‘ผอ.OKMD’ชี้‘ปิดเทอมสร้างสรรค์’เหมาะลงทุนเวลา เกิดประโยชน์สูงสุดแก่เยาวชน

https://www.naewna.com/local/847279

‘ผอ.OKMD’ชี้‘ปิดเทอมสร้างสรรค์’เหมาะลงทุนเวลา เกิดประโยชน์สูงสุดแก่เยาวชน

‘ผอ.OKMD’ชี้‘ปิดเทอมสร้างสรรค์’เหมาะลงทุนเวลา เกิดประโยชน์สูงสุดแก่เยาวชน

วันศุกร์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 14.19 น.

‘ผอ.OKMD’ชี้แคมเปญ‘ปิดเทอมสร้างสรรค์’เหมาะแก่การลงทุนเวลา ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่เด็กและเยาวชน

ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ หรือ OKMD พร้อมคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ ร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในเวทีแลกเปลี่ยนภาคียุทธศาสตร์ ปิดเทอมสร้างสรรค์ เพื่อเชื่อมงานระหว่างภาคียุทธศาสตร์และจังหวัดยุทธศาสตร์ปิดเทอมสร้างสรรค์ ณ ห้อง ประชุม 201 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2567

ดร.ทวารัฐ กล่าวว่า OKMD โดย ทีเคพาร์ค และมิวเซียมสยาม ได้ร่วมขับเคลื่อนงานปิดเทอมสร้างสรรค์ โดยการสร้างสรรค์การเรียนรู้ในจังหวัดต่าง ๆ ทั่วทุกภูมิภาคทั่วประเทศมาอย่างต่อเนื่อง และด้วยภารกิจของ OKMD ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งเมื่อปี 2547 เป็นต้นมา ก็ได้ทำนวัตกรรมการเรียนรู้ เข้าถึงคนทุกช่วงวัย ลดการเหลื่อมล้ำของสังคม เริ่มแรกเราชวนคนที่อยากเรียนรู้เข้าห้องสมุดค้นคว้าหาเรื่องที่สนใจใคร่รู้ และเรียนรู้เรื่องนั้นอยากลึกซึ้ง นอกจากนี้ ยังมีการเรียนรู้ผ่านพิพิธภัณฑ์ที่มีการจัดแสดง เรื่องราวที่น่าสนใจไว้มากมาย 

ผู้อำนวยการ OKMD กล่าวว่า จนถึงวันนี้ 20 ปี ผ่านมาไป เทคโนโลยี และกระบวนการเรียนรู้รูปแบบใหม่ ๆ เข้ามามีบทบาทสำคัญ ซึ่ง OKMD มีโอกาสได้ส่งเสริม และบ่มเพาะนวัตกรรมการเรียนรู้ในรูปแบบใหม่ ผ่านการเล่นใน 3 แบบ ได้แก่ 

1. การเรียนรู้ผ่านการบอร์ดเกม ที่ทำให้การเรียนรู้กลายเป็นเรื่องง่าย โดยบอร์ดเกมบางประเภท เป็นเกมกลยุทธ์ ที่ต้องฝึกการคิดวิเคราะห์ และบางประเภทก็เล่นเป็นทีม สามารถทำให้เกิดการคิดสร้างสรรค์และมีความเป็นทีมมากขึ้น

2. การเล่นในพื้นที่สนามเด็กเล่น หรือที่เรียกว่า Playground โดยใช้หลักการพัฒนาสมอง ให้เด็กได้มีโอกาสสัมผัสกับธรรมชาติมากขึ้น เช่น มีบ้านต้นไม้ มีพื้นทราย มีพื้นน้ำ และมีสะพานโยกเยก ซึ่งจะสอนให้เด็กฝึกตัดสินใจ และมีความมุ่งมั่นในการก้าวข้ามจากจุดหนึ่งไปยังจุดหนึ่ง ผ่านสะพานโยกเยก ความสร้างสรรค์ทำให้เกิดการเรียนรู้ รูปแบบใหม่ได้

3. การเล่นควบคู่กับอุปกรณ์เทคโนโลยีดิจิทัล เช่น ใช้ Robotics, AR, VR เป็นต้น โดยจัดให้มีการแข่งขัน การจัดประกวด สอดคล้องกับนโยบายโคดดิ้งของรัฐบาลเมื่อหลายปีก่อนด้วย ดังนั้น การเรียนรู้ผ่านนวัตกรรมการเล่น จึงเป็นภารกิจหนึ่งที่ OKMD ทำมาตลอด 20 ปี 

ดร.ทวารัฐ กล่าวว่า เร็วๆนี้จะมีความร่วมมือระหว่าง สสส. OKMD ภาคีเครือข่าย จัดแคมเปญ “ปิดเทอมสร้างสรรค์” โดยทุกหน่วยงานมีวิสัยทัศน์ร่วมกัน คืออยากให้มีพื้นที่เรียนรู้ กระจายตัวอยู่ตามภูมิภาคต่าง ๆ อย่างไรก็ตามเท่าที่ผู้บริหาร สสส. ได้พูดถึงไว้อย่างนาสนใจว่า อยากให้ทุกตารางเมตรของประเทศไทย มีพื้นที่เรียนรู้ อาจเรียนรู้จากชุมชน หรือบางพื้นที่ที่มีพื้นที่เรียนรู้สร้างสรรค์อยู่เดิมแล้ว ก็เข้าไปเชื่อมโยง และพัฒนาชุมชนสร้างสรรค์ขึ้นมาโดยอาศัยความร่วมมือจากเครือข่ายในชุมชน ส่งเสริมให้เด็กและเยาวชน ใช้เวลา และวันว่างให้เป็นประโยชน์ ในการค้นคว้าหาความรู้ เนื่องจากการลงทุนของเด็กวัยเรียนคือ “การใช้เวลาให้เกิดประโยชน์สูงสุด” เพื่อให้เกิดการพัฒนาการเรียนรู้และต่อโยงไปถึงการพัฒนาประเทศต่อไปในอนาคต

รัฐบาลเชิญชวนครู-นักเรียนลงทะเบียน‘ซิมพร้อมเรียน’ 357,000 ซิม ทั่วประเทศ

https://www.naewna.com/local/847211

รัฐบาลเชิญชวนครู-นักเรียนลงทะเบียน‘ซิมพร้อมเรียน’ 357,000 ซิม ทั่วประเทศ

รัฐบาลเชิญชวนครู-นักเรียนลงทะเบียน‘ซิมพร้อมเรียน’ 357,000 ซิม ทั่วประเทศ

วันศุกร์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 09.12 น.

