คนแรก! นักบินพลเรือนหญิง บรรจุเข้าสังกัด’กรมแผนที่ทหาร’

คนแรก! นักบินพลเรือนหญิง บรรจุเข้าสังกัด'กรมแผนที่ทหาร'

คนแรก! นักบินพลเรือนหญิง บรรจุเข้าสังกัด’กรมแผนที่ทหาร’

วันเสาร์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 11.56 น.

กองบัญชาการกองทัพไทย มุ่งสร้างนักบินคุณภาพ เสริมขีดความสามารถทางอากาศ เพื่อประโยชน์สูงสุดของชาติ

กองบัญชาการกองทัพไทย โดยกรมแผนที่ทหาร มุ่งมั่นเสริมสร้างศักยภาพด้านการบินของกองทัพ ด้วยการบรรจุบุคคลพลเรือนที่สำเร็จการศึกษาด้านการบินและผ่านการรับรองจากสำนักงานการบินพลเรือนฯ เข้ารับราชการในตำแหน่งนักบินสังกัด กองบินภาพถ่ายทางอากาศ กรมแผนที่ทหาร จำนวน 2 นาย

สำหรับนักบินใหม่ที่ได้รับการบรรจุในครั้งนี้ ได้แก่

1.ร้อยตรี ยศนันท์ เอมะสุวรรณ อายุ 26 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านวิศวกรรมศาสตร์ จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และสำเร็จการศึกษาด้านการบินจาก Asia Aviation Academy (AAA/AAT) จังหวัดชุมพร

2.นางสาว นันทิชา สุภาชัย อายุ 29 ปี (นักบินหญิงคนแรกของ บก.ทท.) จบการศึกษาปริญญาตรีด้านสถาปัตยกรรม จากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ และสำเร็จการศึกษาด้านการบินจากบางกอกแอร์ เอวิเอชั่น เทรนนิ่ง เซ็นเตอร์ จังหวัดสุโขทัย

โดยนักบินทั้งสองนายมีคุณวุฒิทางด้านการบินระดับสูง พร้อมใบอนุญาตนักบินพาณิชย์ (CPL) และหลักสูตรเฉพาะทางที่จำเป็นสำหรับการปฏิบัติภารกิจในกองทัพ เพื่อเสริมทักษะยุทธวิธี สู่ภารกิจเพื่อชาติ

ซึ่งนักบินทั้งสองนายจะเข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรการฝึกบินทางยุทธวิธีเครื่องบินปีกติดลำตัว โดยใช้ระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 9 ธันวาคม 2567 – 28 กุมภาพันธ์ 2568 มีเนื้อหาการฝึกฯ ครอบคลุมทั้งภาควิชาการ ภาคอากาศ และการฝึกการดำรงชีพในป่า เพื่อเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจด้านการบินอย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ กองบัญชาการกองทัพไทย มุ่งมั่นในการพัฒนากำลังพลคุณภาพ ด้วยการบรรจุนักบินพลเรือนเข้ารับราชการเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางในการพัฒนาบุคลากรทางการบินของกองทัพไทย โดยมุ่งมั่นคัดสรรและพัฒนาบุคลากรที่มีศักยภาพสูง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางอากาศ สนับสนุนภารกิจด้านความมั่นคง พร้อมดำรงความช่วยเหลือแก่ประชาชน เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติต่อไป
 

เปิดตัว ‘Event Think Tank’ แพลตฟอร์ม Community ออนไลน์แห่งใหม่

เปิดตัว 'Event Think Tank' แพลตฟอร์ม Community ออนไลน์แห่งใหม่

เปิดตัว ‘Event Think Tank’ แพลตฟอร์ม Community ออนไลน์แห่งใหม่

วันเสาร์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 08.00 น.

เปิดตัว “Event Think Tank” แพลตฟอร์ม Community ออนไลน์แห่งใหม่ ผลักดันไทยสู่การเป็น Festival Country พร้อมสร้าง Soft Power 

นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ประธานคณะกรรมการพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ ได้เปิดตัว “Event Think Tank” แพลตฟอร์ม Community ออนไลน์ใหม่ล่าสุด ที่มุ่งพัฒนาบุคลากรและสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) สำหรับอุตสาหกรรมเทศกาลไทย พร้อมผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น Festival Country ระดับโลก และสร้างเศรษฐกิจเทศกาล (Festival Economy) ที่แข็งแกร่ง โดยคาดการณ์ว่าภายในปี 2570 อุตสาหกรรมซอฟต์พาวเวอร์ในภาพรวม จะสร้างเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจทุกภาคส่วนได้ประมาณ 10 ล้านล้านบาท ด้วยผู้ที่ผ่านการ Upskill ด้านซอฟต์พาวเวอร์กว่า 20 ล้านคน

“Event Think Tank” เป็นกลไกสำคัญที่ช่วยขยายผลนโยบาย OFOS (One Family One Soft Power)  ที่มุ่งเน้นการพัฒนาคนให้เป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยมุ่งเสริมสร้างความสามารถของบุคลากรในทุกครัวเรือน ไปสู่การปฏิบัติจริง  ผ่านการ Upskill และ Reskill บุคลากรในอุตสาหกรรมเทศกาลและไมซ์ เพื่อพัฒนาทักษะและความรู้ที่ทันสมัย รองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมในระดับสากล และวางรากฐานของระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่สมบูรณ์ โดยมีการจัดทำฐานข้อมูลผู้จัดงานเทศกาล ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง และเครือข่ายมืออาชีพอิสระ (Freelancer) พร้อมทั้งสร้าง Online Community สำหรับการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์เพื่อสนับสนุนการพัฒนางานเทศกาลไทยให้สามารถแข่งขันในระดับโลก ซึ่งจะเป็นการยกระดับอุตสาหกรรมเทศกาลไทยให้เป็น Soft Power ที่ทรงพลังในระดับโลก สร้างเศรษฐกิจที่ยั่งยืน กระจายรายได้สู่ชุมชน และสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้กับประเทศไทยในสายตาของประชาคมโลก 

นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี กล่าวเพิ่มเติมว่า “งานเทศกาลไทย ถือเป็น Soft Power ที่ทรงพลัง เป็นเครื่องมือสำคัญที่ไม่เพียงแค่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ แต่ยังเผยแพร่วัฒนธรรม วิถึชีวิต และศิลปะของไทยสู่สายตาชาวโลก นอกจากนี้ เศรษฐกิจเทศกาล หรือ Festival Economy คือ กลไกช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชน และสร้าง National Branding ที่แข็งแกร่งให้กับประเทศไทย โดยโครงการ Event Think Tank นี้จะช่วยผลักดัน Soft Power ไทยในหลากหลายมิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านงานเทศกาล ผ่านการสร้างทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property : IP)  จากงานเทศกาลที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เช่น เทศกาลสงกรานต์ และงานดอกไม้เชียงใหม่ ซึ่งสามารถพัฒนาต่อยอดเป็นสินค้าส่งออกทางวัฒนธรรมที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน และเพิ่มความได้เปรียบของไทยในตลาดโลกได้”

