ปลัด มท.นำข้าราชการแสดงพลังความรู้รักสามัคคี เนื่องในวันพระราชทานธงชาติไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/759509

ปลัด มท.นำข้าราชการแสดงพลังความรู้รักสามัคคี เนื่องในวันพระราชทานธงชาติไทย

ปลัด มท.นำข้าราชการแสดงพลังความรู้รักสามัคคี เนื่องในวันพระราชทานธงชาติไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2566, 12.34 น.

ปลัดมหาดไทยนำข้าราชการแสดงพลังความรู้รักสามัคคี ร่วมขับร้องเพลงชาติไทย เนื่องในวันพระราชทานธงชาติไทย 28 กันยายน 2566 เน้นย้ำ คนมหาดไทยต้องเป็นผู้นำบูรณาการภาคีเครือข่ายเพื่อสร้างพลังแห่งความสามัคคี เทิดทูนไว้ซึ่งสถาบันหลักของชาติ ดังความหมายของ “ธงไตรรงค์” เพื่อความสุขของพี่น้องประชาชน และความมั่นคงสถาพรของประเทศชาติอย่างยั่งยืน

วันนี้ (28 ก.ย.66) เวลา 08.00 น.ที่ศาลาว่าการกระทรวงมหาดไทย นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานกิจกรรมเคารพธงชาติและร้องเพลงชาติไทย เนื่องในวันพระราชทานธงชาติไทย 28 กันยายน 2566 ของสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย โดยมี นายสมคิด จันทมฤก รองปลัดกระทรวงมหาดไทย นายคมสัน เจริญอาจ รองหัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย นายอำพล พงศ์สุวรรณ นายสุภกิณห์ แวงชิน ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย นางสาวโรชา นันทมนตรี ผู้ช่วยปลัดกระทรวงมหาดไทย ผู้อำนวยการสำนัก ศูนย์ กอง ผู้เชี่ยวชาญ ผู้อำนวยการกลุ่มงาน ข้าราชการ พนักงานราชการ เจ้าหน้าที่ ในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย และสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน กระทรวงมหาดไทย ร่วมพิธีเคารพธงชาติและร้องเพลงชาติไทย เนื่องในวันพระราชทานธงชาติไทย วันที่ 28 กันยายน 2566 ของสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย

เมื่อสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยให้สัญญาณเคารพธงชาติ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย สั่งแถวข้าราชการและเจ้าหน้าที่ยืนตรง จากนั้นสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน กระทรวงมหาดไทย เป็นผู้ทำหน้าที่ชักธง เชิญธงชาติซึ่งพับเรียบร้อยวางบนพาน ผูกติดกับสายเชือกทางด้านขวาของผู้ชักธง โดยคลี่ธงออกเต็มผืน แล้วดึงเชือกให้ธงขึ้นช้า ๆ ด้วยความสม่ำเสมอ ผู้ร่วมพิธีร่วมร้องเพลงชาติไทยอย่างกึกก้อง ด้วยความภาคภูมิใจในความเป็นชาติไทย จนธงชาติถูกชักถึงสุดยอดเสาธง

โอกาสนี้ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้พบปะและมอบแนวทางการทำงานให้แก่ข้าราชการ พนักงาน และเจ้าหน้าที่ โดยกล่าวว่า นับเนื่องย้อนไปเมื่อ 107 ปีก่อน คือ วันที่ 13 กันยายน 2459 อันเป็นปฐมเหตุของการใช้ธงไตรรงค์เป็นธงชาติไทยมีความเกี่ยวข้องกับพวกเราชาวกระทรวงมหาดไทยโดยตรง สืบเนื่องจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินเมืองอุทัยธานี ที่มีพระยาพิไชยสุนทร (ทอง จันทรางศุ) เป็นผู้ว่าราชการเมืองอุทัยธานี พสกนิกรต่างยินดีปรีดาร่วมกันในการประดับธงช้าง ซึ่งเป็นธงชาติในยุคนั้น แต่เนื่องจากธงช้างหายาก มีราคาแพง และต้องสั่งซื้อจากต่างประเทศ ผู้คนจึงประดับธงช้างเท่าที่มีอยู่ และใช้ผ้าพื้นสีแดงขาว ประดับและจับจีบผ้าทั่วบริเวณ โดยทรงทอดพระเนตรพบว่า บ้านบางหลังมีการประดับธงช้างสลับกลับด้าน คือ ช้างนอนหงายปลายเท้าชี้ฟ้า ทำให้เมื่อพระองค์เสด็จนิวัติพระนครจึงทรงมีแรงบันดาลพระทัยในการปรับเปลี่ยนรูปแบบธงชาติ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ประกาศใช้ พระราชบัญญัติธง พระพุทธศักราช 2460 และพระราชทานธงชาติไทยให้มีลักษณะเป็นแถบสีเพื่อไม่ให้มีหัวมีท้าย หรือเรียกว่า “ธงไตรรงค์” มี 3 สี คือ “สีแดง” หมายถึง ชาติและเลือดเนื้อเชื้อไขของคนในชาติ นั่นคือ ประชาชน “สีขาว” หมายถึง ศาสนา และ “สีน้ำเงิน” หมายถึง พระมหากษัตริย์ ในวันที่ 28 กันยายน 2460

“หากเรานำสัดส่วนขนาดแถบธงชาติมารวมสีทั้ง 3 สี จะเห็นได้ว่า ทั้ง 3 สีมีขนาดเท่ากัน เพราะส่วนใดส่วนหนึ่งจะขาดไม่ได้ ต้องอยู่ด้วยกัน เป็นสถาบันหลักของประเทศ อันสะท้อนถึงการที่เราทุกคนต้องช่วยกันทำให้ประเทศชาติมีความมั่นคง เพราะเรื่องที่สำคัญ คือ ประเทศไทยของเราเป็นประเทศที่มีภัยคุกคามมาโดยตลอด เมื่อเราเท้าความไปในประวัติศาสตร์ความเป็นชาติซึ่งแม้ว่าทุกคนจะมีความเชื่อหรือค้นพบด้วยงานวิชาการที่แตกต่างกันไป แต่หากเรานับเนื่องตั้งแต่ยุคกรุงสุโขทัย กรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี จนถึงถึงกรุงรัตนโกสินทร์ เราจะเห็นว่า ภัยคุกคามประเทศล้วนเกิดจากข้าศึกอริราชศัตรูจากภายนอก ทั้งลัทธิล่าอาณานิคม การทำสงครามยึดครองแผ่นดิน สงครามเย็น หรือการต่อสู้เพื่อนำเอาลัทธิทางการปกครองคอมมิวนิสต์มาใช้ในประเทศ ซึ่งทั้งหลายทั้งปวง สะท้อนสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ “ความรักสามัคคี” เพราะประวัติศาสตร์ทุกยุคทุกสมัย บ้านเมืองเราเสียอิสรภาพ เสียเอกราช ไม่มีความมั่นคง มีเหตุสำคัญจากความรักสามัคคีของคนในชาติลดน้อยถอยลง บางยุคแตกแยก กรุงศรีอยุธยาเสียกรุงครั้งที่ 2 ก็เพราะคนไทยเป็นไส้ศึก เปิดประตูเมือง ดังนั้น ประเทศชาติที่เปรียบเสมือนเหล็กที่มีความแข็งแกร่งก็ล้วนจะถูกตัด ถูกทำให้เสียหายได้ด้วยเพราะสนิมของเนื้อในเหล็กทำให้เหล็กผุกร่อนทั้งสิ้น สิ่งเหล่านี้จึงเป็นคติเตือนใจที่สำคัญที่ทำให้พวกเราทุกคนต้องมารวมพลังแสดงออกซึ่งความรู้รักสามัคคีเนื่องในวันพระราชทานธงชาติไทยในวันนี้ คือ การรำลึกนึกถึงความสำคัญของการมีธงชาติ ให้เราได้ช่วยกันรำลึกความหมายอันลึกซึ้งว่า ประเทศชาติจะมั่นคงเป็นปึกแผ่นเหมือนธงไตรรงค์ที่ไม่ขาด ไม่วิ่น และมีสีอันสำคัญหมายถึงสถาบันหลักโดยรวม จะยังคงมีความมั่นคงอยู่ได้ จะต้องอาศัยความรักความสามัคคีและความตื่นตัวช่วยกันต่อสู้เพื่อรักษาเอกราชความเป็นไทยของพวกเราให้คงอยู่ได้สถาพร” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวเน้นย้ำ