รัฐบาลเชิญชวนครู-นักเรียนลงทะเบียน‘ซิมพร้อมเรียน’โครงการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง แก้ไขปัญหาเข้าถึงอินเตอร์เน็ต เพิ่มโอกาสทางการศึกษา 357,000 ซิม ทั่วประเทศ

13 ธันวาคม 2567 นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ได้ร่วมมือกับคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และผู้ให้บริการเครือข่าย Infinite sim ช่วยแก้ไขปัญหาเด็กนักเรียนเด็กเข้าถึงอินเตอร์เน็ตเพื่อการศึกษาหาความรู้ทางโลกออนไลน์ ผ่าน “ซิมพร้อมเรียน” ซึ่งเป็นโครงการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง จะช่วยให้น้อง ๆ นักเรียนเรียนรู้ในโลกออนไลน์ได้มากขึ้น  โดยครูสามารถแจ้งสิทธิ์ให้กับนักเรียนลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ sim-student.nbtc.go.th 

โครงการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง  “ซิมพร้อมเรียน” สำหรับนักเรียนทั่วประเทศ จำนวน 357,000 ซิม (คน) เพื่อสนับสนุนนักเรียนให้เข้าถึงโอกาสทางการศึกษา สามารถใช้งานอินเทอร์เน็ตฟรีจนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2568 จำนวน 2 กลุ่ม ดังนี้

1) นักเรียนยากจนพิเศษ ระดับชั้น ม.1 – ม.3 (ลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2567 – 15 มกราคม 2568)

2) นักเรียนยากจนพิเศษ ระดับชั้น ป.6 (ลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2567 – 15 มกราคม 2568)

สำหรับขั้นตอนการลงทะเบียนรับซิม ดังนี้

1) ลงทะเบียนผ่านทางเว็บไซต์ sim-student.nbtc.go.th  จากนั้นกด “ลงทะเบียนรับซิมฟรี”

2) กรอกเลขบัตรประชาชน 13 หลัก จากนั้นกด “ตกลง”

3) ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลนักเรียน จากนั้นกด “ไปต่อ”

4) เลือกเบอร์โทรศัพท์ “เบอร์ใหม่” หรือ “เบอร์เดิม”  (แนะนำเลือกเบอร์ใหม่ เพื่อสามารถเปิดใช้งานได้ทันทีโดยไม่ต้องดำเนินการย้ายค่าย)

5) เลือกเครือข่าย “Infinite” จากนั้นกด “ไปต่อ”

6) เลือกสถานที่รับซิมการ์ด จากนั้นกด “ยืนยัน”  (แนะนำเลือก “รับที่โรงเรียน”)

7) ตรวจสอบสถานะการลงทะเบียน กด “ตรวจสอบสถานะ” เพื่อเช็กความเรียบร้อยในขั้นตอนสุดท้าย

“รัฐบาลมุ่งสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา ช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา รวมทั้งเสริมสร้างและพัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพครู เพื่อให้เด็กนักเรียนได้รับการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ และทั่วถึง เพื่อเติบโตเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าของประเทศ” นายคารม ระบุ

‘อว.-บพค.’ระดมทัพประชุมใหญ่ นักวิจัยสร้างพลังการเปลี่ยนแปลง

https://www.naewna.com/local/847179

‘อว.-บพค.’ระดมทัพประชุมใหญ่  นักวิจัยสร้างพลังการเปลี่ยนแปลง

‘อว.-บพค.’ระดมทัพประชุมใหญ่ นักวิจัยสร้างพลังการเปลี่ยนแปลง

วันศุกร์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม(บพค.) จัดงานประชุมวิชาการ PMU-B Brainpower Congress 2024 ภายใต้แนวคิด“Unlocking the Potential of Ignite Thailand: ปลดล็อกศักยภาพคนไทยจุดประกายสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต” ระหว่างวันที่ 11-13 ธันวาคม 2567 ณ โรงแรมดุสิตธานี หัวหิน อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับการพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูงและส่งสริมงานวิจัยและนวัตกรรมล้ำสมัย

โดยในงานได้รับเกียรติจากศาสตราจารย์ เกียรติคุณ ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ประธานกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) มากล่าวสร้างขวัญและให้กำลังใจแก่นักวิจัย พร้อมกันนี้ มีความพยายามในการหารือร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ของประเทศ อันเป็น Agenda-based issue ที่สอดรับกับแนวทางนโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ ที่มีนายกรัฐนตรี นางสาวแพทองธารชินวัตร เป็นประธานฯ เน้นย้ำว่ากระทรวง อว.ได้มีนโยบายสำคัญด้านการพัฒนากำลังคนให้เป็นผู้เรียนดีมีความสุข มีรายได้ ควบคู่ไปกับนโยบาย “วิจัย-นวัตกรรมดี ตอบโจทย์ ตรงความต้องการ”

