‘นศ.’มุ่งมั่นพัฒนา‘กายอุปกรณ์’ช่วยคนพิการ คว้ารางวัลชนะเลิศ“Best Survivor Award’แห่งปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/759159

‘นศ.’มุ่งมั่นพัฒนา‘กายอุปกรณ์’ช่วยคนพิการ  คว้ารางวัลชนะเลิศ“Best Survivor Award’แห่งปี

‘นศ.’มุ่งมั่นพัฒนา‘กายอุปกรณ์’ช่วยคนพิการ คว้ารางวัลชนะเลิศ“Best Survivor Award’แห่งปี

วันพุธ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

“เพราะโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เราจึงต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัวให้ทันและให้อยู่รอด” มูลนิธิเอสซีจี จึงได้ร่วมกับ บริษัท วู้ดดี้ เวิลด์ Best Survivor Awards จัดแคมเปญ Gen Will Survive และกิจกรรม “Best Survivor Awards” เฟ้นหาสุดยอดคนรุ่นใหม่ที่มี Hard skill และ Soft skill ในการเอาตัวรอด และเรื่องราวของเขาสามารถเป็นแรงบันดาลใจที่จะส่งต่อให้กับทุกๆ คนได้ ซึ่ง Best SurvivorAwards ได้รับการตอบรับอย่างเกินคาดเพราะเป็นครั้งแรกที่เปิดให้คน Gen Zได้เปิดอกแชร์เรื่องราวของตนเองสู่สาธารณะ

มีผู้สนใจส่งผลงานเข้าร่วมเกือบ 500 คน และมีคณะกรรมการาคัดเลือกอย่างเข้มข้น นำโดย ผศ.ดร.วิรุจกิจนันทวิวัฒน์ ประธานสาขาวิชาธุรกิจและอาชีวศึกษา ภาควิชานโยบายการจัดการและความเป็นผู้นำทางการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมด้วย ณัฏฐ์อาภาผ่องทิพาภรณ์ ผู้สื่อข่าวและ Content Creator สำนักข่าวสปริงนิวส์ รวมถึง เอแคลร์ จือปาก และ MonsterFon ร่วมกันพิจารณาตัดสินรางวัล

โดยพิจารณาจากเรื่องราวน่าประทับใจ และเป็นแบบอย่างที่ดีมีความตรงโจทย์ ชัดเจน น่าสนใจ และแสดงให้เห็นถึงการนำทักษะ ทั้ง Hard skill และ Soft skill มาปรับใช้ให้ชีวิตดีขึ้น สำหรับผลการตัดสินรางวัล Best Survivor Awards ครั้งแรกของประเทศไทยนั้น “รางวัลชนะเลิศ” คือ นายสุรพรชัย ธรรมศิริ นักศึกษาสาขากายอุปกรณ์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ได้รับเงินรางวัลมูลค่า 100,000 บาท

“รองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่น.ส.เพ็ญนภา สิงห์สนั่น คณะครุศาสตร์ สาขาวิชาภาษาไทย มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง” ได้รับเงินรางวัล 50,000 บาท เอสซีจีและ “รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 คือ น.ส.อรนรินทร์ ศิริปุลินพงศ์ ชั้นปี 3 คณะบริหารธุรกิจ สาขาการจัดการและการเป็นผู้ประกอบการนวัตกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าคุณทหารลาดกระบัง” ได้รับรับเงินรางวัลมูลค่า 30,000 บาทนอกจากนี้ ยังมีรางวัลชมเชยอีก5 รางวัล รับเงินรางวัลละ 3,000 บาทพร้อมประกาศนียบัตรจากมูลนิธิเอสซีจี

ผศ.ดร.วิรุจ ในฐานะประธานคณะกรรมการตัดสิน กล่าวว่า ชิ้นงานที่ส่งเข้ามา ต่างมีจุดเด่นที่ดีและแตกต่างกัน แสดงให้เห็นถึงการใช้ทักษะในการเอาตัวรอดในศตวรรษนี้ดีมากๆ ทำให้ตัดสินได้ยาก แต่เมื่อพิจารณาจากเกณฑ์การตัดสิน พบว่าผู้ที่ได้รางวัลชนะเลิศมีแรงบันดาลใจที่ดี มีการตั้งเป้าหมายในชีวิต และมีการลงมือทำที่แม้ว่าระหว่างทางจะมีอุปสรรคปัญหาแต่ก็ไม่ได้ย่อท้อ

“นอกจากนี้สิ่งที่เขาทำ ไม่ได้ทำเพื่อตัวเองเพียงฝ่ายเดียว แต่ยังทำเพื่อผู้อื่น และก็ไม่ได้ทำในช่วงเวลาสั้นๆ แต่ทำมาตั้งแต่เป็นนักเรียน และเป็นแรงบันดาลใจให้ต่อยอดมาจนถึงเป็นนักศึกษา เรื่องราวของผู้ชนะ เหมาะสมที่จะส่งต่อให้ผู้อื่นได้มีโอกาส มีกำลังใจ ลงมือทำโดยไม่ย่อท้อเพื่อให้ประสบความสำเร็จได้” ผศ.ดร.วิรุจ กล่าว

ด้านนายสุรพรชัย ผู้คว้ารางวัลชนะเลิศ กล่าวว่า ตนมีความมุ่งมั่นอยากช่วยเหลือคนอื่นโดยเฉพาะคนพิการ เมื่อมีโอกาสได้พบกับเด็กออทิสติกที่กล้ามเนื้อบริเวณข้อมือมีปัญหา ไม่สามารถจับดินสอเหมือนเด็กคนอื่นได้ จึงได้นำความสนใจที่มีอยู่ผนวกเข้ากับปัญหาที่พบมา เพื่อจะแก้ปัญหาตรงนี้จนกลายเป็นบอร์ดฝึกเขียนสำหรับเด็กออทิสติกที่จะช่วยให้เด็กออทิสติกสามารถเรียนรู้ร่วมกับเด็กปกติได้ ทั้งนี้ ตนเปรียบชีวิตของตนเองกับรองเท้าบู๊ท