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า พี่น้องชาวมหาดไทยทุกคนมีส่วนสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ในการเป็นผู้นำที่จะช่วยนำเอาความรักสามัคคีให้กำเนิดเกิดขึ้นในสังคม เริ่มที่ครอบครัวของพวกเรา และสมาชิกในหมู่บ้าน/ชุมชน เพื่อสร้างความรัก ความสามัคคี และความสุขให้กับพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะในปีที่ผ่านมา เราได้ดำเนินการขับเคลื่อนการสร้างความสุขดังกล่าว ผ่านโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งหมู่บ้านยั่งยืน (Sustainable Village) ตามแนวพระดำริของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ที่พระองค์ได้พระราชทานหนังสือ Sustainable City ให้แก่ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน และประธานชมรมแม่บ้านพัฒนาชุมชน และทรงตรัสว่า “หน้าที่ของคนมหาดไทยคือการทำให้เกิด Sustainable Village” ซึ่งกระทรวงมหาดไทย ได้ขับเคลื่อนนำร่องทั้ง 878 อำเภอ โดยคัดเลือกหมู่บ้านที่มีผลการพัฒนาน้อยที่สุดตามหลักเกณฑ์ของทางราชการ ตำบลละ 1 หมู่บ้าน รวม 7,255 หมู่บ้าน

“คำว่าหมู่บ้านยั่งยืนมีตัวชี้วัด (KPIs) ที่สำคัญ คือ ความรักสามัคคี และการมีจิตอาสา ชาวบ้านในหมู่บ้านมีการพบปะ พูดคุย ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมรับประโยชน์ มีการปลูกพืชผักสวนครัวสร้างความมั่นคงด้านอาหารตามแนวพระราชดำริสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อันเป็นการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ในการ “พึ่งพาตนเอง” ให้เกิดเป็นวิถีชีวิต รวมทั้งช่วยกันดูแลสิ่งแวดล้อมให้เป็นสิ่งแวดล้อมที่ดีและเหมาะกับการใช้ชีวิตของผู้คน มีความสะอาด มีพื้นที่สีเขียว และช่วยลดภาวะโลกร้อนด้วยการคัดแยกขยะ ทำถังขยะเปียกลดโลกร้อนในระบบปิด ช่วยลดกลิ่นเหม็นเน่าที่จะลอยขึ้นสู่อากาศก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจก ให้กลายเป็นปุ๋ยหมัก เพราะในแต่ละวัน เราทุกคนสร้างก๊าซเสียประมาณวันละ 0.25 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า/คน ซึ่งในอนาคตตามข้อตกลงของประเทศสมาชิกองค์การสหประชาชาติ (UN) จะกำหนดตัวชี้วัดของโลกว่า ถ้าใครทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจก ต้องมีกิจกรรมทดแทน เช่น การปลูกป่า การสร้างพื้นที่สีเขียวทดแทนเพื่อคำนวณออกมาเป็นการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก ถ้าจำนวนเท่ากันพอดีก็สามารถประกอบกิจการต่อได้เป็นปกติ แต่หากถ้าปริมาณคาร์บอนเครดิตมีน้อยกว่าก๊าซเสียที่ปล่อยสู่อากาศ ก็จะต้องเสียเงินให้กับคนที่ช่วยลดการปลดปล่อย ทั้งนี้จากการนำร่องจัดทำถังขยะเปียกลดโลกร้อนประจำครัวเรือนเป้าหมายทุกครัวเรือนใน 4 จังหวัดแรก คือ จังหวัดลำพูน จังหวัดเลย จังหวัดสมุทรสงคราม และจังหวัดอำนาจเจริญ กระทรวงมหาดไทยได้ร่วมกับคณะผู้ทวนสอบภายนอกทำการเก็บข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์ หรือปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาจากถังขยะเปียกลดโลกร้อน สามารถรับรองได้ จำนวน 3,140 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า โดยธนาคารกสิกรไทย (KBANK) ในฐานะผู้ทำให้เกิดก๊าซเสียลอยสู่ชั้นบรรยากาศจากการทำธุรกิจ เช่น มีการเปิดแอร์ ใช้รถยนต์ เปิดไฟ จึงแสดงตนเป็นผู้มาซื้อคาร์บอนเครดิตที่ราคา 260 บาท/ตันคาร์บอนเครดิต รวมเป็นเงิน 816,400 บาท กลับคืนสู่ประชาชนในท้องถิ่นของทั้ง 4 จังหวัดนำร่อง โดยคุณกีต้า ซับบระวาล (Mrs.Gita Sabharwal) ผู้ประสานงานสหประชาชาติประจำประเทศไทย ซึ่งมาร่วมในงานดังกล่าวด้วย ได้แสดงความชื่นชมยินดีกับความสำเร็จของประเทศไทยภายใต้การนำของกระทรวงมหาดไทยและแสดงจุดยืนการเป็นภาคีเครือข่ายที่แน่นแฟ้นในการร่วมสร้างสรรค์สิ่งที่ดีเช่นนี้กับประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง และล่าสุดก็เป็นเรื่องที่น่ายินดีว่า เมื่อวันที่ 26 กันยายนที่ผ่านมา คณะกรรมการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (TGO) ที่มีนายวิจารย์ สิมาฉายา เป็นประธานกรรมการ ได้รับรองปริมาณคาร์บอนเครดิตจากการใช้ถังขยะเปียกลดโลกร้อนประจำครัวเรือนใน 22 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดชลบุรี ราชบุรี ลำพูน ยโสธร พะเยา มุกดาหาร สมุทรสงคราม นครพนม ร้อยเอ็ด เลย ศรีสะเกษ มหาสารคาม สกลนคร อำนาจเจริญ กาฬสินธุ์ อุบลราชธานี นราธิวาส เชียงราย อุตรดิตถ์ นครศรีธรรมราช อุดรธานี และจังหวัดพิษณุโลก รวมกว่า 4.6 ล้านครัวเรือน สามารถรับรองจำนวน 85,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งหากคิดจากราคารับซื้อเดิมจะสามารถคิดเป็นเงินกว่า 22 ล้านบาทกลับคืนสู่ชุมชนในแต่ละท้องถิ่นเพื่อพัฒนาสร้างพื้นที่สีเขียว สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชน นอกจากนี้หมู่บ้านยั่งยืนยังมีองค์ประกอบสำคัญ ทั้งเรื่องยาเสพติด การถ่ายทอดสิ่งที่ดีจากรุ่นสู่รุ่น ศิลปวัฒนธรรม ประเพณี ธรรมเนียม การทำบุญใส่บาตร หรือกิจกรรมทางศาสนาตามศาสนา มีการรวมกลุ่มเป็นกลุ่มบ้าน หย่อมบ้าน ป๊อกบ้าน เพื่อช่วยกันดูแลคนที่อ่อนแอกว่าและมีการพูดคุยเพื่อสร้างความรักความสามัคคีอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวเพิ่มเติม

