‘คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ’ ร่วม‘สปสช.’ใช้ข้อมูลบัตรทองเพื่อศึกษาวิจัย

‘คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ’ ร่วม‘สปสช.’ใช้ข้อมูลบัตรทองเพื่อศึกษาวิจัย

‘คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ’ ร่วม‘สปสช.’ใช้ข้อมูลบัตรทองเพื่อศึกษาวิจัย

วันจันทร์ ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ MOU) เรื่อง “การดำเนินงานการบริหารจัดการข้อมูล และการจัดเก็บข้อมูลการรับบริการของผู้มีสิทธิในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ” เพื่อใช้ในการศึกษาและการวิจัย เมื่อวันที่ 10 ก.พ. 2568 ที่ผ่านมา

รศ.ดร.ธารทัศน์ โมกขมรรคกุล คณบดีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ปัญหาอย่างหนึ่งในภาคการศึกษาคือการหาข้อมูลจริงมาใช้ในการศึกษาทำได้ค่อนข้างยากการร่วมมือในครั้งนี้จึงเป็นโอกาสอันดีที่จะทำให้นิสิตของคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มีข้อมูลในลักษณะที่เป็น Meta Data มาใช้ในการศึกษาทดลองโมเดลต่างๆ รวมถึงนำเสนอนโยบายต่างๆ ที่เป็นประโยชน์กับ สปสช. และประเทศชาติในอนาคต

“ความร่วมมือในครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เพราะนอกจากการคำนวณงบประมาณในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติแล้ว ยังมีโครงการอีกมากมายที่สามารถทำร่วมกับ สปสช. ได้ อย่างเช่น สาขาวิชา MIS ภาควิชาพาณิชยศาสตร์ ก็สามารถใช้ข้อมูลเพราะวิเคราะห์เพื่อทำความเข้าใจพฤติกรรมของผู้ป่วย หรือ ภาควิชาการธนาคารและการเงิน ก็สามารถนำข้อมูลไปใช้วิเคราะห์โมเดลทางการเงินต่างๆ รวมทั้งภาควิชาการตลาด ก็สามารถนำองค์ความรู้มาใช้กับข้อมูลนี้ได้” คณบดีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชีฯ กล่าว

นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า หน้าที่ของ สปสช. คือ เป็นองค์กรที่บริหารจัดการการใช้งบประมาณในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท) สำหรับผู้มีสิทธิบัตรทองฯ กว่า 47.5 ล้านคนทั่วประเทศ ซึ่งแต่ละปีมีข้อมูลการรับบริการสุขภาพจำนวนมหาศาล สปสช. จึงให้ความสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรโดยการใช้ประโยชน์จากข้อมูลหรือ Data-Driven Organization

อาทิ การนำข้อมูลมาวิเคราะห์ในการจัดทำงบประมาณ การประเมินแนวโน้มและความต้องการของผู้ป่วย ตลอดจนกำหนดนโยบายที่ตรงกับสถานการณ์ สำหรับการลงนามเอ็มโอยูระหว่างคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชีฯ และ สปสช. ครั้งนี้ เป็นความร่วมมือในการสร้างความแข็งแกร่งโดยการนำข้อมูลมาใช้ประโยชน์สูงสุด ซึ่งเบื้องต้นภาควิชาสถิติ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชีจะนำข้อมูลไปเพื่อคำนวณงบประมาณระบบหลักประกันสุขภาพฯ ในอนาคต

กล่าวคือ สปสช. มีวิธีคำนวณงบประมาณในแต่ละปีอยู่แล้ว แต่ก็ยังมีข้อสงสัยว่าจะมีวิธีอื่นที่มีการคำนวณมากกว่านี้อีกหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะนี้รัฐบาลต้องการใช้ระบบงบประมาณฐานศูนย์ (zero based budgeting) ดังนั้นการคำนวณในลักษณะที่ประชาชนแต่ละคนมีความเสี่ยงในการเกิดโรคที่ไม่เหมือนกัน หากสามารถจัดงบประมาณโดยคำนวณจากความเสี่ยงของแต่ละคน น่าจะเป็นวิธีการใหม่ที่อธิบายได้มากขึ้น

“การจะคำนวณในแบบนี้ได้จะต้องใช้วิชาการขั้นสูง ซึ่งคณะภาควิชาสถิติ คณะพาณิชยศาสตร์ฯ มีศักยภาพทำได้โดยใช้ข้อมูลในระบบบัตรทอง ซึ่งแต่ละปีมีผู้มารับบริการถึง 170 ล้านครั้ง หากสามารถดูสถิติย้อนหลังว่าแต่ละคนมีความเสี่ยงด้านสุขภาพอย่างไร ก็อาจใช้หลักคณิตศาสตร์ประกันภัยมาคำนวณในลักษณะคล้ายๆ เบี้ยประกันในอนาคตได้ นี่คือวัตถุประสงค์หลักการลงนามครั้งนี้และจะทำวิจัยร่วมกัน อาจนำมาสู่วิธีการคำนวณงบประมาณที่ต่างจากเดิม และเป็นคำตอบให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณในระบบบัตรทองต่อไป”เลขาธิการ สปสช. กล่าว

พลิกขยะเกษตรสู่ลิกนิน นวัตกรรมเปลี่ยนเศรษฐกิจไทยให้ยั่งยืน

พลิกขยะเกษตรสู่ลิกนิน นวัตกรรมเปลี่ยนเศรษฐกิจไทยให้ยั่งยืน

พลิกขยะเกษตรสู่ลิกนิน นวัตกรรมเปลี่ยนเศรษฐกิจไทยให้ยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ในโลกปัจจุบันปัญหาขยะชีวมวลกำลังกลายเป็นวิกฤตสำคัญ โดยเฉพาะในประเทศไทยที่เศรษฐกิจพึ่งพาภาคการเกษตรเป็นอย่างมาก ชีวมวลจากชานอ้อย ฟางข้าว ปาล์มน้ำมัน และเศษวัสดุทางการเกษตรจำนวนมหาศาลถูกเผาทำลายหรือทิ้งไปโดยไร้ประโยชน์ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศอย่างรุนแรง

เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวจึงเป็นที่มาของโครงการ การพัฒนากระบวนการบำบัดชีวมวล เพื่อแยกส่วนและตกตะกอน ลิกนินบริสุทธิ์ เป็นผลงานวิจัยร่วมระหว่าง ศ.ดร.นวดล เหล่าศิริพจน์ อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม (JGSEE) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และ ดร.ชญานนท์ โชติรสสุคนธ์ นักวิจัยกลุ่มวิจัยเทคโนโลยีไบโอรีไฟเนอรี่และชีวภาพ (IBBG) ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)

“ชีวมวลไม่ใช่ของเสีย แต่คือทรัพยากรสำคัญที่สามารถแปรรูปให้เกิดประโยชน์สูงสุด เราต้องการสร้างความสมดุลระหว่างเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม” ศ.ดร.นวดล เหล่าศิริพจน์ ในฐานะหัวหน้าโครงการ กล่าว

ปัจจุบันชีวมวลถูกนำมาใช้ประโยชน์ในหลากหลายรูปแบบ เช่น การแปรรูปเป็นพลังงาน หรือการสกัดองค์ประกอบสำคัญอย่างเซลลูโลสเพื่อนำไปผลิตเยื่อกระดาษ อย่างไรก็ตาม ชีวมวลยังมีองค์ประกอบอื่นๆ ที่ถูกมองข้าม หนึ่งในนั้นคือลิกนิน (Lignin) ซึ่งมีอยู่มากถึง 20% ของชีวมวล และมีศักยภาพสูงในการนำไปใช้ประโยชน์

“ลิกนินเป็นองค์ประกอบสำคัญในชีวมวลลิกโนเซลลูโลส มีคุณสมบัติพิเศษ เช่น การดูดกลืนรังสียูวีและการต้านอนุมูลอิสระ แต่ด้วยโครงสร้างทางเคมีที่ซับซ้อน ทำให้กระบวนการสกัดแบบเดิมต้องใช้สารเคมีที่รุนแรง ซึ่งนอกจากจะทำลายคุณสมบัติสำคัญของลิกนินแล้ว ยังทำให้ลิกนินถูกจัดเป็นของเสียที่ยากต่อการนำไปพัฒนาต่อยอด ทีมวิจัยจึงได้พัฒนากระบวนการใหม่ โดยใช้ตัวทำละลายอินทรีย์ ที่สามารถสกัดลิกนินออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งนำตัวทำละลายกลับมาใช้ซ้ำ กระบวนการนี้เป็นระบบกึ่งไร้ของเสีย (Semi-Zero Waste) ช่วยให้ได้ลิกนินที่มีความบริสุทธิ์สูงและยังคงคุณสมบัติสำคัญไว้อย่างครบถ้วน” ดร.ชญานนท์ กล่าว

จากการวิจัยร่วมกันโดยใช้ห้องปฏิบัติการร่วมด้านพลังงานและเคมีชีวภาพ (BIOTEC-JGSEE Integrative Biorefinery Laboratory) ได้ค้นพบศักยภาพของลิกนินในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืนในหลากหลายอุตสาหกรรม เช่น การพัฒนาพลาสติกผสมลินินที่สามารถกันรังสียูวีได้โดยไม่ต้องพึ่งพาสารเคมี และผลิตเป็น “กรีนแพ็กเกจจิ้ง” ด้วยการผสมลิกนินเข้ากับพลาสติกชีวภาพ

เช่น PLA (พลาสติกย่อยสลายได้) และ พลาสติก Up-cyling rPET (พลาสติกทนความร้อนและยืดหยุ่นสูง) เพื่อพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่ทนต่อรังสียูวี ลดการเสื่อมสภาพ และตอบโจทย์ความยั่งยืน เหมาะสำหรับผลิตภัณฑ์ที่ต้องการคุณภาพและความปลอดภัยจากแสงยูวี ลิกนินยังถูกนำไปผสมในยางธรรมชาติ เพื่อเพิ่มความทนทานและลดการเสื่อมสภาพจากความชื้นและออกซิเจน ลิกนินยังสามารถแทนที่สารเคมีต้านอนุมูลอิสระได้อย่างสมบูรณ์ ทำให้เกิดยางที่มาจากธรรมชาติ 100% ซึ่งเหมาะสำหรับการผลิตยางรถยนต์และผลิตภัณฑ์ยางชนิดพิเศษต่างๆ

นอกจากนี้ ลิกนินยังถูกใช้ในอุตสาหกรรมความงาม เป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์รองพื้น (Foundation) ด้วยโทนสีน้ำตาลธรรมชาติและคุณสมบัติป้องกันรังสียูวี โดยมีค่า SPF สูงถึง 36 โดยไม่ต้องใช้สารเคมีเพิ่มเติม ทั้งยังมีศักยภาพในการต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งอาจช่วยชะลอวัย ทีมวิจัยกำลังดำเนินการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อยืนยันผลลัพธ์ในเชิงลึก ทั้งหมดถือเป็นการนำของเหลือจากชีวมวลมาต่อยอดเป็นนวัตกรรมที่มีมูลค่าสูงได้

นอกจากการเพิ่มมูลค่าให้กับชีวมวลแล้ว ทีมวิจัยยังมุ่งมั่นลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ชีวมวลที่ถูกทิ้งหรือเผาทำลายมักปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น มีเทนและคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กระบวนการแปรรูปลิกนินไม่เพียงช่วยลดการปล่อยก๊าซเหล่านี้ แต่ยังสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรจากการขายเศษเหลือการเกษตรในราคาที่สูงขึ้นด้วย

