ชาวพิษณุโลก-นทท. ‘ร่วมตักบาตรยามเช้า’ สืบสานศรัทธาไทย-ส่งกำลังใจสู่ชายแดน

ชาวพิษณุโลก-นทท. ‘ร่วมตักบาตรยามเช้า’ สืบสานศรัทธาไทย-ส่งกำลังใจสู่ชายแดน

ชาวพิษณุโลก-นทท. ‘ร่วมตักบาตรยามเช้า’ สืบสานศรัทธาไทย-ส่งกำลังใจสู่ชายแดน

วันเสาร์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.14 น.

ชาวพิษณุโลกและนักท่องเที่ยว ‘ตักบาตรยามเช้า’ พร้อมส่งผลบุญให้กับทหารกล้า 15 นาย และประชาชน 14 คนที่เสียชีวิตจากความไม่สงบชายแดนไทย-กัมพูชา นอกจากนี้ทางวัดคัดแยกข้าวสารอาหารแห้งส่งมอบช่วยเหลือทหารและประชาชนชายแดนไทย-กัมพูชา

วันที่ 2 สิงหาคม 2568 บรรยากาศยามเช้าที่บริเวณหน้าพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร หรือ “วัดใหญ่” จังหวัดพิษณุโลก เต็มไปด้วยความสงบร่มเย็นและเปี่ยมด้วยศรัทธา เมื่อประชาชนชาวพิษณุโลกพร้อมนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวจากเมืองแมดริด ประเทศสเปนกว่า 100 คน ร่วมกิจกรรมใส่บาตรยามเช้า ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ทางวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร จัดกิจกรรมใส่บาตรเป็นประจำทุกวันเสาร์ เวลา 06.00 น. หน้าวิหารหลวงพ่อพระพุทธชินราช เพื่อให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้มีโอกาสสืบสานประเพณี ทำบุญ ตักบาตรยามเช้าหน้าวิหารหลวงพ่อพระพุทธชินราช  สะท้อนถึงพลังของความศรัทธา ความร่วมแรงร่วมใจ และการท่องเที่ยวที่มีคุณค่าทางจิตใจ พร้อมเชื่อมโยงศาสนา วัฒนธรรม  สร้างอัตลักษณ์การท่องเที่ยวในจังหวัดพิษณุโลก

ซึ่งกิจกรรมวันนี้ นางศศิวัณย์ ศรีพรหม ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 1 และรองประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย นำคณะนักท่องเที่ยวต่างชาติร่วมใส่บาตร ทำบุญเปิดโบสถ์ และสัมผัสวิถีวัฒนธรรมชาวพุทธอย่างใกล้ชิด  โดยข้าวสารอาหารแห้ง ที่ประชาชนร่วมใส่บาตรในครั้งนี้ ยังได้ถูกแยกบางส่วนเพื่อนำไปช่วยเหลือทหารและประชาชนในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับทหารกล้า 15 นาย และประชาชน 14 คนที่เสียชีวิต

โดยทางวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ วรมหาวิหาร หรือวัดใหญ่ ได้นำสิ่งของข้าวสารอาหารแห้ง วัตถุมงคล พระผงพระพุทธชินราช ใบเสมา ส่งมาให้กับทหารที่อยู่ชายแดน อีก 500 องค์ ไปแล้วครั้งหนึ่ง เมื่อวันที่  1 ส.ค.ที่ผ่านมา และในครั้งนี้จะนำไปส่งให้กับทหารแนวชายแดนในวันที่ 4 ส.ค.นี้ ///-026

‘สุชาติ’นำทีม’ดร.นิยม’ กราบสมเด็จ 2 วัดเร่งสร้างความเข้าใจวัดทั่วประเทศ

'สุชาติ'นำทีม'ดร.นิยม' กราบสมเด็จ 2 วัดเร่งสร้างความเข้าใจวัดทั่วประเทศ

‘สุชาติ’นำทีม’ดร.นิยม’ กราบสมเด็จ 2 วัดเร่งสร้างความเข้าใจวัดทั่วประเทศ

วันศุกร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.56 น.

สุชาติ ตันเจริญ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย ดร.นิยม เวชกามา ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เข้ากราบขอคำปรึกษาจากสมเด็จพระมหาธีราจารย์ กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร และ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบพิธฯ เร่งชี้แจงทุกวัดไม่ต้องกังวลเรื่องการจัดตั้งไวยาวัจกรและกรรมการวัด

ในการประชุมครั้งที่ 19/2568 วันที่ 30 กรกฎาคม 2568 ณ ตำหนักเพ็ชร วัดบวรนิเวศวิหาร ซึ่งมีสมเด็จพระธีรญาณมุนี ปฏิบัติหน้าที่ประธานในการประชุม มีมติสำคัญ คือการเห็นชอบเรื่อง ขอให้วัดทุกวัดแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการทรัพย์สินของวัด และนำระบบบัญชีวัดของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติไปใช้ในการดำเนินงาน ซึ่งทำให้หลายๆ วัดทั่วประเทศเกิดความกังวลเรื่องการบริหารจัดการ และจัดหาบุคคลที่เหมาะสมในการทำหน้าที่ไวยาวัจกรและกรรมการวัดตามมติดังกล่าว และเกรงว่าหากไม่สามารถดำเนินการตามมติได้ อาจมีความผิดนั้น นายสุชาติ ตันเจริญ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย ดร.นิยม เวชกามา ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เข้ากราบขอคำปรึกษาจากสมเด็จพระมหาธีราจารย์ กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร และ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบพิธฯ โดยพระผู้ใหญ่ทั้งสองท่านได้เมตตาให้คำแนะนำว่า ไม่จำเป็นต้องเร่งรัดให้ทุกวัดดำเนินการจัดตั้งไวยาวัจกรและกรรมการวัด โดยให้พิจารณาตามเหตุปัจจัย ความพร้อมของวัด ชุมชน ในการคัดเลือกผู้ที่จะมาทำหน้าที่ไวยาวัจกรและกรรมการวัด โดยหากยังไม่สามารถจัดหาคนที่เหมาะสมได้ ก็ไม่ถือว่าเป็นความผิดของเจ้าอาวาส โดยขอให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเร่งดำเนินการด้านการประชาสัมพันธ์เพื่อสื่อสารให้เจ้าอาวาสวัดทั่วประเทศเข้าใจหลักการดังกล่าว

คณะทีมงานร่วมเข้าพบและรับคำปรึกษาแนะนำจากพระผู้ใหญ่ระดับสมเด็จทั้งสองท่าน ได้แก่ นายสุชาติ ตันเจริญ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย ดร.นิยม เวชกามา “ดร.มหานิยม” ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี , นายอินทพร จั่นเอี่ยม ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ , นางสาวนิภาภรณ์ เวชกามา เลขานุการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายรัชพล สุวรรณโชติ คณะทำงาน ดร.มหานิยม.