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอขอบคุณข้าราชการสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทยทุกคนที่ได้มาร่วมกันแสดงเจตนารมณ์อันมุ่งมั่นแน่วแน่ในการแสดงออกซึ่งความรักชาติ รักประเทศไทย รักและเทิดทูนไว้ซึ่งสถาบันหลักของชาติร่วมกับพี่น้องข้าราชการในทุกส่วนราชการ ทุกจังหวัด ทุกอำเภอ ทุกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึงพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคนทั่วประเทศในวันนี้ ภายใต้สัญลักษณ์เดียวกัน นั่นคือ “ธงไตรรงค์” ที่เรามาร่วมชุมนุมสโมสรโดยพร้อมเพรียงกันน้อมรำลึกว่า “ธงไตรรงค์ ไม่ใช่ผืนผ้าที่มี 3 สี 5 แถบ แต่เป็น 6 แถบ เพราะแถบสีน้ำเงินติดกันจึงกลายเป็นแถบใหญ่ อันมีนัยหมายถึงล้นเกล้าฯ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระผู้พระราชทานกำเนิดธงชาติไทย และขอให้ชาวมหาดไทยทุกคนได้มีใจรุกรบ ลุกขึ้นมาเป็นโซ่ข้อกลางในการหลอมรวมพลัง ร้อยรวมใจ ดึงเอาภาคีเครือข่ายพี่น้องทุกภาคส่วน ทั้งภาคราชการ ภาคผู้นำศาสนา ภาควิชาการ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ภาคประชาชน และภาคสื่อสารมวลชน ทั้ง 7 ภาคีเครือข่าย ลงพื้นที่โน้มตัวลงไปหาประชาชน ทำงานให้รองเท้าสึกก่อนกางเกงขาด ช่วยกันเสริมสร้างความรัก ความสามัคคี สิ่งที่ดีงาม Change for Good สร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีให้เกิดขึ้นในสังคม สนองพระราชปณิธานแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทำให้ “ประเทศชาติมั่นคง ประชาชนมีความสุข แก้ไขในสิ่งผิด สืบสานในพระราชปณิธาน ภายใต้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” อันจะยังผลทำให้ประชาชนคนในชาติมีความสุขที่ยั่งยืน ประเทศชาติมีความมั่นคงสถาพรตลอดไป

– 006

มมส ร่วมกับ วช. มอบชุดนวัตกรรม ผลิตข้าวฮางงอกให้โรงเรียนในพื้นที่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/759363

มมส ร่วมกับ วช. มอบชุดนวัตกรรม ผลิตข้าวฮางงอกให้โรงเรียนในพื้นที่

มมส ร่วมกับ วช. มอบชุดนวัตกรรม ผลิตข้าวฮางงอกให้โรงเรียนในพื้นที่

วันพฤหัสบดี ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส) ร่วมกับ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดพิธีส่งมอบนวัตกรรมในโครงการพัฒนากระบวนการผลิตข้าวฮางงอกด้วยวิจัยและนวัตกรรมเพื่อยกระดับคุณภาพผลผลิตทางการเกษตรอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นโครงการในกิจกรรมส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรม ภายใต้โครงการจัดการความรู้การวิจัยและถ่ายทอดเพื่อการใช้ประโยชน์ ประจำปี 2565 โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วยรศ.ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม, ศ.ดร. อนงค์ฤทธิ์ แข็งแรง รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน วิจัย และนวัตกรรม และนางเฉลิมขวัญ หล่อตระกูล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาฬสินธุ์  ร่วมพิธีส่งมอบณ โรงเรียนนาเชือกวิทยาคม อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์

รศ.ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดี มมส กล่าวว่า การสร้างนวัตกรรมเกี่ยวกับการแปรรูป ข้าวฮางงอก ซึ่งถือเป็นชุดองค์ความรู้ที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งของมหาวิทยาลัย เพราะสามารถยกระดับการผลิตจากวิธีการเดิม ตามภูมิปัญญาชาวบ้าน พัฒนาด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่จนเป็นที่ยอมรับว่าช่วยให้กระบวนการผลิตจากเดิมที่มีความยุ่งยากและใช้เวลานาน สามารถผลิตต่อรอบได้สั้นลงโดยลดเวลาจากเดิม 7 วัน เหลือเพียง 2 วัน โดยชุดอุปกรณ์ประกอบด้วยชุดอุปกรณ์ล้างข้าวเปลือก ชุดอุปกรณ์เร่งการแช่และเพาะงอกข้าวเปลือกชุดอุปกรณ์นึ่งข้าวเปลือก ชุดอุปกรณอบแห้งอินฟราเรดแบบถังหมุนโดยเป็นผลงานที่ได้รับรางวัลการันตีจากเวทีการประกวดสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมทั้งในระดับชาติและนานาชาติหลายรางวัล ชุดนวัตกรรมดังกล่าวช่วยลดต้นทุนและเพิ่มส่วนกำไรสุทธิได้ถึง 17.6 เท่าเทียบกับการจำหน่ายเป็นข้าวสารขาว ทำให้กลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ได้รับประโยชน์จากการใช้งานนวัตกรรมได้เป็นอย่างดีในทุกมิติทั้ง มิติด้านการยกระดับกระบวนการผลิตตามโมเดลเศรษฐกิจบีซีจี (BCG Model) มิติทางสังคมและเศรษฐกิจ และการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน

รศ.ดร.ประยุกต์ กล่าวต่อไปว่าสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) มอบหมาย ให้ มมส ดำเนินโครงการพัฒนากระบวนการผลิตข้าวฮางงอกด้วยวิจัยและนวัตกรรมเพื่อยกระดับคุณภาพผลผลิตทางการเกษตรอย่างยั่งยืน ภายใต้โครงการจัดการความรู้การวิจัยและถ่ายทอดเพื่อการใช้ประโยชน์ ประจำปี 2565 โดยมี รศ.ดร.สุพรรณ ยั่งยืน คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เป็นหัวหน้าโครงการ เพื่อพัฒนานวัตกรรมเพื่อยกระดับกระบวนการผลิตข้าวฮางงอกแบบดั้งเดิมด้วยวิจัยและนวัตกรรมเพื่อช่วยลดเวลา แรงงาน และต้นทุนการผลิต ของกลุ่มผู้ผลิตในพื้นที่เป้าหมายในพื้นที่ 2 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดศรีสะเกษและจังหวัดกาฬสินธุ์