ในอนาคต ทีมวิจัยวางแผนขยายขอบเขตงานวิจัยเพื่อสนับสนุนเป้าหมาย “Zero Emission” และเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยการใช้ชีวมวลให้เกิดประโยชน์สูงสุด ช่วยลดของเสีย และเพิ่มศักยภาพให้ผู้ประกอบการไทยในอุตสาหกรรมต่างๆ นอกจากนี้ทีมวิจัยยังเล็งเห็นว่าแนวทางนี้สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงในระดับโครงสร้างเศรษฐกิจ พร้อมทั้งสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในระยะยาว

“ลิกนินเป็นตัวอย่างของการแปรรูปชีวมวลที่ไม่ได้ช่วยแค่ลดขยะ แต่ยังสร้างโอกาสใหม่ให้กับอุตสาหกรรมไทย ทั้งด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม” ศ.ดร.นวดล กล่าวทิ้งท้าย

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.)

‘สมเด็จพระราชินี’ทรงร่วมวิ่งในงานการแข่งขันวิ่ง โครงการรัน ฟอร์ วีลส์#4

'สมเด็จพระราชินี'ทรงร่วมวิ่งในงานการแข่งขันวิ่ง โครงการรัน ฟอร์ วีลส์#4

‘สมเด็จพระราชินี’ทรงร่วมวิ่งในงานการแข่งขันวิ่ง โครงการรัน ฟอร์ วีลส์#4

วันอาทิตย์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 10.09 น.

“สมเด็จพระราชินี”ทรงร่วมวิ่งในงานการแข่งขันวิ่ง โครงการ “รัน ฟอร์ วีลส์#4 (Run for Wheels#4) วิ่งเพื่อให้หมาได้วิ่ง ครั้งที่ 4”

วันที่ 23 ก.พ.68 เวลา 05.28 น. สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีเสด็จพระราชดำเนิน เป็นการส่วนพระองค์ ไปทรงร่วมวิ่งในงานการแข่งขันวิ่ง โครงการ “Run For Wheels#4 วิ่งเพื่อให้หมาได้วิ่ง ครั้งที่ 4″ณ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร

การนี้ทรงกดแตรสัญญาณปล่อยขบวนนักวิ่ง และนักวิ่งพร้อมสุนัข  ระยะทาง  10 กิโลเมตร และทรงร่วมกิจกรรมวิ่ง ระยะทาง 10 กิโลเมตร และเมื่อทรงร่วมกิจกรรมวิ่งถึงจุด FINISH  พระราชทานพระราชวโรกาสให้ นายดำรงค์ ศรีพระราม รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เข้าเฝ้า ฯ ทูลเกล้า ฯ ถวายเหรียญ Run For Wheels#4 แด่สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี และโล่ประกาศเกียรติคุณ

จากนั้นสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนิน ไปยังเวทีหน้าโรงพยาบาลสัตว์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พระราชทานรางวัล ประเภทชนะเลิศชาย (จำนวน 1 รางวัล) ประเภทชนะเลิศนักวิ่งพร้อมสุนัข (จำนวน 1 รางวัล) ประเภทชนะเลิศหญิง (จำนวน 1 รางวัล) และพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์แก่นายดำรงค์ ศรีพระราม รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อสมทบทุนในกิจกรรมของคณะสัตวแพทยศาสตร์

ด้วยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงตระหนักถึงความสำคัญของการส่งเสริมให้ประชาชนออกกำลังกาย เพื่อให้มีสุขภาพร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง พร้อมกับทรงสนับสนุนการกีฬาของไทยมาอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ได้ทรงแสดงให้เห็นถึงพระปรีชาสามารถด้านการกีฬาประเภทต่าง ๆ จนเป็นที่ประจักษ์แก่พสกนิกรทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยทรงเข้าร่วมกิจกรรม และทรงเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาประเภทต่าง ๆ ได้แก่ กีฬาไอซ์ ฮอกกี้ กีฬาเรือใบ กีฬาจักรยาน และกีฬาวิ่ง โดยทรงเป็นแรงบันดาลใจและทรงเป็นตัวอย่างให้แก่พสกนิกรในการรักการออกกำลังกาย

สำหรับการจัดกิจกรรม Run For Wheels  2025  วิ่งเพื่อให้หมาได้วิ่ง ครั้งที่ 4 มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเงินรายได้หลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้ว ไปช่วยเหลือในการจัดวีลแชร์เพื่อสัตว์พิการ ของโครงการ”เพราะมีน้ำใจ จึงมีชีวิต”ให้สัตว์เลี้ยงมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีอิสระและมีความสุข สนับสนุนมูลนิธิศาสตราจารย์ ดร.จักร พิชัยรณรงค์สงครามสมทบทุนการก่อสร้างโรงพยาบาลคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัเกษตรศาสตร์ สนับสนุนโครงการธนาคารเลือดเพื่อสัตว์เลี้ยงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (KU Pet Blood Bank) รณรงค์ และส่งเสริมให้บุคลากร นิสิตเก่า นิสิตปัจจุบันของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รวมทั้งประชาชนชาวไทย ให้ความสำคัญกับการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ อันนำไปสู่การสร้างสัมพันธภาพที่ดีระหว่างเจ้าของกับสัตว์เลี้ยง และทำให้ผู้ที่มีสัตว์เลี้ยงแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ตลอดจนวิธีการดูแลสัตว์ของตนเองในมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น 

‘เพิ่มพูน’ตรวจเยี่ยมสนามสอบ O-NET ปีนี้มีสนามสอบ1,974แห่ง เตรียมใช้ผลการสอบยกระดับคุณภาพการศึกษา

'เพิ่มพูน'ตรวจเยี่ยมสนามสอบ O-NET  ปีนี้มีสนามสอบ1,974แห่ง เตรียมใช้ผลการสอบยกระดับคุณภาพการศึกษา

‘เพิ่มพูน’ตรวจเยี่ยมสนามสอบ O-NET ปีนี้มีสนามสอบ1,974แห่ง เตรียมใช้ผลการสอบยกระดับคุณภาพการศึกษา

วันเสาร์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 15.33 น.