โดยรองเท้าบู๊ทข้างแรกคือการรู้จักตัวเอง ที่จะต้องมีสติพร้อมเผชิญกับสิ่งที่ต้องพบเจอและพร้อมที่จะปรับตัวกับสิ่งที่จะพบเจอในอนาคตเพื่อให้อยู่รอดได้ ซึ่งในวันนี้ได้ค้นหาตนเองเจอแล้ว จากความชอบความสนใจที่มีอยู่มาลงตัวที่สาขาที่เลือกเรียน ในปัจจุบันที่เกี่ยวกับการผลิตแขน-ขาเทียมเพื่อผู้พิการ ที่จะสานต่อความชอบและความฝันให้เป็นจริงในอนาคต ส่วนรองเท้าบู๊ทอีกข้าง คือ การวางแผนเพื่ออนาคต ซึ่งเป้าหมายขอตนคือ “การได้มีโอกาสไปเรียนต่อด้านกายอุปกรณ์ที่ประเทศญี่ปุ่น” นำเทคนิคต่างๆ กลับมาพัฒนาต่อ เพื่อทำให้คุณภาพชีวิตคนพิการดีขึ้น

“การรู้จักตัวเอง รู้ความชอบ ความถนัดของตัวเอง เป็นสิ่งสำคัญ ถ้าได้ทำในสิ่งที่ชอบ 100% เราจะมีความสุขในการทำงาน ต้องถามตัวเองว่าสิ่งที่เราทำตอนนี้ เพราะคนอื่นต้องการ คนรอบข้างต้องการ หรือเราต้องการให้เป็นแบบนี้จริงๆ เราลองลดความคาดหวังและเอาความคาดหวังมาเป็นแรงผลักดันให้ตัวเองได้ทำในสิ่งที่ต้องการจริงๆ ดีกว่า” นายสุรพรชัย กล่าว

สำหรับผู้ได้รับรางวัลรองชนะเลิศทั้งสองคน ก็ไม่ต่างกัน ตรงที่ไม่เคยปฏิเสธการเรียนรู้ สิ่งใหม่ๆ รวมถึงการมองหาโอกาสใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้น และยังมีความมุมานะพยายาม สามารถนำความชอบ มาสู่อาชีพได้ และปรับตัว ให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว จนต่างมีรายได้เลี้ยงดูตัวเองและครอบครัวได้ ตั้งแต่ยังไม่จบการศึกษา โดย น.ส.เพ็ญนภา ที่เริ่มจากการขายของออนไลน์ก่อนจะผันตัวมาเป็นนักออกแบบกราฟิก และ น.ส.อรนรินทร์ ที่ไปได้ดีจากการไลฟ์ขายของออนไลน์จนสามารถทำรายได้หลักแสน ก่อนจะมีความฝันที่อยากเป็นเจ้าของแบรนด์เสื้อผ้าที่ตั้งเป้าว่าแบรนด์ของเธอจะเป็นแบรนด์ในใจของทุกคน

โลกปัจจุบันที่มีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วอยู่ตลอดเวลา คนที่ปรับตัวได้เร็ว และตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงนั้นได้เท่านั้น ที่จะอยู่รอดได้ในโลกใบนี้ มูลนิธิเอสซีจีจึงได้ให้ความสำคัญกับการเรียนรูเพื่ออยู่รอด “Learn to Earn” และการพัฒนาทักษะเพื่อเป็นอาวุธให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ พร้อมออกไปใช้ชีวิตให้อยู่รอดได้ เลี้ยงดูตนเองได้ดูแลครอบครัวได้ และพร้อมส่งต่อโอกาสให้กับคนอื่นๆ ในสังคมต่อไป

สามารถติดตามความคืบหน้าและติดตามข้อมูลข่าวสารของมูลนิธิเอสซีจี ได้ที่ http://www.scgfoundation.org และเฟซบุ๊ก LEARNtoEARN และ Tiktok LEARNtoEARN

จุฬาฯร่วมมือกรมสรรพากรพัฒนา หลักสูตรจัดการและการจัดเก็บภาษี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/758958

จุฬาฯร่วมมือกรมสรรพากรพัฒนา  หลักสูตรจัดการและการจัดเก็บภาษี

จุฬาฯร่วมมือกรมสรรพากรพัฒนา หลักสูตรจัดการและการจัดเก็บภาษี

วันอังคาร ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ศ.ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนายลวรณ แสงสนิท อธิบดีกรมสรรพากร ลงนามความร่วมมือพัฒนาหลักสูตรสหวิทยาการ และรายวิชาการเรียนรู้ตลอดชีวิตด้านการบริหารจัดการ และการจัดเก็บภาษีอากร เมื่อเร็วๆ นี้ ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ศ.ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ความร่วมมือในการพัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้ตลอดชีวิตในครั้งนี้ถือเป็นการร่วมสร้างองค์ความรู้ทางด้านวิชาการร่วมกับวิชาชีพ ระหว่างสถาบันการศึกษากับหน่วยงานภาครัฐ เป็นการสร้างองค์ความรู้แบบบูรณาการศาสตร์สหสาขาวิชา ทั้งด้านพาณิชยศาสตร์และการบัญชี เศรษฐศาสตร์ นิติศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ โดยเป็นแพลตฟอร์มการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ที่เป็นการเรียนรู้ ในรูปแบบที่ยืดหยุ่น ไม่จำกัดแค่ในเฉพาะในห้องเรียน

นายลวรณ แสงสนิท อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวว่า ความร่วมมือกับจุฬาฯ ในครั้งนี้ถือเป็นการสร้างและพัฒนาบุคลากรของกรมสรรพากรให้มีความเชี่ยวชาญและมีความลุ่มลึกด้านการบริหารจัดเก็บภาษีอากร สามารถวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลจาก Big Data ที่กรมสรรพากรได้รับมาจากหน่วยงานต่างๆ ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศได้ เพื่อบริหารจัดการและใช้ข้อมูลเหล่านั้นให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการบริหารจัดเก็บภาษี รวมทั้งพัฒนาบุคลากรให้ทักษะการปฏิบัติงานด้านการจัดเก็บภาษีผ่านการประยุกต์ใช้ซอฟต์แวร์และนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อเสริมสร้างบริการใหม่ๆ ให้ตรงใจผู้เสียภาษีมากยิ่งขึ้น โดยทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันออกแบบและพัฒนาหลักสูตรสหสาขาวิชาระดับบัณฑิตศึกษาที่ตอบโจทย์ผู้เรียนและสอดคล้องกับความต้องการของตลาดและสังคม หลักสูตรที่เปิดสอนจะมีในระดับปริญญาโท ทางด้านการบริหารจัดเก็บภาษี และด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมการบริหารจัดเก็บภาษี และจะร่วมกันพัฒนารายวิชาการเรียนรู้ตลอดชีวิตด้านการบริหารจัดการ และการจัดเก็บภาษีอากร เพื่อการพัฒนาทักษะของบุคลากรกรมสรรพากร และบุคคลทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคอุตสาหกรรม ผ่านแพลตฟอร์มการเรียนรู้ตลอดชีวิต CUGS Academy

