‘โฆษกรัฐบาล’ เล่าสาเหตุ ‘นายกฯ’ เสนอชื่อ ‘บิ๊กต่อ’ เป็น ผบ.ตร.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/560284

05 ต.ค. 2566

'โฆษกรัฐบาล' เล่าสาเหตุ 'นายกฯ' เสนอชื่อ 'บิ๊กต่อ' เป็น ผบ.ตร.

‘โฆษกรัฐบาล’ ยืนยัน ‘นายกฯ’ แต่งตั้ง ‘บิ๊กต่อ’ เป็น ผบ.ตร. ตามกฎหมาย ไม่ข้ามหัวอาวุโส ยืนยันไม่มีลุอำนาจ-รับฟังรอบด้านแล้ว

นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงกรณี พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย และทนายอนันต์ชัย ไชยเดช ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ( ป.ป.ช.) ขอให้ตรวจสอบนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) และก.ตร.คนอื่น ๆ รวมแล้ว 10 คน กรณีแต่งตั้ง พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล เป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) โดยมิชอบ เนื่องจากไม่ได้คำนึงถึงหลักอาวุโส ตามที่กฎหมายกำหนด 

นายชัย กล่าวว่า ผู้ที่จะได้รับแต่งตั้งเป็น ผบ.ตร. จะต้องเป็นรองผบ.ตร. หรือจเรตำรวจ ซึ่งการพิจารณาวันนั้น มีบุคคลที่มีคุณสมบัติคือรองผบ.ตร. 4 ท่าน ซึ่งเกณฑ์ในการคัดเลือกให้ยึดลำดับอาวุโส และความรู้ความสามารถ 

โดยกฎหมายก่อนนี้ระบุว่า ให้ยึดเพียงอาวุโสเป็นหลัก แต่พ.ร.บ.ตำรวจ ปี 65 ให้พิจารณาเรื่องความรู้ความสามารถด้วย ให้นายกฯเป็นผู้เสนอชื่อ และที่ประชุม ก.ตร.เป็นผู้ลงมติโหวต จากข้อเท็จจริงแคนดิเดตทั้ง 4 คน ในแง่อาวุโสนั้นมี 2 ระดับ คือ พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ มีความอาวุโสสูงที่สุดและมากกว่าอีก 3 คน 1 ปีเท่ากัน 

นายชัย กล่าวต่อว่า ก่อนที่นายกฯ จะเสนอชื่อ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ ได้เปิดให้ก.ตร.แสดงความคิดเห็นถึงความรู้ ความสามารถของแคนดิเดตแต่ละท่านว่าเป็นอย่างไร รวมถึงให้พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร.ในขณะนั้น เป็นผู้นำเสนอในฐานะผู้บังคับว่าแคนดิเดตแต่ละคนเป็นอย่างไร ซึ่งนายกฯได้รับรู้อย่างรอบด้านและประเมินแล้วว่า ความแตกต่างทางอาวุโสห่างกันเพียงปีเดียว เมื่อรับฟังความรู้ความสามารถ จึงได้เสนอ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ และที่ประชุมก็เห็นชอบกับข้อเสนอนี้

เมื่อเทียบข้อเท็จจริงกับกฎหมาย การแต่งตั้งครั้งนี้ไม่มีปัญหา ถูกต้องตามหลักกฎหมายทุกประการ ข้อเท็จจริงมีความชอบธรรม สมเหตุสมผล นายกฯไม่ได้ลุแก่อำนาจ ยึดตามหลักกฎหมาย และรับฟังอย่างรอบด้านแล้วจริงๆ

เมื่อถามว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อ นายชัย กล่าวว่า จะให้ไปชี้แจงที่ไหนก็ทำได้ ไม่ใช่เฉพาะนายกฯแต่คนที่นั่งอยู่ห้องประชุมเขารู้ว่าอะไรเกิดขึ้น สามารถชี้แจงได้ทุกคน

ส่วนเรื่องนี้ นายกฯบอกแต่เพียงว่า นึกไม่ถึงจะเป็นปัญหา และมันไม่ควรจะเป็นเรื่อง ทำให้เสียเวลา เสียสมาธิในการทำงาน แต่เมื่อเกิดปัญหาขึ้นมาแล้วสังคมก็อยากจะรู้จึงให้ตนมาชี้แจงทำความเข้าใจ

‘บัวแก้ว’ เผยจีนเข้าใจเหตุ ‘กราดยิงสยามพารากอน’ ขออย่าโฟกัสตัวเลข นทท.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/560282

05 ต.ค. 2566

'บัวแก้ว' เผยจีนเข้าใจเหตุ ‘กราดยิงสยามพารากอน’ ขออย่าโฟกัสตัวเลข นทท.

‘บัวแก้ว’- ก.ท่องเที่ยว อำนวยความสะดวกญาติผู้เสียชีวิต จีน-เมียนมา เดินทางมาไทย พร้อมจัดพิธีทางศาสนา ประสานทางการฑูต สร้างความเข้าใจ เหตุ ‘กราดยิงสยามพารากอน’ เผย 4 มาตรการป้องกันเกิดเหตุซ้ำ ‘สุดาวรรณ’ ขออย่าโฟกัสตัวเลขนักท่องเที่ยว

วันที่ 5 ต.ค.2566 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายจักรพงษ์ แสงมณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และน.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมแถลงถึงความคืบหน้าการช่วยเหลือผู้ประสบเหตุ “กราดยิงสยามพารากอน” ว่า นายกรัฐมนตรีมีความเป็นห่วง จึงให้ตน และรมว.ท่องเที่ยวฯไปยังสถานทูตต่างๆ ทั้งจีน เมียนมา และสปป.ลาว เพื่อสร้างความเข้าใจให้เอกอัครราชทูต รวมถึงไปเยี่ยมผู้บาดเจ็บ ทั้งที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และโรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน

 นายจักรพงษ์ แสงมณี รมช.ต่างประเทศ และน.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล  รมว.ท่องเที่ยวและกีฬานายจักรพงษ์ แสงมณี รมช.ต่างประเทศ และน.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา

โดยในส่วนผู้บาดเจ็บที่โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน มีอาการพ้นขีดอันตรายแล้วแต่ยังต้องดูแลต่อไป ขณะที่ผู้บาดเจ็บที่โรงพยาบาลจุฬาฯ มีอาการดีขึ้น และคาดว่าจะออกจากโรงพยาบาลได้เร็วๆนี้ 

กราดยิงสยามพารากอนกราดยิงสยามพารากอน

ทั้งนี้ ทางเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ได้เข้าใจสถานการณ์ และมีการออกแถลงการณ์ไปยังประเทศจีนแล้ว ว่าประเทศไทยมีการจัดการได้เร็วมาก ซึ่งเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยว

คลอด 4 มาตรการป้องกันเหตุซ้ำ

นายจักรพงษ์ กล่าว่า ได้มีการประชุมคณะกรรมการเพื่อเตรียมความพร้อมในมาตรการป้องกันเหตุ ที่มี 4 มาตรการคือ 

  1. สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มีการเพิ่มกำลังพลเจ้าหน้าที่ในแหล่งชุมชน 
  2. ประสานกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อขอความร่วมมือมือปิดเว็บไซต์ และช่องยูทูปที่มีการขาย ดัดแปลง และสอนวิธีประกอบอาวุธปืน แบลงค์กัน 
  3. มีการประสานกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงการคลัง เพื่อเข้มงวดในการนำเข้าอุปกรณ์ดังกล่าวต้องได้รับใบอนุญาตจากกระทรวงมหาดไทยเท่านั้น เพื่อป้องกันการซื้อได้ง่ายจากเยาวชน และ
  4. กระทรวงดิจิทัลฯได้นำแอพพิเคชั่นเตือนภัยมาใช้แจ้งเตือนเหตุการณ์ลักษณะที่เกิดเหตุ โดยจะมีการแถลงข่าวให้ทราบต่อไป

นายจักรพงษ์ กล่าวว่า การดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรมนั้น ยืนยันว่าเป็นไปตามกฎหมายไทยแน่นอน โดยทางกระทรวงยุติธรรมได้มีการชี้แจงขั้นตอนแล้วว่าผู้กระทำความผิดอยู่ในขั้นตอนไหน อย่างไร ทุกอย่างจะเป็นไปตามขั้นตอนกฎหมาย

น.ส.สุดาวรรณ กล่าวว่า จากเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น มีชาวจีนหนึ่งคนที่เสียชีวิต โดยญาติได้เดินทางมาถึงเมืองไทยแล้ว และทางกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้ไปรับ พร้อมอำนวยความสะดวกในการเดินทางเข้าประเทศไทย และพาไปพบญาติของผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาอยู่ในขณะนี้ ในส่วนของการเยียวยา ตอนนี้จะมีคณะกรรมการกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัยสำนักนายกรัฐมนตรีที่กำลังดำเนินการอยู่ จะสามารถชี้แจงรายละเอียดได้ในวันที่ 6 ตุลาคม นี้ 

ส่วนผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ พระบรมราชินี ได้รับไว้ในพระราชานุเคราะห์ ส่วนการเยียวยาของผู้ที่ได้รับบาดเจ็บนั้น จะชี้แจงให้ทราบรายละเอียดในวันที่ 6 ตุลาคม นี้เช่นเดียวกัน

น.ส.สุดาวรรณ กล่าวว่า ในส่วนของผู้ที่ได้รับผลกระทบ จะมีกระทรวงยุติธรรมและกระทรวงสาธารณสุขพร้อมด้วยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ทั้ง 3 กระทรวงจะช่วยดูแลหลังเหตุการณ์ในกรณีที่มีผู้ได้รับผลกระทบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ส่วนผู้เสียชีวิตชาวเมียนมาร์นั้น มารดาของผู้เสียชีวิตจะเดินทางถึงประเทศไทยในวันที่ 6 ต.ค. และจะมีการจัดพิธีทางศาสนาที่ประเทศไทย ซึ่งรัฐบาลโดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจะเป็นเจ้าภาพด้วย

เมื่อถามว่า กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจะเรียกคืนความเชื่อมั่นให้กับประเทศไทยอย่างไร เนื่องจากขณะนี้ชาวจีนได้มีการบอกต่อผ่านโซเชียลว่าไม่ให้มาเที่ยวประเทศไทย น.ส.สุดาวรรณ กล่าวว่า เราพยายามสร้างความมั่นใจ โดยการเพิ่มการรักษาความปลอดภัย และมีการพูดคุยกันว่าในพื้นที่ที่มีผู้คนอยู่มากเช่นห้างสรรพสินค้าน่าจะเพิ่มมาตรการในการตรวจตราอาวุธที่ประตูทางเข้าเพิ่มเติม หรือไม่ซึ่งในรายละเอียดจะต้องมีการหารือกันต่อไป

น.ส.สุดาวรรณ กล่าวว่า ขณะนี้ได้มีการกำชับไม่ว่าจะเป็นกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ที่มีสาขาอยู่ในประเทศต่างๆ โดยเฉพาะที่ประเทศจีน พยายามที่จะสื่อสารว่าเหตุการณ์นี้เป็นเหตุการณ์เดียว และจบไปในครั้งเดียว และเราจะมีมาตรการในการรักษาความปลอดภัยเพิ่มเติมขึ้นอย่างไร

เมื่อถามว่า เราสามารถประเมินตัวเลขนักท่องเที่ยวที่เข้ามาทางท่าอากาศยานสุวรรณภูมิมีลดลง หรือเพิ่มขึ้นอย่างไรหรือไม่ น.ส.สุดาวรรณ กล่าวว่า ตนยังไม่อยากให้โฟกัสตรงนั้น แต่อยากให้โฟกัสที่จิตใจและความมั่นใจที่ทางนักท่องเที่ยวจะมาประเทศไทย ส่วนการติดตามผลตัวเลขดังกล่าวนั้นขอแจ้งให้ทราบหลังจากนี้อีก 1-2 สัปดาห์

'บัวแก้ว' เผยจีนเข้าใจเหตุ ‘กราดยิงสยามพารากอน’ ขออย่าโฟกัสตัวเลข นทท.
'บัวแก้ว' เผยจีนเข้าใจเหตุ ‘กราดยิงสยามพารากอน’ ขออย่าโฟกัสตัวเลข นทท.

เมื่อถามว่า ในฐานะผู้เสียชีวิตที่เป็นแรงงานชาวต่างชาติ หากต้องการฟ้องร้องให้ถึงที่สุด ทางรัฐบาลจะส่งทีมกฎหมายช่วยดูแลได้หรือไม่ น.ส.สุดาวรรณ กล่าวว่า ในส่วนนี้ยังไม่ได้มีการพูดคุยกัน หากมีการติดต่อมาจะได้หารือกับผู้ที่เกี่ยวข้องกันต่อไป แต่ขณะนี้ยังไม่มีประเด็นนี้เกิดขึ้นมา

‘วันนอร์’ รับ ‘ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม’ จาก ‘ชัยธวัช’ หน.พรรคก้าวไกล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/560274

05 ต.ค. 2566

‘วันนอร์’ รับ ‘ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม’ จาก ‘ชัยธวัช’ หน.พรรคก้าวไกล

วันนอร์ ประธานสภา รับ ‘ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม’ จากหัวหน้าพรรคก้าวไกล ที่นำคณะ สส.ในฐานะว่าที่ผู้นำฝ่ายค้าน เข้ามายื่นร่างฯ ชงเนื้อหา 4 ข้อ ‘ชัยธวัช’ วอนพรรคการเมืองหนุน ชี้เป็นจุดเริ่มต้นความปรองดอง เทียบคดี 6 ตุลาฯ หนักกว่าถึงขั้นฆ่าจนท.รัฐ ยังนิรโทษกรรมให้ได้

