ครม. แต่งตั้ง ‘รัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี’ นั่ง รองโฆษกรัฐบาล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/560063

03 ต.ค. 2566

ครม. แต่งตั้ง 'รัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี' นั่ง รองโฆษกรัฐบาล

ครม. แต่งตั้ง ‘รัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี’ นั่งเก้าอี้ รองโฆษกรัฐบาล ‘รังสิมา-ศรัณวุฒิ’ กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี

การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 3 ต.ค. 2566 คณะรัฐมนตรี มีมติอนุมัติ/เห็นชอบ ในเรื่องแต่งตั้งข้าราชการ รัฐมนตรี หลายตำแหน่ง โดย “รัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี” เป็นรองโฆษกรัฐบาล และ แต่งตั้ง “ศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ” “รังสิมา รอดรัศมี” เป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี

นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุม ครม. ซึ่งมีวาระการแต่งตั้งข้าราชการพลเรือน และรัฐมนตรีประจำกระทรวง ในหลายตำแหน่ง

1. การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)

  • คณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบ เสนอแต่งตั้ง พล.ต.ท.อภิรัติ นิยมการ ให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง (รองนายกรัฐมนตรี พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ) ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 3 ต.ค. 2566 เป็นต้นไป 

2. การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)

  • คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ เสนอแต่งตั้ง นายภุชงค์ วรศรี ให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ตำแหน่งประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 3 ต.ค. 2566 เป็นต้นไป 

3. การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)

  • ​​คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ แต่งตั้ง นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี ให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ตำแหน่งรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่  3 ต.ค. 2566 เป็นต้นไป

 รัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรีรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี

4. เรื่องการแต่งตั้งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี

​​คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอแต่งตั้ง กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี จำนวน 2 ราย ดังนี้

  1. นายศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ
  2. ​​น.ส.รังสิมา รอดรัศมี

ศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ                    รังสิมา รอดรัศมีรังสิมา รอดรัศมี

​​โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่นายกรัฐมนตรีลงนามในประกาศแต่งตั้ง

5. การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (สำนักนายกรัฐมนตรี)

  • ​​คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอแต่งตั้ง นายโสภณ แท่งเพ็ชร์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผนงาน (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) ให้ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อทดแทนตำแหน่งที่จะเกษียณอายุราชการ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

6. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ)

  • ​​คณะรัฐมนตรี มีมติอนุมัติตามที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐเสนอแต่งตั้ง นายเอกชัย เกษมสุขธวัช ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ ให้ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ เพื่อทดแทนดำแหน่งที่จะเกษียณอายุราชการ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

7. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหาร ระดับสูง (กระทรวงยุติธรรม)

​​คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทบริหาร ระดับสูง จำนวน 8 ราย ดังนี้

​​

  1. นายไตรยฤทธิ์ เตมหิวงศ์ ตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบัน (ประเภทบริหาร ระดับสูง) สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม ให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (ประเภทบริหาร ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงยุติธรรม
  2. ​​นายสหการณ์ เพ็ชรนรินทร์ ตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (ประเภทบริหาร ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงยุติธรรม แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี (ประเภทบริหาร ระดับสูง) กรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม
  3. นายเสกสรร สุขแสง ตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ประเภทบริหาร ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงยุติธรรม แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี (ประเภทบริหาร ระดับสูง) กรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรม
  4. น.ส.วรวิวรรณ จตุรพิธพร ตำแหน่งที่ปรึกษาด้านกฎหมาย (นิติกร) (ประเภทวิชาการ ระดับทรงคุณวุฒิ) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงยุติธรรม ให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ประเภทบริหาร ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงยุติธรรม
  5. ​​นางจิรภา สินธุนาวา ตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ประเภทบริหาร ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงยุติธรรม ให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (ประเภทบริหาร ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงยุติธรรม
  6. นายวีระกิตติ์ หาญปริพรรณ์ ตำแหน่งอธิบดี (ประเภทบริหาร ระดับสูง) กรมคุมประพฤติ กระทรวงยุติธรรม ให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบัน (ประเภทบริหาร ระดับสูง) สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม
  7. ​​นายเรืองศักดิ์ สุวารี ตำแหน่งอธิบดี (ประเภทบริหาร ระดับสูง) กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี (ประเภทบริหาร ระดับสูง) กรมคุมประพฤติ กระทรวงยุติธรรม
  8. น.ส.เอมอร เสียงใหญ่ ตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ประเภทบริหาร ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงยุติธรรม ให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี (ประเภทบริหาร ระดับสูง) กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

เตือน ‘เพื่อไทย’ มีวุฒิภาวะ อย่าถึงขั้นยื่นดาบให้ยุบพรรค ‘ก้าวไกล’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/560048

03 ต.ค. 2566

เตือน 'เพื่อไทย' มีวุฒิภาวะ อย่าถึงขั้นยื่นดาบให้ยุบพรรค 'ก้าวไกล'

บก.ลายจุด ยกประวัติศาสตร์ ที่เคยถูกกระทำ เตือน พรรค ‘เพื่อไทย’ อย่าเปิดช่องให้พรรค ‘ก้าวไกล’ ถูกทำลายทางการเมือง