โดยมีหลักสำคัญประเทศเน้นกำลังคน 4 อุตสาหกรรม ได้แก่ อุตสาหกรรม Semiconductor &Advanced Electronics , อุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI, อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าหรือ EV, อุตสาหกรรมการแพทย์ชั้นสูง เพื่อตอบโจทย์ความเป็นASEAN Medical Hub แห่งภูมิภาคจึงขอให้ทุกคนมาร่วมกันกับกระทรวง อว.ของเราเพื่อการพัฒนาระบบอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) ให้เป็นที่พึ่งของประชาชนคนไทยได้อย่างเต็มภาคภูมิใจ ยกระดับกระทรวงให้เป็นกระทรวงเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี เพื่อให้ไทยเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วให้ได้ตามเป้าหมายของรัฐบาล

นอกจากนี้ยังผู้ปาฐกถาพิเศษ อีกหลายท่าน อาทิ รศ.ดร.วีระพงษ์ แพสุวรรณ ประธานคณะกรรมการบริหาร บพค.ปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Enhancing the Scientific and Technological Infrastructure of Thalland: Strategy to Implementation” ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของไทยผ่านกลยุทธ์สู่การปฏิบัติจริง

ศธ.ติดตามนโยบายการศึกษาพื้นที่ภาคเหนือตอนบนเขต 15 จ.เชียงใหม่

https://www.naewna.com/local/846865

ศธ.ติดตามนโยบายการศึกษาพื้นที่ภาคเหนือตอนบนเขต 15 จ.เชียงใหม่

ศธ.ติดตามนโยบายการศึกษาพื้นที่ภาคเหนือตอนบนเขต 15 จ.เชียงใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศึกษาธิการ พร้อมด้วย นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมช.ศึกษาธิการ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วย รมว.ศึกษาธิการ ผู้บริหารองค์กรหลักของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ลงพื้นที่ติดตามการขับเคลื่อนนโยบายการศึกษาและข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี และศธ. ณ โรงเรียนแม่แตง และโรงเรียนแม่ริมวิทยาคม ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจร จ.เชียงใหม่

โดย พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวภายหลังประชุมผู้บริหารหน่วยงานทางการศึกษาในพื้นที่เขต 15 (กลุ่มภาคเหนือตอนบน) ประกอบด้วย จ.เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แม่ฮ่องสอน และเชียงราย ที่โรงเรียนแม่ริมวิทยาคม เพื่อรับฟังการรายงานผลกระทบและการดำเนินการแก้ปัญหาความเดือดร้อนของสถานศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย -รับฟังรายงานผลการช่วยเหลือฟื้นฟูสถานศึกษาและประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย -มอบนโยบายทางการศึกษา ข้อสั่งการและมาตรการป้องกันและฟื้นฟูสถานศึกษาจากอุทกภัย โดยมีศึกษาธิการจังหวัด ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา และผู้อำนวยการโรงเรียน เข้าร่วมประชุม

รมว.ศธ. กล่าวว่า จากฟังรายงานการดำเนินงานแก้ไขปัญหาสถานศึกษาที่ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ จ.เชียงราย พบมีมูลค่าความเสียหาย จำนวน 205,714,812 ล้านบาท ซึ่งสถานศึกษาในสังกัด ศธ.ได้รับความเสียหายทุกสังกัดโดยทุกหน่วยงานได้ร่วมบูรณาการในการฟื้นฟูสถานศึกษาอย่างเต็มที่ สำหรับเป้าหมายการขับเคลื่อนการศึกษาในพื้นที่นั้น พบว่า การบริหารจัดการศึกษาในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่มุ่งสร้างความเป็นเลิศ โดยเฉพาะการวางเป้าหมายการจัดการศึกษาในอีก 20 ปีข้างหน้า ที่มีการสำรวจพบว่า ในอนาคตจะเป็นการจัดการศึกษาที่ไร้พรมแดน เพื่อความมั่งคั่ง มั่นคงในชีวิตที่มีความสุข ขณะที่การแก้ปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา หรือ zero drop out ในจังหวัดเชียงใหม่ยังพบว่าเด็กหลุดระบบการศึกษา จำนวน 25,000 คน ซึ่งสำรวจได้เพียงร้อยละ 30 เนื่องจากส่วนหนึ่งไม่พบตัวตนตามช่วงอายุแล้ว มีการอพยพถิ่นฐาน และได้รับรายงานว่าได้มีการตั้งคณะทำงานระดับจังหวัด เพื่อติดตามค้นหาเด็กให้เข้าสู่ระบบการศึกษาต่อไป

พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวต่อว่า ส่วนสถานศึกษาที่ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ จ.เชียงราย นั้นมีสถานศึกษาได้รับผลกระทบ 205 แห่งพบมูลค่าความเสียหาย จำนวน 192.6 ล้านบาท โดยใช้แผนที่จับข้อมูลสถานศึกษาและจัดทำระบบเตือนภัยในการฟื้นฟูสถานศึกษาหลังน้ำลด พร้อมได้รับความช่วยเหลือจากสถานศึกษาอาชีวศึกษาในพื้นที่ด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ ตนได้มอบให้สถานศึกษามาขับเคลื่อนโรงเรียนพื้นที่นวัตกรรมตาม พ.ร.บ.พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ.2562 ซึ่งแม้สถานศึกษาส่วนใหญ่มองว่า การเป็นโรงเรียนพื้นที่นวัตกรรมจะถูกปิดล็อกด้วยหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2551 จนทำให้ไม่สามารถคิดค้นหลักสูตรหรือนวัตกรรมอะไรใหม่ๆ ได้ หรือแม้กระทั่งการใช้งบประมาณมาดำเนินการ แต่ตนไม่อยากให้คิดเช่นนั้นและอยากให้ทุกโรงเรียนได้คิดนอกกรอบมากขึ้น อย่างไรก็ตาม จากการติดตามนโยบายการศึกษาทำให้ตนเชื่อว่าสถานศึกษาภาคเหนือตอนบนมีการพัฒนาที่สมบูรณ์อย่างมาก