วันที่ 5 ตุลาคม 2566 ที่อาคารรัฐสภา นายชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคก้าวไกล พร้อม สส.พรรคก้าวไกลยื่น “ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม” หรือ ร่างกฎหมายนิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมืองฯ ต่อนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวถายหลังรับหนังสือว่าขอแสดงความยินดีกับนายชัยธวัชที่ได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรคก้าวไกล และจะได้ทำหน้าที่ผู้นำฝ่ายค้าในสภาผู้แทนราษฎร เพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชนทุกคนต่อไป

‘วันนอร์’ รับ ‘ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม’ จาก ‘ชัยธวัช’ หน.พรรคก้าวไกล

สำหรับ “ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม” หรือ ร่างพระราชบัญญัติบุคคลซึ่งกระทำความผิดอันเนื่องมาจากเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง จะรับไว้ดำเนินการตามขั้นตอนโดยเร็วที่สุด

นายชัยธวัช กล่าวว่า พรรคก้าวไกลได้ยื่นร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่บุคคลซึ่งได้กระทำความผิดอันเนื่องมาจากเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง พ.ศ. ต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร ด้วยเหตุผลสืบเนื่องมาจากความขัดแย้งทางการเมืองที่ยืดเยื้ออย่างต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน นับตั้งแต่การชุมนุมครั้งแรกของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเมื่อ 11 ก.พ. 2549 และลุกลามบานปลายจนเกิดเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 

‘วันนอร์’ รับ ‘ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม’ จาก ‘ชัยธวัช’ หน.พรรคก้าวไกล

และต่อมาก็ยังมีการรัฐประหารซ้ำอีกครั้งเมื่อปี 2557 และตลอดระยะเวลาของการชุมนุมนับตั้งแต่ครั้งแรก สืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน มีพี่น้องประชาชนจำนวนมากเข้าไปมีส่วนร่วมในการชุมนุม หรือการแสดงออกในทางการเมืองในรูปแบบต่างๆ และตลอดระยะเวลามีประชาชนนับ 1,000 คน ถูกดำเนินคดี

ตั้งแต่คดีเล็กๆ น้อยๆ จนถึงข้อกล่าวหาร้ายแรง รวมถึงคดีความมั่นคง และจนถึงขณะนี้ยังไม่มีการยุติในการดำเนินคดี ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวพรรคก้าวไกลเห็นว่าทำให้ยากที่จะนำคนไทยกลับเข้าสู่ภาวะปกติสุข เกิดความสามัคคีกันในสังคม 

“เพราะพี่น้องประชาชนจำนวนมาก ที่ถูกดำเนินคดี หรือ มีส่วนร่วมทางการเมือง ไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายไหนต่างก็มีความเห็นว่า รัฐไม่มีความเคารพต่อสิทธิมนุษยชน และสิทธิเสรีภาพของพลเมือง จึงเห็นว่าถึงเวลาที่จะต้องยุตินิติสงครามและการนิรโทษกรรมจะเป็นหนทางที่ “ถอดฟืนออกจากกองไฟ” เป็นก้าวแรกในการเริ่มต้นสร้างความยุติธรรมและความปรองดองที่ยั่งยืนในสังคมไทยต่อไป

‘วันนอร์’ รับ ‘ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม’ จาก ‘ชัยธวัช’ หน.พรรคก้าวไกล

สำหรับสาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมฯ นั้น นายชัยธวัช กล่าวว่า ได้กำหนดให้การกระทำใดๆของบุคคลผู้เข้าร่วมเดินขบวนและชุมนุมประท้วงทางการเมือง ตลอดจนการกระทำทำทางกายภาพ หรือแสดงความคิดเห็นใดๆที่เป็นความผิดตามกฎหมายในช่วงเวลาที่ถูกดำเนินคดีตามกฎหมายตั้งแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2549 คือนับวันแรกของการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรจนถึงวันที่พระราชบัญนี้ได้มีผลบังคับใช้

หากการกระทำดังกล่าว มีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง ก็ให้ผู้กระทำพ้นจากความผิด และความรับผิดโดยสิ้นเชิงทั้งนี้ ต้องมิให้ขัดกับพันธะกรณีทางกฎหมายระหว่างประเทศ

ขณะที่การนิรโทษกรรมนี้จะไม่ครอบคลุมถึงการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องกับการสลายการชุมนุม หากเป็นการกระทำเกินสมควรแก่เหตุ ตลอดจนจะไม่นิรโทษกรรมการทำความผิดต่อชีวิตตามประมวลกฎหมายอาญา และจะไม่นิรโทษกรรมการกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 113

ส่วนจะรวม คดีมาตรา 112 หรือไม่อยู่ในวินิจฉัยของคณะกรรมการ โดยกลไกในการนิรโทษกรรมจะกำหนดให้มีคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดการกระทำความผิดเพื่อการนิรโทษกรรม ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้ ในร่างเสนอให้มีจำนวน 9 คน ซึ่งประธานรัฐสภาจะเป็นผู้แต่งตั้ง โดยมีองค์ประกอบจากประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร บุคคลที่ได้รับเลือกจากคณะรัฐมนตรี มาจากบุคคลที่สภาผู้แทนราษฎรเลือกอีก 2 คน มาจากผู้พิพากษาอดีตผู้พิพากษาในศาลยุติธรรม ของที่ประชุมใหญ่ของศาลฎีกา ตุลาการหรืออดีตศาลปกครอง 1 คน มาจาก คณะกรรมการอัยการ 1 คนและสุดท้าย เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

‘วันนอร์’ รับ ‘ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม’ จาก ‘ชัยธวัช’ หน.พรรคก้าวไกล

นายชัยธวัช กล่าวว่า พรรคก้าวไกลย้ำว่า การเสนอ “ร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม” ในครั้งนี้ เรามุ่งหวังให้เป็นกฎหมายสำคัญสำหรับการคืนชีวิตใหม่ให้กับพี่น้องประชาชนที่โดนนิติสงคราม หรือเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองแสดงออกทางการเมืองใดๆและถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย ซึ่งพี่น้องประชาชนจำนวนมาก ไปชุมนุมโดยสันติ และเชื่อว่าการนิรโทษกรรมนี้เป็นสิ่งที่สามารถเป็นไปได้ หากพรรคการเมืองร่วมกันผลักดัน ซึ่งที่ผ่านมาพรรคการเมืองต่างไม่ได้ปฏิเสธ จึงจะใช้โอกาสนี้ในการพูดคุยกับพรรคการเมืองทุกฝ่าย 