’เพิ่มพูน‘ นำผู้บริหารศธ. ตรวจเยี่ยมสนามสอบ O-NET ม.6 โรงเรียนสารวิทยา ปีนี้มีผู้มีสิทธิ์สอบทั้งหมด 282,309 คน มีสนามสอบ 1,974 สนาม เตรียมจัดทำรายงานผลการทดสอบ O-NET ใช้เป็นข้อมูลเทียบเคียงคุณภาพการศึกษาในระดับต่างๆ เพื่อนำไปใช้ในการวางแผนยกระดับคุณภาพการศึกษา 

22 ก.พ.68 พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานการตรวจเยี่ยมสนามสอบการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 (ม.6) ปีการศึกษา 2567 พร้อมด้วย นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ  ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศิริดา บุรชาติ ผู้อำนวยการสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน)(สทศ.) นายชนาธิป ทุ้ยแป ผู้อำนวยการสำนักทดสอบทางการศึกษา สพฐ. โดยมี นางนภาพร พงษ์ขัน ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 นายนโรดม นรินทร์รัมย์ ผู้อำนวยการโรงเรียนสารวิทยา และคณะครูให้การต้อนรับ ณ สนามสอบโรงเรียนสารวิทยา กรุงเทพมหานคร

สำหรับการทดสอบ O-NET ชั้น ม.6 ปีการศึกษา 2567 ดำเนินการทดสอบในวันที่ 22 – 23 ก.พ. และ 1 – 2 มี.ค. 2568 จำนวน 4 รอบ มีจำนวน 5 วิชา ประกอบด้วย (1) ภาษาไทย (2) ภาษาอังกฤษ (3) คณิตศาสตร์ (4) วิทยาศาสตร์ และ (5) สังคมศึกษาฯ ดำเนินการทดสอบด้วยรูปแบบดิจิทัล (Digital Testing) และรูปแบบกระดาษ (Paper Pencil) สำหรับสนามสอบที่มีข้อจำกัดความพร้อมด้านอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โดยในปีนี้มีผู้มีสิทธิ์สอบทั้งหมดจำนวน  282,309 คน มีสนามสอบ 1,974 สนาม มีห้องสอบ 4,675 ห้อง จำแนกเป็น 1. ทดสอบด้วยรูปแบบดิจิทัล (Digital Testing) ผู้มีสิทธิ์สอบ จำนวน  276,624 คน และ 2. ทดสอบด้วยรูปแบบกระดาษ (Paper Pencil) มีสนามสอบ 3 สนาม และมีผู้มีสิทธิ์สอบ จำนววน  5,685 คน  

โดยการสอบดังกล่าว ได้ดำเนินการตามพันธกิจ ซึ่งสอดคล้องกับจุดเน้นของกระทรวงศึกษาธิการ และนโยบายของ พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. และนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมช.ศธ. เพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียน “เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา (Anywhere Anytime)” และ “ฉลาดรู้ ฉลาดคิด ฉลาดทำ สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต”  โดยมีการจัดทำแพลตฟอร์มส่งเสริมการเรียนรู้ที่ทันสมัย อาทิ (1) ระบบการทดสอบออนไลน์เพื่อพัฒนาการเรียนรู้สำหรับทดสอบวัดความรู้ ทักษะการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา เพื่อให้ทราบถึงจุดเด่น จุดที่ต้องพัฒนา และนำมาวางแผนการเรียนในอนาคต (2) ระบบการอบรมการสร้างเครื่องมือวัดและประเมินผลการเรียนรู้ด้วยบทเรียนออนไลน์ สำหรับการสร้างข้อสอบบนระบบ National Digital Testing Platform 17 รูปแบบ เพื่อให้ผู้รับการอบรมนำไปประยุกต์ใช้ในการวัดและประเมินผลในชั้นเรียน (3) ระบบการตรวจข้อสอบอัตนัยในรูปแบบออนไลน์ ภายใต้มาตรฐานการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ

ทั้งนี้ กำหนดการประกาศผลสอบ O-NET  ปีการศึกษา 2567 ชั้น ม.6 ในวันที่ 18 มี.ค. 2568 โดยจะจัดทำรายงานผลการทดสอบ O-NET และข้อมูลสารสนเทศแบบรายบุคคล ระดับโรงเรียน ระดับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ระดับสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด ระดับสำนักงานศึกษาธิการภาค ระดับสังกัด และระดับประเทศ และนำผลจากการประเมินใช้เป็นข้อมูลในการเทียบเคียงคุณภาพการศึกษาในระดับต่าง ๆ เพื่อนำไปใช้ในการวางแผนยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษา ตลอดจนเป็นข้อมูลสนับสนุนการตัดสินใจในระดับนโยบายของประเทศ  โดยศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.niets.or.th
 

ในหลวงพระราชทานภัตตาหารพระราชทานแด่พระภิกษุสามเณร‘สอบบาลีสนามหลวง’

ในหลวงพระราชทานภัตตาหารพระราชทานแด่พระภิกษุสามเณร‘สอบบาลีสนามหลวง’

ในหลวงพระราชทานภัตตาหารพระราชทานแด่พระภิกษุสามเณร‘สอบบาลีสนามหลวง’

วันเสาร์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 13.32 น.

