​วว. จับมือ มรร. – มรภ.กพ. ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน ลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกในชุมชนอย่างยั่งยืน

​วว. จับมือ มรร. - มรภ.กพ. ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน ลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกในชุมชนอย่างยั่งยืน

​วว. จับมือ มรร. – มรภ.กพ. ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน ลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกในชุมชนอย่างยั่งยืน

วันพุธ ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.06 น.

ดร.พัชทรา มณีสินธุ์ รองผู้ว่าการวิจัยและพัฒนาด้านพัฒนาอย่างยั่งยืน สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) รศ.ดร.ดวงพร ภู่ผะกา อธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ และ ผศ.ดร.เสาวลักษณ์ ยอดวิญญูวงศ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ ว่าด้วยการวิจัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) ด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม มีระยะเวลาดำเนินการ 3 ปี  เพื่อเสริมสร้างความร่วมมืออย่างบูรณาการในการขับเคลื่อน วทน. ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญต่อการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานและสิ่งแวดล้อม บนพื้นฐานของความหลากหลายทางชีวภาพ โดยการเพิ่มมูลค่าและตอบสนองความต้องการด้านพลังงานของตลาดในประเทศและต่างประเทศ ช่วยส่งเสริมให้ชุมชนลดต้นทุนในการใช้พลังงานทดแทนร่วมกับการผลิตไบโอดีเซลชุมชนจากน้ำมันพืชใช้แล้ว โดยการใช้ความร้อนจากพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถและศักยภาพให้กับบุคลากร นิสิต/นักศึกษา และประชาชน ตลอดจนชุมชนในพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน

ดร.พัชทรา  มณีสินธุ์  กล่าวว่า ปัจจุบันการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจหมุนเวียน มุ่งเน้นการลดปริมาณของเหลือทิ้ง โดยการนำกลับมาใช้ใหม่และสร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อเป็นวัตถุดิบรอบสองที่มีคุณภาพ การยกระดับคุณภาพเหล่านี้ต้องอาศัยเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาช่วยในการพัฒนาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน โดย วว. มีองค์ความรู้ด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานสะอาดและสิ่งแวดล้อมบนพื้นฐานของความหลากหลายทางชีวภาพ พร้อมนำไปต่อยอดส่งเสริมทักษะองค์ความรู้ให้แก่บุคลากรในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทราและกำแพงเพชร รวมถึงจังหวัดใกล้เคียง เพื่อลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสำหรับชุมชนอย่างยั่งยืน

สำหรับบันทึกข้อตกลงความมือร่วมดังกล่าว มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1.เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือเชิงบูรณาการของทั้งสามฝ่ายในการสนับสนุน ส่งเสริม และเสริมสร้างความเข้มแข็ง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต ชุมชน และสังคมสู่ความยั่งยืน มุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนาด้านเศรษฐกิจ สังคม และทรัพยากรธรรมชาติ , 2.การนำองค์ความรู้ด้าน วทน. ไปใช้เป็นฐานสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานและสิ่งแวดล้อม เพิ่มมูลค่าของเหลือทิ้ง และตอบสนองความต้องการด้านพลังงานของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ , 3.การเสริมสร้างศักยภาพ องค์ความรู้ และทักษะด้านวิทยาศาสตร์ให้แก่บุคลากร นิสิต/นักศึกษา ร่วมกันผลักดันผลงานวิจัย และงานบริการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปใช้ในการเสริมสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจในพื้นที่ เพื่อให้ชุมชนลดต้นทุนโดยใช้พลังงานทดแทนด้วยการผลิตไบโอดีเซลชุมชนจากน้ำมันพืชใช้แล้วจากเครื่องผลิตไบโอดีเซลชุมชนร่วมกับเครื่องผลิตน้ำร้อนพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับชุมชนที่รับการถ่ายทอดองค์ความรู้ , 4.เพื่อให้องค์การบริหารส่วนตำบล โรงเรียน ชุมชน จังหวัด ได้รับความรู้ด้านการจัดทำบัญชีการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก จากการผลิตไบโอดีเซลชุมชนด้วยน้ำมันพืชใช้แล้ว โดยใช้ความร้อนจากน้ำร้อนพลังงานแสงอาทิตย์

​ปลุกกระแส ‘รักษ์ไทย รักษ์โลก’ ‘หิ้วปิ่นโต นุ่งผ้าไทย’ จุดประกายสังคมยั่งยืน

​ปลุกกระแส ‘รักษ์ไทย รักษ์โลก’ ‘หิ้วปิ่นโต นุ่งผ้าไทย’ จุดประกายสังคมยั่งยืน

​ปลุกกระแส ‘รักษ์ไทย รักษ์โลก’ ‘หิ้วปิ่นโต นุ่งผ้าไทย’ จุดประกายสังคมยั่งยืน

วันพุธ ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตาก ประกายจิตสำนึกรักษ์วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม ผ่านกิจกรรม “หิ้วปิ่นโต นุ่งผ้าไทย ใส่ใจสิ่งแวดล้อม” โดยมี นายอาณัติ ผาพรม ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตาก นำคณะผู้บริหาร ข้าราชการครู และบุคลากรในสังกัด ร่วมแต่งกายด้วยผ้าไทย พร้อมหิ้วปิ่นโตและแก้วน้ำส่วนตัวใส่อาหารกลางวันแทนการใช้ภาชนะพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว สะท้อนแนวคิดไทยร่วมสมัยที่งดงาม ควบคู่ไปกับการสร้างจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม 

กิจกรรมครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของ สพม.ตาก ที่มุ่งหวังให้หน่วยงานภาครัฐทำหน้าที่เป็นต้นแบบในการสร้างสังคมที่มีความรับผิดชอบต่อวัฒนธรรมและโลกใบนี้ ด้วยการปลูกฝังแนวคิดการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน ผสานรากเหง้าทางวัฒนธรรมเข้ากับพฤติกรรมการบริโภคอย่างมีสติ ไม่เพียงเพื่อลดขยะพลาสติกเท่านั้น หากแต่ยังร่วมร้อยเรียงสายใยแห่งความภาคภูมิใจในความเป็นไทยให้คงอยู่อย่างงดงาม

นายอาณัติ ผาพรม กล่าวว่า การนุ่งผ้าไทยและหิ้วปิ่นโตไม่ใช่แค่กิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ แต่เป็นการส่งสารถึงสังคมว่า ความยั่งยืนเริ่มได้จากเรื่องเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน ขอเพียงมีจิตใจที่พร้อมเปลี่ยนแปลง และกล้าที่จะเป็นแบบอย่าง

“กิจกรรมดังกล่าวได้รับความสนใจจากบุคลากรเป็นจำนวนมาก และมีแนวโน้มจะขยายผลสู่สถานศึกษาในสังกัด เพื่อร่วมกันปลูกฝังค่านิยมอันดีให้แก่เยาวชนไทยในอนาคต ทั้งในมิติของวัฒนธรรม การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และการดำรงชีวิตอย่างมีจิตสำนึกรับผิดชอบต่อสังคม” นายอาณัติ กล่าว

สกร. จับมือ สทป.ลงนาม MOU เพิ่มโอกาสทางการศึกษาให้แก่ผู้เรียนได้เข้าศึกษาต่อ

สกร. จับมือ สทป.ลงนาม MOU เพิ่มโอกาสทางการศึกษาให้แก่ผู้เรียนได้เข้าศึกษาต่อ

สกร. จับมือ สทป.ลงนาม MOU เพิ่มโอกาสทางการศึกษาให้แก่ผู้เรียนได้เข้าศึกษาต่อ

วันพุธ ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เพิ่มโอกาส – นายชัยพัฒน์ พันธุ์วัฒนสกุล รองอธิบดี สกร. พร้อมด้วย นางพรรณทิพา ชินชัชวาล ที่ปรึกษาด้านพัฒนาคุณภาพงานวิชาการ สกร. ร่วมพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจทางวิชาการกับสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน (สทป.) เพื่อสร้างความร่วมมือทางวิชาการ เพิ่มความรู้ความสามารถ และพัฒนาทักษะที่จําเป็นในศตวรรษที่ 21 รวมถึงเพิ่มโอกาสทางการศึกษาให้แก่ผู้เรียนได้เข้าศึกษาต่อที่ สทป. โดยมี รศ.ดร.เสถียร ธัญญศรีรัตน์ อธิการบดี สทป. ผศ.ดร.วชิราภรณ์ เพิ่มพูนสินทรัพย์ คณบดีคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ผศ.ดร.ธัญธัช วิภัติภูมิประเทศ รองคณบดีคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในนาม สทป. ร่วมลงนาม ณ ห้องประชุมบรรจง ชูสกุลชาติ ชั้น 6 กรมส่งเสริมการเรียนรู้

​สลช.ปลื้มกิจกรรมสวนสนามลูกเสือ 114 ปี เด็กๆ ได้รับประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์เพียบ

​สลช.ปลื้มกิจกรรมสวนสนามลูกเสือ 114 ปี เด็กๆ ได้รับประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์เพียบ

​สลช.ปลื้มกิจกรรมสวนสนามลูกเสือ 114 ปี เด็กๆ ได้รับประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์เพียบ

