รมว.นฤมล ปาฐกถาในการประชุม ISAT ศธ. ใช้ 3 เสาหลักนำทางการศึกษา

รมว.นฤมล ปาฐกถาในการประชุม ISAT ศธ. ใช้ 3 เสาหลักนำทางการศึกษา

รมว.นฤมล ปาฐกถาในการประชุม ISAT ศธ. ใช้ 3 เสาหลักนำทางการศึกษา

วันศุกร์ ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.29 น.

“รมว.นฤมล” ปาฐกถาในการประชุม ISAT ศธ. ใช้ 3 เสาหลักนำทางการศึกษา “ลดภาระครู-ทักษะอนาคต-เทคโนโลยี AI” สร้างคุณภาพและความเท่าเทียมทั่วไทย

วันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 ศ.ดร. นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวปาฐกถาในการประชุมใหญ่สามัญประจำปี พ.ศ. 2568 ของสมาคม ISAT ณ โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทลแบงค็อก, อะ ลักซ์ชูรี คอลเล็คชั่น โฮเทล

ศ.ดร. กล่าวว่า หากกล่าวถึงโรงเรียนสมาชิก 204 แห่ง ของ ISAT ท่านคือพันธมิตรสำคัญยิ่งในพันธกิจด้านการศึกษาระดับชาติของเรา โรงเรียนของท่าน มอบการศึกษาที่ครอบคลุมและมีคุณภาพระดับโลกให้แก่นักเรียน ด้วยหลักสูตรที่หลากหลายที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก ท่านมีส่วนร่วมโดยตรงในการพัฒนาทุนมนุษย์ของประเทศไทยและเสริมสร้างความสามารถทางการแข่งขัน ให้แก่ประเทศของเราในฐานะศูนย์กลางการศึกษาระดับภูมิภาค

ในศตวรรษที่ 21 ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การศึกษาไม่อาจถูกจำกัดด้วยพรมแดนอีกต่อไป ประเทศไทยมองว่าการศึกษาในระดับนานาชาติ ไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่เป็นเสาหลักของยุทธศาสตร์ระดับชาติ เพื่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจในระยะยาว

รมว.ศธ. กล่าวถึงวิสัยทัศน์ของรัฐบาล ตอนหนึ่งว่า วิสัยทัศน์ของรัฐบาลเรียบง่ายแต่เปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่น เรามุ่งมั่นที่จะสร้างสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมการศึกษาไทยให้เข้มแข็ง เพื่อเตรียมความพร้อมให้พลเมืองทุกเพศทุกวัยให้สามารถเติบโตได้ในโลกยุคโลกาภิวัตน์ ด้วยรากฐานทางศีลธรรมที่แข็งแกร่ง มีทักษะที่จำเป็น และมีความสามารถในการเรียนรู้ตลอดชีวิต

นอกจากนี้ เรายังตระหนักถึงแนวโน้มที่เห็นได้ชัดและเป็นเรื่องสำคัญ นั่นคือ ความนิยมของโรงเรียนนานาชาติยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่จำนวนผู้เข้าเรียนหลักสูตรทั่วไปของไทยมีแนวโน้มลดลง เนื่องจากผู้ปกครองที่มีกำลังซื้อมองว่า หลักสูตรนานาชาติมีความทันสมัยและเป็นประโยชน์ต่อการเตรียมความพร้อมให้บุตรหลานของตน มีความรู้และทักษะที่จำเป็นสำหรับการศึกษาต่อและการประกอบอาชีพในเวทีโลก นอกจากนี้ มาตรฐานการศึกษาที่เป็นที่ยอมรับของประเทศไทยและค่าเล่าเรียนที่สมเหตุสมผลเมื่อเทียบกับต่างประเทศ ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ดึงดูดนักเรียนต่างชาติได้

รมว.ศธ. กล่าวอีกว่า เสาหลัก 3 ประการ ของนโยบายการศึกษา นโยบายดังกล่าว ออกแบบมาเพื่อให้มั่นใจว่า ระบบการศึกษาไทยมีความยืดหยุ่น ตรงประเด็น และทุกคนสามารถเข้าถึงได้ ได้แก่ 1. ลดภาระด้านกฎระเบียบและส่งเสริมการพัฒนา โดยจะสร้างกฎระเบียบที่โปร่งใสและมีประสิทธิภาพสูง เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานและการขยายตัวของโรงเรียนนานาชาติ มีมาตรการเชิงรุกเพื่อปรับปรุงกระบวนการออกใบอนุญาต ให้มีความรวดเร็วและชัดเจนขึ้น เสริมสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุน และยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแล โดยมีเป้าหมายคือ การดำเนินการกระบวนการขอใบอนุญาตจัดตั้งโรงเรียนให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน และใบอนุญาตเริ่มต้นดำเนินกิจการให้แล้วเสร็จภายใน 15 วัน เพื่อให้มั่นใจว่า ท่านจะได้รับบริการทางการศึกษาที่มีคุณภาพ และไม่เกิดความล่าช้าโดยไม่จำเป็น ในขณะเดียวกัน เรายังส่งเสริมการประกันคุณภาพผ่านการกำหนดกรอบหลักสูตรที่ชัดเจน 
ซึ่งมีความยืดหยุ่นและมีนวัตกรรมทางการสอนที่มีคุณภาพ

ส่วนข้อ 2 คือ การให้ความสำคัญกับทักษะในอนาคต คือ การพัฒนาทักษะที่จำเป็นในอนาคต ทักษะเหล่านี้ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นพื้นฐานที่จำเป็น ได้แก่ ความสามารถในการใช้ภาษาได้คล่องแคล่ว โดยเฉพาะภาษาสากล เช่น ภาษาจีนและภาษาญี่ปุ่น ซึ่งมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก, ความรู้ด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งช่วยให้นักเรียนสามารถเป็นนักคิดอย่างสร้างสรรค์ มีจริยธรรมและเป็นผู้ใช้เทคโนโลยีอย่างรอบรู้ และทักษะทางสังคมและการคิดเชิงวิพากษ์ ซึ่งจำเป็นต่อการปรับตัวและการแก้ปัญหาที่มีประสิทธิภาพในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป

และ 3. การใช้เทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยนำเทคโนโลยีสมัยใหม่และปัญญาประดิษฐ์มาใช้ ไม่เพียงเกี่ยวกับความสามารถทางดิจิทัลเท่านั้น แต่รวมถึงการสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้อัจฉริยะ ที่สนับสนุนการเรียนรู้รายบุคคลและการเรียนรู้ตลอดชีวิต โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลนี้ช่วยลดช่องว่างด้านคุณภาพของการศึกษา ระหว่างโรงเรียนในเมืองกับชนบท และรับประกันว่าเด็กนักเรียนทุกคนจะสามารถเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมกันทั่วประเทศ

ดังนั้น นโยบายของเรา ตั้งแต่การฝึกอบรมวิชาชีพไปจนถึงการเรียนดิจิทัล ล้วนมีเป้าหมายที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ที่ครอบคลุม เรากำลังสร้างกลไกต่างๆ เช่น ระบบเทียบโอนหน่วยกิตและการเทียบโอนประสบการณ์ เพื่อให้สามารถเกิดการศึกษานอกห้องเรียนได้ในทุกช่วงวัย