สมบัติ บุญงามอนงค์หรือ บก.ลายจุดนักเคลื่อนไหวทางการเมืองโพสเฟซบุ๊ค เตือนเพื่อไทย มีวุฒิภาวะ อย่าฉวยโอกาศทำลายล้างพรรคก้าวไกล ด้วยการยื่นดาบให้องค์กรอิสระ เนื้อหาในเฟซบุ๊ก ระบุว่า

สำหรับสิ่งที่จะเขียนต่อจากนี้ ขอเรียกว่าความปราถนาดี

พรรคเพื่อไทยอย่าส่งเรื่องกรณีหมออ๋องให้กับศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อนำไปสู่การยุบพรรคก้าวไกล หากคุณเห็นว่ามันไม่ถูกต้องหรือพอเป็นช่องในการตอบโต้กันทางการเมือง ให้ใช้โอกาสนี้วิพากษ์วิจารณ์ในระดับที่เหมาะสม ว่ากันไปตามวิถีทางการเมือง  อย่าไปล้มโต๊ะล้มพรรคเขา อย่ามีส่วนร่วมใดๆ กับการทำลายล้างในระดับที่พรรคก้าวไกลต้องโดนยุบ อย่าชง อย่าส่งบอล หรือยื่นดาบให้เพชฌฆาต

เพื่อไทยต้องแสดงวุฒิภาวะทางการเมืองที่ผ่านร้อนผ่านหนาวผ่านการถูกบ่อนทำลายในทุกรูปแบบ อย่านำพรรคกลืนไปกับมนต์ดำทางการเมืองแล้วกลายเป็นพรรคในแบบเดียวกับที่ประชาธิปัตย์เคยทำกับเพื่อไทย ให้ทุ่มเทไปกับการบริหารประเทศใช้สิ่งนี้เป็นผลงานที่จะแย่งชิงหัวใจของประชาชนกลับคืน และหากก้าวไกลจะล้มก็ให้เขาลื่นล้มด้วยตนเอง เพื่อไทยอย่าไปมีส่วนร่วม

ด้วยความปราถนาดีจริงๆ

‘ภูมิธรรม’ ชงรายชื่อ คกก.แก้ รธน.เข้า ครม.วันนี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/560036

03 ต.ค. 2566

‘ภูมิธรรม’ ชงรายชื่อ คกก.แก้ รธน.เข้า ครม.วันนี้

‘ภูมิธรรม’ เตรียมนำรายชื่อ คกก.แก้รัฐธรรมนูญเข้า ครม.วันนี้ ย้ำมีโควต้า ‘ก้าวไกล’ เชื่อดำเนินการเสร็จใน 4 ปี

วันที่ 3 ต.ค.นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะคณะกรรมการศึกษาแนวทางการทำประชามติ กล่าวว่าว่า ขณะนี้ได้ส่งรายชื่อคณะกรรมการให้กับ นาย เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้ว หากวันนี้นายกรัฐมนตรีเซ็นแต่งตั้ง ก็จะมีการแถลงข่าวในช่วง 13.00 น ของวันนี้ 

นายภูมิธรรม กล่าวต่อว่า คณะกรรมการศึกษาแนวทางการทำประชามติ จะมีพรรคฝ่ายค้านร่วมด้วย ทั้งพรรคก้าวไกล พรรคสร้างไทย และพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งจะดำเนินการให้เสร็จโดยเร็วที่สุด ภายใน 4 ปีนี้ต้องจบตามกรอบเวลา ตามไทม์ไลน์กฎหมายทั้งหมดว่าต้องกี่วัน เพราะยาวสุดประมาณ 3 ปีกว่า และเราลดการทำประชามติและลดการทำอะไรหลายอย่าง ทำให้ระยะเวลาลดลง ทั้งนี้ในระยะเวลา 3 ปี กว่าจะรวมทั้งกฎหมายลูกด้วย ซึ่งการเลือกตั้งครั้งใหม่จะใช้กติกาใหม่ อันนี้และในช่วงบ่ายนี้ตนจะแถลงข่าวอีกครั้ง พร้อมทั้งแจกรายชื่อคณะกรรมการให้ทราบ อย่างไรก็ตามผู้ที่มาร่วมทำงานจะเข้ามาในลักษณะของผู้ทรงคุณวุฒิ

ลุ้น ‘วาระ ครม.’ ชง ตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อน ‘เงินดิจิทัล 10,000’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/560034

03 ต.ค. 2566

ลุ้น 'วาระ ครม.' ชง  ตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อน 'เงินดิจิทัล 10,000'

จับตา ‘วาระ ครม.’ วันที่ 3 ตุลาคม 2566 กระทรวงการคลัง ชง ตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อน ‘เงินดิจิทัล 10,000’ ลุ้นใช้ปีหน้า

การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) รัฐบาล “เศรษฐา ทวีสิน” ประจำวันที่ 3 ต.ค. 2566 มีหลายวาระ ครม. ที่น่าสนใจ ที่จะนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุม ครม. เพื่อขอความเห็นชอบ ทั้งในส่วนของการแต่งตั้ง โยกย้าย ข้าราชการกระทรวงสาธารณสุข, เสนอแนทางการเพิ่มจำนวนประชากร รวมทั้งนโยบายที่อยู่ในความสนใจของประชาชนคือ “เงินดิจิทัล 10.000” ซึ่งวันนี้จะเสนอที่ประชุมตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อน

วาระร้อน ครม.

– นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เตรียมเสนอรายชื่อแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการสาธารณสุขเข้าที่ประชุม ครม. ที่ถูกตีกลับโผแต่งตั้งเมื่อการประชุมครั้งที่แล้ว เนื่องจากติดเรื่องคุณสมบัติ โดยหมอชลน่าน กล่าวว่า กำลังพิจารณาอยู่เพราะประเด็นที่ติดขัดนั้นเกี่ยวกับคดีความ

นอกจากนี้ กระทรวงสาธารณสุข จะชงที่ประชุม ครม. เสนอแนวทางเพิ่มจำนวนพลเมือง ส่งเสริมการมีบุตร พร้อมดันเป็นวาระแห่งชาติ เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบัน คนหนุ่มสาว ไม่แต่งงาน แต่งงานช้า หรือ ไม่มีบุตร ทำให้เด็กเกิดใหม่น้อย ทำให้พลเมืองไทยลดลง ส่งผลให้ขาดแคลนบุคลากร และยังจะส่งผลกระทบศักยภาพการแข่งขันในอนาคต จึงจะเสนอที่ประชุม ครม. รับทราบ อนุมัติในหลักการ เพื่อผลักดัน นำไปดำเนินการให้เห็นเป็นรูปธรรม

เงินดิจิทัล 10,000

– กระทรวงการคลัง จะทำเรื่องเสนอที่ประชุม ครม. แต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการดิจิทัล วอลเล็ต ชุดใหญ่ ซึ่งมีนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ส่วนกรรมการก็จะมี รองนายกรัฐมนตรี หรือ รัฐมนตรีประจำกระทรวงต่างๆ และตัวแทน กระทรวงการคลัง , ธนาคารแห่งประเทศไทย , สภาพัฒน์ฯ และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เป็นต้น โดยมีคณะทำงานชุดเล็ก ศึกษารายละเอียด เพื่อขับเคลื่อนโครงการให้เป็นไปตามเป้าหมาย สามารถเริ่มดำเนินการได้ตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ. 2567 หรือ อย่างช้าที่สุดต้องไม่เกินไตรมาสแรกของปีหน้า

– นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เสนอรายชื่อคณะกรรมการศึกษาแนวทางการทำประชามติ แก้รัฐธรรมนูญ ต่อที่ประชุม ครม. หากวันนี้นายกรัฐมนตรีเซ็นแต่งตั้ง ก็จะมีการแถลงข่าวในช่วงเวลา 13.00 น. ทันที

นอกจากนี้ ยังมีวาระ ครม. อีกหลายวาระ ที่น่าสนใจ ซึ่งจะมีการแถลงผลการประชุมทั้งหมด ในเวลา 14.00 น. เป็นต้นไป

เตรียมยื่น ‘ยูเอ็น’ ดันไทย เข้าภาคีอนุศัญญา ‘อุ้มหาย’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/560033

03 ต.ค. 2566

เตรียมยื่น 'ยูเอ็น' ดันไทย เข้าภาคีอนุศัญญา 'อุ้มหาย'

รมว.ยุติธรรม เสนอ ครม.ดันไทยเข้าเป็นภาคีอนุสัญญา ‘อุ้มหาย’ และเตรียมยื่นต่อ ‘ยูเอ็น’ คุ้มครองการถูกบังคับให้สาปสูญ

พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้ลงนามเสนอ เรื่องการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการบังคับให้หายสาบสูญ (International Convention for the Protection of All Persons from Enforced Disappearance : ICPPED) หรือ อนุสัญญาอุ้มหาย พร้อมการจัดทำข้อสงวนต่อคณะรัฐมนตรี

ประเทศไทยโดยความร่วมมือของภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องได้จัดทำพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565  ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2565 และมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2566

โดยพระราชบัญญัติฯ ดังกล่าว เป็นกฎหมายที่รองรับการดำเนินงานตามอนุสัญญาระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน จำนวน 2 ฉบับ ได้แก่ อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการต่อต้านการทรมานและการปฏิบัติ หรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี และอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการบังคับให้หายสาบสูญ

รวมทั้งได้กำหนดฐานความผิดและบทลงโทษกรณีการกระทำทรมาน การบังคับบุคคลให้สูญหาย และการกระทำที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม และย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ไว้เรียบร้อยแล้วมีความพร้อมในการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาอุ้มหาย อย่างสมบูรณ์แบบ

อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการบังคับให้หายสาบสูญ (International Convention for the Protection of All Persons from Enforced  Disappearance : ICPPED) ประกอบด้วย 45 ข้อบท

โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อห้ามเจ้าหน้าที่รัฐ หรือบุคคลที่ปฏิบัติหน้าที่ในนามเจ้าหน้าที่รัฐ กระทำการบังคับบุคคลให้หายสาบสูญ (อุ้มหาย) ในทุกกรณี และกำหนดให้การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดทางอาญาซึ่งมีบทลงโทษ การดำเนินคดี และการเยียวยาที่เหมาะสม

ทั้งนี้ ภายหลังจาก คณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบต่อการจัดทำข้อสงวนแล้ว กระทรวงการต่างประเทศจะได้ดำเนินการเสนอเรื่องเข้าเป็นภาคีต่ออนุสัญญาฯ ต่อองค์การสหประชาชาติหรือ ยูเอ็นต่อไป

