‘สจล.’มอบทุนSME1แสนบาท ผู้ชนะเลิศPitching ไอเดียธุรกิจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/758682

‘สจล.’มอบทุนSME1แสนบาท ผู้ชนะเลิศPitching ไอเดียธุรกิจ

‘สจล.’มอบทุนSME1แสนบาท ผู้ชนะเลิศPitching ไอเดียธุรกิจ

วันจันทร์ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผ่านพ้นไปแล้วกับกิจกรรม “Pitching ไอเดียธุรกิจในหลักสูตร ‘กลยุทธ์การออกแบบ เพื่อปลุกธุรกิจรีเทลและ SME หลังโควิด โดยการใช้หลักการออกแบบเพื่อทุกคน (Universal Design)’ รุ่นที่ 1 แบบ Non-Degree” จัดโดยคณะสถาปัตยกรรม ศิลปะและการออกแบบ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ร่วมกับ การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)

ผศ.ดร.อันธิกา สวัสดิ์ศรี คณบดีคณะสถาปัตยกรรม ศิลปะและการออกแบบ สจล. กล่าวว่า หลักสูตรกลยุทธ์การออกแบบ เพื่อปลุกธุรกิจรีเทลและ SME หลังโควิด โดยการใช้หลักการออกแบบเพื่อทุกคน (Universal Design) รุ่นที่ 1 แบบ Non-Degree นี้มุ่งติดอาวุธและยกระดับ SME เพื่อร่วมเป็นพลังขับเคลื่อนและเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล ดิสรัปชั่นด้วยทักษะต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาหลังสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ให้กับภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการต่างๆ โดยผู้เชี่ยวชาญ สจล.ในแต่ละด้าน เจาะลึกให้ความรู้ความเข้าใจในหัวข้อ 5 โมดูล (Module) หลัก

ได้แก่ 1.พื้นฐานงานออกแบบ 2.กระบวนการคิดเชิงสร้างสรรค์ (Creative Thinking) 3.การเรียนรู้แนวคิดการออกแบบกับการสร้างกลยุทธ์ในการออกแบบหลังโควิด 4.นวัตกรรมกับการออกแบบเพื่อตอบสนองการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล ดิสรัปชั่น (Digital Disruption) และ 5.ปฏิบัติการการสร้างแนวคิดการออกแบบ เพื่อหากลยุทธ์ในการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล ดิสรัปชั่น (Digital Disruption) เพื่อมุ่งพัฒนาความสามารถ (Competence) หรือ สมรรถนะ (Competency)

และหรือผลลัพธ์การเรียนรู้ (Learning Outcomes) ขั้นสุดท้าย (The END) ให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมสามารถลงมือทำและคิดออกแบบ หรือมีความคิดสร้างสรรค์ มีช่องทางสร้างกลยุทธ์ออกแบบ ด้าน Universal design แก้ปัญหาให้กับธุรกิจรีเทลและ SME ที่เกี่ยวข้องได้ ทั้งนี้มีจำนวนเอสเอ็มอี สตาร์ทอัพ และผู้สนใจจากหลากหลายอาชีพกว่า 50 ราย สมัครเข้าร่วมได้ผ่านการฝึกฝนทักษะออกแบบ ลับคมไอเดีย เติมองค์ความรู้ และการเป็นผู้ประกอบการยุคใหม่จากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญของ สจล.

“จากนั้นแต่ละทีมได้ระดมสมอง ออกแบบสร้างไอเดียธุรกิจ มานำเสนอ Pitching ต่อคณะกรรมการในเวลาที่กำหนด 5 นาที ปรากฏว่าผลงานที่คว้ารางวัลชนะเลิศ Pitching การนำเสนอไอเดียธุรกิจ คือ “Travel & School Sharing” ของคุณโรจนัย พันธุ์พฤกษ์ ซึ่งคณะสถาปัตยกรรม ศิลปะและการออกแบบ สจล. ได้มอบทุนเป็นเงิน 100,000 บาท เพื่อสนับสนุนการพัฒนาต่อยอดธุรกิจต่อไป” ผศ.ดร.อันธิกา กล่าว

ด้าน โรจนัย พันธุ์พฤกษ์ เอสเอ็มอีผู้คว้ารางวัลชนะเลิศ Pitching เปิดเผยว่า ที่มาของไอเดียธุรกิจยุคดิจิทัล “Travel & School Sharing” มาจากปัญหาความ “เท่ากันแต่ไม่เท่าเทียม” ของงบประมาณการศึกษารายหัวระหว่างโรงเรียนขนาดใหญ่และโรงเรียนขนาดเล็กทั่วประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบทำให้นักเรียนขาดคุณภาพทางการศึกษา การซ่อมแซม และขาดแคลนครู ทีมจึงสร้างสรรค์แนวคิดนำโรงเรียนมาทำที่พัก “Schooltel” เนื่องจากหลายโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกลมีบรรยากาศสวยงาม และสถานที่ท่องเที่ยวแปลกตา

“โรงเรียนมีพื้นที่ว่างนอกเวลาเรียนไม่ได้ใช้ เหมาะกับผู้ที่ต้องการท่องเที่ยวเชิงอาสา ประหยัดค่าใช้จ่ายและผู้ที่เป็นจิตอาสา ซึ่งจะช่วยเพิ่มบุคลากรทางการศึกษา โดยทีมออกแบบเว็บไซต์รับสมัครครูอาสาเพื่อแลกกับการได้รับสิทธิ์พักฟรี หรือจ่ายค่าที่พักในราคาถูกลง ซึ่งช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนบุคลากรและเงินสนับสนุนแก่โรงเรียนที่ขาดงบประมาณทั้งในระยะสั้นและเร่งด่วน ทำให้โรงเรียนสามารถพึ่งพาตัวเองได้ระยะยาวและอย่างยั่งยืน”โรจนัย กล่าว

จากความสำเร็จนี้ คณะสถาปัตยกรรม ศิลปะและการออกแบบ สจล.วางแผนที่จะเปิดหลักสูตร รุ่นต่อไป ในช่วงต้นปี 2567 เพื่อต่อยอดหลักสูตรแก่กลุ่มเป้าหมายใหม่และกลุ่มเป้าหมายเดิม ขับเคลื่อนยกระดับศักยภาพของคนไทยและ SME ในบริบทโลก

‘มข.’มอบนวัตกรรมผลิตแก๊สชีวภาพจากมูลสัตว์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/758683

‘มข.’มอบนวัตกรรมผลิตแก๊สชีวภาพจากมูลสัตว์

‘มข.’มอบนวัตกรรมผลิตแก๊สชีวภาพจากมูลสัตว์

วันจันทร์ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆนี้ ศ.ดร.ธิดารัตน์ บุญมาศ รองอธิการบดีฝ่ายนวัตกรรมและวิสาหกิจ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) พร้อมด้วย ศ.ดร.อลิศรา เรืองแสง นักวิจัยคณะเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยขอนแก่น, นายสุริยันต์ บุญพิโย ผู้ช่วยนักวิจัย, ชลธิชา มามิมิน ผู้ช่วยวิจัย และคณะ เดินทางไปส่งมอบนวัตกรรม ภายใต้โครงการทุนสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมและวิสาหกิจ “ต้นแบบกระบวนการผลิตแก๊สชีวภาพจากมูลวัวและมูลกระบือระดับครัวเรือน” ให้แก่เทศบาลตำบลบ้านผือ อ.หนองเรือ จ.ขอนแก่น โดยมี นายสุรชัย พลทะอินทร์ นายกเทศมนตรีตำบลบ้านผือ พร้อมด้วย นายทองไสย์ ไชยบุตรดี รองนายกเทศมนตรีตำบลบ้านผือ และผู้นำชุมชน เป็นผู้แทนในการรับมอบนวัตกรรม

โดย ศ.ดร.ธิดารัตน์ กล่าวว่า วันนี้มหาวิทยาลัยขอนแก่นได้มาส่งมอบต้นแบบกระบวนการผลิตแก๊สชีวภาพจากมูลวัวและมูลกระบือระดับครัวเรือนอย่างเป็นทางการแก่เทศบาลตำบลบ้านผือ หลังจากได้ลงพื้นที่มาศึกษาดูงาน และติดตั้งเครื่องให้ชุมชนได้ทดลองใช้มาระยะหนึ่งแล้ว ภายใต้โครงการทุนสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมและวิสาหกิจ ซึ่งต้นแบบกระบวนการผลิตแก๊สชีวภาพจากมูลวัวและมูลกระบือระดับครัวเรือนนี้ มหาวิทยาลัยได้จัดสรรงบประมาณส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์เชิงสังคม ซึ่งเป็นผลงานนวัตกรรมที่ชุมชนได้ใช้ประโยชน์อย่างแท้จริง และหวังว่าจะสามารถต่อยอดไปสู่การใช้ประโยชน์เป็นวงกว้างต่อไป

