‘ป่อเต็กตึ๊ง’ขอเชิญสักการะเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวจากหาดใหญ่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/790913

‘ป่อเต็กตึ๊ง’ขอเชิญสักการะเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวจากหาดใหญ่

‘ป่อเต็กตึ๊ง’ขอเชิญสักการะเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวจากหาดใหญ่

วันจันทร์ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2567, 11.46 น.

‘ป่อเต็กตึ๊ง’ขอเชิญสักการะเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวจากหาดใหญ่

ระหว่างวันที่ 10 – 13 มีนาคม 2567  มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมกับมูลนิธิมิตรภาพสามัคคี (ท่งเซียเซี่ยงตึ๊ง) หาดใหญ่ ขอเชิญศิษยานุศิษย์ และสาธุชนที่เลื่อมใส ร่วมสักการะเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวจากหาดใหญ่ องค์ฮกเต็กแป๊ะกง และองค์นาจาไท้จื้อ (เทพโกมินทร์)  ณ บริเวณลานสำนักงาน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ  โดยวันอาทิตย์ที่ 10 มีนาคม 2567 เวลา 17.30 น. คณะเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวเดินทางถึงกรุงเทพฯ ผ่านบริเวณวงเวียนโอเดียน  ไปตามถนนเยาวราช – เจริญกรุง โดยขบวนจะแห่ถึงมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง  เวลาประมาณ 18.00 น. และในวันที่ 11-12 มีนาคม 2567  มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งเปิดให้ผู้มีจิตศรัทธาเข้าสักการะตั้งแต่เวลา 06.30 – 21.00 น. สำหรับวันพุธที่ 13 มีนาคม 2567 เวลา 18.30 น. จะมีพิธีส่งเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวกลับหาดใหญ่

เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่ชาวจีนและไทยในจังหวัดปัตตานีอย่างดี   เมื่อถึงวันขึ้น 15  ค่ำ เดือนอ้าย หรือวันเพ็ญเดือน 3 ตามจันทรคติของไทย จะมีงานฉลองสมโภชเจ้าแม่ ซึ่งจัดเป็นงานฉลองใหญ่ทุกปี ท่านที่เดินทางไปจังหวัดปัตตานีสามารถไปสักการะได้ที่  ศาลเล่งจูเกียง  ถนนอาเนาะรู  อำเภอเมือง ซึ่งมีรูปจำลองของเจ้าแม่ประดิษฐานอยู่ ที่สุสานของเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวนั้น   มีชาวปัตตานีได้มากราบไหว้  และ บนบานศาลกล่าว   ปรากฏว่าต่างก็สมหวังไปตาม ๆ กัน   ผู้คนจึงร่ำลือโจษจันไปทั่วปรากฏว่ามีผู้คนหลั่งไหลมาจากทุกสารทิศ

ในทุกปี  ตั้งแต่วันชิวอิก ถึง ชิวสี่ของเดือนที่ 2 ตามปฏิทินจีน หรือ 1 เดือนหลังจากวันตรุษจีน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมกับ  มูลนิธิมิตรภาพสามัคคี (ท่งเซียเซี่ยงตึ๊ง) หาดใหญ่ กำหนดอัญเชิญองค์จำลองเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว จากหาดใหญ่ มาประดิษฐานที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ให้ประชาชนที่เลื่อมใสในกรุงเทพมหานคร และ สถานที่ใกล้เคียง ที่ไม่สะดวกเดินทางไปถึงปัตตานี หรือสงขลา ได้มีโอกาสสักการบูชาทุกปี  ในการเซ่นไหว้สักการะเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว นอกจากเครื่องกระดาษ ธูปเทียน นัยว่าท่านโปรดผ้าแพรสีแดง และ สร้อยมุก สร้อยมุกนั้นที่ปฏิบัติกันอยู่ก็คือ เมื่อนำสักการะและอธิษฐานต่อองค์เจ้าแม่แล้ว นำไปคล้องที่ศอเจ้าแม่ทั้ง 2 เส้น และนำคืนมา 1 เส้นนำกลับไปบูชาที่บ้าน เพื่อความเป็นสิริมงคล ซึ่งทางมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้เตรียมของไหว้ต่าง ๆ ประกอบด้วย  – สร้อยมุก 2 เส้น  – พวงมาลัย  – ขนมมงคล  – ชุดกระดาษพร้อมธูปเทียน  ไว้บริการภายในงาน เพื่อความสะดวกของประชาชนที่มาสักการบูชา ทั้งนี้ ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418 หรือที่เฟซบุ๊ก แฟนเพจ http://www.facebook.com/atpohtecktung

งามไส้!จับ‘ผอ.โรงเรียน’ที่สุรินทร์ สพฐ.สั่งให้ออกจากราชการฐานเอี่ยวคดียาเสพติด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/790908

งามไส้!จับ‘ผอ.โรงเรียน’ที่สุรินทร์ สพฐ.สั่งให้ออกจากราชการฐานเอี่ยวคดียาเสพติด

งามไส้!จับ‘ผอ.โรงเรียน’ที่สุรินทร์ สพฐ.สั่งให้ออกจากราชการฐานเอี่ยวคดียาเสพติด

วันจันทร์ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2567, 11.26 น.

งามไส้!จับ‘ผอ.โรงเรียน’ที่สุรินทร์ สพฐ.สั่งให้ออกจากราชการฐานเอี่ยวคดียาเสพติด

4 มีนาคม 2567 นายธีร์ ภวังคนันท์ รองโฆษกสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองโฆษก สพฐ.) เปิดเผยว่า ตามที่ปรากฏบนสื่อออนไลน์ กรณีผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.สุรินทร์ ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมในคดีที่เกี่ยวข้องกับขบวนการผู้ค้ายาเสพติดในพื้นที่ภาคอีสาน เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2567 นั้น ประเด็นดังกล่าว ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการ กพฐ. ได้รับทราบและมอบหมายให้ตนและศูนย์ความปลอดภัย สพฐ. นำโดยนายตฤณ ก้านดอกไม้ ผอ.ศูนย์ความปลอดภัยฯ ดำเนินการตรวจ​สอบข้อ​เท็จจริง​ที่เกิดขึ้น

