‘เพราะได้รับ จึงพร้อมส่งต่อ’ มูลนิธิโตโยต้าฯ ปล่อย มินิซีรีส์ 5 ตอน ถ่ายทอดเรื่องจริงของผู้รับทุนการศึกษา

‘เพราะได้รับ จึงพร้อมส่งต่อ’ มูลนิธิโตโยต้าฯ ปล่อย มินิซีรีส์ 5 ตอน ถ่ายทอดเรื่องจริงของผู้รับทุนการศึกษา

‘เพราะได้รับ จึงพร้อมส่งต่อ’ มูลนิธิโตโยต้าฯ ปล่อย มินิซีรีส์ 5 ตอน ถ่ายทอดเรื่องจริงของผู้รับทุนการศึกษา

วันจันทร์ ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย เดินหน้าสานต่อภารกิจการสร้างโอกาสทางการศึกษาแก่เยาวชนไทยอย่างต่อเนื่อง ภายใต้แนวคิด “Toyota Giving ขับเคลื่อนไทยให้ยั่งยืน” โดยได้เปิดตัว มินิซีรีส์ จำนวน 5 ตอน ถ่ายทอดเรื่องราวจากชีวิตจริงของผู้ได้รับทุนการศึกษาจากมูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย เพื่อสะท้อนพลังของ “โอกาสทางการศึกษา” และต่อยอดเป็นแรงบันดาลใจในการส่งต่อสิ่งดีงามกลับคืนสู่สังคม

มินิซีรีส์ 5 ตอนนี้ นำเสนอเรื่องราวของผู้ได้รับทุนการศึกษาในหลากหลายเส้นทางชีวิต ซึ่งล้วนมีเป้าหมายเดียวกันสอดคล้องกับพันธกิจของโตโยต้า ที่เชื่อว่า “การให้” ไม่ได้สิ้นสุดลงเมื่อโอกาสถูกมอบให้ แต่สามารถขยายผลต่อเนื่องเป็นพลังในการพัฒนาสังคมในระยะยาว โดยเรื่องราวทั้ง 5 ตอนประกอบด้วย EP.1 “ส่งต่อ ปัญญา สร้างคนให้ยั่งยืน” อ.ทพ.ณัฐพล ถินสถิตย์ (หมอต้อม) หัวหน้าสาขาวิชาสุขภาพช่องปากครอบครัวและชุมชน สำนักวิชาทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี เรื่องราวของผู้ที่เคยเผชิญความกังวลเมื่อสอบติดคณะทันตแพทยศาสตร์ แต่ไม่แน่ใจว่าครอบครัวจะสามารถส่งเสียให้เรียนจนจบได้หรือไม่ โอกาสจากทุนการศึกษาของมูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย ทำให้เขาสามารถสานต่อความฝันจนเติบโตเป็นทันตแพทย์และอาจารย์ผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับคนรุ่นต่อไป

EP.2 ส่งต่อ กำลังใจ ให้คนที่ตั้งใจ น.ส.ธนัชญา แสงคุรัง (น้องหวาย) นักเรียนทุนมูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย พ.ศ.2569 เรื่องราวของนักเรียนทุนที่เติบโตจากครอบครัวที่ทำงานหนักเพื่อส่งลูกเรียน ความพยายามและกำลังใจจากคนรอบข้าง กลายเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้เธอมุ่งมั่นกับการศึกษา และตั้งใจส่งต่อกำลังใจให้กับผู้ที่มีความฝันเช่นเดียวกัน

EP.3 ส่งต่อ โอกาส เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน นายธนากร ยืนยง (แบท) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนโพธิ์ไทรวิทยา นักเรียนทุนมูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย พ.ศ.2569 ชีวิตของนักเรียนที่เติบโตท่ามกลางวิถีชนบท ช่วยครอบครัวทำงานตั้งแต่เล็ก ทั้งงานบ้าน งานเกษตร และงานรับจ้างต่างๆสำหรับเขา “โอกาส” หมายถึงการได้พัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ และการศึกษาคือหนทางสำคัญในการสร้างอนาคตที่มั่นคง

EP.4 ส่งต่อ ความเชื่อ ในพลังของการศึกษา พ.ต.ต. ภูมินันต์ โคตร์ประทุม (สารวัตรนนท์) แรงบันดาลใจจากคำสอนของแม่ที่ปลูกฝังให้ตั้งใจเรียนหนังสือ เพื่อให้ชีวิตมีโอกาสที่ดีกว่าเดิม ความเชื่อในพลังของการศึกษาได้ผลักดันให้เขามุ่งมั่นพัฒนาตนเองจนประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน และพร้อมส่งต่อความเชื่อนี้ให้กับคนรุ่นต่อไป

และ EP.5 ส่งต่อ จินตนาการ คืนความงาม สู่ชุมชน วิริยะ วงเวียน (แป๊ปซี่) นักศึกษาคณะศิลปกรรมศาสตร์ ชั้นปีที่ 3 มหาวิทยาลัยขอนแก่น นักศึกษาศิลปกรรมศาสตร์ผู้ใช้ความสามารถด้านศิลปะสร้างคุณค่าให้กับสังคม เงินทุนการศึกษากลายเป็นแรงผลักดันให้เขาได้พัฒนางานศิลปะของตนเอง พร้อมนำทักษะและจินตนาการไปทำกิจกรรมจิตอาสา สร้างสรรค์งานศิลป์ให้กับชุมชนและโรงเรียน

มินิซีรีส์ ทั้ง 5 ตอนจึงเป็นเสมือนภาพสะท้อนของผลลัพธ์จากการสนับสนุนด้านการศึกษา ที่ไม่เพียงเปลี่ยนคุณภาพชีวิตของผู้ที่ได้รับทุน แต่ยังขยายเป็นพลังในการ “ส่งต่อ” คุณค่า ความรู้ แรงบันดาลใจ และโอกาสกลับคืนสู่สังคม สอดคล้องกับแนวคิดของ “Toyota Giving” ที่มุ่งสร้างสังคมแห่งการให้ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนสังคมไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกัน

สามารถติดตาม Mini Series ทั้ง 5 ตอน ผ่านช่องทาง Facebook : Toyota Motor Thailand: https://web.facebook.com/toyotamotor.th  , Toyota Happiness Club: https://web.facebook.com/ToyotaCSR , YouTube : Toyota Motor Thailand: https://www.youtube.com/@toyotathailand  , TikTok : Toyota Motor Thailand: https://www.tiktok.com/@toyotamotorth  , Toyota Happiness Club: https://www.tiktok.com/@toyotahappinessclub

เปิดยุทธศาสตร์ ‘จีนยุคใหม่’ ถอดรหัส ‘แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 15’ ผ่านเวที วทจ. รุ่น 8

