เปิดสถิติการศึกษาเหลื่อมล้ำปี’67 แนะเชื่อมข้อมูลเด็กกับทุกหน่วยงานเพื่อจัดสวัสดิการได้ตรงจุด

เปิดสถิติการศึกษาเหลื่อมล้ำปี’67 แนะเชื่อมข้อมูลเด็กกับทุกหน่วยงานเพื่อจัดสวัสดิการได้ตรงจุด

เปิดสถิติการศึกษาเหลื่อมล้ำปี’67 แนะเชื่อมข้อมูลเด็กกับทุกหน่วยงานเพื่อจัดสวัสดิการได้ตรงจุด

วันพฤหัสบดี ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 17.10 น.

6 ก.พ. 2568 นายไกรยส ภัทราวาท  ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวในการสัมมนาทางวิชาการเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาประจำปี 2568 “Sustainable System Change for Equitable Education in Thailand” ประเทศไทยกับการแก้ปัญหาเชิงระบบเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ที่ห้อง Mitrtown Hall 1 ชั้น 5 สามย่านมิตรทาวน์ กรุงเทพมหานคร ว่า สถิติที่น่าตกใจล่าสุดคือในปี 2567 เด็กไทยเกิดใหม่เพียง 4.6 แสนคน เทียบกับปี 2526 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ตนเกิด เวลานั้นไทยมีสถิติการเกิดปีละประมาณ 1 ล้านคน

ซึ่งในขณะที่ประเทศไทยคงไม่น่าจะกลับมามีอัตราการเกิดระดับ 1 ล้านคนต่อปี ข้อมูลอีกชุดหนึ่งก็พบว่า ในทุกครั้งที่ประเทศไทยเผชิญวิกฤติ ไล่ตั้งแต่วิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง (ปี 2540) วิกฤติเศรษฐกิจแฮมเบอร์เกอร์ (ปี 2551) และวิกฤติโรคระบาดไวรัสโควิด-19 (ปี 2563) หลังสถานการณ์นั้นศักยภาพก็ลดลงไปเสียทุกครั้ง โดยก่อนต้มยำกุ้ง เศรษฐกิจไทยเคยโตร้อยละ 7 ต่อปี แต่ล่าสุดเหลือเพียงร้อยละ 1.6 ต่อปี  นอกจากนั้น สัดส่วนผู้สูงอายุก็เพิ่มขึ้น

“การมีผู้สูงอายุที่มากขึ้นแต่ประชากรวัยแรงงานและประชากรที่เกิดใหม่ลดลง คือความท้าทายที่ว่าหากประเทศไทยจะยังคงมีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน หนทางเดียวที่โครงสร้างประชากรนี้จะให้คำตอบนั้นได้คือเด็กและเยาวชนไทยต้องมีผลิตภาพเพิ่มสูงขึ้นในอนาคต เส้นทางนี้เป็นเส้นทางเดียวที่ทำให้ประเทศไทยมีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ออกจากกับดักรายได้ปานกลาง การที่จะมีผลิตภาพ ทางออกคือการศึกษา และไม่ใช่การศึกษาสำหรับคนบางกลุ่ม แต่เป็นการศึกษาที่มีคุณภาพสำหรับคนทุกคน” นายไกรยส กล่าว

นายไกรยส กล่าวต่อไปว่า ในปี 2567 ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีเด็กและเยาวชนซึ่งอยู่ในครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน คือประมาณ 3,000 บาทต่อเดือน ราว 3 ล้านคน   ในจำนวนนี้รัฐบาลจัดงบประมาณดูแลเด็กยากจนและยากจนพิเศษประมาณ 1.9 ล้านคน เหลืออีก 1.1 ล้านคน ซึ่งมีการไปเยี่ยมบ้านและรับทราบปัญหาความยากจนมาแล้ว แต่ยังไม่มีงบประมาณที่ครอบคลุม ดังนั้นการพิจารณาร่างกฎหมายงบประมาณในอนาคต เช่น งบฯ ปี 2569 ก็สามารถพิจารณางบประมาณเพื่อเติมเต็มโอกาสของเด็กกลุ่มนี้ไม่ให้หลุดออกจากระบบการศึกษาได้

ขณะที่ในปี 2567 มีเด็กในกลุ่มยากจนพิเศษอยู่ที่ราว 1.3 ล้านคน สูงขึ้นกว่าปี 2566 ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 1.2 ล้านคน สะท้อนการชะลอตัวของเศรษฐกิจ โดยรายได้ของครัวเรือนกลุ่มเด็กยากจนพิเศษ อยู่ที่ 1,133 บาทต่อเดือน หรือ 37 บาทต่อวัน เมื่อดูสถานะครอบครัว พบราวร้อยละ 42 ของครอบครัวเด็กยากจนพิเศษ มีลักษณะพ่อแม่หย่าร้างหรือแยกกันอยู่ และร้อยละ 38.77 ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ โดยส่วนใหญ่อยู่กับญาติ

ซึ่งสถานการณ์ความเปราะบางของครอบครัวเป็นหัวใจสำคัญในการทำงาน ทำอย่างไรนอกจากเรื่องเศรษฐกิจแล้ว ระบบการศึกษา ภาครัฐ ท้องถิ่นและเอกชน จะเข้ามามีบทบาทส่งเสริมให้ความเปราะบางนี้ไม่เป็นอุปสรรคต่อความหวังในการศึกษาต่อไปในอนาคต ยังมีข้อค้นพบด้วยว่า กลุ่มยากจนพิเศษจำนวนไม่น้อยอยู่ในครัวเรือนที่เป็นสมาชิกพึ่งพิง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ป่วยเรื้อรัง สอดคล้องกับที่เห็นเป็นข่าวตามสื่อต่างๆ ว่าเด็กกลุ่มนี้ต้องออกจากโรงเรียนมาดูแลสมาชิกในครอบครัว หรือออกมาทำงานหาเลี้ยงครอบครัว

“การศึกษาสูงสุดของคนในครอบครัวเป็นอย่างไร เราพบว่าสมาชิกครัวเรือนของเด็กครัวเรือนยากจนพิเศษส่วนใหญ่จบแค่ประถมศึกษา ถ้าน้องเหล่านี้เรียนจบ ม.3 เขาจะเป็นคนแรกในครัวเรือน และถ้าเขาได้ไปไกลถึงระดับปริญญาตรี มีครัวเรือนน้อยมากที่มีสมาชิกเคยไปถึงระดับนั้นได้ แต่ถ้าทำได้จะเป็นหลักฐานที่ชัดเจนว่าครัวเรือนนี้จะออกจากความยากจนได้ ที่เป็นความยากจนข้ามรุ่น” นายไกรยส ระบุ

นายไกรยส ยังกล่าวอีกว่า 10 จังหวัดที่พบนักเรียนกลุ่มยากจนพิเศษมากที่สุด อันดับ 1 แม่ฮ่องสอน ร้อยละ 45.09 รองลงมา นราธิวาส ร้อยละ 39.81 อันดับ 3 นครพนม ร้อยละ 39.22 อันดับ 4 อำนาจเจริญ ร้อยละ 39.21 อันดับ 5 ร้อยเอ็ด ร้อยละ 38.61 อันดับ 6 เท่ากัน 2 จังหวัด คือกาฬสินธุ์กับยโสธร ร้อยละ 37.73 อันดับ 7 มุกดาหาร ร้อยละ 35.9 อันดับ 8 ศรีสะเกษ ร้อยละ 35.86 และอันดับ 10 สกลนคร ร้อยละ 35.18 และเนื่องในโอกาสที่มีการเลือกตั้งท้องถิ่น ข้อมูลนี้ก็จะเป็นประโยชน์มากกับผู้นำท้องถิ่นจะหามาตรการมาช่วยเด็กกลุ่มนี้