นศ.กายอุปกรณ์ ศิริราช ชนะเลิศ ประดิษฐ์อุปกรณ์ช่วยเหลือผู้พิการ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/758959

นศ.กายอุปกรณ์ ศิริราช ชนะเลิศ  ประดิษฐ์อุปกรณ์ช่วยเหลือผู้พิการ

นศ.กายอุปกรณ์ ศิริราช ชนะเลิศ ประดิษฐ์อุปกรณ์ช่วยเหลือผู้พิการ

วันอังคาร ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มูลนิธิเอสซีจี ร่วมกับ บริษัท วู้ดดี้ เวิลด์ Best Survivor Awards จัดแคมเปญ Gen Will Survive และกิจกรรม Best Survivor Awards เฟ้นหาสุดยอดคนรุ่นใหม่ที่มี Hard skill และ Soft skill ในการเอาตัวรอด เพื่อเป็นแรงบันดาลใจที่จะส่งต่อให้กับทุกๆ คนได้ โดยมีผู้สนใจส่งผลงานเข้าร่วมประกวดเกือบ 500 คน

สำหรับผลการตัดสินรางวัล Best Survivor Awards ครั้งแรกของประเทศไทยนี้ ผู้ชนะเลิศ คือ นายสุรพรชัย ธรรมศิริ นักศึกษาสาขากายอุปกรณ์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ได้รับเงินรางวัลมูลค่า 100,000 บาท รองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ นางสาวเพ็ญนภา สิงห์สนั่น คณะครุศาสตร์ สาขาวิชาภาษาไทย มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง ได้รับเงินรางวัล 50,000 บาท และรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 คือ นางสาวอรนรินทร์ศิริปุลินพงศ์ ชั้นปี 3 คณะบริหารธุรกิจ สาขาการจัดการและการเป็นผู้ประกอบการนวัตกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าคุณทหารลาดกระบัง ได้รับเงินรางวัลมูลค่า 30,000 บาท นอกจากนี้ ยังมีรางวัลชมเชยอีก 5 รางวัล รับเงินรางวัลละ 3,000 บาทพร้อมประกาศนียบัตรจากมูลนิธิเอสซีจี

แสนสิริ สานต่อ ‘ราชบุรีโมเดล’ ปีที่ 2 แก้ปัญหาเด็กหลุดจากระบบโรงเรียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/758961

แสนสิริ สานต่อ ‘ราชบุรีโมเดล’ ปีที่ 2  แก้ปัญหาเด็กหลุดจากระบบโรงเรียน

แสนสิริ สานต่อ ‘ราชบุรีโมเดล’ ปีที่ 2 แก้ปัญหาเด็กหลุดจากระบบโรงเรียน

วันอังคาร ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายสมัชชา พรหมศิริ Chief of Staff บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แสนสิริได้ดำเนินโครงการ ZERO DROPOUT เด็กทุกคนต้องได้เรียน ซึ่งเป็นแผนระยะยาว 3 ปี (เริ่มตั้งแต่ปี 2565 – 2567) นำร่องแห่งแรกที่จังหวัดราชบุรี ให้เป็นโมเดลต้นแบบในการสร้างกลไกการเปลี่ยนแปลงการศึกษาระดับประเทศ ช่วยเด็กหลุดจากการศึกษาเป็น “ศูนย์” ในปี 2567 ภายใต้การดำเนินงานของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และสมัชชาการศึกษาราชบุรี ร่วมด้วยแสนสิริที่สนับสนุนเงินทุนในโครงการจำนวน 100 ล้านบาท ซึ่งได้ดำเนินงานเข้าสู่ปีที่ 2 ที่ผ่านมาได้เห็นความคืบหน้าและความสำเร็จตามแผนงานที่วางไว้ อย่างเช่น การสร้างโมเดลการศึกษา 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ เพื่อเป็นตัวเลือกทางการศึกษาแก้ปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบ ตลอดจนการเปิดพื้นที่นวัตกรรมการเรียนรู้ตอบโจทย์ชีวิต และการมอบทุนสนับสนุนเยาวชนการศึกษาทางเลือกให้กับน้องเยาวชนและเด็กชาติพันธุ์ในพื้นที่