“พบว่าเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นจริง ข้าราชการรายดังกล่าวอยู่ในการควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ข้อหาที่ถูกจับกุมเป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกับการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง จึงได้สั่งการให้สำนักงานเขตพื้นที่ฯ ดำเนินการอย่างเด็ดขาดในทันที โดยขณะนี้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 1 ต้นสังกัดของโรงเรียนดังกล่าว ได้พิจารณามีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง และสั่งให้ข้าราชการรายดังกล่าวออกจากราชการไว้ก่อนแล้ว เพื่อทำการสอบสวนข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น หากพบว่าผิดจริงก็จะดำเนินการตามระเบียบของทางราชการต่อไป” นายธีร์ กล่าว

นายธีร์ กล่าวอีกว่า ประเด็นดังกล่าว พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศึกษาธิการ และว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการ กพฐ. ได้สั่งการให้ติดตามความคืบหน้าและดำเนินการขั้นเด็ดขาด เพราะประเด็นเรื่องยาเสพติดนี้เป็นปัญหาที่กระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆโดยที่ผ่านมาได้เน้นย้ำและกำกับสถานศึกษามาโดยตลอดว่าจะต้องเป็นสถานที่ปลอดภัยจากสารเสพติดทุกชนิด รวมถึงผู้บริหาร ครูและบุคลากรในโรงเรียนด้วย จะต้องไม่ยุ่งเกี่ยวกับสิ่งเสพติดไม่ว่าประเภทใดก็ตาม เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเด็กและเยาวชน หลังจากนี้ก็จะกำชับให้ผู้บริหารสถานศึกษาทั่วประเทศ และหน่วยงานในกำกับทุกสังกัด ตรวจตราเรื่องยาเสพติดอย่างเข้มข้นทั้งภายในและบริเวณรอบสถานศึกษา และต้องร่วมกันสอดส่องดูแลพฤติกรรมเสี่ยงของบุคลากรที่อาจจะเกิดขึ้นได้ เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนการป้องกันปัญหายาเสพติดอย่างรอบด้านครบทุกมิติ ให้สถานศึกษาปลอดภัย “เรียนดี มีความสุข” เกิดขึ้นได้จริง

‘กทม.’เปิด6เวทีตามกลุ่มเขต รับฟังความเห็นจัดระเบียบแผงลอย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/790820

‘กทม.’เปิด6เวทีตามกลุ่มเขต รับฟังความเห็นจัดระเบียบแผงลอย

‘กทม.’เปิด6เวทีตามกลุ่มเขต รับฟังความเห็นจัดระเบียบแผงลอย

วันจันทร์ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

กรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดให้ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ร่วมแสดงความคิดเห็น“ร่างประกาศกรุงเทพมหานคร เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการกำหนดพื้นที่ทำการค้าและการขายหรือจำหน่ายสินค้าบนถนนหรือสถานสาธารณะ” โดยนอกจากการรับฟังผ่านช่องทางออนไลน์ ที่เว็บไซต์ law.go.th หรือระบบกลางทางกฎหมาย ซึ่งจัดทำโดยสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) หรือ DGA ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ที่เพิ่งปิดรับความคิดเห็นไปเมื่อวันที่ 29 ก.พ. 2567 ที่ผ่านมา ยังมีการเปิดเวทีแบบออนไซต์ ตามวัน เวลา และสถานที่ดังนี้

1.กลุ่มเขตกรุงธนเหนือ (ธนบุรี คลองสาน จอมทอง บางกอกใหญ่ บางกอกน้อย บางพลัด ตลิ่งชัน และทวีวัฒนา) วันที่ 23 ก.พ. 2567 เวลา 09.30 น. ณ ห้องประชุมสำนักงานเขตบางกอกน้อย 2.กลุ่มเขตกรุงเทพตะวันออก (บางกะปิ สะพานสูง บึงกุ่ม คันนายาว ลาดกระบัง มีนบุรี หนองจอก คลองสามวาและประเวศ) วันที่ 5 มี.ค. 2567 เวลา 13.00 น. ณ ศาลาประชาคมเมืองมีนถิ่นทอง สำนักงานเขตมีนบุรี

3.กลุ่มเขตกรุงเทพกลาง (พระนคร ดุสิต ป้อมปราบศัตรูพ่าย สัมพันธวงศ์ ดินแดง ห้วยขวาง พญาไท ราชเทวีและวังทองหลาง) วันที่ 6 มี.ค. 2567 เวลา 09.00 น. ณ ห้องมินิเธียเตอร์ ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร (ไทย-ญี่ปุ่น) เขตดินแดง 4.กลุ่มเขตกรุงเทพเหนือ (จตุจักร บางซื่อ ลาดพร้าว หลักสี่ ดอนเมือง สายไหมและบางเขน) วันที่ 8 มี.ค. 2567 เวลา 10.00 น. ณ สำนักงานเขตดอนเมือง

5.กลุ่มเขตกรุงเทพใต้ (ปทุมวัน บางรัก สาทร บางคอแหลม ยานนาวา คลองเตย วัฒนา พระโขนง สวนหลวงและบางนา) วันที่ 11 มี.ค. 2567 เวลา 13.00 น. ณ ห้องประชุมสำนักงานเขตยานนาวา และ 6.กลุ่มเขตกรุงธนใต้ (ภาษีเจริญ บางแค หนองแขม บางขุนเทียน บางบอน ทุ่งครุ และราษฎร์บูรณะ) วันที่ 16 มี.ค. 2567 เวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมสำนักงานเขตบางแค

ม.อ.ร่วมกับ IPF เปิดเวทีปาฐกถาพิเศษ โดยผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/790760

ม.อ.ร่วมกับ IPF เปิดเวทีปาฐกถาพิเศษ โดยผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์

ม.อ.ร่วมกับ IPF เปิดเวทีปาฐกถาพิเศษ โดยผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์

วันอาทิตย์ ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2567, 13.08 น.