ม.ศรีปทุม ร่วมสัมมนาเยาวชนต้นแบบ จัดโดย กมธ.อุดมศึกษาฯ วุฒิสภา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/759359

ม.ศรีปทุม ร่วมสัมมนาเยาวชนต้นแบบ จัดโดย กมธ.อุดมศึกษาฯ วุฒิสภา

ม.ศรีปทุม ร่วมสัมมนาเยาวชนต้นแบบ จัดโดย กมธ.อุดมศึกษาฯ วุฒิสภา

วันพฤหัสบดี ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

อาจารย์อาทิตย์ เสาธงใหญ่ ผู้อำนวยการศูนย์กิจกรรมพัฒนานักศึกษาและชุมชนสัมพันธ์ กลุ่มงานกิจการนักศึกษา และนางสาวรุ่งฤดี ขอร่มกลาง นายกสโมสรนักศึกษา พร้อมด้วยตัวแทนนักศึกษา เป็นผู้แทนมหาวิทยาลัย เข้าร่วมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “การสร้างบุคลากรและเยาวชนต้นแบบ เพื่อการขับเคลื่อนนวัตกรรมทางปัญญา สร้างสังคม รู้ รัก สามัคคีมีสันติสุขยั่งยืน” โครงการภายใต้การดำเนินงานของ คณะกรรมาธิการการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม วุฒิสภา ที่มี พล.อ.อ.ประจินจั่นตอง เป็นประธาน ที่โรงเรียนเสนาธิการทหารบก ถนนพระรามที่ 5 แขวงถนนนครไชยศรี เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร

โครงการดังกล่าวจัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างบุคลากรหรือเยาวชนต้นแบบ ผ่านการเรียนรู้และกิจกรรมการอบรมนวัตกรรมทางปัญญาภายใต้กรอบแนวคิด “STAR STEMS” ซึ่งเป็นการจัดการเรียนรู้แบบแก้ปัญหาด้วยสถานการณ์จริง ให้เกิดความรู้ รัก สามัคคี และภูมิใจในชาติ นอกจากนั้น เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาได้นำแนวคิดที่ได้รับจากการสัมมนาไปสู่การขยายผลหรือจัดทำโครงการที่เกิดประโยชน์แก่สถานศึกษาหรือชุมซนในพื้นที่ของตนต่อไปอย่างยั่งยืนต่อไป

จุฬาฯ เปิดแหล่งเรียนรู้สู้โลกเดือด ชูนวัตกรรมกล้าไม้อัตรารอดสูง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/759364

จุฬาฯ เปิดแหล่งเรียนรู้สู้โลกเดือด ชูนวัตกรรมกล้าไม้อัตรารอดสูง

จุฬาฯ เปิดแหล่งเรียนรู้สู้โลกเดือด ชูนวัตกรรมกล้าไม้อัตรารอดสูง

วันพฤหัสบดี ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมแก้ปัญหาสถานการณ์ภาวะโลกเดือด จัดนิทรรศการ “พิพิธภัณฑ์พืชมีชีวิต (Living Plant Museum)” ณ อาคารเรือนกระจก ภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ  โดยมี ศ.ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดีจุฬาฯ และผู้บริหาร จุฬาฯ รศ.ดร.ธนัฏฐ์คุณ มงคลอัศวรัตน์ นายกสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ นายกัมพล
ตันสัจจา ประธานสวนนงนุช พัทยา นางนันทวรรณชยา ภาจิตประพันธ์ ประธานบริษัท เฮิร์บฟอร์ยู จำกัด บริษัท เวิร์ดกรีน พลัส จำกัด และ นายธนาธิป ศิษย์ประเสริฐ ผู้แทนบริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ร่วมเปิดนิทรรศการครั้งนี้

ศ.ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดีจุฬาฯ กล่าวว่า จุฬาฯ ประกาศเจตนารมณ์ มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน ภายในปี ค.ศ.2040 และมีเป้าหมายปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี ค.ศ.2050 โดยหนึ่งในกลยุทธ์ที่ทำมาอย่างต่อเนื่องนั่นคือการนำงานวิจัยและนวัตกรรมของจุฬาฯ มาสร้างการเปลี่ยนแปลงทางสังคมให้พร้อมเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำ เราให้ความสำคัญกับการพัฒนาพื้นที่สีเขียวในเขตเมืองและฟื้นฟูระบบนิเวศป่าไม้ ซึ่งคณาจารย์และนักวิจัยจากภาควิชาพฤกษศาสตร์ และภาคีเครือข่ายกำลังเร่งขับเคลื่อนบ่มเพาะองค์ความรู้ใหม่ รวมถึงงานวิจัยและนวัตกรรมให้ทันรับมือกับสภาวะโลกเดือดตามที่สหประชาชาติได้ประกาศไว้ ซึ่งเราได้รวบรวมองค์ความรู้นี้ไว้ในพิพิธภัณฑ์พืชมีชีวิต หรือ Living Plant Museum ที่ต่อไปจะเป็นแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตของคนไทย เป็น Living Lab ให้รู้เท่าทันโลก เพื่อรับมือกับทุกสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น และหาทางออกที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ให้กับปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมโลกได้ต่อไป

รศ.ดร.สีหนาท ประสงค์สุข หัวหน้าภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า พิพิธภัณฑ์พืชมีชีวิตแห่งนี้ ถือเป็นแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตของนิสิตจุฬาฯ การวิจัยพืชในระบบควบคุมอุณหภูมิ (evaporative cooling system) และจัดแสดงนิทรรศการถาวรนําเสนอข้อมูลความหลากหลายและวิวัฒนาการของพืชในรูปแบบที่พืชยังมีชีวิต มีพรรณไม้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ไม่ตํ่ากว่า 200 ชนิด ภายในอาคารเรือนกระจก พื้นที่ 464 ตารางเมตรจัดแสดง 6 รูปแบบ ประกอบด้วยนิทรรศการความหลากหลายของพืชในป่าดิบชื้นหรือป่าฝนเขตร้อน พืชทนแล้งพืชน้ำ พืชกลุ่มเทอริโดไฟต์ กลุ่มพืชเมล็ดเปลือย และวิวัฒนาการของพืชดอกโดยมุ่งหวังให้เป็นองค์ความรู้ใหม่และนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม

“ล่าสุด มีนวัตกรรมกล้าไม้อัตรารอดสูง ผลงานวิจัยของ ผศ.จิตรตรา เพียภูเขียว อาจารย์ประจำภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ และได้ถ่ายทอดองค์ความรู้และขยายผลไปยังพื้นที่ป่าชุมชนจังหวัดสระบุรีกว่า 3,000 ไร่ และในพื้นที่อีก 7 จังหวัด และเมื่อเติบโตเป็นไม้ใหญ่แล้วจะเกิดเห็ดป่า อาทิ เห็ดเผาะ เห็ดระโงก เห็ดไคล เห็ดน้ำหมาก เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจเป็นแรงจูงใจให้คนในชุมชนร่วมกันอนุรักษ์ป่าชุมชนไว้อย่างยั่งยืน” รศ.ดร.สีหนาทกล่าว