เปิดยุทธศาสตร์ ‘จีนยุคใหม่’ ถอดรหัส ‘แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 15’ ผ่านเวที วทจ. รุ่น 8

เปิดยุทธศาสตร์ ‘จีนยุคใหม่’ ถอดรหัส ‘แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 15’ ผ่านเวที วทจ. รุ่น 8

วันจันทร์ ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ท่ามกลางภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว “จีน” ยังคงเป็นมหาอำนาจเศรษฐกิจที่ทั่วโลกจับตา ทั้งด้านการค้า การลงทุน เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ขณะที่ความสัมพันธ์ไทย – จีน ซึ่งมีความแน่นแฟ้นยาวนานกว่า 50 ปี ก็กำลังก้าวเข้าสู่มิติใหม่ของความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ ที่ไม่ได้จำกัดเพียงด้านเศรษฐกิจ หากแต่ครอบคลุมถึงการพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรม และการเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน บนพื้นฐานของมิตรภาพและความไว้วางใจระหว่างสองประเทศ

สถาบันวิทยาการผู้นำไทย–จีน มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ เปิดแนวรุกเชื่อมโยงยุทธศาสตร์สีเขียวและดิจิทัล รับมือโลกเปลี่ยนผ่าน จัดงานสัมมนาวิชาการ “หลักสูตรวิทยาการผู้นำไทย–จีน (วทจ.) รุ่นที่ 8” ภายใต้หัวข้อ “ไทย–จีน พลวัตใหม่ของการค้าและการลงทุนในโลกที่เปลี่ยนแปลง” เพื่อเปิดเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ มุมมองเชิงนโยบาย และทิศทางเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ ตลอดจนเสริมสร้างความเข้าใจด้านโอกาสทางการค้า การลงทุน และความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างไทยและจีนในอนาคต

ภายในงานได้รับเกียรติจาก ฯพณฯ จาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย กล่าวปาฐกถาพิเศษ โดยระบุว่า “แผนพัฒนาในอีก 5 ปีข้างหน้าของจีน มีความสอดคล้องอย่างยิ่งกับยุทธศาสตร์การพัฒนาของประเทศไทย และจะนำมาซึ่งโอกาสใหม่ ๆ สำหรับความร่วมมือจีน–ไทย ทั้งในด้านการค้า การลงทุน และการพัฒนาอุตสาหกรรม ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน ทั้งสองประเทศควรใช้เสถียรภาพและความสัมพันธ์อันยาวนานร่วมกันรับมือกับความไม่แน่นอนจากภายนอก เพื่อสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกัน”

นอกจากนี้ นักลงทุนต่างชาติควรติดตามและทำความเข้าใจทิศทางนโยบายของจีนอย่างใกล้ชิด เนื่องจากจีนกำลังเร่งขยายการเปิดกว้างในภาคบริการ เทคโนโลยีดิจิทัล การค้าสีเขียว (ESG) และอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน รวมถึงการเดินหน้ายกระดับอุตสาหกรรมแห่งอนาคตล่วงหน้า เช่น อากาศยาน เทคโนโลยี AI เชิงกายภาพ และเทคโนโลยี 6G พร้อมส่งเสริมให้อุตสาหกรรมไฮเทคของจีนเข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้นเพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างเป็นระบบ ตลอดจนร่วมมือกันเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีและพลังงานสีเขียว โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าที่ปัจจุบันบริษัทจีนได้เข้ามาสร้างฐานการผลิตในไทย ดันไทยสู่ศูนย์กลางการผลิตและส่งออกของภูมิภาค

อีกทั้งแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 15 นี้ ยังเปิดโอกาสอย่างไร้ขีดจำกัดให้ผู้ประกอบการไทยในการเข้าถึงตลาดจีน ซึ่งมีประชากรกว่า 1,400 ล้านคน และมีกลุ่มประชากรรายได้ปานกลางกว่า 400 ล้านคน ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 800 ล้านคนในอีก 10 ปีข้างหน้า โดยจีนกำลังกระตุ้นการบริโภคครั้งใหญ่ภายในปี 2027 โดยเฉพาะในตลาดรถยนต์อัจฉริยะ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ผลิตภัณฑ์สำหรับผู้สูงอายุ ตลาดเครื่องสำอาง เสื้อผ้าอัจฉริยะ และผลิตภัณฑ์สำหรับสัตว์เลี้ยง ซึ่งอุตสาหกรรมเหล่านี้เป็นจุดแข็งของประเทศไทยอยู่แล้ว จึงเป็นโอกาสดีที่ไทยจะส่งออกสินค้าคุณภาพสูงเข้าสู่ตลาดจีนผ่านช่องทางต่างๆ เช่น งานมหกรรมสินค้านำเข้านานาชาติจีน (CIIE) หรืองานกวางโจวแฟร์ โดยจีนพร้อมต้อนรับประเทศไทยในการคว้าโอกาสทางธุรกิจนี้ในฐานะคู่ค้าอันดับหนึ่งของไทยมาอย่างต่อเนื่อง

ด้าน นายอรัญ เอี่ยมสุรีย์ ประธานกรรมการบริหารสถาบันวิทยาการผู้นำไทย–จีน กล่าวว่า ความสัมพันธ์ไทย–จีน เป็นความสัมพันธ์ที่แนบแน่นมาอย่างยาวนาน และยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นในโลกยุคปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลง ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง และเทคโนโลยี

“ตลอดระยะเวลากว่าครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ไทยและจีนมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดเสมือนญาติมิตร เห็นได้จากความร่วมมือในหลากหลายมิติ ทั้งระดับภาครัฐ ภาคธุรกิจ และระดับประชาชน การจัดสัมมนาในครั้งนี้จึงเป็นเวทีสำคัญที่จะช่วยให้ทุกฝ่ายได้แลกเปลี่ยนมุมมอง และมองเห็นทิศทางใหม่ของความร่วมมือไทย–จีนในอนาคต” นายอรัญกล่าว

งานสัมมนาครั้งนี้ จึงไม่เพียงเป็นเวทีวิชาการในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านเศรษฐกิจและการลงทุนเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงบทบาทสำคัญของ “หลักสูตรวิทยาการผู้นำไทย–จีน (วทจ.)” ในการบ่มเพาะบุคลากรและเครือข่ายผู้นำรุ่นใหม่ที่เป็นกำลังหลักของประเทศ พร้อมที่จะใช้ศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่ในการส่งเสริมมิตรภาพ ขยายความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรม และขับเคลื่อนความสัมพันธ์ไทย-จีน ให้ก้าวหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืนเพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งสองประเทศ

คุรุสภาประกาศรายชื่อ 2,490 ครูอาวุโสปี68 เชิดชูปูชนียบุคคลแห่งแผ่นดิน

คุรุสภาประกาศรายชื่อ 2,490 ครูอาวุโสปี68 เชิดชูปูชนียบุคคลแห่งแผ่นดิน

คุรุสภาประกาศรายชื่อ 2,490 ครูอาวุโสปี68 เชิดชูปูชนียบุคคลแห่งแผ่นดิน

วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.07 น.