ม.อ.ร่วมกับ IPF เปิดเวทีปาฐกถาพิเศษ โดยผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ ภายใต้หัวข้อ The prospects for global financial stability

มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ร่วมกับ คณะเศรษฐศาสตร์ International Peace Foundation (IPF) และการสนับสนุนของ บริษัท มิตซุย ฟูโดซัง จำกัด โรงแรมดุสิตธานี แอนด์รีสอร์ท ธนาคารกสิกรไทย และ บีเอ็มดับเบิลยู เปิดปาฐกถาพิเศษโดยผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ Prof. Robert F. Engle III ในหัวข้อ The prospects for global financial stability ภายใต้กิจกรรม JAPAN-ASEAN BRIDGES Event Series ในโอกาสฉลองครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ญี่ปุ่น-อาเซียน และในวาระครบรอบ 55 ปี แห่งการสถาปนามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ในปี 2566 โดย ผศ. ดร.เถกิง วงศ์ศิริโชติ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการและวิเทศสัมพันธ์ กล่าวเปิดงาน Mr. Uwe Morawetz, Founding Chairman of International Peace Foundation กล่าวรายงาน ผศ. ดร.ปรัตถ พรหมมี คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ กล่าวต้อนรับ พร้อมด้วย คณะผู้บริหาร คณาจารย์ นักวิจัย บุคลากร นักศึกษา และผู้แทนจากหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนในพื้นที่ เข้าร่วมรับฟังอย่างคับคั่ง ณ ห้อง Conference Hall ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ ในวันที่ 1 มีนาคม 2567

ศาสตราจารย์โรเบิร์ต เอ็งเกิล เป็นศาสตราจารย์กิตติคุณด้านการเงินจากคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก สเติร์น ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ ในปี ค.ศ. 2003 จากการวิจัยเกี่ยวกับแนวคิดของความผันผวนแบบมีเงื่อนไขอัตโนมัติ (ARCH) ได้พัฒนาวิธีการสำหรับสร้างแบบจำลองทางสถิติสำหรับความผันแปรตามช่วงเวลา และแสดงให้เห็นว่าเทคนิคเหล่านี้สามารถบ่งบอกลักษณะต่าง ๆ ของอนุกรมเวลาได้อย่างถูกต้อง ศาสตราจารย์เอ็งเกิลได้รับรางวัลนี้ร่วมกับศาสตราจารย์ไคลฟ์ ดับเบิลยู. เจ. แกรนเจอร์ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการร่วมของ Volatility and Risk Institute แห่งมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก สเติร์น ซึ่งท่านได้สร้างเครื่องมือสำหรับการวิจัยเพื่อติดตามความเสี่ยงในเศรษฐกิจโลก และนำเสนอข้อมูลดังกล่าวต่อสาธารณชนผ่านเว็บไซต์ V-LAB

ผศ. ดร.เถกิง วงศ์ศิริโชติ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการและวิเทศสัมพันธ์ กล่าวว่า กิจกรรมปาฐกถาพิเศษโดยผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ในครั้งนี้ เป็นการจัดงานครั้งที่ 4 ภายใต้กิจกรรม JAPAN-ASEAN BRIDGES Event Series โดยมหาวิทยาลัยได้ร่วมกับ International Peace Foundation (IPF) เป็นเจ้าภาพจัดขึ้น เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองในวาระครบรอบ 55 ปี แห่งการสถาปนามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ในปี 2566

“มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เป็นผู้นำในด้านนวัตกรรม การวิจัย และการศึกษาระดับอุดมศึกษาทั้งในภาคใต้และประเทศ โดยความสำเร็จนี้ได้มาจากคณะเศรษฐศาสตร์ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อน ม.อ. ตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง เมื่อ 21 ปีที่แล้ว เชื่อว่าการปาฐกถาพิเศษ Prof. Robert F. Engle III ในหัวข้อ The prospects for global financial stability ในครั้งนี้ จะสร้างการรับรู้แก่เครือข่ายการวิจัยทั่วโลก และเป็นก้าวสำคัญสู่การพัฒนาสังคมที่ดีขึ้น ตลอดจนสร้างแรงบันดาลใจให้แก่นักวิจัย คณาจารย์ นักศึกษา และผู้เข้าร่วมงานทุกคน สู่การยกระดับชุมชนและสังคมให้ดียิ่งขึ้นต่อไป”

ด้าน ผศ. ดร.ปรัตถ พรหมมี คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ กล่าวว่า รู้สึกเป็นเกียรติอย่างมากที่ได้ร่วมเป็นเจ้าภาพจัดกิจกรรมปาฐกถาพิเศษโดยผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ Prof. Robert F. Engle III ในหัวข้อ The prospects for global financial stability ซึ่งเป็นหัวข้อที่น่าสนใจ ที่ผู้เข้าร่วมงานจะได้เรียนรู้และเข้าใจเกี่ยวกับความท้าทายและผลกระทบที่เกิดจากความไม่เสถียรทางการเงิน ความเสี่ยงและการลดความเสี่ยงของระบบการเงินของเราให้ดีขึ้น

คณะเศรษฐศาสตร์ก่อตั้งขึ้นเมื่อ 21 ปีที่แล้ว เป็นสถาบันการศึกษาชั้นสูงด้านเศรษฐศาสตร์แห่งแรกในภาคใต้ มุ่งผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพซึ่งมีพื้นฐานที่ดีในด้านทฤษฎีเศรษฐศาสตร์และวิธีการเชิงปริมาณ พร้อมทั้งพัฒนาความรู้ด้านเศรษฐศาสตร์ผ่านการวิจัยและความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อขับเคลื่อนไปสู่ระดับนานาชาติ โดยกิจกรรรมที่จัดขั้นในครั้งนี้จะสร้างแรงบันดาลใจให้กับคณาจารย์ บุคลากร และนักศึกษา เพื่อบรรลุเป้าหมายสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์เป็นเจ้าภาพจัดกิจกรรมปาฐกถาพิเศษโดยผู้ได้รับรางวัลโนเบลอีกครั้ง ในวันที่ 27 มีนาคม 2567 เวลา 15.00 น. หัวข้อ The role of basic science in biotechnology โดย Prof. Randy W.Schekman ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาการแพทย์ ณ ห้องประชุมทองจันทร์ หงศ์ลดารมภ์ คณะแพทยศาสตร์

‘พีท กันตพร’เข้าพิธีรับรางวัลศิษย์เก่ามีชื่อเสียง‘ม.มหิดล’ประจำปี 2566

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/790739

‘พีท กันตพร’เข้าพิธีรับรางวัลศิษย์เก่ามีชื่อเสียง‘ม.มหิดล’ประจำปี 2566

‘พีท กันตพร’เข้าพิธีรับรางวัลศิษย์เก่ามีชื่อเสียง‘ม.มหิดล’ประจำปี 2566

วันอาทิตย์ ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2567, 08.29 น.