นายสุรชัย กล่าวว่า เทศบาลตำบลบ้านผือ รู้สึกขอบคุณมหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นอย่างยิ่งที่ได้พัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนในพื้นที่ เทศบาลตำบลบ้านผือ จะใช้ต้นแบบนวัตกรรมนี้ เป็นแหล่งเรียนรู้ให้แก่ประชาชนในพื้นที่ เพื่อให้ชุมชน/ครัวเรือน สามารถพึ่งพาตนเองได้ทางด้านพลังงาน ลดค่าใช้จ่ายค่าเชื้อเพลิงสำหรับการหุงต้มในครัวเรือน และการใช้ประโยชน์จากกากตะกอนที่เหลือจากการหมัก รวมทั้งจะได้นำไปพิจารณาต่อยอดการใช้ประโยชน์แก่ประชาชนในพื้นที่ต่อไป

ศ.ดร.อลิศรา ระบุว่า ต้นแบบการผลิตแก๊สชีวภาพจากมูลวัวและมูลกระบือระดับครัวเรือน ประกอบด้วยตัวถังหมักสำหรับเติมมูลวัว มูลกระบือ ซึ่งภายในถังหมักจะมีใบกวนผสมมูลสัตว์อยู่ด้านในเพื่อให้มูลสัตว์ภายในถังหมักเกิดการผสมได้ดีและก่อให้เกิดแก๊สโดยตัวแกนหมุนใบผสมนี้ทางทีมวิจัยได้นำแผงโซลาร์เซลล์มาช่วยเปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์ให้เป็นไฟฟ้า เพื่อลดภาระค่าไฟของชุมชนด้วย

สำหรับแก๊สชีวภาพที่ได้จากถังหมักจะผ่านตัวกรองชีวภาพ โดยมีผงเหล็กออกไซด์เป็นตัวดูดซับแก๊สไฮโดรเจนซัลไฟด์หรือ “แก๊สไข่เน่า” ทำให้แก๊สที่ผลิตไปให้ชุมชนใช้งานไม่มีกลิ่นเหม็นหลงเหลืออยู่ ก่อนเข้าถุงเก็บแก๊สที่มีการต่อท่อไปยังเตาในครัวเพื่อใช้ในการประกอบอาหารทดแทนแก๊สหุงต้ม เมื่อชุมชนต้องการใช้ก็เพียงแค่นำมูลวัวหรือมูลกระบือเทลงไปในถังหมักแล้วรอประมาณ 1 คืน เพื่อให้เกิดกระบวนการหมักและผลิตแก๊ส

เช้าวันถัดมาก็จะสามารถเปิดถุงแก๊สเพื่อให้แก๊สไหลไปกับท่อที่ฝังอยู่ใต้ดินเข้าไปในเตาไฟที่ครัวและใช้งานได้ทันทีเหมือนแก๊สหุงต้มทั่วไป ส่วนกากตะกอนที่ได้จากระบบผลิตแก๊สชีวภาพจากมูลสัตว์จากถังหมักก็สามารถถ่ายออกจากถังหมักแล้วนำไปเป็นปุ๋ยรดน้ำต้นไม้ หรือนำไปทำให้แห้งก่อนจะอัดเป็นถ่านอัดแท่งได้ ผลงานชิ้นนี้เป็นความภูมิใจของนักวิจัยที่ได้นำนวัตกรรมมาสร้างประโยชน์ให้กับชุมชน และให้ทุกคนได้เห็นประโยชน์จากวัสดุเศษเหลือต่างๆ เพื่อเปลี่ยนเป็นพลังงานทดแทนและพึ่งพาตนเองได้

ด้าน รุจิกาญจน์ พลตรีนิษฐากุล หรือป้าถนอม อายุ 50 ปี ชาวบ้านในชุมชนเทศบาลตำบลบ้านผือ กล่าว ปกติเลี้ยงกระบือ 9 ตัวทำให้ในแต่ละวันมีมูลมากแต่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ บางครั้งก็นำไปทิ้ง นำไปกองรวมกันไว้ หรือนำไปเป็นปุ๋ยใส่ต้นไม้บ้าง เมื่อมีเครื่องต้นแบบกระบวนการผลิตแก๊สชีวภาพจากมูลวัวและมูลกระบือระดับครัวเรือนเข้ามา ได้ลองใช้งานมาประมาณ 7 เดือน พบว่าใช้งานง่ายทำกับข้าว นึ่งข้าวได้สบาย โดยมูลกระบือ 1 ถัง ใช้ทำกับข้าวได้ถึง 3 มื้อ ในบ้านอยู่กัน 2 คน ปกติซื้อแก๊สถัง LPG ที่ใช้หุงต้มทั่วไป 1 ถังถังละ 473 บาท ใช้ได้ 2 เดือน ตอนนี้ประหยัดไป 3 ถัง คิดเป็นเงินกว่า 1,000 บาท รู้สึกดีใจมากที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นนำนวัตกรรมนี้เข้ามาให้ได้ใช้แบบนี้

ครบ 25 ปี‘มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง’ มุ่งเป้าชั้นนำอาเซียน-พัฒนายั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/758653

ครบ 25 ปี‘มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง’ มุ่งเป้าชั้นนำอาเซียน-พัฒนายั่งยืน

ครบ 25 ปี‘มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง’ มุ่งเป้าชั้นนำอาเซียน-พัฒนายั่งยืน

วันอาทิตย์ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2566, 14.38 น.

ครบ 25 ปี‘มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง’ มุ่งเป้าชั้นนำอาเซียน-พัฒนายั่งยืน

24 ก.ย.2566 ณ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) อ.เมืองเชียงราย จ.เชียงราย ทาง มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.)ได้จัดกิจกรรมในระหว่างวันที่ 24-25 ก.ย.2566 เนื่องในโอกาสครบรอบ 25 ปีการสถาปนามหาวิทยาลัย ตาม พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐเมื่อวันที่ 25 ก.ย.2541 โดยมีกิจกรรมหลากหลาย เช่น รายงานประชาชน โดย ผศ.ดร.มัชฌิมา นราดิศร อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) การเสวนานานาชาติ “เดินหน้าวาระด้านสุขภาพระดับโลก:การพลิกโฉมอุดมศึกษาเพื่อเป้าหมายความเป็นอยู่ที่ดีในภูมิภาค” โดยปีนี้ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.วันชัย ศิริชนะ นายกสภามหาวิทยาลัย คณะทูตานุทูต ผู้บริหาร พนักงาน นักศึกษา ฯลฯ เข้าร่วม และทางมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.)ประกาศจะดำเนินการตามพระราชปณิธานของสมเด็จพระศรีนคริทราบรมราชชนนี ในการ “ปลูกป่า สร้างคน” ต่อไป

ผศ.ดร.มัชฌิมา กล่าวว่า นับตั้งแต่ศาสตราจารย์ ดร.วันชัย ศิริชนะ เป็นอธิการบดีผู้จัดตั้งมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) ได้เริ่มต้นด้วยการมีเพียง 4 สำนักวิชา และมีนักศึกษาเพียง 62 คน มีบัณฑิตรุ่นแรกเพียง 46 คน แต่ในปัจจุบันเมื่อครบ 25 ปี มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) ได้พัฒนาให้มีถึง 15 สำนักวิชา โดยมีนักศึกษาจำนวน 15,906 คน มีบุคลากร 2,330  คน และมีบัณฑิตที่จบไปแล้วกว่า 37,688 คน ทั้งนี้ มฟล.ยังคงมีพันธกิจ คือ พัฒนาคน อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม วิจัย ทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม บริการวิชาการและบริการสุขภาพ โดยการพัฒนาคนนั้นมีทั้งระดับประกาศนียบัตร ปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก รวม 70 หลักสูตร รวมทั้งมีการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตผ่านระบบออนไลน์เพื่อให้ทุกวัยสามารถเรียนรู้ได้ ด้านงานวิจัยมีผลงานในปี 2566 จำนวน 257 ผลงาน ภายใต้งบประมาณ 132.26 ล้านบาท และยังมีการสนับสนุนการวิจัยต่อไปอีกอย่างต่อเนื่อง

ผศ.ดร.มัชฌิมา กล่าวอีกว่า มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) ยังมีโครงการบริการสุขภาพต่างๆ โดยมีศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ที่มีทั้งโรงพยาบาล มฟล.(สถาบันการแพทย์แผนไทย-จีน) โรงพยาบาลศูนย์การแพทย์ มฟล.ศูนย์บริการสุขภาพแบบครบวงจรแห่งภาคเหนือและอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง รวมทั้งมีโครงการบริการสุขภาพอื่นๆ อีกมากมาย ส่วนด้านการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมได้มีการจัดหลักสูตระยะสั้นคือสาขาวิชาพุทธศิลปกรรม มีการวิจัยและร่ว่มกับท้องถิ่นต่างๆ มากมาย ด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมีการสร้างสวนพฤกศาสตร์และห้องเรียนสีเขียว คัดแยกขยะ ทำปุ๋ยจากขยะอินทรีย์ ลดใช้พลาสติก ฯลฯ

ในปัจจุบัน มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) ยังกำลังก่อสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติ อาคารศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ด้านโรคติดต่อแห่งอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง อาคารกิจกรรมนักศึกษา และอาคารหอพักบุคลากรทางการแพทย์ โดยมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) มุ่งจะเป็นวิทยาลัยชั้นนำของอาเซียนที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ และมุ่งพัฒนาความเป็นอยู่ที่ดีอย่างยั่งยืนต่อไป

ปลัด มท.นำคณะผู้บริหารวางพวงมาลา เนื่องในวันมหิดล ประจำปี 2566

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/758652

ปลัด มท.นำคณะผู้บริหารวางพวงมาลา เนื่องในวันมหิดล ประจำปี 2566

ปลัด มท.นำคณะผู้บริหารวางพวงมาลา เนื่องในวันมหิดล ประจำปี 2566

วันอาทิตย์ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2566, 14.12 น.