“การลงพื้นที่ครั้งนี้ผมได้ติดตามสถานการณ์อุทกภัยตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี ซึ่งนอกจากจะติดตามสถานการณ์น้ำท่วมโรงเรียนภาคเหนือแล้ว ผมยังได้รับทราบว่ามีโรงเรียนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหว แต่ยังไม่ได้รับงบประมาณดูแล ก็จะติดตามเพื่อจัดสรรงบประมาณมาสนับสนุนฟื้นฟูต่อไป นอกจากนี้ยังได้รับรู้ข้อมูลใหม่ๆในการดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลและของกระทรวงศึกษาธิการ ก็ถือเป็นประโยช์อย่างยิ่งในการมาติดตามนโยบายในครั้งนี้ทำให้ได้รับรู้ถึงปัญหาต่างๆ และคิดว่าในเขต 15 นี้จะมีการขับเคลื่อนนโยบายการศึกษาได้ดี เนื่องจากภาคการศึกษาทุกส่วน รวมถึงโรงเรียนเอกชนมีความพร้อมมากในการให้ความช่วยเหลือแบ่งปัน” พล.ต.เพิ่มพูน กล่าว

‘จุฬาฯ’ติดอันดับ TOP 16 ของเอเชีย และอันดับ 1 ของประเทศไทย

https://www.naewna.com/local/846971

'จุฬาฯ'ติดอันดับ TOP 16 ของเอเชีย และอันดับ 1 ของประเทศไทย

‘จุฬาฯ’ติดอันดับ TOP 16 ของเอเชีย และอันดับ 1 ของประเทศไทย

วันพุธ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 20.43 น.

จุฬาฯสุดปลื้มติดอันดับ TOP 16 ของเอเชีย และอันดับ 1 ของประเทศไทยใน 2025 QS Sustainability Rankings

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้รับการยอมรับอย่างน่าภาคภูมิใจใน 2025 QS Sustainability Rankings โดยได้รับการจัดอันดับที่ 16 ในเอเชีย และอันดับ 1 ในประเทศไทย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของมหาวิทยาลัยในการพัฒนาที่ยั่งยืนและความเป็นเลิศทางการศึกษาอย่างต่อเนื่องจาก QS Sustainability Rankings

QS Sustainability Rankings เป็นการจัดอันดับมหาวิทยาลัยทั่วโลกกว่า 1,700 แห่งโดยพิจารณาจากความพยายามในการรับมือกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมที่สำคัญ โดยประเมินมหาวิทยาลัยในด้านต่าง ๆ เช่น ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact) ผลกระทบด้านสังคม (Social Impact) การบริหารจัดการ (Governance) และประสิทธิภาพในมิติที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ

ความสำเร็จของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  จากผลของ 2025 QS Sustainability Rankings จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมีคะแนนรวมสูงถึง 80.7 ซึ่งสะท้อนถึงความเป็นเลิศในหลายมิติ

• ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม: อันดับ 71 ของโลก พิสูจน์ให้เห็นถึงความคิดริเริ่มที่มีผลดีและนโยบายเพื่อความยั่งยืนที่ทรงพลังของมหาวิทยาลัย

• การแลกเปลี่ยนความรู้: อันดับ 135 ของโลก สะท้อนถึงความเป็นเลิศในการแบ่งปันความเชี่ยวชาญและสร้างความร่วมมือ

• ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม: อันดับ 124 ของโลก แสดงให้เห็นถึงผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมในด้านความยั่งยืนและการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อม

• การบริหารจัดการ: อันดับ 176 ของโลก แสดงถึงความมีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการองค์กร

ผลการดำเนินงานที่โดดเด่น

• ความเท่าเทียม: อันดับ 257 ของโลก ตอกย้ำความพยายามในการส่งเสริมความครอบคลุมและลดความเหลื่อมล้ำ

• ผลกระทบด้านสังคม: อันดับ 313 ของโลก สะท้อนถึงความเป็นผู้นำในการส่งเสริมความเท่าเทียมและการแลกเปลี่ยนความรู้

ความสำเร็จครั้งนี้ตอกย้ำบทบาทของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในฐานะสถาบันชั้นนำที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเพื่อความยั่งยืนและความเสมอภาคที่ดียิ่งขึ้นในอนาคต

‘ในหลวง-พระราชินี’จะเสด็จฯสักการะ’พระเขี้ยวแก้ว’ เชิญชวนประชาชนเฝ้าฯรับเสด็จ

https://www.naewna.com/local/846820

'ในหลวง-พระราชินี'จะเสด็จฯสักการะ'พระเขี้ยวแก้ว' เชิญชวนประชาชนเฝ้าฯรับเสด็จ

‘ในหลวง-พระราชินี’จะเสด็จฯสักการะ’พระเขี้ยวแก้ว’ เชิญชวนประชาชนเฝ้าฯรับเสด็จ

วันพุธ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 14.38 น.

ขอเชิญชวนประชาชนเฝ้าฯ รับเสด็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี จะเสด็จพระราชดำเนินไปทรงสักการะพระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง ในวันพฤหัสบดีที่ 12 ธ.ค.2567 เวลา 17.00 น.