‘พีท กันตพร’เข้าพิธีรับรางวัลศิษย์เก่ามีชื่อเสียง‘ม.มหิดล’ประจำปี 2566

3 มีนาคม 2567 นายกันตพร หาญพาณิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการตลาด บริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด (มหาชน) ในฐานะศิษย์เก่าวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้รับเลือกให้เป็นศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยมหิดลที่มีชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับในระดับชาติ หรือนานาชาติ (Mahidol University Alumni Recognition) ประจำปี 2566

การคัดเลือกผู้ที่ผ่านเกณฑ์ในแต่ละปี จะคัดเลือกบุคคลที่มีชื่อเสียง มีความสามารถ และคุณประโยชน์ให้กับสังคม ซึ่งนายกันตพร หาญพาณิชย์ เป็นผู้มีคุณสมบัติครบถ้วน ทั้งการเป็นผู้บริหารโรงพยาบาลในเครือเกษมราษฎร์ และได้รับเชิญเป็นวิทยากรบรรยายในหัวข้อสำคัญ ๆ ต่าง ๆ ที่สอดคล้องกับแนวทางในการวางแผนและพัฒนาทั้งธุรกิจเอง รวมถึงการพัฒนาระบบสาธารณสุขไทย ซึ่งถือเป็นผู้สร้างประโยชน์ให้กับประเทศชาติ

ที่ผ่านมามีศิษย์เก่าของวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล ทั้งจากหลายอาชีพและสาขา ได้รับเลือกมาเป็นประจำทุกปี ซึ่งล้วนเป็นบุคคลที่ทรงคุณค่าต่อสังคมไทย โดยพิธีรับมอบรางวัลได้ถูกจัดขึ้นในวันที่ 2 มีนาคม 2567 โดยมีคุณแม่พญ.สมพร หาญพาณิชย์ และแฟนสาว แก้มบุ๋ม-ปรียาดา สิทธาไชย เข้าร่วมแสดงความยินดีด้วย

สพฐ.จัดงบให้ครูพานักเรียนฝึกว่ายน้ำเพื่อชีวิต สกัดเด็กจมน้ำช่วงปิดเทอม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/790726

สพฐ.จัดงบให้ครูพานักเรียนฝึกว่ายน้ำเพื่อชีวิต สกัดเด็กจมน้ำช่วงปิดเทอม

สพฐ.จัดงบให้ครูพานักเรียนฝึกว่ายน้ำเพื่อชีวิต สกัดเด็กจมน้ำช่วงปิดเทอม

วันเสาร์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2567, 23.07 น.

เลขาธิการฯกพฐ.” เผย สพฐ.จัดงบให้ครูพานักเรียนฝึกว่ายน้ำเพื่อชีวิต สกัดเด็กจมน้ำช่วงปิดเทอม

วันที่ 2 มีนาคม 2567 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวถึงกรณี นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี  และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มีข้อห่วงใยในช่วงปิดเทอมภาคฤดูร้อนที่เด็กมักจะจมน้ำเสียชีวิต ว่า  สพฐ.มีโครงการสอนเรื่องว่ายน้ำเพื่อชีวิตมาอย่างต่อเนื่อง และให้ความรู้เรื่องการเอาตัวรอดจากการจมน้ำ ซึ่งก่อนปิดภาคเรียนทางโรงเรียนนก็ทำอยู่แล้ว และสพฐ.ได้แจ้งกำชับไปยังโรงเรียนและเขตพื้นที่การศึกษาในการให้ความรู้แก่นักเรียน

“ที่เกิดเหตุเด็กจมน้ำเสียชีวิตส่วนใหญ่พอเด็กปิดภาคเรียนเด็กมักจะไปเล่นน้ำ เรารู้ปัญหาแล้วจึงสอนการว่ายน้ำเพื่อชีวิต ให้กับเด็กอยู่ตลอด ส่วนโรงเรียนที่ไม่มีสระว่ายน้ำ ที่ผ่านมา สพฐ.ได้ประสานกับภาคเอกชน หรือโรงแรมที่มีสระว่ายน้ำ  สพฐ.จัดงบให้ครูพาเด็กไปฝึกว่ายน้ำเอาตัวรอด  เพราะ สพฐ.ไม่ได้ลงทุนสร้างสระว่ายน้ำให้ทุกโรงเรียน เนื่องจากต้นทุนสูงมากและการดูแลก็ยาก ดังนั้น ก่อนปิดภาคเรียนจึงใช้วิธีส่งงบลงไปให้ครูพาเด็กไปฝึกว่ายน้ำเพื่อป้องกันนักเรียนจมน้ำเสียชีวิต“ เลขาธิการ กพฐ.กล่าว

สพฐ.ห่วงใยนักเรียน’ถูกทำโทษเกินกว่าเหตุ’ เร่งตั้งกรรมการสอบ พร้อมย้ำไม่ให้เกิดขึ้นอีก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/790719

สพฐ.ห่วงใยนักเรียน'ถูกทำโทษเกินกว่าเหตุ' เร่งตั้งกรรมการสอบ พร้อมย้ำไม่ให้เกิดขึ้นอีก

สพฐ.ห่วงใยนักเรียน’ถูกทำโทษเกินกว่าเหตุ’ เร่งตั้งกรรมการสอบ พร้อมย้ำไม่ให้เกิดขึ้นอีก

วันเสาร์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2567, 22.34 น.

สพฐ. ห่วงใยนักเรียนถูกทำโทษเกินกว่าเหตุ เร่งตั้งกรรมการสอบ พร้อมย้ำไม่ให้เกิดขึ้นอีก

2 มีนาคม 2567 นายธีร์ ภวังคนันท์ รองโฆษกสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองโฆษก สพฐ.) เปิดเผยว่า ตามที่ปรากฏบนสื่อออนไลน์ กรณีครูโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดพระ​นครศรี​อยุธยา​ ทำโทษนักเรียนเกินกว่าเหตุ​ โดยการใช้ไม้เรียวตีที่ก้นจนฟกช้ำ เนื่องจากนักเรียนไม่ได้ส่งการบ้าน เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2567 นั้น

นายธีร์ กล่าวว่า สำหรับประเด็นดังกล่าว ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการ กพฐ. ได้รับทราบและมอบหมายให้ศูนย์ความปลอดภัย สพฐ. นำโดยนายตฤณ ก้านดอกไม้ ผอ.ศูนย์ความปลอดภัยฯ ดำเนินการตรวจ​สอบข้อ​เท็จจริง​ที่เกิดขึ้น พบว่าเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นจริง โดยผู้ปกครองนักเรียนได้เดินทางมาพบและพูดคุยกับผู้บริหารโรงเรียนถึงเรื่องที่เกิดขึ้น ซึ่งผู้บริหารและครูได้ขอโทษผู้ปกครองเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าวและยืนยันจะไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก แต่ทางผู้ปกครองยังรู้สึกติดใจจึงเข้าแจ้งความดำเนินคดี โดยที่ครูผู้สอนมิได้กระทำการท้าทายแต่อย่างใด

