คุมประพฤติ‘นักเรียน’ เพิ่ม‘บุหรี่ไฟฟ้า-บารากุไฟฟ้า’ของต้องห้าม ข้องแวะโดนโทษ 4 ระดับ

คุมประพฤติ‘นักเรียน’ เพิ่ม‘บุหรี่ไฟฟ้า-บารากุไฟฟ้า’ของต้องห้าม ข้องแวะโดนโทษ 4 ระดับ

คุมประพฤติ‘นักเรียน’ เพิ่ม‘บุหรี่ไฟฟ้า-บารากุไฟฟ้า’ของต้องห้าม ข้องแวะโดนโทษ 4 ระดับ

วันอังคาร ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2568, 14.04 น.

‘ครม.’เห็นชอบร่างกฎกระทรวงกำหนดการประพฤติของนักเรียนและนักศึกษา เพิ่ม‘บุหรี่ไฟฟ้า-บารากุไฟฟ้า’เป็นของต้องห้าม พร้อมกำหนดบทลงโทษหากพบเข้าไปข้องเกี่ยว

เมื่อเวลา 12.30 น.วันที่ 7 ม.ค.68 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบร่างกฎกระทรวงกำหนดการประพฤติของนักเรียนและนักศึกษา ซึ่งเกี่ยวกับพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 ตามที่กระทรวงศึกษาธิการ เสนอ เดิมกฎหมายตัวนี้เป็นเรื่องที่ห้ามนักเรียนเกี่ยวข้องกับยาเสพติดเช่น บุหรี่ และยาเสพติดอื่นๆ แต่ปัจจุบันมีบุหรี่ไฟฟ้า บารากุ และวัตถุออกฤทธิ์อื่นๆ ที่เป็นภัยคุกคามเพิ่มเข้ามา ทางทางกระทรวงศึกษาธิการ จึงเสนอของต้องห้าม คือ 1.บุหรี่ไฟฟ้า 2.บารากุไฟฟ้า และวัตถุออกฤทธิ์อื่นๆตามกฎหมายว่าด้วยวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท โดยมีบทลงโทษสำหรับนักเรียนที่เข้าไปเกี่ยวข้อง 4 ระดับ คือ 1.ว่ากล่าวตักเตือน 2.ทำทัณฑ์บน 3.ตัดคะแนนความประพฤติ และ4.ทำกิจกรรมเพื่อให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

“รมว.ศึกษาธิการเห็นว่าเราไม่สามารถไปยึดของพวกนี้ได้ ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องดำเนินการ เช่น หากของเหล่านี้ถูกนำเข้ามาตามช่องทางธรรมชาติ จะต้องมีการจับกุมจากหน่วยงานที่มีหน้าที่ดูแล เป็นต้น” นายคารม ระบุ

ด้าน พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังการประชุม ครม. ว่า ที่ประชุมได้เห็นชอบร่างกฎกระทรวงกำหนดความประพฤติ ของนักเรียนและนักศึกษาฉบับที่พ.ศ…ใหม่ เนื่องจาก กฎกระทรวงฉบับเดิมเมื่อปี 2548 ครอบคลุมเรื่องการซื้อ จำหน่าย แลกเปลี่ยน เสพสุราหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ สิ่งมึนเมา บุหรี่ หรือยาเสพติดเท่านั้น ซึ่งการปรับร่างกฎกระทรวงใหม่ได้ปรับปรุงถ้อยคำให้ครอบคลุมลักษณะการกระทำให้มีความทันสมัยมากยิ่งขึ้น นอกเหนือจากซื้อจำหน่ายแลกเปลี่ยนและเสพ และให้เพิ่มสินค้าที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เพื่อให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับ สภาพการณ์ปัจจุบัน คือ การซื้อ จำหน่าย จ่าย แจก แลกเปลี่ยนให้ ส่งมอบ มีไว้เพื่อขาย เสพ บริโภค สูบครอบครอง หรือกระทำการอื่นใดในลักษณะเดียวกัน ซึ่งสุรา เครื่องดื่ม ที่มีแอลกอฮอล์ สิ่งมึนเมา บุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า น้ำยาสำหรับเติมบุหรี่ไฟฟ้า บารากู่ ตัวยาบารากู่ บารากู่ไฟฟ้า น้ำยาสำหรับเติมบารากู่ไฟฟ้า ยาเสพติดหรือวัตถุออกฤทธิ์อื่นใดตามกฎหมายว่าด้วยวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท เพื่อป้องกันไม่ให้นักเรียนนักศึกษาเข้าไปข้องเกี่ยวกับสิ่งอบายมุข

อย่างไรก็ตามหลังจากครม.เห็นชอบร่างกฎกระทรวงกำหนดความประพฤติ ของนักเรียนและนักศึกษาฉบับที่ พ.ศ. …มาแล้ว ตนจะลงนามประกาศกฎกระทรวงฉบับดังกล่าว เพื่อให้มีผลบังคับใช้ดำเนินการกับเด็กนักเรียนที่นำสิ่งผิดกฎหมายมาโรงเรียน

พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวต่อว่า นอกจากการจัดทำร่างกฎกระทรวงฉบับดังกล่าวแล้วยังได้มีการพูดคุยกับกระทรวงพาณิชย์ (พณ.) ในการแต่งตั้งผู้อำนวยการโรงเรียนหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องในโรงเรียนเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ที่สามารถมีอำนาจตรวจยึดบุหรี่ไฟฟ้าหรือสิ่งผิดกฎหมายจากต่างประเทศได้ ซึ่งตอนนี้ยังอยู่ในการพิจารณาของพณ. ขณะเดียวกันยังได้มอบหมายฝ่ายกฎหมายของศธ. ร่างกฎหมายของกระทรวงขึ้นมาเอง ในการดูแลและมีอำนาจตรวจยึดและทำลายสิ่งของประเภทดังกล่าวได้มากขึ้น

‘ศุภมาส’ขู่ฟัน‘ม.สยาม’หากไม่ดำเนินคดี‘ผู้บริหารชาวจีน’จัดอบรม‘อาสาตำรวจจีน’

https://www.naewna.com/local/851618

‘ศุภมาส’ขู่ฟัน‘ม.สยาม’หากไม่ดำเนินคดี‘ผู้บริหารชาวจีน’จัดอบรม‘อาสาตำรวจจีน’

‘ศุภมาส’ขู่ฟัน‘ม.สยาม’หากไม่ดำเนินคดี‘ผู้บริหารชาวจีน’จัดอบรม‘อาสาตำรวจจีน’

วันอังคาร ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2568, 10.05 น.