โครงการ ZERO DROPOUT เด็กทุกคนต้องได้เรียน สามารถลดจำนวนเด็กเสี่ยงหลุดออกนอกระบบการศึกษา รวมไปถึงเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษาไปแล้วให้สามารถได้รับการศึกษาและพัฒนาให้มีทักษะการทำงานในโลกยุคใหม่ ได้แล้วจำนวน 9,311 คน จากทั้งหมด 10 อำเภอและล่าสุดคือโมเดลการศึกษา 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ ซึ่งปัจจุบันเริ่มต้นแล้วใน 12 โรงเรียน ทั้งในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา และมีแผนสร้างความรู้ความเข้าใจเพื่อขยายไปทุกเขตพื้นที่การศึกษาในจังหวัดราชบุรี พื้นที่การเรียนรู้รูปแบบใหม่นี้ เอื้อให้โรงเรียนจัดการศึกษา ได้ 3 รูปแบบ ได้แก่ 1.การศึกษาในระบบ ซึ่งเป็นหลักสูตรทั่วไปตามโรงเรียน 2.การศึกษานอกระบบ มีความยืดหยุ่นขึ้นด้วยเนื้อหาหลักสูตรสอดคล้องกับสภาพปัญหาความต้องการของผู้เรียนแต่ละกลุ่ม และ 3.การศึกษาตามอัธยาศัย เรียนรู้ตามศักยภาพและความสนใจ ทั้งสามรูปแบบ สามารถเทียบโอนผลการเรียนที่สะสมไว้ในระหว่างการเรียนรูปแบบเดียวกันหรือต่างรูปแบบได้ รวมถึงจากการเรียนรู้นอกระบบ ตามอัธยาศัย การฝึกอาชีพ หรือจากประสบการณ์การทำงาน รวมถึงการสร้างศูนย์การเรียนรู้ สร้างโอกาส พื้นที่การเรียนรู้ที่สร้างความร่วมมือให้ทุกภาคส่วนร่วมจัดการศึกษาได้อย่างเต็มที่ ออกแบบการเรียนรู้เป็นรายคน (PersonalizedLearning) มีความยืดหยุ่นทั้งเวลา รูปแบบ และเงื่อนไขการเข้าเรียน ไม่มีข้อจำกัดเรื่อง อายุของผู้เรียน สามารถเรียนไปด้วยและทำงานไปด้วยได้ มีความร่วมมือกับสถานประกอบการภาคเอกชนในพื้นที่หรือเครือข่ายที่มีความเชี่ยวชาญเพื่อไปฝึกงาน เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ไม่มีกรอบของห้องเรียนหรือโรงเรียน เรียนได้ทุกที่ ทั้งที่บ้าน ชุมชน ธรรมชาติ และแหล่งเรียนรู้อื่นๆ เช่น Mobile School

มจธ. เปิดโปรแกรม “SoCHAMP” พัฒนาความเป็นผู้นำของนักศึกษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/758962

มจธ. เปิดโปรแกรม “SoCHAMP” พัฒนาความเป็นผู้นำของนักศึกษา

มจธ. เปิดโปรแกรม “SoCHAMP” พัฒนาความเป็นผู้นำของนักศึกษา

วันอังคาร ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

อาจารย์สุเมธ ท่านเจริญประธานโครงการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพคนพิการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ในฐานะที่ปรึกษาของกิจกรรม SoCHAMP กล่าวว่า มจธ. เปิด “โปรแกรมสร้างผู้นำในการเปลี่ยนแปลงสังคม SoCHAMP (Social Change Agent Maker Program)” เพื่อสร้างรูปแบบการพัฒนาผู้นำนักศึกษา ที่คล้ายๆ กับการสร้างหัวรถจักรรถไฟ ที่แต่ละหัวจะทำหน้าที่ลากจูงโบกี้ที่ประกอบไปด้วยนักศึกษาในคณะและภาควิชาต่างๆ ผ่านการทำกิจกรรมที่สามารถสร้างการ เปลี่ยนแปลงทั้งกับตนเองและสังคม สอดคล้องกับแผนกลยุทธ์ของ มจธ. ที่ต้องการส่งเสริมให้เกิดผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน สามารถนำความรู้แนวทางปฏิบัติไปเผยแพร่และขยายผลต่อชุมชนและสังคมรอบข้าง เพื่อให้เกิดความยั่งยืน หรือ “Sustainability Change Agents”

สำหรับเป้าหมายสำคัญของโครงการนี้ คือ การสร้างผู้นำของการสร้างการเปลี่ยนแปลงในมหาวิทยาลัยและสังคม ให้กับกลุ่มนักศึกษาชั้นปี 3 และปี 4 ที่มีลักษณะความเป็นผู้นำสูงจากคณะต่างๆ ปีละประมาณ 60 คน ผ่านกิจกรรมในรูปแบบของค่ายผู้นำทางความคิด เพื่อปลูกฝังแนวคิดและทัศนคติของการทำงานเพื่อส่วนรวมด้วยการทำกิจกรรมเพื่อสังคมในหัวข้อที่ตนเองสนใจ พร้อมทั้งมีการให้ความรู้และทักษะที่จำเป็นในการบริหารโครงการหรือกิจกรรมต่างๆ พร้อมกับได้เขียนโครงการกิจกรรมเพื่อสังคมในประเด็นที่เขาสนใจ เพื่อส่งต่อสิ่งเหล่านี้ให้กับเพื่อนๆ และน้องๆ ในคณะหรือภาควิชาของตนเองต่อไป

ดร.ปนาลี แทนประสาน ผู้อำนวยการสำนักกิจการนักศึกษา มจธ. กล่าวเสริมว่านอกจาก SoCHAMP ที่เปรียบเสมือนหัวขบวนรถจักรแล้ว มจธ.ยังมีกิจกรรมเพื่อสังคมและกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ต่างๆ อีกหลายโบกี้ “กิจกรรมจิตอาสาของ มจธ. จะเน้นให้นักศึกษาได้สัมผัสและลงมือทำจริงๆ และเรายังให้ความสำคัญกับกิจกรรมที่มีความต่อเนื่องจากรุ่นสู่รุ่นเพื่อให้ในปีต่อไปรุ่นน้องที่เคยร่วมโครงการนี้สามารถรับช่วงและส่งต่อกิจกรรมและแนวคิดของการทำงานเพื่อสังคมไปสู่รุ่นต่อๆ ไปได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งนักศึกษา SoCHAMP ที่ร่วมในกิจกรรมเหล่านี้ จะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้โครงการสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว”

ผอ.สกสว.นำคณะผู้บริหารเข้าพบ ‘รัฐมนตรีศุภมาส’ นำเสนอแผนงาน Quick win

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/758887

ผอ.สกสว.นำคณะผู้บริหารเข้าพบ 'รัฐมนตรีศุภมาส' นำเสนอแผนงาน Quick win

ผอ.สกสว.นำคณะผู้บริหารเข้าพบ ‘รัฐมนตรีศุภมาส’ นำเสนอแผนงาน Quick win

วันจันทร์ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2566, 16.22 น.