จากนั้นในวันนี้ (2 มีนาคม 2567) ผู้อำนวยการและรองผู้อำนวยการ สพป.พระนครศรีอยุธยา เขต 1 พร้อมเจ้าหน้าที่ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนและนักจิตวิทยาโรงเรียนประจำเขตพื้นที่ฯ ได้ลงพื้นที่เยี่ยมนักเรียนเพื่อดูแลเยียวยาทั้งด้านร่างกายและจิตใจ และให้กำลังใจผู้ปกครองนักเรียน พร้อมทั้งดำเนินการตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง และมีคำสั่งให้ย้ายครูคนดังกล่าว มาช่วยราชการที่ สพป.พระนครศรีอยุธยา เขต 1 ทันที จนกว่าการสอบสวนจะแล้วเสร็จ ส่วนเรื่องคดีความนั้นได้ประสานทางเจ้าหน้าที่ตำรวจในการลงพื้นที่ตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

“ทาง สพฐ. รู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และไม่ต้องการให้เกิดเหตุเช่นนี้ขึ้นในสถานศึกษาไม่ว่าในระดับใดก็ตาม ในส่วนนี้จึงต้องกำชับทุกโรงเรียนให้ปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการลงโทษนักเรียนฯ ไม่ให้กระทำเกินขอบเขตที่ได้กำหนดไว้ พร้อมทั้งกำชับทุกโรงเรียนให้ความสำคัญกับการดูแลนักเรียนด้วยความเอาใจใส่อย่างรอบด้านทุกมิติ ทั้งทางร่างกายและจิตใจ ขอให้คุณครูเป็น safe zone ที่พึ่งทางจิตใจให้แก่นักเรียน เพื่อช่วยกันสร้างเสริมให้นักเรียนทุกคนเติบโตอย่างเข้มแข็ง “เรียนดี มีความสุข” อย่างทั่วถึงในทุกพื้นที่” รองโฆษก สพฐ. กล่าว

พระธรรมโพธิวงศ์ เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา เปิดสนามสอบนักธรรมอินเดีย 2567

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/790640

พระธรรมโพธิวงศ์ เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา เปิดสนามสอบนักธรรมอินเดีย 2567

พระธรรมโพธิวงศ์ เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา เปิดสนามสอบนักธรรมอินเดีย 2567

วันเสาร์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2567, 15.19 น.

พระธรรมโพธิวงศ์ เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา และหัวหน้าพระธรรมทูตสายอินเดีย-เนปาล เป็นประธานในพิธีจัดสอบนักธรรมและธรรมศึกษา ณ แดนพุทธภูมิประเทศอินเดีย ระหว่างวันที่ 1-3 มีนาคม 2567 ณ วัดไทยพุทธคยา ประเทศอินเดีย

พระครูอุดมโพธิวิเทศ เจ้าอาวาสวัดพระรามอโยธยา อินเดีย และ เลขานุการสำนักเรียนวัดไทยพุทธคยา อินเดีย กรรมการสนามสอบ กล่าวรายงานว่า ในการสอบธรรมสนามหลวง ณ วัดไทยพุทธคยา อินเดีย ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 4/2566 เป็นปีที่ 7 ที่วัดไทยพุทธคยาได้ดำเนินการจัดสอบขึ้น โดยมีคณะพระสงฆ์ แม่ชี ผู้ปฏิบัติธรรมชาวไทยในอินเดีย-เนปาล ร่วมถึงสาธุชนญาติโยมจากประเทศไทยเข้าร่วมสอบ นอกจากนี้ยังมีพระสงฆ์ แม่ชี นักเรียน นักศึกษา และประชาชนชาวอินเดียเข้าสอบ โดยการสอบจะจัดสอบเป็น 3 ภาษาคือ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาฮินดี ปีนี้มีผู้เข้าร่วมการสอบรวม 315 รูป/คน การสอบธรรมสนามหลวงที่อินเดียจัดขึ้นเพื่อส่งเสริมการศึกษาของคณะสงฆ์ไทยในอินเดีย คนอินเดีย-เนปาล ให้ได้รู้จักพระพุทธศาสนา และยังเป็นการสนับสนุนงานเผยแพร่พระพุทธศาสนาสู่มาตุภูมิ

พระธรรมโพธิวงศ์ เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา และหัวหน้าพระธรรมทูตสายอินเดีย-เนปาล-การสอบนักธรรมและธรรมศึกษาที่แดนพุทธภูมิ มีเป้าหมายหลักคือการปฏิบัติต่อการเข้าศึกษาในหลักสูตรของคณะสงฆ์ไทย ที่เป็นหลักของการพัฒนาบุคลากรของประเทศ ด้วยการใช้หลักธรรมในทางพระพุทธศาสนาตามพระพุทธโอวาท ควรได้เผยแพร่มาสู่สายต่างประเทศโดยเฉพาะในแดนพุทธภูมิที่เป็นแหล่งกำเนิดของพระพุทธศาสนา ตามมติของมหาเถระสมาคมที่ได้แต่งตั้งมอบหมายให้ดำเนินการ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ แม่กองธรรมสนามหลวง ได้เห็นความสำคัญในการจัดสอบนักธรรมและธรรมศึกษาในแดนพุทธภูมิ ขอให้ทุกท่านตั้งใจสอบเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา ได้สืบสานพระพุทธศาสนา และสนับสนุนสถาบันการศึกษาด้านพุทธศาสนาอย่างมหาวิทยาลัยมหาจุฬา(มจร.) เป็นการยกระดับการศึกษาของมหาวิทยาลัยอีกทางด้วย พุทธคยา เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่พระพุทธองค์ทรงศึกษา 6 ปี และสอบผ่านจนสำเร็จเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่นี่เช่นกัน โดยมีผู้ออกข้อสอบเป็นพญามารที่มาผจญแต่พระองค์ก็ทรงสามารถสอบผ่าน บรรลุในโพธิที่พุทธคยาภายใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ดังนั้น การมาสอบที่แห่งนี้ จึงเป็นการมาสอบถวายเป็นพุทธบูชาตามรอยบาทพระศาสดาอีกด้วย จึงนับเป็นความปิติอย่างยิ่งของผู้เข้าสอบทุกท่าน

พระเทพวิสุทธิดิลก รองแม่กองธรรมสนามหลวง ประจำหลตะวันออก เจ้าอาวาสวัดสามพระยา กรุงเทพฯ ประธานในการนำข้อสอบมาจัดสอบที่วัดไทยพุทธคยา อินเดีย ได้อ่านคำกล่าวเปิดจากสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ แม่กองธรรมสนามหลวง