“โดยสรุป นโยบายการศึกษาระหว่างประเทศของรัฐบาลไทย สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการสร้างคุณภาพ ความเสมอภาค และการบูรณาการความร่วมมือในระดับสากล เราให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อพันธกิจของ ISAT และโรงเรียนสมาชิกทั้ง 204 แห่ง และเรายังคงมุ่งมั่นในการสร้างระบบการศึกษาที่เข้มแข็ง ตรงประเด็น และมีความพร้อมมากที่สุดในการรับมือกับอนาคต  ด้วยการลดกำแพงด้านกฎระเบียบ รวมทั้งให้ความสำคัญกับทักษะที่จำเป็นในอนาคต และการสานต่อความร่วมมือระหว่างประเทศ ดิฉันมั่นใจว่าเรากำลังเตรียมความพร้อมพลเมืองไทยรุ่นต่อไป ให้มีประสิทธิภาพ มีจริยธรรม และสามารถแข่งขันในระดับโลก เราเชื่อมั่นว่า ความร่วมมือ คือกลไกขับเคลื่อนความก้าวหน้าที่แท้จริง และเราหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะสานต่อความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับ ISAT เพื่อแบ่งปันแนวปฏิบัติที่ดี และผลักดันอนาคตของการศึกษาให้ก้าวหน้าสู่ระดับโลก” รมว.ศธ. กล่าว

‘เจ้าชายฟิลลิป’พร้อมพระชายา ทรงวางพวงมาลาถวายราชสักการะพระบรมศพ’สมเด็จพระพันปีหลวง’

'เจ้าชายฟิลลิป'พร้อมพระชายา ทรงวางพวงมาลาถวายราชสักการะพระบรมศพ'สมเด็จพระพันปีหลวง'

‘เจ้าชายฟิลลิป’พร้อมพระชายา ทรงวางพวงมาลาถวายราชสักการะพระบรมศพ’สมเด็จพระพันปีหลวง’

วันศุกร์ ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.41 น.

เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 เวลา 09.52 น. เจ้าชายฟิลลิปแห่งราชรัฐริคเตสไตล์ (His Serene Highness Prince Philipp von und zu Liechtenstein) พร้อมด้วย เจ้าหญิงอิซาเบลแห่งราชรัฐลิกเตนสไตน์ (Her Serene Highness Princess Isabelle von und zu Liechtenstein) พระชายา ทรงวางพวงมาลาถวายราชสักการะพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท และลงพระนามในสมุดหลวงถวายความอาลัย ณ อาคารหน่วยราชการในพระองค์ 904 ทิศตะวันตก ในพระบรมมหาราชวัง

ตรัง-กระบี่ ปลุกพลังครูอังกฤษยุคใหม่

ตรัง-กระบี่ ปลุกพลังครูอังกฤษยุคใหม่

ตรัง-กระบี่ ปลุกพลังครูอังกฤษยุคใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 20.21 น.

ในห้วงเวลาที่ระบบการศึกษาไทยกำลังถูกตั้งคำถาม-ว่าเราจะยกระดับคุณภาพผู้เรียนให้ทัดเทียมสากลได้อย่างไร? การปฏิรูปควรเริ่มตรงไหน? “ครู” ต้องปรับบทบาทอย่างไรในยุคดิจิทัล? ประเด็นดังกล่าวนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตรัง–กระบี่ ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งสำคัญให้วงการศึกษาภาคใต้ ด้วยการจัดอบรมหัวข้อ “การออกแบบการเรียนรู้ตามแนวคิด Active Learning และ CEFR ด้วยสื่อ Gold Experience” เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา

นี่ไม่ใช่อบรมธรรมดา แต่เป็น “ประกาศแผนเปลี่ยนสนามเรียนรู้” ที่มีเป้าหมายปลุกศักยภาพครูผู้สอนภาษาอังกฤษให้กลายเป็นผู้ออกแบบประสบการณ์การเรียนรู้ที่ทันสมัยและตรงมาตรฐานระดับโลก

จุดเริ่มต้นแรงสั่นสะเทือน-เสียงจากผู้บริหารพื้นที่ เพื่อปลุกการศึกษาภาคใต้

นายชัยณรงค์ ช่างเรือ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตรัง–กระบี่ จุดประกายแรกบนเวทีด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

“ครูต้องเป็นผู้ออกแบบ ไม่ใช่ผู้บรรยาย การสอนภาษาอังกฤษวันนี้ไม่สามารถยึดแบบเดิมได้อีกต่อไป Active Learning และมาตรฐาน CEFR คือเครื่องมือสำคัญที่จะทำให้เด็กของเรามีเสียงบนเวทีโลกได้จริง

เขาย้ำว่า ภาคใต้มีจุดแข็งด้านวัฒนธรรม การท่องเที่ยว และความหลากหลาย ซึ่งควรใช้ภาษาอังกฤษเป็นพลังในการผลักดันศักยภาพเยาวชนให้ไกลกว่าขอบเขตจังหวัดหรือประเทศ ไม่ใช่เพียงเรียนเพื่อสอบ แต่เรียนเพื่อ “ใช้ได้จริง” และ “เปลี่ยนชีวิตได้จริง”

คำกล่าวนี้เรียกเสียงปรบมือจากครูผู้เข้าร่วมอบรมหลายสิบโรงเรียนอย่างกึกก้อง เป็นสัญญาณว่า “จุดไฟพร้อมลุกแล้ว”

ส่วน มุมมองระดับประเทศ-เสียงจาก ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ประธานสถาบัน พว. ท่ามกลางการขับเคลื่อน Active Learning ทั่วประเทศ ชื่อของ ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ประธานสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) ถูกกล่าวถึงในฐานะผู้ผลักดันเชิงวิชาการระดับชาติ ที่สนับสนุนให้การเรียนรู้แบบ Active Learning กลายเป็น “หัวใจของการพัฒนาผู้เรียนไทย” ดร.ศักดิ์สินเคยกล่าวไว้อย่างชัดเจนในเวทีระดับประเทศว่า “Active Learning ไม่ใช่วิธีสอน แต่คือระบบคิดใหม่ของห้องเรียน-ห้องที่เด็กเรียนรู้ด้วยการลงมือทำ เชื่อมโยงความรู้ สร้างสรรค์ และสะท้อนคิด ครูจึงต้องเปลี่ยนจากผู้ถ่ายทอด เป็นผู้ออกแบบและโค้ชการเรียนรู้”