คณะผู้บริหาร สกสว. นำโดย รศ.ดร.ปัทมาวดี เข้าพบ “รัฐมนตรีศุภมาส” นำเสนอระบบ ววน. และ แผนงาน  “Quick win” ในระยะ 6 เดือน – 1 ปี  พร้อมแผนงานระยะกลาง 2 – 3 ปี เพื่อเสริมศักยภาพการขับเคลื่อนประเทศด้วย ววน. และความต้องการของประเทศ

เมื่อเร็วๆ นี้ ที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) รศ.ดร. ปัทมาวดี โพชนุกูล ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริม วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม  สกสว. นำคณะผู้บริหารเข้าพบ นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ร่วมแสดงความยินดีในการเข้ารับตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. พร้อมทั้งนำเสนอเกี่ยวกับระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) และข้อมูลกรอบวงเงินงบประมาณด้าน ววน. ปี 2567 จำนวน 31,100 ล้านบาท และ ปี 2568 จำนวน 42,000 ล้านบาท เพื่อนำเสนอแก่สภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ และคณะรัฐมนตรีเห็นชอบต่อไป ทั้งนี้ ประเทศไทยลงทุนด้าน ววน. น้อยกว่ามาเลเซีย อินเดีย และจีน  จึงมีเป้าหมายยกระดับการลงทุนด้าน ววน.ให้เป็นร้อยละ 2 ของ GDP  ในปี 2570  ซึ่งต้องเพิ่มจากร้อยละ 1.33 ในปัจจุบัน

โอกาสนี้ รศ.ดร.ปัทมาวดี กล่าวถึงผลที่คาดว่าจะได้รับของแผนการลงทุนด้าน ววน. ปี พ.ศ. 2566-2570   ทั้ง 4 ยุทธศาสตร์ โดยการดำเนินงานของหน่วยบริหารจัดการทุน (PMU)  9 หน่วย และหน่วยงานวิจัยทั้งในและนอกกระทรวง อว. อีก 180 หน่วยงาน  คือ การทำให้ประเทศไทยก้าวพ้นกับดักประเทศรายได้ปานกลางในปี 2580  พึ่งตนเองด้านเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน  โดยผลการดำเนินงานที่ผ่านมาเกิดผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่มีผลตอบแทนจากการลงทุนคุ้มค่า 2.98 เท่า และมีเอกชนและหน่วยงานร่วมทุนอีกประมาณ 2,000 ล้านบาทในปี 2566

นอกจากการดำเนินงานดังกล่าวแล้ว สกสว. ยังได้นำเสนอแผนงาน Quick win แก่รัฐมนตรีกระทรวง อว. ในระยะ 6 เดือน – 1 ปี ซึ่งมีโมเดลความสำเร็จจากการวิจัยและนวัตกรรมที่น่าจะนำไปขยายผลได้ ประกอบด้วย 1. การแก้ปัญหาความยากจนอย่างเบ็ดเสร็จและแม่นยำ 2.การจัดการน้ำและการเตรียมการในภาวะเอลนีโญ 3. การแก้ปัญหา PM 2.5 อย่างเป็นระบบ 4. การร่วมทุนกับเอกชนในอุตสาหกรรม BCG และ Smart Cities และ 5.การพัฒนากำลังคนเพิ่มเติมด้านการท่องเที่ยว พร้อมแผนงานระยะกลาง 2 – 3 ปี ประกอบด้วย 1.นวัตกรรมการแพทย์สู่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) 2.การพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจ 4 ภูมิภาคด้วย ววน. 3. การเป็นศูนย์กลางกำลังคนทักษะสูงและศูนย์กลางความรู้ของภูมิภาค 5 เรื่อง โดยเฉพาะ BCG การแพทย์ เกษตรอาหารมูลค่าสูง พลังงานชีวภาพ ท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ 4.Reskill-upskill โดยความร่วมมือกับ สป.อว. กกอ. และภาคเอกชน และ 5. การปรับตัวและลดความเสี่ยงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เศรษฐกิจหมุนเวียนและการผลิตและการบริโภคอย่างยั่งยืน

แผนงานดังกล่าว สอดคล้องกับแนวนโยบายด้าน ววน. ของ รัฐมนตรี อว. โดยการเน้น “วิจัย-นวัตกรรมดี ตอบโจทย์ ตรงความต้องการ” และ “เน้นประเด็นสำคัญของประเทศ อาทิ เรื่องของ Go Green, ความยั่งยืน , ความเป็นกลางทางคาร์บอน , เศรษฐกิจชีวภาพ, เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นต้น รวมทั้งการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการแก้ไขปัญหาสำคัญของประเทศ โดยมีหลักการสำคัญ คือ “เอกชนนำ รัฐสนับสนุน” โดยให้เอกชนผู้ที่จะใช้ประโยชน์เป็นผู้กำหนดทิศทางว่าควรจะทำเรื่องอะไร อย่างไร แล้วสถาบันวิจัยและมหาวิทยาลัยต่างๆ ของ อว. จะเข้าไปดำเนินการและสนับสนุนอย่างเต็มกำลัง ใช้ความต้องการเป็นตัวนำ (market-driven) พร้อมปลดล็อกระเบียบ ข้อจำกัดต่างๆ เพื่อให้การขับเคลื่อนระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เกิดประโยชน์ ความคุ้มค่า และตอบโจทย์ประเทศให้มากที่สุด

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’มอบทุนการศึกษาเยาวชนที่ประพฤติดี แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/758880

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’มอบทุนการศึกษาเยาวชนที่ประพฤติดี แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’มอบทุนการศึกษาเยาวชนที่ประพฤติดี แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์

วันจันทร์ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2566, 16.13 น.

