‘ปดิพัทธ์” แจง ขาดผู้นำฝ่ายค้าน กระทบขั้นตอนเอาผิด สส.ก้าวไกล คุกคามทางเพศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/560802

11 ต.ค. 2566

'ปดิพัทธ์" แจง ขาดผู้นำฝ่ายค้าน  กระทบขั้นตอนเอาผิด สส.ก้าวไกล คุกคามทางเพศ

รองประธานสภาผู้แทนราษฎร ระบุ กระบวนการทางสภา  ยังไม่สามารถตรวจสอบพฤติกรรม ‘สส ปราจีนบุรี’ ก้าวไกล ที่มีประเด็นถูกร้องเรียนคุกคามทางเพศ อ้างเป็นเพราะยังไม่มีผู้นำฝ่ายค้าน ส่วนกลไกของสภาฯก็ไม่เอื้อเทาที่ควร ด้านประธานคณะกรรมการวินัยก้าวไกล ขอให้อดใจรอการตรวจสอบ

นายปดิพัทธ์  สันติภาดา  รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1  เปิดเผยว่า   การดำเนินการกับ  สส.ปราจีนบุรี พรรคก้าวไกล  จากพฤติกรรมคุกคามทางเพศ    กระบวนการทางรัฐสภา  ที่ยังไม่สามารถดำเนินการตรวจสอบพฤติกรรม สส.ต่อกรณีดังกล่าว  เนื่องจากยังไม่มีผู้ร้องเรียน กระบวนการส่วนหนึ่งที่จะขับเคลื่อนการทำงานยังรวมไปถึง  การที่ต้องมีผู้นำฝ่ายค้านโดยเร็วที่สุด เพราะเรื่องคณะกรรมการจริยธรรม และคณะกรรมการสรรหาตำแหน่งต่างๆ ทางการเมือง  ถ้าไม่มีผู้นำฝ่ายค้านก็จะดำเนินการไม่ได้

ไม่ใช่กลไกเดียวที่จะทำให้เกิดการตรวจสอบ ซึ่งตอนนี้เห็นหลักฐานที่ปรากฏ ที่เกี่ยวพันกับ  สส.ปราจีนบุรี พรรคก้าวไกล  แต่ต้องมีคำชี้แจงและหลักฐานเพิ่มเติ่มจากทั้งผู้ร้องและผู้ถูกร้องด้วย ทั้งนี้คาดว่าเรื่องนี้ไม่น่าจะนาน  รอทาง กกต. รับรองสถานะของหัวหน้าพรรคก้าวไกล   ก็จะมีผู้นำฝ่ายค้าน  กระบวนการต่าง ๆ ก็จะทำงานได้   อย่างไรก็ตาม ตนยังไม่ได้พูดคุยกับพรรคก้าวไกลเพราะเรื่องนี้ยังไม่มีการร้องถึงสภาผู้แทนราษฏร 

แต่ร้องเรียนไปที่พรรคการเมือง   ซึ่งพรรคการเมืองก็มีคณะกรรมการจริยธรรมของตัวเอง  และมีข้อบังคับของตนเอง   ที่ไม่สามารถก้าวล่วงได้   ทางผู้ร้องมีสิทธิที่จะร้องทุกข์ทาง  ทั้งต่อพรรค หรือสภาฯก็ได้  แต่ก็ต้องยอมรับว่ากลไกของสภายังไม่พร้อม    ซึ่งสภาไม่สามารถหยิบยกเรื่องขึ้นมาพิจารณาเองได้  จะต้องมีผู้ร้อง  เพราะไม่สามารถไปเก็บหลักฐานด้วยตัวเองได้ 

.

การตัดสินเรื่องนี้ขึ้นกับคณะกรรมการบริหารพรรค

.


นายณัฐวุฒิ บัวประทุม รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล ในฐานะประธานคณะกรรมการวินัยของพรรค เปิดเผยว่าประเด็น  สส.ปราจีนบุรี  พรรคก้าวไกล เขต 2 ถูกร้องเรียนว่ามีพฤติกรรมไม่เหมาะสมทางเพศ  พรรคก้าวไกลได้รับเรื่องร้องเรียนเรื่องนี้มาระยะหนึ่งแล้ว ได้มีกระบวนการในการตั้งกรรมการสอบวินัยเฉพาะกิจเพิ่มเติม เนื่องจากเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเพศ  ซึ่งได้สอบข้อเท็จจริงทั้งผู้ถูกกล่าวหา  และผู้กล่าวหาที่อ้างว่าได้รับความเสียหาย รวมถึงพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง 


ในการสืบหาข้อเท็จจริง ทั้ง 2 ฝ่ายต่างกล่าวอ้าง ถึงตัวบุคคล เอกสาร และหลักฐานจำนวนมาก ถือว่ากระบวนการยังไม่สิ้นสุด  และมีกระบวนการมาอย่างต่อเนื่อง ส่วนจะสิ้นสุดเมื่อไหร่ คงยังไม่สามารถระบุวัน เวลาได้ แต่พรรคได้สื่อสารกับผู้เสียหายเป็นระยะ และท้ายที่สุดเมื่อกระบวนการทางวินัยเสร็จสิ้นลง ตามข้อบังคับการประชุมของพรรคก้าวไกล  ที่มีการแก้ไขใหม่ ต้องมีการเสนอเรื่องให้คณะกรรมการบริหารพรรคพิจารณา ซึ่งท้ายที่สุดจะอยู่ที่กรรมการบริหารพรรคว่าจะพิจารณาวินิจฉัยอย่างไร 

'ปดิพัทธ์" แจง ขาดผู้นำฝ่ายค้าน  กระทบขั้นตอนเอาผิด สส.ก้าวไกล คุกคามทางเพศ

ณัฐวุฒิ บัวประทุม รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล ในฐานะประธานคณะกรรมการวินัยพรรคก้าวไกล

.

เข้าใจท่าทีสังคม คาดหวังสูงต่อ “ก้าวไกล”

.

“เพียงแต่ด้านหนึ่งเป็นเรื่องภายในของเรา แต่อีกด้านเป็นเรื่องที่ต้องสื่อสารให้สังคม ซึ่งคาดหวังกับพวกเราสูง ในการให้คุณค่ากับเรื่องเหล่านี้ มีความเข้าใจ ขออนุญาตว่าทุกขั้นตอน มีการใช้กระบวนการหลักฐานกันอย่างรอบด้าน เมื่อพิจารณาหลักฐานใดแล้ว ไม่ใช่ว่าจะตัดสินว่าใครถูกใครผิดเพียงอย่างเดียว”

นายณัฐวุฒิ  กล่าวว่า  การที่มีผู้เสียหายมาร้องเรียน  ย่อมต้องรวบรวมความกล้า และมีข้อมูลพยานหลักฐาน    การตัดสินใจที่จะร้องเรียนต่อพรรค ก็ต้องถือว่าเรื่องเหล่านี้มีมูล แต่จะเป็นลักษณะความผิดแบบใด เข้าข่ายไปถึงขนาดไหน และจะตัดสินว่ามีความความผิดหรือไม่ มีระเบียบที่แตกต่างกัน เช่นกรณีกระทบชื่อเสียงพรรค ก็จะเป็นแบบหนึ่ง คุกคามทางเพศก็จะเป็นแบบหนึ่ง

.