“คุรุสภา” เชิดชูเกียรติครูอาวุโส ปี 2568 จำนวน 2,490 คน พร้อมเปิดให้ผู้ประสงค์เข้าเฝ้าฯ รับเครื่องหมายเชิดชูเกียรติฯ ตอบแบบสำรวจข้อมูลออนไลน์ ตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2569

31 พ.ค.69 ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา เปิดเผยว่า คุรุสภาร่วมกับมูลนิธิช่วยครูอาวุโส ในพระบรมราชูปถัมภ์ ประกาศรายชื่อผู้ประกอบวิชาชีพครู ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษา และศึกษานิเทศก์ ที่เกษียณอายุราชการในปี พ.ศ. 2568 และยื่นแบบขอรับเครื่องหมายเชิดชูเกียรติครูอาวุโส ประกาศนียบัตร และเงินช่วยเหลือ ประจำปี 2568 รวมทั้งสิ้น 2,490 คน โดยในจำนวนนี้มีผู้ได้รับเงินช่วยเหลือ จำนวน 30 คน คนละ 20,000 บาท ซึ่งอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมเพื่อนำครูอาวุโส ประจำปี 2568 เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อรับพระราชทานเครื่องหมายเชิดชูเกียรติ ประกาศนียบัตร และเงินช่วยเหลือซึ่งถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ และเป็นขวัญกำลังใจอันทรงคุณค่ายิ่งแก่ครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ ทุ่มเทแรงกายแรงใจในการพัฒนาการศึกษาไทยมาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 30 ปี

ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าวว่า เพื่อให้การเตรียมการนำครูอาวุโสเข้าเฝ้าฯ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ขอให้ครูอาวุโส ประจำปี 2568 ทุกท่าน เข้าตอบแบบสำรวจข้อมูลผ่านระบบออนไลน์ ที่ https://www.ksp.or.th/service/kspmaster/confirmin68.php ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2569 เพื่อใช้ประกอบการจัดเตรียมข้อมูลนำครูอาวุโสเข้าเฝ้าฯ และอำนวยความสะดวกในการดำเนินงาน

“ครูอาวุโสทุกท่านล้วนเป็นผู้มีคุณูปการต่อประเทศชาติ เป็นแบบอย่างแห่งความวิริยะ อดทน และยึดมั่นในจรรยาบรรณวิชาชีพ ได้อุทิศชีวิตเพื่อสร้างคน สร้างปัญญา และสร้างอนาคตของชาติ จนเป็นที่เคารพศรัทธาของศิษย์และสังคม สมควรได้รับการยกย่องเชิดชูในฐานะปูชนียบุคคลของแผ่นดิน”

เลขาธิการคุรุสภา กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการมอบเครื่องหมายเชิดชูเกียรติ ประกาศนียบัตร และเงินช่วยเหลือครูอาวุโส นับเป็นภารกิจสำคัญของคุรุสภาในการยกย่องเชิดชูเกียรติผู้เกษียณอายุราชการที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ เสียสละและเป็นแบบอย่างที่ดีของสังคม อันเป็นการสะท้อนถึงคุณค่าของวิชาชีพครู และตระหนักถึงคุณูปการอันยิ่งใหญ่ที่ครูได้สร้างไว้แก่ประเทศชาติตลอดมา โดยผู้มีสิทธิขอรับพระราชทานเครื่องหมายเชิดชูเกียรติฯ ต้องเป็นผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาที่ปฏิบัติงานจนถึงวันเกษียณอายุ มีระยะเวลาปฏิบัติงานรวมแล้วไม่น้อยกว่า 30 ปี มีประวัติการทำงานดี มีความประพฤติเป็นแบบอย่างที่ดีตามจารีตของครู และไม่เคยถูกลงโทษทางวินัย แม้จะได้รับการล้างมลทินแล้วก็ตาม ส่วนการพิจารณาเงินช่วยเหลือ จะคำนึงถึงฐานะความเป็นอยู่ ความยากลำบากในการดำรงชีวิต และทรัพย์สิน ตามหลักเกณฑ์ของมูลนิธิช่วยครูอาวุโส ในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงผู้ที่มีความจำเป็นอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ คุรุสภา และมูลนิธิช่วยครูอาวุโส ในพระบรมราชูปถัมภ์ จะแจ้งกำหนดวัน เวลา และสถานที่ในการนำครูอาวุโส ประจำปี 2568 เข้าเฝ้าฯ เพื่อรับพระราชทานเครื่องหมายเชิดชูเกียรติ ประกาศนียบัตร และเงินช่วยเหลือ ให้ทราบในโอกาสต่อไป โดยสามารถตรวจสอบรายชื่อครูอาวุโส ประจำปี 2568 ได้ทางเว็บไซต์คุรุสภา http://www.ksp.or.th หรือ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สำนักพัฒนาและส่งเสริมวิชาชีพ กลุ่มยกย่องและผดุงเกียรติวิชาชีพ โทรศัพท์ 0 2280 4333

สพฐ.ทำทันทีลดภาระครูเริ่มปีนี้ โรงเรียนไม่ต้องกรอก ITA ป.ป.ช.

สพฐ.ทำทันทีลดภาระครูเริ่มปีนี้ โรงเรียนไม่ต้องกรอก ITA ป.ป.ช.

สพฐ.ทำทันทีลดภาระครูเริ่มปีนี้ โรงเรียนไม่ต้องกรอก ITA ป.ป.ช.

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.06 น.