ปลัดกระทรวงมหาดไทย นำคณะผู้บริหารวางพวงมาลาถวายราชสักการะพระราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก เนื่องในวันมหิดล ประจำปี 2566 พร้อมเชิญชวนคนไทยร่วมกันปฏิบัติบูชาด้วยการทำความดี ถวายเป็นพระราชกุศล

วันนี้ (24 ก.ย.66) เวลา 07.00 น.ที่โรงพยาบาลศิริราช เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นำคณะผู้บริหารระดับสูง โดยมีนายพรพจน์ เพ็ญพาส รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านกิจการความมั่นคงภายใน นายโชตินรินทร์ เกิดสม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านสาธารณภัยและพัฒนาเมือง ผู้อำนวยการสำนัก ผู้อำนวยการกอง และเจ้าหน้าที่ ในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ร่วมวางพวงมาลาถวายราชสักการะ พระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก เนื่องในวันมหิดล ประจำปี 2566

และในเวลาเดียวกันนี้ ที่บริเวณลานพระราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี กระทรวงสาธารณสุข จังหวัดนนทบุรี นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย มอบหมายให้นายทรงกลด สว่างวงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ ช่วยราชการสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย นำข้าราชการในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ร่วมวางพวงมาลาถวายราชสักการะ พระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก เนื่องในวันมหิดล ประจำปี 2566

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ประสูติเมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2434 ทรงเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า มีพระนามเมื่อแรกประสูติว่า “สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช นเรศวรมหาราชาธิบดินทร์ จุฬาลงกรณินทรวรางกูร สมบูรณ์เบญจพรศิริสวัสดิ์ ขัตติยวโรภโตสุชาติ คุณสังกาศเกียรติประกฤษฐ ลักษณวิจิตรพิสิฐบุรุศย์ ชนุตมรัตน์พัฒนศักดิ์ อรรควรราชกุมาร” และต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาเป็นเจ้าฟ้าต่างกรมที่ “กรมขุนสงขลานครินทร์” และเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2513 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มีพระบรมราชโองการประกาศเฉลิมพระอัฐิสมเด็จพระราชบิดา ตามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า “สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก”  โดยพระองค์ได้ทรงอภิเษกสมรสกับสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี มีพระราชโอรส พระราชธิดา รวม 3 พระองค์ คือ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร และพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่ออีกว่า สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ทรงปฏิบัติบำเพ็ญพระราชกรณียกิจเป็นคุณูปการและประโยชน์อันไพศาลแก่ประเทศชาติและประชาชนชาวไทยอย่างอเนกอนันต์ โดยเฉพาะในด้านการแพทย์และการสาธารณสุข ด้วยทรงเสริมสร้างความเป็นปึกแผ่นให้แก่โรงเรียนแพทย์และพัฒนาการเรียนการสอนตลอดจนการผลิตแพทย์ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนพระราชทานทรัพย์สินส่วนพระองค์เพื่อการแพทย์ไทยอย่างมากมาย โดยทรงเป็นอาจารย์สอนนักศึกษาแพทย์ ทรงช่วยเหลือในการขยายกิจการของโรงพยาบาลศิริราช สนองพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทั้งพระราชทานพระราชทรัพย์สร้างตึกคนไข้ พระราชทานทุนส่งนักเรียนแพทย์และนักเรียนพยาบาลไปศึกษาต่อในต่างประเทศ อันเป็นการวางรากฐานทางการแพทย์และการสาธารณสุขให้เจริญพัฒนาก้าวหน้าทัดเทียมนานาอารยะประเทศ

“ปวงชนชาวไทยได้พร้อมใจกันถวายพระราชสมัญญาแด่ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ว่า “พระบิดาแห่งการแพทย์ไทย” และเมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535 ซึ่งเป็นวันครบ 100 ปี วันพระราชสมภพ องค์การศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ได้ประกาศยกย่องเป็นบุคคลสำคัญของโลกด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ การแพทย์ การพยาบาล และการสาธารณสุข ต่อมาวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2555 เนื่องในโอกาสวันพระราชสมภพครบ 120 ปี ได้ถวายพระราชสมัญญาว่า “พระบิดาแห่งการอุดมศึกษาไทย””

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวเพิ่มเติม สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก เสด็จสวรรคต ในวันที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2472 สิริพระชนมายุ 38 พรรษา ซึ่งจากพระราชกรณียกิจด้านการแพทย์ของพระองค์ จึงได้รับการถวายพระสมัญญาภิไธยจากแพทย์และประชาชนทั่วไปว่า “พระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันของไทย” ซึ่งในปี พ.ศ. 2493 คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล และบรรดาศิษย์เก่า ตลอดจนประชาชนทั่วไป ได้มีการร่วมใจกันสร้างพระราชาอนุสาวรีย์ขึ้น ณ ใจกลางโรงพยาบาลศิริราช เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ โดยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้ทรงพระกรุณาเสด็จพระราชดำเนินในพิธีเปิดพระราชอนุสาวรีย์เมื่อวันที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2493 และนับแต่นั้นเป็นต้นมา ทุกวันที่ 24 กันยายน ซึ่งเป็นวันคล้ายวันสวรรคตของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ของทุกปี จึงเป็น “วันมหิดล”

“กระทรวงมหาดไทยน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประโยคข้อความในพระลิขิต ที่ได้ถูกนำไปใช้เป็นคำขวัญเตือนใจและแนวทางการทำงานของเหล่าบรรดาแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ ตลอดจนข้าราชการ และประชาชนคนไทยทุกคน ที่ว่า “ขอให้ถือผลประโยชน์ส่วนตัวเป็นที่สอง ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง ลาภทรัพย์และเกียรติยศจะตกแก่ท่านเอง ถ้าท่านทรงธรรมะแห่งอาชีพไว้ให้บริสุทธิ์” ถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ได้พระราชทานไว้ให้เป็นแสงสว่างแห่งการประกอบอาชีพในทุกอาชีพ ซึ่งข้าราชการกระทรวงมหาดไทยผู้ปฏิบัติหน้าที่ในการบำบัดทุกข์ บำรุงสุขให้กับพี่น้องประชาชนด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจก็ได้นำแนวทางพระราชทานนี้มาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวและตักเตือนใจตนเองในการทำหน้าที่ด้วยความทุ่มเทกำลังกาย กำลังสติปัญญา เพื่อทำให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี อันจะยังประโยชน์ให้เกิดความมั่นคงของประเทศชาติ สนองตามพระราชปณิธานอันมุ่งมั่นแน่วแน่ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว “ประเทศชาติมั่นคง ประชาชนมีความสุข แก้ไขในสิ่งผิด สืบสานในพระราชปณิธาน ภายใต้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” และเพื่อเป็นการน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันเปี่ยมล้นของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก พระผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐที่ทรงมีคุณูปการอันเป็นรากฐานความมั่นคงด้านการแพทย์และสาธารณสุขของประเทศไทย ส่งผลให้เกิดความอยู่ดีมีสุขของพสกนิกรชาวไทยตราบจนถึงปัจจุบัน จึงขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนร่วมกันตั้งจิตเป็นกุศล ประกอบคุณงามความดี เพื่อเป็นการปฏิบัติบูชาน้อมถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสวรรคต 24 กันยายน 2566 โดยพร้อมเพรียงกันทั่วประเทศ” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวในช่วงท้าย

– 006

NIA ชวนชมนิทรรศการสุดยอดผลงานนวัตกรรมฝีมือคนไทย พร้อมมอบรางวัลเชิดชูเกียรติ วัน ‘นวัตกรรมแห่งชาติ 2566’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/758491

NIA ชวนชมนิทรรศการสุดยอดผลงานนวัตกรรมฝีมือคนไทย พร้อมมอบรางวัลเชิดชูเกียรติ วัน 'นวัตกรรมแห่งชาติ 2566'

NIA ชวนชมนิทรรศการสุดยอดผลงานนวัตกรรมฝีมือคนไทย พร้อมมอบรางวัลเชิดชูเกียรติ วัน ‘นวัตกรรมแห่งชาติ 2566’

วันศุกร์ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2566, 21.26 น.