วันพุธ ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ดร.วรัท พฤกษาทวีกุล รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ทำหน้าที่เลขาธิการสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ (สลช.) กล่าวว่า ตามที่ สลช. ได้จัดพิธีทบทวนคำปฏิญาณและสวนสนามของลูกเสือ เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนาคณะลูกเสือแห่งชาติ ประจำปี 2568 ซึ่งครบรอบ 114 ปี เมื่อวันที่ 1 ก.ค.2568 ที่ผ่านมา ณ สนามศุภชลาศัย กรีฑาสถานแห่งชาติ โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์มาเป็นประธานในพิธี นั้น สลช.ได้สรุปผลการจัดกิจกรรมดังกล่าว ภาพรวมประสบความสำเร็จ เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ มีลูกเสือ เนตรนารีมาร่วมงานกว่า 10,000 คน และมีบุคลากรทางการลูกเสือมาร่วมงานอีกเกือบ 1,000 คน โดยในการสวนสนามลูกเสือที่ชนะเลิศการประกวดทักษะลูกเสือ เนตรนารี “Scout Skill Challenge”  หรือทักษะระเบียบแถวลูกเสือ ระดับจังหวัด ประจำปี 2568 จากทุกจังหวัดทั่วประเทศได้เข้าร่วมสวนสนามต่อหน้าผู้แทนพระองค์ ซึ่งได้รับเสียงชื่นชมในความสามารถเป็นอย่างมาก อีกทั้งลูกเสือต่างรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมและได้แสดงทักษะความสามารถในครั้งนี้

พิธีทบทวนคำปฏิญาณและสวนสนามของลูกเสือ ในวันคล้ายวันสถาปนาคณะลูกเสือแห่งชาติ ถือเป็นการรำลึกถึงการสถาปนาคณะลูกเสือแห่งชาติ ซึ่งรัชกาลที่ พระองค์ทรงก่อตั้ง ครบ 114 ปี ในปีนี้ และเป็นธรรมเนียมปฏิบัติมายาวนานว่าในวันสถาปนาจะต้องมีการจัดพิธีทบทวนคำปฏิญาณและสวนสนามของลูกเสือต่อหน้าองค์พระประมุขคณะลูกเสือแห่งชาติ (พระมหากษัตริย์) เพื่อแสดงออกถึงความพร้อมเพรียงและความจงรักภักดีต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์

ซึ่งก่อนถึงวันสวนสนาม เด็กๆ จะได้ร่วมกิจกรรมต่าง ๆ มากมายร่วมกัน จะได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้การทำกิจกรรมลูกเสือที่มาจากต่างจังหวัดต่างภูมิภาค ต่างวัฒนธรรม ต่างประเพณี ทำให้ได้เรียนรู้การทำงานเป็นทีม การอยู่ร่วมกัน การฝึกความอดทน และความมีระเบียบวินัย ซึ่งถือเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่เด็กทุกคนควรต้องได้รับการปลูกฝังให้เป็นนิสัยติดตัวไปจนเป็นผู้ใหญ่ในอนาคต ทั้งนี้ในภาพรวมต้องถือว่าการจัดงานในครั้งนี้ประสบความสำเร็จ ลูกๆ ลูกเสือและเนตรนารีได้รับประโยชน์ และประสบการณ์มากมาย ส่วนประเด็นฝนตกในระหว่างพิธีสวนสนามนั้น ขอชี้แจงว่าทางคณะทำงานได้มีการประเมินสถานการณ์เป็นระยะ โดยคำนึกถึงความปลอดภัยของเด็กๆ เป็นอันดับแรก ซึ่งจะเห็นได้ว่าทุกอย่างก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ดร.วรัท กล่าว

จุฬาฯ – PMCU เสริมแกร่ง ‘บรรทัดทอง–สามย่าน’ ด้วยกลยุทธ์ร้านอาหาร

จุฬาฯ – PMCU เสริมแกร่ง 'บรรทัดทอง–สามย่าน' ด้วยกลยุทธ์ร้านอาหาร

จุฬาฯ – PMCU เสริมแกร่ง ‘บรรทัดทอง–สามย่าน’ ด้วยกลยุทธ์ร้านอาหาร

วันพุธ ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

อบรมโต๊ะกลม – จุฬาฯ ร่วมกับ สำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาฯ จัดกิจกรรมอบรม ‘Place Branding – การส่งต่อองค์ความรู้สู่ชุมชน’ ภายใต้โครงการ “โต๊ะกลม” ณ อุทยาน 100 ปี จุฬาฯ เพื่อส่งเสริมองค์ความรู้และยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการในย่านบรรทัดทอง–สามย่าน โดยมี รศ.ดร.สิทธิเดช พงศ์กิจวรสิน รองอธิการบดีจุฬาฯ เป็นประธานเปิดงาน พร้อมเน้นบทบาทของจุฬาฯ ในการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน ผ่านการเชื่อมโยงความรู้จากมหาวิทยาลัยสู่ภาคธุรกิจและประชาชน

​ตรวจวัดแบบเรียลไทม์ ‘E- nose’ ดมกลิ่นแทนคนแก้ปัญหามลพิษจาก ‘กลิ่น’

​ตรวจวัดแบบเรียลไทม์ ‘E- nose’ ดมกลิ่นแทนคนแก้ปัญหามลพิษจาก ‘กลิ่น’

​ตรวจวัดแบบเรียลไทม์ ‘E- nose’ ดมกลิ่นแทนคนแก้ปัญหามลพิษจาก ‘กลิ่น’