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เดินหน้าลดภาระครูอย่างเป็นรูปธรรม เริ่มปีการศึกษา 2569 โรงเรียนไม่ต้องกรอกข้อมูลการประเมิน ITA ระดับสถานศึกษา ของ ป.ป.ช. พร้อมทยอยยกเลิกการประเมิน การรายงาน และการประกวดบางโครงการ ที่สร้างภาระงานให้ครู-โรงเรียน

28 พ.ค.69 นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้เดินหน้าลดภาระครูอย่างเป็นรูปธรรม โดยเริ่มตั้งแต่ปีการศึกษา 2569 เป็นต้นไป โรงเรียนไม่ต้องกรอกข้อมูลการประเมิน ITA ระดับสถานศึกษา ของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พร้อมทั้งทยอยยกเลิกการประเมิน การรายงาน และการประกวดบางโครงการ ที่สร้างภาระงานให้ครูและโรงเรียน ซึ่งการดำเนินการดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายสำคัญ ในการลดภาระงานด้านเอกสาร และงานประเมินที่ไม่จำเป็น เพื่อเปิดโอกาสให้ครูมีเวลาในการจัดการเรียนการสอน และดูแลนักเรียนได้อย่างเต็มที่ ตามแนวทาง “คืนเวลาให้ครู เพื่อคืนอนาคตให้เด็ก” ของนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และเป็นผลมาจากการที่ สพฐ.ได้ทบทวนโครงการตามแผนปฏิบัติการประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 ซึ่งมีทั้งสิ้น 116 โครงการ ในจำนวนนี้เป็นโครงการที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของครู 50 โครงการ และภายหลังการพิจารณาร่วมกันของหน่วยงานภายใน สพฐ. เห็นว่าสามารถปรับลดขั้นตอนและกิจกรรม ที่เป็นภาระต่อครูและโรงเรียนได้ อาทิ การยกเลิกการรายงานที่ซ้ำซ้อน การลดขั้นตอนการดำเนินงาน การบูรณาการข้อมูลร่วมกัน รวมถึงการพิจารณายกเลิกบางโครงการที่ไม่จำเป็น

“มาตรการที่สามารถดำเนินการได้ทันที คือ การยกเลิกการกรอกข้อมูล ITA ระดับสถานศึกษา ตั้งแต่ปีการศึกษา 2569 เป็นต้นไป โดย สพฐ.ได้หารือร่วมกับสำนักงาน ป.ป.ช. และเห็นว่า ข้อมูลที่ใช้ในการประเมิน เช่น การเปิดเผยข้อมูลสาธารณะ (OIT) และข้อมูลเชิงประจักษ์ สามารถดึงจากฐานข้อมูลที่มีอยู่แล้ว เช่น ระบบ Connext ED สำหรับโรงเรียน และระบบ OIT Plus สำหรับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มาใช้แทนได้” เลขาธิการ กพฐ.กล่าวและว่า นอกจากนี้ สพฐ.ยังพัฒนาแพลตฟอร์มเชื่อมโยงข้อมูล เพื่อให้โรงเรียนสามารถใช้ข้อมูลร่วมกันได้ ลดการกรอกข้อมูลซ้ำซ้อน และนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยลดภาระงานเอกสารของครูอย่างเป็นระบบ

สำหรับโครงการที่เตรียมปรับลดหรือยกเลิกในปีงบประมาณ 2570 เบื้องต้นมี 6 โครงการ ได้แก่ 1. ยกเลิกการประเมิน ITA ออนไลน์ ระดับสถานศึกษา 2. ยกเลิกการประเมินโรงเรียนคุณธรรม ระดับ 4 ดาว และ 5 ดาว 3. ยกเลิกการรายงานโครงการยกระดับสมรรถนะความฉลาดรู้ของผู้เรียน ตามกรอบการประเมินระดับนานาชาติ 4. ยกเลิกการรายงานโครงการยกระดับ OBEC Channel ศูนย์กลางสื่อสารและบริหารงานดิจิทัล สพฐ. 5. ยกเลิกการรายงานโครงการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้สู่ห้องเรียน และ 6. ยกเลิกการประกวดโครงการส่งเสริมสุขภาพและพลานามัย

นายพิเชฐ กล่าวด้วยว่า หลายโครงการของ สพฐ. มีหน่วยงานภายนอก ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วม ภายใต้แนวคิด “All for Education” ซึ่งทุกภาคส่วนมีบทบาทในการพัฒนาการศึกษา อย่างไรก็ตาม สพฐ.จะพิจารณารายละเอียดของแต่ละโครงการอย่างรอบคอบ หากพบว่าโครงการใดสร้างภาระด้านการรายงาน หรือเพิ่มงานเอกสาร ให้ครูและโรงเรียน ก็อาจพิจารณาปรับลดหรือยกเลิก ขณะเดียวกัน โครงการที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาผู้เรียน ทั้งด้านความรู้ คุณธรรม และทักษะชีวิต ยังคงได้รับการสนับสนุนต่อไป โดยจะเน้นลดกิจกรรมหรือขั้นตอนที่ไม่จำเป็น เพื่อให้ครูมีเวลาอยู่กับนักเรียนมากขึ้น โรงเรียนมีความคล่องตัวในการบริหารจัดการมากขึ้น และผู้เรียนได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างแท้จริง ตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ.

กยศ. แจ้งลูกหนี้ 2 แสนราย เตรียมชำระงวดแรก 5 ก.ค. 69 พร้อมชูส่วนลดปิดบัญชี 3%

กยศ. แจ้งลูกหนี้ 2 แสนราย เตรียมชำระงวดแรก 5 ก.ค. 69 พร้อมชูส่วนลดปิดบัญชี 3%

กยศ. แจ้งลูกหนี้ 2 แสนราย เตรียมชำระงวดแรก 5 ก.ค. 69 พร้อมชูส่วนลดปิดบัญชี 3%

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.43 น.

วันที่ 26 พ.ค. 2569 กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ได้ดำเนินการจัดส่งหนังสือแจ้งภาระหนี้ให้แก่ผู้กู้ยืมเงินที่ครบกำหนดชำระหนี้งวดแรกจำนวนประมาณ 200,000 ราย เพื่อเตรียมความพร้อมในการชำระเงินภายในวันที่ กรกฎาคม 2569 โดยในหนังสือแจ้งหนี้ได้ระบุรายละเอียดของยอดหนี้คงเหลือและตารางการผ่อนชำระรายปีอย่างชัดเจน ครอบคลุมระยะเวลาทั้งหมด 15 ปี (ตั้งแต่ปีที่ 1 ถึงปีที่ 15) ทั้งนี้ กยศ. คิดอัตราดอกเบี้ยในระดับที่ต่ำมากเพียง 1% ต่อปี อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้ผู้กู้ยืมสามารถบริหารจัดการเงินได้อย่างยืดหยุ่น โดยสามารถเลือกชำระเงินก้อนเป็นรายปี หรือจะใช้วิธีทยอยผ่อนชำระยอดหนี้ให้ครบตามตารางชำระหนี้รายปีได้ตามความสะดวกของแต่ละบุคคล