คำกล่าวนี้สอดคล้องอย่างยิ่งกับทิศทางของการอบรมในตรัง–กระบี่ครั้งนี้ เพราะเป็นตัวชี้ว่า การปรับเปลี่ยนบทบาทครูไม่ใช่เพียง “เทรนด์” แต่คือการวางรากฐานระบบการศึกษาใหม่ของประเทศ ดร.ศักดิ์สินยังชี้ว่า การใช้สื่อที่ออกแบบบนมาตรฐาน CEFR จะช่วยให้ Active Learning เกิดขึ้นจริงในห้องเรียน เพราะกิจกรรมถูกกำหนดตามระดับสมรรถนะ,ครูวัดผลได้ชัดเจน ไม่สอนลอย และผู้เรียนเห็นความก้าวหน้าของตนอย่างเป็นระบบ บริบทนี้ทำให้การอบรมของตรัง-กระบี่ กลายเป็น “ภาพจำลอง” ของการปฏิรูปที่ พว. และนักวิชาการระดับประเทศผลักดันมาโดยตลอด

บนเวทีการอบรมครั้งนี้ อาจารย์ฐานิสรณ์ เลขทิพย์ ศึกษานิเทศก์ชำนาญการพิเศษ ผู้คร่ำหวอดด้านการพัฒนาครูภาษาอังกฤษ คือผู้นำทัพสำคัญ   เขาเล่าให้เราฟังอย่างลึกซึ้งว่า “ครูส่วนใหญ่รู้จัก CEFR แต่ไม่เคยเข้าใจวิธีใช้มันจริง ๆ การอบรมวันนี้คือการพาคุณครูกลับมารู้จักระดับความสามารถทางภาษาใหม่ทั้งหมด ว่าเด็กที่ A1 ทำอะไรได้ เด็กที่ B1 ควรผลิตงานแบบไหน แล้วครูจะออกแบบกิจกรรมอย่างไรให้ตรงระดับ… ไม่สอนไหลไปตามตำรา แต่สอนตรงสมรรถนะผู้เรียนจริง ๆ”

อาจารย์ฐานิสรณ์ยังชี้ให้เห็นว่าชุดสื่อ Gold Experience ซึ่งยึดตาม CEFR เป็นแกนนำ จะช่วยครูลดภาระการเตรียมงาน พร้อมเพิ่มคุณภาพกิจกรรม Active Learning ได้มหาศาล เพราะมีโจทย์ ฟังก์ชันภาษา งานเขียน และกิจกรรมสื่อสารที่แตกต่างตามระดับจริง ไม่ใช่สื่อแบบ “One size fits all” เหมือนที่พบทั่วไป

อาจารย์สุภาพร กิ่งเล็ก ผู้จัดการศูนย์ HCEC โรงเรียนอำมาตย์พาณิชนุกูล จ.กระบี่ ผู้เข้าร่วมอบรม ย้ำถึงความสำคัญของการประกาศจุดยืนใหม่ของครูในยุคนี้ว่า “เด็กสมัยนี้กล้าพูด กล้าถาม กล้าลอง แต่บางครั้งสื่อไม่เอื้อ และครูไม่กล้าปล่อยให้เด็กคิดเอง Active Learning ไม่ใช่กิจกรรมลุกเดินในห้อง แต่คือการปล่อยให้เด็กออกแบบความคิดของตัวเอง เรารอวันนี้มานาน-วันที่ภาคใต้จะเริ่มพูดถึงคุณภาพการเรียนภาษาอังกฤษในเชิงมาตรฐานระดับสากลอย่างจริงจัง”

เธอยังกล่าวถึงประโยชน์จากการได้ใช้ Gold Experience ว่าเนื้อหาและโครงสร้างการสอน “ชัดเจน ตรงระดับ และสนับสนุนการสร้างสมรรถนะของผู้เรียนแบบจับต้องได้”

ครูณิชกานต์ วงเวียน โรงเรียนสามัคคีศึกษา ถ่ายทอดความรู้สึกตรงไปตรงมาว่า นี่คือครั้งแรกที่เห็นภาพการสอน Active Learning+CEFR แบบครบวงจร ขึ้นห้องเรียนได้ทันที ไม่ใช่อบรมแล้ววางเอกสารทิ้ง เธอบอกว่าการใช้ GPAS 5 Steps ช่วยสร้างทักษะคิดขั้นสูง (HOTS) ได้ตรงจุด

มีกิจกรรมอบรมสุดเข้มข้น-คุ้มยิ่งกว่าคุ้ม โดย วิเคราะห์ Active Learning แบบลงมือทำ, ไขรหัส CEFR A1–C1, เจาะโครงสร้างสื่อ Gold Experience เวิร์กช็อปวางแผนการสอน 4 ทักษะ ฝึกสร้าง Rubric แบบ CEFR ลงมือออกแบบกิจกรรมตาม GPAS 5 Steps

ครูต่างบอกว่า “อบรมวันเดียวเหมือนเรียนคอร์สใหญ่หลายวัน” แรงกระเพื่อมสู่ส่วนกลาง-ภาคใต้พร้อมแล้ว

การอบรมครั้งนี้สะท้อนชัดว่า ตรัง–กระบี่กำลังขยับสู่โมเดลใหม่ของการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดระดับประเทศที่ ดร.ศักดิ์สิน และสถาบัน พว. ผลักดันมาตลอด คือ ครู = ผู้ออกแบบ,ผู้เรียน=ผู้สร้างความรู้, Active Learning=กระบวนการหลัก,CEFR=มาตรฐานกลาง

สื่อคุณภาพ=เครื่องมือสำคัญ,นี่คือสัญญาณเตือนไปถึงส่วนกลางว่า ภาคใต้พร้อมเดินหน้า-ขอเพียงนโยบายต่อเนื่อง

บทสรุป-ไฟที่เริ่มจากตรัง-กระบี่ อาจลามทั่วประเทศ การอบรมครั้งนี้พิสูจน์ว่า เมื่อครูมีเครื่องมือที่ดีและการสนับสนุนที่ถูกต้อง พลังของการเปลี่ยนแปลงการศึกษาก็เกิดขึ้นได้จริง

ดังที่ ดร.ศักดิ์สินเคยกล่าวว่า“การปฏิรูปการเรียนรู้เริ่มต้นที่ครู เมื่อครูเปลี่ยน ห้องเรียนก็เปลี่ยน และผู้เรียนจะเปลี่ยนตาม”ภาคใต้ได้ยืนยันแล้วว่า ภาษาอังกฤษไม่ใช่วิชา แต่คือ “กุญแจเปิดโลก”และถ้าการพัฒนาครูยังเดินหน้าต่อเนื่อง-แรงสั่นสะเทือนจาก ตรัง-กระบี่ วันนี้ อาจกลายเป็นคลื่นใหญ่ที่พาการศึกษาไทยทั้งระบบก้าวสู่ยุคใหม่ในไม่ช้า

‘ศุภมาส’ชื่นชมผลงาน นศ.อาชีวะอุบลฯ สาธิตศิลปกรรม-คหกรรม ที่ศูนย์ประชาสัมพันธ์งานพระราชพิธีฯ

'ศุภมาส'ชื่นชมผลงาน นศ.อาชีวะอุบลฯ สาธิตศิลปกรรม-คหกรรม ที่ศูนย์ประชาสัมพันธ์งานพระราชพิธีฯ

‘ศุภมาส’ชื่นชมผลงาน นศ.อาชีวะอุบลฯ สาธิตศิลปกรรม-คหกรรม ที่ศูนย์ประชาสัมพันธ์งานพระราชพิธีฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.13 น.

รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชื่นชมผลงาน นศ.อาชีวะอุบลฯ สาธิตผลงานศิลปกรรมและคหกรรมแก่ประชาชนที่เข้าชมศูนย์ประชาสัมพันธ์งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงบรมศพฯ สำนักประชาสัมพันธ์เขต 2 อุบลราชธานี

วันที่ 26 พฤศจิกายน 2568 วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี นำโดยนางสาวลฎาภา แสวงทรัพย์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี มอบหมายให้นายอาคม ศรีพรม รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหารทรัพยากร นายพุทธิวัฒน์ ตามบุญ หัวหน้างานกิจกรรม นำตัวแทนครู บุคลากร และตัวแทนนักเรียนนักศึกษา เข้าร่วมงานเยี่ยมชมศูนย์ประชาสัมพันธ์งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สำนักประชาสัมพันธ์เขต 2 อุบลราชธานี

ทั้งนี้สำนักประชาสัมพันธ์เขต 2 จังหวัดอุบลราชธานี ได้เชิญตัวแทนครู และตัวแทนนักเรียน นักศึกษา วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี เข้าเยี่ยมชมศูนย์ดังกล่าว รวมทั้งเป็นวิทยากรให้ความรู้ด้านการประดิษฐ์เครื่องทองน้อย และศิลปะจัดดอกไม้ โดยวิทยากร นางสาวพรรณรมณ สีพาฮาด หัวหน้าแผนกวิชาคหกรรม และตัวแทนนักเรียน นักศึกษาในแผนกวิชาคหกรรม การสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ สาธิตการวาดภาพ โดยวิทยากร นายธีระยุทธ แสงอาจ ครูแผนกวิชาวิจิตรศิลป์ และตัวแทนนักเรียน นักศึกษา ในแผนกวิชาวิจิตรศิลป์ร่วมสาธิตและให้ความรู้แก่เยาวชนและประชาชนที่เข้าเยี่ยมชมศูนย์ฯในครั้งนี้ เพื่อถวายความจงรักภักดีและรำลึกถึงพระมหากรุณาที่คุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ สำนักงานประชาสัมพันธ์เขต 2 จังหวัดอุบลราชธานี 

ในโอกาสนี้ นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และประธานคณะกรรมการประชาสัมพันธ์พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมด้วย นายเชิดศักดิ์ โภคกุลกานนท์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เดินทางตรวจเยี่ยมศูนย์ประชาสัมพันธ์พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ  รวมทั้งร่วมให้กำลังใจและชื่นชมการแสดผลงานนักเรียน นักศึกษา แผนกวิชาวิจิตรศิลป์และคหกรรม วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานีในครั้งนี้ด้วย

ชาวช้างทั่วประเทศ พร้อมช้าง 11 เชือก ถวายพระเกียรติสุดหัวใจ ถวายอาลัย’สมเด็จพระพันปีหลวง’

ชาวช้างทั่วประเทศ พร้อมช้าง 11 เชือก ถวายพระเกียรติสุดหัวใจ ถวายอาลัย'สมเด็จพระพันปีหลวง'

ชาวช้างทั่วประเทศ พร้อมช้าง 11 เชือก ถวายพระเกียรติสุดหัวใจ ถวายอาลัย’สมเด็จพระพันปีหลวง’

วันพฤหัสบดี ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 12.48 น.

ชาวช้างทั่วประเทศ พร้อมช้าง 11 เชือก ถวายพระเกียรติสุดหัวใจ ถวายอาลัย”สมเด็จพระพันปีหลวง” พร้อมสืบสานพระราชดำริพัฒนาสายพันธุ์ช้างนิสัยดี เลี้ยงดูช้างให้ดี

เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2568 สำนักพระราชวัง รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ประชาชนเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00 – 21.00 น.โดยมีข้าราชบริพารหน่วยราชการในพระองค์ เจ้าหน้าที่สํานักพระราชวัง จิตอาสา 904 และเจ้าหน้าที่หน่วยงานต่างๆ ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่ดูแลความปลอดภัยและความเรียบร้อย รวมถึงให้คำแนะนำอำนวยความสะดวกแก่ผู้สูงอายุ ผู้พิการที่นั่งวิลแชร์และประชาชนตลอดเส้นทาง เพื่อให้การเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพฯ เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสมพระเกียรติ และมีบริการ “ชัตเตอร์ บัส” รับ – ส่งบริเวณทางออกหน้าประตูเทวาภิรมย์ ไปยังท้องสนามหลวงด้วย

สำหรับบรรยากาศวันนี้ ได้มีประชาชนทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดพร้อมใจกันแต่งกายด้วยชุดสุภาพสีดำไว้ทุกข์เดินทางมาเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ เบื้องหน้าพระโกศอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ มีคณะบุคคลจากจังหวัดต่างๆ อาทิ จังหวัด ภูเก็ต, มหาสารคาม, มุกดาหาร, แม่ฮ่องสอน, บริษัท บีทีเอส กร๊ป โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน), ธนาคารออมสิน สายงานบริการสาขา 1, บริษัท ไทย สมายล์ บัสทจำกัด, สำนักงานคณะกรรมการอิสลาม ประจำกรุงเทพมหานคร, สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากาญจนบุรี จ.กาญจนบุรี, มูลนิธิส่งเสริมอัจฉริยภาพทางคณิตศาสตร์, เครือเจริญโภคภัณฑ์ กลุ่มที่ 1, กรมจเรทหารเรือ , กรมสื่อสารทหารเรือ, กรมการเงินทหารเรือ , กรมกิจการพลเรือนทหารเรือ เป็นต้น เข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ และวางพวงมาลาถวายราชสักการะ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ด้วยความอาลัยและสำนึกในพระมหากรุณาธิเป็นล้นพ้นที่ทรงประกอบพระราชกรณียกิจนานัปการเพื่อส่งเสริมช่วยเหลือพสกนิกรให้มีอาชีพมีรายได้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ทั้งนี้ มี ราชสกุลนวรัตน์ ราชสกุลนันทวัน ราชสกุลพรหเมศ ราชสกุลจรูญโรจน์ ราชสกุลสายสนั่น ราชสกุลบริพัตร  ราชสกุลจักรพงษ์ ราชสกุลจุฑาธุช ราชสกุลยุคล ราชสกุลกิติยากร ราชสกุลรพีพัฒน์ ราชสกุลประวิตร ราชสกุลจิรประวัติ ราชสกุลอาภากร ราชสกุลฉัตรชัย ราชสกุลเพ็ญพัฒน์ ราชสกุลวุฒิชัย ราชสกุลสุริยง ราชสกุลรังสิต ราชสกุศักดิเดชน ภาณุพันธุ์ ร่วมในการพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 09.09 น. กลุ่มคชสารคู่แผ่นดิน และตัวแทนผู้เลี้ยงช้างทั่วประเทศ กว่า 500 คน นำช้าง 11 เชือก จากหมู่บ้านช้างเพนียดหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มาตั้งขบวนที่หน่วยบัญชาการรักษาดินแดน จากนั้นได้เคลื่อนขบวนนำโดย “ช้างพลายสยาม” เดินมายังหน้าประตูมณีนพรัตน์ เพื่อกราบถวายบังคมพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