“ให้ผู้เข้าสอบพึ่งตระหนักถึงความเพียรพยายามในการศึกษา จนสามารถเข้าสอบความรู้ธรรมสนามหลวงได้ในวันนี้ นำความรู้ในวันนี้ไปปฏิบัติให้เกิดกับตนเองและประเทศชาติต่อไป เป็นเกียรติประวัติที่ดีของตน ประกาศนียบัตรที่จะได้รับย่อมนำมาซึ่งความภูมิใจต่อตนและครอบครัวต่อไป การสอบธรรมสนามหลวงในวันนี้ได้แสดงถึงความสามัคคีธรรมของสาธุชนทุกภาคส่วนทำให้เกิดการสอบที่เรียบร้อย และรักษาวัฒนธรรมประเพณีอันดีงานที่บรรพชนได้ดำเนินการมาได้คงอยู่ต่อไป”

นางอรอนงค์ สะอาดพรรค หนึ่งในผู้เข้าร่วมสอบเดินทางมาจากประเทศไทยเข้าร่วมโครงการบวชและสอบนักธรรมอินเดีย รุ่นที่ 6 กล่าวว่า รู้สึกดีใจที่ได้มีโอกาสมาสอบธรรมศึกษาในแดนพุทธภูมิอีกครั้ง ซึ่งเคยมาครั้งแรกในรุ่นที่ 1 เมื่อปี 2561 การได้มาสอบถึงแดนพุทธภูมิทำให้เกิดปิติ และได้ธรรมะอย่างแท้จริง

นายจุลภควัฒน์ ศรีสุวรรณ หนึ่งในผู้ร่วมโครงการบวชและสอบนักธรรมอินเดีย รุ่นที่ 6 กล่าวว่า นับเป็นโอกาสที่ดีที่ทางวัดไทยพุทธคยา อินเดีย เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมโครงการได้ศึกษาวิชาการความรู้นักธรรมก่อนเดินทางมาอินเดีย นอกจากจะได้สอบนักธรรมแล้ว ยังมีโอกาสศึกษาตามเส้นทางสี่สังเวชนียสถานอินเดีย-เนปาล ทำให้ผู้เข้าร่วมโครงการได้ทั้งความรู้ ความเข้าใจ และเห็นสถานที่จริงขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าอีกด้วย

กลุ่มศิลปิน‘สตรีทอาร์ต คิง ภูมิพล’ เล่าย้อนจุดเริ่มต้นการทำงานศิลปะ สะท้อนหัวใจคนไทยรำลึกถึง‘ในหลวง ร.9’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/790587

กลุ่มศิลปิน‘สตรีทอาร์ต คิง ภูมิพล’ เล่าย้อนจุดเริ่มต้นการทำงานศิลปะ สะท้อนหัวใจคนไทยรำลึกถึง‘ในหลวง ร.9’

กลุ่มศิลปิน‘สตรีทอาร์ต คิง ภูมิพล’ เล่าย้อนจุดเริ่มต้นการทำงานศิลปะ สะท้อนหัวใจคนไทยรำลึกถึง‘ในหลวง ร.9’

วันศุกร์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2567, 21.44 น.

กลุ่มศิลปิน”สตรีทอาร์ต คิง ภูมิพล” เล่าย้อนจุดเริ่มต้นการทำงานศิลปะ สะท้อนหัวใจคนไทยรำลึกถึง”ในหลวง ร.9″

เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2567 กลุ่มศิลปินผู้ดำเนินโครงการ “สตรีทอาร์ต คิง ภูมิพล” นำโดย นายชวัส จำปาแสน ประธานโครงการ , นางภัทรา วิทยวีระชัย เลขานุการโครงการ , นายสรรเพชญ ศรีทอง โฆษกโครงการ ร่วมให้สัมภาษณ์ในรายการ “แนวหน้า Talk” ทางช่องยูทูบ “แนวหน้าออนไลน์” ถึงที่มาที่ไปของโครงการนี้ ซึ่งขับเคลื่อนโดยมูลนิธิสานต่อที่พ่อทำ โดยกลุ่มดังกล่าวจะเดินทางไปทำงานศิลปะ สะท้อนความระลึกถึง “ในหลวงรัชกาลที่ 9” พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

โดย นายชวัส เปิดเผยว่า สำหรับโครงการ สตรีทอาร์ต คิง ภูมิพล ต้องย้อนไปเมื่อปี 2561 หรือ 2 ปีหลังการสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ 9 ตนกับกลุ่มศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยศิลปากร เริ่มวาดภาพพระองค์ท่าน ขนาด 2×2 เมตร ที่ ม.ศิลปากร ก็มีผู้สนใจมาชมผลงานเป็นจำนวนมาก แต่ก็เห็นว่าอยากทำภาพสตรีทอาร์ทที่ขนาดใหญ่กว่านี้ ต่อมาจึงเดินทางไปที่ อ.เบตง จ.ยะลา ไปพบกับ “โกเอ็ก” ผู้จัดหาศิลปินไปทำผลงานแนวสตรีทอาร์ต คราวนี้จึงได้วาดภาพบนผนังของตึก 3 ชั้น ขนาด 6×10 เมตร เป็นอาคารของโรงเรียน และตนเป็นผู้ลงมือวาดเพียงคนเดียว

“ใช้รถกระเช้าของเทศบาล เป็นแบบรถกระเช้าน้ำมัน แล้วก็เสียงดังมาก เราก็จะต้องใช้รหัสมือบอกให้เขาขยับ มีเวลาเพียง 4 วัน ทำเสร็จแต่ก็ยกแขนไม่ขึ้นเลย ผลออกมาดี เพราะผมไม่ใช่จะแค่วาดรูปภาพอย่างเดียว บันทึกวีดีโอด้วย ก็คือเราอยู่ในยุคที่มันเป็นโซเชียลเน็ตเวิร์คแล้ว เราต้องใช้ให้เป็น ก็จะมีผู้ช่วยมาตั้งกล้องถ่ายรูปให้ แล้วผมก็เอาวีดีโอเหล่านั้นมาตัดต่อเอง ใส่เพลง แล้วก็เขียนบทความว่าเรามีความรู้สึกอย่างไรที่มีต่อในหลวงรัชกาลที่ 9 คลิปวีดีโอนั้นยอดคนดูไป 1.3 ล้าน วิว” นายชวัส กล่าว