รวมถึงพี่น้องประชาชนทุกฝ่าย ทุกสี ที่มีความขัดแย้งกันในอดีตให้สำเร็จให้ได้ ซึ่งเชื่อว่าแม้เรา อาจจะไม่ได้มีความเห็นทางการเมืองตรงกลางทั้งหมดแต่ก็เชื่อว่า ทุกฝ่าย ที่มาแสดงออกทางการเมือง ยืนอยู่ บนพื้นฐานความคิดความเชื่อที่ทำให้การเมืองดีดังนั้นการยุติการต่อสู้การดำเนินคดี ไม่ว่าฝ่ายไหน จะเป็นทางออกที่ดีที่สุด เพื่อให้ ใช้ กระบวนการที่สันติแสวงหาฉันตามมาติที่เป็นที่ยอมรับ และเชื่อว่าภายหลังการพูดคุยพรรคการเมืองต่างๆอาจจะมีร่างกฎหมายลักษณะเดียวกันมาประกบ

นายชัยธวัช กล่าวว่าได้พูดคุยเรื่องนี้กับพรรคการเมืองต่างๆแล้วรวมถึงพรรคเพื่อไทย ที่อาจจะไม่เสนอร่าง แต่มีท่าทีสนับสนุน และตนได้ขอให้มาคุยเรื่องนี้ในชั้นกรรมาธิการ ขณะเดียวกัน ก็ได้มีการพูดคุยเรื่องนี้กับสว.ไว้บ้างแล้วตั้งแต่ปลายสมัยประชุมทที่แล้ว ซึ่งคิดว่าน่าจะสานต่อ และหวังว่า ถ้าได้คุยกับพรรคการเมืองต่างๆทุกพรรค

โดยเฉพาะพรรคการเมืองใหญ่ในฝากรัฐบาล ก็ไม่ได้มีอะไรที่ติดขัด โดยต่างเห็นประโยชน์และความจำเป็น ต่อสถานการณ์ทางการเมือง เพราะรัฐบาลก็ได้แถลงว่าการจัดตั้งรัฐบาลมีเป้าหมายเรื่องความปรองดอง ซึ่งตนคิดว่าความปรองดองจะสำเร็จขึ้นได้ เงื่อนไขสำคัญคือความยุติธรรม ให้กับพี่น้องประชาชน ด้วยการนิรโทษกรรมทางการเมือง แม้หลายกรณีอาจจะมองว่าคนที่ถูกกล่าวหามีความผิดจริง แต่เราต้องยอมรับว่า เป็นการกระทำผิดที่มีแรงจูงใจทางการเมือง ซึ่งคิดว่าหากเรามาเริ่มต้นกันใหม่คืนความยุติธรรมให้กับพี่น้องประชาชน ยุติคดีความที่เป็นเงื่อนไขให้คนที่เห็นต่างกัน มีพื้นที่ได้กลับมาคุยกัน โดยกระบวนการทางประชาธิปไตย แบบนี้ถือเป็นก้าวแรกที่จะสร้างความปรองดองได้

อย่างไรก็ตาม หลายคนอาจจะกังวลว่า คดีความที่ร้ายแรงต่างๆ เหมาะที่จะนิรโทษกรรมหรือไม่ ตนอยากจะย้ำเตือนว่าพรุ่งนี้เป็นวันที่ 6 ตุลาคม 2521 ซึ่งเหตุการณ์นี้ ที่รัฐบาลได้ทำให้เป็นเงื่อนไขสำคัญ จนนำไปสู่การคลี่คลายความขัดแย้ง คือการนิรโทษกรรมเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2521 รวมถึงการออกคำสั่ง 66/23 ซึ่งทั้งสองเหตุการณ์นี้ล้วนแต่เป็นโทษร้ายแรงทั้งสิ้น โดยเฉพาะ 66/23 เป็นการนิรโทษกรรมให้กับคนที่ใช้อาวุธลุกขึ้นสู้กับเจ้าหน้าที่รัฐ และมีส่วนทำให้เจ้าหน้าที่รัฐเสียชีวิตจำนวนมาก เรายังสามารถเปิดให้กับคนที่กระทำผิดร้ายแรงเข้าสู่สังคมและพูดคุย และร่วมใช้ชีวิตปกติในสังคมอีกครั้ง และวันนี้ ที่เสนอร่างกฎหมายฉบับนี้เพราะตั้งใจเพราะพรุ่งนี้เป็นวันที่ 6 ตุลาคม จึงหวังว่าพรรคการเมืองจะให้ความสนใจและเห็นประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งถ้าเห็นท้องก็อาจจะเสนอเลื่อนขึ้นมาพิจารณาเร็วขึ้น

เมื่อถามย้ำว่าจะนิรโทษกรรมให้กับคดี 112 ด้วยใช่หรือไม่ นายชัยธวัช กล่าวว่า ตอนที่นิรโทษกรรมให้กับเหตุการณ์ 6 ตุลาคม ก็เป็นเรื่องความผิดมาตรา 112 เป็นหลัก และยังมีคดีกบฏ ล้มล้างการปกครอง และเปิดให้คนที่เข้าร่วมต่อสู้ด้วยอาวุธ เราสามารถที่จะอภัย เพื่อทำให้การเมืองไทยเดินหน้าไปได้ จึงคิดว่าหากไม่มีอคติจนเกินไป ทุกฝ่ายควรจะร่วมกัน

เพราะรู้สึกเสียดายที่คณะกรรมการสมานฉันท์ ตั้งโดยนายชวน หลีกภัย ทำรายงานเสร็จแล้ว แต่เสร็จในปลายสมัยจึงไม่มีโอกาสนำเสนอในสภา ซึ่งคณะกรรมการสมานฉันท์ชุดต่างๆ ก็มีข้อเสนอในลักษณะนี้ ในเรื่อง ของนิรโทษกรรมคดีทางการเมือง

แต่งตั้ง ‘จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์’ นั่งปธ.คณะอนุฯ ‘เงินดิจิทัล 10,000’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/560269

05 ต.ค. 2566

แต่งตั้ง 'จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์' นั่งปธ.คณะอนุฯ 'เงินดิจิทัล 10,000'

บอร์ดนโยบาย ‘เงินดิจิทัล 10,000’ เห็นชอบแต่งตั้งคณะอนุฯ ขับเคลื่อนโครงการ มี ‘จุลพันธ์’ นั่งประธาน ‘นายกฯ’ ย้ำดำเนินงานรอบคอบ ระมัดระวัง เป็นไปตามกรอบวินัยการเงินการคลัง

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet ร่วมกับรัฐมนตรี คณะกรรมการ และผู้ที่เกี่ยวข้อง 

นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในที่ประชุมนายกรัฐมนตรี เน้นย้ำการดำเนินการโครงการดังกล่าวจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดำเนินการด้วยความระมัดระวัง รอบคอบ เป็นไปตามวินัยการเงิน การคลัง และข้อกฎหมาย ในที่ประชุมได้หารือเพื่อกำหนดกรอบการดำเนินโครงการ  “เงินดิจิทัล 10,000” ในหลายประเด็น เช่น ขอบเขตโครงการ แหล่งเงินการดำเนินโครงการ ระยะเวลาการดำเนินโครงการ การจัดการข้อมูลภายใต้โครงการ เป็นต้น 