โปรดเกล้าฯให้ผู้ว่าฯบุรีรัมย์ เชิญดอกไม้พระราชทาน มอบทหารบาดเจ็บ

โปรดเกล้าฯให้ผู้ว่าฯบุรีรัมย์ เชิญดอกไม้พระราชทาน มอบทหารบาดเจ็บ

โปรดเกล้าฯให้ผู้ว่าฯบุรีรัมย์ เชิญดอกไม้พระราชทาน มอบทหารบาดเจ็บ

วันศุกร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.32 น.

ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทาน นำไปมอบให้แก่กำลังพล ที่ได้รับบาดเจ็บ จากเหตุการณ์สู้รบแนวชายแดนไทย-กัมพูชา

1 สิงหาคม 2568 เมื่อเวลา 16.30 น. ที่โรงพยาบาลบุรีรัมย์ อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายปิยะ ปิจนำ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทาน ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี

นำไปมอบแก่ พลทหาร กนกพล สิงห์พันดอน สังกัดกองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 13 (ร.13พัน.1)ค่ายเจ้าพระยาสุรวงศ์วัฒนศักดิ์ จังหวัดอุดรธานี ที่ได้รับบาดเจ็บขณะปฏิบัติหน้าที่รักษาอธิปไตย ในฐานปฏิบัติการปราสาทตาเมือนธม อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ระหว่างเหตุการณ์สู้รบบริเวณนายแดนไทย-กัมพูชา ระหว่างทหารไทยกับกัมพูชา และได้เข้ารับการรักษาพยาบาล ที่โรงพยาบาลบุรีรัมย์ โดยมีคณะแพทย์ พยาบาลดูแลอย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ทรงรับผู้บาดเจ็บทั้งหมดไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์  ยังความซาบซึ้งและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแก่กำลังพล หาที่สุดมิได้.

012

‘ลิณธิภรณ์’ลงพื้นที่เชียงใหม่ หนุนประเมินภายนอกยกระดับ รร.ขนาดเล็ก

'ลิณธิภรณ์'ลงพื้นที่เชียงใหม่ หนุนประเมินภายนอกยกระดับ รร.ขนาดเล็ก

‘ลิณธิภรณ์’ลงพื้นที่เชียงใหม่ หนุนประเมินภายนอกยกระดับ รร.ขนาดเล็ก

วันพฤหัสบดี ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 22.12 น.

“ลิณธิภรณ์”ลงพื้นที่เชียงใหม่ หนุนประเมินภายนอกยกระดับ รร.ขนาดเล็ก เป็น”ผู้เรียนรู้ตลอดชีวิต-ผู้นำแห่งอนาคต-นักนวัตกรรม”

เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2568 นางสาวลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) เป็นประธานเปิดกิจกรรมด้านการประเมินคุณภาพภายนอก พร้อมเยี่ยมชมโรงเรียนขยายโอกาส ที่สร้างโอกาสให้กับนักเรียน สู่การเป็น Learner Leader Innovator จากการนำผลการประเมินคุณภาพภายนอกมาปรับใช้ จัดโดยสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) หรือ สมศ.และเครือข่ายในพื้นที่ ที่โรงเรียนวัดกู่คำฯ จ.เชียงใหม่

รมช.ศธ.กล่าวถึงบทบาทของ “การประเมิน” ว่า เป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาคุณภาพสถานศึกษา ช่วยให้เห็นทั้งจุดแข็ง จุดอ่อน และสามารถวางแผนพัฒนาได้อย่างเหมาะสม โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็กและโรงเรียนขยายโอกาส ที่มักเจอกับข้อจำกัดหลายด้าน จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุน การประเมินที่ตรงกับบริบทจริง และ สมศ. จะต้องพัฒนาวิธีการประเมินต่อไปอย่างต่อเนื่อง ให้สอดคล้องกับเป้าหมายการลดภาระครูต่อไป

“โรงเรียนวัดกู่คำ เป็นตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะเคยมีข้อจำกัดเรื่องทรัพยากร แต่สามารถใช้ผลการประเมินเป็นเครื่องมือวางแผนพัฒนาอย่างเป็นระบบ จนเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก ทั้งในด้านผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน และความเชื่อมั่นจากชุมชน  ซึ่งในส่วนของการประเมินไม่ต้องการให้เป็นแค่การให้คะแนน แต่ต้องเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้โรงเรียนได้มองเห็นตัวเอง แล้วนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นได้จริง โดยมีความตั้งใจที่จะผลักดันให้ทุกโรงเรียนพัฒนาไปสู่เป้าหมาย “ผู้เรียนตลอดชีวิต ผู้นำแห่งอนาคต นักนวัตกรรม” (Learner, Leader, Innovator) ผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์ความเปลี่ยนแปลงของโลก” รมช.ลิณธิภรณ์ กล่าว

รมช.ศธ.กล่าวด้วยว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ต้องการเห็นถึงผลของการประเมินที่เด็กได้รับประโยชน์ และยังสะท้อนจุดยืนของกระทรวงศึกษาธิการ ที่ต้องการทำให้ “ระบบการศึกษาไทยเป็นพื้นที่แห่งโอกาส ความเท่าเทียม และแรงบันดาลใจ”  โดยเน้นการสร้างคุณภาพจากรากฐาน พร้อมเดินหน้าสู่เป้าหมายตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

– 006

นอภ.หนองกุงศรี-นำชาวพุทธจัดพิธี ‘ฉลองสัญญาบัตรพัดยศ’ พระครูสุตวารีพิทักษ์

นอภ.หนองกุงศรี-นำชาวพุทธจัดพิธี 'ฉลองสัญญาบัตรพัดยศ' พระครูสุตวารีพิทักษ์

นอภ.หนองกุงศรี-นำชาวพุทธจัดพิธี ‘ฉลองสัญญาบัตรพัดยศ’ พระครูสุตวารีพิทักษ์

วันพฤหัสบดี ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 16.05 น.