นายชวัส กล่าวต่อไปว่า เมื่อคลิปวีดีโอผลงานสตรีทอาร์ต รำลึกถึงในหลวง ร.9 ที่ อ.เบตง จ.ยะลา ถูกเผยแพร่ ก็มีความคิดเห็นจำนวนมากเข้ามาบอกว่าอยากให้ไปวาดที่นั่นบ้างที่นี่บ้าง และมีความเห็นหนึ่งบอกว่าอยากให้ไปทุกจังหวัด ตนก็ตั้งมั่นว่าจะลองดู หากมีปัจจัยที่ทำให้ตนสามารถเดินทางไปทำผลงานศิลปะแบบนี้ได้อีกตนก็ยินดีที่จะไป แล้วค่อยมาดูกันว่าท้ายที่สุดแล้วจะไปได้ครบ 77 จังหวัดหรือไม่ โดยล่าสุดจนถึงปัจจุบัน วาดภาพบนผนังไปแล้ว 22 ภาพ ใน 22 จังหวัด

ทั้งนี้ ในปี 2565 – 2566 เป็นช่วงที่ทำผลงานได้มาก เพราะทางกลุ่มได้ไปเป็นพาร์ทเนอร์กับสำนักข่าวท็อปนิวส์ โดยทางท็อปนิวส์จะช่วยประชาสัมพันธ์และระดมทุนให้ ทำให้สามารถทำงานสตรีทอาร์ตได้อย่างต่อเนื่อง จากเดิมที่ตนต้องระดมทุนเองผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ขายเสื้อบ้าง วาดรูปขายบ้าง กระทั่งในปี 2567 ทราบว่าทางท็อปนิวส์จะหันไปทำโครงการสนับสนุนเกี่ยวกับโรงพยาบาล ซึ่งพวกตนก็จะยืนต่อด้วยมูลนิธิสานต่อที่พ่อทำ

อนึ่ง โครงการนี้ตนต้องการให้ทุกคนมีส่วนร่วมโดยไม่จำเป็นต้องเป็นนักวาดภาพที่เชี่ยวชาญ เช่น ในการบูรณาภาพที่ 3 ที่ปิ่นเกล้า ซึ่งตนได้ออกแบบให้ทุกคนสามารถวาดภาพของตนเองได้ โดยมีลักษณะล้อมรอบรูปของในหลวง ร.9 เพื่อให้เป็นเหมือนว่าเราเป้นพสกนิกรตัวเล็กๆ ที่มาช่วยกันเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ แม้ไม่ใช่ทุกคนที่วาดภาพเก่ง แต่เมื่อผลงานออกมาแล้วก็ดูสวย ซึ่งหากนับจำนวนคนที่มาร่วมกิจกรรมแล้วก็น่าจะแตะ 100 คนได้ ที่แวะเวียนกันมา แต่อาจจะไม่ได้มากันทีเดียวทั้ง 100 คน

ขณะที่ นางภัทรา เปิดเผยว่า ตนเข้ามาร่วมโครงการ เพราะลูกสาวของตนเป็นลูกศิษย์ของนายชวัส และนายชวัสได้ให้โอกาสลูกสาวตนออกแบบผลงานของผนังที่ 11 ตนก็ต้องไปดูแลลูกด้วยเพราะลูกเพิ่งอายุ 9 ขวบ จากนั้นก็ได้มาอีกตอนผนังที่ 12 ซึ่งก็เห็นว่า นายสรรเพชญ เริ่มรับแขกไม่ได้ มีคนเอาสิ่งของมาสนับสนุนการทำงานเป็นจำนวนมาก เมื่อถามว่าประทับใจผลงานชิ้นใด ก็ต้องเป็นผนังที่ 11 ที่ จ.นครพนม เพราะเป็นครั้งแรกที่ได้เห็นว่ากลุ่มศิลปินทำงานกันอย่างไร แล้วพอเห็นพ่อแม่พี่น้องเข้ามาให้กำลังใจ ตนก็รู้สึกอิ่มใจไปด้วย ทั้งที่เวลานั้นตนเพียงไปดูแลลูก

“ขนาดเราเพิ่งมาแค่ครั้งแรก แล้วทุกๆ ศิลปินที่เขาไปทุกๆ กำแพง เขาน่าจะมีกำลังใจแบบนี้มากๆ เขาถึงไปต่อได้โดยไม่เหนื่อย น้องลิตา (ลูกสาว) เขาดีใจ อย่างแรกเขาดีใจที่ครูอะไหล่ (นายชวัส) ให้โอกาสเขา แล้วเขาก็ไม่ได้คิดว่าเขาจะมีโอกาสได้ทำอะไรบนกำแพงใหญ่ขนาดนี้ หลังทำเสร็จน้องก็เปลี่ยนไป เดิมที่เขาไม่ค่อยคุย พูดน้อย แต่พอมาทำงานกับพี่ๆ ที่กำแพง พูดเยอะมาก พูดเก่งมาก บางทีเขาเจอพ่อแม่พี่น้องที่เข้ามาทักทาย เขาบอกหนูไม่อยากคุยเลย ไม่รู้จะพูดอย่างไร ก็บอกว่าเขามาให้กำลังใจนะ ยิ้มแย้มนะ คุยกับคุณลุงคุณป้าดีๆ นะ เขาก็ปรับตัว ก็ทำได้ดี ตอนนี้อายุ 11 ขวบ อยู่ชั้น ป.5” นางภัทรา กล่าว

ด้าน นายสรรเพชญ เล่าว่า ตนเริ่มช่วยงานครั้งแรกที่ผนังที่ 9 เมื่อปี 2565 ซึ่งหลายครั้งที่ทางกลุ่มเดินทางไปทำผลงานสตรีทอาร์ต ก็มีประชาชนที่ผ่านไป-มาหยุดดู บางคนมาดูตั้งแต่ช่วงสายๆ กว่าจะกลับบ้านก็เป็นเวลาดึกแล้ว ตนเริ่มทำงานนี้ที่ จ.หนองคาย แต่เริ่มเห็นคนให้ความสนใจมาดูการทำงานกันเยอะที่ อ.สามชุก จ.สุพรรณบุรี ซึ่งเป็นผนังที่ 10 โดยในกลุ่มจะมีทีมศิลปินที่ลงมือวาดภาพ คนบันทึกวีดีโอ ส่วนตนเป็นเบื้องหลังทำหน้าที่สนับสนุนจิปาถะ เช่น เสบียงอาหาร ช่วยพูดคุยต้อนรับคนที่มาดูการทำงาน