ผิดจริงบทลงโทษ ตัดสิทธิที่พึงมี -ไม่ส่งลงสมัครสส.

.

โทษของกรณีนี้ หากผิดจริงก็ต้องถือว่าผิดวินัยร้ายแรง มีโทษสองสถานเท่านั้นคือตัดสิทธิที่พึงมี ซึ่งรวมไปถึงการตัดสิทธิไม่ส่งลงสมัครลงเลือกตั้งครั้งหน้า และการให้พ้นสมาชิกภาพของพรรค แต่ตอนนี้ยังเร็วไปที่จะตอบ ว่าผลการพิจารณาเป็นอย่างไร แต่รับเรื่องมาจริงและมีกระบวนการสอบหลายครั้ง ซึ่งต้องให้ความเป็นธรรมกับคณะกรรมการวินัย และเสียงส่วนใหญ่ของคณะกรรมการวินัยมองว่า ยังขาดพยานหลักฐานในหลายประเด็น ซึ่งต้องทำให้รอบคอบที่สุด   โดยเรื่องดังกล่าวร้องเรียนมาตั้งแต่ช่วงกลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา 

.

กรรมการเห็นตรงกันต้องสอบเพิ่ม

.


เขากล่าวว่า  ที่มีการเปรียบเทียบกับพรรคอื่นว่าเหตุใดพรรคก้าวไกลมีท่าทีกับพรรคอื่นเร็ว แต่พรรคตัวเองค่อนข้างช้า   เรื่องนี้เมื่อข้อเท็จจริงของแต่ละรายไม่เหมือนกัน พยานหลักฐานไม่เหมือนกัน บางเรื่องสามารถใช้ผู้เสียหายมาสอบตัดสินได้เลย บางเรื่องเรียกผู้ถูกกล่าวหามาสอบและยอมรับความเป็นจริงก็สามารถตัดสินได้เลย แต่บางเรื่องเป็นกรณีที่สองฝ่ายต่างอ้างพยานหลักฐานเป็นจำนวนมาก  กรรมการวินัยทั้ง 7 คน มีมติตรงกันว่ายังจำเป็นที่ต้องสอบข้อเท็จจริงบางประเด็นเพิ่มเติม และมีการแจ้งให้กรรมการบริหารพรรคทราบเป็นระยะ 

“มีการตั้งคณะกรรมการวินัยเพิ่มเติมซึ่งเป็นสัดส่วนผู้หญิง 2 คน คือ ทนายแจม “ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์” ที่จะไม่ปล่อยเรื่องแค่นี้แน่นอน อีกคนคือทนายก้อย “นิตยา มีศรี” ที่ทำงานในประเด็นเหล่านี้ร่วมกับคณะกรรมการวินัยชุดเดิม ก่อนจะทิ้งท้ายว่าจะพยามสื่อสารอย่างเป็นระยะความคืบหน้า ยืนยันไม่ได้ดึงเวลาให้ล่าช้าแต่ขอเวลาเพื่อดูพยานหลักฐานที่รอบด้านและครบถ้วนก่อนที่จะพิจารณาและตัดสิน  ตัวยังไม่สามารถระบุเวลาที่ชัดเจนได้” นายณัฐวุฒิกล่าว

‘ไอซ์ รักชนก’ ลุ้นอีก 15 วัน ‘ศาลรัฐธรรมนูญ’ ให้หน่วยงานส่งเอกสารเพิ่ม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/560800

11 ต.ค. 2566

'ไอซ์ รักชนก' ลุ้นอีก 15 วัน 'ศาลรัฐธรรมนูญ' ให้หน่วยงานส่งเอกสารเพิ่ม

คำโต้แย้งศาลอาญา ของ ‘ไอซ์ รักชนก’ ยังไม่ได้รับการพิจารณาจาก ‘ศาลรัฐธรรมนูญ’ ที่ขอเอกสารหลักฐานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายใน 15 วัน

ศาลรัฐธรรมนูญหารือกรณี พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 และมาตรา 39 หรือไม่ ตามที่ศาลอาญาส่งคำโต้แย้งของจำเลย (ไอซ์ รักชนก หรือ รักชนก ศรีนอก) ในคดีอาญา  หมายเลขดำที่ อ. 683 / 2565

เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 212 ว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ( พรบ.คอมฯ )มาตรา 14 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 และมาตรา 34 หรือไม่

ศาลรัฐธรรมนูญอภิปรายเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยแล้วเห็นว่า เพื่อประโยชน์แห่งการพิจารณาให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำความเห็นและจัดส่งสำเนาเอกสารหลักฐานตามที่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนด ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือ

น.ส.รักชนก ศรีนอก หรือ ไอซ์ รักชนก สส.กทม.พรรคก้าวไกล เป็นอดีตสมาชิกกลุ่ม คลับเฮ้าส์เพื่อประชาธิปไตย ตกเป็นจำเลยในความผิดตามข้อหา พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 คดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 683/2565 ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาในศาลอาญา

สาระสำคัญของรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 ที่ ไอซ์ รักชนก นำมาโต้แย้งมีเนื้อหาว่าด้วยเรื่องการตรากฎหมายที่มีผลเป็นการจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลต้อง เป็นไปตามเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่รัฐธรรมนูญมิได้บัญญัติเงื่อนไขไว้กฎหมาย ดังกล่าวต้องไม่ขัดต่อหลักนิติธรรม ไม่เพิ่มภาระหรือจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลเกินสมควร แก่เหตุและจะกระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของบุคคลมิได้

มาตรา 34  บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น การจำกัดเสรีภาพดังกล่าวจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอานาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ที่ตราขึ้นเฉพาะเพื่อ – รักษาความมั่นคงของรัฐ – คุ้มครองสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่น – รักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี

ขณะที่ กฎหมายอาญามาตรา 14 ระบุเกี่ยวกับฐานความผิดในการนำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์ มีโทษจำคุก ซึ่งหากศาลตัดสินว่ามีความผิดจะกระทบต่อสถานภาพ สส.ของ รักชนก  

