เปิดเวที ‘CDS สัมพันธ์ ครั้งที่ 23’ นำ ‘วิศวกรสังคม’ ร่วมพัฒนา

เปิดเวที ‘CDS สัมพันธ์ ครั้งที่ 23’  นำ ‘วิศวกรสังคม’ ร่วมพัฒนา

เปิดเวที ‘CDS สัมพันธ์ ครั้งที่ 23’ นำ ‘วิศวกรสังคม’ ร่วมพัฒนา

วันพุธ ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี (มรส.) ร่วมกับสมาคมพัฒนาชุมชนท้องถิ่น และสังคม (สพช.) และภาคีเครือข่าย จัดโครงการประชุมวิชาการเครือข่ายพัฒนาชุมชนสังคม และท้องถิ่นระดับชาติ (CDS สัมพันธ์) ครั้งที่ 23 “เครือข่ายการทำงานพัฒนาเพื่อความยั่งยืน” หวังเป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้พัฒนาศักยภาพ การพัฒนาพื้นที่ งานวิชาการสาขาพัฒนาชุมชน จากนักศึกษา อาจารย์ ทั่วประเทศ โดย ผศ.ดร.วัฒนา รัตนพรหม อธิการบดี มรส. มอบหมายให้ ผศ.ดร.เสน่ห์ บุญกำเนิด รองอธิการบดีฝ่ายบริหารและระบบอำนวยการ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย รศ.ดร.เอมอร แสนภูวา นายกสมาคมพัฒนาชุมชน ท้องถิ่นและสังคม ผศ.ธาตรี คำแหง คณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มรส. เข้าร่วมประชุม โดยได้รับเกียรติจาก ศ.ดร.สายันต์ ไพรชาญจิตร์ อดีตคณบดีคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร และอดีตอาจารย์สาขาวิชาการพัฒนาชุมชนคนแรกของประเทศไทย ปาฐกถาพิเศษ ณ หอประชุมวชิราลงกรณ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี

ผศ.ธาตรี คำแหง คณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มรส. กล่าวว่า โครงการประชุมวิชาการเครือข่ายพัฒนาชุมชน สังคม และท้องถิ่นระดับชาติ (CDS สัมพันธ์) ครั้งที่ 23 “เครือข่ายการทำงานพัฒนาเพื่อความยั่งยืน” เกิดจากพัฒนาการความร่วมมือของมหาวิทยาลัยที่มีการเรียนการสอนพัฒนาชุมชน ท้องถิ่นและสังคม ซึ่งหัวใจสำคัญของการจัดกิจกรรม CDS สัมพันธ์ คือ การเชื่อมร้อยเครือข่ายของอาจารย์-นิสิตนักศึกษาที่เรียนในสาขาวิชาพัฒนาชุมชน ท้องถิ่น สังคมและสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องให้มีการพบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ชึ่งกันและกันอันจะนำไปสู่การพัฒนากิจกรรมอันเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาการเรียนการสอน การวิจัย การบริการวิชาการแก่สังคมที่ตอบสนองต่อปัญหาและความต้องการในการพัฒนาชุมชน ท้องถิ่นและสังคมมากขึ้นท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกใหม่ที่ต้องมีการปรับตัวและความยั่งยืนในการพัฒนา

สำหรับโครงการดังกล่าว เป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพทั้งในด้านกิจกรรม การพัฒนาพื้นที่ และงานวิชาการ สําหรับนักศึกษา-อาจารย์สาขาพัฒนาชุมชน/สังคม และสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องทั่วประเทศ เสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างคณาจารย์ นิสิต และนักศึกษา สาขาวิชาพัฒนาชุมชน/สังคมและสาขาที่เกี่ยวข้องทั่วประเทศ และเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างองค์กรภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาชนที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ภายในงานมีกิจกรรมการเสวนากลุ่มย่อยร่วมให้ความรู้ มีกิจกรรมเสวนาสานสัมพันธ์เครือข่ายฯ และกิจกรรมแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมของนักศึกษาพัฒนาชุมชน ท้องถิ่นและสังคม การประกวดแข่งขันทักษะทางวิชาการ ทั้ง 4 หัวข้อ และการนำเสนอบทความวิจัย ทั้งแบบ Oral Presentation และ Poster Presentation

จับมือ MOU แลกเปลี่ยนข้อมูลเศรษฐกิจการเกษตร

จับมือ MOU แลกเปลี่ยนข้อมูลเศรษฐกิจการเกษตร

จับมือ MOU แลกเปลี่ยนข้อมูลเศรษฐกิจการเกษตร

วันพุธ ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส) จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการและการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านเศรษฐกิจการเกษตร ระหว่าง คณะวิทยาศาสตร์ คณะวิทยาการสารสนเทศ และคณะเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กับ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร โดย รศ.ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล ผู้รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ลงนามร่วมกับนายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร โดยมีคณะผู้บริหารและบุคลากรจากทั้งสองหน่วยงานร่วมเป็นสักขีพยาน ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 4 อาคารบรมราชกุมารี มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