‘พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว’ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานภัตตาหารพระราชทาน แด่พระภิกษุ สามเณรในการ‘สอบบาลีสนามหลวง’ ณ วัดพระธรรมกาย อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี

22 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ห้องแก้วสารพัดนึก 2 วัดพระธรรมกาย  อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี นายคมสัน ญาณวัมนา รองผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี ผูัแทนผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี เป็นประธานในพิธีถวายภัตตาหารพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แด่พระภิกษุ สามเณร ในการสอบบาลีสนามหลวง ครั้งที่ 1 ครั้งหลัง ปี พ.ศ. 2568 (วันแรก) โดยมี พระราชสุทธิธรรมาจารย์ เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี เจ้าอาวาสวัดประยูรธรรมาราม เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ทหาร ตำรวจ นายอำเภอ ข้าราชการ และประชาชนจิตอาสา เข้าร่วมพิธีฯ

ด้วยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานภัตตาหารถวายแด่พระภิกษุ สามเณร ผู้เข้าสอบบาลีสนามหลวง และกรรมการกำกับห้องสอบ ในการสอบบาลีสนามหลวง ครั้งที่ 1 ครั้งหลัง ปี พ.ศ.2568 ระหว่างวันที่ 22-24 กุมภาพันธ์ 2568 ในส่วนภูมิภาค รวมทั้งสิ้น 85 สนามสอบ ในส่วนของจังหวัดปทุมธานี กำหนดสนามสอบ ณ วัดเขียนเขต ตำบลบึงยี่โถ อำเภอธัญบุรี จำนวน 370 รูป และสนามสอบวัดพระธรรมกาย ตำบลคลองสาม อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี จำนวน 1,828  รูป

โปรดเกล้าฯ พระราชทานน้ำหลวงอาบศพเป็นกรณีพิเศษ พวงมาลา 2 จนท.ตำรวจปัตตานี

โปรดเกล้าฯ พระราชทานน้ำหลวงอาบศพเป็นกรณีพิเศษ พวงมาลา 2 จนท.ตำรวจปัตตานี

โปรดเกล้าฯ พระราชทานน้ำหลวงอาบศพเป็นกรณีพิเศษ พวงมาลา 2 จนท.ตำรวจปัตตานี

วันศุกร์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 21.44 น.

“ในหลวง” พระราชทานน้ำหลวงอาบศพเป็นกรณีพิเศษ พระราชทานพวงมาลา  และพระราชทานเพลิงศพแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งเสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ จ.ปัตตานี

วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2568  เวลา 11.30 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า โปรดกระหม่อมให้ นายอำพล พงศ์สุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา  เชิญพวงมาลาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พวงมาลาของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และพวงมาลาของสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ไปวางที่หน้าหีบศพ จ่าสิบตำรวจ เดโช  เขียวแก้ว และ สิบตำรวจตรี ทรงชัย  จันทรภาพ  เจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งเสียชีวิต จากเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปฏิบัติการ 20 สถานีตำรวจภูธรยะรัง อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี ขณะปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่รับผิดชอบ  เหตุเกิดบริเวณซอยด้านหลังสถานตรวจสภาพรถยะรัง  หมู่ที่ 3 ตำบลยะรัง อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี  เมื่อวันที่  19 กุมภาพันธ์ 2568  โดยตั้งศพบำเพ็ญกุศล ณ วัดพุทธภูมิ อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา

ในโอกาสนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร มหาวชิราลงกรณวรราชภักดี สิริกิจการิณีพีรยพัฒน รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร  มหาวัชรราชธิดา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม และโปรดให้ ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา  เชิญพวงมาลาพระราชทาน และพวงมาลาประทาน วางที่หน้าหีบศพด้วย

ในการนี้  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทาน
น้ำหลวงอาบศพเป็นกรณีพิเศษและพระราชทานพระมหากรุณาในการพระราชทานเพลิงศพแก่ จ่าสิบตำรวจ เดโช  เขียวแก้ว และสิบตำรวจตรี ทรงชัย  จันทรภาพ   ซึ่งการได้รับพระราชทานพระมหากรุณาในครั้งนี้  ยังความปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแก่ครอบครัวของเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้ง 2 ราย อย่างหาที่สุดมิได้

‘คุรุสภา’เปิดสถิติปี’67 ลงโทษทำผิดจรรยาบรรณ เพิกถอนใบอนุญาตฯ 43 ราย

'คุรุสภา'เปิดสถิติปี’67 ลงโทษทำผิดจรรยาบรรณ เพิกถอนใบอนุญาตฯ 43 ราย

‘คุรุสภา’เปิดสถิติปี’67 ลงโทษทำผิดจรรยาบรรณ เพิกถอนใบอนุญาตฯ 43 ราย

วันพฤหัสบดี ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 22.30 น.

“อมลวรรณ” เปิดสถิติปีงบฯ 2567 “คุรุสภา” พิจารณาโทษ 166 ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาทำความผิดทางจรรยาบรรณ  ชี้ขาดลงโทษรุนแรงเพิกถอนใบอนุญาตฯ 43 ราย หมดสิทธิ์ประกอบวิชาชีพอีกต่อไป

ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา เปิดเผยว่า ในรอบปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2566 – 30 กันยายน 2567 คณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ (กมว.) ได้พิจารณากรณีผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาถูกกล่าวหา/กล่าวโทษที่ประพฤติผิดทางจรรยาบรรณของวิชาชีพ รวม 166 ราย โดยวินิจฉัยชี้ขาดแล้ว 159 ราย ในจำนวนนี้ลงโทษสูงสุดขั้นเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ จำนวน 43 ราย พักใช้ใบอนุญาตฯ มีกำหนดเวลาตามที่เห็นสมควร แต่ไม่เกิน 5 ปี จำนวน 18 ราย ภาคทัณฑ์ จำนวน 43 ราย ตักเตือน จำนวน 49 ราย ยกข้อกล่าวหา/กล่าวโทษ จำนวน 6 ราย และได้พักใช้ใบอนุญาตฯ ทุกประเภทไว้ก่อนตลอดระยะเวลาการสอบสวนการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ โดยไม่ต้องรอผลการสอบสวนฯ จำนวน 7 ราย