NIA ชวนชมนิทรรศการสุดยอดผลงานนวัตกรรมฝีมือคนไทย พร้อมมอบรางวัลเชิดชูเกียรติเนื่องในวัน “นวัตกรรมแห่งชาติ 2566”

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เตรียมประกาศผลและมอบรางวัลเชิดชูเกียรติจากผลการประกวดรางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ ประจำปี 2566 โดยแบ่งเป็น 5 ด้าน ได้แก่ เศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม การออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการ สื่อและการสื่อสาร องค์กรนวัตกรรมดีเด่น ทั้งนี้ จะมีการจัดแสดงนิทรรศการผลงานดังกล่าวในวันที่ 5 ตุลาคม ซึ่งตรงกับ “วันนวัตกรรมแห่งชาติ” ณ รอยัล พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 สยามพารากอน

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) กล่าวว่า NIA กำหนดจัด “พิธีมอบรางวัลนวัตกรรม ประจำปี 2566” ในวันที่ 5 ตุลาคมของทุกปี ซึ่งตรงกับ “วันนวัตกรรมแห่งชาติ” โดยที่ผ่านมาได้จัดมาอย่างต่อเนื่องเข้าสู่ปีที่ 19 เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ พระอัจฉริยภาพและพระปรีชาสามารถด้านนวัตกรรม ในฐานะ “พระบิดาแห่งนวัตกรรมไทย” พร้อมเชิดชูเกียรติและเผยแพร่ผลงานของนวัตกรไทยทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษาที่มีผลงานโดดเด่น

ปัจจุบันประเทศไทยมีการกำหนดนโยบายในการใช้นวัตกรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ ซึ่ง NIA เป็นอีกหนึ่งหน่วยงานที่มีบทบาททั้งในเชิงผู้กำหนดทิศทางนวัตกรรม การอำนวยความสะดวกให้ระบบนิเวศนวัตกรรมเอื้อต่อศักยภาพการทำงาน การสร้างมูลค่าทางธุรกิจ รวมทั้งการรังสรรค์นวัตกรรมร่วมกับกลุ่มผู้ประกอบการ สตาร์ทอัพ ภาครัฐ และภาคการศึกษา เพราะนวัตกรรมถือเป็นกุญแจหลักที่จะผลักดันขีดความสามารถให้หน่วยเศรษฐกิจของประเทศเกิดแข่งขันไปสู่ระดับสากลได้อย่างรวดเร็ว

“การจัดพิธีประกาศผลและมอบรางวัลให้กับผลงานรางวัลนวัตกรรมแห่งชาติฝีมือคนไทยที่มีความโดดเด่น และก่อให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ นับเป็นการเชิดชูเกียรติและสร้างกำลังใจผู้ที่อยู่เบื้องหลังของคิดค้น พัฒนา และการผลักดันนวัตกรรมจนสามารถบรรลุผล และรับรู้ในวงกว้าง อีกทั้งยังเป็นการสร้างแรงกระตุ้นและแรงบันดาลใจให้กับแวดวงธุรกิจนวัตกรรมให้เกิดการพัฒนาและต่อยอดนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยแบ่งเป็น 5 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านเศรษฐกิจ เป็นผลงานนวัตกรรมที่สร้างให้เกิดคุณค่าเชิงพาณิชย์ และเกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของประเทศ 2) ด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม เป็นผลงานนวัตกรรมที่สร้างให้เกิดคุณค่าต่อสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม 3) ด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการ เป็นผลงานนวัตกรรมที่นำการออกแบบมาสร้างให้เกิดมูลค่าเพิ่มแก่ผลิตภัณฑ์และบริการ 4) ด้านสื่อและการสื่อสาร เป็นผลงานนวัตกรรมและบุคคลที่มีความสร้างสรรค์ในการสร้างสรรค์เนื้อหาและการสื่อสารรูปแบบใหม่ และ 5) ด้านองค์กรนวัตกรรมดีเด่น เป็นองค์กรที่มีการบริหารจัดการนวัตกรรมในองค์กรอย่างโดดเด่น ตั้งแต่ระดับยุทธศาสตร์ ระดับกระบวนการ ไปจนถึงระดับโครงสร้างพื้นฐานขององค์กร โดยในปีนี้มีผู้ที่สนใจส่งผลงานนวัตกรรมเข้าประกวดทั้งสิ้น 347 ผลงาน”

ทั้งนี้ ผลงานที่ได้รับรางวัลชนะเลิศในแต่ละประเภทจะได้รับ “พระบรมรูปพระบิดาแห่งนวัตกรรมไทย” และสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมจากทาง NIA เช่น การพัฒนาต่อยอดขยายผลผลงานนวัตกรรม การอบรมพัฒนาศักยภาพในหลากหลายมิติ ตลอดจนได้รับการประชาสัมพันธ์เผยแพร่ความสำเร็จของผลงานผ่านสื่อหลากหลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นนิตยสารรางวัลนวัตกรรม การเผยแพร่ผลงานผ่านสื่อแนวหน้าทั้งออนไลน์และออฟไลน์ และโอกาสเข้าร่วมจัดแสดงผลงานกับ NIA ตลอดทั้งปี

‘หอศิลป์คลังจัตุรัส’ ศูนย์รวมศิลปะอันงดงามทั้งผลงานและจิตใจ สถานที่แห่งความรักบ้านเกิดของอาจารย์สมาน คลังจัตุรัส

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/758482

'หอศิลป์คลังจัตุรัส' ศูนย์รวมศิลปะอันงดงามทั้งผลงานและจิตใจ สถานที่แห่งความรักบ้านเกิดของอาจารย์สมาน คลังจัตุรัส

‘หอศิลป์คลังจัตุรัส’ ศูนย์รวมศิลปะอันงดงามทั้งผลงานและจิตใจ สถานที่แห่งความรักบ้านเกิดของอาจารย์สมาน คลังจัตุรัส

วันศุกร์ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2566, 19.35 น.

“หอศิลป์คลังจัตุรัส” ศูนย์รวมศิลปะอันงดงามทั้งผลงานและจิตใจ สถานที่แห่งความรักบ้านเกิดของอาจารย์สมาน คลังจัตุรัส ศิลปินผู้เป็นเลิศ ผู้เป็นปราชญ์งานศิลป์ของแผ่นดิน เน้นย้ำ ส่งเสริมการสืบสาน ต่อยอด ถ่ายทอดงานศิลป์สู่เด็ก เยาวชน คนรุ่นต่อไป ทำให้เกิดศิลปินเพื่อสังคม สร้างสรรค์สิ่งที่ดี เพื่อจังหวัดชัยภูมิและประเทศไทยตราบนานเท่านาน

22 ก.ย.2566 เวลา 12.30 น. นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นายโสภณ สุวรรณรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ นายสมศักดิ์ เจริญไพฑูรย์ รองอธิบดีกรมการปกครอง นายวิฑูรย์ นวลนุกูล รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายรัฐพล นราดิศร รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายเอกวิทย์ มีเพียร รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เยี่ยมชม “หอศิลป์คลังจัตุรัส” ของอาจารย์สมาน คลังจัตุรัส อำเภอเมืองชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ 

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ตนและชาวมหาดไทยมีวาสนาดีของชีวิตที่ได้มีโอกาสมาเยี่ยมคารวะท่านอาจารย์สมาน คลังจัตุรัส ศิลปินผู้มีความดีเด่นทั้งผลงานและจิตใจ เป็นที่เคารพศรัทธาของบรรดาศิลปินและประชาชนมาอย่างยาวนานในฐานะที่ท่านเป็นผู้มีความรู้ความสามารถในงานศิลปะอย่างเป็นเลิศหาผู้เปรียบยาก โดยเฉพาะในเรื่องภาพเหมือนที่มีจิตใจดีงาม และท่านยังเป็นต้นแบบของศิลปินผู้สำนึกรักบ้านเกิด รำลึกนึกถึงและบำเพ็ญตนเพื่อประโยชน์ของจังหวัดชัยภูมิและส่วนรวมมาอย่างยาวนาน เรียกได้ว่า ท่านเป็นศิลปินจิตอาสาผู้เสียสละ

“อาจารย์สมาน คลังจัตุรัส ได้สร้างหอศิลป์คลังจัตุรัสขึ้น จากความสำนึกรักบ้านเกิด จากผืนดินถิ่นกำเนิด มุ่งหวังให้เป็นประโยชน์แก่คนรุ่นหลังใช้เป็นแหล่งเรียนรู้และสืบสานงานศิลป์ให้คงอยู่คู่ประเทศชาติ หวังให้เป็นสถานที่สร้างประโยชน์ให้กับส่วนรวมมากที่สุด โดยใช้เงินจากน้ำพักน้ำแรงที่ได้จากการวาดภาพ ค่อย ๆ เก็บเล็กผสมน้อย เพื่อสร้างเป็นแหล่งเรียนรู้เพื่อชุมชนให้คนในชุมชนและจังหวัดชัยภูมิได้ใช้เป็นสาธารณประโยชน์ ภาคีเครือข่ายของกระทรวงมหาดไทยผู้นี้มีความมุ่งมั่นตั้งใจในการถ่ายทอดงานศิลป์ และน้อมนำพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการสืบสาน รักษา และต่อยอด พระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ซึ่งภายในบริเวณได้มีการออกแบบสถานที่ให้มีความร่มรื่น และออกแบบอาคารด้วยลวดลายศิลปะ อนุรักษ์ความเป็นไทย เน้นการใช้วัสดุจากไม้ มีการแบ่งพื้นที่ อาทิ ห้องสมุดศิลปะ ใช้เป็นแหล่งค้นคว้าหาข้อมูลงานศิลปะที่หลากหลายแขนงสาขา ห้องจัดแสดงผลงานเป็นที่แสดงภาพวาดของศิลปิน หลากหลายเทคนิค เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กและเยาวชน นักเรียน นักศึกษา และยังมีลานสวนสร้างงานศิลป์ให้ผู้ที่สนใจเข้ามาแวะเวียนชื่นชมผลงาน เรียนรู้หรือฝึกฝนฝีมือกับอาจารย์ศิลปะที่แวะเวียนมาจัดกิจกรรมให้กับคนในชุมชนอีกด้วย” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าว