นายอำเภอหนองกุงศรี จ.กาฬสินธุ์ นำพุทธศาสนิกชนจัดพิธี ‘ฉลองสัญญาบัตรพัดยศ’ พระครูสุตวารีพิทักษ์

วันที่ 31 กรกฎาคม 2568 ที่ วัดสว่างกุงศรี ตำบลหนองกุงศรี อำเภอหนองกุงศรี จังหวัดกาฬสินธุ์ ได้จัดพิธีฉลองสัญญาบัตรพัดยศสมณศักดิ์อย่างยิ่งใหญ่ โดยมี นายจารุวัตร ภูแก้ว นายอำเภอหนองกุงศรี เป็นประธานฝ่ายฆราวาสในพิธีสำคัญครั้งนี้

ในพิธีมีการอ่านพระบรมราชโองการแต่งตั้งสมณศักดิ์ โดยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดี ศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง พระบุญถม ฐานวโร ให้ดำรงตำแหน่ง พระครูสุตวารีพิทักษ์ เจ้าอาวาสวัดสว่างกุงศรี และเจ้าคณะตำบลหนองหิน

โดยพิธีในครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมอย่างคับคั่ง ประกอบด้วย คณะสงฆ์จากวัดต่างๆ หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ พ่อค้า ประชาชน และพุทธศาสนิกชนชาวอำเภอหนองกุงศรี ที่มาร่วมแสดงความยินดีและเป็นสักขีพยานในพิธีสำคัญนี้

สำหรับ การได้รับพัดยศสมณศักดิ์ในครั้งนี้ เป็นการยกย่องพระคุณงามความดีและการปฏิบัติธรรมที่ดีเด่นของพระครูสุตวารีพิทักษ์ ซึ่งจะเป็นกำลังใจในการประกอบพระกรณียกิจเพื่อพระพุทธศาสนาและสังคมต่อไป โดยพิธีเสร็จสิ้นลงด้วยความเป็นสิริมงคล และเป็นที่น่ายินดีของพุทธศาสนิกชนในพื้นที่ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของพิธีสำคัญทางพระพุทธศาสนาครั้งนี้ ///-026

มูลนิธิศรีเทพไทยสนับสนุนฟุตบอลเยาวชน Nonthaburi Asia Youth Cup 2025

มูลนิธิศรีเทพไทยสนับสนุนฟุตบอลเยาวชน Nonthaburi Asia Youth Cup 2025

มูลนิธิศรีเทพไทยสนับสนุนฟุตบอลเยาวชน Nonthaburi Asia Youth Cup 2025

วันพฤหัสบดี ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 15.36 น.

มูลนิธิศรีเทพไทยสนับสนุนฟุตบอลเยาวชน Nonthaburi Asia Youth Cup 2025

มูลนิธิศรีเทพไทยร่วมสนับสนุนการแข่งขันฟุตบอลเยาวชน  Nonthaburi Asia Youth Cup 2025 ที่มีการจัดขึ้นในวันที่ 27-29 กรกฎาคม 2568 จำนวน 200,000 บาท โดยมีนายสรสินธุ ไตรจักรภพ ประธานกรรมการมูลนิธิศรีเทพไทย เป็นประธานในพิธีเปิดการแข่งขันฟุตบอล ซึ่งมีทีมเยาวชนมาร่วมการแข่งขันจากหลากหลายประเทศ อาทิ จีน เกาหลี ญี่ปุ่น และประเทศสิงคโปร์ ในวันที่ 27 กรกฎาคม 2568 ณ สนามกีฬาจังหวัดนนทบุรี

คุณสรสินธุ ไตรจักรภพ ประธานกรรมการมูลนิธิศรีเทพไทย ได้เป็นประธานในพิธีเปิดการแข่งขัน Nonthaburi Asia Youth Cup 2025 ในวันที่ 27 กรกฎาคม 2568 ณ สนามกีฬาจังหวัดนนทบุรี โดยมีนางสาวกษมา รัตนสุวรรณ์ ประธานสโมสร อินเตอร์ ไทเกอร์ เอฟซี และคณะจัดงาน NONTHABURI ASIA YOUTH CUP 2025 ให้การต้อนรับ พร้อมด้วยนักกีฬาตัวแทนเยาวชนที่จะลงแข่งขันฟุตบอล โดยการแข่งขันรายการนี้เป็นรายการแข่งขันฟุตบอล 11 คน ในรุ่นอายุไม่เกิน 13 ปี โดยมีทีมเยาวชน จากประเทศไทยและต่างประเทศเข้าร่วมการแข่งขัน เช่น ประเทศจีน, ประเทศเกาหลี, ประเทศญี่ปุ่น และ ประเทศสิงคโปร์