นายยุทธศักดิ์ สุภสร ประธานกรรมการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย อนุกรรมการขับเคลื่อนอุตสาหรรมด้านเฟสติวัล ซอฟต์พาวเวอร์ด้านเทศกาล กล่าวเสริมว่า คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้านเฟสติวัล    ดำเนินงานภายใต้วิสัยทัศน์ “Thailand as  The World’s BEST Festival Country” สร้างต้นแบบการทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ  สมาคมต่างๆ และภาคเอกชนเพื่อสร้าง ECOSYSTEM ในการผลักดันงานเทศกาลของไทยสู่เวทีโลก  สร้างหลักสูตรยกระดับความเป็นมืออาชีพให้บุคคลากรในอุตสาหกรรมผู้จัดงานเทศกาล ให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายอันดับหนึ่งในใจของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ  

“Soft Power ด้านงานเทศกาลมีศักยภาพมหาศาลในการสร้างผลกระทบเชิงบวกทางเศรษฐกิจและสังคม   ครอบคลุมตั้งแต่การดึงดูดนักท่องเที่ยว  การสร้างโอกาสการจ้างงานไปจนถึงการกระจายรายได้ไปสู่ชุมชน 77 จังหวัดทั่วประเทศ Event Think Tank จะเป็นศูนย์กลางในการสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่ครบวงจรสำหรับอุตสาหกรรมเทศกาล โดยมีแนวทางสำคัญ เช่น การพัฒนาฐานข้อมูลผู้จัดงาน  สร้างเครือข่ายมืออาชีพอิสระ (Freelancer) ไปจนถึงการเปิดพื้นที่สำหรับแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ Online Community นอกจากนี้ยังเน้นการผสมผสานความคิดสร้างสรรค์และโมเดลธุรกิจที่ยั่งยืน เพื่อสนับสนุนเทศกาลไทยให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งหมดนี้จะช่วยส่งเสริมให้เทศกาลไทยมีความโดดเด่นมากขึ้น ชนะใจคนทั่วโลก ตลอดจนสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ๆ อาทิ การดึงดูดผู้ประกอบการต่างชาติให้ซื้อลิขสิทธิ์เทศกาลไทยไปจัดที่ประเทศของตน โดยภาคเอกชนพร้อมสนับสนุน และร่วมมือกับทีเส็บอย่างเต็มที่ เพื่อให้เทศกาลไทยเป็นที่กล่าวขวัญถึงทั่วโลก”

คุณจิรุตถ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) ในฐานะที่ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ดำเนินโครงการ Upskill บุคลากรเพื่อสนับสนุนการสร้างสรรค์เทศกาลที่เชิดชู Soft Power ไทยในสาขาเฟสติวัล เน้นย้ำถึงบทบาทสำคัญของงานเทศกาลในฐานะตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจว่า “ประเทศไทยเริ่มต้นเดินหน้าสู่การเป็น Festival Destination มาตั้งแต่ปี 2562 โดยทีเส็บได้ริเริ่มแนวคิด Festival Economy เพื่อสร้างเศรษฐกิจเมืองด้วยงานเทศกาลและอีเวนต์ของไทย เราเชื่อว่าบุคลากรคือหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อน Soft Power การพัฒนางานเทศกาลให้ได้มาตรฐานระดับโลก การ Upskill และ Reskill   ผ่าน Event Think Tank จะช่วยเสริมทักษะและความรู้ที่ทันสมัยให้กับผู้จัดงานและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรม กิจกรรมของโครงการครอบคลุมการอบรมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ที่เจาะลึกการออกแบบงานเทศกาล การสัมมนา (Seminar) เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างมืออาชีพ และกิจกรรม Networking เพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายผู้ประกอบการและเครือข่ายในอุตสาหกรรมเทศกาลทั้งในและต่างประเทศ ทั้งนี้ทีเส็บตั้งเป้าหมายที่จะพัฒนาผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับเทศกาลและอีเวนต์ รวมถึงเครือข่ายมืออาชีพอิสระ (Freelancer) รวมกว่า 450 ราย ทีเส็บพร้อมเป็นพันธมิตรหลักในการผลักดัน Creative Economy ของประเทศไทย และเรามั่นใจว่า “Event Think Tank” จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างระบบนิเวศที่สมบูรณ์ รองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน” 

ติดตามข่าวสาร และ กิจกรรม ของ Event Think Tank ได้ที่:  https://www.facebook.com/EventThinkTankhttps://www.facebook.com/EventThinkTank
 

5ปีที่รอคอยบอลประเพณี ธรรมศาสตร์-จุฬาฯ นัดประวัติศาสตร์

5ปีที่รอคอยบอลประเพณี  ธรรมศาสตร์-จุฬาฯ  นัดประวัติศาสตร์

5ปีที่รอคอยบอลประเพณี ธรรมศาสตร์-จุฬาฯ นัดประวัติศาสตร์

วันเสาร์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

5ปีที่รอคอยบอลประเพณี ธรรมศาสตร์-จุฬาฯ นัดประวัติศาสตร์ ฟาดแข้งเสาร์15ก.พ.

5 ปีที่รอคอย! ความยิ่งใหญ่ที่หวนคืนกลับ ฟุตบอลประเพณี นัดประวัติศาสตร์ “ธรรมศาสตร์-จุฬาลงกรณ์” กลับมาร่วมสร้างความทรงจำครั้งใหม่ สมาคมธรรมศาสตร์ฯรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพเสาร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ ณ สนามศุภชลาศัย “สมชาย พูลสวัสดิ์” ผจก.ธรรมศาสตร์ ประกาศทวงแชมป์คืน จุฬาฯลั่นของคว้าแชมป์สมัยที่ 3 ติดต่อกัน

เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2568 งานแถลงข่าวการจัดแข่งขันฟุตบอลประเพณี ธรรมศาสตร์-จุฬาฯ ครั้งที่ 75 ที่ สมาคมธรรมศาสตร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ งานนี้ถือเป็นการกลับมาอีกครั้งของฟุตบอลประเพณีที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน หลังจากไม่ได้จัดมากว่า 5 ปี เนื่องจากสถานการณ์โควิด19

ปีนี้ทางสมาคมธรรมศาสตร์ฯ จะรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพ สลับกับทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่เป็นเจ้าภาพในครั้งที่ผ่านมา โดยจะแข่งวันเสาร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2568 ณ สนามศุภชลาศัยกรีฑาสถานแห่งชาติ

การกลับมาในครั้งนี้ จึงถือเป็นการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ ภายใต้แนวคิด “Dawn of Memory” ซึ่งเป็นแนวคิดหลัก ของการจัดงานในครั้งนี้

โดยทั้งสองมหาวิทยาลัย ได้หยิบยกแนวคิดนี้มาตีความในมุมมองที่แตกต่างกันอย่างน่าสนใจ ฝั่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ตีความออกมาได้ว่า “ความทรงจำในวันใหม่” และ ฝั่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในแนวคิด “The Time of Tapestry อดีต อนาคต ของปัจจุบัน”