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า ท่านอาจารย์สมาน คลังจัตุรัส ศิลปินชาวจังหวัดชัยภูมิ ผู้วาดพระบรมสาทิสลักษณ์ของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง บนธนบัตรเนื่องในวโรกาสเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา ซึ่งได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดธนบัตรจากประเทศเยอรมนี และในปัจจุบันนี้ท่านก็ยังคงเป็นอาจารย์ศิลปะ ด้วยจิตวิญญาณความเป็นศิลปินและจิตอาสาของแผ่นดิน จึงขอให้ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ ท่านนายอำเภอ และหัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ ได้ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ ส่งเสริมให้เด็ก เยาวชน นักเรียน นักศึกษา ได้มีโอกาสเรียนรู้สิ่งที่ล้ำค่าผ่านงานศิลปะของท่านอาจารย์สมาน ผ่านการจัดกิจกรรมประกวดประขัน โดยเชื้อเชิญท่านอาจารย์สมาน คลังจัตุรัส และอาจารย์กุสุมา คลังจัตุรัส ผู้เป็นบุตรี ได้มาเป็นวิทยากรถ่ายทอดงานศิลป์ของแผ่นดินให้กับคนรุ่นต่อไป

“หอศิลป์คลังจัตุรัสของท่านอาจารย์สมาน คลังจัตุรัส ที่เป็นบ้านเกิดของท่านอาจารย์ เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมของจิตใจและการทำสิ่งที่ดีงามของท่านอาจารย์สมาน ที่ยังประโยชน์ให้เกิดขึ้นทั้งต่อเด็กชัยภูมิรวมทั้งคนในชาติและคนทั่วโลกให้ได้ทราบถึงความงามที่รังสรรค์จิตใจให้อ่อนโยน รักมวลมนุษยชาติและสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดความรักในงานศิลปะ ซึ่งเชื่อมั่นว่าจะเป็นแสงสว่างที่นำทางทำให้เกิดศิลปินที่มีผลงานเป็นเลิศให้เกิดขึ้นอีกมากมาย อันจะทำให้โลกของเราน่าอยู่อาศัย เพราะ “โลกนี้ไม่สิ้นคนดีงาม” โลกนี้จะมีศิลปินรับใช้สังคมด้วยงานศิลปะเกิดขึ้น เหมือนที่มีท่านอาจารย์สมาน คลังจัตุรัส เป็นต้นแบบของศิลปินผู้เป็นคนดีศรีแผ่นดินตราบนานเท่านาน” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวในช่วงท้าย

‘สุรศักดิ์’ มอบนโยบายผู้บริหารสพฐ. และตรวจเยี่ยมทำความคุ้นเคย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/758460

‘สุรศักดิ์’ มอบนโยบายผู้บริหารสพฐ. และตรวจเยี่ยมทำความคุ้นเคย

‘สุรศักดิ์’ มอบนโยบายผู้บริหารสพฐ. และตรวจเยี่ยมทำความคุ้นเคย

วันศุกร์ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2566, 18.37 น.

วันที่ 22 กันยายน 2566  นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) เดินทางไปมอบนโยบายแก่ผู้บริหาร สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) พร้อมตรวจเยี่ยม โดยมี นายอัมพร พินะสา เลขาธิกาาคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(เลขาธิการ กพฐ.) พร้อม ผู้บริหาร สพฐ.รับมอบนโยบาย

นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า สพฐ. เป็นองค์กรที่สำคัญในการดูแลจัดการศึกษา เป็นองค์กรที่ใหญ่ที่สุด เพราะมีบุคลากรในสังกัดมากถึง 5 กว่าแสนคน การดำเนินงานภายใต้นโยบายของพล.ต.อ.เพิ่มพูน  ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นสิ่งที่ตนตระหนัก และหลายนโยบายมีความเกี่ยวข้องกับสพฐ.โดยตรง ทั้ง นโยบาย 1 อำเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพ  นโยบายเรื่องการแนะแนว การแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา ครูคืนถิ่น ก็เกี่ยวข้องกับ สพฐ. ในการพิจารณาโยกย้ายครูกลับไปอยู่ในภูมิลำเนาของตัวเอง 

“นโยบายหลัก ๆ จะเกี่ยวข้องกับการลดภาระครู และบุคลากรทางการศึกษา แลการลดภาระนักเรียน การสร้างอาชีพระหว่างเรียน การแก้หนี้ครู ทั้งหมดนี้ เป็นนโยบายที่ รมว.ศธ. มอบหมาย ผมตระหนักว่า จะต้องทำงานอย่างเต็มที่เพื่อให้ประสบความสำเร็จ ผมรู้ว่า ตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการศธ. เป็นตำแหน่งที่สำคัญ จะต้องทำงานให้ประสบความสำเร็จ ทำงานอย่างเต็มที่ และจะเข้ามาทำให้กลไกส่งเสริมการทำงานของข้าราชการทำงานได้ง่ายขึ้น จะไม่เข้ามาเป็นตัวถ่วง เป็นภาระ หรือขัดขวางการทำงาน  และขอเน้นย้ำตามแนวทางของ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ในเรื่องความเรียบง่าย การลงพื้นที่ตรวจราชการต่าง ๆใครที่ไม่เกี่ยวข้องก็ขอให้ทำงานตามหน้าที่ไป ไม่อยากให้ มาเป็นขบวนใหญ่ ๆ ซึ่งส่วนตัวผมเองก็ไม่อยากให้ทุกคนเสียเวลาทำงาน แต่ใครที่เกี่ยวข้องก็ขอให้มา เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างมีคุณภาพ” รัฐมนตรีช่วยว่าการศธ. กล่าว

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า สำหรับปัญหาที่ได้รับฟังข้อมูลมา ทั้งอัตราการเกิดลดลง โรงเรียนขนาดเล็กเพิ่มขึ้น ครูไม่ครบชั้น ขาดนักการภารโรง ทั้งหมดนี้  จะต้องมีวิธีที่จะทำให้ดีขึ้น เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อน การยุบหรือควบรวมโรงเรียน เป็นแนวทางที่ทำกันมานาน แต่ก็เชื่อว่าจะไม่ประสบความสำเร็จ ซึ่งหวังว่า นโยบาย 1 อำเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพ จะไปช่วยตอบโจทย์เรื่องดังกล่าว ช่วยแก้ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็ก หากสามารถดำเนินการสร้างคุณภาพให้ชุมชนไว้ใจ ผู้ปกครองส่งบุตรหลานเข้ามาเรียน  อย่างไรก็ตาม อาจจะต้องตั้งคณะทำงานในเรื่องต่าง ๆเพื่อให้การทำงานเกิดประสิทธิภาพ ส่วนการเดินหน้านโยบายแจกแท็บเล็ตนักเรียนและครูนั้น ได้ให้คณะทำงานศึกษาระยะแรกจะทำอย่างไรมจะซื้อหรือจะเช่า ก็จะดูว่าอันไหนคุ้มค่า เกิดประโยชน์สูงสุดและดีที่สุด และดูว่าเบื้องต้นจะแจกจ่ายให้เด็กในระดับชั้นใด เพื่อเป็นการเริ่มต้น  ซึ่งขณะนี้แต่ละหน่วยงานอยู่ระหว่างการปรับคำของบประมาณ 2567 ให้สอดคล้องกับนโยบาย  

ด้านนายอัมพร กล่าวรายงานว่า สพฐ.มีนักเรียนที่ต้องดูแลตั้งแต่อนุบาล จนถึงมัธยมศึกษาศึกษาปีที่ 6 รวมทั้งสิ้นกว่า 6.5 ล้านคน  มีโรงเรียนในสังกัด 29,315 โรงเรียน จำแนกเป็นระดับก่อนประถมศึกษา จำนวน 8 แสนกว่าคน ประถมฯกว่า 2 ล้านคน มัธยมต้นกว่า  1 ล้านคน ชั้นมัธยมปลายประมาณ 1 ล้านคน  ซึ่ง สพฐ.มีเด็กที่ต้องดูแล 3 กลุ่มใหญ่ ๆ คือกลุ่มเด็กด้อยโอกาส และพิการ กลุ่มที่มีความสามารถพิเศษ และเด็กกลุ่มปกติ โดย สพฐ.มีโรงเรียนอยู่ทั้งหมด 29,315 โรงเรียน จำแนกเป็นสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา(สพป.) 183 เขต มีจำนวน 10,000 กว่าโรงเรียน, สังกัด สพม.62 เขต มี 2,000 กว่าโรงเรียน  และมีโรงเรียนด้อยโอกาสและพิการอยู่ 3 ประเภท คือโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 53 แห่ง และโรงเรียนเฉพาะความพิการ 53 แห่ง และมีศูนย์การศึกษาพิเศษที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ 77 ศูนย์