เลขาธิการคุรุสภา กล่าวต่อไปว่า เรื่องร้องเรียน กล่าวหา/กล่าวโทษผู้ประกอบวิชาชีพที่กระทำความผิดทางจรรยาบรรณของวิชาชีพมีหลากหลายกรณี เช่น ความผิดเกี่ยวกับเพศ กระทำอนาจาร ทุจริตต่อหน้าที่ ชู้สาว ยาเสพติด ลงโทษนักเรียนไม่เหมาะสม ละทิ้งหน้าที่ ลักทรัพย์  ใช้ถ้อยคำไม่เหมาะสม หมิ่นประมาท รายงานเท็จ แอบอ้างผลงานผู้อื่น และเปลี่ยนแปลงข้อความสำเนาเอกสาร เป็นต้น ซึ่งกรณีความผิดที่ได้รับโทษสูงสุดขั้นเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ จะเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ความผิดเกี่ยวกับเพศ กระทำอนาจาร ค้าประเวณี การทุจริตต่อหน้าที่ และความผิดเรื่องชู้สาว โดยเฉพาะกรณีการล่วงละเมิดทางเพศกับนักเรียน คุรุสภาได้ย้ำเตือนมาโดยตลอดว่าจะลงโทษอย่างจริงจัง หากความผิดปรากฏหลักฐานชัดเจนจะพิจารณาลงโทษขั้นสูงสุด คือ เพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทันที และบันทึกประวัติความผิดไว้ในระบบสารสนเทศฯ ด้านทะเบียนและใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ เพื่อประกอบการพิจารณาลักษณะต้องห้ามในการขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพต่อไป

“ ขอความร่วมมือไปยังผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา ครู และบุคลากรทางการศึกษาทุกคน ทุกสังกัด ช่วยกันกำกับดูแลให้ทุกพื้นที่ในสถานศึกษาเป็นที่ปลอดภัยสำหรับนักเรียนและครู อย่าเพิกเฉยต่อการกระทำอันไม่เหมาะสมของผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ไม่ว่าจะดำรงตำแหน่งใดก็ตาม หากพบว่าบุคคลนั้นประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพควรแจ้งข้อกล่าวหา/กล่าวโทษ  ซึ่งคุรุสภาพร้อมร่วมมือกับหน่วยงานต้นสังกัดดำเนินการทางจรรยาบรรณกับผู้ประกอบวิชาชีพอย่างเด็ดขาด” เลขาธิการคุรุสภา กล่าว.

CIBA คว้าถ้วยรางวัลพระราชทาน ‘ประกวดโมเดลธุรกิจฯ ครั้งที่ 1’

CIBA คว้าถ้วยรางวัลพระราชทาน ‘ประกวดโมเดลธุรกิจฯ ครั้งที่ 1’

CIBA คว้าถ้วยรางวัลพระราชทาน ‘ประกวดโมเดลธุรกิจฯ ครั้งที่ 1’

วันพฤหัสบดี ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

วิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี (CIBA) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) ร่วมกับกรมพัฒนาธุรกิจ การค้า กระทรวงพาณิชย์ จัดการแข่งขันโครงการประกวดโมเดลธุรกิจและสร้างแบรนด์ธุรกิจเพื่อความยั่งยืน ครั้งที่ 1 ประจำปี 2567 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาทักษะผู้ประกอบการรุ่นใหม่ สำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายและนักศึกษาในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) โดยทีมชนะเลิศจะได้รับถ้วยรางวัลพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมทุนการศึกษา ในพิธีเปิดงานได้รับเกียรติจาก ผศ.ดร.ศิริเดช คำสุพรหม รองอธิการบดีสายงานภาคีสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เป็นประธานกล่าวเปิดงาน และหม่อมหลวงภู่ทอง ทองใหญ่ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เป็นประธานในพิธีมอบรางวัล การแข่งขันครั้งนี้ได้รับความสนใจจากสถาบันการศึกษาทั่วประเทศมีผู้เข้าร่วมการแข่งขันจำนวน 29 สถาบัน รวมทั้งสิ้น 34 ทีม โดยทีมที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ทีม “แล้วทุกคนจะร้องว่า ว้าวๆ PNG” จากวิทยาลัยบริหารธุรกิจและการท่องเที่ยวกรุงเทพ ด้วยผลงานผลิตภัณฑ์อาหารว่างน้ำพริก 4 ภาคในรูปแบบสแนค

นางวสุกานต์ วิศาลสวัสดิ์ คณบดีวิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวว่า โครงการนี้มีเป้าหมายสำคัญในการพัฒนาศักยภาพเยาวชนระดับมัธยมปลายและอาชีวศึกษา ให้ก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบการที่มีคุณภาพและมีวิสัยทัศน์ในอนาคต โดยมุ่งส่งเสริมทักษะผู้ประกอบการที่ครอบคลุมทั้งด้านการคิดวิเคราะห์ การทำงานเป็นทีม ความคิดสร้างสรรค์ และความยั่งยืน ทั้งนี้ การที่เยาวชนได้เรียนรู้และเข้าใจกระบวนการตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ จะช่วยให้เข้าใจการประกอบธุรกิจได้อย่างลึกซึ้ง ดังนั้น การออกแบบโมเดลธุรกิจที่ยั่งยืนต้องคำนึงถึงความสมดุลระหว่างความสำเร็จทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม แม้ปัจจุบันเด็กรุ่นใหม่ให้ความสนใจอาชีพอิสระค่อนข้างมาก แต่การทำงานในองค์กรก็เป็นทางเลือกที่มีความมั่นคงในระยะยาว ซึ่งทักษะการเขียนโมเดลธุรกิจถือเป็นสิ่งจำเป็นไม่ว่าจะทำงานในรูปแบบใด ทั้งการขอสินเชื่อหรือการนำเสนอโครงการในองค์กร ที่สำคัญยังเป็นพื้นฐานสำคัญของการทำธุรกิจด้วย