สำหรับทีมฟุตบอลธรรมศาสตร์จะนำทัพโดย นาย สมชาย พูลสวัสดิ์ ทำหน้าที่ผู้จัดการทีม โดยมี “โค้ชวัง”ธวัชชัย ดำรงอ่องตระกูล เป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอน ขณะที่ทางฝั่งจุฬาฯ นำโดย “ลีซอ” ธีรเทพ วิโนทัย และ สมปอง สอเหลบ 2 อดีตกองหน้าที่ชาติไทย และมี “เสี่ยเซฟ”สุทธิพันธ์ วรรณวินเวศร์ รับหน้าที่ผู้จัดการทีม ส่วนผู้ฝึกสอนได้แก่ ทรงยศ กลิ่นศรีสุข

นายสมชาย พูลสวัสดิ์ ผู้จัดการทีมฟุตบอลธรรมศาสตร์ เผยว่าสถิติที่ผ่านมาธรรมศาสตร์ คว้าแชมป์ฟุตบอลประเพณีได้มากกว่าถึง 24 ครั้ง และครั้งนี้จะทวงตำแหน่งแชมป์กลับคืนมาหลังพลาดให้จุฬาฯในครั้งที่แล้ว

ด้าน นายสุทธิพันธ์ วรรณวินเวศน์ ผู้จัดการทีมฟุตบอลฝั่งจุฬาฯก็มั่นใจว่า ด้วยนักฟุตบอลที่มีจะสามารถรักษาตำแหน่งแชมป์ได้อีก ที่ผ่านมาจุฬาลงกรณ์วิทยาลัย เป็นแชมป์มาแล้ว 2 สมัยติด และหวังว่าจะสามารถทำแฮททริกแชมป์ 3 ครั้งติดได้

สำหรับสถิติที่ผ่านมา ธรรมศาสตร์ ชนะ 24 ครั้ง จุฬาฯ ชนะ 18 ครั้ง เสมอ 32 ครั้ง

ส่วนไฮไลต์สำคัญของงานยังคงเป็นกิจกรรมอันเป็นเอกลักษณ์ที่ทุกคนเฝ้ารอ ไม่ว่าจะเป็นการแปรอักษร ซึ่งบอกเล่าถึงเรื่องราวของสังคมผ่านพลังมวลชนบนสแตนด์เชียร์ของทั้งสองฝั่ง ขบวนพาเหรดอันยิ่งใหญ่ ประกอบด้วย ขบวนพระเกี้ยวแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขบวนธรรมจักรแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขบวนเฉลิมพระเกียรติ ขบวนล้อการเมือง และขบวนสะท้อนสังคม

พร้อมด้วยกิจกรรมที่จะมาสร้างสีสันตลอดทั้งงานอย่าง ดรัมเมเยอร์ ผู้อัญเชิญพานนำขบวนธรรมจักร ผู้แทนถือป้ายนามมหาวิทยาลัย จุฬาฯ คทากร เชียร์ลีดเดอร์แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และผู้นำเชียร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีหน้าที่นำเสียงเชียร์จากผู้ชมบนสแตนด์ทั้งสองฝั่งส่งไปถึงนักกีฬา

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความทรงจำครั้งใหม่ไปพร้อมกัน ในงานฟุตบอลประเพณีธรรมศาสตร์-จุฬาฯ ครั้งที่ 75 ขอเชิญชวนทุกท่ามมาร่วมส่งเสียงเชียร์ และกำลังใจให้แก่ทีมธรรมศาสตร์และจุฬาฯ ในการแข่งขันนัดล้างตาแห่งประวัติศาสตร์ ในวันเสาร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2568 ณ สนามศุภชลาศัยกรีฑาสถานแห่งชาติ ประตู 5 (ฝั่งธรรมศาสตร์) และประตู 18 (ฝั่งจุฬาฯ)

‘นายกฯ’ร่วมปลูกต้นไม้ เฉลิมพระเกียรติ’พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว’

'นายกฯ'ร่วมปลูกต้นไม้ เฉลิมพระเกียรติ'พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว'

‘นายกฯ’ร่วมปลูกต้นไม้ เฉลิมพระเกียรติ’พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว’

วันศุกร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2568, 18.37 น.

“นายกฯ”ร่วมปลูกต้นไม้ เฉลิมพระเกียรติ”พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” เนื่องในโอกาสพระราชพิธีสมมงคลพระชนมายุเท่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช สมเด็จพระปฐมบรมกษัตริยาธิราชแห่งพระราชจักรีวงศ์ พุทธศักราช 2568

เมื่อเวลา 15.30 น.วันที่ 31 มกราคม 2568 ณ อุทยานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายปิฎก สุขสวัสดิ์ คู่สมรส เป็นประธานในกิจกรรมปลูกต้นไม้ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีสมมงคลพระชนมายุเท่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช สมเด็จพระปฐมบรมกษัตริยาธิราชแห่งพระราชจักรีวงศ์ พุทธศักราช 2568 โดยมีคณะรัฐมนตรีและคู่สมรส ประธานองค์กรอิสระ หัวหน้าส่วนราชการระดับปลัดกระทรวงหรือเทียบเท่า ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ศูนย์อำนวยการใหญ่จิตอาสาพระราชทาน ผู้บัญชาการเหล่าทัพ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เข้าร่วมกิจกรรมด้วย

เมื่อ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และคู่สมรส เดินทางมาถึงอุทยานเฉลิมพระเกียรติฯ นายกรัฐมนตรี และผู้ร่วมกิจกรรม ถวายความเคารพ และจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยหน้าพระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ต่อมานายกรัฐมนตรีถวายความเคารพ ถวายธูปเทียนแพหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และกล่าวถวายพระพรชัยมงคล เป็นอันเสร็จสิ้นพิธี

จากนั้น นายกรัฐมนตรี และผู้เข้าร่วมกิจกรรม เดินทางไปยังพื้นที่ที่กำหนด เพื่อปลูกต้นไม้ ซึ่งต้นไม้ที่ใช้ปลูกในกิจกรรมเป็นต้นไม้มงคลหายาก และควรค่าแก่การอนุรักษ์ อาทิ กัลปพฤกษ์ แคฝรั่ง ชัยพฤกษ์ ตะเคียนทอง พุดชมพู บัวสวรรค์ และมะค่าโมง เป็นต้น โดยนายกรัฐมนตรีและคู่สมรสปลูกต้นขนุนไพศาลทักษิณ และเดินทางกลับ

กิจกรรมปลูกต้นไม้ครั้งนี้ เป็นหนึ่งใน 7 กิจกรรม เฉลิมพระเกียรติฯ ในนามรัฐบาล ที่จัดขึ้นเนื่องในโอกาสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมายุ 26,469 วัน ในวันที่ 14 มกราคม 2568 ถือเป็นวันสมมงคล (สะ-มะ-มง-คน) เท่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 ตลอดจนเป็นการสืบสาน รักษา ต่อยอด พระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้านสิ่งแวดล้อม เพิ่มพื้นที่สีเขียว ช่วยบรรเทามลพิษ เพื่อประโยชน์สุขและพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับประชาชน

– 006

บุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค.(2) เฮนั่งเก้าอี้ผู้บริหารได้แล้ว

บุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค.(2) เฮนั่งเก้าอี้ผู้บริหารได้แล้ว

บุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค.(2) เฮนั่งเก้าอี้ผู้บริหารได้แล้ว

วันศุกร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2568, 16.54 น.