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’มอบทุนการศึกษาเยาวชนที่ประพฤติดี แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์

25 กันยายน 2566 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการ เป็นประธานในพิธี นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ  นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการ พร้อมด้วย คณะกรรมการมูลนิธิฯ และผู้ช่วยกรรมการมูลนิธิฯ ร่วมในพิธีมอบทุนการศึกษาทุกระดับปีสุดท้าย และทุนการศึกษาต่อเนื่องทุกระดับชั้น ประจำปี 2566  ให้แก่นักเรียน นักศึกษาที่ประพฤติดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ จำนวน 156 สถาบัน 910 ทุน รวมงบประมาณ 12,615,000 บาท (สิบสองล้านหกแสนหนึ่งหมื่นห้าพันบาทถ้วน)  เพื่อให้เยาวชนได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมโดยไม่ต้องละทิ้งหรือยุติการศึกษาลงเพราะขาดแคลนทุนทรัพย์ เติมเต็มความมุ่งหวังในชีวิต เติบโตพร้อมมีวิชาความรู้ สร้างอนาคตของตนเองและครอบครัว เป็นคนดีของสังคมและประเทศชาติ อีกทั้งยังเป็นการช่วยเหลือแบ่งเบาภาระของผู้ปกครอง โดยมีเยาวชน และผู้แทนจากสถาบันการศึกษา เป็นตัวแทนรับมอบ ณ ห้องประชุมชั้น 2  อาคาร 2 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ

นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เปิดเผยว่า การมอบทุนการศึกษาแก่นักเรียน นิสิต และนักศึกษา เยาวชนผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ เป็นหนึ่งในนโยบายหลักในงานสังคมสงเคราะห์ของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ดำเนินการมาแล้วเป็นเวลากว่า 50 ปี เป็นความมุ่งหวัง เพื่อช่วยเหลือปกป้องสังคม สนับสนุนให้เยาวชนมีโอกาสเท่าเทียมทางการศึกษา ไม่ต้องละทิ้งหรือยุติการศึกษาเพราะขาดแคลนทุนทรัพย์ สร้างเยาวชนให้เป็นคนดีของสังคม มีความรู้ สร้างอนาคตตามที่มุ่งหวังของตนเองและครอบครัว เป็นทรัพยากรมีคุณภาพของสังคม ประเทศชาติ โดยเมื่อเดือนมิถุนายน 2566 ที่ผ่านมา มูลนิธิฯ ได้ดำเนินการมอบทุนฯ แก่เยาวชนในระดับชั้นประถมศึกษาไปแล้ว 1,500 ทุน และในวันพฤหัสบดีที่ 5 ตุลาคม 2566 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง กำหนดลงพื้นที่จังหวัดนครพนม เพื่อมอบทุนการศึกษาในส่วนภูมิภาค (ทุนสัญจร) ให้แก่นักเรียน นิสิต นักศึกษาในพื้นที่จังหวัดนครพนม สกลนคร มุกดาหาร และบึงกาฬ รวม 4 จังหวัด 53 สถาบัน 265 ทุน เป็นลำดับต่อไป รวมงบประมาณการมอบทุนการศึกษาแก่เยาวชน นิสิต นักศึกษา ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ประจำปี 2566 เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 17,870,000 บาท

มข.รวมหมอลำ 24 คณะฉลองครบ 60 ปีจัดงาน’หมอลำเฟสติวัล’ยิ่งใหญ่ที่สุดในอีสาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/758854

มข.รวมหมอลำ 24 คณะฉลองครบ 60 ปีจัดงาน'หมอลำเฟสติวัล'ยิ่งใหญ่ที่สุดในอีสาน

มข.รวมหมอลำ 24 คณะฉลองครบ 60 ปีจัดงาน’หมอลำเฟสติวัล’ยิ่งใหญ่ที่สุดในอีสาน

วันจันทร์ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2566, 14.40 น.

มหาวิทยาลัยขอนแก่น จับมือ ภาคเอกชนฉลองครบ 60 ปี จัดงาน “หมอลำเฟสติวัล” เทศกาลดนตรียิ่งใหญ่ที่สุดในภาคอีสาน “ระเบียบวาทะศิลป์ นกน้อย อุไรพร, บอย-ศิริชัย” ชวนม่วนชื่น 9-11 ตุลาคมนี้! เนื่องในโอกาลที่มหาวิทยาขอนแก่นครบรอบ 60 ปี 

ที่ห้องประชุม Auditorium อุทยานวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น รศ.ดร.นิยม วงศ์พงษ์คำ รองอธิการบดีฝ่ายศิลปวัฒนธรรมและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ มหาวิทยาขอนแก่น เป็นประธานแถลงข่าวการจัดงาน”หมอลำเฟสติวัล” เนื่องในวาระโอกาส 60 ปีมหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยมีนายธีระศักดิ์ ทีฆายุพันธุ์ นายกเทศมนตรีนครขอนแก่น, ว่าที่ร้อยตรี สุมิตรศักดิ์ พลล้ำ ประธานชมรมหมอลำเรื่องต่อกลอน, ดร.ราตรี ศรีวิไล ศิลปินแห่งชาติ และ แม่นกน้อย อุไรพร, บอย ศิริชัย ศิลปินหมอลำ 24 คณะ ร่วมงานอย่างคับคั่ง

รศ.ดร.นิยม วงศ์พงษ์คำ รองอธิการบดีฝ่ายศิปวัฒนธรรมและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ มข.เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยขอนแก่น มีภารกิจที่สำคัญมุ่งเน้นการรณรงค์ส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมและการพัฒนาอุตสาหกรรมวัฒนธรรม ที่เป็นทุนทางวัฒนธรรม เพื่อใช้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ซึ่งหมอลำเป็นหนึ่งในธุรกิจที่สร้างรายได้ให้แก่ประชาชน ชุมชน และประเทศ ซึ่งในขณะนี้ มหาวิทยาลัยขอนแก่น โดย ฝ่ายศิลปวัฒนธรรมและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ได้ดำเนินการส่งเสริมสนับสนุนการแสดงหมอลำให้ศิลปินด้านหมอลำมีพื้นที่นำเสนอคุณค่าของการแสดงศิลปวัฒนธรรมอีสาน ก่อให้เกิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ทางด้านวัฒนธรรมและมีส่วนช่วยผลักดันให้หมอลำเป็น soft power ได้ต่อไปในอนาคต

“เนื่องในวาระโอกาส 60 ปีมหาวิทยาลัยขอนแก่น จึงได้ร่วมกับชมรมหมอลำเรื่องต่อกลอน จัดกิจกรรมเฉลิมฉลองหมอลำเฟสติวัลเนื่องในวาระโอกาส 60 ปี มข. จัดขึ้นในระหว่างวันที่ 9 – 11 ตุลาคม 2566 ณ ริมบึงสีฐานมหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยมีคณะหมอลำเข้าร่วมการจัดงานทั้งสิ้น 24 คณะ”