‘สว.อนุพร’ เผย แก้ รธน. ต้องไม่แตะข้อห้าม ม.255 ไม่จำเป็นทำประชามติ ถึง 3 ครั้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/560028

03 ต.ค. 2566

'สว.อนุพร' เผย แก้ รธน. ต้องไม่แตะข้อห้าม ม.255 ไม่จำเป็นทำประชามติ ถึง 3 ครั้ง

‘สว.อนุพร’ เผย แก้ รธน. ต้องไม่แตะข้อห้าม ม.255 ไม่จำเป็นทำประชามติ ถึง 3 ครั้ง แนะยื่นญัตติสภาผ่านวาระ 3 ค่อยออกเสียงครั้งเดียว เชื่อ ปชช. หวังแก้เศรษฐกิจก่อน

นายอนุพร อรุณรัตน์ สมาชิกวุฒิสภาและอดีตที่ปรึกษานายกสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายมหาชน เปิดเผยถึงกรณีคณะรัฐมนตรีเตรียมตั้งคณะกรรมการศึกษาแนวทางการทำประชามติเพื่อแก้รัฐธรรมนูญ ในวันที่ 3 ต.ค.นี้ว่า หลักการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ย่อมต้องเป็นไปตามบทบัญญัติมาตรา 255 และ 256 ซึ่งเป็นบทเฉพาะว่าด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยต้องยึดหลักการใหญ่ว่า ต้องไม่ทำลายหลักนิรันดรของรัฐธรรมนูญที่บัญญัติเป็นแนวป้องกันไว้ไม่ให้เปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ 

ซึ่งแม้ว่าในร่างแก้ไขจริงอาจจะไม่ได้ระบุข้อความตามข้อห้ามที่บัญญัติดังกล่าวไว้โดยตรงก็ตาม แต่หากปรากฏว่า มีเนื้อหาส่วนหนึ่งส่วนใดที่มีผลขัดหรือแย้งกับข้อห้ามดังกล่าว ก็ถือว่าเป็นการแก้ไขที่ขัดกับข้อห้ามตามบทบัญญัติมาตรา 255 ด้วยเช่นกัน ซึ่งจะกระทำไม่ได้

ส่วนหลักการย่อยที่เกี่ยวกับวิธีการและเงื่อนไขในการแก้ไขนั้นเป็นไปตามที่บัญญัติในมาตรา 256 โดยในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการจัดให้มีการออกเสียงประชามตินั้น รัฐธรรมนูญไม่ได้บังคับเป็นเงื่อนไขทั่วไปว่า จะต้องทำการออกเสียงประชามติเสียก่อน แต่บังคับให้กระทำในกรณีที่เข้าเงื่อนไขเฉพาะตาม (8) เท่านั้น คือเมื่อร่างแก้ไขนั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับ หมวด 1 (บททั่วไป)หมวด 2 (พระมหากษัตริย์) หรือหมวด 15 (การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ) หรือเกี่ยวกับคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญ หรือเกี่ยวกับหน้าที่หรืออำนาจของศาล หรือองค์กรอิสระ หรือเกี่ยวกับเรื่องที่ทำให้ศาลหรือองค์กรอิสระไม่อาจปฏิบัติตามหน้าที่หรืออำนาจได้ ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะนำร่างแก้ไขที่ผ่านความเห็นชอบในวาระสามแล้วขึ้นทูลเกล้าฯ ให้จัดให้มีการออกเสียงประชามติ ถ้าผลการออกเสียงประชามติเห็นชอบด้วย จึงจะนำขึ้นทูลเกล้าฯ ต่อไป

ดังนั้น หากการแก้ไขที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเนื้อหาตามเงื่อนไขดังกล่าว ไม่จำเป็นต้องทำประชามติแต่อย่างใด และหากจะต้องทำก็ไม่ใช่ทำก่อนการแก้ แต่ให้ทำหลังจากการแก้ได้ผ่านการให้ความเห็นชอบในวาระ 3 ในสภาแล้ว

เมื่อถามว่า ทั้งนายกฯและคนในรัฐบาลระบุชัดว่า ต้องทำประชามติถามประชาชนเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ รวมถึง เลือก สสร.มายกร่างใหม่ ตามรัฐธรรมนูญปี 60 นั้น สามารถทำได้หรือไม่ สว.อนุพร กล่าวว่า ส่วนที่เกี่ยวกับการเลือกสสร. ขึ้นมายกร่างนั้น รัฐธรรมนูญไม่ได้มีการพูดถึงในเรื่องนี้ มีแต่ให้จัดทำร่างแก้ไขในรูปของญัตติเสนอต่อรัฐสภา โดยที่ญัตตินั้นจะต้องมาจาก 3 สาย คือ มาจากครม. มาจากสส.ไม่น้อยกว่าหนี่งใน 5 องสมาชิกสภาผู้แทน ฯ หรือจากสส.และสว.ไม่น้อยกว่า 1ใน5ของสมาชิกทั้งสองสภา และมาจากประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 50,000 คน 

