชาชนและให้เอกชนกลุ่มหนึ่งที่ยอมจ่ายผลประโยชน์ได้มีอภิสิทธิ์ทำตามอำเภอใจเหนือกฎหมาย คงคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ วันนี้เข้าใจว่าสภาผู้แทนราษฎรโดยพรรคก้าวไกลและพรรคอื่น ร่วมกันตั้งกรรมธิการคมนาคมที่จะสะสางและรวบรวมกฎหมายที่เป็นปัญหาทั้งหมด เพื่อผลักดันให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมปรับเปลี่ยนแก้ไขกฎหมายต่อไป

นายวิโรจน์ ย้ำอีกครั้ง ส่วยรถบรรทุกไม่ได้ฟื้นคืนชีพ แต่จริงๆไม่เคยตาย เพียงหลบซ่อนไปช่วงหนึ่ง ซึ่งตนขอส่งสัญญาณไปถึงนายกรัฐมนตรี บอกว่าต้องแก้ทีละเรื่อง ตนว่าเกินจุดที่จะมาพูดอ้อมแอ้มหรือประดิฐประดอยคำแล้ว เมื่อไหร่ก็ตามที่ยังไม่ปฏิรูปตำรวจก็จะมีปัญหาใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดการเรียกรับผลประโยชน์ก็ยังเกิดขึ้นแบบนี้อยู่วันยังค่ำ แก้ไม่ได้

ส่วนปัญหาส่วยรถบรรทุกไม่เคยหายไป เพราะไม่กลัวสิ่งที่พรรคก้าวไกลออกมาเปิดโปงหรือไม่ นายวิโรจน์ ระบุว่า 
“เขาก็คงกลัว แต่เขาก็มั่นใจในเรื่องของการส่งผลประโยชน์ต่อ” ส่วยปีละ 20,000 ล้านบาท การทำทุจริตแบบนี้เป็นเครือข่ายโซ่ทุกข้อต้องเชื่อมกันหมด ดังนั้นต้องมีการส่งผลประโยชน์เป็นทอดๆ จากตำรวจรายเล็กถึงตำรวจระดับสูง  ซึ่งเรื่องนี้ต้องเป็นหน้าที่ขอ ผบช.น. ผบช.ก. อาจจะต้องไปถึง ผบ.ตร. ด้วย เพราะผูกพันกับการเสียชีวิตตำรวจ 2 นาย ซึ่งมีความโยงใยเกี่ยวกับส่วยรถบรรทุกอย่าง แต่จะเกี่ยวข้องตัวใหญ่ในลักษณะใด คงต้องไปพิสูจน์ข้อเท็จจริงต่อไป 

“เรื่องนี้เป็นเรื่องที่กระทบกับเกียรติยศศักดิ์ ศรีเกียรติภูมิ ตำรวจอย่างมาก ถ้าอยากให้ประชาชนกลับมามีความไว้เนื้อเชื่อใจผมคิดว่าเรื่องนี้คงต้องจริงจัง” นายวิโรจน์กล่าว 

ด่วน ‘หมอชัย’ ชวนเชิญ ประชาชนติดตาม การ ‘แถลงผลงาน 60 วันรัฐบาล’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/563013

09 พ.ย. 2566

ด่วน 'หมอชัย' ชวนเชิญ ประชาชนติดตาม การ 'แถลงผลงาน 60 วันรัฐบาล'

‘หมอชัย’ โฆษกรัฐบาล เชิญชวนประชาชนติดตามรายการ “Chance of Possibility จากนโยบายสู่การลงมือทำจริง 60 วัน ภายใต้รัฐบาลนายกเศรษฐา ทวีสิน” วันนี้ 19.00 น.

นายสัตวแพทย์ชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เชิญชวนพี่น้องสื่อมวลชน และประชาชนติดตามชมรายการพิเศษ “Chance of Possibility จากนโยบายสู่การลงมือทำจริง 60 วัน ภายใต้รัฐบาลนายกเศรษฐา ทวีสิน” ในวันนี้ (9 พฤศจิกายน 2566) เวลา 19.00 น. ผ่านช่องทางต่างๆ NBT2HD, NBT11 ทางออนไลน์ Facebook, YouTube ของทั้ง 2 ช่อง และFacebook, Youtube ไทยคู่ฟ้า รวมถึง Facebook เศรษฐา ทวีสิน – Srettha Thavisin