“อมลวรรณ” เผยข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพ (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2567 มีผลบังคับใช้แล้ว เปิดช่องให้บุคลากรทางการศึกษาทุกกลุ่ม รวมถึงบุคลาทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค.(2)เข้าสู่ตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา และศึกษานิเทศก์ได้

ผศ.ดร.อมลวรรณ  วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า จากประกาศในราชกิจจานุเบกษา เรื่องข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพ (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2567 ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 10 มกราคม 2568 ซึ่งประกาศดังกล่าวจะเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพ พ.ศ. 2556 เพื่อกำหนดมาตรฐานวิชาชีพของผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาขึ้นใหม่ สาระสำคัญของการปรับแก้ไขข้อบังคับฉบับนี้ คือมีการยกเลิกข้อความใน (ข) มาตรฐานประสบการณ์วิชาชีพข้อ 7 ของข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพ พ.ศ. 2556 ในส่วนของมาตรฐานประสบการณ์วิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษา ที่กำหนดมาตรฐานประสบการณ์วิชาชีพไว้เดิมนั้น ปรับปรุงแก้ไขใหม่เป็น 1) มีประสบการณ์ด้านปฏิบัติการสอนมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี หรือ 2) มีประสบการณ์ด้านปฏิบัติการสอนและต้องมีประสบการณ์ในตำแหน่งหัวหน้าหมวด หรือหัวหน้าสาย หรือหัวหน้างาน หรือตำแหน่งบริหารอื่นๆ ในสถานศึกษามาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปี หรือ 3) มีประสบการณ์ในตำแหน่งหัวหน้างาน หรือตำแหน่งบริหารอื่นๆ ในหน่วยงานการศึกษามาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปี และผ่านการพัฒนาตามหลักสูตรที่สำนักงานเลขาธิการคุรุสภากำหนด ซึ่งการปรับข้อความดังกล่าวเป็นการเพิ่มโอกาสให้แก่บุคลากรทางการศึกษาที่มีประสบการณ์เป็นหัวหน้างานหรือตำแหน่งบริหารอื่นๆ ในหน่วยงานการศึกษามาแล้ว สามารถใช้ประสบการณ์ที่ดำรงตำแหน่งเป็นคุณสมบัติในการขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษาได้

ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าวต่ออีกว่า นอกจากการเพิ่มโอกาสให้บุคลากรทางการศึกษาสามารถเข้าสู่เส้นทางผู้บริหารสถานศึกษาได้แล้ว ในข้อบังคับเดียวกันยังได้ยกเลิกความใน (ข) ของข้อ 9 ในส่วนของมาตรฐานประสบการณ์วิชาชีพศึกษานิเทศก์ด้วย โดยแก้ไข 1) มีประสบการณ์ตามข้อใดข้อหนึ่ง ดังต่อไปนี้ 1.1) มีประสบการณ์ด้านปฏิบัติการสอนมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี 1.2) มีประสบการณ์ด้านปฏิบัติการสอนและมีประสบการณ์ในตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา รวมกันมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี 1.3) มีประสบการณ์ด้านปฏิบัติการสอนในสถานศึกษาหรือสถาบันมาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปี และมีประสบการณ์การนิเทศ หรือการกำกับติดตาม หรือการวิจัยร่วมกับสถานศึกษา และ 2) มีผลงานทางวิชาการที่มีคุณภาพและมีการเผยแพร่ ซึ่งก็จะเป็นการเพิ่มโอกาสให้บุคลากรทางการศึกษาผู้ที่มีประสบการณ์ด้านการนิเทศ การกำกับติดตาม และการวิจัย สามารถนำประสบการณ์ดังกล่าวมาใช้เป็นคุณสมบัติในการขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพศึกษานิเทศก์ได้เช่นกัน

“การปรับแก้ข้อบังคับมาตรฐานวิชาชีพ ฉบับที่ 6 นี้ จะส่งผลให้บุคลากรทางการศึกษาทุกกลุ่ม รวมถึงบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค.(2) ที่มีความรู้ ความสามารถ มีประสบการณ์และมีจิตสำนึกดี จะมีโอกาส มีความก้าวหน้าเข้ามาเป็นผู้บริหารสถานศึกษา และศึกษานิเทศก์ได้ โดยเฉพาะบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค.(2) ที่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูและสำเร็จการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา สาขาบริหารการศึกษา สามารถนำประสบการณ์การบริหารในหน่วยงานเขตพื้นที่ เพื่อขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษาได้ และผู้ที่มีประสบการณ์ด้านปฏิบัติการสอนในสถาบันและมีประสบการณ์การนิเทศ หรือการกำกับติดตาม หรือการวิจัยร่วมกับสถานศึกษา ที่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู สามารถขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพศึกษานิเทศก์ได้ด้วย ซึ่งจะเป็นการสนับสนุนและเปิดโอกาสให้บุคลากรทางการศึกษาสามารถเลือกเปลี่ยนสายงานได้ เพื่อให้เกิดความก้าวหน้าในวิชาชีพ อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มช่องทางให้ผู้ที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาสู่วิชาชีพทางการศึกษามากขึ้นอีกด้วย รวมทั้งเป็นการส่งเสริมคนดี คนเก่ง ให้มาร่วมกันสร้างและพัฒนาการศึกษาให้มีคุณภาพที่ดียิ่งขึ้นไป” เลขาธิการคุรุสภา กล่าว.

‘ครม.’อนุมัติงบด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ปี69กว่า 160,000 ล้านบาท

‘ครม.’อนุมัติงบด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ปี69กว่า 160,000 ล้านบาท

‘ครม.’อนุมัติงบด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ปี69กว่า 160,000 ล้านบาท

วันพฤหัสบดี ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2568, 18.58 น.