โดยก่อนที่จะกราบถวายบังคมพระบรมศพสมเด็จพระพันปีหลวง ช้างทั้ง 11 เชือก พร้อมคณะ ได้ถวายบังคมพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พร้อมร่วมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี ดังไปทั่วบริเวณ และช้างได้ส่งเสียงร้องถวายอาลัยสมเด็จพระพันปีหลวง

ด้าน นายอิทธิพันธ์ ขาวละมัย ผู้จัดการวังช้างอยุธยาแลเพนียด กล่าวว่า วันนี้ผู้เลี้ยงช้างทั้งประเทศ นำช้าง 11 เชือกเดินทางมากราบถวายความอาลัยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องจากว่าพวกเราได้เคยถวายงานในภาพยนตร์ เรื่อง พระนเรศวร พระสุริโยทัย และการแสดงยุทธหัตถีหลายครั้ง และพระองค์ได้ทรงพระกรุณาเมตตาทั้งช้างป่าและช้างบ้าน ในโครงการปล่อยช้างคืนป่า และโครงการดูแลทั้งช้างป่าช้างบ้าน และเป็นพระมหากรุณาธิคุณที่วังช้างอยุธยาได้ถวายงานพระองค์ ในเรื่อง การนำช้างยุทธหัตถี และได้กราบเบื้องพระยุคลบาท พระองค์ทรงพระเมตตาพระราชทานพร และมีรับสั่งในเรื่องของการพัฒนาสายพันธุ์ช้าง และฝึกช้างให้ดี

“วันนี้ วังช้างอยุธยาได้ทำดีที่สุด และก็ได้เชิญพี่น้องชาวช้าง คือเจ้าของปางช้างทั่วประเทศเดินทางมากราบถวายอาลัย เป็นการรวมใจภักดิ์ถวายสมเด็จพระพันปีหลวง ครั้งนี้เดินทางมาด้วยน้ำพักน้ำแรง เพราะทุกคนระลึกถึงพระมหากรุณาธิกคุณที่พระองค์ทรงมีต่อพวกเรา ให้มีกำลังใจมาถึงทุกวันนี้ เพราะพระองค์ทรงเมตตาต่อชาวช้าง พระฉายาลักษณ์ที่ถือมาวันนี้ เป็นภาพพระราชกรณียกิจที่พระองค์พระราชทานอาหารช้าง และกิจกรรมมากมาย  เราภาคภูมิใจที่เกิดเป็นคนไทย และอยู่ใต้ร่มพระบารมี และได้มีพี่น้องชาติพันธุ์จากชายขอบ และโรงเรียนวัดสระแก้ว ลูกเสือชาวบ้าน พี่น้องชาวอยุธยา รวม 500 คน พร้อมใจกันมาและร่วมร้องเพลงปี่ใน เป็นเพลงสรรเสริญพระบารมี ซึ่งแสดงถึงความเป็นไทย และน้อมรำลึกถึงพระองค์”

“พวกเราดีใจที่สุด ขอเป็นตัวแทนชาวช้างขอถวายอาลัยแม่ของแผ่นดิน แม้เราสูญเสียพระองค์ไปแล้ว พวกเราก็จะเข้มแข็งและขอปฏิญาณทำความดี สร้างงานให้ช้าง และสร้างอาชีพต่อไป ซึ่งทางรัฐบาลก็ได้เตรียมสนับสนุนความเป็นมาตรฐานของควาญช้าง มาตรฐานอาชีพ มาตรฐานปางช้างทั่วประเทศ วันนี้เรารวมใจเป็นหนึ่งเดียวกัน เราจะสืบสานปณิธานของพระองค์ในเรื่อง การพัฒนาสายพันธุ์ช้าง เลี้ยงดูช้างให้ดี และสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทย ช้างไทยงดงามที่สุดในภาพยนตร์ เรื่อง พระนเรศวร และ สุริโยทัย และในเรื่องของการอนุรักษ์ช้างป่า วันนี้ชาวช้างระลึกถึงพระองค์ แล้วจะเห็นได้ว่าช้างก็มีความปีติ เมื่อได้ยินเสียงกลองและได้มายืนบนสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์เขาก็ทำดีที่สุด เป็นตัวแทนชาวช้างถวายพระเกียรติสุดหัวใจ” นายอิทธิพันธ์ กล่าว

ขณะที่ นางร่มทองทราย มีพันธ์ุ เจ้าของวังช้างอยุธยา กล่าวว่า วันนี้พวกเรามาน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระพันปีหลวง เพราะพระองค์ทรงช่วยเหลือชาวช้างไว้อย่างมากมาย พระองค์ทรงบอก ทรงเตือนว่าควรจะทำแบบไหน วันนี้ชาวช้างทั้งประเทศ ทั้งภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคอีสาน บนดอย ก็มากันหมด เพื่อมาน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระพันปีหลวง

“สำหรับช้าง 11 เชือกที่เดินทางมาวันนี้ เชือกแรกชื่อพลายสยาม เป็นพ่อพันธุ์ชั้นดี นิสัยดีมาก เข้ากับคนได้ดี นอกจากน้ ยังมีพลายกิ่งแก้ว พลายบิ๊ก พลายมรกต พลายมโหรี พลายงาทอง พลายยูโร พลายเยี่ยมฟ้า พลายศรีอัยรา พลายศรีมงคล พลายจันเจ้า พระองค์มีพระราชดำริว่าให้สืบสายพันธุ์แต่ช้างที่ดี พ่อดี แม่ดี เอามาผสมพันธุ์ เพื่อให้ช้างอยู่กับนักท่องเที่ยว และอยู่กับคนไทยทั้งประเทศ มาเที่ยวประเทศไทยต้องเจอช้างนิสัยดี จึงให้ควานช้างมีตะขอไว้เป็นสัญลักษณ์ของควานช้างเท่านั้น ถ้าช้างดีแล้วไม่จำเป็นต้องใช้ตะขอ” นางร่มทองทราย กล่าว

นางสาวสรัญญา พรโชติชัย อาชีพค้าขาย ชาวชาติพันธุ์มูเซอแดง อ.ปามะผ้า จ.แม่ฮ่องสอน เดินทางมาโดยรถบัสกับคณะตั้งแต่เช้าวันที่ 26 พฤศจิกายน มาถึงกรุงเทพฯ เช้าวันนี้ เพื่อเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพสมเด็จพระพันปีหลวง กล่าวว่า วันที่ทราบข่าวว่าเสด็จสวรรคต รู้สึกตกใจและเสียใจมาก วันนี้ ตนและตัวแทนชาวแม่ฮ่องสอน ตั้งใจเดินทางมาถวายบังคมพระบรมศพด้วยความอาลัยยิ่ง พระองค์ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อเราเผ่ามูเซอแดงมาก ได้เสด็จฯ มาด้วยพระองค์เองเพื่อพระราชทานอาชีพทอผ้า เย็บผ้า เย็บชุดประจำเผ่าให้พวกเรา ทำให้มีรายได้และมีชีวิตที่ดีขึ้น แม้ตนจะเป็นรุ่นลูกไม่ได้เฝ้าฯ รับเสด็จ แต่อาชีพที่พระองค์พระราชทานมาให้รุ่นแม่ของตนก็สร้างให้ชีวิตและครอบครัวให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นสามารถเลี้ยงตัวเองได้