สกู๊ปพิเศษ : นำร่องหลักสูตรปริญญาร่วมไทย-สหรัฐฯ ยกระดับผลิตครูสะเต็มยุคใหม่จากต้นน้ำ

https://www.naewna.com/local/846603

สกู๊ปพิเศษ : นำร่องหลักสูตรปริญญาร่วมไทย-สหรัฐฯ  ยกระดับผลิตครูสะเต็มยุคใหม่จากต้นน้ำ

สกู๊ปพิเศษ : นำร่องหลักสูตรปริญญาร่วมไทย-สหรัฐฯ ยกระดับผลิตครูสะเต็มยุคใหม่จากต้นน้ำ

วันพุธ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 07.25 น.

ประเทศไทยเปิดก้าวแรก โครงการนำร่อง “หลักสูตรปริญญาร่วมไทย-สหรัฐอเมริกา ครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์” ด้านสะเต็มศึกษา (Thai-US Joint-degree Sandbox for STEM Teacher Education Program) พลิกโฉมการพัฒนาครูมืออาชีพก้าวนำการเปลี่ยนแปลงโลกปัจจุบัน ต่อยอดจากโครงการครุศึกษายุคใหม่ SEA-TEP (Southeast Asian Teacher Education Program) ในระดับภูมิภาค ภายใต้ความร่วมมือระหว่างศูนย์ระดับภูมิภาคว่าด้วยสะเต็มศึกษาขององค์การรัฐมนตรีศึกษาแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ศูนย์ SEAMEO STEM-ED) สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา และพันธมิตรภาคการศึกษาอีกมากมาย โดยจากที่ภาครัฐตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาครูไทยให้ก้าวไกลสู่มาตรฐานระดับโลก จึงให้การสนับสนุนโครงการฯ ผ่านกระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ซึ่งไม่เพียงแต่สะท้อนก้าวสำคัญของการศึกษาไทย แต่ยังตอบโจทย์ความต้องการกำลังคนคุณภาพที่สอดรับกับยุคสมัย พร้อมตั้งเป้าเป็นโมเดลต้นแบบเพื่อเตรียมความพร้อมแก่นิสิตนักศึกษาครูและครูประจำการให้มีคุณภาพระดับสากลผ่านการผสานหลักสูตรของสถาบันเครือข่ายการศึกษาในประเทศไทยและสหรัฐอเมริกา

จากงานวิจัยของประเทศไทยที่ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการปฏิรูปการศึกษาครั้งใหญ่ โดยเฉพาะครูวิชาชีพในอนาคตที่จำเป็นต้องพัฒนาอย่างเร่งด่วน ทั้งจากรายงานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (ICER) เผยแพร่ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2562 ที่ระบุว่า หลักสูตรการพัฒนาครูในปัจจุบันให้ความสำคัญกับทฤษฎีมากกว่าการปฏิบัติ และจากผลการประเมินจากโปรแกรมประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล (Programme for International StudentAssessment หรือ PISA) ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา แสดงให้เห็นถึงสัดส่วนของนักเรียนไทยอายุ 15 ปี ที่ไม่สามารถอ่านหรือเขียนภาษาไทยได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โครงการนำร่องนี้จึงถือเป็นการตอบสนองต่อความจำเป็นในการปรับปรุงการผลิตและพัฒนาครูเพื่อยกระดับความสามารถของนักเรียนไทยให้สูงขึ้น พร้อมเตรียมรับความท้าทายในศตวรรษที่ 21

ดร.กฤษฎ์ชัย สมสมาน ผู้อำนวยการศูนย์ SEAMEO STEM-ED กล่าวว่า ยินดีอย่างยิ่งที่ภาคีด้านการศึกษาในโครงการ SEA-TEP ทั้งประเทศไทย กัมพูชา อินโดนีเซีย มาเลเซีย และคาซัคสถาน เล็งเห็นถึงความสำคัญของการยกระดับการพัฒนาหลักสูตรครูสะเต็มผ่านโครงการนำร่อง หลักสูตรปริญญาร่วมไทย-สหรัฐอเมริกา ครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ ด้านสะเต็มศึกษา ซึ่งต่อยอดจากSEA-TEP นี้ จึงเปรียบเสมือนการเริ่มต้นบทถัดไปของการศึกษาไทยเพื่อตอบโจทย์เป้าหมายการสร้างโมเดลพัฒนาครูสะเต็มที่มีคุณภาพ เพื่อปรับใช้ในบริบทการศึกษาของประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

และเพื่อเน้นย้ำเป้าหมายของโครงการฯ ที่มุ่งพัฒนาหลักสูตรนำร่องเป็นแนวทางพัฒนาครูจากต้นน้ำ ภายในงานได้มีการประชุมแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากนักการศึกษา คณาจารย์ในเครือข่ายโครงการ SEA-TEP เน้นถึงวิธีการจัดการเรียนรู้ที่เตรียมนิสิตนักศึกษาครูและครูประจำการให้สามารถใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญ พร้อมทั้งประยุกต์ใช้หน่วยการเรียนรู้ด้านสะเต็มศึกษาที่มีคุณภาพในการเรียนการสอน โดยให้ความสำคัญกับทักษะการคิดวิเคราะห์ ประเมินข้อมูล ใช้หลักฐานและหลักการทางวิทยาศาสตร์มาสนับสนุนข้อสรุปและสื่อสารให้ผู้อื่นเข้าใจได้ และที่สำคัญคือต้องสามารถประยุกต์ทักษะเพื่อแก้ปัญหาจริงได้ โดยแต่ละประเทศได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและแนวทางการนำไปปรับใช้ตามบริบทพื้นที่ของตนอย่างเป็นรูปธรรม