‘ศุภมาส’จ่อ​ฟัน​‘ม.สยาม’หากไม่ดำเนินคดี‘ผู้บริหารชาวจีน’จัดหลักสูตร‘อาสาตำรวจจีน’ภายใน 1-2 วัน สั่งทบทวนคุมจัดอบรม Non- degree

เมื่อเวลา 09.15 น.วันที่ 7 มกราคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (รมว.อว.) กล่าวถึงกรณีอธิการบดีมหาวิทยาลัยสยามแถลงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเปิดหลักสูตรอบรมอาสาตำรวจจีน ว่า เป็นไปตามที่ปรากฏในข่าวว่าทางมหาวิทยาลัยไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่เป็นผู้บริหารคนหนึ่งของมหาวิทยาลัยซึ่งเป็นชาวจีนจัดอบรมเองโดยพลการ ไม่มีการขออนุญาตใช้ตราสัญลักษณ์มหาวิทยาลัย ดังนั้น

น.ส.ศุภมาส กล่าวว่า หนึ่งในผู้เสียหายคือมหาวิทยาลัย จึงเป็นหน้าที่ของมหาวิทยาลัยที่จะไปแจ้งความร้องทุกข์เพื่อดำเนินคดีกับผู้บริหารท่านนี้ หลังจากมหาวิทยาลัยยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ไม่มีส่วนรู้เห็น และไม่มีการเก็บเงิน แต่มีการใช้ตราสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัย ถือเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ.2546 ซึ่งผู้บริหารชาวจีนได้ร่วมจัดอบรมกับหน่วยงานเอกชนข้างนอก เก็บเงินผู้เข้าร่วมรายละ 38,000 บาท  กว่า 20 คน

“หากมหาวิทยาลัยไม่ไปแจ้งความร้องทุกข์ กระทรวง อว. ก็จะเข้าไปกำกับดูแลและดำเนินคดีกับมหาวิทยาลัย ส่วนกรอบระยะเวลาไม่ได้มีกำหนดแต่มองว่ามหาวิทยาลัยควรเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุด แต่คาดว่า น่าจะใช้เวลาภายใน1-2 วัน เพราะไม่มีสาเหตุอะไรที่ต้องรอ สังคมรอคำตอบอยู่” น.ส.ศุภมาส กล่าว

น.ส.ศุภมาส กล่าวว่า ส่วนตัวได้มีการสอบถามกับมหาวิทยาลัย ถึงความเป็นไปได้ที่ไม่ทราบเรื่องการจัดอบรมดังกล่าว ซึ่งทางมหาวิทยาลัยได้ชี้แจงว่า การจัดอบรมเพิ่งมีแค่ครั้งเดียว และมีคนเข้าร่วมน้อย ไม่ได้ผ่านกระบวนการของมหาวิทยาลัย จึงต้องรอดูต่อไปว่ามหาวิทยาลัยซึ่งเป็นหน่วยงานที่เป็นเจ้าทุกข์จะไปแจ้งความดำเนินคดีหรือไม่ รวมถึงต้องมีการตั้งกรรมการสอบวินัยของผู้บริหารจีนเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นการหักเงินเดือน ตัดเงิน ตักเตือนหรือไปจนถึงการไล่ออก

ทั้งนี้ ในอดีตหลักสูตรการจัดอบรมและให้ใบประกาศนียบัตร หรือเรียกว่า Non-degree หรือหลักสูตรที่ไม่ได้รับปริญญา ซึ่งหลักสูตรอบรมดังกล่าวก็เป็นหนึ่งในหลักสูตร Non-degree ซึ่งไม่มีระเบียบที่จะเข้าไปกำกับดูแลในส่วนนี้ได้ แต่ในระยะหลังเริ่มมีมีปัญหาเกี่ยวกับการจัดหลักสูตรอบรมมากขึ้นทำให้ต้องมาทบทวน รวมถึงแก้ระเบียบที่จะเข้าไปกำกับดูแลหลักสูตรNon-degree ให้เกิดความเรียบร้อยและไม่ให้เกิดความเสียหายด้วย

ม.กรุงเทพ จัดมหกรรมงานวิ่งสร้างสรรค์ปีที่ 2 ‘BU RUN 2025’

https://www.naewna.com/local/851507

ม.กรุงเทพ จัดมหกรรมงานวิ่งสร้างสรรค์ปีที่ 2 ‘BU RUN 2025’

ม.กรุงเทพ จัดมหกรรมงานวิ่งสร้างสรรค์ปีที่ 2 ‘BU RUN 2025’

วันอังคาร ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยกรุงเทพ จัดมหกรรมงานวิ่งสร้างสรรค์ปีที่ 2 ชวนนักวิ่งและศิษย์เก่า ศิษย์ปัจจุบัน BU มาร่วมวิ่งหรือเดินบนดินแดนแห่งความคิดสร้างสรรค์ในรั้วมหาวิทยาลัยที่ร่มรื่นกับเส้นทางใหม่บรรยากาศทะเลสาบยามเช้า ร่วมสร้างสุขปันรักให้อบอุ่นหัวใจ มอบรายได้จากกิจกรรมเป็นทุนการศึกษาให้นักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ โดยจัดขึ้นใน
วันอาทิตย์ที่ 9 กุมภาพันธ์ 2568 เวลา 05.00-07.20 น. ณ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เปิดรับสมัครถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2567 สมัครวิ่งที่ https://race.thai.run/burun2025