ซึ่งนายกรัฐมนตรีย้ำว่า การดำเนินการโครงการดังกล่าวจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดำเนินการด้วยความระมัดระวัง รอบคอบ ตลอดจนคำนึงถึงวินัยการเงินการคลัง 

ทั้งนี้ที่ประชุมได้เห็นชอบให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่านDigital Wallet โดยมีนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานคณะอนุกรรมการดังกล่าว เพื่อพิจารณารายละเอียดในประเด็นต่าง ๆ และเสนอให้คณะกรรมการนโยบายฯ พิจารณาเห็นชอบโดยเร็วต่อไป 

แต่งตั้ง 'จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์' นั่งปธ.คณะอนุฯ 'เงินดิจิทัล 10,000'

‘นายกฯ’ เตรียมลงพื้นที่ ติดตามอุทกภัย ใน 3 จังหวัด ‘อุบลฯ-ยโสธร-ร้อยเอ็ด’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/560262

05 ต.ค. 2566

‘นายกฯ’ เตรียมลงพื้นที่ ติดตามอุทกภัย ใน 3 จังหวัด ‘อุบลฯ-ยโสธร-ร้อยเอ็ด’

โฆษกรัฐบาล เผย ‘นายกฯ’ เตรียมลงพื้นที่ 3 จังหวัด อุบลราชธานี ยโสธร ร้อยเอ็ด ติดตามสถานการณ์อุทกภัย พบประชาชน มอบสิ่งของช่วยเหลือ ผู้ประสบอุทกภัยระหว่าง 6-7 ต.ค.นี้

นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในวันศุกร์ที่ 6 และวันเสาร์ที่ 7 ตุลาคม 2566 นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มีกำหนดการลงพื้นที่ตรวจราชการ ณ จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดยโสธร และจังหวัดร้อยเอ็ด โดยมีนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายไชยา พรหมา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นายเกรียง กัลป์ตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายสมคิด เชื้อคง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง นายพงศ์ศรัณย์ อัศวชัยโสภณ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ร่วมคณะตรวจราชการ ซึ่งมีกำหนดการดังนี้

ภารกิจ นายกฯ เศรษฐา วันที่ 6 ต.ค.

วันศุกร์ที่ 6 ตุลาคม 2566 เวลา 12.00 น. นายกรัฐมนตรีและคณะ ออกเดินทางจากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง กรุงเทพฯ ไปยังท่าอากาศยานทหารกองบิน 21 ต.ในเมือง อ.เมืองอุบลราชธานี จ.อุบลราชธานี

โดยในเวลา 13.15 น. นายกรัฐมนตรีเป็นประธานประชุมติดตามสถานการณ์อุทกภัย สั่งการเตรียมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย ณ สำนักงานชลประทานที่ 7 

จากนั้น นายกรัฐมนตรีเดินทางไปสถานีตรวจวัดระดับน้ำ (M7) บริเวณเชิงสะพานเสรีประชาธิปไตย ต.ในเมือง อ.เมืองอุบลราชธานี เพื่อพบปะประชาชน และมอบสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะไปติดตามสถานการณ์อุทกภัยและพบปะประชาชน อ.พิบูลมังสาหาร ณ แก่งสะพือ ต.พิบูล อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี

ภารกิจ นายกฯ เศรษฐา วันที่ 7 ต.ค.

ในวันเสาร์ที่ 7 ตุลาคม 2566 เวลา 10.30 น. นายกรัฐมนตรี มีกำหนดการพบปะประชาชน และมอบสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ณ บ้านทรายงาม ต.กุดกุง อ.คำเขื่อนแก้ว จ.ยโสธร จากนั้นในช่วงบ่าย เวลาประมาณ 14.00 น. นายกรัฐมนตรีจะตรวจเยี่ยมโครงการบำบัดผู้ติดยาเสพติด ณ สถานีตำรวจภูธรหัวโทน อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด แล้วเดินทางกลับกรุงเทพมหานคร ทั้งนี้ กำหนดการอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม

การลงพื้นที่ของนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ นายกฯ จะไปติดตามสถานการณ์และการบริหารจัดการน้ำลุ่มน้ำชี-มูล รวมทั้งติดตามสถานการณ์อุทกภัยและการช่วยเหลือประชาชน ซึ่งพื้นที่ลุ่มน้ำชี-มูล ยังคงมีพื้นที่ได้รับผลกระทบ 

สำหรับสถานการณ์น้ำของ จ.อุบลราชธานี ยโสธร ร้อยเอ็ด ขณะนี้ความจุแหล่งน้ำรวมของจังหวัด (ข้อมูล สทนช. 3 ต.ค. 2566) จ.อุบลราชธานี ความจุ 2,225 ล้าน ลบ.ม. ปริมาณน้ำปัจจุบัน 1,971 ล้าน ลบ.ม. (89%) จ.ยโสธร ความจุ 119 ล้าน ลบ.ม. ปริมาณน้ำปัจจุบัน 77 ลบ.ม. (65%) และ จ.ร้อยเอ็ด ความจุ 2,225 ล้าน ลบ.ม. ปริมาณน้ำปัจจุบัน 85 ลบ.ม. (37%)

‘ภูมิธรรม’ เชื่อ ‘ทักษิณ-เฉลิม’ ไม่มีรอยร้าว เล็งหาเวลาคุย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/560251

05 ต.ค. 2566

'ภูมิธรรม' เชื่อ ‘ทักษิณ-เฉลิม’ ไม่มีรอยร้าว เล็งหาเวลาคุย

‘ภูมิธรรม’ เชื่อ ‘ทักษิณ-เฉลิม’ ไม่มีรอยร้าว เล็งหาเวลาคุย ยันไม่ตามรอย ‘ตู่ จตุพร’ แน่ ชี้เนื้อหาสาเหตุปัญหาต่างกัน ย้ำ เสร็จนาไม่ฆ่าโคถึก มีแต่จะเลี้ยงให้อุดมสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะรักษาการรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์กระแสข่าว ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ประกาศตัดขาดกับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เนื่องจากมีข่าวว่านายทักษิณระบุว่า ร.ต.อ.เฉลิมกับลูกพูดกวนโอ้ยจึงไม่ให้ตำแหน่ง ว่าไม่ทราบเรื่องนี้ได้เห็นจากข่าวของสื่อมวลชน ทั้งนี้ นายทักษิณ และ ร.ต.อ.เฉลิมมีความสัมพันธ์ที่ดีกันอยู่แล้ว จึงคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร

ขณะที่ตนเองให้ความเคารพ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่แล้ว และมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันอยู่เสมอ อย่างไรก็ตามถ้าได้มีโอกาสพบกับ ร.ต.อ.เฉลิม ก็คงจะได้สืบถามถึงกระแสข่าวดังกล่าว

นายภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทยนายภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย

“ส่วนตัวยังคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ทุก ๆ อย่างก็น่าจะเป็นไปด้วยดี และ ร.ต.อ.เฉลิมอยู่กับพรรคเพื่อไทยมานาน รวมถึงให้ความช่วยเหลือและให้คำปรึกษาแก่พรรคในเรื่องต่างๆ อยู่แล้ว” นายภูมิธรรมกล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า จากเรื่องนี้จะทำให้เกิดรอยร้าวภายในพรรคเพื่อไทยหรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ไม่น่าจะมีปัญหา เพราะยังไม่รู้สึกว่ามีปัญหาอะไร ส่วนกังวลว่าจะเกิดเหตุการเหมือนกับนายจตุพร พรหมพันธุ์ อดีตแกนนำ นปช.หรือไม่นั้น ไม่คิดว่าเป็นอย่างนั้น เนื้อหาสาเหตุของปัญหาก็ต่างกัน

เมื่อถามว่า จะถูกมองว่าเรื่องนี้เป็นกรณีที่เรียกว่า เสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพลหรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ไม่ฆ่าหรอกครับ เสร็จงานแล้วไม่ฆ่าโค มีแต่จะทำงานให้ดีขึ้น ช่วยให้โคทั้งหลายได้มีงานทำ ช่วยให้โคทั้งหลายมีความอุดมสมบูรณ์ ในการที่จะทำงานได้ดี

เมื่อถามว่า ก่อนหน้านี้ ร.ต.อ.เฉลิมได้เคยมีขอให้นายวัน อยู่บำรุง บุตรชายของ ร.ต.อเฉลิมได้มีตำแหน่งในรัฐบาลบ้างหรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า เรื่องการวางคนดำรงตำแหน่งต่างๆ เป็นเรื่องของรัฐบาลที่ได้รับฟังเรื่องราวต่าง ๆ และได้รู้กฎเกณฑ์กติกาต่าง ๆ ว่าเป็นอย่างไร ส่วนภายในพรรคก็มีความพยายามประสานงานกันอยู่ แต่ไม่เคยได้ยินว่าเรื่องนี้จะเป็นปัญหา

“จะหาโอกาสพบกับร.ต.อ.เฉลิม ในเร็ว ๆ นี้ซึ่งได้ข่าวว่า ร.ต.อ.เฉลิม ไม่ค่อยสบาย และหากได้พูดคุยกับ ร.ต.อ. เฉลิมแล้วผลออกมาเป็นอย่างไรก็จะนำมาแบ่งให้สื่อมวลชนทราบ แต่ขอย้ำว่าไม่มีปัญหาขอให้ทุกคนสบายใจได้ โดย ร.ต.อ. เฉลิม ยังเป็นที่เคารพของคนในพรรค และเป็นผู้มี่มีบทบาทในพรรคอยู่แล้ว”

เมื่อถามว่า จะต้องไปพบนายทักษิณก่อนที่จะไปพูดคุยกับ ร.ต.อ.เฉลิม หรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ไม่ต้องไปพบนายทักษิณก่อน เพราะตอนนี้ท่านยังอยู่ในโรงพยาบาลจึงยังติดต่ออะไรไม่ได้ จึงสงสัยอยู่ว่าเขาไปได้ยินสิ่งที่นายทักษิณพูดได้อย่างไร แต่ตั้งใจที่จะหาโอกาสที่จะไปพบกับร.ต.อ. เฉลิมอยู่แล้ว

‘นายกฯ’ ไม่รู้ ‘ทักษิณ-เฉลิม’ แตกหัก เผยไม่ได้อยู่ในความขัดแย้งใคร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/560246

05 ต.ค. 2566

'นายกฯ' ไม่รู้ 'ทักษิณ-เฉลิม' แตกหัก เผยไม่ได้อยู่ในความขัดแย้งใคร

‘นายกฯ’ ไม่รู้สาเหตุ ‘ทักษิณ-เฉลิม’ แตกหัก ปัดเป็นเรื่องภายในพรรคคุยกัน ไม่รู้ไม่พอใจไร้ตำแหน่งในรัฐบาล เผยแต่งตั้งยังไม่จบ

กรณี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ออกมาตัดขาดกับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นั้น

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะที่ปรึกษาหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย ระบุ ไม่ทราบเรื่องว่าท่านทะเลาะอะไรกันและไม่รู้ว่าจริงหรือไม่ หรือเข้าใจผิดกันหรือเปล่า เป็นเรื่องของคนสองคน และตนไม่ทราบประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาว่าเป็นอย่างไร 

เมื่อถามว่าต้องให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ในฐานะหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย เป็นคนกลางเคลียร์ปัญหาหรือไม่ นายเศรษฐา กล่าวว่า เป็นเรื่องของพรรคที่เขาจะจัดการกันเอง ฝนไม่ได้เข้าไปอยู่ในความขัดแย้งแต่ละคน อาจจะมีงอนหรือน้อยใจกันบ้าง แต่ไม่ทราบว่าเรื่องอะไร 

ถามย้ำว่า ต้องแก้ไขปัญหาภายในใช่หรือไม่ นายเศรษฐา บอกว่า ทุกพรรค ทุกกลุ่ม ทุกเหล่า ก็มีปัญหาด้วยกันทั้งนั้น ฉะนั้นเรามาพูดคุยกันด้วยความเข้าใจจะดีกว่า

ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกต ร.ต.อ.เฉลิม ไม่พอใจเนื่องจากไม่ได้ตำแหน่งในรัฐบาลนี้หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนไม่ทราบ ซึ่งตำแหน่งมีจำนวนจำกัด หลายคนที่เข้ามาทำงานการเมือง ก็มีความประสงค์เข้ามาช่วยบ้านเมือง บางคนเป็นรัฐมนตรี เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรี เป็นรัฐมนตรีช่วย เป็นที่ปรึกษา หรือบางคนได้อยู่ในคณะกรรมการต่างๆ มองว่ามีหลายหน้าที่ หลายเสา ที่ทุกคนจะเข้าไปอยู่กันได้ และขณะนี้การแต่งตั้งยังไม่จบ เห็นได้จากการประชุมคณะรัฐมนตรีทุกครั้ง มีการคัดสรรที่ดีและมีหลายพรรคการเมืองร่วมด้วย 

ส่วนการที่ ร.ต.อ.เฉลิม ออกมาประกาศออกจากพรรคตนคงไปบอกใครพูดอะไรไม่ได้ เพราะไม่ได้เกี่ยวกับตน แต่ขอพูดโดยรวม

“ถ้ามีปัญหาอะไรก็อยากให้เจรจาถ้อยทีถ้อยอาศัยด้วยภาษาที่ไม่ก้าวร้าว เป็นหลักที่ยึดมาตลอด ขอให้เป็นเช่นนั้น ” นายกรัฐมนตรี กล่าว 