วันพุธ ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

พูดถึงมลพิษสิ่งแวดล้อม หลายคนอาจบอกตรงกันว่า มลพิษจากฝุ่น มลพิษทางเสียง แย่ที่สุดแล้ว แต่สำหรับใครอีกหลายคน มลพิษที่สร้างความเดือดร้อนและน่าปวดหัวที่สุด น่าจะเป็นมลพิษจากกลิ่น โดยเฉพาะที่มาจากขยะ น้ำเสีย ฯลฯ

ในแต่ละปี ปัญหามลพิษทางกลิ่น มีจำนวนไม่น้อยและหนึ่งในวิธีที่นำมาใช้ตรวจสอบ คือการใช้คนดมกลิ่นหรือที่เรียกกันว่า “นักดมกลิ่น” ที่หน่วยงานภาครัฐได้มีการเปิดรับสมัครนักดมกลิ่นหลายต่อหลายรุ่นเพื่อไปพิสูจน์กลิ่นนำไปสู่การแก้ปัญหามลพิษ แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีและนวัตกรรม มีความก้าวหน้าและพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับมนุษย์ในการใช้ชีวิตประจำวัน

โดยในงาน Startup x Innovation Thailand Expo 2025 (SITE 2025) ที่จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Global Innovation Partnership – AI & Sustainability: The Next Era of Innovation” โดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA)  ได้นำผลงานนวัตกรรม Electronic Nose หรือ E-nose เทคโนโลยีตรวจวัดกลิ่น-อากาศแบบเรียลไทม์ ของบริษัท เอ็มยูไอ โรบอติกส์ จำกัด ที่สามารถแก้ปัญหากลิ่นไม่พึงประสงค์, มลพิษอากาศ, สารเคมี VOC, NH₃, H₂S หรือฝุ่น PM2.5 ได้ด้วยด้วยเทคโนโลยี E-nose และ AI

นายกิตติชิน ปลั่งพงษ์พันธุ์ ผู้อำนวยการฝ่ายเทคโนโลยีและ AI ประสาทสัมผัส บจก.เอ็มยูไอ โรบอติกส์ กล่าวว่า ปัจจุบันปัญหามลพิษเป็นปัญหาสำคัญ บริษัทฯจึงได้พัฒนาแพลต์ฟอร์ม Electronic Nose หรือจมูกอิเล็กทรอนิกส์ ด้วยการใช้เซ็นเซอร์วัดกลิ่นดิจิทัล วัดฝุ่น วัดแก๊ส วัดความเร็วและทิศทางลม เป็นต้น เหมาะสำหรับการตรวจวัดกลิ่นแบบเรียลไทม์ 24 ชม. ผ่านระบบไร้สาย IoT สามารถประยุกต์ใช้งานได้หลายอุตสาหกรรม ทางด้านปศุสัตว์ สิ่งแวดล้อม และในโรงงานอุตสาหกรรม สามารถแจ้งเตือนกรณีที่ระดับความเข้มกลิ่นมีค่าเกินที่ผู้ใช้กำหนด ที่สำคัญสามารถเก็บสถิติการเกิดกลิ่นย้อนหลังเพื่อหาสาเหตุและการแก้ปัญหากลิ่นอย่างถูกวิธี ราคาไม่แพง ให้ผลการตรวจวัดที่แม่นยำ

กมว.เข้มโทษจรรยาบรรณ เตือนครูทำผิดมีผลพิจารณาต่อใบอนุญาตฯ-ขั้นเงินเดือน-การขอรับรางวัล

กมว.เข้มโทษจรรยาบรรณ เตือนครูทำผิดมีผลพิจารณาต่อใบอนุญาตฯ-ขั้นเงินเดือน-การขอรับรางวัล

กมว.เข้มโทษจรรยาบรรณ เตือนครูทำผิดมีผลพิจารณาต่อใบอนุญาตฯ-ขั้นเงินเดือน-การขอรับรางวัล

วันอังคาร ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 18.52 น.

กมว.คุมเข้มโทษจรรยาบรรณ เตือนครูทำผิดมีผลการพิจารณาต่อใบอนุญาตฯ-ขั้นเงินเดือน-การขอรับรางวัล

เมื่อที่ 15 ก.ค.2568 รศ.ดร.ศิริเดช สุชีวะ ประธานกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ(กมว.)ครั้งที่ 7/2568 พร้อมด้วยคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ และ ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา เป็นกรรมการและเลขานุการการประชุม ที่ห้องประชุมมาลากุล ชั้น 3 สำนักงานเลขาธิกาาคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ และผ่านระบบ Zoom meeting

ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าวว่า ที่ประชุมมีการพิจารณาและมีมติเห็นชอบการอนุมัติออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา จำนวน 36,356 ราย ให้แก่ผู้ยื่นคำขอขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาต และขอต่ออายุใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ที่สำนักงานเลขาธิการคุรุสภาตรวจสอบแล้ว มีคุณสมบัติครบถ้วนและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังนี้ 