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า จะเป็นโอกาสรับฟังความคืบหน้าการทำงานของรัฐบาลในหัวข้อต่างๆ นโยบายรัฐบาลที่สำคัญ เช่น Quick win 3 ประการคือ ลดค่าใช้จ่าย เพิ่มรายได้ และขยายโอกาส มาตรการเร่งด่วน การท่องเที่ยว การคมนาคม การต่างประเทศ ยาเสพติด สังคม ทหาร

ซึ่งรวมไปถึงกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ และปัญหาอุปสรรคในการทำงาน ด้วยหัวใจหลักที่นายกรัฐมนตรีต้องการลดความเหลื่อมล้ำ และยกระดับชีวิตของพี่น้องประชาชนให้ดียิ่งขึ้น

สามารถติดตามได้ทางช่อง

https://www.facebook.com/ThaigovSpokesman

‘ผบ.ตร.’ ยันยังไม่โอนย้าย ‘พล.ต.อ.รอย’ หลังสะพัด โยกนั่ง ‘เลขาฯ สมช.’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/563010

09 พ.ย. 2566

'ผบ.ตร.' ยันยังไม่โอนย้าย 'พล.ต.อ.รอย' หลังสะพัด โยกนั่ง 'เลขาฯ สมช.'

“ผบ.ตร.” เผยหลังประชุม กตช. ยังไม่มีการโอนย้าย “พล.ต.อ.รอย” หลังมีข่าวสะพัด โยกไผนั่ง “เลขาฯ สมช.” ย้ำ “นายกฯ” ไม่ได้กำชับอะไรเป็นพิเศษ

9 พ.ย. 2566 พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ  (ผบ.ตร.) เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ครั้งที่ 3/2566 ณ ห้องสีเขียว ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล โดยมี นายเศรษฐา ทวีสิน  นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธาน ก.ต.ช.เป็นประธาน
 

ผบ.ตร. เผยยังไม่มีการโยก รองรอย ไปนั่ง เลขา สมช. ผบ.ตร. เผยยังไม่มีการโยก รองรอย ไปนั่ง เลขา สมช.

โดยภายหลังการประชุม ผู้สื่อข่าวสอบถาม พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ ว่า นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการเรื่องใดเป็นพิเศษหรือไม่  ซึ่ง ผบ.ตร. ระบุเพียงสั้นๆ ว่า  “ไม่ได้มีอะไร” 

และเมื่อถามว่าได้มีการโอนย้าย พล.ต.อ.รอย  อิงคไพโรจน์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) แล้วหรือไม่ หลังมีกระแสข่าวว่าจะมานั่งเป็น เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ  (สมช.) ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติตอบสั้นๆ ว่า “ยังๆๆ”  ก่อนขึ้นรถเดินทางกลับทันที

พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ รอง ผบ.ตร. พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ รอง ผบ.ตร.

ทั้งนี้ ตำแหน่ง เลขาฯ สมช. เป็นตำแหน่งสูงขึ้น เทียบเท่าระดับ ซี11 และมีกระแสข่าว ว่าจะมีการเสนอชื่อ พล.ต.อ.รอย เข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) เพื่อพิจารณาเห็นชอบโอนย้ายมาดำรงตำแหน่ง เลขาฯสมช.

สำหรับ พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ รอง ผบ.ตร. เกษียณอายุราชการปี 2567 เป็นนักเรียนเตรียมทหาร(ตท.) รุ่น 24 นักเรียนนายร้อยตำรวจ (นรต.) รุ่น 40 ผ่านหลักสูตร FBI และหลักสูตรสืบสวนที่สหรัฐอเมริกาและออสเตรเลีย เส้นทางรับราชการตำรวจดำรงตำแหน่งสำคัญๆ อาทิ ผกก.7 บก.ทล.,ผกก.2 บกทล.,รองผบก.ทล.,รอง ผบก.สบพ.,รอง ผบก.ฝรก.,ผบก.ทท.รองผบช.ก.ขึ้น ผบช.สันติบาล ขยับมาเป็น ผบช.ศึกษา ขึ้น ผู้ช่วย ผบ.ตร. และรองผบ.ตร.ดูแลงานด้านความมั่นคง

‘สรเทพ’ เปิดผนึกถึง ‘นายกฯ’ ปลดล็อกขายแอลกอฮอล์ 14.00-15.00 น.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/562999

09 พ.ย. 2566

'สรเทพ' เปิดผนึกถึง 'นายกฯ' ปลดล็อกขายแอลกอฮอล์ 14.00-15.00 น.