“หลักสูตรครูในปัจจุบัน จำเป็นต้องเน้นการฝึกปฏิบัติที่เข้มข้นมากกว่าทฤษฎีเพื่อใช้ในการสอนได้จริง และเน้นให้ครูจัดการเรียนรู้ให้เด็กคิดและแก้ปัญหาได้ รู้จักใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ มาช่วยให้เด็กสนุก เรียนรู้ได้ดีขึ้น” ดร.มนตรี แย้มกสิกร ที่ปรึกษาสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา กล่าวเสริมถึงวิสัยทัศน์ในการขับเคลื่อนโครงการฯ ว่า เพื่อให้บรรลุเป้าหมายขยายผลหลักสูตรพัฒนาครูให้เกิดขึ้นจริงในระดับประเทศ ความร่วมมือระหว่างองค์กรภาคการศึกษาจึงเป็นเรื่องสำคัญ ทางคุรุสภาจึงทำงานร่วมกับเครือข่ายมหาวิทยาลัยที่ให้ความสำคัญกับพลังของการร่วมมือกันระหว่างอาจารย์ในวิชาชีพเดียวกันว่า ถึงแม้จะมาจากต่างมหาวิทยาลัยกัน แต่ทุกฝ่ายสามารถช่วยกันยกคุณภาพหลักสูตรคุรุศึกษาร่วมกันได้ สถาบันทั้ง 7 แห่งที่สนใจร่วมมือกันนี้ ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต และมหาวิทยาลัยขอนแก่น รวมถึงเราได้ร่วมมือกับพันธมิตรสถาบันการศึกษา และเครือข่ายมหาวิทยาลัยชั้นนำจากประเทศสหรัฐอเมริกา ได้แก่ มหาวิทยาลัยอิลลินอย เออร์แบนา-แชมเปญจน์ และมหาวิทยาลัยแอริโซนาสเตต เพื่อนำร่องพัฒนาโมเดลหลักสูตรร่วมที่มีคุณภาพสูงและเหมาะสมกับการพัฒนาครูสะเต็มในยุคปัจุบัน ซึ่งมีการรับรองคุณภาพและการประเมินที่ตรงตามมาตรฐานระดับสากล โดยเรามองว่านอกจากการพัฒนาคุณภาพการศึกษาแก่ครูไทยแล้ว ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้ตามบริบทของประเทศตนเองได้อีกด้วย

“ความเชี่ยวชาญด้านภาษาอังกฤษจะเป็น “ประตูบานหลัก” ให้ทั้งนักศึกษาและคณาจารย์ได้เข้าถึงแหล่งความรู้ และเครื่องมือการเรียนการสอนจากแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลายจากทั่วทุกมุมโลก โดยหลักสูตรปริญญาร่วมจะจัดการเรียนรู้ด้วยภาษาอังกฤษ อีกทั้งใช้เทคโนโลยีมาช่วยบริหารจัดการเนื้อหา การประเมินผลและการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การเรียนรู้ระหว่างนักศึกษาและคณาจารย์ระหว่างสถาบันด้วย เพื่อเสริมความสามารถให้กับครูยุคดิจิทัลสอดคล้องกับนโยบายของประเทศในการพัฒนากำลังคนสำหรับอนาคตไปพร้อมๆ กัน”

ด้าน มร.โรเบิร์ต เอฟ. โกเดค เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย กล่าวเสริมว่า ทางสหรัฐอเมริกาภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในโครงการที่จะช่วยสร้างครูที่เปี่ยมคุณภาพผ่านสถาบันการศึกษาและมหาวิทยาลัยของเรา ซึ่งเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของทั้งสองประเทศในการยกกระดับสะเต็มศึกษาเพื่อขับเคลื่อนบุคลากรแห่งอนาคตเพื่อเผชิญความท้าทายระดับโลกไปพร้อมกัน ไม่เพียงแต่โครงการนำร่องฯจะเน้นการพัฒนาด้านสะเต็มศึกษาเท่านั้น แต่ยัง “ก้าวนำ” เทรนด์การพัฒนาครูให้สอดคล้องกับแนวโน้มของโลกยุคใหม่ได้อย่างล้ำสมัย

ด้าน ผศ.ดร.พูลศักดิ์ โกษียาภรณ์ นักยุทธศาสตร์ระดับสูง รักษาการแทนรองผู้อำนวยการ สอวช.เผยทิศทางการขับเคลื่อนนโยบายผ่านการพัฒนาหลักสูตรครูสะเต็มว่า การปฏิรูปการศึกษาในวิชาชีพครูต้องมองไปข้างหน้า ก้าวข้ามการพัฒนาทักษะทั่วไป เพื่อให้พร้อมตอบสนองความต้องการของแรงงานอนาคต เราจึงยกระดับหลักสูตรการศึกษาครูระดับปริญญาตรีและโทในสาขาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยีให้ทันสมัย ภายใต้โครงการแซนด์บ็อกซ์นี้กับมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วม นอกจากนี้ เรายังเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาหลักสูตรเพื่อตอบสนองความท้าทายของสังคมดิจิทัล พร้อมพัฒนาทักษะตอบโจทย์ความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนอย่างโมเดลเศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy) เพื่อรองรับนโยบายของประเทศในการพัฒนากำลังคนที่ตอบโจทย์อนาคต

ด้าน น.ส.ซามิรา คานาปิยาโนวาผู้จัดการใหญ่ฝ่ายกิจการองค์กร บริษัท เชฟรอนยูเรเชียแปซิฟิกสำรวจและผลิต จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า เชฟรอนมุ่งมั่นสร้างโอกาสและยกระดับคุณภาพชีวิตแก่ผู้คนทั่วโลกให้บรรลุเป้าหมายดั่งที่ตั้งใจ เราตระหนักดีว่าสะเต็มศึกษามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนนวัตกรรม การวิจัย และเทคโนโลยี โดยการสนับสนุนโครงการพัฒนาครูในประเทศไทยมุ่งสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักวิทยาศาสตร์ วิศวกร และคนรุ่นใหม่ที่จะช่วยคิดค้นแนวทางการแก้ไขปัญหาต่อความท้าทายที่โลกเผชิญ เราภูมิใจอย่างยิ่งที่การสนับสนุนด้านสะเต็มศึกษาที่เชฟรอนทำมาอย่างต่อเนื่องเกือบหนึ่งทศวรรษ ได้นำไปสานต่อโดยรัฐบาลไทยผ่านโครงการนำร่อง หลักสูตรปริญญาร่วมไทย-สหรัฐอเมริกา ครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ ด้านสะเต็มศึกษา