ระยะทาง 10 km. ค่าสมัคร 700 บาท 5 km. ค่าสมัคร 500 บาท ติดตามข่าวสารได้ที่ https://www.facebook.com/burun.bangkokuniversity?
mibextid=LQQJ4d
 หรือเบอร์โทร.062-3245245 และ 081-6675340

DPU เปิดโครงการ ‘Guijiang Workshop’ เสริมทักษะ นศ.จีน-ไทย ปั้นนักไลฟ์มืออาชีพ

https://www.naewna.com/local/851513

DPU เปิดโครงการ ‘Guijiang Workshop’  เสริมทักษะ นศ.จีน-ไทย ปั้นนักไลฟ์มืออาชีพ

DPU เปิดโครงการ ‘Guijiang Workshop’ เสริมทักษะ นศ.จีน-ไทย ปั้นนักไลฟ์มืออาชีพ

วันอังคาร ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) ร่วมกับ Chinese Plus วิทยาลัยอาชีวศึกษาอีคอมเมิร์ซกุ้ยโจว ประเทศจีน และบริษัทกุ้ยโจว เฉียนเยว่โยวผิ่น อิมพอร์ต แอนด์ เอ็กซ์พอร์ต อีคอมเมิร์ซ จำกัด ลงนามความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) เปิดโครงการ “Guijiang Workshop” และ “สถาบันอุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนจีน-ไทย”เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางวิชาการ พัฒนาทักษะอีคอมเมิร์ซ และกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันการศึกษาไทยและจีน ภายใต้การสนับสนุนของศูนย์ความร่วมมือด้านภาษาและวัฒนธรรมจีนของกระทรวงศึกษาธิการจีน โดยมี ผศ.ดร.พัทธนันท์ เพชรเชิดชู รองอธิการบดีสายงานวิชาการ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ผศ.ดร.ศิริเดช คำสุพรหม รองอธิการบดีสายงานภาคีสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ผู้แทนจากสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทย สมาคมครูจีนแห่งประเทศไทย วิทยาลัยอาชีวศึกษาอีคอมเมิร์ซกุ้ยโจว ธนาคารออมสินภาค 5 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ภายในงานยังมีการจัดการแข่งขันกระชับมิตรการไลฟ์สดขายสินค้าออนไลน์ระหว่างนักศึกษาไทยและนักศึกษาจีน เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระบบอีคอมเมิร์ซและไลฟ์สตรีมมิ่งณ ห้องประชุมสนม สุทธิพิทักษ์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กรุงเทพฯ

ผศ.ดร.พัทธนันท์ เพชรเชิดชู รองอธิการบดี สายงานวิชาการ DPU กล่าวว่า ตลาดอีคอมเมิร์ซของไทยกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยคาดการณ์ว่าในปี 2568 จะมีมูลค่าสูงถึง 7.5 แสนล้านบาท หรือเติบโตเฉลี่ยปีละ 6% การขยายตัวนี้ไม่เพียงแต่เปลี่ยนแปลงรูปแบบการบริโภค แต่ยังเปิดโอกาสใหม่ๆ ในวงการธุรกิจและการศึกษา เพื่อตอบรับแนวโน้มดังกล่าวมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์จึงร่วมมือจากวิทยาลัยอาชีวศึกษาอีคอมเมิร์ซกุ้ยโจว และบริษัทนำเข้าส่งออกสินค้าอีคอมเมิร์ซกุ้ยโจว เฉียนเยว่โยวผิ่น เพื่อจัดตั้งโครงการ Guijiang Workshop และสถาบันอุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนจีน-ไทย โดยมีเป้าหมายในการพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะระดับสากล พร้อมมุ่งเน้นผลิตนักอีคอมเมิร์ซที่มีความเชี่ยวชาญ จำนวน 300 คน ภายใน 3 ปี ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยยังได้นำจุดแข็งด้านการเรียนการสอน สาขาการค้าระหว่างประเทศ โลจิสติกส์ และภาษาจีนธุรกิจ รวมถึงการสนับสนุนจากนักวิจัยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางมาต่อยอดความร่วมมือในครั้งนี้

ผศ.ดร.ศิริเดช คำสุพรหม รองอธิการบดี สายงานภาคีสัมพันธ์ DPU กล่าวว่า โครงการความร่วมมือนี้ ได้จัดตั้งอย่างเป็นทางการที่มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ โดยมีห้องไลฟ์สตรีมมิ่งจำนวน 6 ห้อง เพื่อให้นักศึกษาได้ฝึกปฏิบัติการไลฟ์สดขายสินค้า นอกจากนี้ ยังเป็นช่องทางแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการศึกษาและวัฒนธรรมการค้าอีคอมเมิร์ซระหว่างไทยและจีน ถือเป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการของการเรียนการสอนอุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซ และความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการกับสถาบันการศึกษา อย่างไรก็ตามการพัฒนาความร่วมมือครั้งนี้ ถือเป็นการยกระดับมาตรฐานการศึกษาและเตรียมความพร้อมบุคลากรสู่ตลาดแรงงานยุคใหม่ ผ่านการบูรณาการการเรียนการสอนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำสะท้อนวิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัยในการผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพและตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงานในอนาคต

นายหยาง หง ประธานกรรมการ บจก.กุ้ยโจว เฉียนเยว่โยวผิ่น อิมพอร์ต แอนด์ เอ็กซ์พอร์ต อีคอมเมิร์ซ เปิดเผยถึงยุทธศาสตร์บริษัทในการขับเคลื่อนธุรกิจอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนว่า บริษัทให้ความสำคัญกับกรอบความร่วมมือ RCEP (Regional Comprehensive Economic Partnership) และนโยบาย BRI (Belt and Road Initiative) หรือโครงการเส้นทางสายไหมทางบกและเส้นทางสายไหมทางทะเลแห่งศตวรรษที่ 21 อย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันบริษัทมีช่องทางการขายผ่านแพลตฟอร์ม TikTok และ Multi-channel Network (MCN) ด้วยแอคเคาท์กว่าแสนราย มีผู้ติดตามกว่า 12 ล้านคน และยอดการรับชมสูงถึง 9,800 ล้านครั้ง สร้างรายได้กว่า 2 ร้อยล้านหยวนต่อปี สำหรับการส่งเสริมด้านการศึกษา บริษัทได้ร่วมมือกับสถาบันการศึกษาหลายแห่ง โดยปัจจุบันมีนักศึกษากว่า 2,000 คน เข้าร่วมโครงการเรียนรู้ด้านอีคอมเมิร์ซ เราจึงมีความพร้อมที่จะมุ่งมั่นพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะทั้งในจีนและข้ามพรมแดนอย่างต่อเนื่อง