“CIBA มีแผนต่อยอดโครงการนี้ โดยจะนำทีมที่ชนะเลิศจากการประกวด ไปศึกษาดูงานในสถานประกอบการจริง เพื่อให้เข้าใจกระบวนการทำงานในวิชาชีพและเห็นการประยุกต์ใช้ความรู้จากการเรียนในสถานการณ์จริง พร้อมสร้างเครือข่ายระหว่างสถาบันการศึกษา ให้รุ่นน้องได้ทำความรู้จักกับรุ่นพี่ใน CIBA DPU มากขึ้น” คณบดี CIBA กล่าว

นายพฤฒิพงศ์ เกตุปัญญา นักวิชาการพาณิชย์เชี่ยวชาญ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ในฐานะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ กล่าวว่า เกณฑ์การประเมินการแข่งขันมีองค์ประกอบหลัก ได้แก่ ความคิดสร้างสรรค์ ความยั่งยืน ศักยภาพทางการตลาดของผลิตภัณฑ์ แผนการตลาด และทักษะการนำเสนอ ทั้งนี้ ขอชื่นชมทีมผู้เข้าแข่งขันทุกทีมที่นำเสนอโมเดลธุรกิจได้อย่างยอดเยี่ยม ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเยาวชนรุ่นใหม่มีความสามารถในการนำข้อมูลเชิงประจักษ์มาวิเคราะห์ เพื่อพัฒนาโมเดลธุรกิจที่ตอบสนองความต้องการของตลาด โดยเฉพาะในด้านความยั่งยืน ซึ่งผู้เข้าแข่งขันได้นำเสนอผลิตภัณฑ์ที่เน้นการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ผลิตภัณฑ์สำหรับผู้สูงอายุ ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ และผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร สำหรับทีมที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ มีจุดเด่นในการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารว่างที่สามารถเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคได้หลากหลาย มีศักยภาพในการเข้าสู่ตลาด และใช้วัตถุดิบสมุนไพรจากท้องถิ่นทั่วประเทศ ซึ่งสามารถพัฒนาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ของฝากที่มีมูลค่าสูงในอนาคตได้

“การที่มีเยาวชนให้ความสนใจสมัครเข้าร่วมการแข่งขันเป็นจำนวนมาก ทำให้เห็นแนวโน้มที่เยาวชนรุ่นใหม่มีความสนใจในการเป็นผู้ประกอบการมากขึ้น ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ดีของประเทศ และขอเชิญชวนให้สถาบันการศึกษาอื่นๆ ส่งนักเรียนเข้าร่วมการแข่งขันในครั้งถัดไป เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และเตรียมความพร้อมสู่การเป็นผู้ประกอบการที่มีคุณภาพในอนาคต” นายพฤฒิพงศ์กล่าว

ด้าน ทีม “แล้วทุกคนจะร้องว่า ว้าวๆPNG” ซึ่งคว้ารางวัลชนะเลิศ ประกอบด้วยนางสาวณัฐริกา น่วมทะนะ, นายธนิต กองเป็ง และ นายศุภวัฒน์ กรีน นักเรียนสาขาการตลาด ชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ปีที่ 1 วิทยาลัยบริหารธุรกิจและการท่องเที่ยวกรุงเทพ ร่วมกล่าวเปิดใจว่า โมเดลธุรกิจของทีม คือ ผลิตภัณฑ์“4 แซ่บ” ซึ่งเป็นนวัตกรรมอาหารว่างที่ผสมผสานสมุนไพรในรูปแบบน้ำพริก4 ภาค โดยมีส่วนประกอบหลักเป็นแคบหมูกรอบและผักกรอบ ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ได้รับการออกแบบมา เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มคนวัยทำงานที่มีเวลาจำกัดในการทานอาหาร สำหรับจุดเด่นของผลิตภัณฑ์ คือ การนำเสนออัตลักษณ์ความเป็นไทยผ่านวัตถุดิบสมุนไพรจากทั้ง 4 ภูมิภาค อาทิ ขิง ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด และมะขาม ซึ่งนอกจากจะให้รสชาติที่เป็นเอกลักษณ์แล้ว ยังมีสรรพคุณทางสมุนไพรในการต้านโรคต่างๆ นอกจากนี้ การออกแบบบรรจุภัณฑ์ยังออกแบบให้พกพาง่าย เพียงฉีกซองก็สามารถทานได้ทันที มีการสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยการสแกนคิวอาร์โค้ดด้านหลังซอง เพื่อรับชมคลิปวีดีโอแสดงบรรยากาศจากชุมชนท้องถิ่น ที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการผลิตสินค้า ส่วนในด้านความยั่งยืน ผลิตภัณฑ์นี้ใช้บรรจุภัณฑ์จากพลาสติกชีวภาพที่ย่อยสลายได้ เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และมีแผนพัฒนาต่อยอดด้วยการเพิ่มอักษรเบรลล์บนบรรจุภัณฑ์เพื่อผู้พิการทางสายตา และพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เกิดขึ้นจริงในอนาคต

สจล.สนับสนุนอุตสาหกรรมไทย ร่วมเปิด ‘ศูนย์บริการรัฐแบบเบ็ดเสร็จ’

สจล.สนับสนุนอุตสาหกรรมไทย  ร่วมเปิด ‘ศูนย์บริการรัฐแบบเบ็ดเสร็จ’