ขณะที่ในส่วนของเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษา ในปี 2567 หมายถึงเด็กที่ไม่เจอตัวในระบบสถานศึกษาในสังกัดต่างๆ เทียบกับจำนวนเด็กและเยาวชนอายุ 3-18 ปี พบว่ามีอยู่ประมาณ 9.8 แสนคน โดย 10 อันดับจังหวัดที่พบปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษามากที่สุด คือ อันดับ 1 ตาก ร้อยละ 32.71 รองลงมา แม่ฮ่องสอน ร้อยละ 23.12 อันดับ 3 สมุทรสาคร ร้อยละ 19.84 อันดับ 4 ระนอง ร้อยละ 15.23 อันดับ 5 ภูเก็ต ร้อยละ 14.18

อันดับ 6 ปทุมธานี ร้อยละ 12.86 อันดับ 7 กรุงเทพฯ ร้อยละ 12.36 อันดับ 8 สมุทรปราการ ร้อยละ 11.88 อันดับ 9 กาญจนบุรี ร้อยละ 10.7 และอันดับ 10 ตราด ร้อยละ 10.56 สะท้อนถึงความจำเป็นต้องมีมาตรการที่แตกต่างหลากหลายตามบริบทของพื้นที่ โดยสรุปแล้ว หากต้องการแก้ไขปัญหาความเสมอภาคทางการศึกษา จะมีกลุ่มเป้าหมาย 2 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มที่ยังอยู่ในระบบการศึกษา ซึ่งต้องป้องกันไม่ให้หลุดออกจากระบบการศึกษาไป กับ 2.กลุ่มที่อยู่นอกระบบการศึกษา ซึ่งต้องพยายามดึงกลับเข้ามาให้ได้

ทั้งนี้ เมื่อบุคคลมีเลขประจำตัว 13 หลักอยู่แล้ว สามารถใช้ API ระหว่างหน่วยงาน ในการเชื่อมข้อมูลจากโครงการ Thailand Zero Dropout ไปยังทุกกระทรวงที่มีทรัพยากรที่เกี่ยวข้องกับบางเงื่อนไขของเด็ก เช่น เด็กที่มีปัญหาสุขภาพ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) พร้อมออกแว่นตา พร้อมดูแลสุขภาพพ่อแม่ที่เป็นผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) มีกองทุนคุ้มครองเด็ก เป็นต้น

“เราเชื่อว่าถ้าเราสามารถเชื่อมโยงเลข 13 หลัก ผ่านทาง API ของทุกหน่วยงาน เด็กจะได้สวัสดิการซึ่งรัฐจัดให้ตามหน่วยงานต่างๆ อยู่แล้ว เราไม่ต้องการเงินเพิ่มเติมอีก แต่เราต้องการให้สวัสดิการกับเด็กเจอกันให้ได้ และเมื่อเจอกันแล้วทุกคนจะต้องได้รับรายงานกลับไปว่าเด็กได้รับหรือไม่ได้รับสวัสดิการอะไร จะได้ไม่มีความซ้ำซ้อน ขณะเดียวกัน ทุกคนทราบตรงกันว่าเด็กมีความพร้อมกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาแล้วหรือยัง อันนี้เป็นการสร้างหลักประกันทางการศึกษา ไม่จำเป็นต้องตั้งหน่วยงานใหม่ แต่ทุกหน่วยงานสามารถทำงานร่วมกันได้ผ่านการแชร์ข้อมูล” ผู้จัดการกองทุน กสศ. กล่าว

043…

‘สอวช.’กางแนวทางผลักดันธุรกิจด้วยนวัตกรรม ปลดล็อกข้อจำกัดกม.หนุนเข้าสู่ตลาด

‘สอวช.’กางแนวทางผลักดันธุรกิจด้วยนวัตกรรม ปลดล็อกข้อจำกัดกม.หนุนเข้าสู่ตลาด

‘สอวช.’กางแนวทางผลักดันธุรกิจด้วยนวัตกรรม ปลดล็อกข้อจำกัดกม.หนุนเข้าสู่ตลาด

วันพฤหัสบดี ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 15.38 น.

‘สอวช.’ร่วมการประชุม Thailand Synergy Forum 2025 เผยแนวทางขับเคลื่อนนโยบาย ผลักดันธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ผ่านการปลดล็อกข้อจำกัดด้านกฎหมายและสนับสนุนการเข้าสู่ตลาด

วานนี้ (5 กุมภาพันธ์ 2568) ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) เข้าร่วมการประชุมงาน Thailand Synergy Forum2025 ณ ห้องศุกรีย์ แก้วเจริญ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยมีดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นผู้กล่าวเปิดงาน

ดร.สุวิทย์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาทั้ง 11 หน่วยงานใน Thailand Synergy ได้ทำงานร่วมกันมามากกว่า 10 ปี จึงได้มีการหารือกันถึงสิ่งที่จะขับเคลื่อนต่อ และได้เห็นถึงความสำคัญของ Innovation หรือ นวัตกรรม ที่เกิดขึ้นมาจากผู้ประกอบการ หรือ Enterprise ทำให้มีแนวคิดที่จะผลักดันให้ SMEsของไทยเติบโตขึ้นไปเป็น IDE (Innovation-Driven Enterprise) หรือ ธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศได้ โดยถือเป็นความท้าทายอย่างมาก ที่ต้องใช้พลังความร่วมมือจากทุกหน่วยงานเพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมายเดียวกัน

“ใน 11 หน่วยงานมีภารกิจการดำเนินงานที่ต่างกัน แต่เราสามารถตั้งวิสัยทัศน์และเป้าหมายร่วมกันได้ในการทำเพื่อประเทศ เรายังมีศักยภาพที่ซ่อนอยู่อีกมาก โจทย์สำคัญคือจะทำอย่างไรให้ SMEsพัฒนาไปเป็น IDE ได้ ทุกหน่วยงานจึงต้องทำงานร่วมกัน เพื่อเร่งสร้างให้เกิดการเปลี่ยนแปลง โดยจะต้องมีการกำหนดวาระการดำเนินงานและผลลัพธ์ร่วมกัน” ดร.สุวิทย์ กล่าว

ด้าน ดร.สุรชัย ได้กล่าวสนับสนุนแนวทางในการผลักดัน SMEs สู่ IDE และได้เล่าถึงบทบาทและภารกิจของ สอวช. ในฐานะหน่วยงานต้นน้ำด้านนโยบาย ซึ่ง สอวช. ได้ตั้งเป้าหมายยกระดับไทยพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง ผ่านการเพิ่มจำนวนบริษัทนวัตกรรม ที่มีรายได้เฉลี่ย 1,000 ล้านบาท จำนวน 1,000 ราย แต่ในขณะเดียวกัน IDE ยังต้องเผชิญกับอุปสรรคและความท้าทายที่สำคัญหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่เพียงพอต่อการขยายธุรกิจ การพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ การขยายตลาด ทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงกฎระเบียบและขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับการจัดตั้งธุรกิจ การขอใบอนุญาต และการเข้าถึงสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่ผ่านมา สอวช. เห็นถึงข้อจำกัดและความท้าทายเหล่านี้ จึงได้มุ่งเน้นไปที่การพัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรมให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น โดยได้มีการขับเคลื่อนในเชิงนโยบายร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆ เช่น

1. การเสริมสร้างการลงทุนผ่านกลไก University Holding Company (UHC) โดย สอวช. ได้จัดทำระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนในโครงการซึ่งนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ พ.ศ. 2566 ซึ่งช่วยให้มหาวิทยาลัยสามารถทำการร่วมลงทุนในธุรกิจนวัตกรรมและ Spin-off ผ่านกลไก UHCได้

2. ขยายการเข้าถึงตลาดผ่าน ECIP แพลตฟอร์ม E-Commercial and Innovation Platform ที่จะช่วยแก้ไขปัญหา ด้วยการใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มดิจิทัล การฝึกอบรมผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดและการขายหรือ SaleTalent และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกของผู้บริโภค เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการเข้าถึงตลาดโลก3. กลไกเชื่อมโยงธุรกิจกับบริการให้คำปรึกษาเชิงลึกผ่าน Innovation Business Development Service (iBDS) ซึ่งจะช่วยให้ SME ได้รับการแก้ปัญหาด้านนวัตกรรม 4. การปลดล็อกกฎหมายเพื่ออำนวยความสะดวกในการวิจัยและสร้างนวัตกรรม ซึ่งที่ผ่านมา สอวช. ได้สนับสนุนการออกกฎหมายเพื่อช่วยขจัดอุปสรรค หรือช่วยให้เกิดการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ได้สะดวกยิ่งขึ้น เช่น ระเบียบสภานโยบายฯ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการสนับสนุนทุนวิจัยและนวัตกรรมแก่ภาคเอกชนและภาคประชาสังคม พ.ศ. 2563 เปิดโอกาสให้ภาครัฐสามารถให้ทุนแก่ภาคเอกชนและประชาสังคมได้โดยตรง

ทั้งนี้ จะช่วยกระตุ้นให้เกิดการวิจัยและนวัตกรรมในภาคเอกชนและภาคประชาสังคม รวมทั้งสร้างระบบนิเวศนวัตกรรม และพระราชบัญญัติส่งเสริมการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. 2564 (TRIUP Act) กำหนดให้ถ่ายโอนความเป็นเจ้าของผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่เกิดจากทุนของรัฐไปยังผู้รับทุนที่มีศักยภาพในการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ ซึ่งจะช่วยเร่งการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์

5. Offset Policy คือการกำหนดเงื่อนไขให้ต้องมีความร่วมมือในการถ่ายทอดเทคโนโลยีและดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจผ่านโครงการที่ใช้งบประมาณของภาครัฐหรือภาครัฐร่วมกับภาคเอกชนในการจัดซื้อจัดจ้างจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นงานที่ สอวช. ผลักดันร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และกรมบัญชีกลาง โดยนโยบายนี้จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถให้กับ SMEs และIDE ไทย ผ่านการรับความรู้จากต่างประเทศ รวมถึงเป็นการช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและเพิ่มการจ้างงาน

ดร.สุรชัย ยังได้เน้นย้ำว่า การเปลี่ยน SMEs ของไทยให้กลายเป็น IDEs ที่สามารถแข่งขันได้ในระดับโลกต้องใช้ความพยายามร่วมกันจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย หน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา นักลงทุนภาคเอกชน และผู้นำอุตสาหกรรมต้องทำงานร่วมกันเพื่อสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการสร้างสรรค์นวัตกรรม โดยเชื่อมั่นว่า หากทุกภาคส่วน ร่วมมือกัน จะสามารถสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่เข้มแข็ง และผลักดันให้ IDE ไทยก้าวสู่การเป็นผู้นำในเวทีโลกได้อย่างแน่นอน

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’จัดพิธีเวียนธูปศักดิ์สิทธิ์ครั้งยิ่งใหญ่ เนื่องในเทศกาล‘ตรุษจีน’ประจำปี 2568

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’จัดพิธีเวียนธูปศักดิ์สิทธิ์ครั้งยิ่งใหญ่ เนื่องในเทศกาล‘ตรุษจีน’ประจำปี 2568

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’จัดพิธีเวียนธูปศักดิ์สิทธิ์ครั้งยิ่งใหญ่ เนื่องในเทศกาล‘ตรุษจีน’ประจำปี 2568

วันพฤหัสบดี ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 12.20 น.

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’จัดพิธีเวียนธูปศักดิ์สิทธิ์ครั้งยิ่งใหญ่ เนื่องในเทศกาล‘ตรุษจีน’ประจำปี 2568 เพื่อตั้งจิตอธิษฐานต่อเทพยดาฟ้าดิน (เจ้าแห่งสวรรค์) ขอให้ตนเองและครอบครัว เฮงๆ ตลอดปีมะเส็ง

เมื่อเวลา 23.00 น.วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2568 เวลา 23.00 น.) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ นายสุรพงษ์ เตชะหรูวิจิตร กรรมการและรองเลขาธิการ นายนิพนธ์ ลีละศิธร กรรมการ นายชาญกิจ วิทยาวรากรณ์ กรรมการ พร้อมด้วย คณะผู้ช่วยกรรมการ คณะผู้บริหาร อาสาสมัคร รวมทั้งศิษยานุศิษย์ และสาธุชนจำนวนมาก ร่วมในพิธีเวียนธูปศักดิ์สิทธิ์ เพื่อตั้งจิตอธิษฐานเทพยดาฟ้าดิน (เจ้าแห่งสวรรค์) และหลวงปู่ไต้ฮง ช่วยดลบันดาลให้ประสบโชคดีตลอดปีใหม่ พร้อมกับสรรเสริญและขอพรจากเทพเจ้า ให้ตนเอง และครอบครัว รวมถึงประเทศชาติ อยู่เย็นเป็นสุข ปราศจากโรคภัย เฮงๆ ตลอดปีมะเส็ง โดยมี คณะสงฆ์ฝ่ายอนัมนิกาย วัดอุภัยราชบำรุง เป็นผู้ประกอบพิธีสงฆ์ ณ ศาลเจ้าไต้ฮงกง มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย

“พิธีเวียนธูป” เนื่องในเทศกาลตรุษจีนนั้น เป็นพิธีที่สำคัญพิธีหนึ่ง จัดขึ้นในวันประสูติของเทพยดาฟ้าดิน (ทีกงแซ) เจ้าแห่งสวรรค์อันเป็นที่เคารพกันทั่วบ้านทั่วเมือง สำหรับชาวจีนแล้ว   ท่านเป็นเทพเจ้าที่ต้องให้ความเคารพอย่างสูงเหมือนกันหมด และเพื่อเป็นสัญญาณว่าได้สิ้นสุดงานเทศกาลตรุษจีน โดยทำพิธีเวียนธูปรอบศาลเจ้า 3 รอบ ตั้งจิตอธิษฐาน ระลึกพระคุณเทพยดาฟ้าดิน ขออำนาจฟ้าดินเป็นที่พึ่ง ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตนนับถือ เช่น หลวงปู่ไต้ฮง ช่วยดลบันดาลให้ประสบโชคดีตลอดปีใหม่ พร้อมกับสรรเสริญและขอพรจากเทพเจ้า เพื่อทำให้จิตใจเบิกบาน ผ่องแผ้ว และเริ่มต้นวันปีใหม่ของคนไทยเชื้อสายจีนอย่างมีความสุข และเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว

เนื่องจากขณะนี้ประเทศไทยเกิดสถานการณ์ปริมาณค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก [PM2.5] เกินมาตรฐาน อันเป็นวิกฤตการณ์ที่ศาลเจ้าไต้ฮงกง มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ตระหนัก และบูรณาการการจัดการเรื่อยมา ไม่ว่าจะเป็นการลดกระถางธูปสักการบูชา การงดการเผากระดาษชุดเครื่องสักการะที่ศาลเจ้าฯ การติดตั้งเครื่องบอกค่า PM2.5 อัตโนมัติ รวมถึงติดป้ายรณรงค์ขอความร่วมมือผู้มีจิตศรัทธางดจุดธูป-เทียน และการจัดเก็บธูป-เทียนที่จุดแล้วเร็วขึ้น รวมถึงจัดเจ้าหน้าที่ออกแจกจ่ายหน้ากากอนามัยแก่ประชาชนในพื้นที่ประสบภัย ด้วยความห่วงใย และตระหนักถึงสุขภาพประชาชนผู้มีจิตศรัทธาและสิ่งแวดล้อมส่วนรวม รวมถึงจัดให้มีมาตรการฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อไวรัสทุกวันหลังปิดทำการในแต่ละวัน และจัดจุดปฐมพยาบาลเพื่อดูแลและอำนวยความสะดวกแก่ผู้มีจิตศรัทธาที่มาร่วมงาน พร้อมทั้งจัดเตรียมหน้ากากอนามัยบริเวณกองอำนวยการในกรณีที่ผู้มีจิตศรัทธาต้องการใส่ขณะร่วมงานเทศกาลตรุษจีน และในขณะร่วมพิธีเวียนธูปศักดิ์สิทธิ์

เทศกาลตรุษจีน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง กำหนดจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยจัดให้มีทั้งการ “สักการะหลวงปู่ไต้ฮง (ไต้ฮงกง)” ร่วมลงชื่อทำบุญ “พะเก่ง”  คือการลงชื่อสวดชัยมงคลคาถา โดยพระสงฆ์อนัมนิกาย  เพื่อขอพรให้ครอบครัวเป็นสุข สะเดาะเคราะห์  เสริมโชคลาภ เสริมดวงชะตาตลอดปี  รับประทาน “สาคูสิริมงคล” รวมทั้งรับ “ฮู้แดง” ประทับยันต์หลวงปู่ ให้แคล้วคลาดปลอดภัย เพื่อความเป็นสิริมงคล เฮง ๆ ตลอดปีใหม่จีน

ซินเจียยู่อี่   ซินนี้ฮวดไช้ …  มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอบุญบารมีองค์หลวงปู่ไต้ฮง (ไต้ฮงกง) ส่งผลให้ท่านและครอบครัว มีความสุข ความเจริญ สุขภาพร่างกายแข็งแรง เฮงๆ ตลอดปี มะเส็ง

ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมงานสาธารณกุศลมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้ที่ เว็บไซต์ http://www.pohtecktung.org และ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ http://www.facebook.com/atpohtecktung

‘อธพ.-รธว.’เฝ้าฯรับเสด็จสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ

'อธพ.-รธว.'เฝ้าฯรับเสด็จสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ

‘อธพ.-รธว.’เฝ้าฯรับเสด็จสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 08.51 น.

5 กุมภาพันธ์ 2568 ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน พร้อมด้วย ดร.อาทิตย์ ศุขเกษม รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดินด้านวิชาการ เฝ้าฯ รับเสด็จสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในโอกาสเสด็จพระราชดำเนินไปทรงติดตามการดำเนินงานโครงการทหารพันธุ์ดี ณ ค่ายจิรประวัติ จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งหน่วยทหารในพื้นที่ได้ดำเนินโครงการทหารพันธุ์ดี เพื่อน้อมนำแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาดำเนินการให้เป็นรูปธรรมในค่ายทหาร และเป็นการสนองพระราชดำริ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  

อีกทั้ง ยังมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแหล่งการเรียนรู้ทางด้านเกษตรกรรม ตามศาสตร์พระราชา และเป็นการเชื่อมโยงไปยังราษฎรให้ได้รับประทานอาหารปลอดภัย และลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ในครัวเรือน  ซึ่งกรมพัฒนาที่ดิน โดยสถานีพัฒนาที่ดินนครสวรรค์ ได้ดำเนินการลงพื้นที่สำรวจดิน รวมถึงให้ความรู้เกี่ยวกับการปรับปรุงดินด้วยเทคโนโลยีการพัฒนาที่ดินอย่างถูกต้องและเหมาะสมกับดินในพื้นที่ และร่วมวางแผนในการจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ฯ ในโครงการทหารพันธุ์ดี ที่ใช้สำหรับเพาะปลูกพืชปลอดภัย เพื่อให้สามารถนำไปใช้ในการปลูกพืชในโครงการให้เจริญเติบโตได้อย่างดียิ่งขึ้น ในการนี้ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กราบบังคมทูลถวายรายงานข้อมูลการปรับปรุงดินด้วยเทคโนโลยีการพัฒนาที่ดินในพื้นที่ และการสาธิตการผลิตปุ๋ยหมักสูตรพระราชทาน ซึ่งใช้สำหรับการปรับปรุงคุณภาพดิน ทั้งทางด้านกายภาพ เคมี และชีวภาพ ทำให้ดินร่วนซุย ช่วยดูดซับธาตุอาหารในดินหรือจากปุ๋ยเคมีที่ใส่เพิ่มเติมไม่ให้สูญเสียได้ง่าย เป็นแหล่งธาตุอาหารพืช ทั้งธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรอง และธาตุอาหารเสริม ช่วยต้านทานความเปลี่ยนแปลงความเป็นกรดเป็นด่างของดิน ช่วยเพิ่มปริมาณและกิจกรรมของจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในดิน จึงช่วยให้พืชเจริญเติบโต มีความแข็งแรงตามธรรมชาติ เพิ่มประสิทธิภาพของปุ๋ยเคมี (เมื่อมีการใช้ร่วมกัน) จึงใช้ทดแทนหรือลดการใช้ปุ๋ยเคมีได้อีกด้วย

โรงเรียนอัสสัมชัญเปิดให้บริการ AC Counseling and Wellbeing Center

โรงเรียนอัสสัมชัญเปิดให้บริการ AC Counseling and Wellbeing Center

โรงเรียนอัสสัมชัญเปิดให้บริการ AC Counseling and Wellbeing Center

วันพุธ ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 18.28 น.