ศ.หวัง ฮวน เลขานุการเอก ฝ่ายการศึกษา สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันวิทยาลัยอาชีวศึกษาจีนกว่า 200 แห่ง มีโครงการความร่วมมือกับกว่า 70 ประเทศ รวม 400 สถาบัน ดังนั้น โครงการความร่วมมือครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากอุตสาหกรรมจีนกำลังขยายการลงทุนในไทย ซึ่งต้องการบุคลากรที่มีทักษะและเข้าใจวัฒนธรรมข้ามแดน โดยเฉพาะในปี 2568 ที่ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีนจะครบรอบ 50 ปี ความร่วมมือนี้จะเป็นคลื่นลูกใหม่ของการแลกเปลี่ยนทางการค้า วัฒนธรรม และองค์ความรู้ เป็นการสร้างสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ไทย-จีน และยังจุดประกายสำหรับการสร้างโอกาสใหม่ๆ สำหรับความร่วมมือด้านอีคอมเมิร์ซระหว่างไทยและจีนอีกด้วย

ดร.โชติกานต์ จิราลักษณ์สกุล หัวหน้าหลักสูตรภาษาจีนธุรกิจ วิทยาลัยนานาชาติ DPU กล่าวว่า การจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระบบอีคอมเมิร์ซและไลฟ์สตรีมมิ่ง ระหว่างทีมแข่งขันจากวิทยาลัยอาชีวศึกษาอีคอมเมิร์ซกุ้ยโจว ประเทศจีน และนักศึกษา DPU มีวัตถุประสงค์เพื่อมุ่งเน้นให้นักศึกษาได้เรียนรู้สภาพจริงของอีคอมเมิร์ซและเข้าใจกระบวนการทำงานจริง ภายหลังการแข่งขันจะมีการอบรมอย่างเข้มข้น 3 วัน ระหว่างวันที่ 18-20 ธันวาคม 2567 โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากกุ้ยโจว เฉียนเยว่โยวผิ่นฯ มาเป็นวิทยากรให้ความรู้ ตั้งแต่กระบวนการตั้งราคา การทำโปรโมชั่น ไปจนถึงการกระตุ้นยอดขาย โดยบริษัทได้พัฒนาแพลตฟอร์มพิเศษที่ช่วยให้นักศึกษาสามารถวางแผนการขายก่อนไลฟ์สด รวมถึงสร้างแพลตฟอร์มจำลองการไลฟ์สดที่สามารถเก็บข้อมูลหลังบ้าน เพื่อนำไปวิเคราะห์การตลาดได้ซึ่งถือเป็นโอกาสทางการศึกษาที่น่าสนใจ นอกจากนี้ ในอนาคตมหาวิทยาลัยมีแผนขยายความร่วมมือ โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญจากบริษัทดังกล่าวมาเป็นวิทยากร และสอนบางรายวิชาที่มีความเกี่ยวเนื่องกัน โดยจะใช้ห้องปฏิบัติการ Guijiang สตูดิโอ เป็นฐานฝึกปฏิบัติไลฟ์ขายสินค้าออนไลน์ นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้นักศึกษาทุกคณะสามารถใช้ห้องสตูดิโอดังกล่าวในการฝึกไลฟ์สดได้

เปิดฉากชิงชัย ‘VEX Robotics Thailand’ เฟ้นหาสุดยอดทีม ไปร่วมแข่งขันระดับโลก

https://www.naewna.com/local/851510

เปิดฉากชิงชัย ‘VEX Robotics Thailand’  เฟ้นหาสุดยอดทีม ไปร่วมแข่งขันระดับโลก

เปิดฉากชิงชัย ‘VEX Robotics Thailand’ เฟ้นหาสุดยอดทีม ไปร่วมแข่งขันระดับโลก

วันอังคาร ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยกรุงเทพ จัดมหกรรมงานวิ่งสร้างสรรค์ปีที่ 2 ชวนนักวิ่งและศิษย์เก่า ศิษย์ปัจจุบัน BU มาร่วมวิ่งหรือเดินบนดินแดนแห่งความคิดสร้างสรรค์ในรั้วมหาวิทยาลัยที่ร่มรื่นกับเส้นทางใหม่บรรยากาศทะเลสาบยามเช้า ร่วมสร้างสุขปันรักให้อบอุ่นหัวใจ มอบรายได้จากกิจกรรมเป็นทุนการศึกษาให้นักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ โดยจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 9 กุมภาพันธ์ 2568 เวลา 05.00-07.20 น. ณ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เปิดรับสมัครถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2567 สมัครวิ่งที่ https://race.thai.run/burun2025

ระยะทาง 10 km. ค่าสมัคร 700 บาท 5 km. ค่าสมัคร 500 บาท ติดตามข่าวสารได้ที่ https://www.facebook.com/burun.bangkokuniversity?mibextid=LQQJ4d หรือเบอร์โทร.
062-3245245 และ 081-6675340

อธิการบดี ม.สยาม ปัดเอี่ยวคอร์สอบรมอาสาตำรวจคนจีน โยนจัดทำโดยคนนอก

https://www.naewna.com/local/851545

อธิการบดี ม.สยาม ปัดเอี่ยวคอร์สอบรมอาสาตำรวจคนจีน โยนจัดทำโดยคนนอก

อธิการบดี ม.สยาม ปัดเอี่ยวคอร์สอบรมอาสาตำรวจคนจีน โยนจัดทำโดยคนนอก

วันจันทร์ ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2568, 19.20 น.