ซึ่งการสนับสนุนในครั้งนี้ นายสรสินธุ ไตรจักรภพ มีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการเปิดเวทีแสดงความสามารถ ให้นักฟุตบอลเยาวชนไทย  ได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์การแข่งขัน พัฒนาความสามารถจากการฝึกซ้อม เพื่อนำทักษะการฝึกฝนไปต่อยอด ให้เยาวชนไทยได้มีโอกาสลงแข่งขันในสนามอื่นต่อไปได้ ซึ่งที่ผ่านมา ทางมูลนิธิศรีเทพไทยไม่เพียงสนับสนุนแค่กีฬาฟุตบอลเยาวชนเท่านั้น ยังให้ความสำคัญในกีฬาผู้พิการที่หลายคนมองข้าม โดยได้ฃสนับสนุนการแข่งขันกีฬาคนหูหนวกซีเกมส์ ผ่านสมาคมกีฬาคนหูหนวกไทย เป็นเงินจำนวน 200,000 บาท เพื่อส่งเสริมผู้พิการทางการได้ยินไปแข่งขันในเวทีระดับนานาชาติ ในวันที่ 20-26 สิงหาคม 2568 ณ กรุงจาร์กาตา ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญที่ผู้พิการทางการได้ยิน จะได้มีเวทีไปแสดงศักยภาพในการแข่งขันระดับนานาชาติ ซึ่งสอดรับกับวัตถุประสงค์ของมูลนิธิศรีเทพไทย ที่เราอยากยกระดับคุณภาพชีวิตของเยาวชนและคนพิการ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำจากสังคม ด้วยการกระจายโอกาสให้กับทุกคนที่มีความสามารถแต่ยังขาดแรงสนับสนุน  

โปรดเกล้าฯ พระราชทานน้ำหลวงอาบศพ ‘สิบโทต่อพงษ์ พันดวง’ ทหารกล้าพลีชีพ

โปรดเกล้าฯ พระราชทานน้ำหลวงอาบศพ ‘สิบโทต่อพงษ์ พันดวง’ ทหารกล้าพลีชีพ

โปรดเกล้าฯ พระราชทานน้ำหลวงอาบศพ ‘สิบโทต่อพงษ์ พันดวง’ ทหารกล้าพลีชีพ

วันพฤหัสบดี ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 10.44 น.

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานน้ำหลวงอาบศพ สิบโท ต่อพงษ์ พันดวง ทหารผู้กล้าซึ่งเสียชีวิตจากเหตุปะทะระหว่างปฏิบัติหน้าที่พิทักษ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

วันที่ 30 กรกฎาคม 2568 เวลา 09.30 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลตรี วิชิต มักการุณ  ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 27 เป็นประธานประกอบพิธีพระราชทานน้ำหลวงอาบศพแก่ สิบโท ต่อพงษ์ พันดวง สังกัด กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 16 ที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 จากการปกป้องผืนแผ่นดินไทย ณ สมรภูมิช่องอานม้า อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี 

ในการนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และพระบรมวงศานุวงศ์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายชาญชัย ศรศรีวิชัย ผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร เป็นผู้วางพวงมาลาพระราชทานหน้าหีบศพ และอัญเชิญตะกร้าสิ่งของพระราชทานไปมอบให้กับครอบครัว สิบโท ต่อพงษ์ พันดวง เพื่อเป็นขวัญกำลังใจที่ต้องสูญเสียบุตรชายและสามี จากการทำหน้าที่ปกป้องประเทศชาติอย่างกล้าหาญ โดยมีนายสมหวัง พันดวง บิดาเป็นตัวแทนครอบครัวเข้ารับพระราชทาน ซึ่งต่างปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ณ วัดกำแมด (สุริโยกำแมด) ตำบลกำแมด อำเภอกุดชุม จังหวัดยโสธร

‘ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์’ประกาศความสำเร็จ! เปิดโรงงานผลิต ‘ยารักษามะเร็ง’ แห่งแรกของไทย

'ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์'ประกาศความสำเร็จ! เปิดโรงงานผลิต 'ยารักษามะเร็ง' แห่งแรกของไทย

‘ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์’ประกาศความสำเร็จ! เปิดโรงงานผลิต ‘ยารักษามะเร็ง’ แห่งแรกของไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 09.33 น.

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ประกาศความสำเร็จในการเปิดดำเนินงาน โรงงานผลิตเภสัชภัณฑ์ในพระดำริ ณ พระตำหนักพิมานมาศ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี นับเป็นโรงงานผลิตยารักษาโรคมะเร็งแห่งแรกของประเทศไทยที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสูงสุดด้านการผลิตยาจาก GMDP PIC/s ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล

การรักษาโรคมะเร็งในปัจจุบันมีความก้าวหน้าอย่างมาก หนึ่งในนวัตกรรมการรักษาที่ได้รับความสนใจอย่างมากคือ “ยารักษาโรคมะเร็งชนิดมุ่งเป้า” หรือ Targeted Therapy ซึ่งเป็นการใช้ยาที่มีความจำเพาะเจาะจงต่อเซลล์มะเร็งสามารถทำลาย หรือยับยั้งเซลล์มะเร็งเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ ช่วยลดการทำลายเซลล์ปกติในร่างกาย เป็นการลดผลข้างเคียงจากการรักษาแบบดั้งเดิม เช่น เคมีบำบัด นอกจากนี้ยังสามารถสามารถปรับแผนการรักษาได้อย่างรวดเร็วตามลักษณะการดำเนินโรคของผู้ป่วยแต่ละราย

ด้วยพระปรีชาสามารถและพระวิสัยทัศน์กว้างไกลของ ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทรงมีพระปณิธานอันแน่วแน่ในการพัฒนางานด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์และการสาธารณสุขของประเทศไทย ด้วยทรงตระหนักถึงความยากลำบากของผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ขาดโอกาสเข้าถึงเภสัชภัณฑ์ประสิทธิภาพสูง ทรงจัดตั้งโรงงานผลิตเภสัชภัณฑ์ในพระดําริ ณ พระตําหนักพิมานมาศ อําเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ในปี พ.ศ. 2563 เพื่อให้เป็นโรงงานต้นแบบผลิตเภสัชภัณฑ์ที่จะเข้ามาเพิ่มขีดความสามารถการวิจัยและการพัฒนาเภสัชภัณฑ์สำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งให้ต่อเนื่องสมบูรณ์ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย โรงงานผลิตเภสัชภัณฑ์ในพระดำริ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เป็นโรงงานผลิตยารักษาโรคมะเร็งแห่งแรกของประเทศไทยที่ได้รับการรับรองมาตรฐานวิธีการที่ดีในการผลิตยาและการกระจายยา GMDP PIC/s ตามมาตรฐานสากลและมีศักยภาพด้านการวิจัยทางเภสัชกรรมซึ่งมีความสามารถนำองค์ความรู้จากการวิจัยมาต่อยอดเป็นการผลิตระดับอุตสาหกรรม เพื่อให้มียารักษาโรคมะเร็งเพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศไทยซึ่งจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการนำเข้ายาจากต่างประเทศ และเสริมสร้างองค์ความรู้แก่บุคลากรในด้านการผลิตเภสัชภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพสูงให้แก่ประเทศไทย

ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จเจ้าฟ้า ฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทรงวางพระนโยบายการวิจัย และผลิตยารักษาโรคมะเร็งอย่างรอบคอบ ทรงให้ความสำคัญต่อการดูแลผู้ป่วยในทุกมิติ ด้วยแนวพระนโยบายที่กว้างขวางนี้จึงเกิดการวิจัยที่หลากหลาย และครอบคลุมการรักษาโรคมะเร็งในทุกรูปแบบ โดยยารักษาโรคมะเร็งชนิดมุ่งเป้าที่ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ไทโรซีนไคเนส (Tyrosine Kinase Inhibitors) เป็นหนึ่งในยาที่ทรงสนพระทัยเนื่องจากเป็นยาที่มีประสิทธิภาพสูง ใช้รักษาโรคมะเร็งได้หลากหลายชนิด ให้ผลการรักษาดี มีอาการข้างเคียงต่ำ เป็นที่ยอมรับจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งวิทยา

ตลอดการดำเนินโครงการทรงมีพระวิริยะอุสาหะ และใส่พระทัยติดตามความก้าวหน้าของโรงงานผลิตเภสัชภัณฑ์ในพระดำริ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ด้วยพระองค์เอง โดยทรงร่วมในกระบวนการตรวจสอบความสมบูรณ์ของเครื่องมือ เครื่องจักรต่าง ๆ และทรงร่วมปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ ณ ห้องปฏิบัติการควบคุมคุณภาพของโรงงานผลิตเภสัชภัณฑ์ในพระดำริ ทรงใช้พระสติปัญญาและพระวิสัยทัศน์อันกว้างไกลนำคณะทำงานของโรงงานผลิตเภสัชภัณฑ์ในพระดำริเพื่อการพัฒนามาตรฐานเภสัชกรรมอย่างยั่งยืนเพื่อให้แน่ใจว่าผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากโรงงานแห่งนี้มีคุณภาพเป็นไปตามข้อกำหนดมาตรฐานสากล โดยทรงปฏฺิบัติการพิสูจน์เอกลักษณ์ และทรงวิเคราะห์หาปริมาณสารปนเปื้อน ความชื้นในวัตถุดิบด้วยเครื่องมือวิเคราะห์ทางเคมีฟิสิกส์ชั้นสูง นอกจากนี้ ยังทรงปฏิบัติการควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑ์ยาสำเร็จรูป เช่น พฤติกรรมการปลดปล่อยตัวยาสำคัญ มิติความแข็ง ความกร่อนของเม็ดยาเม็ด เป็นต้น

ผลจากการทรงงานด้านเภสัชกรรมด้วยพระวิริยะอุตสาหะ และพระปณิธานอันแน่วแน่ตลอดหลายปี เกิดเป็นคุณูปการสำคัญต่อวงการสาธารณสุข คือ ยาเม็ดรักษาโรคมะเร็งชนิดมุ่งเป้าตำรับแรกที่ผลิตขึ้นในประเทศไทย “อิมครานิบ 100 / IMCRANIB 100″ โดยประกอบด้วยตัวยาสำคัญอิมาทินิบ (IMATINIB) 100 มิลลิกรัม โดยได้รับการขึ้นทะเบียนตำรับยาจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2568 และพร้อมสำหรับการนำไปใช้เพื่อรักษาผู้ป่วยมะเร็ง

“ยาอิมครานิบ” มีคุณสมบัติยับยั่งการทำงานของเอ็นไซม์ไทโรซีนไคเนสอย่างจำเพาะเจาะจง เป็นการทำลายเซลล์มะเร็งอย่างแม่นยำช่วยให้การควบคุมการแพร่กระจายของเซลล์ มะเร็งเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถใช้รักษาโรคมะเร็งได้หลายชนิด เช่น โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเรื้อรังชนิดซีเอ็มแอล มะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิดฟิลาเดลเฟียบวก มะเร็งเนื้อเยื่อในระบบทางเดินอาหาร (GIST) มะเร็งผิวหนังชนิดหายาก (DFSP) โดยจะได้นำมาให้บริการรักษาผู้ป่วยมะเร็งที่โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2568 เป็นต้นไป ซึ่งจะเป็นการช่วยลดค่าใช้จ่ายในการนำเข้ายาจากต่างประเทศที่มีมูลค่าสูง และเป็นการเพิ่มโอกาสให้ประชาชนชาวไทยสามารถเข้าถึงการรักษาและเพิ่มคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้น

ความสำเร็จนี้นับเป็นพระกรุณาธิคุณที่ไม่เพียงช่วยเหลือประชาชนคนไทยให้พ้นจากทุกข์ภัยของโรคมะเร็งเท่านั้น แต่ยังเป็นการพัฒนาองค์ความรู้เพื่อเสริมสร้างทักษะความชำนาญด้านการพัฒนาตำรับ การผลิต การควบคุมคุณภาพ การประกันคุณภาพ การทดสอบทางเภสัชวิทยา และการขึ้นทะเบียนยารักษาโรคมะเร็งให้แก่บุคลากรและองค์กรที่เกี่ยวข้อง เป็นการยกระดับความสามารถด้านเภสัชอุตสาหการและเทคโนโลยีเภสัชกรรมและบุคลากรทางด้านนี้ของประเทศไทยให้พร้อมรองรับการผลิตและการวิจัยยารักษาโรคมะเร็งตำรับอื่นที่จะเกิดขึ้นในอนาคตต่อไป สร้างความมั่นคงทางยาให้กับประเทศในระยะยาวเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยอย่างยั่งยืน