– 006

ครบรอบ 58 ปี คณะศึกษาศาสตร์ มมส จัด ‘ตุ้มโฮม ครูชวนวิ่ง EDU RUNNING 2025’ ส่งเสริมบุคลากร – นิสิตมีสุขภาพที่ดี

ครบรอบ 58 ปี คณะศึกษาศาสตร์ มมส จัด ‘ตุ้มโฮม ครูชวนวิ่ง EDU RUNNING 2025’ ส่งเสริมบุคลากร - นิสิตมีสุขภาพที่ดี

ครบรอบ 58 ปี คณะศึกษาศาสตร์ มมส จัด ‘ตุ้มโฮม ครูชวนวิ่ง EDU RUNNING 2025’ ส่งเสริมบุคลากร – นิสิตมีสุขภาพที่ดี

วันพฤหัสบดี ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ร่วมกับสมาคมศิษย์เก่าคณะศึกษาศาสตร์ และสโมสรนิสิตคณะศึกษาศาสตร์ จัดกิจกรรม “ตุ้มโฮม ครูชวนวิ่ง EDU RUNNING 2025” ณ บริเวณด้านหน้าคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (เขตพื้นที่ในเมือง)

โดยมี รศ.ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม พร้อมด้วย รองศาสตราจารย์ ดร.ชวลิต ชูกำแพง คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ นายกองโท ดร.คมคาย อุดรพิมพ์ นายกสมาคมศิษย์เก่าคณะศึกษาศาสตร์ และคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัย ร่วมปล่อยตัวนักวิ่งอย่างเป็นทางการ การแข่งขันแบ่งออกเป็น 2 ระยะทาง ได้แก่ ระยะ 11.6 กิโลเมตร (Mini Marathon) ปล่อยตัวเวลา 05.30 น. และระยะ 5.4 กิโลเมตร (Fun Run) ปล่อยตัวเวลา 06.00 น.

กิจกรรม “ตุ้มโฮม ครูชวนวิ่ง EDU RUNNING 2025” จัดขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 58 ปี คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ในวันที่ 27 มีนาคม 2569 เพื่อส่งเสริมให้ประชาชน นิสิต ศิษย์เก่า และบุคลากร ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการออกกำลังกายและสุขภาพที่ดี รวมถึงส่งเสริมการออกกำลังกายให้เป็นวัฒนธรรมประจำวัน อีกทั้งยังมีวัตถุประสงค์เพื่อระดมทุนสนับสนุนกิจกรรมการเรียนรู้ ทุนการศึกษาสมทบทุนกิจกรรมนิสิต และเป็นการประชาสัมพันธ์คณะศึกษาศาสตร์ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง

สำหรับการจัดกิจกรรมครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่ร่วมอำนวยความสะดวกด้านเส้นทางวิ่ง และการรักษาความปลอดภัย นอกจากนี้ ภาคเอกชนยังให้การสนับสนุนงบประมาณ อาหาร เครื่องดื่ม และอุปกรณ์ต่างๆ ทำให้การจัดกิจกรรมเป็นไปอย่างราบรื่นและประสบความสำเร็จอย่างสมบูรณ์

นอกจากนี้ นายกองโท ดร.คมคาย อุดรพิมพ์ นายกสมาคมศิษย์เก่าคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม พร้อมด้วยคณะกรรมการบริหารสมาคม ได้มอบทุนสนับสนุนกิจกรรมประจำปี 2568–2569 จำนวน 20,000 บาท แก่ผู้แทนสโมสรนิสิตคณะศึกษาศาสตร์ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพนิสิต ส่งเสริมการจัดกิจกรรมพัฒนาทักษะด้านวิชาการ ด้านวิชาชีพครู รวมถึงกิจกรรมเสริมสร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนิสิตภายในคณะ

GISTDA เข้าร่วม ‘APRSAF-31’ ประกาศวิสัยทัศน์ ดันประเด็นสำคัญของภูมิภาค

GISTDA เข้าร่วม ‘APRSAF-31’ ประกาศวิสัยทัศน์ ดันประเด็นสำคัญของภูมิภาค

GISTDA เข้าร่วม ‘APRSAF-31’ ประกาศวิสัยทัศน์ ดันประเด็นสำคัญของภูมิภาค

วันพฤหัสบดี ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

GISTDA เข้าร่วม APRSAF-31 (Asia-Pacific Regional Space Agency Forum ครั้งที่ 31) ซึ่งเป็นเวทีความร่วมมือด้านอวกาศระดับพหุภาคีที่สำคัญของเอเชียและแปซิฟิก ซึ่งการเข้าร่วมนี้เป็นการตอกย้ำถึงความสำคัญ 2 ประการ คือ สถานะและความต่อเนื่อง แสดงให้เห็นว่าประเทศไทย โดย GISTDA มีบทบาทที่ แข็งแกร่งและต่อเนื่อง ในการส่งเสริมความร่วมมือด้านเทคโนโลยีอวกาศในระดับภูมิภาค และการแลกเปลี่ยนความรู้ มีการนำเสนอภาพรวมกิจกรรมด้านอวกาศและภูมิสารสนเทศของไทยที่ทำร่วมกับนานาชาติ และเข้าร่วมนำเสนอความก้าวหน้าใน Working Group และ Side Event ต่างๆ ซึ่งแสดงถึงการมีส่วนร่วมทางเทคนิคและวิชาการอย่างกระตือรือร้น

สำหรับการกำหนดทิศทางและนโยบายอวกาศแห่งชาติ ประเทศไทยได้ใช้เวทีนี้ในการประกาศวิสัยทัศน์และนโยบายด้านอวกาศแห่งชาติ เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน โดยผ่าน Country Statement และการผลักดันประเด็นสำคัญของภูมิภาค ไทยเน้นย้ำประเด็นสำคัญที่ต้องรับมือร่วมกัน ได้แก่ transboundary pollution (มลพิษข้ามพรมแดน), Space Situation Awareness (SSA) / Space Traffic Management (STM) (การรับรู้สถานการณ์อวกาศและการบริหารจัดการการจราจรทางอวกาศ) และ Space exploration (การสำรวจอวกาศ) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเข้าใจในความท้าทายระดับโลกและระดับภูมิภาค และความพร้อมที่จะเป็นผู้นำในการแก้ไข