โรงเรียนอัสสัมชัญ เปิดให้บริการ AC Counseling and Wellbeing Center

“เพราะการพัฒนาด้านจิตใจ อารมณ์ สุขภาพจิต เป็นเรื่องสำคัญสำหรับวัยรุ่นในยุคนี้ การมีคนเข้าใจให้คำปรึกษา จะทำให้เรื่องราวต่าง ๆ ผ่านพ้นไปด้วยดี” โรงเรียนอัสสัมชัญ เล็งความสำคัญด้านสุขภาพจิตของนักเรียน ที่ต้องมีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านมาประจำที่โรงเรียน จึงเกิดความร่วมกันระหว่างโรงเรียนอัสสัมชัญ และมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) ระหว่างบัณฑิตวิทยาลัยมนุษยศึกษา มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ โดย ดร.กิติกร ดาวพิเศษ รองคณบดีบัณฑิตวิทยาลัยบริหารธุรกิจ กับ โรงเรียนอัสสัมชัญ โดย ภราดา ดร.อาวุธ ศิลาเกษ ผู้อำนวยการโรงเรียนอัสสัมชัญ จัดผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาประจำ ณ AC Counseling and Wellbeing Center

สำหรับ AC Counseling and Wellbeing มีห้องให้คำปรึกษา จำนวน 3 ห้อง ภายในชั้น 4 ห้องสมุดมาร์ติน เดอ ตูรส์ อาคารนักบุญหลุยส์-มารีย์ โรงเรียนอัสสัมชัญ เขตบางรัก กรุงเทพฯ มีนักจิตวิทยาวิชาชีพ ประจำจำนวน 1 ท่าน ในวันอังคาร-พุธ โดยจะเพิ่มนักจิตวิทยาวิชาชีพ อีก 1 ท่าน ในเร็ว ๆ นี้ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการให้คำปรึกษา เป็น วันจันทร์, อังคาร, พุธและศุกร์ พร้อมด้วย อาจารย์และนักศึกษา คณะบัณฑิตวิทยาลัยมนุษยศาสตร์ (Graduate School of Human Science) หลักสูตร Master of Science in Counseling Psychology มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ประจำวันจันทร์-ศุกร์ โดยเป็นผู้ให้คำแนะนำแก่คุณครูฝ่ายแนะแนวและฝ่ายจิตวิทยาของโรงเรียนอัสสัมชัญ ในการดูแล นักเรียน ครู บุคลากรทางการศึกษา หรือผู้ปกครองที่เข้าร่วมโครงการ “คลินิกให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิต” หรือ “Mental Health Clinic” ซึ่งเป็นการให้คำปรึกษาเพื่อการดูแลควบคู่ ไปกับนักจิตวิทยาอาชีพ โรงเรียนอัสสัมชัญ มีกระบวนการดูแล และลดความเสี่ยงปัญหาสุขภาพจิตให้กับนักเรียน ผ่าน AC Counseling and Wellbeing Center ประกอบด้วย 

– Mental Health Development : การพัฒนาสุขภาพจิต

– Counseling : การให้คำปรึกษา

– Training : การอบรม

โดยก่อนหน้านี้ ทาง ภราดา ดร.อาวุธ ศิลาเกษ ผู้อำนวยการโรงเรียนอัสสัมชัญ ได้มอบหมายให้ ภราดาพัชรปกรณ์ ลังบุบผา รองผู้อำนวยการ/หัวหน้าฝ่ายธุรการ-การเงิน/หัวหน้างานประชาสัมพันธ์ ที่ปรึกษาฝ่ายวิชาการ และฝ่ายโปรแกรมภาษาอังกฤษ ลงนามความร่วมมือระหว่าง โรงเรียนอัสสัมชัญ กับ City College Plymouth พร้อมร่วมหารือกับทาง กับ City College Plymouth และ University of PLYMOUTH เป็น Site Reference ในการจัดตั้งศูนย์ AC Counceling and Well-Being Center คุณครู บุคลากร หรือนักเรียนและผู้ปกครองที่สนใจ เข้ารับบริการให้คำปรึกษา สามารถนัดหมายได้ที่ คุณครูแนะแนว โรงเรียนอัสสัมชัญ

เคาะเลื่อน‘ปิดเทอม’เร็วขึ้นเป็น 30 ก.ย. ‘เปิดเรียน’คงเดิม เฝ้าระวังนักเรียน‘วันวาเลนไทน์’

เคาะเลื่อน‘ปิดเทอม’เร็วขึ้นเป็น 30 ก.ย. ‘เปิดเรียน’คงเดิม เฝ้าระวังนักเรียน‘วันวาเลนไทน์’

เคาะเลื่อน‘ปิดเทอม’เร็วขึ้นเป็น 30 ก.ย. ‘เปิดเรียน’คงเดิม เฝ้าระวังนักเรียน‘วันวาเลนไทน์’

วันอังคาร ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 15.36 น.

‘สพฐ.’เคาะแล้ว‘เปิดเทอมแรก’ 16 พ.ค.เหมือนเดิม เลื่อน‘ปิดเทอม’เป็น 30 ก.ย.ของทุกปี กำชับโรงเรียนให้‘0-ร.-มส.’ตามมาตรฐาน ลดภาระนักเรียน-ผู้ปกครอง

4 กุมภาพันธ์ 2568 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) แถลงภายหลังเป็นประธานการประชุมผู้บริหารระดับสูง สพฐ. ครั้งที่ 5/2568 ว่า จากการสอบการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (Ordinary National Educational Test: O-NET) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2567 และการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2567 เมื่อวันที่ 2 และ 3 ก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่ง พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศึกษาธิการ ได้ลงพื้นที่ไปตรวจเยี่ยมสนามสอบที่โรงเรียนสายน้ำผึ้ง ส่วนนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมช.ศธ. ได้ลงพื้นที่ไปเยี่ยมสนามสอบที่โรงเรียนพิบูลประชาสรรค์ พบว่า ภาพรวมการสอบในครั้งนี้มีนักเรียนชั้น ป.6 สมัครเข้าสอบรวม 476,000 คน คิดเป็นร้อย 91.37 มีนักเรียนชั้น ม.3 สมัครเข้าสอบ 424,000 กว่าคน คิดเป็นร้อยละ 81.51 โดยการสอบครั้งนี้ ดำเนินการไปด้วยความเรียบร้อยดีทั้ง ป. 6 และ ม.3

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อว่า สพฐ. ยังได้มีหนังสือซักซ้อมความเข้าใจเกี่ยวกับการวัดและประเมินผลการเรียนรู้และการสอนซ่อมเสริม โดยมีเจตนากระตุ้นให้สถานศึกษากำกับ ติดตาม ช่วยเหลือ สอนซ่อมเสริมและดำเนินการวัดและประเมินผลกรณีนักเรียนมีผลการเรียนไม่สมบูรณ์ (ติด 0 , ร. , มส.) เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาทั้งผู้เรียนและผู้สอน เพื่อให้การเรียนดีขึ้น ลดปัญหาของผู้เรียนในการติด 0 , ร. , มส. โดยขอให้ทุกสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) แจ้งไปยังสถานศึกษาให้ถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ตามนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” เพื่อลดภาระนักเรียนและผู้ปกครอง

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อว่า สำหรับโครงการ “พาน้องกลับมาเรียน พาการเรียนไปให้น้อง”  “OBEC Zero Dropout” ขณะนี้ทุกเขตพื้นที่การศึกษา 245 เขตทั่วประเทศ  ได้ดำเนินการค้นหาติดตามนักเรียนที่หลุดออกจากระบบการศึกษา อย่างเข้มข้น และได้กำหนดว่าภายในวันที่ 14 กุมภาพันธ์นี้ ทั้ง 245 เขต จะต้องติดตามเด็กให้ครบ 100% ในแต่ละเขตพื้นที่  ซึ่งขณะนี้มี 138 เขตที่ติดตามเด็กได้ครบ 100%แล้ว ดังนั้น 14 กุมภาพันธ์ นี้ ทั้ง  245 เขต ต้องทำให้ครบ 100%

สำหรับการเฝ้าระวังฝุ่นขนาดเล็ก PM  2.5 อย่างต่อเนื่องตามที่รัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการ มีความเป็นห่วงในเรื่องนี้  โดย สพฐ.ได้กำชับให้ทุกเขตพื้นที่ ทุกโรงเรียนและทุกเขตพื้นที่เฝ้าระวังในเรื่องนี้ ถ้าพบว่าที่ใดเป็นพื้นที่สีแดงผอ.โรงเรียนก็สามารถสั่งปิดโรงเรียนได้ ทันทีโดยไม่ต้องขออนุญาต สพฐ. โดยให้คำนึงถึงความปลอดภัยของนักเรียนเป็นหลัก