นอกจากนิทรรศการแล้ว ยังมีการจัดกิจกรรมได้แก่ กิจกรรมการพัฒนาที่ยั่งยืน “โครงการปลูกต้นกล้าสู้โลกเดือด” เตรียมต้นกล้าไม้ยางนาจากผลงานวิจัยที่มีอัตราการรอดสูงนำไปปลูกในชุมชนจำนวน 107 ต้น กิจกรรมปลูก “ต้นราชพฤกษ์อวกาศ” ในโครงการ Asian Herb in Spa

สหพัฒน์ทำสติ๊กเกอร์สร้างกำลังใจ เด็กร่วมติวสดออนไลน์ต้นต.ค.นี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/759358

สหพัฒน์ทำสติ๊กเกอร์สร้างกำลังใจ  เด็กร่วมติวสดออนไลน์ต้นต.ค.นี้

สหพัฒน์ทำสติ๊กเกอร์สร้างกำลังใจ เด็กร่วมติวสดออนไลน์ต้นต.ค.นี้

วันพฤหัสบดี ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นางชัยลดา ตันติเวชกุล รองกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ได้จัดทำสติ๊กเกอร์เสริมสร้างกำลังใจและช่วยกระตุ้นให้นักเรียนที่ลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรมติวสดออนไลน์ 6 วันติด ระหว่างวันที่ 2-7 ตุลาคมนี้ ซึ่งสติ๊กเกอร์ดังกล่าววาดและออกแบบโดย “แนนโซ่-วราภรณ์ เหมรัตน” เพื่อสร้างแรงจูงใจผ่านลวดลายและเส้นสายที่ออกแบบให้ดูสนุก เข้าใจง่าย และยังมีคำที่จะเป็นแรงผลักดันและให้มีความพยายามที่จะก้าวไปสู่จุดหมายให้ได้อีกด้วย และศิลปินแนนโซ่จะมาแจกสติ๊กเกอร์ให้กับนักเรียนที่ร่วมกิจกรรมกับการติวสดออนไลน์ครั้งนี้

การติวสดออนไลน์ 6 วันติดนั้นและมี 3 ไอดอลคนดังมาร่วมงาน พร้อมจัด 19 ติวเตอร์แถวหน้าของประเทศ นักเรียนและโรงเรียนที่ยังไม่ได้สมัครเข้าร่วมโครงการติวฟรีของสหพัฒน์แอดมิชชั่นครั้งที่ 26 ยังสมัครกันได้ที่www.sahapatadmission.com ติดตามข่าวสารข้อมูลโครงการเพิ่มเติมได้ทาง FB : SahapatAdmission หรือโทร.064-1633449,

หัวเว่ยผนึก ม.นเรศวร จัด Tech Day รอบภูมิภาคเป็นครั้งแรกในไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/759360

หัวเว่ยผนึก ม.นเรศวร จัด Tech Day  รอบภูมิภาคเป็นครั้งแรกในไทย

หัวเว่ยผนึก ม.นเรศวร จัด Tech Day รอบภูมิภาคเป็นครั้งแรกในไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

รศ.ดร.สัมฤทธิ์ โม้พวง คณบดี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร และ นายเชลดอน หวัง รองประธานกลุ่มธุรกิจเอ็นเตอร์ไพรส์ บริษัทหัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัดร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือพัฒนาและส่งเสริมทักษะทางด้านไอทีของนักศึกษาภายใต้โครงการ “Huawei ICT Academy” และจัด Huawei Tech Day รอบภูมิภาคเป็นครั้งแรก เพื่อมุ่งเตรียมความพร้อมบุคลากรด้านไอซีที ตลอดจนพาร์ทเนอร์ของม.นเรศวรได้ทราบถึงแนวทางการเปลี่ยนแปลงด้านดิจิทัลทั่วโลก และการอัปเดตเทคโนโลยีในกลุ่มโซลูชั่น ได้แก่ Huawei Wi-Fi 7,Mini-FTTO, OceanStor Dorado 2000 และ IdeaHub,สมาร์ท แคมปัส, ห้องเรียนอัจฉริยะ, ระบบวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูง และอื่นๆ เพื่อช่วยภาคการศึกษาในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีสารสนเทศและการก้าวสู่ยุคดิจิทัลณ มหาวิทยาลัยนเรศวร

นายเชลดอน หวัง รองประธานกลุ่มธุรกิจเอ็นเตอร์ไพรส์ บริษัทหัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด เผยว่า การเดินหน้าตามพันธกิจ “เติบโตในประเทศไทยและสนับสนุนประเทศไทย”โดยเฉพาะในภาคสถาบันการศึกษา ในงาน Huawei Tech Day ในครั้งนี้ ได้นำผู้เชี่ยวชาญจากโซลูชั่นในกลุ่มต่างๆ มาแนะนำเทรนด์และแนวทางความเป็นไปได้ของการนำเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้งาน หัวเว่ย และ ม.นเรศวร มีเป้าหมายไปในทิศทางเดียวกันนั่นคือ การสร้างระบบบริหารจัดการองค์กร โดยดิจิทัลทรานสฟอร์เมชั่น เพื่อให้มีความคล่องตัว ลดความซ้ำซ้อน ตลอดจนช่วยพัฒนาศักยภาพของบุคลากรสายสนับสนุนให้รองรับระบบดิจิทัลได้

การร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือภายใต้โครงการ“Huawei ICT Academy” หัวเว่ย ได้สนับสนุนหลักสูตรและแพลตฟอร์มการเรียนรู้ด้านไอซีทีด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย เช่น 5G, Cloud Computing, IoT และ Big Data เพื่อให้นักศึกษาได้มีประสบการณ์การใช้โซลูชั่นจริง ที่จะช่วยส่งเสริมความคิดในเชิงสร้างสรรค์ ช่วยพัฒนาความรู้ในด้านเทคโนโลยี ตลอดจนช่วยส่งเสริมและพัฒนานักศึกษาให้มีความรู้ความสามารถในด้านเทคโนโลยีเฉพาะทาง พร้อมก้าวเข้าสู่สายอาชีพในภาคอุตสาหกรรมต่อไป

สกสว.-PMU ร่วมเตรียมทำแผนนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ ปีงบ68 ผลักดันการใช้ผลงานวิจัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/759340

สกสว.-PMU ร่วมเตรียมทำแผนนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ ปีงบ68 ผลักดันการใช้ผลงานวิจัย

สกสว.-PMU ร่วมเตรียมทำแผนนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ ปีงบ68 ผลักดันการใช้ผลงานวิจัย

วันพุธ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2566, 15.59 น.