“ผมประทับใจตอนหลังจากที่ผนังสามชุก-สุพรรณบุรีจบ คือเป็นครั้งแรกที่ผมช่วยหาข้อมูลให้ครูอะไหล่แบบเต็มๆ แล้วก็เราก็มีส่วนร่วมมาก คือเหมือนกับว่าช่วงโควิด สตรีทอาร์ตขาดไปคนหนึ่ง เป็นเบื้องหลังไป เรามาริ่มทำช่วยตรงนั้นเต็มๆ ทั้งๆ ที่ผมต้องกลับมากรุงเทพฯ ก่อนเพื่อมาสอน เป็นติวเตอร์ แต่พอครูอะไหล่อัปรูปในกลุ่ม เริ่มอัปรูปในเฟซบุ๊ก พอเราเห็นว่าทุกอย่างมันสมบูรณ์ เหมือนตอนนั้นเราอยู่ที่ทำงานแล้ว เหมือนน้ำตาเราจะไหล มันซึมๆ ออกมา” นายสรรเพชญ กล่าว

ชมคลิปเต็มได้ที่ : https://www.youtube.com/watch?v=whyx0rbqRlQ

– 006

สพฐ.แจงปรับปรุงหนังสือเรียนทันตามกำหนดเวลา เนื้อหาทันสมัยไม่ตกยุค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/790583

สพฐ.แจงปรับปรุงหนังสือเรียนทันตามกำหนดเวลา เนื้อหาทันสมัยไม่ตกยุค

สพฐ.แจงปรับปรุงหนังสือเรียนทันตามกำหนดเวลา เนื้อหาทันสมัยไม่ตกยุค

วันศุกร์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2567, 21.15 น.

เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2567 นางเกศทิพย์ ศุภวานิช โฆษกสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (โฆษก สพฐ.) เปิดเผยว่า ตามที่ปรากฏบนสื่อออนไลน์ กรณีองค์การค้าของ สกสค.ไม่สามารถจัดซื้อจัดจ้างการจัดพิมพ์หนังสือเรียน ปีการศึกษา 2567 ได้ เนื่องจากปีนี้ สำนักวิชาการและมาตรฐาน สพฐ.ได้มีการตรวจต้นฉบับเนื้อหาหนังสือแบบเรียน และส่งให้ทางองค์การค้าฯ ค่อนข้างล่าช้ากว่าปีที่ผ่านมา ทำให้ไม่สามารถใช้วิธีประกวดราคาผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์หรือ e-bidding ได้ทัน นั้น

นางเกศทิพย์ กล่าวว่า ในประเด็นดังกล่าว ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการ กพฐ.ได้รับทราบและสั่งการให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น พบว่า ทางสำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา (สวก.) ร่วมกับองค์การค้าของ สกสค. และสำนักพิมพ์เอกชน ได้ประชุมพิจารณาแนวทางการปรับปรุงสื่อการเรียนรู้ ร่วมกันตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2566 และมีมติ ให้ปรับปรุงหนังสือเรียนทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ ให้เสร็จสิ้นในเวลา 3 ปี  ประกอบด้วย 1) ระดับชั้น ป.1 ป.4 ม.1 และ ม.4 หรือ ม.4-6 ที่จัดทำเป็นช่วงชั้น ปี 2567 2) ระดับชั้น ป.2 ป.5 ม.2 และ ม5 ปี 2568 และ 3) ระดับชั้น ป.3 ป.6 ม.3 และ ม.6 ปี 2569 โดยที่ประชุมมีมติ กำหนดเวลาในการปรับปรุงสื่อการเรียนรู้และการส่งเข้าตรวจประเมินคุณภาพ ได้แก่ 1) สื่อการเรียนรู้ต้นแบบ ฉบับกระทรวงศึกษาธิการ กำหนดระยะเวลาตั้งแต่ เมษายน 2566 – กุมภาพันธ์ 2567 2) สื่อการเรียนรู้สำนักพิมพ์เอกชน กำหนดระยะเวลา รอบที่ 1 ภายในเดือนพฤษภาคม 2566 รอบที่ 2 ภายในเดือนสิงหาคม 2566 และรอบที่ 3 ภายในเดือนพฤศจิกายน 2566 และกำหนดการส่งรายชื่อหนังสือเรียนลงในบัญชีกำหนดสื่อการเรียนรู้ฯ รอบที่ 1 วันสุดท้าย คือ วันที่ 12 มกราคม 2567 รอบที่ 2 วันสุดท้าย คือ วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2567 และรอบอื่น ๆ เป็นก่อนวันศุกร์สุดท้ายของเดือน โดย สพฐ. อนุมัติให้เพิ่มรอบเพิ่มเติม วันสุดท้าย คือ วันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2567

สำหรับการดำเนินการปรับปรุงสื่อของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนั้น สำหรับ สสวท.และองค์การค้าฯ ได้ดำเนินการในส่วนของ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สามารถขึ้นได้ทันรอบ ที่ 1 และกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ สามารถขึ้นได้ทันรอบ ที่ 2 ทางด้าน สถาบันภาษาไทย สวก.ได้ดำเนินการในส่วนของ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สามารถขึ้นได้ทันรอบเพิ่มเติม ในวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2567 ขณะที่กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ และกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ที่มีแนวโน้มจะดำเนินการไม่ทันตามกำหนดนั้น องค์การค้าฯ กับ สพฐ.ก็ได้เร่งรัดการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง และสามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จ ส่งลงในบัญชีกำหนดสื่อการเรียนรู้ สวก.ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2567 ทันการจำหน่ายในวันที่ 1 มีนาคม 2567 เป็นต้นไป

“ทาง สพฐ.ได้กำชับหน่วยงานในสังกัดให้ดำเนินการในเรื่องดังกล่าวอย่างรอบคอบ เพราะเป็นประโยชน์ของเด็กและเยาวชนที่จะได้เรียนรู้อย่างถูกต้อง ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน และได้ปรับเนื้อหาให้ทันสมัยเหมาะสมกับสภาพสังคมปัจจุบัน ซึ่งทาง สวก.ก็ได้ดำเนินการปรับปรุงสื่อการเรียนรู้และส่งเข้าตรวจประเมินคุณภาพ ตามกรอบระยะเวลาที่ได้กำหนดไว้ ตามมติที่ประชุมร่วมกันระหว่าง สพฐ. องค์การค้าฯ และสำนักพิมพ์เอกชน อย่างครบถ้วน ส่วนการจัดพิมพ์ขององค์การค้าฯ สพฐ. ไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการจัดพิมพ์ดังกล่าว และหวังว่าจะสามารถดำเนินการได้ทันสำหรับการเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 นี้” โฆษก สพฐ.กล่าว