กลุ่มขึ้นทะเบียนใหม่รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา จำนวน 13,634 ราย  แบ่งเป็น ครู 12,782 ราย, ผู้บริหารสถานศึกษา 658 ราย , ผู้บริหารการศึกษา 108 ราย, ศึกษานิเทศก์ 86 ราย และกลุ่มต่ออายุใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา จำนวน 22,722 ราย  แบ่งเป็น ครู 20,807 ราย, ผู้บริหารสถานศึกษา 1,651 ราย, ผู้บริหารการศึกษา 130 ราย, ศึกษานิเทศก์ 134 ราย 

นอกจากนี้ที่ประชุม กมว.ได้อนุมัติออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูชั้นต้น ให้ผู้ประกอบวิชาชีพครู จำนวน 1 ราย โดยให้ใบอนุญาตมีอายุนับตั้งแต่วันที่ กมว. มีมติอนุมัติออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพให้ และที่ประชุมได้เห็นชอบการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการพิจารณากลั่นกรองการออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา เพื่อกระทำการอันอยู่ในอำนาจและหน้าที่ของคณะกรรมการ กมว. ตามมาตรา 25 (5) แห่งพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2546 

“ประธานอนุกรรมการฯ แต่งตั้งโดยประธาน กมว.และ มีผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา มีนักกฏหมายเข้าร่วมด้วย ทั้งนี้ เพื่อทำการกลั่นกรองคุณสมบัติของผู้รับใบอนุญาตฯ ในเบื้องต้น เมื่อนำเข้าที่ประชุม กมว.จะได้ไม่ต้องไปเริ่มต้นพิจารณาใหม่ จะทำให้การพิจารณาเร็วขึ้นและได้จำนวนมากขึ้น ต่อไปนี้การต่อใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ จะต้องขอดูใบ ก.พ.7 ซึ่งในใบ ก.พ.7มีประวัติของข้าราชการทุกคน ดังนั้น ถ้าใครเคยถูกลงโทษ การพิจารณาก็จะดูว่าสมควรต่อใบอนุญาตฯให้ได้หรือไม่ เนื่องจากมีลักษณะต้องห้าม“ 

ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าวต่อว่า ที่ประชุมได้พิจารณา อนุญาตให้คนที่เคยมีประวัติ มีโทษทางวินัย ทั้งครูและผู้บริหารสถานศึกษาที่มีคดีความตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546-2547 ที่ไม่สามารถต่อใบอนุญาตประกอบวิชาชีพได้ ซึ่งขณะนี้คดีถูกตรวจสอบเรียบร้อยแล้ว จึงได้รับการต่อใบอนุญาตฯได้ จำนวน 4 ราย      

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้พิจารณาเรื่องจรรยาบรรณ มีการยกข้อกล่าวหา กรณีผู้อำนวยการโรงเรียนเคยได้รับการร้องเรียนว่ามีลักษณะข่มขู่ผู้ปกครองนักเรียน ในปี 2566 สอบสวนแล้วไม่เป็นไปตามที่มีการร้องเรียน กมว.จึงยกข้อกล่าวหาดังกล่าว  รวมถึงกรณีครูส่งข้อความลงในไลน์กลุ่มคณะกรรมการบริหารสถานศึกษา โดยใช้ถ้อยคำที่ไม่เหมาะสม หรือใช้คำต่อต้าน(สามกลีบ) และใช้คำไม่สุภาพกับนักเรียน ผู้บริหารสถานศึกษามองว่าครูมีพฤติกรรมการใช้คำพูดที่ไม่เหมาะสม จึงลงโทษด้วยการตักเตือน 2 ราย และภาคทัณฑ์ 1 ราย 

นอกจากนี้ที่ประชุม ยังพิจารณาโทษวินัยไม่ร้ายแรง กรณีครูนำเงินของสหกรณ์โรงเรียนไปใช้ในลักษณะไม่เหมาะสม จึงมีคนร้องเรียนมา และถูกลงโทษด้วยการภาคทัณฑ์ และมีครูดึงกระโปงเด็กจึงถูกโทษภาคทัณฑ์ นอกจากนี้ มีการลงโทษด้วยการตัดเตือน กรณีโครงการอาหารกลางวันที่ทำหลักฐานจ้างทำอาหารกลางวันในวันหยุดราชการ ต้นสังกัดมีการสอบสวนมาแล้ว และกมว.ได้ลงโทษตักเตือน 