ทั้งสองฝ่ายมีเจตนาร่วมกันในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการ เสริมสร้างความเข้มแข็งด้านการวิจัย และพัฒนาศักยภาพบุคลากรของทั้งสองหน่วยงาน โดยมุ่งเน้นไปที่ การวิเคราะห์ การวิจัย และการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ อาทิ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อยกระดับภาคเกษตรกรรมของประเทศไทยให้มีความก้าวหน้าในด้าน การผลิต การตลาด และการเชื่อมโยงเครือข่ายข้อมูล

ความร่วมมือครั้งนี้ครอบคลุมถึง การแลกเปลี่ยนข้อมูลทางวิชาการ การพัฒนานวัตกรรม และการสนับสนุนงานวิจัยร่วมกันโดยให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงและบูรณาการฐานข้อมูลด้านเศรษฐกิจการเกษตร นอกจากนี้ ยังมีแผนการจัดประชุม สัมมนา และเวิร์กช็อปทางวิชาการ เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้และขยายเครือข่ายความร่วมมือให้กว้างขวางยิ่งขึ้น

‘สมเด็จพระสังฆราช’ประทานพระคติธรรม เนื่องในวันมาฆบูชา 12 ก.พ.68

'สมเด็จพระสังฆราช'ประทานพระคติธรรม เนื่องในวันมาฆบูชา 12 ก.พ.68

‘สมเด็จพระสังฆราช’ประทานพระคติธรรม เนื่องในวันมาฆบูชา 12 ก.พ.68

วันอังคาร ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 20.23 น.

‘สมเด็จพระสังฆราช’ประทานพระคติธรรม เนื่องในวันมาฆบูชา 12 ก.พ.68

เมื่อวันที่ 11 ก.พ.2568 เพจเฟซบุ๊ก สำนักงานเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช โพสต์ข้อความระบุว่า

เนื่องในวันมาฆบูชา 12 กุมภาพันธ์ 2568 เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานพระคติธรรม ความว่า

“ดิถีมาฆบูชาได้เวียนมาบรรจบอีกคำรบหนึ่งแล้ว ดิถีเช่นนี้ชวนให้พุทธบริษัท น้อมรำลึกถึงเหตุการณ์ที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ ประทานแก่พระอรหันตสาวก 1,250 รูป ซึ่งล้วนอุปสมบทโดยวิธีเอหิภิกขุ เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น ณ ดิถีเพ็ญเดือน 3 ที่เรียกอีกอย่างว่า วันจาตุรงคสันนิบาต

วันจาตุรงคสันนิบาต อาจเตือนใจพุทธศาสนิกชน ให้น้อมรำลึกถึงโอวาทปาติโมกข์ ซึ่งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประทานวิธีการประกาศพระศาสนา อันนักเผยแผ่ และผู้สดับธรรมะ พึงน้อมนำมาเป็นวิถีทางประพฤติแห่งตน กล่าวคือ อนูปวาโท การไม่พูดร้าย 1 อนูปฆาโต การไม่ทำร้าย 1 ซึ่งทั้งสองวิธีการนี้ ล้วนประมวลอยู่ในกุศลกรรมบถทั้งสิ้น ทั้งนี้ สังคมไทยและสังคมโลกในปัจจุบัน ถูกขับเคลื่อนไปบนกระแสชี้นำ ตามกลไกการสื่อสารอันรวดเร็วฉับไว ผู้คนจำนวนมากมักพอใจในความสะดวก รวดเร็ว และง่ายดาย จนอาจมักง่าย ละเลยกระบวนการอันสุขุม รอบคอบ และชอบธรรม นำไปสู่การทำร้ายกันโดยกายทุจริต และการกล่าวร้ายกันโดยวจีทุจริต ย้อมจิตให้เสพคุ้นกับเนื้อความและรูปแบบอันก่อโทษ ประทุษร้าย หยาบกระด้าง เป็นเท็จ ส่อเสียด และเพ้อเจ้อ จนรู้สึกด้านชา หลงว่าอกุศลเป็นความดี หลงว่าความทุจริตเป็นเรื่องปรกติ ซึ่งนับเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อการพัฒนาตนตามหลักพระพุทธศาสนา ณ โอกาสนี้ จึงขอเชิญชวนให้สาธุชน จงหมั่นเตือนตนด้วยตนเอง อย่าได้ย่อหย่อนในการขัดเกลากาย วาจา และใจ ให้คุ้นชินกับความประณีต อ่อนโยน สุภาพ และสุขุม เพื่อช่วยกันเหนี่ยวรั้งสังคม ให้หนักแน่นอยู่บนหลักการไม่ทำร้าย และไม่พูดร้าย อันเป็นวิธีการรักษาและเผยแผ่พระศาสนาตามพระธรรมวินัย เพื่อให้ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีความกตัญญูกตเวที และได้พลีอุทิศตนเป็นปฏิบัติบูชา ต่อพระบรมครูผู้ประเสริฐอย่างแท้จริง

ขอพระสัทธรรมของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ดำรงคงมั่นอยู่ในโลกนี้ตลอดกาลนาน และขอสาธุชนทั้งหลาย จงถึงพร้อมด้วยความอดทนและหมั่นเพียร ในอันที่จะศึกษาและเผยแผ่พระสัทธรรมนั้น เพื่อบรรลุถึงความรุ่งเรืองสถาพรสืบไป เทอญ.”