‘รองโฆษกไทยสร้างไทย’ เรียกร้อง ‘นายกฯ’ ปลดล็อกขายแอลกอฮอล์ 14.00-15.00 น. เผยเป็นกฎหมายล้าสมัย ควรปรับเข้ากับยุคสมัย ช่วยผู้ประกอบการฟื้นตัว

นายสรเทพ โรจน์พจนารัช รองโฆษกพรรคไทยสร้างไทย ในฐานะประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร ส่งจดหมายเรียกร้องถึงนายกรัฐมนตรี ขอให้ปลดล็อกแก้กฎหมายห้ามขายแอลกอฮอล์ในช่วงเวลา 14.00 น. – 17.00 น. โดยระบุว่า 

เรียนนายกรัฐมนตรีจากนโยบายที่ท่านต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจและส่งเสริมการท่องเที่ยวโดย การอนุญาตให้เปิดผับถึงตี 4 ทางชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร ใคร่ขอความกรุณาให้ท่านช่วยพิจารณาแก้กฎหมายปลดล็อคห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเวลาบ่าย 2 โมงถึง 5 โมงเย็นให้ด้วย เพื่อเป็นการฟื้นฟูเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวของภาคธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม อยากขอเป็นของขวัญปีใหม่ที่จะถึงนี้จากรัฐบาลของท่าน 

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผ่อนคลายมาตรการที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจร้านอาหาร คือ ยกเลิกการกำหนดเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ระหว่างเวลา 14.00-17.00 น. ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องกำหนดเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2558 เนื่องจากเป็นกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจของร้านอาหารโดยไม่จำเป็น โดยกฎหมายนี้มีมาตั้งแต่ปี 2515 หรือกว่า 50 ปีแล้ว เป็นการสร้างความวุ่นวายและผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจร้านอาหาร ซึ่งมักจะมีปัญหากับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ในการทำความเข้าใจในการต้องหยุดขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในเวลาดังกล่าว เพราะประเทศไทยเป็นประเทศแห่งการท่องเที่ยว รวมถึงกฎหมายนี้ไม่เป็นสากลในยุคสมัยนี้ด้วย โดยเฉพาะในช่วงเวลานี้ซึ่งเศรษฐกิจของประเทศและการท่องเที่ยวยังไม่ฟื้นกลับมาเหมือนเดิมเหมือนก่อนหน้าโควิค 

ดังนั้นเพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจและช่วยเหลือผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหารเห็นสมควรที่จะปรับแก้กฎหมายที่เก่าแก่ฉบับนี้ให้ทันสมัยยิ่งขึ้นเพราะประเทศไทยเป็นประเทศแห่งการท่องเที่ยว จึงเขียนจดหมายเปิดผนึกนี้มาเพื่อให้ท่านพิจารณาและช่วยเหลือ

นายสรเทพ โรจน์พจนารัชนายสรเทพ โรจน์พจนารัช

ศาลฏีกา เลื่อนอ่านคำพิพากษาคดี ‘ยิ่งลักษณ์’ ย้าย ‘ถวิล เปลี่ยนศรี’ โดยมิชอบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/563000

09 พ.ย. 2566

ศาลฏีกา เลื่อนอ่านคำพิพากษาคดี ‘ยิ่งลักษณ์’ ย้าย ‘ถวิล เปลี่ยนศรี’ โดยมิชอบ

ศาลฎีกาคดีนักการเมือง เลื่อนอ่านคำพิพากษาคดี ‘ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร’ อดีตนายกรัฐมนตรี ปฎิบัติหน้าที่มิชอบ ออกคำสั่งเด้ง ‘ถวิล เปลี่ยนศรี’ พ้นเลขาฯ สมช. ไปเป็นที่ปรึกษานายกฯ ไป 29 พ.ย. 66 เวลา 13.30 น. เหตุองค์คณะผู้พิพากษามาไม่ครบ

เมื่อวันที่ 9 พ.ย. 2566 ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สนามหลวง ศาลนัดอ่านคำพิพากษาในคดีที่อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี คดีปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เเละ พรป.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ใช้อำนาจโยกย้าย นายถวิล เปลี่ยนศรี พ้นตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ให้ไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีโดยไม่ชอบ