แจก ‘เงินดิจิทัล’ พรรค ‘เพื่อไทย’ อาจถึงเวลาถอย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/560778

11 ต.ค. 2566

แจก 'เงินดิจิทัล' พรรค 'เพื่อไทย' อาจถึงเวลาถอย

อดีตกรรมการการเลือกตั้ง เชื่อ เดือนกุมภาพันธ์ ปีหน้า ‘เพื่อไทย’ แจก ‘เงินดิจิทัล’ ไม่ทัน แนะ แบ่งจ่าย สองงวด ตามความสมัครใจ

เฟซบุ๊กของอดีตกรรมการการเลือกตั้งสมชัย ศรีสุทธิยากร มีเนื้อหาถึงการแจกเงินดิจิทัลของพรรคเพื่อไทยว่า ไม่น่าจะทันเดือนกุมภาพันธ์ 2567 เพราะงบประมาณกว่าจะออกก็กลางเมษายน 2567  ดังนั้น หากจะใช้งบแผ่นดิน ไม่กู้เพิ่มจะแจกจ่ายได้ประมาณ พฤษภาคม 2567

การแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท ที่ต้องใช้เงินราว 560,000 ล้าน อาจไม่ง่ายดังที่เพื่อไทยหาเสียง เพราะมีเสียงทักท้วงว่า อย่างไรก็เป็นการใช้งบประมาณแผ่นดิน เพราะถึงกู้มาก่อน ก็ต้องใช้เงินงบประมาณแผ่นดินมาคืนพร้อมดอกเบี้ย  การใช้เงินต้องผ่านสภา  ยิ่งเป็นการใช้เงินจำนวนมากถึง 1 ใน 6 ของงบประมาณประจำปี  จะเลี่ยงไปใช้การกู้จากธนาคารรัฐ จะเสี่ยงคุกหรือไม่

การตั้งจากงบประมาณแผ่นดิน ปี 2567 ปีเดียวอาจมีเงินไม่พอ  อาจต้องแบ่งตั้งเป็น 2 ปีวันนี้  รัฐบาลเองอยากแจก ประชาชนอยากได้  แต่ยังไม่รู้ว่าจะเอามาจากไหน  จากงบประมาณ ก็ไม่พอ  จากกู้ออมสิน ก็ไม่พอ และเสี่ยง   เพื่อไทยจึงต้องถอย ประการแรกคือการแจก  ไม่สามารถทำได้ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2567

ที่สำคัญอาจต้องแบ่งจ่าย 2 งวด คือ พฤษภาคม 2567 และ  พฤศจิกายน 2567 เพื่อเป็นการแบ่งเงินก้อนดังกล่าวให้กระจายใน 2 ปีงบประมาณ  ซึ่งมีความเป็นไปได้ในหาการเม็ดเงินเปลี่ยนเงื่อนไขการแจกเป็นแบบให้ทุกคนที่อายุ 16 ขึ้นไปแบบสมัครใจ 

การแจกเงินดิจิทัลอาจใช้วิธีลงทะเบียน  ใครใคร่ได้ ก็ลงทะเบียน  ใครไม่อยากได้ก็ไม่ต้องลง  เพื่อให้คนรวย ไม่เดือดร้อน แสดงสปิริตช่วยชาติ

‘ศาลรัฐธรรมนูญ’ ต่อลมหายใจ ก้าวไกล – ‘พิธา’ อีก 15 วัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/560776

11 ต.ค. 2566

'ศาลรัฐธรรมนูญ' ต่อลมหายใจ ก้าวไกล - 'พิธา' อีก 15 วัน

คดี ‘หุ้นไอทีวี’ ของ ‘พิธา’ และ การหาเสียงแก้กฎหมายอาญามาตรา 11 ของพรรค ‘ก้าวไกล’ ถูก ‘ศาลรัฐธรรมนูญ’ สั่งให้ส่งพยานหลักฐานเพิ่ม

ศาลรัฐธรรมนูญ นัดปรึกษาหารือคีดที่ คณะกรรมการการเลือกตั้งขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82ว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (3) หรือไม่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ผู้ร้อง ส่งคำร้องขอให้พิจารณาวินิจฉัย

กรณีนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้ถูกร้องเป็นผู้ถือหุ้นไอทีวี จำกัด (มหาชน) ซึ่งประกอบกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใด ๆ อยู่ในวันที่สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ เป็นเหตุให้สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลง

ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ผู้ถูกร้อง (พิธา) หยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 82 วรรคสอง และขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของผู้ถูกร้องว่างลงนับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัยให้แก่คู่กรณีฟังตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 105 วรรคหนึ่ง (2)

ศาลรัฐธรรมนูญอภิปรายเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยแล้วเห็นว่า เพื่อประโยชน์แห่งการพิจารณาให้บุคคลและหน่วยงานที่ เกี่ยวข้องจัดทำความเห็นและจัดส่งเอกสารหลักฐานตามที่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนด  ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือ

ส่วนกรณีที่ นายธีรยุทธ สุวรรณเกสร (ผู้ร้อง) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญว่า การกระทำของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล (ผู้ถูกร้องที่ 1) และพรรคก้าวไกล (ผู้ถูกร้องที่ 2) ที่เสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ …) พศ….เพื่อยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 11

โดยใช้เป็นนโยบายในการหาเสียงเลือกตั้ง และยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่องเป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อสัมล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคหนึ่ง หรือไม่ ต่อมา ผู้ถูกร้องทั้งสอง ยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกลำวหา พร้อมบัญชีระบุพยาน ฉบับลงวันที่ 26 กันยายน2566

ศาลอภิปรายเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัย เพื่อประโยชน์แห่งการพิจารณาให้บุคคลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำความเห็นและจัดส่งเอกสารหลักฐานตามที่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนด ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือ

เอกสารข่าว ศาลรัฐธรรมนูญเอกสารข่าว ศาลรัฐธรรมนูญ'ศาลรัฐธรรมนูญ' ต่อลมหายใจ ก้าวไกล - 'พิธา' อีก 15 วัน

‘กัณวีร์’ ชื่นชมรัฐบาลอพยพคนไทยรวดเร็ว แนะนายกฯ อย่าประณามอะไรตรงๆ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/560774

11 ต.ค. 2566

‘กัณวีร์’ ชื่นชมรัฐบาลอพยพคนไทยรวดเร็ว แนะนายกฯ อย่าประณามอะไรตรงๆ

‘กัณวีร์’ ชื่นชมรัฐบาลอพยพคนไทยรวดเร็ว แต่ขาดการอัปเดตข้อมูล เตือนระมัดระวังท่าทีอย่าเป็นส่วนหนึ่งในความขัดแย้ง