ขอบคุณภาพ และโพสต์จากเฟซบุ๊ก : สำนักงานเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช

มช.รับทุนจากสหภาพยุโรป 8 แสนยูโรเดินหน้า ‘Carbon Neutral University’

มช.รับทุนจากสหภาพยุโรป 8 แสนยูโรเดินหน้า ‘Carbon Neutral University’

มช.รับทุนจากสหภาพยุโรป 8 แสนยูโรเดินหน้า ‘Carbon Neutral University’

วันอังคาร ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 12.56 น.

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่รับทุนจากสหภาพยุโรปกว่า 800,000 ยูโร เดินหน้าสู่ความยั่งยืนเสริมนโยบาย Carbon Neutral University มุ่งพัฒนาการเรียนรู้และทักษะด้านการจัดการขยะเป็นศูนย์ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวรองรับการศึกษาของคนทุกช่วงวัย

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมโครงการระดับนานาชาติ ทำหน้าที่เป็น Project Coordinator ร่วมกับมหาวิทยาลัยและองค์กรชั้นนำจากสหภาพยุโรปและพันธมิตรจากหลายประเทศ เป้าหมายของโครงการคือการพัฒนาหลักสูตรที่เน้นการจัดการขยะและการบริหารทรัพยากรในอุตสาหกรรมบริการและท่องเที่ยว ตามแนวคิด Zero Waste ซึ่งเน้นการลดปริมาณขยะให้น้อยที่สุดโดยการเปิดตัวโครงการ Tourism-Zero ซึ่งมีเป้าหมายหลักในการพัฒนาการเรียนรู้และทักษะด้านการจัดการขยะเป็นศูนย์ในภาคการบริการและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ต่อยอดแนวทางการเป็น Carbon Neutral University เพื่อสนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืน โครงการนี้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้รับทุนสนับสนุนจากคณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) ภายใต้โครงการ Erasmus+ CBHE ด้วยงบประมาณกว่า 800,000 ยูโร (ประมาณ 30 ล้านบาท) และมีกำหนดระยะเวลาดำเนินการ 3 ปี (ตั้งแต่ปี 2567-2569) โดยมีการจัดงาน Kick-off Meeting ไปแล้วเมื่อ 21 มกราคม 2568 ที่ผ่านมา

ในงานเปิดตัวโครงการ ได้มีการจัด การเสวนาพิเศษ หัวข้อ “The Future of Zero-Waste Tourism” จัดขึ้น ณ อ่างแก้ววิลล่า (เรือนอ่างแก้ว) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ผ่านมา โดยได้รับเกียรติจากตัวแทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และมหาวิทยาลัยมาร่วมแบ่งปันข้อมูลและมุมมองเกี่ยวกับแนวทางการจัดการขยะในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในงานได้รับเกียรติจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วรวิชญ์ จันทร์ฉาย คณบดี วิทยาลัยศิลปะ สื่อ และเทคโนโลยี และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ระวี จันทร์ส่อง คณบดีคณะมนุษยศาสตร์ รวมถึงผู้บริหารมหาวิทยาลัย ผู้อำนวยการกอง ให้เกียรติร่วมเปิดงานดังกล่าว

ภายในงานยังมีการเสวนาเรื่อง “บทบาทและมุมมองของภาครัฐ เอกชน และภาคการศึกษา ต่อแนวปฏิบัติด้านการจัดการขยะเป็นศูนย์ในภาคบริการท่องเที่ยวและบริการในประเทศไทย” โดยมี วิทยากรผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย คุณจิรกร สุวงศ์ – เลขาธิการสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ คุณเสกสันต์ สุทธะ – นายกสมาคมไทยล้านนาสปาและผู้บริหารฟ้าล้านนา ผศ.ดร.ยุทธศักดิ์ ฉัตรแก้วภานนท์ – หัวหน้าภาควิชาการท่องเที่ยว คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

นอกจากนี้ ยังมีการบรรยายพิเศษในหัวข้อ “มหาวิทยาลัยเชียงใหม่กับบทบาทการยกระดับทักษะของคนทุกช่วงวัยผ่านวิทยาลัยการศึกษาตลอดชีวิต” โดย รศ.ดร.ปรารถนา ใจผ่อง ผู้อำนวยการวิทยาลัยการศึกษาตลอดชีวิต มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งมุ่งเน้นการพัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้ตลอดชีวิต  โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลลัพธ์ของโครงการนี้จะช่วยในการสนับสนุนบุคลากรในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวให้สามารถปรับตัวเข้ากับแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนได้ผ่านแพลตฟอร์มของวิทยาลัยการศึกษาตลอดชีวิตได้รองรับการพัฒนาทักษะสามารถ Up-Skill และ Reskill ของผู้เรียนได้