‘ครม.’อนุมัติงบด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ปี69กว่า 160,000 ล้านบาท มุ่งพัฒนากำลังคนตอบความต้องการอุตสาหกรรมเป้าหมาย-อุตสาหกรรมอนาคต พัฒนาเศรษฐกิจ และเตรียมพร้อมแก้ไขประเด็นวิกฤตเร่งด่วนของประเทศ

30 มกราคม 2568 นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในฐานะรองประธานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ คนที่ 2 เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี วันที่ 28 มกราคม 2568 ที่ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ว่า จากการประชุม คณะรัฐมนตรี ได้มีมติอนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณด้านการอุดมศึกษา และกรอบวงเงินงบประมาณด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จำนวนรวมทั้งสิ้น 160,136 ล้านบาท ตามที่สภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ เสนอขออนุมัติ

ทั้งนี้ งบประมาณด้านการอุดมศึกษาประมาณ 115,000 ล้านบาท จะถูกนำไปใช้ในการผลิตและพัฒนากำลังคนทั้งในระบบปริญญา (Degree Program) และหลักสูตรระยะสั้น (Non-degree Program) ตั้งเป้าผลิตนักศึกษาในหลักสูตรที่สอดคล้องกับกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศกว่า 670,000 คน และกลุ่มอุตสาหกรรมซอฟต์พาวเวอร์กว่า 133,000 คน นอกจากนี้ งบประมาณดังกล่าวจะถูกนำไปใช้ในการพัฒนาความเป็นเลิศของสถาบันอุดมศึกษาและการผลิตกำลังคนระดับสูงเฉพาะทางตามความต้องการของประเทศ เช่น การสร้างกำลังคนทักษะสูงในอุตสาหกรรมสมัยใหม่ อาทิ เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ปัญญาประดิษฐ์ และยานยนต์ไฟฟ้า ไม่น้อยกว่า 20,000 คน รวมถึงการสร้างบัณฑิตที่ตอบโจทย์การพัฒนาเชิงพื้นที่ ไม่น้อยกว่า 1,000 คน และการพัฒนาวิสาหกิจชุมชนให้มีทักษะสมัยใหม่ ไม่น้อยกว่า 1,000 วิสาหกิจ เป็นต้น

ในส่วนของงบประมาณด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) 44,900 ล้านบาท จะถูกนำไปใช้ในการพัฒนาเศรษฐกิจ การยกระดับสังคมและสิ่งแวดล้อม การพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัยและนวัตกรรมระดับขั้นแนวหน้าที่ก้าวหน้าล้ำยุค การพัฒนากำลังคนและสถาบันด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และการแก้ไขประเด็นวิกฤตและเร่งด่วนของประเทศ บนพื้นฐานองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยมีตัวอย่างผลกระทบที่คาดว่าจะได้รับจากงบด้าน ววน. ครอบคลุมประเด็นการพัฒนาประเทศในด้านต่าง ๆ เช่น การสร้างรายได้และลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพการแพทย์ที่เกิดจากการผลิตและจำหน่ายเครื่องมือแพทย์ภายในประเทศ การวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาระบบรางและยานยนต์ไฟฟ้า การส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก การเพิ่มรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร การเตรียมความพร้อมประเทศไทยเข้าสู่ Net Zero เป็นต้น

สำหรับกรอบงบประมาณด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) ที่เสนอ ครม. ในครั้งนี้ ได้ผ่านการเห็นชอบจากการประชุมสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 3/2567 เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2567 ที่ผ่านมา

วว.ยกระดับการท่องเที่ยวพื้นที่ชายหาดสู่สากล

วว.ยกระดับการท่องเที่ยวพื้นที่ชายหาดสู่สากล

วว.ยกระดับการท่องเที่ยวพื้นที่ชายหาดสู่สากล

วันพฤหัสบดี ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“การท่องเที่ยวทางทะเลและชายหาด” เป็นอีกหนึ่งแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญและสร้างรายได้ทางเศรษฐกิจของประเทศ อีกทั้งยังได้รับความนิยมจากทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศเป็นอย่างมาก เพราะด้วยความหลากหลายและความแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ จึงมีความน่าสนใจทั้งทางด้านทรัพยากรทางธรรมชาติ รูปแบบการจัดกิจกรรมตามแนวชายหาด และแหล่งท่องเที่ยวเชื่อมโยงต่างๆ ซึ่งเป็นที่สนใจสำหรับกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีหลากหลายและมีความต้องการเฉพาะในแต่ละพื้นที่ ส่งผลให้
เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในปี 2567 อย่างต่อเนื่องเกิดการสร้างรายได้ในภาคส่วนที่เกี่ยวข้องและเกิดการพัฒนาเชิงพื้นที่บนพื้นฐานบริบทด้านการท่องเที่ยวของประเทศ

และเพื่อส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และกระจายรายได้สู่ประชาชนทุกภาคส่วนอย่างยั่งยืน รวมถึงส่งเสริมพัฒนาให้ประเทศไทยเป็นแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพระดับโลกสำนักรับรองระบบคุณภาพ (สรร.) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ในฐานะหน่วยรับรองมาตรฐานการท่องเที่ยวไทย และกรมการท่องเที่ยว ได้ร่วมกันยกระดับแหล่งท่องเที่ยวประเภทชายหาดสู่การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ผ่านกระบวนการตรวจประเมินและรับรองมาตรฐานที่สอดคล้องตามมาตรฐาน ISO เพื่อการท่องเที่ยวและบริการ ซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับสากล โดยได้ดำเนินการ ตรวจประเมินและรับรองตามมาตรฐาน ISO 13009 : 2015 Tourism and related services-Requirements and recommendations for beach operation ซึ่งมาตรฐานนี้เป็นมาตรฐานด้านการจัดการชายหาดเพื่อการท่องเที่ยวทั้งในพื้นที่ที่มีหน่วยงานกำกับดูแลตามกฎหมายหรือผู้ประกอบการเอกชนซึ่งมีพื้นที่ติดแนวชายหาดสาธารณะ

ทั้งนี้ มาตรฐานดังกล่าว มุ่งเน้นการดำเนินงานด้านการบริการ ด้านความปลอดภัย ความถูกสุขลักษณะสำหรับนักท่องเที่ยวและเป็นการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อีกทั้งมาตรฐานฉบับนี้ยังมีส่วนช่วยให้องค์กรที่ผ่านการรับรองเกิดการขับเคลื่อนสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ตามเป้าหมายที่ 8, 11, 14 และ 15 ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ช่วยให้การท่องเที่ยวประเภทชายหาดเกิดความยั่งยืนต่อไปในอนาคต

ปัจจุบัน สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย โดยสำนักรับรองระบบคุณภาพ สามารถให้บริการตรวจประเมินและรับรองมาตรฐาน ISO 13009 : 2015 สำหรับหน่วยงานกำกับดูแลพื้นที่ชายหาดหรือผู้ประกอบการเอกชนที่มีพื้นที่บริการติดกับแนวชายหาดสาธารณะ เพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่นสำหรับนักท่องเที่ยวและสร้างความน่าเชื่อถือในการมีส่วนร่วมดูแลทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ชายหาดสาธารณะโดยผลการดำเนินงานในปี 2567 มีแหล่งท่องเที่ยวประเภทชายหาดจำนวน 11 ชายหาด ที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน ISO 13009 : 2015 เป็นแห่งแรกของประเทศไทย ได้แก่ 1.หาดพัทยา เมืองพัทยา 2.หาดน้ำใส หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ กองเรือยุทธการ กองทัพเรือ 3.หาดบิเละ (เกาะห้อง) อุทยานแห่งชาติแห่งชาติธารโบกขรณี 4.อ่าวมาหยา อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี 5.หาดป่าตอง เทศบาลเมืองป่าตอง 6.หาดเล็ก อุทยานแห่งชาติเขาหลัก-ลำรู่ 7.หาดท้ายเหมือง (พื้นที่ลานพลับพลึงและปาง) อุทยานแห่งชาติหาดท้ายเหมือง-เขาลําปี 8.หาดเกาะสี่ อุทยานแห่งชาติสิมิลัน 9.หาดไม้งาม อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ 10.หาดเกาะละวะใหญ่ อุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา 11.พื้นที่บริการนักท่องเที่ยวหลังแนวชายหาดสาธารณะ โรงแรมลองบีช การ์เด้น โฮเต็ล แอนด์ สปา พัทยา