วันที่ 11 ต.ค. ที่รัฐสภา นายกัณวีร์ สืบแสง เลขาธิการพรรคเป็นธรรม กล่าวถึงประเด็นของ การรักษาท่าที ในสถานการณ์อิสราเอล เพื่อไม่ให้ประเทศเข้าไปเป็นหนึ่งในสมการ ความขัดแย้ง ในครั้งนี้ โดยนายกัณวีร์ กล่าวว่า ตนยืนยันว่าไม่มีใครอยากเห็นสงครามไม่มีใครอยากเห็นการทะเลาะบอกแว้งกันใหญ่ขนาดนี้จุดยืนของไทยเราต้องชัดเจนว่าไม่เอาสงคราม ไม่ใช้กำลัง และ ไม่กระทบต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ 

เมื่อถามถึงการทำหน้าที่ของรัฐบาลในการประสานพาคนไทยในอิสราเอลกลับประเทศ ถือว่า ทำได้ดี หรือไม่ นายกัณวีร์ กล่าวว่า ตนขอชื่นชมที่รัฐบาลไทย มีการตอบสนองอย่างรวดเร็ว ดำเนินงานได้ไว แต่ทั้งนี้ก็ยังมีปัญหาในเรื่องของข้อมูลต่างๆที่ยังไม่มีการอัพเดทมากสักเท่าไหร่ จำเป็นต้องมีการทำงานฑูตเชิงรุกจัดทำฐานข้อมูลประชากรชาวไทย ทั่วโลกทั้งหมดไม่ใช่เพียงอิสราเอล จำเป็นต้องมีการจัดฐานข้อมูลว่ามีชาวไทยอยู่ที่ไหนบ้าง 

ทั้งนี้ นายกัณวีร์ ยังได้กล่าวถึงประเด็นที่นายกฯได้มีการ Twitter ประณามในเรื่องของความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับประเทศอิสราเอล ด้วยวว่า ต้องเปลี่ยนกรอบเชิงความคิด เราต้องไม่ประณามอะไรโดยตรง ต้องยึดมั่นความเป็นกลางในเรื่องของสิทธิประชาชนสิทธิมนุษย์ประชาชนจะต้องได้รับการช่วยเหลืออย่างแท้จริง 

‘ก้าวไกล’ ‘เสนอญัตติ’ แนวทางการลงรหัส G ‘เด็กหญิง’ กลุ่มชาติพันธ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/560755

11 ต.ค. 2566

'ก้าวไกล' 'เสนอญัตติ' แนวทางการลงรหัส G 'เด็กหญิง' กลุ่มชาติพันธ์

‘ก้าวไกล’ เดินหน้าแก้ปัญหาให้กลุ่มชาติพันธุ์ ‘เสนอญัตติ’ ตั้งกมธ.ศึกษาแนวทางการลงรหัส G เนื่องในวัน ‘เด็กหญิง’ สากล

วันที่ 11 ตุลาคมของทุกปี สหประชาชาติกำหนดให้เป็นวันเด็กหญิงสากล แต่ที่ผ่านมาพี่น้องประชาชนทราบข่าวความรุนแรงต่อเด็กและสตรีมาตลอด รวมถึงข่าวปัญหาการลงรหัส G (ระบบกำหนดรหัสประจำตัวผู้เรียนเพื่อเข้ารับบริการการศึกษา สำหรับผู้ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎร)  ให้กับนักเรียนที่ไม่มีสถานะและเข้าไม่ถึงการศึกษาในประเทศไทย ซึ่งมีเด็กไร้สัญชาติจำนวนมากได้รับผลกระทบ

ณัฐวุฒิ บัวประทุม รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล พร้อมด้วย ปารมี ไวจงเจริญ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะผู้เสนอตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการลงรหัส G ได้ร่วมแถลงข่าวยื่นหนังสือต่อ ปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาฯ คนที่ 1 เพื่อใช้พื้นที่ของสภาฯ แก้ไขปัญหานี้

ณัฐวุฒิกล่าวต่อว่า สัปดาห์นี้และสัปดาห์ต่อไปจะมีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเด็กผู้หญิงและพี่น้องชาติพันธุ์รวมถึงบุคคลไร้สถานะในประเทศไทยในวาระงานสภาฯ โดยจะเสนอญัตติขอให้สภาตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการลงรหัส G และสถานะบุคคลให้กับนักเรียนที่ไร้สถานะ ได้ถูกบรรจุในสภาฯ

และคาดการณ์ว่าจะมีการพิจารณาในวันพรุ่งนี้ แต่มีข่าวออกมาว่าวิปรัฐบาลได้ส่งสัญญาณไม่เห็นด้วยกับญัตติดังกล่าว ให้เหตุผลว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกระทรวงศึกษาธิการเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องตั้ง กมธ. ที่มีหลายฝ่ายเข้ามาร่วม ซึ่งพรรคก้าวไกล ผู้เสนอญัตติมองว่า

การลงรหัส G ให้กับนักเรียนที่ไร้สถานะไม่ได้เกี่ยวข้องแค่กระทรวงศึกษาธิการเท่านั้น แต่เกี่ยวข้องกับกระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงแรงงาน รวมถึงหน่วยงานอีกจำนวนมาก ปัญหาเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อสิทธิของเด็กในระยะยาว รัฐสภาต้องให้พื้นที่กับเรื่องดังกล่าว

ร่าง พ.ร.บ.สภาชนเผ่าพื้นเมือง ที่เสนอโดยภาคประชาชน คาดว่าจะมีการพิจารณาในสัปดาห์หน้า ซึ่งแม้ร่างดังกล่าว ไม่อาจประกบเข้ากับร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์และคุ้มครองสิทธิพี่น้องชาติพันธุ์ที่มีการเสนอโดยหลายหน่วยงาน แต่มีผลกระทบต่อวิถีชีวิตและการคุ้มครองชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทย

จึงขอให้ทุกฝ่ายให้การสนับสนุนและรับหลักการ และขออย่าใช้วิธีการ อุ้ม ไปศึกษา เพราะอุ้มไปแล้วก็เคยมีบทเรียนที่ไม่ใช่การไปศึกษาอย่างจริงจัง และเมื่อกลับมาแล้วก็ใช้เสียงข้างมากของสภาฯ ในการปัดตกร่างกฎหมายส่วนใหญ่มาจาก สส.ฝ่ายค้านหรือจากภาคประชาชน

ร้องยุบ ‘พรรคก้าวไกล’ ศรีสุวรรณจี้ กตต.สอบปมพรรคขับหมออ๋อง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/560751

11 ต.ค. 2566

ร้องยุบ 'พรรคก้าวไกล' ศรีสุวรรณจี้ กตต.สอบปมพรรคขับหมออ๋อง

ศรีสุวรรณ โร่ยื่นหนังสือร้องกกต.ตรวจสอบ ‘พรรคก้าวไกล’ ปมขับ ‘หมออ๋อง’ ปดิพัทธ์ ออกจากพรรคขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ?

นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน เข้ายื่นคำร้องต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง ขอให้ตรวจสอบกรณีการขับนายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 พ้นจากการเป็นสมาชิก ‘พรรคก้าวไกล’ เข้าข่ายขัดข้อบังคับพรรคก้าวไกล และพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 ที่นายทะเบียนพรรคการเมืองสามารถเสนอความเห็นให้กกต.ส่งศาลรัฐธรรมนูญสั่งวินิจฉัยยุบพรรคได้ตามมาตรา 92 ( 3)  

ยื่นยุบพรรคก้าวไกลยื่นยุบพรรคก้าวไกล

โดยนายศรีสุวรรณ กล่าวว่า กรรมการบริหาร ‘พรรคก้าวไกล’ และสมาชิกพรรคได้มีการประชุมเมื่อวันที่ 28 ก.ย.และมีมติให้นายปดิพัทธ์ พ้นจากการเป็นสมาชิก ซึ่งเห็นว่า ในคำแถลงของ ‘พรรคก้าวไกล’ ต่อกรณีดังกล่าวระบุชัดว่านายปดิพัทธ์ ไม่ได้มีความผิดอะไร เพียงแต่พรรคต้องการให้หัวหน้าพรรคคนใหม่ได้เป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และนายปดิพัทธ์ก็ต้องการดำรงตำแหน่งรองประธานสภาฯต่อไป เมื่อผลประโยชน์ 2 ฝ่ายไม่ตรงกัน จึงให้นายปดิพัทธ์ ออกจากการเป็นสมาชิก การกระทำดังกล่าวจึงเข้าข่ายเอื้อประโยชน์หรือกระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ และตำแหน่ง ซึ่งเป็นข้อห้ามตามมาตรา 46 พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมืองอย่างชัดเจน และมีบทลงโทษที่รุนแรงตามมาตรา 92(3) ซึ่งกกต.สามารถเสนอศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งยุบพรรคได้

ข้อบังคับ ‘พรรคก้าวไกล’ ระบุไว้ชัดเจนถึงเหตุแห่งการกระทำผิดของสมาชิกพรรคที่ทำให้ต้องขับพ้นจากพรรค แต่เราไม่พบว่าพรรคก้าวไกลได้มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำของนายปดิพัทธ์ อยู่ ๆ ก็จัดประชุมและให้นายปดิพัทธ์ออกจากการเป็นสมาชิกพรรค อาจถือได้ว่าเป็นการไม่ปฏิบัติตามรูปแบบวิธีการตามที่ข้อบังคับพรรคกำหนด เป็นหน้าที่ของนายทะเบียนพรรคการเมืองต้องตรวจสอบ ถ้าพบว่าการให้นายปดิพัทธ์ พ้นจากสมาชิกพรรคไม่ชอบด้วยกฎหมาย มติของพรรคก้าวไกลดังกล่าวก็จะเป็นการใช้มติเกินส่วน เป็นมติที่ไม่ชอบเป็นการใช้อำนาจโดยไม่สุจริต ซึ่งนายทะเบียนพรรคการเมืองจะต้องตรวจสอบและเสนอเรื่องต่อกกต.เพื่อให้ลงโทษพรรคก้าวไกลและนายปดิพัทธ์ต่อไปในอนาคต 

ทั้งนี้ หากนายทะเบียนพรรคการเมือง ได้วินิจฉัยเบื้องต้นเป็นไปตามคำร้อง ก็เป็นหน้าที่ของนายทะเบียนพรรคการเมืองที่จะต้องรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน พร้อมทั้งเสนอความเห็นต่อคณะกรรมการ กกต. เพื่อพิจารณา ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการกําหนดและคณะกรรมการ กกต.จะต้องส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชอบด้วย ม.92(3) พรป.พรรคการเมืองและขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ หากใช่ก็อาจสั่งยุบพรรคการเมืองที่ฝ่าฝืน ม.46 ตามกฎหมายได้

กรณีเยี่ยงนี้ องค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน จึงจำต้องนำความมาร้องให้นายทะเบียนพรรคการเมืองได้ตรวจสอบและให้ กกต.ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ตาม พรป.ว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 เพื่อให้เป็นบรรทัดฐานทางกฎหมายต่อไป เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ มีโทษถึงขั้นยุบพรรคและตัดสิทธิ์ทางการเมืองกันระนาว ตั้งแต่หัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรคทุกคน รวมทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคที่เข้าร่วมประชุมและมีมติเมื่อ 28 ก.ย.66 รวมทั้งหมออ๋องด้วย 

‘เศรษฐา’ ห่วงคนไทยในพื้นที่อันตราย พร้อมเปิดแผนอพยพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/560739

11 ต.ค. 2566

‘เศรษฐา’ ห่วงคนไทยในพื้นที่อันตราย พร้อมเปิดแผนอพยพ

‘โฆษกรัฐบาล‘ เผย ’เศรษฐา‘ ห่วงคนไทยในอิสราเอล สั่งการเสริม จนท.ดูแลช่วยเหลือ พร้อมเปิดแผนอพยพคนไทย ชี้คำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก

วันที่ 11 ต.ค.นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้สั่งการให้เพิ่มเจ้าหน้าที่เพื่อดูแล ช่วยเหลือคนไทย โดยได้ชี้แจงถึงการทำงานรัฐบาลซึ่งไม่ได้นิ่งนอนใจ สั่งการ เริ่มทำงานตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ความรุนแรง โดยนายกรัฐมนตรีชี้แจง ดังนี้ 

สำหรับสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ดำเนินอยู่นั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนคนไทย ในการเตรียมแผนอพยพคนไทยมีความคืบหน้าเพิ่มเติม 2 ทาง 

ทางแรก กลับมาโดยสายการบินพาณิชย์ และ 

ทางที่สอง กลับโดยเครื่องบินกองทัพอากาศไปรับ ซึ่งแบ่งเป็น 3 ชุด 

1. อพยพออกมาพรุ่งนี้ถึงไทยวันที่ 12 ต.ค. 66 ประมาณ 15 คน ชุดแรกนี้เป็นผู้ที่ได้รับบาดเจ็บและแรงงานที่อพยพจากพื้นที่เสี่ยงภัย 