เลขาธิการ กพฐ.กล่าวด้วยว่า ตนได้เน้นย้ำการ ดูแล เฝ้าระวังเหตุ ในช่วงวันวาเลนไทน์ วันที่ 14 กุมภาพันธุ์ นี้ ซึ่งทุกปี สพฐ.จะมีการเฝ้าระวังน้องๆนักเรียนให้อยู่ในความประพฤติที่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม โดยได้นำเรื่องที่เกิดขึ้นจากปีที่ผ่านมานำมาถอดบทเรียน และหาทางป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำอีก

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวถึงการ เปิดปิดภาคเรียน ว่า เมื่อวันที่ 3 ก.พ.ที่ผ่านมา สพฐ. ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดการการศึกษา อาทิ  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, กระทรวง อว., กรุงเทพมหานคร, สำนักงานพระพุทธศาสนา โดยทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเห็นด้วย ที่จะให้เปิดภาคเรียนแรกในวันที่ 16 พ.ค. เหมือนเดิม แต่ให้เลื่อนการปิดภาคเรียน เป็นวันที่ 30 ก.ย. ของทุกปี  จากเดิมจะปิดภาคเรียนในวันที่ 11 ตุลาคม ส่วนเทอมที่ 2 เปิดเทอมวันที่ 1 พ.ย. และปิดภาคเรียน วันที่  31 มี.ค.ในปีถัดไป

“ดังนั้นเทอมที่ 2 ยังเหมือนเดิม ความต่างที่เกิดขึ้น คือ ในภาคเรียนที่ 1 เด็กจะได้หยุดประมาณ 1 เดือนเต็ม และการปิดเทอมในวันที่ 30 ก.ย. ก็สอดคล้องกับการบริหารอัตรากำลัง สอดคล้องกับครูที่จะเกษียณ 30 กันยายน สอดคล้องกับการย้ายครู  สอดคล้องกับปีงบประมาณ ซึ่งมีข้อดีอีกหลายอย่าง  ทั้งนี้ สพฐ. กำลัง ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเพื่อรายงานให้ รมว.ศึกษาธิการ พิจารณาอีกครั้งหนึ่งว่าจะเริ่มใช้เมื่อไหร่อย่างไร ขณะนี้กำลังทำรายละเอียดเนื่องจาก รมว.ศึกษาธิการ มีความเป็นห่วง จึงให้วิเคราะห์ศึกษาให้ละเอียดรอบครอบก่อนตัดสินใจว่าจะต้องปรับแก้ระเบียบอะไรอย่างอย่างไรบ้าง”

เลขาธิการ กพฐ. ได้เน้นย้ำถึงการขับเคลื่อนโครงการอำเภอ หนึ่งโรงเรียนคุณภาพ จากที่ Kick off ที่จังหวัดบุรีรัมย์ ไปแล้วซึ่งมีโรงเรียนพาร์ทเนอร์มาจับคู่กับโรงเรียนที่จะส่งเสริมพัฒนาคุณภาพโรงเรียน จึงได้เน้นย้ำว่าให้ขยายผลให้ครบทั้ง 77 จังหวัด

ผลงานวิจัย ASIA-AQ เผย ‘PM2.5 ภาคเหนือ’ มาจากการเผาชีวมวล

ผลงานวิจัย ASIA-AQ เผย ‘PM2.5 ภาคเหนือ’ มาจากการเผาชีวมวล

ผลงานวิจัย ASIA-AQ เผย ‘PM2.5 ภาคเหนือ’ มาจากการเผาชีวมวล

วันอังคาร ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

หลังเสร็จสิ้นภารกิจบินสำรวจและเก็บข้อมูลคุณภาพอากาศภายใต้โครงการ ASIA-AQ เมื่อเดือนมีนาคมปีที่แล้ว ทีมประเทศไทยโดย GISTDA และหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยังคงเดินหน้าศึกษาวิจัยข้อมูลต่างๆ รวมถึงปัจจัยที่เกี่ยวข้องร่วมกับ NASA อย่างต่อเนื่องและล่าสุดได้มีการจัดงาน ASIA-AQScience Team Meeting โดยมีทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยต่างๆ ในประเทศไทย รวมถึง GISTDA เข้าร่วมและได้มีพบกับทีมนักวิทยาศาสตร์จาก NASA นำโดย James H. Crawford และนักวิทยาศาสตร์จากประเทศต่างๆ ที่เข้าร่วมโครงการ ASIA-AQ เพื่อร่วมหารือเกี่ยวกับข้อมูลที่วิเคราะห์ได้ในเบื้องต้น

ผลการวิเคราะห์เบื้องต้นดังกล่าวได้ถูกนำเสนอในการประชุม ASIA-AQ Science Team ซึ่งพบว่า การเผาชีวมวล (Biomass Burning) เป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดมลพิษจากฝุ่นละอองในภาคเหนือของประเทศไทย ซึ่งข้อสรุปนี้ได้รับการสนับสนุนจากหลักฐานหลายประการ รวมถึงปริมาณละอองลอยอินทรีย์ (Organic Aerosol) ปฐมภูมิและทุติยภูมิที่วัดได้จากอุปกรณ์บนเครื่องบินของ NASA ตลอดจนสารประกอบในบรรยากาศที่เกี่ยวข้องกับการเผาไหม้ รวมถึงการข้อมูลการตรวจวัดภาคพื้นดินที่ดำเนินการโดยนักวิจัยจากสหพันธ์สาธารณรัฐเกาหลีในจังหวัดเชียงใหม่ ในช่วง ASIA-AQ Campaignอีกด้วย

ขณะที่มลพิษทางอากาศในกรุงเทพฯ เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ร่วมกับการเผาชีวมวล ซึ่งความแตกต่างกันของแหล่งที่มาเหล่านี้ เน้นย้ำให้เห็นความจำเป็นในการเข้าใจถึงความแตกต่างของการเกิดมลพิษในระดับภูมิภาค เพื่อให้เกิดการวางกลยุทธ์ในการป้องกันและบรรเทาผลกระทบที่เหมาะสมทั้งนี้ การทำความเข้าใจในแหล่งที่มาของมลพิษทางอากาศต้องมีความระมัดระวังในการแยกแยะละอองลอยจากแหล่งกำเนิดโดยตรง และละอองลอยทุติยภูมิ ซึ่งเบื้องต้นในช่วง ASIA-AQ Campaign พบว่า PM2.5ส่วนใหญ่เป็นละอองลอยที่ผ่านปฏิกิริยาเคมีในชั้นบรรยากาศ ซึ่งเกิดจากกิจกรรมของมนุษย์และควันเก่าจากการเผาชีวมวล เน้นย้ำให้เห็นถึงความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเข้าใจและให้ความสำคัญกับผลกระทบที่เกิดขึ้นทั้งหมดจากการเผาไหม้