นายเศรษฐา ทวีสินนายเศรษฐา ทวีสิน

‘นายกฯ’ กำชับ ปปง. ทำงานรวดเร็ว-โปร่งใส เน้นยึดทรัพย์ตัดต้นตอเครือข่าย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/560243

05 ต.ค. 2566

'นายกฯ' กำชับ ปปง. ทำงานรวดเร็ว-โปร่งใส เน้นยึดทรัพย์ตัดต้นตอเครือข่าย

‘นายกฯ’ คนแรกดูงาน ปปง. กำชับ รวดเร็ว-โปร่งใส เน้นยึดทรัพย์ตัดต้นตอเครือข่าย เชื่อทำงานดี ลดข้อครหาต่างๆได้

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มอบนโยบายให้เจ้าหน้าที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เนื่องจากเป็นหน่วยงานที่ขึ้นตรงกับนายกรัฐมนตรี 

นายเศรษฐา ระบุนายฉัตรชัย พรหมเลิศ ประธาน ปปง. บอกว่า ตนเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกที่มามอบนโยบายการทำงาน ซึ่งหน่วยงานนี้มีความสำคัญ เพราะเชื่อมโยงกับความมั่นคง ปัจจุบันธุรกิจสีเทาโดยเฉพาะธุรกรรมทางการเงิน เป็นองค์ประกอบใหญ่ที่ทำให้เครือข่ายขยายตัวรวดเร็ว ทั้งยาเสพติด พนันออนไลน์ และอื่นๆ โดยปปง. เป็นหน่วยงานสำคัญในการยึดทรัพทย์ เพื่อทำลายต้นตอของปัญหาหลายๆ อย่าง 

วันนี้มาคุยกับพนักงานมาให้กำลังใจ มามอบนโยบายว่า ต้องทำงานรวดเร็ว กระชับ ยึดหลักนิติธรรม สิทธิมนุษยชนก็สำคัญ ตรงนี้ต้องให้โอกาสกับผู้กระทำความผิดด้วย แต่การบังคับใช้กฎหมายต้องชัดเจน โปรงใส สาธารณชนรับรู้ได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของยึดทรัพย์มาต้องขึ้นเว็บไซต์ว่าหน่วยงานทำอะไร ยึดเท่าไหร่ ของใคร และส่งคืนรัฐบาลไปแล้วเท่าไหร่ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ 

ส่วนที่ประธาน ปปง. รายงานว่า กำลังอยู่ในระหว่างยึดทรัพย์กว่า 6 พันล้านบาทจะทำได้หรือไม่ นายเศรษฐา บอกว่า ทางสำนักงาน ปปง. มั่นใจจะสามารถทำได้ วันนี้จึงมากำชับต้องทำอย่างรวดเร็ว ไม่เช่นนั้นจะมีการโยกย้ายถ่ายเททรัพย์สินได้ 

ทั้งนี้อาจจะมีกรอบระยะเวลาการยึดทรัพย์แต่ละคดี ซึ่งบอกไปแล้ว ว่าแต่ละอันต้องมีหน่วยชี้วัดการทำงาน และไทม์ไลน์ที่ชัดเจน 

เมื่อถามว่าก่อนหน้านี้ผู้บริหาร ปปง. มีข้อครหาเรื่องเข้าไปเกี่ยวข้องธุรกิจสีเทา นายเศรษฐา ระบุว่า เรื่องนี้ต้องให้เกียรติกับเจ้าหน้าที่ด้วย อย่าพูดเช่นนั้นเลย เชื่อว่าทุกคนเข้าใจถึงที่สังคมกังขา ซึ่งได้กำชับ ทุกคนทำงานอย่างสุจริต รอบคอบ รวดเร็ว และตอบโจทย์สังคมได้ ขอให้รอดูต่อไป เชื่อว่าประสิทธิภาพการทำงานจะดีขึ้น ข้อครหาก็จะลดลง

ด้านนายฉัตรชัย กล่าวรายงาน สำนักงาน ปปง. ตั้งมา 24 ปี นายกฯเศรษฐา เป็นคนแรกที่จะมากำกับดูแล ปปง. ด้วยตนเอง ซึ่งจะเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนและเป็นขวัญกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ เพราะการทำงานของ ปปง. อยู่ภายใต้ความกดดัน ส่วนงบประมาณ ปปง. มี 432 ล้านบาท ที่ผ่านมามีการดำเนินการยึดทรัพย์ไปแล้วกว่า 8.2 หมื่นล้านบาท และขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการกว่า 6 พันล้านบาท

'นายกฯ' กำชับ ปปง. ทำงานรวดเร็ว-โปร่งใส เน้นยึดทรัพย์ตัดต้นตอเครือข่าย

ขอ ‘เรือนจำพิเศษกรุงเทพ’ ปลดพันธนาการ ‘อานนท์ นำภา’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/560242

05 ต.ค. 2566

ขอ 'เรือนจำพิเศษกรุงเทพ' ปลดพันธนาการ 'อานนท์ นำภา'

ทนายความยื่นหนังสือถึงผู้บัญชาการเรือน ‘จำพิเศษกรุงเทพ’ ให้ปลดพันธนาการ ‘อานนท์ นำภา’ เพราะเป็นเพียงผู้ต้องขัง ยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด

วันที่ 9 ของการคุมขัง อานนท์ นำภา ทนายความจากศูนย์ทนายเพื่อสิทธิมนุษยชน ซึ่งอยู่ระหว่างขอประกันคดีม็อบ 2ธันวาไปห้าแยกลาดพร้าว เมื่อวันที่ 29 ก.ย. และ 3 ต.ค. 2566 ทนายความผู้รับมอบอำนาจได้เดินทางไปที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เพื่อยื่นหนังสือถึงผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ขอให้ทบทวนมาตรการการใช้เครื่องพันธนาการ

การยื่นหนังสือครั้งนี้สืบเนื่องมาจากภายหลังที่ศาลอาญาพิพากษาจำคุก 4 ปี เมื่อวันที่ 26 ก.ย. ที่ผ่านมา และศาลอุทธรณ์ไม่อนุญาตให้ประกันในระหว่างอุทธรณ์ อานนท์ถูกเบิกตัวจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ไปที่ศาลอาญาในนัดสืบพยาน แต่ทนายความและประชาชนที่ไปรอให้กำลังใจอานนท์พบว่า

อานนท์ นำภาเดินเข้ามาในห้องพิจารณาคดีในทั้ง 3 วันอย่างช้า ๆ เนื่องจากมีตรวนล่ามข้อเท้าทั้งสองข้างเข้าด้วยกัน ลักษณะคล้ายกุญแจมือ แต่ใส่ที่ข้อเท้า ทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกถึงความไม่เป็นธรรมที่อานนท์ได้รับจากการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ จึงยื่นหนังสือถึง ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มีใจความดังนี้