2. อพยพประมาณ 140 คน ออกจากไทยในวันที่ 14 ต.ค. 66 เป็นการส่งเครื่องบินกองทัพอากาศ Airbus A340 ไปรับ และจะไปถึงกรุงเทลอาวีฟ นครหลวงของอิสราเอลในวันที่ 15 เพื่อเตรียมพร้อมรับคนไทยกลับบ้านทันทีที่ได้รับอนุญาตจากทางการอิสราเอล

3. ส่งคนไทยจำนวน 80 คนกลับทางเครื่องบินพาณิชย์ โดยจะถึงกรุงเทพฯในวันที่ 18 ต.ค. 66

ทั้งนี้ รัฐบาลพยายามอพยพคนไทยกลับให้เร็วที่สุดโดยคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก ในส่วนของผู้ที่ถูกจับเป็นตัวประกันนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้กระทรวงการต่างประเทศและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการพูดคุยกับบรรดามิตรประเทศต่าง ๆ ตลอดจนองค์กรระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง และอยากขอให้ความมั่นใจว่า เราได้ทำทุกทาง และจะพยายามอย่างสูงสุดเพื่อช่วยเหลือ โดยคำนึงถึงอิสรภาพของคนไทยที่ถูกจับตัวไปเป็นสำคัญที่สุด 

โดยนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ส่งเจ้าหน้าที่ไปเสริมข้าราชการไปสนับสนุนข้าราชการสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟในภารกิจช่วยเหลือพี่น้องชาวไทย

“ผมขอให้ทุกฝ่ายร่วมกันเป็นกำลังใจให้ญาติ เพื่อน ของพี่น้องชาวไทยที่กำลังจะกลับมา และอยู่ในพื้นที่ รวมทั้งเป็นกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ที่ร่วมกันปฏิบัติงาน อย่างเต็มกำลังความสามารถเพื่อสนับสนุนการช่วยเหลือดูแล คนไทยทุกคน”นายชัย กล่าว

‘กัณวีร์’ ไม่ยืนยันอนาคตอยู่ ‘พรรคเป็นธรรม’ ผุดโปรเจคส่วนตัว ไม่เกี่ยวพรรค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/560724

10 ต.ค. 2566

'กัณวีร์' ไม่ยืนยันอนาคตอยู่ 'พรรคเป็นธรรม' ผุดโปรเจคส่วนตัว ไม่เกี่ยวพรรค

‘กัณวีร์’ ไม่ยืนยันอนาคตอยู่ ‘พรรคเป็นธรรม’ ผุดโปรเจคส่วนตัว สร้างนักปฏิบัติสู่นักการเมืองที่ดี ไม่เกี่ยวพรรค ขณะที่ ‘หมออ๋อง’ ขอให้ยึดหน้าที่หลัก โดดลงช่วยงานพรรค เกรงเกิดความลำบาก

นายกัณวีร์ สืบแสง เลขาธิการพรรคเป็นธรรม เปิดเผยถึงกระแสเตรียมย้ายพรรคหรือตั้งพรรคใหม่ว่า ปัจจุบันยังอยู่พรรคเป็นธรรม ส่วนอนาคตอยู่ที่การเมืองจะมีความเปลี่ยนแปลงอะไรหรือไม่ ตอนนี้ตนทำ hometown hero อยากจะหาคนที่เป็นนักปฏิบัติการในพื้นที่จริงๆ คนที่รู้ปัญหาคืออะไร คนที่รู้ว่าทิศทางการแก้ไขปัญหาความต้องการของประชาชนเป็นอย่างไร อันนี้จะเป็นการสร้างนักปฏิบัติการและสร้างนักการเมืองในอนาคต เพราะฉะนั้นจะเป็นโครงการที่มาจากตน ไม่ได้มาจากพรรค ซึ่งจะได้เห็นว่า คนในพื้นที่รู้สึกว่าเขามีอำนาจไม่ได้ถูกอำนาจจาก สส. หรือ ผู้แทนของเขา อาจเป็นตัวพวกเขาที่สามารถทำได้จริงๆ

ทั้งนี้มีกระแสลาออกได้อย่างไร นายกัณวีร์ กล่าวว่า อาจจะเป็นตัวโครงการ hometown hero ที่บอกมาจากตัวตนเอง และเรื่องการทำงานอาจจะมีกระแสต่างๆ แต่ยืนยันว่าตอนนี้ยังอยู่กับพรรคเป็นธรรม ส่วนที่มองว่าเสมือนทำงานคนเดียวหรือไม่นั้น ปัจจุบันก็ไม่ได้ทำงานคนเดียวทำงานร่วมกับพรรค แต่โดยส่วนมากตนไปไหนมาไหนคนเดียวตลอดเวลา ซึ่งหลังจากนี้ก็จะสร้างทีมงานให้เข้มแข็งมากกว่านี้ เพราะตอนนี้พรรคเป็นธรรมเป็นพรรคเล็ก คณะกรรมการบริหารพรรคยังน้อย เพราะฉะนั้นอยากสร้างทีมงานให้เข้มแข็งและเข้าทุกพื้นที่ 

ส่วนการที่นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาฯคนที่ ตัดสินใจสมัครเป็นสมาชิกพรรคเป็นธรรม จะเข้ามาช่วยทำงานให้กับพรรคหรือไม่ นายกัณวีร์ ระบุว่า นายปดิพัทธ์ก็ทำหน้าที่รองประธานสภาคนที่ 1 เพราะฉะนั้นจะต้องแยกจากพรรคให้ได้ พรรคจะทำเรื่องเกี่ยวกับการเมือง นายปดิพัทธ์เป็นรองประธานสภาฯ จำเป็นต้องทำหน้าที่รองประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ ฉะนั้นต้องมีความเป็นกลางชัดเจน การจะเข้ามาช่วยพรรคการเมืองจะมีความลำบาก ดังนั้นจึงอยากให้นายปดิพัทธ์ยึดติดกับหน้าที่การเป็นรองประธานสภา 

คึกคัก ประชุม ‘สส.เพื่อไทย’ รุมถาม ‘เงินดิจิทัล’ อยากให้รีบประกาศใช้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/560725

10 ต.ค. 2566

คึกคัก ประชุม ‘สส.เพื่อไทย’ รุมถาม ‘เงินดิจิทัล’ อยากให้รีบประกาศใช้

สส.เพื่อไทย รุมถาม ‘เงินดิจิทัล’ ไม่มีมือถือใช้ได้หรือไม่-อยากให้รีบประกาศใช้ ‘ครูมานิตย์’ กระตุกนโยบายผ่านด่าน กกต.มาแล้ว ไม่ทำก็ไม่ได้ ขณะ ‘จุลพันธ์’เชื่อ GDP โต 5% ด้าน’อุ๊งอิ๊ง’ หวังหากทำสำเร็จ ต่างชาติต้องดูเป็นแบบอย่าง มองไม่ได้ถูกกระตุ้นในภาพใหญ่มานานแล้ว