ในขณะที่ด้านการสร้างเครือข่ายและความร่วมมือระดับโลก GISTDA ได้ดำเนินการหารือทวิภาคีกับผู้แทนระดับสูงจากหน่วยงานอวกาศชั้นนำระดับโลกมากมาย เช่น NASA (สหรัฐอเมริกา) , JAXA (ญี่ปุ่น) , ESA (ยุโรป) , Australian Space Agency (ASA) (ออสเตรเลีย) , Philippines Space Agency (PhilSA) , TASA (ไต้หวัน) และ CSIRO, GA, JICA

การประชุมหารือร่วมกันนี้ก็เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์และความร่วมมือในโครงการต่างๆ ในอนาคต ซึ่งแสดงให้เห็นว่าหน่วยงานอวกาศชั้นนำของโลกให้ความสนใจและเชื่อมั่นในศักยภาพของไทยในการเป็นพันธมิตร โดยประเทศไทยประกาศความยิ่งใหญ่ในการเป็นเจ้าภาพจัด APRSAF-32” ในปี ค.ศ. 2026 ณ กรุงเทพมหานคร ซึ่งการเป็นเจ้าภาพครั้งนี้ถือเป็นโอกาสที่ดีสำหรับประเทสไทยที่จะแสดงให้เห็นว่า ไทยได้รับความเชื่อมั่นจากนานาชาติ ในการได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสำคัญระดับภูมิภาคที่รวมผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกว่า 500 คน เป็นการยืนยันถึง ความเชื่อมั่น และ การยอมรับ ในสถานะและศักยภาพด้านอวกาศของประเทศไทยในเวทีนานาชาติ และไทยจะมีโอกาสในการเป็นผู้นำกำหนดวาระการประชุม และแสดงความพร้อมด้านบุคลากร โครงสร้างพื้นฐาน และการบริหารจัดการต่อสายตาของประชาคมอวกาศโลก

วันนี้ ประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงผู้เข้าร่วมในเวทีอวกาศเท่านั้น แต่กำลังก้าวขึ้นเป็น ผู้เล่นที่แข็งขัน (Active Player) และ ผู้นำ (Regional Leader) ในการขับเคลื่อนความร่วมมือและการจัดการความท้าทายด้านเทคโนโลยีอวกาศในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อใช้เทคโนโลยีอวกาศเป็นเครื่องมือในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

‘ในหลวง‘โปรดเกล้าฯให้มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ฯ จัดส่งสิ่งของพระราชทานเครื่องอุปโภคบริโภค ช่วยผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้

‘ในหลวง‘โปรดเกล้าฯให้มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ฯ จัดส่งสิ่งของพระราชทานเครื่องอุปโภคบริโภค ช่วยผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้

‘ในหลวง‘โปรดเกล้าฯให้มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ฯ จัดส่งสิ่งของพระราชทานเครื่องอุปโภคบริโภค ช่วยผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้

วันพุธ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 19.20 น.

‘ในหลวง‘ โปรดเกล้าฯให้มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ฯ จัดส่งสิ่งของพระราชทานเครื่องอุปโภคบริโภคไปช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ 

วันที่ 26 พ.ย.2568 เวลา 18.00 น. ที่ศูนย์พักพิงศูนย์กีฬาและสุขภาพ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์  นายวิลาศ รุจิวัฒนพงศ์ รองประธานฝ่ายบรรเทาทุกข์ พร้อมคณะเจ้าหน้าที่จากส่วนกลาง นำสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็น อาทิ เต็นท์นอน จำนวน 1,000 ชุด ผ้าห่ม จำนวน 1,000 ผืน ผ้าเช็ดตัว จำนวน 1,000 ผืน เสื่อ จำนวน 1,000 ผืน และข้าวกล่อง จำนวน 1,500 กล่อง ไปมอบให้แก่ผู้ประสบอุทกภัยที่อพยพมาอยู่ภายในศูนย์พักพิง เพื่อช่วยบรรเทาความเดือนร้อนแก่ประชาชนในเบื้องต้น

มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดส่งสิ่งของพระราชทานไปช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ จำนวน 9 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดนครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี สงขลา สตูล พัทลุง ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และจังหวัดตรัง เป็นการเร่งด่วน จำนวนรวมทั้งสิ้น 27,000 ชุด
 

ยุวทูตสันติภาพเข้าเฝ้าสมเด็จพระสันตะกปาปา กลับไทยคว้ารางวัลผู้ทำประโยชน์ การพัฒนาสังคมดีเด่น 2568

ยุวทูตสันติภาพเข้าเฝ้าสมเด็จพระสันตะกปาปา กลับไทยคว้ารางวัลผู้ทำประโยชน์ การพัฒนาสังคมดีเด่น 2568

ยุวทูตสันติภาพเข้าเฝ้าสมเด็จพระสันตะกปาปา กลับไทยคว้ารางวัลผู้ทำประโยชน์ การพัฒนาสังคมดีเด่น 2568

วันพุธ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.11 น.

ยุวทูตสันติภาพเข้าเฝ้าสมเด็จพระสันตะกปาปา กลับไทยคว้ารางวัลผู้ทำประโยชน์ การพัฒนาสังคมดีเด่น 2568

หลังจากเดินทางไปเข้าเฝ้าสมเด็จพระสันตะปาปา พระองค์ใหม่ ณ นครรัฐวาติกัน คณะยุวทูตสันติภาพของไทยได้รับเชิญให้เข้ารับรางวัลจากนายชวน หลักภัย อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะโครงการที่ทำคุณประโยชน์ต่อประเทศชาติดีเด่น ที่ได้ร่วมสร้างชื่อเสียงในระดับโลก ในการประกาศรางวัลเชิดชูเกียรติผู้ทำประโยชน์ การพัฒนาสังคมดีเด่น ครั้งที่ 6 ประจำปี 2568

รางวัล 1 ปณิธานความดี เทิดไท้พระภูมีนวมินทรา ภายใต้ โครงการ“นวราช ”เชิดชูเกียรติผู้ทำคุณประโยชน์ สร้างสรรค์พัฒนาสังคมดีเด่น ครั้งที่ 6 ประจำปี 2568 โดย กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ , มูลนิธิคุ้มเกล้าเยาวชนคนสร้างชาติ ,สภาองค์กรเชิดชูเกียรติผู้ทำคุณประโยชน์ดีเด่นแห่งชาติ,สมาคมวัฒนธรรมสยาม ,สภาองค์กรวัฒนธรรมไทย-อาเซียน และภาคีเครือข่าย ได้ตระหนักถึงความสำคัญของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ด้วยการสร้างแรงบันดาลใจในการปลูกฝังจิตสำนึกในความรับผิดชอบต่อสังคม เสริมสร้างจิตสาธารณะ และส่งเสริมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในสังคมอย่างยั่งยืน ด้วยการน้อมนำพระราชดำริและพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ซึ่งทรงเป็นแบบอย่างแห่งความเสียสละและความมุ่งมั่นในการทำความดีเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนชาวไทยและมนุษยชาติขึ้น