ตามที่อานนท์ นำภา ผู้ต้องขังตามหมายขังของศาลอาญา ซึ่งอยู่ในความควบคุมของเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ โดยยังเป็นผู้ต้องขังระหว่างการอุทธรณ์และคดียังไม่สิ้นสุด ได้เดินทางมาศาลอาญาเพื่อพิจารณาคดีในคดีอื่นเมื่อวันที่ 29 ก.ย. และ 3 ต.ค. 2566 โดยใส่พันธนาการเป็นตรวนที่ข้อเท้าทั้งสองข้างตลอดระยะเวลาที่ออกนอกเรือนจำ

การใส่ตรวนนั้นถือเป็นการลดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างร้ายแรง แม้ พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ฯ จะให้อำนาจกระทำได้เพื่อป้องกันการหลบหนี แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทางเรือนจำจะต้องใช้โซ่ตรวนในทุกกรณี ซึ่งอานนท์ไม่ได้มีพฤติการณ์ใดในการหลบหนี เห็นได้จากกรณีที่อานนท์ถูกควบคุมตัวที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ในช่วงปี 2564 เป็นเวลากว่า 9 เดือน และต้องเข้าออกเรือนจำเพื่อเดินทางไปศาลอย่างสม่ำเสมอโดยไม่ได้มีพันธนาการใด ๆ

การพันธนาการอานนท์ตลอดระยะเวลาที่อยู่นอกเรือนจำ แม้กระทั่งขณะศาลทำการพิจารณาคดีซึ่งอานนท์ทำหน้าที่ทนายความด้วยนั้น จึงเป็นมาตรการที่เกินจำเป็นเมื่ออานนท์ยังเป็นผู้ต้องขังระหว่างการพิจารณาคดี ทางเรือนจำจะปฏิบัติต่ออานนท์เหมือนผู้กระทำผิดไม่ได้

ขอบคุณภาพจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนขอบคุณภาพจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน

จึงขอให้เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ทบทวนมาตรการการใช้เครื่องพันธนาการ เพื่อให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 29 พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 มาตรา 21 และข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำขององค์การสหประชาชาติในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง (United Nations Standard Minimum Rules for the Treatment of Prisoners) หรือข้อกำหนดแมนเดลา (Mandela Rules) ซึ่งเป็นมาตรฐานในการคุมขังของเรือนจำทั่วโลก

หน้าที่ ‘กรรมาธิการ’ ตรวจสอบหรือขัดขาฝ่ายบริหาร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/560238

05 ต.ค. 2566

หน้าที่ 'กรรมาธิการ' ตรวจสอบหรือขัดขาฝ่ายบริหาร

แต่งตั้ง ‘กรรมาธิการ’ สามัญประจำสภา ฝุ่นเพิ่งหายตลบ ได้ครบ 35 คณะแล้ว โควต้าประธานจัดสรรตามสัดส่วนสส.ของแต่ละพรรค

คณะกรรมาธิการ (Committee) ตามนิยามสถาบันพระปกเกล้าฯหมายถึง องค์กรภายในสภาที่ประกอบด้วย บุคคลที่ได้รับเลือกจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา และหรือผู้ทรงคุณวุฒิที่ไม่ได้เป็นสมาชิกสภา ที่สภาแต่งตั้งขึ้นเพื่อทำหน้าที่ในการสอบสวนหรือศึกษาเรื่องใด ๆ ตามที่สภามอบหมาย 

เมื่อดำเนินการเสร็จแล้วให้รายงานต่อสภา  โดยกรรมาธิการสามัญต้องแต่งตั้งจากสมาชิกของแต่ละสภา  ประเภท วิสามัญสามัญเชิญผู้มีความสามารถที่มิได้เป็นสมาชิกของแต่ละสภา ร่วมเป็นกรรมาธิการได้ กรรมาธิการเรียกได้อีกอย่างว่าสภาเล็ก (Little Legislature) ในสภาใหญ่ เพื่อแบ่งเบาภาระของสภา

สภาผู้แทนราษฎร มี กรรมาธิการสามัญ 35 คณะ รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา129 สภากำหนดอำนาจหน้าที่ พิจารณาสอบหาข้อเท็จจริงหรือศึกษาเรื่องใดๆ และรายงานให้สภาทราบตามระยะเวลาที่สภากําหนดการกระทํากิจการ การสอบหาข้อเท็จจริง หรือการศึกษาตามวรรคหนึ่ง ต้องเป็นเรื่องที่อยู่ในหน้าที่และอํานาจของสภา และหน้าที่และอํานาจตามที่ระบุไว้

ในการตั้งคณะกรรมาธิการต้องไม่ดำเนินการเรื่องที่ซ้ําซ้อนกัน เว้นแต่เรื่องที่มีความเกี่ยวข้องกันให้ประธานสภาดำเนินการรวมกรรมาธิการที่เกี่ยวข้อง มาร่วมกันตรวจสอบข้อเท็จจริง  กรรมาธิการไม่สามารถมอบอํานาจหรือมอบหมายให้บุคคลหรือคณะบุคคลใดกระทําการแทนได้

คณะกรรมาธิการตามวรรคหนึ่งมีอํานาจเรียกเอกสารจากบุคคลใด หรือเรียกบุคคลใดมาแถลงข้อเท็จจริงหรือแสดงความเห็นในกิจการที่กระทําหรือในเรื่องที่พิจารณาสอบหาข้อเท็จจริงหรือศึกษาอยู่นั้นได้ แต่มิให้ใช้บังคับแก่ผู้พิพากษาหรือตุลาการที่ปฏิบัติตามหน้าที่หรือใช้อํานาจในกระบวนวิธีพิจารณาพิพากษาอรรถคดี หรือการบริหารงานบุคคลของแต่ละศาล

และมิให้ใช้บังคับแก่ผู้ดํารงตําแหน่งในองค์กรอิสระในส่วนที่เกี่ยวกับการปฏิบัติตามหน้าที่และอํานาจโดยตรงในแต่ละองค์กรตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญหรือตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ แล้วแต่กรณี ให้เป็นหน้าที่ของรัฐมนตรีที่รับผิดชอบในกิจการที่คณะกรรมาธิการสอบหาข้อเท็จจริงหรือศึกษาที่จะต้องสั่งการให้เจ้าหน้าที่ของรัฐในสังกัดหรือในกํากับ ให้ข้อเท็จจริง ส่งเอกสาร หรือแสดงความเห็นตามที่คณะกรรมาธิการเรียก

กรรมาธิการที่ปฏิบัติหน้าที่ มีเอกสิทธ์คุ้มครองเช่นเดียวกับสมาชิกสภาฯ กรรมาธิการ จะได้รับเบี้ยประชุม ครั้งละ 1,500 บาท ไม่เกิน สองครั้งต่อวัน