ทั้งนี้ความสำเร็จของโครงการดังกล่าวมีคณะทำงาน ประกอบด้วย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ยุทธศักดิ์ ฉัตรแก้วนภานนท์ หัวหน้าภาควิชาท่องเที่ยวในฐานะ Project Manager, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ภัทรพร คูวุฒยากร Project Manager, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อรวิชย์ ถิ่นนุกูล ในฐานะ Project Coordinator, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. อุไรวรรณ หาญวงค์, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. พฤกษ์ อักกะรังสี, รองศาสตราจารย์ ดร.ปรารถนา ใจผ่อง, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อัจฉรา คำอักษร, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เฉลิมพล คงจิตต์, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นภาพร รีวีระกุล, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ภคินี อริยะ และ นางสาวธิตินัดดา จินาจันทร์ ในฐานะผู้ดำเนินโครงการ

โครงการ Tourism-Zero เป็นอีกก้าวสำคัญของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในการส่งเสริมความเป็นผู้นำด้านความยั่งยืน มหาวิทยาลัยมีเป้าหมายในการเป็นมหาวิทยาลัยที่เป็นกลางทางคาร์บอน และสนับสนุนให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวในประเทศไทยปรับตัวตามมาตรฐานการจัดการขยะที่ยั่งยืน ด้วยแนวทางนี้ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ไม่เพียงแต่สร้างหลักสูตรการเรียนการสอนที่ทันสมัย แต่ยังช่วยส่งเสริมบุคลากรและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวให้ก้าวสู่อนาคตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายการพัฒนามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในระยะที่ 13 เป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำ ที่รับผิดชอบต่อสังคมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนด้วยนวัตกรรม

– 026

‘ศุภมาส’ลั่นมหากาพย์รังสิตยังไม่จบ ยันติดตามเรื่องมาเฟียในมหาวิทยาลัยใกล้ชิด

'ศุภมาส'ลั่นมหากาพย์รังสิตยังไม่จบ ยันติดตามเรื่องมาเฟียในมหาวิทยาลัยใกล้ชิด

‘ศุภมาส’ลั่นมหากาพย์รังสิตยังไม่จบ ยันติดตามเรื่องมาเฟียในมหาวิทยาลัยใกล้ชิด

วันอังคาร ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 11.47 น.

“ศุภมาส” ชม ม.กรุงเทพ จัดการปัญหาเร็ว ปมแก๊ง LGBT+ สาดน้ำซุป  ลั่น มหากาพย์รังสิตยังไม่จบยัน ติดตามเรื่องมาเฟียในมหาวิทยาลัยใกล้ชิด

เมื่อเวลา 09.50 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นางสาวศุภมาส อิสรภักดี รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวถึงกรณีนักศึกษามหาวิทยาลัยกรุงเทพสาดน้ำซุปทำร้ายร่างกายนักศึกษารุ่นน้อง ว่า ตั้งแต่ทราบเรื่องทางกระทรวงได้มีการประสานกับมหาวิทยาลัยมาโดยตลอด ซึ่งมหาวิทยาลัยได้เร่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงตามระเบียบของมหาวิทยาลัย จนกระทั่งมีการให้พ้นสภาพการเป็นนักศึกษา ขณะที่ผู้กระทำผิดก็ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมดำเนินคดี และขณะนี้มหาวิทยาลัยยังทำการสอบสวนเพิ่มเติมว่ามีผู้กระทำผิดอีกหรือไม่และพบว่ามีผู้เสียหายที่ออกมาให้ข้อมูลเรื่อยๆ

“มหากาพย์ทุ่งรังสิตยังไม่จบ ยังคงมีการสอบสวนนักศึกษาคนอื่นๆที่อาจเข้าข่ายกระทำความผิด จนต้องพ้นสภาพการเป็นนิสิตนักศึกษาอีก”

นางสาวศุภมาส กล่าวว่า ยืนยันว่าทั้งทางกระทรวง มหาวิทยาลัย และตำรวจได้มีการทำงานสอดประสาน โดยมี “กัน จอมพลัง” เป็นคนกลางที่ช่วยทำให้เหตุการณ์คลี่คลายไปในทางที่ดีไม่เกิดความรุนแรงใดๆ แล้วในช่วงบ่ายจะมีกลุ่มผู้เสียหายอีกกลุ่มหนึ่งเข้ามาร้องที่กระทรวงเพิ่มเติม ย้ำว่ากระทรวง อว. ได้ติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด เพราะในบางกรณีหากไม่มีการเข้าไปกำกับดูแล มหาวิทยาลัยอาจจะมีความล่าช้าในการดำเนินการ แต่กรณีนี้ขอชื่นชมมหาวิทยาลัยกรุงเทพที่แก้ปัญหาอย่างรวดเร็วและมีความชัดเจนในการช่วยกันแก้ปัญหา ขณะเดียวกัน ทางกระทรวงมีการดำเนินการอย่างเข้มข้นมาโดยตลอ โดยเฉพาะเรื่องการจัดการมาเฟียในมหาวิทยาลัย ซึ่งยึดตามระเบียบอยู่แล้ว เพราะกระทรวงมีนโยบายว่าสถานศึกษาต้องเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยที่สุด เพราะเด็กนักเรียนนักศึกษาอยู่สถานที่เรียนมากกว่าอยู่บ้าน กรณีนี้เชื่อว่าน่าจะเป็นบทเรียนว่า หากเกิดกรณีอะไรขึ้น ผู้เสียหายจะกล้าออกมาเปิดเผยและร้องเรียนมากขึ้น เพราะที่ผ่านมาไม่เคยมีใครออกมาเปิดเผยเรื่องพวกนี้ทั้งที่เคยมีเรื่องเหล่านี้มาหลายครั้ง ในส่วนของมหาวิทยาลัยก็ต้องดำเนินการตามระเบียบหนักสุดคือ ให้พ้นสภาพการเป็นนักศึกษา หากมหาวิทยาลัยไหนพบแล้วไม่ดำเนินการทางกระทรวงต้องดำเนินการกับมหาวิทยาลัยขั้นเด็ดขาดตาม พ.ร.บ. อุดมศึกษาเช่นเดียวกัน 