อนึ่ง สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์โดยภายใต้โครงการ “ศูนย์วิจัยและพัฒนาชีววัตถุ” ได้มีความสำเร็จภายใต้การนำของ ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ในการพัฒนาเซลล์ต้นแบบ พัฒนากระบวนการผลิต และผลิตยารักษามะเร็งแบบมุ่งเป้ากลุ่มชีววัตถุตัวแรกของประเทศไทยคือยา “ทราสทูซูแมบ” (Trastuzumab) ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนตำรับยาจากคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข ในวันเดียวกันเมื่อวันที่ ๒๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๘ ในชื่อ “HERDARA” ด้วย โดยการพัฒนายาชีววัตถุตัวดังกล่าวเกิดขึ้นโดยนักวิจัยไทยทั้งหมดตั้งแต่กระบวนการต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ โดยไม่อาศัยการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากต่างประเทศเลย ความสำเร็จนี้จะเป็นพื้นฐานในการพัฒนายาชีววัตถุตัวใหม่ ๆ ต่อไปในอนาคต
 

‘ในหลวง’พระราชทานน้ำหลวงอาบศพ-พวงมาลา ‘จ.ส.อ.ธีระยุทธ’ สละชีพเหตุสู้รบไทย-กัมพูชา

'ในหลวง'พระราชทานน้ำหลวงอาบศพ-พวงมาลา 'จ.ส.อ.ธีระยุทธ' สละชีพเหตุสู้รบไทย-กัมพูชา

‘ในหลวง’พระราชทานน้ำหลวงอาบศพ-พวงมาลา ‘จ.ส.อ.ธีระยุทธ’ สละชีพเหตุสู้รบไทย-กัมพูชา

วันพฤหัสบดี ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 08.04 น.

‘ในหลวง’ พระราชทานน้ำหลวงอาบศพพวงมาลา  และพระราชทานเพลิงศพเป็นกรณีพิเศษแก่ กำลังพลที่เสียชีวิตจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนไทย – กัมพูชา พร้อมทรงรับศพผู้เสียชีวิตไว้ในพระบรม ราชานุเคราะห์ด้วย

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ เป็นกรณีพิเศษ พระราชทานพวงมาลา  และพระราชทานเพลิงศพเป็นกรณีพิเศษแก่ กำลังพลที่เสียชีวิตจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนไทย – กัมพูชา  พร้อมกับทรงรับศพผู้เสียชีวิตไว้ในพระบรม  ราชานุเคราะห์ด้วย

วันที่ 30 กรกฎาคม 2568  เวลา 16.15 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้  นายจำลักษ์ กันเพ็ชร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย  เชิญพวงมาลาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  พวงมาลาของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และพวงมาลาของสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ไปวางที่หน้าหีบศพ จ่าสิบเอก ธีระยุทธ สีจุ้ยจ้าย  ซึ่งเสียชีวิตจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนไทย – กัมพูชา   โดยตั้งศพบำเพ็ญกุศล ณ วัดป่าเนินนิมิตอำเภอโพนพิสัย  จังหวัดหนองคาย

ในโอกาสนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร มหาวชิราลงกรณวรราชภักดี สิริกิจการิณีพีรยพัฒน รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี สมเด็จพระเจ้า น้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ สมเด็จ พระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทร กิติคุณ และเจ้าคุณพระสินีนาถ พิลาสกัลยาณี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม และโปรดให้ รองผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย  เชิญพวงมาลาพระราชทาน และพวงมาลาประทาน วางที่หน้าหีบศพด้วย 

ต่อจากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายจำลักษ์ กันเพ็ชร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย  เชิญตะกร้าสิ่งของพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ไปมอบแก่ญาติของ จ่าสิบเอก ธีระยุทธ  สีจุ้ยจ้าย  กำลังพลที่เสียชีวิตจากสถานการณ์ดังกล่าวด้วย

ในการนี้  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมทรงรับศพผู้เสียชีวิตไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์  และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมในการพระราชทานเพลิงศพเป็นกรณีพิเศษด้วย  ยังความปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแก่ครอบครัวของราษฎรที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว อย่างหาที่สุดมิได้ 
 

‘สลัมยิม’จากที่เก่าสู่บ้านใหม่ เปลี่ยนภาพจำ‘คนคลองเตย’ ใช้‘กีฬามวย’สร้างโอกาสเยาวชน

‘สลัมยิม’จากที่เก่าสู่บ้านใหม่  เปลี่ยนภาพจำ‘คนคลองเตย’ ใช้‘กีฬามวย’สร้างโอกาสเยาวชน

‘สลัมยิม’จากที่เก่าสู่บ้านใหม่ เปลี่ยนภาพจำ‘คนคลองเตย’ ใช้‘กีฬามวย’สร้างโอกาสเยาวชน

วันพฤหัสบดี ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“ถ้าเราไม่เริ่มเลย โปรเจกท์นี้ยิมนี้ ค่ายนี้ ไม่มีวันเกิดแน่นอน ถ้าเรายังห่วงว่าต้องไปของบเขามาทำ หรือรอคนมาสนับสนุนคงไม่ได้ทำแน่นอน ผมก็ว่าทำด้วยใจรัก ทำไปก่อน ใครมาสนับสนุนถือว่าเป็นโชคดีของผม – ของค่าย”

อดิศร ทองสุกใส หรือที่หลายคนรู้จักในฉายา “ตั้ม สลัม” เคยกล่าวกับผู้สื่อข่าวไว้เมื่อช่วงเย็นของวันที่ 10 มี.ค. 2567 ถึงความมุ่งมั่นในการทำค่ายมวย “สลัมยิม” ค่ายมวยที่ต่อยอดมาจากกิจกรรม “คลองเตย สตรีท (Khlong Toei Street)” สังเวียนมวยข้างถนนซึ่งเปิดพื้นที่ให้คนที่ต้องการ “วัดพลัง” แทนที่จะไปตีรันฟันแทงมีเรื่องมีราวภายนอกให้เดือดร้อนทั้งตนเองและผู้อื่น ได้มา “ปลดปล่อย” ระบายกันภายใต้กฎกติกาและมาตรการดูแลความปลอดภัย