ในวันนี้นายวิญญัติ ชาติมนตรี และนายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เดินทางมาเป็นตัวแทนในการรับฟังคำพิพากษา โดยระบุถึงกระบวนการสู้คดีที่ผ่านมา ในฐานะทนายก็ทำให้ดีที่สุด มีการสืบพยานฝ่ายโจทก์ 6 ปาก และฝ่ายจำเลย 4 ปาก

นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความของ น.ส.ยิ่งลักษณ์  ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

นายนรวิชญ์ กล่าวว่าวันนี้มาเป็นตัวแทนในการรับฟัง ก่อนมาฟังคำพิพากษา ไม่ได้มีการติดต่อพูดคุยกับน.ส.ยิ่งลักษณ์ แต่มาทำหน้าที่ตามที่ศาลได้นัดหมายไว้ ทีมทนายความได้ทำหน้าที่อย่างดีที่สุด มีความมั่นใจในการสู้คดี

เมื่อถึงเวลานัดศาลได้เลื่อนอ่านคำพิพากษาออกไปเป็นวันที่ 29 พ.ย.นี้ เวลา 13.30 น. โดยนายนรวิชญ์ กล่าวถึงเหตุในการเลื่อนว่า เนื่องจากวันนี้มีองค์คณะผู้พิพากษา 1 ท่านไม่มา โดยมีเหตุจำเป็นที่ไม่อาจก้าวล่วงได้ จึงไม่สามารถอ่านคำพิพากษาในวันนี้ได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2554 น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในขณะนั้น ได้ลงนามในคำสั่งให้นายถวิล เปลี่ยนศรี ไปปฏิบัติหน้าที่ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และ ครม.มีมติแต่งตั้ง พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) ให้ดำรงตำแหน่ง เลขา สมช. ซึ่งนายถวิล ได้ยื่นต่อศาลปกครองสูงสุดและศาลได้มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายดังกล่าว

นอกจากนี้ศาลรัฐธรรมนูญก็มีมติเป็นเอกฉันท์ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ใช้ตำแหน่งหน้าที่เข้าไปก้าวก่ายแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายและ ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดในการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ในวันที่ 1 ก.ค.2563

และส่งให้อัยการสูงสุดส่งฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยอัยการสูงสุดจึงได้ส่งฟ้องต่อศาลฎีกา และมีการออกหมายจับน.ส.ยิ่งลักษณ์ เนื่องจากไม่เดินทางมาศาลโดยไม่ได้แจ้งเหตุผล

คู่แค้น ‘สว.อุปกิต’ โอดกระบวนการยึดอายัดทรัพย์ ไม่ทันใจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/562998

09 พ.ย. 2566

คู่แค้น 'สว.อุปกิต' โอดกระบวนการยึดอายัดทรัพย์ ไม่ทันใจ

ประธานคณะกรรมาธิการฯยาเสพติด ข้องใจ กระบวนการดำเนินคดี ‘สว.อุปกิต’ ล่าช้า ขู่ ใครให้การช่วยเหลือ อาจถูกตั้งกรรมการสอบ

คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด หรือ ปปส. ชี้แจง รังสิมันต์ โรม ประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดน และการปฏิรูปประเทศ คดี สว.ทรงเอ ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด และอาชญากรข้ามชาติ ว่า

ขั้นตอนขณะนี้เหลือแค่การสืบทรัพย์ของ สว.อุปกิต ปาจรียางกูร ว่าส่วนใดบ้างที่มาจากการค้าขายยาเสพติด โดยคาดว่าสัปดาห์หน้าจะมีรายงานให้สาธารณชนทราบ แต่ส่วนตัวมองว่าการยึดอายัดทรัพย์ช้ามาก เมื่อเทียบกับคดีอื่นๆ

ประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคง ฯ ชี้ว่า คดีนี้จะเป็นบทพิสูจน์ว่ากฎหมายจะสามารถใช้กับผู้มีตำแหน่งสำคัญในบ้านเมืองได้หรือไม่ โดยเฉพาะช่วงนี้ไม่ได้อยู่ในสมัยประชุมสภาฯ ไม่มีเอกสิทธิ์ปกป้องบุคคลนั้น ไม่ว่าจะเป็น สส. หรือ สว. ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องทำหน้าที่ให้จงได้

ส่วนผู้ที่ให้การช่วยเหลือ สว. อุปกิต ในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นผู้พิพากษา ก็มีแนวโน้มจะถูกตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรง รวมถึงตำรวจ 12 นาย ซึ่งทราบชื่อเบื้องต้นหมดแล้ว มีผู้ที่เป็นอดีตผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (อดีต ผบ.ตร.) ตัวย่อ ป. ก็เป็นหนึ่งในคนที่ทางจเรตำรวจได้ชี้มูล และอาจมีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบต่อไป