เมื่อพิจารณาตามเกณฑ์ดังกล่าวเห็นว่า รัฐธรรมนูญได้กำหนดให้ญัตติร่างแก้ไขฯ ต้องมาจาก 3 สายเท่านั้น ไม่ได้บอกว่าต้องมาจากสสร.ด้วย ส่วนในทางปฏิบัติหากเจ้าของญัตติในสายครม. จะเลือกสสร. ขึ้นมายกร่างให้แทน แม้ไม่มีข้อห้ามอยู่ในรัฐธรรมนูญก็ตาม แต่ก็มีข้อพิจารณาที่สำคัญด้วยเช่นกันว่า ครม.อาศัยอำนาจจากกฎหมายใดให้ทำการดังกล่าว 

เนื่องจากการใช้อำนาจใดๆ ของครม.จะต้องมีที่มาจากฐานของอาณัติกฎหมายรองรับด้วยไม่สามารถอ้างเอาอาณัติการเมืองว่าเป็นนโยบายของรัฐบาลมาใช้โดยลำพังได้

ที่สำคัญองค์กรสสร. เองนั้นทั้งสถานะและที่มาถือเป็นองค์กรการเมืองที่บทบาทและอำนาจหน้าที่ที่มีผลต่อการกำหนดสาระสำคัญของร่างแก้ไขอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งไม่มีหลักประกันทางกฎหมายในการกำกับควบคุมการทำหน้าที่ของสสร.ว่าเป็นการทำตามเหตุผลและความต้องการทางการเมืองขององค์กรที่ก่อตั้งตน หรือทำตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญที่ก่อตั้งโดยสัญญาประชาคมซึ่งตั้งอยู่บนฐานเจตจำนงร่วมของส่วนรวมที่อยู่เหนือฝ่ายการเมืองใดหรือไม่ แม้จะอ้างว่าเป็นสิทธิของฝ่ายข้างมากก็ตาม แต่ไม่สามารถนำมาใช้กับกฎหมายรัฐธรรมนูญได้ใช้ได้แต่กับเฉพาะกฎหมายธรรมดาทั่วไปเท่านั้น

เมื่อถามว่า มองอย่างไร หากจะต้องทำประชามติ ถึง 3 ครั้ง มีความเหมาะสม เวลาความเร่งด่วน และ งบประมาณ สว.อนุพร กล่าวว่า หากการทำประชามติ มากถึง 3 ครั้งนั้น จะเป็นภาระประมาณที่กระทบกับการจัดสรร เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ให้ทันกับความต้องการของประเทศและประชาชนที่มีลำดับความสำคัญและมีความเร่งด่วนอื่นที่มีอยู่อีกมาก โดยเฉพาะการเร่งรัดฟื้นฟูเศรษฐกิจเพื่อปากท้องของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโรคระบาดใหญ่ของโควิด ปัญหาว่างงานจากการปิดกิจการ ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูงขึ้น ปัญหาการเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาของเยาวชนที่ผู้ปกครองต้องล้มเลิกกิจการหรือสูญเสียอาชีพจากผลกระทบทางเศรษฐกิจ ปัญหาหนี้สินล้นพ้นจนต้องถูกยึดบ้านยึดรถ และความขัดสนฝืดเคืองในการดำรงชีพของประชาชน ล้วนมีความสำคัญที่ควรได้รับการเยียวยาแก้ไขก่อน

ทั้งนี้งบประมาณตามที่นายกฯได้ให้สัมภาษณ์ ประมาณการไว้ที่ครั้งละ 4,000-5,000 ล้านบาท ถ้าทำ 3 ครั้งต้องใช้งบประมาณหมื่นกว่าล้านบาท เมื่อพิจารณาประกอบกับนโยบายเร่งด่วนที่ต้องใช้กับโครงการต่าง ๆ ที่ต้องใช้งบประมาณจำนวนมากอย่างเช่นการแจกเงินดิจิทัล ก็ยังถกเถียงเรื่องที่มาของงบประมาณกันอยู่  หากมองถึงกรณีความเร่งด่วนอาจมองได้ทั้งมุมที่จัดลำดับไว้ในนโยบายของรัฐบาล และมุมที่เป็นปัญหาความต้องการที่ประชาชน มีความคาดหวัง 

สว.อนุพร ระบุว่า ถ้าหากจะถามความเห็นประชาชน ว่าอยากเลือกอะไรก่อน ระหว่างเรื่องปากท้องทางเศรษฐกิจที่เป็นประโยชน์ของประชาชนโดยตรง กับเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็นความต้องการและประโยชน์ทางการเมือง ก็พอจะคาดหมายได้ว่าประชาชนอยากได้อะไรก่อน อย่างไรก็ตามสำหรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น การทำประชามติ หากจำเป็นต้องทำจริงๆ กรณีที่การแก้ไขเข้าเงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญมาตรา 256 (8) ก็สามารถทำเพียงครั้งเดียวได้ไม่ต้องทำถึง 3 ครั้ง

นอกจากนี้ สว.อนุพร ยังมองว่า ประเด็นเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ภาคการเมือง โดยพรรคการเมืองต่างๆ ได้เสนอแก้ไขไว้จำนวนมากแล้ว จึงขอให้เพิ่มในส่วนที่เกี่ยวกับภาคประชาชน และสังคมให้มากขึ้น ซึ่งควรหยิบยกมาพิจารณาเพิ่มเติมเช่น ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สวัสดิการและสวัสดิภาพของผู้สูงอายุ เด็กและเยาวชน การลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ การพัฒนาคุณภาพชีวิต การสร้างความเป็นธรรมในสังคม การศึกษาฯลฯ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญเพื่อทำให้ความเป็นอยู่ที่ดีกับประชาชน แทนที่จะมุ่งแต่ในส่วนที่เป็นโครงสร้างทางการเมืองเป็นหลัก