ผ่านไปราว 1 ปีกับอีก 4 เดือนโดยประมาณ (นับจากรายงาน “จาก‘คลองเตยสตรีท’ถึง‘สลัมยิม’ ใช้‘กีฬามวย’เปลี่ยนภาพจำ‘ชุมชนแออัด’” เผยแพร่ใน นสพ.แนวหน้า ฉบับวันที่ 13 มี.ค. 2567) ผู้สื่อข่าวได้ทราบว่าสลัมยิมมีการเปลี่ยนพื้นที่ฝึกซ้อม แต่ก็มีเสียงตอบรับที่ดีขึ้นตามลำดับ ทำให้เมื่อช่วงเย็นของวันที่ 26 ก.ค. 2568 จึงตัดสินใจเดินทางจากเดินทางจากสำนักงานย่านหลักสี่ ไปพบกับคุณตั้มที่ค่ายสลัมยิมแห่งใหม่ เพื่อดูว่าเป็นอย่างไรบ้าง

แต่ก็ต้องบอกว่า “หากไม่ใช่คนในพื้นที่หรือเดินทางมาในย่านคลองเตยเป็นประจำก็อาจหลงทางได้” เนื่องด้วยเป็นถนนที่อยู่ใต้เครือข่ายทางด่วนซึ่งต้องสังเกตซอยหรือแยกที่เป็นจุดเลี้ยวให้ดีเพราะหากเลยไปก็จะต้องเสียเวลาพอสมควรในการย้อนกลับมาเข้าเส้นทางที่ถูกต้อง อย่างกรณีของผู้สื่อข่าวที่กว่าจะเจอทางเข้าสลัมยิม กว่าจะไปถึงก็เวลาล่วงเข้าเกือบหนึ่งทุ่ม ซึ่งโชคดีที่ยังพบเห็นมีคนมาซ้อมมวยอยู่บ้าง

“ตอนนี้ก็ย้ายมาเป็นสถานที่ใหม่แล้ว เพราะที่เก่าหมดสัญญาไป อุปกรณ์ก็ยังขาด ตอนนี้ที่มีคือขาดเวที แต่อย่างอื่นก็พอมี อุปกรณ์เก่าก็เริ่มขาดบ้าง แต่ก็มีเด็กในชุมชนที่ใหม่เข้ามาซ้อมเข้ามาฝึก ก็ยังมีฐานนักเรียนเก่าเข้ามาเรียนเหมือนเดิม เราก็ยังสอนฟรีเหมือนเดิม ไม่มีค่าใช้จ่าย ที่เก่าคือค่ายมวย 96 ปีนัง ห่างจากที่นี่ประมาณ 1 – 2 กิโลเมตร ไม่ไกลกันมาก” อดิศร หรือตั้ม สลัม กล่าวถึงที่ตั้งของค่ายสลัมยิมแห่งใหม่

คุณตั้ม เล่าต่อไปว่า สำหรับกิจกรรมคลองเตยสตรีท ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา ผลตอบรับออกมาเป็นไปในทางที่ดี เนื่องด้วยได้จัดในสถานที่ใหม่ ได้รับการสนับสนุนจากประธานและกรรมการชุมชน และเมื่อจัดขึ้นก็มีชาวบ้านมาร่วมชม – ร่วมเชียร์ ขณะที่ค่ายสลัมยิม ได้รับการสนับสนุนน้ำดื่ม รวมถึงได้รับความสนใจเข้ามาออกกำลังกายของคนในชุมชน โดยแรงบันดาลใจของการก่อตั้งค่ายสลัมยิม มาจากการที่ตนเองเคยไปชกมวยในสังเวียนข้างถนน ประกอบกับชื่นชอบกีฬามวยเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

ซึ่งเมื่อได้จัดรายการมวยข้างถนน (คลองเตยสตรีท) ไปสักระยะหนึ่ง ก็เห็นเด็กๆ อยากเป็นนักมวยอาชีพและต้องการพื้นที่ฝึกซ้อม จึงเกิดแนวคิดว่าน่าจะก่อตั้งค่ายมวยขึ้น ทั้งเพื่อการออกกำลังกายและสำหรับผู้ที่ต้องการต่อยอดไปสู่การเป็นนักกีฬา โดยขณะนี้ สลัมยิม (Slum Gym) ได้จดทะเบียนเป็นค่ายมวยอย่างเป็นทางการ กับการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) แล้ว 

“ทำไมต้องเป็นสลัมยิม?” คำถามนี้คุณตั้มตอบว่า “เพราะตรงตัว” ค่ายนี้เริ่มต้นจากศูนย์ ด้วยความมุ่งมั่นที่อยาก “เปลี่ยนภาพลักษณ์ของย่านคลองเตย” ที่คนภายนอกมองในแง่ลบ “ทำให้คำว่าสลัมถูกมองในมุมดีๆ ขึ้นบ้าง” นั่นคือมีกีฬามวยเพิ่มเข้ามา หากวันหนึ่งหากมีนักชกจากค่ายมวยแห่งนี้ไปสร้างชื่อเสียง อย่างที่เห็นว่าผู้ที่เข้ามาฝึกซ้อมส่วนใหญ่ก็เป็นคนในชุมชน แต่ก็มีผู้สนใจจากภายนอก เช่น ยานนาวา พระโขนง อุดมสุข เข้ามาด้วยเช่นกัน