รังสิมันต์ เชื่อว่าการถูก สว.อุปกิต ฟ้องกลับ เรียกค่าเสียหาย 20 ล้านบาท มีเจตนาหวังคำขอคุ้มครองชั่วคราวจากศาล และต้องการให้ไม่พูดเรื่องนี้อีก ถึงตอนนี้ศาลยังไม่ได้สั่งอะไร แต่ในฐานะ สส. มีหน้าที่ติดตามตรวจสอบการบังคับใช้กฎหมายให้เสมอภาค

แต่หากมีการใช้กลไกศาลปิดปากไม่ให้ทำหน้าที่ต่อไปได้ ฝ่ายอื่นๆ ที่มีหน้าที่ก็ต้องทบทวนกัน ท้ายสุดท่านก็อาจมีภาระทางกฎหมายเช่นเดียวกัน

‘เศรษฐา’ เผยดินเนอร์ปัดต่อรองการเมือง นัดสื่อแถลงดิจิทัลวอลเล็ตพรุ่งนี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/562985

09 พ.ย. 2566

‘เศรษฐา’ เผยดินเนอร์ปัดต่อรองการเมือง นัดสื่อแถลงดิจิทัลวอลเล็ตพรุ่งนี้

‘เศรษฐา’ ย้ำบรรยาการดินเนอร์พรรคร่วมคุยกันสบายๆ ไม่มีต่อรองการเมือง พร้อมเผยในวงสนทนาติงนายกฯพูดตรงเกินไป นัดสื่อแถลงดิจิทัลวอลเล็ตบ่ายสองพรุ่งนี้

วันที่ 9 พ.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนถึงการรับประทานอาหารกับพรรคร่วมรัฐบาลเมื่อคืนนี้ ว่า มีวัตถุประสงค์เพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยน หลังบริหารงานมา 2 เดือนแล้ว เราเป็นรัฐบาลที่มีพรรคร่วมหลายพรรค มีการเจอกันประจำอยู่แล้ว ซึ่งเวทีที่เป็นเวทีทางการ คือ เวทีที่เราประชุมคณะรัฐมนตรีทุกวันอังคาร นอกจากนั้นมีประชุมวงเล็ก ก็มีการพบปะเจอกันบ้าง แต่ก็เป็นลักษณะที่เป็นทางการมากกว่า ตนเองในฐานะที่เพิ่งเข้าสู่การเมือง ไม่เคยเป็นนายกรัฐมนตรีมาก่อน ยังไม่มีความชำนาญในการที่จะใช้เวทีที่เป็นทางการมากนักเท่ากับพี่ ๆ น้อง ๆ หลายท่าน ที่ทานอาหารร่วมกันเมื่อคืนนี้ จึงมีการถอดหัวโขนการเป็นนายกฯ มาเป็นพี่ อย่าง นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี, นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่ถือเป็นน้องพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ หรือนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี, นายพีระพันธ์ สาลีรัฐวิภาค ซึ่งก็มีการดำรงตำแหน่งมาในหลายรัฐบาล จะมีการพัฒนาไปอย่างไร พูดคุยถึงวิธีการดำเนินการประชุม วิธีการพูดคุย วิธีการบริหารราชการแผ่นดิน แต่ละคนก็มีข้อแนะนำ ซึ่งตนเองก็รับไปปฏิบัติ 

นายเศรษฐา กล่าวต่อว่า เป็นการพูดคุยที่เป็นกันเองบรรยากาศสบาย ๆ จากการที่เราได้มารับประทานอาหารอร่อย ๆ เช่น หมูแดงสไตล์ฮ่องกง ทุกท่านก็ชอบ บะหมี่ที่ใช้มือปั้นเองมาโชว์ให้ดู ก็อยู่กันถึงสี่ทุ่มกว่า เป็นระยะเวลาที่ยาวนานที่ได้พูดคุยกันสบาย ๆ ไม่มีการพูดคุยเรื่องที่หนัก เป็นเรื่องของวิธีการทำงานพรรคร่วมรัฐบาลมากกว่า มีการพูดคุยตักเตือน ซึ่งผมก็แสดงตัวตนว่าเป็นคนยังไง ก็อธิบายให้ฟังว่าสไตล์การบริหารเป็นอย่างไรบ้าง หลายคนก็แนะนำควรจะเป็นอย่างไร เช่น นายภูมิธรรม เวชยชัย มีพรรษา มีวัยวุฒิการเมือง และเป็นคนที่ผมให้ความเคารพในพรรคเพื่อไทยอยู่แล้ว ซึ่งในวงมีการสอนกลับมา ว่า ผมเป็นคนพูดตรง อยากให้ปรับปรุงบ้าง เพื่อให้การบริหารไปถึงจุดมุ่งหมาย ซึ่งก็น้อมรีบไปปฏิบัติ ส่วนพรรคร่วมก็ไม่มีข้อแนะนำอะไร