จากการดำเนินงานของ สำนักรับรองระบบคุณภาพ วว. นับเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่สามารถยกระดับด้านการท่องเที่ยวในพื้นที่ชายหาด ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมระดับโลก สู่การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนด้วยมาตรฐานระดับสากล ซึ่งจะช่วยกระจายผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างเป็นธรรมให้กับคนในท้องถิ่น พร้อมๆ กับการส่งเสริมประสบการณ์ที่มีคุณค่ากับนักท่องเที่ยวที่มาเยือนอย่างเป็นรูปธรรม

ม.เกษตรฯ จัดงาน ‘เกษตรแฟร์ 2568’ เผยแพร่ผลงานวิจัย-นวัตกรรม ถ่ายทอดความรู้ทุกมิติจากห้องเรียน

ม.เกษตรฯ จัดงาน ‘เกษตรแฟร์ 2568’  เผยแพร่ผลงานวิจัย-นวัตกรรม  ถ่ายทอดความรู้ทุกมิติจากห้องเรียน

ม.เกษตรฯ จัดงาน ‘เกษตรแฟร์ 2568’ เผยแพร่ผลงานวิจัย-นวัตกรรม ถ่ายทอดความรู้ทุกมิติจากห้องเรียน

วันพฤหัสบดี ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม รองอธิการบดีฝ่ายบริหารและความเป็นกลางทางคาร์บอน ประธานคณะกรรมการดำเนินการจัดงาน “เกษตรแฟร์ประจำปี 2568” ผู้แทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ เป็นประธานการแถลงข่าวการจัดงานเกษตรแฟร์ ประจำปี 2568 โดยมี ผศ.ดร.นุชนาถ มั่งคั่ง รองอธิการบดีฝ่ายการเงินและบริหารทรัพย์สิน ประธานอนุกรรมการฝ่ายฝ่ายตลาดนัดและสิทธิประโยชน์ ผศ.ดร.กฤษณ์ วันอินทร์ รองอธิการบดีฝ่ายนวัตกรรมและพันธกิจเพื่อสังคม ประธานอนุกรรมการฝ่ายจัดแสดงผลงานนวัตกรรม ผศ.รัชด ชมภูนิช รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนิสิตและพัฒนาอย่างยั่งยืน ประธานอนุกรรมการฝ่ายกิจกรรมนิสิต ร่วมกันแถลงข่าวการจัดงานเกษตรแฟร์ ประจำปี 2568 เพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัยและนวัตกรรมของมหาวิทยาลัยออกสู่สังคม เปิดการเรียนรู้นอกชั้นเรียนให้กับนิสิต บุคลากร และอาจารย์ โดยใช้งานเกษตรแฟร์เป็นห้องปฏิบัติการภาคสนามเพื่อถ่ายทอดความรู้ทุกมิติจากห้องเรียน ช่วยเหลือสังคมประชาชน อีกทั้งยังเป็นช่องทางในการช่วยเหลือเกษตรกร ผู้ประกอบการให้มีรายได้จากการจำหน่ายผลิตผลทางการเกษตร ทำให้เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียน กลับไปสู่ชุมชน และสังคม สร้างความสุขให้กับครอบครัว โดยในปีนี้ ได้ยกระดับงานเกษตรแฟร์สู่สากลเป็นปีที่ 3 ได้รับการตอบรับจากสถานเอกอัครราชทูตต่างประเทศ 15 ประเทศ นำสินค้าพื้นเมือง สินค้าท้องถิ่นมาแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมอย่างคับคั่ง

ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม รองอธิการบดีฝ่ายบริหารและความเป็นกลางทางคาร์บอน กล่าวว่า การจัดงานเกษตรแฟร์ ประจำปี 2568 จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “เศรษฐกิจเจริญก้าวไกล สังคมไทยไร้คาร์บอน” ระหว่างวันที่ 31 มกราคม-8 กุมภาพันธ์ 2568 รวม 9 วัน 9 คืน ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน เพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัยและนวัตกรรมของมหาวิทยาลัยออกสู่สังคม อีกทั้งอาจารย์และนิสิตได้ฝึกการทำงานจริงเกิดการเรียนรู้ทุกรูปแบบในงานเกษตรแฟร์ซึ่งเป็นเสมือนห้องปฏิบัติการภาคสนาม ได้นำผลงานวิจัย ผลลัพธ์การเรียนจากห้องเรียนช่วยเหลือสังคม นอกจากนี้ยังเป็นการช่วยเหลือเกษตรกร ผู้ประกอบการ กลุ่มวิสาหกิจชุมชน มูลนิธิฯ ให้มีช่องทางการจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ต่างๆ เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศทำให้เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียน กลับไปสู่ชุมชน และสังคม สร้างความสุขให้กับครอบครัว

สำหรับพื้นที่การจัดงานในปีนี้ จะเริ่มต้นตั้งแต่บริเวณหอประชุมใหญ่ ประตูพหลโยธิน ไปจนถึงบริเวณประตูวิภาวดีรังสิต แบ่งออกเป็น 13 โซน จำนวนประมาณ 2,000 ร้านค้าซึ่งประกอบด้วยร้านค้านิสิต 255 ร้านค้าร้านอาหารนิสิต 17 สโมสรนิสิต และ 1 ชมรม นอกจากนี้ ทุกคณะและสถาบัน ของ ม.เกษตรฯ ยังจัดแสดงผลงานและถ่ายทอดความรู้สู่ประชาชน ในโซน H1 และ H2 บริเวณหน้าอาคารจักรพันธ์เพ็ญศิริ และบริเวณที่ตั้งของคณะต่างๆ ที่มีเส้นทางผ่านตลอดการจัดงานเกษตรแฟร์ นับเป็นการพลิกฟื้นบรรยากาศการจัดงานเกษตรแฟร์แบบดั้งเดิมให้ทุกคนได้มาสัมผัสผลงานนวัตกรรม และสอบถามแลกเปลี่ยนข้อมูลความรู้จากอาจารย์ นักวิจัยและนิสิตโดยตรง