วันที่ 6 มกราคม 2668 นายพรชัย มงคลวนิช อธิการบดีมหาวิทยาลัยสยาม และผู้บริหารมหาวิทยาลัยสยาม ได้ตั้งโต๊ะแถลงข่าวเกี่ยวกับประเด็นการจัดคอร์สอบรมอาสาตำรวจจีน ที่มีบุคคลกร นักศึกษา และใช้สถานที่ในมหาวิทยาลัยในการจัดอบรม โดยระบุว่า โดยปกติทางมหาวิทยาลัยได้มีการจัดอบรมในรูปแบบนี้อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับจิตอาสาจราจร เกี่ยวกับตำรวจและอินเทอร์เน็ต ที่ผ่านมาไม่เคยมีปัญหาอะไรเนื่องจากมีการดำเนินการอย่างถูกต้องตามขั้นตอน แต่ในครั้งนี้ที่เกิดปัญหาเพราะมีการดำเนินการบางอย่างที่ไม่เป็นไปตามขั้นตอน ตั้งแต่เกิดเรื่องได้สั่งให้มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงของมหาวิทยาลัย ดำเนินการสอบสวนตั้งแต่วันเสาร์ที่ 3 มกราคมที่ผ่านมา หลังจากที่มีการสอบสวนแล้วนั้น ได้ข้อสรุปออกมา ดังนี้

1.การอบรมอาสามัครตำรวจบ้าน เป็นโครงการจัดขึ้นโดยบุคคลภายนอกที่รู้จักกับฝ่ายต่างๆ ทั้งเจ้าหน้าที่ และตำรวจกองบัคงคับการตำรวนครบาล 3 โดยมีนายหลี่ จาง ที่เป็นผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกิจกรรมนานาชาติของมหาวิทยาลัยสยาม เป็นผู้ดำเนินการ และโครงการดังกล่าวไม่ได้ขออนุมัติจากมหาวิทยาลัย

โครงการดังกล่าว จัดอบรมวันที่ 25 -27 ธันวาคม ซึ่งวันที่ 25 มีการใช้สถานที่ภายในมหาวิทยาลัย ตรวจสอบแล้วไม่มีการขออนุญาตใช้สถานที่ ส่วนวันที่ 26-27 เป็นการอบรมนอกสถานที่
3.ที่มีหนังสือขอความร่วมมือไปยัง บก.น.3 เป็นหนังสือจากบุคคลภายนอกแต่มีการลงนามโดย นายลี่ จาง โดยใช้ตำแหน่งในมหาวิทยาลัยโดยพละการโดยไม่ได้ขออนุมัติจากทางมหาวิทยาลัย โดยปกติจะต้องมีการลงชื่ออธิการบดีหรือบุคคลที่อธิการบดีมอบหมาย และไม่ได้ดำเนินการตามระบบของมหาวิทยาลัย

เงินที่มีการเรียกเก็บค่าอบรม จากการตรวจสอบ ยืนยันว่า ไม่มีเส้นเงินเข้า-ออกมหาวิทยาลัย รวมถึงของที่แจกผู้ร่วมอบรมก็เป็นบุคคลภายนอกดำเนินการทั้งหมด

นายพรชัย ยังบอกอีกว่าเอกสารที่ส่งไปยัง บก.น.3 นั้น มีจุดพิรุธหลายจุด เพราะเอกสารไม่มีเลขที่ตั้งของมหาวิทยาลัย มีแค่ชื่อถนน เขต / ส่วนตราประทับที่ออกจากสารบรรณของมหาวิทยาลัยก็ไม่มี และในเนื้อหามีการใช้คำว่า “มหาวิทยาลัย” ปะปนกับคำว่า “วิทยาลัย” ซึ่งปกติแล้วจะใช้แค่มหาวิทยาลัยเท่านั้น และวันที่มีการอบรมเป็นวันที่มหาวิทยาลัยหยุดการเรียนการสอนไปแล้ว ซึ่งโดยปกติจะไม่มีการจัดอบรมในช่วงเวลาที่ปิดเรียน

และยืนยันว่า มหาวิทยาลัยเป็นผู้เสียหาย และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการดังกล่าว แต่เป็นการดำเนินการของบุคคลภายนอกโดยพละการที่ส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงมหาวิทยาลัย โดยผลการประชุมจะมีบทลงโทษทางวินัยกับบุคคลของมหาวิทยาลัยที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย อาจารย์ 1 คน (นายลี จาง) และบุคลากร 1 คน ซึ่งตอนนี้ได้ส่งผลการสอบสวนไปยังกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรมแล้ว คาดว่าจะมีผลลงโทษภายใน 1-2 สัปดาห์ และเตรียมดำเนินคดีทางอาญา ในคดีแอบอ้างและใช้สัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัย

ส่วนกรณีวิทยากรที่เป็นตำรวจรู้จักกับบุคลากรในมหาวิทยาลัยหรือไม่ จากการสอบถามนายลี จาง บอกว่า รู้จักผ่านคนกลาง ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกเราไม่สามารถเอ่ยชื่อได้ แต่ส่วนตัวอธิการบดีไม่รู้จักกับตำรวจที่เป็นวิทยากร

เมื่อถามว่ามหาวิทยาลัยมีความกังวลว่าผู้เข้ารับอบรมทั้งหมดจะนำบัตร และเครื่องแบบที่มีโลโก้สำนักการตำรวจแห่งชาติไปหลอกลวงชาวจีนหรือใช้เกี่ยวกับธุรกิจจีนเทาหรือไม่ นายพรชัย บอกว่าตนเองก็รู้สึกไม่สบายใจ แต่เข้าใจว่าผู้ที่จัดอบรมน่าจะมีรายชื่อของบุคคลเหล่านี้ และมหาวิทยาลัยจะเรียกทั้งหมดตามรายชื่อมาสอบสวนข้อเท็จจริง

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : แจ้งข้อหา’ผู้จัดชาวจีน’ ใช้สัญลักษณ์ตำรวจ ชักชวนอบรมฯอาสา

‘ป่อเต็กตึ๊ง’ทุ่มงบ 15.8 ล้าน มอบของขวัญเยาวชนทั่วประเทศ ในวันเด็กแห่งชาติปี68

https://www.naewna.com/local/851482

‘ป่อเต็กตึ๊ง’ทุ่มงบ 15.8 ล้าน มอบของขวัญเยาวชนทั่วประเทศ ในวันเด็กแห่งชาติปี68

‘ป่อเต็กตึ๊ง’ทุ่มงบ 15.8 ล้าน มอบของขวัญเยาวชนทั่วประเทศ ในวันเด็กแห่งชาติปี68

วันจันทร์ ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2568, 15.27 น.