สิทธิประโยชน์พิเศษและส่วนลดสำหรับการปิดบัญชี

นอกเหนือจากการแจ้งยอดชำระตามปกติแล้ว ทาง กยศ. ยังได้มอบสิทธิประโยชน์พิเศษเพื่อเป็นแรงจูงใจและช่วยแบ่งเบาภาระของผู้กู้ยืม โดยจะมอบ ส่วนลดเงินต้นให้ถึง 3% สำหรับผู้กู้ยืมที่มีความพร้อมและประสงค์จะชำระหนี้แบบ “ปิดบัญชี” (ชำระหนี้ที่เหลืออยู่ทั้งหมดในคราวเดียว) การที่ กยศ. ได้จัดส่งข้อมูลและตารางผ่อนชำระให้ทราบล่วงหน้านั้น มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้ผู้กู้ยืมได้รับทราบภาระผูกพันของตนเองอย่างโปร่งใส และสามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้ประกอบการวางแผนทางการเงิน เพื่อให้สามารถชำระหนี้ได้อย่างเหมาะสมและไม่กระทบต่อสภาพคล่องในชีวิตประจำวัน

ช่องทางการตรวจสอบยอดหนี้และการติดต่อประสานงาน

สำหรับผู้กู้ยืมที่ต้องการทราบรายละเอียดเพิ่มเติมหรือต้องการตรวจสอบยอดหนี้ปัจจุบันด้วยตนเอง สามารถเข้าใช้งานได้อย่างสะดวกสบายผ่านแอปพลิเคชัน กยศ. Connect บนสมาร์ตโฟน และหากผู้กู้ยืมท่านใดตัดสินใจที่จะรับสิทธิประโยชน์ส่วนลด 3% จากการปิดบัญชี สามารถติดต่อนัดหมายล่วงหน้าได้ที่ กยศ. Call Center เบอร์โทรศัพท์ 0-2016-4888 นอกจากนี้ ทางกองทุนฯ ได้เน้นย้ำเรื่องสำคัญคือ เมื่อผู้กู้ยืมได้ทำการชำระเงินเรียบร้อยแล้ว ไม่ว่าจะชำระเป็นงวดหรือชำระปิดบัญชี ขอให้เก็บหลักฐานและใบเสร็จการชำระเงินไว้เป็นอย่างดี เพื่อใช้เป็นข้อมูลยืนยันและตรวจสอบความถูกต้องในภายหลัง

มก.เปิดหลักสูตรปูทางไทยสู่ศูนย์กลางสุขภาพระดับโลก ‘KUVPL Biohacking & Longevity Master Class’ รุ่นที่ 1

มก.เปิดหลักสูตรปูทางไทยสู่ศูนย์กลางสุขภาพระดับโลก ‘KUVPL Biohacking & Longevity Master Class’ รุ่นที่ 1

มก.เปิดหลักสูตรปูทางไทยสู่ศูนย์กลางสุขภาพระดับโลก ‘KUVPL Biohacking & Longevity Master Class’ รุ่นที่ 1

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาลัยนานาชาติ ร่วมกับ โรงพยาบาลวิภาวดี และ V Precision Clinic จัดพิธีเปิดหลักสูตร KUVPL Biohacking & Longevity Master Class รุ่นที่ 1″ หรือ หลักสูตรการถอดรหัสชีวิตเพื่อสุขภาพและอายุยืน มุ่งสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงด้านสุขภาพด้วยนวัตกรรม Biohacking และศาสตร์อายุรวัฒน์ เพื่อรับมือกับสังคมสูงวัยอย่างมีคุณภาพ โดยได้รับเกียรติจาก ผศ.ดร.นุชนาถ มั่งคั่ง รองอธิการบดีฝ่ายการเงินและกิจกรรมพิเศษ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ นายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานกรรมการกลุ่มโรงพยาบาลวิภาวดี พร้อมด้วย ศ.ดร.วรรณวิภา วงศ์แสงนาค คณบดีวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ประธานกรรมการอำนวยการหลักสูตรฯ พันโท นายแพทย์ธรณัส กระต่ายทอง ผู้อำนวยการฝ่ายแพทย์ วี พรีซิชั่น คลินิก เครือโรงพยาบาลวิภาวดี ผศ.น.สพ.ดร.คงศักดิ์ เที่ยงธรรม รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการและการเรียนรู้ตลอดชีวิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ประธานกรรมการพัฒนาหลักสูตรฯ และ ญาดา พัฑฒฆายน กรรมการบริหาร บมจ.โรงพยาบาลวิภาวดี เข้าร่วมงาน ณ ห้องกรุงเทพ 2 ชั้น M โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ ลาดพร้าว

ศ.ดร.วรรณวิภา วงศ์แสงนาค คณบดีวิทยาลัยนานาชาติ มก. ประธานกรรมการอำนวยการหลักสูตรฯ กล่าวว่า หลักสูตร KUVPL รุ่นที่ 1 มุ่งเน้นให้ความรู้เชิงลึกที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง เพื่อการมีสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืนและการย้อนวัยในระดับโมเลกุล ผ่านกลยุทธ์สำคัญ 6 ประการ ได้แก่ 1.Nutrition (อาหารต้านแก่ แก้โรค) การออกแบบโภชนาการเฉพาะบุคคลเพื่อฟื้นฟูระบบร่างกาย 2.Physical Activity (ขยับวันนี้ แทนกายภาพวันหน้า) การออกกำลังกายที่เน้นการเพิ่มประสิทธิภาพของเซลล์และการเคลื่อนไหว 3.Restorative Sleep (นอนดี มีปีเพิ่ม) วิทยาศาสตร์การนอนเพื่อการหลั่งโกรทฮอร์โมนและการซ่อมแซมสมอง 4.Stress Management (อย่าให้ “ความเครียด” จัดการคุณ) เทคนิคการควบคุมสภาวะจิตเพื่อชะลอความเสื่อมของยีน 5.Avoidance of Risky Substances (ตัดสิ่งเสี่ยง เลี่ยงชรา) การลดปัจจัยมลพิษและการตรวจหาสารพิษสะสม และ 6.Social Connection (สังคมต่ออายุ) การสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์เพื่อสุขภาพจิตและอายุที่ยืนยาว

ผศ.ดร.นุชนาถ มั่งคั่ง รองอธิการบดีฝ่ายการเงินและกิจกรรมพิเศษ มก. กล่าวว่า หลักสูตรนี้จะเป็นต้นแบบสำคัญในการบูรณาการศาสตร์ด้านการเกษตร อาหาร และสุขภาพ เข้ากับนวัตกรรมทางการแพทย์สมัยใหม่ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถนำไปต่อยอดทั้งในชีวิตส่วนตัวและในเชิงธุรกิจ Wellness ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายในการผลักดันให้ประเทศไทยเป็น Hub ด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและศูนย์กลางสุขภาพระดับโลก