โดยกิจกรรมประกอบด้วย การจัดแสดงผลงานวิจัยนวัตกรรมของมหา’ลัย การจัดแสดงนิทรรศการผลงานของคณะ สำนัก สถาบันมุ่งเน้นนวัตกรรมเพื่อสังคมสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน อาทิ พันธุ์ข้าวลดโลกร้อน และข้าวโภชนาการสูง ข้าวสีเพื่อสุขภาพ สายพันธุ์ใหม่ “KU80 นิลกาฬ” ข้าวเจ้าที่ไม่ไวต่อช่วงแสง มีปริมาณอมิโลสต่ำ ร้อยละ 15.23 เครื่องกรองอากาศและฆ่าเชื้อ UVC เรือไฟฟ้า กฟผ.ชลพัฒน์ 1 ยานสำรวจทางอุทกศาสตร์ไร้คนขับ (Unmanned surface vehicle for hydrographic survey) อุปกรณ์จ่ายพลังงานไฟฟ้าสำรองเชื้อเพลิงไฮโดรเจน ถ่านชีวภาพไบโอชาร์ อุทยานการแพทย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สู่ความยั่งยืนทางสุขภาพ การประกวดผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม TGDA Awards 2025

ภายในงานยังจัดให้มีการประกวดพืชและสัตว์เศรษฐกิจ เพื่อแสดงความก้าวหน้าด้านการปรับปรุงพันธุ์ ได้แก่ การประกวดไม้ประดับการประกวดกล้วยไม้ต้น การประกวดกล้วยไม้ตัดดอก การประกวดผลไม้ การประกวดเครื่องจักรกลเกษตร การประกวดแพะ การประกวดปลากัด และการประกวดสุนัข ทั้งนี้ ตลอด 9 วัน ของการจัดงานเกษตรแฟร์จะมีการสาธิต การบรรยาย การเสวนา การอบรมให้ความรู้ ให้คำปรึกษาในองค์ความรู้ต่างๆ ของศาสตร์แห่งแผ่นดิน การจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากงานวิจัย กลุ่มร้านค้านิสิต การแสดงศิลปะและวัฒนธรรม ดนตรี นาฏศิลป์ และการจำหน่ายสินค้ากลุ่มร้านค้าตลาดนัดสินค้าทางการเกษตรจากเกษตรกร ตลาดน้ำ สินค้าอุปโภค-บริโภค สินค้าเบ็ดเตล็ดจากผู้ประกอบการ

ทั้งนี้ ข้อมูลการจัดงานเกษตรแฟร์ทั้งหมด รวมทั้งแผนผังการจัดงานจะถูกรวบรวมไว้ในแอปพลิเคชั่น InsideKU ฟีเจอร์“เกษตรแฟร์” สามารถดาวน์โหลดและติดตั้งใช้งานได้ทั้ง Android และ iOS

มว.เสริมทัพ ‘คาราวานวิทยาศาสตร์ จ.ลำปาง’ นำความรู้คู่ความสนุก สู่เด็กและเยาวชนภาคเหนือ

มว.เสริมทัพ ‘คาราวานวิทยาศาสตร์ จ.ลำปาง’  นำความรู้คู่ความสนุก สู่เด็กและเยาวชนภาคเหนือ

มว.เสริมทัพ ‘คาราวานวิทยาศาสตร์ จ.ลำปาง’ นำความรู้คู่ความสนุก สู่เด็กและเยาวชนภาคเหนือ

วันพฤหัสบดี ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

น.ส.นิติยา พงษ์พานิช รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง พร้อมด้วย ผศ.ดร.รวิน ระวิวงศ์ ผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.)นายวิโรจ หลักมั่น ผู้อำนวยการโรงเรียนลำปางกัลยาณี น.ส.ฐานิยา คัมภิรานนท์ หัวหน้ากลุ่มงานสื่อสารองค์การมว. และผู้บริหารหน่วยงานร่วมจัดฯ ร่วมเปิดงาน “คาราวานวิทยาศาสตร์ จ.ลำปาง” ณ โรงเรียนลำปางกัลยาณี อ.เมือง จ.ลำปาง

โดยกิจกรรมนี้ อพวช. และหน่วยงานร่วมจัด นำความรู้คู่ความสนุกมหัศจรรย์ด้านวิทยาศาสตร์ที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนไทยได้พบกับความมหัศจรรย์ที่ไม่มีให้เห็นในห้องเรียน ได้เรียนรู้ผ่านการทดลองเล่นและค้นหาคำตอบด้วยตัวเอง ผ่านกิจกรรมมากมาย อาทิ นิทรรศการวิทยาศาสตร์เคลื่อนที่ ชุด Science for Fun, นิทรรศการสนุกกับอาชีพวิทย์, กิจกรรมการแสดงทางวิทยาศาสตร์, กิจกรรมเปิดฟ้ามองดาว , กิจกรรมมุมประดิษฐ์, กิจกรรมเกมและของเล่นวิทยาศาสตร์

ซึ่งงานนี้ มว. ได้จัดกิจกรรมภายใต้แนวคิด “หนูน้อยนักคิด…มาตรวิทย์ มาตรวัด” ที่มุ่งเน้นการสร้างแรงบันดาลใจให้กับเด็กและเยาวชนได้มีความรู้ ความเข้าใจในงานด้านมาตรวิทยา หรือวิทยาศาสตร์การวัด ผ่านเกม “ถอดรหัส QR Code” ที่สอดแทรกความรู้ควบคู่ไปกับการเล่นเกม เพื่อให้เด็กและเยาวชนมีความรู้ความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับงานด้านการวัด และสามารถเลือกใช้เครื่องมือวัดได้อย่างเหมาะสมกับการดำเนินชีวิตประจำวัน อาทิ เครื่องมือวัดด้านอุณหภูมิ ความยาว และนํ้าหนัก เป็นต้น นอกจากนี้ ยังได้ร่วมฝึกสมองกับเกม crossword และเกมเขาวงกตมาตรวิทยา ที่สอดแทรกสาระความรู้เกี่ยวกับคำศัพท์ด้านมาตรวิทยา และหน่วยวัด SI ทั้ง 7 หน่วยลงไปด้วย

งาน “คาราวานวิทยาศาสตร์” จะช่วยกระจายโอกาสและส่งเสริมการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ให้กับเด็กและเยาวชน ให้มีใจรักวิทยาศาสตร์มากยิ่งขึ้น
พร้อมพัฒนาตนเองให้เติบโตเป็นคนคุณภาพของสังคมไทยในอนาคตต่อไป

วธ.ร่วมกับวัดมังกรกมลาวาส จัดพิธีสมโภชพระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) เนื่องในเทศกาลตรุษจีน

วธ.ร่วมกับวัดมังกรกมลาวาส จัดพิธีสมโภชพระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) เนื่องในเทศกาลตรุษจีน

วธ.ร่วมกับวัดมังกรกมลาวาส จัดพิธีสมโภชพระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) เนื่องในเทศกาลตรุษจีน

วันพุธ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2568, 19.42 น.