วว.พัฒนาผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ‘ลดไขมันในเลือด’ จากสารสกัดเห็ดนางฟ้าขาว

วว.พัฒนาผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ‘ลดไขมันในเลือด’ จากสารสกัดเห็ดนางฟ้าขาว

วว.พัฒนาผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ‘ลดไขมันในเลือด’ จากสารสกัดเห็ดนางฟ้าขาว

วันอังคาร ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพร สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ร่วมสนับสนุนส่งเสริมการเลือกบริโภคผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติ โดยการใช้ประโยชน์จาก “สารสกัดเห็ดนางฟ้าขาว” ซึ่งมีคุณสมบัติในการลดระดับไขมันในเลือด สู่การพัฒนาเป็น “ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร” เพื่อสร้างทางเลือกให้กับผู้บริโภคในการใช้ร่วมกับการรักษาด้วยยาแผนปัจจุบัน นับเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจของประเทศ ในการพัฒนาการผลิตและการส่งออกผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพจากเห็ดด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม

“เห็ดนางฟ้าขาว” มีชื่อวิทยาศาสตร์ Pleurotus sajor-caju (Fr.) Singer และมีชื่อสามัญว่า เห็ดนางฟ้ามีสาระสำคัญ อาทิ สารในกลุ่มโพลีแซคคาไรด์ คือ กลูแคนไกลโคโปรตีน สารในกลุ่มสเตอรอล สารในกลุ่มโปรตีน และไขมัน ซึ่งสารเหล่านี้มีฤทธิ์ในการยับยั้งการเกิดเนื้องอก ยับยั้งแบคทีเรีย ยับยั้งการเกิดโรคเบาหวาน ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์ และต้านอนุมูลอิสระ การสร้างเซลล์ไขมันในเซลล์ไขมันขนิด 3T3-L1 รวมถึงสามารถลดระดับคอเลสเตอรอล และไตรกลีเซอไรด์ในโลหิต

จากความหลากหลายของสรรพคุณดังกล่าว ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพร วว. ได้ทำการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับฤทธิ์ในการลดระดับไขมันในโลหิตทั้งในระดับหลอดทดลองและสัตว์ทดลอง จากนั้น จึงได้พัฒนาสูตรเป็น “ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อลดระดับไขมันในเลือดจากสารสกัดเห็ดนางฟ้าขาว” ซึ่งผลิตภัณฑ์ดังกล่าวผ่านการประเมินความปลอดภัยเบื้องต้นทั้งในหลอดทดลองและสัตว์ทดลอง รวมทั้งการปนเปื้อนของโลหะหนักและจุลินทรีย์ และได้ดำเนินการยื่นจดสิทธิบัตรสูตรและกรรมวิธีการสกัดสารออกฤทธิ์จากเห็ดนางฟ้าและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ซึ่งพร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตสู่เชิงพาณิชย์ต่อไป

ผลสำเร็จในการวิจัยพัฒนา ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อลดระดับไขมันในเลือดจากสารสกัดเห็ดนางฟ้าของ วว. ในครั้งนี้ จะทำให้เกิดผลตอบแทนสุทธิทางเศรษฐกิจของกลุ่มผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและอาหารให้มีมูลค่าสูงขึ้น รวมทั้งสร้างความนิยมในการนำเห็ดนางฟ้ามาใช้ประโยชน์เพื่อเสริมสร้างสุขภาพมากขึ้น

สพฐ.ผนึกเอกชน ปั้น ‘โรงเรียนร่วมพัฒนา’ ยกระดับคุณภาพการศึกษาเต็มพื้นที่

สพฐ.ผนึกเอกชน ปั้น ‘โรงเรียนร่วมพัฒนา’ ยกระดับคุณภาพการศึกษาเต็มพื้นที่

สพฐ.ผนึกเอกชน ปั้น ‘โรงเรียนร่วมพัฒนา’ ยกระดับคุณภาพการศึกษาเต็มพื้นที่

วันอังคาร ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ว่าที่ ร.ต.ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) พร้อมด้วย นายภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. ร่วมพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือ โครงการ “โรงเรียนร่วมพัฒนา” (Partnership School Project) ระหว่าง สถานศึกษาในจังหวัดบุรีรัมย์ กับ บริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) โดยมี พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานในพิธี ร่วมด้วย นายโสภณ ราชรักษา รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จํากัด (มหาชน) ผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษาพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ และคณะทำงานบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จํากัด (มหาชน) โดยพิธีจัดขึ้น ณ โรงเรียนบุรีรัมย์พิทยาคม จ.บุรีรัมย์