นายเศรษฐา กล่าวต่อว่า ในวงได้มีการแนะนำว่า อยากให้เจอกันบ่อยขึ้น เดือนละ 1 ครั้ง มีการเสนอว่าให้ผลัดกันเป็นเจ้าภาพ โดยครั้งหน้านายอนุทิน ชาญวีรกูล จะรับเป็นเจ้าภาพ ซึ่งนายวราวุธ แซวว่า ให้จัดที่กรุงเทพ อย่าไปไกลถึงเขาใหญ่ ย้ำว่าไม่มีการพูดคุยหรือการต่อรองหรือนโยบายใด ๆ ทั้งสิ้น ซึ่งจะมีการนัดคุยเป็นกลุ่มเล็กหรือไม่นั้น ก็แล้วแต่เห็นสมควร ไม่ได้จำกัดว่าจะต้องหัวหน้าพรรคหรือเลขาฯ

ส่วนการขอคำแนะนำจากพรรคร่วมรัฐบาลในการบริหารนั้น นายเศรษฐา กล่าวว่า ไม่ได้มี เชื่อว่าทุกคนรู้หน้าที่อยู่แล้ว ว่าเรามาเพื่อยกระดับความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน ซึ่งทุกคนรู้หน้าที่ หากจะมีการคุยเรื่องเฉพาะเจาะจง ต้องไปคุยกันในวงอื่น แต่วงนี้พบปะสังสรรค์มากกว่า 

ส่วนที่นางสาวแพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทยไปร่วมรับประทานอาหารด้วยนั้น นายเศรษฐา ระบุว่า ก็ไปในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ไม่ใช่จะไปสอนงานการเมือง เพราะว่านางสาวแพทองธาร มีความคุ้นเคยกับหลายท่าน บางครั้งเห็นเดินตาม นายทักษิณ ชินวัตร สมัยเป็นนายกฯ ย้ำว่าไม่มีนัยยะอะไร

สำหรับการแถลงความคืบหน้าโครงการเงินดิจิทัล วอลเล็ต นายกรัฐมนตรี ระบุว่า เจอกันพรุ่งนี้ ในการแถลงดิจิทัล วอลเล็ต เวลา 14.00 น.

เมือถามย้ำว่า การแถลงวันพรุ่งนี้จะมีความชัดเจนเลยหรือไม่  นายเศรษฐา ปฎิเสธที่จะตอบคำถาม ก่อนให้ผู้สื่อข่าวเปลี่ยนคำถามเป็นคำถามต่อไป จากนั้นก่อนที่นายกรัฐมนตรี จะเดินกลับไปทำงานที่ตึกไทยคู่ฟ้า ได้กล่าวทิ้งท้ายกับผู้สื่อข่าวว่า บอกแล้วว่า ให้พูดคนเดียว อย่าไปถามหลายคน

‘เศรษฐา’ ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ปมรถบรรทุกน้ำหนักเกิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/562981

09 พ.ย. 2566

‘เศรษฐา’ ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ปมรถบรรทุกน้ำหนักเกิน

‘เศรษฐา’ ประสานคมนาคม กทม. กรมทางหลวง แก้ปัญหารถบรรทุกน้ำหนักเกิน มองปมส่วยเกิดขึ้นมานานแล้วแต่พยายามแก้ไขอย่างบูรณาการ

วันที่ 9 พ.ย. นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เผยถึงกรณีรถบรรทุกที่ขับผ่าน ฝาท่อคอนกรีต หน้าซอยสุขุมวิท 64/1 แล้วเกิดการทรุดตัว และพบสติกเกอร์รูปดาวสีเขียว อักษรย่อตัว B ที่คาดว่าจะเป็นส่วยสติกเกอร์ นายเศรษฐากล่าวว่า เมื่อคืนไม่ได้คุยกันถึงเรื่องนี้ แต่ก็รับทราบปัญหา เรื่องน้ำหนักเกิน ซึ่งก็ต้องประสานงานกับกระทรวงคมนาคม กรุงเทพมหานคร และกรมทางหลวง 