วธ.ร่วมกับวัดมังกรกมลาวาส จัดพิธีสมโภชพระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) เนื่องในเทศกาลตรุษจีน อย่างยิ่งใหญ่ ชูอัตลักษณ์วัฒนธรรม สานสัมพันธ์ไทย – จีน

เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2568 กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมการศาสนา ร่วมกับวัดมังกรกมลาวาส จัดพิธีสมโภชพระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) มีพิธีเจริญพระพุทธมนต์แบบจีน โดยมี พระอาจารย์ จู้เติง ผู้อำนวยการสำนักงานกิจการนักศึกษาวิทยาลัยพุทธศาสนาแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นประธานฝ่ายสงฑ์ฝ่ายจีน Mr. Zhao Mengtao (จ้าว เหมิ่งเทา) ที่ปรึกษาประจำสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย เป็นประธานพิธีฝ่ายฆราวาสฝ่ายจีน นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานฝ่ายฆราวาส พร้อมด้วย นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา ผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม คณะสงฆ์จีนนิกายวัดมังกรกมลาวาส หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน เครือข่ายสภาวัฒนธรรม ประชาชน เข้าร่วม ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง กรุงเทพมหานคร

ทั้งนี้ รัฐบาล โดยสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงวัฒนธรรม และรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ร่วมกับ ภาคคณะสงฆ์ หน่วยงานภาครัฐและเอกชน จัดพิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) มาประดิษฐานเป็นการชั่วคราว ณ ประเทศไทย เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคล 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 และในวาระครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 4 ธันวาคม 2567 ถึงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2568

ซึ่งกระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมการศาสนา ได้รับมอบหมายให้จัดกิจกรรมระหว่างวันที่ 29 – 30 มกราคม 2568 โดยมีพิธีเจริญพระพุทธมนต์แบบจีน ร่วมกับวัดมังกรกมลาวาส และมีกิจกรรมสมโภชพระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) ประกอบด้วยการแสดงทางวัฒนธรรมจีน ได้แก่ เชิดสิงโต 9 สี 9 มงคล ประกอบด้วยเชิดสิงโตอวยพร สิงโตต่อตัวกายกรรม สิงโตมอบส้มมงคล สิงโตปล่อยป้ายอวยพร เชิดมังกรทอง มังกรทองภาคพื้น มังกรลอยฟ้า มังกรเล่นท่าลีลาสวยงาม มังกรภาคพื้นไหว้สี่ทิศ มังกรต่อตัวปล่อยป้ายอวยพร การแสดงทางวัฒนธรรมและความสัมพันธ์ไทย – จีน ชุดถวายพุทธบูชาศรัทธาพระเขี้ยวแก้ว และร่ายหลงหงส์ลอดลายจากสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ และวันที่ 30 มกราคม 2568 เวลา 18.30 น.มีการแสดงทางวัฒนธรรมและความสัมพันธ์ไทย – จีน ทั้งนี้ เปิดให้ประชาชนเข้าถวายสักการะพระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) ตั้งแต่ 07.00 – 20.00 น.เพื่อความเป็นสิริมงคล โดยประชาชนสามารถนำบัตรประชาชนแลก ณ จุดคัดกรอง ด้านศาลฎีกา ซึ่งมีจุดบริการดอกไม้สำหรับสักการะพระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) ให้บริเวณทางเข้า

จากข้อมูลการศึกษาเรื่อง “ตรุษจีนในสังคมไทย” ของสถาบันไทยศึกษา จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย พบว่า คนไทยรับประเพณีวัฒนธรรมจีนเข้ามาในสังคมไทยมาเป็นเวลานานแล้ว ผสมกลมกลืนจนคนไทยไม่รู้สึกว่าประเพณีจีนเป็นสิ่งแปลกในวิถีชีวิต แต่ไม่สามารถจะระบุได้แน่ชัดว่าวัฒนธรรมจีนมีอิทธิพลในสังคมไทยตั้งแต่เมื่อใด คนไทยเชื้อสายจีนยังคงดำรงรักษาวิถีการดำเนินชีวิตตามวัฒนธรรมจีน และการประกอบพิธีกรรมตามธรรมเนียมประเพณี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเทศกาลตรุษจีน ที่เป็นเทศกาลหลักของคนจีน ร่วมกับเทศกาลไหว้พระจันทร์ เทศกาลสารทจีน เทศกาลเช็งเม้ง หรือกระทั่งเทศกาลถือศีลกินเจ ซึ่งคนไทยในปัจจุบันคุ้นเคยกับเทศกาลต่างๆ เหล่านี้เป็นอย่างดี เป็นการฉลองวันขึ้นปีใหม่ตามธรรมเนียมจีน ซึ่งถือเป็นเทศกาลที่มีความสำคัญมากในวัฒนธรรมจีน โดยเฉลิมฉลองด้วยหลักการพื้นฐานในเรื่องความกตัญญูกตเวที ความยึดถือในวงศ์สกุลและบรรพบุรุษของตระกูล โดยมีความเชื่อว่าถ้าปฏิบัติธรรมเนียมได้อย่างถูกต้องตามประเพณีจะเกิดความเจริญมั่งคั่ง ความสันติสุข และความไพบูลย์วงศ์ตระกูล ตลอดจนความรุ่งเรืองของกิจการการค้าต่างๆ และความก้าวหน้าในหน้าที่การงานของสมาชิกในครอบครัว ซึ่งคติความเชื่อต่างๆ ในเทศกาลตรุษจีนมีความคล้ายคลึงกับเทศกาลสงกรานต์ของคนไทย ที่ถือเป็นการฉลองวันขึ้นปีใหม่และการแสดงออกในความเคารพนับถือต่อบรรพบุรุษและความยืดถือในความเป็นครอบครัว

“ตรุษจีน” ถือเป็นเทศกาลและประเพณีสำคัญของคนไทยเชื้อสายจีนที่ยึดถือกันมาช้านาน ซึ่งแสดงออกถึงความกตัญญูกตเวทีต่อบรรพบุรุษ ความสามัคคีปรองดองของครอบครัว เครือญาติ และเจริญรุ่งเรืองของวงศ์ตระกูล กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม รับนโยบายของรัฐบาล ในการนำหลักธรรมและมิติทางศาสนา วัฒนธรรม มาพัฒนาคนให้มีศีลธรรม ค่านิยมที่ดีงาม เพื่อเป็นพลังสำคัญขับเคลื่อนเศรษฐกิจวัฒนธรรม รวมทั้งร่วมรักษาสิ่งเดิม “เชิดชูเทศกาลตรุษจีน” ซึ่งถือเป็นวัฒนธรรมอันทรงคุณค่า” รวมทั้งเพิ่มเติมสิ่งใหม่ “ส่งเสริมอาชีพ กระจายรายได้ในช่วงเทศกาลตรุษจีนเพื่อสร้างเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็ง ซึ่งถือเป็นนโยบายสำคัญของกระทรวงวัฒนธรรมที่ต้องการผลักดันทุนทางวัฒนธรรมสู่การเป็นทุนทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน

– 006