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อว่า สำหรับภาพรวมของบุคลากร สพฐ.มีบุคลากรอยู่ 3 ส่วน คือบุคลากรที่อยู่ส่วนกลาง คือ สพฐ. จำนวน 1,286 คน   บุคลากรในเขตพื้นที่การศึกษา(สพป.,สพม.) จำนวน 14,000 กว่าคน  บุคลากรที่อยู่ในโรงเรียนตั้งแต่ ผอ.โรงเรียน และครูลงไป มีประมาณ 5 แสนกว่าคน  สำหรับปัญหาที่อยากให้คิดร่วมกัน คือใน 10 ปีที่ผ่านมา อัตราเด็กเกิดน้อยลง ขณะที่การคมนาคมสะดวกมากขึ้น ประกอบกับผู้ปกครองให้ความสำคัญกับมิติด้านคุณภาพการจัดการศึกษามากขึ้น ทำให้มีสภาวะเด็กเกิดน้อยและมาเรียนในเมืองมากขึ้น  ทำให้โรงเรียนขนาดกลางหรือขนาดใหญ่ที่อยู่ในชนบท ในหมู่บ้าน กลายเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก ทำให้เกิดปัญหาครูไม่ครบชั้น ครูไม่ครบวิชา ขณะที่ คณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบาย กำลังคนภาครัฐ (คปร.) ยกเลิกตำแหน่งนักการภารโรง ที่เป็นลูกจ้างประจำของทุกโรงเรียน หากเสียชีวิต หรือลาออกให้ตำแหน่งจะยุบตามตัว ทำให้ขณะนี้บางโรงเรียนไม่มีภารโรง  ครูและเด็กในบางโรงเรียน ต้องมาทำหน้าที่แทนภารโรงไปด้วย รวมถึงกระทบเรื่องอาหารกลางวัน ทำให้ครูมีภารงานที่ไม่ใช่งานสอนเพิ่มมากขึ้น 

“อีกปัญหาหนึ่งคือ การขับเคลื่อนมติด้านคุณภาพ ที่ยังไม่สามารถทำได้มาตรฐาน ด้วยข้อจำกัดดังกล่าว ส่งผลให้คะแนนการทดสอบต่าง ๆ ทั้งการทดสอบระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือโอเน็ต คะแนนประเมินตาม โครงการประเมินผลนักเรียนนานาชาติ หรือ PISA ยังค่อนข้างมีปัญหา สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นความท้าทายที่จะต้องเกิดความเปลี่ยนแปลง และจากปัญหาดังกล่าว ผมจึงได้มีนโยบายเดิม อาทิ  ต้องการเห็นโรงเรียนมีความปลอดภัย และเป็นโรงเรียนแห่งความสุข  ลดความเหลื่อมล้ำ และความด้อยโอกาสของนักเรียน การยกระดับคุณภาพผู้เรียน โดยมุ่งปรับหลักสูตรให้เป็นฐานสมรรถนะ ปรับการเรียนการสอนแบบ Active Learning เปลี่ยนขบวนการวัดและประเมินผล โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย รวมถึงได้มีการแยกวิชาประวัติศาสตร์ออกมาต่างหากเป็น 8+1  และในปีที่ผ่านมา สพฐ.ได้พัฒนาครูหมดแล้ว เป็นต้น”นายอัมพร กล่าว 

นายอัมพร กล่าวอีกว่า สพฐ.ได้มีการเพิ่มคุณภาพโรงเรียนขนาดเล็กที่ไม่ได้ยุบ ให้กระจายไปยู่ในตำบลต่าง ๆ และจะปรับจูนให้ตรงกับนโยบาย 1 โรงเรียนคุณภาพ  1 อำเภอต่อไป และให้มีโรงเรียนราชประชานะเคราะห์เพิ่มขึ้น และมีโรงเรียนเฉพาะความพิการเพิ่มขึ้น รวมถึงเพิ่มโรงเรียนจุฬาภรณ์ราชวิทยาลัย ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้างในปีการศึกษาหน้าก็จะสามารถรับนักเรียนได้สำหรับโรงเรียนที่เกิดขึ้นใหม่นี้ 

สภากาชาดไทยมอบถุงยังชีพเพื่อการศึกษาเสริมปัญญาเยาวชนนักเรียนในนครนายก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/758435

สภากาชาดไทยมอบถุงยังชีพเพื่อการศึกษาเสริมปัญญาเยาวชนนักเรียนในนครนายก

สภากาชาดไทยมอบถุงยังชีพเพื่อการศึกษาเสริมปัญญาเยาวชนนักเรียนในนครนายก

วันศุกร์ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2566, 17.34 น.

สภากาชาดไทย มอบถุงยังชีพเพื่อการศึกษาเสริมปัญญาเยาวชน ตามโครงการส่งเสริมและพัฒนาการพูด อ่าน เขียน ภาษาไทย ให้แก่นักเรียนในจังหวัดนครนายก

วันนี้ (22 ก.ย.66) ที่โรงเรียนวัดวังปลาจืด อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก นายบัญชา เชาวรินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก พร้อมด้วยนางจิตตินันท์ เชาวรินทร์ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดนครนายก และคณะกรรมการเหล่ากาชาดจังหวัดนครนายก เป็นผู้แทนสภากาชาดไทย มอบถุงยังชีพเพื่อการศึกษาเสริมปัญญาเยาวชน ตามโครงการส่งเสริมและพัฒนาการพูด อ่าน เขียน ภาษาไทย ให้แก่นักเรียนในจังหวัดนครนายก และที่โรงเรียนวัดหนองกันเกรา อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก ตามลำดับ

นางจิตตินันท์ เชาวรินทร์ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดนครนายก กล่าวว่า เหล่ากาชาดจังหวัดนครนายกได้จัดทำโครงการส่งเสริมและพัฒนาการพูด อ่าน เขียน ภาษาไทย จังหวัดลำพูน ประจำปี 2566 เพื่อสนองพระราชดำริ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อุปนายิกา ผู้อำนวยการสภากาชาดไทย ในการแก้ไขปัญหาการอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ของเด็กนักเรียนในถิ่นทุรกันดาร โดยมุ่งเน้นให้เด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1–6 ที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ สามารถพัฒนาทักษะของตนเอง จนนำไปสู่การอ่านออกและเขียนได้ โดยได้ประสานงานกับสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดลำพูนและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา สำรวจข้อมูลนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 ประจำปีการศึกษา 2565 ที่ไม่ผ่านการวัดและประเมินผล อาทิ กลุ่มนักเรียนชาติพันธุ์ กลุ่มนักเรียนที่ใช้ภาษาถิ่น กลุ่มนักเรียนที่ไปโรงเรียนไม่สม่ำเสมอ หรือกลุ่มนักเรียนที่มีปัญหาด้านพัฒนาการเรียนรู้ เพื่อเป็นการรณรงค์ส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนอ่านออกเขียนได้ตามมาตรฐานการเรียนรู้ระดับชั้นเรียน และสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ในระดับชั้นที่สูงขึ้นไป ตลอดจนใช้ในการสื่อสารในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“ถุงยังชีพเพื่อการศึกษาเสริมปัญญาเยาวชน” มีวัตถุประสงค์เพื่อมอบให้แก่นักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับประถมศึกษาชั้นปีที่ 1-6 ของนักเรียนในถิ่นทุรกันดาร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักเรียนที่มีฐานะยากจนที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจ และใฝ่รู้ในการศึกษาในด้านการอ่าน การเขียนภาษาไทย และอยู่ในพื้นที่ห่างไกลทุรกันดาร ให้ได้ใช้แบบเรียนที่เป็นแบบฝึกหัดพัฒนาทักษะและฝึกฝนทางด้านการอ่านและการเขียนภาษาไทยหลังเลิกเรียน หรือใช้ฝึกฝนในเวลาว่างเมื่อกลับไปอยู่ที่บ้าน ซึ่งจะเป็นการพัฒนาให้การอ่านและการเขียนภาษาไทยให้เกิดความต่อเนื่องต่อไป

สอวช.จับมือ ม.อ.หนุน ECOtive นิเวศสร้างสรรค์ปัตตานี ยกระดับชุมชน แก้ปัญหาความยากจน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/758307

สอวช.จับมือ ม.อ.หนุน ECOtive นิเวศสร้างสรรค์ปัตตานี ยกระดับชุมชน แก้ปัญหาความยากจน

สอวช.จับมือ ม.อ.หนุน ECOtive นิเวศสร้างสรรค์ปัตตานี ยกระดับชุมชน แก้ปัญหาความยากจน

วันศุกร์ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2566, 12.18 น.