เมื่อวันที่ 10 ต.ค. 66 เวลา 16.00 น. ที่ทำการพรรคเพื่อไทย พรรคเพื่อไทยประชุม สส. ประจำสัปดาห์ โดยนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วยน.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย ร่วมเสวนากับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในพรรค เรื่องโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ต หรือ “เงินดิจิทัล”

พรรคเพื่อไทยประชุมสส.ประจำสัปดาห์

คึกคัก ประชุม ‘สส.เพื่อไทย’ รุมถาม ‘เงินดิจิทัล’ อยากให้รีบประกาศใช้

ในช่วงต้นได้ให้ สส. สอบถามถึงข้อสงสัย หรือปัญหาที่พี่น้องประชาชนอยากรู้เกี่ยวกับโครงการดังกล่าว โดยนายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สส.สุรินทร์ สอบถามว่าพี่น้องประชาชนขอสนับสนุนนโยบายนี้เพราะกว่าจะออกไปประกาศกับประชาชนก็ต้องได้รับการยอมรับจาก กกต.แล้ว หากจะไม่ให้รัฐบาลทำ ก็ไม่ได้ แล้วต่อไปจะไปหาเสียงกับประชาชนอย่างไร เนื่องจากว่านโยบายเป็นคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนช่วงก่อนการเลือกตั้งตนเองให้คำมั่นสัญญากับประชาชน ในทุกเขต ทุกจังหวัด ทุกพื้นที่ อยากได้เงินส่วนนี้มิเช่นนั้นไม่เลือกตนเอง ดังนั้นรัฐบาลไม่ต้องให้ความสำคัญมากเพราะคนกลุ่มนี้จะออกมาแสดงความคิดเห็นตรงข้ามตลอด ตั้งแต่ยุคนายกฯ ก่อนหน้าแล้ว

นอกจากนี้ ยังมีคำถามในเรื่องของขั้นตอนการใช้ หากไม่มีโทรศัพท์มือถือจะสามารถยืนยันตัวตนแล้วใช้เงินได้หรือไม่ และอยากให้รีบประกาศใช้โดยเร็วที่สุด เพราะประชาชนตั้งความหวัง และรอเงินดิจิทัลอยู่

คึกคัก ประชุม ‘สส.เพื่อไทย’ รุมถาม ‘เงินดิจิทัล’ อยากให้รีบประกาศใช้


นายจุลพันธ์ กล่าวว่า จากที่ฟังคำถาม และความเห็นของ สส. ในพรรค ก็คิดเห็นตรงกันว่านโยบายนี้มีความจำเป็น แม้ขณะนี้เสียงในสังคมฝ่ายวิชาการแตกเป็น 2 ส่วน คือ เห็นด้วย อยากให้เดินหน้าต่อ แต่อีกฝั่งบอกว่ายับยั้งได้หรือไม่ ซึ่งในภาคเอกชนอยากเห็นการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านเงินดิจิทัล และเสียงของประชาชนก็อยากให้เดินหน้า ต่อ เพื่อนำเงินไปต่อยอดชีวิต ตอนนี้สถานการณ์ในไทยไม่ได้เข้มแข็ง มีความเห็นหลายมุมมอง อย่างอดีตผู้ว่าการธนาคาร มองว่าเป็นเรื่องการรักษาเสถียรภาพ ซึ่งกระทรวงการคลังก็มีหน้าที่ในการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วย

คึกคัก ประชุม ‘สส.เพื่อไทย’ รุมถาม ‘เงินดิจิทัล’ อยากให้รีบประกาศใช้

นายจุลพันธ์ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ทำให้เกิดความเสี่ยงต่องบประมาณ ถ้าเศรษฐกิจโตไม่ถึง 2% ต่อไปแบบนี้ ในอนาคตเราจะถึงจุดแตกหัก งบประมาณของรัฐโตไม่ทันสวัสดิการที่เราต้องให้กับประชาชน และเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน GDP เราโตช้ามาก

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

ตอนนี้ต้องดึงเศรษฐกิจไทยกลับไปโตอย่างมีศักยภาพ รัฐบาลมองว่าต้องโต 5% เป็นอย่างต่ำ เรื่องนี้เป็นเพียงส่วนหนี่งของนโยบายเท่านั้น ซึ่งที่ผ่านมาเราทำหลายอย่างแล้ว ทั้งลดค่าไฟ วีซ่าฟรี แก้ไขกฎหมายที่ไม่เอื้อต่อประชาชน ดังนั้น เวลาดูนโยบาย จำเป็นต้องดูเป็นแพคเกจใหญ่ ดูภาพรวมทั้งหมดด้วย และยืนยันว่าแพคเกจใหญ่ครั้งนี้ จะทำให้คุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนดีขึ้น 

ส่วนความเห็นต่างบางส่วน อาจเกิดจากมุมมองทางการเมือง ที่ต้องการโจมตีเรา จึงอยากให้ สส. ช่วยชี้แจงประชาชนให้เข้าใจ

ส่วนสถานการณ์เงินเฟ้อ หากถามว่ามีความเป็นห่วงหรือไม่ ตนเองมองว่าไม่กระทบมาก เพราะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจาก 1.25% เป็น 1.50% แล้ว ทำให้สามารถหยุดสถานการณ์เงินเฟ้อได้อย่างน่าพอใจ และต่อให้มีนโยบายนี้ก็ยังมีกลไกในการดูแลให้เหมาะสม เราจึงต้องขยายเศรษฐกิจให้ใหญ่ขึ้น

คึกคัก ประชุม ‘สส.เพื่อไทย’ รุมถาม ‘เงินดิจิทัล’ อยากให้รีบประกาศใช้

ส่วนเรื่องของการนำเสนอว่ารัฐบางจะแจกเป็นเงินคริปโตนั้น นายจุลพันธ์ ยืนยันว่า เราไม่ได้แจกเงินคริปโต แต่เป็นเงินบาท เพราะเงินดิจิทัลทุกบาท ต้องมีเงินบาทไทยรองรับ ไม่สามารถนำไปเก็งกำไรได้ เพราะมันคือเงินบาทในรูปแบบดิจิทัล เปรียบเหมือนคูปองที่เทียบเท่าเงินบาท แต่มีเงื่อนไขในการใช้ เพราะต้องการให้เงินไปกระตุ้นเศรษฐกิจจริง ๆ ถึงมีข้อกำหนดว่าต้องใช้ในระยะเวลา 6 เดือน ตามระยะทางที่กำหนด ห้ามเอาไปใช้ซื้อสินค้าบางประเภท พร้อมชี้แจงว่า นโยบายนี้จะเป็นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ มากกว่านโยบายใดที่ไทยเคยมีมา เพราะเรากำหนดให้มีการลงทุนให้ใช้จ่าย เพื่อให้เงินหมุนเวียน