ด้าน นายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานกรรมการกลุ่ม รพ.วิภาวดี เสริมว่า การร่วมมือในครั้งนี้คือความตั้งใจที่จะมอบเครื่องมือที่ดีที่สุดในการดูแลสุขภาพให้กับคนไทย โดยใช้เทคโนโลยี Biohacking เข้ามาช่วยถอดรหัสร่างกาย เพื่อให้ทุกคนสามารถมีอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพและปราศจากโรค

 ทั้งนี้ ผู้เข้ารับการอบรมในรุ่นที่ 1 มีจำนวนทั้งสิ้น  36 คน มาจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน อาทิ  ผศ.สพ.ญ.ดร.วราพร พิมพ์ประไพ , ดร.ชลิดา เถาว์ชาลี ตันติพิภพ , พญ.ศศินี โภคโต , นายศกัญ แก้วประจันทร , น.ส.นาริสา กุลละวณิชย์ ซึ่งสะท้อนถึงความตื่นตัวและความสำคัญขององค์ความรู้ด้านสุขภาพและการมีอายุยืนในสังคม ปัจจุบัน

โดยหลักสูตรมีการจัดบรรยายและการฝึกปฏิบัติโดยรวมเป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ รวมทั้งสิ้น 8 วัน จัดขึ้นระหว่างวันที่ 15 พ.ค. – 6 มิ.ย.69 ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมศึกษาดูงานที่โรงพยาบาลวิภาวดีและบริษัทในเครือ V precision Clinic ตลอดจนกิจกรรมศึกษาดูงาน “โครงการอาบป่า” โดยคณะมนุษยศาสตร์ มก. ณ โรงแรมเดอะเกษตร อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์

ศธ.ปฏิรูปหลักสูตร ‘STEM-AI’ ดัน Credit Bank เรียนแล้วมีงาน มีเงิน มีวุฒิฯ

ศธ.ปฏิรูปหลักสูตร ‘STEM-AI’ ดัน Credit Bank เรียนแล้วมีงาน มีเงิน มีวุฒิฯ

ศธ.ปฏิรูปหลักสูตร ‘STEM-AI’ ดัน Credit Bank เรียนแล้วมีงาน มีเงิน มีวุฒิฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ประชุมหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้านการศึกษา กับคณะกรรมาธิการการศึกษา การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วินัย และนวัตกรรม วุฒิสภา นำโดย นายกมล รอดคล้าย ประธานกรรมาธิการฯ และคณะ รวม 20 คน ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศธ. กล่าวว่า ทุกความคิดเห็นถือว่ามีประโยชน์ต่อการพัฒนาการศึกษา โดยเฉพาะเรื่องหลักสูตร เริ่มตั้งแต่การศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่จะต้องพัฒนาหลักสูตรที่สอดคล้องกับศักยภาพของประเทศ โดยเฉพาะสาขา STEM ซึ่งกำลังเป็นความต้องการของประเทศ ก่อนที่จะเชื่อมโยงไปยังอาชีวศึกษา และการอุดมศึกษาอย่างไร้รอยต่อ ผ่านระบบเทียบโอนผลการเรียนหลักสูตร Pre-degree และโมเดล “Learn to Earn” ที่ช่วยให้นักเรียนค้นพบความถนัดตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษา เรียนจบแล้วมีงานรองรับทันที ทั้งหมดนี้เพื่อเตรียมความพร้อมกำลังคนสู่ตลาดแรงงาน รวมไปถึงการขับเคลื่อนโครงการ ANYWHERE ANYTIME และการจัดการศึกษาเอกชน ที่ได้มีการปรับหลักเกณฑ์การสอบบรรจุแต่งตั้งข้าราชการครูในช่วงปิดภาคเรียน เพื่อลดผลกระทบครูออกกลางปีการศึกษา และโรงเรียนเอกชนสามารถจัดหาครูมาทดแทนได้

“เรื่องลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและหลักสูตรการศึกษา ต้องปรับเปลี่ยนให้เท่าทันโลก โดยเฉพาะด้าน STEM และ AI ที่จะต้องเร่งดึงผู้เรียนสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้าสู่อุดมศึกษา พร้อมเชื่อมโยงระบบอินเทอร์เน็ตระหว่างส่วนกลางกับหน่วยงานในสังกัดทั้งหมด เพื่อลดความเหลื่อมล้ำด้านเทคโนโลยีและยกระดับการเรียนรู้แบบ Anywhere Anytime นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของการยกระดับสวัสดิการครู การแก้ปัญหาครูเอกชนลาออกกลางคัน และพิจารณามาตรการลดภาษีที่ดินสำหรับโรงเรียนเอกชนนอกระบบ รวมทั้งจัดสรรบุคลากรสายสนับสนุนแก่สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้จังหวัด และส่งเสริมความก้าวหน้าครูในศูนย์การเรียนรู้ชุมชนชาวไทยภูเขา อย่างไรก็ตาม เรื่องของระบบธนาคารหน่วยกิตก็เป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องบูรณาการหน่วยกิตข้ามระบบระหว่างการศึกษากับการจ้างงาน เพื่อให้ประชาชนนำผลการเรียนไปใช้ได้จริงในชีวิต” รมว.ศธ. กล่าว

รมว.ศธ. กล่าวด้วยว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการเตรียมผลักดันให้เกิด “Human Capital Super Board” เพื่อเป็นกลไกในการพัฒนาทุนมนุษย์ เป็นการออกแบบโครงสร้างทั้งระบบการศึกษา ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งหลักสูตร วิธีสอน ครูและบุคลากร ระบบวัดผลและประเมินผล เทคโนโลยีและสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ ให้เป็นคนคุณภาพ ที่ตอบโจทย์โลกอนาคต

อบต.บางสวรรค์ สร้างสุขผู้สูงวัย ขับเคลื่อน ‘โรงเรียนผู้สูงอายุ’ เติมรอยยิ้ม – พลังใจให้ผู้สูงวัยอย่างยั่งยืน

อบต.บางสวรรค์ สร้างสุขผู้สูงวัย ขับเคลื่อน ‘โรงเรียนผู้สูงอายุ’ เติมรอยยิ้ม - พลังใจให้ผู้สูงวัยอย่างยั่งยืน

อบต.บางสวรรค์ สร้างสุขผู้สูงวัย ขับเคลื่อน ‘โรงเรียนผู้สูงอายุ’ เติมรอยยิ้ม – พลังใจให้ผู้สูงวัยอย่างยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายนัตธพร อุไรโรจน์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบางสวรรค์ เป็นประธานเปิดงาน “โรงเรียนผู้สูงอายุ” รุ่นที่ 2 รายวิชาสัปดาห์ที่ 5 เรื่องสิทธิและสวัสดิการที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุ และการปรับสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ เดินหน้ายกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในชุมชน ผ่านการดำเนินงานโครงการ “โรงเรียนผู้สูงอายุตำบลบางสวรรค์” มุ่งเน้นการสร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้ พลังใจ และมิตรภาพ เพื่อให้ผู้สูงวัยสามารถใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีคุณค่าและมีความสุข