เรียกได้ว่าโครงการนำร่อง หลักสูตรปริญญาร่วมไทย-สหรัฐอเมริกา ครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ ด้านสะเต็มศึกษาถือเป็นความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่างภาครัฐและภาคการศึกษาของประเทศไทย ร่วมกับเครือข่ายในภูมิภาคเพื่อพลิกโฉมบทใหม่ที่ท้าทายของวงการการศึกษา ซึ่งไม่ใช่เพียงเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นโมเดลต้นแบบก้าวต่อไปที่สามารถขยายผลในประเทศอื่นๆ ภายใต้เครือข่ายของ SEAMEO STEM-ED ซึ่งรวมถึงกัมพูชา มาเลเซีย อินโดนีเซีย และคาซัคสถาน ผ่านโครงการ SEA-TEP อีกด้วย เพื่อเสริมแกร่งการพัฒนาบุคลากรด้านสะเต็มศึกษาตั้งแต่ต้นน้ำ สู่การพัฒนาบุคลากรคุณภาพระดับภูมิภาคต่อไป

ยกขบวน ‘แฟรนไชส์สร้างอาชีพ’ Roadshow 2024 จ.นครสวรรค์

https://www.naewna.com/local/846604

ยกขบวน ‘แฟรนไชส์สร้างอาชีพ’  Roadshow 2024 จ.นครสวรรค์

ยกขบวน ‘แฟรนไชส์สร้างอาชีพ’ Roadshow 2024 จ.นครสวรรค์

วันพุธ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

กรมพัฒนาธุรกิจการค้ายกขบวนกว่า 40 แฟรนไชส์ จัดกิจกรรม“แฟรนไชส์สร้างอาชีพ Roadshow 2024” ณ จ.นครสวรรค์ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการได้ขยายธุรกิจ และสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ และสร้างโอกาสทางการค้าให้กับผู้ประกอบการไทยรวมถึงเป็นการช่วยเหลือผู้ว่างงาน และผู้ที่ต้องการมีธุรกิจเป็นของตนเองให้สามารถเข้าถึงโอกาสในการลงทุนในธุรกิจแฟรนไชส์ ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-16 ธันวาคม 2567 ณ ลานกิจกรรม ลานโปรโมชั่นชั้น G (ลานเจ้าพระยา, ลานยมผสาน และลานแม่ปิง) ตั้งแต่เวลา 10.30-20.00 น.

โดยไฮไลท์ของการจัดกิจกรรมคือ การแสดงและจำหน่ายสินค้าธุรกิจแฟรนไชส์กว่า 40 แบรนด์ชั้นนำ การเจรจาทางธุรกิจ เพื่อเป็นเวทีพบปะพูดคุยกับผู้ประกอบการจากหลากหลายสาขาธุรกิจ เป็นการเปิดรับและสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ นอกจากนี้ ยังมีสถาบันการเงินมาร่วมออกบูธให้คำปรึกษาแนะนำ และสนับสนุนเงินทุนพร้อมเงื่อนไขพิเศษให้ผู้ที่สนใจ จึงขอเชิญชวนผู้ว่างงานหรือผู้ที่สนใจลงทุนในธุรกิจแฟรนไชส์ในพื้นที่จังหวัดที่จัดงานและพื้นที่ใกล้เคียงเข้าร่วมกิจกรรมแฟรนไชส์ Roadshow เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับตนเอง 

ศธ.จัด ‘แฮกกาธอน’ เปิดพื้นที่เยาวชน ร่วมเรียนดี มีความสุข ชุมชนยั่งยืน

https://www.naewna.com/local/846605

ศธ.จัด ‘แฮกกาธอน’ เปิดพื้นที่เยาวชน ร่วมเรียนดี มีความสุข ชุมชนยั่งยืน

ศธ.จัด ‘แฮกกาธอน’ เปิดพื้นที่เยาวชน ร่วมเรียนดี มีความสุข ชุมชนยั่งยืน

วันพุธ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวภายหลังการประชุมประสานภารกิจของกระทรวงศึกษาธิการ ถึงเรื่องการจัดกิจกรรม “OEC
Hackathon : เรียนดี มีความสุขชุมชนยั่งยืน” เป็นกิจกรรมต่อยอดจากมติที่ประชุมสภาการศึกษาเห็นชอบชุดทักษะที่จำเป็น (Essential Skills Set) สำหรับเด็กและเยาวชนไทย ซึ่งถือเป็นเครื่องมือและอาวุธสำหรับการก้าวเดินต่อไปในอนาคตอย่างมั่นคงและมีศักยภาพ โดยสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาต้องการจะผลักดันและนำร่องชุดทักษะดังกล่าวให้แก่เด็กและเยาวชนไทยผ่านการจัดกิจกรรมแฮกกาธอน (Hackathon)  เพื่อจำลองรูปแบบการจัดการเรียนรู้สู่ “การเรียนดี มีความสุข” ภายใต้โจทย์นวัตกรรม “ชุมชนยั่งยืน” กิจกรรมที่เป็นการแฮก (Hack) สื่อถึงการแก้ไข ปัญหา การค้นหาทางลัด และการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ และมาราธอน (Marathon) สื่อถึงการทำงานและใช้ความพยายามอย่างต่อเนื่อง ภายใต้ระยะเวลาที่จำกัด