ด้าน ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการGISTDA กล่าวว่า ตลอดระยะเกือบ 1 ปีที่ผ่านมา GISTDA ได้ร่วมมือกับทีมนักวิทยาศาสตร์ไทยที่มาจากหลายหน่วยงาน และได้ทำงานกับ NASA อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับปัจจัยที่ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศในประเทศไทย โดยผลการวิจัยเหล่านี้จะอยู่ในรายงานที่ GISTDA-NASA จัดทำร่วมกัน และมีกำหนดจะเผยแพร่ต่อสาธารณชนในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2568 และในระหว่างนี้การตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์ยังต้องดำเนินการไปอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สาธารณะเกิดความเข้าใจเกี่ยวกับพลวัตของมลพิษทางอากาศในประเทศไทยที่มาจากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และผลการวิจัยที่ได้มาตรฐานและเชื่อถือได้

รายงานพิเศษ : พช.ดันงาน ‘OTOP ภูมิภาค 2568’ ยกทัพสินค้าท้องถิ่น กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

รายงานพิเศษ : พช.ดันงาน ‘OTOP ภูมิภาค 2568’  ยกทัพสินค้าท้องถิ่น กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

รายงานพิเศษ : พช.ดันงาน ‘OTOP ภูมิภาค 2568’ ยกทัพสินค้าท้องถิ่น กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

วันอังคาร ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กรมการพัฒนาชุมชน(พช.) เตรียมจัดงาน “OTOP ภูมิภาค 2568” ภายใต้ แนวคิด “OTOP ช้อปสนุก สุขทุกภาค” ในพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ จ.อุดรธานี จ.นครศรีธรรมราช จ.บุรีรัมย์ จ.เชียงใหม่ และ จ.พระนครศรีอยุธยา พบกับสุดยอดสินค้าภูมิปัญญาที่มีคุณภาพ และสินค้าที่บ่งบอกอัตลักษณ์ในแต่ละท้องถิ่น เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดให้ผู้ประกอบการ OTOP ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทย คาดสร้างรายได้รวม 100 ล้านบาท

นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เปิดเผยว่า งาน “OTOP ภูมิภาค 2568” จะเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตผู้ประกอบการ OTOP ระดับ 3-5 ดาวจากทุกจังหวัดทั่วประเทศ คัดสรรผลิตภัณฑ์จากภูมิปัญญาที่มีคุณภาพ มาร่วมแสดงและจำหน่ายให้แก่ประชาชนทุกภูมิภาคได้ชมและเลือกซื้อในราคาพิเศษ จำนวนกว่า 300 ร้านค้า แบ่งเป็น 5 ประเภทผลิตภัณฑ์ได้แก่ อาหาร/เครื่องดื่ม/ผ้า เครื่องแต่งกาย/ของใช้ ของตกแต่ง ของที่ระลึก/สมุนไพรที่ไม่ใช่อาหาร และ OTOP ชวนชิม ที่มีชื่อเสียงของแต่ละจังหวัด ยกทัพรวมพลกันมาจัดแสดงและจำหน่ายในพื้นที่จังหวัดที่เป็นจุดจัดงาน ภายในเต็นท์โดมขนาดใหญ่ติดแอร์ตลอดงาน

โดยในงานจะตกแต่งด้วยสีสันที่สดใส สนุกสนาน สะท้อนอัตลักษณ์ของแต่ละภูมิภาค ที่ทำให้ผู้มาเยือนมีความสุขและสนุกกับการช้อป และเพลิดเพลินกับการชมกิจกรรมโชว์การสาธิตต่างๆ อาทิ การสาธิตการย้อมเย็นด้วยสีธรรมชาติ จากดอกอัญชัน โดยกลุ่มดีเทล ชุมชนเครือข่ายทางวัฒนธรรมหนองไผ่ล้อม จ.นครราชสีมา และโชว์การสาธิตการปักผ้าลายวิธีถิ่นล้านนา โดยกลุ่มแสงแก้วล้านนา จ.ลำพูน เพื่อเป็นการเชื่อมโยงภูมิปัญญาในแต่ละท้องถิ่นซึ่งจะช่วยสร้างบรรยากาศในการช้อป และเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนมากขึ้น ทำให้เกิดระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนในชุมชน

นายสยาม กล่าวต่อไปว่า สำหรับการจัดงาน “OTOP ภูมิภาค 2568” กำหนดจัดงานรวม 5 ครั้ง ครั้งละ 7 วัน ใน 5 จังหวัด ได้แก่ ครั้งที่ 1 วันที่ 6-12 กุมภาพันธ์ ณ สนามทุ่งศรีเมือง จ.อุดรธานี,ครั้งที่ 2 วันที่ 15 – 21 กุมภาพันธ์ ณ ลานจอดรถ หน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลนครศรีธรรมราช จ.นครศรีธรรมราช,ครั้งที่ 3 วันที่ 28 กุมภาพันธ์ – 6 มีนาคมณ สนามช้างอารีน่า จ.บุรีรัมย์, ครั้งที่ 4วันที่ 10-16 มีนาคม ณ สวนเฉลิมพระเกียรติ82 พรรษา จ.เชียงใหม่ และครั้งที่ 5 วันที่ 1 – 7 พฤษภาคม ณ ลานข้างวัดพระราม จ.พระนครศรีอยุธยา โดยการจัดงานทั้ง5 ครั้ง ตั้งเป้ายอดจำหน่ายภายในงานรวม 100 ล้านบาท

ภายในงาน นอกจากจะพบกับผลิตภัณฑ์ OTOP ทั้ง 5 ประเภท และ OTOP ชวนชิมที่มีชื่อเสียงของแต่ละจังหวัดแล้ว ยังมีการสาธิตและจัดแสดงกระบวนการพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีความโดดเด่น เพื่อเพิ่มเสน่ห์ ดึงดูดความสนใจ ให้กับผลิตภัณฑ์ OTOP การแสดงศิลปวัฒนธรรม การแสดงจากเยาวชนในจังหวัด รวมถึงการแสดงมินิคอนเสิร์ตจากเหล่าศิลปินนักร้อง และกิจกรรมส่งเสริมการขายเช่น สินค้าดีนาทีทอง สินค้าโปรโมชั่นที่สำคัญผู้ที่มาร่วมช้อป ชม ชิม กับกิจกรรมภายในงาน สามารถลุ้นรับโชคกับรางวัล GIFT VOUCHER ในทุกวัน และรางวัลใหญ่ในวันสุดท้ายของการจัดงาน รวมมูลค่ากว่า 100,000 บาท อีกด้วย

“โอกาสนี้ อยากขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมสนับสนุน และเป็นกำลังใจให้กับผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ด้วยการอุดหนุนสินค้าในงาน OTOP ภูมิภาค ที่จะจัดขึ้นทั้ง 5 จังหวัดในเร็วๆ นี้ เพื่อช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนต่อไป” อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวทิ้งท้าย

‘ดร.วรวรงค์’ผอ.MWIT สร้างประวัติศาสตร์คนไทยคนแรกนั่งปธ.เครือข่ายรร.วิทยาศาสตร์ชั้นนำโลก

‘ดร.วรวรงค์’ผอ.MWIT สร้างประวัติศาสตร์คนไทยคนแรกนั่งปธ.เครือข่ายรร.วิทยาศาสตร์ชั้นนำโลก

‘ดร.วรวรงค์’ผอ.MWIT สร้างประวัติศาสตร์คนไทยคนแรกนั่งปธ.เครือข่ายรร.วิทยาศาสตร์ชั้นนำโลก

วันจันทร์ ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 14.43 น.