โดยผู้สูงอายุที่เข้าร่วมโครงการได้มีโอกาสพูดคุย แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ตลอดจนร่วมทำกิจกรรมกลุ่มและแสดงออกอย่างสร้างสรรค์ ซึ่งภาพความสุขที่เกิดขึ้นสะท้อนถึงความสำเร็จในการดูแลเอาใจใส่ประชากรผู้สูงอายุอย่างเป็นรูปธรรม สะท้อนให้เห็นว่าผู้สูงวัยยังคงมีศักยภาพ มีคุณค่า และพร้อมที่จะมีส่วนร่วมในสังคมเมื่อได้รับโอกาสและการสนับสนุนที่เหมาะสม

นายนัตธพร กล่าวว่า ความสำเร็จในการขับเคลื่อนกิจกรรมครั้งนี้ เกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วนในชุมชน ภายใต้การนำขององค์การบริหารส่วนตำบลบางสวรรค์ ที่เล็งเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุแบบองค์รวม ทั้งในด้านร่างกาย จิตใจ และสังคม

ทั้งนี้ “โรงเรียนผู้สูงอายุตำบลบางสวรรค์” จะไม่ได้เป็นเพียงแค่สถานที่จัดกิจกรรมชั่วคราว แต่จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางแห่งความสุข และเป็นพลังสำคัญของชุมชนในการร่วมกันดูแลผู้สูงวัยให้อยู่ดีมีสุขอย่างอบอุ่นและยั่งยืนต่อไป

สดร.ชวนชม ‘Micro Full Moon’ คืนวิสาขบูชา ดวงจันทร์เต็มดวงไกลโลกที่สุดในรอบปี

สดร.ชวนชม ‘Micro Full Moon’ คืนวิสาขบูชา ดวงจันทร์เต็มดวงไกลโลกที่สุดในรอบปี

สดร.ชวนชม ‘Micro Full Moon’ คืนวิสาขบูชา ดวงจันทร์เต็มดวงไกลโลกที่สุดในรอบปี

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) หรือ NARIT เปิดเผยว่า ในวันที่ 31 พฤษภาคม 2569 นี้ ซึ่งตรงกับวันวิสาขบูชา จะเกิดปรากฏการณ์ไมโครฟูลมูน (Micro Full Moon) หรือ ดวงจันทร์เต็มดวงไกลโลกที่สุดในรอบปีเวลาประมาณ 15:00 น. ที่ระยะห่างจากโลกประมาณ 406,127 กิโลเมตร และยังเป็นดวงจันทร์เต็มดวงครั้งที่ 2 ของเดือน หรือ บลูมูน (Blue Moon) ทางดาราศาสตร์เรียกสองปรากฏการณ์นี้รวมกันว่า “ไมโครบลูมูน” (Micro Blue Moon) ซึ่งเกิดขึ้นครั้งล่าสุดเมื่อประมาณ 6 ปีที่แล้ว ในวันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ.2563 ในคืนดังกล่าว ดวงจันทร์เต็มดวงจะมีขนาดปรากฏเล็กกว่าปกติเล็กน้อย 

ดวงจันทร์โคจรรอบโลกเป็นวงรี 1 รอบ ใช้เวลาประมาณ 27.3 วัน ในหนึ่งเดือนจึงมีทั้งวันที่ดวงจันทร์ใกล้โลกและไกลโลก ตำแหน่งที่ดวงจันทร์ใกล้โลกที่สุด เรียกว่า เปริจี (Perigee) มีระยะห่างเฉลี่ยประมาณ 357,000 กิโลเมตร และตำแหน่งที่ดวงจันทร์ไกลโลกที่สุด เรียกว่า อะโปจี (Apogee) มีระยะห่างเฉลี่ยประมาณ 406,000 กิโลเมตร และหากตรงกับช่วงที่ดวงจันทร์เต็มดวง จะเรียกปรากฏการณ์ที่ดวงจันทร์เต็มดวงโคจรอยู่ในตำแหน่งใกล้โลก และไกลโลกที่สุดในรอบปีว่า “ซูเปอร์ฟูลมูน” (Super Full Moon) และ “ไมโครฟูลมูน” (Micro Full Moon)

สำหรับ “บลูมูน” (Blue Moon) เป็นชื่อเรียกปรากฏการณ์ดวงจันทร์เต็มดวงครั้งที่ 2 ของเดือน ซึ่งจะเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก และดวงจันทร์ไม่ได้เปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินแต่อย่างใด การเกิดดวงจันทร์เต็มดวง 2 ครั้งในเดือนเดียวกัน เฉลี่ยประมาณทุกๆ 2.7 ปี เนื่องจากคาบการเปลี่ยนแปลงเฟสของดวงจันทร์ใช้เวลาประมาณ 29.5 วัน ดังนั้นในบางเดือนที่มี 31 วัน จึงสามารถเห็นดวงจันทร์เต็มดวงได้ถึง 2 ครั้ง ทางดาราศาสตร์จึงใช้คำว่า “บลูมูน” มีที่มาจากสำนวนภาษาอังกฤษ “Once in a blue moon” นำมาใช้เรียกปรากฏการณ์ดังกล่าว เปรียบเปรยถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ยากหรือนานๆ จะเกิดขึ้น 

สำหรับปรากฏการณ์ดวงจันทร์เต็มดวงใกล้-ไกลโลกที่สุดในรอบปี และเป็นดวงจันทร์เต็มดวงครั้งที่ 2 ของเดือน ครั้งถัดไป คือ ปรากฏการณ์ “ซูเปอร์บลูมูน” (Super Blue Moon) จะเกิดขึ้นในวันที่ 30 มีนาคม 2572 ผู้สนใจติดตามข่าวสารปรากฏการณ์ดาราศาสตร์เพิ่มเติมได้ทางเพจเฟซบุ๊ก NARIT สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ

สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการกับ บ.เรย์แด้นท์ฯ

สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการกับ บ.เรย์แด้นท์ฯ

สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการกับ บ.เรย์แด้นท์ฯ

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.25 น.