“จึงอยากเชิญชวนนักเรียน นักศึกษา ระดับ ม.ปลาย และ ปวช. จัดกลุ่มกันร่วมส่งไอเดียนวัตกรรมเพื่อสร้างสรรค์ความคิดและนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อแก้ไขปัญหาหรือพัฒนา “ชุมชนของตนให้ยั่งยืน” ตั้งแต่วันนี้ถึง 25 ธันวาคม 2567 นี้” รมว.ศธ. กล่าวและว่า โดย 10 ทีมที่ผ่านเข้ารอบจะได้เข้าร่วม “OEC Hackathon Camp” ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-9 กุมภาพันธ์ 2568 มีกิจกรรมหลากหลายรูปแบบเพื่อสร้างเสริมและพัฒนาทักษะ ช่วยติดอาวุธลับคมไอเดียของแต่ละทีมให้เปล่งประกายและสามารถต่อยอดไปสู่การปฏิบัติจริงได้ ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งปันความรู้และประสบการณ์จากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญแนะนำกระบวนการคิดและสาธิตเครื่องมือช่วยในการแก้ปัญหา และการนำเสนอความคิดและวิธีแก้ปัญหาของทีมพร้อมคำแนะนำจากผู้ทรงคุณวุฒิจากภาครัฐและภาคเอกชน และทีมผู้ชนะจะได้รับโล่และรางวัล และผู้เข้าร่วมทุกคนจะได้รับ ประกาศนียบัตรจากสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ น้องๆ ที่สนใจติดตามรายละเอียดได้ที่ Facebook Page “สภาการศึกษา” และ “Hackathon Thailand”

‘บิ๊กอุ้ม’ ขยายเครือข่าย นำองค์ความรู้ PISA ใช้จัดการเรียนรู้ใน รร.ตชด.

https://www.naewna.com/local/846435

‘บิ๊กอุ้ม’ ขยายเครือข่าย นำองค์ความรู้ PISA ใช้จัดการเรียนรู้ใน รร.ตชด.

‘บิ๊กอุ้ม’ ขยายเครือข่าย นำองค์ความรู้ PISA ใช้จัดการเรียนรู้ใน รร.ตชด.

วันอังคาร ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่ากระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังการประชุมประสานภารกิจกระทรวงศึกษาธิการ ครั้งที่ 42/2567 โดยมีผู้บริหารองค์กรหลักของศธ.เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ และออนไลน์ผ่านระบบ Zoom meeting

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. กล่าวถึงความก้าวหน้าการขับเคลื่อนเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาผ่านการประเมินผลนักเรียนนานาชาติ หรือ PISA ว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) รายงานความก้าวหน้าการขยายผลการอบรมการสร้างและพัฒนาข้อสอบฯ ในระดับเขตพื้นที่ฯรุ่นที่ 1 ระหว่างวันที่ 22–30 พฤศจิกายน 2567 จำนวน 15,515 คน โดยมีตัวอย่างความสำเร็จของการดำเนินงานและขยายผลการอบรมการสร้างและพัฒนาข้อสอบฯ ได้แก่ 1.สพม.พิษณุโลก อุตรดิตถ์ผู้บริหาร ศึกษานิเทศก์ (ศน.) อบรมฯ รุ่นที่ 1 ครบ ร้อยละ 100, 2.สพป.สุพรรณบุรี เขต 3 ผู้บริหาร ศน. อบรมฯ รุ่นที่ 1 ครบ ร้อยละ 100, 3.โรงเรียนเวียงแหงวิทยาคม สพม.เชียงใหม่ ผู้บริหาร ครู เข้าอบรมฯรุ่นที่ 1 ร้อยละ 83

นอกจากนี้ ได้รับรายงานการขยายเครือข่ายเพื่อนำองค์ความรู้PISA ไปใช้ในการจัดการเรียนรู้ได้แก่ โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน โรงเรียนพระปริยัติธรรม โรงเรียนกีฬา และจะมีการขยายผลสู่โรงเรียนเอกชนในสังกัด สช.ด้วย

“ศธ.จะขยายมิติการศึกษาไปทั้งหมด ไม่ว่าหน่วยงานนั้นจะอยู่ในสังกัดศธ.หรือไม่ก็ตาม เราจะทำงานร่วมกัน ก็ได้รับความร่วมมือต่างๆ ในการทำงานไปด้วยกัน ก้าวไป
ด้วยกัน เพื่อจะสร้างคุณภาพการศึกษา” รมว.ศธ. กล่าวและว่า ในส่วนของสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ได้รายงานว่า ตามที่ รมว.ศธ.ได้
มอบหมายให้ทำสื่อวีดีทัศน์แนะนำ PISA วีดีทัศน์การอบรม เรื่อง การสร้างและพัฒนาข้อสอบความฉลาดรู้ เพื่อประชาสัมพันธ์ครู ผู้บริหารที่สนใจสามารถรับชมได้ผ่าน YouTube ช่องทาง สสวท. และรายงานการจัดทำ LINE Openchat “การขับเคลื่อนเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา” เพื่อเป็นช่องทางรับข้อมูลข่าวสารและตอบข้อสงสัยต่างๆ ด้วย อย่างไรก็ตามสิ้นปีนี้ สสวท.จะมอบภารกิจทั้งหมดนี้ไปให้ สกศ.ดูแลขับเคลื่อนแทน เนื่องจากปี 2568 สสวท.จะต้องเป็นกรรมการในการจัดการสอบ PISA แต่หลังจากสอบเสร็จแล้ว สสวท.ก็จะกลับมารับหน้าที่เหมือนเดิม