เมื่อถามว่าจะทำอย่างไรไม่ให้เกิดปัญหาไฟไหม้ฟาง  ที่เกิดปัญหาทีก็แก้ไขที นายเศรษฐากล่าวว่า ปัญหานี้เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมานานแล้ว ไม่ได้เกิดขึ้นที่รัฐบาลนี้เพียงอย่างเดียว เราให้ความสำคัญกับทุกๆ การปัญหา และพยายามแก้ไขปัญหาอย่างบูรณาการ ไม่อยากให้เกิดปัญหาขึ้นมาแล้วแก้ไข ให้มันผ่านๆ ไป ซึ่งก็ได้ตอกย้ำไปตลอดเวลา 

ประเมิน 5 ด้าน ‘ผลงานรัฐบาล’ เศรษฐา สอบไม่ผ่าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/562975

09 พ.ย. 2566

ประเมิน 5 ด้าน 'ผลงานรัฐบาล' เศรษฐา สอบไม่ผ่าน

2 เดือน ครม.เศรษฐา ถูกสมชัย ศรีสุทธิยากร ประเมินว่า ‘ผลงานรัฐบาล’ สอบไม่ผ่าน โดยเฉพาะนโยบายเร่งด่วนที่ยังไม่เป็นรูปธรรม

สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตประธานยุทธศาสตร์และนโยบายพรรคเสรีรวมไทย มองผลงานรัฐบาล เศรษฐา ผ่านมา สองเดือนว่า แม้มีความพยายามตั้งใจทำงานไม่น้อย ตัวนายกเองก็ทำงานไม่หยุด มีผลงานเป็นที่ชื่นชมได้ในระดับหนึ่ง  แต่ยังมีหลายเรื่องยังแคลงใจประชาชน โดยเฉพาะเรื่องเงินดิจิทัล ที่เป็นนโยบายเร่งด่วนและการแก้รัฐธรรมนูญ

กำหนดการแถลงผลงาน รัฐบาลเศรษฐา

การแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท เป็นนโยบายหลักที่ประชาชน รอคอย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แม้จะมีความพยายามหาทางดำเนินการให้เป็นผลงานรัฐบาลในช่วง 2 เดือน แต่ก็ยังกลับไปกลับมา  ไม่สามารถชี้แจงให้ประชาชนทราบ ทั้งแหล่งที่มาของงบประมาณและวิธีการแจกจ่ายให้ประชาชน ในส่วนนี้ให้ 3 จาก 10 คะแนน

การทำประชามติเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ตามสัญญาที่ว่าจะเสนอในที่ประชุม ครม.นัดแรก แต่กลับตั้งคณะกรรมการศึกษาแทน การแก้รัฐธรรมนูญ ผ่านไปสองเดือน ยังไม่มีคำตอบใด ๆ สักคำตอบ ว่าต้องทำประชามติกี่ครั้ง เมื่อใด คำถามควรเป็นอย่างไร  เปลืองเวลา เปลืองงบประมาณให้ 2 จาก 10 คะแนน

การลดค่าไฟฟ้า น้ำมัน  ค่าโดยสารรถไฟฟ้า  แม้เป็นความตั้งใจในการช่วยลดค่าใช้จ่ายของประชาชน แต่ไฟฟ้า น้ำมัน เป็นวิธีการลดภาษีสรรพสามิต ส่วนรถไฟฟ้า เป็นเพิ่มการขาดทุนของรัฐวิสาหกิจ  และทุกอย่างเป็นการชั่วคราว ไม่ใช่การแก้ไขปัญหาที่โครงสร้างราคาพลังงาน และการเพิ่มประสิทธิภาพของรัฐวิสาหกิจ  ให้ 7 จาก 10 คะแนน

การช่วยเหลือเกษตรกร  ยังวนเวียนกับการใช้วิธีการแบบเดิม คือ พักชำระหนี้  การให้เงินชดเชย การบอกให้ชาวนาอย่าเพิ่งขายข้าวช่วงราคาตก  การให้ ธกส. ออกเงินช่วยเหลือตามนโยบายกึ่งการคลัง แล้วรัฐตั้งงบประมาณใช้คืนพร้อมดอกเบี้ย  ไม่เห็นมาตรการใหม่ ๆ ที่จะทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำลง ให้ปุ๋ยลดราคา ให้สามารถขายได้ราคาดีขึ้น ให้ 6 จาก 10 คะแนน