สอวช.จับมือ ม.อ.หนุน ECOtive นิเวศสร้างสรรค์ปัตตานี ยกระดับชุมชน แก้ปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืน 

ปัตตานี เป็นจังหวัดที่มีปัญหาความยากจนเป็นอันดับต้น ๆ ของประเทศ สวนทางกับความจริงในอดีต ที่ปัตตานี เคยเป็นเมืองท่าโบราณ ร่ำรวยทั้งวัฒนธรรมและเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ เชื่อมร้อยสังคมแบบพหุวัฒนธรรม สะท้อนออกมาในรูปของ อาหารของกลุ่มวัฒนธรรมมลายู จีน ไทย งานสถาปัตยกรรมทั้งเรือนพัก อาคารพาณิชย์ วังเก่า สิ่งทอ และเครื่องแต่งกาย รวมถึงดนตรี ศิลปะการแสดง ภายในเมืองปัตตานี เชื่อม 4 ชุมชน ไว้ด้วยกัน ได้แก่ ย่านชุมชนจีนหัวตลาด (กือดาจีนอ) ย่านชุมชนชิโนโปรตุกีส (กลุ่มอาคาร สไตล์ตะวันตก ถนนฤาดี) ย่านชุมชนมลายู (จะบังติกอ) และย่านชุมชนมุสลิม (บริเวณมัสยิด กลางปัตตานี) แสดงให้เห็นถึงความหลากหลายของวัฒนธรรมที่เป็นเสน่ห์ของปัตตานี 

ด้วยเห็นในศักยภาพของแต่ละชุมชน ที่สามารถต่อยอดสู่ความเจริญแบบหยั่งรากเพื่อแก้ปัญหาความยากจนให้กับ ชาว จ.ปัตตานี สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) จึงร่วมกับ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขาปัตตานี จัดทำโครงการวิจัยและพัฒนาระบบนิเวศสร้างสรรค์ เพื่อการเป็นผู้ประกอบการรายย่อยสู่โมเดลพึ่งตนเอง แก้จนนจังหวัดปัตตานี หรือ ECOtive นิเวศสร้างสรรค์ปัตตานีโมเดล เพื่อพัฒนาและทดลองเชิงนโยบายเพื่อออกแบบกลไกการพัฒนาพื้นที่และเศรษฐกิจฐานราก 

ดร.สิรินยา ลิม ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจนวัตกรรม สอวช. กล่าวว่า สอวช. ในฐานะหน่วยงานด้านนโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการนำเอาความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาธุรกิจนวัตกรรมไปเป็นเครื่องมือในการช่วยเพิ่มรายได้ประชากรกลุ่มฐานราก โดยเฉพาะคนยากจนซึ่งเป็นกลุ่มที่มีข้อจำกัดของทุนด้านต่าง ๆ นวัตกรรมจึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้ผู้มีรายได้น้อยสามารถนำทุนที่มีอยู่อย่างจำกัดมาบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยการเลือกพื้นที่ จ.ปัตตานี เนื่องจากที่นี่ติดอันดับความยากจนมาตลอด และยังเป็นที่ซึ่งคนที่อื่นก็จะไม่ค่อยกล้าเข้ามา การพัฒนาธุรกิจนวัตกรรมขึ้นในพื้นที่นี้ จึงนับว่าเป็นโจทย์ที่ท้าทายของหน่วยนโยบาย อย่างไรก็ตาม หวังเป็นอย่างยิ่งว่ากิจกรรมนี้จะช่วยเปลี่ยนมุมมองหลายอย่าง ทั้งคนในเองและคนนอกด้วย สำคัญที่สุดคือเปลี่ยนมุมมองคนที่คิดนโยบายจากส่วนกลาง เพราะเมื่อเราเข้ามาทำความเข้าใจพื้นที่จริง ๆ แล้ว ทำให้เรารู้ว่าแม้ในพื้นที่ที่ถูกมองว่ามีความท้าทายหรือข้อจำกัดมากมาย แต่ผู้คนในพื้นที่กลับมีความกระตือรือร้นมากที่จะพัฒนานวัตกรรม และการนำแนวคิดดังกล่าวเข้าไปในพื้นที่ ไม่ได้เป็นเรื่องยากจนเกินไป แล้วก็เป็นการพัฒนาที่ทุก ๆ ฝ่ายโดยเฉพาะคนในชุมชนที่สุดท้ายแล้วจะมีความสุขกับนโยบายต่าง ๆ ที่ลงมาด้วย เนื่องจากมีส่วนร่วมด้วยช่วยกันคิดมาตั้งแต่ต้น

“เราอยากจะจุดประกายให้คนในชุมชนสามารถสร้างสรรค์และคิดสิ่งใหม่ ๆ ด้วยตนเอง ใช้ความคิดสร้างสรรค์ของตัวเองมาสร้างเป็นมูลค่า เป็นกิจกรรม เป็นสิ่งใหม่ ซื่งเหล่านี้คือสิ่งที่เรียกว่าเป็นนวัตกรรม กิจกรรมในครั้งนี้ถือว่าบรรลุประสงค์ของโครงการเป็นอย่างมาก และจากที่เราได้ลงมาเห็น มาสัมผัสความสวยงามของธรรมชาติ วัฒนธรรมชุมชน ก็อยากให้ชุมชนตระหนักถึงคุณค่าของสิ่งเหล่านี้ให้มาก และพยายามดึงคนเข้ามามีส่วนร่วมให้มากขึ้น อย่างไม่ท้อถอยต่ออุปสรรค เราสามารถสร้างสรรค์สิ่งที่ดีขึ้นมาได้เรื่อย ๆ” คุณสิรินยา กล่าว 

รศ.ดร.สมชาย ฉัตรรัตนา ที่ปรึกษา สอวช. กล่าวว่า จากการลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เราได้ความร่วมมือจากชุมชนในพื้นที่ ทั้งผู้ใหญ่บ้าน นายอำเภอ ช่วยมาประกอบกัน เอาสิ่งละอันพันละน้อยมาร่วมกันจัดขึ้นให้เป็นงานที่น่าสนใจและเป็นที่น่าผ่อนคลาย พักผ่อน และเป็นตลาดธุรกิจเล็ก ๆ นอกจากนี้ยังมีหน่วยงานจากหลายภาคส่วน ได้ให้ความเห็น ให้คำแนะนำ ตั้งคำถาม เหล่านี้เป็นสิ่งที่กระตุ้นให้ชุมชนได้รู้ว่าเขาจะต้องไปปรับปรุงอะไร เพิ่มเติมอะไร ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่า เขามาถูกทาง มันสร้างความมั่นใจให้เขา และทำให้การนำเสนอของเขามีชีวิตชีวา หลายผลิตภัณฑ์ที่ชุมชนพัฒนาขึ้นมามีคนอยากซื้อ โครงการ ECOtive มาช่วยเติมเต็มด้วยกระบวนการวิจัย ทำให้มองเห็นชุมชนและมองเห็นเครื่องมือบางอย่างที่จะช่วยให้เกิดชีวิตชีวาในชุมชน ถามว่า ECOtive แตกต่างจากโครงการอื่นอย่างไร ต้องบอกว่าจุดเด่นของโครงการเราคือการใช้ต้นทุนจากสภาวะแวดล้อมของชุมชนต่อยอดด้วยนวัตกรรมขึ้นไปเป็นผลิตภัณฑ์และบริการ ร่วมกับการพัฒนาเครือข่ายที่ช่วยสนับสนุนให้ชุมชนมีความเข้มแข็งมากขึ้น

ด้าน ดร.ศริยา บิลแสละ หัวหน้าโครงการฯ ECOtive กล่าวว่า  กิจกรรม ECOtive เป็นการรวมตัวของนักวิจัย ในการที่จะเข้าไปพัฒนาชุมชน ให้มีการสร้างสรรค์ไอเดียใหม่ ๆ เพื่อช่วยเหลือชุมชน โดยการมองทรัพยากรในชุมชนเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็น ทุนทางสังคม  ที่ประกอบด้วย ทุนมนุษย์ โครงสร้างพื้นฐาน ทรัพยากรในพื้นที่  ปราชญ์ชาวบ้าน การศึกษาต่าง ๆ ที่อยู่ในชุมชน เราเข้าไปพูดคุยกับชุมชน และช่วยกันคิดวิเคราะห์ว่า คนในชุมชนมีศักยภาพอะไรบ้าง ที่เราจะสามารถพัฒนาและดึงศักยภาพของเขาออกมา ในการปรับเปลี่ยนวิธีคิดของคนในชุมชน ให้พวกเขามีความคิดในเรื่องของการเป็นผู้ประกอบการ เราจะยกระดับปากท้อง สร้างเศรษฐกิจในชุมชนให้ดีขึ้น ทำให้คนในชุมชนลดปัญหาความยากจนลง ทุกคนมีรายได้สามารถเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้ 