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ กล่าวว่า การลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือ ครั้งนี้ ภาคเอกชน คือ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ได้ลงนามกับ สถานศึกษาในจังหวัดบุรีรัมย์ จำนวน 46 แห่ง ซึ่งเป็น สถานศึกษาสังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบุรีรัมย์ จำนวน 23 แห่ง และสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา บุรีรัมย์ เขต 1-4 จำนวน 23 แห่ง เป็นการสร้างความร่วมมือระดับพื้นที่

“ในนามของโรงเรียนร่วมพัฒนา สพฐ. ต้องขอขอบคุณหน่วยงานภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ซึ่งกรณีจังหวัดบุรีรัมย์นี้ ได้รับการสนับสนุนจากบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ส่งบุคลากรร่วมลงพื้นที่ เยี่ยมโรงเรียน รับฟังข้อคิดเห็นการพัฒนาจากโรงเรียนร่วมพัฒนา จังหวัดบุรีรัมย์ ทั้ง 46 แห่ง จุดเริ่มต้นของความร่วมมือในวันนี้ จะนำไปสู่การสร้างการเรียนรู้ที่งดงามให้แก่เด็กและเยาวชนชาวบุรีรัมย์อันเกิดจากการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน และจะเป็นต้นแบบของการประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อการยกระดับคุณภาพการศึกษา ให้แก่จังหวัดอื่นๆทั่วประเทศต่อไป” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

สอศ.เดินหน้าสร้างองค์กรโปร่งใสต่อต้านการทุจริต

สอศ.เดินหน้าสร้างองค์กรโปร่งใสต่อต้านการทุจริต

สอศ.เดินหน้าสร้างองค์กรโปร่งใสต่อต้านการทุจริต

วันอังคาร ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) นำทีมสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ประกาศเจตนารมณ์การต่อต้านการทุจริต ภายใต้แนวคิด “สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ไม่ทน ไม่เฉย ต่อการทุจริต (OVEC Together Against Corruption)” ประจำปีงบประมาณ 2568พร้อมด้วย นายวิทวัส ปัญจมะวัต นายสง่า แต่เชื้อสาย รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ผู้บริหาร บุคลากรในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา หน่วยงานส่วนกลาง สำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัด สถาบันการอาชีวศึกษา ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีวศึกษาภาค และสถานศึกษาอาชีวศึกษาทุกแห่ง ภายในการประชุมผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ครั้งที่ 1 / 2568 ณ ห้องประชุม 5 ชั้น 1 สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการ กอศ. กล่าวว่า สอศ.ขานรับนโยบาย ต้านทุจริต วางรากฐานภาครัฐที่โปร่งใส ตามที่รัฐบาลได้กำหนดให้ “การแก้ไขปัญหาการทุจริต” เป็น “วาระแห่งชาติ” เดินหน้า No Gift Policy ปรับปรุงกฎหมายและระบบการทำงานของภาครัฐ เพื่อขจัดค่านิยมอุปถัมภ์ ลดผลประโยชน์ทับซ้อน และดำเนินคดีทั้งในด้านวินัยและอาญาอย่างจริงจัง สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนผ่านระบบการทำงานภาครัฐที่มีคุณธรรมและความโปร่งใส ซึ่งเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนให้เป็นที่ยอมรับระดับสากล

ทั้งนี้ กิจกรรมประกาศเจตนารมณ์การต่อต้านการทุจริต เป็นการแสดงพลังร่วมของ สอศ. ในการขับเคลื่อนวัฒนธรรมองค์กรที่โปร่งใส ต้านการทุจริตอย่างจริงจัง และมีธรรมาภิบาล โดยยึดหลัก 3 ป ได้แก่ ปลูกฝัง ป้องกัน และปราบปราม ส่งเสริมบุคลากรให้ตระหนักปลุกจิตสำนึกถึงการต่อต้านการทุจริตและคอร์รัปชั่นในทุกรูปแบบ โดย สอศ. ร่วมกันประกาศเจตนารมณ์ “จะยึดมั่นในสถาบันหลักอันได้แก่ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ จะเป็นคนดีมีคุณธรรมประพฤติปฏิบัติตนในสัมมาอาชีพด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต เป็นหลักสำคัญมั่นคง ดำรงตนอยู่ด้วยความมีเกียรติและศักดิ์ศรี ความเป็นมนุษย์กล้ายืนหยัดในสิ่งที่ถูกต้อง ปฏิบัติงานราชการอย่างถูกต้อง ชอบธรรม ไม่ทนต่อการทุจริตทุกรูปแบบ และไม่ใช้ตำแหน่งหน้าที่หาประโยชน์บนความทุกข์ยากของประชาชนและปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถตามค่านิยมในการบริหารงานอันได้แก่ ซื่อสัตย์ สามัคคี มีความรับผิดชอบ ตรวจสอบได้ โปร่งใส มุ่งผลสัมฤทธิ์ของงาน กล้าหาญในสิ่งที่ถูกต้องรวมถึงปฏิบัติตนตามมาตรฐานทางจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ข้าพเจ้าขอถวายสัจวาจาว่า จะประพฤติตนตามรอยพระยุคลบาท สืบสาน พระราชปณิธาน รักษา ต่อยอดศาสตร์ของพระราชาผู้ทรงธรรม ดำเนินชีวิต ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้วยความเพียรอันบริสุทธิ์ยืนเคียงข้างสุจริตชน เพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ของราชอาณาจักรไทยสืบไป”