อีกหนึ่งความเปลี่ยนแปลงที่เห็นคือ “มีการสอนมวยสากลด้วย” จากเดิมที่มีแต่มวยไทยอย่างเดียว แต่ยังคงยึดมั่นจุดยืนเดิมคือ “ไม่เสียค่าใช้จ่าย” ซึ่งคุณตั้มเล่าว่า คนที่มาเป็นเทรนเนอร์หรือผู้ฝึกสอน มีทั้งอดีตนักมวยที่เข้ามาช่วยเพราะเห็นความตั้งใจจริงในการทำค่ายมวย รวมถึงส่งนักมวยไทยในค่ายไปเรียนมวยสากลเพิ่มเติมเพื่อให้นำทักษะกลับมาถ่ายทอด ทั้งนี้ นับตั้งแต่จดทะเบียนเป็นค่ายมวย มีนักมวยที่ขึ้นทะเบียนแล้ว 6 คน ส่งชกตามเวทีต่างๆ เช่น ราชดำเนิน พัทยา นนทบุรี

และการที่มีสื่อมวลชนให้ความสนใจเข้ามาทำข่าว (เช่น สำนักข่าวกีฬา Mainstand , นสพ.แนวหน้า) ก็ทำให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น อนึ่ง นับตั้งแต่เริ่มกิจกรรมคลองเตยสตรีท ต่อเนื่องมาจากถึงการก่อตั้งค่ายมวยสลัมยิม ได้รับการสนับสนุนจากผู้ใหญ่ใจดี เช่น “ส.ก.ต่าย” สุชัย พงษ์เพียรชอบ สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เขตคลองเตย มอบเงินทุนมาสำหรับจัดกิจกรรมมวยบ้าง ซื้ออุปกรณ์ฝึกซ้อมบ้าง   

“อุปกรณ์รอบแรกเลยเราได้ซื้อมาก่อน เอาทุนตัวเองซื้อมาก่อนส่วนหนึ่ง พอไปสักพักอุปกรณ์ไม่พอ ก็ทำเรื่องขอบริษัท Twins ทางบริษัทก็ได้มาสนับสนุนเมื่อปีก่อน สนับสนุนอุปกรณ์ แต่มันใช้การเกือบทุกวัน มันก็มีฉีกขาดหลุดลุ่ยบ้าง ตอนนี้เวทีไม่มีแล้ว ก็อยากให้คนที่มีกำลังทรัพย์หรือมีจิตรักกีฬา หรือสนับสนุนคนในสลัมเข้ามาช่วย” คุณตั้ม ระบุ 

หลังพูดคุยกับคุณตั้มเป็นที่ได้ประเด็นแล้ว ผู้ก่อตั้งสลัมยิม ยกตัวอย่างวัยรุ่นหนุ่มคนหนึ่งพร้อมกับบอกว่านี่คือคนที่มาซ้อมมวยกับสลัมยิมได้ต่อเนื่องประมาณ 1 ปีแล้ว รัฐนนท์ กิจแสวง หนุ่มวัย 17 ปี ซึ่งกำลังซ้อมล่อเป้าออกอาวุธแม่ไม้มวยไทย ซึ่งผู้สื่อข่าวได้รอจนเจ้าตัวซ้อมเสร็จแล้วจึงมีโอกาสได้พูดคุย ได้ความว่า ตนเองเป็นคนในพื้นที่ รู้จักค่ายสลัมยิมจากการเห็นในเฟซบุ๊ก เข้ามาซ้อมตั้งแต่ค่ายยังตั้งอยู่ที่เดิม (96 ปีนัง) ส่วนคำถามว่าจะชกมวยอาชีพหรือไม่ ก็กำลังคิดดูอยู่

ขณะที่ สุทธิพงษ์ วิทยาดิลก ชายวัย 30 ปี ที่อาสาเข้ามาเป็นเทรนเนอร์มวยในค่ายสลัมยิม กล่าวว่า ตนเองรู้จักกับ อดิศร ทองสุกใส หรือตั้ม สลัม หากนับจนถึงปีนี้ (2568) ก็เข้าสู่ปีที่ 3 แล้ว โดยเริ่มตั้งแต่ติดตามกิจกรรมชกมวยคลองเตยสตรีท และได้เข้าร่วมชกในการจัดมวยเวทีนี้ในครั้งที่ 10 กระทั่งต่อเนื่องมาจนถึงการตั้งค่ายมวยสลัมยิม ได้เห็นความตั้งใจของคุณตั้มที่ต้องการส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนได้มีกิจกรรมทำและมีรายได้

“ผมว่าก็ OK นะ มีคนสนับสนุนเยอะอยู่ ตอนนี้ต้องการการสนับสนุนพวกนวมอีกหน่อย แล้วก็น้ำดื่ม เวทีก็สำคัญ เพราะถ้าซ้อมบนเวทีก็จะอีกแบบหนึ่ง มันจะดีกว่า ตอนนี้ก็มีพวกๆ กันที่เขาต่อยมา 40 – 50 ไฟต์” สุทธิพงษ์ กล่าว

สำหรับค่ายมวยสลัมยิมแห่งใหม่ หากค้นหาในแผนที่ Google Map ให้ใช้คำว่า “สลัมยิม (Slum Gym)” ตั้งอยู่ที่ แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร 10110 บนถนนเชื้อเพลิง ใต้ทางพิเศษเฉลิมมหานคร โดยเส้นทางที่ง่ายที่สุดในการเดินทาง คือมาจาก ถ.พระราม 4 (ขาเข้า , มุ่งหน้าสาทร – สีลม) เลี้ยวซ้ายเข้า ถ.เชื้อเพลิง บริเวณแยกทางรถไฟ – ด่านเก็บเงินทางด่วนพระรามที่สี่ จากนั้นเมื่อเจอสี่แยกแรกให้เลี้ยวซ้าย ข้ามทางรถไฟแล้วไปตามโค้งที่บังคับไปทางด้านขวา จนเมื่อเห็นจุดทางลอดใต้ทางด่วน ให้สังเกตด้านซ้ายจะมีประตูลูกกรง ซึ่งเป็นที่ตั้งของลานกีฬาชุมชนริมทางรถไฟสายท่าเรือ โดยสลัมยิมจะอยู่ด้านในสุดของพื้นที่ดังกล่าว!!!

                                                                                           บัญชา จันทร์สมบูรณ์ (เรื่อง/ภาพ)