“ECOtive  ทำหน้าที่มองหาและพยายามที่จะสร้างสรรค์ ไอเดีย หรือนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่จะช่วยให้ชุมชน สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ หรือการบริการต่าง ๆ ตอบโจทย์ความต้องการคนในชุมชนเอง หรือแม้แต่คนภายนอกได้  เวลาเราเข้าไปยังพื้นที่ เราจะเห็นศักยภาพของผู้นำ ศักยภาพของคนในชุมชนเอง ไม่ว่าจะเป็นเยาวชน  ที่มีการรวมตัวกัน นำเสนอไอเดีย เช่น อยากจะทำการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ หรือการท่องเที่ยวเชิงศาสนาและวัฒนธรรม  อันนี้เป็นลักษณะของคนในชุมชนที่เราเข้าไปจุดประกาย พยายามปรับกระบวนการความคิดเขาเพื่อให้คมขึ้นเพื่อเป็นผู้ประกอบการที่สามารถให้บริการ หรือผลิตบางสิ่งบางอย่างออกมาแล้วขายออกสู่ตลาด มีรายได้เข้ามาในชุมชนได้จริง นั่นคือเป้าหมายของเรา” ดร.ศริยา กล่าว  

ดร.ศริยา กล่าวด้วยว่า ในช่วงแรกของการสร้าง นิเวศสร้างสรรค์ปัตตานี เพื่อยกระดับปากท้องของชุมชน เรามองว่าเรากำลังถางทาง ขุดค้นแสวงหา กลุ่มคน กลุ่มเยาวชน กลุ่มแกนนำ ที่จะมาเป็นตัวขับเคลื่อนคนในชุมชน เพื่อให้พวกเขาสามารถพัฒนาบางสิ่งบางอย่างไปด้วยกันได้ เราเข้าไปเปลี่ยนวิธีคิดที่เป็นแนว Passive คือ แนวแบบนิ่ง ๆ รับอย่างเดียว ให้กลายเป็น Active คือกระตือรือร้นที่จะทำ สามารถกระตุ้นคนในชุมชนให้ Active ตาม และคิดว่าเราผลิตอะไรแล้วขายได้ สามารถเอาเงินหมุนกลับเข้ามาสู่ชุมชน ทำให้คนในชุมชน มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ ดังนั้นพลังของชุมชนคือทุกคนต้องแอคทีฟ เมื่อกระบวนการคิดที่ทำให้เขาได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแล้ว นำไปสู่การต่อยอดจากความคิดให้เห็นรูปเห็นร่างของผลิตภัณฑ์และบริการ  ที่เมื่อสำเร็จแล้วสามารถออกสู่ตลาดได้ แต่ทั้งนี้เราจะต้องมองว่า สิ่งที่เราผลิตมันจะทำให้เกิดอิมแพคภาพใหญ่ และสามารถขยายโอกาสไปสู่ชุมชนรอบนอก ชุมชนที่มีกลุ่มคนที่สามารถมีรายได้เพิ่มขึ้น และสินค้าที่เราให้บริการ ตอบโจทย์ตลาดได้ 

หัวหน้าโครงการ ECOtive กล่าวด้วยว่า ก้าวเล็ก ๆ ของเราเริ่มจากการใช้เฟรมเวิร์คของกระบวนการโค้ช ที่เราเรียกว่า OSCAR model เป็นเฟรมเวิร์ค ที่จะทำให้คนในชุมชนคิดอย่างเป็นระบบ ตัว O คือ Output หรือ Outcome ที่จะให้ชุมชนมองเป้าหมาย และความสำเร็จของเขาว่าคืออะไร ตัว S คือ Situation เป็นสถานการณ์ปัจจุบันของเขาที่มีอยู่ว่าคืออะไร และต้องการให้บริการหรือผลิตภัณฑ์ของเขาไปอยู่ในรูปแบบไหน เขาฝันอยากเห็นเป็นอะไร ตัว C คือ Choice หมายถึงเส้นทางหรือทางเลือก ที่จะทำให้ตัวเขามีโอกาสในการที่จะพัฒนา  อย่างไรก็ตามในทุกเส้นทางมีทั้งบวกและลบ ถ้าเป็นบวกเราจะมีเส้นทางที่จะทำให้มันมีการเพิ่มบวกได้กี่อย่าง แต่ถ้าเป็นลบเราจะให้ทางเลือกเลี่ยงที่จะเป็นลบได้อย่างไร  ตัว A  คือ Action เราจะทำให้ชุมชนปฏิบัติได้อย่างไร ชุมชนจะต้องคิดและวางแผนว่า ในสามเดือน จะทำอะไร 6 เดือน 9 เดือน 12 เดือนทำอย่างไรเพื่อให้ไปสู่เป้าหมายและต้องใช้เวลากี่ปี ตัวสุดท้ายคือ ตัว R คือ Review เป็นการประเมินตรวจสอบการทำงานของตัวเอง ของชุมชน ในกระบวนการที่คิดทั้งหมด ถ้าคะแนนเต็มสิบเขาให้คะแนนตัวเองอยู่ที่เท่าไหร่

หัวหน้าโครงการ ECOtive กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินโครงการในปีที่ 2 ซึ่งที่ผ่านมาได้ผลเป็นที่น่าพอใจ โดยในปีที่ 3 และปีถัด ๆ ไป จะหากลไกที่ทำให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน ไม่ใช่แค่การทดลองเชิงนโยบาย แต่เราต้องการพัฒนาชาวชุมชนปัตตานีให้เป็นผู้ประกอบการที่พึ่งพาตนเองได้.-008 

ลุยแก้หนี้‘ครู’ ‘เพิ่มพูน’มอบโจทย์‘ปลัดศธ.-องค์กรหลัก’เร่งสรุปข้อมูล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/758279

ลุยแก้หนี้‘ครู’ ‘เพิ่มพูน’มอบโจทย์‘ปลัดศธ.-องค์กรหลัก’เร่งสรุปข้อมูล

ลุยแก้หนี้‘ครู’ ‘เพิ่มพูน’มอบโจทย์‘ปลัดศธ.-องค์กรหลัก’เร่งสรุปข้อมูล

วันศุกร์ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2566, 09.45 น.

“เพิ่มพูน”เร่งแก้ไขปัญหาหนี้สินครู พร้อมมอบโจทย์ ปลัด ศธ.-องค์กรหลัก สรุปข้อมูลหนี้ครูในสังกัดเพื่อใช้วางแผนการทำงานภายใน 15 วัน

เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2566 พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานการประชุมหารือเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ กับธนาคารแห่งประเทศไทย เมื่อเร็วๆนี้  โดยมี นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมช.ศธ. นายนพ ชีวานันท์ เลขานุการ รมว.ศธ. ผู้บริหารองค์กรหลักกระทรวงศึกษาธิการ ดร.ขจร ธนะแพสย์ คณะกรรมการกำกับการแก้ไขหนี้สินของประชาชน และคณะ เข้าร่วมประชุมฯ ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

รมว.ศธ.กล่าวว่า วันนี้ต้องขอบคุณทาง ดร.ขจร ที่ตระหนักถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูฯ และเล็งเห็นว่าครูเป็นลูกหนี้ชั้นดีรายใหญ่ เพราะสามารถหักเงินจากบัญชีเงินเดือนได้เลย ซึ่งที่ผ่านมา กระทรวงศึกษาธิการได้จัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือแก้ไขปัญหาหนี้สินครูฯ ร่วมกับ 12 หน่วยงาน มีการจัดมหกรรมการเงินเพื่อครูไทย เพื่อช่วยเหลือปรับโครงสร้างหนี้ให้ครูฯ และจัดอบรมวินัยการเงิน พร้อมนำระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการหักเงินเดือน เงินบำเหน็จบำนาญข้าราชการเพื่อชำระหนี้เงินกู้ฯ มาใช้ในการหักเงินเดือนครู โดยครูต้องมีเงินเดือนเหลือไม่ต่ำกว่าร้อยละ 30 เพื่อให้ใช้ชีวิตอยู่ได้ แต่ในทางปฏิบัติพบว่า บางเขตพื้นที่โดยผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา กลับหักเงินเดือนครูเกินกว่าที่ระเบียบฯ กำหนด ทำให้ครูอยู่อย่างยากลำบาก เพราะมีเงินเดือนเหลือไม่ถึงร้อยละ 30

“ในเรื่องนี้ถือเป็นปัญหางูกินหาง ที่จะต้องกลับมาทบทวนบทบาทของผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ที่ต้องทำหน้าที่เป็นประธานสหกรณ์ด้วยว่า มีความทับซ้อนหรือไม่ มีเขตพื้นที่ใดบ้างที่หักเงินเดือนครูเกินกว่าระเบียบฯ กำหนด จึงได้มอบโจทย์ให้ทุกองค์กรหลักรวบรวมข้อมูลหนี้สินครูในสังกัดของตัวเอง ส่งมายังสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ โดยมีปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในการวิเคราะห์ข้อมูลการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูฯ ในภาพรวมของกระทรวงศึกษาธิการ เสนอกลับมาภายใน 15 วัน พร้อมร่างคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการ จำนวน 2 ชุด แบ่งเป็น คณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบาย และคณะอนุกรรมการดำเนินงานแก้ไขปัญหาหนี้สินครูฯ โดยด่วน” รมว.ศธ.กล่าว