“คำประกาศนี้ คือความสำคัญของ สอศ. บุคลากรทุกระดับในสังกัดทุกคน ต้องปฏิบัติตามกฎ ระเบียบอย่างเคร่งครัด ปฏิเสธการรับของขวัญ ของกำนัล หรือผลประโยชน์อื่นใดที่อาจตีมูลค่าเป็นเงินได้ ทั้งก่อน ระหว่าง และหลังการปฏิบัติหน้าที่ยกเว้นกรณีที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ซึ่ง สอศ. โดยกลุ่มงานจริยธรรม ดำเนินการส่งเสริมจริยธรรม คุณธรรม และวินัยข้าราชการ ยกระดับธรรมาภิบาล ป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบ อีกทั้งยังบูรณาการกับหน่วยงานทั้งภายในและภายนอก เพื่อสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่โปร่งใส และเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน” เลขาธิการ กอศ. กล่าวทิ้งท้าย

‘ZIRCON’ ผลงานนวัตกรรมอวกาศชิ้นเอกของ GISTDA รับรางวัลพระราชทาน จากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ

‘ZIRCON’ ผลงานนวัตกรรมอวกาศชิ้นเอกของ GISTDA รับรางวัลพระราชทาน จากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ

‘ZIRCON’ ผลงานนวัตกรรมอวกาศชิ้นเอกของ GISTDA รับรางวัลพระราชทาน จากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ

วันอังคาร ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA เข้ารับพระราชทานรางวัลการวิจัยแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ 2568 จากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี “รางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้น ระดับดี” ด้วยผลงาน “ระบบการจัดการจราจรอวกาศ หรือ ZIRCON (เซอร์คอน)” ซึ่งออกแบบและพัฒนาโดยทีมนักวิจัยเทคโนโลยีอวกาศของ GISTDA ประกอบด้วย ดร.สิทธิพร ชาญนำสิน ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเทคโนโลยีอวกาศ, ดร.สุวัฒน์ ศรีเสวต หัวหน้าห้องปฏิบัติการกลศาสตร์วงโคจร (AstroLab) นายกีรติ พุทธสุวรรณ นักพัฒนานวัตกรรม และนายพศวีร์ เสียงเย็น นักพัฒนานวัตกรรม

ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการ GISTDA กล่าวว่า ระบบการจัดการจราจรอวกาศเพื่อติดตามและแจ้งเตือนการชน เพื่อลดและหลีกเลี่ยงความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นกับดาวเทียมเป็นระบบที่มีความสำคัญมาก ทีมนักวิจัยด้านเทคโนโลยีอวกาศของ GISTDA จึงพัฒนาระบบการจัดการจราจรอวกาศที่เรียกว่า ZIRCON เพื่อให้สามารถบริหารจัดการอวกาศได้ด้วยตนเองอย่างมีประสิทธิภาพ ลดค่าใช้จ่ายในการขอใช้บริการจากต่างประเทศ และส่งเสริมให้เกิดการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศภายในประเทศตามนโยบาย National Roadmap ของการวิจัยขั้นแนวหน้าระบบโลกและอวกาศ หรือ Earth Space System Frontier Research : ESS เพื่อยกระดับขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีอวกาศของประเทศ

ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา GISTDA ประสบความสำเร็จจากการใช้งานระบบการจัดการจราจรอวกาศ หรือ ZIRCON โดยสามารถแจ้งเตือนการพุ่งชนของวัตถุอวกาศกับดาวเทียมไทยโชตตามที่ CSpOC แจ้งเตือน ให้ทราบล่วงหน้าได้ถึง 7 วัน และช่วยวิเคราะห์การเปลี่ยนวงโคจรได้อย่างดี ทำให้ประหยัดเชื้อเพลิง และ ลดความเสี่ยงได้อย่างมีนัยสำคัญ การติดตามการประเมินสถานการณ์และคาดการณ์จุดตกของสถานีอวกาศเทียนกง-1 กลับสู่โลก การแจ้งเตือนชิ้นส่วนจรวดลองมาร์ช 5บี ตกสู่พื้นโลก หรือการแจ้งเตือนชิ้นส่วนจรวดลองมาร์ช 5บี วาย4 ตกสู่พื้นโลก เป็นต้น