สกสว.จัดประชุมชี้แจงแนวทางการจัดสรรงบประมาณด้านการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ (RU) ประจำปีงบประมาณ 2568 ให้กับ PMU มุ่งบริหารจัดสรรงบ 5,000 ล้านบาท เพื่อสร้างประโยชน์ให้กับประเทศ และมีความคุ้มค่า

เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) นำโดย รศ. ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล ผู้อำนวยการ สกสว. พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร สกสว. จัดการประชุมชี้แจง “แนวทางการจัดทำคำของบประมาณแผนงานย่อยรายประเด็นด้านการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ (Research Utilization: RU) ประจำปีงบประมาณ 2568” ให้กับหน่วยบริหารและจัดการทุน หรือ PMU เพื่อชี้แจงถึงแนวทางการจัดทำแผนด้าน RU และหัวข้อสำคัญที่จะมุ่งเน้นดำเนินการ ในปีงบประมาณ 2568 ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์

รศ. ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล ผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวว่า กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) เป็นกองทุนที่จะช่วยสนับสนุนการทำงานด้านการวิจัยของหน่วยงานทุกภาค โดยมีแผน Quick Win (ช่วง 6 เดือน – 1 ปี) ในประเด็นต่าง ๆ ประกอบด้วย 1) การแก้ปัญหาความยากจนด้วย ววน. 2) การจัดการน้ำ 3) PM2.5 4) การร่วมทุนกับเอกชนใน BCG และ Smart Cities 5) การพัฒนากำลังคนด้านการท่องเที่ยว สำหรับแผนระยะกลาง (ช่วง 2-3 ปี) ประกอบด้วย 1) นวัตกรรมการแพทย์สู่ สปสช. 2.) ระเบียงเศรษฐกิจ 4 ภูมิภาค 3.) การเป็นศูนย์กลางกำลังคนทักษะสูงและศูนย์กลางความรู้ของภูมิภาค 5 เรื่อง โดยเฉพาะ  BCG การแพทย์ เกษตรอาหารมูลค่าสูง พลังงานชีวภาพ ท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ 4) Reskill-upskill โดยร่วมมือกับ สป.อว. กกอ. และแผนงาน ววน. เรื่อง พื้นที่นวัตกรรมทางการศึกษาและ learning cities

สำหรับปีงบประมาณ 2568 ได้มีการเสนอกรอบวงเงินงบประมาณด้าน ววน. รวม 42,000 ล้านบาท ในจำนวนนี้มีงบประมาณด้าน RU วงเงิน 5,000 ล้านบาท โดยมุ่งเน้นการดำเนินงานภายใต้ “ยุทธศาสตร์ที่ 1” การพัฒนาเศรษฐกิจไทยด้วยเศรษฐกิจสร้างคุณค่าและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้มีความสามารถในการแข่งขันและพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนพร้อมสู่อนาคตโดยใช้วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และ “ยุทธศาสตร์ที่ 2” การยกระดับสังคมและสิ่งแวดล้อม ให้มีการพัฒนาอย่างยั่งยืนสามารถแก้ไขปัญหาท้าทายและปรับตัวได้ทันต่อพลวัตการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยใช้วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

ในส่วนของการจัดทำแผนงานด้าน RU ประจำปีงบประมาณ 2568 สกสว. ได้เสนอให้มีการ Re-Design แผนงาน โดยให้มีการดำเนินงานทั้งแบบ Top Down และ Bottom Up  และเสนอให้เลือกแบบ Sector Base หรือ Issue Base และ Cross Cutting หน่วยงาน โดย สกสว. มุ่งเน้นประเด็นหลักในการดำเนินงาน ได้แก่ การแพทย์และสุขภาพ เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ เกษตรและอาหารมูลค่าสูง ยานยนต์ไฟฟ้า สิ่งแวดล้อมและสังคมคาร์บอนต่ำ เศรษฐกิจฐานราก เศรษฐกิจสร้างสรรค์ สังคมสูงวัย และการบริหารจัดการภาครัฐ

ด้าน รศ. ดร.สุดสวาสดิ์ ดวงศรีไสย์ รองผู้อำนวยการสำนักพัฒนาระบบ ววน. ด้านการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ กล่าวเสริมในส่วนของเกณฑ์การคัดเลือกหัวข้อสำคัญ ประกอบด้วย 1. สร้างผลกระทบได้ชัด มีกลุ่มผู้ได้รับประโยชน์ (Beneficiary) ชัดเจน และมีขนาดใหญ่ 2. สามารถดำเนินการให้บรรลุผล หรือสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนได้ภายใน 1 ปี 3. มีงานวิจัยพร้อมใช้ มีระบบนิเวศที่เอื้อต่อการดำเนินงาน และ/หรือโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ที่พร้อมในระดับหนึ่งตลอดห่วงโซ่คุณค่า และ 4. มี Key Player หลักเข้าร่วม และมีกลไกขับเคลื่อนชัดเจน โดยการประชุมระดมสมองร่วมกับ PMU ในครั้งนี้ เพื่อให้ได้ตัวอย่างหัวข้อสำคัญที่จะดำเนินการในแผนด้าน RU ประจำปีงบประมาณ 2568 แบบ Top Down รวมทั้งได้แนวทางการประชุมเชิงปฏิบัติการจัดทำแผนด้าน RU ร่วมกับหน่วยงานที่มีภารกิจหลักในประเด็นนั้น ๆ ซึ่งมีแผนจะจัดขึ้นในเดือนตุลาคม 2566 ต่อไป

“สกสว. เป็นหน่วยงานกลางในการบริหารจัดการกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) มีหน้าที่ในการส่งเสริม สนับสนุน และขับเคลื่อนระบบวิจัยและนวัตกรรมของประเทศในทุกด้าน เพื่อให้เกิดการพัฒนาประเทศอย่างสมดุลและยั่งยืน”

ปลดล็อกการศึกษาพระ-เณร! ‘พวงเพ็ชร’เผย ครม.ผ่านงบฯพระปริยัติธรรม 346 ล้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/759233

ปลดล็อกการศึกษาพระ-เณร! 'พวงเพ็ชร'เผย ครม.ผ่านงบฯพระปริยัติธรรม 346 ล้าน

ปลดล็อกการศึกษาพระ-เณร! ‘พวงเพ็ชร’เผย ครม.ผ่านงบฯพระปริยัติธรรม 346 ล้าน

วันพุธ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2566, 09.57 น.

“พวงเพ็ชร”เผย ครม.ผ่านงบฯพระปริยัติธรรม 346 ล้าน ปลดล็อกการศึกษาพระ-เณรไทย เจ้าคุณประสาร ม.จุฬาลงกรณ ชื่นชม รมต.ใหม่รับปากไว้ทำได้ทันที

เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2566 นางพวงเพ็ชร ชุนละเอียด รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2566 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อเป็นค่าตอบแทนรายเดือนแก่เจ้าหน้าที่การศึกษาพระปริยัติธรรม (จศป.) จำนวน 3,320 อัตรา จำนวน 346,726,400 บาท ตามที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เสนอ

นางพวงเพ็ชร กล่าวว่า ภายหลังที่ได้รับมอบหมายจาก นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้กำกับ ดูแล และสั่งราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ได้ลงพื้นที่กราบพระเถระตามวัดต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อสอบถามรับฟังปัญหาจากพระเถระตามวัดต่างๆ ได้ให้ข้อเสนอแนะ พร้อมเสนอปัญหาของกิจการคณะสงฆ์ โดยเฉพาะเรื่องงบประมาณของการศึกษาพระปริยัติธรรม (จศป.) ที่ยังไม่เคยได้รับเลย ทำให้การบริหารการศึกษาในส่วนนี้ได้รับผลกระทบและเดือดร้อนเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งเมื่อรับทราบปัญหา รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ เร่งแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยเร่งนำเรื่องเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติ

ทางด้าน พระราชวัชรสารบัณฑิต หรือ เจ้าคุณประสาร รองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย หรือ มจร.เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ (25 ก.ย.) ได้พบ นางพวงเพ็ชร ชุนละเอียด รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในงานแถลงข่าว 338 ปี วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ราชวรมหาวิหาร โดยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ เข้าใจและรับรู้ถึงปัญหาที่เกิดขึ้น นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมที่จะเข้าไปแก้ไขและช่วยเหลือคณะสงฆ์อย่างเต็มที่ ไม่เฉพาะเรื่องนี้ หมายรวมถึงในทุกๆ เรื่องที่เป็นภาระหน้าที่รับผิดชอบ ภายหลังที่ได้รับทราบมติคณะรัฐมนตรีได้มีการอนุมัติเรื่องงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2566 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อเป็นค่าตอบแทนรายเดือนแก่เจ้าหน้าที่การศึกษาพระปริยัติธรรม (จศป.) ได้สอบถามไปตาม จศป.ต่างๆ ในส่วนภูมิภาคทั่วประเทศต่างก็อนุโมทนาสาธุการ อนุโมทนาในบุญกุศลที่นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี ที่ให้ความสำคัญต่อการศึกษาของคณะสงฆ์ ให้การอุปถัมภ์ต่อการศึกษาในส่วนของพระสงฆ์ สามเณรที่เป็นเนื้อนาบุญ ที่สำคัญท่านรับปากกับพระไว้อย่างไร ท่านก็ทำให้ได้ทันท่วงที จึงเป็นการปลดล็อกปัญหาต่างๆ ที่ค้างคาและหมักหมมมายาวนาน

“ต่อจากนี้ไปงานการพระศาสนาในทุกๆ ด้าน ทั้งการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกธรรม ธรรมศึกษา บาลี บาลีศึกษา ปริยัติสามัญ และมหาวิทยาลัยสงฆ์ในสังกัด อว.คงจะมีความหวังมากขึ้นจากภาครัฐ ทั้งในเชิงนโยบายและการปฎิบัติของรัฐบาลที่มีต่อคณะสงฆ์ทั้งประเทศ” พระราชวัชรสารบัณฑิต กล่าว

‘ชไนเดอร์’หนุน‘สอศ.-มจพ.’ ฝึกนศ.เพิ่มทักษะ‘ไฟฟ้า-ออโตเมชั่น’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/759161

‘ชไนเดอร์’หนุน‘สอศ.-มจพ.’ ฝึกนศ.เพิ่มทักษะ‘ไฟฟ้า-ออโตเมชั่น’

‘ชไนเดอร์’หนุน‘สอศ.-มจพ.’ ฝึกนศ.เพิ่มทักษะ‘ไฟฟ้า-ออโตเมชั่น’

วันพุธ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค และมูลนิธิชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้ลงนามในบันทึกความร่วมมือเพื่อมอบชุดฝึกสำหรับการเรียนรู้และการฝึกอบรมทางด้านไฟฟ้าและออโตเมชั่น ให้กับ 15 สถาบันการศึกษาทั่วประเทศ โดย นายฌอง ปาสคาล ตริคัวร์ ประธานบริหาร ชไนเดอร์ อิเล็คทริคและประธานมูลนิธิชไนเดอร์อิเล็คทริค เปิดเผยว่า ตั้งแต่ปี 2552 มูลนิธิชไนเดอร์ อิเล็คทริคพร้อมด้วยโครงการ Youth Educationและ Entrepreneurship มุ่งมั่นในการให้ความรู้ด้านการบริหารจัดการพลังงาน ซึ่งเป็นคำมั่นสัญญาที่กำหนดโดยผลกระทบด้านความยั่งยืนของชไนเดอร์ อิเล็คทริค

โดยมีเป้าหมายลดช่องว่างด้านการศึกษาผ่านการให้การสนับสนุนเรื่องการฝึกอบรมแก่เยาวชน 1 ล้านคน และผู้ประกอบการ10,000 ราย ภายในสิ้นปี 2568 ซึ่งมูลนิธิชไนเดอร์ มุ่งเป้าในการมีส่วนร่วมสนับสนุนสังคมคาร์บอนต่ำ และสร้างความทัดเทียมมากยิ่งขึ้น ด้วยการอาศัยความเชี่ยวชาญ และบรรดาพันธมิตรในภูมิภาค เพื่อจุดประกายให้กับคนรุ่นใหม่และชุมชนในวงกว้างเพื่อขับเคลื่อนไปสู่อนาคตที่ดียิ่งขึ้นผ่านการพัฒนาที่ยั่งยืน

“การร่วมมือระหว่างมูลนิธิชไนเดอร์ อิเล็คทริค และชไนเดอร์ อิเล็คทริค ประเทศไทย จะให้การสนับสนุนด้วยการมอบสื่อการสอน จัดซื้ออุปกรณ์ด้านเทคนิค และการฝึกอบรมผู้สอน โดยทาง Asia Society for Social Improvement and Sustainable Transformation (ASSIST) จะประสานความร่วมมือในครั้งนี้ ด้วยการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา” ประธานบริหาร ชไนเดอร์ อิเล็คทริค กล่าว

ด้าน นายสเตฟาน นูสส์ ประธานคลัสเตอร์ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ดูแลประเทศไทย ลาวและเมียนมากล่าวว่า วันนี้ทุกภาคส่วนของอุตสาหกรรมต่างมุ่งไปในทิศทางเดียวกัน คือ การทรานส์ฟอร์มไปสู่ดิจิทัล มีการรวมกันระหว่างเทคโนโลยี IT และ OT เข้าด้วยกันและใช้ประโยชน์จากดิจิทัลในการทำงานในกระบวนการต่างๆ เช่น การมอนิเตอร์พลังงาน และกระบวนการต่างๆ เพื่อให้สามารถวิเคราะห์ในเชิงลึกได้ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลในเชิงบวก รวมถึงการประหยัดพลังงาน และคาดการณ์แนวโน้มในการซ่อมบำรุงได้ พร้อมทั้งสร้างความยั่งยืนควบคู่กันไป

“ดังนั้นความท้าทายของผู้เริ่มทำงานคือการทำความเข้าใจกับระบบใหม่ๆ นี้ให้เข้าใจ ก่อนเข้าสู่การทำงานจริง ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค มีความยินดีในการมอบสื่อการสอนที่จะทำให้นักศึกษาสามารถบ่มเพาะความรู้จากเทคโนโลยีของเราเพื่อการทำงานที่มั่นคงในอนาคต” นายสเตฟานกล่าว

สำหรับประเทศไทย ในครั้งนี้มูลนิธิชไนเดอร์ อิเล็คทริค มีการลงนามความร่วมมือกับสถาบันการอาชีวศึกษาภาคตะวันออกในปี 2565 และกับสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) ตั้งเป้าฝึกอบรมนักศึกษาระดับอาชีวศึกษาสาขาไฟฟ้าทั่วประเทศให้ได้ 55,000 คน ตลอดระยะเวลาความร่วมมือถึงปี 2570 โดยนักศึกษาแต่ละคนจะต้องได้รับการฝึกอบรมทางด้านไฟฟ้าและออโตเมชั่นเป็นเวลา 180 ชั่วโมง หรือ1 ภาคการศึกษา โดยมอบหมายให้ ASSIST เป็นผู้วัดผลการดำเนินการทุกไตรมาส