ส่วนครูที่มีพฤติกรรมคุกครามทางเพศ ซึ่งต้นสังกัดสอบสวนมาแล้วมีโทษทางวินัยไม่ร้ายแรง  กมว.จึงพิจารณาโทษเป็นภาคทัณฑ์ และพักใบอนุญาตประกอบวิชาชีพไปแล้ว ส่วนครูลงโทษนักเรียนไม่เป็นไปตามระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการ เช่น ตบศีรษะนักเรียน กมว.จึงลงโทษด้วยการภาคทัณฑ์ รวมถึงมีครูพรากผู้เยาว์เด็กอายุไม่เกิน 18 ปี  ซึ่งที่ผ่านมา กมว.พักใช้ใบอนุญาตฯไว้แล้ว แต่วันนี้ กมว.ได้พิจารณาเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพด้วย กรณีการล่วงละเมิดทางเพศถือเป็นเรื่องสำคัญ กมว.จะพักใช้ใบอนุญาตไว้ก่อนแล้ว เพื่อเข้าสู่ขบวนการสืบสวนสอบสวน และเมื่อผลสอบออกมาว่าผิดจริง กมว.จึงพักใช้ใบอนุญาตฯทันที    

“ยืนยันว่าคุรุสภาได้มีการลงโทษคนที่ทำผิดอย่างจริงจัง การภาคทัณฑ์จะมีผลกับการเลื่อนขั้นเงินเดือน และจะมีผลกับเรื่องการพิจารณาความดีความชอบ ไม่สามารถไปขอรับรางวัลต่างๆได้แล้ว เพราะถือว่าคุณเคยมีโทษมาแล้ว ดังนั้น ครูต้องระมัดระวังการทำผิด ซึ่งเรื่องนี้ทุกรัฐมนตรีศธ.ที่เข้ามาให้ความสำคัญกับเรื่องของคุณครู จึงอยากเน้นย้ำผู้ที่ประกอบวิชาชีพครู ซึ่งเป็นอาชีพควบคุม เป็นวิชาชีพชั้นสูง และเป็นวิชาชีพที่สังคมคาดหวังมาก ครูจึงต้องระมัดระวัง ซึ่งก็ต้องเริ่มตั้งแต่การคัดคนเข้ามาเรียนครู จนกระทั้งการคัดเลือกเข้าไปเป็นครู และการเลื่อนวิทยฐานะความดีความชอบระหว่างปฏิบัติหน้าที่ ถึงแม้ครูจะเหนื่อยแต่ความเหนื่อยจะเห็นผลที่เด็ก จึงอยากให้กำลังใจคุณครู ซึ่งขณะนี้ สพฐ. และ ก.ค.ศ. ซึ่งนำทีมโดยท่านรัฐมนตรีศธ. ที่จะเอางานที่ไม่จำเป็นออก เพื่อช่วยให้ครูมีเวลาในการสอนมากขึ้นจะได้เห็นชิ้นงานจริงๆของครู ก็ขอเอาใจช่วยซึ่งกันและกัน“ เลขาธิการ คุรุสภา กล่าว 
 

‘สพฐ.’เดินหน้าลดหนี้สินครูอย่างเป็นระบบ ชูโมเดลแก้หนี้ครูโคราช ขยายผลทั่วประเทศ

'สพฐ.'เดินหน้าลดหนี้สินครูอย่างเป็นระบบ ชูโมเดลแก้หนี้ครูโคราช ขยายผลทั่วประเทศ

‘สพฐ.’เดินหน้าลดหนี้สินครูอย่างเป็นระบบ ชูโมเดลแก้หนี้ครูโคราช ขยายผลทั่วประเทศ

วันอังคาร ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 18.46 น.

‘สพฐ.’เดินหน้าลดหนี้สินครูอย่างเป็นระบบ ชูโมเดลแก้หนี้ครูโคราช ขยายผลทั่วประเทศ  

เมื่อวันที่ 15 ก.ค.2568 นางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองเลขาธิการ กพฐ.) เดินทางลงพื้นที่เยี่ยมชมการดำเนินงานของสหกรณ์ออมทรัพย์ครูนครราชสีมา และทีมสถานีแก้หนี้ครูโคราช โดยมีผู้นำสหกรณ์ คณะผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และเจ้าหน้าที่สถานีแก้หนี้ร่วมให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

นางเกศทิพย์ กล่าวให้กำลังใจ และแสดงความขอบคุณเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานทุกฝ่ายที่ร่วมแรงร่วมใจในการแก้ไขปัญหาหนี้สินของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมชื่นชมความสำเร็จในการสร้าง “เครือข่ายสหกรณ์ออมทรัพย์และสถานีแก้หนี้ครูโคราช” ซึ่งเป็นผลจากความร่วมมืออันเข้มแข็งระหว่างสหกรณ์ออมทรัพย์กับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ที่ช่วยให้ครูและบุคลากรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและดำรงชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรี และยังสามารถดูแลกลุ่มข้าราชการบำนาญที่เปราะบางได้อย่างน่าประทับใจ โดยต้นแบบแห่งความสำเร็จนี้สามารถขยายผลและถ่ายทอดประสบการณ์สู่สถานีแก้หนี้ครูเครือข่ายในพื้นที่อื่น ๆทั่วประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม

นางเกศทิพย์ ระบุว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ นำโดย ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศธ. ผศ.ดร.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รมช.ศธ. และ นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รมช.ศธ. โดยมีเจตนารมณ์ร่วมกันในการลดภาระหนี้สินของครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งสานต่อจากอดีตรมว.ศธ. (พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ) และอดีต รมช.ศธ. (นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล) ที่ดำเนินการให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม และเพื่อความยั่งยืนผ่านการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับสหกรณ์ออมทรัพย์ หน่วยงานในพื้นที่ และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา

ทั้งนี้ สหกรณ์ออมทรัพย์ครูนครราชสีมา จำกัด มีสมาชิกถึง 30,263 คน นับเป็นหนึ่งในสหกรณ์ขนาดใหญ่ของประเทศ ที่มีระบบบริหารจัดการแบบมืออาชีพ และยึดหลักธรรมาภิบาล โดยไม่เพียงให้ความช่วยเหลือสมาชิกในพื้นที่เท่านั้น แต่ยังแสดงบทบาทผู้นำในการสนับสนุนสหกรณ์อื่น ๆทั่วประเทศ โดยเฉพาะ การปล่อยกู้ให้กับสหกรณ์ที่มีสภาพคล่องต่ำ ด้วยอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าท้องตลาด ซึ่งช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานของสหกรณ์เหล่านั้นลงอย่างมาก ส่งผลให้ สมาชิกของสหกรณ์คู่สัญญาได้รับประโยชน์ เช่น ได้รับเงินกู้ในอัตราดอกเบี้ยที่เป็นธรรม มีโอกาสในการปรับโครงสร้างหนี้ และสามารถเข้าถึงการช่วยเหลือทางการเงินที่ยั่งยืน

ในโอกาสนี้ ยังได้รับเกียรติจาก นายพจน์ เจริญสันเทียะ ประธานกรรมการที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ และนายบุญธรรม เดชบุญ รองประธานกรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์ครูนครราชสีมา จำกัด เข้าร่วมให้ข้อมูลและถ่ายทอดประสบการณ์เชิงลึกเกี่ยวกับแนวทางการสร้างความร่วมมือระหว่างสหกรณ์ เพื่อยกระดับการบริหารจัดการหนี้สินครูให้ครอบคลุมทุกบริบท โดยมีการวางแผนอย่างรอบคอบ คำนึงถึงศักยภาพของสมาชิกแต่ละราย และสร้างระบบติดตามอย่างใกล้ชิดผ่านคลินิกการเงินในพื้นที่

ด้านนายสมศักดิ์ จักสาร ประธานกรรมการดำเนินการสหกรณ์ออมทรัพย์ครูนครราชสีมา จำกัด รายงานว่า สหกรณ์ได้ร่วมกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ช่วยเหลือสมาชิกผ่านการลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ยึดหลักการหักเงิน 70/30 เพื่อให้สมาชิกมีรายได้เพียงพอในการดำรงชีพ มีการปรับโครงสร้างหนี้ และขยายระยะเวลาผ่อนชำระสำหรับผู้ที่มีภาระเกินศักยภาพ อีกทั้งยังเปิดบริการคลินิกการเงินเพื่อให้คำปรึกษาเฉพาะราย และมีมาตรการช่วยเหลือผู้ค้ำประกันด้วยอัตราดอกเบี้ยพิเศษ รวมถึงการปรับข้อบังคับเพื่อให้สมาชิกที่ส่งเงินไม่ตรงเวลาบางเดือนได้รับปันผลเฉลี่ยคืนตามสัดส่วนของการส่งเงินตรงเวลา      

นอกจากนี้ สหกรณ์ยังประสบผลสำเร็จในการช่วยเหลือสมาชิกที่มีปัญหาค้างชำระกับธนาคารออมสิน จำนวนทั้งสิ้น 447 สัญญา โดยดำเนินการเจรจาและปรับโครงสร้างหนี้ให้แก่สมาชิก ลดภาระดอกเบี้ยรวมได้ประมาณ 3.8 ล้านบาท สะท้อนถึงบทบาทของสหกรณ์ในฐานะหน่วยงานสนับสนุนการแก้หนี้อย่างเป็นธรรมและเห็นผลจริงในระดับบุคคล

“การดำเนินงานในครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในต้นแบบที่โดดเด่นของการบริหารจัดการแบบมีส่วนร่วม สามารถประสานประโยชน์ระหว่างเจ้าหนี้และลูกหนี้ เพื่อให้ครูสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรี และไม่ต้องเผชิญกับภาวะหนี้อย่างโดดเดี่ยว ทั้งนี้ สพฐ. โดยการนำของ ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการ กพฐ. ยืนยันจะเร่งขับเคลื่อนนโยบายช่วยเหลือครูอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างระบบการศึกษาไทยที่มั่นคงจากพื้นฐานชีวิตที่มั่นคงของครูทุกคนต่อไป”
 

‘อิสระ’โชว์วิชั่น ยกระดับสถาบันพระปกเกล้า ให้เป็นผู้นำทางคลังสมองของอาเซียน

'อิสระ'โชว์วิชั่น ยกระดับสถาบันพระปกเกล้า ให้เป็นผู้นำทางคลังสมองของอาเซียน

‘อิสระ’โชว์วิชั่น ยกระดับสถาบันพระปกเกล้า ให้เป็นผู้นำทางคลังสมองของอาเซียน

วันอังคาร ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 17.20 น.