นอกจากนี้ ประชาชนยังรอรับเงิน เพื่อเตรียมการลงทุน เห็นถึงการจ้างงาน และเราพูดคุยกับสถาบันการเงินของรัฐบางแห่ง อย่างธนาคารออมสิน หรือ ธกส. หากสามารถรวมกลุ่มมา มีการวางแผนการผลิตอย่างชัดเจน เช่น การทำการเกษตร และนำเงินมาซื้อปัจจัยหรือสินค้าของ ธกส. ธนาคารเหล่านั้น พร้อมให้เงินกู้เพิ่มเติม เพิ่อไปเป็นเงินลงทุนต่อได้ คือการสร้างเม็ดเงินมหาศาลในการลงทุนของประเทศไทย

“สิ่งที่เดินหน้ามา เราเห็นแสงที่ปลายอุโมงค์ เห็นโอกาส เห็นความหวังของพี่น้องประชาชนว่าจะสามารถนำเม็ดเงินเหล่านี้ไปต่ออายุ ไปยืดชีวิต ไปประกอบอาชีพ ไปสร้างการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ” นายจุลพันธ์ กล่าว

เรารับฟังความเห็นทั้งหมด อย่างเรื่องของระยะทาง ก็พร้อมผ่อนปรน ในคณะอนุกรรมการที่จะพูดคุยกันในสัปดาห์นี้ พร้อมพิจารณาผ่อนปรนให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับเม็ดเงินนี้ อาจะขยับจาก 4 กม. เป็นตำบล เป็นจังหวัดโดยเชื่อว่าเศรษฐกิจจะหมุนเวียนมากขึ้น

การเข้าโครงการนี้ต้องมีการยืนยันตัวตนเรากำลังพิจารณาในเรื่องของข้อมูลหาก ต้องกำหนดเกณฑ์ในการแบ่งว่าใครรวยใครจนจะต้องดูรายได้ที่ยื่นต่อเช้าสรรพากรในบัญชีเงินฝากและหาตัวเลขที่เป็นธรรมกับทุกฝ่ายซึ่งเป็นตัวเลขที่สามารถพิสูจน์ทราบได้ ว่าเราตัดยอดด้วยความยุติธรรม กำลังดูเรื่องความเหมาะสม เราจะไม่ให้เสียหลักการ และวัตถุประสงค์ของโครงการนี้อย่างแน่นอน

สำหรับผู้สูงอายุและผู้ที่ไม่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีได้ ตอนต้นจะให้ไปยืนยันตัวตนที่ธนาคารของรัฐ และนำคิวอาร์โค้ดไปใช้ที่ร้านค้า แต่ขณะนี้กำลังหาหนทาง เมื่อยืนยันตัวตนแล้วจะบันทึกอยู่ในบัตรประชาชน นำบัตรประชาชนไปใช้กับแอพลิเคชั่นของอีกคนไปแลกเปลี่ยนได้ ซึ่งยืนยันมีการใบหน้า เรากำลังพิจารณาเรื่องนี้อยู่

“นโยบายนี้เป็นนโยบายหลัก และเป็นประโยชน์ ไม่ใช่แค่กับประชาชน แต่ยังกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยใช้ประชาชนเป็นกลไก ในการใช้ ประชาชนมาช่วยกันกับรัฐบาล ให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจเกิดขึ้น”

น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทยน.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย

ด้าน น.ส.แพทองธาร ชินวัตร กล่าวว่า สส.ได้ลงพื้นที่และพูดคุยกับประชาชนไม่ได้มีข้อที่บอกว่าควรทำหรือไม่ควรทำ แต่ถามมากกว่าว่าจะได้เมื่อไหร่ ฉะนั้นประชาชนในพื้นที่กำลังรอคอยนโยบายนี้อย่างใจจดใจจ่อ เราเห็นได้ชัดว่าเศรษฐกิจของประเทศไทยไม่ได้ถูกกระตุ้นในภาพรวมและภาพใหญ่แบบนี้มานานแล้ว

ตนจึงหวังว่านโยบายนี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศได้เป็นครั้งใหญ่ ถามว่าใหญ่แค่ไหนก็ใหญ่เท่าที่ว่าหากเราทำสำเร็จต่างชาติจะดูเราเป็นตัวอย่างด้วยซ้ำว่าเราทำได้อย่างไร ทั้งนี้ ตอนที่เราออกหาเสียงต้องกำหนดเงื่อนไขต่างๆเพื่อให้เศรษฐกิจหมุนเวียนและทั่วถึงทั้งประชาชนที่อยู่ไกลไปที่อาจจะมีรายละเอียดต่างๆ ให้มันทั่วถึงยิ่งขึ้น

เพราะนอกจากกระตุ้นเศรษฐกิจแล้วยังยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน ซึ่งถือว่าเป็นนโยบายที่สำคัญอย่างมาก และแน่นอนว่ารัฐบาลนี้เรามีนโยบายอื่นๆ ที่ทำควบคู่กันไปด้วย โดยได้มีการเริ่มคิกออฟไปหมดแล้วเราก็จะเริ่มเห็นผลสำเร็จค่อยๆตามมาในแต่ละนโยบาย อย่างไรก็ตามนโยบายดิจิทัลวอลเล็ตจะนำไปสู่การจ้างงานและเกิดการสร้างอาชีพ ทั้งกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดก็จะได้รับผลประโยชน์อย่างทั่วกัน 

นอกจากนี้ดิจิทัลวอลเล็ตรัฐบาลจะได้ผลตอบแทนมาในรูปแบบของภาษี ซึ่งภาษีที่ได้กลับมาก็จะทำให้รัฐบาลมีงบในการพัฒนานโยบายอื่นๆต่อยอดไปอีก เพื่อพัฒนาประเทศและช่วยเหลือประชาชน รวมถึงเพิ่มโอกาสประชาชนได้ 

วันนี้ที่เราได้ประชุมกันก็รับฟังความคิดเห็นจากสส.ซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชนอย่างแท้จริง และมาคุยกับรัฐมนตรีแล้ว ก็ขอฝากรัฐบาลไว้ด้วยว่าให้ทำนโยบายนี้ให้สำเร็จอย่างที่เราได้บอกกับประชาชนไว้ เพื่อรัฐบาลเข้มแข็งและประชาชนทุกคนก็จะได้รับประโยชน์ไปพร้อมกัน