‘สถ.’จับมือ‘สสส.’หนุนท้องถิ่น สร้าง‘พื้นที่แห่งโอกาส’เพื่อเด็ก-เยาวชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/759162

‘สถ.’จับมือ‘สสส.’หนุนท้องถิ่น สร้าง‘พื้นที่แห่งโอกาส’เพื่อเด็ก-เยาวชน

‘สถ.’จับมือ‘สสส.’หนุนท้องถิ่น สร้าง‘พื้นที่แห่งโอกาส’เพื่อเด็ก-เยาวชน

วันพุธ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายพนมเทียน เส้งวั่นผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) กระทรวงมหาดไทย กล่าวในงานมอบรางวัลเพื่อคนการศึกษาท้องถิ่น (Local Education Award 2023) เมื่อเร็วๆ นี้ ว่า สถ. น้อมนำพระบรมราโชบายของในหลวงรัชกาลที่ 10 เรื่องการศึกษาต้องมุ่งสร้างพื้นฐานให้แก่ผู้เรียน 4 ด้าน 1.มีทัศนคติที่ถูกต้องต่อบ้านเมือง 2.มีพื้นฐานชีวิตที่มั่นคง มีคุณธรรม 3.มีงานทำ มีอาชีพ สามารถเลี้ยงตัวและเลี้ยงครอบครัวได้ และ 4.เป็นพลเมืองดี สถานศึกษาและสถานประกอบการ ส่งเสริมให้ทุกคนมีโอกาสทำหน้าที่พลเมืองดี

โดยปัจจุบันจะเห็นว่าศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในพื้นที่ต่างๆ ได้รับความชื่นชม ได้รับความไว้วางใจจากผู้ปกครองเพิ่มขึ้น จนบางแห่งต้องแย่งกันจองคิวส่งบุตรหลานเข้าไปเรียน ซึ่งการมอบรางวัลเพื่อคนการศึกษาท้องถิ่นครั้งนี้ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่บุคลากรในสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่มีผลงานดีเด่นด้านการศึกษาท้องถิ่น ประกอบด้วยรางวัลโรงเรียนต้นแบบเสริมสร้างคุณธรรมและจริยธรรมในสถานศึกษาสังกัด อปท. จำนวน 7 รางวัล รางวัล อปท. ต้นแบบส่งเสริมการมีส่วนร่วมของสภาเด็กและเยาวชน 46 รางวัล

รางวัลเกียรติบัตรเชิดชูเกียรติครูสอนเด็กด้อยโอกาส 25 รางวัล และรางวัลประกวดคลิปวีดีโอรำวงมาตรฐานประกอบเพลง “รำวงมหาดไทยเพื่อคนไทย” ในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานและสถานศึกษาระดับปฐมวัยสังกัด อปท. 20 รางวัล นับเป็นการมอบรางวัลครั้งแรกหลังจากมี พ.ร.บ.ส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ พ.ศ.2550 และฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560 ที่กำหนดให้ อปท. มีหน้าที่ในกิจการสภาเด็กและเยาวชน และเกิดการกำหนดให้เยาวชนมีบทบาทและมีส่วนร่วมทำงานร่วมกับท้องถิ่น ซึ่งจะเป็นต้นแบบให้กับ อปท.อื่นๆทั่วประเทศต่อไป

น.ส.ณัฐยา บุญภักดี ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชนและครอบครัว สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า การพัฒนาและ
ส่งเสริมเด็กและเยาวชนให้เท่าทันต่อสถานการณ์โลกยุคใหม่ เป็นความท้าทายใหม่ของหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชน โดยเฉพาะอปท. กลไกรัฐที่อยู่ใกล้ชิดกับเด็กและเยาวชนมากที่สุด ซึ่งแม้ อปท. มีการจัดตั้งสภาเด็กและเยาวชนระดับท้องถิ่นขึ้นตามกฎหมายส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติทั้งสิ้น 7,774 แห่ง

แต่ในกฎหมายไม่ได้กำหนดแนวทาง หรือวิธีการส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนอย่างชัดเจน ส่งผลให้ท้องถิ่นระดับต่างๆ ได้แก่ องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เทศบาลตำบล (ทต.) เทศบาลเมือง (ทม.) เทศบาลนคร (ทน.) ต้องการแผนงานและแนวทางการขับเคลื่อนการดำเนินงานส่งเสริมและพัฒนาเด็กและเยาวชนอย่างเป็นระบบ รวมถึงตัวอย่าง หรือต้นแบบที่จะทำให้การขับเคลื่อนงานด้านเด็กเยาวชนให้เกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพต่อเนื่อง และเท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์โลก

น.ส.ณัฐยา กล่าวต่อไปว่า สสส.เล็งเห็นโอกาสสร้างการมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายจากเยาวชนคนท้องถิ่น ด้วยการสนับสนุนให้เกิด “พื้นที่แห่งโอกาส” ให้เด็กและเยาวชนได้พัฒนาศักยภาพ มีส่วนร่วมอย่างเป็นทางการในกระบวนการพัฒนานโยบายในระดับท้องถิ่นและเรียนรู้ผ่านการลงมือทำโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อท้องถิ่นของตน ทำให้เกิดทักษะในศตวรรษที่ 21ทั้งการคิดวิเคราะห์ คิดสร้างสรรค์ ทำงานเป็นทีม และสื่อสารสร้างสรรค์ ช่วยลดปัญหาสุขภาวะทางจิต เกิดความภูมิใจและเห็นคุณค่าในตนเอง

โดย สสส. สนับสนุนมูลนิธินวัตกรรมสร้างสรรค์สังคมให้เข้ามาร่วมทำงานสร้างเสริมศักยภาพบุคลากรท้องถิ่น เพื่อเพิ่มทักษะให้บุคลากรที่ต้องทำงานกับเด็กและเยาวชน ทั้งหลักสูตรออนไลน์ที่ http://www.coachforchange.coและออนไซด์ ทำให้การทำงานส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเยาวชน ไม่ใช่แค่การจัดกิจกรรมให้เด็กมาร่วมงาน แต่เป็นกิจกรรมที่เด็กๆ ได้มีส่วนร่วมคิดร่วมทำและร่วมรับผิดชอบ

ได้มีส่วนร่วมดูแลแก้ไขปัญหาในชุมชนพื้นที่ของตนเอง ซึ่งก็ได้รางวัลเชิดชูเกียรติในครั้งนี้ด้วย อย่างไรก็ตามยอมรับว่าเป็นห่วงทิศทางการทำงานด้านการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของสภาเด็กและเยาวชนท้องถิ่นในอนาคต เพราะการถ่ายโอนภารกิจมาสู่ อปท.ทั่วประเทศยังไม่เสร็จสมบูรณ์ จะส่งผลให้อปท. ยังไม่สามารถขับเคลื่อนงานสภาเด็กและเยาวชนได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