วันที่ 15 กรกฎาคม 2568 นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ รองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ในฐานะว่าที่เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า คนใหม่ ได้รับเชิญจากมหาวิทยาลัย Nanyang Technological University (NTU) สาธารณรัฐสิงคโปร์ ปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ “The Roles of King Prajadhipok’s Institute (KPI) in Promoting Democracy in Thailand” ให้แก่นักศึกษาระดับปริญญาเอก จากหลายมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก เข้าร่วม อาทิ  University of Lausanne , Seoul National University, Renmin University of China , Sun Yat-sen University และ Yonsei University  นอกจากนี้ รองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ได้เข้าร่วมการประชุมหารือเพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางวิชาการกับ Nanyang Centre for Public Administration (NCPA) แห่ง NTU ร่วมกับ Professor Liu Hong รองอธิการบดีฝ่ายกิจการระหว่างประเทศ และผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและการศึกษาระดับผู้บริหารของ NCPA

ในการหารือครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายได้แสดงเจตนารมณ์ร่วมกันในการพัฒนาความร่วมมือด้านการวิจัย การแลกเปลี่ยนนักวิชาการและบุคลากร และการจัดกิจกรรมทางวิชาการ รวมถึงการต่ออายุความร่วมมือที่มีอยู่เดิม เพื่อกำหนดกรอบความร่วมมืออย่างต่อเนื่องและขยายผลในอนาคต

‘วัดพระธรรมกาย’จัดบวชนานาชาติ 13 สัญชาติ กว่า 120 รูป มุ่งศึกษาพระธรรม

‘วัดพระธรรมกาย’จัดบวชนานาชาติ 13 สัญชาติ กว่า 120 รูป มุ่งศึกษาพระธรรม

‘วัดพระธรรมกาย’จัดบวชนานาชาติ 13 สัญชาติ กว่า 120 รูป มุ่งศึกษาพระธรรม

วันอังคาร ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 15.24 น.

‘วัดพระธรรมกาย’จัดบวชนานาชาติ 13 สัญชาติ กว่า 120 รูป มุ่งศึกษาพระธรรม

พระครูปลัดรัตนวีรวัฒน์ เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย เป็นพระอุปัชฌาย์ โครงการบรรพชาอุปสมบทหมู่เข้าพรรษาปีพุทธศักราช 2568, โครงการอุปสมบทธรรมทายาทนานาชาติ AEC & WAB รุ่นที่ 9, โครงการอุปสมบทหมู่ธรรมทายาทนานาชาติ (ภาษาจีน) รุ่นที่ 20 และสามเณรโรงเรียนนานาชาติ รุ่นที่ 14 (Summer program) จำนวน 117 รูป ณ อุโบสถพระไตรปิฎก วัดพระธรรมกาย จ.ปทุมธานี 

พิธีกรรมเริ่มขึ้นในภาคเช้าเป็นพิธีเวียนประทักษิณรอบอุโบสถพระไตรปิฎก วันทาสีมา วันทาพระประทาน ต่อด้วยพิธีขอขมา มอบบาตรและผ้าไตรแด่นาคธรรมทายาท พิธีขอบรรพชา พิธีขอสรณคมน์และศีล พิธีถวายบาตร และพิธีอุปสมบท  โครงการบรรพชาอุปสมบทหมู่เข้าพรรษา และโครงการบวชพระนานาชาติที่วัดพระธรรมกาย จัดขึ้นเพื่อให้ผู้สนใจจากทั่วโลกได้มีโอกาสศึกษาและปฏิบัติธรรมตามหลักคำสอนของพระพุทธศาสนา โดยมีทั้งโครงการระยะสั้นและระยะยาว เปิดโอกาสให้ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเข้าร่วม

สำหรับนาคธรรมทายาทที่เข้าร่วมพิธีบรรพชาในครั้งนี้ 4 โครงการ ประกอบด้วย อุปสมบทโครงการบรรพชาอุปสมบทหมู่ธรรมทายาทรุ่นเข้าพรรษา จำนวน 30 รูป, โครงการธรรมทายาทนานาชาติ AEC & WAB รุ่นที่ 9 จำนวน 42 รูป, โครงการธรรมทายาทนานาชาติ (ภาษาจีน) รุ่นที่ 20 จำนวน 35 รูป และ สามเณรนานาชาติ รุ่นที่ 14 (Summer program) จำนวน 10 รูป  รวมทุกโครงการ 13 สัญชาติ เข้าร่วม ได้แก่ ไทย, จีน, ลาว, อินเดีย, ศรีลังกา, เมียนมา , กัมพูชา, เวียดนาม, เนปาล, อังกฤษ, มาเลเซีย, ไต้หวัน และ สิงคโปร์