จึงได้จัดพิธีมอบรางวัลเพื่อเชิดชูเกียรติผู้ทำคุณประโยชน์ สร้างสรรค์พัฒนาสังคมดีเด่น ขึ้นติดต่อกันเป็นครั้งที่ 6 ในปี พ.ศ.2568 นี้ โดยโครงการยุวทูตสันติภาพ สู่นครรัฐวาติกัน ปีที่ 2 เข้าเฝ้าสมเด็จพระสันตะปาปา พระองค์ใหม่ ณ นครรัฐวาติกัน ได้รับการคัดเลือกให้เข้ารับรางวัลโครงการที่ทำคุณประโยชน์ต่อประเทศชาติดีเด่น โดยในการรับรางวัลยุวทูตสันติภาพ ประกอบด้วย

1.ด.ช.นราวิชญ์ บุญฤทธิ์              โรงเรียนอัสสัมชัญ กรุงเทพฯ

2.ด.ญ.ภัทราพร อุปมากาญจน์     โรงเรียนนานาชาติอินเตอร์เนชั่นแนล ไพโอเนียร์

3.ด.ช.ภูรพัฒน์ นราวิจิตธนันต์      โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย

4.ด.ช. กฤตเพชร ตราชู                โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น

5.ด.ญ.ชญาภา อุปมากาญจน์      โรงเรียนเลิศหล้าถนนกาญจนาภิเษก

6.ด.ญ.กุลิสรา หวั่งหลี                 โรงเรียน King College International School Bangkok

7.ด.ช.เจตนิพิฐ คงปาน                โรงเรียน THE NEWTON SIXTH FORM SCHOOL

8.ด.ญ.ปวีณ์ชยา ปัญจวัฒนกุล     โรงเรียนนานาชาติรีเจ้นท์ พัทยา

9.นรต.ธีทัต วิเศษชูชาติกุล           โรงเรียนนายร้อยตำรวจ

10.นตท.เนรมิตร ใจสิทธิ์              โรงเรียนเตรียมทหาร

11.นายพะศทัศน์ ศรีเครือเนตร     มหาลัยศิลปากร

โดยผู้แทนโครงการยุวทูตสันติภาพเข้ารับรางวัล เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2568 ณ หอประชุมคุรุสภา โดยมีนายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีมอบรางวัล

โครงการยุวทูตสันติภาพ สู่นครรัฐวาติกัน ดำเนินการโดย สมาคมศูนย์ข่าวเยาวชนไทย ในปีที่ 2 ได้รับการสนับสนุนจาก สมเด็จพระมหาธีราจารย์ เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม(วัดโพธิ์) ส่งผู้แทนยุวทูตสันติภาพ 5 คน เป็นตัวแทนเยาวชนไทย ร่วมกับคณะของวัดโพธิ์ เข้าเฝ้าสมเด็จพระสันตะปาปา เลโอที่ 14 Pope Leo XIV สมเด็จพระสันตะปาปาพระองค์ใหม่ ณ นครรัฐวาติกัน โดยได้มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมที่สำคัญถึง 3 กิจกรรม ได้แก่ การเยี่ยมคารวะหลุมพระศพ สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรานซิส ซึ่งทรงเมตตาให้ยุวทูตสันติภาพ สู่นครรัฐวาติกัน รุ่นที่ 1 ได้เข้าเฝ้าเมื่อปีที่แล้ว ณ มหาวิหารซานตามาเรียมัจโจเร (Basilica di Santa Maria Maggiore), การเข้าร่วมพิธีการประกาศในการเริ่มต้นสมณสมัยของสมเด็จพระสันตะปาปา เลโอที่ 14 อย่างเป็นทางการ ณ ห้องประชุม Paul VI Hall, Rome และการเข้าร่วมพิธี ณ General Audience, in St. Peter’s Square เนื่องในโอกาสพิเศษครบ 60 ปี ของปฏิญญาโนสตราอาเอตาเต  Catechesis on the occasion of the 60th anniversary of the Conciliar Declaration Nostra Aetate โดยได้มีโอกาสเข้าเฝ้าในที่นั่งพิเศษร่วมกับคณะผู้แทนประเทศไทยจากวัดโพธิ์ และได้ถ่ายภาพร่วมกับสมเด็จพระสันตะปาปา และผู้แทนเยาวชนยังได้เข้าเฝ้านำเสนอแนวคิดสันติภาพจากใจเด็กๆ ซึ่งตรงกับพระราชดำรัสของสมเด็จพระสันตะปาปาในวันนั้น

CGI เปิดบ้านแนะนำหลักสูตรพร้อมทุนการศึกษาต่อระดับโท-เอก

CGI เปิดบ้านแนะนำหลักสูตรพร้อมทุนการศึกษาต่อระดับโท-เอก

CGI เปิดบ้านแนะนำหลักสูตรพร้อมทุนการศึกษาต่อระดับโท-เอก

วันพุธ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.สมศักดิ์ รุจิรวัฒน์ อธิการบดีสถาบันบัณฑิตศึกษาจุฬาภรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “แนะนำหลักสูตรและสอบคัดเลือกผู้รับทุนการศึกษา CGI Open House 2026” ณ ห้องประชุมใหญ่ ชั้น 2 อาคารสถาบันบัณฑิตศึกษาจุฬาภรณ์

โดยกิจกรรมในงานประกอบด้วย การแนะนำหลักสูตรโดย รศ.ดร.รจนา สุขชวลิต อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิทยาศาสตร์ชีวภาพประยุกต์ ให้เกียรติเป็นผู้ดำเนินรายการ พร้อมด้วย อาจารย์ ดร.ณัชพงษ์ สุวรรณวงศ์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิทยาศาสตร์เคมี อาจารย์ ดร.ภูมิ เตชชาติวนิช อาจารย์ประจำสาขาวิชาพิษวิทยาสิ่งแวดล้อม และ ดร.ปุณยวีร์ ดุลยยางกูล ศิษย์เก่าสถาบันบัณฑิตศึกษาจุฬาภรณ์ สาขาพิษวิทยาสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้ช่วยนักวิจัย : ห้องปฏิบัติการวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพ สำนักวิจัย สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์การ เป็นผู้แนะนำหลักสูตร นอกจากนี้ ยังมีนิทรรศการผลงานวิจัยของคณาจารย์และนักศึกษา รวมทั้งการเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการที่เพรียบพร้อมไปด้วยเครื่องมืออันทันสมัย โดยมีนักศึกษาที่ให้ความสนใจเข้าร่วมกิจกรรมกว่า 50 คน ในเบื้องต้นมีผู้สมัครเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาเอก 6 คน ระดับปริญญาโท 13 คน

นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้นักศึกษาผู้สนใจที่ไม่สามารถเข้าร่วมงานได้ สามารถยื่นใบสมัครพร้อมเอกสารประกอบการสมัครขอรับทุนการศึกษา ด้วยตนเองหรือส่งใบสมัครได้ตั้งแต่บัดนี้ จนถึงวันที่ 30 เมษายน 2569 และหากได้รับการคัดเลือกให้รับทุนมีโอกาสได้ฝึกงานวิจัย ณ มหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยชั้นนำยังต่างประเทศอีกด้วย