ส่วนการสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมให้แก่ประชาชน จากกรณีนายทักษิณ ชินวัตร ที่ได้รับสิทธิออกมารักษาพยาบาลในห้องวีไอพี รร.ตำรวจ และไม่มีความชัดเจนถึงสาเหตุการป่วยที่สมควรใด ๆ โดยอ้างเป็นการเคารพสิทธิข้อมูลผู้ป่วย ไม่ให้แม้แต่คะแนนเดียว  รวม 5 ด้าน ได้ 18 จาก 50 คะแนน หรือเท่ากับ เต็ม 100 ได้ 36 คะแนน  ถือเป็นการตรวจแบบปล่อยเกรดสุด ๆ แล้ว

ฝ่ายค้านประเมิน ‘ผลงานรัฐบาล’ ให้คะแนน 3 เต็ม 10

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/562968

09 พ.ย. 2566

ฝ่ายค้านประเมิน 'ผลงานรัฐบาล' ให้คะแนน 3 เต็ม 10

‘ผลงานรัฐบาล’ เศรษฐา ทวีสิน มีรัฐมนตรี สอบผ่านเพียง 3 ราย หลังบริหารประเทศมา 2 เดือน หากคะแนนเต็ม 10 ฝ่ายค้าน ให้แค่ 3 คะแนน

ชัยชนะ เดชเดโช สส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ มองการทำงานของรัฐบาลภายใต้การนำของนายเศรษฐา ทวีสิน นายก​รัฐมนตรี ซึ่งเตรียมแถลงผลงานรัฐบาลครบรอบ 2เดือน​ว่า มีรัฐมนตรีเพียง 3 คน ที่สอบผ่าน รายแรกคือ นายอนุทิน ชาญ​วี​ร​กูล​ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ออกมาแสดงจุดยืนในเรื่องของสังคมหลายเรื่อง เช่นเปิดผับถึงตี 4

รายที่ 2 คือ นายชาดา ไทยเศรษฐ์​ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย วางแผนแก้ไขปัญหาเรื่องผู้มีอิทธิพลอย่างมีระบบ และ ร้อยเอกธรรมนัส พรหม​เผ่า​ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ลงพื้นที่แก้ไขปัญหาที่ดินทำกินให้กับประชาชนและดูแลพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ

ผลงานรัฐบาลชุดนี้สิ่ง ที่น่าผิดหวัง คือ ไม่สามารถแก้ปัญหาปากท้องเศรษฐกิจของประเทศได้ ประชาชนยังอยู่ในยุคที่ข้าวของมีราคาแพง อีกทั้งปัญหาการพนันออนไลน์ ทุกวันนี้ก็ยังมีข่าวปัญหาอาชญากรรมทางสังคมที่เกิดขึ้นจากการพนันออนไลน์มากมาย และสุดท้ายการแก้ไขปัญหายาเสพติดก็ล้มเหลว

ผลงานรัฐบาลเรื่องการปรับลดราคาพลังงาน ก็เหมือนเป็นการปรับลดแบบไฟไหม้ฟาง ระยะสั้น แก้ปัญหาไม่ตรงจุด และการทำงานของนายกฯ 2 เดือนที่ผ่านมา ก็เปรียบเสมือนนายกฯเป็นหัวหน้าทัวร์ศูนย์เหรียญ ส่วนใหญ่จะท่องเที่ยวในต่างประเทศมากกว่า และดูว่าการเดินทางต่างๆก็ไม่มีเป้าหมาย ชัดเจน

“การเป็นนายกรัฐมนตรีไม่ใช่การเดินแบบแฟชั่นโชว์หรือเป็นไกด์ทัวร์ จุดสำคัญต้องมีวุฒิภาวะ ซึ่งนายกรัฐมนตรียังไม่มีโดยเฉพาะเหตุการณ์ที่จูบมือ”อุ๊งอิ๊ง” ถือว่าขาดภาวะความเป็นผู้นำ และขอให้คะแนนนายกฯแค่ 3 คะแนนจากเต็ม 10 และ 3 คะแนนที่ให้คือ 1.นายกไหว้สวย 2.ไปเที่ยวทำให้คนรู้จักประเทศไทยมากขึ้นและ 3 คือนายกแต่งตัวแฟชั่น”