ตั้งแล้วทีม ‘โฆษกกระทรวงกลาโหม’ มากันครบทุก ‘เหล่าทัพ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/560031

03 ต.ค. 2566

ตั้งแล้วทีม 'โฆษกกระทรวงกลาโหม' มากันครบทุก 'เหล่าทัพ'

สุทิน คลังแสง ลงนามแต่งตั้ง ‘ทีมโฆษหกระทรวงกลาโหม’ แล้ว มากันครับทุก ‘เหล่าทัพ’ มีนายทหารหญิงรวม 4 ราย จากทีมโฆษก 6 คน

คำสั่งกระทรวงกลาโหม ที่ 1195/2566 ลงวันที่ 2 ต.ค. 66 ลงนามโดยนายสุทิน คลังแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกระทรวงกลาโหม เรื่องแต่งตั้งโฆษกกลาโหม และคณะทำงานโฆษกกระทรวงกลาโหม  มีเนื้อหาว่า

เพื่อให้การประชาสัมพันธ์ เผยแพร่ภารกิจและการปฏิบัติหน้าที่ราชการของกระทรวงกลาโหม เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพ ในการสร้างความเข้าใจอันดีต่อสังคมและสาธารณชน อาศัย อำนาจตามความใน มาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2551

จึงแต่งตั้ง โฆษกกลาโหม และคณะทำงานโฆษกกระทรวงกลาโหม โดยมีองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ ดังนี้

  1. พล.ร.ต.ธนิตพงศ์ สิริเศวตศักดิ์เป็น โฆษกกระทรวงกลาโหม
  2. พล.ต.แรงภูมิ เหมะทัพพะเป็น หัวหน้าสำนักงานโฆษกกระทรวงกลาโหม
  3. พ.อ.หญิง ดังใจ สุวรรณกิตติเป็น รองโฆษกกระทรวงกลาโหม
  4. พ.ท.หญิง พัชรี สันทาลุนัยเป็น ผู้ช่วยโฆษกกระทรวงกลาโหม
  5. นาวาอากาศโทหญิง จิตติมา มาลารัตน์เป็น ผู้ช่วยโฆษกกระทรวงกลาโหม
  6. ร.อ.หญิง ณฐมน กุญชรเป็น ผู้ช่วยโฆษกกระทรวงกลาโหม

มีหน้าที่ประชาสัมพันธ์ เผยแพร่ แถลงข่าว และให้ข้อมูลแก่สาธารณะ เพื่อสร้างความเข้าใจในภารกิจและการปฏิบัติหน้าที่ราชการของกระทรวงกลาโหมในภาพรวม ประสานการปฏิบัติกับส่วนราชการในสังกัดกระทรวงกลาโหม ในการขอรับการสนับสนุนข้อมูลการปฏิบัติงานในอำนาจหน้าที่

ปฏิบัติหน้าที่ตามระเบียบ คำสั่งและนโยบายของกระทรวงกลาโหม ว่าด้วยการประชาสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้อง
ปฏิบัติภารกิจเฉพาะเรื่อง ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมมอบหมาย

และให้ส่วนราชการในสังกัดกระทรวงกลาโหม สนับสนุนและให้ความร่วมมือ ในหน้าที่ตามคำสั่งนี้ โดยถือเป็นความสำคัญร่วมกันในการสร้างความเข้าใจอันดีต่อสังคมและสาธารณชน เพื่อภาพลักษณ์และความสัมพันธ์อันดีระหว่างกระทรวงกลาโหมกับส่วนราชการ อื่นๆ และประชาชน

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

คำสั่งแต่งตั้งทีมโฆษกกระทรวงกลาโหมคำสั่งแต่งตั้งทีมโฆษกกระทรวงกลาโหมคำสั่งแต่งตั้งทีมโฆษกกระทรวงกลาโหมคำสั่งแต่งตั้งทีมโฆษกกระทรวงกลาโหม

‘วิปรัฐบาล’ เตรียมยื่นองค์กรอิสระ-ศาลรธน. กรณี ‘หมออ๋อง’ ถูกขับออกจากพรรค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/560017

02 ต.ค. 2566

'วิปรัฐบาล' เตรียมยื่นองค์กรอิสระ-ศาลรธน. กรณี 'หมออ๋อง' ถูกขับออกจากพรรค

‘วิปรัฐบาล’ มีมติส่งเรื่อง ‘หมออ๋อง’ ถูกขับออกจากพรรค ให้องค์กรอิสระ-ศาล รธน. วินิจฉัย เหตุไม่ได้ขัดข้อบังคับพรรค ส่วน กมธ. ‘ก้าวไกล’ เสียให้ ‘รวมไทยสร้างชาติ’ 1 คณะ

จับตาการประชุมสภาผู้แทนราษฎรสัปดาห์นี้ ทางวิปรัฐบาลจะเสนอ 2 ญัตติสำคัญ คือ 1.ปัญหาน้ำท่วม 2.ความเหมาะสมการทำหน้าที่ของนายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาฯคนที่ 1 หลังถูกขับออกจากพรรคก้าวไกล