‘ป่อเต็กตึ๊ง’ทุ่มงบ 15.8 ล้าน มอบของขวัญเยาวชนทั่วประเทศ ในวันเด็กแห่งชาติปี68

6 มกราคม 2568 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการมูลนิธิฯ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ที่ปรึกษาประธานกรรมการ  นายสัก กอแสงเรือง รองประธานกรรมการ นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ และ คณะกรรมการมูลนิธิฯ ร่วมในพิธีมอบชุดของขวัญวันเด็ก  ประกอบด้วย สมุด ดินสอ ไม้บรรทัด และ กล่องดินสอ เป็นของขวัญให้กับนักเรียนในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยมีผู้แทนโรงเรียนเป็นผู้รับมอบ  ณ ลานสำนักงานมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ รวมทั้งยังจัดให้มีการส่งชุดของขวัญวันเด็กของมูลนิธิฯ เพื่อมอบให้กับเยาวชนในส่วนภูมิภาค ผ่านหน่วยงานต่างๆ ทั่วประเทศ รวมจำนวนของขวัญวันเด็กที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งมอบให้กับเยาวชน เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2568 ทั้งสิ้น 900,000 ชุด คิดเป็นมูลค่ากว่า 15.8 ล้านบาท

ในวันพุธที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2568 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง กำหนดเข้าพบ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี  เพื่อมอบของขวัญวันเด็ก สำหรับนำไปแจกจ่ายแก่เด็กและเยาวชน เพื่อเป็นขวัญ และกำลังใจ เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2568 ณ ห้องสีม่วง  ตึกไทยคู่ฟ้า  ทำเนียบรัฐบาล

นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เปิดเผยว่า การให้ของขวัญวันเด็ก เป็นหนึ่งในกิจกรรมหลักที่มูลนิธิฯ ได้จัดทำต่อเนื่องมาเป็นเวลา 66 ปี นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2502 ด้วย การมอบของขวัญให้เด็กๆ ในโอกาส “วันเด็กแห่งชาติ” แบ่งปันความรัก ความสุขและเสริมการเรียนรู้ สร้างเด็กดีในวันนี้ให้เป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณค่าของสังคมและประเทศชาติในอนาคต โดยมูลนิธิฯ ขอส่งความรัก ความปรารถนาดีให้เด็กๆ ทุกคนเป็นเด็กดี มีคุณธรรม กตัญญู รู้คุณ พ่อแม่ ครูอาจารย์ รู้จักประหยัด มัธยัสถ์ ห่างไกลยาเสพติด ตั้งใจศึกษาเล่าเรียน หมั่นเรียนรู้ทุกโอกาส เพื่ออนาคตที่ดีของตนเอง และประเทศชาติ ดังคำขวัญวันเด็กของท่านนายกรัฐมนตรี ประจำปี พ.ศ.2568 ที่มอบให้ คือ “ทุกโอกาส คือ การเรียนรู้ พร้อมปรับตัวสู่อนาคตที่เลือกเอง”

เปิด 2 ประเด็น‘ม.สยาม’ชี้แจง ปมร้อนคอร์สอบรม‘อาสาตำรวจจีน’

https://www.naewna.com/local/851468

เปิด 2 ประเด็น‘ม.สยาม’ชี้แจง ปมร้อนคอร์สอบรม‘อาสาตำรวจจีน’

เปิด 2 ประเด็น‘ม.สยาม’ชี้แจง ปมร้อนคอร์สอบรม‘อาสาตำรวจจีน’

วันจันทร์ ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2568, 14.23 น.

‘ศุภมาส’สั่ง‘ม.สยาม’แถลงผลสอบคอร์สอบรม‘อาสาตำรวจจีน’ด่วน ขณะที่‘ปลัด อว.’เผยทำหนังสือชี้แจงแล้ว ระบุมหาวิทยาลัยไม่รับรู้การดำเนินการ บุคลากรกระทำโดยพลการ ยันไม่มีผลประโยชน์-รายได้จากการจัดอบรม

6 มกราคม 2568 ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยความคืบหน้ากรณีการอบรมหลักสูตร “อาสาตำรวจคนจีน” ที่มีการอ้างถึงมหาวิทยาลัยสยาม (ม.สยาม) มีความร่วมมือกับสำนักงานสืบสวนกลาง กองบังคับการนครบาลภาค 3 โดยมีค่าใช้จ่ายต่อหัวคนละ 38,000 บาท หรือไม่ ว่า หลังจาก น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมว.อว. สั่งการให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีที่เกิดขึ้นอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีสถาบันอุดมศึกษา คือ มหาวิทยาลัยสยาม ได้เข้าไปเกี่ยวข้อง ซึ่งมหาวิทยาลัยสยามได้ทำหนังสือชี้แจงการตรวจสอบข้อเท็จจริงกลับมาที่กระทรวง อว.แล้ว ในวันที่ 6 ม.ค.2568 สาระสำคัญมี 2 ประเด็น คือ

1. มหาวิทยาลัยสยาม ไม่รับทราบการดำเนินการดังกล่าว และการดำเนินการดังกล่าว เป็นไปโดยพลการของบุคลากรมหาวิทยาลัย ซึ่งมหาวิทยาลัยสยาม จะมีการสอบสวนและลงโทษต่อไป