ผู้อำนวยการ GISTDA กล่าวอีกว่า ในอดีตที่ผ่านมา GISTDA เคยใช้บริการข้อมูลจากหน่วยงาน Combined Space Operations Center (CSpOC) ของสหรัฐอเมริกา ในการแจ้งเตือนและวิเคราะห์โอกาสความเป็นไปได้ของการพุ่งชนโดย CSpOC จะส่งการแจ้งเตือนล่วงหน้าให้ GISTDA ก่อนล่วงหน้า 3 วัน เพื่อให้ผู้ปฏิบัติการดาวเทียมสามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงที อย่างไรก็ดีการใช้บริการข้อมูลจากหน่วยงานต่างประเทศก็มีข้อจำกัดและมีความเสี่ยงในการที่ผู้ให้บริการไม่สามารถติดต่อได้ แจ้งล่าช้า หรือระงับการให้บริการ ซึ่งจะส่งผลต่อการติดตามการจราจรการชนของดาวเทียมไทยทุกดวง

โฆษก ศธ.ห่วงพฤติกรรมเลียนแบบ ย้ำจุดยืนไม่สนับสนุนความรุนแรง

โฆษก ศธ.ห่วงพฤติกรรมเลียนแบบ ย้ำจุดยืนไม่สนับสนุนความรุนแรง

โฆษก ศธ.ห่วงพฤติกรรมเลียนแบบ ย้ำจุดยืนไม่สนับสนุนความรุนแรง

วันจันทร์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 20.24 น.

โฆษก ศธ.ห่วงพฤติกรรมเลียนแบบ ย้ำจุดยืนไม่สนับสนุนความรุนแรง แนะการเคารพสิทธิในรั้วโรงเรียน

เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ เผยความห่วงใยของ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จากกรณีข่าวรุ่นพี่สาดน้ำซุปใส่รุ่นน้อง ผู้เรียนอาจได้รับอิทธิพลจากกระแสสังคมหรือสื่อออนไลน์ กลายเป็นค่านิยมละเมิดสิทธิผู้อื่นจนเกิดความรุนแรงตามมา

โฆษก ศธ.กล่าวว่า จากกรณีดังกล่าวแม้ไม่ได้เป็นเหตุการณ์ความรุนแรงจากผู้เรียนหรือบุคลากรในสังกัด ศธ.แต่ก็สร้างความสะเทือนใจให้กับครูและผู้ปกครองที่ดูแลเด็กและเยาวชนวัยเรียนเป็นอย่างมาก พฤติกรรมนี้นอกจากจะเข้าข่ายอาชญากรรมแล้ว ยังสะท้อนถึงปัญหาการใช้ความรุนแรงจากการไม่ยอมรับความแตกต่างอัตลักษณ์ของแต่ละบุคคล ซึ่งเป็นประเด็นที่ ศธ.ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

กระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญกับนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” ที่ต้องการให้ผู้เรียนของเราเรียนรู้และอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข เคารพสิทธิและเสรีภาพท่ามกลางความหลากหลายในรั้วโรงเรียน จึงอยากให้คำนึงถึงความรู้สึกของผู้อื่นและไม่ควรมีพฤติกรรมที่รุนแรง ปัญหาความขัดแย้งที่ถูกเพิกเฉยจนเข้าใจว่าเป็ฯเรื่องปกติ อาจจะนำไปสู่การใช้กำลัง หากไม่มีการปลูกฝังแนวคิดเรื่องการเคารพสิทธิและเสรีภาพของกันและกันอย่างถูกต้อง

นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า ฝากครูและผู้ปกครองช่วยกันแนะนำพฤติกรรมที่เหมาะสมแก่ผู้เรียน รวมถึงการใช้โซเชียลมีเดียอย่างระมัดระวังโดยเฉพาะการเสพสื่อที่มีเนื้อหารุนแรงอาจเกิดเป็นพฤติกรรมเลียนแบบ รวมถึงการโพสต์หรือแชร์เนื้อหาที่กระทบต่อความรู้สึกผู้อื่นทั้งทางร่างกายและจิตใจ ให้ตระหนักถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการกระทำทุกครั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาตามมาในอนาคต

ขอยืนยันจุดยืนว่า กระทรวงศึกษาธิการไม่สนับสนุนความรุนแรงทุกรูปแบบ และจะสร้างพื้นที่ปลอดภัยในสถานศึกษา ส่งเสริมการอยู่ร่วมกันอย่างเคารพซึ่งกันและกัน หากเราปลูกฝังแนวคิดที่ถูกต้องตั้งแต่วันนี้ จะช่วยกระตุ้นให้เกิดวัฒนธรรมแก้ไขปัญหาด้วยเหตุผลแทนการใช้กำลัง ทำให้สังคมการศึกษาก้าวไปสู่อนาคตที่ปราศจากความรุนแรง และเต็มไปด้วยความเข้าใจระหว่างกันอย่างแท้จริง

“ยุคนี้ต้องให้ความสำคัญกับการปลูกฝังค่านิยมที่ถูกต้องให้กับเยาวชนไทย ให้เข้าใจและรักในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ซึ่งกันและกัน อย่าให้ความรุนแรงถูกมองว่าเป็นเรื่องปกติจนกลายเป็นบรรทัดฐานลุกลามสู่การใช้กำลัง ต้องการป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นในสังคมการศึกษาอีกต่อไป” โฆษก ศธ.กล่าว