นายอดิศร เพียงเกษ ประธานวิปรัฐบาล กล่าวว่า ได้ยกข้อบังคับของพรรคก้าวไกลที่ 64(5) เรื่องการขับออกจากพรรคได้ ต้องมีความผิดวินัย ผิดจรรยาบรรณร้ายแรง เมื่ออ่าน จึงรู้ว่าไม่เป็นไปตามข้อบังคับพรรค ไม่ได้มีเจตนาขับออก
 

ส่วนที่ประชุมวิปรัฐบาลมติจะไม่เสนอญัตติด่วน เพื่อให้สภาพิจารณากรณีความเหมาะสมต่อการดำรงตำแหน่งของ นายปดิพัทธ์  เนื่องจากกังวลว่าจะเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้พรรคก้าวไกลตีกิน และถูกมองว่าสภา ใช้เสียงข้างมากลากไป แต่พิจารณาเห็นว่าควรยื่นองค์กรที่เป็นกลาง คาดว่าจะเกี่ยวข้องกับประเด็นจริยธรรม โดยให้ นายชูศักดิ์ ศิรินิล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ฐานะฝ่ายกฎหมาย พิจารณาในรายละเอียดอีกครั้ง 

ส่วนจะยื่นคณะป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ในเรื่องจริยธรรมหรือไม่นั้น ต้องศึกษารายละเอียดก่อน เกรงซ้ำกับนายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติรักแผ่นดิน ที่ยื่นร้องให้สอบการกระทำของนายปดิพัทธ์ ที่ถูกมองว่าเป็นกระบวนการสมคบคิดกับพรรคก้าวไกลหรือไม่ เบื้องต้นความชัดเจนจะทราบเร็วๆนี้

เมื่อถามว่า หากสัปดาห์นี้นายปดิพัทธ์ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมสภา นายอดิศร กล่าวว่า ยังเป็นประธานที่เคารพอยู่ แต่ทราบว่ามีคนตั้งฉายาไว้รอท่านแล้ว
 

สำหรับสัดส่วนการแบ่งกรรมาธิการ นายอัครเดช วงพิทักษ์โรจน์ สส. พรรครวมไทยสร้างชาติ ในฐานะกรรมการวิปรัฐบาล เปิดเผย ที่ประชุมวิปรัฐบาลมีความเห็น กรณีพรรคก้าวไกลขับ นายปดิพัทธ์ สันติภาดา ออกจากการเป็นสมาชิกพรรค ทำให้มี สส.ลดลง 1 คน ดังนั้นคำนวนตามสัดส่วนคณิตศาสตร์ ทำให้จำนวนคณะกรรมาธิการสัดส่วนของพรรคก้าวไกลจาก 11 เหลือ 10 คณะ โดยพรรครวมไทยสร้างชาติจะได้เพิ่มจาก 2 คณะเป็น3 คณะ และสัดส่วนของกรรมาธิการธรรมดา พรรคก้าวไกล เดิมจาก 159 คน เหลือ 158 คน จึงไปเพิ่มให้กับพรรคประชาชาติ จาก 9 เป็น 10 คน 

นายอัครเดช กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องมีการพูดคุยกัน หากพรรคก้าวไกลไม่ยินยอม ก็จะไปโหวตกันในที่ประชุมสภาฯใหญ่ ซึ่งเราไม่อยากให้ถึงขั้นโหวตอยากให้ตกลงกันได้ด้วยดี ส่วนประธานกรรมาธิการ ก็จะไปโหวตในที่ประชุมกรรมาธิการของแต่ละคณะ ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 5 ตุลาคม นี้

กมธ. สว. ไม่ทน ชงกระทรวงการต่างประเทศ เหตุ พญ.คุณหญิงพรทิพย์ ถูกย่ำยี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/560018

02 ต.ค. 2566

กมธ. สว. ไม่ทน ชงกระทรวงการต่างประเทศ เหตุ พญ.คุณหญิงพรทิพย์ ถูกย่ำยี

วงถกคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนสิทธิเสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค สว. เกินจะรับได้ เหตุ “พญ.คุณหญิงพรทิพย์” ถูกคุกคามระหว่างอยู่ต่างประเทศ จากผู้ที่เห็นต่างในทางการเมือง ตกผลึกทำหนังสือถึงปลัดกระทรวงการต่างประเทศ แสดงข้อห่วงใย เกรงปล่อยไว้จะเกิดลัทธิ ตามอย่าง

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา(สว.) ฐานะประธานกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนสิทธิเสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค  วุฒิสภา  เปิดเผยว่า  ในการประชุมกมธ. วันนี้(2ต.ค.)   ที่ประชุมมีการนำประเด็นที่ พญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์  สว.​ถูกคุกคามจากชายในร้านอาหารที่ประเทศไอซ์แลนด์  ​ระหว่างเดินทางไปพักผ่อน   โดย กมธ. ได้นำคลิปวีดีโอที่ถูกเผยแพร่ จำนวน 3 คลิป มาพิจารณา รวมถึงคลิปที่พบการข่มขู่จะฆ่าด้วย จากเหตุการณ์คุกคาม พญ.คุณหญิงพรทิพย์   กมธ.มองว่าเป็นการกระทบสิทธิมนุษยชน