2. มหาวิทยาลัยสยาม ยืนยันว่าการจัดอบรมดังกล่าวมหาวิทยาลัยไม่ได้มีผลประโยชน์หรือรายได้ใดๆ จากการจัดอบรมดังกล่าว    

“น.ส.ศุภมาส ได้สั่งการให้มหาวิทยาลัยสยาม แถลงข่าวเพื่อให้เกิดความชัดเจนและโปร่งใสต่อสังคมโดยด่วน และหลังจากนี้หากยังมีข้อสงสัย หรือไม่ชัดเจนในประเด็นใด กระทรวง อว. ก็จะเข้าไปดำเนินหาข้อเท็จจริงตามระเบียบและขั้นตอนต่อไป” ศ.ดร.ศุภชัย กล่าว

เสียงสะท้อนจากอาจารย์ ‘ยุคออนไลน์’นศ.เข้าถึงข้อมูลง่าย แต่คุณภาพความรู้ที่ได้กลับลดลง

https://www.naewna.com/local/851456

เสียงสะท้อนจากอาจารย์ ‘ยุคออนไลน์’นศ.เข้าถึงข้อมูลง่าย แต่คุณภาพความรู้ที่ได้กลับลดลง

เสียงสะท้อนจากอาจารย์ ‘ยุคออนไลน์’นศ.เข้าถึงข้อมูลง่าย แต่คุณภาพความรู้ที่ได้กลับลดลง

วันจันทร์ ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2568, 13.44 น.

6 ม.ค. 2568 ผศ.ดร.เข็มทอง ต้นสกุลรุ่งเรือง อาจารย์ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “Khemthong Tonsakulrungruang” เนื้อหาดังนี้

เทอมนี้อ่านรายงานนิสิตแล้วพบว่า พวกเขาใช้แหล่งอ้างอิงจากออนไลน์แทบจะร้อยละร้อยในรายงาน ปัญหาคือพวกเขาใช้การค้นหาจาก Google ซึ่งแหล่งข้อมูล โดยเฉพาะภาษาไทย ไม่ได้เยอะขนาดนั้น ที่เยอะที่สุดน่าจะเป็นพวกรายงานเอกัตศึกษาของพวกหลักสูตรพิเศษในศาลรัฐธรรมนูญหรือพระปกเกล้า ทำให้คุณภาพของงานลดต่ำลงอย่างมาก ไม่มีความลุ่มลึก ไม่มีแหล่งอ้างอิงปฐมภูมิเลย

สมัยก่อน ข้อมูลในอินเตอร์เน็ตมีไม่เยอะมาก ตอนทำรายงาน นอกจากห้องสมุดคณะนิติศาสตร์แล้ว ตอนนั้นยังต้องเดินไปห้องสมุดรัฐศาสตร์ หอกลาง แล้วก็อักษร ยืมหนังสือมาอ่าน ถ้าค้นหาข้อมูลออนไลน์ ตอนนั้นถูกบังคับให้ใช้ WestLaw กับ LexisNexis

เรื่องการพึ่งพาแหล่งข้อมูลจากออนไลน์เป็นหลัก น่าจะมีจากหลายสาเหตุ ทั้งความจำกัดของเวลา เนื่องจากรายงานหลายฉบับน่าจะเขียนไม่เกินห้าถึงเจ็ดวัน เลยไม่มีเวลาค้นข้อมูลลึกซึ้งอะไรมาก หลายคนเลิกมามหาวิทยาลัยแล้ว เลยนั่งอยู่หน้าจอ กับเทคโนโลยีที่หลอกให้เราเชื่อว่าทุกอย่างอยู่ในอินเตอร์เน็ต มาบรรจบกัน แทนที่โลกในยุคสารสนเทศจะทำให้เราเข้าถึงความรู้ได้ง่ายขึ้น เยอะขึ้น ดีขึ้น คุณภาพความรู้ที่ได้กลับเลวร้ายลง

อินเตอร์เน็ตทำให้โลกแคบลง ทุกอย่างมาอยู่ที่ปลายนิ้ว แต่เส้นขอบฟ้าของเราก็แคบลงเร็วกว่าอินเตอร์เน็ตเสียด้วย

ทำความเข้าใจ‘DNSSEC’ เสริมความปลอดภัยให้กับอินเตอร์เนต

https://www.naewna.com/local/851353

ทำความเข้าใจ‘DNSSEC’ เสริมความปลอดภัยให้กับอินเตอร์เนต

ทำความเข้าใจ‘DNSSEC’ เสริมความปลอดภัยให้กับอินเตอร์เนต

วันจันทร์ ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“ระบบการตั้งชื่อโดเมน (Domain Name System – DNS)” มีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อการทำงานของอินเตอร์เนต โดยจะทำหน้าที่แปลงชื่อโดเมน เช่น http://www.abc.com ให้เป็น IP Address เช่น 122.950.34.138 ที่คอมพิวเตอร์ใช้ในการสื่อสารระหว่างกัน โดย DNS นั้น เปรียบเหมือนสมุดโทรศัพท์ ในขณะที่ IP Address เปรียบเสมือนหมายเลขโทรศัพท์นั่นเอง

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่า DNS จะเป็นระบบที่สำคัญและถูกใช้งานมาอย่างยาวนาน แต่การรักษาความปลอดภัยของระบบก็ยังเป็นสิ่งที่ต้องตระหนักถึงเป็นอันดับต้นๆ เพื่อไม่ให้ตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีทางไซเบอร์ วันนี้ OPEN-TEC (Tech Knowledge Sharing Platform), ภายใต้การดูแลของ TCC TECHNOLOGY GROUP จะพาคุณไปทำความรู้จักกับ Domain Name System Security Extensions (DNSSEC) ระบบที่ถูกออกแบบขึ้นมาเพื่อเพิ่มความปลอดภัยและปกป้องข้อมูลในระบบ DNS