ด้านนายธีระศักดิ์ ฑีฆายุพันธุ์ นายกเทศมนตรีนครขอนแก่น กล่าวว่า ในนามนายกเทศมนตรีนครขอนแก่น ขอยินดีต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกท่านเข้าสู่นครขอนแก่น ซึ่งถือว่าเป็นศูนย์กลางทางด้านการอนุรักษ์ขนบธรรมเนียม ประเพณีของภาคอีสานอีกทั้งเมืองขอนแก่นเป็นเมืองหมอแคน แดนหมอลำ เชื่อว่าเสน่ห์และความสนุกสนานของการแสดงหมอลำจะดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและประเทศเพื่อนบ้านให้เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพในการรองรับกิจกรรมระดับต้นๆ ของภูมิภาค ในด้านที่พักขอนแก่นมีโรงแรมตั้งแต่ระดับ 5 ดาว จนกระทั่งถึงคอนโดมิเนี่ยม และอพาร์ทเม้นท์ต่างๆ หลายหมื่นห้อง นอกจากนี้ เรายังมีมาตรการอำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยวที่มาร่วมงาน มีระบบการจราจร การรักษาความปลอดภัยที่เข้มแข็ง เพื่อสนับสนุนวิสัยทัศน์ของจังหวัดขอนแก่น ให้เป็น “มหานครน่าอยู่ ศูนย์กลางเศรษฐกิจเชื่อมโยงภูมิภาค”

ด้านร้อยตรี สุมิตรศักดิ์ พลล้ำ ประธานชมรมหมอลำเรื่องต่อกลอน กล่าวว่า ชมรมหมอลำเรื่องต่อกลอน มีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีส่วนสำคัญในการร่วมชื่นชมยินดีเฉลิมฉลองในโอกาสที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นมีวาระโอกาส 60 ปี ซึ่งทุกคณะหมอลำที่มาร่วมการจัดงาน มีจำนวนกว่า 24 คณะ ในนามของประธานชมรมหมอลำเรื่องต่อกลอน อยากส่งเสริมสนับสนุนศิลปินพื้นบ้าน ด้านหมอลำให้มีพื้นที่นำเสนอคุณค่าของการแสดงศิลปวัฒนธรรมอีสานให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น ต้องการจะสร้างคน สร้างงาน และสร้างอาชีพและสร้างรายได้ และตนมองว่าหมอลำเป็นอาชีพที่มั่นคงสร้างจิตสำนึกความภาคภูมิใจกับคนรุ่นใหม่ที่มีใจรักสืบสานหมอลำให้คงอยู่สืบต่อไป – 003

‘บพท.-ธนาคารโลก’ร่วมวิจัย5จังหวัด ปูทางท้องถิ่นดูแลการคลัง-พัฒนาตนเอง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/758681

‘บพท.-ธนาคารโลก’ร่วมวิจัย5จังหวัด ปูทางท้องถิ่นดูแลการคลัง-พัฒนาตนเอง

‘บพท.-ธนาคารโลก’ร่วมวิจัย5จังหวัด ปูทางท้องถิ่นดูแลการคลัง-พัฒนาตนเอง

วันจันทร์ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

“ผลจากการวิจัยเบื้องต้นพบว่า การให้อำนาจและเครื่องมือแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้สามารถระดมทุนได้เองบริหารจัดการงบประมาณได้เอง และสามารถตัดสินใจร่วมมือกับเอกชนได้เอง โดยมีกลไกติดตามประเมินผลคอยกำกับตรวจสอบใกล้ชิด จะทำให้เมืองรองมีความเข้มแข็งขึ้นช่วยเสริมพลังในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ตอบสนองต่อความต้องการในพื้นที่ได้อย่างตรงจุด มีคุณภาพ และมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังจะช่วยสร้างแหล่งงานดูดซับกำลังแรงงานในพื้นที่ ยกระดับรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิตแก่คนในพื้นที่”

ดร.ปุ่น เที่ยงบูรณธรรม รองผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) เปิดเผยเมื่อเร็วๆ นี้ ถึงรายละเอียดผลการวิจัยแนวทางการยกระดับเมืองรองใน 5 จังหวัดนำร่อง ซึ่งประกอบด้วยเชียงใหม่ นครสวรรค์ ขอนแก่น ระยองและภูเก็ต ซึ่ง บพท.และมหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้บรรลุความร่วมมือกับธนาคารโลก (World Bank) ในการศึกษาวิจัยแสวงหาแนวทางการยกระดับเมืองรอง เพื่อเสริมพลังการกระตุ้นความเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ ยกระดับคุณภาพชีวิต และลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำ

ขณะที่ ฟาบริซิโอ ซาร์โคเน ผู้จัดการธนาคารโลกประจำประเทศไทย กล่าวถึงผลการวิจัยที่พบว่า การพัฒนาระบบการคลังท้องถิ่น โดยอำนวยความสะดวกให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) มีขีดความสามารถในการระดมทุนได้เอง เพื่อนำไปสู่การพึ่งพาตนเองนั้นจำเป็นอย่างยิ่งต่อการยกระดับเมืองรอง ทำให้ อปท. กำหนดแผนงานโครงการ ตามความต้องการของท้องถิ่นได้อย่างตรงจุด

โดยพบว่า โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่ อปท. ควรพิจารณาดำเนินการ น่าจะเป็นโครงการที่เกี่ยวเนื่องกับโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคม ด้านการบริการสาธารณะพลังงานทดแทน และการจัดการขยะ ที่มีความสอดคล้องกับบริบทสากลด้านสิ่งแวดล้อมเขียว ทั้งในมิติ BCG (Bio CircularGreen) หรือ ESG (Environmental Social Governance)

“การปลดล็อกเงื่อนไขอุปสรรคของการพัฒนาพื้นที่ โดยเสริมพลังให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการระดมทุนได้เอง และมีช่องทางหารายได้ของตัวเอง จะเพิ่มศักยภาพการพัฒนาพื้นที่ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นครอบคลุมทั้งการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น เพื่อการพัฒนาพื้นที่ รวมไปถึงการสร้างงานให้แก่คนในพื้นที่” ผู้จัดการธนาคารโลกประจำประเทศไทย กล่าว