ดังนั้นจึงมีมติ ส่งหนังสือถึง ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ, ทูตไทยในกรุงโคเปนเฮเกน เดนมาร์ก ที่ดูแลพื้นที่ไอซ์แลนด์ เพื่อให้รายละเอียดต่อข้อเท็จจริงและข้อกังวลของกมธ. รวมถึงส่งหนังสือไปยัง กงสุลกิตติมศักดิ์ , ประธานรัฐสภาไอซ์แลน์,  การท่องเที่ยวไอซ์แลนด์ เป็นต้น เพื่อให้พิจารณาเรื่องที่เกิดขึ้นในกรณีดังกล่าว   กมธ.ยังเตรียมร่างหนังสือร้องทุกข์เพื่อให้ พญ.คุณหญิงพรทิพย์ พิจารณา เพื่อให้ยื่นดำเนินคดี

เพราะกรณีที่เกิดขึ้นนั้น พบว่ามีความผิดตามกฎหมายไทยหลายฉบับ เช่น พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ , ประมวลกฎหมายอาญา ในหลายมาตรา     “แม้พญ.คุณหญิงพรทิพย์   จะยึดธรรมะ และให้ธรรมะจัดการ และไม่ประสงค์ฟ้องร้อง แต่กมธ.เห็นว่า กรณีดังกล่าวอาจจะเป็นตัวอย่างที่ทำให้เกิดการคุกคามสมาชิกรัฐสภา เนื่องจากความเห็นต่างทางการเมือง   เพราะในการชี้แจง พญ.คุณหญิงพรทิพย์ ระบุว่าไม่รู้จักชายดังกล่าวเป็นการส่วนตัว  และสิ่งที่ถูกกระทำนั้นไม่ใช่เรื่องส่วนตัวแน่นอน เนื่องจากรายละเอียดของคลิปที่ชายคนดังกล่าวเผยแพร่  สะท้อนถึงความเชื่อทางการเมือง ที่อาจได้รับอิทธิพลจากการเมืองบางกลุ่ม” 

กมธ. สว. ไม่ทน ชงกระทรวงการต่างประเทศ เหตุ พญ.คุณหญิงพรทิพย์ ถูกย่ำยีพญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์   สมาชิกวุฒิสภา ( สว. )​ถูกคุกคามจากชายในร้านอาหารที่ประเทศไอซ์แลนด์  ​ระหว่างเดินทางไปพักผ่อน 

.

นายสมชาย  กล่าวด้วยว่า ในฐานะวิปวุฒิสภา เตรียมเสนอเรื่องให้วิปวุฒิสภาพิจารณา ฐานะที่รัฐสภาไทยเป็นสมาชิกไอพียู ที่ให้ความสำคัญและคุ้มครองสมาชิกรัฐสภา เกี่ยวกับการถูกคุกคามดังนั้นจะส่งเรื่องให้พิจารณาต่อไป ขณะเดียวกันในประเด็นที่มีสื่อมวลชนบางสำนัก เผยแพร่ และสนับสนุนพฤติกรรมของชายคนดังกล่าว ได้มอบหมายให้อนุกรรมาธิการ พิจารณา  ด้วย   “กมธ.ห่วงกังวลต่อประเด็นที่นักการเมืองบางพรรคสนับสนุนการกระทำของชายคนดังกล่าว ที่คุกคามผู้เห็นต่าง ซึ่งถือว่าเป็นอันตรายกับสังคมไทย และตัวของสมาชิกรัฐสภา”  นายสมชาย กล่าว

‘นายกฯ’ เผยรายชื่อ ‘คกก.ทำประชามติแก้รัฐธรรมนูญ’ เข้าครม. พรุ่งนี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/560016

02 ต.ค. 2566

‘นายกฯ’ เผยรายชื่อ 'คกก.ทำประชามติแก้รัฐธรรมนูญ' เข้าครม. พรุ่งนี้

เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เผย ‘คกก.ทำประชามติแก้รัฐธรรมนูญ’ เตรียมนำเข้าครม. พรุ่งนี้ บอกวันนี้เรียกหลายหน่วยงานหารือ รวมถึงเรื่องเงินดิจิทัล-บริหารน้ำ ชี้คืบหน้าหมด

วันที่ 2 ต.ค. 2566 ที่กระทรวงการคลัง นายเศรษฐา ทวีสิน  นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมที่กระทรวงการคลัง ถึงประเด็นได้มีการพูดคุยพิจารณาเรื่องนโยบายกระเป๋าเงินดิจิทัลหรือไม่ ว่า มีการพูดคุยทุกเรื่อง ทุกอย่าง

รวมถึงมีการเชิญที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ และกรมชลประทาน มาพูดคุยในเรื่องการจัดการน้ำ ซึ่งในวันนี้ได้มีการเรียกหลายคนมาพูดคุย พร้อมย้ำว่า ทุกเรื่องมีความคืบหน้าทั้งหมด

เมื่อถามว่า ได้มีการส่งรายชื่อคณะกรรมการจัดทำประชามติ เพื่อแก้รัฐธรรมนูญแล้วหรือไม่ นายกรัฐมนตรี ตอบว่า เห็นแล้ว โดยพรุ่งนี้(3 ต.ค.2566) มีแน่นอน

ทั้งนี้ ก่อนนายกรัฐมนตรี จะขึ้นรถยนต์ ได้ลดกระจกลงมาย้ำว่า ได้ชื่อแล้วพรุ่งนี้มีแน่นอน พร้อมจะนำเสนอเข้าที่ประชุม ครม.ก่อนจะเคลื่อนรถออกจากกระทรวงการคลัง