ศึกษาและจัดตั้ง”ศูนย์การศึกษาด้านการผลิตพลังงานสะอาดด้วยเทคโนโลยีนิวเคลียร์

สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง(สจล.) นำโดย รศ.ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอม เกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ กับบริษัท เรย์แด้นท์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด นำโดย นายระยอง สาหร่าย ประธานกรรมการบริษัท นายณรงค์ สาหร่าย Business Development Director ดร.กิตติศักดิ์ ชัยสรรค์ Director of Alternative Energy โดยมี รศ.ดร.คมสัน กล่าวถึงวัตถุประสงค์ในการทำความร่วมมือทางวิชาการในครั้งนี้ ก่อนที่จะเข้าสู่พิธีการลงนาม อย่างเป็นทางการครั้งนี้กับทางบริษัทเรย์แด้นท์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสเจริญพระชนมายุครบ 6 รอบ 72 พรรษา, ร่วมมือกันจัดตั้งศูนย์ศึกษา (Education Center) ด้านการผลิตพลังงานสะอาดด้วยเทคโนโลยีนิวเคลียร์ในการเสริมสร้างศักยภาพด้านการผลิตพลังงานสะอาดด้วยเทคโนโลยีนิวเคลียร์, เพื่อสร้างบุคลากรปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องให้มีความรู้ความสามารถรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมพลังงานนิวเคลียร์ในอนาคต, เพื่อสร้างความเข้าใจและเกิดการยอมรับของสาธารณชน ในการผลิตพลังงานสะอาดด้วยเทคโนโลยีนิวเคลียร์, เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในกาจัดตั้งศูนย์การสนับสนุนทางเทคนิคเพื่อการใช้งานเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ และเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการการพัฒนาความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย หน่วยงานของรัฐ และ/หรือบริษัทเอกชนในห่วงโซ่อุปทานนิวเคลียร์ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อจัดตั้งเครื่องปฏิกรณ์แบบ Advance Modular Reactor

รศ.ดร.คมสัน กล่าวว่า ปัจจุบันพลังงานหมุนเวียนแบบเดิมยังมีข้อจำกัดเรื่องความผันแปรสูง ในขณะที่ประเทศมีหมุดหมายชัดเจนว่าจะต้องบรรลุ Carbon Neutrality ในปี 2050 และ Net Zero ในปี 2065 เรามองเห็นว่า “เทคโนโลยีนิวเคลียร์ขั้นสูง” คือคำตอบหลักที่จะสร้างความมั่นคงนี้ได้ จึงร่วมมือกับเรย์แด้นท์เพื่อเตรียมความพร้อมเชิงยุทธศาสตร์ ทั้งด้านองค์ความรู้ โครงสร้างพื้นฐาน และการพัฒนาคน

สำหรับศูนย์การเรียนรู้ฯ ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมความรู้สู่สาธารณะ ในระยะแรกเราเน้นกิจกรรม Tour หรือการเปิดพื้นที่นิทรรศการให้ประชาชน นักเรียน นักศึกษา และสื่อมวลชนเข้ามาศึกษา มีระบบจำลองระดับโลกอย่าง VR Control Room ให้ได้สัมผัส เพื่อเปลี่ยนภาพจำของนิวเคลียร์ที่เคยดูน่ากลัว ให้กลายเป็นเรื่องของนวัตกรรมพลังงานสะอาดที่จับต้องได้ ปลอดภัย และมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม

“สจล.มุ่งยกระดับสู่การเป็น Center of Excellence in Energy Innovation และเป็นผู้บุกเบิก (Pioneer) ด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์สมัยใหม่ในภูมิภาคอาเซียน โดยใช้แนวคิดการเรียนรู้ข้ามศาสตร์ ดึงคณะวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ไอที ไปจนถึงคณะแพทยศาสตร์ มาร่วมกันพัฒนาหลักสูตร ปริญญาตรี-โท-เอก และใช้ศูนย์แห่งนี้เป็น Living Lab หรือห้องปฏิบัติการขที่มีชีวิต ให้นักศึกษาได้ฝึกทักษะการตัดสินใจในสถานการณ์จำลองที่เข้มงวด โดยไม่ต้องเดินทางไปถึงโรงไฟฟ้าจริง” รศ.ดร.คมสัน กล่าว

ด้าน นายระยอง สาหร่าย ประธานกรรม การบริษัทผู้บริหารบริษัทเรย์แด้นท์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าวว่า บริษัทจะนำความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี เครือข่ายพันธมิตรในห่วงโซ่อุปทานนิวเคลียร์ระดับโลก และประสบการณ์ในการจัดการโครงการเข้ามาเติมเต็มให้กับภาควิชาการของ สจล.จะสนับสนุนการออกแบบและวางระบบเครื่องมือจำลองในศูนย์การเรียนรู้ฯ และร่วมกันศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้ง ศูนย์้ศูนย์การเรียนรู้ และร่วมกันศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้ง ศูนย์สนับสนุนทางเทคนิคครอบคลุมด้านการป้องกันอันตรายจากรังสี การจัดการกากกัมมันตรังสี และมาตรการเผาจิญเหตุฉุกเฉิน (EPR) เพื่อให้มั่นใจว่าการใช้งานเทคโนโลยีนี้ในไทยจะเป็นไปตามมาตรฐานสากลขั้นสูงสุด ส่วนเครื่องปฏิกรณ์ในกลุ่ม เป็นเทคโนโลยียุคใหม่ที่มีขนาดเล็ก ฉลาด มีระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ ที่ทำงานได้เอง ปลอดภัยสูง และกากกัมมันตรังสีและค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างน้อยกว่าโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์แบบเดิม ความร่วมมือนี้เราจะศึกษาความเป็นไปได้ในทุกมิติ ทั้งเชิงเทคนิคเศรษฐศาสตร์ และสิ่งแวดล้อม เพื่อพัฒนาโครงการต้นแบบที่สามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าสะอาดให้กับพื้นที่ของการที่เราศึกษาเพื่อดึงบริษัทในห่วงโซ่อุปทานนิวเคลียร์ระดับโลกมาร่วมทุน โดยมีเงื่อน ไขว่าต้องใช้ Thai Content หรือองค์ประ กอบจากประเทศไทยให้ได้มากที่สุดจะช่วยลดต้นทุนการผลิตพลังงานสะอาดลงได้ เป็นอีกหนึ่งความร่วมมือที่ประสบความสำเร็จในการศึกษาด้านการผลิตพลังงานสะอาดด้วยเทคโนโลยีนิวเคลียร์ เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติสังคม และประชาชน
 
ทั้งนี้ ในพิธีลงนามดังกล่าวมีแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วมพิธีหลายท่าน อาทิ นายพรเพิ่ม ทองศรี ประธานคณะกรรมาธิการการพลังงาน วุฒิสภา ,นายชัชวาล วังศิริจันทร์ คณะกรรมาธิการติดตามการบริหารงบประมาณวุฒิสภา ,รศ.ดร.วีระเชษฐ์ ขันเงิน กรรมการบริหาร บริษัทคัมเวล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)