ด้าน แพตริเซีย มงคลวนิช ผู้อำนวยการ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง (สบน.) กล่าวว่าเมืองรอง มีบทบาทอย่างสำคัญในการช่วยขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจ บรรเทาความยากจนในชนบท โดยกระทรวงการคลังจะนำข้อค้นพบจากงานวิจัยไปใช้เป็นแนวทางการให้การสนับสนุนการเติบโตของเมืองต้นแบบ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน ตลอดจนผู้ประกอบการในพื้นที่

“การสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดมทุนด้วยตัวเอง และบริหารจัดการงบประมาณตามแผนงานโครงการของตัวเอง ไม่เพียงเป็นประโยชน์ในเชิงคุณภาพ ประสิทธิภาพของการพัฒนาพื้นที่ แต่ยังมีส่วนช่วยลดการพึ่งพางบประมาณจากรัฐบาลส่วนกลาง ช่วยลดภาระของฐานะการคลังรัฐบาลลงได้มาก” ผู้อำนวยการ สบน. กล่าว

สารสกัดจาก’เมล็ดงาม้อน’ต้านอักเสบ-ป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/758684

สารสกัดจาก’เมล็ดงาม้อน’ต้านอักเสบ-ป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่

สารสกัดจาก’เมล็ดงาม้อน’ต้านอักเสบ-ป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่

วันจันทร์ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

“เมล็ดงาม้อน (Perilla seed)” ในแวดวงอาหาร ปัจจุบันนิยมใช้เป็นส่วนประกอบสำคัญของ“ซูเปอร์ฟู้ด (Superfood)” เพื่อสุขภาพที่หลากหลายจุดเด่นที่ทำให้ผู้บริโภคยกนิ้วให้ ได้แก่ สารสำคัญซึ่งอุดมไปด้วยกรดไขมันที่ช่วยบำรุงสมอง และต้านอนุมูลอิสระ ล่าสุดถือเป็น “ครั้งแรกในประเทศไทย” จาก “งานวิจัยคุณภาพ” ได้ทำให้เมล็ดงาม้อน “เพิ่มค่า” ทั้งในด้านการแพทย์ และการเกษตร จากการค้นพบฤทธิ์ต้านอักเสบก่อมะเร็งลำไส้ใหญ่

รศ.ดร.เอกราช เกตวัลห์ รองผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม สถาบันโภชนาการมหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะหัวหน้าโครงการ “ทดสอบประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์น้ำมันสกัดจากเมล็ดงาม้อนในการป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่เกิดลำไส้อักเสบในหนูทดลอง” ด้วยทุนสนับสนุนจาก สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. ภายใต้โครงการ การบริหารจัดการเพื่อพัฒนา RAINS for Thailand Food Valley ภาคกลาง โดยมหาวิทยาลัยมหิดล : เกษตรกรรมไทยเพื่อความมั่นคงด้านโภชนาการและสุขภาพ

รศ.ดร.เอกราช เล่าที่มาของงานวิจัยว่า เกิดจากการตระหนักถึงสาเหตุของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ ซึ่งทำให้ประชากรไทยและทั่วโลกเสียชีวิตในอันดับต้นๆ สาเหตุสำคัญเกิดจากท้องผูกเรื้อรังทำให้เกิดการอักเสบของลำไส้จนเกิดการเปลี่ยนสภาพส่งผลให้แบคทีเรียที่เกาะติดผนังลำไส้ขาดสมดุล เกิดเนื้องอกจนกลายเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์น้ำมันเมล็ดงาม้อนสกัดด้วยกรรมวิธีสกัดเย็นจากโครงการวิจัย ได้นำไปสู่การค้นพบครั้งแรกในห้องปฏิบัติการที่ว่า น้ำมันสกัดจากเมล็ดงาม้อนมีฤทธิ์ “ต้านอนุมูลอิสระ” จากสารสำคัญต่างๆ

เช่น โทโคเฟอรอล (Tocopherol)โพลีฟีนอล (Polyphenol) และยังอุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมกา” (Omega) ถึง 3 ชนิดได้แก่ 3, 6, 9 ในสัดส่วนที่ดีต่อสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Omega 3 ที่มีสูงที่สุดในแหล่งที่มาจากพืช ซึ่งเมื่อนำมาทดสอบกับหนูทดลองที่ได้รับการเหนี่ยวนำให้เกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่พบว่าสามารถลดการอักเสบ “ปรับสมดุลของแบคทีเรียในลำไส้ เสริมสร้างความแข็งแรงของผนังลำไส้ ป้องกันการเกิดก้อนเนื้องอก ในลำไส้ใหญ่ ก่อนลุกลามกลายเป็นมะเร็ง

นอกจากประโยชน์ทางการแพทย์แล้ว ยังส่งผลดีต่อภาคเกษตรของชาติ เนื่องจากงาม้อนมากด้วยคุณประโยชน์ จึงอาจทำให้เกิดความยั่งยืนด้วยการพัฒนาสู่การเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศได้ต่อไปในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริเวณพื้นที่ทางภาคเหนือของประเทศไทย ซึ่งปลูกงาม้อนได้ผลดี คาดว่าในอีกประมาณ 1-2 ปีข้างหน้า จะได้ร่วมกับภาคเอกชนพัฒนาสู่ผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารประเภท “น้ำมันแคปซูล” และอาหารประเภทอื่นๆ ที่ตอบโจทย์คนใส่ใจเรื่องสุขภาพ

“วิธีบริโภคงาม้อนอย่างไรให้ได้ประโยชน์ หากอยู่ในรูปของเมล็ดจะมีโปรตีนและแร่ธาตุเป็นองค์ประกอบอยู่ด้วย สามารถบริโภคเพื่อสุขภาพประมาณ 3-5 ช้อนโต๊ะต่อวัน แต่หากอยู่ในรูปของน้ำมันควรรับประทานประมาณ 2-3ช้อนโต๊ะต่อวัน เป็นปริมาณที่เหมาะสม ไม่ควรรับปริมาณมากเกินไป เนื่องจากอาจเกิดการสะสมของไขมันและพลังงานเช่นเดียวกับน้ำมันชนิดอื่นๆ” รศ.ดร.เอกราช กล่าว