“DNSSEC คืออะไร” : Domain Name System Security Extensions (DNSSEC) เป็นชุดโปรโทคอล (protocol) ความปลอดภัยที่ออกแบบมาเพื่อปกป้องระบบ DNS ซึ่งเป้าหมายหลักของ DNSSEC คือการรับรองความถูกต้องและความสมบูรณ์ของข้อมูล DNS เพื่อลดโอกาสและป้องกันผู้ใช้จากการโจมตีทางไซเบอร์ที่มาจากหลากหลายวิธี อาทิ การปลอมแปลง DNS (DNS Spoofing)

โดยการส่งข้อมูลปลอมเพื่อหลอกผู้ใช้ให้ไปยังเว็บไซต์ที่ไม่ปลอดภัย และการใส่ข้อมูลเสียหายลงในแคช (Cache Poisoning) โดยข้อมูลที่ถูกแก้ไขหรือปลอมแปลงจะถูกบันทึกในแคชของDNS Resolver ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ใช้จำนวนมาก เป็นต้น ทั้งนี้ DNSSEC จะใช้เทคนิคการเข้ารหัสเพื่อยืนยันว่าข้อมูล DNS ที่ผู้ใช้ได้รับนั้นถูกต้องและมาจากแหล่งที่มาที่น่าเชื่อถือ โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงหรือถูกดักจับระหว่างทาง

“DNSSEC ทำงานอย่างไร” : DNSSEC ใช้ระบบโครงสร้างพื้นฐานกุญแจสาธารณะ (Public Key Infrastructure – PKI) ในการลงนามดิจิทัลข้อมูล DNS เพื่อรับรองความถูกต้อง โดยมีขั้นตอนที่สำคัญดังนี้ 1.การสร้างคู่กุญแจ (Key Pair Generation) ซึ่งประกอบไปด้วย กุญแจสาธารณะ (Public Key) และกุญแจส่วนตัว (Private Key) สำหรับกุญแจสาธารณะนั้นจะถูกเผยแพร่ใน DNSในขณะที่กุญแจส่วนตัวจะถูกเก็บรักษาไว้อย่างปลอดภัย

2.การลงนามดิจิทัล (Digital Signatures) โดยกุญแจส่วนตัวจะถูกนำไปใช้ในการสร้างลายเซ็นดิจิทัลสำหรับข้อมูล DNS ซึ่งลายเซ็นนี้จะถูกเพิ่มเข้าไปในคำตอบ DNS เพื่อยืนยันความถูกต้อง และ 3.การตรวจสอบความถูกต้อง (Validation) เมื่อ Resolver ได้รับข้อมูล DNS ที่ลงนามแล้ว จะใช้กุญแจสาธารณะเพื่อตรวจสอบลายเซ็น หากลายเซ็นถูกต้อง Resolver จะยอมรับข้อมูล แต่หากไม่ถูกต้อง จะปฏิเสธข้อมูลนั้นทันทีเพื่อป้องกันการโจมตี

“ข้อดีของ DNSSEC” : จากที่กล่าวไปข้างต้น จะเห็นได้ว่า DNSSEC นั้นมีประโยชน์มากมาย ตั้งแต่ด้านความถูกต้องของข้อมูล (Data Authenticity) ที่ใช้รับรองว่าข้อมูล DNS นั้นถูกต้องและมาจากแหล่งที่เชื่อถือได้, การตรวจจับการแก้ไข (Tamper Detection) ที่ใช้ป้องกันการเปลี่ยนแปลงข้อมูล DNS โดยไม่ได้รับอนุญาต และการใช้งานเว็บไซต์ที่น่าเชื่อถือ (Trustworthy Browsing) ที่ช่วยลดความเสี่ยงจากการโจมตีทางไซเบอร์

“การใช้งานในโลกจริง” : หลักการของ DNSSEC ในการรับรองความถูกต้องและความสมบูรณ์ของข้อมูลยังถูกนำไปใช้ในระบบความ
ปลอดภัยอื่นๆ อีกมากมาย เช่น ธุรกรรมออนไลน์ เพื่อรับรองการสื่อสารที่ปลอดภัยระหว่างธนาคารและลูกค้า, ใบรับรองดิจิทัล (Digital Certificates) เพื่อยืนยันความถูกต้องของซอฟต์แวร์หรือเอกสาร และการยืนยันตัวตนแบบสองขั้นตอน (Two-Factor Authentication) เพื่อป้องกันรหัสผ่านแบบใช้ครั้งเดียว (OTP) ด้วยเทคนิคการเข้ารหัส

“ข้อจำกัดและความท้าทาย” : แม้ว่า DNSSEC จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับ DNS ได้อย่างมาก แต่ก็มีข้อจำกัดที่ต้องพิจารณาอีกด้วยเช่นกัน อาทิ ความซับซ้อนในการใช้งาน (Implementation Complexity) ซึ่งการตั้งค่า DNSSEC ต้องใช้ความรู้ทางเทคนิคสูง และหากมีข้อผิดพลาดอาจทำให้ระบบขัดข้องได้, ผลกระทบต่อประสิทธิภาพ (Performance Overhead) โดยการตรวจสอบความปลอดภัยเพิ่มเติมอาจทำให้การแก้ไข DNS ช้าลงเล็กน้อย และ อัตราการนำไปใช้งาน(Adoption Rates) อาจยังไม่ครอบคลุมมากพอ ซึ่งส่งผลให้ประสิทธิภาพของ DNSSEC ยังไม่เสถียรมากนัก

สุดท้ายนี้ DNSSEC ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการเสริมความปลอดภัยให้กับอินเตอร์เนตโดยการปกป้องโครงสร้างพื้นฐานของ DNS จากการปลอมแปลงและการแก้ไขข้อมูล ทำให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงเว็บไซต์ที่ถูกต้องและปลอดภัยยิ่งขึ้น แม้ว่า DNSSEC จะยังเผชิญกับความท้าทายในด้านการนำไปใช้งาน แต่ประโยชน์ของ DNSSECทำให้กลายเป็นส่วนสำคัญของระบบความปลอดภัยในโลกดิจิทัลนั่นเอง!!!