‘ดร.วรวรงค์’ผอ.MWIT สร้างประวัติศาสตร์คนไทยคนแรกที่ได้รับเลือกเป็นประธานเครือข่ายโรงเรียนวิทยาศาสตร์ชั้นนำของโลก

3 กุมภาพันธ์ 2568 ดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช ผู้อำนวยการโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ (MWIT) เปิดเผยว่า หลังจากที่กระทรวงศึกษาธิการ โดยโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ จัดงานมหกรรมวิทยาศาสตร์นานาชาติ International Students Science Fair (ISSF 2025) เพื่อเฉลิมพระเกียรติ 70 พรรษา สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อวันที่ 26-31 มกราคมที่ผ่านมา โดยมีโรงเรียนวิทยาศาสตร์ชั้นนำจาก 17 ประเทศทั่วโลก รวม 26 โรงเรียนเข้าร่วม ซึ่งล้วนเป็นสถาบันการศึกษาที่มีมาตรฐานสูงจากประเทศชั้นนำ อาทิ สิงคโปร์ อังกฤษ เกาหลี และออสเตรเลีย

“ที่ประชุมเครือข่ายโรงเรียนวิทยาศาสตร์ชั้นนำระดับโลกได้มีมติเลือก ดร.วรวรงค์ ดำรงตำแหน่งประธานเครือข่ายฯ คนใหม่ แทนผู้ดำรงตำแหน่งเดิมที่เกษียณอายุ หลังจากทำหน้าที่มานานถึง 11 ปี นับตั้งแต่การก่อตั้งเครือข่ายในปี 2014 นับเป็นครั้งแรกที่คนไทยได้รับเกียรติให้ดำรงตำแหน่งสำคัญนี้” ผู้อำนวยการ MWIT กล่าว

ดร.วรวรงค์ ระบุว่า จากนี้ไป ตนจะปฏิบัติหน้าที่อย่างสุดความสามารถ เพื่อส่งเสริมชื่อเสียงของประเทศไทยและวงการวิทยาศาสตร์ระดับนานาชาติ พร้อมนำองค์ความรู้จากการแลกเปลี่ยนภายในงาน ISSF มาพัฒนา “หลักสูตรแห่งอนาคต” ที่ได้มาตรฐานสากล และนำไปประยุกต์ใช้ในโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ รวมถึงขยายผลไปยังโรงเรียนวิทยาศาสตร์ของไทย เช่น โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย และสถาบันการศึกษาที่เน้นหลักสูตรวิทยาศาสตร์เชิงลึกทั่วประเทศ ///-005

‘ครูอุ้ม’ เปิดศึกชิงแชมป์ OBEC ESPORTS TOURNAMENT 2024 ‘กีฬาอีสปอร์ต’

'ครูอุ้ม' เปิดศึกชิงแชมป์ OBEC ESPORTS TOURNAMENT 2024 'กีฬาอีสปอร์ต'

‘ครูอุ้ม’ เปิดศึกชิงแชมป์ OBEC ESPORTS TOURNAMENT 2024 ‘กีฬาอีสปอร์ต’

วันเสาร์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 15.37 น.

“ครูอุ้ม” เปิดศึกชิงแชมป์ OBEC ESPORTS TOURNAMENT 2024 รอบตัดสิน ชูกีฬาอีสปอร์ตสร้างรายได้ ต่อยอดอาชีพได้หลากหลาย

เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2568 พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาอีสปอร์ตระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน OBEC ESPORTS TOURNAMENT 2024 รอบชิงชนะเลิศ  โดยมี ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน  (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การจัดงาน พร้อมด้วย นางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการ  กพฐ.),  รศ.ดร.ชุติกาญจน์ ศรีวิบูลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา นายสันติ โหลทอง นายกสมาคมกีฬาอีสปอร์ตแห่งประเทศไทย  ผู้บริหารของ สพฐ. ผู้บริหาร คณะกรรมการ ครูที่ปรึกษา และนักกีฬา เข้าร่วม ณ ไอส์แลนด์ฮอลล์ ชั้น 3 ศูนย์การค้าแฟชั่นไอส์แลนด์ กรุงเทพมหานคร

พลตำรวจเอก เพิ่มพูน กล่าวว่า  ในปัจจุบัน “อีสปอร์ต” เป็นสิ่งที่เด็กและเยาวชนของเราให้ความสนใจเพิ่มมากขึ้น อีสปอร์ตจึงไม่เพียงแต่เป็นกีฬารูปแบบหนึ่ง แต่เป็นโอกาสให้กับเด็ก ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา และการต่อยอดสู่อาชีพที่หลากหลาย ตอบสนองต่อความต้องการในปัจจุบัน อีสปอร์ตสามารถเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ และกลายเป็นแรงขับเคลื่อนที่ต่อยอดไปสู่นวัตกรรมทางการศึกษาได้เช่นกัน โดยการจัดการแข่งขันครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่เปิดโอกาสให้กับนักเรียนได้สัมผัสกับประสบการณ์จริง ผ่านการฝึกฝนและการลงมือปฏิบัติ ช่วยสร้างคุณค่าที่สำคัญ เช่น การมีวินัย การคิดวิเคราะห์ และการแสดงน้ำใจนักกีฬา ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้ล้วนเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะช่วยพัฒนานักเรียนให้เป็นทรัพยากรบุคคล ที่มีคุณภาพและสามารถสร้างประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติต่อไป

“ขอแสดงความยินดีกับนักกีฬาทั้ง 20 ทีม ที่ได้ผ่านเข้ารอบ จากการแข่งขันรอบคัดเลือกตัวแทนภูมิภาค แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจ การที่ทุกท่านสามารถก้าวมาถึงรอบชิงชนะเลิศในวันนี้เป็นเครื่องยืนยันได้ถึงความสามารถและความพยายามของนักกีฬาทุกคน และขอเป็นกำลังใจให้กับนักกีฬาทุกคน ขอให้ใช้ความสามารถอย่างเต็มที่ ด้วยความมุ่งมั่น ตั้งใจ และรักษาความมีน้ำใจนักกีฬา พร้อมทั้งเก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่ได้รับจากการแข่งขันครั้งนี้ไปพัฒนาตนเองให้เติบโตต่อไป” รมว.ศธ. กล่าว

ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา (มร.สส.)  และสมาคมกีฬาอีสปอร์ตแห่งประเทศไทย จัดการแข่งขันนี้ขึ้นเพื่อส่งเสริมให้นักเรียนระดับมัธยมศึกษาได้แสดงศักยภาพและพัฒนาทักษะในกีฬาอีสปอร์ต ซึ่งเป็นหนึ่งในทักษะสำคัญของศตวรรษที่ 21 เพื่อเป็นผลงานสร้างชื่อเสียงให้กับตนเองและโรงเรียน นักเรียนที่รักในกีฬาอีสปอร์ตสามารถค้นพบตัวเองและมุ่งพัฒนาตนเองให้ไปสู่การศึกษาต่อในสาขาที่เกี่ยวข้อง โดยมีโรงเรียนจากทั่วประเทศเข้าร่วมแข่งขันตั้งแต่รอบคัดเลือกในเดือนธันวาคม 2567 – มกราคม 2568 และขับเคี่ยวกันจนได้ทีมที่ดีที่สุดมาสู่รอบสุดท้าย โดยมี 20 ทีมอีสปอร์ตสุดแกร่งจาก 5 ภูมิภาค ที่ผ่านการคัดเลือกจาก 1,404 ทีม มาร่วมชิงชัยเพื่อคว้าตำแหน่งแชมป์แห่งปี 2024 โดยในวันพรุ่งนี้ (2 ก.พ.68) รู้ผล 

.-008