สจล.สนับสนุนอุตสาหกรรมไทย ร่วมเปิด ‘ศูนย์บริการรัฐแบบเบ็ดเสร็จ’

วันพฤหัสบดี ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ร่วมเป็นหนึ่งในหน่วยงานหลักที่สนับสนุนการจัดตั้ง ศูนย์บริการรัฐแบบเบ็ดเสร็จ ณ อมตะซิตี้ ชลบุรี ศูนย์กลางการให้บริการแก่ภาคอุตสาหกรรมที่ครบวงจรแห่งแรกในประเทศไทย โดยมุ่งเน้นการยกระดับขีดความสามารถของภาคอุตสาหกรรมไทยและส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(EEC) โดยมีบทบาทสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ 1.พัฒนากำลังคนรองรับอุตสาหกรรม ผลิตบุคลากรที่มีทักษะขั้นสูง และพัฒนาแรงงานให้ตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม จัดโปรแกรม Reskill และ Upskill เพื่อรองรับเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ 2.สนับสนุนงานวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเพื่อภาคอุตสาหกรรม นำงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยไปพัฒนาต่อยอดสู่การใช้งานจริง สนับสนุนเทคโนโลยีแลนวัตกรรมขั้นสูงที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม 3.เชื่อมโยงโอกาสและแหล่งทุนให้กับภาคอุตสาหกรรมเป็นตัวกลางในการประสานงานระหว่างภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษาสนับสนุนทุนวิจัยและโครงการความร่วมมือกับหน่วยงานชั้นนำทั้งในและต่างประเทศศูนย์บริการแห่งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชน รวมถึง สำนักงานเขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC), การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.), สำนักงานส่งเสริมการลงทุน (BOI) และพันธมิตรอื่นๆ ที่มุ่งเน้นให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และโปร่งใส

อว.เผยความสำเร็จ พัฒนา ‘เซรั่มน้ำยางพารา’ สู่ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ

อว.เผยความสำเร็จ พัฒนา ‘เซรั่มน้ำยางพารา’ สู่ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ

อว.เผยความสำเร็จ พัฒนา ‘เซรั่มน้ำยางพารา’ สู่ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ

วันพฤหัสบดี ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคใต้และศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (TCELS) รวมทั้งภาคเอกชนได้สนับสนุนให้ศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีชีวภาพเซรั่มน้ำยางพารา (CERB) มหาวิทยาลัย สงขลานครินทร์ พัฒนานวัตกรรมการใช้เซรั่มน้ำยางพาราเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มแก่ภาคอุตสาหกรรมและการแพทย์ ซึ่งเป็นการนำเซรั่มน้ำยางพารามาผ่านกระบวนการได้เป็นสารต้านอัลไซเมอร์ มะเร็ง ป้องกันโรคกระดูกพรุนป้องกันโรคเบาหวาน โดยผลิตภัณฑ์นี้ สามารถเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์จากเดิมได้ไม่น้อยกว่า 100 เท่า สามารถเพิ่มมูลค่าราคายางพาราแก่ผู้ประกอบการได้มากขึ้น คาดว่าจะสามารถเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจแก่ภูมิภาค ได้ไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาทในปี 2570 ทั้งยังส่งผลให้เกิดนวัตกรรมและสิทธิบัตรนานาชาติเกี่ยวกับเทคโนโลยี การสกัดสารที่มีฤทธิ์ทางชีวภาพมูลค่าสูงหลายรายการ

แต่เดิมที่อุตสาหกรรมยางพารามุ่งเน้นการส่งออกในรูปวัตถุดิบต้นน้ำ ต่อมา CERB ได้ศึกษาคุณสมบัติของเซรั่มน้ำยางพาราซึ่งเป็นองค์ประกอบของน้ำยางประกอบด้วยเซรั่มน้ำยางพาราคิดเป็น 65% ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากอุตสาหกรรมผลิตยาง เพื่อพัฒนาไปสู่ผลิตภัณฑ์สุขภาพและการแพทย์ โดยเป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมเศรษฐกิจฐานชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว โดยแบ่งออกเป็น 2 เเพลตฟอร์มเทคโนโลยี ได้แก่ 1.แพลตฟอร์มการสกัดแยกส่วน(Separation-based technology) โดยการแยกสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพจากเซรั่มน้ำยางพารา และ 2.แพลตฟอร์มการย่อยด้วยเอนไซม์ (Digestion-based technology) โดยการใช้เอนไซม์เฉพาะเพื่อสกัดสารชีวภาพที่มีมูลค่าสูง เพื่อนำสารสำคัญมาประยุกต์ใช้ประโยชน์ อาทิ สารสกัด Hb-extract เพื่อใช้ในเวชสำอาง มีสารพฤกษเคมีช่วยบำรุงผิว, Hevea latex oligosaccharides (HLOs) มีคุณสมบัติเป็นพรีไบโอติกส์ คล้าย Human Milk Oligosaccharides (HMO) และช่วยต้านอัลไซเมอร์และมะเร็ง, Beta-glucan oligosaccharide (BGOs) มีฤทธิ์กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ช่วยลดริ้วรอย และต้านมะเร็ง, Quebrachitol มีศักยภาพช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน และป้องกันโรคเบาหวาน และ 5-Methylthioadenosine (MTA) มีฤทธิ์ต้านมาลาเรีย วัณโรค และมะเร็ง เป็นต้น

สำหรับแผนในอนาคต CERB ตั้งเป้าผลักดันการขึ้นทะเบียนสารชีวภาพจากเซรั่มน้ำยางพาราเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ และส่งเสริมการจัดตั้งโรงงานผลิตระดับอุตสาหกรรมตามมาตรฐาน GMP โดยคาดว่าภายในไม่กี่ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะสามารถสร้างอุตสาหกรรมใหม่ที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจากทรัพยากรยางพาราได้อย่างยั่งยืน